The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักการปลูกผักการขาวปลี ป.5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Saichon, 2021-01-06 03:41:35

การปลูกผักกาดขาวปลี

หลักการปลูกผักการขาวปลี ป.5

ก า ร ป ลู ก ผักกาดขาวปลี

ผักกาดขาวปลี
สภาพดนิ ฟา อากาศท่ี
เหมาะสม
พนั ธุ
การเตรยี มดนิ
การปลกู
การเพาะและยา ยกลา
การปฏบิ ตั ดิ แู ลรกั ษา
การเกบ็ เกย่ี ว
โรคและแมลงทส่ี ําคญั
เอกสารอา งองิ

เอกสารโดย กรมสงเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ

ผกั กาดขาวปลี (Chinese Cabbage)

ผักกาดขาวปลี เปนผักทป่ี ลกู กนั มากในประเทศจนี ตอนใต ไตหวันและในประเทศ ผักกาด
ขาวปลี นบั วา เปน ผกั ทม่ี คี วามสําคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย เนอ่ื งจากมผี นู ยิ มบรโิ ภค
กันอยางแพรหลายสวนที่ใชบริโภค ไดแก สว นใบ รบั ประทานเปน ผกั สดหรอื ใชป ระกอบอาหารอน่ื ๆ

สภาพดนิ ฟา อากาศทเ่ี หมาะสม

ผักกาดขาวปลีเปนผักที่มีอายุปเดียว สามารถปลกู ไดต ลอดทง้ั ป แตป ลกู ไดด ที ส่ี ดุ ในชว งเดอื น
ตุลาคม-กุมภาพันธ ขน้ึ ไดใ นดนิ เกอื บทกุ ชนดิ ชอบดนิ รว นทม่ี คี วามอดุ มสมบรู ณส งู มคี วามเปน กรด
ดาง (pH) ของดนิ อยใู นชว งพอเหมาะประมาณ 6-6.8 อณุ หภมู ทิ เ่ี หมาะสมอยรู ะหวา ง 25-20องศา
เซลเซียส และควรไดร บั แสงแดดตลอดวนั

2

พันธุ

พันธุผักกาดขาวปลี แบง ตามลกั ษณะของปลไี ดเ ปน 3 พวกใหญ ๆ คอื
1. พนั ธปุ ลยี าว มีลักษณะทรงสงู รปู ไข ไดแก พนั ธุม ชิ ิลหี รอื ผักกาดหางหงส, ผักกาดโสภณ,
ผักกาดขาวปลฝี รง่ั
2.พนั ธปุ ลกี ลม ลักษณะทรงสน้ั กวา อว นกลมกวา เชน พนั ธซุ าลาเดยี ไฮบรดิ , พันธุทรงบิค
คอล ไพรด ไอบรดิ ฯลฯ มกั เปน พนั ธเุ บาอายสุ น้ั

พนั ธุปลียาว พนั ธุปลีกลม

3. พนั ธปุ ลหี ลวม หรอื ไมห อ ปลี สวนใหญเ ปน ผกั พน้ื เมอื งของเอเซยี พวกนม้ี กั ไมห อ ปลี
ปลูกไดแ มอ ากาศไมห นาวฝนตกชกุ ไดแก พันธุผักกาดขาวใหญ (อายุ 45 วัน) ผกั กาดขาวธรรมดา
(อายุ 40 วัน) ความอรอ ยนา กนิ และเกบ็ รกั ษาไดน านสผู กั กาดขาวพวกเขา ปลไี มไ ด ทาํ ใหป รมิ าณใน
ปจ จุบันลดลง

พนั ธุปลีหลวม

พันธุผักกาดขาวปลีที่เกษตรกรนิยมใช

- ตราดอกโบตน๋ั - ตราชา ง

- ตราเครอ่ื งบนิ - ตราเครอ่ื งบนิ พเิ ศษ

- พันธุเทียนจิน

- พนั ธเุ ทยี นจนิ เบอร 23 (เปน พนั ธทุ ท่ี นรอ นปานกลาง)

3

การเตรยี มดนิ

1. แปลงเพาะกลา
ควรไถดินใหดี ตากไว 5-7 วัน หลงั จากนน้ั กค็ ลกุ เคลา ดว ยปยุ คอกหรอื ปยุ หมกั ทส่ี ลายตวั ดแี ลว
ใหมากพรวนยอยดนิ ใหล ะเอยี ด โดยเฉพาะผวิ หนาดินเพ่อื ปองกัน มใิ หเ มลด็ ซง่ึ มขี นาดเลก็ ตกในดนิ ลกึ
เกินไปเมอื่ ปลกู โดยใชว ิธีหวา น

การเตรยี มดนิ การใสป ูนขาว

2. แปลงปลกู
ผักกาดขาวปลี สามารถปลกู ไดใ นดนิ ทว่ั ไป แตดินที่เหมาะสมที่สุด คอื ดนิ รว น ในดนิ เหนยี ว
ก็สามารถปลกู ได แตต อ งทําใหด นิ สามารถระบายน้ําไดโดยการไถ หรือขดุ ดินใหลกึ ประมาณ 30
เซนติเมตร และตากดินใหแหงประมาณ 7-10 วัน จึงทําการยอ ยพรวนใหล ะเอยี ด ใสป ยุ คอกลงคลกุ
เคลา ถา เปน ดนิ เปรย้ี วหรอื ดนิ เคม็ ควรใสป นู ขาวอตั ราประมาณ 40 ก.ก./ ไร ถา ดนิ เปน ดนิ ทราย
ควรใสปยุ คอกใหม ากขน้ึ อตั ราทใ่ี ชป ระมาณ 2 ปบ/1 ตารางเมตร หรือถาใชปุยขเี้ ปด , ไก, หมู กล็ ด
ปริมาณการใสล งมาเหลอื ตารางเมตรละ 1 ปบ กพ็ อควรคลกุ เคลา ใหเ ขา กนั

การปลกู

การปลูกผกั กาดขาวปลี มวี ธิ กี ารปลกู ได 2 วิธี โดยจะเลอื กใชวิธีใดกแ็ ลวแตความสะดวก และ
ความเหมาะสม ดงั น้ี

1. ปลกู แบบหวา นโดยตรง โดยการหวานเมลด็ พันธใุ หก ระจายทั้งแปลง ซง่ึ การปลกู วธิ นี ้ี
เหมาะสําหรบั เมลด็ พนั ธทุ ม่ี รี าคา ไมแพง และโดยเฉพาะในทอ งทภ่ี าคกลางทย่ี กแปลงกวา งมรี อ งน้ํา
การหวา นควรหวา นใหเ มลด็ กระจายสมํ่าเสมอ โดยทั่วไปจะผสมพวกทราย หรอื เมลด็ ผกั ทเ่ี สอ่ื มคณุ
ภาพแลว มขี นาดพอ ๆ กันลงไปดว ยเพือ่ ใหก ระจายสม่ําเสมอดยี ง่ิ ขน้ึ ใชปุยคอกหรือปุยหมักหวานทับลง
ไปหนาประมาณ 0.5-1.0 เซนตเิ มตรเพอ่ื ชว ยรกั ษาความชน้ื เสรจ็ แลว คลมุ ฟางแหง สะอาดอกี ชน้ั
หน่ึง ราด น้าํ ดวยบวั ละเอียดใหท ่วั แปลง หลงั จากตน กลา งอกและมใี บจรงิ 1-2 ใบ เร่มิ ถอนแยกเพื่อ
จัดระยะปลูกใหไดระยะระหวาง ตน และระหวา งแถวประมาณ 50x50 เซนตเิ มตร

