ทฤษฎีและพฒั นาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย Jhon Dee / General Manager
เดก็ ปฐมวยั เรียนรภู้ าษาจากส่ิงแวดล้อมใกล้ตวั
ทงั้ ส่ิงแวดล้อมที่บา้ น และโรงเรียน เดก็ จะเรียนรกู้ ารฟัง
และการพดู ก่อน เพราะการฟังและการพดู เป็นของค่กู นั
เป็นพืน้ ฐาน
ทางภาษา กล่าวคือเม่อื ฟังแล้วกย็ ่อมต้องพดู สนทนา
โต้ตอบได้ การเรียนภาษาของเดก็ ปฐมวยั ไมจ่ าเป็นต้อง
อาศยั การสอนอย่างเป็นทางการ หรอื ตามหลกั ไว
ยกรณ์ แต่จะเป็นการเรียนรจู้ ากการมีปฏิสมั พนั ธก์ บั คน
รอบข้างหรอื สิ่งแวดล้อมรอบตวั หรอื เป็นการสอนแบบ
ธรรมชาติ
ททฤษฤฎษทีเฎกฤ่ียีเษวกทฎ่ียกีเวับกกก่ียับารวกเกราียับรนเกรรู้ภียาารนษเรารู้ทียฤนษฎรีเ้ภูก่ยี าวษกาับการเรียนรู้ภาษา
ภาษ 1. ทฤษฎีของนักพฤติกรรมศาสตร์ (The Behaviorist View)
2. ทฤษฎีสภาวะติดตวั โดยกาเนิด (The Nativist View)
3. ทฤษฎีของนักสงั คมศาสตร์ (The Socialist View)
4. ทฤษฎีพฒั นาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget Theory)
5. ทฤษฎีของนักจิตวิทยาภาษาศาสตร์ (Psycholinguistics Theor
Jhon Dee / General Manager 3
1. ทฤษฎีของนักพฤติกรรมศาสตร์
(The Behaviorist View)
การเรียนรู้ภาษาของเดก็ 1. เดก็ เกิดมาโดยมีศกั ยภาพเรียนรู้
เป็ นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากผล 2. การเรียนรู้ ซ่ึงรวมถึงการเรียนภาษาเกิดขึน้ โดยการที่สิ่งแวดล้อม
การปรบั สิ่งแวดล้อมของแต่ละ เป็นผปู้ รบั พฤติกรรมผเู้ รียน
3. พฤติกรรมทวั่ ไปรวมทงั้ พฤติกรรมภาษา ถกู ปรบั โดยแรงเสริมจาก
บุคคลที่มีอยู่ในตนเอง ในขณะที่ การตอบสนองท่ีเกิดขึน้ จากส่ิงเร้า
เดก็ เจริญเติบโตขึ้นเร่ือย ๆ แรง 4. ในการปรบั พฤติกรรมท่ีซบั ซ้อนอยา่ งเช่นภาษา จะมีกระบวนการ
เสริมในทางบวกจะถกู นามาใช้
เลือกหรือ
เมื่อภาษาของเดก็ ใกล้เคียง หรือ ทาให้การตอบสนองเฉพาะเจาะจงขึน้ โดยผา่ นการใช้แรงเสริม
ถกู ต้องตามภาษาผใู้ หญ่ ทางบวก
4
2. ทฤษฎีสภาวะติดตวั โดยกาเนิด
(The Nativist View)
ทฤษฎีนี้มีความเช่ือเก่ียวกบั กฎธรรมชาติ หรือกฎ
เกี่ยวกบั สิ่งที่เป็นมาแต่กาเนิดโดยมีความคิดเหน็ เก่ียวกบั การเรียนรู้
ภาษาของเดก็ แตกต่างจากนักพฤติกรรมศาสตรส์ องประการสาคญั
คือ
1. การให้ความสาคญั ต่อองคป์ ระกอบภายในบคุ คลเก่ียวกบั การ
เรียนรภู้ าษา
2. การแปลความบทบาทขององคป์ ระกอบทางสิ่งแวดล้อมในการ
เรียนร้ภู าษา
Jhon Dee / General Manager
ทฤน3ษัก.ฎททฤีเษฤกฎ่ษียีสงั วฎคทมีขหกอรือับงทนกฤกัษาฎสรีวงเฒัั รคนียธมรนศรมราจู้ภสะใาตห้ษครวา์า(มทTสฤhนใeษจเSกฎ่ียoเีวcกกiบั่ียaผlวลisกกtรับะVทกiบeขาwอรง)เสริ่งแียวดนลร้อู้ภมทาาษงภาาษาของผ้ใู หญ่ที่มีต่อพฒั นาการทางภาษาของเดก็
