ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย
จดั ทาโดย
๑.นางสาวหยาดฟ้า สขุ แก้ว ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่๕/๓ เลขท๑ี่ ๔
๒.นางสาวกลั ย์สดุ า คสู่ อน ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี๕/๓ เลขท๑่ี ๖
๓.นางสาวกฤตยิ าณี วงั้ งิว้ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่๕/๓ เลขท๑่ี ๗
๔.นางสาวเดน่ นภา เป็งดอก ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี๕/๓ เลขที่๑๘
๕.นางสาวบญั ฑิตา ยอดคา ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่๕/๓ เลขท่ี๑๙
๖.นางสาวรินลณี คาบญุ มา ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่๕/๓ เลขท๒ี่ 0
๗.นางสาวโสภิตา ติบ๊ คา ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่๕/๓ เลขท๒่ี ๑
๘.นางสาวอริสา ดอกสขุ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี๕/๓ เลขท๒ี่ ๒
เสนอ
คณุ ครู
โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ ๒๖ จงั หวดั ลาพนู
คานา
รายงานเลม่ นีจ้ ดั ทาขนึ ้ เพ่อื เป็นสว่ นหน่งึ ของวชิ าบรู ณาการ
ภาษาไทย เพ่ือให้ได้ศกึ ษาหาความรู้ในเรื่องของลลิ ติ ะเลงพา่ ย โดย
ได้ศกึ ษาผ่านแหลง่ ความรู้ตา่ งๆ เช่น หนงั สอื ห้องสมดุ และแหลง่
ความรู้จากเวบ็ ไซร์ต่างๆ โดยรายงานเลม่ นีต้ ้องมเี นอื ้ หาเกี่ยวกบั
ความเป็นมา ประวตั ผิ ้แู ตง่ ลษั ณะคาประพนั ธ์ เรื่องยอ่ และคาศพั ท์
ทเ่ี ก่ียวข้องในลลิ ติ ตะเลงพ่าย
ผ้จู ดั ทาคาดหวงั เป็นอย่างยิ่งวา่ การทาเอกสารฉบบั นีจ้ ะมี
ข้อมลู ทเี่ ป็นประโยชน์ตอ่ ผ้ทู ีส่ นใจศกึ ษาเก่ียวกบั วรรณคดเี ร่ืองลลิ ิต
ตะเลงพา่ ยเป็นอย่างดี
สารบญั หน้า
๑
หวั ข้อ ๒
-ความเป็นมา ๓-๕
-ประวตั ผิ ้แู ตง่ ๖-๗
-ลกั ษณะคาประพนั ธ์ ๘
-เร่ืองยอ่
-คาศพั ท์
หน้า๑
ความเป็นมา
ลิลิตตะเลงพา่ ย เป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช มีการ
ดาเนินเรื่องตามพงศาวดารกรุงศรีอยธุ ยา เร่ิมต้งั แต่สมเดจ็ พระมหาธรรมราชาเสดจ็
สวรรคต จนถึงตอนที่สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทรงกระทายทุ ธหตั ถีกงั พระมหาอุป
ราชาของพม่า พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนมใ์ น พ.ศ.๒๑๓๕
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธเ์ รื่องน้ีเพ่ือ
เฉลิมพระเกียรติสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช โดยแต่งแนวเดียวกบั ยวนพา่ ยโคลงด้นั หรือ
