The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรี-ญาณิศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nawaraty62, 2022-10-17 01:27:02

รายงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรี-ญาณิศ

รายงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรี-ญาณิศ

29

ภาพท่ี 6 ระยะเซอรค์ าเรยี (cercariae) ของพยาธใิ บไมล้ ้าไส้ขนาดเลก็ H. taichui
(A: specimen stained with 0.5% neutral red. B: drawing of cercaria. C: redia stained

with 0.5% neutral red. Abbreviations – cc: cystogenous cells; dvf: dorsoventral
finfold; eb: excretory bladder; es: eyespot; ge: genital primordium; lf: lateral finfold;

os: oral sucker; p: pharynx; pg: penetration gland; ta: tail; vs: ventral sucker.
Scale bars: 50 µm.)

ทมี่ า: Veeravechsukij, et al., 2018

รปู ร่างลักษณะของตัวออ่ นระยะเมตาเซอรค์ าเรยี (Metacercariae)
ตวั อ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรีย มีขนาดเฉล่ียประมาณ 286 x 134 ไมโครเมตร (Sukontason

et al., 2000) มลี กั ษณะเป็นซีสต์ (cyst) ภายในมตี ัวอ่อนของพยาธิทเ่ี คลื่อนไหวไปมา ลกั ษณะรปู ร่าง
คล้ายตัว C หรือ S (Scholz et al., 1991) เมื่อน้าไปส่องกล้องจุลทรรศน์สามารถสังเกตเห็น oral
sucker, ventral sucker, pharynx และ excretory bladder ทังนีขนาดและรูปร่างของเมตาเซอร์
คาเรียอาจมคี วามแตกต่างกันไปขนึ อยู่กับชนิดของปลานา้ จดื ทีม่ ตี ัวอ่อนของพยาธิใบไม้เข้าไปอาศัยอยู่
ด้วย (Pubua, and Wongsawad, 2007 : วรากร, 2562) (ภาพที่ 7)

H. thaichui
ถุงซีสต์มีลักษณะของชีสต์เป็นถุงใสและโปร่งแสงรูปไข่ มีด้านยาวขนาด 188−220

ไมโครเมตร ดา้ นกว้างมขี นาด 155−185 ไมโครเมตร มผี นงั ห้มุ 2 ชัน ช่องเปิดร่วมของระบบสืบพนั ธม์ุ ี
ลักษณะเป็นรูปถุงมือเบสบอล ด้านท้องมีหนามขนาดเล็กประมาณ 13−16 อัน เรียกว่า acetabular

30

spine เรียงตัวเป็นรปู พดั (fan−shaped) มีกระเพาะขับถ่ายของเสียเป็นรูปตัววีใหญ่ อยู่บริเวณดา้ น
ท้ายมีอณั ฑะ 1 ก้อน (ภาพท่ี 7)

H. pumilio
ถุงซีสต์มีลักษณะใสและโปร่งแสง รูปไข่ มีด้านยาวขนาด 155−188 ไมโครเมตร ด้าน

กว้างขนาด 138−163 ไมโครเมตร มีหนามขนาดเล็กปกคลุมรอบตัว มีคอหอย มีหนามขนาดเล็ก
36−42 อัน เรียงเป็น 2 แถว มีกระเพาะขับถ่ายของเสียเป็นรูปตัวโอขนาดใหญ่ อยู่บริเวณด้านท้าย
ของลา้ ตวั มีอัณฑะ 1 ก้อน (ภาพท่ี 7)

Centrocestus formosanus
ถุงซีสต์มีลักษณะใสและโปร่งแสง รูปไข่ มีด้านยาวขนาด 173-233 ไมโครเมตร ด้าน

กว้างขนาด 135−178 ไมโครเมตร มี oral sucker และหนามขนาดใหญ่อยู่ด้านบนของล้าตัวชัดเจน
มีคอหอยยาว มีหนามขนาดเล็กรอบ oral sucker จ้านวน 32 อัน เรียงเป็น 2 แถว เรียกว่า
circumoral spine มีกระเพาะขับถ่ายของเสียเป็นตัวเอ็กซ์ (S−shaped) อยู่บริเวณด้านท้ายของ
ร่างกาย (ภาพท่ี 7)

AA BA CA DA

ภาพที่ 7 ตวั ออ่ นระยะติดต่อ (Metacercariae)
A= H. taichui, B= H. pumilio, C= Centrocestus formosanus และ
D=M. yokogawai metacercaria detected in a freshwater fish. Scale bar = 50 µm.

ทม่ี า: Sohn, et al., 2009
วงจรชีวิต

ไข่ของพยาธิใบไม้ล้าไส้ขนาดเลก็ ในโฮสต์เฉพาะ (Definitive host) ทไี่ ดร้ บั ปฏสิ นธิแล้วจะถูก
ปล่อยออกมาพร้อมกับอุจจาระของโฮสต์ ในสภาวะท่ีเหมาะสมไข่ของพยาธิจะถูกฝักออกมาเป็นตัว
อ่อนระยะไมซิเรยี ม (miracidium) จากนันตัวอ่อนระยะไมซเิ รยี มจะด้ารงชีวิติอย่างอิสระในนา้ ระยะ
หน่ึง แล้วจึงออกไปหาโฮสต์กึ่งกลางตัวที่หนึ่ง (1st IH) จากนันจะพัฒนาไปเป็นระยะสปอโรซีสต์
(sporocyst) อย่างรวดเร็ว ทา้ ให้พฒั นาเปน็ ระยะเรเดยี (redia) และพัฒนาต่อไปเป็นระยะเซอรค์ าเรยี
(cercaria) เมื่อตัวอ่อนระยะเซอร์คาเรียเจริญเต็มท่ีจะอาศัยอยู่ในหอยน้าจืดในระยะหน่ึงขึนอยู่กับ
ชนิดของพยาธิใบไม้ จากนันค่อยไชออกจากหอยไปหาโฮสต์กึ่งกลางตัวท่ีสอง (2ndIH) มักพบในกลุ่ม

31

ของปลาน้าจืดเกลด็ ขาววงศ์ Cyprinidae โดยตวั ออ่ นระยะเซอรค์ าเรยี จะถกู พฒั นาไปเปน็ ระยะเมตา
เซอร์คาเรีย (ภาพที่ 8) ที่พบตามอวัยวะของปลา เช่น เหงือก เกล็ด กล้ามเนือและครีบ เมื่อโฮสต์
เฉพาะเข้ามากินปลาท่ีมรี ะยะติดต่อนีจะพฒั นาไปเป็นระยะตัวเต็มวยั ในโฮสต์ และสามารถก่อให้เกิด
อาการของโรคในล้าไส้เล็ก ก่อให้เกิดการระคายเคือง ท้องเสีย ท้องร่วง เเละการอักเสบของล้าไสเ้ ล็ก
(จตุ ิกาญน์ และคณะ, 2562)

ภาพท่ี 8 วงจรชีวิตของพยาธใิ บไมล้ า้ ไส้ขนาดเลก็ Haplorchis
ทมี่ า: Clausen, and Murrell, 2014

ชอ่ งทางการรับเชอื เขา้ สรู่ ่างกาย
เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปรุงปลาน้าจืดท่ีมีเมตาเซอร์คาเรียท่ีพบในปลาน้าจืดแบบ

สุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ลาบปลาดิบ ก้อยปลา สา้ ปลา ปลาส้ม และปลาจ่อม เป็นต้น ซง่ึ เส่ยี งต่อการเกิดการ
ตดิ พยาธิใบไม้ล้าไสไ้ ด้
อาการแสดงของโรค

ผู้ป่วยโรคพยาธิใบไม้ในล้าไส้ในระยะเเรกจะไม่แสดงอาการของโรค อาการแสดงขึนอยู่กับ
จา้ นวนของพยาธิ ถา้ มพี ยาธจิ า้ นวนไม่มากอาจเกดิ การอกั เสบเพียงเลก็ นอ้ ย แตถ่ า้ มีพยาธจิ ้านวนมาก
และติดพยาธิเรือรังจะท้าให้เกิดการอักเสบที่รุนแรง และเกิดเป็นแผลเน่าตาย (WHO, 2004) อาการ
ของโรค ได้แก่ ปวดท้อง ท้องเดินถ่ายอุจจาระปนเลือดเรือรังเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการคล่ืนไส้ จุกเสียด
แน่นท้อง ท้องอืด ท้องผูก และอาเจียน (ดวงรัตน์ และ อนุลักษณ์, 2560) นอกจากนีอาจพบผู้ปว่ ยมี
อาการคล้าย peptic ulcer คือ ปวดท้องแน่นท้อง คล่ืนไส้อาเจียน ท้องเสียเรือรัง และน้าหนักลด
(Pearson, and OW-Yang, 1982)

32

2.7 พยาธใิ บไม้ตับ (Liver flukes)
พยาธิใบไม้ตับจัดเป็นหนอนตัวแบนชัน Trematode ในไฟลัม Platyhelminthes พยาธิใบไม้

ตั บ ที่ ส้ า คั ญ เ ช่ น Opisthorchis viverrini, O. felineus, Clonorchis sinensis, Dicrocoelium
dendriticum, Eurytrema pancreaticum, Fasciola gigantiga แ ล ะ F. hepatica เ ป็ น ต้ น
(ภาพที่ 9) โรคพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchiasis) มีสาเหตุเกิดจากการติดเชือปรสิตใน Family
Opisthorchiidae และเป็นพยาธิท่ีมีโฮสต์ตัวกลางที่สองเป็นปลาน้าจืดเกล็ดขาววงศ์ตะเพียน มี 3
ชนิด คือ O. viverrini, O. felineus และ C. sinensis (ประยงค์ และคณะ, 2535 : วิฑูรย์ และ
พีรพรรณ, 2540)

ภาพที่ 9 ระยะตวั เต็มวัย พยาธใิ บไมต้ บั ชนิดตา่ งๆ
A O. viverrini, B: O. felineus, C: O. sinensis, D: F. hepatica และ E: F. gigantica

ท่ีมา: ประยงค์ และคณะ, 2535
ลกั ษณะท่ัวไปของพยาธิใบไมต้ บั

พยาธิใบไม้ตับโดยท่ัวไปมีลักษณะแบน ยาว ด้านหัวค่อนข้างแหลม ด้านท้ายของล้าตัวมี
ลกั ษณะมนขนาดแตกต่างการตามชนิดของปรสติ และยังขนึ อย่กู ับจ้านวนของปรสิตในตับและท่อน้าดี
ท่ีอาศัยอยู่ ถ้าปริมาณปรสิตมีจ้านวนมากในตับจะท้าให้ขานาดของปรสิตโดยทั่วไปเล็กกว่าขนาด
เฉล่ีย และปรสิตที่ไปอาศัยในปลายของท่อน้าดีจะท้าให้มีขนาดที่เล็กลงตามไปด้วย (วิฑูรย์ และ
พรี พรรณ, 2540)

33

รูปร่างลกั ษณะของระยะตวั เต็มวัย
Opisthorchis viverrini

มีลักษณะคล้ายใบหอก มีขนาด 5−10 x 1.2 มิลลิเมตร มี sucker 2 อัน คือ oral sucker อยู่
เกือบสุดปลายหัว และ ventral sucker อยู่ถัดเข้ามาระหว่างรอยแยกของล้าไส้ มี excretory
bladder เป็นท่อหรอื ถงุ ยาว มี testes 2 ก้อน ลกั ษณะเป็น กลีบหรอื พู อยเู่ ยอื งกันทางด้านทา้ ย 1/4
ของล้าตัว seminal vesicle ยาวขดเล็กน้อย แล้วเป็น ejaculatory duct ไปเปิดที่ genital pore
เหนือ ventral sucker ไม่มี cirrus sac prostate gland หรือ cirrus organ มี ovary ขนาดเลก็ อยู่
เหนือ bladder มีรูปไข่ หรือเป็นกลีบตืน cotype อยู่ทางขวาติดกับ ovary seminal receptacle
กบั Laurer’s canal อยู่ใกลๆ้ กบั ootype uterus ขดไปมา และไปทางหวั เป็น metraterm อยู่ขา้ ง
male genital opening และ vitelline glands อย่กู ลางทร่ี ะดับ 1/3 ทงั 2 ข้างของลา้ ตัว มีลักษณะ
อยเู่ ปน็ กลุ่ม ๆ (นมิ ติ ร และ เกตรุ ตั น์, 2546) (ภาพท่ี 10)

ภาพที่ 10 ตัวเตม็ วัยของพยาธิใบไมต้ ับ O. viverrini
ท่มี า: Burton et al., 2019

Opisthorchis felineus
มขี นาด 7−12 x 2−3 มลิ ลิเมตร มีรูปร่างลกั ษณะคล้ายคลงึ กับ O. viverrini แต่แตกตา่ งกันที่

ovary อยู่ห่างจาก testes อนั บนมากกวา่ vitellaria อย่เู ป็นแถบขวาง cophagus สันกว่า ร่องกลบี
testes ตนื กว่า และ testes มลี กั ษณะเป็นก้อนแยกเปน็ พู (นิมติ ร และ สขุ วัจน์, 2546) (ภาพท่ี 11)

ภาพที่ 11 ตัวเตม็ วยั ของพยาธิใบไมต้ บั O. felineus
ทม่ี า: Burton, et al., 2019

34

Clonorchis sinensis
มีขนาด 10-25 x 3-5 มิลลเิ มตร มรี ูปรา่ งลักษณะคลา้ ยคลึงกบั O. viverrini แต่แตกตา่ งกัน

ที่ oral sucker ใหญ่กว่า ventral sucker เล็กน้อย testes เป็นแขนง ส่งไปถึงฟากข้างของล้าตัว
vitelline gland เปน็ ฝอยละเอยี ด กระจายทงั 2 ขา้ งลา้ ตัว (นิมิตร และ เกตุรตั น์, 2546) (ภาพที่ 12)

ภาพที่ 12 ตวั เตม็ วัยของพยาธใิ บไมต้ ับ Clonorchis sinensis
ท่ีมา: Burton, et al., 2019

รูปรา่ งลักษณะของระยะไข่
ระยะไข่ของพยาธิใบไม้ตับ โดยทั่วไประยะไข่ของปรสิตทัง 3 ชนิดมีลักษณะคล้ายกันจนไม่

สามารถมาใช้ในการแยกชนิดได้ไข่พยาธิขนาดเล็ก มีขนาดประมาณ 22−32 x 11−12 ไมครอน
รูปร่างคล้ายหลอดไฟฉาย มีฝา shoulder และด้านตรงข้ามกับฝามี knob ภายในไม่มีไมราซิเดียม
(นิมิตร และ เกตุรัตน์, 2546) ไข่ที่ออกมากับอุจจาระมีสีเหลืองอมน้าตาลเนื่องจากติดสีของน้าดี
โดยทั่วไปมีตัวอ่อนระยะมิราซิเดียมเจริญอยู่แล้วภายใน (Wykoff, and Ariyaprakai, 1966)
(ภาพที่ 13)

รูปท่ี 13 ระยะไข่ของพยาธิใบไม้ตับ O. viverrini
ทม่ี า: https://www.cdc.gov/dpdx/opisthorchiasis/index.html

35

รปู ร่างลกั ษณะของตัวอ่อนระยะเซอรค์ าเรยี (Cercaria)
ตัวอ่อนระยะเซอร์คาเรีย มีลักษณะแบบ pieurocercous ขนาดเฉล่ีย 154 x 75 ไมครอน

ประกอบด้วยสว่ นหัวและส่วนหาง สว่ นหางมคี รบี ท้าใหว้ า่ ยขึนลงในน้าได้วอ่ งไวและเม่ือพกั นงึ จะแขวน
ตัวกับผิว โดยห้อยหัวลง ขณะพักล้าตัวจะโค้งเล็กน้อย มักมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง (วิฑูรย์ และ
พีรพรรณ, 2540 : นิมติ ร และ เกตุรัตน์, 2546) (ภาพท่ี 14)

ภาพท่ี 14 ตวั ออ่ นระยะ Cercariae ของ O. viverrini
A: cercaria in the vertical position B: horizontal position. OS, oral sucker;

ES,eyespot; PG, penetration gland; VS, ventral sucker; T, tail;
NT, nucleus of the tail; VF, ventral in-fold; DF, dorsal fin-fold; F, fin-fold.

ทม่ี า: Arunsan, et al., 2014
รปู รา่ งลักษณะของตัวออ่ นระยะเมตาเซอรค์ าเรีย (Metacercaria)

เม็ดกลมรี ขนาดโดยเฉล่ีย 195 x 150 ไมครอน (Sujjanun, and Thitasut, 1971) ภายในมี
ตัวอ่อนขดงอเป็นรูปตัว “C” เห็น excretory bladder กลมใหญ่สีน้าตาลด้า ventral sucker ใหญ่
เทา่ กบั oral sucker (Scholz, et al., 1991) (ภาพท่ี 15)

ภาพท่ี 15 ตัวอ่อนระยะ Metacercariae ของ O. viverrini
ท่ีมา:Thu, et al., 2007

36

วงจรชีวติ
พยาธิใบไม้ตับทังสามชนิดมีวงชีวิตคล้ายคลึงกัน ยกเว้นต่างกันที่ชนิดของโฮสต์ก่ึงกลาง

โดยไข่พยาธิจะผ่านทางเดินน้าดีออกสู่ล้าไส้เล็กแล้วถูกปล่อยออกมาจากอุจจาระลงสู่แหล่งน้า เม่ือ
หอยนา้ จดื Bithynia ซ่งึ เป็นโฮสต์ตัวกลางตัวท่ีหนึ่งของพยาธิใบไมต้ บั กินไขพ่ ยาธิเขา้ ไปจากนันตัวอ่อน
ระยะไมราซิเดยี มจะออกจากไขใ่ นล้าไส้ของหอยแลว้ เข้าไปเจริญเติบโตเปน็ ตัวอ่อนระยะสปอรโ์ รซีสต์
และรีเดีย ตามล้าดับ โดยใช้เวลาในการเจรญิ อยใู่ นหอยประมาณ 4−6 สัปดาห์ จึงจะเกิดเป็นตัวอ่อน
ระยะเซอรค์ าเรยี (วิฑรู ย์ และ พรี พรรณ, 2540) โดยเซอรค์ าเรียจะออกจากหอยและว่ายนา้ ไชเข้าไปสู่
ปลาซ่ึงเป็นโฮสต์ก่ึงกลางตัวที่สอง โดยไชผ่านผิวหนังปลา สลัดหางทิงแล้วจึงเจริญเติบโตเป็นระยะ
เมตาเซอร์คาเรียอยู่ภายในซสิ ต์ เกล็ด ครีบ และเนือปลา ใช้ประมาณ 1 เดือนก็เจริญเป็นระยะเมตา
เซอร์คาเรีย (Sujjanum, and Thitasut, 1971) เมื่อสัตว์กินเนือปลาดิบ หรือที่ปรุงไม่สุกพอระยะเม
ตาเซอร์คาเรียจะออกจากซิสต์ในล้าไส้เล็กส่วนต้นแล้วภายในระยะเวลา 5−10 นาที ถึง 2−3 ช่ัวโมง
จะเดินทางเข้าไปในท่อน้าดีใหญ่ทาง Ampulla of Vater เข้าสู่ท่อน้าดีส่วนปลายในตับเข้าสู่ท่อน้าดี
ส่วนปลายในตับเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ ระยะก่อนเชือปรากฎประมาณ 1 เดือน ทังวงจรชีวิตใช้เวลา
3 เดอื น (ประภาศรี และ ธนวรรธน,์ 2535) (ภาพที่ 16)

ภาพท่ี 16 วงจรชวี ิตของพยาธใิ บไมต้ ับ
ท่มี า: https://www.cdc.gov/dpdx/opisthorchiasis/index.html

37

ช่องทางการรับเชือเขา้ สรู่ ่างกาย
กินปลาน้าจืดวงศ์ตะเพียนท่ีมีตัวอ่อนระยะติดต่อเมตาเซอร์คาเรียท่ีอยู่ในเนือปลาหรือครีบ

ปลาจากการบริโภคปลาหรือสัตว์น้าท่ีมีตัวอ่อนระยะติดต่อเข้าไปโดยไม่ผ่านการปรุงสุกให้ความร้อน
ฆ่าพยาธิ โดยเฉพาะปลาน้าจืด เช่น ปลาตะเพียน ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาแก้มช้า ปลาขาวนา และ
ปลาขาว หรือปลาจากการแปรรูปหมักดอง เช่น ปลาร้า และอาหารท่ีปรุงจาก ปลาร้า เช่น ส้มต้า
ปลารา้ บอง เป็นตน้ ทา้ ใหเ้ กดิ โรคพยาธิใบไม้ตบั (Opisthorchiasis)
ระบาดวทิ ยา

C. sinensis พบการแพร่ระบาดสว่ นใหญ่อย่ใู นประเทศสาธารณรฐั ประชาชนจนี เกาหลี
ไตห้ วัน เวยี ดนาม ฮอ่ งกง และญ่ปี นุ่ มผี ูต้ ดิ เชือประมาณ 19 ล้านคน (Sirisinha, 1986)

O. felineus พบการระบาดอย่บู รเิ วณภาคกลางและภาคตะวันออกของทวีปยุโรป ส่วนใหญ่
พบในแมวและสุนัขมีรายงานพบในคนที่ประเทศรัสเซีย โปรแลนด์ และไซบีเรีย มีผู้ติดเชือประมาณ
ไมน่ ้อยกว่า 2−3 ลา้ นคน (Sirisinha, 1986)

O. viverrini มีการระบาดในแถบเอเชยี ตะวันออกเฉียงใตโ้ ดยเฉพาะในประเทศลาว และแถบ
ภาคตะวันอออกเฉียงเหนอื และภาคเหนือของประเทศไทย (Viyanant, et al., 1983) คนและสตั วต์ ดิ
เชือพยาธิโดยกินปลาที่มรี ะยะติดต่อ โดยอัตราป่วยโรคพยาธิใบไม้ตับที่มีรายงานจากกรมควบคุมโรค
ในปี พ.ศ. 2559 ถึง 2563 พบอัตราการติดเชือพยาธิใบไม้ตับร้อยละ 16.3 11.7 5.7 4.73 และ 4.3
ตามล้าดับ โดยมีอัตราการติดพยาธิสูงในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี พ.ศ. 2532
พบวา่ ตะวันออกเฉียงเหนือมีความชุกสงู ที่สดุ รอ้ ยละ 4.98 รองลงมาเป็นภาคเหนือ รอ้ ยละ 1.79 ภาค
กลาง ร้อยละ 0.87 และภาคใต้ ร้อยละ 0.1 (ส้านักโรคติดต่อท่ัวไป กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสขุ , 2563) และมีอตั ราการตายด้วยมะเรง็ ตับและท่อนา้ ดียงั มีแนวโน้มทีส่ งู ขึนจาก 22.3 ในปี
พ.ศ. 2551 เพิ่มขึนเป็น 24.3 ต่อประชากรแสนคนในปี พ.ศ. 2561 รายงานตังแต่วันที่ 1 ตุลาคม
2564 ถึง วันท่ี 12 มิถุนายน 2565 มีรายงานผลการรักษามะเร็งท่อนา้ ดี ทังหมด 1,720 ราย จ้าแนก
เป็นผ่าตัด 216 ราย ผ่าตัดให้ขายขาด 162 ราย และผ่าตัดเป็นประคับประคอง 54 ราย ส้าหรับการ
รักษาประคับประคองทังสิน 1,430 ราย ท้าการรักษาท่ีโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ 774 ราย
โรงพยาบาลสกลนคร 281 ราย โรงพยาบาลอุดรธานี 200 ราย โรงพยาบาลขอนแก่น 211 ราย
โรงพยาบาลนครเชยี งใหม่ 72 ราย โรงพยาบาลสรุ นิ ทร์ 114 ราย โรงพยาบาลบรุ รี ัมย์ 99 ราย และรง
พยาบาลร้อยเอด็ 56 ราย (มหาวิทยาลัยขอนแกน่ และกระทรวงสาธารณสุข, 2564)

การติดเชือในหอยพาหะพบสูงสุดในฤดูฝน ส่วนการติดเชือในปลาอาจพบสูงสุดในปลาย
ฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว แต่บางแห่งก็พบคงที่ตลอดปี พบเมตาเซอร์คาเรียมากที่สุดที่ส่วนหัวของปลา
รองลงมา คือ ครีบหางและกล้ามเนือครบี ทวาร แต่ความหนาแน่นของเมตาเซอร์คาเรยี สูงสุดในเนอื
ปลามาก รองลง ได้แก่ ครีบหลัง ครบี อก ครีบทอ้ ง และครีบทวารหนัก

38

สุนขั และแมวเปน็ โฮสต์สะสมเชอื ซ่งึ ทา้ ใหโ้ รคพยาธิชนิดนแี พร่กระจายกว้างขวางยากแก่ การ
ควบคมุ การตรวจอจุ จาระของสุนัขและแมวในจังหวัดพิษณโุ ลกและขอนแกน่ เม่อื พ.ศ. 2526 พบวา่
แมวติดเชือร้อยละ 22.6 ในขณะท่ีสุนัขติดเชือร้อยละ 1.9 อาจเน่ืองมาจากกนิ ปลาดิบ เช่น ก้อยปลา
ส้มปลา ปลาร้า ในบางพืนที่เช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือท้าให้โรคชุกชุมมาก ประมาณการณ์ว่า
ประชากรในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื กวา่ 7 ล้านคนเปน็ โรคนี การส้ารวจท่วั ประเทศในปี พ.ศ. 2544
พบความชุกในประชากร ร้อยละ 9.4 แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 15 ภาคเหนือ ร้อย
ละ 19.3 ภาคกลาง ร้อยละ 3.8 และภาคใต้ ร้อยละ 0 เกือบทังหมด จัดความรุนแรงอยู่ในระดับต้่า
และปานกลาง บางครงั พบหม่บู ้านในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ทีม่ ีความชกุ ของโรคสงู ตงั แตร่ อ้ ยละ 66
จนถึง รอ้ ยละ 94 (วิฑูรย์ และ พรี พรรณ, 2540)

อาการแสดงของโรค
การแสดงออกของอาการป่วยขนึ อยู่กบั การติดเชือของพยาธิ โดยแบ่งความรุนแรงออกเป็น 4

อาการ (นิมติ ร และ เกตุรตั น์, 2546)
Asymptomatic: ผู้ท่ีได้รับเชือพยาธิใบไม้ตับส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการซ่ึงอาการจะรุนแรง

มากหรอื น้อยขนึ อยู่กับปริมาณของเชือปรสิตทไ่ี ดร้ บั เขา้ ไปในรา่ งกาย
Mild symptom: ปวดท้องโดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร รู้สึกร้อน ๆ บริเวณใต้ชาย

ซี่โครงขวาหรอื ลินป่ี
Moderate symptom: มีอาการ คล่ืนไส้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย

นา้ หนักลด ขาดอาหาร มีอาการเจบ็ ตือและรสู้ กึ ร้อนๆ บริเวณตับ บางครงั อาจมีไขต้ ่้า ๆ
Severe symptom: ผูป้ ว่ ยที่มีเชือปรสติ อย่ใู นร่างกายเป็นจ้านวนมากและเรือรังอยนู่ านอาจ

มีอาการถึงหมดสติ ผู้ป่วยกลุ่มนีมักพบว่ามีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองเนื่องจากท่อน้าดีอดุ ตัน เกิดนิว่
ในถุงนา้ ดี และอาจเป็นมะเรง็ ท่อน้าดีซ่งึ สง่ ผลให้ผปู้ ่วยเสียชวี ติ

2.8 ปจั จัยทม่ี ีผลต่อความชุกของตัวออ่ นเมตาเซอร์คาเรยี
ก าร แพ ร่ร ะ บาดของ ตัวอ่อน พยาธิ ใบไม้ระยะเมตาเซ อร์คาเรียใน แต่ละ พืนท่ี อาจมีความ

แตกต่างกัน ขึนอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ฤดูกาลท่ีท้าการส้ารวจ พบว่าช่วงปลายฤดูฝน(Vichasri, et
al., 1982 : Sithithaworn, et al., 1997) ถงึ ช่วงฤดหู นาว (Sukontason, et al., 1999 : Noikong,
et al., 2011) พบตวั อ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรยี มากทีส่ ุดโดยในชว่ งฤดูฝนมนี ้ามากท้าให้พดั เอาไข่ของ
พยาธใิ บไมท้ ่อี ยู่ในอจุ จาระไหลลงไปตามแหล่งน้าต่าง ๆ เมอื่ หอยนา้ จืดกนิ ไข่พยาธใิ บไมเ้ ข้าไป ตวั ออ่ น
พยาธิต้องใช้เวลาในการเจริญเติบโตเป็นระยะเซอร์คาเรียประมาณ 6 สัปดาห์ เม่ือระยะเซอร์คาเรีย
ออกมาจากหอยน้าจืดไชเข้าปลาน้าจืดโดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพ่ือการเจริญเติบโตเป็นระยะ
เมตาเซอร์คาเรีย ดังนันต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพ่ือเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนระยะเมตา

39

เซอร์คาเรยี ซึ่งตรงกับช่วงฤดูหนาวที่สามารถตรวจพบการแพร่กระจายระยะเมตาเซอร์คาเรียจ้านวน
มาก (Sukontason, et al., 1999) และยังพบว่าความชุกของการติดเชือในปลาน้าจืดอาจขึนอยู่กับ
ปริมาณน้าฝนท่ตี กลงมา (Wiwanitkit, 2005) ซ่งึ ช่วงที่มีปริมาณนา้ ฝนท่ตี กลงมามากนันสามารถตรวจ
พบตัวอ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรียได้จ้านวนมากตามไปด้วย นอกจากนีการแพร่ระบาดของตัวอ่อน
ระยะเมตาเซอรค์ าเรยี ยังอาจขึนอยู่กับชนิดและจ้านวนของหอยน้าจืดและพนั ธปุ์ ลานา้ จืดท่ีอาศยั อยู่
รวมกันในแหล่งน้า เพราะทังสองชนิดเป็นโฮสต์ก่ึงกลางที่ส้าคัญที่ท้าให้วงชีวิตของพยาธิใบไม้ครบ
สมบูรณ์โดยในแต่ละพืนที่นันอาจมีความแตกต่างกัน ตลอดจนพฤติกรรมการบริโภคปลาดิบและการ
ขับถ่ายอุจจาระลงแหล่งน้าธรรมชาติซ่ึงเป็นพฤติกรรมเสี่ยงท่ีท้าให้เกิดการแพร่ระบาดของเชือโรค
พยาธใิ บไม้

2.9 การตรวจวนิ ิจฉยั

1. Clinical diagnosis: การวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ตับ พิจารณาจากอาการทางคลินิก
ประวัติเสี่ยงด้านการบริโภคอาหารจ้าพวกปลาดิบ กุ้ง ปู น้าจืด ท่ีปรุงไม่สุก ภาวะ eosinophilia
ผลการตรวจ ultrasound การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed tomography) หรือการ
ถา่ ยภาพดว้ ยคลื่นสนามแมเ่ หลก็ (Magnetic resonance imaging)

2. Microscopic examination: เทคนิคการตรวจทางปรสติ วิทยา เชน่ ตรวจหาระยะไข่ใน
ตัวอย่างอุจจาระส้าหรับโรคติดเชือพยาธิใบไม้ตับ Clonorchiasis, Opisthorchiasis และ
Fascioliasis การตรวจเสมหะผา่ นกล้องจลุ ทรรศน์สา้ หรบั โรคตดิ เชอื พยาธใิ บไมป้ อด Paragonimiasis
เทคนิคเหล่านีเป็นท่ีนิยมใช้ในห้องปฏิบัติการ แต่อย่างไรก็ตามจะมีความจ้าเพาะต้่าในกรณีที่มีปรสติ
จ้านวนนอ้ ยในตวั อยา่ งสงิ่ สง่ ตรวจ ข้อจา้ กดั ของเทคนคิ เหล่านคี อื ความเช่ียวชาญและประสบการณ์ใน
การตรวจวินจิ ฉยั ไขป่ รสติ บางชนดิ มีลกั ษณะทีใ่ กลเ้ คยี งกนั มากจงึ ยากตอ่ การตรวจแยกชนิด

2.1) การตรวจหาการติดเชือตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลา ด้วยวิธี
Compression method

การตรวจหาปรสิตภายนอกเช่น เหงือก ครีบหลัง ครีบอก เมือก เป็นต้น น้าตัวอย่างปลาท่ี
น้ามาทดสอบใส่ภาชนะเตรียมท้าการทดสอบทที่ ้าความสะอาดดว้ ยแอลกอฮอลล์ 70% ท้าการเตรียม
สไลด์ที่มีหยดสารละลายน้าเกลือ 1.5% NaCl การตรวจหาปรสิตโดยการขูดผิวหนัง ใช้กระจกปิด
สไลด์ขูดเมือกท่ีบริเวณ ล้าตัวของปลา โดยเร่ิมตังแต่บริเวณล้าตัวเหนือครีบอกจนไปถึงหาง เรียก
เทคนคิ นีว่า Skin scraping จากนนั นา้ กระจกสไลด์ท่ีทา้ การขูดเมือกที่ลา้ ตัวของปลาเรยี บรอ้ ยแล้วมา
วางบนแผน่ สไลดท์ ่หี ยดสารละลายนา้ เกลอื 1.5% เตรียมไว้ การตรวจหาปรสติ ทีบริเวณเหงือกใช้ปาก
คีบท่ีฆ่าเชือเรียบร้อยแล้วด้วยการจุ่มในแอลกอฮอล์ 95% แล้วลนไฟ เมื่อเย็นแล้ว ซ่ึงใช้กรรไกรทฆ่ี า่
เชือด้วยวิธีการเดียวกับปากคีบดึงแผ่นปิดเหงือกของปลา (operculum) ขึน แล้วใช้กรรไกร ติด
บรเิ วณส่วนปลายของเหงือกปลา (primary lamella) วางลงบนกระจกสไลด์ ท่เี ตรยี มน้าเกลอื 1.5%

40

ไว้ เรียกเทคนคิ นวี า่ “Gill biopsy” และการหาปรสติ บริเวณครบี หลงั และครบี อกใชก้ รรไกรท่ีผ่านการ
ฆา่ เชือเรียบร้อยแล้ว ด้วยการจุ่มในแอลกอฮอล์ 95% แลว้ ลนไฟ เมอ่ื ทัง ให้เยน็ แล้ว จึงน้าไปตัดปลาย
ครีบหลัง และครีบอก มาวางลงบนกระจกสไลด์ที่เตรียมน้าเกลือ 1.5% ไว้ และปิดด้วยกระจกปิด
สไลด์ น้ากระจกสไลด์ท่ีเตรยี มไว้ไปส่องใต้กลอ้ งจลุ ทรรศน์ (เจนจติ ต์, 2562)

2.2) การตรวจหาการติดเชือตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลา ด้วยวิธี
Artificial digestion method

ล้างเนือสัตว์ที่ท้าการเตรียมมาให้สะอาด แล้วท้าการจ้าแนกชนิดห่ันเนือสัตว์ให้เป็นชิน
เล็ก ๆ น้าไปป่ันรวมกับสารละลาย 0.7 % w/v pepsin A น้าไป incubate ที่อุณหภูมิ 37 องศา
เซลเซียส ใน water bath เป็นเวลา 1−2 ช่ัวโมง กรองผ่านตะแกรงลวดขนาดรู 850, 300 และ 106
ไมโครเมตร ตามล้าดับ จากนันตกตะกอนด้วยสารละลาย 0.85% w/v NaCl จนส่วนบนใส และน้า
ตะกอนไปส่องดภู ายใต้กลอ้ ง stereomicroscope เพ่อื ตรวจหาพยาธิ (กรรณกิ าร์ และ วจิ ิตร, 2564)

3. Immunological techniques: เป็นการทดสอบท่ีอาศัยกิริยาระหว่างแอนติเจนและเอนติ
บอดี และ สามารถตรวจหาได้ทังแอนติบอดีและแอนติเจนที่เป็นจุลชีพและวิธีการทดสอบทาง
ภมู ิคมุ้ กัน (สทุ ธิพันธ, 2542 และ Panitsara, 2020) เชน่

3.1) ปฏิกิริยาการจับกลุ่ม (Agglutination) เป็นกิริยาระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดีท่ี
เปน็ อนภุ าค แอนตบิ อดจี ะเปน็ ตวั เชอ่ื มโยงอนุภาคทา้ ให้เกิดการเกาะกลุ่ม มหี ลกั การ 2 แบบคอื

1. การจบั กลมุ่ โดยตรง (Direct Agglutination) แอนติเจนทเี่ ปน็ อนภุ าคโดยตรง
2. การจับกลุ่มโดยอ้อม (Indirect Agglutination)

- แอนตเิ จนที่เปน็ สารละลาย สามารถนา้ มาใช้ใรปฏกิ ริ ยิ าจบั กลุม่ ได้ โดยการมาเคลือบ
บนผวิ ของ อนภุ าคเฉ่ือย (inert particle)

- อนุภาคเฉ่ือย อาจเป็นเม็ดเลือดแดง polydtyrene latex particles bentonite ซึ่ง
ไม่ท้าปฏิกริ ิยากับแอนติเจนแอนตบิ อดี

3.2) Enzyme immunoassay
แอนติเจนหรือแอนติบอดีสามารถน้ามาติดฉลากด้วยเอ็นไซม์โดยไม่ท้าให้คุณสมบัติของ

สารทังสองเสยี ไป ตรวจสอบปฏิกริ ิยาโดยการใส่ substrate ของเอนไซมน์ ัน เม่อื มกี ารย่อย substrate
จะท้าให้มีการเปลี่ยนสีที่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือวัดความเข้มสีได้ด้วยเคร่ือง
spectrophotometer และเป็นวิธีที่มีความไวสูงสามารถหาปริมาณสารได้ถึงระดับนาโนกรัม มี
ความจ้าเพาะสูง ราคาไม่แพง เก็บได้นาน ปลอดภัย Enzyme immunoassay ที่นิยมใช้มากที่สุดคือ
Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) โดยมีหลักการในการทดสอบ ดังนี

41

Indirect method: ให้แอนติบอดีท่ตี ้องการตรวจท้าปฏกิ ริ ิยากบั แอนติเจนที่ทราบชนิด
แล้วซ่ึง เคลือบอยู่บนพืนผิวของ solid phase แล้วใช้ anti-human immunoglobulin ท่ีติดฉลาก
ด้วยเอน็ ไซมท์ า้ ปฏกิ ิรยิ าอีกขันหนึ่งปริมาณ ความเข้มสีขึนกับปริมาณ แอนตบิ อดีทต่ี ้องการตรวจหา

Double antibody sandwich method: เคลือบแอนติบอดีบนพืนผิวของ solid
phase แล้วท้าปฏิกิริยากับแอนติเจนท่ี ต้องการตรวจ หลังจากล้างแล้วใช้ แอนติบอดีท่ีติดฉลากด้วย
เอนไซม์ (แอนติบอดีนีจ้าเพาะกับแอนติเจนท่ีต้องการตรวจเช่นกัน) ล้างและเติม substrate แล้ววัด
ปริมาณความเขม้ สที ่ีเกิดขนึ )

Competitive binding method: ถ้าต้องการหาแอนติเจน เคลือบแอนติบอดีบน
พืนผิวของ solid phase แล้วท้าปฏิกิรยิ ากับแอนติเจนท่ี ต้องการตรวจและแอนติเจนที่ติดฉลากด้วย
เอนไซม์ ล้างและเติม substrate แลว้ วัดปรมิ าณความเขม้ สีท่เี กดิ ขึน

3.3) Immunochromatographic assay
การท้าปฏกิ ิริยาระหวา่ งแอนตเิ จนกบั แอนตบิ อดที จ่ี า้ เพาะตดิ ฉลาก ดว้ ยสารสี (dye) หรือ

แอนติบอดีกับแอนตเิ จนที่จา้ เพาะ ท่ีติดฉลาก ด้วยสารสี จากนัน Ag-Ab complex จะถูกพาไปใน
ตัวกลาง เช่น แผน่ เซลลโู ลส แลว้ ถกู จับอีกครงั ดว้ ยแอนตบิ อดีตัวที่ 2 ทย่ี ึดติดอยกู่ บั แผน่ เซลลูโลส
เกดิ เปน็ แถบสขี ึน โดยมแี ถบควบคมุ ซึ่งจะตรงึ ด้วยแอนติบอดีตัวที่ 3 ตอ่ แอนตบิ อดีตัวแรกเพ่อื ใชเ้ ปน็
ตัวควบคุมการทดสอบ

3.4) Immunoblot หรอื Western Blot
การตรวจหาโปรตีนจา้ เพาะในสว่ นประกอบของจลุ ชีพ ขนั ตอนดงั ต่อไปนี
- การแยกสว่ นประกอบของโปรตีนด้วยกระแสไฟฟา้ บนวนุ้ (gel) แยกโปรตีน
- การถ่ายซับ (Blot) โปรตีนจากวนุ้ ไปยงั แผ่นเมมเบรน เช่น nitrocellulose

membrane
- เตมิ แอนตบิ อดที จ่ี ้าเพาะกับแอนตเิ จนทีอ่ ยูบ่ นเมมเบรน
- เติม anti-immunoglobulin ที่ตดิ ฉลากด้วยเอนไซม์
- เติม substrate แล้วดูปฏิกิรยิ าการเกดิ สบี นแผน่ เมมเบรน
- เติม anti-immunoglobulin ท่ีตดิ ฉลากด้วยเอนไซม์
- เติม substrate แล้วดปู ฏิกิรยิ าการเกิดสีบนแผน่ เมมเบรน

4. Molecular techniques (Polymerase Chain Reaction)
หลกั การ
การเพิม่ ปริมาณ DNA บนหลอดทดลองโดยวิธี PCR ตงั ต้นจาก DNA สา้ หรบั ใช้เปน็ ต้นแบบ

(template DNA) ซ่ึงเป็น DNA สายคู่ (double stranded DNA) การสังเคราะห์ DNA สายใหม่
เกิดขึนจากการแยกสายของ DNA ต้นแบบทังสองเส้นออกจากกันเป็น DNA สายเด่ียว
(single stranded DNA) ขนั ตอนนที า้ ให้เกิดขนึ โดยอาศัยความร้อน สาย DNA ทถี่ ูกแยกออกจากกัน

42

ทงั สองสายจะเปน็ ต้นแบบส้าหรับการสังเคราะห์ DNA สายใหมท่ ีเ่ ป็นคู่ (complementary strands)
และมลี า้ ดบั ของนวิ คลีโอไทด์ (nucleotide sequences) ตรงกันขา้ ม ท่ีสามารถจะจบั เขา้ คู่ (pairing)
กับสายเดิมได้ การสังเคราะห์ DNA สายใหม่จ้าเป็นต้องอาศัยส่วนประกอบ ที่ส้าคัญ 3 อย่างคือ
oligonucleotide primers สองสายซ่ึงใช้ส้าหรับตังต้นสังเคราะห์ DNA สายใหม่ primer จะจับ
(anneal) ได้อย่างจ้าเพาะกับปลาย 3 ของ DNA ตน้ แบบทเ่ี ปน็ ค่ขู องมัน เอนไซม์ DNA polymerase
และ นิวคลีโอไทด์ทัง 4 ชนิด คือ dATP, dCTP, dGTP และ dTTP ซึ่งใช้สร้าง DNA สายใหม่
นอกจากนียังมีส่วนประกอบท่ีจ้าเป็นอ่ืน ๆ อีก เช่น เกลือ MgCl, KCI และ บัฟเฟอร์ (buffer)
(เพทาย, 2536)

โดยมขี ันตอน (ภาพท่ี 17) ดังนี
1. Denaturing เมือ่ เพม่ิ อณุ หภูมิในหลอด ทดลองสงู ประมาณ 91−98 องศาเซลเซียส นาน 1
นาที template DNA สองสายทพ่ี นั กนั เปน็ เกลยี วคู่ (double helix) จะแยกออกจากกันกลายเป็น
DNA สายเดีย่ ว DNA สาย เด๋ยี วนจี ะเป็นตน้ แบบของการสงั เคราะห์ DNA สายใหม่
2. Primer annealing เม่ือลดอณุ หภูมิในหลอดทดลองให้ลดลงเหลือ 50−55 องศาเซลเซียส
0.5−1 นาที primer จะจับ กับ DNA สายเดี่ยว เรียกปฏกิ ิรยิ านีวา่ primer annealing Primer จะ
จับกบั DNA สายเดย่ี วดว้ ย เบสทเ่ี ป็นคู่สมกัน (complementary) คือ adenine (A) จบั กับ
thymine (T) และ guanine (G) จับกับ cytosine (C)
3. Primer extension เป็นขันตอนของการสงั เคราะห์ DNA สายใหม่ โดยมี DNA สายเดย่ี ว
เป็นต้นแบบสรา้ งตอ่ ออกไปจาก primer โดยมสี ารละลายบฟั เฟอรท์ เี่ หมาะสม มีเอนไซม์ Taq DNA
polymerase ทีท่ นความรอ้ นชว่ ยในการสร้าง DNA สายใหม่ และมีองค์ประกอบสา้ หรับการสร้าง
DNA สาย deoxynucleotide triphosphate (dNTP) ซึ่งประกอบด้วย dATP, dTTP, dGTP และ
dCTP อย่างละเท่า ๆ กัน โดยอุณหภูมิทเ่ี หมาะสมสา้ หรบั ปฏกิ ิริยา primer extension คอื 70-75
องศเซลเซียส primer จะถูกสรา้ งต่อไปในทิศทาง 5’ ไปหา 3’ และล้าดบั เบสของ DNA สายใหม่ท่ี
สรา้ งขนึ จะเปน็ คู่สมกันกบั เบสของ DNA สายเดีย่ วทีเ่ ป็นต้นแบบ (A = T, G = C) DNA สายใหม่จงึ มี
ลกั ษณะ antiparallel กบั DNA ต้นแบบ

43

ภาพท่ี 17 ขนั ตอน Polymerase Chain Reaction
ทีม่ า: https://www.britannica.com/science/polymerase-chain-reaction
การตรวจวเิ คราะหผ์ ลผลติ PCR (PCR Product)
การตรวจวิเคราะหผ์ ลผลิตมดี ้วยกนั หลายวธิ ี ท่ีนิยมใช้กนั ทั่วไปคือ วิธี Gel electrophoresis
และ วิธี Nucleic acid hybridization รายละเอียดดังนี
1. วิธี Gel electrophoresis
เป็นการดูผล PCR product จากการย้อม DNA ด้วย ethidium bromide หลังจากผ่าน
ขบวนการอิเลคโตรฟอเรซิสแล้ว วิธีนีเป็นวิธที ี่ง่ายและรวดเร็วท่ีสุดเหมาะส้าหรับการตรวจสอบ PCR
product ที่ทราบขนาดแน่นอน และได้ PCR product เพียงชนิดเดียว หรือจ้านวนน้อยชนิดท่ี
สามารถเห็นความแตกต่างของขนาดได้ชัดเจน หากเป็นชินส่วน DNA ที่มีขนาดยาวกว่า 500 bps
นิยมใช้ 1% (w/v) agarose เป็น gel ตรวจหา แต่หากเป็น DNA ที่มีขนาดสัน กว่า 500 bps มักใช้
2% (w/v) agarose หรอื 5% (w/v) acrylamide เป็น gel ตรวจหา (มธรุ ส, 2536) (ภาพท่ี 18)

ภาพที่ 18 ขนั ตอนส้าหรบั วิธี Gel electrophoresis
ที่มา: https://www.researchgate.net/publication/224829869_Principles_

of_Nucleic_Acid_Separation_by_Agarose_Gel_Electrophoresis

44

2. วธิ ี Nucleic acid hybridization
วิธีตรวจหา PCR product ที่ต้องการในกรณที ีก่ ารดูผลจาก gel ไม่ชดั เจน หรือตอ้ งการเพิ่ม

ความมนั่ ใจ วิธกี ารนตี ้องใชต้ วั ตดิ ตามท่มี เี บสคู่สม (Complementary) กับ PCR product และจะจับ
เบสคู่สมกันในสภาวะท่ีเหมาะสม ตัวติดตามอาจเป็น DNA หรือ RNA ก็ได้ แต่ต้องติดฉลากด้วยสาร
รังสีหรือสารปลอดรังสี ซ่ึงมีการตรวจหาตัวติดตามนันอีกครังหนง่ึ ในท่ีนีจะกล่าวถึงตัวติดตามท่ีเป็น
DNA ทีม่ ขี นาดสัน หรอื ทเ่ี รยี กว่า oligonucleotide probe เทา่ นัน (มธุรส, 2536) (ภาพที่ 19)

ภาพท่ี 19 วิธีการตรวจหา Nucleic acid hybridization
ทมี่ า: Fusco and Quero, 2012

2.10 แนวทางการรักษา
รับประทานยารักษา
ยาท่ีมีประสิทธิภาพและนิยมในการรักษาโรคพยาธิใบไม้ตับและพยาธิใบไม้ในล้าไส้ คือ

Praziquantel โดยพยาธิใบไม้ตับรับประทานยา Praziquantel ขนาด 25 มก./กก. วันละ 3 ครัง
หลังอาหาร 1 วัน หรือให้ขนาด 40−50 มก./กก.กินครังเดียวก่อนนอน และพยาธิใบไม้ในล้าไส้
รับประทานยา Praziquantel 15 มก./กก. กินครังเดียวก่อนนอน (ณัฏฐวฒุ ิ, 2550)

การผ่าตดั
จากข้อมลู คณะนกั วจิ ยั คณะแพทยศ์ าสตร์ มหาลัยขอนแกน่ พบว่าในผู้ป่วยบางรายปว่ ยเป็น
มะเร็งทอ่ น้าดี ซ่งึ การรกั ษานนั แพทย์แนะนา้ ใหม้ ีรักษาโดยการผา่ ตัดชินเนอื เพื่อลดการบรรเทา
ภาวะแทรกซอ้ นของมะเรง็ ทอ่ นา้ ดี ร้อยละ 85−90 (โกศล, 2553)

45

การใหเ้ คมบี า้ บดั /รังสรี กั ษา
ปัจจุบันวิธีการรักษาโรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อนา้ ดี คือการให้เคมีบ้าบัด เพื่อเข้าไปท้าลาย

เซลล์มะเร็งในตัวคนไข้ท่ีไม่สามารถผ่าตัดออกได้ โดยใช้กลุ่มยา PEFG ได้แก่ cisplatin, epirubicin,
5-fluorouracil และ gemcitabine (Ren, et al., 2007) ดังนี

1.) Cisplatin คือ ยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งอัณฑะ มะเร็ง
กระเพาะปสั สาวะ เป็นต้น โดยใช้เป็นยาฉีดเข้าทางหลอดเลือด อาจใช้ร่วมกับการรักษาอย่างอ่นื เพอื่
ชะลอหรือยับยงั การเจริญเติบโตของมะเรง็ นอกจากนี อาจนา้ มาใชร้ ักษาโรคอื่น ๆ ตามดุลยพนิ ิจของ
แพทย์ (POBPAD, 2016)

2.) Epirubicin คือ เป็นยาในกลุ่ม anthracyclines and other cytotoxic antibiotics
เช่นเดียวกับ doxorubicin ยาทังสองสามารถใช้ในสูตรผสมยาเคมีบา้ บัด ซ่ึงมีประสิทธภิ าพใกล้เคยี ง
กนั ทงั ในการรักษาโรคเเละมะเร็งเตา้ นม และมะเรง็ กระเพาะอาหาร ในแง่การรอดชีวแิ ละระยะเวลาท่ี
ปลอดการก้าวหน้าของโรค ส่วนในด้านความปลอดภัยมแี นวโน้มว่า epirubicin เกิดพิษตอ่ หัวใจน้อย
กว่า doxorubicin ด้วยเหตุผลดังกล่าว การใช้ epirubicin อาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ได้เมื่อเทียบ
กบั doxorubicin (Wöhrer, et al., 2004 : Reuters, 2011)

3.) 5-fluorouracil คือ เป็นยาเคมีบ้าบัดส้าหรับฉีดเข้าทางหลอดเลือดด้า ให้คู่กับยา
Leucovorin (LV) นิยมใช้ในการรักษาโรคมะเร็งที่เกิดขึนในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะมะเร็งท่ีเกิดที่
ล้าไส้ใหญ่ โดยทั่วไปมักจะให้ Fluorouracil คู่กับ Leucovorin ทุก 1 สัปดาห์ ติดต่อกัน 6 สัปดาห์
ส่วนยา Oxaliplatin จะใหห้ า่ งกันทุก 2 สปั ดาห์ ให้ยาทังหมด 3 รอบ ระยะเวลาในการใหย้ าประมาณ
3 ช่วั โมงตอ่ ครังขึนกับขนาดยาและสภาวะของผู้ปว่ ย (Chulacancer.net., 2016)

4.) Gemcitabine (Gemcitabine hydrochloride หรือ Gemcitabine HCl) คือ ยาเคมี
บ้าบัดท่ีมฤี ทธยิ์ บั ยงั การสงั เคราะห์สารท่จี ้าเปน็ ในการเจริญเติบโตของเซลล์ (Antimetabolite) สง่ ผล
ทา้ ให้เซลล์ตายลง ทางคลินกิ ใช้ยา gemcitabine เปน็ ยารกั ษาโรคมะเร็งหลายประเภท โดยยาชนิดนี
จะเขา้ แทรกแซงกระบวนการเจรญิ เติบโตและการแพรก่ ระจายของเซลลม์ ะเรง็ (อภัย, 2561)
2.11 แนวทางการควบคมุ และป้องกนั

การปอ้ งกันการระบาดของพยาธใิ บไม้ในล้าไสข้ นาดเลก็ และพยาธใิ บไมต้ ับมีความส้าคญั อย่าง
ยิ่ง โดยจ้าเป็นต้องให้ความรู้แก่ชุมชนเรื่องวงชีวิตของพยาธิ พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ถูก
สุขลักษณะ และขอความร่วมมือจากชุมชน ให้ถ่ายอุจจาระลงในส้วมท่ีถูกสุขลักษณะป้องกันไม่ถ่าย
อจุ จาระเรี่ยราดไม่เป็นที่เปน็ ทาง โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการถา่ ยอุจจาระลงสู่แหล่งน้า โดยใหม้ กี ารส่งเสรมิ
การบริโภคอาหารท่ีมีประโยชน์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นโรค เลิกการรับประทานปลาดิบๆ สุกๆ
และมุ่งประเด็นไปที่การท้าอย่างไรประชาชนจึงจะมีพฤติกรรมการบริโภคท่ีปลอดภัย ซึ่งความ
ปลอดภยั จะรวมไปถงึ การบริโภคที่ถูกสขุ ลักษณะ (ณัฏฐวฒุ ิ, 2553 : ฐาปนา, 2558)

46

บทที่ 3
วธิ ีการด้าเนินงาน

3.1 การเกบ็ ตวั อยา่ งปลา
เก็บตัวอย่างปลาในวงศ์ปลาตะเพียนจากชาวประมงพืนบ้านท่ีจับมาจากแหล่งน้าตาม

ธรรมชาติ และน้ามาขายในเขตพืนที่จังหวัดพิษณุโลก โดยท้าการเก็บตัวอย่างในช่วงเดือน กรกฎาคม
ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2565 จากนันแช่ในกล่องบรรจุน้าแข็งและขนส่งมายังห้องปฏิบัติการ เพ่ือบันทึก
ลักษณะภายนอกและสีของตัวปลาสดโดยการถ่ายภาพ วัดขนาด ชั่งน้าหนัก จ้าแนกชนิดปลาและ
ตรวจนับจา้ นวนปลาแต่ละชนิด แลว้ นา้ มาตรวจหาพยาธิในห้องปฏิบัติการ

ภาพท่ี 20 แผนที่จังหวดั พษิ ณโุ ลก
ท่ีมา: https://www.panteethai.com/

47

3.2 การตรวจหาตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลา ด้วยวิธี Artificial digestion
method

น้าตัวอย่างปลาท่ีได้จากการสุ่มมาจ้าแนกชนิดของปลา ห่ันเนือปลาให้เป็นชินเล็ก ๆ เพื่อ
น้ามาย่อยด้วยเอนไซม์เปปซิน โดยน้าเนือปลาไปป่ันรวมกับสารละลาย 0.25 % w/v pepsin A
(น้ากล่ัน ปริมาตร 990 ml และ HCI ปริมาตร 10 ml แล้วเติมผง pepsin 2.5 กรัม) น้าไปบ่มใน
water bath ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 ช่ัวโมง จากนันน้ามากรองด้วยตะแกรงลวด
ขนาดรู 850, 250 และ 105 ไมโครเมตร แล้วเติมน้าเกลือลงในเนือปลาท่ีผ่านการกรอง ทิงให้
ตกตะกอนในสารละลาย 0.85% w/v NaCl แลว้ นา้ มาสอ่ งดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ Stereomicroscope
เพอ่ื หาเมตาเซอร์คาเรียของพยาธิและจ้าแนกชนิดพยาธิ
3. 3 กา รศึกษ า รูป ร่า งลักษณะ แ ล ะอ วัย วะภาย ในตัวอ่อ นระยะเมตา เซอ ร์คาเรีย

น้าตัวอ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรียมาส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อแยกชนดิ ของตวั ออ่ น
พยาธิใบไมท้ ี่ตรวจพบในปลาน้าจดื เพอื่ แยกลกั ษณะตามทางสัญฐานวทิ ยาตามเอกสารของ (Sujjanun,
and Thitasut, 1971 : Scholz, et al.,1991 : Shon, et al., 2009 : วชั รยิ า, 2554 : อนวัทย,์ 2561)
เพื่อแยกดูลักษณะภายใต้ซีสต์ (cyst) ท่ีมีตัวอ่อนของพยาธิ เพ่ือตรวจส่อง oral sucker, ventral
sucker, pharynx และ excretory bladder ของตวั อ่อนพยาธใิ บไม้ระยะเมตาเซอรค์ าเรีย

48

บทที่ 4

ผลการศกึ ษา

4.1 การส้ารวจปลาเพ่ือตรวจสอบความสามารถเปน็ โฮสต์ตวั กลางที่ 2 ของพยาธิใบไม้
การจดั จา้ แนกชนดิ พนั ธ์ุปลา
การศึกษาในครังนีน้าปลาตัวอย่างท่ีสุ่มเก็บได้มาจัดชนิด โดยการศึกษาลักษณะสัณฐาน

วิทยาของปลาน้าจืด ตรวจสอบจากรูปร่าง และอวัยวะต่าง ๆ ของปลา เช่น ครีบท้อง ครีบหลัง ครีบ
หาง และเกล็ด เป็นต้น โดยการตรวจหาพยาธิในปลาน้าจืดจากแม่น้าน่าน บริเวณอ้าเภอเมือง และ
อา้ เภอพรหมพริ าม จังหวดั พษิ ณุโลก พบตัวอ่อนพยาธใิ บไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย โดยตวั อย่างปลาท่ี
น้ามาศึกษาได้ปลาตัวอย่างทงั หมด 311 ตัว สามารถจดั จ้าแนกได้ 4 อันดับ (Order) 5 วงศ์ (Family)
13 ชนดิ (Species) (ตารางที่ 5) ดงั นี

Order 1 Cypriniformes พบ 1 Family
: Family Cyprinidae พบ 8 ชนิด
1. ชือ่ ทอ้ งถน่ิ : ปลาตะเพียนขาว
ชือ่ วทิ ยาศาสตร์ : Barbonymus gonionotus
เก็บตัวอยา่ งปลาได้ 25 ตวั
ลักษณะรูปร่าง : ล้าตัวมีสีเงินแวววาว ด้านท้องสีจาง ครีบอื่นๆ มีสีเหลืองอ่อน มี

ลกั ษณะล้าตวั แบนข้าง ขอบหลังโค้งยกสูง หวั เลก็ ปากเล็ก รมิ ฝปี ากบางปากแหลม มหี นวดเสน้ เลก็ 2
คู่ มเี กลด็ ตามเส้นขา้ งตวั 29-31 บรเิ วณทอ้ งเปน็ สขี าวนวล (วมิ ล, 2556 : อภนิ นั ท์, 2560)

2. ชื่อทอ้ งถิน่ : ปลาตะเพียนทอง
ช่อื วิทยาศาสตร์: Barbonymus altus
เกบ็ ตวั อย่างปลาได้ 57 ตวั
ลักษณะรูปรา่ ง: ล้าตัวลึก แบนข้าง ส่วนหัวสัน ริมฝีปากล่างลดรูป เกล็ดบนเส้นขา้ ง
ตัว ความยาวของฐานครบี ก้นยาวถึง 90 % ของความยาวหัว ไม่มีตุ่มสิวบนจะงอยปาก มีรูปร่างป้อม
สันคล้ายปลากระแห แต่ตะเพียนทองจะมีเกล็ดขนาดใหญ่กว่า และครีบหลังครีบหางไม่มีแถบสีด้า
(วมิ ล, 2556 : อภินนั ท์, 2560)
3. ชอ่ื ทอ้ งถน่ิ : ปลาสร้อยขาว
ช่อื วิทยาศาสตร์: Henicorhynchus siamensis
เกบ็ ตัวอยา่ งปลาได้ 49 ตวั
ลักษณะรูปร่าง: ล้าตวั เรยี วยาว หวั โตและกลมมนขนาด 5.5−6.7 เท่าของความยาว
มาจนฐาน ล้าตัวลึก มีปากขนาดเล็กอยู่เกือบสุดจะงอย กึ่งกลางของริมฝีปากมีปุ่มกระดูกย่ืนออกมา

49

ไมม่ ีหนวด เกลด็ มีขนาดใหญ่ เหนอื ครบี อกมจี ุดสีคลา้ ครีบหลงั เล็ก ครีบหางเว้าลกึ และมจี ุดประสีคล้า
โคนครีบหางมีจดุ สจี าง เป็นปลาทีส่ ามารถปรับตวั ไดอ้ ยา่ งดี (วมิ ล, 2556 : อภินันท์, 2560)

4. ชื่อทอ้ งถ่ิน: ปลาแก้มช้า
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Systomus rubripinnis
เก็บตวั อย่างปลาได้ 43 ตัว
ลักษณะรปู ร่าง : ลา้ ตวั แบนข้างเล็กน้อย พืนล้าตวั สีเงิน แผน่ หลังสีน้าตาลเทา หัวจะ
เป็นสีขาว หลังสีน้าตาลอ่อน แผ่นปิดเหงือกมีสีแดงหรือสีส้มเหมือนรอยช้า จึงเป็นที่มาของช่ือปลา
แก้มช้า บรเิ วณหลงั ช่องเปดิ เหงือกสดี ้า ครบี อก ครีบท้อง ครบี ก้นและหางมสี ีสม้ ขอบหางด้านบนและ
ล่างมแี ถบสดี ้าเห็นเด่นชดั (วมิ ล, 2556 : อภินนั ท์, 2560)
5. ชื่อทอ้ งถน่ิ : ปลากระมงั
ชือ่ วิทยาศาสตร:์ Puntioplites proctozystron
เกบ็ ตวั อย่างปลาได้ 16 ตวั
ลักษณะรูปร่าง: ล้าตัวค่อนข้างยาว แบนข้าง หัวเล็ก รูปร่างเป็นส่ีเหล่ียมท่ีด้านหลงั
ยกสูง ส่วนหัวโต ตาค่อนข้างโต ล้าตัวแบนค่อนข้างมาก ปากอยู่ค่อนไปด้านล่างของจะงอยปาก
จะงอยปากสันทู่ ไม่มีหนวด ก้านครีบเด่ียวก้านสุดท้ายของครีบหลังเป็นหยกั ต่างจากปลากะมังชนดิ
Puntioplites waandersi ท่ีมีก้านครีบท้องที่แตกปลาย 9 ก้าน ก้านครีบเด่ียวก้านสุดท้ายของครีบ
กน้ มขี นาดใหญ่ ล้าตัวมสี ีเงิน ครบี ทุกครีบเป็นสีเทา (วมิ ล, 2556 : อภินันท์, 2560)
6. ชอื่ ท้องถิน่ : ปลากาดา้
ชื่อวิทยาศาสตร์: Labeo chrysophekadion
เกบ็ ตัวอยา่ งปลาได้ 1 ตัว
ลักษณะรูปร่าง: ล้าตัวค่อยข้างยาว ปากอยู่ทางด้านล่าง ริมฝีปากหนา และเป็นริว
คล้ายชายครุย ครีบหลังอยู่ตรงเกล็ดที่ 9 บนเส้นข้างตัว ก้านครีบเดี่ยวก้านสุดท้ายของครบี ก้นยาวถึง
ครีบหาง มีจุดเร่ิมต้นตรงกับเกล็ดบนเส้นข้างตัวเกล็ดท่ี 27−28 ครีบท้องมีจุดเร่ิมต้นตรงกับเกล็ดบน
เส้นข้างเกล็ดท่ี 14 ครีบหูยาวกวา่ หัว สีบนล้าตัวและครบี เป็นสีม่วงหรือสีด้า และมีครีบหลังสูง (วิมล,
2556 : อภินนั ท์, 2560)
7. ชอื่ ท้องถน่ิ : ปลาตะโกก
ชอ่ื วิทยาศาสตร์: Cyclocheilichthys enoplos
ลักษณะรูปร่าง: ล้าตัวคอนข้างยาวแบนข้าง ปากอยู่ต้าแหน่งด้านหน้า หน้าผากนนู
เล็กน้อย จะงอยปากสันทู่ มีหนังตาใสคลุมตา ไม่มีหนวดฟันหลอดคอแบบข้างและ ช่องเปิดเหงือก
คอ่ นขา้ งแคบ ครีบหลังสันมีกา้ นครีบอ่อนที่แตกปลาย 8 ก้าน ครบี ทอ้ งทีก้านครีบแตกปลาย 9 ก้าน ที
เกลด็ ระหว่างรูกน้ ถงึ ครบี กน้ จา้ นวน 5 เกล็ด (วมิ ล, 2556 : อภนิ ันท์, 2560)

50

8. ชื่อทอ้ งถ่นิ : ปลากระแห
ชื่อวทิ ยาศาสตร์: Barbonymus schwanenfeldii
เกบ็ ตวั อยา่ งปลาได้ 1 ตัว
ลักษณะรูปร่าง: รูปร่างคล้ายปลาตะเพียนท้อง แต่รูปร่างป้อมสันกว่า ความยาว
มาตรฐานครีบก้นประมาณ 90 % ของความยางล้าตัว มีเกล็ดเล็กสีเงินวาวเหลือบเหลืองทอง ครีบ
หลังสีสม้ มแี ต้มสีดา้ ชัดที่ด้านบนสุด ครบี อ่นื ๆ มีสีส้มสดหรือเป็นสีแดง ยกเวน้ ครีบหทู ่ีเปน็ สีหลืองอ่อน
ขอบบนและขอบล่างของครีบหางมีแถบสีด้ายาวตลอด ท้าให้สามารถแยกออกจากปลาตะเพียนทอง
ได้ (วมิ ล, 2556 : อภินันท์, 2560)
Order 2 Osteoglossiformes พบ 1 Family
: Family Notopteridae พบ 1 ชนดิ
9. ช่ือท้องถน่ิ : ปลาสลาด
ชอ่ื วิทยาศาสตร์: Notopterus notopterus
เก็บตัวอยา่ งปลาได้ 1 ตัว
ลักษณะรูปร่าง: จะงอยปากสัน หน้าผากไม้เว้า มุมปากไม่ลึกเกินขอบหลังตา และ
ขากรรไกรเติมโตตามความยาวหัว มีกระดูกขากรรไกร ล่างมีหยัก 2 แถว มีฟันบนกระดูกขากรรไกร
เป็นฟันขนาดเล็ก ฟันบนลินเป็นเขียวขนาดใหญ่ ครีบท้องมีขนาดเล็ก กระเพาะลมมีท่อขนาดเลก็ ย่ืน
เขา้ ไปในหชู นั ใน ลา้ ไส้สนั ครีบท้อง ลา้ ตวั เปน็ สีน้าตาลเทา (วิมล, 2556 : อภนิ นั ท์, 2560)
Order 3 Anabantiformes พบ 2 Family
: Family Osphronemidae พบ 2 ชนดิ
10. ชือ่ ท้องถ่นิ : ปลากระดีห่ ม้อ
ช่ือวทิ ยาศาสตร์: Trichopodus trichopterus
เก็บตวั อยา่ งปลาได้ 41 ตวั
ลักษณะรูปร่าง: มีรูปร่างคล้ายปลากระดี่นาง แต่มีลักษณะท่ีป้อมกว่า ส่วนท้ายไม่
เรียวเล็ก หัวเล็ก ปากเล็ก ลา้ ตัวแบนขา้ งส่วนหลังยกสูงเลก็ น้อย ล้าตวั มสี เี ทาอมฟ้าหรือสคี ล้าตามแนว
พาดขวางหรอื พาดเฉียง ตลอดล้าตัวด้านข้างงหลายแถบรวมถึงท่ีข้างแก้มกลางล้าตวั ด้านข้างและโคน
ครบี หางมีจุดสีด้าขนาดใหญ่แห่งละจุด ครีบก้นมีจุดประสีสม้ ปน่ เหลือง ขอบครบี สีเหลือง ครบี อนื่ สีใส
ครบี หางใส มสี ปี ระคล้า โดยสสี นั จะแตกต่างออกไปตามถ่นิ ท่ีอยู่อาศยั (วมิ ล, 2556 : อภนิ ันท์, 2560)
11. ชือ่ ทอ้ งถ่ิน: กระด่นี าง
ชื่อวทิ ยาศาสตร์: Trichopodus microlepis
เกบ็ ตัวอย่างปลาได้ 35 ตวั
ลักษณะรูปร่าง: ล้าตัวรูปไข่และแบน หลังยกสูงเล็กน้อย ด้านท้ายเรียวเล็ก หัวตา
และปากเล็ก ครีบอกเล็ก ครีบท้องเป็นเส้นยาว ครีบหางเว้าตืนปลายมนล้าตัวสีเงินนวลอาจเหมือบ

51

ด้วยสีเขียวและสีฟ้า โดยไม่มีลวดลายใด ๆ ครีบสีจางใส ต่างจากปลากระด่ีชนิดอื่นในสกุล (วิมล,
2556 : อภินันท์, 2560): Family Pristolepididae พบ 1 ชนดิ

12. ชอ่ื ทอ้ งถ่นิ : ปลาหมอชา้ งเหยยี บ
ช่ือวิทยาศาสตร์: Pristolepis fasciata
เก็บตัวอย่างปลาได้ 11 ตวั
ลกั ษณะรปู ร่าง: ลา้ ตัวสนั แบนขา้ ง ปาก ยืดหดได้เล็กนอ้ ย ตามีขนาดใหญอ่ ยูท่ างด้าน
บนของส่วนหัวไม่สามารถมองเห็นได้จากทางด้านล่าง ริมฝีปากบางขากรรไกรทังคู่ยาวเท่ากัน ครีบ
หลังมีจุดเริ่มต้นของฐานครีบหู ครีบก้นมีก้านครีบแข็ง 3−4 ก้าน ส่วนก้านครีบอ่อนท่ีแตกปลายมี
จา้ นวน 8−9 กา้ น ครบี หางกลม เส้นขา้ งตัวขาดตอน (วิมล, 2556 : อภินันท์, 2560)
Order 4 Siluriformes พบ 1 Family
: Family Bagaridae พบ 1 ชนิด
13. ช่ือท้องถิ่น: ปลาแขยงข้างลาย
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์: Mystus multiradiatus
เก็บตัวอยา่ งปลาได้ 30 ตวั
ลกั ษณะรูปร่าง: ล้าตวั ยาวปานกลาง ตาอยูใ่ นตา้ แหนง่ ทางด้านข้างสามารถมองเห็น
ได้จากทางด้านทอ้ งของปลา ครบี หลังมีจุดเรม่ิ ตน้ อยขู่ องครบี ท้อง ขอบท้องของกา้ นครบี แข็งหยักเป็น
ซ่ีชีลง ครีบหลังไขมนั เล็กและอยหู่ ่างจากจุดสินสุดของครีบหลัง ล้าตัวสีอ่อนถึงขาวเหลือง ด้านบนมีสี
เขม้ มากกว่าดา้ นทอ้ ง มีแถบสนี า้ ตาลดา้ ตามแนวลา้ ตัว 3 แถบ และมจี ดุ สดี ้าขนาดเล็กกว่าตาอยู่ 1 จุด
(วิมล, 2556 : อภนิ นั ท์, 2560)

ตารางที่ 5 ชนิดปลาน้าจดื ที่ท้าการศกึ ษาในแม่นา้ นา่ น บรเิ วณอ้าเภอเมืองและอา้ เภอพรห

อนั ดับ วงศ์ ชนิดปลา
Cypriniformes Cyprinidae
ปลาตะเพียนขาว
(Barbonymus goniono

ปลาตะเพียนทอง 
(Barbonymus altus)

ปลาสร้อยขาว
(Henicorhynchus siam
ปลาแก้มช้า 
(Systomus rubripinnis
ปลากระมงั
(Puntioplites proctozy

ปลากาด้า 
(Labeo chrysophekad
ปลาตะโกก  
(Cyclocheilichthys eno

52

หมพิราม (เขือ่ นนเรศวร) จังหวดั พษิ ณุโลก

า จา้ นวน (ตวั ) รอ้ ยละ (%) น้าหนกั เฉล่ีย ความยาว
(กรัม) เฉลย่ี (ซม.)

otus) 25 8.04 58.46 15.64
57 18.33 65.24 13.40

mensis) 49 15.76 40.65 8.36
) 43 13.83 4.50 8.25
ystron)
dion) 16 5.14 45.69 4.55
oplos)
1 0.32 130.87 20.78

1 0.32 65.81 25.30

Osteoglossiformes Notopteridae ปลากระแห 
Anabantifores Osphronemidae (Barbonymus schwan
ปลาสลาด
Siluriformes Pristolepididae (Notopterus notopter
Bagaridae
ปลากระดหี่ ม้อ 
รวม (Trichopodus trichopt
กระด่นี าง
(Trichopodus microlep
ปลาหมอชา้ งเหยียบ 
(Pristolepis fasciata) 
ปลาแขยงข้างลาย 
(Mystus multiradiatus

53

nenfeldii) 1 0.32 27.94 11.80
rus)
terus) 1 0.32 157.53 25.65
pis)
41 13.18 14.35 10.50
s) 35 11.25 13.40 11.70
11 3.54 10.63 9.30

30 9.65 22.00 12.50

311 100.00 40.65 11.8

54

AB

CD

EF

GH
ภาพที่ 21 ชนดิ ปลานา้ จืด Family Cyprinidae ได้แก่
A: ปลาตะเพยี นขาว (Barbonymus gonionotus), B: ปลาตะเพยี นทอง (Barbonymus altus)
C: ปลาแกม้ ช้า (Systomus rubripinnis), D: ปลาสร้อยขาว (Henicorhynchus siamensis)
E: ปลากระแห (Barbonymus schwanenfeldii,) F: ปลากาด้า (Labeo chrysophekadion)
G: ปลาตะโกก (Cyclocheilichthys enoplos) และ H: ปลากระมัง (Puntioplites proctozysron)

55

I
ภาพที่ 22 ชนดิ ปลาน้าจดื Family Notopteridae

I: ปลาสลาด (Notopterus notopterus)

JK
ภาพที่ 23 ชนดิ ปลาน้าจืด Family Osphronemidae
J: กระดน่ี าง (Trichopodus microlepis) และ K: ปลากระดหี่ มอ้  (Trichopodus trichopterus)

L
ภาพที่ 24 ชนดิ ปลาน้าจดื Family Pristolepididae

L: ปลาหมอชา้ งเหยียบ (Pristolepis fasciata) 

56

ภาพที่ 25 ชนดิ ปลาน้าจืด Family Bagaridae

M: ปลาแขยงข้างลาย (Mystus multiradiatus)

ปลาน้าจืดที่สุ่มตรวจพบว่าอยู่ในวงศ์ Cyprinidae มากที่สุด ถึง 8 ชนิด จากปลาน้าจืด

ทังหมดที่พบ 13 ชนิด โดยคิดเป็นร้อยละ 62.06 (193/311) รองลงมาคือ วงศ์ Osphronemidae

ร้อยละ 24.44 (76/311) วงศ์ Bagaridae ร้อยละ 9.65 (30/311) วงศ์ Pristolepididae ร้อยละ

3.54 (11/311) และ Notopteridae ร้อยละ (0.31 1/311) (ภาพที่ 26) (ภาพท่ี 27)

จำนวน

60 57

50 49 41
40 43 35
30 25 30

20 16 11

10 111 1

0 วงศ์
Cyprinidae Notopteridae Osphronemidae Pristolepididae Bagridae

Barbonymus gonionotus Labeo chrysophekadion Trichopodus microlepis
Barbonymus altus Pristolepis fasciata
Henicorhynchus siamensis Cyclocheilichthys enoplos
Barbonymus schwanenfeldii Mystus multiradiatus
Systomus rubripinnis
Puntioplites proctozysron Notopterus notopterus
Trichopodus trichopterus

ภาพท่ี 26 เปรยี บเทียบจา้ นวนปลาทงั หมดท่ีส่มุ เกบ็ ได้ในบริเวณอ้าเภอเมือง และอ้าเภอพรหม
พิราม (เขอื่ นนเรศวร) จังหวัดพษิ ณโุ ลก

57

ภาพท่ี 27 แสดงสดั สว่ นของวงศป์ ลาท่ีพบในตวั อย่างปลาน้าจดื ท่ีส้ารวจจากแม่นา้ น่าน
จงั หวัดพษิ ณโุ ลก

4.2 ปลานา้ จืดท่ีตรวจพบตัวออ่ นพยาธใิ บไมร้ ะยะเมตาเซอรค์ าเรยี
ปลาท่ีท้าการสุ่มตรวจจากแหล่งน้าธรรมชาติบริเวณพืนท่ีจังหวัดพิษณุโลกตรวจพบตรวจ

พบตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลาน้าจืดทังหมด 5 ชนิด จากปลาน้าจืด 13 ชนิด
ซึ่งปลาน้าจืดที่พบตัวอ่อนพยาธใิ บไม้ระยะเมตาเซอรค์ าเรียทังหมดเปน็ ปลาน้าจืดได้จากบรเิ วณเขอ่ื น
นเรศวร ได้แก่ ปลาตะเพยี น (Barbonymus gonionotus) ปลาตะเพียนทอง (Barbonymus altus)
ปลากระมงั (Puntioplites proctozysron) ปลาสร้อยขาว (Henicorhynchus siamensis) และปลา
แก้มช้า (Systomus rubripinnis) แสดงใน (ตารางที่ 6) โดยตรวจพบตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตา
เซอร์คาเรียท่ีตรวจพบภายใต้กล้อง Stereomicroscope (ภาพท่ี 29) เม่ือน้าตัวอ่อนตัวอ่อนพยาธิ
ใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียไปพิจารณาลักษณะตามสัญฐานวิทยาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ รูปร่าง
ลกั ษณะที่พบไมส่ ามารถระบุชนดิ ของตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรยี ชนิดได้ (ภาพที่ 30)

58

ตารางท่ี 6 แสดงอัตราการติดเชือและชนิดตัวอ่อนพยาธใิ บไม้ในระยะเมตาเซอร์คาเรียในตวั อยา่ ง
ปลาน้าจดื แมน่ า้ น่าน จงั หวดั พิษณโุ ลก

ชนดิ ปลา จา้ นวน จ้านวนปลา จา้ นวนปลาท่ี ชนดิ ของเมตา
ปลา ทีต่ ิดเชือ ติดเชือ (%) เซอรค์ าเรยี
ปลาตะเพียนขาว (ตวั ) (ตวั )
(Barbonymus gonionotus) 25 9 36.00 Unidentified
57 20 35.09 species
ปลาตะเพียนทอง  49 8 16.32
(Barbonymus altus) 43 12 27.90 Unidentified
16 6 37.50 species
ปลาสรอ้ ยขาว 10 0.00
(Henicorhynchus siamensis) 10 0.00 Unidentified
0.00 species
ปลาแกม้ ชา้   10 0.00
(Systomus rubripinnis) 0.00 Unidentified
10 0.00 species
ปลากระมัง 41 0 0.00
(Puntioplites proctozysron) 35 0 0.00 Unidentified
11 0 species
ปลากาดา้   30 0
(Labeo chrysophekadion) ไมพ่ บติดเชือของ
ปลาตะโกก   พยาธิ
(Cyclocheilichthys enoplos)
ไมพ่ บการตดิ เชือ
ปลากระแห  ของพยาธิ
(Barbonymus schwanenfeldii)
ไม่พบการติดเชือ
ปลาสลาด ของพยาธิ
(Notopterus notopterus)
ไม่พบการติดเชอื
ปลากระดี่หมอ้   ของพยาธิ
(Trichopodus trichopterus)
ไมพ่ บการติดเชอื
กระดน่ี าง ของพยาธิ
(Trichopodus microlepis)
ไมพ่ บการตดิ เชอื
ปลาหมอชา้ งเหยยี บ  ของพยาธิ
(Pristolepis fasciata) 
ไมพ่ บการติดเชอื
ปลาแขยงขา้ งลาย  ของพยาธิ
(Mystus multiradiatus)
ไมพ่ บการตดิ เชือ
ของพยาธิ

รวม 311 65 65/311 (20.09)

59

จำนวน



ชนดิ
ปลำ

จา้ นวนปลาทังหมด จา้ นวนปลาทต่ี ิดเชอื

ภาพท่ี 28 เปรียบเทยี บจ้านวนปลาทังหมดท่ีติดเชือตัวอ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรีย

AB

ภาพที่ 29 ภาพ A และ B ตวั อ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรียของพยาธใิ บไม้ (ภายใตก้ ล้อง
Stereomicroscope ก้าลงั ขยาย 40 เท่า)

60

AB

CD
ภาพท่ี 30 ภาพ A, B ตัวอ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรียของพยาธใิ บไม้ ภายใต้กล้อง Compound
microscope ก้าลังขยาย 400 เทา่ และ C, D (ภายใตก้ ล้อง Compound microscope)

61

บทที่ 5

บทสรปุ

วจิ ารณผ์ ลการวิจยั

จากการส้ารวจชนิดปลาน้าจืดท่ีติดพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียบริเวณพืนที่ จังหวัด
พิษณุโลก จากการสุ่มตัวอย่างปลาแต่ละชนิดท่ีจับได้จากแม่น้าน่าน อ้าเภอเมืองและอ้าเภอพรหม
พิราม บริเวณเขื่อนนเรศวรจังหวัดพิษณุโลก ในช่วงเดือน กรกฎาคม ถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565
พบปลาทังหมด 311 ตัว 4 อันดับ 5 วงศ์ 13 ชนิด ได้แก่ อันดับ Cypriniformes  วงศ์ Cyprinidae
ปลาท่พี บ คอื ปลาตะเพียน (Barbonymus gonionotus) ปลาตะเพยี นทอง  (Barbonymus altus)
ปลาสร้อยขาว (Henicorhynchus siamensis) ปลาแก้มช้า (Systomus rubripinnis) ปลากระมัง
( Puntioplites proctozystron) ป ล า ก า ด้ า ( Labeo chrysophekadion) ป ล า ต ะ โ ก ก
( Cyclocheilichthys enoplos) แ ล ะ ป ล า ก ร ะ แ ห ( Barbonymus schwanenfeldii) อั น ดั บ
Osteoglossiformes วงศ์ Notopteridae ปลาท่ีพบ ปลาสลาด (Notopterus notopterus) อันดับ
Anabantiformes วงศ์ Osphronemidae ปลาทพ่ี บ ปลากระด่หี มอ้   (Trichopodus trichopterus)
และกระด่ีนาง (Trichopodus microlepis) และวงศ์ Pristolepididae ปลาหมอช้างเหยียบ 
(Pristolepis fasciata) และ อันดับ Siluriformes วงศ์ Bagaridae ปลาท่ีพบ ปลาแขยงข้างลาย 
(Mystus multiradiatus) จากปลาทังหมด 13 ชนิด พบปลาในวงศ์ Cyprinidae มากท่ีสุด 8 ชนิด
คิดเป็น 61.5 % ซ่ึงใกล้เคียงกบั การศึกษากอ่ นหน้าท่ีมีการส้ารวจความหลากหลายของชนิดปลาและ
การพบตัวอ่อนพยาธิระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลาท่ีบริเวณเขื่อนแควนน้อยบ้ารุงแดน จังหวัด
พิษณุโลก ซ่ึงพบปลาในวงศ์ Cyprinidae มากที่สุด 10 ชนิด คิดเป็น 58.82 % (วราภรณ์ และคณะ,
2557) จากการพบชนิดปลาในวงศ์ Cyprinidae มากทส่ี ดุ เพราะเป็นปลาท่ีมีชนดิ และจ้านวนปลามาก
ทสี่ ดุ ในปลาน้าจดื ของประเทศ มากกว่าถึง 200 ชนดิ (ชวลิต และคณะ, 2540 : พสิ ษิ ฐ์, 2557)

จากการส้ารวจครังนีพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลาน้าจืดท่ีจับได้บริเวณเข่ือน
นเรศวรทังหมด 5 ชนดิ อยู่ในวงศ์ Cyprinidae ทงั หมด อัตราปลาทต่ี รวจพบตัวอ่อนของพยาธิใบไม้
ระยะเมตาเซอร์คาเรียเท่ากับร้อยละ 20.9 (65/311) ได้แก่ ปลาตะเพียน (Barbonymus
gonionotus) พบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลา 9/25 คิดเป็น 36 % ปลาตะเพียนทอง
(Barbonymus altus) พบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลา 20/57 คิดเป็น 35.09 % ปลา
กระมัง (Puntioplites proctozystron) พบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลา คิดเป็น
37.5 % (6/16) ปลาสรอ้ ยขาว (Henicorhynchus siamensis) พบพยาธใิ บไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย
ในปลา คิดเป็น 16.32 % (8/49) และปลาแก้มช้า (Systomus rubripinnis) พบพยาธใิ บไม้ระยะเม
ตาเซอรค์ าเรียในปลา คิดเปน็ 27.90 % (12/43) ซงึ่ ตัวอ่อนพยาธใิ บระยะเมตาเซอร์คาเรยี ท่ตี รวจพบ

62

ไม่สามารถจ้าแนกในระดับชนิดได้ โดยตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาร์เรียท่ีน้ามาส่องด้วย
กล้องจุลทรรศน์ดูลักษณะตามสัณฐานวิทยาภายนอกของพยาธพิ บวา่ ลักษณะของเมตาเซอร์คาเรยี ท่ี
พบมีลกั ษระไมช่ ัดเจนทา้ ให้ไมส่ ามารถแยก oral sucker, excretory bladder และ ventral sucker
ของตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียเพื่อระบุชนิดของพยาธิได้ โดยปัจจัยท่ีส่งผลต่อการ
เปลี่ยนแปลงรูปร่างและการอยู่รอดของตัวอ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรียท้าให้ไมส่ ามารถดูลักษณะทาง
สณั ฐานภายนอกได้อาจขึนกับหลายปัจจยั เช่น สารละลายท่ีใช้ในการย่อยปลาโดยประกอบด้วย กรด
ไฮโดรคลอริก ซ่ึงเป็นสารละลายของไฮโดรเจนคลอไรด์เป็นกรดแก่ มีพลังในการกัดกร่อนสูง (กรม
วทิ ยาศาสตรบ์ ริการ, 2544) และเพปซิน ซงึ่ เปน็ เอนไซมท์ ่ีชว่ ยยอ่ ยโปรตนี ท่ีเสียสภาพแล้วใหม้ ีขนาดท่ี
เล็กลง (Britannica, 2018) รวมถึงระยะเวลาในการท้าให้ตกตะกอน อุณหภูมิในการเก็บตะกอนท่ีมี
ตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย และกระบวนการระหว่างนา้ ตัวอ่อนระยะเมตาเซอรค์ าเรยี
มาส่องภายใต้กล้อง ปัจจัยเหล่านีอาจส่งผลต่อความอยู่รอดและการเปล่ียนแปลงทางรูปร่างของตัว
ออ่ นระยะเมตาเซอร์คาเรยี ของพยาธใิ บไม้ โดยตวั ออ่ นพยาธิใบไมท้ ่ีตรวจพบในวิจยั ครังนที ่ตี รวจพบตัว
อ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลาวงศ์ Cyprinidae ทัง 5 ชนิด คาดว่าเป็นตัวอ่อนของ
พ ย า ธิ ใ บ ไ ม้ ร ะ ย ะ เ ม ต า เ ซ อ ร์ ค า เ รี ย ที่ มี ลั ก ษ ณ ะ ค ล้ า ย ตั ว อ่ อ น ร ะ ย ะ เ ม ต า เ ซ อ ร์ ค า เ รี ย ใ น ว ง ศ์
Heterophyidae แต่ไม่สามารถระบุชนิดของตัวอ่อนได้ ซึ่งในการศึกษาปลาน้าจืดส่วนใหญ่ในวงศ์
Cyprinidae มกี ารติดเชือพยาธิใบไมใ้ นวงศ์ Heterophyidae เปน็ พยาธใิ บไม้ล้าไสข้ นาดเลก็ เพียงวงศ์
เดียว ท่ีพบตัวอ่อนของพยาธิมากท่ีสุดในแถบประเทศเอเชียซ่ึงมีการติดเชือของตัวอ่อนพยาธิใบไม้
ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลาน้าจืด (Radomyos, 1998) มีรายงานว่าตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตา
เซอร์คาเรียที่พบในปลาน้าจืดสามารถจ้าแนกได้ 7 วงศ์ ได้แก่ 1. วงศ์ Ophisthorchiidae 2. วงศ์
Heterophyidae 3. วงศ์ Diplostomidae 4. วงศ์ Acanthostomidae 5. วงศ์ Clinostomidae
6. วงศ์ Hemiuridae 7. วงศ์ Echinostomatidae พยาธิไม้ไม้ที่ติดต่อสู่คนได้มีอยู่ 4 วงศ์ คือ
Ophisthorchiidae, Heterophyidae, Clinostomidae และ Echinostomatidae ส่วนพยาธิในวงศ์
Diplostomidae, Acanthostomidae และ Hemiuridae เป็นพยาธิใบไม้ท่ีมีรายงานตรวจพบระยะ
ตัวเต็มวัยในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ซ่ึงตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียที่
สามารถพบได้บ่อยในปลาน้าจืดส่วนใหญ่มอี ยู่ 2 กลุ่ม คือ พยาธิใบไม้ตับ และกลุ่มของพยาธิใบไมใ้ น
ล้าไส้ขนาดเล็ก (พิสิษฐ์, 2557) ในการศึกษาก่อนหน้านีในจังหวัดพิษณุโลก พบว่าเป็นตัวอ่อนพยาธิ
ใบไม้ระยะเมตตาเซอร์คาเรียในวงศ์ของ Heterophyidae ทังหมด 3 ชนิด ได้แก่ Haplorchoides
sp. Haplorchis taichui และ Centrocestus caninus ชนดิ ปลาท่พี บตวั อ่อนระยะตดิ ต่อพบในปลา
วงศ์ Cyprinidae (วราภรณ์ และคณะ, 2557) และยังมีรายงานการส้ารวจพบตวั ออ่ นของพยาธิใบไม้
ระยะเมตาเซอร์คาเรียในปลาน้าจืดหลายจังหวัดของประเทศไทย เช่น ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย
อ้าเภอแม่ลาว พบปลาทังหมด 7 ชนิด ปลาที่ตรวจพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย 6 ชนิด เป็น

63

ปลาในวงศ์ Cyprinidae ทังหมด โดยพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย คือ Haplorchoides sp.

Haplorchis taichui และ ไม่สามารถจ้าแนกชนิดได้ (พิสิษฐ์ และคณะ, 2557) จังหวัดล้าปาง พบ

ปลาทงั หมด 12 ชนดิ ปลาท่ตี รวจพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรยี 9 ชนิด ปลาท่ตี รวจพบพยาธิ

ใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย เป็นปลาในวงศ์ Cyprinidae 7 ชนิด วงศ์ Cichidae 1 ชนิด และวงศ์

Osphronemidae 1 ชนิด โดยพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย Haplorchoides sp.,

Haplorchis taichui, และ Centrocestus caninus โดยไมส่ ามารถจ้าแนกชนดิ ได้ (กรรณกิ าร์ และ

วิจิตร, 2564) จังหวัดเชียงใหม่ พบปลาทังหมด 13 ชนิด ปลาที่ตรวจพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์

คาเรีย 13 ชนิด เป็นปลาในวงศ์ตะเพียน 11 ชนิด วงศ์ Pristolepididae 1 ชนิด และ วงศ์

Notopteridae 1 ชนิด โดยพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย Haplorchoides sp. และ

Haplorchis taichui (Nithikathkul, and Wongsawad, 2008) ภาคอีสาน จังหวัดศรีสะเกษ พบ

ปลาทังหมด 15 ชนิด ปลาที่ตรวจพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย 4 ชนิด เป็นปลาในวงศ์

ตะเพียนทังหมด โดยพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย Opisthorchis viverrini และ Intestinal

flukes (ประวิ, 2557) จงั หวัดนครพนม พบปลาทงั หมด 9 ชนดิ ปลาท่ตี รวจพบพยาธิใบไมร้ ะยะเมตา

เซอร์คาเรีย 6 ชนิด เป็นปลาในวงศ์ตะเพียนทังหมด โดยพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย

Haplorchoides sp., Opisthorchis viverrini และ ไม่สามารถระบชุ นดิ ของพยาธไิ ด้ (อนวัทย,์ 2561)

เป็นต้น ในประเทศเพ่ือนบ้านมีการตรวจพบตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย เช่น ประเทศ

เวียดนามพบปลาที่ตรวจพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียเป็นปลาในวงศ์ Cyprinidae ทังหมด

โดยพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรีย C. sinensis, H. pumilio, H. taichui และ C.

formosanus (Phan et al., 2010) และประเทศลาวพบปลาท่ีตรวจพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์

คาเรียเป็นปลาในวงศ์ Cyprinidae และ วงศ์ Anabantidae โดยพบพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คา

เรีย O. viverrini, H. yokogawai, C. formosanus และ H. taichui พบในวงศ์ Cyprinidae มาก

ท่ีสุด ตัวอ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรียสามารถพบได้ตามเกล็ด เหงือก ครีบ และกล้ามเนือของปลา

ซง่ึ ส่วนใหญพ่ บในกลา้ มเนือมากที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนอ่นื ๆ (Vichasri, et al., 1982: Kumchoo, et

al., 2005) จากพืนที่ส้ารวจของการศึกษาครังนีท่ีพบตัวอ่อนพยาธิใบไมร้ ะยะเมตาเซอร์คาเรยี ในปลา

น้าจืดบริเข่ือนนเรศวรทังหมด ซึ่งเป็นเขื่อนที่ตังอยู่บนแม่น้าน่าน เพื่อพัฒนาเกษตรชลประทานของ

จังหวดั พษิ ณุโลก ส้าหรับใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรมและใช้ในการอุปโภคบริโภค ซง่ึ เป็นแหลง่ น้า

ที่อุดมสมบูรณ์ โดยเป็นแหล่งชุกชุมของปลาและหอยน้าจืดที่มีหลากหลายของสายพันธ์ุซ่ึงเป็นโฮสต์

กึ่งกลางของตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอรค์ าเรียที่ส้าคัญ โดยการแพร่ระบาดของตัวออ่ นพยาธิ

ใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียในแต่ละท้องที่นันอาจมีความแตกต่างกัน ขึนอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

สภาพแหล่งน้า โฮสต์กึ่งกลางที่อสศัยอยู่ในแหล่งน้าเดียวกัน รวมถึงฤดูกาลที่ท้าการส้ารวจ ซ่ึงช่วง

ปลายฤดูฝน (Vichasri, et al., 1982 : Sithithaworn, 1997) ถึงช่วง ฤดูหนาว (Sukontason, et

64

al., 1999 : Noikong, et al., 2011) พบตัวออ่ นระยะเมตาเซอรค์ าเรียมากที่สดุ โดยในช่วงฤดูฝนมนี ้า
มากท้าให้พัดไข่ของพยาธิใบไม้ที่อยู่ในอุจจาระไหลลงไปตามแหล่งน้าต่าง ๆ เป็นต้น

นอกจากนีการศกึ ษาการส้าสรวจปลาทีพ่ บตัวอ่อนพยาธไิ บไมร้ ะยะเมตาเซอร์คาเรียในครังนี
ยังท้าให้เห็นถึงอัตตราการพบตัวอ่อนระยะติดต่อในปลาน้าจืดแต่ละชนิด เพ่ือระมัดระวังและให้
ความส้าคญั กับการรับประทานอาหารทีท่ ้ามาจากปลาทีป่ รงุ สกุ
สรุปผลการวจิ ยั

จากการส้ารวจชนิดปลาน้าจืดที่ติดพยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียบริเวณพืนท่ีจังหวัด
พิษณุโลก จากการสุ่มตัวอย่างปลาแต่ละชนิดท่ีจับได้จากแม่น้าน่าน อ้าเภอเมืองและอ้าเภอพรหม
พิราม บริเวณเข่ือนนเรศวรจังหวัดพิษณุโลก ในช่วงเดือน กรกฎาคม ถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565
พบปลาทังหมด 311 ตัว 4 อันดับ 5 วงศ์ 13 ชนิด พบปลาในวงศ์ Cyprinidae มากท่ีสุด และตรวจ
พบปลาทีต่ ดิ พยาธใิ บไม้ระยะเมตาเซอรค์ าเรยี ทงั หมด 5 ชนดิ เปน็ ปลาในวงศ์ Cyprinidae ทังหมดซึ่ง
ตัวอ่อนของพยาธิใบไมท้ ่ีตรวจพบไม่สามารถระบุชนิดของพยาธไิ ด้ จากผลการศึกพบว่าปลาน้าจดื ใน
กลุ่มของปลาตะเพียนมีอัตตราการตรวจตัวอ่อนของพยาธใิ บไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรยี อยู่ในปรมิ าณท่ี
สูง ซ่ึงสาเหตุอาจมาจากหลายหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อความชุก เช่น บริเวณท่ีท้าการส้ารวจ ฤดูหรือ
สภาพภูมิอากาศ แหล่งน้า ชนิดของโฮสต์ก่ีงกลางท่ีอยู่ในแหล่งน้าเดียวกัน สุขอนามัยส่วนบุคคล
รวมถึงการรับประทานอาหารท่ีปรุงจากปลาสุก ๆ ดิบ ๆ และการรับประทานปลาท่ีมีตัวอ่อนระยะ
เมตาเซอร์คาเรียเข้าไปในปริมาณมากอาจส่งผลให้เกิดโรคที่เกิดจากการรับประทานปลาที่ปรุงไมส่ กุ
ซึ่งความรุนแรงของโรคมีตงั แต่ไมแ่ สดงอาการ จนถึงขันเสียชวี ิต การให้ความสา้ คญั กับการรบั ประทาน
ปลาปรุงสกุ จึงเป็นสว่ นสา้ คัญเป็นอยา่ งมาก เพือ่ หลกี เล่ียงการรับประทานปลาท่ีมีการตวั อ่อนระยะเม
ตาเซอร์คาเรยี เข้าไปได้

การศึกษาครงั นียังไม่สามารถระบุชนิดของตัวอ่อนของตัวออ่ นพยาธิใบม้ที่ตรวจพบได้ ดังนัน
ผู้วิจัยต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพ่ือระบุชนิดของตัวอ่อนพยาธทิ ี่ได้ตรวจพบในตัวอย่างปลาน้าจืด เช่น
การใช้เทคนิคทางอณูชีววิทยา เป็นต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงของพยาธใิ บไม้ท่ีสามารถกอ่ โรคในคน
ได้ได้อย่างแน่นอน และอาจจะท้าการส้ารวจปลานา้ จืดจากแหล่งน้าธรรมชาติหลาย ๆ แห่ง เพ่ือให้รู้
ถึงอัตตราการตรวจพบตัวอ่อนพยาธิในปลาน้าจืดในแหล่งพืนที่ท่ีท้าการส้ารวจได้ชัดเจนยิ่งขึน เพื่อ
เป็นฐานข้อมูลส้าหรับการประเมนิ ความเสี่ยงเละวางแผนป้องกนั โรคท่ีเกิดจากการรับประทานปลาที่
ติดตวั ออ่ นระยะเมตาเซอรค์ าเรียตอ่ ไป

65

บรรณานุกรม

กรมวทิ ยาศาสตรบ์ ริการ : คมู่ ือความปลอดภัยทางเคมี. (2544). http://www.chemtrack.org/
MSDSSG/Merck/msdst/8232/823249.htm

กรรณกิ าร์ แกว้ จนั ต๊ะ และ วิจิตร อดุลยศ์ กั ด.ิ์ (2564). การติดเชอื ตวั ออ่ นพยาธิใบไมร้ ะยะตดิ ตอ่ เมตา
เซอร์คาเรียในปลาน้าจืดที่อ่างเกบ็ น้าแม่นึง อา้ เภอเมืองปาน จังหวัดล้าปาง ประเทศไทย.
วารสารสานักงานปอ้ งกันควบคุมโรคท่ี 10 จังหวัดอบุ ลราชธานี, 19(1), 59-70.

การไฟฟ้าฝา่ ยผลติ แหง่ ประเทศไทย. (ม.ป.ป.) เขื่อนนเรศวร สบื คน้ เมือ่ 10 ตุลาคม 2565 จาก
https://www.egat.co.th/home/naresuan-rohpp/

กติ ิวุฒิ ช่างเจรญิ และ ปรชั ญาณี บญุ แสง. (2556). แมน่ ้านา่ น. ระบบนิเวศแหลง่ นา้ ในแผ่นดนิ .
http://chmthai.onep.go.th/chm/data_province/Phitsanulok/Eco_inland_water

โกศล ร่งุ เรอื งชยั . (2553, 11 พฤษจกิ ายน). พยาธใิ บไมต้ บั ปจั จยั เส่ียงมะเรง็ ท่อนาดี. ภาควิชาปรสิต
วทิ ยาคณะเพทย์ศาสตร.์ https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e- pl/articledetail
.asp?id=779

จุตกิ าญจน์ ภเู ก้าล้วน, อรนาถ วฒั นวงษ์, ทองรู้ กอผจญ. (2562) รายงานสารวจความชกุ ตัวออ่ น
ระยะติดต่อเมตาเซอร์คาเรียของพยาธิใบไมต้ บั ในปลานาจืดเกล็ดขาวที่สง่ ผ่านโรคสปู่ ระชาชน
ในพนื ทีเ่ ส่ยี งสงู . กองโรคติดตอ่ ทวั่ ไป กรมควบคุม กระทรวงสาธารณสขุ .
https://bit.ly/3HxlyOV

เจตจิตต์ คงก้าเนิด. (2562). คมู่ อื การตรวจโรคปรสิตในสัตวน์ าชายฝ่ัง. กองวิจัยและพฒั นา้ สุขภ้าพ
สตั ว์ น้ากรมประมง. https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/
20210129141107_1_file.pdf

ชวลิต วิทยานนท.์ (2547). ปลานา้ จืดไทย. (พิมพค์ รังท่ี 4). นานมีบคุ๊ ส์พับลเิ คช่นั ส์.
ชวลติ วทิ ยานนท์, จรลั ธาดา กรรณสูต และ จารจุ ินต์ นภตี ภัฏ. (2540). ความหลากชนดิ ของปลานา

จดื ในประเทศไทย. บรษิ ทั อนิ ทริเกรเต็ด โปรโมช่ัน เทคโนโลยี จ้ากดั .
ฐาปนา ชลธนานารถ. (2558). พยาธิใบไม้ลาไส้ขนาดเลก็ ในประเทศไทย.

http://biology.ipst.ac.th/?p=2923
ณฏั ฐวฒุ ิ แก้วพทิ ูลย์. (2550, 31 สิงหาคม). ลกั ษณะทว่ั ไปของพยาธใิ บไม้.

https://shorturl.asia/KX5D9
ณฏั ฐวุฒิ แกว้ พิทลู ย์. (2553). พยาธิใบไม้ตับในประเทศไทย. วารสารวชิ าการ มอบ, 12(1), 49-62.
ดวงรัตน์ ริยอง และ อนลุ กั ษณ์ จันทร์คา้ . (2560). พยาธใิ บไมล้ ้าไส้. พยาธิใบไม้. ภาควชิ าวิชา

ปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.่ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

66

นวลพรรณ วีระเวชสุกิจ. (2556). การตดิ เชือตัวอ่อนพยาธิใบไมร้ ะยะเมตาเซอร์คาเรียของปลานาจืด
บริเวณเข่อื นปา่ สกั ชลสทิ ธป์ิ ระเทศไทย. [วทิ ยานิพนธว์ ิทยาศาสตร์มหาบัณฑติ , มหาวิทยา
มหาวิทยาลยั ศลิ ปกร]. http://www.sure.su.ac.th/xmlui/bitstream/id/b7238595-
e4f7-45ce-9b67-8e916f0bfbdc/fulltext.pdf?attempt=2

นิมิตร มรกต และ เกตุรัตน์ สุขวัจน์. (2546). ปรสิตวิทยาทางการแพทย์ : โปรโตซัวและหนอนพยาธิ
(พมิ พค์ รงั ท่ี 2). เชียงใหม:่ คณะแพทยศาสตรม์ หาวิทยาลยั เชยี งใหม่

ประภาศรี จงสุขสนั ติกุล และ ธนวรรธน์ อ่ิมสมบรู ณ์. (2535). คมู่ อื ปฎิบตั ิงานควบคมุ โรคพยาธิใบไม้
ตับสาหรบั เจ้าหนา้ ที่สาธารณสุข. โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จ้ากัด.

ประยงค์ ระดมยศ, อัญชลี ตังตรงจิตร, ศรชัย หลูอารีย์สุวรรณ และ แทน จงศภุ ชัยสทิ ธ์ิ. (2535).
ATLAS OF MEDICAL PARASITOLOGY with 456 colour illustrations. บรษิ ทั ที.
พี.พรนิ ท์ จ้ากัด

ประยงค์ ระดมยศ, อญั ชลี ตังตรงจติ ร, ศรวี ิชา ครุฑสูตร, พลรัตน์ วิไลรัตน์ และ ศรชัย หลอู ารยี ์
สุวรรณ. (2562). Atlas of Medical Parasitology. (พมิ พ์ครงั ที่ 12). หจก. ภาพพิมพ.์

ประวิ อ่้าพันธ์.ุ (2557). ความชกุ ของการตดิ เชอื พยาธใิ บไมต้ ับในโฮสต์ก่ึงกลาง ในพนื ทโ่ี ครงการฝาย
หัวนา จงั หวดั ศรีสะเกษ. วารสารควบคุมโรค, 41(3), 227-240.

พงศธร เมฆสมั พนั ธ์, (ม.ป.ป.) แมน่ า้ นา่ น. ป่าไมใ้ นประเทศไทย. สบื ค้นเมอื่ 29 สงิ หาคม 2565
https://sites.google.com/site/beautifulwood60539/maena-nan

พิสิษฐ์ สนุ ทราวิฑูร. (2557). ตัวอ่อนพยาธใิ บไมร้ ะยะเมตาเซอร์คาเรียในปลานา้ จดื ของประเทศไทย.
วารสารวิทยาศาสตรบ์ รู พา, 19(2), 237-249.

พสิ ษิ ฐ์ สนุ ทราวิฑรู , เกง่ เกียมกิจวฒั นา และ งามนิตย์ ราชกิจ. (2557). ความชุกของตวั อ่อนพยาธิ
ใบไมร้ ะยะเมตาเซอร์คาเรีย ในปลาวงศป์ ลาตะเพียน อา้ เภอแมล่ าว จังหวัดเชียงราย. KUU
Science Journal, 42(3), 544-550.

พิสษิ ฐ์ สนุ ทราวิฑรู และ อมรรัตน์ ดอกไม้ขาว. (2557). ความชุกตวั ออ่ นพยาธใิ บไมร้ ะยะเมตาเซอร์
คาเรยี ในวงศ์ปลาตะเพียน ตา้ บลริมกก อา้ เภอเมืองเชยี งราย จงั หวัดเชียงราย, JOURNAL
OF MAHANAKORN VETERINARY MEDICINE, 9(2), 113-120.

เพทาย เย็นจติ โสมนัส, (2536). เครอ่ื งอตั โนมตั คิ วบคุมปฏกิ ิรยิ า PCR. ใน วชั รี อตั ถทพิ พหลคุณ และ
มนตรี อตั ถทพิ พหลคุณ (บ.ก.), ทฤษฎกี ารประยุกต์ใชป้ ระโยชน์ PCR Technology
(น. 58). โรงพมิ พเ์ รอื นแกว้ .

มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ และกระทรวงสาธารณสุข. (2564). ถวายเป็นพระรายกศุ ลปีงบประมาณ
2565. https://cloud.cascap.in.th/report84/main-y65?fbclid=IwAR1q
TaIbPfmuc8G4VWas_2P2EHDxwYkIIuYS0cYaDpe5Pt1CRyKLjjA2DRg

67

มธุรส พงษ์ลิขิตมงคล. (2536). เทคนิคการตรวจวิเคราพห์ผลิตผล PCR . ใน วัชรี อัตถทิพพหลคุณ
และ มนตรี อัตถทิพพหลคุณ (บ.ก.), ทฤษฎีการประยุกต์ใช้ประโยชน์ PCR Technology
(น. 165). โรงพมิ พเ์ รอื นแกว้ .

วรากร บุญประเสริฐ. (2562). สถานการณ์การระบาดและการระบุชนิดเชิงโมเลกุลของตัวอ่อนพยาธิ
ใบไม้ล้าไส้ชนิด Haplorchoides mehrai ในจังหวัดสระแก้ว. [วิทยานิพนธ์ปริญา
มหาบณั ฑติ ไมไดต้ ีพิมพ์]. มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.

วราภรณ์ นอ้ ยโข่ง, จเร แสงสขุ และ สขุ สมาน สังโยคะ. (2557). ความหลากชนิดของปลาและสภาวะ
การตดิ พยาธิของปลาในบริเวณ เขื่อนแควนอ้ ยบ้ารงุ แดน จงั งหวัดพษิ ณโุ ลก. Life Sciences
and Environment Journal, 11(1-2), 10–19.

วชั รยิ า ภูรวี ิโรจนก์ ุล. (2554). การสา้ รวจชนิดของปลาที่ตดิ พยาธิใบไม้ระยะเมตาเซอร์คาเรียจากบาง
ท้องท่ใี นภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย. วารสารวจิ ัยเทคโนโลยกี ารประมง, 5(2),
75-86.

วฑิ ูรย์ ไวยนันท์ และ พรี พรรณ ตนั อารีย์. (2540). ปรสิตวิทยาทางการแพทย์. ศกั ดโิ สภาการพิมพ์
วิมล เหมะจันทร. (2556). อนุกรมวิธาน. ปลาชีววิทยาและอนุกรรมวิธาน, (น.203-320). ส้านักพมิ พ์

แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิวิชชุตา เดชรักษา. (2549). การติดเชือตัวอ่อนพยาธิใบไม้ ระยะเซอร์คาเรียของหอยนาจืดวงศ์

Thiaridae ใน ภาคเหนือ ของประเทศไทย . มหาวิ ทยาลัยศิลปากร /กรุงเทพฯ.
https://doi.nrct.go.th/ListDoi/listDetail?Resolve_DOI=10.14457/SU.the.2006.10
สถาบนั สารสนเทศทรพั ยากรนา้ และการเกษตร (องคก์ รมหาชน). (2555). ลุ่มแม่น้าน่าน.
https://tiwrm.hii.or.th/web/attachments/25basins/09-nan.pdf
สมาน แก้วไวยทุ ธ. (2559). หนอนพยาธิวทิ ยา (Helminthology). ไฮเอด็ พับลชิ ช่ิง
ส้ า นั ก ง า น ช ล ป ร ะ ท า น ท่ี 3. (2557). เ ขื่ อ น น เ ร ศ ว ร . สื บ ค้ น เ มื่ อ 10 ตุ ล า ค ม 2565.
http://irrigation.rid.go.th/rid3/th/index.php/narasuan
ส้านกั โรคตดิ ตอ่ ทั่วไป กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). การตรวจวินิจฉยั โรค
หนอนพยาธ.ิ ในโครงการควบคมุ โรคหนอนพยาธใิ นโครงการตามพระราชดาริสมเด็จ
พระเทพรัตนร์ าชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
สุทธพิ ันธ์ สาระสมบตั ิ. (2542). อมิ มูโนวิทยา (พมิ พค์ รังที4่ ). พีพีเอสไซเนซ์เทคนคิ อล จ้ากัด
อดลุ ยศ์ ักดิ์ วจิ ิตร. (2561). ค่มู อื การตรวจวนิ จิ ฉัยโรคหนอนพยาธิเพอ่ื หาไข่พยาธิเเละตวั อ่อนใน
อจุ จาระคนภายใตก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์. ส้านักงานป้องกนั โรคควบคมุ ที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุม
โรคกระทรวงสาธารณสขุ .https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/
1244520220310060357.pdf

68

อนวัทย์ ผาลี. (2561). ความชุกของการติดเชอื หนอนพยาธใิ นปลาจากอา่ งเกบ็ น้าหนองญาติ อ้าเภอ
เมอื ง จังหวดั นครพนม. วารสารวทิ ยาศาสตรบ์ ูรพา, 23(3), 1757-1769.

อภัย ราษฎรวิจิตร. (2561). เจมไซทาบีน (Gemcitabine). https://bit.ly/39xQn9M
อภชิ าติ วทิ ย์ตะ. (2563). พยาธใิ บไม.้ เอกสารประการเรยี นวิชาปรสิตวทิ ยา ภาควชิ าจุลชีววทิ ยาและ

ปรสติ วทิ ยา มหาวทิ ยาลยั นเรศวร.
อภนิ นั ท์ สุวรรณรักษ์. (2560). การจดั จ้าแนกระอนั ดับปลาในลุ่มแม่นา้ ปิง. ปลาล่มุ น้าปิง, (น.3-275).

พมิ พ์ครังท่ี 2. สา้ นักพมิ พ์สมาร์ทโคตติง แอนด์ เซอรว์ ิส จ้ากัด.
Arunsan, P., Donthaisong, C., Suwannatrai, K., Prasopdee, S., Kulsantiwong, J.,

Suwannatrai, A. (2014). LOCALIZATION OF THE CYSTOGENOUS GLANDS OF
OPISTHORCHIS VIVERRINI CERCARIAE. The Southeast Asian Journal of Tropical
Medicine and Public Health, 45(2), 276-289.
Boerlage, A. S., Graat, E. A., Verreth, J. A., & de Jong, M. C. (2013). Survival of
heterophyid metacercaria in common carp (Cyprinus carpio). Parasitology
research, 112(7), 2759–2762. https://doi.org/10.1007/s00436-013-3408-1
Britannica, T. Editors of Encyclopaedia (2018, June 1). papain. Encyclopedia
Britannica. https://www.britannica.com/science/papain
Burton J. B., Clint E. C., &Thomas N. O. (2019). Chapter 10 - Visceral Flukes. Human
Parasitology (Fifth Edition), 175-191. https://doi.org/10.1016/B978-0-12-
813712-3.00010-2.
Centers for Disease Control and Prevention. (2018, 20 February). Laboratory
Identification of Parasites of Public Health Concern.
https://www.cdc.gov/dpdx/opistHorchiasis/index.html
Chai, J. Y., Shin, E. H., Lee, S. H., & Rim, H. J. (2009). Foodborne intestinal flukes in
Southeast Asia. The Korean journal of parasitology, 47 Suppl(Suppl), S69–
S102. https://doi.org/10.3347/kjp.2009.47.S.S69
Chai, J. Y., Sohn, W. M., Na, B. K., Yong, T. S., Eom, K. S., Yoon, C. H., Hoang, E. H.,
Jeoung, H. G., & Socheat, D. (2014). Zoonotic trematode metacercariae in fish
from Phnom Penh and Pursat, Cambodia. The Korean journal of parasitology,
52(1), 35–40. https://doi.org/10.3347/kjp.2014.52.1.35

69

Chai, J. Y., Jung, B. K., Kim, D. G., Kim, J. L., Lim, H., Shin, E. H., Lee, K. H., Kim, M. R.,
Han, S. J., Yeom, J. H., Park, S. M., & Hwang, J. S. (2015). Heterophyid
trematodes recovered from people residing along the Boseong River, South
Korea. Acta tropica, 148, 142–146. https://doi.org/10.1016/j.actatropica.
2015.04.025

Chontananarth, T. (2017). Multiplex PCR assay for discrimination of Centrocestus
caninus and Stellantchasmus falcatus. Asian Pacific Journal of Tropical
Biomedicine, 7(2), 103-106.

Clausen, J.H., & Murrell, D. (2014). Heminth-Nematode: Haplorchis. Encyclopedia of
Food Safety, (2), 99-103.

Chulacancer.net. (2016). ยาเคมีบาบัด. กลมุ่ งานเภสัชกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาด
ไทย, https://www.chulacancer.net/patient-list-page.php?id=629

Cribb T, Gibson D. (1909). Heterophyidae Leiper, Accessed through. WorldRegister of
Marine, http://www.marinespecies.org/aphia.php?p=taxdetails&id=108441.

Dung, T. D., Van De, N., Waikagul, J., Dalsgaard, A., Chai, J. Y., Sohn, W. M., & Murrell,
K. D. (2007). Fishborne zoonotic intestinal trematodes, Vietnam. Emerging
infectious diseases, 13(12), 1828–1833. https://doi.org/10.3201/eid1312.07
0554

Eom, K. S., Park, H. S., Lee, D., Sohn, W. M., Yong, T. S., Chai, J. Y., Min, D. Y., Rim, H. J.,
Insisiengmay, B., & Phommasack, B. (2015). Infection Status of Zoonotic
Trematode Metacercariae in Fishes from Vientiane Municipality and
Champasak Province in Lao PDR. The Korean journal of parasitology, 53(4),
447–453. https://doi.org/10.3347/kjp.2015.53.4.447

Fusco, V., & Quero, G. M. (2012). Nucleic Acid-Based Methods to Identify, Detect and
Type Pathogenic Bacteria Occurring in Milk and Dairy Products. In (Ed.),
Structure and Functionm of Food Engineering. IntechOpen.
https://doi.org/10.5772/49937

Kaewkes, S., Elkins, D. B., Sithithaworn, P., & Haswell-Elkins, M. R. (1991). Comparative
studies on the morphology of the eggs of Opisthorchis viverrini and
lecithodendriid trematodes. The Southeast Asian journal of tropical medicine
and public health, 22(4), 623–630.

70

Kumchoo, K., Wongsawad, C., Chai, J. Y., Vanittanakom, P., & Rojanapaibul, A. (2005).
High prevalence of Haplorchis taichui metacercariae in cyprinoid fish from
Chiang Mai Province, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health,
36(2), 451-5.

Leiper, R. T. (1911). Notes on the occurrence of parasites presumably rare in man.
Journal of the London School of Tropical Medicine,1, 569-575.

Li, K., Clausen, J. H., Murrell, K. D., Liu, L., & Dalsgaard, A. (2013). Risks for fishborne
zoonotic trematodes in tilapia production systems in Guangdong province,
China. Veterinary parasitology, 198(1-2), 223–229. https://doi.org/10.1016/
j.vetpar.2013.08.011

Manning, G. S., Lertprasert, P., Watanasirmkit, K., & Chetty, C. (1971). A description of
newly discovered intestinal parasites endemic to northeastern Thailand.
Journal of the Medical Association of Thailand, 54(7), 547-555.

Nithikathkul, C., & Wongsawad, C. (2008). Prevalence of Haplorchis taichui and
Haplorchoides sp. metacercariae in freshwater fish from water reservoirs,
Chiang Mai, Thailand. The Korean journal of parasitology, 46(2), 109–112.
https://doi.org/10.3347/kjp.2008.46.2.109

Noikong, W., Wongsawad, C. and Phalee, A. (2011). Seasonal variation of
metacercariae in cyprinoid fish from Kwae Noi Bamroongdan Dam,
Phitsanulok Province, northern Thailand. The Southeast Asian Journal of
Tropical Medicine and Public Health, 42(1), 58-62.

Ooi, H. K., Chen, C. I., Lin, S. C., Tung, K. C., Wang, J. S., & Kamiya, M. (1997).
Metacercariae in fishes of Sun Moon lake which is an endemic area for
Clonorchis sinensis in Taiwan. The Southeast Asian journal of tropical
medicine and public health, 28(Suppl1), 222–223.

Panitsara. S. (2020). รจู้ ักงานด้าน ELISA. https://bit.ly/3bbkrbC
PanteeThai. (n.d.). แสดงแผนที่จงั หวดั พิษณุโลก. https://shorturl.asia/d5Znm
Pearson, J. C., Ow-Yang, C. K. (1982). New species of Haplorchis from Southeast Asia

together with keys to the Haplorchis group heterophyid trematodes of the
region. Southeast Asian J Trop Med Public Health, 13, 35-60.

71

Phan, V. T., Ersbøll, A. K., Nguyen, T. T., Nguyen, K. V., Nguyen, H. T., Murrell, D., &
Dalsgaard, A. (2010). Freshwater aquaculture nurseries and infection of fish
with zoonotic trematodes, Vietnam. Emerging infectious diseases, 16(12),
1905–1909. https://doi.org/10.3201/eid1612.100422

POBPAD, (2016). Cisplatin. พบแพทย์. https://bit.ly/3zGbMrU
Prommas, C. (1927). Report of a case of Opisthorchis felineus in Siam. Ann Trop Med

Parasitol, 21, 9-10.
Pubua, J. and Wongsawad, C. (2007). Redescription of the trematode metacercariae

from the mullet (Liza subviridis) and half-beak (Dermogenys pusillus). The
Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health, 38(suppl1),
106-109.
Radomyos, B., Wongsaroj, T., Wilairatana, P., Radomyos, P., Praevanich, R.,
Meesomboon, V., & Jongsuksuntikul, P. (1998). Opisthorchiasis and intestinal
fluke infections in northern Thailand. The Southeast Asian journal of tropical
medicine and public health, 29(1), 123–127.
Reni, M., Cereda, S., Bonetto, E., Viganò, M. G., Passoni, P., Zerbi, A., Balzano, G.,
Nicoletti, R., Staudacher, C., & Di Carlo, V. (2007). Dose-intense PEFG (cisplatin,
epirubicin, 5-fluorouracil, gemcitabine) in advanced pancreatic
adenocarcinoma. Cancer chemotherapy and pharmacology, 59(3), 361–367.
https://doi.org/10.1007/s00280-006-0277-7
Reuters, T. (2011). Drugdex® evaluation. Ann Arbor, MI: Truven Health Analytics Inc
Rim, H. J., Sohn, W. M., Yong, T. S., Eom, K. S., Chai, J. Y., Min, D. Y., Lee, S. H., Hoang,
E. H., Phommasack, B., & Insisengmay, S. (2008). Fishborne trematode
metacercariae detected in freshwater fish from Vientiane Municipality and
Savannakhet Province, Lao PDR. The Korean journal of parasitology, 46(4),
253–260. https://doi.org/10.3347/kjp.2008.46.4.253
SADUN E. H. (1955). Studies on Opisthorchis viverrini in Thailand. American journal of
hygiene, 62(2), 81–115. https://doi.org/10.1093/oxfordjournals.aje.a119772

72

Scholz, T., Ditrich, O. & Giboda M. (1991). Differential diagnosis of Opisthorchiid and
Heterophyid metacercariae (Trematoda) infecting flesh of cyprinid fish
from Nam Ngum Dam Lake in Laos. The Southeast Asian Journal of Tropical
Medicine and Public Health, 22(Suppl), 171-173.

Sirisinha, S. (1986). Immunodiagnosis of human liver fluke infections. Asian Pacific
journal of allergy and immunology, 4(2), 81–88.

Sithithaworn, P., Pipitgool, V., Srisawangwong, T., Elkins, D. B., and Haswell-Elkins, M.
R. (1997). Seasonal variation of Opisthorchis viverrini infection in cyprinoid fish
in north-east Thailand: implications for parasite control and food safety.
Bulletin of the World Health Organization, 75(2), 125–131.

Sohn, W. M., Eom, K. S., Min, D. Y., Rim, H. J., Hoang, E. H., Yang, Y., & Li, X. (2009).
Fishborne trematode metacercariae in freshwater fish from Guangxi Zhuang
Autonomous Region, China. The Korean journal of parasitology, 47(3),
249–257. https://doi.org/10.3347/kjp.2009.47.3.249

Sohn, W. M., Yong, T. S., Eom, K. S., Min, D. Y., Lee, D., Jung, B. K., Banouvong, V.,
Insisiengmay, B., Phommasack, B., Rim, H. J., & Chai, J. Y. (2014). Prevalence of
Haplorchis taichui among humans and fish in Luang Prabang Province, Lao
PDR. Acta Tropica, 136, 74–80. https://doi.org/10.1016/j.actatropica.
2014.04.020

Sujjanun, A., and Thitasut, P. (1971). Studies on Metacercaria of Opisthorchis spp. in
Chiang Mai, Thailand. Journal of Associated Medical Sciences, 4(3), 113.

Sukontason, K., Piangjai, S., Muangyimpong, Y., Sukontason, K., Methanitikorn, R. and
Chaithong, U. (1999). Prevalence of trematode metacercariae in cyprinoid fish
of Ban Pao district, Chiang Mai Province, northern Thailand. Southeast Asian
Journal of Tropical Medicine and Public Health, 30(2), 365-370

Sukontason, K. L., Sukontason, K., Kuntalue, B., Boonsriwong, N., Piangjai, S.,
Chaithong, U., & Vanittanakom, P. (2000). Surface ultrastructure of excysted
metacercariae of Haplorchis taichui (Trematoda: Heterophyidae). The
Southeast Asian journal of tropical medicine and public health, 31(4),
747–754.

73

Thu, N. D., Dalsgaard, A., Loan, L. T., & Murrell, K. D. (2007). Survey for zoonotic liver
and intestinal trematode metacercariae in cultured and wild fish in An Giang
Province, Vietnam. The Korean journal of parasitology, 45(1), 45–54.
https://doi.org/10.3347/kjp.2007.45.1.45

Veeravechsukij, N., Krailas, D., Namchote, S., Wiggering, B., Neiber, M. T., Glaubrecht,
M. (2018). Molecular phylogeography and reproductive biology of the
freshwater snail Tarebia granifera in Thailand and Timor (Cerithioidea,
Thiaridae): Morphological disparity versus genetic diversity Zoosystematics and
Evolution, 94(2), 461-493. https://doi.org/10.38897/zse.94.28981

Verbun, P. and Bruyant, L. (1908). La douve du chat Opisthorchis felineus (RIV)
existeau Tonkin et sobserve chez 1'bomme. Archives of Parasitology, 12,
125-34.

Vichasri, S., Viyanant, V., & Upatham, E. S. (1982). Opisthorchis viverrini: intensity and
rates of infection in cyprinoid fish from an endemic focus in Northeast
Thailand. The Southeast Asian journal of tropical medicine and public
health, 13(1), 138–141.

Viyanant, V., Upatham, E.S., Ardsungnoen, S. et al. (1983). Intensity of Opisthorchis
viverrini infection and prevalence of intestinal parasite; study of a comunity
in Thailand. Parasitology tropical medicine association of Thailand, 6, 11-18.

Wang, Y., Wang, X., Gong, P., Yu, Y., Zhang, N., Ren, Y., Ma, Y., Zhao, Z., Zhang, X., Li,
X., & Li, J. (2022). Prevalence of fish-borne zoonotic trematode infection in
Jilin Province, China. International journal for parasitology. Parasites and
wildlife, 18, 52–60. https://doi.org/10.1016/j.ijppaw.2022.04.004

Waikagul, J. (1998). Opisthorchis viverrini metacercaria in Thai freshwater fish. The
Southeast Asian journal of tropical medicine and public health, 29(2), 324–
326.

WHO. (1995). Control of foodborne trematode infections. WHO Technical Report
Series, 849, 1–157.

WHO. (2004). Foodborne trematode infections in Asia. Joint WHO/FAO Workshop; Ha
Noi, VietNam, 1-47, https://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/208026
/RS_2002_GE_40_VTN_eng.pdf

74

Wiwanitkit, V. (2005). The correlation between rainfall and the prevalence of
trematode metacercaria in freshwater fish in Thailand. The Southeast Asian
Journal of Tropical Medicine and Public Health, 36(Suppl 4), 120-122.

Wöhrer, S. S., Raderer, M., & Hejna, M. (2004). Palliative chemotherapy for advanced
gastric cancer. Annals of oncology : official journal of the European Society
for Medical Oncology, 15(11), 1585–1595. https://doi.org/10.1093/
annonc/mdh422

Wongsawad, C., Phalee, A., Noikong, W., Chuboon, S., & Nithikathkul, C. (2012). Co-
infection with Opisthorchis viverrini and Haplorchis taichui detected by
human fecal examination in Chomtong district, Chiang Mai Province,
Thailand. Parasitology international, 61(1), 56–59.
https://doi.org/10.1016/j.parint.2011.10.003

WYKOFF, D. E., HARINASUTA, C., JUTTIJUDATA, P., & WINN, M. M. (1965).
OPISTHORCHIS VIVERRINI IN THAILAND THE LIFE CYCLE AND COMPARISON
WITH O. FELINEUS. The Journal of parasitology, 51, 207–214.

Wykoff, D.E., and Ariyaprakai, K. (1966). