The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตัวอย่างวิจัย 01 ผลของการใช้โปรแกรมฝึกความคล่องแคล่ว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wirakankeawruksee, 2021-12-27 09:24:46

ตัวอย่างวิจัย 01 ผลของการใช้โปรแกรมฝึกความคล่องแคล่ว

ตัวอย่างวิจัย 01 ผลของการใช้โปรแกรมฝึกความคล่องแคล่ว

ผลของการใช้โปรแกรมฝกึ ความคลอ่ งแคลว่ รว่ มกบั การเพ่ิมความหนักของงานตอ่ ความ
คล่องแคล่วและความแข็งแรงของกล้ามเนอ้ื ขาของนักกฬี าวอลเลยบ์ อลชาย

หงส์ทอง บวั ทอง

วทิ ยานิพนธ์นเ้ี ป็นสว่ นของการศึกษาตามหลกั สูตรวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาวิทยาศาสตรก์ ารออกกาลงั กายและการกฬี า
คณะวทิ ยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลยั บรู พา
ตุลาคม 2559
ลิขสทิ ธเ์ิ ปน็ มหาวทิ ยาลยั บูรพา



วทิ ยานิพนธ์นไ้ี ดร้ ับทนุ จากสานกั งานความรว่ มมือเพอ่ื การพัฒนาระหว่างประเทศ
(Thailand International Development Cooperation Agency: TICA)
กระทรวงการต่างประทศ

กิตติกรรมประกาศ

วทิ ยานพิ นธฉ์ บบั นี้สาเรจ็ ลงได้ ดว้ ยความกรุณาจาก ดร. สมพร ส่งตระกูล ดร.ธรรมนนั ทกิ า
แจง้ สว่าง และดร. กวีญา สินธารา ท่ีกรณุ าใหค้ าปรกึ ษาแนะนาแนวทางที่ถูกตอ้ ง ตลอดจนแกไ้ ข
ขอ้ บกพรอ่ งตา่ ง ๆ ดว้ ยความละเอียดถ่ีถ้วน และเอาใจใสด่ ้วยดเี สมอมา โดยท่คี าแนะนาของทา่ นมี
ประโยชนต์ ่อการวจิ ัยเปน็ อยา่ งมาก ผวู้ ิจัยรู้สึกซาบซ้ึงเป็นอย่างยิง่ จึงขอกราบขอบพระคุณเปน็ อย่าง
สงู ไว้ ณ โอกาสนี้

ขอขอบพระคุณผู้เชย่ี วชาญ 3 ท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจคณุ ภาพของ
เคร่อื งมอื รวมทงั้ ให้คาแนะนาแก้ไขเครื่องมือทีใ่ ช้ในการวิจัยให้มคี ณุ ภาพ นอกจากน้ียังได้รับความ
อนเุ คราะหจ์ าก วิทยาลยั พลศกึ ษาสาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาวทใี่ หค้ วามร่วมมือเปน็
อย่างดีในการประสานงาน ในการเกบ็ ข้อมลู พร้อมทง้ั กล่มุ ตัวอยา่ งทใ่ี หค้ วามรว่ มมอื เปน็ อยา่ งดใี น
การเกบ็ ข้อมูลท่ใี ชใ้ นการวิจยั ทาใหว้ ทิ ยานิพนธฉ์ บับนสี้ าเรจ็ ไดด้ ว้ ยดี ขอขอบคณุ เจ้าหน้าทคี่ ณะ
วทิ ยาศาสตร์การกีฬาทกี่ รณุ าใหค้ าแนะนาและอานวยความสะดวกในการทาวทิ ยานพิ นธ์
ขอขอบคุณเพอ่ื น ๆ พี่ ๆ นอ้ ง ๆ ทศ่ี กึ ษาในคณะวิทยาศาสตร์การกฬี าทใี่ ห้คาแนะนาและใหก้ าลงั ใจ
ร่วมท้ังท่านอนื่ ๆ ทใี่ หค้ วามชว่ ยเหลือซงึ่ ยงั ไมไ่ ด้เอย่ นามในทีน่ ้ี

ขอขอบพระคณุ สานกั งานความร่วมมือเพอ่ื พฒั นาระหวา่ งประเทศ (สพร) ท่ีให้ทุน
ช่วยเหลือในศกึ ษาในครั้งน้ี

กราบขอบพระคณุ มารดา และครอบครวั ผู้ทั้งใหพ้ ลงั กายและพลังใจ มารดาและ
ครอบครวั เป็นส่วนหน่งึ ของความสาเรจ็ ในทกุ ขัน้ ตอน

คุณคา่ และประโยชน์ของวิทยานพิ นธฉ์ บับนี้ ผู้วิจยั ขอมอบเปน็ กตญั ญกู ตเวทตี า แด่
บุพการี บูรพาจารย์ และผูท้ ม่ี ีพระคณุ ทกุ ทา่ นทง้ั ในอดีต และปัจจบุ ัน ทที่ าให้ผวู้ จิ ัยเปน็ ผู้ท่มี ี
การศึกษา และประสบความสาเร็จมาจนตราบเท่าทุกวนั น้ี

หงส์ทอง บัวทอง



55910196: สาขาวชิ า: วิทยาศาสตร์การออกกาลงั กายและกฬี า; วท.ม.
(วทิ ยาศาสตร์การออกกาลังกายและกีฬา)

คาสาคญั : ความคล่องแคล่ว/ ความแขง็ แรงของกล้ามเน้อื ขา
หงส์ทอง บวั ทอง: ผลของการใช้โปรแกรมฝกึ ความคล่องแคลว่ ร่วมกบั การเพมิ่ ความ

หนกั ของงานตอ่ ความคลอ่ งแคล่วและความแขง็ แรงของกล้ามเนอ้ื ขาของนักกฬี าวอลเลยบ์ อลชาย
(THE EFFECT OF AGILITY PROGRAM WITH INCREASING INTENSITY ON AGILITY
AND LEG STREGNTH OF MALE VOLLEYBALL PLAYERS) คณะกรรมการควบคุม
วิทยานิพนธ:์ สมพร ส่งตระกูล, ปร.ด., ธรรมนันทกิ า แจง้ สวา่ ง, วท.ด., กวีญา สนิ ธารา, วท.ด.
79 หนา้ . ปี พ.ศ. 2559.

การวจิ ยั ครงั้ นเ้ี ป็นการศกึ ษา ผลของการใช้โปรแกรมฝกึ ความคล่องแคลว่ ร่วมกับการเพม่ิ
ความหนักของงานตอ่ ความคลอ่ งแคล่วและความแขง็ แรงของกล้ามเนอื้ ขาของนักกีฬาวอลเลย์บอล
ชายของวทิ ยาลัยพลศึกษาสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว อายุระหว่าง 18-20 ปี จานวน 24
คน โดยทาการฝกึ โปรแกรมความคลอ่ งแคลว่ ร่วมกับการเพมิ่ ความหนักของงานเป็นเวลา 6 สัปดาห์
เก็บขอ้ มูลกอ่ นและหลงั ทาการฝกึ ทาการทดสอบหาความคล่องแคลว่ ดว้ ยวธิ กี ารทดสอบ
อลิ ลนิ อยส์ (Illinois agility test) และทดสอบความแขง็ แรงด้วยวธิ ีการทดสอบแรงเหยยี ดขา (Back
and leg dynamometer) นาขอ้ มลู ทีไ่ ด้มาวิเคราะห์เปรยี บเทียบความแตกตา่ งค่าเฉลย่ี กอ่ นการฝึกและ
หลังการฝกึ 6 สัปดาห์ ดว้ ยสถิติ Pair t-test กาหนดนยั สาคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05

ผลการวิจยั พบว่าคา่ เฉล่ยี เวลาการทดสอบความคลอ่ งแคล่วกอ่ นและหลังการทดลองของ
นกั กีฬาวอลเลยบ์ อลชายลดลงแสดงว่าความคลอ่ งแคล่วเพิม่ ข้นึ จาก 15.72 ± 0.66 วินาที เปน็
14.44 ± 0.48 วินาที และค่าเฉลี่ยการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขากอ่ นและหลงั การทดลอง
ของนักกีฬาวอลเลย์บอลเพิม่ มากขึ้นจาก 2.49 ± 0.35 กโิ ลกรัม เป็น 2.92 ± 0.54 กโิ ลกรมั

จากขอ้ มลู ทเี่ กบ็ รวบรวมไดท้ าใหส้ ามารถสรุปได้วา่ โปรแกรมการฝึกความคล่องแคล่ว
รว่ มกบั การเพมิ่ ความหนักของงานสามารถช่วยเพ่มิ ความคล่องแคลว่ และความแขง็ แรงของ
กล้ามเนอื้ ขาของนักกีฬาวอลเลย์บอลได้



55910196: MAJOR: EXERCISE AND SPORT SCIENCE; M.Sc.
(EXERCISE AND SPORT SCIENCE)

KEYWORDS: AGILITY/ STRENGTH OF LEG MUSCLES
HONGTHONG BOUATHONG: THE EFFECT OF AGILITY PROGRAM WITH

INCREASING INTENSITY ON AGILITY AND LEG STRENGTH OF MALE VOLLEYBALL
PLAYERS. ADVISORY COMMITTEE: SOMPORN SONGTRAKUL, Ph.D., TUMNUNTIKA
JANGSAWANG., Ph.D., KAWEEYA SINTARA., Ph.D. 79 P. 2016.

This research studied the effects of agility training program with increasing intensity
on agility and leg strength of Laos male volleyball players. Participants were 24 Laos male
volleyball players of Physical Education College, Lao People's Democratic Republic, age
between 18-20 years. Agility training program with increasing intensity lasted 6 weeks. Data was
collected at pre and post training. Illinois agility test and back and leg dynamometer were used for
data collection. Pair t-test was used for statistical analysis.

It was found mean differences between pre-post of agility test. Volleyball player had
agility time increased after training from 15.72 ± 0.66 seconds to 14.44 ± 0.48 seconds. In
addition, mean of leg strength before and after training was increased from 2.49 ± 0.35 kilograms
to 2.92 ± 0.54 kilograms.

From the data analysis it was concluded that an agility training program with
increasing intensity can be used to improve agility and leg strength of volleyball players.

สารบัญ

หน้า
บทคดั ยอ่ ภาษาไทย......................................................................................................................... จ
บทคัดยอ่ ภาษาองั กฤษ.................................................................................................................... ฉ
สารบญั ........................................................................................................................................... ช
สารบญั ตาราง................................................................................................................................. ฌ
สารบัญภาพ.................................................................................................................................... ญ
บทท่ี
1 บทนา..................................................................................................................................... 1

ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา......................................................................... 1
คาถามการวจิ ัย................................................................................................................ 3
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย............................................................................................... 3
สมมติฐานการวจิ ัย.......................................................................................................... 3
ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะไดร้ บั จากการวจิ ัย......................................................................... 3
ขอบเขตของการวิจัย....................................................................................................... 4
คานยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ........................................................................................................ 4
กรอบแนวความคดิ ......................................................................................................... 5
2 เอกสาร และงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง............................................................................................. 6
ระบบพลงั งานของกฬี าวอลเลยบ์ อล.............................................................................. 6
สมรรถภาพทางกายของนักกฬี าวอลเลย์บอล................................................. ............... 8
การพัฒนาความคล่องแคลว่ ........................................................................................... 13
การพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ........................................................................... 18
หลกั การฝกึ ซอ้ มกฬี า...................................................................................................... 21
หลักในการสร้างโปรแกรมการฝกึ ................................................................................. 27
3 วิธดี าเนินการวิจัย................................................................................................................... 32
ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง............................................................................................. 32
เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย................................................................................................ 32
การตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมอื ..................................................................................... 33



สารบญั (ต่อ)

บทท่ี หน้า
วิธกี ารดาเนินการวิจัย................................................................................................... 34
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถติ ทิ ่ีใช้................................................................................. 34

4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล.......................................................................................................... 35
ตอนที่ 1 ขอ้ มูลทวั่ ไปเกี่ยวกบั กลุ่มตัวอยา่ ง................................................................... 35
ตอนที่ 2 ขอ้ มูลการวเิ คราะห์ผลการวจิ ยั ตามสมมตฐิ านการวจิ ยั ................................... 36

5 อภปิ รายผล และสรุปผล…................................................................................................... 37
สรปุ ผลการวิจยั ............................................................................................................ 37
อภิปรายผล................................................................................................................... 38
ข้อเสนอแนะ................................................................................................................ 40

บรรณานุกรม................................................................................................................................ 42
ภาคผนวก..................................................................................................................................... 46
ภาคผนวก ก.............................................................................................................................. 47
ภาคผนวก ข.............................................................................................................................. 49
ภาคผนวก ค.............................................................................................................................. 52
ภาคผนวก ง............................................................................................................................... 55
ภาคผนวก จ............................................................................................................................... 58
ภาคผนวก ฉ............................................................................................................................... 76
ประวตั ิยอ่ ของผ้วู ิจยั ...................................................................................................................... 79



สารบญั ตาราง

ตารางท่ี หน้า

2-1 ระบบการสร้าง ATP ในรา่ งกายนักกฬี าวอลเลย์บอล....................................................... 8

2-2 วิเคราะห์ผลทไี่ ดใ้ นชงิ สรรี วทิ ยาของโปรแกรมการฝึกซ้อมของทีมวิทยาลัยพลศึกษา

ทส่ี าธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว....................................................................... 11

4-1 การเปรยี บเทยี บคา่ เฉลี่ยและสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานของเวลาในการทดสอบความ

คล่องแคล่วของนกั กฬี าวอลเลยบ์ อลชายทวี่ ทิ ยาลัยพลศกึ ษาสาธารณรัฐประชาธปิ ไตย

ประชาชนลาว ก่อนและหลงั การทดลอง.......................................................................... 36

4-2 การเปรยี บเทยี บคา่ เฉล่ียและสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของความแขง็ แรงของกล้ามเน้อื

ขาของนักกฬี าวอลเลย์บอลชายทวี่ ทิ ยาลัยพลศกึ ษา สาธารณรัฐประชาธปิ ไตย

ประชาชนลาว กอ่ นและหลงั การทดลอง.......................................................................... 36

ภาคผนวก จ-1 โปรแกรมการฝึกของความคล่องแคลว่ ภายใน 6 สัปดาห.์ ................................. 59

ภาคผนวก จ-2 การวิเคราะหผ์ ลความคล่องแคล่วการทดสอบก่อนการฝกึ ซอ้ ม และหลงั

การฝกึ ซอ้ ม........................................................................................................ 72

ภาคผนวก จ-3 การวเิ คราะห์ผลการทดสอบความแข็งแรงของกลา้ มเนื้อขาก่อน

การฝึกซ้อม และหลงั การฝกึ ซ้อม...................................................................... 74



สารบญั ภาพ

ภาพที่ หน้า
1-1 กรอบแนวความคดิ .............................................................................................................. 5
ภาคผนวก ง-1 การเคลอ่ื นท่ีของแบบทดสอบความคลอ่ งแคลว่ .............................................. 56
ภาคผนวก จ-1 การยดื เหยยี ดกลา้ มเน้อื คอ............................................................................... 61
ภาคผนวก จ-2 การยดื เหยียดกล้ามเนื้อนอ่ ง............................................................................. 62
ภาคผนวก จ-3 การยดื เหยียดกล้ามเน้ือตน้ ขา.......................................................................... 62
ภาคผนวก จ-4 การยืดเหยยี ดกล้ามเน้อื ตน้ แขน....................................................................... 63
ภาคผนวก จ-5 การยดื เหยียดกล้ามเนอ้ื หลังส่วนบน................................................................ 64
ภาคผนวก จ-6 การยืดเหยยี ดกล้ามเนอ้ื อก.............................................................................. 64
ภาคผนวก จ-7 การยดื เหยียดกลา้ มเนื้อลาตัว.......................................................................... 65
ภาคผนวก จ-8 การยืดเหยียดกลา้ มเนื้อหลงั ส่วนลา่ ง............................................................... 66
ภาคผนวก จ-9 การยืดเหยียดกลา้ มเน้อื เอ็นหลงั เข่า.................................................................. 66
ภาคผนวก จ-10 การยืดเหยียดกลา้ มเนอ้ื ต้นขาดา้ นใน.............................................................. 67
ภาคผนวก จ-11 การวิ่งสลับฟันปลา.......................................................................................... 67
ภาคผนวก จ-12 การว่ิงแตะเสน้ ................................................................................................. 68
ภาคผนวก จ-13 การวิ่งเป็นรปู ตวั T........................................................................................... 69
ภาคผนวก จ-14 การวิ่งกา้ วเท้าไปขา้ งหนา้ สลบั ซา้ ยขาว............................................................ 70
ภาคผนวก จ-1ก5ารวิ่การวิง่ เปน็ รปู ตัว V.......................................................................................... 71
ภาคผนวก จ-16 การว่ิงซิกแซก.................................................................................................. 72

1

บทที่ 1
บทนา

ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา

กฬี าวอลเลยบ์ อลเป็นกีฬาท่ีได้รับความสนใจ และนยิ มเลน่ กนั อยา่ งแพรห่ ลายในทุก
ประเทศท่ัวโลก เนอ่ื งจากเปน็ กฬี าทสี่ ามารถเลน่ ไดท้ กุ โอกาส ทกุ พื้นที่ มวี ธิ ีการเล่นโดยการตีโต้
ลกู บอลให้ลอยไปมาในอากาศโดยพยายามไมใ่ หล้ ูกบอลตกพ้ืน จนพฒั นาขึน้ มาเปน็ สากล มี
มาตรฐานในการเล่น มีกฎกตกิ า และยงั มกี ารจัดแขง่ ขนั ระดับต่าง ๆ มากมาย ดงั นน้ั โคช้ ท้งั หลาย
จงึ ต้องศึกษา และจัดหารูปแบบการเล่นใหม่ ๆ ใช้เทคนคิ และแทคติกตา่ ง ๆ มาฝกึ เพือ่ พฒั นาทีม
ให้ได้รบั ชัยชนะ และทาใหเ้ กมการแข่งขนั เป็นไปอย่างสนุกสนานเข้มข้น รวมไปถงึ สมรรถภาพ
ของลูกทีม ทักษะ และสภาพจติ ใจ ซงึ่ นกั กีฬาท่ีจะกา้ วไปสู่ความสาเรจ็ หรอื ความเปน็ เลศิ ทางกฬี า
น้ัน ตอ้ งมอี งคป์ ระกอบ 3 ประการ คือ 1) จะต้องเปน็ ผทู้ ีม่ สี มรรถภาพทางกายดี 2) จะต้องเป็นผทู้ ่ีมี
ทกั ษะดี 3) จะต้องเปน็ ผทู้ ี่มีสภาพทางจิตท่ีสมบรู ณ์ หมายความว่า นกั กีฬาท่ีจะประสบผลสาเร็จ
ได้นนั้ จะตอ้ งเปน็ ผ้ทู ่ีมีประสทิ ธิภาพครบทุกดา้ น (สุพิตร สมาหโิ ต, 2538) นักกีฬาวอลเลยบ์ อลจะ
ประสบความสาเรจ็ ไดน้ ักกฬี าจะต้องมสี มรรถภาพทางกายท่ีดเี ปน็ พ้นื ฐาน โดยเฉพาะอย่างยง่ิ คือ
ความคล่องแคลว่ และความเรว็ (Bloomfield, Aeklan, & Elliott, 1994) จากแนวคิดของผู้เช่ียวชาญ
จะเห็นไดว้ า่ ความคล่องแคลว่ เปน็ พืน้ ฐานของสมรรถภาพทางกายท่ดี ี และมีความสาคัญตอ่ การเลน่
กีฬาหลายอย่าง โดยเฉพาะกฬี าวอลเลยบ์ อล (ชูศักดิ์ เวชแพศย์ และกันยา ปาละววิ ัธน,์ 2536) การ
ฝกึ ซอ้ มกีฬาวอลเลย์บอลมคี วามสาคญั เพ่อื ทาให้นักกีฬามีความแข็งแรงของกลา้ มเนอ้ื และความ
คลอ่ งแคล่ว สง่ ผลให้เกิดการเคลอ่ื นไหวได้อย่างรวดเรว็ และมคี วามแมน่ ยา ผูฝ้ กึ สอนจงึ จาเปน็ ต้อง
หาวธิ กี ารในการฝกึ เพื่อใหน้ กั กีฬาของตนมีความสามารถสูงสุดในทกั ษะกฬี าวอลเลย์บอล เพื่อเปน็
ฐานในการเคลือ่ นที่รับลูกบอลทลี่ อยขา้ มมาจากการเสิรฟ์ การตบ การหยอด การสกัดกั้นของฝา่ ย
ตรงขา้ มในทุกทิศทาง ทกุ สถานการณ์ ไม่สามารถคาดเดาทศิ ทางได้ ลกู บอลท่มี ีการเปลี่ยนทิศทาง
อยตู่ ลอดเวลาของการฝึกซอ้ มและแข่งขนั จงึ ทาให้ในทีมทม่ี ีความคล่องแคลว่ สงู มักจะประสบ
ความสาเรจ็ ในการเล่นสูงกวา่ ทมี ท่มี คี วามคล่องแคลว่ ต่า ดังน้ัน ในการฝึกซ้อมวอลเลย์บอลจึง
จาเปน็ ตอ้ งคานึงถงึ ความคลอ่ งแคลว่ และวธิ ที ีจ่ ะเพ่ิมความคล่องแคล่วในนักกฬี าวอลเลยบ์ อล

การเล่นกฬี าวอลเลย์บอลจะต้องฝึกให้เกิดความคลอ่ งแคล่ว เพราะจะตอ้ งเตรยี มพรอ้ ม
ท่จี ะเล่นในลักษณะต่าง ๆ อยตู่ ลอด เวลา และการเคล่ือนไหวก็จะตอ้ งกระทาดว้ ยความเร็ว โดยตอ้ ง
มกี ารเคลื่อนไหวในทกุ ทศิ ทาง จะช้าหรือเรว็ ขน้ึ อยู่กบั จังหวะของลกู บอลท่ีลอยมาอยูใ่ นอากาศ

2

กีฬาวอลเลยบ์ อลเป็นกีฬาทต่ี ้องอาศัยทกั ษะและความชานาญในการเลน่ ในทักษะต่าง ๆ ของกฬี า
วอลเลย์บอล นอกจากนนี้ กั กฬี ายงั ต้องมีความคลอ่ งแคล่วในการเคล่ือนไหวและมกี ารตอบสนอง
ทร่ี วดเร็วอีกดว้ ย ซง่ึ การแขง่ ขันเพ่ือใหไ้ ด้ชยั ชนะนั้น ซึ่งจะตอ้ งอาศยั ความคล่องแคลว่ ความแม่นยา
ความแข็งแรงของกลา้ มเนื้อขาในการเคลื่อนที่ ดังน้นั ความคลอ่ งแคลว่ (Agility) คือ ความสามารถ
ในการเปล่ียนตาแหน่ง (Position) หรือทศิ ทาง (Direction) การเคลือ่ นไหวของร่างกายดว้ ยความ
รวดเรว็ และมปี ระสิทธภิ าพอนั เปน็ ผลเน่ืองมาจากความสามารถในการหดตวั ของกล้ามเนอื้ สว่ นต่าง ๆ
เพื่อทางานประสานกันได้เปน็ อยา่ งดี เชน่ สามารถทจ่ี ะนง่ั ลงและยนื ขนึ้ สลับกันไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว
การวง่ิ ไปขา้ งหนา้ แล้วกลับตวั วง่ิ ย้อนทศิ ทางเดิมไดด้ ้วยความรวดเรว็ หรอื การวง่ิ ซกิ แซกไปทางซา้ ย
ขวาสลับกันได้ดว้ ยความรวดเรว็ กิจกรรมการออกกาลังกายทจ่ี ะชว่ ยเสริมสรา้ งใหร้ ่างกายมีความ
คลอ่ งแคลว่ สงู ขน้ึ ไดแ้ ก่กิจกรรมทีท่ าให้กลา้ มเนอ้ื ส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายไดท้ างานร่วมกันและ
ประสานกนั ในการเปลยี่ นตาแหนง่ และทศิ ทางการเคลือ่ นไหวของร่างกาย (วรศกั ดิ์ เพียรชอบ,
2548) ซ่ึงจากการศกึ ษาเบอ้ื งต้นของทีมนกั กีฬาวอลเลยบ์ อลทว่ี ทิ ยาลยั พลศึกษา สาธารณรัฐ
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว พบวา่ โปรแกรมฝกึ ของทีมทใี่ ชอ้ ยู่ในปัจจุบันยังไม่เน้นการฝกึ ความ
คล่องแคลว่ และความแข็งแรงของกล้ามเนอื้ ขาอย่างเพยี งพอ โดยในการฝึกในแต่ละวนั เป็นการฝกึ
ท่เี นน้ ทกั ษะและเทคนคิ ตามปกติ ซงึ่ ในชว่ งการแข่งขันนกั กีฬายงั มกี ารเคล่อื นท่รี บั ลกู บอล จาก
การเสิรฟ์ การหยอด จากฝ่ายตรงข้ามไม่ทนั กับบอลท่ีลอยมา ผวู้ ิจัยได้ทาการวเิ คราะห์โปรแกรม
การฝึกซ้อมทั่วไปของวิทยาลัยพลศกึ ษาทใ่ี ช้ในการฝึกนกั กีฬาวอลเลยบ์ อลของวิทยาลยั แลว้ พบวา่
โปรแกรมการฝึกท่ีใชอ้ ยู่ในปัจจุบนั นน้ั ยงั ไม่สง่ ผลต่อความคล่องแคลว่ และความแข็งแรงของ
กลา้ มเนอ้ื ขาเทา่ ทค่ี วร