โคลงยวนพา่ ย ซ่ึงมีมาก่อนต้งั แต่สมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
หนา้ ๒
ประวตั ิผ้แู ตง่
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระนามเดิม พระองคเ์ จา้
วาสุกรี เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ประสูติเม่ือ
พ.ศ. ๒๓๓๓ เมื่อพระชนมายุ ๑๒ พรรษา ไดผ้ นวชเป็นสามเณร ประทบั ณ พระ
ตาหนกั ทา่ วาสุกรี วดั พระเชตุพนฯ ในสมยั รัชกาลท่ี ๒ ไดร้ ับสถาปนาเป็นกรมหมื่นนุชิต
ชิโนรส สมยั รัชกาลที่ ๔ ไดร้ ับการสถาปนาเป็นกรมสมเดจ็ พระปรมานุชิตชิโนรส ต่อมา
ในรัชกาลท่ี ๖ โปรดเกลา้ ฯ สถาปนาเป็นสมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปรมานุชิต
ชิโนรส สิ้นพระชนมเ์ มื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ รวมพระชนมายุ ๖๔ พรรษา
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็นสมเดจ็
พระสงั ฆราชพระองคท์ ่ี ๗ แห่งกรุง รตั นโกสินทร์ และทรงเป็นพระราชวงศพ์ ระองค์
แรกที่ทรงไดร้ ับสถาปนาใหด้ ารงตาแหน่งสมเดจ็ พระ สงั ฆราช ทรงสถิต ณ วดั พระเชตุ
พนวิมลมงั คลารามราชวรมหาวหิ าร ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ดารง
สมณศกั ด์ิเมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๙ถึงปี พ.ศ. ๒๓๙๖รวม ๒ พรรษา สิ้นพระชนมเ์ มื่อ
พระชนมายไุ ด้ ๖๔พรรษา ใน ทางพระพทุ ธศิลป์ ไดท้ รงคิดแบบพระพุทธรูปปางตา่ ง ๆ
ถวายพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั โดยทรงเลือกพระอิริยาบทต่าง ๆ จากพุทธ
ประวตั ิเป็นจานวน ๓๗ ปาง เริ่มต้งั แต่ปางบาเพญ็ ทุกขกิริยา จนถึงปางหา้ มมาร
พระพทุ ธรูปปางต่าง ๆ เหล่าน้ี ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓องคก์ าร ศึกษา วิทยาศาสตร์ และ
วฒั นธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยเู นสโก) ไดป้ ระกาศยกยอ่ งสมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรม
พระปรมานุชิตชิโนรสเป็นบุคคลผมู้ ีผลงานดีเด่นดา้ นวฒั นธรรมระดบั โลก ประจาปี พ.ศ.
๒๕๕๓ นบั เป็นพระสงฆร์ ูปแรกที่ไดร้ ับการถวายเกียรติน้ี
หน้า๓
ลกั ษณะคาประพนั ธ์
แต่งดว้ ยลิลิตสุภาพ ซ่ึงประกอบดว้ ยร่ายสุภาพ โคลงสองสุภาพ โคลงสาม
สุภาพ และโคลงส่ีสุภาพ แต่งสลบั กนั ไป จานวน ๔๓๙ บท โดยไดแ้ บบอยา่ งการแตง่ มา
จากลิลิตยวนพา่ ย ท่ีแต่งข้ึนในสมยั อยธุ ยาตอนตน้ ลิลิตเปรียบไดก้ บั งานเขียนมหากาพย์
จดั เป็นวรรณคดีประเภทเฉลิมพระเกียรติพระมหากษตั ริย์
