แผนการจัดการเรียนร้ ู วิชา โลกดาราศาสตร์และอวกาศ ออกแบบแผนโดย นางนันทวัน สุวภาพ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนพระแม่สกลสงเคราะห์ อําเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบ ุ รี
โครงสร้างรายวิชา (เอกสารลําดับที่ ๑) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว 32264รายวิชา โลกดาราศาสตร์และอวกาศ ชั้น ม.5/1 เวลาเรียน 20 ชัวโมง จํานวน ่ 1 นํ้ าหนัก/หน่วยกิต 1 ภาคเรียนที่2 / 2565 ลําดับที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มฐ/ตช/ผล การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา (ชัวโมง)่ นํ้ าหนัก คะแนน 1 การเกิดเมฆ การเกิดเมฆ 30 - การยกตัวของอากาศกับการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิ 2 - เสถียรภาพอากาศกับการยกตัวของก้อนอากาศ 2 - กระบวนการเกิดเมฆ 2 - กลไกการยกตัวของอากาศและการเกิดเมฆ 2 2 การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การหมุนเวียนของอากาศบนโลก 20 - ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 2 - หลักฐานแสดงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ บรรพกาล 2 - ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการชะลอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 2 3 ข้อมูลสารสนเทศทาง อุตุนิยมวิทยากับการใช้ ประโยชน์ ข้อมูลสารสนเทศทางอุตุนิยมวิทยากับการใช้ ประโยชน 20 - ข้อมูลและสารสนเทศทางอุตุนิยมวิทยา 2 - การใช้ประโยชน์จากข้อมูลสารสนเทศ ทางอุตุนิยมวิทยา 2 รวม 20 100
โครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ (เอกสารลําดับที่ ๒) วิชา โลกดาราศาสตร์และอวกาศ ชั้น ม.5 จํานวน 20 ชัวโมง่ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ..... เรื่อง ......... กระบวนการ จัดการเรียนรู้ ทักษะการคิด สมรรถนะ สําคัญ เวลา (ชัวโมง)่ การเกิดเมฆ - การยกตัวของ อากาศกับการ เปลี่ยนแปลง อุณหภูมิ กระบวนการ สร้าง ความรู้ความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ การใช้ เทคโนโลยี 2 - เสถียรภาพอากาศกับ การยกตัวของก้อน อากาศ กระบวนการ สร้างความรู้ความ เข้าใจ คิดวิเคราะห์ การใช้ เทคโนโลยี 2 - กระบวนการเกิดเมฆ กระบวนการสร้าง ความรู้ความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ การใช้ เทคโนโลยี 2 - กลไกการยกตัวของ อากาศและการเกิด เมฆ กระบวนการ สร้างเจตคติ คิดวิเคราะห์ การใช้ เทคโนโลยี 2 การเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ -ปัจจัยที่ส่งผลต่อการ เปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ กระบวนการ สร้าง ความรู้ความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ การใช้ เทคโนโลยี 2 -หลักฐานแสดงการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ บรรพกาล กระบวนการ สร้าง ความรู้ความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ การใช้ เทคโนโลยี 2 - ผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศและการ ชะลอการ เปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ กระบวนการ สร้าง ความรู้ความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ การใช้ เทคโนโลยี 2 ข้อมูลสารสนเทศ ทางอุตุนิยมวิทยา กับการใช้ ประโยชน์ - ข้อมูลและสารสนเทศ ทางอุตุนิยมวิทยา กระบวนการ สร้าง ความรู้ความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ การใช้ เทคโนโลยี 3 - การใช้ประโยชน์จาก ข้อมูลเวลามาตรฐาน กระบวนการ สร้าง ความรู้ความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ การใช้ เทคโนโลยี 3 รวม 20
รหัส ว 32264 วิชา โลกดาราศาสตร์และอวกาศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้ น ม .5/1 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรู้เรื่องการเกิดเมฆ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การยกตัวของอากาศกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ เวลา 2 ชัวโมง วัน/เดือน/ปี ที่ใช้แผนการสอน ่ …………..…….………...……………..... 1.มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ สาระ : สาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศ เข้าใจสมดุลพลังงานของโลกการหมุนเวียนของอากาศบนโลกการหมุนเวียนของน้า ในมหาสมุทรการเกิด เมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้ งการพยากรณ์อากาศ ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพอากาศและการเกิดเมฆ 2.สาระการเรียนรู้ เสถียรภาพอากาศหมายถึงสภาวะของบรรยากาศที่ช่วยส่งเสริมหรือยับยั้ งให้ก้อนอากาศเคลื่อนที่ขึ้นลง ในแนวดิ่ ง ในกรณีที่ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอุณหภูมิของอากาศที่อยู่โดยรอบก้อนอากาศนั้นจะไม่สามารถยกตัว สูงขึ้นได้มากนักและจมตัวกลับสู่ที่เดิมเรียกว่าอากาศมีเสถียรภาพจะพบสภาวะอากาศแจ่มใสเมฆน้อยหรือปราศจาก เมฆส่วนสภาวะอากาศไม่มีเสถียรภาพนั้นอุณหภูมิก้อนอากาศจะสูงกว่าอุณหภูมิของอากาศโดยรอบทําให้ก้อน อากาศยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดเมฆในแนวตั้ ง เช่น เมฆคิวมูโลนิมบัส 3. สาระสําคัญ/ความคิดรวบยอด ก้อนอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวดิ่ งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศส่งผลให้อุณหภูมิของก้อนอากาศ เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยอุณหภูมิของก้อนอากาศแห้งเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราแอเดียแบติกของอากาศแห้ง และ อุณหภูมิของก้อนอากาศอิ่ มตัวเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราแอเดียแบติกของอากาศอิ่ มตัวเมื่อพิจารณาอัตราแอเดียแบติก ของอากาศแห้งและอากาศอิ่ มตัวร่วมกับอัตราเปลี่ยนอุณหภูมิตาม ระดับความสูงของบรรยากาศ จะทําให้ทราบว่า ภาวะของบรรยากาศในขณะนั้นเกิดการส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ ภาวะของบรรยากาศดังกล่าว เรียกว่าเสถียรภาพอากาศ ซึ่งแบ่งออกเป็ น 4 แบบ ได้แก่ ภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ ภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ ภาวะไม่ทรง ตัวแบบมีเงื่อนไข และภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลาง โดยเสถียรภาพอากาศแบบต่าง ๆ ทําให้เกิดเมฆที่มีรูปร่างแตกต่าง กัน 4.จุดประสงค์การเรียนรู้ (ระบุ k P A ให้ชัด) จปส. A ขอให้เป็ น จปส.ของเรื่องที่สอนในแผนฯนี้ ด้านความรู้ (Knowlage) 1. อธิบายการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของก้อนอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวดิ่ ง ด้านทักษะกระบวนการ (Process) 2. ปฏิบัติกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงปริมาตรของอากาศกับอุณหภูมิ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) 3. ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน 5. คําถามสําคัญ (Big Question)
- อุณหภูมิของก้อนอากาศที่เพิ่ มขึ้นส่งผลให้ละอองนํ้ าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ และปรับปรุง ๒๕๖๐ (ระบุ ๑ ข้อ ที่ปรากฏชัดที่สุดใน กิจกรรมการเรียนรู้แผนการสอนนี้) ใฝ่ เรียนรู้ 7. คุณค่าพระวารสาร (ระบุ 1 ข้อที่เด่นชัดที่สุด) เพ่งพิศธรรมชาติธรรมชาติสร้างสรรค์ 8. ทักษะการคิด คิดวิเคราะห์ 9. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน การใช้เทคโนโลยี 10. ภาระงาน/ชิ้ นงาน/ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้ ใบงานกรรมการเปลี่ยนแปลงปริมาตรของอากาศกับอุณหภูมิ 11. การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน 1)ขั้ นนําเข้าสู่บทเรียน 1.1 ครูนําเข้าสู่บทเรียนโดยสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับเมฆ เช่น นักเรียนเคยสังเกตเมฆบนท้องฟ้าหรือไม่ เมฆที่เคยพบเห็นมีรูปร่างเป็ นอย่างไรบ้าง นักเรียนเคยพบเห็นเมฆที่มีรูปร่างสวยงามแปลกตาบ้างหรือไม่ จากนั้นครูทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับเมฆ โดยอาจใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ เมฆเกิดขึ้นได้อย่างไรแนวคําตอบ เกิดจากไอนํ้ าในอากาศควบแน่นเป็ นละอองนํ้ าโดยมีละอองลอย เช่น เกลือฝุ่ นละออง เกสรดอกไม้ เป็ นอนุภาคแกนกลาง และละอองนํ้ าเหล่านี้รวมกลุ่มกันและลอย อยู่สูงจากพื้ นดินมาก นักอุตุนิยมวิทยาใช้เกณฑ์ใดบ้างในการจําแนกชนิดเมฆ แนวคําตอบ ระดับความสูงของฐานเมฆ และรูปร่างของเมฆ หากใช้รูปร่างเป็ นเกณฑ์ จะสามารถแบ่งเมฆได้กี่ประเภท อะไรบ้าง แนวคําตอบ แบ่งเมฆได้ 3 ประเภท ได้แก่ เมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อน เมฆที่มีรูปร่างเป็ นแผ่น และเมฆที่มีรูปร่างเป็ นริ้ว 2) ขั้นสอน โดยใช้กระบวนการ สร้างเจตคติ (ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้ครบตามขั้ นตอนของกระบวนการสอนที่ระบุ) 2.1 ขั้ นสังเกต/ตระหนัก 2.1 1. ครูให้นักเรียนสังเกตเมฆจากรูปนําบทในหนังสือเรียนหน้า 1 จากนั้นอภิปรายร่วมกันโดยใช้ตัวอย่าง คําถามดังนี้ จากรูปนําบท พบเมฆที่มีรูปร่างแบบใดบ้าง แนวคําตอบ เมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อน นอกจากเมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อน นักเรียนเคยพบเมฆที่มีรูปร่างเป็ นแผ่นหรือไม่ อย่างไร แนว คําตอบ นักเรียนตอบได้ตามประสบการณ์ของตัวเองทั้ งนี้ครูอาจให้นักเรียนสังเกตเมฆจากวีดิทัศน์ ใน QR Code ประจําบทในหนังสือเรียนหรือคู่มือครู จากนั้นอภิปรายร่วมกันโดยใช้ตัวอย่างคําถาม ดังนี้ จากวิดิทัศน์ พบเมฆที่มีรูปร่างแบบใดบ้าง แนวคําตอบ เมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อน และเมฆที่มีรูปร่าง เป็ นแผ่น 2.2 ขั้นวางแผนปฏิบัติ 2.2.1 ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายตามความคิดของตนเองว่า “เมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อนและเป็ นแผ่น เกิดขึ้นได้อย่างไร” 2.2.2ครูให้นักเรียนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานะของนํ้ าในบรรยากาศของโลกจากหนังสือเรียนหน้า 3 (เนื้อหาในบทนํา) จากนั้นอภิปรายร่วมกันโดยใช้คําถามดังตัวอย่าง
นํ้ าในบรรยากาศของโลกอยู่ในสถานะใดบ้างแนวคําตอบ สถานะแก๊ส สถานะของแข็ง และสถานะ ของเหลว ไอนํ้ าในอากาศเกิดการควบแน่นเป็ นละอองนํ้ าหรือแข็งตัวเป็ นผลึกนํ้ าแข็งขนาดเล็กจนเกิดเป็ นเมฆได้ อย่างไร แนวคําตอบไอนํ้ าในอากาศเกิดการควบแน่นเป็ นละอองนํ้ าหรือแข็งตัวเป็ นผลึกนํ้ าแข็งขนาด เล็กจนเกิดเป็ นเมฆได้เมื่ออากาศยกตัวสูงขึ้น 2.3ขั้นลงปฏิบัติ 2.3.1ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายตามความคิดของตนเองว่า “เพราะเหตุใดการยกตัวของอากาศจึงทําให้ เกิดเมฆ” จากนั้นให้นักเรียนสังเกตรูป 10.1 ในหนังสือเรียนหน้า 3 หรือให้นักเรียนศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ ลูกโป่ งเมื่อลอยขึ้นไปยังบริเวณที่สูงขึ้นจาก QR Code ในคู่มือครู จากนั้นร่วมกันอภิปรายโดยใช้คําถามดังตัวอย่าง เมื่อลูกโป่ งขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น ขนาดของลูกโป่ งเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แนวคําตอบ ลูกโป่ งมี ขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อลูกโป่ งลอยสูงขึ้นความกดอากาศโดยรอบลูกโป่ งเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แนวคําตอบ ความกด อากาศโดยรอบลูกโป่ งลดลง ลูกโป่ งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่อความกดอากาศโดยรอบตํ่ากว่าความกดอากาศภายใน ลูกโป่ งแนวคําตอบ ลูกโป่ งขยายขนาดใหญ่ขึ้น ความกดอากาศโดยรอบที่ลดลงส่งผลให้ลูกโป่ งมีขนาดใหญ่ขึ้นได้อย่างไร แนวคําตอบ เมื่อความกด อากาศโดยรอบลดลงตํ่ากว่าความกดอากาศภายในลูกโป่ ง อากาศภายในลูกโป่ งจึงสามารถดันให้ ลูกโป่ งขยายขนาดใหญ่ขึ้น 2.3.2ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายตามความคิดของตนเองว่า “ถ้าอากาศภายในลูกโป่ งมีการเปลี่ยนแปลง ปริมาตร แล้วอุณหภูมิอากาศภายในลูกโป่ งจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร” จากนั้นครูให้นักเรียนหาคําตอบจากกิจกรรม 10.1 การเปลี่ยนแปลงปริมาตรของอากาศกับอุณหภูมิการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายในกระบอกฉีดยาเทียบเคียง ได้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในสิ่งสมมติที่เรียกว่าก้อนอากาศ 2.3.3 ครูให้ความรู้เกี่ยวกับคําว่า “ก้อนอากาศ” ตามหนังสือเรียนหน้า 5 จากนั้นนําอภิปรายเพื่อเชื่อมโยงความรู้ จากกิจกรรม 10.1 กับการเปลี่ยนแปลงของก้อนอากาศที่ยกตัวและจมตัวในรูป 10.2 โดยมีแนวทางในการอภิปราย ดังนี้นักอุตุนิยมวิทยากําหนดให้ก้อนอากาศมีขนาดประมาณลูกบาสเก็ตบอล ห่อหุ้มด้วยผนังที่ยืดหยุ่นได้และทํา หน้าที่เป็ นฉนวนกันความร้อนจึงไม่เกิดการถ่ายโอนความร้อนระหว่างอากาศภายในและภายนอกก้อนอากาศ โดย ความกดอากาศภายในก้อนอากาศเท่ากับความกดอากาศภายนอกก้อนอากาศที่ระดับความสูงเดียวกันเสมอ เมื่อก้อนอากาศยกตัวสูงขึ้น ความกดอากาศโดยรอบก้อนอากาศจะลดลง ทําให้ก้อนอากาศขยายขนาดใหญ่ ขึ้นและมีปริมาตรมากขึ้นจนกระทังมีความกดอากาศเท่ากับความกดอากาศโดยรอบที่ระดับความสูง ่ เดียวกัน ส่งผลให้อุณหภูมิภายในก้อนอากาศลดลง และถ้าก้อนอากาศจมตัวลงความกดอากาศโดยรอบก้อน อากาศที่เพิ่ มขึ้น ทําให้ก้อนอากาศมีขนาดและปริมาตรลดลงจนกระทังมีความกดอากาศเท่ากับความกด่ อากาศภายนอก ส่งผลให้อุณหภูมิภายในก้อนอากาศสูงขึ้น กระบวนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความกดอากาศภายในก้อนอากาศโดยไม่มีการถ่ายโอนความร้อน กับบริเวณโดยรอบนี้เรียกว่า กระบวนการแอเดียแบติก (adiabatic process)
2.4ขั้นพัฒนาความร้ความเข้าใจู 2.4.1 ครูให้ความรู้เกี่ยวกับคําว่า “กระบวนการแอเดียแบติก” ตามหนังสือเรียนหน้า 5 จากนั้นครูอภิปรายเกี่ยวกับ อัตราแอเดียแบติกของอากาศแห้งและอัตราแอเดียแบติกของอากาศอิ่ มตัว โดยให้นักเรียนพิจารณารูป 10.3 และ ใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ ก้อนอากาศที่ยกตัวสูงขึ้นและยังไม่เกิดการควบแน่นของไอนํ้ าอุณหภูมิของก้อนอากาศจะลดลงด้วย อัตราเท่าใด และอัตราดังกล่าวมีชื่อเรียกอย่างไร แนวคําตอบ 10 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร มีชื่อ เรียกว่า อัตราแอเดียแบติกของอากาศแห้ง (dry adiabatic lapse-rate) เมื่อก้อนอากาศยกตัวสูงขึ้นจนกระทังเกิดการควบแน่นของไอ ่นํ้ าอุณหภูมิของก้อนอากาศจะลดลงด้วย อัตราประมาณเท่าใด และอัตราดังกล่าวมีชื่อเรียกว่าอะไร แนวคํา ตอบ 6 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร มี ชื่อเรียกว่า อัตราแอเดียแบติกของอากาศอิ่ มตัว (wet adiabatic lapse-rate) เพราะเหตุใด เมื่อเกิดการควบแน่นของไอนํ้ าอัตราการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของก้อนอากาศจึงลดลง จาก 10 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร เหลือเพียง 6 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร แนวคําตอบ เนื่องจากไอ นํ้ าที่เกิดการควบแน่นคายความร้อนแฝงออกมาทําให้อุณหภูมิของก้อนอากาศลดลงด้วยอัตราที่ตํ่าลง หมายเหตุ ครูอาจอธิบายนักเรียนว่าในขณะที่ยังไม่เกิดการควบแน่นของไอนํ้ าก้อนที่อากาศที่ยกตัวขึ้น จะเย็นตัวลงในอัตรา 10 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร เมื่อเกิดการควบแน่นของไอนํ้ าจะเกิดการคายความ ร้อนแฝงออกมาส่งผลให้อากาศเย็นตัวลงช้ากว่าเดิม โดยเย็นตัวลงด้วยอัตรา 6 องศาเซลเซียสต่อ กิโลเมตร เมื่อก้อนอากาศที่อิ่ มตัวไปด้วยไอนํ้ าจมตัวลง ความกดอากาศโดยรอบก้อนอากาศมีการเปลี่ยนแปลง อย่างไร และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศและอุณหภูมิอากาศภายในก้อนอากาศ อย่างไรแนวคําตอบ ความกดอากาศโดยรอบก้อนอากาศจะเพิ่ มขึ้น ส่งผลให้ก้อนอากาศถูกบีบให้มี ขนาดเล็กลงทําให้อุณหภูมิของก้อนอากาศเพิ่ มขึ้น อุณหภูมิของก้อนอากาศที่เพิ่ มขึ้นส่งผลให้ละอองนํ้ าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แนวคําตอบ เมื่อ อุณหภูมิของก้อนอากาศเพิ่ มขึ้น ทําให้อากาศสามารถรับไอนํ้ าได้มากขึ้นละอองนํ้ าจึงระเหยกลายเป็ น ไอนํ้ า ละอองนํ้ าที่ระเหยกลายเป็ นไอนํ้ าส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายในก้อนอากาศอย่างไร แนว คําตอบ ละอองนํ้ าจะดูดกลืนความร้อนไปใช้ในกระบวนการกลายเป็ นไอ ทําให้อุณหภูมิภายในก้อน อากาศเพิ่ มขึ้นด้วยอัตราประมาณ 6 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร ตามอัตราแอเดียแบติกของอากาศ อิ่ มตัว หากก้อนอากาศจมตัวลงจนกระทังละออง่นํ้ าระเหยกลายเป็ นไอจนหมด อุณหภูมิของก้อนอากาศจะเกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างไร แนวคําตอบ เพิ่ มขึ้นด้วยอัตรา 10 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร ตามอัตราแอเดีย แบติกของอากาศแห้ง 2.4ขั้นพัฒนาความร้ความเข้าใจู 3.1 . ครูตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความกดอากาศ และปริมาตรของ ก้อนอากาศ โดยใช้คําถามในหนังสือเรียนหน้า 7
