วิกฤต
แฮมเบอร์เกอร์
Subprime Mortgage Crisis
วิกฤต
แฮมเบอร์เกอร์
วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ (อังกฤษ: subprime mortgage crisis)
หรือ วิกฤติซับไพรม์ และยังรู้จักกันในชื่อ วิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ
(ในประเทศไทยอาจเรียกว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ปรากฏให้เห็นชัด
ในช่วงปี พ.ศ.2550 และ พ.ศ.2551 จุดเด่นของวิกฤตินี้คือการที่ความคล่องตัวของตลาด
สินเชื่อทั่วโลกและระบบธนาคารลดลงซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความซบเซาของตลาด
อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาการกู้ยืมและการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูงและระดับหนี้สิน
ของบริษัทและบุคคลที่สูงเกินไปวิกฤติครั้งนี้มีผลหลายขั้นและค่อยๆเผยให้เห็นความ
อ่อนแอในระบบการเงินและระบบการควบคุมทั่วโลก
ธนาคารและสถาบันทางการเงินที่สำคัญทั่วโลกรายงานยอดการขาดทุนที่สูงกว่า 4.35 แสน
ล้านดอลลาร์ในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 นอกจากนี้ การหาเงินทุนโดยการออก
ตราสารพาณิชย์ก็ยากยิ่งขึ้น ซึ่งผลกระทบของวิกฤติซับไพรม์ในแง่มุมนี้สอดคล้องกับปัญหา
สินเชื่อตึงตัว (Credit crunch) ความกังวลเรื่องความคล่องตัวทำให้ธนาคารกลางหลายแห่ง
ต้องแทรกแซงโดยการวางแผนฟื้ นฟูบริษัททางการเงินเพื่อที่จะช่วยให้ผู้กู้ยืมที่น่าเชื่อถือสา
มารถยืมเงินได้ตามปกติ
วิกฤติครั้งนี้เริ่มจากการที่ภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาแตก และการ
ผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์และสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วง
พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2549 ผู้กู้ยืมนั้นกู้ยืมสินเชื่อที่เกินกำลังโดยคิดว่าตนจะสามารถปรับ
โครงสร้างเงินกู้ได้โดยง่าย เพราะในตลาดการเงินนั้นมีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่ำลง
ผู้ปล่อยกู้เสนอข้อจูงใจในการกู้ยืม เช่นเงื่อนไขเบื้องต้นง่าย ๆ และแนวโน้มราคาบ้านที่เพิ่ม
สูงขึ้น แต่ทว่าการปรับโครงสร้างเงินกู้กลับเป็นไปได้ยากขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้นและ
ราคาบ้านเริ่มต่ำลงในปี พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2550 ในหลายพื้นที่ในสหรัฐ
การผิดชำระหนี้และการยึดทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่ อหมดเงื่ อนไขเบื้ องต้น
อย่างง่าย ราคาบ้านไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเริ่มสูงขึ้น การยึด
ทรัพย์สินในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2549 และทำให้ปัญหาทางการเงิน
นั้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกในปี พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2551
ปั จจัยที่ก่อให้เกิด
วิกฤต
แฮมเบอร์เกอร์
วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา เริ่มเกิดขึ้นกลางปี 2007 และเห็นผลรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ในปี 2008 บางครั้งเรียกว่า วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis)
เนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเริ่มเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั่ว
โลก บางครั้งเรียกว่าวิกฤตซับไพรม์หรือวิกฤตหนี้ด้อยคุณภาพ (Sub-Prime Crisis)
เนื่องจากเกิดปัญหาการบริหารจัดการสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (Sub-Prime Mortgage)
ผิดพลาด และผลของการกำกับดูแลกลุ่มวาณิชธนกิจ (Investment Banking)
ไม่รัดกุม จนทำให้เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องและคุกคามความมั่นคงของสถาบันการเงิน
ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้
สรุปได้ดังนี้