ลกั ษณะคาประพนั ธ์ของลิลิตตะเลงพา่ ย
๑.ลกั ษณะบังคบั ร่ายสุภาพ
ร่ายสุภาพบทหน่ึงมีต้งั แต่ ๕ วรรคข้ึนไป และตอนทา้ ยตอ้ งจบดว้ ยโคลงสองสุภาพ ร่าย
สุภาพแต่ละวรรคกาหนดใหม้ ี ๕ คา สาหรับสมั ผสั บงั คบั ของร่ายสุภาพ กาหนดใหค้ า
สุดทา้ ยของวรรคหนา้ ส่งสมั ผสั ไปยงั คาที่ ๑ หรือท่ี ๒ หรือท่ี ๓ เพียงดาใดคาหน่ึงในวรรค
ถดั ไป การส่งสมั ผสั เป็นไปเช่นน้ีจนกระทงั่ จบดว้ ยโคลงสองสุภาพ ส่วนสมั ผสั ในซ่ึงเป็น
สมั ผสั ท่ีไม่บงั คบั ในร่ายสุภาพใชไ้ ดท้งั สมั ผสั พยญั ชนะและสมั ผสั สระ แต่นิยมสมั ผสั
พยญั ชนะมากกวา่ จะไดแ้ ผนภูมิดงั น้ี
หน้า๔
๒.ลกั ษณะบงั คบั ของโคลงสองสุภาพ
โคลงสองสุภาพบทหน่ึงมี ๓ วรรค ๆ หน่ึงมี ๕ คา ยกเวน้ วรรคสุดทา้ ยมีเพียง ๔ คา ใน
ตอนทา้ ยมีคาสร้อยได้ ๒ คา สมั ผสั ของโคลงสองสุภาพมีเพียงแห่งเดียว คือคาสุดทา้ ย
ของวรรคแรกส่งสมั ผสั ไปยงั คาสุดทา้ ยของวรรคท่ี ๒ จะไดแ้ ผนภูมิดงั น้ี
๓.ลกั ษณะบังคบั โคลงสามสุภาพ
โคลงสามสุภาพบทหน่ึงมี ๔ วรรค ๆ ละ ๕ คา ยกเวน้ วรรคสุดทา้ ยซ่ึงมี ๔ คา และมีคา
สร้อยตอนทา้ ยอีก ๒ คา สมั ผสั โคลงสามสุภาพกาหนดใหค้ าสุดทา้ ยของวรรคแรกส่ง
สมั ผสั ไปยงั คาท่ี ๓ ของวรรคท่ี ๒ และคาสุดทา้ ยของวรรคท่ี ๒ ส่งสมั ผสั ไปยงั คาสุดทา้ ย
ของวรรคท่ี ๓ จะไดแ้ ผนภูมิดงั น้ี
หน้า๕
๔.ลกั ษณะบังคบั ของโคลงสี่สุภาพ
โคลงสี่สุภาพบทหน่ึงมี ๔ บาท แต่ละบาทประกอบดว้ ย ๒ วรรค คือ วรรคหนา้ ๕ คา
วรรคหลงั ๒ คา ยกเวน้ บาทที่ ๔ ท่ีมีวรรคหลงั ๔ คา นอกจากน้ีในบาทที่ ๑ และบาทท่ี ๓
อาจมีสร้อยคาไดอ้ ีกบาทละ๒ คา โคลงสี่สุภาพบงั คบั คาเอก ๗ คา คาโท ๔ คา โดยถือรูป
วรรณยกุ ตเ์ ป็นเกณฑ์ และคาเอกอาจใชค้ าตายแทนได้ สมั ผสั โคลงสี่สุภาพไดแ้ ก่ คา
สุดทา้ ยของบาทท่ี ๑(ไม่นบั คาสร้อย) ส่งสมั ผสั ไปยงั คาที่ ๕ ของบาทท่ี ๒ และบาทท่ี ๓
คาสุดทา้ ยของบาทท่ี ๒ ส่งสมั ผสั ไปยงั คาที่ ๕ ของบาทที่ ๔ ส่วนสมั ผสั ในของโคลงส่ี
สุภาพนิยมสมั ผสั
หน้า๖
เนือ้ เรื่องย่อ
เร่ิมตน้ ดว้ ยการชมพระบารมีและพระบรมเดชานุภาพของสมเดจ็ พระนเรศวร
มหาราช แลว้ ดาเนินความตามประวตั ิศาสตร์วา่ พระเจา้ หงสาวดีนนั ทบุเรงทรงทราบ
วา่ สมเดจ็ พระมหาธรรมราชา เสดจ็ สวรรคต สมเดจ็ พระนเรศวรไดค้ รองราชสมบตั ิ
พระองคจ์ ึงตรัสปรึกษาขนุ นางท้งั ปวงวา่ กรุงศรีอยธุ ยาผลดั เปลี่ยนกษตั ริย์ สมเดจ็ พระ
นเรศวรและสมเดจ็ พระเอกาทศรถ พระพีน่ อ้ งท้งั สองอาจรบพงุ่ ชิงความเป็นใหญ่กนั ยงั
ไม่รู้เหตุผลประการใด ควรส่งทพั ไปดินแดนอยธุ ยา เป็นการเตือนสงครามไวก้ ่อน ถา้
