SAMAKKHI
WITTHAYAKHOM SCHOOL
การ
ผสมแสงสี
จัดทำโดย
นายกุลภั สสร์ กั นทาสุวรรณ์
26 6.13
คำ นำ
E-book ฉบับนี้จัดทำเพื่อให้คนที่อยาก
ศึกษาเกี่ยวกับการผสมแสงสี
ผู้จัดทำหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน
และหากมีข้อผิดพลาดประการใดขออภัย
มา ณ ที่นี้ด้วย
น า ย กุ ล ภั ส ส ร์ กั น ท า สุ ว ร ร ณ์ เ ล ข ที่ 2 6
6.13
ห น้ า ก • คำ นำ
สารบัญ
01 บทนำ ห น้ า ข • ส า ร บั ญ
02 วัตถุที่ยอมให้แสงผ่าน
03 แสงขาว
04 สเปกตรัมของแสงขาว
05 การผสมแสงสี&สีเติมเต็ม
06 ตา
07 การมองเห็นและสายตาแบบต่าง ๆ
08 การมองเห็นสี
09 บรรณานุกรม
10 ปกหลัง
ห น้ า ก • คำ นำ
บทนำ
ในชีวิตประจำวันของเรา เราจะเห็นวัตถุมี
สีต่าง ๆ กัน สีของวัตถุมีผลต่อจิตใจ
มนุษย์ ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึก
ต่าง ๆ กัน เช่น สีแดงจะกระตุ้นให้เกิด
การตอบสนองอย่างรุนแรง สีเขียวทำให้
รู้สึกสงบ สีดำทำให้เกิดความเศร้า หดหู่
เป็นต้น การทำงานตลอดจนความเป็นอยู่
ในช่วงต่าง ๆ ของมนุษย์จึงควรจะมี
ความสัมพั นธ์กับสภาพแวดล้อมที่มีสีต่าง
ๆ กัน ตามความเหมาะสมด้วย การที่วัตถุ
ต่าง ๆ จะมีสีอย่างไรขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ
สองประการ คือ ส่วนประกอบของเนื้อ
สารที่ประกอบกันเป็นวัตถุนั้น ๆ และแสง
สีที่มาตกกระทบ
ห น้ า 0 1 • บ ท นำ
วัตถุที่ยอมให้แสงผ่านได้เป็น 3 แบบ
Transparent Object
วั ต ถุ ที่ ย อ ม ใ ห้ แ ส ง ผ่ า น ไ ป ไ ด้
เ กื อ บ ห ม ด อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ เ บี ย บ
และเราสามารถมองผ่านวัตถุนี้
ไ ป เ ห็น ต้ น กำ เ นิ ด แ ส ง อี ก ด้ า น ห นึ่ ง
ได้อย่างชัดเจน เช่น กระจกใส
น้ำ เป็นต้น
Translucent Object
วั ต ถุ ที่ ย อ ม ใ ห้ แ ส ง ผ่ า น ไ ป ไ ด้
อย่างไม่เป็นระเบียบโดยเราไม่
ส า ม า ร ถ ม อ ง ผ่ า น วั ต ถุ ไ ป เ ห็ น ต้ น
กำเนิดแสงได้ชัดเจน เช่น
กระจกฝ้า น้ำขุ่น เป็นต้น
OPAQUE OBJEC
วัตถุที่แสงผ่านไปไม่ได้เลย แสงจะถูกดูด
กลืนหรือสะท้อนกลับหมด และเราไม่
สามารถมองผ่านวัตถุชนิดนี้ไปยังอีกด้าน
หนึ่งได้ เช่น แผ่นโลหะ กระจกเงา แผ่นไม้
เป็นต้น
ห น้ า 0 2 • ช นิ ด วั ต ถุ
แสงขาว
แสงขาวหรือแสงที่มองเห็นได้ที่จริงแล้วยังประกอบด้วยแสงสีที่รวม
กันเรียกว่า สเปกตรัม (spectrum) ประกอบด้วยเจ็ดสีได้แก่ ม่วง
คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง โดยสีม่วงจะมีพลังงานมาก