4

การปลูกแบบหวา น การถอนแยก

2. การปลกู แบบเปน แถวหรอื หยอดเปน หลมุ
หยอดใหเ มลด็ เปน แถวบนแปลงปลกู โดยใหระยะระหวางแถวหาง
กัน เซนตเิ มตร ลกึ ประมาณ 0.5-10.0 เซนตเิ มตร หรือทําเปน หลมุ ตน้ื
ๆ หยอดเมล็ดลงประมาณ 3-5 เมลด็ กลบดนิ หนา 0.5 เซนตเิ มตร
เม่ือตน กลา เรม่ิ มใี บจรงิ 2 ใบใหทําการถอนแยกใหเหลอื หลมุ ละ 1 ตน
และถอนแยกครง้ั สดุ ทา ยอายไุ มค วรเกนิ 30 วัน

การเพาะและการยา ยกลา

- ใหหวา นเมลด็ ใหท ว่ั พน้ื แปลงแลว กลบดว ยปยุ คอก หรือปุยหมักที่สลายตัวดีแลวหนา 0.5-
1.0 เซนตเิ มตร

- หรอื อาจหยอดเมลด็ เปน แถวหา งกนั แถวละ 5-10 เซนตเิ มตร ลกึ 0.5-1เซนตเิ มตร เมลด็
ควรโรยใหหางกนั พอสมควร แลวกลบดวยปุยหมักหรือปุยคอกที่สลายตัวแลว แลว รดน้ําใหทั่วแปลงโดย
ใชบัวละเอียด คลุมแปลงดวยหญาแหง หรือฟางสะอาด ๆ บางๆ ชว ยเกบ็ รกั ษาความชน้ื ในดนิ และปอ ง
กันการกระแทกของน้ําตอ ตน กลา ทย่ี งั เลก็ อยู การยา ยกลา ควรยา ยตอนบา ย ๆ ถงึ เยน็ หรอื ชว งทอ่ี ากาศ
มืดครม้ึ ยา ยปลกู เมอ่ื มอี ายุ 30-35 วัน

การเพาะกลา การยา ยปลกู

5

การปฏบิ ตั ดิ แู ลรกั ษา

1. การใสป ยุ
เนอ่ื งจากผกั กาดขาวปลเี ปน ผกั กนิ ใบ ควรใหปยุ ทม่ี สี ัดสวนเปน 2:1:1 เชน ปุยสูตร 20-110-
10 หรือสูตรใกลเ คยี งนใ้ี นอตั ราประมาณ 80-150 กก./ไร ทง้ั นข้ี น้ึ อยกู บั ความอดุ มสมบรู ณข องดนิ
โดยการแบงใส 2 ครง้ั คอื ครง้ั แรกใสเ ปน ปยุ รองพน้ื จํานวนครง่ึ หนง่ึ โดยใสต อนปลกู ครง้ั ทส่ี องใสเ มอ่ื
ผักกาดอายุ 20 วัน โดยโรยขา งตน แลว รดน้ํา สําหรับพวกพนั ธุป ลียาวและปลีกลมแนน ควรใหปุย
ไนโตรเจน เชน ยเู รยี หรอื แอมโมเนยี ไนเตรทในอตั รา 20-30 ก.ก./ไร เมอ่ื กลา อายไุ ด 30-40 วัน โดย
การหวา นหรอื โรยขา งตน กไ็ ด แลว รดน้ําตามทนั ทรี ะวงั อยา ใหป ยุ คา งทใ่ี บ เพราะทําใหใบไหม

การใสปุย การใหน ้ํา การพรวนดนิ

2. การใหน ้ํา
ผกั กาดขาวปลตี อ งการน้ํามากและสม่ําเสมอ เพอ่ื ใชใ นการเจรญิ เตบิ โตตลอดฤดปู ลกู ดงั นน้ั
ควรใหน้ําอยา งเพยี งพอโดยเฉพาะในระยะเขา ปลี
3. การพรวนดนิ และกําจดั วชั พชื
ควรปฏบิ ตั หิ ลงั การยา ยกลา 2 สัปดาห พรอมกับใสปุยและทําการพรวนประมาณ 2-3 ครง้ั

การเกบ็ เกย่ี ว

อายุการเกบ็ เกย่ี วผกั กาดขาวปลไี มแ นน อน ขน้ึ อยกู บั ลกั ษณะพนั ธุ
- พนั ธทุ เ่ี ขา ปลไี มแ นน อายุที่เก็บเกี่ยวไดประมาณ 40-50 วัน หลงั จากหวา นเมลด็ โดย
เลือกเก็บเก่ียวตน เรม่ิ แกเ ตม็ ทไ่ี ดข นาด (ในทอ งถน่ิ ทางภาคกลาง)
- พันธุท่ีเขา ปลยี าว หรอื ปลกี ลมแนน อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50-80 วัน หลังจากหยอด
เมล็ดที่เก็บเก่ียวได โดยเกบ็ ขณะปลหี อ แนน เตม็ ทก่ี อ นทป่ี ลจี ะเรม่ิ คลายตวั หลวมออก (ในทอ งถน่ิ ภาค
เหนือ) การตัดใชม ดี คมตดั ทโ่ี คนตน ตดั แตง ใบทเ่ี ปน โรคถูกแมลงทําลายออกบา งพอสมควร แตไ มม าก
นัก ควรใบนอก ๆ ไวสัก 2-3 ใบ เพอ่ื ปอ งกนั การกระทบกระแทกในระหวา งการขนสง

6

โรคและแมลงศัตรูที่สําคญั

1. โรคเนา เละ (Soft rot)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อราแบคทีเรีย
ลักษณะอาการ เร่ิมอาการของโรคเปน จดุ ฉ่ําน้าํ ตอ มาจะเนา อยา งรวดเรว็ ทําใหเ นอ้ื เยอ่ื เปอ ย
และเปน น้ําภายในเวลา 2-3 วัน ผักจะเนา ยุบตัวหมดทั้งตนและหัว หรือฟุบแหง เปน สนี ้ําตาลอยทู ผ่ี วิ
ดิน อาการเนาจะเกิดสวนใดกอนก็ไดแตโดยปกติจะเริ่มที่โคนกาบใบหรือตรงกลางตน กอ น สันนิษฐาน
วาเชอ้ื ราบางชนดิ ทําลายไวก อ น
การปอ งกนั กําจดั
1. ปอ งกนั มใิ หเ กดิ แผลในระหวา งเกบ็ เกย่ี วขนสง และ การเก็บรักษา
2. ฉดี ยาปอ งกนั แมลงและหนอน
3. ใชป ยุ ทม่ี ธี าตโุ บรอนผสมดว ย โดยใชปุยบอแรกซ อตั รา 10-20 กรัม/น้าํ 20 ลติ ร
4. อาจใชยาปฏิชีวนะ เชน พวกสเตรปโตมัยซิน อากริไมซิน ฉีดพน

โรคเนาเละ โรครานํ้าคาง

2. โรคเหย่ี วของผกั กาดขาวปลี (Fusaarium wilt to Chinese Cabbage)
สาเหตุ เกดิ จากเชอ้ื รา Fusarium Oxysporum
ลักษณะอาการ ผักจะมีใบลา งเหลอื งและเรม่ิ สงั เกตไดง า ย คอื มีใบลางเหี่ยวแหงซีกใดซีกหนึ่ง
ทําใหใบเบีย้ วงอไปขางท่ีใบเหี่ยว ตอ มาใบทางซกี นน้ั จะเหย่ี วเพม่ิ ขน้ึ และเหย่ี วทว่ั ตน ในเวลาตอ มา หรือ