เหตุการณ์เมืองอยธุ ยาไม่ปกติสุขกใ็ หโ้ จมตีทนั ที ขนุ นางท้งั หลายกเ็ ห็นชอบตาม
พระราชดาริน้นั พระเจา้ หงสาวดีจึงตรัสให้ พระมหาอุปราชาเตรียมทพั ร่วมกบั พระ
มหาราชเจา้ นครเชียงใหม่ แต่พระมหาอุปราชากราบทูลพระบิดาวา่ โหรทายวา่ ชนั ษาของ
พระองคร์ ้ายนกั
สมเดจ็ พระเจา้ หงสาวดีตรัสวา่ พระมหาธรรมราชาไม่เสียแรงมีโอรสลว้ นแต่
เช่ียวชาญกลา้ หาญในศึกมิเคยยอ่ ทอ้ การสงคราม ไม่เคยพกั ใหพ้ ระราชบิดาใชเ้ ลยตอ้ งหา้ ม
เสียอีก ผดิ กบั พระองค์ และใหพ้ ระมหาอุปราชาไปเอาภสั ตราภรณ์สตรีมาทรงเสีย พระ
มหาอุปราชาทรงอบั อายและหวาดกลวั พระราชอาญาของพระบิดายงิ่ นกั จึงเตรียมจดั ทพั
หลวงและทพั หวั เมืองตา่ งๆ เพื่อยกมาตีอยธุ ยา ขณะน้นั สมเดจ็ พระนเรศวรเตรียมทพั จะไป
ตีกมั พูชาเป็นการแกแ้ คน้ ที่ถือโอกาสรุกรานอยธุ ยาหลายคร้ังระหวา่ งที่อยธุ ยาติดศึกกบั
พม่า พอสมเดจ็ พระนเรศวรทรงทราบขา่ วศึกกท็ รงถอนกาลงั ไปสูร้ บกบั พม่าทนั ที ทพั
หนา้ ยกล่วงหนา้ ไปต้งั ที่ตาบลหนองสาหร่าย
หน้า๗
ฝ่ ายพระมหาอุปราชาทรงคุมทพั มากบั พระเจา้ เชียงใหม่ร้ีพลรบ ๕ แสน เขา้ มาทาง
ด่านเจดียส์ ามองค์ ทรงชมไม้ ชมนก ชมเขา และคร่าครวญถึงพระสนมกานลั มาตลอดจน
ผา่ นไทรโยคลากระเพนิ และเขา้ ยดึ เมืองกาญจนบุรีไดโ้ ดยสะดวก ตอ่ จากน้นั กเ็ คล่ือนพล
ผา่ นพนมทวนเกิดลางร้ายลมเวรัมภาพดั ฉตั รหกั ทรงต้งั ค่ายหลวงท่ีตาบลตระพงั ตรุ ฝ่ าย
สมเดจ็ พระนเรศวรและสมเดจ็ พระเอกาทศรถทรงเคล่ือนพยหุ ยาตราทางชลมารค ไปข้ึน
บกที่ปากโมก บงั เกิดศุภนิมิต ต่อจากน้นั ทรงกรีฑาทพั ทางบกไปต้งั คา่ ยท่ีตาบลหนอง
สาหร่าย เมื่อทรงทราบวา่ พมา่ ส่งทหารมาลาดตะเวน ทรงแน่พระทยั วา่ พม่า จะตอ้ งโจมตี
กรุงศรีอยธุ ยาเป็นแน่ จึงรับสง่ั ใหท้ พั หนา้ เขา้ ปะทะขา้ ศึกแลว้ ล่าถอยเพ่ือลวงขา้ ศึกให้
ประมาท แลว้ สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชกบั สมเดจ็ พระเอกาทศรถทรงนาทพั หลวง
ออกมาช่วย ชา้ งพระที่นง่ั สองเชือกตกมนั กลบั เขาไปในหมู่ขา้ ศึกแม่ทพั นายกองตามไม่
ทนั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชตรัสทา้ พระมหาอุปราชาทายทุ ธหตั ถีและทรงไดร้ ับชยั
ชนะ โดยทรงใชพ้ ระแสงของา้ วฟันพระมหาอุปราชาขาดคาคอชา้ ง พระแสงของา้ วน้นั
ไดร้ ับการขนานนามในภายหลงั วา่ พระแสงของา้ วเจา้ พระยาแสนพลพา่ ย ทางดา้ นสมเดจ็
พระเอกาทศรถไดท้ รงกระทายทุ ธหตั ถีมีชยั ชนะแก่มงั จาชโร