สุด(ความยาวคลื่นสั้น) และพลังงานจะลดลงเรื่อยๆตามลำดับ จน
กระทั่งสีแดงที่มีพลังงานต่ำสุด (ความยาวคลื่นยาว)
ปรากฎการณ์การเกิดสเปกตรัมของแสงขาวเช่น ถ้าเราเอาปริซึมไป
วางให้แสงส่องผ่าน เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางที่มีดัชนีหักเหแตก
ต่างกันความยาวคลื่นที่ต่างกันจะหักเหด้วยมุมที่ไม่เท่ากัน เราจึงมอง
เห็นสีแสงขาวแยกสเปกตรัมเป็นสีต่างๆได้เมื่อนำฉากไปรับ ปรากฎ
การณ์ธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งได้แก่ การเกิดรุ้ง ซึ่งเกิดจากการที่แสง
เดินทางผ่านหยดไอน้ำในอากาศทำให้เกิดการหักเหของแสง เกิดเป็น
สเปกตรัมของแสงขาวขึ้นนั่นเอง
ห น้ า 0 3 • แ ส ง ข า ว
สเปกตรัม
ของแสงขาว
แสงขาวหรือแสงที่มองเห็นได้ที่จริงแล้วยังประกอบด้วยแสงสีที่รวมกันเรียกว่า
สเปกตรัม (spectrum) ประกอบด้วยเจ็ดสีได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง
โดยสีม่วงจะมีพลังงานมากสุด(ความยาวคลื่นสั้น) และพลังงานจะลดลงเรื่อยๆตามลำดับ จน
กระทั่งสีแดงที่มีพลังงานต่ำสุด (ความยาวคลื่นยาว)
ปรากฎการณ์การเกิดสเปกตรัมของแสงขาวเช่น ถ้าเราเอาปริซึมไปวางให้แสงส่อง
ผ่าน เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางที่มีดัชนีหักเหแตกต่างกันความยาวคลื่นที่ต่างกันจะหักเห
ด้วยมุมที่ไม่เท่ากัน เราจึงมองเห็นสีแสงขาวแยกสเปกตรัมเป็นสีต่างๆได้เมื่อนำฉากไปรับ
ปรากฎการณ์ธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งได้แก่ การเกิดรุ้ง ซึ่งเกิดจากการที่แสงเดินทางผ่าน
หยดไอน้ำในอากาศทำให้เกิดการหักเหของแสง เกิดเป็นสเปกตรัมของแสงขาวขึ้นนั่นเอง
สเปกตรัมของแสงขาว (colors of visible light)
คลื่นแสงที่ตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้อยู่ในช่วงประมาณ
400-800 nm ถ้านัยน์ตาถูกกระตุ้นด้วยแสงตลอดทั้งช่วงความยาวคลื่น (400-800 nm)
ผลก็คือจะมองเห็นแสงนั้นเป็นแสงขาว แต่ถ้าคลื่นแสงถูกดูดกลืนแสงไปบางส่วน แสงที่ตาม
องเห็นจะเป็นสีผสม (complementary) หรือสีที่อยู่ตรงข้ามของสีที่
ถูกดูดกลืนเมื่อเทียบตามวงล้อสี
ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวคลื่นแสงที่ถูกดูดกลืนกับสีของสารที่มองเห็นมี
ประโยชน์สำหรับใช้ในการทำนายว่าสารประกอบที่มีสีจะดูดกลืนแสงที่มี
ความยาวคลื่นในช่วงใด ยกตัวอย่างเช่น สารประกอบ iron(III)thiocyanate หรือ
Fe(SCN)2+ เป็นสารละลายที่มีสีแดง อาจทำนายได้ว่า Fe(SCN)2+ ดูดกลืนแสง