7

ผักเจริญเติบโตแตเพียงซีกเดียวกอนแลวเหี่ยวตาย เมอ่ื ถอนดรู ากจะขาดหลดุ จากลําตน เพราะผุเปอย
เปนสนี ้ําตาล ในดนิ เหนยี วและดนิ ทรายมกั พบโรคนม้ี าก

การปอ งกนั กําจดั
1. กอ นปลกู ผกั ควรมกี ารเตรยี มดนิ ใหด ี มีการใสปนู ขาวแกไ ขดนิ เปน กรดกอ นปลกู
2. ไมควรใสป ยุ ทม่ี ไี นโตรเจนมากในระยะตน กลา
3. ควรปลกู พชื หมนุ เวยี นสลบั พน้ื ทด่ี งั กลา ว
4. ใชยาปอ งกนั กําจดั ในโรคนม้ี กั ไดผ ลไมค มุ คา

3. โรคเนา คอดนิ (Damping off)
สาเหตุ เกดิ จากเชอ้ื รา Pythium SP.
ลักษณะอาการ โรคน้ีจะเกิดเฉพาะในแปลงกลา เทา นน้ั การหวา นทแ่ี นน ทบึ อบั ลมและตน เบยี ด
กันมากมกั จะเกดิ โรค ตนกลา มกั จะเกดิ อาการเปน แผลซ้ําทโ่ี คนตน ระดบั ดนิ เน้ือเยอ่ื ตรงแผลเนา และ
แหงไปอยา งรวดเรว็ เมอ่ื ถกู แสงแดดทําใหตนกลาหักพับ เพราะมีแผลซํ้าทโ่ี คนตน ระดบั ดนิ ตน เหย่ี วแหง
ตาย บริเวณที่เปนโรคจะคอยๆ ขยายวงกวา งออกเปน วงกลม
การปอ งกนั กําจดั
1. ไมค วรหวา นเมลด็ ผกั แนน เกนิ ไป
2. ใชยาปอ งกนั กําจดั เชอ้ื ราละลายน้ําในอตั ราความเขม ขน นอ ย ๆ ราดลงไปบนผวิ ดนิ ใหท ว่ั สกั
1-2 ครง้ั เชน เทอราคลอเบนฟอรด ซ่ึงเปน ยาปองกนั กําจดั เชอ้ื ราในดนิ โดยตรงจะมผี ลยง่ิ ขน้ึ หรือจะ
ใชร คิ โดมลิ เอม็ แซด 72 ละลายน้ํารดกไ็ ดผ ลดี หรอื ใชป นู ใสร ดแทนน้ําในระยะท่ีเปนตน กลากจ็ ะชวยให
ตนกลา แขง็ แรง และไมต อ งใชย าอกี เลย

4. โรคใบดา งของผกั กาดขาวปลี
สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัส Turnip mosaic Virus
ลักษณะอาการ ตนท่ีเปนโรคแสดงอาการใบดา งเขยี วสลบั เขยี วเหลอื ง แคระแกรนตามบรเิ วณ
เสนใบจะพบเปน สมี ว งปะปนอยเู มอ่ื เปนโรครนุ แรงขน้ึ ใบจะเปล่ียนเปน สเี ขยี วเหลอื งทง้ั ใบ และมลี กั ษณะ
บิดงอเลก็ นอ ย
การปอ งกนั กําจดั
1. ใชเมล็ดทป่ี ราศจากโรค
2. กําจดั ตน ทแ่ี สดงอาการของโรคในระยะแรก โดยการเผาทําลาย
3. ปอ งกนั กําจดั แมลงพาหะพวกเพลย้ี ออ นดว ยสารเคมี ไดเมทไทเอท ในอตั รา 30 ซีซี./นา้ํ 20
ลติ ร
5. โรครานํ้าคา ง
สาเหตุ เกดิ จากเชอ้ื รา (Peroros Pora SP.)
ลักษณะอาการ ดานบนใบเปน รอยดา งสเี หลอื งซดี ตอมาแสดงอาการไหมท บั ใตใ บปรากฏเสน
ใยสีขาวเจริญขน้ึ มา อาการลกุ ลามจากใบรอบนอกเขา สใู บดา นใน หากเปน รนุ แรงทําใหใ บไหม