จากการศึกษางานวิจยั ทผี่ า่ นมาไดม้ ีการฝกึ ความคล่องแคลว่ และความแขง็ แรงของ
กลา้ มเนื้อในนกั กีฬาหลาย ๆ ชนิดกฬี ารวมถงึ กฬี าวอลเลยบ์ อล ซึง่ งานวิจยั สว่ นมากพบวา่ ยังมกี าร
ฝกึ เป็นลักษณะปกติท่ีไมม่ กี ารเพิ่มความหนกั ของงาน ดงั เช่นงานวจิ ยั ของประจักษ์ สุวรรณธรี ะกิจ
(2548) ได้ทาการศึกษาผลของการฝกึ ความคลอ่ งแคลว่ ของนักกีฬาวอลเลย์บอลชาย มหาวิทยาลยั
เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วทิ ยาเขตพายพั จานวน 12 คน ทาการฝึกความคลอ่ งแคล่วเปน็
ระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบวา่ หลังการฝึกตามโปรแกรมการฝึกความคล่องแคลว่ นักกฬี าวอลเลยบ์ อล
ชายมคี วามคลอ่ งแคล่วเพิ่มขน้ึ อย่างมนี ัยสาคญั และทานองเดยี วกัน สชุ าติ สุวรรณเบญจางค์ (2545)
ได้ทาการศกึ ษาผลของการใชโ้ ปรแกรมฝึกท่มี ีต่อความคล่องแคลว่ ของนักกฬี าวอลเลย์บอลหญงิ
ของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตลาปาง จานวน 24 คน ระยะเวลาในการทดลอง 6
สัปดาห์ แบ่งกลุ่มออกเปน็ 2 กลุม่ คอื กลุ่มควบคุมทาการฝกึ ทักษะกฬี าวอลเลย์บอลอย่างเดยี ว

3

กลุ่มทดลองทาการฝกึ ทักษะกฬี าวอลเลยบ์ อลร่วมกับการฝกึ ความคลอ่ งแคล่ว พบว่า หลังจากการฝกึ
กลมุ่ ควบคุมและกลุ่มทดลองมีความคล่องแคล่วแตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาคัญ

ดงั นั้น ผู้วิจยั จึงสนใจทจ่ี ะศึกษาเกยี่ วกับการพัฒนาความคล่องแคลว่ และความแขง็ แรงใน
นักกฬี าวอลเลยบ์ อลโดยใชโ้ ปรแกรมฝกึ ความคล่องแคลว่ รว่ มการเพ่มิ ความหนกั ของงานท่ีมตี อ่
ความคล่องแคลว่ และความแขง็ แรงของกลา้ มเนื้อขา ซ่ึงเป็นรปู แบบการฝกึ อีกชนดิ หนง่ึ ทจ่ี ะช่วย
พฒั นาสมรรถภาพทางกายในนักกฬี าวอลเลย์บอลของวทิ ยาลัยพลศึกษาสาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาวใหเ้ กิดประสิทธภิ าพมากขนึ้ และเป็นประโยชน์ตอ่ ผฝู้ ึกสอนกีฬาวอลเลย์บอล ท่ี
สามารถเลือกรูปแบบการฝึกได้อยา่ งเหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพสงู สดุ กบั การพฒั นากฬี า
วอลเลย์บอลตอ่ ไป

คาถามการวจิ ยั

โปรแกรมฝึกความคล่องแคล่วรว่ มกบั การเพิม่ ความหนักของงาน มผี ลต่อความ
คล่องแคล่วและความแขง็ แรงของนกั กฬี าวอลเลยบ์ อลอย่างไร

วตั ถุประสงค์ของการวิจัย

เพอื่ เปรยี บเทยี บความคล่องแคล่วและความแข็งแรงของกล้ามเน้อื ขาก่อนและหลังได้รบั
การฝึกดว้ ยโปรแกรมฝึกความคลอ่ งแคล่วร่วมกับการเพิ่มความหนกั ของงานในนักกีฬาวอลเลย์บอล

สมมตฐิ านการวิจยั

1. ความคลอ่ งแคลว่ หลงั การฝึกด้วยโปรแกรมฝึกความคลอ่ งแคลว่ รว่ มกบั การเพิ่มความ
หนกั ของงานสงู กว่าก่อนการฝกึ

2. ความแข็งแรงของกล้ามเนือ้ ขาหลังการฝึกดว้ ยโปรแกรมฝกึ ความคลอ่ งแคลว่ ร่วมกบั
การเพมิ่ ความหนกั ของงานสูงกวา่ กอ่ นการฝกึ

ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รบั จากการวจิ ยั

1. เพ่อื เป็นแนวทางในการใช้โปรแกรมฝกึ ความคลอ่ งแคล่วร่วมกับการเพมิ่ ความหนกั
ของงาน สาหรับนักกฬี า และผู้ฝกึ สอนของวทิ ยาลัยพลศกึ ษา สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชน
ลาว

4

2. นาแบบโปรแกรมฝกึ ความคลอ่ งแคล่วรว่ มการเพม่ิ ความหนักของงานตอ่ ความ
คลอ่ งแคล่วและความแข็งแรงไปใช้กบั กีฬาชนิดอ่นื ๆ ได้

ขอบเขตของการวจิ ยั

1. การเลือกกล่มุ ประชากรท่ใี ช้ในการวิจยั ในคร้ังน้ี เปน็ นักกฬี าวอลเลย์บอลชายท่ี
วทิ ยาลัยพลศกึ ษา อายรุ ะหว่าง 18-20 ปี จานวน 24 คน ทไ่ี ด้มาจากทมี กฬี าวอลเลย์บอลวิทยาลัย
พลศึกษา สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว โดยฝกึ โปรแกรมความคล่องแคลว่ ร่วมกบั
การเพ่มิ ความหนักของงานเปน็ ระยะเวลา 6 สัปดาห์

2. ตวั แปรทใ่ี ชใ้ นการศึกษา
2.1 ตัวแปรตน้ (Independent variable) คือ โปรแกรมการฝกึ ความคล่องแคลว่ ร่วมกบั

การเพ่มิ ความหนกั ของงานในนักกฬี าวอลเลย์บอล
2.2 ตัวแปรตาม (Dependent variable) คอื
- ความคลอ่ งแคลว่
- ความแข็งแรงของกลา้ มเนอื้ ขา

คานยิ ามศพั ท์เฉพาะ

1. ความคล่องแคลว่ (Agility) หมายถงึ เปน็ ความสามารถของรา่ งกาย และส่วนต่าง ๆ
ของร่างกายที่สามารถเปล่ียนทิศทางไดร้ วดเร็ว และถูกตอ้ ง ในกจิ กรรมทีเ่ ฉพาะเจาะจง หรือเปลยี่ น
ลกั ษณะการเคลอื่ นไหวอย่างรวดเรว็ เช่น ว่งิ กลับตวั วงิ่ เกบ็ ของ ว่งิ ซิกแซก เปน็ ตน้ (เจรญิ
กระบวนรัตน,์ 2545) โดยงานวิจยั ครั้งน้ใี ชแ้ บบทดสอบ อิลลินนอยส์ (Illinois agility test)

2. ความแขง็ แรงของกลา้ มเน้อื ขา (Muscle strength) หมายถงึ ความสามารถของ
กลา้ มเน้ือขาทห่ี ดตวั เพ่ือเคลอ่ื นน้าหนกั หรอื ความต้านทานเพยี งคร้งั เดียวโดยไมจ่ ากดั เวลา โดย
งานวจิ ัยคร้งั นใ้ี ชแ้ บบทดสอบแรงเหยยี ดขา (Back and lag dynamometer)

3. ความหนักของงาน (Intensity) หมายถงึ ความหนกั เพ่ิมท่ขี นึ้ อย่างเป็นข้นั ตอน
ต่อเนือ่ ง ในการเพ่ิมขึ้นน้นั จะต้องเพิม่ ข้นึ อยา่ งมีข้นั ตอนและเหมาะสมกับระยะเวลา การ
เปล่ียนแปลงความหนัก ความบอ่ ย และระยะเวลาในการฝึกในการเพิม่ ความหนักควรคอ่ ย ๆ เพมิ่ ข้นึ
เพื่อป้องกนั การล้าของร่างกาย และควรมีการพักให้รา่ งกายได้ฟนื้ สภาพจากอาการเหนด็ เหนื่อย และ
ซอ่ มแซมสว่ นทสี่ ึกหรอ

กรอบแนวความคดิ 5

ตัวแปรต้น ตวั แปรตาม
ความคล่องแคล่ว
โปรแกรมฝกึ ความคล่องแคลว่ ความแขง็ แรงของกล้ามเนอื้ ขา
ร่วมกบั การเพมิ่ ความหนกั

ภาพท่ี 1-1 กรอบแนวความคดิ

6

บทท่ี 2
เอกสาร และงานวจิ ยั ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง

ในการศึกษาครัง้ นี้ ผวู้ ิจัยได้รวบรวมเอกสารและงานวิจัยทเี่ กยี่ วข้องกับโปรแกรมฝกึ
ความคลอ่ งแคลว่ ร่วมกบั การเพ่มิ ความหนกั ของงาน มีผลต่อความคลอ่ งแคล่วและความแขง็ แรงของ
นกั กฬี าวอลเลยบ์ อลโดยมีรายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ระบบพลังงานของกฬี าวอลเลย์บอล
2. สมรรถภาพของกีฬาวอลเลยบ์ อล
3. การพฒั นาความคลอ่ งแคล่ว
4. การพัฒนาความแข็งแรงของกลา้ มเนอื้
5. หลกั การฝกึ ซอ้ มกีฬา

5.1 หลกั การฝกึ เพ่ือพฒั นาความคล่องแคล่ว
5.2 หลกั การเพิ่มความหนกั
5.3 สรปุ ขอ้ ดีของความคล่องแคล่วร่วมกับการเพิม่ ความหนัก
6. หลักในการสรา้ งโปรแกรมการฝึก

ระบบพลงั งานของกีฬาวอลเลย์บอล

งานทดสอบและส่งเสรมิ สมรรถภาพ กองสมรรถภาพการกฬี า ฝ่ายวทิ ยาศาสตรก์ ารกฬี า
การกีฬาแหง่ ประเทศไทย (2554) ดา้ นความจาเป็นเชิงสรรี วิทยาของกฬี าวอลเลยบ์ อลถกู จัดเปน็ กฬี า
ทใ่ี ช้พลงั สงู มีลักษณะการสรา้ งและใช้พลงั งานแบบแอนแอโรบิก (แบบไมใ่ ชอ้ อกซเิ จน) เน่ืองจาก
กฎกติกาของการเลน่ และโครงสรา้ งของการแขง่ ขัน นักวอลเลยบ์ อลจะต้องเผชญิ กบั การเล่นทห่ี นกั
ซา้ ๆ กัน แตก่ ย็ ังมีช่วงพกั ระหว่างเกม ซึ่ง “ชว่ งการเล่น” หรอื ช่วงการทางานหมายถึงเวลารวม
ทง้ั หมดระหวา่ งเกมการแขง่ ขนั ทีม่ ีการเลน่ บอลอยู่ มีระยะเวลาส้ันกวา่ “ช่วงพกั ” เล็กนอ้ ย จึงอาจ
หมายรวมถึงเวลาท้งั หมดระหวา่ งเกมการแขง่ ขันทอ่ี าจไมไ่ ด้มีการเล่นบอลอยู่ ในทางปฏบิ ัตชิ ว่ ง
การเล่นเปน็ เวลาทใ่ี ช้ในการแข่งขันแตล่ ะคะแนน ซง่ึ ช่วงพกั จะเป็นเวลาในระหวา่ งคะแนนตอ่
คะแนน เมอ่ื เปน็ เชน่ นน้ี กั กฬี าวอลเลยบ์ อล จึงต้องมคี วามสามารถในการสรา้ งพลงั งานใหร้ วดเรว็
และต้องฟ้นื ตวั ใหเ้ ร็ว เพือ่ เตรยี มพร้อมในการเลน่ แต้มตอ่ ไป ดงั นัน้ ตอ้ งมีการพฒั นาระบบพลงั งาน
ทัง้ แอโรบกิ และแอนแอโรบกิ เปน็ อย่างดี เพื่อให้นกั กฬี าสามารถเลน่ ได้เต็มประสทิ ธภิ าพ

7

สารประกอบอะดโี นซีนไตรฟอสเฟต (ATP) เปน็ พลังงานหลกั ของร่างกายมนษุ ย์
สารอาหารท่นี กั กีฬาบริโภคเขา้ ไปจะถูกยอ่ ยสลายโดยกระเพาะ และลาไสใ้ หเ้ ปน็ หนว่ ยเลก็ ๆ ท่ี
เซลล์จะนาไปผลติ ATP โดยผา่ นกระบวนการทางชวี เคมี ตอ่ มาร่างกายจึงนา ATP ไปใช้ในกจิ กรรม
ทุกอย่างของเซลล์ และโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ท่ีกล้ามเน้อื ลายเพื่อทาให้เกดิ การสร้างพลังงานท่จี าเป็น
สาหรบั การวิง่ การกระโดด และทักษะอ่นื ๆ ของกฬี าวอลเลย์บอล ลกั ษณะความต้องการพลังงาน
เป็นตวั บง่ บอกถงึ ว่า ATP จะถกู นาไปใชโ้ ดยร่างกายในรปู แบบใด ในขณะทกี่ ารฝกึ ซ้อมจะมี
อิทธพิ ลต่อการควบคุมกระบวนการทางชวี เคมีที่เซลลใ์ ช้ในการผลติ กกั เกบ็ และการขนส่ง ATP
ดังนัน้ วธิ กี ารฝึกซ้อมของนักกีฬาควรจะวางแผนเพอ่ื สง่ เสริมให้รา่ งกายสามารถหาแหลง่ เชื้อเพลงิ
สร้าง และใช้ ATP ไดอ้ ยา่ งเต็มประสิทธิภาพสาหรับใช้ในการเลน่ กฬี าแต่ละชนดิ

นอกเหนอื จาก “สารประกอบฟอสเฟตท่ใี หพ้ ลงั งานสูง” ในรปู ATP และครเี อทนี
ฟอสเฟตทกี่ ักเกบ็ ภายในเซลล์แล้ว มนษุ ย์ยงั มแี หลง่ เชอ้ื เพลิงอ่ืน ๆ ซ่ึงรวมถงึ ไขมันท่ีเกบ็ ไว้
(ไตรกลเี ซอไรดใ์ นกลา้ มเนอื้ และเนอ้ื เยือ่ ไขมนั ) กลโู คส (ไกลโคเจนทต่ี บั และกล้ามเนอ้ื ) โปรตนี
(ภายในเนอ้ื เยอื่ กล้ามเนื้อ) (Brooks, 1999; Wilmore & Costill, 1999) แหล่งเชื้อเพลิงแตล่ ะชนดิ
เหลา่ นีอ้ าจถกู ใชใ้ นการผลติ ATP ระหวา่ งการฝึกหรือการแข่งขัน ความซบั ซ้อนขององคป์ ระกอบ
ทางชีวเคมีของโมเลกุลของแหล่งเชอื้ เพลงิ ซ่งึ มีความแตกต่างกัน จะมีผลตอ่ ความยากงา่ ยและ
ความเร็วในการสรา้ ง ATP แตอ่ ย่างไรก็ตาม แหลง่ เช้อื เพลงิ แต่ละชนิดกท็ าหนา้ ทเี่ ปน็ สารตงั้ ตน้
สาหรับการผลติ ATP โดยผ่านกระบวนการทางชวี เคมี 3 เสน้ ทาง หรอื 3 ระบบ คือ ระบบ ATP-CP
ระบบแอนแอโรบกิ ไกลโคไลซิส (ระบบกรดแลคตกิ ) และระบบออกซเิ ดทฟี เมตาโบลิซมึ (ระบบ
ออกซเิ จน)

ในเส้นทางท้งั 3 เส้นทางนี้นาไปสกู่ ารสังเคราะห์ ATP 2 ระบบแรก (ระบบ ATP-CP
และแอนแอโรบกิ ไกลโคไลซิส) ผลิต ATP ได้ในปรมิ าณที่จากดั ดว้ ยอัตราเร็วสงู โดยไม่ใช้
ออกซเิ จน เส้นทางที่ 3 ซง่ึ ตอ้ งใชอ้ อกซเิ จนจะสามารถผลิต ATP ไดเ้ กอื บ 20 เท่าของ ATP ทีผ่ ลติ ได้
ในระบบแอนแอโรบกิ อย่างไรก็ตาม เสน้ ทางท่สี ามต้องใช้ปฏกิ ริ ยิ าเคมีที่ซับซอ้ นมากขึน้ และใช้
เวลานานมากข้นึ ดว้ ย (Stryer, 1995; Nelson & Cox, 2000)

การเตรยี มร่างกายในเชงิ แอโรบกิ เบือ้ งตน้ จึงเปน็ สง่ิ จาเปน็ สาหรับนักกฬี าวอลเลยบ์ อล
เพอื่ เตรยี มรา่ งกายไว้สาหรบั การฝึกที่หนกั และการแขง่ ขนั กีฬาทใี่ ช้พลงั นักกีฬาที่มีพน้ื ฐานร่างกาย
เชงิ แอโรบกิ ทดี่ ี จะสามารถสร้างพลังงานผา่ นกระบวนการแอโรบิกทร่ี ะดบั ความหนกั ของงานท่ี
สูงกว่า ทาให้เล่ือนจดุ เปล่ียนการสร้างพลงั งานแบบแอนแอโรบกิ (Anaerobic threshold) สูงขึน้ ซง่ึ
มปี ระโยชน์ นอกจากนน้ั ยังทาให้การฟน้ื ตัวเรว็ กวา่ ในชว่ งที่มีการพกั ในเซต และระหวา่ งเซตใน
เกมการแข่งขนั ดังตารางที่ 1-1

8

ตารางท่ี 2-1 ระบบการสรา้ ง ATP ในรา่ งกายนกั กฬี าวอลเลยบ์ อล (ประทมุ ม่วงม,ี 2527)

Anaerobic Aerobic
Oxidative system
ATP-PC System Lactic acid system
20%
Volleyball 50% 30% Fat, protein,
Substrate
Phosphor creating Glucose 2 นาที ขึ้นไป
Time limit
glycogen

3-15 วินาทีแรก ~ 2 นาที

สรปุ นกั กฬี าวอลเลยบ์ อลสามารถสรา้ งพลงั งานสาหรบั การเล่นที่ตอ้ งใช้พลงั สูง โดย
เบือ้ งตน้ ใชพ้ ลงั งานระบบ ATP-CP และแอนแอโรบกิ ไกลโคไลซิส โปรแกรมการฝกึ ของนักกีฬาจงึ
ควรออกแบบเพื่อเพมิ่ ประสทิ ธิภาพของระบบพลงั งานเหล่านเี้ ปน็ การเบอ้ื งตน้ นอกจากนน้ั นกั กีฬา
วอลเลยบ์ อลควรจะต้องมรี ะดับสมรรถภาพด้านแอโรบกิ ท่ีดี เพ่ือการฟนื้ ตัวท่ดี ีหรอื เรว็ ระหวา่ ง
คะแนนและระหว่างเซต การเปล่ยี นแปลงไปของกติกาทาให้เพิ่มความจาเปน็ ในการสรา้ งพลังงานที่
รวดเร็ว เม่ือเกมการแข่งขนั วอลเลยบ์ อลมกี ารพฒั นาต่อไป ทาใหว้ อลเลยบ์ อลเปน็ เกมท่ีต้องใชพ้ ลงั
มากขึน้ ระบบการสรา้ งพลงั งานแบบแอนแอโรบิกทเี่ ปน็ พืน้ ฐานของสมรรถภาพทางแอโรบิก จงึ
เป็นสิง่ สาคญั ทจี่ ะนาไปสูค่ วามสาเร็จในกฬี าวอลเลยบ์ อลสมยั ใหม่ (สุรศกั ด์ิ เกดิ จนั ทกึ , 2554)
กีฬาวอลเลยบ์ อลเปน็ กฬี าทใ่ี ชพ้ ลงั งานแบบแอนแอโรบกิ มากกว่า แอโรบิก เพราะวอลเลย์บอลเป็น
เกมการเล่นทต่ี อ้ งมกี ารเคล่อื นไหวอยา่ งรวดเรว็ มีความคล่องแคลว่ และความว่องไว ซึ่งในระหวา่ ง
การฝึกซอ้ มหรอื การแข่งขันนกั กฬี าต้องเคล่อื นท่อี ยา่ งมีความคล่องแคลว่ วอ่ งไวในการรบั ลูกบอล
ทล่ี อยมาในอากาศ การกระโดดตบบอล การสกดั กั้น และการเซต โดยแต่ละทกั ษะต้องใช้เวลาท่ี
นอ้ ยที่สดุ ในการเคลือ่ นไหว ฉะน้ันนักกีฬาวอลเลยบ์ อลจงึ ใช้พลังงานเชงิ แอนแอโรบกิ มากกวา่ เชงิ
แอโรบกิ ทง้ั ในระหว่างการฝึกซอ้ มและการแข่งขนั

สมรรถภาพทางกายของนักกฬี าวอลเลย์บอล

สมรรถภาพทางกาย หมายถงึ ความสามารถของระบบต่าง ๆ ในร่างกายทท่ี างานไดอ้ ย่าง
มีประสิทธิภาพ ซงึ่ ผู้ท่ีมีสมรรถภาพทางกายที่ดสี ามารถปฏิบัติภารกิจประจาวนั ได้อยา่ งคลอ่ งแคล่ว
ว่องไว และฟนื้ ตัวจากความเม่ือยล้าจากการปฏบิ ัติภารกิจได้เรว็ ข้ึน นอกจากน้ียงั สามารถดารงชีวิต
อยู่ในสังคมไดอ้ ย่างมีความสขุ และร่างกายมีความตา้ นทานโรคสงู

9

สมรรถภาพทางกายนับวา่ มคี วามสาคญั มากตอ่ ผูเ้ ล่นหรอื ผู้ทจี่ ะฝึกวอลเลยบ์ อล เพราะ
การฝกึ ต่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็นการฝกึ ส่วนบุคคลหรอื ทมี กต็ าม ตอ้ งอาศยั ความสมบรู ณ์พร้อมของ
รา่ งกาย และจิตใจ กิจกรรมการฝกึ เพ่ือเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายอาจกระทาไดโ้ ดยการวางแผน
เขยี นเป็นกาหนดการฝึกประจาวนั หรือตลอดโปรแกรม แล้วปฏบิ ัติตามกาหนดการฝึกนนั้ อย่าง
เครง่ ครัด ถ้าผูเ้ ลน่ มีสมรรถภาพทางกายดี การฝกึ ตา่ ง ๆ ไม่วา่ จะเปน็ ดา้ นทักษะหรือการเลน่ เป็นทีม
กจ็ ะประสบความสาเร็จและดขี ึน้ รวมไปถงึ การชว่ ยเพิม่ พูนประสิทธิภาพในทักษะแต่ละดา้ นใหด้ ี
ขึน้ ดว้ ย และยงั สง่ ผลไปถงึ การแข่งขนั ดว้ ย สมรรถภาพทางกายของผเู้ ลน่ แตล่ ะคนจะเป็นเสมอื น
ดัชนีสู่ความสาเรจ็ ของทีม (วาสนา คุณาอภสิ ทิ ธ,ิ์ 2541, หนา้ 13-15)

ในการเล่นวอลเลยบ์ อล จาเป็นตอ้ งสรา้ งสมรรถภาพทางกายในด้านตา่ ง ๆ ดังนี้
1. ความแขง็ แรง (Strength) ถือเป็นพืน้ ฐานของการเลน่ กฬี าทกุ ชนดิ จะต้องสรา้ งความ
แข็งแรงของกลา้ มเน้ือทกุ ๆ ส่วน เพ่ือร่างกายจะไดน้ าไปตอ่ ต้านกบั แรงตา้ นทานในการฝกึ ทกั ษะ
ตา่ ง ๆ โดยการฝึกความแข็งแรงนิยมใช้การฝกึ ดว้ ยนา้ หนัก
โดยปกตแิ ลว้ เดก็ ผชู้ ายจะแขง็ แรงกว่าเดก็ หญิง มนษุ ยจ์ ะมคี วามแขง็ แรงมากท่สี ุดในชว่ ง
อายุ 25-30 ปี นอกจากน้ี ความแขง็ แรงยงั มคี วามสมั พันธก์ บั นา้ หนักตวั ของแต่ละคน
2. ความเรว็ (Speed) หมายถึง ความเร็วในการเคลอ่ื นทห่ี รือการวงิ่ เขา้ หาจดุ ความเรว็ ใน
การเหว่ียงแขน ความเรว็ ในการกระโดด ซ่ึงในการแข่งขนั วอลเลยบ์ อลแตล่ ะเกมจะต้องใชเ้ วลานาน
กวา่ จะจบเกม นักกีฬาแต่ละคนจะต้องพยายามรักษาความเร็วของตนไว้ตลอด
การฝึกความเรว็ อาจทาไดโ้ ดยการฝึกว่ิงระยะสน้ั ๆ ระยะทางอยู่ระหวา่ ง 30-100 เมตร
จบั เวลาทกุ ครงั้ หรอื อาจฝึกวง่ิ ถอยหลังดว้ ยก็ได้ การฝกึ ความเร็วควรฝกึ ในระยะต้น ๆ ทร่ี า่ งกายยงั
สดชื่นอยู่ ไม่ควรฝกึ ในชว่ งหลัง ๆ กจิ กรรม หรอื ใกล้ ๆ หมดแรงแล้ว
3. ความอดทน (Endurance) หมายถึง การที่ร่างกายสามารถประกอบกจิ กรรมทีม่ คี วาม
เขม้ ข้นตา่ หรอื ปานกลางไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ และเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยไมเ่ หน่อื ยงา่ ย ความ
อดทนนจ้ี ะมีความสมั พันธ์ระบบหายใจ ระบบไหลเวยี นเลอื ด และระบบกล้ามเนื้อโดยตรง
ในขณะทเี่ ราออกกาลงั กายนน้ั กลา้ มเน้อื จะผลติ กรดแลคตกิ (Lactic acid) ซ่ึงเป็นผลให้
กลา้ มเน้อื เกดิ ความเมอื่ ยล้า แต่กรดแลคตกิ ทีเ่ กิดข้ึนนจ้ี ะถูกทาลายโดยการสนั ดาปกบั ออกซิเจนท่ีเรา
หายใจเข้าไป ซ่ึงเลือดจะมารบั ออกซิเจนทป่ี อด แลว้ ไหลไปสเู่ ซลล์กล้ามเนอื้ และทาลายกรด
แลคตกิ ท่เี กดิ ขึน้ มา ความสามารถอนั นกี้ ข็ นึ้ อยูก่ บั แต่ละบุคคลดว้ ย บางคนกรดแลคติกจะถกู
สันดาปส่ภู าวะปกติไดเ้ รว็ เรยี กวา่ ผ้นู นั้ มคี วามสามารถเชิงแอโรบกิ สงู หรอื มีสมรรถภาพทางกายทด่ี ี
แต่บางคนกรดแลคติกถูกสนั ดาปได้ชา้ มาก จึงหายเหนอื่ ยช้า

10

4. ความคล่องแคลว่ วอ่ งไว (Agility) หมายถึง ความสามารถของร่างกายท่ีจะเปลย่ี น
ทิศทางหรอื เปล่ยี นอิริยาบถจากทา่ หน่ึงไปสู่อีกท่าหนงึ่ ได้ในเวลาอันสน้ั

การฝึกความคลอ่ งแคล่วว่องไวนี้ สามารถฝึกไดห้ ลายวธิ ี เช่น ฝกึ โดยใชก้ จิ กรรม
ยิมนาสตกิ ฝึกวิ่งซกิ แซก ฝึกว่ิงกลับตัว หรอื นากจิ กรรมอนื่ ๆ มาร่วมในการฝกึ เช่น ให้เล่นลูกบอล
หรือบาสเกตบอล เปน็ ต้น

5. ความยดื หยุน่ (Flexibility) หมายถึง ความสามารถของขอ้ ต่อในบรเิ วณสว่ นต่าง ๆ
ของร่างกาย ในการงอ การเหยียด การหุบ การกางแขนขา หรือหมนุ เปน็ วงได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
จะเปน็ การช่วยเพิ่มแรงใหม้ มี ากขึ้น เช่น การเสิรฟ์ หรอื การตบลูกบอล ถ้าเราแอ่นลาตวั ไปด้านหลงั
จะทาให้ช่วงการตีลกู ยาวข้ึน การเสริ ฟ์ หรอื การตบนั้นจะมคี วามแรงขนึ้ ดว้ ย

ในการฝกึ ความยดื หยนุ่ นยิ มใช้กิจกรรมเหยยี ดกล้ามเนื้อ เช่น ทา่ ก้มแตะ ท่านงั่ แตะ
ปลายเทา้ ท่าบดิ เอว ทา่ ก้มแตะปลายเท้าสลับกัน ทา่ แตะปลายเท้าเหนือศรี ษะ เป็นตน้ ทงั้ นคี้ วรฝกึ
รว่ มกับการฝึกด้วยนา้ หนักผสมผสานกัน เพอ่ื ให้ไดค้ วามแข็งแรงควบคกู่ นั ไปดว้ ย

6. ความสามารถของระบบประสาทและกล้ามเน้ือ (Neuromuscular ability) หมายถงึ
การฝึกเพอ่ื ใหเ้ กิดการทางานประสานกนั ระหวา่ งระบบประสาทและกลา้ มเนือ้ น้ันจะตอ้ งใช้
กาหนดการฝกึ ทมี่ รี ะยะเวลานานพอสมควร ในขณะทเี่ รามองเหน็ ลกู วอลเลยบ์ อลลอยมาหาเรา
น่นั คือสัญญาณที่ให้มา เราจะต้องสนองสัญญาณได้อย่างรวดเรว็ เราเรยี กการตอบสนองสญั ญาณนี้
ว่า “เวลาในการตอบสนอง” (Reaction time) ซงึ่ เราสามารถฝกึ และบงั คับได้ ในระยะท่ีฝกึ ใหม่ ๆ
ช่วงเวลาการตอบสนองสัญญาณจะยาว แต่เมื่อฝกึ จนเกดิ ความเคยชิน เวลาการตอบสนองจะลด
นอ้ ยลง และจะเปลีย่ นเปน็ “กริ ิยาสนองฉบั พลัน” (Reflex action) เป็นการตอบสนองของรา่ งกาย
โดยอตั โนมตั ิ (Conditioning reflex)

7. การทรงตัว (Balance) หมายถึง ความสามารถในการรกั ษาความสมดุลของรา่ งกาย
เอาไวไ้ ดท้ ้ังในขณะอยกู่ ับที่ และเคลอื่ นที่ ดว้ ยรูปแบบและความเรว็ ตา่ ง ๆ เชน่ การรับลกู บอล และ
การว่งิ กระโดดตบลกู บอล

8. พลัง (Power) หมายถงึ ความตอ้ งการทจ่ี ะเคลือ่ นไหวรา่ งกายอยา่ งทนั ทีทันใด เชน่
กระโดดสงู พงุ่ ตวั ท่มุ น้าหนัก ขวา้ งเบสบอล การวิ่งเร็วเต็มทห่ี มายถึง รา่ งกายต้องใชแ้ รงเป็น
จานวนมากในระยะเวลาสนั้ ๆ และสน้ั ท่ีสุดเท่าท่จี ะสน้ั ได้ โดยใหเ้ กิดผลสัมฤทธิ์สงู สุด

9. เวลาการเคล่อื นท่ี (Movement time) หมายถึง การเคลื่อนทดี่ ้วยสว่ นใดสว่ นหนง่ึ ของ
รา่ งกายจากจุดหนง่ึ ไปยงั อกี จุดหนงึ่ เช่น การวดั เวลาเคล่ือนท่ขี องแขน และไหล่ โดยการขว้าง
ลูกเบสบอลใหไ้ กลท่ีสดุ

11

10. เวลาปฏิกริ ยิ า (Reaction time) หมายถงึ ระยะเวลาทจี่ าเปน็ ตอ้ งใชเ้ คลอื่ นไหวเพอ่ื
การตอบสนองตอ่ สิ่งเร้าเฉพาะอย่าง ถา้ เวลาเคลื่อนไหวบวกกบั เวลาปฏกิ ิริยาจะกลายเปน็ เวลา
ตอบสนอง

11. การทางานประสานสมั พนั ธ์ (Coordination) หมายถงึ การเคล่อื นไหวในการทางาน
ตา่ ง ๆ อย่างตอ่ เนอ่ื งสมา่ เสมอ ซ่ึงหมายรวมถึงการประสานกลมกลืนกนั ทาให้ใชแ้ รงนอ้ ย เป็นการ
ประสมกลมกลนื กันอย่างเปน็ ระบบระเบยี บระหว่างการเคล่ือนไหวทแี่ ตกตา่ งกนั จนประสบ
ผลสัมฤทธ์ิตามเป้าหมาย

จะเหน็ ไดว้ า่ สมรรถภาพในดา้ นต่าง ๆ เป็นสิ่งจาเป็นและสาคญั ในนกั กฬี าวอลเลยบ์ อล
ผ้วู จิ ัยจงึ สนใจศึกษาสมรรถภาพด้านความคลอ่ งแคล่วและความแขง็ แรงของกลา้ มเนอ้ื เพราะการ
เล่นกฬี าวอลเลยบ์ อลตอ้ งอาศัยทักษะนเ้ี ปน็ พ้นื ฐานสาคญั เพือ่ จะสง่ ผลใหไ้ ปสกู่ ารเคลื่อนไหวทีด่ ี
ทาให้ประสบความสาเรจ็

ซ่ึงผวู้ จิ ัยได้ทาการศกึ ษาโปรแกรมฝึกซ้อมของทมี วทิ ยาลยั พลศึกษา สาธารณรฐั
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว ท่ีมกี ารฝกึ ซอ้ มอยูใ่ นปัจจบุ นั โดยทาการวิเคราะหโ์ ปรแกรมฝึกปกติ
ท่ีใช้อย่ใู นทมี วิทยาลัยพบผลดังตารางท่ี 2

ตารางที่ 2-2 วเิ คราะห์ผลทไ่ี ดใ้ นชงิ สรรี วทิ ยาของโปรแกรมการฝกึ ซอ้ มของทมี วิทยาลยั พลศึกษา
ท่ีสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว

วธิ กี ารฝกึ เวลา รายการฝกึ ผลท่ไี ดใ้ นเชงิ สรีรวทิ ยา

- การอบอุ่น 10 นาที ยืดกล้ามเน้ือ ขอ้ ต่อ - การอบอนุ่ ร่างกายเปน็ การทาให้
รา่ งกาย ตา่ ง ๆ ของร่างกาย ร่างกายพร้อมท่ีจะฝกึ กฬี าและออกกาลังกาย
ทว่ั ไป วิ่งเหยาะ ๆ วงิ่ เดนิ ท่ีหนักขน้ึ ได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ โดยเฉพาะ
การบรหิ ารรา่ งกาย ระบบกลา้ มเนอ้ื เส้นเอ็น และข้อต่อ รวมทงั้
ระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลอื ดเพ่ิม
ความสามารถในการแสดงทกั ษะทางกฬี า ลด
ปญั หาการบาดเจ็บและป้องกันการบาดเจบ็ ที่
จะเกดิ ข้นึ ได้ ไม่ว่าจะเปน็ การบาดเจ็บท่ี
กลา้ มเน้ือ ข้อต่อ กระดกู และเสน้ เอ็น จงึ
จาเปน็ อยา่ งยง่ิ ต้องระมัดระวงั และต้อง
อบอุ่นรา่ งกายกอ่ นการออกกาลังกายและ
ฝกึ ซอ้ ม

12

ตารางที่ 2-2 (ตอ่ )

วิธกี ารฝกึ เวลา รายการฝึก ผลทีไ่ ด้ในเชงิ สรรี วทิ ยา

- การอบอุ่น 15 นาที การเคลอ่ื นไหวเฉพาะ - เป็นการปฏบิ ตั ิหลงั การอบอนุ่ ร่างกายแบบ

รา่ งกาย (Specific movement) ทว่ั ๆ ไป เพื่อให้กล้ามเน้อื สว่ นที่ต้องใช้งาน

เฉพาะเจาะจง พเิ ศษหรือฝึกเทคนิคทักษะใหม่ ๆ ทแ่ี ตกตา่ ง

จากปกติในสว่ นของการวิ่งใหมเ่ รากจ็ ะใช้

อบอนุ่ รา่ งกายแบบทว่ั ๆ ไป เม่อื เริม่ มีการ

พัฒนาความแขง็ แรงได้ดีขน้ึ กอ็ าจจะต้องมี

การอบอนุ่ รา่ งกายเพ่อื ให้มกี ารพฒั นาร่างกาย

ให้มีประสทิ ธภิ าพท่ีเพ่ิมขน้ึ ตามความ

สามารถ

- การฝกึ 50 นาที ฝกึ ทกั ษะพื้นฐาน - การฝึกทกั ษะกฬี าวอลเลย์บอลมที ักษะสว่ น

ทักษะกีฬา - การอันเดอร์ บคุ คลพืน้ ฐานทจ่ี าเป็นตอ้ งใช้สาหรับการฝกึ

วอลเลยบ์ อล - การเซต หลายประเภท ซ่งึ ผูเ้ รม่ิ ฝกึ วอลเลย์บอล

- การตบ จาเป็นต้องเร่ิมฝกึ ทกั ษะพื้นฐานทจ่ี าเป็น

- สกัดก้นั สาหรบั การฝกึ วอลเลยบ์ อลในทกุ ทักษะ

- การเสิร์ฟ เพือ่ ทจ่ี ะได้ทราบวา่ แต่ละทกั ษะมีวิธีการและ

ความสาคัญในการฝึก

- การฝกึ ซอ้ ม 30 นาที - เล่นเปน็ ทีมแบง่ ทมี - เปน็ การเล่นทีส่ ง่ เสริมให้มกี ารพัฒนาทกั ษะ

เปน็ ทมี ออกเป็น 2 ทมี แลว้

ทาการฝึกเสมอื น

การแขง่ ขนั จรงิ

- ผอ่ นคลาย 15 นาที - การเหยียดยดื - การผอ่ นคลายของกลา้ มเนอื้ จึงเปน็ การ

ร่างกาย กล้ามเน้อื ของร่างกาย ชว่ ยบรรเทาการลา้ ของกลา้ มเนอ้ื ป้องกัน

การบาดเจบ็ ความวิตกกังวลทเ่ี กดิ ขนึ้ ได้

จากการวเิ คราะหโ์ ปรแกรมการฝึกซ้อมของทมี วิทยาลยั พลศกึ ษา สาธารณรฐั
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว พบว่า โปรแกรมการฝกึ ซอ้ มทมี กฬี าวอลเลยบ์ อลใช้เวลาในการ
ฝกึ ซ้อมในแตล่ ะครง้ั เป็นเวลา 120 นาที โดยจะเนน้ การฝกึ เพอื่ พฒั นาทกั ษะเทา่ น้ัน เชน่ การอนั เดอร์

13

การเซต การตบ สกดั ก้ันการเสิร์ฟ และมีการเหยยี ดยดื กลา้ มเนอ้ื ของรา่ งกายมากทส่ี ดุ แต่กลบั พบว่า
โปรแกรมดงั กล่าวมีผลในการพัฒนาตอ่ สมรรถภาพทางกายในสว่ นของความคลอ่ งแคล่วและความ
แขง็ แรงของกล้ามเนอ้ื ขาเทา่ ทค่ี วร ซง่ึ ในกฬี าวอลเลยบ์ อลน้ันความคลอ่ งแคล่วและความแขง็ แรง
ของกลา้ มเนอื้ ขาถอื ว่าเปน็ ส่วนสาคญั ประการหนงึ่ ทจ่ี ะนาไปสู่ความสาเร็จได้ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเหน็ ว่า
ทีมกฬี าวอลเลย์บอลท่วี ทิ ยาลยั พลศกึ ษาจาเป็นตอ้ งมีโปรแกรมฝึกซ้อมทีเ่ นน้ ความคลอ่ งแคลว่ และ
ความแขง็ แรงของกล้ามเนอ้ื ขา

การพัฒนาความคล่องแคล่ว

จาการทบทวนเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพ่ือพฒั นาโปรแกรมฝึกซอ้ มความ
คลอ่ งแคลว่ รว่ มกับการเพิม่ ความหนักของงานผ้วู จิ ัยได้ทาการดาเนนิ การทบทวนเอกสารเป็นลาดับ
ดังต่อไปน้ี

1. ความหมายของความคลอ่ งแคล่ว
ผาณติ บิลมาศ (2530) กล่าวว่า ความคล่องแคลว่ หมายถึงความสามารถของรา่ งกายหรือ
ส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายที่ สามารถเปล่ียนทิศทางได้อยา่ งรวดเรว็ และถกู ต้อง การวดั ความ
คล่องแคลว่ วดั ไดโ้ ดยให้ผเู้ รยี นเคลอ่ื นไหวอยา่ งรวดเรว็ จากทา่ หน่ึงไปอีกท่าหนึ่ง ความคล่องแคล่ว
รวมถึงการเคลอ่ื นไหวอย่างรวดเรว็ และใชก้ ล้ามเนือ้ ของร่างกายอยา่ งถกู ต้องในกจิ กรรมท่ี เฉพาะ
เจาะจงการเปล่ยี นลักษณะการเคลือ่ นไหวอยา่ งรวดเรว็ โดยใช้ร่างกายทั้งหมดหรอื บางส่วนน้นั จะ
เป็นการวัดความคล่องแคลว่ ไดด้ ี เชน่ การว่งิ ซิกแซก วิ่งเกบ็ ของ ระดบั ความคล่องแคลว่ เปน็ ผลมา
จากความสามารถตงั้ แต่เกดิ การฝกึ หดั และจากประสบการณ์ความคลอ่ งแคล่ว มคี วามสาคัญมากใน
กจิ กรรมพลศกึ ษาเพราะทาใหผ้ เู้ รยี นเลน่ กฬี า โดยมลี ักษณะเปน็ ธรรมชาติ มีฟุตเวิร์ค (Footwork)
การเปลย่ี นตาแหน่งของร่างกายได้เร็ว
เจริญ กระบวนรัตน์ (2545) กลา่ วว่า ความคล่องแคลว่ หมายถงึ ความสามารถในการ
เคลอื่ นท่ี หรอื เคล่ือนไหวไดใ้ นระยะเวลาทส่ี ั้นทส่ี ุด เปน็ การทางานทีต่ อ้ งการความสมั พันธข์ อง
ระบบประสาทและกลา้ มเนอ้ื ซ่งึ ทาหนา้ ทป่ี ระสานงานกนั ได้อย่างดมี ปี ฏิกิรยิ าการรบั รู้ และ
ตอบสนองอยา่ งรวดเรว็ และสามารถเคลื่อนที่ และเคลอ่ื นไหวเปลยี่ นทิศทางไดอ้ ย่างคล่องแคลว่
Johnson and Nelson (1986, p. 229) กล่าววา่ ความคล่องแคล่ว หมายถงึ ความสามารถ
ของรา่ งกายในการเคล่อื นไหวรา่ งกายเพอื่ เปลย่ี นตาแหนง่ และทศิ ทางของร่างกาย
วินยา สนุ ทรเสณี (2542) กล่าวว่า ความคลอ่ งแคลว่ ว่องไวหมายถงึ ความสามารถของคน
ที่มกี ารเปลย่ี นตาแหนง่ อยา่ งรวดเรว็ ในสว่ นทเี่ ปน็ ความเรว็ และความแน่นอนที่รา่ งกายเกิดการรับรู้
สามารถที่จะควบคมุ ใหร้ ่างกายสามารถเคลือ่ นไหวอิริยาบถไดโ้ ดยฉบั พลัน ขณะที่เคลอ่ื นไหวไปใน

14

ทิศทางหรืออิรยิ าบถทีต่ รงกนั ข้าม การเคลอื่ นไหวหรือการเปลีย่ นแปลงกรยิ าทา่ ทางของร่างกายโดย
ฉบั พลนั นั้นจะต้องมอี านาจหรือแรงขับจากภายในรา่ งกายบงั คบั

จากการศึกษาความหมายของความคลอ่ งแคลว่ สามารถสรปุ ไดว้ ่า ความคล่องแคลว่
หมายถงึ ความสามารถของรา่ งกายในการเคลื่อนที่ หรือการเคล่อื นไหวได้อย่างอสิ ระ เร็ว และมี
ทิศทางได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ เปน็ การทางานที่ต้องมคี วามสมั พันธก์ นั ของระบบประสาทและ
กลา้ มเนื้อซ่ึงทาหน้าท่ีประสานงานกันไดอ้ ย่างดี มกี ารตอบสนองเร็วต่อการรบั รู้ เชน่ การว่งิ กลับตวั
การวิง่ เปร้ยี ว การว่ิงเก็บของ การเอ้ียวตัวหลบหลีกคู่ต่อสู้ ในการเล่นกีฬาตา่ ง ๆ หรอื การหลบหลกี
อนั ตรายอันอาจเกิดขนึ้ กับตนเองในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ซึง่ ความคล่องแคล่วเปน็ องคป์ ระกอบ
พน้ื ฐานอย่างหนง่ึ ของการเคล่ือนไหว ดงั นั้นจึงจาเปน็ ตอ้ งมกี ารพัฒนาความสามารถเฉพาะดา้ นใน
เรอ่ื งของความคล่องแคลว่

2. ความสาคญั ของความคล่องแคลว่
ความคลอ่ งแคล่วเป็นความสามารถในการเปลยี่ นทศิ ทางอยา่ งรวดเรว็ ดว้ ยความแมน่ ยา
ในระดับสงู และเปน็ ทน่ี า่ สงั เกตว่า การฝกึ เปน็ ประจาและการเรียนรถู้ งึ วธิ กี ารทา จะสามารถพฒั นา
หรอื เพม่ิ ความคลอ่ งแคลว่ ว่องไวได้อยา่ งมนี ัยสาคัญและเนือ่ งจากความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวเปน็
คณุ ลกั ษณะทต่ี ดิ ตวั มาแต่กาเนดิ หรอื เกดิ อย่แู ล้วในรา่ งกายของเรา เราอาจจะคาดหวังไดว้ า่ การ
พฒั นาความคลอ่ งแคล่ววอ่ งไวจะสามารถเพม่ิ ขน้ึ โดยการฝึกเป็นประจาและยังช่วยพฒั นาในสว่ นท่ี
เรยี กว่า “Agility intelligence” ซงึ่ ก็คอื ความเฉลยี วฉลาดในการเปลย่ี นแปลงทศิ ทางหรอื หลบหลกี
อนั เป็นผลมาจากการฝึกทาซ้าแล้วซา้ อีกเกยี่ วกบั ความคล่องแคล่วว่องไว
ชูศักด์ิ เวชแพศย์ และกนั ยา ปาละวิวธั น์ (2536) กลา่ วว่า ความคล่องแคลว่ มคี วามสาคัญ
ในกจิ กรรมทกุ อยา่ งทีเ่ กย่ี วกับการเปล่ยี นตาแหนง่ ของรา่ งกาย หรือส่วนหนง่ึ ส่วนใดได้โดยรวดเรว็
การออกตัวไดเ้ รว็ การหยุดไดเ้ รว็ และการเปล่ียนทิศทางได้รวดเร็วเปน็ พื้นฐานของสมรรถภาพที่ดี
ในกฬี าหลายอย่าง เชน่ บาสเกตบอล แบดมินตนั วอลเลยบ์ อล ฟุตบอล เปน็ ต้น
วุฒพิ งษ์ ปรมตั ถากร และอารี ปรมัตถากร (2537) กลา่ ววา่ ความคล่องแคล่วมผี ลต่อ
ประสทิ ธิภาพของการปฏิบตั กิ ิจกรรมทุกอยา่ งโดยเฉพาะอย่างยิ่งกจิ กรรมทต่ี ้องอาศัยการเปล่ยี น
ทิศทางหรอื เปลยี่ นตาแหนง่ ของรา่ งกายทตี่ อ้ งการความรวดเร็ว และถกู ต้อง เชน่ การออกวิง่ ไดเ้ รว็
และเปล่ียนทศิ ทางการเคล่ือนท่ีไดร้ วดเรว็ ฉะนั้น ความคลอ่ งแคลว่ จงึ เปน็ พนื้ ฐานของสมรรถภาพ
ทางกายเปน็ ปจั จัยสาคญั ตอ่ การเลน่ กฬี าหลายอยา่ ง เช่น บาสเกตบอลแบดมนิ ตัน ยมิ นาสตกิ
ฟุตบอล วอลเลยบ์ อล เปน็ ตน้
Johnson and Nelson (1986) กลา่ วว่า ความคล่องตวั อาจจะเปน็ ตวั กาหนดความสามารถ
ของร่างกายในการเคลอ่ื นไหวร่างกายเพ่ือเปล่ียนตาแหน่ง และทศิ ทางของรา่ งกาย ความคลอ่ งแคลว่

15

มีความสาคญั ต่อกิจกรรมกฬี าหลายประเภท เช่น การเล่นแบดมนิ ตนั หรอื การตลี ังกาบนเทรมโพลิน
บดิ ลาตวั ตลี งั กาหลับหลังกต็ อ้ งอาศยั ความคล่องตวั เป็นพ้ืนฐาน

จากท่ีกลา่ วมาขา้ งต้นพอสรปุ ได้วา่ ความคลอ่ งแคลว่ มคี วามสาคัญ และเป็นปจั จยั อย่าง
หน่งึ ซงึ่ มคี วามจาเป็นตอ่ การเลน่ กีฬา เพราะกฬี าทกุ ประเภทต้องอาศัยการเคลือ่ นไหวร่างกาย การ
เปลี่ยนทิศทาง เปลีย่ นตาแหน่งอยา่ งรวดเรว็ ตลอดจนการดารงชีวิตประจาวนั น้นั สามารถนาไปใช้
ในสภาวะคบั ขันหรอื เหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ เช่น การหลบหลีกอบุ ัตเิ หตุ หลีกเล่ียง การบาดเจบ็ ที่ อาจ
เกดิ ข้ึนไดต้ ลอดเวลา ความคลอ่ งแคล่วเปน็ การเคลื่อนไหวของรา่ งกายจากจุดหนง่ึ ไปอีกจดุ หนงึ่
เพือ่ ใหม้ คี วามรวดเร็วและมคี วามแมน่ ยา ดังนั้น ความคลอ่ งแคล่วจึงเปน็ ปัจจยั สาคัญอยา่ งหน่ึงของ
นกั กฬี าวอลเลย์บอล ในการเคลอื่ นไหวอย่างรวดเรว็ เพอื่ ใหท้ ันกับบอลทีล่ อยมาในอากาศ

3. องค์ประกอบของความคลอ่ งแคลว่ (ไตรมิตร โพธแิ สน, 2555)
ความคล่องแคลว่ มีองค์ประกอบตา่ ง ๆ ดังนี้

3.1 การทางานประสานกัน อย่างมีประสิทธิภาพของระบบประสาทและกลา้ มเน้ือ
ตอ้ งใหเ้ กิดการพฒั นาของระบบประสาทและกลา้ มเน้อื ในการเคลื่อนไหวในกจิ กรรมนน้ั ๆ คอื
การฝกึ ซ้อมตามแตล่ ะชนดิ กฬี า เพ่อื ให้นกั กีฬาเกดิ ความเคยชนิ กบั รูปแบบการเคลอื่ นไหวหรอื
ทา่ ทางในการเคล่ือนท่ใี นชนดิ กฬี าทท่ี าการฝกึ ซ้อมนนั้ ๆ และสามารถแสดงออกในการเคลือ่ นไหว
ได้อยา่ งเตม็ ทใี่ นขณะการฝึกซอ้ มและการแข่งขัน

3.2 พลังกลา้ มเนอ้ื คอื ความสามารถของกล้ามเน้อื ทม่ี กี ารเคลอ่ื นทไี่ ดอ้ ย่างรวดเรว็
โดยการเคล่ือนที่อย่างรวดเร็วต้องใช้กาลงั มากเพ่ือทีจ่ ะหยุดหรือเปลยี่ นทิศทางของร่างกาย จะชว่ ย
เพิม่ ความคล่องแคล่วในการเคล่อื นที่ ตอ้ งอาศยั กาลงั (Power) แตก่ ารทจี่ ะมีกาลงั ไดน้ นั้ ตอ้ งมีความ
แขง็ แรง (Strength) และความเรว็ (Speed) อกี ด้วย

3.3 เวลาปฏิกริ ิยาในการเคลอื่ นไหว ท่ตี อบสนองต่อการกระตุน้ นนั้ มีความสาคัญตอ่
การพัฒนาความคล่องแคล่ว การตอบสนองอยา่ งรวดเรว็ ในการฝกึ ซ้อมและการแขง่ ขนั กฬี า ถา้ เรามี
การตอบสนองได้รวดเรว็ ก็จะทาให้เกดิ ความไดเ้ ปรียบคตู่ อ่ สใู้ นการแขง่ ขนั

3.4 ความออ่ นตัว คอื การท่ีกล้ามเนื้อสามารถทีจ่ ะเคลื่อนไหวได้อยา่ งเต็มช่วงของ
การเคลื่อนไหวไดอ้ ยา่ งราบเรยี บและมีประสทิ ธภิ าพในการเคลอ่ื นไหว ถ้ามีความอ่อนตัวดีน้นั ยงั
ช่วยลดความเสย่ี งในการบาดเจ็บจากการฝกึ ซ้อมหรอื จากการแขง่ ขันได้ดว้ ย

3.5 ความเรว็ นัน้ เปน็ ปรากฏการณ์ทแ่ี สดงถงึ ความสมั พนั ธข์ องการทางานประสาน
กันของระบบประสาทและกลา้ มเนือ้ ซงึ่ การพัฒนาทจ่ี ะทาใหเ้ กิดความเรว็ ในการเคลือ่ นไหวของ
ความเรว็ ขานน้ั ข้นึ อยูก่ ับความแข็งแรงของกล้ามเน้อื ตน้ ขาด้านหนา้ (Quadriceps) และกล้ามเนอื้

16

นอ่ ง (Calf muscle) ซึ่งเป็นปจั จัยท่ีสาคัญทมี่ สี ่วนช่วยในการพฒั นากาลงั ในแต่ละชว่ งกา้ วของ
การเคลอ่ื นไหว

ไพบลู ย์ มว่ งคา (2539) กลา่ วไว้วา่ องคป์ ระกอบสาคญั ในการเล่นวอลเลยบ์ อลหาก
พจิ ารณาให้ลึกซง้ึ แลว้ พบวา่ ทักษะ ทา่ ทางตา่ ง ๆ สาหรบั ผ้เู ล่นลกู บอลนั้นเกิดขึน้ ไดเ้ นอื่ งมาจาก
ท่าเร่ิมตน้ และการเคลอ่ื นไหวกอ่ นทุกคร้งั ผ้เู ล่นมักมองข้ามหวั ใจสาคญั ตรงจดุ นไี้ ป แต่กลบั ให้
ความสาคัญกับการฝกึ ทกั ษะมากกวา่ ดังคากล่าวที่วา่ นกั กฬี าวอลเลยบ์ อลท่มี กั ไมป่ ระสบ
ความสาเร็จนนั้ เป็นเพราะมคี วามม่งุ ม่ันทจ่ี ะเล่นแต่ขาดความมุ่งมั่นทจ่ี ะเคล่ือนไหวหลากหลาย
รูปแบบอย่างรวดเรว็ และคลอ่ งแคล่วว่องไว เม่อื พจิ ารณาดูแล้วจะเหน็ วา่ มรี ูปแบบการเคลื่อนไหวที่
เดน่ ชัด และเปน็ พื้นฐานสาคัญ 3 รูปแบบ คอื การวง่ิ การสไลดเ์ ทา้ การกระโดด ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั
อทุ ัย สงวนพงศ์ (2534) กล่าวไวว้ า่ ขณะทเี่ ลน่ กีฬาวอลเลยบ์ อล ทศิ ทาง ความเร็ว และจุดตกของ
ลูกบอลย่อมแตกต่างกนั ไป ดงั นั้นระยะทางระหว่างคนกบั ลูกบอลย่อมมีมากน้อยแตกต่างกันไปดว้ ย
สง่ิ ทจี่ าเปน็ ในการเคลื่อนทไี่ ปรับลูกบอลไดอ้ ย่างฉับไว ทันเวลา คอื การกา้ วเทา้ ลกั ษณะทา่ ทางของ
การกา้ วเท้ามกั จะแตกต่างกันไปตามทิศทางและระยะหา่ งระหว่างผ้รู ับลกู บอลดว้ ย ลกั ษณะการก้าว
เท้าเพอ่ื เลน่ ลูกบอลมี ดังน้ี การกา้ วเทา้ ใชก้ บั การเคลอื่ นท่ไี ปรบั ลกู บอลที่ตกห่างจากตวั ผูเ้ ลน่
ประมาณ 1 กา้ ว ไม่ว่าจะเป็นดา้ นหน้า ด้านหลังหรือดา้ นขา้ ง ซา้ ย-ขวาของผรู้ บั การสไลดเ์ ท้า ใชก้ บั
การเคล่ือนที่ไปรับลกู บอลท่ตี กห่างจากตัวผ้เู ล่นประมาณ 3 เมตร ทางดา้ นขา้ งซา้ ย-ขวา การก้าวไขว้
เท้า ใช้กับการเคลือ่ นทีไ่ ปรับลูกบอลท่ีตกหา่ งจากตวั ผูเ้ ลน่ ค่อนข้างไกล ทศิ ทางของลกู บอลอาจจะ
อยดู่ ้านหนา้ หรือข้างของผูร้ ับการว่งิ เปน็ การเคล่อื นทอี่ ยา่ งรวดเร็วและต่อเนอ่ื งเพอื่ ไปรบั ลูกบอลที่
ตกหา่ งจากตัวผู้เลน่ มากในทศิ ทางต่าง ๆ

ดังนนั้ ในการฝึกเพ่อื พฒั นาความคลอ่ งแคลว่ จะต้องคานงึ ถงึ องค์ประกอบต่าง ๆ ท่กี ลา่ ว
ขา้ งต้น โดยการออกแบบโปรแกรมในการฝกึ ความคลอ่ งแคล่ว จะต้องทาให้ครอบคลุมเพื่อที่จะทา
ให้สามารถพัฒนาองค์ประกอบตา่ ง ๆ เหลา่ นไ้ี ดอ้ ยา่ งครบถ้วน และโดยเฉพาะในการทจี่ ะเพมิ่ ความ
คลอ่ งแคล่วว่องไวเฉพาะสว่ นก็จะต้องฝกึ การปฏิบัติการเคล่ือนไหวน้ัน ๆ อย่างถกู ตอ้ งซา้ แล้วซ้าเล่า
และตอ้ งกระทาดว้ ยความเรว็ สูง ซงึ่ จะมีผลทาให้ผฝู้ ึกเคลอื่ นไหวไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

4. ประเภทของความคล่องแคล่ว
ชศู กั ด์ิ เวชแพศย์ และกันยา กนั ยา ปาละววิ ัธน์ (2536) ได้กล่าวไวว้ า่ ความคล่องแคล่ว
(Agility) อาศยั ความสามารถขน้ั พืน้ ฐาน คือ มีปฏิกริ ยิ าท่ี รวดเร็ว การเคลอื่ นไหวทรี่ วดเรว็ การ
ร่วมงานกันของกลา้ มเน้ือ และพลังของกล้ามเน้ือ อาจแบง่ ความคลอ่ งแคลว่ ได้ คือ

4.1 ความคล่องแคลว่ ทวั่ ไป (General agility) หรือเรยี กวา่ เปน็ ความคลอ่ งแคลว่ ของ
ทง้ั รา่ งกาย

17

4.2 ความคล่องแคล่วเฉพาะ (Specific agility) ความคลอ่ งแคล่วเฉพาะมคี วามสาคัญ
ในกิจกรรมทกุ อยา่ งทเ่ี กีย่ วข้องกับการเปลยี่ นตาแหน่งของรา่ งกายหรือส่วนหนง่ึ สว่ นใดได้โดย
รวดเร็วการออกไดเ้ รว็ การหยดุ ได้เรว็ และการเปลี่ยนทศิ ทางได้รวดเรว็ ความคลอ่ งแคลว่ เป็น
พืน้ ฐานของสมรรถภาพทีด่ ใี นกฬี าหลายอย่าง

ซ่งึ ในการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจยั เลอื กทีจ่ ะฝึกความคล่องแคล่วทั่วไป เน่อื งจากการเคลื่อนไหว
ในกีฬาวอลเลย์บอลนัน้ มีความจาเป็นทจี่ ะต้องใช้การเคล่อื นไหวทุกส่วนของร่างกายมากกว่า
การเคลือ่ นไหวเฉพาะ ซึง่ ต้องอาศัยความคล่องแคล่วทัว่ ไปเปน็ หลกั

5. ความคลอ่ งแคลว่ ในนักกฬี าวอลเลย์บอล
ความคลอ่ งแคล่วเปน็ องค์ประกอบหนึง่ ของสมรรถภาพทางกายท่เี กี่ยวข้องกบั ทักษะ
(Skill-related physical fitness) เป็นความสามารถทสี่ าคญั มากในการเล่นกีฬาหลายประเภททใี่ ช้
ความเรว็ ในการเริม่ ต้นเคล่อื นไหวสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายอยา่ งรวดเร็ว หยดุ และเปลยี่ นทศิ ทาง
อย่างรวดเร็วคลอ่ งแคล่วอันจะกอ่ ใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพในการเล่นกฬี าของนกั กฬี า ความคล่องแคล่ว
ในนักกฬี าวอลเลย์บอลซงึ่ อาจจะเรยี กวา่ ความคลอ่ งแคล่วนน้ั เป็นความสามารถในการกระทาให้
ร่างกายกายหรอื สว่ นหนงึ่ สว่ นใดของรา่ งกายเปล่ียนทิศทางหรือเคลือ่ นไหวไดอ้ ย่างรวดเรว็ ดงั ที่
พิชิต ภตู จิ นั ทร์ (2546) กลา่ ววา่ ความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวเป็นส่ิงสาคญั มากในการพฒั นาทกั ษะทาง
กลไก นับต้งั แตล่ ูกบอลเรม่ิ เขา้ สู่การเลน่ ผู้เล่นจะตอ้ งยนื ตามตาแหนง่ เพอื่ คุมพ้นื ที่ หรอื เปล่ยี นจาก
ฝ่ายรุกเปน็ ฝา่ ยรบั ดังนัน้ ผู้เล่นต้องใช้ความคล่องแคลว่ ในการเปลย่ี นตาแหนง่ ในการเลน่ รวมถงึ
การกา้ วเท้าเรว็ ๆ เพอ่ื เขา้ รบั ลกู หรอื พงุ่ ตบ รับลูก และสามารถลกุ ข้ึนสทู่ า่ เตรยี มพรอ้ มได้อยา่ ง
รวดเรว็ สมรรถภาพด้านความคลอ่ งแคล่ววอ่ งไวเป็นพืน้ ฐานของสมรรถภาพทางกายและ
ความสามารถในการเลน่ กีฬาจะสัมพนั ธก์ บั ทักษะการเคลื่อนไหวของรา่ งกายรวมทง้ั ความเรว็
การทางานของระบบประสาทและกลา้ มเนอ้ื หรือจากระบบการมองเห็น การไดย้ นิ ซง่ึ เป็น
ประโยชน์ในการทรงตวั และจัดวางตาแหนง่ ของร่างกายใหถ้ กู ตอ้ งโดยอตั โนมัติ สมองจะนาข้อมูล
น้นั ไปควบคุมการเคลือ่ นไหวอยา่ งตอ่ เน่ืองตลอดการเคล่อื นไหวเพอื่ ให้ การเคลือ่ นไหวถกู ต้อง
แมน่ ยา ระบบนจ้ี ะควบคุมการทางานของกลา้ มเนอ้ื ลาย (Skeletal muscle) ซ่ึงเป็นกลา้ มเนอ้ื ท่ีบงั คบั
ได้เพอื่ ใหส้ ามารถเคลือ่ นไหวหรือทรงตวั ไดต้ ามต้องการ และตอ้ งมีปฏกิ ิรยิ าการเคล่อื นไหว เวลา
ทใี่ ช้ต้ังแตม่ กี ารกระตุ้น รีเซปเตอรใ์ หร้ ับความร้สู กึ จนถึงกล้ามเนอ้ื หดตวั ซ่ึงการตอบสนองตอ่
การกระตนุ้ นนั้ เรียกวา่ เวลาปฏิกริ ิยา (Reaction time) ซึ่งตอ้ งอาศยั ทางเดนิ ทีน่ าพลงั ประสาทจาก
รีเซปเตอรข์ น้ึ ไปสสู่ มองส่วนท่ีอยใู่ ต้อานาจจติ ใจ โดยการผา่ นเซลล์ประสาทหลายตัวแลว้ จงึ ส่งลง
มายงั กลา้ มเนอื้ เวลาปฏิกิรยิ านั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเวลาการตอบสนองทง้ั หมด (Response

18

time) ซง่ึ ประกอบดว้ ยเวลาปฏกิ ริ ยิ าร่วมกับเวลาในการเคล่ือนไหว (Movement time) ซงึ่ เป็นเวลา
ที่เริม่ จากการเคล่ือนไหวครง้ั แรกจนถงึ การสนิ้ สุดการเคลื่อนไหว

ผู้วิจยั จงึ เหน็ วา่ ความคล่องแคลว่ มีความสาคัญเปน็ อย่างยง่ิ กับนักกฬี า การทีจ่ ะทาให้เกดิ
ความคล่องแคลว่ ในการเคลอื่ นไหวรา่ งกายในรปู แบบตา่ ง ๆ กระทาโดยการสงั่ งานของระบบ
ประสาทสว่ นกลางจะเปน็ ตวั นาขอ้ มูลจากระบบประสาทรบั ความร้สู ึกของรา่ งกายที่เคลอื่ นไหวเพอ่ื
ควบคมุ ให้ทางานอยา่ งถูกตอ้ งแม่นยา ซง่ึ ประกอบดว้ ยเวลาปฏิกริ ิยากบั การเคลอื่ นไหวท่ีจะสามารถ
ตอบสนองในการเคลอื่ นทไ่ี ด้อยา่ งรวดเร็วในเวลาการฝึกหรอื เวลาในการแข่งขนั ดังนน้ั นักกฬี าควร
จะตอ้ งตอบสนองในการเปล่ยี นแปลงทิศทาง การพฒั นาความสามารถด้านความคล่องแคลว่ น้ันจะ
เปน็ ผลให้นกั กฬี ามกี ารเคลื่อนที่ และเปลยี่ นทิศทางได้อย่างรวดเรว็ อกี ท้งั ยังรักษาสมดลุ ของร่างกาย
ได้เป็นอย่างดี และจะสามารถประสบผลสาเร็จในการแขง่ ขนั ได้ ฉะนนั้ ผฝู้ กึ สอนกีฬาวอลเลย์บอล
หรือกีฬาประเภทอนื่ ๆ ควรนาแบบการฝึกความคลอ่ งแคล่วเพอื่ พฒั นาทกั ษะในเวลาการเคล่ือนไหว
และนาแบบฝกึ ความคล่องแคลว่ ไปฝึกกับนกั กีฬาของตนเพ่ือทาใหน้ กั กฬี ามคี วามคลอ่ งแคลว่
มากข้ึน

การพฒั นาความแข็งแรงของกลา้ มเนอื้

จาการทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั ที่เกีย่ วขอ้ งเพื่อพฒั นาโปรแกรมฝึกซอ้ มความ
คลอ่ งแคล่วรว่ มกับการเพิม่ ความหนกั ของงานผู้วจิ ยั ไดท้ าการดาเนินการทบทวนเอกสารเป็นลาดับ
ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ความหมายของความแขง็ แรงของกลา้ มเน้ือ
ศิรริ ตั น์ หริ ญั รตั น์ (2534) กล่าววา่ ความแขง็ แรงของกลา้ มเนอ้ื หมายถึง ความสามารถใน
การหดตวั ของกลา้ มเนอ้ื เพอื่ ต้านแรงท่ีมากระทา ความแขง็ แรงของกลา้ มเน้ือทาใหบ้ ุคคลมี
บคุ ลิกภาพที่ดีเป็นพ้ืนฐานการเคล่อื นไหว
พชิ ิต ภตู ิจันทร์ (2535) กลา่ ววา่ ความแขง็ แรงของกล้ามเนอ้ื หมายถึง กาลงั สงู สดุ ของ
กล้ามเนอ้ื มดั หนึง่ หรอื กลุม่ หน่ึงปลอ่ ยออกมาเพ่อื ตา้ นกับแรงต้านทาน
สพุ ิตร สมาหโิ ต (2541) กลา่ วว่า ความแข็งแรงของกล้ามเน้อื หมายถงึ ความสามารถของ
กลา้ มเนอื้ ซึ่งทาให้เกดิ ความตงึ ตัวเพื่อใชแ้ รงในการยกหรอื ดงึ สิง่ ของตา่ ง ๆ ความแขง็ แรงของ
กลา้ มเนอื้ จะชว่ ยให้ร่างกายทรงตวั เป็นรูปร่างขึ้นมาได้ ชว่ ยให้รา่ งกายทรงตัวต้านกบั แรงโนม้ ถว่ ง
ของโลกอยูไ่ ดโ้ ดยไม่ล้มลง

19

2. องคป์ ระกอบความแขง็ แรงของกลา้ มเนอ้ื
ชศู กั ดิ์ เวชแพศย์ และกันยา ปาละวิวธั น์ (2536) กล่าวว่า ความแข็งแรงเปน็ ความสามารถ
ของร่างกายหรือส่วนหน่งึ สว่ นใดของร่างกายท่จี ะทางานซ่ึงความแขง็ แรงของรา่ งกายเกดิ จากการ
รวมของปจั จัย 3 อยา่ ง ดงั ต่อไปน้ีเข้าดว้ ยกนั คือ

2.1 แรงทเ่ี กดิ จากการหดตวั ของกล้ามเนอื้ กลุม่ ที่ต้องการใหท้ างาน (Agonists) ซง่ึ
หมายถึงผลรวมของแรงหดตวั ของกล้ามเนอื้ แตล่ ะมัด

2.2 ความสามารถของกล้ามเนือ้ กลุม่ ตรงข้าม (Antagonists) ทาหนา้ ทีป่ ระสานกับ
กล้ามเน้อื กลมุ่ ทที่ างาน (Agonists)

2.3 อตั ราส่วนทางเมแคนกิ สข์ องการจดั ระบบคาน (กระดกู ) ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
นอกจากน้ี ความแขง็ แรงของกลา้ มเน้ือหรอื แรงที่ไดจ้ ากกล้ามเนื้อนัน้ จะมากหรอื น้อย
ยังขนึ้ อยูก่ ับพน้ื ทหี่ น้าตัดของกลา้ มเนอ้ื (กรรวี บญุ ชัย, 2540)
วฒุ ิพงษ์ ปรมตั ถากร และอารี ปรมตั ถากร (2542) เสนอวา่ เนอ้ื เย่ือไขมนั ท่แี ทรกอยู่ใน
กลา้ มเนื้อยงั เปน็ ตวั กดี ขวางตอ่ ประสิทธภิ าพของกล้ามเนอื้ มัดนนั้ ๆ อีกด้วย ฉะน้นั แมว้ ่า
พ้ืนท่หี น้าตัดของกล้ามเนื้อสองมดั จะเท่ากนั แตค่ วามแขง็ แรงอาจไมเ่ ทา่ กนั กไ็ ดย้ งั มปี จั จยั อ่ืน ๆ ท่มี ี
อทิ ธพิ ลต่อความแข็งแรงของกลา้ มเน้อื ซ่ึงพอสรปุ ได้ ดังน้ี
1. การเรียงตวั ของใยกลา้ มเน้อื จากการศกึ ษาเกย่ี วกบั ระบบกลา้ มเนอื้ พบวา่ กล้ามเนื้อทม่ี ี
เสน้ ใยเรยี งตวั ขนานไปกบั ความยาวของกลา้ มเนอื้ จะมกี าลงั ในการหดตวั หรอื มีความแข็งแรงนอ้ ยกว่า
กลา้ มเนื้อทีม่ เี สน้ ใยมกี ารเรยี งตวั แบบขนนก
2. ความเม่ือยลา้ กลา้ มเน้อื ทถี่ กู ใช้งานมากและนานจะก่อใหเ้ กิดความเมอ่ื ยลา้ ซึง่ มีผลทา
ใหค้ วามแขง็ แรงลดลง
3. อุณหภมู ิ การหดตัวของกลา้ มเนือ้ จะเร็วและรุนแรงทสี่ ดุ หากอุณหภมู ิของกล้ามเนอื้
สูงกวา่ อุณหภมู ปิ กติของรา่ งกายเลก็ นอ้ ย แตถ่ า้ อณุ หภูมสิ งู หรอื ตา่ เกนิ ไปกลับจะเปน็ ผลเสยี ต่อ
ประสิทธภิ าพของกลา้ มเนื้อเพราะทาใหเ้ อนไซม์ตา่ ง ๆ ไม่สามารถทาหนา้ ท่ไี ดอ้ ย่างปกติ ซึง่ ความ
ร้อนทสี่ ูงเกินไปอาจถงึ กับไปทาลายโปรตีนในกลา้ มเน้ือ
4. ระดับการฝกึ กล้ามเนือ้ ทไี่ ด้รบั การฝึกเปน็ ประจาย่อมมีกาลังในการหดตวั สงู กวา่
กลา้ มเน้อื ท่ไี มไ่ ด้รับการฝึก แต่ทงั้ นีต้ อ้ งไมฝ่ ึกมากจนกระทงั่ เกิดอาการทีเ่ รียกว่า “การซ้อมเกิน”
เพราะนอกจากจะมผี ลเสยี ตอ่ ประสทิ ธิภาพของกล้ามเนอ้ื แลว้ ยงั มผี ลให้เกิดความเบือ่ หนา่ ยตอ่
การฝกึ ดว้ ย
5. การพักผ่อน หากการออกกาลังกายดาเนนิ ไปรวดเดยี วเปน็ เวลานานโดยไม่มกี าร
หยุดพักจะทาใหก้ าลงั ในการหดตวั ของกลา้ มเนอ้ื คอ่ ย ๆ ลดลง เนอื่ งจากแหล่งพลังงานทีจ่ าเป็น

20

สาหรับการทางานเร่ิมลดลง ในขณะทข่ี องเสยี เริ่มมากขึ้น ดงั น้นั หากเราใหเ้ วลาแก่ระบบไหลเวียน
บ้างโดยการหยุดพักการออกกาลังกาย เพอ่ื จะไดม้ ีเวลากาจัดของเสียออกจากกล้ามเนอ้ื จะทาให้
กาลงั ในการหดตวั ของกล้ามเนือ้ รักษาความแขง็ แรงไปได้อกี นาน

6. อายแุ ละเพศ โดยทัว่ ไปแลว้ ความแข็งแรงจะมกี ารเปลย่ี นแปลงอยใู่ นช่วง 1-20
เปอรเ์ ซ็นต์ ของความแข็งแรงปกติ และความแข็งแรงสงู สดุ จะอยใู่ นชว่ งอายุ 20-30 ปี ต่อจากนน้ั
ความแข็งแรงจะคอ่ ย ๆ ลดลง สาหรบั ความแข็งแรงทลี่ ดลงจะเกดิ ขน้ึ กบั กลา้ มเนือ้ ท่ีขาและลาตัว
เร็วกวา่ กลา้ มเน้อื ท่ีแขน ความแข็งแรงสงู สดุ ของคนอายุ 65 ปี จะอย่รู ะหว่าง 80 เปอรเ์ ซน็ ต์ ของ
ความแข็งแรงของทีเ่ ขาเคยมรี ะหวา่ ง 20-30 ปี

องค์ประกอบความแข็งแรงของกลา้ มเนอ้ื ขา ได้แก่ การเรยี งตวั ของใยกล้ามเนอื้ ความ
เม่อื ยลา่ อณุ หภูมิของกล้ามเนือ้ การพักผ่อน ระดับการฝกึ รวมไปถงึ อายุและ เพศ เปน็ ปัจจัยท่ีมี
อิทธิพลตอ่ ความแข็งแรงของกลา้ มเนอ้ื ทงั้ สน้ิ

3. การสร้างความแข็งแรงของกลา้ มเน้อื
วิธีทจี่ ะทาใหเ้ กดิ ความแขง็ แรงได้น้นั จะตอ้ งฝกึ ให้กล้ามเนื้อทางานตอ่ สกู้ บั แรงตา้ นทาน
หรอื นา้ หนกั ทสี่ ูงขน้ึ โดยวธิ เี พ่มิ แรงตา้ นทานทลี ะน้อยเปน็ ระยะเวลานาน ซง่ึ พีระพงศ์ บุญศริ ิ
(2538 ข) กลา่ วว่า การออกกาลังกายหนกั เปน็ ประจาจะทาใหโ้ ครงสรา้ งและส่วนประกอบของ
กล้ามเนอ้ื มกี ารเปลย่ี นแปลงดังขอ้ สรปุ ตอ่ ไปนี้

3.1 ทาใหเ้ นอ้ื เย่อื หมุ้ ใยกลา้ มเน้ือ (Sarcolemma) มีความหนาและเหนยี วข้นึ และทา
ให้เส้นใยกลา้ มเนื้อเพม่ิ ข้ึน

3.2 ทาให้ปรมิ าณของเส้นเลือดฝอยในกลา้ มเนอื้ เพ่ิมขนึ้ กลา้ มเนอื้ จะมีขนาดโตขนึ้
โดยเฉพาะการออกกาลังกายที่ต้องใชค้ วามแข็งแรงและพลงั เปน็ หลกั จะทาใหข้ นาดของกลา้ มเนอื้
ใหญ่ขนึ้ ยิง่ เปน็ การออกกาลงั ลังกายที่เกย่ี วกับความอดทนจะทาใหโ้ ปรตีนและไมโอโกลบนิ
(Myoglobin) เพิ่มมากขนึ้

3.3 ทาให้กลา้ มเน้ือทง้ั ที่ทางานหนกั และทท่ี างานน้อย ได้รับการพัฒนาใหส้ ามารถ
ทางานตามความถนดั ของมนั การฝกึ เพือ่ พัฒนาความแข็งแรงจะพัฒนากล้ามเนื้อขาว ถา้ เป็นการฝึก
เพ่ือความอดทนจะเปน็ การพฒั นากล้ามเน้ือแดง

3.4 ปรมิ าณไกลโคเจนและไมโอโกลบินในกล้ามเน้ือจะสงู นอกจากน้ี กรรวี บญุ ชยั
(2540) ไดเ้ สนอเกี่ยวกบั การสรา้ งความแขง็ แรงไว้ว่า การพฒั นาความแขง็ แรงนนั้ เปน็ ลกั ษณะเฉพาะ
มาก ความแข็งแรงอาจแบง่ ออกได้เปน็ 3 ลกั ษณะ คอื

3.4.1 Dynamic strength คือ ความสามารถท่ีจะเคลอื่ นหรอื รับน้าหนักของรา่ งกาย
ซ้าแลว้ ซา้ อกี ในเวลาทก่ี าหนดให้

21

3.4.2 Static strength คอื ความสามารถท่ีออกแรงสูงสุดตดิ ตอ่ กันในระยะเวลา
ส้นั ๆ

3.4.3 Explosive strength คอื ความสามารถในการออกแรงมากที่สดุ ในการใช้
ความพยายามเพยี งคร้งั เดยี ว

หลักการฝึกซอ้ มกีฬา

1. หลกั การฝึกเพอ่ื พฒั นาความคล่องแคลว่
1.1 หลกั การฝกึ ความคล่องตวั นั้น จะคลา้ ยคลงึ กบั การฝึกความเร็วซง่ึ นกั กฬี าและ

ผ้ฝู ึกสอนจะต้องพยายาม พฒั นาทักษะกฬี าและเทคนิคควบค่ไู ปด้วยกันเพ่ือใหเ้ กิดการพฒั นาความ
คล่องตัวในการเคลอ่ื นไหวขณะปฏบิ ัติ ทกั ษะ

1.2 การฝึกความคลอ่ งตัวน้นั จะต้องเรม่ิ จากการปฏบิ ตั ดิ ้วยรปู แบบทง่ี า่ ย ๆ ไม่
ซบั ซอ้ นและใช้ปฏิบตั ิ ด้วยความเร็วจากชา้ ไปส่คู วามเร็วสูงสดุ และจะต้องเน้นจะต้องมคี วามถกู ตอ้ ง
และสมบรู ณก์ อ่ นความเรว็ ในการปฏิบัติ และไม่เกดิ อาการเกร็งกลา้ มเนอ้ื หรือสว่ นใดส่วนหนึง่ ของ
รา่ งกายในขณะท่ีปฏิบัติดว้ ยความเรว็ สูงสดุ

1.3 การฝึกความคลอ่ งตัว เปน็ การฝึกท่เี กยี่ วข้องกบั ระบบประสาททส่ี ่ังการการ
เคล่ือนไหวดงั นน้ั การฝกึ ความคลอ่ งตวั จงึ ควรไดร้ ับการฝึกเป็นอันดบั ต้น ๆ ของการฝกึ ในแตล่ ะวนั
หรือในสภาวะทร่ี า่ งกายไม่มอี าการเหน็ด เหน่อื ย

1.4 การพฒั นาความคลอ่ งตัว กระทาได้ดว้ ยการใหน้ ักกีฬาพยายามใชค้ วามเรว็ สูงสดุ
ในการว่งิ หรือ เคลื่อนที่ในรปู แบบตา่ ง ๆ ท่ีมคี วามใกล้เคียงกับการเคลอ่ื นไหวในกีฬาน้นั ๆ

1.5 ช่วงเวลาพักระหว่างเทยี่ วระหว่างเซต ควรเปิดโอกาสใหร้ า่ งกายได้มเี วลาพัก
มากพอหรือนานพอท่จี ะ ทาให้นกั กฬี ารสู้ ึกหายเหน่อื ยหรอื ประมาณ 2-3 นาที

1.6 การปฏิบตั ซิ า้ ในการฝกึ ความคล่องตวั จะไม่มกี ารปฏบิ ัติซา้ จานวนมาก ๆ
เพราะวา่ อาจจะทาให้ร่างกาย เกดิ ความลา้ สะสมและทาให้การปฏบิ ตั ิไดไ้ ม่เต็มความสามารถของ
แต่ละคน ดงั นนั้ ควรมกี ารทาซ้าประมาณ 5-6 คร้งั ตอ่ เซตปฏบิ ัติ 1-2

ในกีฬาวอลเลยบ์ อลมกี ารเคล่อื นไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลาตอ้ งอาศยั ความคลอ่ งแคลว่
และความเรว็ ในการเขา้ ทาเกมรกุ และเกมรบั จึงตอ้ งมกี ารเปลย่ี นตาแหนง่ ของร่างกายหรอื ทิศ
ทางการเคลือ่ นทอ่ี ย่างรวดเร็ว หยดุ ไดเ้ ร็ว ออกตวั ได้เร็ว กลับตัวไดเ้ รว็ และสามารถพงุ่ เขา้ หา
ลกู บอลได้ อยา่ งรวดเร็ว การฝึกนอกจากจะต้องคานงึ ถึงส่วนประกอบตา่ ง ๆ ในการพฒั นาความ
คลอ่ งแคลว่ ว่องไวแลว้ การฝกึ ทีด่ ีท่สี ุดอกี วิธหี นงึ่ ก็คือ การฝึกปฏบิ ตั ิการเคล่อื นไหวนนั้ ๆ อยา่ ง
ถกู ต้องซา้ ๆ ด้วยความเร็วสงู อีกด้วย ดังนน้ั การฝึกความคล่องแคลว่ ว่องไวในกฬี าวอลเลยบ์ อลบอล

22

จึงจาเป็นตอ้ งฝึกวิง่ ท่ีมีการเปล่ยี นตาแหนง่ ของร่างกายหรือทศิ ทางการเคลือ่ นท่ใี นระยะสนั้ ๆ อยา่ ง
รวดเรว็ ด้วยการก้าวเท้าใหเ้ รว็ ข้ึนหรอื เพิ่มขนึ้ ท้ังดา้ นความยาวและความถ่ีในการกา้ วเท้าอยา่ งวอ่ งไว
มีประสทิ ธิภาพเพือ่ เขา้ ไปรบั ลกู บอลทาเกมรับและเกมรกุ ทาคะแนนในการแขง่ ขนั หรอื การเล่นใน
แตล่ ะครงั้ ความสามารถในการเคลือ่ นทข่ี องร่างกายหรือการเคลอื่ นไหวสว่ นต่าง ๆ เกิดจาก
กลา้ มเน้อื และระบบประสาทได้ทางานรว่ มกนั โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งความเร็วในการเคล่อื นทข่ี อง
นักกีฬาวอลเลยบ์ อลตอ้ งใชค้ วามเรว็ เต็มท่ีในระยะทางสั้น ๆ ประมาณ 2-3 เมตร ในการกระโดดตบ
การสกดั กัน้ การพงุ่ การวง่ิ กลับตวั รับลกู บอล ทักษะดงั กลา่ วมานต้ี อ้ งอาศยั ความคลอ่ งแคล่ววอ่ งไว
และความเรว็ ในการเคลอื่ นไหวท้ังสนิ้ ดงั ที่ เจรญิ กระบวนรตั น์ (2538) ได้กลา่ วถงึ กจิ กรรมทใ่ี ช้ฝกึ
จงึ ควรเปน็ การวิ่งด้วยความเรว็ เต็มทใ่ี นช่วงเวลา 30 วนิ าที สลบั กับชว่ งพกั 2-4 นาที แลว้ จงึ ฝกึ ใน
เทย่ี วต่อไปโดยว่ิง 2-6 เที่ยว เปน็ การฝึกทางานแบบไมใ่ ชอ้ อกซเิ จนใหก้ บั กล้ามเนื้อทีไ่ ดผ้ ลดมี าก
ทาให้สามารถวงิ่ เรว็ ซ้า ๆ ติดตอ่ กนั ได้โดยมอี าการเหน่ือยหรอื เมอ่ื ยล้าเพียงเลก็ น้อย ฉะนน้ั ในการ
จดั รูปแบบการฝกึ หรอื วิธีการฝึกให้กบั นักกฬี าควรมรี ปู แบบการฝกึ หลาย ๆ รูปแบบหรือหลาย ๆ วธิ ี
เพ่อื ชว่ ยพัฒนาความสามารถของนักกฬี าใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพสงู สุด

ทัง้ นผ้ี วู้ ิจัยไดท้ าการทบทวนเอกสารงานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้องกับการใชโ้ ปรแกรมการฝึกความ
คลอ่ งแคล่วนามาใช้เป็นขอ้ มลู พ้นื ฐานสาหรบั การพัฒนาโปรแกรมการฝกึ ความคล่องแคล่วใน
งานวิจัย ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั สชุ าติ สุวรรณเบญจางค์ (2545) ได้ทาการศกึ ษาผลของการใชโ้ ปรแกรม
การฝึกเพื่อเพมิ่ ความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวของนกั กีฬาวอลเลย์บอล จานวน 24 คน ระยะเวลา 6 สปั ดาห์
โดยไดแ้ บ่งกลมุ่ ตัวอย่างออกเป็น 2 กลมุ่ กล่มุ ควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มควบคมุ 12 คน ทาการ
ฝึกทักษะกฬี าวอลเลย์บอลอยา่ งเดยี ว และกลมุ่ ทดลอง 12 คน ทาการฝกึ ทกั ษะกฬี าวอลเลย์บอล
ร่วมกับการฝึกความคลอ่ งคล่องแคลว่ ว่องไว ผลของการศกึ ษาพบว่ากลมุ่ ทดลองทที่ าการฝกึ ทกั ษะ
กีฬาวอลเลยบ์ อลร่วมกับการฝึกความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวเพมิ่ ขึน้ กว่ากลมุ่ ควบคมุ อยา่ งมีนัยสาคญั ที่
ระดบั 0.01

ประจกั ษ์ สุวรรณธรี ะกจิ (2548) ไดท้ าการศึกษาผลของการฝกึ ความคล่องแคลว่ ของ
นกั กฬี าวอลเลย์บอลชาย มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลา้ นนา จานวน 12 คน ระยะเวลาการฝกึ
8 สัปดาห์ โดยใช้ประชากรทงั้ หมดทาการทดลองไดท้ าการฝกึ โปรแกรมฝกึ ความคล่องแคล่วเพยี ง
อยา่ งเดยี ว ผลการศกึ ษาพบวา่ หลังการฝึกตามโปรแกรมการฝึกความคล่องแคลว่ นักกฬี า
วอลเลยบ์ อลชายมคี วามคลอ่ งแคลว่ เพิม่ ข้ึนอย่างมนี ยั สาคญั

สุขสวสั ดิ์ ชนะพาล (2550) ไดท้ าการศกึ ษาผลของการฝึกเสรมิ ดว้ ยโปรแกรมการฝึก
ความคลอ่ งแคล่วว่องไวท่ีมตี อ่ ความสามารถในการเลย้ี งลกู ฟุตบอลของนกั กีฬาฟุตบอล จานวน 30
คน ระยะเวลาทาการฝกึ 8 สัปดาห์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กล่มุ ทดลอง 15 คน ฝกึ เสริมโปรแกรมการ

23

ฝกึ ความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไว และกลมุ่ ควบคมุ 15 คน ฝึกตามปกติ ทาการทดสอบก่อน และหลังการ
ฝึกซ้อม ผลการศึกษาพบวา่ หลงั การทดลองสัปดาห์ที่ 4 และหลงั การทดลองสปั ดาห์ที่ 8 กลุ่ม
ทดลองมีความสามารถเลี้ยงลูกบอลมากกลา่ วกลมุ่ ควบคุมอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดบั .05

พิทักษ์ชยั ทางทอง (2552) ไดศ้ ึกษาผลของการเสรมิ ด้วยโปรแกรมการฝกึ ความ
คล่องแคล่ววอ่ งไวที่มตี ่อความสามารถในการเลย้ี งลกู ฟตุ ซอลของนกั เรียนมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
จานวน 30 คน ระยะเวลาทาการฝกึ 8 สปั ดาห์ แบ่งออกเปน็ 2 กลมุ่ กลุ่มควบคมุ 15 คน ฝกึ
โปรแกรมการฝึกฟุตซอลตามปกติและกล่มุ ทดลอง 15 คน ฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึกความ
คล่องแคลว่ ว่องไวร่วมกับโปรแกรมการฝกึ ฟุตซอล ตามปกติ ผลการศกึ ษาพบวา่ หลังการทดลอง
สปั ดาหท์ ี่ 4 และหลังการทดลองสัปดาหท์ ี่ 8 กล่มุ ทดลองมีความสามารถเล้ยี งลูกบอลมากกว่ากล่มุ
ควบคมุ อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05 และ

ผกากาญจน์ มุ่งหนา้ ที่ (2547) ไดท้ าการศึกษาผลของการฝกึ ความคลอ่ งแคล่วของนกั กฬี า
เทนนสิ จานวน 12 คนระยะเวลาการฝึก 6 สปั ดาห์ โดยใช้ประชากรทงั้ หมดทาการทดลองได้ทาการ
ฝกึ โปรแกรมฝกึ ความคลอ่ งแคล่วเพียงอยา่ งเดยี ว ผลการศึกษาพบว่า ภายหลงั การฝึกตามโปรแกรม
นักกีฬามคี วามคล่องตัวเพ่ิมขนึ้ โดยทาเวลาในการทดสอบลดลงจาก 10.23 ± 0.29 เป็น 9.47 ± 0.29
วินาทอี ย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .01

บุญเจือ สินบญุ มา (2558) ได้ศึกษาผลการฝึกแบบผสมผสานทม่ี ีตอ่ ความเรว็ และความ
คล่องแคลว่ ว่องไวของนักกฬี าวอลเลยบ์ อลชาย ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4-6 อาเภอบรรพตพสิ ัย จังหวัด
นครสวรรค์ สานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา นครสวรรค์ เขต 2 จานวน 30 คน พบวา่
ผลการเปรียบเทยี บผลกอ่ นและหลังการฝกึ แบบผสมผสานทม่ี ีผลตอ่ ความเร็ว และความคล่องแคล่ว
ว่องไวของนักกีฬาวอลเลยบ์ อลชาย แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั .05

สชุ าติ สวุ รรณเบญจางค์ (2545) ไดท้ าการศกึ ษาผลของการใช้โปรแกรมการฝึกเพื่อเพ่มิ
ความคล่องแคลว่ วอ่ งไวของนักกีฬาวอลเลยบ์ อล จานวน 24 คน ระยะเวลา 6 สปั ดาห์ โดยได้
แบ่งกลมุ่ ตวั อย่างออกเป็น 2 กลมุ่ กลุ่มควบคมุ และกลุม่ ทดลอง กลุ่มควบคมุ 12 คน ทาการฝึก
ทักษะกฬี าวอลเลย์บอลอย่างเดียว และกลุ่มทดลอง 12 คน ทาการฝกึ ทกั ษะกีฬาวอลเลยบ์ อลรว่ มกบั
การฝึกความคลอ่ งคลอ่ งแคล่ววอ่ งไว ผลของการศึกษาพบวา่ กลุ่มทดลองท่ีทาการฝกึ ทกั ษะกฬี า
วอลเลยบ์ อลร่วมกบั การฝึกความคล่องแคลว่ วอ่ งไวเพิ่มข้นึ กวา่ กลมุ่ ควบคุม อย่างมีนยั สาคญั ท่รี ะดับ
0.01

จากงานวิจยั ทีก่ ล่าวมาข้างตน้ สามารถสรปุ ได้วา่ ความคลอ่ งแคลว่ มีความสาคัญในการ
ฝึกซ้อม ซ่งึ โปรแกรมการฝกึ ไดเ้ น้นการฝึกความคลอ่ งแคลว่ การฝึกโปรแกรมดังกล่าว ซ่ึงสง่ ผลให้
นักกีฬามคี วามคลอ่ งแคล่วในการเคลือ่ นไหว และระยะเวลาการฝกึ โปรแกรม ซึง่ งานวจิ ัยผ่านมาได้

24

ใชร้ ะยะเวลา 6-8 สปั ดาห์ จะฝึกในสัปดาห์ละ 3 วัน วันจนั ทร์ วนั พธุ และวันศกุ ร์ ทากบั กลมุ่ กฬี า
วอลเลยบ์ อล ฟตุ บอล เทนนิส และกีฬาประเภท ฯลฯ จากการศึกษาผลทไ่ี ดจ้ ากการฝกึ โปรแกรม
พบว่างานวิจยั ได้ทาการฝึกความคลอ่ งแคล่วหลงั จากการฝึกมีความคลอ่ งแคล่วเพมิ่ ขนึ้ เม่ือเทียบกบั
ก่อนการฝกึ หรอื ทาเวลาในการทดสอบลดลง และนกั กฬี ามคี วามคลอ่ งแคลว่ ในการเคล่ือนไหวได้
อยา่ งรวดเร็วในการเคลือ่ นท่ี มคี วามแม่นยาในเวลาฝึกซ้อมหรือเวลาแข่งขนั ดังนัน้ ผู้วจิ ยั จงึ ศกึ ษา
เกยี่ วกับความคล่องแคลว่ ร่วมกบั การเพ่ิมความหนกั ของงานเพือ่ นามาฝกึ ซอ้ มใหน้ กั กฬี า
วอลเลย์บอลมคี วามคล่องแคลว่ เพิม่ มากขนึ้ ทังในการฝึกซอ้ มละแข่งขัน

2. หลกั การเพมิ่ ความหนัก
ในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมต่าง ๆ เพ่ือให้ผลบรรลุเปา้ หมายการปฏิบตั ิจะต้องทาอยา่ งมี
ขั้นตอน จะต้องเหมาะสมการออกกาลังกายเพือ่ เสรมิ สร้างสมรรถภาพทางกายกเ็ ชน่ เดยี วกัน ถ้าทา
นอ้ ยเกนิ ไปก็จะไม่เกดิ ประโยชน์ แต่ถา้ ทามากเกนิ ไปกจ็ ะเป็นผลเสยี ตอ่ รา่ งกายหรอื ถา้ ปฏิบตั ิข้าม
ขนั้ ตอนก็จะไมเ่ กิดประโยชนเ์ ช่นเดยี วกนั ในการออกกาลงั กายเพอ่ื เสรมิ สร้างสมรรถภาพทางกาย
มหี ลักการทว่ั ๆ ไป คือ (Neuman, 1997, pp. 40-41)

2.1 หลักการใช้ความหนักมากกว่าปกติ (Overload principle) ในการออกกาลังกาย
นัน้ จะตอ้ งมคี วามหนักเพอ่ื ทจ่ี ะกระตุ้นอวยั วะต่าง ๆ ในร่างกายสว่ นทใ่ี ช้ฝกึ ให้ไดท้ างานมากกวา่
ภาวะปกติ การใชน้ ้าหนักมากกวา่ ปกติอยา่ งมีหลกั เกณฑม์ ขี นั้ ตอนทาให้ร่างกายหรอื อวัยวะสว่ นนั้น
พัฒนาขึน้ เช่น ปกตวิ ่ิงวันละ 3 กโิ ลเมตร โดยไม่รูส้ ึกเมื่อยล้า หลักของการใชค้ วามหนกั มากกว่า
ปกตจิ ะตอ้ งมากกว่า 3 กิโลเมตร ข้ึนไปเรอื่ ย ๆ เพ่ือใหร้ า่ งกายได้ปรบั ตัวต่อความหนักท่ีเพม่ิ ข้ึน
เรอ่ื ย ๆ

2.2 หลักการเพมิ่ ความหนกั เพ่ิมข้นึ อย่างเปน็ ขน้ั ตอน (Principle progression) เป็น
ขน้ั ตอนต่อเนอื่ งจาก Overload principle ในการเพมิ่ ความหนกั จะเพม่ิ ขน้ึ ตามใจชอบไม่ได้ เพราะ
อาจเกดิ ผลเสยี ทาให้ไมพ่ ฒั นาและอาจจะเกิดการบาดเจบ็ ได้ ในการเพมิ่ ขน้ึ นัน้ จะตอ้ งเพมิ่ ขนึ้ อย่างมี
ขน้ั ตอนและเหมาะสมกับระยะเวลา การปรบั เปลยี่ นความหนกั ความบ่อยและระยะเวลาในการฝึก
สามารถ ปรบั ไดท้ งั้ 3 อยา่ ง ซงึ่ ถ้าปรับได้ท้งั อยา่ งใดอย่างหนง่ึ ก็จะทาให้ความหนกั ของงานในการ
ฝึก เปลี่ยนแปลงไปในการเพ่ิมความหนกั ควรค่อย ๆ เพ่ิมข้นึ เพอื่ ป้องกนั การลา้ ของร่างกาย และควร
มวี นั พกั ใหร้ า่ งกายได้ฟืน้ สภาพจากอาการเหนด็ เหนื่อย และซอ่ มแซมส่วนทสี่ ึกหรอ

2.3 หลกั การออกกาลังกายแบบเฉพาะเจาะจง (Specific of exercise) ในการ
ออกกาลงั กาย นน้ั โปรแกรมการออกกาลงั กายเพยี งโปรแกรมเดยี วจะไมส่ ามารถพฒั นาสมรรถภาพ
ทางกายไดท้ กุ ด้าน ฉะนน้ั ในการออกกาลงั กายจึงมคี วามจาเปน็ จะต้องจดั โปรแกรมแบบเฉพาะ

25

เจาะจงสาหรับสมรรถภาพทางกายด้านนน้ั หรอื จดั โปรแกรมการออกกาลงั กายเฉพาะสว่ นหรือ
เฉพาะอวัยวะทีต่ ้องการเสรมิ สรา้ งนน้ั ๆ

2.4 หลกั การของฟ้ืนฟสู ภาพ (Principle of recuperation) ในการออกกาลงั กายจะทา
ใหเ้ กดิ อาการเหน็ดเหนือ่ ยเมอื่ ยล้า ย่ิงกว่านน้ั จะทาให้เน้ือเยื่อกล้ามเน้ือเกดิ การฉีกขาดในชว่ งท่มี กี าร
พกั กจ็ ะเปน็ อกี วิธีการหนึง่ ทท่ี าให้รา่ งกายฟน้ื จากอาการเหน็ดเหนอ่ื ยเมือ่ ยล้าทาให้ร่างกายฟืน้ สภาพ
ซอ่ มแซมสว่ นทสี่ กึ หรอกสะสมพลงั งาน และสามารถกลับมาออกกาลงั กายได้ใหม่อยา่ งมี
ประสิทธิภาพ และพัฒนามากย่งิ ข้ึน

2.5 หลักของการยอ้ นกลับ (Reversibility of training) ถงึ แม้วา่ ชว่ งท่ีออกกาลงั กาย
นัน้ ร่างกายมคี วามสมบรู ณ์เต็มที่กต็ าม แตเ่ มื่อหยุดออกกาลังกายนาน ๆ ร่างกายจะเริม่ เส่อื มสภาพลง
กลบั เขา้ สู่สภาวะเดมิ โดยเฉพาะในวยั ทสี่ งู อายไุ ปแลว้ จะเสอ่ื มเร็วกวา่ วยั หนุ่มเนอ่ื งจากกจิ กรรมการ
ออกกาลังกาย การเลน่ กฬี าลดลง

หลักของการตอ้ งการเพ่มิ ขน้ึ (ในความหนักในการฝึกซ้อม) หมายความถงึ ความหนกั
ของการฝึกซอ้ มตอ้ งมีความตอ่ เนอื่ งและเพมิ่ ขน้ึ ถา้ ตอ้ งการใหส้ มรรถภาพมีการปรบั ปรงุ ขน้ึ อยา่ ง
ต่อเน่อื ง ถ้าความหนกั ของการฝกึ ซ้อมคงไวท้ รี่ ะดับเดียว อตั ราการพัฒนาจะลดลงและสมรรถภาพ
จะเพม่ิ ขน้ึ เพยี งชว่ั เวลาหนง่ึ และจะเรม่ิ ลดต่าลง สาหรับการปรบั ปรงุ ระดบั ความสมบรู ณท์ างกาย
ความหนกั ของการฝกึ ซอ้ มต้องมีการเพมิ่ ขนึ้ สมา่ เสมอ (เพม่ิ ความหนักมากกว่าปกติอยา่ งสม่าเสมอ)
โดยความหนกั อาจเพม่ิ ข้ึนหรือตา่ ลง (ยอมใหม้ กี ารฟน้ื สภาพและการปรบั ชดเชย) ภายในการ
ฝกึ ซอ้ มรายสปั ดาห์ (Microcycles) โดยอัตราสว่ นการฝึกซ้อม (ความหนักถึงการฟนื้ สภาพ) จะเปน็
ตัวตัดสินการเพ่ิมข้นึ ของความหนกั โดยผฝู้ ึกสอนจะตอ้ งกาหนดว่าจะต้องใช้เวลาในการฟ้ืนสภาพ
มาเท่าใดในการฝกึ ซ้อมในแต่ละครั้งและระหว่างการฝึกซอ้ มในแตล่ ะครง้ั

การเพ่ิมความหนักมากกว่าปกติอยา่ งสมา่ เสมอ (Progressive overload) เป็นการใชค้ วาม
หนกั มากกว่าปกติ คอื ความหนกั มากกวา่ ปกตคิ วรจะมกี ารเพม่ิ ข้ึนเปน็ ลาดบั ขณะทดี่ าเนินไปตาม
โปรแกรมการฝกึ ซอ้ มสามรรถภาพทางกาย โดยโปรแกรมการฝึกซ้อมทใ่ี ชค้ วามหนกั มากกว่าปกติ
ควรมกี ารเพิ่มข้นึ ช้า ๆ ในช่วงแรกของโปรแกรมการฝกึ ซอ้ ม แตห่ ลังจากผา่ นชว่ งสัปดาหท์ ี่ 4-6
ความหนักมากกว่าปกติสามารถเพ่ิมขึน้ ในอตั ราคงท่ี (Steady) และเพ่ิมขน้ึ อยา่ งสม่าเสมอต่อเน่อื ง
ไปตลอดการฝกึ ซอ้ มจนกระท่ังได้รับสิ่งทคี่ าดหวงั เมอ่ื นน้ั ความหนกั มากกว่าปกตอิ าจไม่มคี วาม
จาเปน็ ตอ้ งเพมิ่ ขึ้นอกี ส่งิ ที่สาคญั ความหนกั มากกว่าปกตติ อ้ งไม่เพ่มิ ขนึ้ ชา้ หรือเรว็ มากเกนิ ถา้
สมรรถภาพมกี ารปรับปรงุ อยา่ งเหมาะสม การเพ่ิมข้นึ ช้ามากจะเปน็ ผลในการกาจัดการปรับปรงุ
สมรรถภาพทางกาย ส่วนการเพ่มิ ขนึ้ เรว็ มากอาจจะส่งผลต่อการเมอื่ ยลา้ อย่างเรอ้ื รัง (Chronic
fatigue) และการบาดเจ็บจากการใชง้ านมากเกิน (Overuse injuries) อย่างไรกต็ าม อัตราการเพิ่มข้นึ

26

อยา่ งสม่าเสมอท่มี คี วามปลอดภยั ในชว่ งของโปรแกรมการฝกึ ซอ้ มไมส่ ามารถกาหนดตายตวั ได้
เพราะแต่ละบคุ คลมีความทนทาน (Tolerance) ต่อความหนักของการฝกึ ซ้อมทแ่ี ตกตา่ งกนั อย่างไร
กต็ าม แนวทางสาหรับการปรับปรงุ สมรรถภาพและหลีกเลย่ี งการบาดเจบ็ การใช้งานมากเกนิ ได้ คือ
กฎของ 10 เปอร์เซน็ ต์ (Ten percent rule) ในการอภิปรายกฎขอ้ น้ีจะพูดเก่ียวกับความหนักหรอื
ระยะเวลาการฝกึ ไม่ควรจะเพม่ิ มากกว่ารอ้ ยละ 10 ต่อสปั ดาห์ สนธยา สลี ะมาด (2551) งานวิจยั น้ซี ่ึง
ผวู้ จิ ัยใชโ้ ปรแกรมการฝกึ ความคลอ่ งแคล่วรว่ มกบั การเพม่ิ ความหนักของงานทม่ี ตี อ่ ความ
คล่องแคล่วและความแข็งแรงของกลา้ มเนอ้ื ขาของนักกฬี าวอลเลย์บอลท่วี ทิ ยาลัยพลศึกษา

3. สรุปข้อดีของความคลอ่ งแคล่วร่วมกับการเพ่ิมความหนัก
การฝึกความคล่องแคล่วรว่ มกบั การเพ่ิมความหนกั ของนกั กีฬาวอลเลยบ์ อลมีความสาคญั
อย่างมากเก่ยี วกับนักกฬี าเพราะความคลอ่ งแคล่วมคี วามสาคัญในกิจกรรมทุกอยา่ งทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับ
การเปลีย่ นตาแหน่งของรา่ งกายหรอื สว่ นใดส่วนหนึง่ ได้โดยรวดเรว็ การออกตัวไดเ้ ร็ว การหยุดได้
เร็วและการเปลย่ี นทศิ ทางไดร้ วดเรว็ ความคล่องแคลว่ เป็นพ้ืนฐานของสมรรถภาพทางกายท่ีดใี น
การเลน่ กฬี าวอลเลยบ์ อล จะเหน็ ได้ว่ากีฬาวอลเลยบ์ อลเปน็ กฬี าทต่ี อ้ งใช้ความเรว็ ในการเคลือ่ นที่
จากจดุ หน่งึ ไปยงั อกี จุดหน่งึ เพอื่ เลน่ ลกู บอล และความคลอ่ งแคลว่ ในการทาให้ร่างกายหรอื ส่วนใด
ส่วนหน่ึงของรา่ งกายเปล่ียนทศิ ทางหรือเคลือ่ นไหวได้อย่างรวดเรว็ และมปี ระสิทธิภาพซึ่งในเกม
การแข่งขันนนั้ นักกฬี าจะตอ้ งเคล่อื นทอี่ ย่างรวดเร็วและเคล่อื นท่ีไปในทศิ ทางต่าง ๆ ระยะทาง
ส้นั ๆ ประมาณ 2-3 เมตร ฉะนั้นในการเคล่ือนทีด่ ว้ ยความเรว็ และคลอ่ งแคล่ววอ่ งไวในกีฬา
วอลเลย์บอล จงึ จาเป็นต้องใช้มากเพอื่ รับลกู บอล ทงั้ ทเ่ี ป็นฝ่ายรกุ และฝ่ายรับ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
ความผิดพลาดที่จะทาใหเ้ สียคะแนนของทมี จะเกิดจากการเขา้ เล่นลกู ไมท่ นั ซึ่งเป็นผลมาจาก
นกั กีฬาไม่มคี วามคลอ่ งแคลว่ และความเรว็ เพียงพอ ส่งผลทาใหน้ ักกีฬาเขา้ ไปทาเกมรกุ และเกมรับ
ช้า นักกีฬาวอลเลยบ์ อลทกุ คนจงึ จาเปน็ ต้องฝึกความคล่องแคล่วใหเ้ หมาะสมและสามารถนาไปใช้
ในการเล่นหรอื การแข่งขนั จริง และการเพม่ิ ความหนกั เปน็ การเพม่ิ เพือ่ ทาให้กล้ามเนอ้ื มีความ
แข็งแรงในการฝึกซอ้ มหรือการแข่งขนั เพื่อไมใ่ ห้กลา้ มเนอื้ เกดิ การลา้ เรว็ เพราะ เกมการแขง่ ขันของ
กีฬาวอลเลย์บอลต้องใชเ้ วลายาวนาน ฉะนนั้ การเพิม่ ความหนกั กม็ คี วามสาคญั มากกบั นักกฬี า
เพ่อื ใหน้ กั กฬี ามกี ารเคล่ือนที่ไดร้ วดเรว็ มคี วามพร้อมทจ่ี ะเคลือ่ นที่ไปในทศิ ทางต่าง ๆ อยู่
ตลอดเวลาเพื่อท่จี ะรบั ส่งลกู บอลไปยังแดนตรงข้ามด้วยความเร็วและรนุ แรงเช่นกนั ฉะนน้ั การฝึก
ความคล่องแคล่วในนกั กฬี าวอลเลยบ์ อลจงึ จาเปน็ อยา่ งมากท่ีนกั กฬี าจะตอ้ งได้รับการฝกึ ควบคูไ่ ป
กับการเพิม่ ความหนักในดา้ นต่าง ๆ ในโปรแกรมการฝึกวอลเลยบ์ อลทุกระดับ สอดคล้องกับ
ประจกั ษ์ สุวรรณธีระกิจ (2548) ได้ทาการศึกษาผลของการฝกึ ความคล่องแคล่วของนกั กฬี า
วอลเลย์บอลชาย มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลล้านนา วิทยาเขตพายพั จานวน 12 คน ทาการฝกึ

27

ความคลอ่ งตวั เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทีท่ าการฝกึ ความคล่องแคลว่ ผลการศึกษาพบว่าหลังการฝกึ
ตามโปรแกรมการฝึกความคลอ่ งตวั นักกฬี าวอลเลยบ์ อลชายมคี วามคลอ่ งตัวเพม่ิ ขน้ึ อยา่ งมนี ัยสาคัญ
ในทานองเดียวกนั กติ ตภิ ูมิ บรสิ ุทธิ์ (2555) ทที่ าการศกึ ษาผลของการฝึกความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวต่อ
การทดสอบตารางเกา้ ชอ่ งในฝกึ กีฬาเทเบลิ เทนนิส จานวน 14 คน แบง่ เปน็ 2 กลุ่ม กลุม่ ควบคมุ และ
คุมทดลองโดยให้กล่มุ ควบคมุ ทาการฝึกกีฬาเทเบลิ เทนนิสตามปกตเิ พียงอย่างเดียว สว่ นกล่มุ
ทดลองทาการฝกึ ทักษะกีฬาเทเบิลเทนนสิ รว่ มกับการฝกึ ความคลอ่ งแคลว่ ว่องไวโดยทาการฝกึ 6
สปั ดาห์ ผลการทดลองพบว่ามคี วามแตกตา่ งกันของการก้าวเต้นก่อนและหลังการฝึกในทง้ั สองกลมุ่
อย่างมนี ยั สาคญั ค่าเฉลี่ยในการกา้ วเตน้ ก่อนและหลงั การฝึกของกลุ่มควบคุม คอื 30.29±6.18 ครั้ง
และ 34.29±4.64 ครงั้ ตามลาดับ คา่ เฉลี่ยในการกา้ วเต้นกอ่ นและหลังการฝกึ ของกลมุ่ ทดลอง คอื
30.71±5.99 ครง้ั และ 39.57±3.95 คร้งั ตามลาดับ ผลของการกา้ วเตน้ กลมุ่ ทดลองเรว็ กว่ากล่มุ
ควบคมุ อย่างมนี ัยสาคัญ ในโปรแกรมที่เพม่ิ จานวนเทยี่ วสง่ ผลทาให้เกิดความคล่องแคล่วเพิ่มขึ้น

หลกั ในการสร้างโปรแกรมการฝึก

หลักการสรา้ งโปรแกรมการฝึก เพื่อพฒั นาความสามรรถของนักกฬี าใหบ้ รรลตุ าม
จุดมุ่งหมายจะต้องคานงึ ถงึ สภาวะความพรอ้ มของนักกีฬาเป็นสาคญั เช่น อายุ เพศ รูปร่างและระดับ
ความพร้อมของรา่ งกายเป็นต้น ฉะนน้ั การกาหนดโปรแกรมในการฝกึ ให้ถกู ต้อง และเหมาะสมจึง
เปน็ สิ่งจาเป็นท่ีจะตอ้ งมีการวางแผนใหต้ รงตามสภาพของนกั กีฬาในแต่ละประเภทเพอ่ื ให้เกดิ
ประสทิ ธภิ าพสูงสดุ ในการฝึกซอ้ มดงั ท่ี ศิรริ ัตน์ หริ ัญรตั น์ (ม.ป.ป. อ้างถงึ ใน อานวย เดชชยั ศรี
2535) ได้กาหนดองค์ประกอบทเ่ี ปน็ พน้ื ฐานในการสรา้ งโปรแกรมไว้ดังตอ่ ไปนี้

1. กิจกรรมการออกกาลังกาย หรือชนิดของการฝึกซ้อมข้ึนอยกู่ ับจุดมุ่งหมายของการ
ฝึกซ้อมจะตอ้ งสรา้ งโปรแกรมใหต้ รงจดุ ประสงค์ทจ่ี ะต้องการสร้าง เช่น การสรา้ งโปรแกรมฝึก
ความเรว็ ก็จะตอ้ งเปน็ โปรแกรมท่ีพฒั นาดา้ นความเรว็ หรือโปรแกรมการกระโดดไกล จะต้องเป็น
โปรแกรมท่พี ฒั นาความสามารถในการกระโดดไกลไดจ้ ริง

2. ระยะเวลาในการฝกึ แต่ละวนั สาหรบั นกั กฬี า โดยเฉพาะกรฑี าในประเภทลู่และลาน
ควรฝกึ 1-2 ชั่วโมง แต่อยา่ งไรกต็ าม จะตอ้ งคานึงถึงระดับสภาพความพรอ้ มของนกั กฬี าเป็น
สง่ิ สาคัญ ถา้ ฝกึ มากหรือฝกึ นานเกนิ ไปจะใหร้ า่ งกายทรดุ โทรม บาดเจบ็ ที่ กล้ามเน้อื เอ็น ข้อต่อ
และเกดิ ความเบื่อหนา่ ยในการฝึกซ้อม ในทางกลับกนั การฝกึ ซ้อมทเ่ี หมาะสมกบั ผฝู้ ึกกส็ ามารถ
พฒั นาทกั ษะทฝ่ี กึ นัน้ ไดด้ ียงิ่ ข้ึน

3. ชว่ งเวลาการฝึกใน 1 สปั ดาห์ การฝกึ แตล่ ะสัปดาห์นนั้ ข้นึ อยูก่ ับระยะเวลาในการฝึก
แตล่ ะวัน และความหนกั เบาของกจิ กรรม โดยทวั่ ไประยะเวลาในการฝกึ ควรเปน็ 3 วันตอ่ สัปดาห์

28

แต่ถ้าฝกึ 2 วนั ตอ่ สัปดาห์ ร่างกายกจ็ ะเปลี่ยนแปลงไปตามทต่ี ้องการไดเ้ หมือนกันแตน่ อ้ ยกว่า 3 วัน
ตอ่ สัปดาห์ หรอื การฝกึ ใหม้ ากขนึ้ เปน็ 4 วันต่อสัปดาห์ อาจเป็นการสูญเปลา่ มากกว่าผลดี

4. ความหนัก-เบา ของกจิ กรรม การกาหนดความหนัก-เบาของกจิ กรรมทจ่ี ะฝึกตอ้ ง
คานึงถึงความแข็งแรงของกล้ามเน้อื ของบุคคลน้ัน ๆ ด้วย เพราะกลา้ มเนื้ออาจลา้ ถา้ ได้รับการฝึก
ดว้ ยการยกนา้ หนักมากเกินไป เพราะฉะนนั้ การปรบั ปรงุ สมรรถภาพทด่ี ีก็ ควรฝึกแบบเป็นชว่ ง ๆ
(Interval training) โดยใชค้ วามหนกั ใกลเ้ คยี งกบั ความสามารถสงู สุดแล้วพกั หรือการฝึก
แบบตอ่ เนือ่ ง (Continuous training) ให้ฝึกดว้ ยความหนกั ร้อยละ 60-80 ของความสามารถสงู สดุ
ดว้ ย ระยะเวลาที่ ยาวนานแตช่ ้า ๆ และนอกจากนจ้ี ะตอ้ งเริ่มจากกิจกรรมทง่ี า่ ยไปหายาก เบาไปหา
หนกั และจากส่วนยอ่ ยไปหาส่วนรวม

5. ระยะเวลาของการฝึกทั้งโปรแกรมตอ้ งคานงึ ถึงความสามารถของบุคคลซ่งึ ขน้ึ กับ
ธรรมชาติ ของคน ๆ น้นั และขีดจากัดความสามารถสงู สุดเฉพาะคน ผฝู้ ึกสอนไม่ควรจะเรง่ เรา้ ให้
นักกฬี าทาสถิติใหด้ ีขน้ึ เกนิ ไป และต้องคานึงเสมอว่าความสามารถของการฝึกแตล่ ะด้านแตล่ ะคน
ใช้ระยะเวลาไมเ่ ทา่ กนั โดยทั่วไปแลว้ การฝกึ ในชว่ งระยะเวลา 4-6 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ก็ทาให้มี
การเปล่ียนแปลง และพฒั นาในเรอื่ งของความแขง็ แรง และกาลังเพิม่ ขน้ึ

6. ระดับสมรรถภาพของร่างกายก่อนการฝึก จะเป็นส่ิงทช่ี ใี้ หเ้ หน็ การเปลย่ี นแปลงได้
เปน็ อย่างดี การทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนการฝึก จงึ เป็นส่ิงจาเปน็ เพราะจะเปรยี บเทียบไดว้ า่
เพ่ิมข้นึ มากนอ้ ยเพยี งใด ในลกั ษณะเดยี วกนั จาเปน็ ต้องมกี ารทดสอบเบ้ืองต้นก่อนการเขียน
โปรแกรมว่าความสามารถของนักกีฬาอย่รู ะดับใด จากนนั้ คอ่ ยปรับเปลีย่ นในระยะสปั ดาห์ท่ี 2, 3
หรอื 4 สปั ดาห์ ภายหลังท่ี เรม่ิ โปรแกรม

นอกจากนี้ การทดสอบความสามารถของนกั กฬี าในแต่ละชว่ งของการฝึกก็เปน็ ส่ิงจาเปน็
เช่นเดยี วกัน เพราะจะเปน็ ขอ้ มลู สาหรับการปรบั เพิ่มโปรแกรมการฝึกให้มี ความเหมาะสมกับการ
เปลี่ยนแปลงของระดบั ความสามารถของนักกฬี าให้มากยงิ่ ขน้ึ ตอ่ ไป

หลักในการเพมิ่ ปริมาณงานท่ีมีความเหมาะสมในการฝกึ กฬี า ดังน้ี
1. การฝึกแบบไอโซโทนิค (Isotonic) คอื การทาให้กล้ามเน้อื ยืดหดตวั ความยาวของ
กลา้ มเน้ือมีการเปลยี่ นแปลง การฝึกวธิ ีนถี้ า้ จะให้ไดผ้ ลดตี ้องใช้ความตา้ นทานจากน้าหนัก การฝกึ
ลักษณะนี้ไดแ้ ก่ การยกน้าหนัก (Weight training) การกระโดด (Jumping) และการลุกนั่ง (Sit-up)
เปน็ ตน้
2. การฝกึ แบบไอโซเมตรกิ (Isometric) คือ กล้ามเนอื้ มีความตงึ ตัว (Tension) เพ่มิ มากขึ้น
แตค่ วามยาวของกลา้ มเนอ้ื ไม่มกี ารเปลย่ี นแปลง การทางานของกล้ามเน้ือแบบนัน้ ไมส่ ามารถทาให้
แรงตา้ นทานภายนอกเคล่อื นท่แี ต่อยา่ งใด เช่น การเกรง็ กล้ามเน้อื การยกของหนกั ไมข่ ้นึ เป็นตน้

29

การฝกึ ทัง้ 2 วธิ ีน้ี ให้ผลตอ่ ชนดิ กาลังต่างกนั การฝึกแบบไอโซโทนคิ ให้ไดผ้ ลดที างด้านกาลงั
เคลอื่ นที่มากแต่มีผลต่อกาลงั อยูก่ บั ท่เี พยี งเลก็ น้อย สว่ นการฝึกแบบไอโซเมตรกิ ใหผ้ ลต่อกาลงั ชนิด
อยกู่ ับท่มี ากแต่ให้กาลังเคลอื่ นท่เี พียงเล็กน้อย ดงั น้ันการฝกึ เพอื่ พัฒนากาลงั ความแข็งแรงและ
ความเรว็ ซง่ึ เหมาะสมกบั กลา้ มเน้ือทางานแบบเคลอื่ นท่ี

โปรแกรมการฝึกทไ่ี ดส้ ร้างขึ้นมานั้นถกู ตอ้ งตามหลกั การและมคี วามเหมาะสมกบั ระดบั
ความสามารถของนกั กฬี าแลว้ นน้ั ขั้นตอนในการนาโปรแกรมดงั กล่าวไปทาการฝึกซ้อมบรรลุตาม
จุดมงุ่ หมายทต่ี อ้ งการซง่ึ ขนั้ ตอนดังกล่าว เจริญ กระบวนรตั น์ (2545) กล่าวไวว้ า่ ควรมี 8 ขั้นตอน
ดงั ตอ่ ไปน้ี คอื

1. การอบอุ่นรา่ งกาย (Warm-up) การอบอ่นุ รา่ งกายจะมที ้งั แบบทัว่ ไป (General)
และแบบเฉพาะ (Specific) ของทกั ษะกฬี า ผลของการอบอนุ่ รา่ งกายจะทาใหอ้ ณุ หภูมิของร่างกาย
เพ่มิ ขน้ึ ให้ถงึ จดุ ท่นี กั กีฬามคี วามพรอ้ มต่อการแข่งขันมากทีส่ ดุ และพยายามใหจ้ ดุ ความพร้อม
ดังกลา่ วอย่กู ่อนการแขง่ ขันประมาณ 5 นาที จากนนั้ ต้องรกั ษาความพรอ้ มดังกลา่ ว (Keep warm)
จนถึงเวลาแข่งขนั โดยอาจใสเ่ สือ้ คลมุ หรือเคลอ่ื นไหวรา่ งกายเบา ๆ ระยะเวลาของการอบอุ่น
ร่างกายของนกั กีฬาจะตอ้ งขน้ึ อยกู่ บั ความพร้อมของร่างกาย ผู้ฝึกสอนไม่ควรกาหนดเวลาในการ
อบอุ่นร่างกายให้นกั กีฬาแตล่ ะคน แต่ควรให้นักกฬี าอบอุ่นร่างกายจนถึงจดุ ทีน่ ักกฬี ามีความพร้อม
ต่อการฝกึ หรอื แข่งขนั มากทส่ี ุด

2. การยืดกล้ามเนอื้ (Stretch exercise) ภายหลงั การอบอุ่นรา่ งกายหรอื ในช่วงของการ
อบอุ่นร่างกายจาเปน็ อย่างยง่ิ ท่ีต้องมีการยดื กล้ามเนือ้ ทา่ ทจ่ี ะใชใ้ นการทางาน ซึ่งมปี ระโยชน์ในการ
ปอ้ งกนั การบาดเจบ็ ทอี่ าจจะเกิดขนึ้ หรอื ใชค้ ลายความปวดเม่อื ยหลงั การฝกึ ซึง่ วิธกี ารยืดกลา้ มเนื้อ
น้ัน จะตอ้ งจัดทา่ ทางให้ถูกตอ้ งหยุดนง่ิ ในจุดท่ตี ้องการประมาณ 5-20 วินาที และทาซา้ หลาย ๆ ครง้ั
การยืดกลา้ มเนอ้ื จะต้องเรม่ิ จากอยกู่ ับท่ีไปหาการเคล่ือนที่ โดยใหเ้ หมาะสมกับประเภทกฬี า เปน็ ผล
ให้การประสานสมั พนั ธ์ระหวา่ งระบบประสาทกบั กล้ามเน้ือดีขนึ้ สาหรบั การแข่งขนั หากไม่มเี วลา
มากพอ การยดื กลา้ มเน้อื แบบอยกู่ ับที่ อาจไม่จาเป็นแต่การยดื กล้ามเนอ้ื แบบเคลื่อนท่ี เป็นส่งิ จาเปน็
อย่างมาก

3. การฝึกทักษะพ้นื ฐาน (Drills) คอื การฝึกทกั ษะพื้นฐานท่ี เหมาะสมกบั กีฬานน้ั ๆ เช่น
การว่งิ สลับขา ฯลฯ จะต้องฝกึ จากง่ายไปหายาก เบาไปหาหนัก ทกั ษะย่อยไปหาทกั ษะรวมการฝกึ
ดงั กลา่ วจะทาใหร้ ะบบประสาทสั่งงานได้ดขี ึ้น เพือ่ เตรยี มพร้อมกบั การฝึกในขั้นต่อไป

4. การฝกึ ทักษะเฉพาะ (Special exercise) เปน็ การฝกึ ทกั ษะใหต้ อ่ เนื่องและสมบูรณ์
เชน่ การทาทมุ่ เฉพาะท่าในกฬี ายูโด เป็นตน้

30

5. โปรแกรมการฝึกซอ้ มในขัน้ น้จี ะดาเนนิ การไดเ้ มอื่ ได้ดาเนินการตามข้อ 1-4 มาแลว้
การฝึกจะมอี ยู่ 4 แบบ คอื

5.1 แอโรบิก (Aerobic) คือ การออกกาลงั กายทีก่ ระตุ้นใหร้ ่างกายต้องสรา้ งพลงั งาน
แบบใหอ้ อกซเิ จน เช่น การฝกึ แบบเป็นชว่ ง

5.2 แอนแอโรบิก (Anaerobic) คือ การออกแรงในช่วงสั้น ๆ กฬี าจะใช้พลังงานที่มี
สารองในกลา้ มเนือ้ อยู่ แลว้ เช่น การฝกึ แบบวงจร (Circuit training) เปน็ ต้น

5.3 สปีด (Speed) คอื การทส่ี ามารถเอาชนะแรงตา้ นทานดว้ ยความเรว็ ข้ึนอยูก่ ับพลงั
กล้ามเนือ้ การฝึกความเรว็ ตอ้ งเพมิ่ กาลงั กล้ามเนือ้ โดยเฉพาะกาลงั เคลอ่ื นทีแ่ ละการเคลอ่ื นท่ี โดยใช้
ความเร็วสงู สดุ เชน่ การวงิ่ ระยะทาง 30 เมตร หรือการยกนา้ หนักด้วยความเร็วสงู สดุ

5.4 ทักษะ (Skill) คือ การฝึกทกั ษะในกฬี าน้นั ๆ ควรใหน้ กั กีฬารจู้ กั ประยุกต์ใช้
ทักษะในทกุ สถานการณท์ ่ีเกดิ ขน้ึ ในการแขง่ ขนั โดยเริ่มจากง่ายไปหายาก และจากทักษะยอ่ ยไปหา
ทักษะรวม และควรทาซา้ บอ่ ย ๆ ในท่าท่ีให้ผลดีท่สี ุด ในการฝึกกฬี านนั้ หากมกี ารฝกึ หลายแบบ
ผฝู้ กึ สอนควรจดั ลาดับขั้นตอนของการฝกึ ให้ดีกลา่ วคือควรจะฝึกทกั ษะกอ่ นเพราะรา่ งกายยังไม่เกดิ
ความลา้ ทาใหก้ ารฝึกทักษะไดผ้ ลดี จากนั้นจึงฝึกความเรว็ ดงั นนั้ ลาดบั ขนั้ ตอนของการฝึกจึงเปน็ สง่ิ
ทผ่ี ู้ฝกึ สอนควรคานงึ

6. การฝกึ ความเรว็ แบบอดทน (Speed endurance) การฝึกความเรว็ แบบอดทนทาให้
ร่างกายสามารถทนต่อสภาพการทางานในลักษณะนั้น ๆ ได้นานทส่ี ุด เชน่ สามารถทาเวลาใน
การวงิ่ 100 เมตร เป็นต้น ข้อควรคานึงถึงลกั ษณะนจ้ี ะใชค้ วามหนกั ของงานไมม่ ากเกินไป

7. การฝกึ ความแข็งแรง (Strength training) คือ การเสรมิ สร้างความแขง็ แรงของ
กลา้ มเน้อื เฉพาะส่วนโดยใชม้ ือเปล่าหรืออุปกรณ์อ่ืน ๆ ประกอบ เช่น การฝกึ ยกนา้ หนกั (Weight
training) เปน็ ตน้

8. การคลายกลา้ มเนื้อ (Cool down) เป็นขน้ั ตอนทีจ่ าเปน็ เพ่อื ช่วยใหร้ ะบบไหลเวียน
โลหิต และระบบหายใจของรา่ งกายกลับสสู่ ภาวะปกติเรว็ ขึน้

การฝึกซอ้ มเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่ีมีการเปล่ียนแปลงอยตู่ ลอดเวลา ดงั นน้ั
ผฝู้ ึกสอนควรศึกษาตดิ ตามความเคลื่อนไหวและความก้าวหน้าทางทฤษฎแี ละขอ้ ค้นพบใหม่ ๆ ทาง
วทิ ยาศาสตร์การกีฬา เพื่อทจ่ี ะไดน้ าไปประยกุ ต์ใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์กับนกั กีฬาต่อไป
นอกจากนี้แลว้ ยังคานึงถงึ ปริมาณของการฝกึ ซอ้ มทท่ี าให้ร่างกายมกี ารพฒั นาถึงขีดสูงสุดโดย
คานงึ ถงึ ความหนักของงาน (Intensity) ระยะเวลาในการฝึก (Duration) และความถ่ีในการฝกึ
(Frequency) (อนันต์ อตั ช,ู 2536) แล้วนาองคป์ ระกอบดังกลา่ วมาจดั รวมเปน็ แผนการฝกึ อย่าง
สัมพันธเ์ พอ่ื เปน็ การกระตุ้นของการฝกึ ในการฝกึ ตอ้ งเปน็ สิ่งเร้าที่เพยี งพอทีจ่ ะทาใหโ้ ครงสร้างของ

31

อวยั วะภายในเปล่ียนแปลง ถา้ สิง่ เร้าหรือปริมาณการฝกึ นอ้ ยไปจะไม่เกดิ การเปลี่ยนแปลงของ
อวัยวะต่าง ๆ และถ้าส่งิ เร้าหรอื งานมากเกนิ ไปก็จะไมไ่ ดเ้ พิม่ ประสทิ ธิภาพปริมาณของสงิ่ เรา้ ซง่ึ
เปน็ ไปตามการใชแ้ ละไมใ่ ชแ้ ละคานึงถงึ ปริมาณการฝึกซ้อมท่มี อี งค์ประกอบ คือ

1. ความหนกั ของงาน การทางานของร่างกายทกุ อยา่ ง อัตราการเต้นของหัวใจเพ่มิ ขน้ึ
เป็นสดั ส่วนกบั ความหนักของงาน ซง่ึ ในการออกกาลังกายสามารถควบคลมุ ความหนกั ของงานได้
โดยใชอ้ ัตราการเตน้ ของหัวใจเป็นเกณฑ์

2. ระยะเวลาการฝกึ เป็นองค์ประกอบสมั พนั ธ์กบั ความหนักของงานคอื ในความหนกั
ของงานสูงจะทาได้ในระยะเวลาสั้น และเมอ่ื ระยะเวลาในการฝึกยาวนาน ระดบั ความหนกั ของงาน
ก็ตอ้ งลดลง ซงึ่ การกาหนดระยะเวลาการฝกึ กม็ ีส่วนสาคญั ที่ทาใหก้ ารเปลี่ยนแปลงเพมิ่ ขึน้ ด้วย

3. ความบ่อยในการฝกึ สาหรบั ผทู้ ่ไี ม่เคยรับการฝกึ ควรจะเรม่ิ การฝึกวนั เวน้ วันดว้ ยระดับ
ของงานท่ีตา่ เพ่อื ลดอตั ราการบาดเจบ็ ทจ่ี ะเกดิ กับกล้ามเนอ้ื การเข้าร่วมโปรแกรมการฝกึ แต่ละ
สัปดาหต์ ้องมคี วามสมา่ เสมอเพียงพอที่จะเกดิ การเปลย่ี นแปลง

จากข้อมูลปรากฏเห็นไดว้ า่ สมรรถภาพเป็นปจั จัยสาคัญในนักกฬี าวอลเลยบ์ อลกค็ อื
ความคลอ่ งแคลว่ และความแขง็ แรงของกลา้ มเนื้อขา แตจ่ ากการวิเคราะหโ์ ปรแกรมการฝึกซอ้ มของ
ทมี วทิ ยาลัยพลศกึ ษา สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตย ประชาชนลาว ในปัจจบุ ัน พบวา่ โปรแกรมท่ีใช้
ในการฝึกนกั กฬี าวอลเลย์บอลนน้ั เน้นท่ีการฝกึ และ พัฒนาเท่าน้นั ซึ่งโปรแกรมการฝกึ ดังกลา่ ว
ไมส่ ่งผลต่อสมรรถภาพทางกายในส่วนของความคล่องแคล่วและความแขง็ แรงของกลา้ มเนอ้ื ขา
เท่าท่ีควร ดังนน้ั ผ้วู จิ ยั จึงสนใจท่ีจะศกึ ษาโปรแกรมของการฝกึ ความคล่องแคลว่ รว่ มกับการเพมิ่
ความหนักของงานเพื่อนาไปใช้ในการฝึกนักกฬี าวอลเลย์บอลของวิทยาลยั พลศกึ ษา

32

บทท่ี 3
วธิ ีดาเนินการวจิ ยั

การวิจัยครัง้ นผ้ี วู้ ิจยั ไดด้ าเนนิ การวจิ ยั เชิงทดลองในลกั ษณะ Pre-experimental design
แบบ One group pretest posttest design เพื่อศึกษาผลของการใชโ้ ปรแกรมฝึกความคลอ่ งแคล่ว
ร่วมกบั การเพม่ิ ความหนักของงานต่อความคล่องแคลว่ และความแขง็ แรงของกลา้ มเนือ้ ขา ซ่งึ ผู้วิจยั
ไดด้ าเนนิ ตามขัน้ ตอน ดงั น้ี

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร คอื นักกีฬาวอลเลยบ์ อลทีมวทิ ยาลัยพลศึกษา สาธารณรฐั ประชาธิปไตย
ประชาชนลาว อายรุ ะหวา่ ง 18-20 ปี มีจานวน 24 คน ซง่ึ ในการวจิ ัยครงั้ นี้ผูว้ จิ ยั ใชป้ ระชากรทัง้ หมด
ในการศกึ ษา โดยก่อนการฝกึ ไดท้ าการทดสอบความคล่องแคลว่ และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา
เพื่อเปน็ ขอ้ มลู พ้ืนฐานกอ่ นการฝกึ ในกรณที เี่ กดิ ปัญหากับผเู้ ข้าร่วมวจิ ยั ผูว้ จิ ัยได้กาหนดเงื่อนไข
พักการวจิ ยั ชว่ั คราวไว้ ดงั นี้

1. กรณีที่ผเู้ ข้ารว่ มการวจิ ยั บาดเจ็บการฝึกซ้อมหรือประสบอบุ ตั เิ หตุในระหวา่ งชว่ ง
การทดลอง ให้ผู้เขา้ รว่ มการวิจัยทาการพกั การทดลองไปอยา่ งนอ้ ย 7-14 วนั หรือจนกระท่ัง
ผู้เขา้ รว่ มการวจิ ยั มีอาการดีขนึ้ สามารถกลับมารับการฝกึ โปรแกรมได้

2. กรณผี เู้ ขา้ รว่ มวิจยั พกั ผอ่ นไมเ่ พยี งพอหรือมอี าการไม่สบาย อาการเมือ่ ยล้าจาก
การเรยี นหรอื กิจรรมเปน็ ไขในระหวา่ งชว่ งการทดลอง ใหผ้ ูเ้ ขา้ รว่ มวจิ ยั ทาการพักการทดลองไป
อย่างนอ้ ย 3-5 วัน

3. กรณีผูเ้ ขา้ รว่ มการวิจัยมกี จิ รรมทางโรงเรียนหรือติดภารกิจระหวา่ งช่วงการทดลองให้
ผ้เู ขา้ รว่ มวจิ ัยทาการพกั การทดลองไปไม่เกิน 7 วนั

เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ัย

1. โปรแกรมการฝกึ ความคลอ่ งแคล่วร่วมกับการเพ่ิมความหนกั ของงาน มีขั้นตอนใน
การสร้างดงั นี้

1.1 ศกึ ษาคน้ คว้าจากเอกสาร คมู่ ือเอกสารงานวิจัยท่ี เกยี่ วข้องกบั การฝกึ ความ
คล่องแคลว่ และความแข็งแรงของกลา้ มเนอื้ ขา

33

1.2 การออกแบบโปรแกรมการฝึกความคลอ่ งแคล่ว ร่วมกับการเพิม่ ความหนกั ของ
งาน

1.3 นาโปรแกรมฝึกความคล่องแคลว่ ร่วมกบั การเพิ่มความหนกั ของงานท่ผี ูว้ ิจยั สร้าง
ขน้ึ โดยใหผ้ เู้ ชยี่ วชาญจานวน 3 ทา่ น (ภาคผนวก ก) ตรวจสอบคุณภาพความเทยี่ งตรงของโปรแกรม
ฝกึ ความคล่องแคล่วรว่ มกับการเพม่ิ ความหนกั ของงานเป็นไปอย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม

1.4 ปรบั ปรงุ แก้ไขโปรแกรมฝกึ ความคลอ่ งแคลว่ รว่ มการเพ่ิมความหนักของงาน
ตามคาแนะนาของผู้เชย่ี วชาญ

2. ทาการทดสอบสมรรถภาพกอ่ นและหลงั การฝึกโดยใช้แบบทดสอบ ดังนี้
2.1 การทดสอบความคลอ่ งแคล่ว ด้วยวิธีการวัดอิลลนิ อยส์ (Illinois agility test)
2.2 การทดสอบความแข็งแรงของกลา้ มเน้อื ขา ด้วยวิธกี ารวัดแรงเหยยี ดขา

(Back and leg dynamometer)
3. อุปกรณ์ในการดาเนนิ งานวิจยั
3.1 กรวยยาง
3.2 นาฬิกาจับเวลา
3.3 บนั ไดเชือกกว้างยาวช่องละ 12 น้วิ
3.4 ใบบนั ทกึ ผลการทดลอง

การตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมอื

1. ผวู้ จิ ัยได้ทาการตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมอื การวจิ ยั ด้วยการนาแบบฝึกความ
คล่องแคล่วรว่ มกับการเพม่ิ ความหนกั ของงานไดผ้ า่ นการตรวจสอบความเทยี่ งตรงของเครอ่ื งมอื
มาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการออกกาลังกายจานวน 3 ทา่ น (ภาคผนวก ก) ตรวจสอบความ
เท่ยี งตรงเชงิ เน้อื หาของโปรแกรม หลังจากนนั้ ไดน้ าโปรแกรมการฝกึ กรับมาปรบั ปรุงแก้ไขตาม
คาแนะนาของผู้เชีย่ วชาญ

2. อปุ กรณท์ ใี่ ชใ้ นการทดสอบครง้ั นผ้ี ้วู จิ ัยได้ทาการแสดงที่มาอปุ กรณไ์ ว้ ดังน้ี
2.1 นาฬิกาจับเวลา จานวน 2 เรือน ร่นุ Casio HS-30W บอกเวลา วันท่ี เดอื น ปี จับ

เวลาละเอียด 1-100 คน
2.2 กรวยยาง จานวน 22 อนั ฐานกว้าง 36 เซนตเิ มตร สูง 50 เซนติเมตร สแี ดง
2.3 บนั ไดเชือก 10 ชอ่ ง ชอ่ งละ 12 x 12 นว้ิ
2.4 ใบบนั ทึกผลการทดลอง ของความคล่องแคลว่ และความแขง็ แรงของกล้ามเน้ือขา

(ภาคผนวก จ)

34

วธิ กี ารดาเนนิ การวิจยั

ผูว้ จิ ัยได้แบง่ ขนั้ ตอนการดาเนนิ การทดลองออกเปน็ 3 ขนั้ ตอน ดังน้ี
1. ขนั้ ตอนกอ่ นการทดลอง

1.1 ขอหนังสือจากคณะวทิ ยาศาสตร์การกฬี า ถงึ ผู้ เชีย่ วชาญและผู้อานวยการ
โรงเรียนวิทยาลัยพลศกึ ษาในประเทศลาวเพื่อขอความอนุเคราะหใ์ นการใช้ กลุ่มตัวอยา่ ง สถานท่ี
และส่งิ อานวยความสะดวกในการวจิ ยั

1.2 ประชมุ อธบิ าย และชแ้ี จงใหก้ ล่มุ ตวั อยา่ งได้เข้าใจถงึ วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
และยินยอมเขา้ ร่วมการวิจัยในคร้ังน้ี

1.3 จดั เกบ็ ขอ้ มลู การทดสอบความคล่องแคล่ว และความแข็งแรงของกลา้ มเนอ้ื ขา
ก่อนการทดลอง (Pre-test) และบันทึกผลลงในแบบบันทกึ ผลของการทดลอง

1.4 ทาการฝกึ โปรแกรมฝึกความคลอ่ งแคลว่ ร่วมกับการเพมิ่ ความหนกั ของงานตอ่
ความคลอ่ งแคล่วและความแขง็ แรงของกล้ามเน้อื ขาเป็นระยะเวลา 6 สปั ดาห์

2. ข้นั ตอนดาเนนิ การวจิ ัย
2.1 ดาเนนิ การฝกึ ซ้อมโปรแกรมการฝึกความคล่องแคลว่ รว่ มกับการเพมิ่ ความหนัก

ของงานเปน็ ระยะเวลา 6 สปั ดาห์ ๆ ละ 3 วัน คอื วนั จนั ทร์ วนั พุธ และวนั ศุกร์ โดยทาการฝึกการ
เคลื่อนที่ในลกั ษณะตา่ ง ๆ เชน่ การว่ิงเรว็ การว่งิ ถอยหลัง และการวงิ่ สไลดด์ ้านข้าง ตามตาราง
การฝกึ (ภาคผนวก จ)

3. ขน้ั ตอนหลงั การทดลอง
3.1 จัดเกบ็ ข้อมลู การทดสอบ ความคล่องแคล่วและความแขง็ แรงของกลา้ มเนื้อขา

หลงั การทดลอง (Post-test) ส้ินสดุ สัปดาห์ท่ี 6 และบนั ทกึ ผลลงในแบบบันทกึ ผลของการทดลอง
3.2 นาขอ้ มลู ท่ีรวบรวมได้ มาวเิ คราะหเ์ พ่อื นามาใช้ในการสรปุ ผลการวิจยั

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิตทิ ใี่ ช้

ในการวจิ ัยครงั้ น้ที าการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดว้ ยเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์โปรแกรมสาเร็จรปู
สาหรบั การวเิ คราะหท์ างสถิติ ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล โดยมรี ายละเอยี ด ดังน้ี

1. หาค่าเฉล่ยี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานของขอ้ มูลจากความคล่องแคล่วและความแข็งแรง
ของกล้ามเนื้อขาก่อนการฝกึ และหลังการฝึกสปั ดาหท์ ี่ 6

2. เปรียบเทียบความแตกต่างของการทดสอบ ความคล่องแคล่วและความแข็งแรงของ
กลา้ มเน้ือขา กอ่ นการฝึกซ้อม (Pre-test) และหลงั การฝึกซอ้ ม (Post-test) โดยใช้สถิติ Pair t-test
กาหนดความมีนยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05

35

บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู

ในการทดลองคร้งั น้ี ได้ทาการทดสอบความคล่องแคล่วและความแข็งแรงของกลา้ มเน้อื
ขา กอ่ นและหลังการทดลองของนกั กีฬาวอลเลยบ์ อลชาย ทวี่ ิทยาลัยพลศึกษาสาธารณรัฐ
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว ทีท่ าการฝกึ ความคล่องแคล่ว ร่วมกับการเพิม่ ความหนักของงาน มาทา
การเปรียบเทยี บ เพื่อศึกษาดวู า่ เม่ือการทดลองสนิ้ สุดลง 6 สปั ดาห์ จะส่งผลต่อการเปลย่ี นแปลง
ความคลอ่ งแคล่วและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาอย่างไรบ้าง

ผู้วจิ ยั จึงกาหนดสญั ลกั ษณ์และอักษรยอ่ ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดังน้ี
N แทน จานวนประชากร

 แทน ค่าเฉลยี่ ของกล่มุ ประชากร

 แทน ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานของกลมุ่ ประชากร
t แทน คา่ สถิติทีใ่ ช้ในการพิจารณา
P แทน ความนา่ จะเปน็ สาหรบั บอกนยั สาคญั ทางสถติ ิ
การวิจยั ครั้งนี้ เปน็ การศกึ ษาผลของการใช้โปรแกรมฝึกความคลอ่ งแคล่วร่วมกบั การเพ่ิม
ความหนักของงานทม่ี ตี อ่ ความคลอ่ งแคล่วและความแขง็ แรงของกลา้ มเนอื้ ขาของนกั กฬี า
วอลเลย์บอลชายทว่ี ิทยาลยั พลศกึ ษาสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาวโดยทาการฝึกเป็น
ระยะเวลา 6 สัปดาห์ โดยใชแ้ บบทดสอบความคล่องแคล่วของอลิ ลินอยส์ (Illinois agility test) และ
แบบทดสอบความแขง็ แรงของกล้ามเนื้อขา เปน็ เคร่อื งมอื การทดสอบในการศึกษา ผลการวิจัย
นาเสนอเป็น 2 ตอน ดงั น้ี

ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลทวั่ ไปเกี่ยวกับกลุม่ ตวั อย่าง

ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ลักษณะท่ัวไปกลุม่ ตวั อย่างเป็นนกั กีฬาวอลเลยบ์ อลชายท่วี ิทยาลัย
พลศกึ ษา สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว จานวน 24 คน ซึง่ อาสาสมัครเข้าร่วมการวจิ ัย
ครง้ั นี้ พบว่า มอี ายุเฉล่ีย 19.25± 0.84 ปี มสี ว่ นสูงเฉลีย่ 166.83± 5.82 เซนตเิ มตร มนี า้ หนกั ก่อน
การฝึกเฉล่ยี 58.82± 5.85 กิโลกรมั และหลงั การฝึกมีน้าหนักเฉลย่ี 57.98± 5.26 กโิ ลกรัม

36

ตอนที่ 2 ข้อมลู การวเิ คราะห์ผลการวิจยั ตามสมมตฐิ านการวจิ ัย

ตารางท่ี 4-1 การเปรยี บเทยี บคา่ เฉล่ียและสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานของเวลาในการทดสอบความ
คล่องแคล่วของนักกฬี าวอลเลย์บอลชายท่ีวทิ ยาลยั พลศกึ ษาสาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาว กอ่ นและหลงั การทดลอง

การทดลอง N   t P

ก่อนการทดลอง 24 15.72 .66 9.71 .00*
หลงั การทดลอง 24 14.44 .48

* P ≤ .05

จากขอ้ มูลเบื้องต้นสามารถแสดงใหเ้ ห็นถงึ ผลการวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บค่าเฉลีย่ เวลาการ
ทดสอบความคลอ่ งแคล่วนกั ของกฬี าวอลเลยบ์ อลชายทวี่ ิทยาลัยพลศกึ ษาสาธารณรฐั ประชาธิปไตย
ประชาชนลาว พบวา่ นกั กฬี าวอลเลยบ์ อลมีเวลาทใี่ ช้ในการทดสอบของความคล่องแคล่วหลังการ
ทดลองลดลงเม่อื เทยี บกบั เวลาของความคลอ่ งแคลว่ กอ่ นการทดลองท่มี ีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั
.05

ตารางที่ 4-2 การเปรยี บเทยี บคา่ เฉลี่ยและสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของความแขง็ แรงของกล้ามเน้ือขา
ของนักกฬี าวอลเลยบ์ อลชายทีว่ ทิ ยาลัยพลศกึ ษา สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตย
ประชาชนลาว กอ่ นและหลงั การทดลอง

การทดลอง N   t p

ก่อนการทดลอง 24 2.49 .35 -4.22 .00*
หลังการทดลอง 24 2.92 .54

* P ≤ .05

จากข้อมูลเบอื้ งตน้ สามารถแสดงให้เห็นถึงผลการวิเคราะห์เปรียบเทยี บค่าเฉลย่ี ของ
นกั กฬี าวอลเลย์บอลชายทว่ี ทิ ยาลัยพลศกึ ษาสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว พบวา่ นกั กฬี า
วอลเลยบ์ อล มีความแขง็ แรงของกลา้ มเนอื้ ขาหลงั การทดลองสงู กวา่ ก่อนการทดลองที่มนี ัยสาคัญ
ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05

37

บทที่ 5
อภปิ รายผล และสรุปผล

การศกึ ษาคร้ังนเ้ี ปน็ การวิจยั เชิงทดลอง โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พื่อเปรยี บเทยี บความ
คล่องแคลว่ และความแข็งแรงของกล้ามเนอื้ ขาก่อนและหลงั ได้รบั การฝึกดว้ ยโปรแกรมฝกึ ความ
คลอ่ งแคล่วรว่ มกบั การเพิ่มความหนักของงานของนกั กฬี าวอลเลยบ์ อล โดยเปรยี บเทยี บผลก่อน
การฝกึ (Pre-test) และหลงั การฝึก (Post-test) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลชายท่วี ทิ ยาลยั
พลศกึ ษา สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษา คือ โปรแกรมการฝกึ
ความคลอ่ งแคล่วรว่ มกบั การเพ่มิ ความหนักของงาน ทาการฝกึ สปั ดาหล์ ะ 3 วนั คือ วนั จันทร์ วันพุธ
และวันศกุ ร์ ตงั้ แต่เวลา 18.30-19.30 น. เปน็ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝกึ กลมุ่ ตวั อยา่ ง
ไดท้ าการทดสอบความคล่องแคล่วและความแขง็ แรงของกล้ามเนอื้ ขา นาผลการทดสอบก่อนและ
หลังมาวิเคราะห์ทางสถิติด้วยโปรแกรมสาเร็จรูป SPSS

สรุปผลการวิจัย

การทดลองคร้งั น้ี เปน็ การศกึ ษาผลการใช้โปรแกรมฝึกความคล่องแคลว่ ของนกั กฬี า
วอลเลย์บอลชายท่วี ิทยาลัยพลศึกษาสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว ท่ที าการฝึกซอ้ มเปน็
เวลา 6 สัปดาห์ จานวน 24 คน โดยทาการฝึกความคลอ่ งแคล่วร่วมกับการเพมิ่ ความหนักของงาน
กอ่ นและหลงั การทดลองทาการทดสอบความคล่องแคลว่ โดยใชแ้ บบทดสอบ SEMO Agility test
และความแขง็ ของขา โดยใชแ้ บบทดสอบ Back and leg dynamometer นาผลท่ีไดม้ าจากการ
ทดสอบมาทาการวิเคราะหห์ าคา่ เฉลย่ี ส่วนเบนมาตรฐาน และเปรยี บเทยี บคา่ เฉลย่ี ดว้ ยการทดสอบ
คา่ ที (t-test) ซงึ่ สามารถสรปุ ผลการทดลองได้ดังต่อไปน้ี

1. คา่ เฉล่ียเวลาการทดสอบความคลอ่ งแคล่วก่อนและหลงั การทดลองของนักกฬี า
วอลเลย์บอลชายที่วทิ ยาลัยพลศึกษา พบวา่ เวลาเฉล่ยี ลดลง อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดับท่ี .05
แสดงว่าความคลอ่ งแคล่วเพ่มิ ข้นึ

2. ค่าเฉลีย่ ในการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนอ้ื ขา กอ่ นและหลงั การทดลองของ
นักกฬี าวอลเลยบ์ อลชายท่ีวทิ ยาลยั พลศึกษา พบว่าความแขง็ แรงของกลา้ มเนอ้ื ขาเพมิ่ ข้นึ อยา่ งมี
นัยสาคญั ทางสถิติท่รี ะดับท่ี .05

จากข้อมูลทีป่ รากฏสรุปไดว้ า่ โปรแกรมการฝึกความคล่องแคลว่ ร่วมกบั การเพิม่ ความ
หนกั ของงานทาใหค้ วามคลอ่ งแคลว่ และความแขง็ แรงของกล้ามเน้ือขาทผ่ี ู้วจิ ยั สร้างขึ้น สามารถนา

38

โปรแกรมสาหรับนักกฬี าวอลเลยบ์ อลทาให้เกิดการพฒั นาสมรรถภาพดา้ นความคลอ่ งแคลว่ และ
ความแข็งแรงของกลา้ มเน้ือขาของนักกีฬาวอลเลย์บอลจึ่งเปน็ แนวทางในการพัฒนาสมรรถภาพ
ทางกายดงั กล่าวในนกั กีฬาวอลเลยบ์ อลได้

อภิปรายผล

จากการศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกความคล่องแคล่วร่วมกับการเพิ่มความหนักของ
งานที่มผี ลตอ่ ความคลอ่ งแคลว่ และความแข็งแรงของกลา้ มเน้ือขาของนกั กีฬาวอลเลยบ์ อล กอ่ น
การฝึกและหลงั การฝึกพบวา่

1. โปรแกรมการฝกึ ความคล่องแคลว่ รว่ มกบั การเพม่ิ ความหนัก ก่อนและหลังการฝึก 6
สปั ดาห์ ทาใหร้ ะยะเวลาในการทดสอบความคล่องแคลว่ ของกลุ่มทดลองในสัปดาหท์ ่ี 6 ลดลง อยา่ ง
มีนัยสาคญั ทางสถิติ จาก 15.72 ± 0.66 วินาที เป็น 14.44 ± 0.48 วนิ าที ซง่ึ การที่กลุม่ ทดลองใช้
ระยะเวลาในการทดสอบลดลงน้ันหมายถงึ ความคล่องแคล่วของกลุ่มทดลองมีมากขนึ้ เนอื่ งจาก
โปรแกรมการฝกึ ความคลอ่ งแคลว่ รว่ มการเพิ่มความหนกั ของงานน้ีเป็นการฝกึ ระยะเวลา 6 สปั ดาห์
สปั ดาหล์ ะ 3 วัน วันละ 60 นาที ประกอบดว้ ย 6 สถานี คือ 1) วิ่งสลบั ฟนั ปลา 2) วิ่งแตะเสน้
3) วงิ่ เปน็ รูปตัว T 4) วิง่ เป็นรปู ตวั T 5) วิง่ เป็นรูปตัว V และ 6) ว่งิ ซกิ แซก ซ่งึ แต่ละสถานีเหล่านี้เปน็
การเคล่อื นทที่ กุ ทศิ ทาง คือ ดา้ นหนา้ ดา้ นหลงั ด้านซ้าย ดา้ นขวาและเป็นการว่ิงซา้ ๆ กันโดย
ลักษณะการวิ่งเป็นการกลับตวั สลับไปมาจงึ ส่งผลให้นกั กีฬามีความคล่องแคล่วในการเคลอื่ นท่ี
อย่างรวดเร็วและมคี วามแมน่ ยาเพิ่มขนึ้ ดังท่ี วฒุ พิ งษ์ ปรมตั ถากร และอารี ปรมตั ถากร (2542) ได้
กล่าววา่ การพฒั นาความคลอ่ งตวั (Agility) กระทาไดด้ ว้ ยการใหน้ ักกฬี าพยายามใชค้ วามเรว็ สงู สดุ
ในการวิ่ง หรอื เคลอื่ นที่ในรปู แบบต่าง ๆ ที่มีความใกลเ้ คยี งกบั การเคลอื่ นไหวในกฬี าน้ัน ๆ
เช่นเดยี วกบั ทกั ษะกฬี าวอลเลย์บอลทม่ี ีการรับลกู กระโดด สกัดก้นั กระโดดตบ จงึ สอดคลอ้ งกับ
ประจักษ์ สวุ รรณธรี ะกิจ (2548) ได้ทาการศึกษาผลของการฝกึ ความคล่องแคล่วของนกั กฬี า
วอลเลยบ์ อลชาย มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา วิทยาเขตพายัพ จานวน 12 คน ทาการฝกึ
ความคล่องตัว (Agility) เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ผลการศกึ ษาพบว่าหลงั การฝึกตามโปรแกรม
นักกฬี าวอลเลยบ์ อลชายมีความคลอ่ งตัวเพม่ิ ข้นึ อย่างมีนยั สาคญั เชน่ เดียวกบั บุญเจือ สนิ บุญมา
(2558) ไดศ้ ึกษาผลการฝกึ แบบผสมผสานท่ีมตี ่อความเรว็ และความ คล่องแคล่วว่องไวของนกั กฬี า
วอลเลยบ์ อลชาย ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4-6 อาเภอบรรพตพิสยั จงั หวดั นครสวรรค์ สานกั งานเขต
พ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถม ศึกษา นครสวรรค์ เขต 2 จานวน 30 คน พบว่า ผลการเปรยี บเทยี บผลกอ่ น
และหลังการฝกึ แบบผสมผสานทม่ี ผี ลตอ่ ความเรว็ และความคลอ่ งแคล่ววอ่ งไว ของนักกีฬา
วอลเลย์บอลชาย แตกตา่ งกันอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .05 และยงั สอดคล้องกบั สชุ าติ

39

สุวรรณเบญจางค์ (2545) ได้ทาการศึกษาผลของการใชโ้ ปรแกรมการฝึกเพ่ือเพ่มิ ความคลอ่ งแคล่ว
วอ่ งไวของนักกฬี าวอลเลย์บอล จานวน 24 คน ระยะเวลา 6 สปั ดาห์ โดยไดแ้ บ่งกลุ่มตวั อย่าง
ออกเปน็ 2 กลมุ่ กล่มุ ควบคมุ และกลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม 12 คน ทาการฝึกทักษะกฬี าวอลเลย์บอล
อย่างเดยี ว และกลุม่ ทดลอง 12 คนทาการฝกึ ทักษะกีฬาวอลเลย์บอลร่วมกับการฝกึ ความคลอ่ ง
คล่องแคลว่ วอ่ งไว ผลของการศึกษาพบวา่ กลุม่ ทดลองที่ทาการฝึกทักษะกฬี าวอลเลยบ์ อลร่วมกบั
การฝึกความคลอ่ งแคลว่ ว่องไวเพ่มิ ขนึ้ กวา่ กลุ่มควบคมุ อย่างมีนยั สาคัญที่ระดับ 0.01 โปรแกรมใช้
ความเรว็ สงู สดุ ในการเคลือ่ นที่ในรูปแบบต่าง ๆ จึงส่งผลใหเ้ กดิ การทางานประสานกนั อยา่ งมี
ประสทิ ธิภาพของระบบประสาทและกลา้ มเนอ้ื เวลาปฏกิ ิรยิ าในการเคลอื่ นไหว ความออ่ นตัว และ
ความเรว็ จึงสง่ ให้เกดิ ความคลอ่ งแคล่วเพ่ิมขนึ้

2. ความแข็งแรงของกลา้ มเน้ือขาของนักกีฬาวอลเลย์บอลทมี ชาย หลังการฝึก 6 สัปดาห์
ส่งผลตอ่ ความแขง็ แรงของกล้ามเน้ือขาของนกั กฬี าวอลเลย์บอลชายทีว่ ทิ ยาลัยพลศกึ ษา สาธารณรฐั
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว มีความแข็งแรงของกลา้ มเนอ้ื ขาเพมิ่ ข้นึ จาก 2.49 ± 0.35 กิโลกรัม เป็น
2.92 ± 0.54 กโิ ลกรัม จะเหน็ ได้วา่ มีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05
เนอ่ื งจากโปรแกรมการฝึกนยี้ ังมีการเพมิ่ ความหนกั ของงานโดยการเพม่ิ จานวนเท่ียวทุก ๆ 2 สัปดาห์
ซึ่งการเพิม่ แตล่ ะครั้งจะเพมิ่ ข้นึ ครง้ั ละ 10 เปอรเ์ ซ็นต์ ของความหนกั ของงาน ดงั ที่ สนธยา สีละมาด
(2551) ไดก้ ลา่ ววา่ แนวทางสาหรบั การปรบั ปรุงสมรรถภาพและหลีกเลย่ี งการบาดเจ็บจากการใช้
งานมากเกิน คอื กฎของ 10 เปอร์เซน็ ต์ (Ten percent rule) ซง่ึ การเพิ่มความหนกั หรือระยะเวลา
การฝกึ ไมค่ วรจะเพม่ิ มากกวา่ 10 เปอร์เซ็นต์ตอ่ สัปดาห์ เพอื่ ไมใ่ หร้ า่ งกายเกดิ การบาดเจบ็ และส่งผล
ใหเ้ กดิ การพฒั นาสมรรถภาพเพมิ่ ขึ้น ซึง่ กจิ กรรมเหลา่ นส้ี ง่ ผลทาใหเ้ กดิ การพัฒนาความแขง็ แรงของ
กลา้ มเนอื้ ขาของกลุม่ ทดลองเพ่มิ ขน้ึ ซงึ่ สอดคล้องกบั สนธยา สีละมาด (2547) ที่กลา่ วว่า การ
ฝกึ ซ้อมเพียงอยา่ งเดยี วหรือความหนกั ระดบั เดียวจะมผี ลให้มีการพฒั นาไปตามการฝึกซอ้ มเท่าน้นั
ดังนนั้ ในการฝกึ เพ่อื ปรบั ปรงุ ความแขง็ แรงของกลา้ มเนื้อจงึ จาเปน็ ทจี่ ะต้องใช้ระดบั การกระตุ้นท่ี
หลากหลายและหนักเพียงพอ เพอ่ื ใหก้ ล้ามเน้ือมกี ารหดตวั เรว็ ซ่ึงจะมผี ลอยา่ งมากต่อการพัฒนา
ความแขง็ แรงของกล้ามเนอื้ และการฝึกโปรแกรมความคล่องแคล่วรว่ มกบั การเพมิ่ ความหนักของ
งานน้ีเป็นการฝึกกระโดดสองเทา้ พร้อมกนั ไปข้างหนา้ เป็นการกระโดดข้ามส่งิ ของข้างหนา้ ที่
เหมาะสมกับกีฬาวอลเลย์บอลในการฝึกทักษะ กระโดดตบ สกัดกัน้ ดงั นนั้ การกระโดดเท้าพร้อม
กนั ไปขา้ งหนา้ สง่ ผลต่อกล้ามเน้ือขาเพิม่ ข้นึ ทาใหม้ ีขนาดใหญข่ น้ึ มคี วามแขง็ แรงของเส้นใย
กล้ามเนื้อเพมิ่ ขนึ้ และเพิม่ กระจายของหลอดเลือดฝอย สะสมสารอาหารซ่งึ ทาใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพใน
การทางานเพม่ิ มากขนึ้ เมื่อความแขง็ แรงกล้ามเน้อื เพมิ่ ขน้ึ ทาให้การหดตัวและคลายตวั ได้ดี จึง
ส่งผลใหค้ วามคลอ่ งแคล่วการเคล่ือนไหวเพ่มิ ขึ้นตามไปด้วย (พรี ะพงศ์ บุญศิริ, 2538 ก อา้ งถึงใน

40

เจรญิ กระบวนรัตน์ (2544) กล่าวไวว้ า่ การเคล่อื นไหวรา่ งกายในทุกอริ ยิ าบถจะสัมพนั ธ์กับระบบ
กลา้ มเน้ือเสมอ ขณะเดยี วกนั การฝกึ สามารถกระตุ้นใหเ้ กิดปฏิกิรยิ าตอบสนองและการเปลย่ี นแปลง
ภายในกลา้ มเนอ้ื ได้ กลา้ มเนอ้ื สามารถที่จะหดตวั ทาให้เกดิ แรงและเหยยี ดตัวผ่อนคลายได้อยา่ ง
อิสระ เมอื่ การฝึกด้วยความหนกั หรือการออกกาลงั กายอย่างเพยี งพอ จะทาใหก้ ล้ามเนือ้ มขี นาดใหญ่
(Hypertrophy) และแข็งแรงขน้ึ ในทางตรงขา้ ม ถา้ ฝึกและออกกาลังกายไมเ่ พยี งพอหรอื ขาดการ
ออกกาลังกายอย่างต่อเนอ่ื งสม่าเสมอ จะทาใหก้ ลา้ มเนอื้ มีขนาดเลก็ ลบี ลง (Atrophy) และออ่ นแรง
ตามลาดบั ดงั นน้ั ความแขง็ แรงของกลา้ มเนือ้ จึงมคี วามสาคญั ตอ่ การดารงชวี ิตและเลน่ กีฬาหรอื
ออกกาลงั กาย

ขอ้ เสนอแนะ

การศกึ ษาผลของการใชโ้ ปรแกรมฝึกความคล่องแคล่วร่วมกับการเพมิ่ ความหนกั ของงาน
ต่อความคล่องแคลว่ และความแขง็ แรงของกล้ามเนอ้ื ขาของนักกีฬาวอลเลยบ์ อลทีมชาย วิทยาลยั
พลศกึ ษา สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว ผวู้ จิ ัยมีข้อเสนอแนะ ดงั นี้

1. ขอ้ เสนอแนะสาหรับการนาผลวจิ ัยไปใช้
1.1 ผู้ฝกึ สอนนักกีฬาหรอื ผสู้ นใจทจ่ี ะนาโปรแกรมฝึกความคลอ่ งแคลว่ ร่วมกบั การ

เพิ่มความหนกั ของงานไปใชก้ บั นกั กีฬาวอลเลย์บอล หรือผทู้ ี่กาลังเริม่ ฝึกเล่นกีฬาวอลเลยบ์ อล และ
สามารถนาไปใชก้ ับทักษะกีฬาวอลเลย์บอล โดยจะตอ้ งมีการใชโ้ ปรแกรมอยา่ งตอ่ เนอื่ ง อยา่ งน้อย
ทีส่ ุด คอื 6 สปั ดาห์ ขึน้ ไป จงึ จะทาใหเ้ กดิ ความคล่องแคลว่ และความแข็งแรงของกลา้ มเนื้อขาใน
นกั กีฬาวอลเลย์บอล

1.2 ผ้ทู ี่ฝึกสอนสามารถนาเอาโปรแกรมฝึกความคล่องแคล่ว ร่วมกับการเพิม่ ความ
หนกั ของงานนาไปประยุกต์ใชก้ บั ชนดิ กีฬาประเภทอ่นื ๆ ท่ีมีการเคล่อื นทเ่ี ปลยี่ นทิศทางอย่าง
รวดเรว็ เช่น ฟุตบอล รักบ้ีฟุตบอล เทนนิส เป็นตน้

2. ขอ้ เสนอแนะการทาวจิ ยั คร้ังต่อไป
2.1 ควรมีการศกึ ษาวจิ ยั ในลกั ษณะการตดิ ตามของโปรแกรม โดยทาการวดั ความ

คลอ่ งแคลว่ และความแขง็ แรงของกล้ามเนอ้ื ขาในช่วงกอ่ น-หลงั และระยะตดิ ตามโปรแกรมไปแลว้
เพ่ือให้เห็นผลการทดลองท่ีชดั เจนโดยเฉพาะการฝกึ โปรแกรมความคล่องแคลว่ รว่ มกับการเพ่มิ
ความหนกั ของงาน

2.2 ในการทาวิจัย ในลกั ษณะการเปรยี บเทยี บกลุม่ ตัวอย่างทไี่ ดร้ บั โปรแกรมฝึกความ
คลอ่ งแคลว่ รว่ มกับการเพ่มิ ความหนักของงานกับโปรแกรมอืน่ เพอ่ื ความชดั เจนของประสทิ ธิภาพ
ของโปรแกรม


Click to View FlipBook Version