เม่ือกองทพั พม่าแตกพ่ายไปแลว้ สมเดจ็ พระนเรศวรมาหาราชรับสงั่ ใหส้ ร้างสถูป
เจดียเ์ พ่ือเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระมหาอุปราชา เสดจ็ แลว้ จึงเลิกทพั กลบั กรุงศรีอยธุ ยา
เป็นอนั จบเน้ือเรื่อง
คาศพั ท์ หนา้ ๘
คาศพั ท์ ความหมาย
๑.กรองเวฬู ผกู ไมไ้ ผเ่ ป็นสะพานเรือก
๒.ก่อรงคร์ ั่วหลา้ ก่อสงครามทาใหบ้ า้ นเมืองเดือดร้อน
๓.ก้ี เวลาท่ีล่วงผา่ นไปหยกๆ
๔.กระลบั กลบั
๕.กระลึงกระลอก ถือวดั แกวง่
๖.กิดาการ อาการเลา่ ลือ เสียงสรรเสริญ ข่าวเล่ืองลือ
๗.กมุ ภีล์ จระเข้
๘.เกย ที่ทาไวส้ าหรับพระเจา้ แผน่ ดินเสดจ็ กา้ ว
ข้ึนลงในเวลาทรงชา้ งและพระราชยาน
๙.เกยชยั เกยที่ทาเฉพาะในพิธีจะเสดจ็ กรียาทพั
๑0.เกยรู สร้อยอ่อน สร้อยแขน ทองตน้ แขน
๑๑.ไกรสร ราชสีห์ท่ีตระกลู สูงสุดในบรรดาราชสีห์
๑๒.ขตั ติยมานะ ความถือตนวา่ เป็นกษตั ริย์
๑๓.ขนั ติยายทุ ธ์ การรบระหวา่ งกษตั ริย์
๑๔.ขนุ ศรี นายทพั ที่ขี่ชา้ ง
๑๕.ขนุ แผน ตาแหน่งนายด่วนผนู้ าใบออกหวั เมือง
๑๖.ขนุ เสียม กษตั ริยไ์ ทย
๑๗.โขลนทวาร ประตูป่ า พิธีบารุงขวญั ทหารก่อนออกศึก
๑๘.ครอก ฝงู ลูกสตั วท์ ่ีเกิดร่วมตวั กนั คราวเดียว
๑๙.ครอเคร่า คอย
๒๐.คีรีเมขล์ ช่ือชา้ งของวสวตั ตีมาร
๒๑.โคกเผาขา้ ว ชื่อตาบลในเมืองสุพรรณบุรี
๒๒.เคร่ืองพดุ ตาน ราชบลั ลงั กท์ ี่ต้งั บนหลงั ชา้ ง
๒๓.คา้ ออกแสดง เช่น บคา้ อาตมอ์ อกรงค์
๒๔.จตุรงค์ ทหารส่ีเหล่า
๒๕.จตุรงคโชค โชคสี่ประการเก่ียวกบั การยาตราทพั
๒๖.ฉม กลิ่นหอม เครื่องหอม
๒๗.ฉช้นั สวรรค์ ๖ ช้นั
๒๘.ชายแครง ผา้ หอ้ ยทบั ขาท้งั ๒ ขา้ ง
๒๙.ชายไหว ผา้ หอ้ ยหนา้ หน่ึงผนื อยรู่ ะหวา่ งชายแคลง
๓๐.เชวง รุ่งเรือง เลื่องลือ
๓๑.ซ้นั รับ เร็ว ถ่ี ติดๆกนั
๓๒.โซรม รุมกนั ช่วยกนั
๓๓.ดสั กร ชา้ ศึก
๓๔.ตกไถง ตะวนั ตก
๓๕.ตติยยาม ท่ี ๓ คารบ ๓
๓๖.ตระบดั ประเดี๋ยว บดั ใจ ทนั ใด พลนั ไป
๓๗.ตาบ เครื่องประดบั รอบคอหรืออก
๓๘.เตา้ ไป
๓๙.ตีสิบเอด็ เวลาตีหา้ (ก่อนรุ่ง)
๔๐.ถอ้ โตต้ อบ
๔๑.ถบั ทนั ใด เร็ว พลนั
๔๒.แถลง บอกเล่า
๔๓.เถกิง สูงศกั ด์ิ รุ่งเรือง กึกกอ้ ง
๔๔.เถือก ดาษ ทวั่ ไป จา้ โพลง พราว ใชก้ บั สีแดง
๔๕.ทบ บ่ มิทาน เขา้ ไปต่อสูก้ ต็ า้ นทานไม่ได้
๔๖.ทรหึงทรหวล นาน เสียงเอด็ อึง เสียงดงั ปั่นป่ วน
๔๗.ทวชิ าติ ผเู้ กิดสิงหน หมายถึง นกและพราหมณ์
๔๘.ทกั ษิณาวรรต การเวียนขวา เวยี นไปทางขวา
๔๙.เททอดครัว การถ่ายเทครอบครัว อพยพครอบครัว
๕๐.เทริด เครื่องประดบั ศีรษะ ยอดส้นั ไม่สูงอยา่ ง
ชฎา รูปมงกฏุ มีกรอบหนา้