เมื่อก้อนอากาศลอยตัวสูงขึ้น อุณหภูมิ ความกดอากาศ และปริมาตรของก้อนอากาศเปลี่ยนแปลง หรือไม่ อย่างไร แนวคําตอบ ทั้ งอุณหภูมิ ความกดอากาศ และปริมาตรของก้อนอากาศเกิดการ เปลี่ยนแปลง ๓) ขั้ นสรุป 3.1 . ครูและนักเรียนร่วมสรุป การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความกดอากาศ และปริมาตรของก้อนอากาศ 3.2 ให้นักเรียนทําแบบฝึ ก การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความกดอากาศ และปริมาตรของก้อนอากาศ 12. ระบุเทคนิคการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้มากกว่า ๑ รายการ • เทคนิคการสอนแบบระดมสมอง • เทคนิคการสอนแบบบรรยาย 13. สื่อและแหล่งเรียนรู้ • power point เรื่องการเกิดเมฆ • ใบงานกิจกรรมที่ 1การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความกดอากาศ และปริมาตรของก้อนอากาศ • ใบงาน เรื่องการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความกดอากาศ และปริมาตรของก้อนอากาศ • เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความกดอากาศ และปริมาตรของ ก้อนอากาศ 14. การวัดประเมิน จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัด 1.การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความกดอากาศ และปริมาตรของ ก้อนอากาศ การตอบคําถาม ตรวจใบงาน แบบฝึ กหัด แบบประเมินใบงาน ร้อยละ 75 2. ปฏิบัติกิจกรรมการเปลี่ยนแปลง ปริมาตรของอากาศกับอุณหภูมิ ประเมินการทํากิจกรรมการ เปลี่ยนแปลงปริมาตรของอากาศกับ อุณหภูมิ แบบประเมินการทํากิจกรรม ร้อยละ 80 3.ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน สังเกตการการร่วมทํากิจกรรม แบบสังเกตขณะทํากิจกรรม การเรียนรู้ ร้อยละ 80
15. บันทึกหลังการเรียนการสอน ห้อง ด้านความรู้ที่เกิดกับผู้เรียน ด้านสมรรถนะสําคัญ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ม 5/1 นักเรียนม จํานวน 39 คน คิด เป็ นร้อยละ 79.59 สามารถ อธิบายการเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิ ความกดอากาศ และ ปริมาตรของก้อนอากาศได้ ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.41 ครู ต้องอธิบายให้ความรู้เพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ นร้อยละ 79.59 ปฏิบัติกิจกรรมการเปลี่ยนแปลง ปริมาตรของอากาศกับอุณหภูมิ ส่วน นักเรียนจํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.41 ครูต้องคอยกระตุ้น ให้ข้อมูล เพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 มีความสนใจใฝ่ เรียนรู้ในขณะร่วมกิจกรรมการ เรียนรู้ ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คิด เป็ นร้อยละ 20.41 ครูต้องคอย กระตุ้นในระหว่างทํากิจกรรม ลงชื่อ ............................................ ครูผู้สอน ลงชื่อ ............................................. หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ (นางนันทวัน สุวภาพ) (นางสาวทิพาพร มูลเพ็ญ) .........../....................../............ .........../...................../..............
รหัส ว 32264 วิชา โลกดาราศาสตร์และอวกาศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น ม .5/1 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรู้เรื่องการเกิดเมฆ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เสถียรภาพอากาศกับการยกตัวของก้อนอากาศ เวลา 2 ชัวโมง วัน/เดือน/ปี ที่ใช้แผนการสอน ่ …………..…….………...……………..... 1.มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ สาระ : สาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศ เข้าใจสมดุลพลังงานของโลกการหมุนเวียนของอากาศบนโลกการหมุนเวียนของน้า ในมหาสมุทรการเกิด เมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้ งการพยากรณ์อากาศ ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพอากาศและการเกิดเมฆ 2.สาระการเรียนรู้ เสถียรภาพอากาศ หมายถึง สภาวะของบรรยากาศที่ช่วยส่งเสริมหรือยับยั้ งให้ก้อนอากาศเคลื่อนที่ขึ้นลงใน แนวดิ่ ง ในกรณีที่ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอุณหภูมิของอากาศที่อยู่โดยรอบก้อนอากาศนั้นจะไม่สามารถยกตัว สูงขึ้นได้มากนักและจมตัวกลับสู่ที่เดิม เรียกว่า อากาศมีเสถียรภาพจะพบสภาวะอากาศแจ่มใส เมฆน้อยหรื อ ปราศจาก เมฆ ส่วนสภาวะอากาศไม่มีเสถียรภาพนั้นอุณหภูมิก้อนอากาศจะสูงกว่าอุณหภูมิของอากาศโดยรอบทําให้ก้อน อากาศยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดเมฆในแนวตั้ ง เช่น เมฆคิวมูโลนิมบัส 3. สาระสําคัญ/ความคิดรวบยอด ก้อนอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวดิ่ งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศส่งผลให้อุณหภูมิของก้อนอากาศ เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยอุณหภูมิของก้อนอากาศแห้งเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราแอเดียแบติกของอากาศแห้ง และ อุณหภูมิของก้อนอากาศอิ่ มตัวเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราแอเดียแบติกของอากาศอิ่ มตัวเมื่อพิจารณาอัตราแอเดียแบติก ของอากาศแห้งและอากาศอิ่ มตัวร่วมกับอัตราเปลี่ยนอุณหภูมิตาม ระดับความสูงของบรรยากาศ จะทําให้ทราบว่า ภาวะของบรรยากาศในขณะนั้นเกิดการส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ ภาวะของบรรยากาศดังกล่าว เรียกว่าเสถียรภาพอากาศ ซึ่งแบ่งออกเป็ น 4 แบบ ได้แก่ ภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ ภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ ภาวะไม่ทรง ตัวแบบมีเงื่อนไข และภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลาง โดยเสถียรภาพอากาศแบบต่าง ๆ ทําให้เกิดเมฆที่มีรูปร่างแตกต่าง กัน 4.จุดประสงค์การเรียนรู้ (ระบุ k P A ให้ชัด) จปส. A ขอให้เป็ น จปส. ของเรื่องที่สอนในแผนฯนี้ ด้านความรู้ (Knowlage) 1. อธิบายความสัมพันธ์ของเสถียรภาพอากาศแบบต่าง ๆ กับการยกตัวของก้อนอากาศ ด้านทักษะกระบวนการ (Process) 2. ปฏิบัติกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงปริมาตรของอากาศกับอุณหภูมิ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) 3. ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน
5. คําถามสําคัญ (Big Question) - อุณหภูมิของก้อนอากาศที่เพิ่ มขึ้นส่งผลให้ละอองนํ้ าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ และปรับปรุง ๒๕๖๐ (ระบุ ๑ ข้อ ที่ปรากฏชัดที่สุดใน กิจกรรมการเรียนรู้แผนการสอนนี้) ใฝ่ เรียนรู้ 7. คุณค่าพระวารสาร (ระบุ 1 ข้อที่เด่นชัดที่สุด) เพ่งพิศธรรมชาติธรรมชาติสร้างสรรค์ 8. ทักษะการคิด คิดวิเคราะห์ 9. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน การใช้เทคโนโลยี 10. ภาระงาน/ชิ้ นงาน/ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้ ใบงานกรรมก้อนอากาศยกตัวได้หรือไม่ 11. การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน 1)ขั้ นนําเข้าสู่บทเรียน 1.1 ครูนําอภิปรายเกี่ยวกับเสถียรภาพอากาศโดยให้นักเรียนพิจารณารูป 10.4 (ก) และ (ข) จาก หนังสือเรียนหน้า 7 จากนั้นใช้ตัวอย่างคําถาม ดังนี้ • จากรูป (ก) ก้อนอากาศมีอุณหภูมิเป็ นอย่างไรเมื่อเทียบกับอากาศโดยรอบ แนวคําตอบ ก้อนอากาศมี อุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบ 2) ขั้นสอน โดยใช้กระบวนการ สร้างเจตคติ (ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้ครบตามขั้ นตอนของกระบวนการสอนที่ระบุ) 2.1 ขั้ นสังเกต 2.1 1.ครูนําอภิปรายเกี่ยวกับเสถียรภาพอากาศโดยให้นักเรียนพิจารณารูป 10.4 (ก) และ (ข) จากหนังสือเรียน หน้า 7 จากนั้นใช้ตัวอย่างคําถาม ดังนี้ • หากก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบดังรูป (ก) ก้อนอากาศจะมีความหนาแน่นเป็ น อย่างไรเมื่อเทียบกับอากาศโดยรอบ แนวคําตอบ ก้อนอากาศมีความหนาแน่นมากกว่าอากาศ โดยรอบ • เมื่อก้อนอากาศมีความหนาแน่นมากกว่าอากาศโดยรอบ ก้อนอากาศจะมีการเคลื่อนที่อย่างไร แนว คําตอบ ก้อนอากาศจะจมตัวลง • จากรูป (ข) ก้อนอากาศมีอุณหภูมิเป็ นอย่างไรเมื่อเทียบกับอากาศโดยรอบ แนวคําตอบ ก้อนอากาศมี อุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบ • หากก้อนอากาศมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบดังรูป (ข) ก้อนอากาศจะมีความหนาแน่นเป็ น อย่างไรเมื่อเทียบกับอากาศโดยรอบ แนวคําตอบ ก้อนอากาศมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศ โดยรอบ • เมื่อก้อนอากาศมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศโดยรอบ ก้อนอากาศจะมีการเคลื่อนที่อย่างไรแนว คําตอบ ก้อนอากาศจะยกตัวสูงขึ้น
2.2 ขั้นสอน 2.2.1ครูให้ความรู้นักเรียนเกี่ยวกับเสถียรภาพอากาศจากรูป 10.4 (ก) และ (ข) ดังนี้ • ภาวะที่ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบ ก้อนอากาศจะไม่สามารถยกตัวได้และจมตัวลง ด้านล่าง เกิดเป็ นภาวะที่เรียกว่า ภาวะยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ • ภาวะที่ก้อนอากาศมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบ ก้อนอากาศจะสามารถยกตัวได้ เกิดเป็ นภาวะที่ เรียกว่า ภาวะส่งเสริมการยกตัวของก้อนอากาศ • นักอุตุนิยมวิทยาเรียกภาวะของบรรยากาศที่ยับยั้ งหรือส่งเสริมการยกตัวของก้อนอากาศนี้ว่า เสถียรภาพ อากาศ หรือ เสถียรภาพบรรยากาศ (atmospheric stability) 2.2.2 ครูให้ความรู้นักเรียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศโดยรอบ ดังนี้อุณหภูมิอากาศ โดยรอบมีการเปลี่ยนแปลงตามระดับความสูงด้วยอัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและสภาพลมฟ้าอากาศ ตัวอย่างดังรูป 10.5 นักอุตุนิยมวิทยาเรียกอัตราการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า อัตราการเปลี่ยนอุณหภูมิตามระดับความสูง ของบรรยากาศ (environmental lapse-rate) 2.2.3 ครูให้นักเรียนสังเกตรูป 10.5 ในหนังสือเรียนหน้า 8 จากนั้นอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับความหมายของ อัตราการเปลี่ยนอุณหภูมิตามระดับความสูงของบรรยากาศโดยใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ • เส้นกราฟสีแดง นํ้ าเงิน และเขียว แสดงข้อมูลใด แนวคําตอบ อัตราการเปลี่ยนอุณหภูมิตามระดับ ความสูงของบรรยากาศ • เส้นกราฟใดแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิของอากาศโดยรอบลดลงตามความสูงอย่างรวดเร็วแนวคําตอบ เส้นกราฟสีแดง • เส้นกราฟใดแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิของอากาศโดยรอบลดลงตามความสูงอย่างช้า ๆ แนวคําตอบ เส้นกราฟสีนํ้ าเงิน • เส้นกราฟใดแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิของอากาศโดยเพิ่ มขึ้นตามความสูง จากนั้นอุณหภูมิจึงลดลง ตามความสูงอย่างช้า ๆ แนวคําตอบ เส้นกราฟสีเขียว 2.3.2 ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายตามความคิดของตนเองว่า “อัตราการเปลี่ยนอุณหภูมิตามระดับความสูง ของบรรยากาศเกี่ยวข้องกับภาวะส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศอย่างไร” จากนั้นให้นักเรียนปฏิบัติ กิจกรรม 10.2 ก้อนอากาศยกตัวได้หรือไม่ 2.4ขั้นสรุป 2.4.1 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนําเสนอผลการทํากิจกรรม และร่วมกันอภิปรายผลการทํากิจกรพร้อม ตอบคําถาม ท้ายกิจกรรม โดยมีแนวทางการอภิปรายและแนวทางการตอบคําถามดังแสดงด้านบน 2.4.2 ครูให้นักเรียนสืบค้นและอภิปรายเกี่ยวกับภาวะส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศในกรณีต่าง ๆ จากหนังสือเรียนหน้า 11 – 14 จากนั้นครูนําอภิปรายโดยมีแนวทางการอภิปรายดังนี้
แนวทางการอภิปราย • การเกิดภาวะส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ พิจารณาได้จากการเปรียบเทียบอุณหภูมิ อากาศโดยรอบกับอุณหภูมิของก้อนอากาศแห้งและอุณหภูมิของก้อนอากาศอิ่ มตัว ที่ระดับความสูง เดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ 4 กรณี • กรณีที่ 1 ทั้ งก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่ มตัวมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบในทุกระดับความสูง ทําให้เกิดภาวะยับยั้ งการยกตัวของทั้ งก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่ มตัว เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะทรงตัว สัมบูรณ์ • กรณีที่ 2 ทั้ งก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่ มตัวมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบในทุกระดับความสูง ทําให้เกิดภาวะส่งเสริมการยกตัวของทั้ งก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่ มตัว เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะไม่ ทรงตัวสัมบูรณ์ • กรณีที่ 3 ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบในทุกระดับความสูง ทําให้เกิดภาวะยับยั้ งการยก ตัวของก้อนอากาศแห้ง แต่ก้อนอากาศอิ่ มตัวมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบในทุกระดับความสูง ทําให้ เกิดภาวะส่งเสริมการยกตัวของก้อนอากาศอิ่ มตัว เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะไม่ทรงตัวอย่างมีเงื่อนไข • กรณีที่ 4 ก้อนอากาศแห้งหรือก้อนอากาศอิ่ มตัวมีอุณหภูมิเท่ากับอากาศโดยรอบในทุกระดับความสูง ทํา ให้ไม่เกิดภาวะส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่ มตัว เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลาง ๓) ขั้ นสรุป 3.1 . ครูและนักเรียนร่วมสรุป ภาวะส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศในกรณีต่าง ๆ 3.2 ให้นักเรียนทําแบบฝึ ก ภาวะส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศในกรณีต่าง ๆ 12. ระบุเทคนิคการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้มากกว่า ๑ รายการ • เทคนิคการสอนแบบระดมสมอง • เทคนิคการสอนแบบบรรยาย 13. สื่อและแหล่งเรียนรู้ • power point เรื่องการเกิดเมฆ • ใบงานกิจกรรมก้อนอากาศยกตัวได้หรือไม่ 14. การวัดประเมิน จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัด 1.การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความ กดอากาศ และปริมาตรของก้อนอากาศ การตอบคําถาม ตรวจใบงาน แบบฝึ กหัด แบบประเมินใบงาน ร้อยละ 75 2. ปฏิบัติกิจกรรมก้อนอากาศยกตัวได้ หรือไม่ ประเมินการทํากิจกรรมก้อนอากาศ ยกตัวได้หรือไม่ แบบประเมินการทํา กิจกรรม ร้อยละ 80 3.ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน สังเกตการการร่วมทํากิจกรรม แบบสังเกตขณะทํา กิจกรรมการเรียนรู้ ร้อยละ 80
15. บันทึกหลังการเรียนการสอน ห้อง ด้านความรู้ที่เกิดกับผู้เรียน ด้านสมรรถนะสําคัญ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ม 5/1 นักเรียนม จํานวน 39 คน คิด เป็ นร้อยละ 79.59 สามารถ อธิบายการเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิ ความกดอากาศ และ ปริมาตรของก้อนอากาศได้ ส่วน นักเรียนจํานวน 10 คน คิดเป็ น ร้อยละ 20.41 ครุต้ออธิบาย ให้ความรู้เพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 ปฏิบัติกิจกรรม ก้อนอากาศยกตัวได้หรือไม่ ส่วน นักเรียนจํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อย ละ 20.41 ครูต้องคอยกระตุ้น ให้ ข้อมูลเพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 มีความสนใจใฝ่ เรียนรู้ในขณะร่วมกิจกรรมการ เรียนรู้ ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คิด เป็ นร้อยละ 20.41 ครูต้องคอย กระตุ้นในระหว่างทํากิจกรรม ลงชื่อ ............................................ ครูผู้สอน ลงชื่อ ............................................. หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ (นางนันทวัน สุวภาพ) (นางสาวทิพาพร มูลเพ็ญ) .........../....................../............ .........../...................../..............