8

การปอ งกนั กําจดั
เม่ือเรม่ิ พบอาการใหใ ชส ารเคมี ไดเมทเอ็ม หรือ อาโคนลิ ฉีดพน หากมกี ารระบาดรนุ แรงใหใ ช
เอพรอน 35 ฉีดพน 1 ครง้ั

6. โรคใบจดุ
สาเหตุ เกดิ จากเชอ้ื รา (Altennaria SP.)
ลักษณะอาการ เปนจุดคอ นขา งกลมสนี ้ําตาล ลกั ษณะแผลเปน วงซอ นกนั
การปอ งกนั กําจดั
หามใชส ารเคมี เบนเลท ฉีดพน หากมีระบาดมากใหใ ชส ารเคมรอฟรลั สลบั กบั แอนทราโคล
ตามฉลากขา งภาชนะบรรจุ

แมลงที่สําคญั ไดแ ก

1. หนอนใยผัก
หนอนใยผักเปนหนอนผีเสื้อที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาหนอน
ผีเสื้อศัตรูผัก จะมีลักษณะหัวทายแหลม เมอ่ื ถกู ตวั จะดน้ิ อยา งแรงและ
ทิ้งตัวลงดิน โดยการสรา งใย มักจะพบตัวแกตามใบโดยเกาะอยูใน
ลักษณะยกหัวขน้ึ หนอนใยผักเกิดจากการทแี่ มผเี สอ้ื วางไขไว ไขม ี
ขนาดเล็กคอนขา งแบนสเี หลอื ง ตดิ กนั 2-5 ฟอง อายไุ ขป ระมาณ 3
วัน อายุดักแด 3-4 วัน ตวั เตม็ วยั มเี หลอื งเทา ตรงสว นหลงั มแี ถบสเี หลอื ง อายตุ วั เตม็ วยั 1 สัปดาห
การทําลายของหนอนใยผกั จะกดั กนิ ผกั ออ น ดอกหรือใบที่หุมอยูทําใหใ บเปน รพู รนุ หนอนใยผกั มคี วาม
สามารถในการทนตอ สารเคมี และปรบั ตวั ตา นทานตอ สารเคมปี อ งกนั กําจดั ไดด ี
การปอ งกนั กําจดั
1. ใชส ารเคมกี ําจดั ตวั หนอนโดยตรง
2. โดยการใชเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัสทรูรินเจนซสิ ทาํ ลาย
3. หมน่ั ตรวจดแู ปลงกะหล่ําปลี เมอ่ื พบตวั หนอนควรรบี ทําลายทันที

2. หนอนกระทูผัก
หนอนกระทูผักมักพบบอยในพวกผักกาดโดยจะกัดกินใบ กา น
หรือเขาทําลายในหวั ปลี มกั จะเขา ทําลายเปน หยอ มๆ ตามจดุ ทผ่ี เี สอ้ื วาง
ไข หนอนชนดิ นส้ี งั เกตไดง า ย คอื ลําตวั อว นปอ ม ผิวหนงั เรียบ คลา ย
หนอนกระทูหอม มสี สี นั ตา งๆ กัน มแี ถบสขี า งลําตวั แตไ มค อ ยชดั นกั
เม่ือโตเต็มทจ่ี ะมขี นาด 3-4 เซนตเิ มตร เคลอ่ื นไหวชา ระยะตวั หนอน
ประมาณ 15-20 วัน และจะเขา ดกั แดต ามใตผ วิ ดนิ ระยะดกั แดป ระมาณ 7-10 วัน การทําลายจะกัด
กินกานใบและปลใี นระยะเขา ปลี

9

การปอ งกนั กําจดั
1. หม่ันตรวจดสู วนผกั เมื่อพบหนอนกระทูผักควรทําลายเสยี เพอ่ื ปอ งกนั ไมใ หม กี ารระบาดลกุ
ลามตอไป
2. ฉดี พน ดว ยสารเคมี เชน เมโธมิล อตั รา 10-12 กรัม/น้าํ 20 ลติ ร หรอื อาจใชเ มวนิ พอส
20-30 ซี.ซี./น้าํ 20 ลติ ร

3. เพลย้ี ออ น
ตัวออนของแมลงชนิดนี้ออกจากทองแมไดโดยที่เพศเมียไมตองผานการผสมพนั ธุ ตวั ออ นทอ่ี อก
จากตัวแม ใหม ๆ พบวา มลี ําตวั ขนาดเลก็ มากตอ งสอ งดดู ว ยกลอ งจลุ ทรรศน ลําตวั สเี หลอื งออ นนยั ตาสี
ดาํ ขาทั้ง 3 คู สเี ชน เดยี วกบั ลําตัวการทําลายเพลย้ี ออ นชนดิ นท้ี ําลายพชื ทง้ั ตวั ออ นและตวั เตม็ วยั โดย
การดูดน้ําเลี้ยงจากพืชทั้งยอด ใบออ น ใบแก ชอ ดอก ลักษณะอาการที่เห็นไดชัด คอื ยอดและใบจะ
หยิกงอ เมอ่ื เพลย้ี ออ นเพม่ิ ขน้ึ เรอ่ื ย ๆ พืชก็จะเหี่ยว ใบผักจะถูกทําลาย จะคอยๆ มสี เี หลอื งและรว งหลน
ลาํ ตนจะแคระแกรน ถาทาํ ลายชอดอกจะทําใหด อกรว งหลน หลดุ ทําใหผ ลผลติ ลดลง
การปอ งกนั กําจดั
ควรใชส ารเคมกี ลมุ มาลาไธออน มชี อ่ื การคา เชน มาลาเทน มาลาไธออน 83% ในอตั รา30-
55ซีซี./น้าํ 20 ลติ ร พน 2 ครง้ั แตล ะครง้ั หา งกนั 7 วัน นอกจากนน้ั อาจใชใ นอตั รา 5 กรัม/น้าํ 20
ลิตร ทําการพน เปน ครง้ั คราว ยาชนดิ นเ้ี ปน ยาทเ่ี หมาะสําหรบั สวนผกั หลังบา น ปลอดตอ มนษุ ย

4. หมดั กระโดด
พบตลอดป ฉีดพนเซฟวิน 85 หรือแลนเนท เมอ่ื ยา ยปลกู มดทําลายชว งกอ นกลา งอกสงั เกต
จากทางเดนิ มด ปอ งกนั โดยใช เซฟวิน 85 และคมู ฟิ อสรดแปลงกลา

เพลย้ี ออ น หมดั กระโดด

เอกสารอา งองิ

- อดุ ม โกสัยสุก 2530 การปลกู ผกั กนิ ใบ
- กองบรรณาธกิ ารฐานเกษตร 2534 รวมเรอ่ื งผกั
- กลมุ หนงั สอื เกษตร 2535 สวนผกั
- ทศพร แจงจรัส 2531 ผักฤดูหนาวและผักตระกูลกะหลํ่า

10

- สมพร เทพเดชา 2533 การจดั การสวนผกั
- โครงการหลวง 2533 การปลูกผักบนที่สูงของประเทศไทย
- สมศริ ิ แสงโชติ 2532 โรคของพืชเศรษฐกิจ....พืชผัก

ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
- จิรา ณ หนองคาย เทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยวผักผลไม และดอกไม
- โกสินทร สายแสงจันทร 2536 วิธีปลูกผักสําคญั บางชนดิ


Click to View FlipBook Version