1.การใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.การบริหารจัดการสินเชื่อ 3. การเก็งกำไรของกลุ่มวาณิชธนกิจหรือ
บรรษัทเงินทุนในสหรัฐอเมริกา
ของสหรัฐอเมริกา อสังหาริมทรัพย์คุณภาพต่ำ
และการเกิดหนี้สูญ สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา
นอกจากธนาคารแล้ว ยังมี บริษัทประกัน
ในช่วงตั้งแต่ปี2001เศรษฐกิจ
ชีวิตและบริษัทวาณิชธนกิจหรือบรรษัท
ของสหรัฐอเมริกาอยู่ในภาวะ สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์คุณภาพ เงินทุน เช่น บริษัทเลห์แมน บราเธอร์สบริ
ถดถอย ต่ำหรือซับไพรม์ (Subprime) ษัทเมอร์ริน ลินซ์บริษัทมอร์แกน
สแตนลีย์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการ
รัฐบาลจึงมีนโยบายกระตุ้น เป็นสินเชื่อประเภทหนึ่งที่สถาบัน ระดมเงินทุนถือว่าเป็นบริษัทเอกชนจึงมี
อิสระในการระดมเงินทุน ซึ่งจะไม่ถูก
เศรษฐกิจโดยการลดอัตรา การเงินปล่อยเงินกู้แก่ลูกค้า ควบคุมโดยธนาคารกลาง ที่ผ่านมาจึง
สามารถระดมเงินทุนและกู้ยืมเงินมา
ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อให้มีการใช้จ่าย ที่มีทรัพย์สินค้ำประกันมูลค่าน้อย ลงทุนได้ถึง20-30เท่าของหลักทรัพย์ค้ำ
ประกันซึ่งโดยปกติธนาคารกลางของ
และการลงทุนเพิ่มขึ้นผลทำให้ กว่าเงินกู้หรือเป็นลูกค้าที่มี สหรัฐอเมริกาจะกำหนดไว้ไม่เกิน12 เท่า
ของหลักทรัพย์ค้ำประกัน เมื่อมีลูกค้ามา
ประชาชนบางกลุ่มกู้เงินไปเพื่อซื้อ ประวัติการเงินไม่ดีมีแนวโน้ม กู้เงินและใช้อสังหาริมทรัพย์หรือตำแหน่ง
หน้าที่การงานเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
อสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไร ผิดนัดชำระหนี้หรือมีความเสี่ยงสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อซับไพรม์ บริษัท
เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยลดลงต่ำ แต่สามารถคิดอัตราดอกเบี้ยได้สูง วาณิชธนกิจหรือบรรษัทเงินทุนจะ
แสวงหากำไรหรือเก็งกำไรโดยแปลง
มากจึงส่งผลให้ราคา กว่าปกติ ทำให้สถาบันการเงินที่ สินทรัพย์เป็นทุน นำสินเชื่อที่ปล่อยกู้มา
รวมกันกับพันธบัตรประเภทต่างๆแล้ว
อสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นยิ่ง ต้องการทำกำไรมากๆปล่อยสิน เปลี่ยนสินเชื่อออกมาอยู่ในรูปตราสาร
ทางการเงินที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ
กระตุ้นให้ประชาชนกู้เงินมาเพื่อซื้อ เชื่อประเภทซับไพรม์ เรียกว่า ซีดีโอ (Collateralized Debt)
โดยจะแบ่งเป็นกองทุน แต่ละกองทุนจะมี
อสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไรมาก ผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลตอบแทนและความเสี่ยงแตกต่างกัน
ไปและเพื่อลดความเสี่ยงหรือเป็นการ
ยิ่งขึ้นผลทำให้ราคา ยิ่งทำให้ปล่อยเงินกู้ได้ง่ายขึ้น กระจายความเสี่ยงจะนำ ซีดีโอไปประกัน
ความเสี่ยงกับบริษัทประกันต่างๆและ
อสังหาริมทรัพย์สูงมากขึ้นกิน ผลปรากฎว่าสินเชื่อส่วนใหญ่เป็น กระจายออกมาในรูปของตราสารอนุพันธ์
ซีดีเอส(Credit Default) และนำออกมา
ความเป็นจริงจนในที่สุด ประเภทซับไพรม์เป็นจำนวนมาก ขายให้กับบริษัทที่สนใจร่วมลงทุนในความ
เสี่ยง โดยจะมีบริษัทจัดอันดับความน่า
เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาด ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ
เชื่อถือเช่น Standard and
อสังหาริมทรัพย์และในช่วง การใช้นโยบายเพิ่มอัตราดอกเบี้ย Poor’s(S&P) ถ้าตราสารอนุพันธ์ใดมี
เดียวกันนั้นเกิดวิกฤตการณ์ราคา เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ความเสี่ยงมากลูกค้าที่ซื้อไปจะได้ผล
ตอบแทนสูง ดังนั้นตราสารอนุพันธ์ซีดี
น้ำมันสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบกับผู้ที่กู้เงินมาซื้อ เอส จะถูกกระจายไปในระบบเศรษฐกิจทั้ง
ในประเทศและต่างประเทศ ยุโรป เอเชีย