4. ทฤษฎีพฒั นาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget Theory)
เพียเจท์ (Piaget) เช่ือว่าการเรียนร้ภู าษาเป็นผลจากความสามารถทางสติปัญญา เดก็ เรียนร้จู ากการมีปฏิสมั พนั ธก์ บั โลกรอบตวั ของเขา เดก็ จะเป็นผู้
ปรบั สิ่งแวดล้อมโดยการใช้ภาษาของตน
5. ทฤษฎีของนกั จิตวิทยาภาษาศาสตร์ (Psycholinguistics Theory)
ทฤษฎีนี้ชอมสกี้ (Chomskey, 1960 ; อ้างถึงใน สภุ าวดี ศรีวรรธนะ, 2542 : 36)
กล่าวว่า การเรียนร้ภู าษาเป็นเรอื่ งซบั ซ้อนซึ่งจะต้องคานึงถึงโครงสรา้ งภาษาในตวั เดก็ ด้วย
เพราะบางครงั้ เดก็ พดู คาใหมโ่ ดยไมไ่ ด้รบั แรงเสริมมาก่อนเลย
Jhon Dee / General Manager
ทฤษฎีเกี่ยวกบั พฒั นาการทางภาษา
ทฤษฎีเก่ียวกบั พฒั นาการทางภาษามีหลายทฤษฎี ดงั นี้ (ศรียา นิยมธรรม และประภสั สร นิยมธรรม, 2519 : 31-35)
1. ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน (The Autism Theory หรือ Austistic Theory)
2. ทฤษฎีการเลียนแบบ (The Imitation Theory) เลวิส (Lawis)
3. ทฤษฎีเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีนี้อาศยั จากหลกั ทฤษฎี
4. ทฤษฎีการรบั รู้ (Motor Theory of Perception) ลิเบอรแ์ มน (Liberman)
5. ทฤษฎีความบงั เอิญจากการเล่นเสียง (Babble Buck) ซึ่งธอรน์ ไดค์ (Thorndike)
6. ทฤษฎีชีววิทยา (Biological Theory) เลน็ เบิรก์ (Lenneberg)
7. ทฤษฎีการให้รางวลั ของพ่อแม่ (Mother Reward Theory) ดอลลารด์
(Dollard) และมิลเลอร์ (Miller) เป็นผ้คู ิดทฤษฎีนี้
Jhon Dee / General Manager
พฒั นาการทางภาษาของเด็กปฐมวยั
เนสเซล (Nessel. 1989 : 5 – 21) ได้อ้างถงึ ผลงานวิจยั เก่ียวกบั พฒั นาการทางภาษาของเดก็ ว่าประกอบด้วยขนั้ ตอนต่อไปนี้ คือ
ขนั้ แรกเร่ิม(Pre language)เดก็ อายหุ น่ึงเดือนถึงสิบเดือน จะมีความสามารถจาแนกเสียงต่าง ๆ ได้แต่ยงั ไม่มีความสามารถควบคมุ การออกเสียง
ขนั้ ท่ี 1 (10 – 18 เดือน) เดก็ จะควบคมุ การออกเสียงคาท่ีจาได้
ขนั้ ท่ี 2 (18 – 24 เดือน) การพดู ขนั้ นี้จะเป็นการออกเสียงคาสองคาและวลสี นั้ ๆ
ขนั้ ที่ 3 (24 – 30 เดือน) เดก็ จะเรียนร้ศู พั ทเ์ พิ่มขึน้ ถึง 450 คา วลีจะยาวขึน้
ขนั้ ท่ี 4 (30 – 36 เดือน) คาศพั ทจ์ ะเพิ่มมากขึน้ ถึง 1,000 คา ประโยคเร่ิมซบั ซ้อนขึน้
ขนั้ ที่ 5 (36 – 50 เดือน) เดก็ สามารถส่ือสารอย่างมปี ระสิทธิภาพในครอบครวั และผคู้ นรอบข้าง
เยาวพา เดชะคปุ ต์ (2528 : 48 – 49) ไดแ้ บ่งขน้ั ตอนของพฒั นาการทางภาษา
1. ระยะเปะปะ (Randon Stage หรือ Prelinguistic Stage) อายแุ รกเกิด ถึง 6 เดือน ของเด็กเป็ น 7 ระยะคือ
2. ระยะแยกแยะ (Jergon Stage) อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี หลงั จาก 6 เดือนขึน้ ไป
3. ระยะเลียนแบบ (Imitation Stage) อายุ 1 – 2 ปี ในระยะนี้เดก็ จะหดั พดู โดยจะเริ่มจากการหดั เรียกช่ือ คน สตั ว์ และสิ่งของที่อย่ใู กล้ตวั
4. ระยะขยาย (The Stage of Expansion) อายุ 2 – 4 ปี ในระยะนี้เดก็ จะหดั พดู โดยจะเร่ิมจากการหดั เรียกช่ือ คน สตั ว์ และสิ่งของที่อย่ใู กล้ตวั
5. ระยะโครงสร้าง (Structure Stage) อายุ 4 – 5 ปี ระยะนี้เดก็ จะเริ่มพฒั นาความสามารถในการรบั ร้แู ละการสงั เกต
6. ระยะตอบสนอง (Responding Stage) อายุ 5 – 6 ปี ในระยะนี้เดก็ จะมีความสามารถในการคิดและพฒั นาการทางภาษาสงู ขึ้น
7. ระยะสรา้ งสรรค์ (Creative Stage) อายุ 6 ปี ขึน้ ไป ในระยะนี้ได้แก่ ระยะท่ีเดก็ เร่ิมเข้าโรงเรียน เดก็ จะเล่นสนุกกบั คาและหาวิธีสื่อความหมายด้วยตวั เลข
Jhon Dee / General Manager
ปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลต่อพฒั นาการทางภาษา
ปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลต่อพฒั นาการหรือความก้าวหน้าทางภาษาของเดก็ มีดงั นี้ (กรรณิการ์ พวงเกษม, 2534 : 20 – 21)
1. วฒุ ิภาวะ เม่อื เดก็ มีความเจริญขึน้ ตามลาดบั ความสามารถในการพดู การเขยี นยอ่ มตามมา
2. ส่ิงแวดล้อม ถา้ หากพ่อแม่ ผปู้ กครองสนใจ เอาใจใส่ พยายามพร่าสอนใหเ้ ดก็ พดู คุย และหดั อ่านหดั เขยี นอยตู่ ลอด
3. การเข้าใจความหมายภาษาท่ีใช้พดู เดก็ สามารถเขา้ ใจคา ประโยค วลที ม่ี คี วามหมายตา่ ง ๆ ไดด้ ี
4. การให้มีพฒั นาการทงั้ หมด (Develope as a Whole)
5. ขนั้ ตอนและการจดั ชนั้ เรียน การจดั โรงเรยี นแบบไมม่ ชี นั้
6. การมีส่วนรว่ ม (Participation) กจิ กรรมใด ๆ กต็ ามเดก็ ๆ ควรมสี ว่ นรว่ มทุกครงั้
สภุ าวดี ศรีวรรธนะ (2542 : 49 – 50) ยงั ได้กล่าวถงึ ปัจจยั ท่ีมีอิทธิพล
ต่อพฒั นาการทางภาษาของเดก็ ว่าควรประกอบด้วยสิ่งสาคญั 2 ประการคือ
1. สถานภาพทางเศรษฐกิจและสงั คม การศึกษาและถ่ินท่ีอย่ขู องบิดา มารดา
อนั เนื่องมาจากการแบง่ ชนชนั้ ไม่เท่าเทียมกนั ในสงั คม
2. ขนาดครอบครวั เพศ และอายุ เป็นส่วนที่มีอิทธิพลต่อพฒั นาการทางภาษา
อีกประการหน่ึงโดย
Jhon Dee / General Manager
จิตวิทยาการเรียนร้ขู องเด็กปฐมวัย
จิตวิทยาการเรียนร้หู รือจิตวิทยาการเรียนการสอน เป็นศาสตรท์ ่ีศึกษาเกี่ยวกบั พฤติกรรมของมนุษยใ์ นส่วนที่เก่ียวข้องกบั การจดั การศึกษาหรือจดั การ
เรียนการสอน ซึ่งเป็นการนาเอาหลกั จิตวิทยามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการจดั การเรียนการสอนหรอื การเรียนรู้ โดยมีขอบข่ายท่ีสาคญั 3 ประการคือ
1.ศึกษาถึงธรรมชาติของการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ ตลอดถึงธรรมชาติของการคิด การจา และการลืม
2.ศึกษาถึงเชาวน์ปัญญา ความถนัด ความสนใจ และทศั นคติ ซ่ึงเป็นองคป์ ระกอบสาคญั สาหรบั การเรียนรู้
3.ศึกษาถงึ บุคลิกภาพ การปรบั ตวั และวิธีการปรบั พฤติกรรม
จิตวิทยาการเรียนร้สู าหรบั เด็กปฐมวัยในส่วนท่ีสาคัญและเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย มี 3 ประการดังน้ี
1. จุดมุ่งหมายของการศึกษาจิตวิทยาการเรียนรกู้ ารศึกษาเกี่ยวกบั จิตวิทยาการเรียนรสู้ าหรบั เด็กปฐมวยั
1.1 เพื่อใหเ้ ขา้ ใจในพฤติกรรมของเด็กแต่ละวยั และสามารถจดั ประสบการณใ์ หแ้ ก่เด็กไดอ้ ย่างสอดคลอ้ ง เหมาะสมกบั เด็ก
1.2 เพื่อใหเ้ ขา้ ใจในธรรมชาติและพฒั นาการของเด็กในทกุ ๆ ดา้ นตลอดจนรวู้ ิธีการสรา้ งแรงจูงใจในการเรียนการสอน
1.3 เพื่อช่วยใหค้ รเู ขา้ ใจในการเตรียมบทเรียน วิธีการสอน วิธีการประเมินผลใหส้ อดคลอ้ งกบั ธรรมชาติ และพฒั นาการของเด็ก
1.4 เพื่อช่วยใหค้ รไู ดน้ าเทคนิควิธีการใหม่ ๆ ทางการศึกษามาพฒั นาใหเ้ ด็กมีพฒั นาการที่ดีข้ึน เช่น การคิด ความคิดสรา้ งสรรค์ ฯลฯ
Jhon Dee / General Manager
2 . ธรรมชาติของการเรียนรู้
ธรรมชาติของการเรียนรขู้ องคนประกอบด้วยสิ่งสาคญั 4 ประการคือ (มาลี จฑุ า, 2544 : 67 – 68)
1. ความต้องการของผเู้ รียน (Want) คือผ้เู รียนอยากทราบอะไร
2. สิ่งเรา้ ที่น่าสนใจ (Stimulus) ก่อนที่จะเรียนรไู้ ด้จะต้องมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจและน่าสมั ผสั
3. การตอบสนอง (Response) เมอ่ื มีสิ่งเรา้ ที่น่าสนใจและน่าสมั ผสั
4. การได้รบั รางวลั (Reward) ภายหลงั จากการตอบสนองผเู้ รียนแล้ว ผ้เู รียนอาจเกิดความพึงพอใจ ซ่ึงเป็นกาไรชีวิตอย่างหนึ่งจะได้นาไปพฒั นาคณุ ภาพ
ชีวิต
3. การเรียนร้ทู างภาษา
ภาษาประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ เสียง ความหมายและไวยกรณ์ และการท่ีเด็กเลก็ เรียนภาษาได้นัน้ ขึ้นอยู่กบั ปัจจยั สาคญั หลาย
ประการ อาทิ ความพร้อมด้านสรีรวิทยา (Physiological Level) ซึ่งเป็ นระบบทางานของเซลประสาท และระบบอวยั วะต่าง ๆ ในการรบั ฟัง และพดู ที่ถือเป็ น
ปัจจยั ภายในท่ีสาคญั นอกจากนี้ยงั มีปัจจยั ภายนอกอ่ืน ๆ อีก
Jhon Dee / General Manager
การท่ีเดก็ จะเรียนร้ภู าษาได้ดีครคู วรมีเทคนิค
วิธีการ ดงั นี้ (ปรยี าพร วงศอ์ นุตรโรจน,์ 2543:114–115)
12
1. ครคู วรตรวจสอบความร้แู ละประสบการณ์ของผเู้ รียนว่าได้มีความรเู้ ดิม
ในด้านภาษาเป็นอยา่ งไร
2. ตรวจสอบเนื้อหาวิชาด้านภาษาท่ีจะสอน ให้มีความหมายกบั ผเู้ รียน ตงั้ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิง
พฤติกรรม และอธิบายให้ผเู้ รียนเข้าใจกบั ส่ิงที่คาดหวงั ว่าจะให้เกิดพฤติกรรมการเรียนร้ขู ึน้
3. จดั ให้มีการฝึ กหดั อยา่ งเหมาะสม การฝึ กหดั กบั การเรียนรทู้ างภาษาจาเป็นต้องมีค่กู นั เสมอ
เพราะเป็นการให้ผเู้ รียนได้มีโอกาสตอบสนองให้เกิดความชานาญเพิ่มขึน้
4. ให้มีความร้ทู ่ีจะตอบสนองได้อย่างถกู ต้อง การที่ผเู้ รียนจะเกิดความรู้
ที่จะตอบสนองอยา่ งถกู ต้อง
5. จดั สภาพการณ์ท่ีลดสิ่งขดั ขวาง โดยการพิจารณาเนื้อหาวิชาที่คล้ายคลึงกนั และท่ีใกล้
เคียงกนั ให้นามารวมเข้าด้วยกนั
6. จดั วิธีวดั ผลที่เหมาะสม โดยพิจารณาว่าตรงกบั วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
ที่ตงั้ ไว้หรือไม่ รวมทงั้ ให้สอดคล้องกบั พืน้ ฐาน เนื้อหาที่ผเู้ รียนได้รบั ด้วย
13
Jhon Dee / General Manager
บทสรปุ
นักการศึกษาและนักจิตวิทยาได้ศึกษาทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องกบั การเรียนร้ภู าษาไว้หลายทฤษฎี เช่นทฤษฎีของนัก
พฤติกรรมศาสตร์ ทฤษฎีสภาวะติดตวั โดยกาเนิ ด ทฤษฎีของนักสงั คมศาสตร์ ทฤษฎีพฒั นาการทางสติปัญญาและทฤษฎีของ
นักจิตวิทยาภาษาศาสตร์ ซึ่งทุกทฤษฎีสรปุ ได้ว่า การเรียนรู้ทางภาษาเกิดจากความพร้อมทางด้านร่างกาย สติปัญญาการมี
ปฏิสมั พนั ธ์กบั สิ่งแวดล้อม การเสริมแรง พฒั นาการทางภาษาเกิดขึ้นจากความพึงพอใจแห่งตน การเลียนแบบ การได้รบั การ
เสริมแรง ฯลฯ พฒั นาการทางภาษาของเดก็ ในระยะแรกประมาณ 1 เดือน เดก็ สามารถจาแนกเสียงต่าง ๆ ได้ และจะพฒั นา
ก้าวหน้าขึ้นเร่ือย ๆจนประมาณ 4 – 5 ปี เดก็ จะสามารถส่ือสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจยั หรือองคป์ ระกอบที่มีอิทธิพลต่อ
พฒั นาการทางภาษาของเดก็ ได้แก่ วฒุ ิภาวะ สิ่งแวดล้อม สถานภาพทางสงั คม ฯลฯ อย่างไรกต็ ามเดก็ ปฐมวยั จะเรียนร้ภู าษาได้ดี
เมื่อเดก็ มีความพร้อม ซึ่งความพร้อมของเดก็ สามารถสอนหรือเตรียมให้แก่เดก็ ได้โดยการจดั ประสบการณ์ที่เหมาะสมให้แก่เดก็
นอกจากนี้นักจิตวิทยาได้ให้แนวคิดไว้ว่าภาษาและการคิดมีความสมั พนั ธ์สอดคล้องกนั อย่างใกล้ชิด เพราะมนุษย์เมื่อมีการ
สื่อสารจะเกบ็ ข้อมูลต่าง ๆ โดยวิธีการจา เดก็ อายุขวบครึ่งเร่ิมมีพฒั นาการของภาษาในส่วนที่รบั เสียงและเปล่งเสียงพดู แต่การ
พดู จะพฒั นาค่อนข้างช้ากว่าการฟัง
Jhon Dee / General Manager 14
Jhon Dee / General Manager
THANKS FOR WATCH
จบการนาเสนอ