รหัส ว 32264 วิชา โลกดาราศาสตร์และอวกาศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น ม .5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรู้เรื่องการเกิดเมฆ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง กระบวนการเกิดเมฆ เวลา 2 ชัวโมง วัน/เดือน/ปี ที่ใช้แผนการสอน ่ …………..…….………...……………..... 1.มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ สาระ : สาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศ เข้าใจสมดุลพลังงานของโลกการหมุนเวียนของอากาศบนโลกการหมุนเวียนของน้า ในมหาสมุทรการเกิด เมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้ งการพยากรณ์อากาศ ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพอากาศและการเกิดเมฆ 2.สาระการเรียนรู้ เสถียรภาพอากาศ หมายถึง สภาวะของบรรยากาศที่ช่วยส่งเสริมหรือยับยั้ งให้ก้อนอากาศเคลื่อนที่ขึ้นลงใน แนวดิ่ ง ในกรณีที่ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอุณหภูมิของอากาศที่อยู่โดยรอบก้อนอากาศนั้นจะไม่สามารถยกตัว สูงขึ้นได้มากนักและจมตัวกลับสู่ที่เดิม เรี ยกว่า อากาศมีเสถียรภาพจะพบสภาวะอากาศแจ่มใส เมฆน้อยหรื อ ปราศจาก เมฆ ส่วนสภาวะอากาศไม่มีเสถียรภาพนั้นอุณหภูมิก้อนอากาศจะสูงกว่าอุณหภูมิของอากาศโดยรอบทําให้ก้อน อากาศยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดเมฆในแนวตั้ ง เช่น เมฆคิวมูโลนิมบัส 3. สาระสําคัญ/ความคิดรวบยอด ก้อนอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวดิ่ งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศส่งผลให้อุณหภูมิของก้อนอากาศ เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยอุณหภูมิของก้อนอากาศแห้งเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราแอเดียแบติกของอากาศแห้ง และ อุณหภูมิของก้อนอากาศอิ่ มตัวเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราแอเดียแบติกของอากาศอิ่ มตัวเมื่อพิจารณาอัตราแอเดียแบติก ของอากาศแห้งและอากาศอิ่ มตัวร่วมกับอัตราเปลี่ยนอุณหภูมิตาม ระดับความสูงของบรรยากาศ จะทําให้ทราบว่า ภาวะของบรรยากาศในขณะนั้นเกิดการส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ ภาวะของบรรยากาศดังกล่าว เรียกว่าเสถียรภาพอากาศ ซึ่งแบ่งออกเป็ น 4 แบบ ได้แก่ ภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ ภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ ภาวะไม่ทรง ตัวแบบมีเงื่อนไข และภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลาง โดยเสถียรภาพอากาศแบบต่าง ๆ ทําให้เกิดเมฆที่มีรูปร่างแตกต่าง กัน 4.จุดประสงค์การเรียนรู้ (ระบุ k P A ให้ชัด) จปส. A ขอให้เป็ น จปส. ของเรื่องที่สอนในแผนฯนี้ ด้านความรู้ (Knowlage) 1. อธิบายกระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่างแตกต่างกัน ด้านทักษะกระบวนการ (Process) 2. เขียนผังมโนทัศน์สรุปกระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่างแตกต่างกัน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) 3. ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน
5. คําถามสําคัญ (Big Question) • “เมฆที่พบในภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลางเป็ นเมฆก้อนหรือเมฆแผ่น เพราะเหตุใด” 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ และปรับปรุง ๒๕๖๐ (ระบุ ๑ ข้อ ที่ปรากฏชัดที่สุดใน กิจกรรมการเรียนรู้แผนการสอนนี้) ใฝ่ เรียนรู้ 7. คุณค่าพระวารสาร (ระบุ 1 ข้อที่เด่นชัดที่สุด) เพ่งพิศธรรมชาติธรรมชาติสร้างสรรค์ 8. ทักษะการคิด คิดวิเคราะห์ 9. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน การใช้เทคโนโลยี 10. ภาระงาน/ชิ้ นงาน/ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้ ใบงานกรรมก้อนอากาศยกตัวได้หรือไม่ 11. การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน 1)ขั้ นนําเข้าสู่บทเรียน 1.1 ครูนําเข้าสู่บทเรียนโดยทบทวนความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเสถียรภาพอากาศทั้ ง 4 กรณี จากนั้นครูให้นักเรียน อภิปรายตามความคิดของตนเองว่า เมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อนและเป็ นแผ่นจะเกิดภายใต้เสถียรภาพอากาศแบบ ใดได้บ้าง 2) ขั้นสอน โดยใช้กระบวนการ สร้างเจตคติ (ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้ครบตามขั้ นตอนของกระบวนการสอนที่ระบุ) 2.1 ขั้ นสังเกต 2.1 1.ครูให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเมฆก้อนจากหนังสือเรียนหน้า 15 - 16จากนั้นครูนํา อภิปรายโดยใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ • ในการเกิดเมฆก้อน ก้อนอากาศจะต้องมีการเคลื่อนที่อย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนว คําตอบ ก้อนอากาศต้องยกตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ทําให้ไอนํ้ าควบแน่นเป็ นละอองนํ้ าและพัฒนาตัว เป็ นกลุ่มก้อนของละอองนํ้ าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า เกิดเป็ นเมฆที่มีลักษณะ เป็ นก้อน • เมฆก้อนเกิดขึ้นได้ในภาวะใดบ้าง แนวคําตอบ ภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ และภาวะไม่ทรงตัวอย่างมี เงื่อนไข 2.2 ขั้นวิเคราะห์ 2.2.1ครูและนักเรียนร่วมอภิปรายคําถามกระบวนการเกิดเมฆก้อนในภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ดังนี้ • ภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ส่งผลให้เกิดเมฆก้อนได้อย่างไร แนวตอบ เมื่อก้อนอากาศถูกกระตุ้นให้ยก ตัว ก้อนอากาศจะมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบที่อยู่ในระดับความสูงเดียวกันเสมอ ทําให้ก้อนอากาศ ยกตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่องจึงเกิดเป็ นเมฆก้อน • จากรูป 10.10 เมื่อก้อนอากาศถูกกลไกกระตุ้นให้ยกตัวสูงขึ้น ก้อนอากาศมีอุณหภูมิแตกต่างจาก อากาศโดยรอบที่ระดับความสูงเดียวกันอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ ก้อนอากาศมี อุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบที่ระดับความสูงเดียวกันเสมอ เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศโดยรอบ ลดลงด้วยอัตราที่มากกว่าก้อนอากาศ
• จากรูป 10.10 หลังจากที่ก้อนอากาศถูกกลไกกระตุ้นให้ยกตัว การเคลื่อนของก้อนอากาศเป็ นอย่างไร และสอดคล้องกับรูปร่างของเมฆที่ปรากฏในรูปอย่างไร แนวคําตอบ ก้อนอากาศจะยกตัวขึ้นได้เอง อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทําให้เกิดเมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อนสอดคล้องรูปร่างของเมฆที่ปรากฏในรูป 2.2.3 ครูและนักเรียนร่วมอภิปรายคําถามกระบวนการเกิดเมฆก้อนในภาวะไม่ทรงตัวอย่างมีเงื่อนไข • เงื่อนไขใดที่จําเป็ นต่อการเกิดเมฆก้อนในภาวะไม่ทรงตัวอย่างมีเงื่อนไข แนวคําตอบ จําเป็ นต้องมี กลไกที่ช่วยให้ก้อนอากาศยกตัวจนกระทังอุณหภูมิของก้อนอากาศสูงกว่าอุณหภูมิอากาศโดยรอบ ่ • จากรูป 10.11 ในช่วงความสูงใดที่ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบ และในช่วงความสูง นี้ ก้อนอากาศยกตัวขึ้นได้อย่างไร แนวคําตอบ ช่วงความสูงตั้ งแต่พื้นโลกจนถึงประมาณ 1.4 กิโลเมตร และในช่วงความสูงนี้ มีกลไกช่วยให้ก้อนอากาศยกตัว • จากรูป 10.11 ที่ความสูงมากกว่า 1.4 กิโลเมตร ก้อนอากาศมีอุณหภูมิแตกต่างจากอากาศโดยรอบที่ ระดับความสูงเดียวกันอย่างไร และส่งผลต่อรูปร่างของเมฆที่เกิดขึ้นอย่างไร แนวคําตอบ ก้อน อากาศมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบที่ระดับความสูงเดียวกัน ส่งผลให้ก้อนอากาศยกตัวสูงขึ้นได้ อย่างต่อเนื่อง จึงเกิดเมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อน 2.3.4ครูตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเมฆก้อน โดยใช้คําถามในหนังสือเรียนหน้า 16 • การที่เมฆก้อนสามารถพัฒนาตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและมียอดเมฆสูงขึ้น อุณหภูมิก้อนอากาศมีค่า เป็ นอย่างไรเมื่อเทียบกับอุณหภูมิอากาศโดยรอบ แนวคําตอบ อุณหภูมิก้อนของอากาศมีค่าสูงกว่า อุณหภูมิอากาศโดยรอบ 2.3.5 ครูให้ความรู้เพิ่ มเติมเกี่ยวกับการเกิดเมฆก้อนที่สัมพันธ์กับการเกิดเมฆริ้ วว่า • ในการเกิดเมฆก้อน ถ้าก้อนอากาศยกตัวจนกระทังอุณหภูมิลด่ ตํ่ากว่าจุดเยือกแข็งจะทําให้ละอองนํ้ า เปลี่ยนสถานะเป็ นผลึกนํ้ าแข็ง และถ้ามีลมในระดับสูงที่พัดแรงจะทําให้ผลึกนํ้ าแข็งถูกพัดเป็ นทาง ยาวทําให้เกิดเป็ นเมฆริ้ว ดังรูป 2.3.6 ครูให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเมฆแผ่นจากหนังสือเรียนหน้า 17 - 19จากนั้นครูนํา อภิปรายโดยใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ • ในการเกิดเมฆแผ่น ก้อนอากาศจะต้องมีการเคลื่อนที่อย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนว คําตอบ ก้อนอากาศที่กําลังยกตัวสูงต้องถูกภาวะของบรรยากาศยับยั้ งจนไม่สามารถยกตัวขึ้นต่อไป ได้ ซึ่งจะทําให้ก้อนอากาศแผ่ออกในแนวราบ และถ้าไอนํ้ าเกิดการควบแน่นจะทําให้เกิดเมฆที่มี ลักษณะเป็ นแผ่น
• เมฆแผ่นเกิดขึ้นได้ในภาวะใดบ้าง แนวคําตอบ ภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ และภาวะไม่ทรงตัวอย่างมี เงื่อนไข • เสถียรภาพอากาศในรูป 10.12 เป็ นแบบใด ทราบได้อย่างไร แนวคําตอบ เสถียรภาพอากาศแบบ ภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ เนื่องจากก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบที่ระดับเดียวกันเสมอ • ก้อนอากาศในรูป 10.12 ยกตัวได้ถึงความสูงใด เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ ประมาณ 1.2 กิโลเมตร เนื่องจากมีกลไกช่วยให้ก้อนอากาศยกตัวขึ้น • ที่ความสูง 1.2 กิโลเมตร ก้อนอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนว คําตอบ ก้อนอากาศแผ่ออกในแนวราบและเกิดการควบแน่นของไอนํ้ า ทําให้เกิดเมฆที่มีลักษณะ เป็ นแผ่น ที่เป็ นเช่นนี้เนื่องจากไม่มีกลไกช่วยให้ก้อนอากาศยกตัวต่อขึ้นไปได้ ประกอบกับภาวะ ของบรรยากาศยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ จึงทําให้ก้อนอากาศแผ่ออกในแนวราบเกิดเป็ นเมฆ แผ่น • เพราะเหตุใด เมฆแผ่นที่เกิดในภาวะทรงตัวสัมบูรณ์จึงคงตัวอยู่ได้ไม่นาน แนวคําตอบ เนื่องจาก ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบที่ระดับเดียวกันเสมอ ทําให้ก้อนอากาศจมตัวกลับสู่ ตําแหน่งเดิม ละอองนํ้ าจึงระเหยกลับเป็ นไอนํ้ า ทําให้เมฆแผ่นสลายไปในที่สุด 2.3.7 ครูและนักเรียนร่วมอภิปรายคําถาม กระบวนการเกิดเมฆแผ่นในภาวะไม่ทรงตัวอย่างมีเงื่อนไข • เสถียรภาพอากาศในรูป 10.13 เป็ นแบบใด ทราบได้อย่างไร แนวคําตอบ เสถียรภาพอากาศแบบ ภาวะไม่ทรงตัวอย่างมีเงื่อนไข เนื่องจากที่ระดับความสูงใกล้พื้ นผิวโลก ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่า กว่าอากาศโดยรอบที่ระดับเดียวกัน แต่หากก้อนอากาศยกตัวสูงกว่า 1.6 กิโลเมตร อุณหภูมิของก้อน อากาศสูงกว่าอากาศโดยรอบที่ระดับเดียวกัน • ก้อนอากาศในรูป 10.13 ยกตัวได้ถึงความสูงใด เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ ประมาณ 1.2 กิโลเมตร เนื่องจากมีกลไกช่วยให้ก้อนอากาศยกตัวขึ้น • ที่ความสูง 1.2 กิโลเมตร ก้อนอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนว คําตอบ ก้อนอากาศแผ่ออกในแนวราบและเกิดการควบแน่นของไอนํ้ า ทําให้เกิดเมฆ 2.4ขั้นสรุป 2.4.1 ครูให้นักเรียนอภิปรายตามความคิดตนเองว่า “เมฆที่พบในภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลางเป็ นเมฆก้อนหรือ เมฆแผ่น เพราะเหตุใด” จากนั้นครูนําอภิปราย โดยมีแนวทางการอภิปรายดังตัวอย่างแนวทางการอภิปราย ภาวะ ทรงตัวอย่างเป็ นกลางมักเกิดขึ้นในบางช่วงความสูงและเกิดเป็ นระยะเวลาสั้น ๆ มักพบในช่วงที่ดวงอาทิตย์กําลัง ขึ้นจากขอบฟ้าหรือลับจากขอบฟ้า ซึ่งเป็ นช่วงที่เสถียรภาพอากาศกําลังเปลี่ยนจากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง ดังนั้นเมฆที่พบในภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลางจึงเป็ นเมฆที่กําลังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามเสถียรภาพอากาศใน ขณะนั้น
2.4.2 ครูให้ความรู้เพิ่ มเติมเกี่ยวกับการเกิดหมอกและเหตุการณ์ฟ้าหลัว ดังนี้ ช่วงเช้ามืดในฤดูหนาวของประเทศไทยมักเกิดภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ เนื่องจากอากาศใกล้พื้นผิวโลกมี อุณหภูมิตํ่าสุดในรอบวัน จึงเกิดภาวะยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ และถ้าอากาศใกล้พื้นผิวโลกมี ความชื้นสัมพัทธ์ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ไอนํ้ าในอากาศจะควบแน่นทําให้เกิดเป็ นชั้นหมอกปกคลุมพื้นผิว บริ เวณนั้น หลังจากนั้นในช่วงสายเมื่ออุณหภูมิอากาศสูงขึ้น ความชื้นสัมพัทธ์จะมีค่าตํ่ากว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ทําให้ละอองนํ้ าระเหยกลับเป็ นไอนํ้ า ส่งผลให้หมอกสลายไปในที่สุด ๓) ขั้ นสรุป 3.1 . ครูและนักเรียนร่วมสรุป เสถียรภาพอากาศ 3.2 ให้นักเรียนทําแบบฝึ กและแผนผังความคิด เสถียรภาพอากาศ 12. ระบุเทคนิคการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้มากกว่า ๑ รายการ • เทคนิคการสอนแบบระดมสมอง • เทคนิคการสอนแบบบรรยาย 13. สื่อและแหล่งเรียนรู้ • power point เรื่องการเกิดเมฆ • ใบงานกิจกรรมก้อนอากาศยกตัวได้หรือไม่ 14. การวัดประเมิน จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัด 1.อธิบายกระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่าง แตกต่างกัน การตอบคําถาม ตรวจใบงาน แบบฝึ กหัด แบบประเมินใบงาน ร้อยละ 75 2. เขียนผังมโนทัศน์สรุปกระบวนการเกิดเมฆที่ มีรูปร่างแตกต่างกัน ประเมินการเขียนผัง มโนทัศน์ แบบประเมินการทํา กิจกรรม ร้อยละ 80 3.ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน สังเกตการการร่วมทํา กิจกรรม แบบสังเกตขณะทํา กิจกรรมการเรียนรู้ ร้อยละ 80
15. บันทึกหลังการเรียนการสอน ห้อง ด้านความรู้ที่เกิดกับผู้เรียน ด้านสมรรถนะสําคัญ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ม 5/1 นักเรียนม จํานวน 39 คน คิด เป็ นร้อยละ 79.59 อธิบาย กระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่าง แตกต่างกัน ส่วนนักเรียน จํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.41 ครุต้ออธิบายให้ความรู้ เพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 เขียนผังมโนทัศน์ สรุปกระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่าง แตกต่างกัน ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.41 ครู ต้องคอยกระตุ้น ให้ข้อมูลเพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 มีความสนใจใฝ่ เรียนรู้ในขณะร่วมกิจกรรมการ เรียนรู้ ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คิด เป็ นร้อยละ 20.41 ครูต้องคอย กระตุ้นในระหว่างทํากิจกรรม ลงชื่อ ............................................ ครูผู้สอน ลงชื่อ ............................................. หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ (นางนันทวัน สุวภาพ) (นางสาวทิพาพร มูลเพ็ญ) .........../....................../............ .........../...................../..............
รหัส ว 32264 วิชา โลกดาราศาสตร์และอวกาศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้ น ม .5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรู้เรื่องการเกิดเมฆ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง กระบวนการเกิดเมฆ เวลา 2 ชัวโมง วัน/เดือน/ปี ที่ใช้แผนการสอน ่ …………..…….………...……………..... 1.มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ สาระ : สาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศ เข้าใจสมดุลพลังงานของโลกการหมุนเวียนของอากาศบนโลกการหมุนเวียนของน้า ในมหาสมุทรการเกิด เมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้ งการพยากรณ์อากาศ ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพอากาศและการเกิดเมฆ 2.สาระการเรียนรู้ เสถียรภาพอากาศ หมายถึง สภาวะของบรรยากาศที่ช่วยส่งเสริมหรือยับยั้ งให้ก้อนอากาศเคลื่อนที่ขึ้นลงใน แนวดิ่ ง ในกรณีที่ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอุณหภูมิของอากาศที่อยู่โดยรอบก้อนอากาศนั้นจะไม่สามารถยกตัว สูงขึ้นได้มากนักและจมตัวกลับสู่ที่เดิม เรี ยกว่า อากาศมีเสถียรภาพจะพบสภาวะอากาศแจ่มใส เมฆน้อยหรื อ ปราศจาก เมฆ ส่วนสภาวะอากาศไม่มีเสถียรภาพนั้นอุณหภูมิก้อนอากาศจะสูงกว่าอุณหภูมิของอากาศโดยรอบทําให้ก้อน อากาศยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดเมฆในแนวตั้ ง เช่น เมฆคิวมูโลนิมบัส 3. สาระสําคัญ/ความคิดรวบยอด ก้อนอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวดิ่ งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศส่งผลให้อุณหภูมิของก้อนอากาศ เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยอุณหภูมิของก้อนอากาศแห้งเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราแอเดียแบติกของอากาศแห้ง และ อุณหภูมิของก้อนอากาศอิ่ มตัวเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราแอเดียแบติกของอากาศอิ่ มตัวเมื่อพิจารณาอัตราแอเดียแบติก ของอากาศแห้งและอากาศอิ่ มตัวร่วมกับอัตราเปลี่ยนอุณหภูมิตาม ระดับความสูงของบรรยากาศ จะทําให้ทราบว่า ภาวะของบรรยากาศในขณะนั้นเกิดการส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ ภาวะของบรรยากาศดังกล่าว เรียกว่าเสถียรภาพอากาศ ซึ่งแบ่งออกเป็ น 4 แบบ ได้แก่ ภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ ภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ ภาวะไม่ทรง ตัวแบบมีเงื่อนไข และภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลาง โดยเสถียรภาพอากาศแบบต่าง ๆ ทําให้เกิดเมฆที่มีรูปร่างแตกต่าง กัน 4.จุดประสงค์การเรียนรู้ (ระบุ k P A ให้ชัด) จปส. A ขอให้เป็ น จปส. ของเรื่องที่สอนในแผนฯนี้ ด้านความรู้ (Knowlage) 4. อธิบายกระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่างแตกต่างกัน ด้านทักษะกระบวนการ (Process) 5. เขียนผังมโนทัศน์สรุปกระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่างแตกต่างกัน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) 6. ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน
5. คําถามสําคัญ (Big Question) • “เมฆที่พบในภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลางเป็ นเมฆก้อนหรือเมฆแผ่น เพราะเหตุใด” 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ และปรับปรุง ๒๕๖๐ (ระบุ ๑ ข้อ ที่ปรากฏชัดที่สุดใน กิจกรรมการเรียนรู้แผนการสอนนี้) ใฝ่ เรียนรู้ 7. คุณค่าพระวารสาร (ระบุ 1 ข้อที่เด่นชัดที่สุด) เพ่งพิศธรรมชาติธรรมชาติสร้างสรรค์ 8. ทักษะการคิด คิดวิเคราะห์ 9. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน การใช้เทคโนโลยี 10. ภาระงาน/ชิ้ นงาน/ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้ ใบงานกรรมก้อนอากาศยกตัวได้หรือไม่ 11. การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน 1)ขั้ นนําเข้าสู่บทเรียน 1.1 ครูนําเข้าสู่บทเรียนโดยทบทวนความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเสถียรภาพอากาศทั้ ง 4 กรณี จากนั้นครูให้นักเรียน อภิปรายตามความคิดของตนเองว่า เมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อนและเป็ นแผ่นจะเกิดภายใต้เสถียรภาพอากาศแบบ ใดได้บ้าง 2) ขั้นสอน โดยใช้กระบวนการ สร้างเจตคติ (ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้ครบตามขั้ นตอนของกระบวนการสอนที่ระบุ) 2.1 ขั้ นสังเกต 2.1 1.ครูให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเมฆก้อนจากหนังสือเรียนหน้า 15 - 16จากนั้นครูนํา อภิปรายโดยใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ • ในการเกิดเมฆก้อน ก้อนอากาศจะต้องมีการเคลื่อนที่อย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนว คําตอบ ก้อนอากาศต้องยกตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ทําให้ไอนํ้ าควบแน่นเป็ นละอองนํ้ าและพัฒนาตัว เป็ นกลุ่มก้อนของละอองนํ้ าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า เกิดเป็ นเมฆที่มีลักษณะ เป็ นก้อน • เมฆก้อนเกิดขึ้นได้ในภาวะใดบ้าง แนวคําตอบ ภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ และภาวะไม่ทรงตัวอย่างมี เงื่อนไข 2.2 ขั้นวิเคราะห์ 2.2.1ครูและนักเรียนร่วมอภิปรายคําถามกระบวนการเกิดเมฆก้อนในภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ดังนี้ • ภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ส่งผลให้เกิดเมฆก้อนได้อย่างไร แนวตอบ เมื่อก้อนอากาศถูกกระตุ้นให้ยก ตัว ก้อนอากาศจะมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบที่อยู่ในระดับความสูงเดียวกันเสมอ ทําให้ก้อนอากาศ ยกตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่องจึงเกิดเป็ นเมฆก้อน • จากรูป 10.10 เมื่อก้อนอากาศถูกกลไกกระตุ้นให้ยกตัวสูงขึ้น ก้อนอากาศมีอุณหภูมิแตกต่างจาก อากาศโดยรอบที่ระดับความสูงเดียวกันอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ ก้อนอากาศมี อุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบที่ระดับความสูงเดียวกันเสมอ เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศโดยรอบ ลดลงด้วยอัตราที่มากกว่าก้อนอากาศ
• จากรูป 10.10 หลังจากที่ก้อนอากาศถูกกลไกกระตุ้นให้ยกตัว การเคลื่อนของก้อนอากาศเป็ นอย่างไร และสอดคล้องกับรูปร่างของเมฆที่ปรากฏในรูปอย่างไร แนวคําตอบ ก้อนอากาศจะยกตัวขึ้นได้เอง อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทําให้เกิดเมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อนสอดคล้องรูปร่างของเมฆที่ปรากฏในรูป 2.2.3 ครูและนักเรียนร่วมอภิปรายคําถามกระบวนการเกิดเมฆก้อนในภาวะไม่ทรงตัวอย่างมีเงื่อนไข • เงื่อนไขใดที่จําเป็ นต่อการเกิดเมฆก้อนในภาวะไม่ทรงตัวอย่างมีเงื่อนไข แนวคําตอบ จําเป็ นต้องมี กลไกที่ช่วยให้ก้อนอากาศยกตัวจนกระทังอุณหภูมิของก้อนอากาศสูงกว่าอุณหภูมิอากาศโดยรอบ ่ • จากรูป 10.11 ในช่วงความสูงใดที่ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบ และในช่วงความสูง นี้ ก้อนอากาศยกตัวขึ้นได้อย่างไร แนวคําตอบ ช่วงความสูงตั้ งแต่พื้นโลกจนถึงประมาณ 1.4 กิโลเมตร และในช่วงความสูงนี้ มีกลไกช่วยให้ก้อนอากาศยกตัว • จากรูป 10.11 ที่ความสูงมากกว่า 1.4 กิโลเมตร ก้อนอากาศมีอุณหภูมิแตกต่างจากอากาศโดยรอบที่ ระดับความสูงเดียวกันอย่างไร และส่งผลต่อรูปร่างของเมฆที่เกิดขึ้นอย่างไร แนวคําตอบ ก้อน อากาศมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบที่ระดับความสูงเดียวกัน ส่งผลให้ก้อนอากาศยกตัวสูงขึ้นได้ อย่างต่อเนื่อง จึงเกิดเมฆที่มีรูปร่างเป็ นก้อน 2.3.4ครูตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเมฆก้อน โดยใช้คําถามในหนังสือเรียนหน้า 16 • การที่เมฆก้อนสามารถพัฒนาตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและมียอดเมฆสูงขึ้น อุณหภูมิก้อนอากาศมีค่า เป็ นอย่างไรเมื่อเทียบกับอุณหภูมิอากาศโดยรอบ แนวคําตอบ อุณหภูมิก้อนของอากาศมีค่าสูงกว่า อุณหภูมิอากาศโดยรอบ 2.3.5 ครูให้ความรู้เพิ่ มเติมเกี่ยวกับการเกิดเมฆก้อนที่สัมพันธ์กับการเกิดเมฆริ้ วว่า • ในการเกิดเมฆก้อน ถ้าก้อนอากาศยกตัวจนกระทังอุณหภูมิลด่ ตํ่ากว่าจุดเยือกแข็งจะทําให้ละอองนํ้ า เปลี่ยนสถานะเป็ นผลึกนํ้ าแข็ง และถ้ามีลมในระดับสูงที่พัดแรงจะทําให้ผลึกนํ้ าแข็งถูกพัดเป็ นทาง ยาวทําให้เกิดเป็ นเมฆริ้ว ดังรูป 2.3.6 ครูให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเมฆแผ่นจากหนังสือเรียนหน้า 17 - 19จากนั้นครูนํา อภิปรายโดยใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ • ในการเกิดเมฆแผ่น ก้อนอากาศจะต้องมีการเคลื่อนที่อย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนว คําตอบ ก้อนอากาศที่กําลังยกตัวสูงต้องถูกภาวะของบรรยากาศยับยั้ งจนไม่สามารถยกตัวขึ้นต่อไป ได้ ซึ่งจะทําให้ก้อนอากาศแผ่ออกในแนวราบ และถ้าไอนํ้ าเกิดการควบแน่นจะทําให้เกิดเมฆที่มี ลักษณะเป็ นแผ่น
• เมฆแผ่นเกิดขึ้นได้ในภาวะใดบ้าง แนวคําตอบ ภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ และภาวะไม่ทรงตัวอย่างมี เงื่อนไข • เสถียรภาพอากาศในรูป 10.12 เป็ นแบบใด ทราบได้อย่างไร แนวคําตอบ เสถียรภาพอากาศแบบ ภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ เนื่องจากก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบที่ระดับเดียวกันเสมอ • ก้อนอากาศในรูป 10.12 ยกตัวได้ถึงความสูงใด เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ ประมาณ 1.2 กิโลเมตร เนื่องจากมีกลไกช่วยให้ก้อนอากาศยกตัวขึ้น • ที่ความสูง 1.2 กิโลเมตร ก้อนอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนว คําตอบ ก้อนอากาศแผ่ออกในแนวราบและเกิดการควบแน่นของไอนํ้ า ทําให้เกิดเมฆที่มีลักษณะ เป็ นแผ่น ที่เป็ นเช่นนี้เนื่องจากไม่มีกลไกช่วยให้ก้อนอากาศยกตัวต่อขึ้นไปได้ ประกอบกับภาวะ ของบรรยากาศยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ จึงทําให้ก้อนอากาศแผ่ออกในแนวราบเกิดเป็ นเมฆ แผ่น • เพราะเหตุใด เมฆแผ่นที่เกิดในภาวะทรงตัวสัมบูรณ์จึงคงตัวอยู่ได้ไม่นาน แนวคําตอบ เนื่องจาก ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่ากว่าอากาศโดยรอบที่ระดับเดียวกันเสมอ ทําให้ก้อนอากาศจมตัวกลับสู่ ตําแหน่งเดิม ละอองนํ้ าจึงระเหยกลับเป็ นไอนํ้ า ทําให้เมฆแผ่นสลายไปในที่สุด 2.3.8 ครูและนักเรียนร่วมอภิปรายคําถาม กระบวนการเกิดเมฆแผ่นในภาวะไม่ทรงตัวอย่างมีเงื่อนไข • เสถียรภาพอากาศในรูป 10.13 เป็ นแบบใด ทราบได้อย่างไร แนวคําตอบ เสถียรภาพอากาศแบบ ภาวะไม่ทรงตัวอย่างมีเงื่อนไข เนื่องจากที่ระดับความสูงใกล้พื้ นผิวโลก ก้อนอากาศมีอุณหภูมิตํ่า กว่าอากาศโดยรอบที่ระดับเดียวกัน แต่หากก้อนอากาศยกตัวสูงกว่า 1.6 กิโลเมตร อุณหภูมิของก้อน อากาศสูงกว่าอากาศโดยรอบที่ระดับเดียวกัน • ก้อนอากาศในรูป 10.13 ยกตัวได้ถึงความสูงใด เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ ประมาณ 1.2 กิโลเมตร เนื่องจากมีกลไกช่วยให้ก้อนอากาศยกตัวขึ้น • ที่ความสูง 1.2 กิโลเมตร ก้อนอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนว คําตอบ ก้อนอากาศแผ่ออกในแนวราบและเกิดการควบแน่นของไอนํ้ า ทําให้เกิดเมฆ 2.4ขั้นสรุป 2.4.1 ครูให้นักเรียนอภิปรายตามความคิดตนเองว่า “เมฆที่พบในภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลางเป็ นเมฆก้อนหรือ เมฆแผ่น เพราะเหตุใด” จากนั้นครูนําอภิปราย โดยมีแนวทางการอภิปรายดังตัวอย่างแนวทางการอภิปราย ภาวะ ทรงตัวอย่างเป็ นกลางมักเกิดขึ้นในบางช่วงความสูงและเกิดเป็ นระยะเวลาสั้น ๆ มักพบในช่วงที่ดวงอาทิตย์กําลัง ขึ้นจากขอบฟ้าหรือลับจากขอบฟ้า ซึ่งเป็ นช่วงที่เสถียรภาพอากาศกําลังเปลี่ยนจากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง ดังนั้นเมฆที่พบในภาวะทรงตัวอย่างเป็ นกลางจึงเป็ นเมฆที่กําลังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามเสถียรภาพอากาศใน ขณะนั้น
2.4.2 ครูให้ความรู้เพิ่ มเติมเกี่ยวกับการเกิดหมอกและเหตุการณ์ฟ้าหลัว ดังนี้ ช่วงเช้ามืดในฤดูหนาวของประเทศไทยมักเกิดภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ เนื่องจากอากาศใกล้พื้นผิวโลกมี อุณหภูมิตํ่าสุดในรอบวัน จึงเกิดภาวะยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ และถ้าอากาศใกล้พื้นผิวโลกมี ความชื้นสัมพัทธ์ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ไอนํ้ าในอากาศจะควบแน่นทําให้เกิดเป็ นชั้นหมอกปกคลุมพื้นผิว บริ เวณนั้น หลังจากนั้นในช่วงสายเมื่ออุณหภูมิอากาศสูงขึ้น ความชื้นสัมพัทธ์จะมีค่าตํ่ากว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ทําให้ละอองนํ้ าระเหยกลับเป็ นไอนํ้ า ส่งผลให้หมอกสลายไปในที่สุด ๓) ขั้ นสรุป 3.1 . ครูและนักเรียนร่วมสรุป เสถียรภาพอากาศ 3.2 ให้นักเรียนทําแบบฝึ กและแผนผังความคิด เสถียรภาพอากาศ 12. ระบุเทคนิคการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้มากกว่า ๑ รายการ • เทคนิคการสอนแบบระดมสมอง • เทคนิคการสอนแบบบรรยาย 13. สื่อและแหล่งเรียนรู้ • power point เรื่องการเกิดเมฆ • ใบงานกิจกรรมก้อนอากาศยกตัวได้หรือไม่ 14. การวัดประเมิน จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัด 1.อธิบายกระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่าง แตกต่างกัน การตอบคําถาม ตรวจใบงาน แบบฝึ กหัด แบบประเมินใบงาน ร้อยละ 75 2. เขียนผังมโนทัศน์สรุปกระบวนการเกิดเมฆที่ มีรูปร่างแตกต่างกัน ประเมินการเขียนผัง มโนทัศน์ แบบประเมินการทํา กิจกรรม ร้อยละ 80 3.ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน สังเกตการการร่วมทํา กิจกรรม แบบสังเกตขณะทํา กิจกรรมการเรียนรู้ ร้อยละ 80
15. บันทึกหลังการเรียนการสอน ห้อง ด้านความรู้ที่เกิดกับผู้เรียน ด้านสมรรถนะสําคัญ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ม 5/1 นักเรียนม จํานวน 39 คน คิด เป็ นร้อยละ 79.59 อธิบาย กระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่าง แตกต่างกัน ส่วนนักเรียน จํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.41 ครุต้ออธิบายให้ความรู้ เพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 เขียนผังมโนทัศน์ สรุปกระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่าง แตกต่างกัน ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.41 ครู ต้องคอยกระตุ้น ให้ข้อมูลเพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 มีความสนใจใฝ่ เรียนรู้ในขณะร่วมกิจกรรมการ เรียนรู้ ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คิด เป็ นร้อยละ 20.41 ครูต้องคอย กระตุ้นในระหว่างทํากิจกรรม ลงชื่อ ............................................ ครูผู้สอน ลงชื่อ ............................................. หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ (นางนันทวัน สุวภาพ) (นางสาวทิพาพร มูลเพ็ญ) .........../....................../............ .........../...................../..............
แผนการจัดการเรียนรู้ รหัส ว 32264 วิชา โลกดาราศาสตร์และอวกาศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น ม .5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเกิดเมฆ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง กลไกการยกตัวของอากาศและการเกิดเมฆ เวลา.... 2 …….. ชัวโมง วัน/เดือน/ปี ที่ใช้แผนการสอน ่ …………..…….………...……………..... 1.มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ สาระ : สาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศ เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมุนเวียนของน้า ในมหาสมุทรการเกิด เมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้ งการพยากรณ์อากาศ ผลการเรียนรู้ 2. อธิบายการเกิดแนวปะทะอากาศแบบต่าง ๆและลักษณะลมฟ้าอากาศที่เกี่ยวข้อง 2.สาระการเรียนรู้ แนวปะทะอากาศเกิดจากการเคลื่อนที่ปะทะกันของก้อนอากาศที่สมบัติต่างกันตั้งแต่สองก้อนขึ้นไป แนว ปะทะอากาศแบ่งออกได้๔ รูปแบบคือ แนวปะทะอากาศอุ่น ซึ่งมักพบเมฆแผ่น เช่นเมฆซีร์รัส อัลโตสเตรตัส เกิดฝน กระจายเป็ นบริเวณกว้าง แนวปะทะอากาศเย็น เกิดเมฆก้อนเช่น เมฆคิวมูโลนิมบัส ทําให้อากาศแปรปรวนเกิด ฝนฟ้าคะนอง แนวปะทะอากาศรวม เกิดเมฆคิวมูโลนิมบัสที่ส่งผลต่อการเกิดพายุฝนแนวปะทะอากาศคงที่จะมี ลักษณะอากาศแจ่มใสจนถึงมีเมฆบางส่วน และอาจส่งผลให้เกิดแนวปะทะอากาศแบบอื่นต่อไปได้ 3. สาระสําคัญ/ความคิดรวบยอด การหมุนเวียนของอากาศเกิดขึ้นจากความกดอากาศที่แตกต่างกันระหว่างสองบริเวณ โดยอากาศเคลื่อนที่ จากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศตํ่าซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในการเคลื่อนที่ของอากาศใน แนวราบ และเมื่อพิจารณาการเคลื่อนที่ของอากาศในแนวดิ่ งจะพบว่าอากาศเหนือบริเวณความกดอากาศตํ่าจะมีการ ยกตัวขึ้น ขณะที่อากาศเหนือบริเวณความกดอากาศสูงจะจมตัวลงโดยการเคลื่อนที่ของอากาศทั้งในแนวราบและ แนวดิ่ งนี้ทําให้เกิดเป็ นการหมุนเวียนของอากาศ 4.จุดประสงค์การเรียนร้ (ระบ ู ุk P A ให้ชัด) จปส. A ขอให้เป็ น จปส. ของเรื่องที่สอนในแผนฯนี้ ด้านความร้ ู(Knowlage) 1. อธิบายการเกิดและลักษณะของแนวปะทะอากาศโดยใช้แบบจําลอง ด้านทักษะกระบวนการ (Process) 2. ปฏิบัติกิจกรรมแบบจําลองแนวปะทะอากาศ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) 3. ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน
5. คําถามสําคัญ (Big Question) “การหมุนเวียนอากาศกับภูมิอากาศในแต่ละเขตละติจูดสัมพันธ์กันอย่างไร” 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ และปรับปรุง ๒๕๖๐ (ระบุ ๑ ข้อ ที่ปรากฏชัดที่สุดใน กิจกรรมการเรียนรู้แผนการสอนนี้) ใฝ่ เรียนรู้ 7. คุณค่าพระวารสาร (ระบุ 1 ข้อที่เด่นชัดที่สุด) เพ่งพิศธรรมชาติธรรมชาติสร้างสรรค์ 8. ทักษะการคิด คิดวิเคราะห์ 9. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน การใช้เทคโนโลยี 10. ภาระงาน/ชิ้ นงาน/ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้ ใบงานกิจกรรมปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนที่ของอากาศ 11. การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน 1) ขั้นนําเข้าส่บทเรียนู 1.1 ครูนําเข้าสู่บทเรียนโดยให้นักเรียนอภิปรายตามความคิดของตนเองว่า “ในธรรมชาติ มีอะไรที่ช่วยให้ ก้อนอากาศยกตัวสูงขึ้นได้บ้าง” จากนั้นครูอธิบายนักเรียนว่า ในธรรมชาติ การที่ก้อนอากาศยกตัวขึ้นได้นั้นเกี่ยวข้อง กับกระบวนการต่าง ๆ ได้แก่ การพาความร้อน ลักษณะภูมิประเทศ การลู่เข้าหากันของอากาศ และแนวปะทะอากาศ 2) ขั้นสอน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 E 2.1 ขั้นสร้างความสนใจ 2.1 1. ครูให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับกลไกการพาความร้อนจากหนังสือเรียนหน้า 20 จากนั้นครูนําอภิปราย โดยอาจใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ อากาศบริเวณพื้ นผิวโลกจะมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบในบริเวณนั้นได้อย่างไร แนวคําตอบ พื้ นผิวโลกบางบริเวณสามารถดูดกลืนรังสีดวงอาทิตย์ได้ดี ทําให้มีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณอื่น ๆ ความ ร้อนจากพื้นผิวโลกจะถูกถ่ายโอนไปยังอากาศเหนือผิวโลกบริเวณนั้น อากาศจึงมีอุณหภูมิสูงกว่า อากาศโดยรอบ เพราะเหตุใดก้อนอากาศที่ยกตัวสูงขึ้นจึงเกิดการควบแน่นของไอนํ้ า แนวคําตอบ เมื่อก้อนอากาศยกตัว สูงขึ้น อุณหภูมิอากาศจะลดลง ส่งผลให้ความชื้นสัมพัทธ์เพิ่ มขึ้น และเมื่อความชื้นสัมพัทธ์มีค่า 100 เปอร์เซ็นต์ ไอนํ้ าในอากาศจะควบแน่นเป็ นละอองนํ้ า อากาศที่อยู่ในระดับสูงจมตัวลงสู่ด้านล่างได้หรือไม่ อย่างไร แนวคําตอบ อากาศจมตัวลงสู่ด้านล่างได้ โดยบริเวณขอบของก้อนเมฆที่เกิดการระเหยของละอองนํ้ าเป็ นไอนํ้ าจะเกิดการดูดกลืนความร้อนจาก อากาศโดยรอบก้อนเมฆ ส่งผลให้อากาศบริเวณนั้นมีอุณหภูมิตํ่าลง จึงจมตัวลงด้านล่าง
2.2 ขั้นสํารวจและค้นหา 2.2.1 ครูให้นักเรียนสังเกตรูป 10.15 ในหนังสือเรียนหน้า 21 จากนั้นครูนําอภิปรายโดยใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ ช่องสีเขียวแสดงข้อมูลใด และการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลในชั้น A และ B เป็ นอย่างไรแนวคําตอบ ช่องสีเขียวแสดงข้อมูลความชื้นสัมพัทธ์ โดยในชั้น A ความชื้นสัมพัทธ์มีค่า เพิ่ มขึ้นตามความสูง และในชั้น B ความชื้นสัมพัทธ์มีค่า 100 เปอร์เซ็นต์ ช่องสีฟ้าแสดงข้อมูลใดบ้างแนวคําตอบ อุณหภูมิของก้อนอากาศและอุณหภูมิอากาศโดยรอบใน แต่ละระดับความสูงการยกตัวของก้อนอากาศ และช่วงความสูงที่เกิดเมฆ ในช่องสีฟ้า อุณหภูมิของก้อนอากาศและอุณหภูมิอากาศโดยรอบในแต่ละระดับความสูง มีค่า แตกต่างกันอย่างไรแนวคําตอบ ที่บริเวณพื้นผิวโลก ก้อนอากาศและอากาศโดยรอบมีอุณหภูมิ เท่ากัน ที่บริเวณ สูงขึ้น ก้อนอากาศจะมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบ จนกระทังระดับความสูง ่ 2 กิโลเมตรก้อนอากาศมีอุณหภูมิเท่ากับอากาศโดยรอบ ในช่องสีฟ้า ชั้น A และ B เกิดภาวะส่งเสริมหรือยับยั้ งการยกตัวของก้อนอากาศ เพราะเหตุใด แนวคําตอบ ในชั้ น A และ B เกิดภาวะส่งเสริมการยกตัวของก้อนอากาศ เนื่องจากก้อนอากาศมี อุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบ โดยที่ระดับความสูงเดียวกันอุณหภูมิของก้อนอากาศสูงกว่า อุณหภูมิของอากาศโดยรอบ 2.3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 2.3.1 ครูตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเกี่ยวกับการวิเคราะห์แผนภาพการเกิดเมฆจากการเปลี่ยนแปลง ของข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้คําถามในหนังสือเรียนหน้า 22 จากรูป 10.15 (ในหนังสือเรียนหน้า 21) หากกําหนดให้อัตราการเปลี่ยนอุณหภูมิตามระดับความสูงของ บรรยากาศที่ความสูงตั้ งแต่ 1 กิโลเมตรขึ้นไป มีค่า 4.5 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร ยอดเมฆมีความสูงเท่าใด แนวคําตอบ ยอดเมฆมีความสูงประมาณ 3 กิโลเมตร เนื่องจากเมื่ออุณหภูมิอากาศโดยรอบลดลงด้วยอัตราที่ มากกว่าเดิม จะทําให้ช่วงความสูงที่เกิดภาวะไม่ทรงตัวสัมบูรณ์ขยายขึ้นไปถึงความสูง 3 กิโลเมตร ทําให้เมฆ พัฒนาตัวได้สูงขึ้น ดังแสดงในรูป
2.3.2 ครูให้ความรู้เพิ่ มเติมเกี่ยวกับอุณหภูมิจุดนํ้ าค้างว่า อุณหภูมิจุดนํ้ าค้าง คือ อุณหภูมิที่ทําให้ไอนํ้ าในอากาศในขณะนั้น ๆ เริ่มควบแน่นเป็ นละอองนํ้ าโดยความกด อากาศยังคงเท่าเดิม เมื่ออุณหภูมิอากาศลดลงและมีค่าใกล้เคียงอุณหภูมิจุดนํ้ าค้างมากขึ้น ความชื้นสัมพัทธ์ก็จะมีค่าเพิ่ มขึ้น และ เมื่ออุณหภูมิอากาศมีค่าเท่ากับอุณหภูมิจุดนํ้ าค้าง ความชื้นสัมพัทธ์จะมีค่า 100 เปอร์เซ็นต์ ทําให้ไอนํ้ าใน อากาศควบแน่นเป็ นละอองนํ้ า ก้อนอากาศที่ยกตัวขึ้นจนกระทังไอ ่นํ้ าในอากาศเกิดการควบแน่นเป็ นละอองนํ้ าอุณหภูมิของก้อนอากาศและ อุณหภูมิจุดนํ้ าค้างจะเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราที่เท่ากัน ส่งผลให้ก้อนอากาศที่เกิดการควบแน่นของไอนํ้ ามี อุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิจุดนํ้ าค้างเสมอ 2.4ขั้นขยายความร้ ู 2.4.1 ครูให้นักเรียนสังเกตรูป 10.16จากหนังสือเรียนหน้า 22และนําอภิปรายโดยใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ ลูกศรสีส้มและลูกศรสีฟ้าแทนสิ่งใด แนวคําตอบ ลูกศรสีส้มแทนการเคลื่อนที่ของอากาศที่ไม่เกิดการ ควบแน่นของไอนํ้ า และลูกศรสีฟ้าแทนการเคลื่อนที่ของอากาศที่เกิดการควบแน่นของไอนํ้ า บริ เวณด้านต้นลม เมื่ออากาศถูกบังคับให้ยกตัวขึ้นถึงระดับความสูง 1 กิโลเมตร อุณหภูมิอากาศมีค่า เปลี่ยนแปลงไปเท่าใด เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ อุณหภูมิอากาศลดลง 10 องศาเซลเซียส ตาม อัตราแอเดียแบติกของอากาศแห้ง เนื่องจากยังไม่เกิดการควบแน่นของไอนํ้ า ที่ระดับความสูง 1 กิโลเมตร อุณหภูมิอากาศและอุณหภูมิจุดนํ้าค้างมีค่าเป็ นอย่างไร สอดคล้องกับเมฆที่ เกิดขึ้นหรือไม่ แนวคําตอบ อุณหภูมิอากาศและอุณหภูมิจุดนํ้ าค้างมีค่า 14 องศาเซลเซียส เท่ากันสอดคล้อง กับบริเวณที่ไอนํ้ าเริ่มเกิดการควบแน่นหรือบริเวณฐานเมฆ ที่ระดับความสูง 1 กิโลเมตร จนถึงยอดเขา อากาศที่กําลังยกตัวขึ้น มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเป็ น อย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ อุณหภูมิอากาศลดลง 6 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร ตาม อัตราแอเดียแบติกของอากาศอิ่ มตัว เนื่องจากเกิดการควบแน่นของไอนํ้ า บริเวณยอดเขามีเสถียรภาพอากาศแบบใด และส่งผลต่อการยกตัวของอากาศอย่างไร แนวคําตอบ ภาวะไม่ ทรงตัวสัมบูรณ์ ส่งผลให้ก้อนอากาศสามารถยกตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง หากอากาศบริเวณยอดเขาถูกแรงกระทําให้จมตัวลงบริเวณด้านปลายลม อากาศจะมีอัตราการเปลี่ยนแปลง ของอุณหภูมิเป็ นอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ อุณหภูมิอากาศเพิ่ มขึ้น 10 องศาเซลเซียส ต่อกิโลเมตร ตามอัตราแอเดียแบติกของอากาศแห้ง เนื่องจากไม่เกิดการควบแน่นของไอนํ้ า เพราะเหตุใด จึงไม่ปรากฏเมฆด้านปลายลม แนวคําตอบ เนื่องจากอากาศที่จมตัวจะมีอุณหภูมิเพิ่ มสูงขึ้น อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุณหภูมิอากาศมีค่าสูงกว่าอุณหภูมิจุดนํ้ าค้าง ทําให้ละอองนํ้ าในอากาศระเหยเป็ นไอ นํ้ า บริเวณเชิงเขาด้านปลายลมและด้านต้นลม มีปริมาณหยาดนํ้ าฟ้าแตกต่างกันอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็ น เช่นนั้น แนวคําตอบ บริเวณเชิงเขาด้านปลายลมมีปริมาณหยาดนํ้ าฟ้าน้อยกว่าด้านต้นลม เนื่องจากไอนํ้ า ส่วนใหญ่ควบแน่นเป็ นเมฆและเกิดเป็ นหยาดนํ้ าฟ้าบริเวณด้านต้นลม
บริเวณเชิงเขาด้านปลายลมซึ่งมีโอกาสได้รับหยาดนํ้ าในปริมาณน้อยและเกิดความแห้งแล้งจนมีสภาพเป็ น ทะเลทราย มีชื่อเรียกว่าอย่างไร แนวคําตอบ พื้ นที่อับฝน 2.4.2 ครูให้นักเรียนสังเกตรูป 10.17 ในหนังสือเรียนหน้า 23 จากนั้นครูนอภิปรายโดยใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ พื้นที่ดังกล่าวอยู่บริเวณใดของโลก แนวคําตอบ ทวีปเอเชีย บริเวณตอนเหนือของประเทศอินเดีย ทิศทางการเคลื่อนที่ของอากาศเป็ นอย่างไร และลูกศรสีนํ้ าเงินและสีส้มแทนสิ่งใด แนวคําตอบ อากาศ เคลื่อนที่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลูกศรสีนํ้ าเงินแสดงบริเวณที่มีโอกาสเกิดเมฆและหยาดนํ้ าฟ้ามาก ลูกศรสีส้มแทนบริเวณที่มีโอกาสเกิดเมฆและหยาดนํ้ าฟ้าน้อย พื้นที่สีเขียวและพื้นที่สีนํ้ าตาลบ่งบอกถึงสิ่งใด แนวคําตอบ พื้นที่สีเขียวบ่งบอกถึงบริเวณที่มีพืชปกคลุม และพื้นที่สีนํ้ าตาลบ่งบอกบริเวณที่ไม่มีพืชปกคลุม พื้นที่สีเขียวและพื้นที่สีนํ้ าตาลบริเวณด้านต้นลมและปลายลม สอดคล้องกับทิศทางการเคลื่อนที่ของ อากาศหรือไม่ อย่างไรแนวคําตอบ สอดคล้องกัน เนื่องจากบริเวณที่อากาศเคลื่อนเข้าหาแนวสันเขาหรือ ด้านต้นลม เป็ นบริเวณที่มีโอกาสได้รับหยาดนํ้ าฟ้ามาก จึงเป็ นบริเวณที่มีพืชปกคลุมมาก ส่วนบริเวณ ด้านปลายลม เป็ นบริเวณที่มีโอกาสได้รับหยาดนํ้ าฟ้าน้อย จึงเป็ นบริเวณที่มีพืชปกคลุมน้อย หากลมพัดในทิศทางตรงกันข้าม จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง แนวคําตอบ ด้านต้นลมและปลาย ลมจะสลับด้านกัน พื้ นที่ที่เคยได้รับหยาดนํ้ าฟ้ามากจะกลายเป็ นพื้ นที่อับฝน และพื้นที่อับฝนจะกลายเป็ น พื้นที่ที่ได้รับหยาดนํ้ าฟ้ามาก 2.4.3ครูตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเกี่ยวกับการเกิดพื้นที่อับฝน โดยใช้คําถามในหนังสือเรียนหน้า 23 เพราะเหตุใด อากาศบริเวณเชิงเขาด้านปลายลมจึงมีอุณหภูมิสูงกว่าด้านต้นลม แนวคําตอบ เพราะอากาศ ที่ยกตัวขึ้นด้านต้นลมจะมีอุณหภูมิลดลงด้วยอัตรา 6 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร แต่อากาศที่จมตัวลงด้าน ปลายลมจะมีอุณหภูมิเพิ่ มขึ้นด้วยอัตรา 10 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร ดังนั้น อุณหภูมิอากาศจึงเพิ่ มขึ้น มากกว่าเดิม 2.4.4 ครูให้นักเรียนสังเกตรูป 10.18 และ 10.19 ในหนังสือเรียนหน้า 24 และอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับเมฆดังกล่าว จากประสบการณ์เดิมของนักเรียน และให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายตามความคิดของตนเองว่าเมฆดังกล่าว เกิดขึ้นได้อย่างไร 2.4.5 ครูให้นักเรียนหาคําตอบจากหนังสือเรียนหน้า 24จากนั้น ครูนําอภิปรายโดยใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ อากาศที่เคลื่อนที่เข้าหาแนวสันเขาต้องมีเสถียรภาพอากาศเป็ นอย่างไรจึงจะทําให้อากาศเคลื่อนที่ขึ้นลง เป็ นคลื่นแนวคําตอบ อากาศอยู่ในภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ 2.4.5 อากาศเคลื่อนที่ขึ้นลงเป็ นคลื่น ส่งผลให้เกิดเมฆรูปเลนส์ได้อย่างไรแนวคําตอบ ในช่วงที่อากาศเคลื่อนที่ขึ้น เหนือระดับความควบแน่น ไอนํ้ าในอากาศจะควบแน่นเป็ นละอองนํ้ า และในช่วงที่อากาศเคลื่อนที่ลงตํ่ากว่าระดับ ความควบแน่น ละอองนํ้ าก็จะระเหยกลับเป็ นไอนํ้ า ทําให้เมฆที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายกับเลนส์
2.4.6. ครูให้นักเรี ยนสังเกตรูป 10.20 10.21 และ 10.22 ในหนังสือเรี ยนหน้า 25 – 26 จากนั้นร่วมกันอภิปราย เกี่ยวกับการลู่เข้าหากันของอากาศโดยใช้ตัวอย่างคําถามดังต่อไปนี้ จากรูป 10.20อากาศเกิดการยกตัวขึ้นได้อย่างไรแนวคําตอบ อากาศรอบหย่อมความกดอากาศตํ่าลู่เข้าหา กัน ทําให้อากาศที่อยู่ตรงกลางถูกดันให้ยกตัวขึ้น อากาศบริเวณซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้เกิดการลู่เข้าหากันในทิศทางที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร แนวคําตอบ อากาศบริเวณซีกโลกเหนือลู่เข้าหากันในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา แต่อากาศบนซีกโลกใต้ลู่ เข้าหากันในทิศทางตามเข็มนาฬิกา จากรูป 10.21อากาศเกิดการยกตัวขึ้นได้อย่างไรแนวคําตอบ ลมค้าจากซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้พัดลู่ เข้าหากันตลอดแนวร่องความกดอากาศตํ่า ทําให้อากาศตลอดแนวนั้นเกิดการยกตัวขึ้นร่องความกด อากาศตํ่าดังกล่าวส่งผลต่อประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร แนวคําตอบ ส่งผลต่อประเทศไทย โดยร่องความ กดอากาศตํ่าจะพาดผ่านประเทศไทยในช่วงเดือนพฤษภาคนถึงเดือนกันยายน ทําให้เกิดฝนตกอย่าง ต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว จากรูป 10.22อากาศเกิดการยกตัวขึ้นได้อย่างไร แนวคําตอบ ลมที่พัดอยู่ด้านหน้ามีอัตราเร็วน้อยกว่าลม ที่พัดอยู่ด้านหลัง ทําให้อากาศที่อยู่ด้านหลังเคลื่อนที่เข้าหาอากาศที่อยู่ด้านหน้า อากาศที่อยู่ตรงกลางจึง ถูกดันให้ยกตัวสูงขึ้น 2.4.8 ครูตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเกี่ยวกับการลู่เขาหากันของอากาศ โดยใช้คําถามในหนังสือเรียนหน้า 26 การลู่เข้าหากันของอากาศใกล้พื้นผิวโลกเกิดขึ้นในลักษณะใดบ้าง และทําให้เกิดเมฆได้อย่างไร แนว คําตอบ การลู่เขาหากันของอากาศรอบหย่อมความกดอากาศตํ่า การลู่เขาหากันของอากาศบริเวณร่องความ กดอากาศตํ่าและการลู่เขาหากันของอากาศเนื่องอัตราเร็วลมด้านหน้าตํ่ากว่าอัตราเร็วลมที่อยู่ด้านหลัง โดย อากาศที่ลู่เข้าหากันจะทําให้อากาศที่อยู่ตรงกลางถูกดันให้ยกตัวขึ้น ซึ่งหากอากาศยกตัวขึ้นเหนือระดับความ ควบแน่นก็จะทําให้เกิดเมฆ 2.4.7. ครูให้นักเรียนทบทวนกลไกที่ทําให้อากาศยกตัวที่เรียนมาแล้ว จากนั้นครูนําอภิปรายเกี่ยวกับแนวปะทะ อากาศตามความคิดของตนเองว่าแนวปะทะอากาศคืออะไรและส่งผลให้เกิดการยกตัวของอากาศได้อย่างไร จากนั้นให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรม 10.3 2.5 ขั้ นสรุป 2.5.1 ครูให้ความรู้เพิ่ มเติมเกี่ยวกับมวลอากาศ ดังนี้ • มวลอากาศ หมายถึง อากาศในบริเวณกว้างซึ่งมีสมบัติคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอุณหภูมิและความชื้น สมบัติของมวลอากาศขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่เป็ นแหล่งกําเนิดมวลอากาศนั้น เช่น มหาสมุทรในแถบขั้ วโลกจะทํา ให้เกิดมวลอากาศที่มีอุณหภูมิตํ่าและความชื้นสูง พื้นทวีปในเขตร้อนจะทําให้เกิดมวลอากาศที่มีอุณหภูมิสูง และความชื้นตํ่า 2.5.2 ครูให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับแนวปะทะอากาศแต่ละชนิดจากหนังสือเรียนหน้า 30 -34 โดยมีประเด็น สืบค้นดังต่อไปนี้
• การเกิดแนวปะทะอากาศ • ชนิดเมฆและสภาพลมฟ้าอากาศ • สัญลักษณ์ที่ใช้แทนแนวปะทะอากาศ 2.5.3 ครูนําอภิปรายเกี่ยวกับแนวปะทะอากาศอุ่นโดยให้นักเรียนสังเกตรูป 10.25และ 10.26 ในหนังสือเรียนหน้า 30 – 31และใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ แนวปะทะอากาศอุ่นเกิดขึ้นได้อย่างไร แนวคําตอบ เกิดจากมวลอากาศที่อุ่นกว่าเคลื่อนที่เข้าปะทะมวล อากาศที่เย็นกว่า โดยมวลอากาศที่เย็นกว่าจะมีความหนาแน่นมากกว่าจึงจมตัว อยู่ด้านล่าง ในขณะที่มวล อากาศที่อุ่นกว่าจะมีความหนาแน่นน้อยกว่าจึงยกตัวสูงขึ้น เมฆที่พบบริเวณแนวปะทะอากาศอุ่นเป็ นเมฆก้อนหรือเมฆแผ่น เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ เมฆแผ่น เนื่องจากอากาศอุ่นยกตัวขึ้นตามแนวรอยต่อของมวลอากาศอย่างช้า ๆ บริเวณที่แนวปะทะอากาศอุ่นเคลื่อนที่ผ่านมีสภาพลมฟ้าอากาศเป็ นอย่างไรแนวคําตอบ มักจะเกิดหมอก ฝนตกพรํา ๆ หรือหิมะ เป็ นบริเวณกว้างและเป็ นเวลานาน หลังจากนั้นความกดอากาศจะลดลงและอุณหภูมิ อากาศจะเพิ่ มสูงขึ้นเนื่องจากมวลอากาศที่อุ่นกว่าเคลื่อนเข้ามาแทนที่ นักอุตุนิยมวิทยาใช้สัญลักษณ์ใดแทนตําแหน่งของแนวปะทะอากาศอุ่น แนวคําตอบ เส้นสีแดงและมีครึ่ ง วงกลมสีแดงอยู่บนเส้น สัญลักษณ์ดังกล่าวแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของแนวปะทะอากาศอุ่นอย่างไร แนวคําตอบ ครึ่ งวงกลมสีแดง จะหันไปตามทิศทางการเคลื่อนที่ของแนวปะทะอากาศอุ่น 2.5.4. ครูนําอภิปรายเกี่ยวกับแนวปะทะอากาศเย็นโดยให้นักเรียนสังเกตรูป 10.27และ 10.28 ในหนังสือเรียนหน้า 31 – 32และใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ แนวปะทะอากาศเย็นเกิดขึ้นได้อย่างไร แนวคําตอบ เกิดจากมวลอากาศที่เย็นกว่าเคลื่อนที่เข้าปะทะมวล อากาศที่อุ่นกว่า โดยมวลอากาศที่เย็นกว่าดันให้มวลอากาศที่อุ่นกว่ายกตัวสูง เมฆที่พบบริเวณแนวปะทะอากาศอุ่นเป็ นเมฆก้อนหรือเมฆแผ่น เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้นแนวคําตอบ เมฆก้อน เนื่องจากอากาศที่อุ่นกว่ายกตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 2.5.5 ครูนําอภิปรายเกี่ยวกับแนวปะทะอากาศรวมโดยให้นักเรียนสังเกตรูป 10.28และ 10.29 ในหนังสือเรียนหน้า 33 – 34และใช้ตัวอย่างคําถามดังนี้ แนวปะทะอากาศคงที่เกิดขึ้นได้อย่างไร แนวคําตอบ เกิดจากแนวปะทะอากาศเย็นเคลื่อนที่เข้าหาแนวปะทะ อากาศอุ่นแล้วดันให้มวลอากาศที่อยู่ตรงกลางซึ่งอุ่นกว่ายกตัวขึ้น เมฆที่พบบริเวณแนวปะทะอากาศอุ่นเป็ นเมฆก้อนหรือเมฆแผ่น เพราะเหตุใดจึงเป็ นเช่นนั้น แนวคําตอบ พบทั้งเมฆก้อนและเมฆแผ่น โดยด้านหน้าของแนวปะทะอากาศรวมจะพบเมฆแผ่นเช่นเดียวกับเมฆที่เกิด จากแนวปะทะอากาศอุ่น และด้านหลังของแนวปะทะอากาศรวมจะพบเมฆก้อนเช่นเดียวกับเมฆที่เกิดจากที่ เกิดจากแนวปะทะอากาศเย็น นักอุตุนิยมวิทยาใช้สัญลักษณ์ใดแทนตําแหน่งของแนวปะทะอากาศรวม แนวคําตอบ เส้นสี ม่วงมี สามเหลี่ยมสลับกับครึ่ งวงกลมอยู่บนเส้นสัญลักษณ์ดังกล่าวแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของแนวปะทะอากาศ รวมอย่างไรแนวคําตอบ สามเหลี่ยมและครึ่ งวงกลมหันไปตามทิศทางการเคลื่อนที่ของแนวปะทะอากาศ รวม
2.5.6 ครูและนักเรียนร่วมสรุป เกี่ยวกับแนวปะทะอากาศ โดยใช้คําถามในหนังสือเรียนหน้า 31 32 33และ 34 ดังนี้ ในขณะที่เกิดแนวปะทะอากาศอุ่น มวลอากาศมีการเคลื่อนที่อย่างไร และส่งผลต่อสภาพลมฟ้าอากาศ อย่างไรบ้าง แนวคําตอบ มวลอากาศที่อุ่นกว่าเคลื่อนที่เข้าปะทะมวลอากาศที่เย็นกว่า ส่งผลให้เกิดหมอก ฝน ตกพรํา ๆ หรือหิมะ เป็ นบริเวณกว้างและเป็ นเวลานาน หลังจากนั้นความกดอากาศจะลดลงและอุณหภูมิ อากาศจะเพิ่ มสูงขึ้น ในขณะที่เกิดแนวปะทะอากาศเย็น มวลอากาศมีการเคลื่อนที่อย่างไร และส่งผลต่อสภาพลมฟ้าอากาศ อย่างไรบ้างแนวคําตอบ มวลอากาศที่เย็นกว่าเคลื่อนที่เข้าปะทะมวลอากาศที่อุ่นกว่า ส่งผลให้เกิดสภาพลม ฟ้าอากาศแปรปรวน เกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ หรืออาจเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เมื่อแนวปะทะอากาศเย็น เคลื่อนที่ผ่านไปความกดอากาศจะเพิ่ มขึ้นอย่างรวดเร็วและอุณหภูมิอากาศจะลดลงอย่างรวดเร็ว 3) ขั้นสรุป 3.1 ครูให้นักเรียนสรุปองค์ความรู้เรื่องกลไกการยกตัวของอากาศและการเกิดเมฆ , แนวปะทะอากาศเป็ น แผนผังมโนทัศน์ 3.2 ครูให้นักเรียนทําแบบฝึ กท้ายบท เรื่อง กลไกการยกตัวของอากาศและการเกิดเมฆ , แนวปะทะอากาศ 12. ระบุเทคนิคการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้มากกว่า ๑ รายการ • เทคนิคการสอนแบบทดลอง • เทคนิคการสอนแบบบรรยาย 13. สื่อและแหล่งเรียนรู้ • เอกสารประกอบการเรียน เรื่องเรื่อง กลไกการยกตัวของอากาศและการเกิดเมฆ , แนวปะทะอากาศ • VDO ประกอบการเรียน เรื่องกลไกการยกตัวของอากาศและการเกิดเมฆ , แนวปะทะอากาศ 14. การวัดประเมิน จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัด 1. อธิบายการเกิดและลักษณะของแนวปะทะ อากาศโดยใช้แบบจําลอง การตอบคําถาม ตรวจใบงาน แบบฝึ กหัด แบบประเมินใบงาน ร้อยละ 75 2. ปฏิบัติกิจกรรมการแนวปะทะอากาศ ประเมินการปฏิบัติ กิจกรรมแนวปะทะ อากาศ แบบประเมินการทํา กิจกรรมแนวปะทะ อากาศ ร้อยละ 80 3.ใฝ่รู้ใฝ่ เรียน สังเกตการการร่วม ปฏิบัติกิจกรรมแนว ปะทะอากาศ แบบสังเกตการการ ร่วมปฏิบัติกิจกรรม แนวปะทะอากาศ ร้อยละ 80
15. บันทึกหลังการเรียนการสอน ห้อง ด้านความรู้ที่เกิดกับผู้เรียน ด้านสมรรถนะสําคัญ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ นักเรียนม จํานวน 41 คน คิด เป็ นร้อยละ 83.67 อธิบาย กระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่าง แตกต่างกัน ส่วนนักเรียน จํานวน 8 คน คิดเป็ นร้อยละ 16.33 ครุต้ออธิบายให้ความรู้ เพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 41 คน คิดเป็ น ร้อยละ 83.67 เขียนผังมโนทัศน์ สรุปกระบวนการเกิดเมฆที่มีรูปร่าง แตกต่างกัน ส่วนนักเรียนจํานวน 8คน คิดเป็ นร้อยละ 16.33 ครูต้อง คอยกระตุ้น ให้ข้อมูลเพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 41 คน คิดเป็ น ร้อยละ 83.67 มีความสนใจใฝ่ เรียนรู้ในขณะร่วมกิจกรรมการ เรียนรู้ ส่วนนักเรียนจํานวน 8 คิด เป็ นร้อยละ 16.33 ครูต้องคอย กระตุ้นในระหว่างทํากิจกรรม ลงชื่อ ............................................ ครูผู้สอน ลงชื่อ ............................................. หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ (นางนันทวัน สุวภาพ) (นางสาวทิพาพร มูลเพ็ญ) .........../....................../............ .........../...................../..............
รหัส ว 32264 วิชา โลกดาราศาสตร์และอวกาศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น ม .5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เวลา....... 2 .......... ชัวโมง วัน/เดือน/ปี ที่ใช้แผนการสอน ่ …………..…….………...……………..... 1.มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ สาระ : สาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศ เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมุนเวียนของน้า ในมหาสมุทรการเกิด เมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้ งการพยากรณ์อากาศ ผลการเรียนรู้ 3. อธิบายปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก พร้อมยกตัวอย่างข้อมูลสนับสนุน 2.สาระการเรียนรู้ โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์โดยปริ มาณพลังงานเฉลี่ยที่โลกได้รับเท่ากับพลังงานเฉลี่ยที่โลก ปลดปล่อยกลับสู่อวกาศ ทําให้เกิดสมดุลพลังงานของโลก ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในแต่ละปี ค่อนข้างคงที่ และมีลักษณะภูมิอากาศที่ไม่เปลี่ยนแปลง หากสมดุลพลังงานของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไป จะทําให้อุณหภูมิเฉลี่ย ของพื้นผิวโลกและภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงได้โดยมีปัจจัยหลายประการ ทั้งปัจจัยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและ ปัจจัยที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เช่น การเปลี่ยนแปลงความรีของวงโคจรโลกรอบดวงอาทิตย์การเปลี่ยนแปลงมุม เอียงของแกนหมุนโลกและการหมุนควงของแกนหมุนโลก รวมทั้งชนิดและปริมาณของละอองลอย เมฆและแก๊ส เรือนกระจก ซึ่งมีข้อมูลสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกตั้ งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่ได้จากการวิเคราะห์หลักฐาน ต่าง ๆ เช่น แกนนํ้ าแข็ง 3. สาระสําคัญ/ความคิดรวบยอด โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์โดยปริมาณพลังงานเฉลี่ยที่โลกได้รับเท่ากับพลังงานเฉลี่ยที่โลกปลดปล่อยกลับสู่ อวกาศ ทําให้เกิดสมดุลพลังงานของโลก ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในแต่ละปี ค่อนข้างคงที่และมีลักษณะ ภูมิอากาศที่ไม่เปลี่ยนแปลง หากสมดุลพลังงานของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไป จะทําให้อุณหภูมิเฉลี่ยของ พื้นผิวโลกและภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงได้โดยมีปัจจัยหลายประการ ทั้ งปัจจัยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและปัจจัย ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เช่น การเปลี่ยนแปลงความรีของวงโคจรโลกรอบดวงอาทิตย์การเปลี่ยนแปลงมุมเอียง ของแกนหมุนโลกและการหมุนควงของแกนหมุนโลก รวมทั้งชนิดและปริมาณของละอองลอย เมฆและแก๊สเรือน กระจก ซึ่งมีข้อมูลสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกตั้ งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่ได้จากการวิเคราะห์หลักฐานต่าง ๆ เช่น แกนนํ้ าแข็ง
4.จุดประสงค์การเรียนร้ (ระบ ู ุk P A ให้ชัด) จปส. A ขอให้เป็ น จปส. ของเรื่องที่สอนในแผนฯนี้ ด้านความร้ ู(Knowlage) 1. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ด้านทักษะกระบวนการ (Process) 4. ปฏิบัติกิจกรรมปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) 5. ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน 5. คําถามสําคัญ (Big Question) “ ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก และส่งผลอย่างไร” 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ และปรับปรุง ๒๕๖๐ (ระบุ ๑ ข้อ ที่ปรากฏชัดที่สุดใน กิจกรรมการเรียนรู้แผนการสอนนี้) ใฝ่ เรียนรู้ 7. คุณค่าพระวารสาร (ระบุ 1 ข้อที่เด่นชัดที่สุด) เพ่งพิศธรรมชาติธรรมชาติสร้างสรรค์ 8. ทักษะการคิด คิดวิเคราะห์ 9. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน การใช้เทคโนโลยี 10. ภาระงาน/ชิ้ นงาน/ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้ • ใบงานกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 11. การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน 1)ขั้ นนําเข้าสู่บทเรียน 1.1.ครูนําเข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เกี่ยวกับสมดุลพลังงานของโลก โดยใช้คําถาม ต่อไปนี้ เพราะเหตุใดโลกของเราจึงมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในขณะที่ดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัย อยู่แนวคําตอบ โลกของเราจึงมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เพราะโลกของเรามีอุณหภูมิเหมาะสมกับการ ดํารงชีวิต เนื่องจากมีบรรยากาศที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของอากาศในเวลากลางวันไม่ร้อนจนเกินไป และกลางคืนไม่หนาวจนเกินไป และโลกยังมีนี้ที่ใช้ในการดํารงชีวิต เมื่อดวงอาทิตย์แผ่รังสีมาถึงชั้นบรรยากาศของโลก โลกจะสะสมพลังงานจากดวงอาทิตย์ไว้ทั้ งหมด หรือไม่ เพราะเหตุใด แนวคําตอบ ไม่ทั้ งหมด เพราะโลกมีกระบวนการปลดปล่อยพลังงานที่โลก ได้รับกลับสู่บรรยากาศด้วย ถ้าโลกรับและเก็บไว้ทั้ งหมดอุณหภูมิของโลกของสูงขึ้นตลอดเวลาจน สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ถ้าช่วงเวลาหนึ่ง พลังงานเฉลี่ยที่โลกได้รับกับพลังงานเฉลี่ยที่โลกปล่อยกลับสู่อวกาศไม่สมดุลกัน จะส่งผลต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกหรือไม่ อย่างไร แนวคําตอบ ส่งผล โดยถ้าพลังงานเฉลี่ยโลก ปล่อยกลับสู่อวกาศน้อยกว่าที่โลกได้รับจะส่งผลต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ในทางกลับกันถ้า พลังงานเฉลี่ยโลกปล่อยกลับสู่อวกาศมากกว่าที่โลกได้รับจะส่งผลต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลง
1.2 ครูอธิบายเพิ่ มเติมว่าโดยปกติแล้ว อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศมีการเปลี่ยนแปลงทั้งเพิ่ มขึ้นและลดลงแต่ แตกต่างกันน้อยมากโดยมีแนวโน้มค่อนข้างคงที่เป็ นระยะเวลานาน ถ้าไม่มีปัจจัยใดมากระตุ้นให้เกิดกาเปลี่ยนแปลง ซึ่ งสามารถอธิบายได้โดยกระบวนการสมดุลพลังงาน ดังเนื้อหาในบทที่ 7 ซึ่ งเป็ นกระบวนการที่โลกใช้ในการ ควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศ 1.3. ครูให้ความรู้เพิ่ มเติมว่า กระบวนการสมดุลพลังงานนี้เกิดขึ้นทุกบริเวณบนโลกถึงแม้ว่าแต่ละบริเวณจะมี อุณหภูมิเฉลี่ยแตกต่างกันเนื่องจากปัจจัยหลายประการดังที่ได้ศึกษาในบทที่ 7แต่เมื่อพิจารณาอุณหภูมิเฉลี่ยของ อากาศเหนือพื้นผิวโลกแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 15องศาเซลเซียส ซึ่งได้จากการวัดอุณหภูมิอากาศเหนือพื้นผิวโลก ของ บริเวณต่าง ๆ ทัวโลก แล้วนํา ่มาหาค่าเฉลี่ย 2. ขั้ นวิเคราะห์ 2.1 ครูอธิบายเพิ่ มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) พิจารณาได้จากการเปลี่ยนแปลง ค่าเฉลี่ยลมฟ้าอากาศ เช่น อุณหภูมิของอากาศ ความกดอากาศ ความชื้น ปริมาณหยาดนํ้ าฟ้า ในภูมิภาคหนึ่งอย่าง ต่อเนื่องเป็ นเวลานานหลายทศวรรษหรือนานกว่านั้น โดยตัวบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่สําคัญ คือ อุณหภูมิ เฉลี่ยของอากาศ 2.2 ให้นักเรียนสังเกตข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศจากรูป 11.1 ในหนังสือเรียนหน้า 44 ที่แสดงให้เห็นว่า แต่โดยปกติแล้วอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างคงที่ แล้วร่วมกันอภิปรายโดยใช้คําถาม ต่อไปนี้ ในช่วงก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศในแต่ละปี มีแนวโน้มอย่างไรและคงอยู่ เป็ นระยะเวลาประมาณเท่าใด แนวคําตอบ มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงน้อยจนเกือบคงที่ ในช่วง ระยะเวลาประมาณ 900 ปี ในช่วงหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศในแต่ละปี มีแนวโน้มอย่างไรแนว คําตอบ มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่ มขึ้น 2.3 ครูนําเข้าสู่กิจกรรมโดยใช้คําถามเชื่อมโยงจากรูป 11.1 ดังตัวอย่างต่อไปนี้ อุณหภูมิหลังช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมเพิ่ มขึ้นด้วยปัจจัยใดบ้าง (ตอบตามความคิดของตนเอง) แนวคําตอบ การใช้เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์ในกระบวนการผลิต มีปัจจัยใดอีกบ้างที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ตอบตามความคิดของตนเอง) แนวคําตอบ บรรยากาศ เมฆ พื้ นผิวโลก และกิจกรรมของมนุษย์ 2.4 แบ่งกลุ่มนักเรียน จากนั้นให้ปฏิบัติกิจกรรม 11.1 ตามหนังสือเรียนหน้า 45 เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และตอบคําถามท้ายกิจกรรม
2.5 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนําเสนอผลการทํากิจกรรม และร่วมกันอภิปรายผลการทํากิจกรรม พร้อมตอบ คําถามท้ายกิจกรรม โดยมีแนวทางการอภิปรายและแนวทางการตอบคําถามดังแสดงด้านบน 2.6 ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเชื่อมโยงความรู้จากผลการทํากิจกรรม โดยใช้คําถามดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1) แก๊สเรือนกระจก • แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มีสมบัติอย่างไร และส่งผลต่ออุณหภูมิของอากาศอย่างไร แนวคําตอบ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มีสมบัติเป็ นแก๊สเรือนกระจก สามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดหรือรังสี ความร้อนที่แผ่มาจากพื้นผิวโลกและแผ่รังสีความร้อนกลับสู่พื้นผิวโลก หากมีแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่เหมาะสมจะทําให้อากาศมีอุณหภูมิที่เหมาะสม 2) ละอองลอย • การเกิดภูเขาไฟระเบิดขนาดใหญ่ในแต่ละครั้งจะปลดปล่อยสิ่งใดออกมาบ้างแนวคําตอบ เถ้าภูเขา ไฟ แก๊สต่าง ๆ ไอนํ้ า • เมื่อภูเขาไฟระเบิดจะส่งผลต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศอย่างไรแนวคําตอบ อุณหภูมิเฉลี่ยของ อากาศลดลง • สิ่งที่ออกมาพร้อมกับการปะทุของภูเขาไฟและส่งผลต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศคืออะไร แนว คําตอบ ละอองลอย และแก๊สเรือนกระจกและครูให้ความรู้เพิ่ มเติมเกี่ยวกับ เถ้าภูเขาไฟว่า เถ้าภูเขา ไฟนั้นมีอนุภาคหลายขนาด โดยเถ้าที่มีอนุภาคขนาดใหญ่จะตกลง มาสู่พื้ นโลกอย่างรวดเร็ว ส่วนเถ้า ที่มีอนุภาคขนาดเล็กบางส่วนค้างอยู่ในบรรยากาศ และเป็ นแกนกลางในการควบแน่นของไอนํ้ าเกิด เป็ นเมฆในชั้นโทรโพสเฟี ยร์และตกลงมาพร้อมกับฝนภายในเวลาไม่นาน นอกจากนี้การระเบิดของ ภูเขาไฟยังปลดปล่อยแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์จํานวนมาก ซึ่งสามารถลอยขึ้นไปถึงชั้ นบรรยากาศ สตราโตสเฟี ยร์และเมื่อรวมตัวกับไอนํ้ าจะเกิดเป็ นละอองลอยของกรดซัลฟิ วริก ปกคลุมท้องฟ้าเป็ น บริเวณกว้างและคงอยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นเป็ นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งละอองลอยเหล่านี้สามารถสะท้อน และกระเจิงแสงทําให้รังสีดวงอาทิตย์ผ่านลงมาสู่พื้นผิวโลกได้น้อยลง ส่งผลให้อุณหภูมิลดลง ประมาณ 1-3 ปี หลังจากเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ 2.7 ให้นักเรียนนําเสนอผลการทํากิจกรรม และร่วมกันอภิปรายผลการทํากิจกรรม พร้อมตอบคําถามท้าp กิจกรรม โดยมีแนวทางการอภิปรายและแนวทางการตอบคําถาม 2.8 ครูอธิบายเพิ่ มเติมว่านักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกับวัฏจักร มิลานโควิช โดยใช้ข้อมูลจากแท่งตะกอนมหาสมุทรมาคํานวณเพื่อจําลองอุณหภูมิในช่วง 1,000,000 ปี ก่อนจนถึง ปัจจุบัน และพบว่าเกิดยุคนํ้ าแข็งโดยมีคาบประมาณ 100,000 ปี ซึ่งสอดคล้องกับช่วงของการเปลี่ยนแปลงความรีของ วงโคจรของโลก นอกจากนี้ยังพบว่าอุณหภูมิของโลกลดลงทุก ๆ 41,000 ปี และ 23,000 ปี ซึ่งสอดคล้องกับวัฏจักร การเปลี่ยนแปลงมุมเอียงและการหมุนควงของแกนหมุนโลก แต่อุณหภูมิไม่ได้ลดลงเท่ากับในช่วงทุก 100,000 ปี ดัง รูป 11.9 ในหนังสือเรียนหน้า 57
2.3 ขั้ นสรุป 2.3.1ครูขยายความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงลักษณะการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ที่ส่งผลต่ออุณหภูมิ ของโลก โดยใช้คําถามชวนคิดในหนังสือเรียนหน้า 57 • ถ้าในช่วงเวลาที่ค่าความรีของวงโคจรมีค่ามากที่สุดเป็ นเวลาเดียวกันกับมุมเอียงของแกนหมุนโลกมีค่า มากที่สุด อุณหภูมิของโลกในช่วงเวลานั้นจะเป็ นอย่างไรแนวคําตอบ ในช่วงเวลาที่ค่าความรีของวง โคจรมีค่ามากที่สุด หากพิจารณาในซีกโลกใต้เมื่อโลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในเดือนมกราคมจะ เป็ นฤดูร้อนของซีกโลกใต้ และหากในช่วงเวลานั้นโลกมีมุมเอียงของแกนโลกมีค่ามากที่สุด ซีกโลกใต้ จะเอียงเขาหาดวงอาทิตย์มากที่สุดส่งเสริมให้ฤดูร้อนในซีกโลกใต้มีอุณหภูมิสูงมาก ทําให้มีอากาศร้อน จัด ส่วนในซีกโลกเหนือแม้ว่าจะเป็ นช่วงที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด แต่เป็ นช่วงที่ซีกโลกเหนือเอียง ออกจากดวงอาทิตย์มากที่สุดจึงเป็ นฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิตํ่ามากทําให้มีอากาศหนาวจัด 2.3.2 ครูขยายความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์โดยให้นักเรียนศึกษาจากความรู้ เพิ่ มเติมเกี่ยวกับจุดมืดดวงอาทิตย์ ในหนังสือเรียนหน้า 58 จากนั้นอภิปรายร่วมกันสรุป โดยใช้คําถามดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ • การเกิดจุดมืดดวงอาทิตย์ส่งผลอย่างไรต่อการรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ของโลก และจะส่งอย่างไรต่อ ภูมิอากาศบนโลกแนวคําตอบ หากมีจุดมืดดวงอาทิตย์จํานวนมาก พลังงานจากดวงอาทิตย์ที่มายังโลก จะเพิ่ มมากขึ้น ทําให้อุณหภูมิอากาศของโลกสูงขึ้น และหากจุดมืดดวงอาทิตย์มีจํานวนลดลง จะทําให้ อุณหูมิอากาศช่วงนั้นตํ่าลง 3) ขั้นสรุป 3.1 ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อสรุปองค์ความรู้เรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 3.2 ครูให้นักเรียนสรุปองค์ความรู้และตอบคําถามท้ายบท 12. ระบุเทคนิคการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้มากกว่า ๑ รายการ • เทคนิคการสอนแบบระดมสมอง • เทคนิคการสอนแบบบรรยาย 13. สื่อและแหล่งเรียนรู้ • เอกสารประกอบการเรียน เรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ • VDO ประกอบการเรียน เรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
14. การวัดประเมิน จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัด 1. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การตอบคําถาม ตรวจใบงาน แบบฝึ กหัด แบบประเมินใบงาน ร้อยละ 75 2. ปฏิบัติกิจกรรมปัจจัยที่ส่งผลต่อการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ประเมินการปฏิบัติ กิจกรรมปัจจัยที่ส่งผล ต่อการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศโลก แบบประเมินการทํา กิจกรรม ร้อยละ 80 3. ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน สังเกตการร่วมทํา กิจกรรมการเรียนรู้ แบบสังเกตขณะทํา กิจกรรมการเรียนรู้ ร้อยละ 80 15. บันทึกหลังการเรียนการสอน ห้อง ด้านความรู้ที่เกิดกับผู้เรียน ด้านสมรรถนะสําคัญ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ม.5/1 นักเรียนม จํานวน 39 คน คิด เป็ นร้อยละ 79.59 อธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่างการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกับปัจจัย ที่เกี่ยวข้อง ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.41 ครุต้ออธิบายให้ความรู้เพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 ปัจจัยที่ส่งผลต่อ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกส่วน นร.จํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.41 ครูต้องคอยกระตุ้น ให้ข้อมูล เพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 มีความสนใจใฝ่ เรียนรู้ในขณะร่วมกิจกรรมการ เรียนรู้ ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คิด เป็ นร้อยละ 20.41 ครูต้องคอย กระตุ้นในระหว่างทํากิจกรรม ลงชื่อ ......................................... ครูผู้สอน ลงชื่อ ....................................... หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (นางนันทวัน สุวภาพ) (นางสาวทิพาพร มูลเพ็ญ) .........../....................../............ .........../...................../..............
รหัส ว 32264 วิชา โลกดาราศาสตร์และอวกาศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้ น ม .5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง หลักฐานแสดงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศบรรพกาล เวลา... 2 ………. ชัวโมง วัน/เดือน/ปี ที่ใช้แผนการสอน ่ …………..…….………...……………..... 1.มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ สาระ : สาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศ เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมุนเวียนของนํ้ าในมหาสมุทร การเกิด เมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ งการพยากรณ์อากาศ ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ 4.วิเคราะห์และอภิปรายเหตุการณ์ที่เป็ นผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และนําเสนอแนวปฏิบัติของ มนุษย์ที่มีส่วนช่วยในการชะลอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก 2.สาระการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น การเพิ่ มขึ้นของอุณหภูมิ เฉลี่ยโลกการหลอมเหลวของนํ้ าแข็งขั้ วโลกการเพิ่ มขึ้นของระดับนํ้ าทะเลการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทั้ งทางบก และทางทะเล มนุษย์อาจมีส่วนช่วยในการชะลอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกได้โดยการลดปัจจัยที่ทําให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงสมดุลพลังงานที่เกิดจากกระทําของมนุษย์ 3. สาระสําคัญ/ความคิดรวบยอด การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น การเพิ่ มขึ้นของอุณหภูมิ เฉลี่ยโลกการหลอมเหลวของนํ้ าแข็งขั้ วโลกการเพิ่ มขึ้นของระดับนํ้ าทะเลการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทั้ งทางบก และทางทะเล มนุษย์อาจมีส่วนช่วยในการชะลอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกได้โดยการลดปัจจัยที่ทําให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงสมดุลพลังงานที่เกิดจากกระทําของมนุษย์ 4.จุดประสงค์การเรียนรู้ (ระบุ k P A ให้ชัด) จปส. A ขอให้เป็ น จปส. ของเรื่องที่สอนในแผนฯนี้ ด้านความรู้ (Knowlage) 1. อธิบายหลักฐานที่ใช้บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ด้านทักษะกระบวนการ (Process) 2. เขียนแผนผังความคิด หลักฐานที่ใช้บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) 3. ยอมรับฟังความเห็นต่าง 5. คําถามสําคัญ (Big Question) “เพราะเหตุใดนักวิทยาศาสตร์จึงศึกษาภูมิอากาศบรรพกาลได้จากแท่งนํ้ าแข็ง”
6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ และปรับปรุง ๒๕๖๐ (ระบุ ๑ ข้อ ที่ปรากฏชัดที่สุดใน กิจกรรมการเรียนรู้แผนการสอนนี้) ใฝ่ เรียนรู้ 7. คุณค่าพระวารสาร (ระบุ 1 ข้อที่เด่นชัดที่สุด) เพ่งพิศธรรมชาติธรรมชาติสร้างสรรค์ 8. ทักษะการคิด คิดวิเคราะห์ 9. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน การใช้เทคโนโลยี 10. ภาระงาน/ชิ้ นงาน/ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้ • ใบงานกิจกรรมหลักฐานที่ใช้บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก 11. การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน (กระบวนการสร้างเจตคติ) 1)ขั้ นนําเข้าสู่บทเรียน ครูนําเข้าสู่บทเรียนด้วยวิดีโอ การเปลี่ยนอปลงสภาพภูมิอากาศของโลก 2) ขั้นสอน โดยใช้กระบวนการ สร้างความรู้ความเข้าใจ 2.1 ขั้ นสังเกต/ตระหนัก 2.1 1. ครูนําเข้าสู่บทเรียนโดยให้นักเรียนพิจารณารูปกราฟเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ตั้ งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจากลิงค์ https://earthobservatory.nasa.gov/features/GlobalWarming/page3.php ซึ่งแสดง อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตั้ งแต่ปี ค.ศ. 500-2000 โดยเส้นสีเขียวแสดงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่คํานวณได้จากหลักฐาน ต่าง ๆ เส้นสีนํ้ าเงินแสดงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่ได้จากการตรวจวัด หลังจากมีการพัฒนาเครื่องมือตรวจวัดเมื่อ ประมาณค.ศ. 180 2.2.1 จากนั้นร่วมกันอภิปรายโดยใช้คําถามดังต่อไปนี้ กราฟแสดงอุณหภูมิที่ได้จากการตรวจวัดโดยเครื่องมือมีการเก็บข้อมูลย้อนไปได้ประมาณกี่ปี แนวคําตอบ ประมาณหนึ่งร้อยปี ที่ผ่านมา นักเรียนคิดว่านักวิทยาศาสตร์บอกภูมิอากาศในช่วงเวลาก่อนที่จะมีเครื่องมือตรวจวัดได้อย่างไร แนวคําตอบ นักวิทยาศาสตร์ศึกษาจากหลักฐานต่าง ๆ เช่น บันทึกทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทาง ธรณีวิทยา หรือนักเรียนตอบตามความคิดของตนเอง 2.2 ขั้ นวิเคราะห์ 2.2.1 ครูให้ความรู้เกี่ยวกับ หลักฐานทางธรณีวิทยา (geological evidence) ที่ได้บันทึกลักษณะของสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ ไว้ และนํามาใช้บอกสภาพภูมิอากาศบรรพกาลได้ จากนั้นให้นักเรียน ศึกษาวีดิทัศน์เกี่ยวกับการเจาะแท่งนํ้ าแข็ง แสดงตัวอย่างของการเก็บหลักฐานทางธรณีวิทยา จากนั้นร่วมกัน อภิปรายโดยใช้คําถามดังต่อไปนี้
เพราะเหตุใดนักวิทยาศาสตร์จึงศึกษาภูมิอากาศบรรพกาลได้จากแท่งนํ้ าแข็งแนวคําตอบ นักเรียน ตอบตามความคิดของตนเอง (เพราะในแท่งนํ้ าแข็งมีฟองอากาศ ที่กักเก็บแก๊สที่เป็ นองค์ประกอบ ของบรรยากาศในช่วงเวลาในอดีต รวมทั้ งอาจยังกักเก็บละอองลอยชนิดต่าง ๆ ทําให้สามารถ เชื่อมโยงถึงภูมิอากาศในอดีตได้) นักเรียนคิดว่านอกจากแท่งนํ้ าแข็งแล้วยังมีหลักฐานทางธรณีวิทยาอย่างอื่นอีกหรือไม่ ให้ยกตัวอย่าง แนวคําตอบ นักเรียนตอบตามความคิดของตนเอง (มีหลักฐานทางธรณีวิทยาอย่างอื่นอีก เช่น ตะกอน มหาสมุทร ตะกอนทะเลสาบ การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางธรณีสัณฐาน) 2.2.2 ครูอธิบายเพิ่ มเติมว่าข้อมูลจากหลักฐานทางธรณีวิทยาที่นักวิทยาศาสตร์นํามาใช้เพื่อเชื่อมโยงถึง ภูมิอากาศบรรพกาลเรียกว่าตัวบ่งชี้ (proxies) โดยยกตัวอย่างตามหนังสือเรียน ดังนี้ นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ชนิดและปริมาณแก๊สที่อยู่ในฟองอากาศที่ถูกกักเก็บไว้ในแท่งนํ้ าแข็งที่ได้จากการ ขุดเจาะพืดนํ้ าแข็ง โดยเฉพาะ แก๊สเรือนกระจก และองค์ประกอบอื่นของอากาศเช่น ฝุ่ น เถ้าภูเขาไฟ ละออง เรณู ที่ตกลงพร้อมกับหยาดนํ้ าฟ้าและสะสมตัวในชั้ นนํ้ าแข็ง สมบัติทางกายภาพและสมบัติทางเคมี รวมถึงซากสิ่งมีชีวิตที่สะสมตัวร่วมกับตะกอนมหาสมุทรและตะกอน ทะเลสาบ ปริมาณออกซิเจนไอโซโทปในแท่งนํ้ าแข็งและแท่งตะกอนมหาสมุทร โดยถ้าโลกมีอุณหภูมิลดลงจะพบการ สะสมตัวของ 16O บนพืดนํ้ าแข็งมาก ส่วนตะกอนมหาสมุทรจะพบการสะสมตัวของ 18O มากโดยพบอยู่ใน เปลือกของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว การเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางธรณีสัณฐาน เช่น แพเศษหินพืดนํ้ าแข็ง (moraine) ซึ่งเป็ นธรณีสัณฐานที่ เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนขนาดต่าง ๆ ในธารนํ้ าแข็ง ในขณะที่อุณหภูมิโลกลดลงธารนํ้ าแข็งจะ ขยายตัวพาตะกอนต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปด้วย และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ธารนํ้ าแข็งละลายจึงเห็นแพเศษหินพืด นํ้ าแข็งในบริเวณต่าง ๆ ที่เคยมีธารนํ้ าแข็งอยู่ เว้าทะเล(sea notch) เป็ นธรณีสัณฐานที่พบบนหน้าผาบริเวณ ชายฝั่ งที่เกิดจากการกัดเซาะของนํ้ าทะเล มีลักษณะเป็ นรอยเว้าในแนวระดับซึ่งจะขนานไปกับระดับนํ้ าทะเล ในช่วงเวลาและยุคต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ดังนั้นเว้าทะเลจึงเป็ น หลักฐานสําคัญที่ใช้ในการวิเคราะห์ระดับนํ้ าทะเลในอดีตเทียบกับระดับนํ้ าทะเลในปัจจุบัน และใช้บ่งบอก ถึงภูมิอากาศในช่วงเวลาในอดีตได้ 2.2.3 ครูให้ความรู้เพิ่ มเติมว่า การศึกษาภูมิอากาศบรรพกาลไม่ได้ใช้ตัวบ่งชี้จากหลักฐานใดหลักฐานหนึ่ง เท่านั้น แต่ต้องวิเคราะห์หลักฐานและตัวบ่งชี้อื่น ๆ ประกอบกัน รวมทั้ งประมวลร่วมกับการคํานวณและค่าที่ ได้จากการตรวจวัดในปัจจุบัน จากนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงนํามาจําลองภูมิอากาLบรรพกาลได้
2.3 ขั้ นสรุป 2.3.1 ครูตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเกี่ยวกับครูอาจนํารูป แสดงอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศโลกใน ช่วงเวลาธรณีกาลเมื่อเปรียบเทียบกับค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศ ในช่วงปี 2503-2533 โดยดาวโหลดได้จากเวป ไซต์ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5f/All_palaeotemps.svg และร่วมอภิปรายสรุปจาก กราฟนี้แสดงให้เห็นว่า โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมาตั้ งแต่ในอดีต โดยในบางช่วงเวลาอุณหภูมิ เฉลี่ยของอากาศมีทั้ งตํ่ากว่าและสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในปัจจุบัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาข้อมูลจากหลักฐาน ทางธรณีวิทยาและจําลองข้อมูลไปถึงช่วงเวลาธรณีกาล 3) ขั้นสรุป 3.1 ครูให้นักเรียนเขียนสรุป หลักฐานที่ใช้บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเป็ นแผนผังความคิด 12. ระบุเทคนิคการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้มากกว่า ๑ รายการ • เทคนิคการสอนแบบระดมสมอง • เทคนิคการสอนแบบบรรยาย 13. สื่อและแหล่งเรียนรู้ • เอกสารประกอบการเรียน เรื่องหลักฐานที่ใช้บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก • VDO ประกอบการเรียน เรื่องหลักฐานที่ใช้บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก 14. การวัดประเมิน จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัด 1. อธิบายหลักฐานที่ใช้บ่งบอกการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศโลก การตอบคําถาม ตรวจใบงาน แบบฝึ กหัด แบบประเมินใบงาน ร้อยละ 75 2.เขียนแผนผังความคิด หลักฐานที่ใช้บ่งบอก การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ประเมินแผนผัง ความคิด หลักฐานที่ ใช้บ่งบอกการ เปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศโลก แบบประเมินแผนผัง ความคิด หลักฐานที่ ใ ช้ บ่ ง บ อ ก ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ภูมิอากาศโลก ร้อยละ 80 3.ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน สังเกตการณ์การร่วม ทํากิจกรรม แบบสังเกตขณะทํา กิจกรรมการเรียนรู้ ร้อยละ 80
15. บันทึกหลังการเรียนการสอน ห้อง ด้านความรู้ที่เกิดกับผู้เรียน ด้านสมรรถนะสําคัญ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ม.5/1 นักเรียนม จํานวน 39 คน คิด เป็ นร้อยละ 79.59 อธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่างการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกับปัจจัย ที่เกี่ยวข้อง ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.41 ครุต้ออธิบายให้ความรู้เพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 ปัจจัยที่ส่งผลต่อ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกส่วน นร.จํานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.41 ครูต้องคอยกระตุ้น ให้ข้อมูล เพิ่ มเติม นักเรียนม จํานวน 39 คน คิดเป็ น ร้อยละ 79.59 มีความสนใจใฝ่ เรู้ ใฝ่ เรียนในขณะร่วมกิจกรรมการ เรียนรู้ ส่วนนักเรียนจํานวน 10 คิด เป็ นร้อยละ 20.41 ครูต้องคอย กระตุ้นในระหว่างทํากิจกรรม ลงชื่อ ............................................ ครูผู้สอน ลงชื่อ ............................................. หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ (นางนันทวัน สุวภาพ) (นางสาวทิพาพร มูลเพ็ญ) .........../....................../............ .........../...................../..............
• วิธีเขียนในข้อ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ ดังนี้ ว1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้ นฐานของสิ่งมีชีวิต การลําเลียงสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ ที่ทํางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ สัมพันธ์กัน รวมทั้ งนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ ว.1.2 ป6/4 สร้างแบบจําลองระบบย่อยอาหาร และบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบย่อย อาหาร รวมทั้ งอธิบายการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร • สรุปว่า เขียนข้อความให้ครบทั้ งหมด ทั้ งมาตรฐาน และตัวชี้วัด ตัวอย่างคําถามสําคัญ (Big Question) เรื่อง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ป.๓ ๑. จากแผนผัง แผนที่ และรูปถ่ายสถานที่สําคัญในบริเวณโรงเรียนและชุมชนมีอะไรบ้าง และตั้ งอยู่ใน ตําแหน่งใด ๒. แผนผังที่แสดงตําแหน่งที่ตั้ งของสถานที่สําคัญในบริเวณโรงเรียนและชุมชนวาดได้อย่างไร ตัวอย่างคําถามสําคัญ (Big Question) เรื่อง ภัยพิบัติในประเทศไทย ป.๖ ๑. ภัยพิบัติในประเทศไทยมีอะไรบ้าง และมีความสัมพันธ์กับลักษณะทางกายภาพของไทยอย่างไร ๒. ภัยพิบัติแต่ละประเภทมีสาเหตุและส่งผลกระทบอย่างไร ๓. เราจะเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติแต่ละประเภทอย่างไร ตัวอย่างคําถามสําคัญ (Big Question) เรื่อง ลักษณะภูมิอากาศและพืชพรรณธรรมชาติของทวีปอเมริกาใต้ ม.๓ ๑. ทําไมทวีปอเมริกาใต้จึงมีทั้ งป่ าดิบชื้นและทะเลทราย จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมใช้ออกข้อสอบ ( ) กลาง ( ) ปลาย ภาคเรียนที่ ........./............... รายวิชา .............................................. ชั้น ......... มฐ/ตช/ผลการ เรียนรู้ เนื้อหา จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ระดับ พฤติกรรม ข้อที่
ลงชื่อ ............................................................... ครูผู้สอน ตัวอย่างการเขียน จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมใช้ออกข้อสอบ
( ) กลาง ( ) ปลาย ภาคเรียนที่ ........./............... รายวิชา .............................................. ชั้น ......... มฐ/ตช/ผลการเรียนรู้ เนื้อหา จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ระดับ พฤติกรรม ข้อที่ ว1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่ง การเจริญเติบ 1.เลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารตาม นําไปใช้ 3 มีชีวิต หน่วย .... ฯลฯ.... โตของร่างกาย ความต้องการของร่างกายได้ ว 1.2 ป.6/1 ระบุสารอา หารและ ...... ฯลฯ...... • ที่ละไว้ .... ฯลฯ.... คุณครูต้องเขียนเต็มไม่ ละไว้นะครับ ลงชื่อ ............................................................... ครูผู้สอน