ในช่วงแสงสีน้ำเงิน-เขียว (470-500 nm) ดังนั้นในการวิเคราะห์ปริมาณ
Fe(SCN)2+โดยวิธีทางสเปกโทรสโคปี จึงต้องเลือกใช้ความยาวคลื่นในช่วง
470-500 nm
ห น้ า 0 4 • ส เ ป ก ต รั ม ข อ ง แ ส ง ข า ว
การผสมแสงสี
แสงสีปฐมภูมิ ประกอบด้วย แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน การ
ทดลองผสมแสงสีกระทำได้โดยการฉายแสงสีปฐมภูมิไปบนฉากสีขาว
แสงสีปฐมภูมิปริมาณเท่ากันรวมกันเป็นแสงสีขาว เราสามารถจะผสมแสง
สีเป็นสีต่าง ๆ มากมายยกเว้นแสงสีดำ เพราะแสงสีดำคือไม่มีแสงสีเลยย่อม
ไม่ใช่แสงสี เมื่อนำแสงสีปฐมภูมิผสมกันทีละคู่ เราเรียกว่าเป็นการผสมสีแบบ
บวก (addition of colored light) จะได้แสงสีทุติยภูมิออกมาคือแสงสี
เหลือง แดงม่วงและน้ำเงินเขียว
สีเติมเต็ม
สีเติมเต็มของแสงสี คือแสงสีสองแสงสีที่ผสมกันแล้วเห็นเป็นแสงขาว เช่น แสง
สีเหลืองเป็นสีเติมเต็มของแสงสีน้ำเงิน แสงสีน้ำเงินเป็นสีเติมเต็มของแสงสีเหลือง
แสงสีแดงม่วงเป็นสีเติมเต็มของแสงสีเขียว เป็นต้น
สีเติมเต็มของสารสี คือ สารสีปฐมภูมิที่นำไปผสมกับสารสีทุติยภูมิอย่างหนึ่งแล้ว
ได้สารสีดำ
ตัวอย่าง นักเรียนคนหนึ่ง สวมหมวกสีเขียว สวมเสื้อสีขาว ผูกผ้าพันคอสีม่วง
กระโปรงสีน้ำเงิน รองเท้าสีดำ เข้าไปในห้องที่มีไฟสีเหลือง จะทำให้สีเปลี่ยนแปลง
อย่างไร
ตอบ ไฟสีเหลืองประกอบไปด้วยแสงสีเขียวและแสงสีแดง หมวกสีเขียว จะดูดกลืน
แสงสีแดงสะท้อนสีเขียว ยังคงเป็นสีเขียว เสื้อสีขาว จะสะท้อนทุกสี ทำให้เราเห็นเป็นสี
เหลือง ผ้าพันคอสีม่วง ดูดกลืนแสงสีเขียวสะท้อนแสงสีแดง ทำให้เป็นสีแดง
กระโปรงสีน้ำเงิน ดูดกลืนสีเขียวและแดง ทำให้เห็นเป็นสีดำ รองเท้าสีดำ ดูดกลืนทุก
แสงสีทำให้ยังคงเป็นสีดำ
ห น้ า 0 5 • ก า ร ผ ส ม แ ส ง สี & สี เ ติ ม เ ต็ ม
ตา
ตา เป็นอวัยวะที่ ใช้รับแสงทำให้เกิ ดการมองเห็น ตาของสิ่งมีชีวิตมีความ
สามารถในการรับแสงสีไม่เหมือนกั น เช่น ตาของแมลงจะมองเห็นแสงสีม่วง
ได้มากกว่าตาของมนุษย์จึงถูกรบเร้าด้วยแสงสีม่วงและรังสีเหนือม่วงได้ ทำให้
เรานิยมล่ อแมลงด้วยหลอดให้รังสีเหนือม่วงที่ เรียกว่า แสงดำ จากการ
ทดลองพบว่าสัตว์บางชนิดอาจเห็นสีได้เพียงสีเดียว บางชนิดอาจเห็นได้หลาย
สี สำหรับตาของมนุษย์โดยทั่วไปสามารถจะเห็นแสงสีได้ตั้งแต่ แสงสีม่วง
(400 นาโนเมตร) ไปจนถึ งแสงสีแดง (700 นาโนเมตร) ผู้ที่ ไม่สามารถเห็น
แสงสีเหล่ านี้ได้หมด เรียกว่าเป็นผู้มีตาบอดสี
ส่วนประกอบที่ สำคั ญของนัยน์ตา
กระจกตา (Cornea)
หนังตาชั้นนอก (Sclerotic coat)
หนังตาชั้นใน (Choroides)
ของเหลวในช่องหน้ากระบอกตา (Aqueous humour)
ม่านตา (Iris)
รู ม่านตา (Pupil)
เลนส์ตา (Crystalline lens)
กล้ ามเนื้ อตา (Ciliary muscle)
ของเหลวใสในกระบอกตา (Vitreous humour)
เรติ นา (Retina)
จุ ดสีเหลื อง (Yellow spot)
โฟเวีย (Fovea)
ประสาทตา (Optic nerves)
จุ ดบอด (Blind spot)
ห น้ า 0 6 • ต า
การมองเห็นและสายตาแบบต่าง
ๆ
การมองเห็นจะเกิดได้อย่างสมบูรณ์จะต้องประกอบไปด้วยความสมบูรณ์ของอวัยวะ 3 ส่วนคือ ลูก
นัยน์ตา ประสาทตา และสมองส่วนท้ายทอย ลูกนัยน์ตาที่มีลักษณะปกติจะทำให้เกิดการเห็นภาพชัดเจนส่ง
ผ่านประสาทตาไปยังสมอง สมองส่วนท้ายทอยจะทำหน้าที่รวมภาพที่เห็นจากตาทั้งสองข้าง ทำให้เกิดภาพมี
รูปทรงแบบสามมิติ ทำให้เกิดความรู้สึกไกลใกล้หรือตื้ นลึกหนาบางได้ถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งของอวัยวะดัง
ก ล่ า ว ผิ ด ป ก ติ ก็ จ ะ ทำ ใ ห้เ กิ ด ค ว า ม บ ก พ ร่อ ง ใ น ก า ร ม อ ง เ ห็น ขึ้ น เ รีย ก ว่ า
สายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง สายตาคนชรา เป็นต้น
คนที่มีสายตาสั้น (Myopia) คือคนที่มีความสามารถในการมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ไม่ชัด จุดไกลมีค่าไม่ถึง
ระยะอนันต์ โดยทั่วไประยะชัดใกล้หรือจุดใกล้ของคนสายตาสั้นจะมีค่าน้อยกว่า 25 เซนติเมตร สาเหตุที่ทำให้
เกิดสายตาสั้นอาจเกิดจากกระบอกตายาวกว่าปกติหรือผิวหน้าของเลนส์ตามีความโค้งมากกว่าปกติหรืออาจ
จะเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้ อตาทำให้ภาพของวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ไม่ตกที่บริเวณจดเหลืองพอดี ทำให้
ภาพไม่ชัด
การแก้ไขการเกิดสายตาสั้น อาจจะใช้วิธีผ่าตัดหรือสวมแว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เพื่ อให้เลนส์เว้าช่วย
กระจายแสงทำให้ภาพของวัตถุไกล ๆ ตกไกลออกไปอีกจนถึงบริเวณจุดเหลืองได้
คนที่มีสายตายาว คือคนที่มีคสามารถในการมองเห็นวัตถุที่อยู่ห่างจากตา 25 เซนติเมตร ไม่ชัดเจนหรือ
กล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่มีจุดใกล้ยาวกว่า 25 เซนติเมตร ส่วนระยะชัดไกลหรือจุดไกลอยู่ที่อนันต์ สาเหตุที่ทำให้เกิด
สายตายาวอาจเกิดจากกระบอกตาสั้นเกินไปหรือเลนส์มีผิวโค้งน้อยเกินไปหรือเกิดจากความผิดปกติของ
กล้ามเนื้ อตาทำให้ภาพตกที่ตำแหน่งเลยบริเวณจุดเหลืองไป
การแก้ไขการเกิดสายตายาว ทำได้โดยใช้แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูนช่วยรวมแสงทำให้ลู่เข้าไปตกที่
บริเวณจุดเหลืองพอดี
สายตาคนชรา ผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ขึ้นไปมักพบว่าจดใกล้มีค่ามากกว่า 25 เซนติเมตร เนื่ องจาก
กล้ามเนื้ อตาอ่อนล้า ทำให้ไม่สามารถบีบเลนส์ตาให้ป่องมาก ๆ ได้ ทำให้มีลักษณะเหมือนเป็นคนสายตายาว
นอกจากสายตายาวแล้วบางคนก็ไม่สามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ได้ ทำให้มีลักษณะเป็นทั้งคนที่มี
ลักษณะเป็นทั้งคนที่มีสายตาสั้นและสายตายาวพร้อม ๆ กันได้ แว่นตาของคนชราจึงมักทำเป็นแว่น 2 ชั้น ที่
เรียกว่า แว่นวงพระจันทร์เสี้ยว
ห น้ า 0 7 • ก า ร ม อ ง เ ห็ น แ ล ะ ส า ย ต า แ บ บ ต่ า ง ๆ
ก า ร ม อ ง เ ห็ น สี
ตามที่กล่าวมาข้างต้น เรตินาของนัยน์ตาประกอบไปด้วยเซลล์รูปแท่ง
และเซลล์รูปกรวย โดยเซลล์รูปแท่งจะไวต่อแสงที่มีความเข้มน้อยส่วน
เซลล์รูปกรวยจะไวต่อแสงที่มีความเข้มสูงและสามารถจำแนกแสงสี
แต่ละสี เซลล์รูปกรวยมี 3 ชนิด คือชนิดหนึ่งไวสูงสุดต่อแสงสีน้ำเงิน
ชนิดที่สองมีความไวสูงสุดต่อแสงสีเขียวชนิดที่สามมีความไวสูงต่อแสง
สีแดง เมื่อแสงผ่านเข้ามากระทบเรตินาในลูกตา เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อ
แสงสีน้ำเงินก็จะถูกกระตุ้นแล้วส่งสัญญาณที่เกิดขึ้นผ่านประสาทตาไป
ยังสมองเพื่อแปลความหมายออกมาเป็นความรู้สึกของการเห็นสีนั้น ๆ
ถ้าเซลล์รูปกรวยมากกว่า 1 ชนิด ถูกกระตุ้นพร้อมกันก็จะเกิด
การกระตุ้นส่งสัญญาณไปยังสมองเป็นสีผสมของแสงสีนั้น ๆ ถ้าเซลล์
รูปกรวยชนิดใดชนิดหนึ่งเกิดความบกพร่องก็จะทำให้การเห็นสีของผู้นั้น
แตกต่างไปจากความจริงเรียกว่า เกิดการบอดสีขึ้น เช่น ถ้าเซลล์รูป
กรวยสำหรับแสงสีแดงบกพร่องก็จะเห็นสีแดงเป็นสีเทา (ไม่มีแสงสี ) ถ้า
เซลล์รูปกรวยสำหรับแสงสีเขียวและน้ำเงินยังดีอยู่ เขาก็จะเห็นสีเหลือง
เป็นสีเขียวเห็นสีม่วงเป็นสีน้ำเงิน ถ้าเซลล์รูปกรวยสำหรับแสงสีอื่น
บกพร่องก็จะเกิดผลในลักษณะเดียวกัน
ห น้ า 0 8 • ก า ร ม อ ง เ ห็ น สี
บรรณานุกรม
References https://www.scimath.org/lesson-
physics/item/9776-2019-02-21-06-15-
23
https://www.laservisionthai.com/health-
corner/องค์ประกอบของตา-anatomy-eye
สายตาหลอกกันไม่ได้
http://www.kkwschool.com/sci3/wp-
content/uploads/2020/03/แผนที่-5-การ
ผสมแสงสี-การมองเห็นสีและการนำไปใช้.pptx
ห น้ า 0 9 • บ ร ร น า นุ ก ร ม
ห น้ า 1 0 • ป ก ห ลั ง