เกิดภาวะเงินเฟ้อรัฐบาลจึงแก้ อสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไรขณะ
และออสเตรเลียเข้ามาซื้อขายตราสาร
ปัญหาเงินเฟ้อโดยปรับอัตรา ที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลง อนุพันธ์ซีดีเอสผ่านสถาบันการเงิน
ดอกเบี้ยสูงขึ้นส่งผลให้อุปสงค์ เรื่อยๆทำให้ไม่สามารถชำระ
ของอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่าง ดอกเบี้ยและคืนเงินกู้ได้
มากและทำให้ราคา ผลสุดท้ายทำให้เกิดหนี้เสียหรือหนี้
อสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่าง ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
รวดเร็วหรือฟองสบู่แตกผลทำให้ เป็นจำนวนมาก
ผู้ที่กู้เงินมาซื้ออสังหาริมทรัพย์
เพื่อเก็งกำไรไม่สามารถคืนเงินกู้ได้
จึงเกิดหนี้เสียเป็นจำนวนมากและ
ส่งผลให้สถาบันการเงินขาดสภาพ
คล่องซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อ
อสังหาริมทรัพย์คุณภาพต่ำหรือ
เป็นสินเชื่อซับไพรม์
ผลกระทบของ
วิกฤต
1.ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาส่งผลกระทบ
เชื่อมโยงไปทั่วโลกเนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจและเป็นประเทศคู่ค้าที่
สำคัญทั้งทางด้านการค้า การลงทุนและการเงินข้ามชาติ ผลกระทบครั้งนี้ทำให้อัตราการ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกลดลง โดยเฉพาะในปี 2009 เป็นปีที่ได้รับผลกระทบ
รุนแรงผลผลิตมวลรวมประชาชาติของสหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรปและเอเชียลดลง
เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาตกต่ำจะทำให้การบริโภค การลงทุนลดลง
ส่งผลให้ประเทศอื่ นๆที่เกี่ยวข้องมีอุ ปสงค์รวมลดลงด้วยจึงทำให้อัตราการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจของประเทศอื่ นๆลดลงเช่นกัน
2. การค้าระหว่างประเทศลดลงทั่วโลก
เมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาถดถอย
อำนาจซื้อของประชาชนลดลงเป็นหนี้สินทำให้
การบริโภคลดลง ดังนั้นทำให้ความต้องการ
นำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกาลดลงส่งผลก
ระทบต่อการส่งออกของประเทศต่างๆไปยัง
ตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งสหรัฐอเมริกา
เป็นคู้ค้าที่สำคัญของหลายประเทศรวมทั้ง
ประเทศไทย ซึ่งประเทศใดจะได้รับผลกระทบ
มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่า
ประเทศนั้นๆ พึ่งพาการส่งออกไปยัง
สหรัฐอเมริกามากน้อยเพียงใด
สำหรับประเทศในเอเชียส่วนใหญ่
เช่น ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย สิงค์โปร์ และไทย
พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา
เป็นส่วนใหญ่จึงได้รับผลกระทบเช่นกัน
3. สถาบันการเงินทั่วโลกสั่นคลอน
การเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งนี้ทำให้บริษัทวาณิชธนกิจหรือบรรษัทเงินทุนขนาด
ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปต้องขาดทุน และล้มละลาย เช่น กลุ่มบริษัทเลห์
แมน บราเธอร์ส ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสี่ของสหรัฐอเมริกา มีอายุเก่าแก่ถึง 158 ปี เป็นเจ้าของ
ธนาคารและสถาบันการเงินประเภทต่างๆที่เป็นนายหน้ารายหลักของการซื้อขายพันธบัตร
รัฐบาลอเมริกัน (Primary Dealer in the US Treasury Securities Market) บริษัทมี
การลงทุนทั่วโลกทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนและยังเป็นนายหน้ารายใหญ่ในตลาดอนุพันธ์
(Future Markets)ในตลาดการเงินต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งมีบริษัทบัตรเครดิต American
Express ซึ่งมีสาขาทั่วโลกทั้งที่ลอนดอน โตเกียว กลุ่มบริษัทเลห์แมนบราเธอร์ส มีขนาด
ทางธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ (Market Cap) ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี
2007และมีประมาณการรายได้สุทธิของปี 2007 อยู่ที่ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินทรัพย์
ของบริษัท ณ สิ้นปี 2007 อยู่ที่ 691 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีพนักงานทั่วโลกมากกว่า
26,000 คน และเคยผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้ตลอดทั้ง 150 กว่าปีของการดำเนินงานที่
ผ่านมา แต่ต้องมาล้มละลายลงเนื่องจากบริษัทในเครือ BNC Mortgage ปล่อยกู้ให้กับ
ลูกค้าสินเชื่อซับไพรม์และเกิดปัญหาหนี้เสียมหาศาลจนต้องปิดกิจการ
ทำให้บริษัทขาดทุนประมาณ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้บริษัทขาดความเชื่อมั่นและเกิด
ความเสียหายลุกลามต่อเนื่องไปจนถึงบริษัทแม่ ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี2008 กลุ่ม
บริษัท เลห์แมน บราเธอร์สมียอดขาดทุนถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้บริษัทต้อง
ขายสินทรัพย์ออกไปถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หุ้นของบริษัทมีมูลค่าลดลงถึงร้อยละ 73
และมีแนวโน้มจะลดลงต่อไปเรื่อยๆและในที่สุดบริษัทต้องขอความคุ้มครองตามมาตรา 11
ของกฎหมายการเงินสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้บริษัทที่มีปัญหาทางการเงิน ประกาศขอล้ม
ละลาย และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสถาบันการเงินใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
อีก 2 แห่ง ได้แก่ Merrill Lynch และ American International Group (AIG)
และต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระทบถึงสถาบันการเงินทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากการปล่อย
สินเชื่อซับไพรม์มากเกินไปจนเกิดหนี้สูญจำนวนมหาศาล รวมทั้งสถาบันการเงินอื่นๆในต่าง
ประเทศที่ร่วมลงทุนในตราสารอนุพันธ์ซีดีเอส ส่งผลทำให้สถาบันการเงินของโลกต้อง
ได้รับผลกระทบประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ขาดความมั่นคงและต้องปิดกิจการ ทางภาค
รัฐบาลร่วมกับธนาคารกลางจึงจำเป็นต้องนำเงินงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือเฉพาะสถาบัน
การเงินของรัฐที่ทำหน้าที่ให้สินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น Fannie Mae and Freddie
Mac บริษัทประกันAmerican International Group (AIG) มูลค่าการช่วยเหลือสถาบัน
การเงินในเบื้องต้นประมาณ11 ล้านล้านบาท ซึ่งมีขนาดมากกว่า GDP ของประเทศไทย
ทั้งนี้ไม่สามารถช่วยสถาบันการเงินได้ทั้งหมด
แนวทางในการ
แก้ไขวิกฤต
ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(FED) ใช้นโยบายการเงิน (Monetary Policy) ลดอัตรา
ดอกเบี้ยนโยบาย (FedFundsrate) อย่างรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จนอัตราดอกเบี้ย
ลดลงเข้าใกล้ร้อยละ 0(0.25%) แต่ก็ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จึงต้องใช้นโยบายการ
เงินแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ มาตรการ Unconventionalmonetarypolicy หรือเรียก
ว่า Quantitative Easing(QE) โดยธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาทำการอัดฉีดเงินเข้าสู่
ระบบการเงินเพื่อรักษาความเชื่อมั่นและสร้างสภาพคล่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดำเนิน
ต่อไปได้ในภาวะไม่ปกติได้แก่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั้งนี้ในการใช้มาตรการ QE ครั้งแรก
หรือ QE1 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2008- เดือนมีนาคม2010 ธนาคารกลาง
สหรัฐอเมริกาเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและเข้าซื้อตราสารหนี้ที่หนุนหลังโดยสินเชื่อ
อสังหาริมทรัพย์(Mortgagebackedsecurities:MBS) จากสถาบันการเงินผ่านโครงการ
Term Asset-Backed Securities Loan Facilities: TALF) เพื่อให้สถาบันการเงินที่มี
ปัญหามีสภาพคล่องสามารถปล่อยเงินกู้ได้และให้เงินกู้ระยะสั้นแก่สถาบันการเงิน
ผ่านTermAuctionfacilities ผลจาก QE1 ช่วยให้ตลาดการเงินทำงานเป็นปกติมากขึ้นใน
ระดับหนึ่ง แต่อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจึงนำมาตรการQEมาใช้อีก
เป็นครั้งที่ 2 หรือ QE2 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2010 - เดือนมิถุนายน 2011โดยดำเนิน
นโยบายรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นการลงทุน การบริโภคและธนาคาร
กลางสหรัฐอเมริกาทยอยซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ที่ได้รับค้ำประกันโดยหน่วยงานของรัฐ (Agency Mortgaged - back securities)
ที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาถืออยู่โดยจะทยอยซื้อในแต่ละเดือนเดือนละ35,000 ล้าน
ดอลลาร์)เป้าหมายของ QE2 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มสภาพคล่องต่างจาก QE1 เพื่อ
สร้างความเชื่อมั่นลดการผันผวนในตลาดการเงินซึ่งผลของ QE2 สามารถกระตุ้น
เศรษฐกิจได้ระดับหนึ่งเท่านั้นจึงนำมาตรการ QE มาใช้อีกเป็นครั้งที่ 3 หรือ QE3 เมื่อวัน
ที่ 13กันยายน 2012 โดยครั้งนี้ไม่กำหนดช่วงเวลาโดยจะทยอยซื้อพันธบัตรรัฐบาลและ
ตราสารหนี้ในแต่ละเดือนจนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ให้กลับคืนมาอย่างต่อเนื่อง
การเข้าช่วยเหลือสถาบันการเงินในการขยายการปล่อยกู้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาแทบจะ
แปลงสภาพเป็นธนาคารพาณิชย์ผู้ให้กู้โดยตรง ทั้งนี้เนื่องจากวงเงินเครดิตที่ผ่านมาได้กู้กัน
เต็มที่ และเต็มวงเงินแล้ว และยังไม่สามารถใช้หนี้ได้ จึงต้องขยายการปล่อยกู้ต่อไปเพื่อให้
สถาบันเหล่านั้นอยู่ต่อได้และการปรับปรุงระบบการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา ระเบียบกฎ
เกณฑ์ต่างๆ เช่น เงินลงทุน การปล่อยเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ย ให้มีความเสี่ยงที่น้อยลง
เนื่องจากที่ผ่านมาการปล่อยกู้เป็นไปได้ง่ายเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง
การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการคลังภาครัฐมีนโยบายใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทางด้าน
สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานช่วยเหลือการว่างงานและการลดภาษี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของภาค
เอกชนให้มีการบริโภคการลงทุนและการจ้างงาน และ การฟื้ นฟูสถาบันการเงิน ช่วยเหลือ
บริษัทอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหา
การจัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่ซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินแต่ทั้งนี้สหรัฐอเมริกากำลังจะ
ประสบปัญหาหน้าผาทางการคลัง(FiscalCliff) เนื่องจากมาตรการด้านการคลังชั่วคราวใน
การกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังจะสิ้นสุดและรัฐมีหนี้สาธารณะในสัดส่วนที่สูงและขาดดุลงบ
ประมาณสูงมาก ในปี2011ขาดดุลงบประมาณ สัดส่วนร้อยละ9.5ของGDP ทำให้รัฐต้องตัด
งบประมาณแบบอัตโนมัติ (Sequestration) โดยรัฐจะต้องตัดงบประมาณรายจ่ายลง100พัน
ล้านดอลลาร์ต่อปีเป็นเวลา 10ปีโดยเริ่มตัดลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐตั้งแต่ต้นปี2013
ดังนั้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการคลังคงจะทำได้ยาก
อ้างอิง
https://sites.google.com/site/dddkfjf/?
fbclid=IwAR2F3RAprq3IVHMS2IHUputa3sJwtkl91t_E6VRGW6pm64zSYH
MRknUE7cg
https://th.wikipedia.org/wik/วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์
จัดทำโดย
นายยศภาคย์ ตระกูลชินสารภี 16422379
นายธนพัฒน์ ประคองแก้ว 16422441
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาภาษาญี่ปุ่น
GE64404 วิถีโลกกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา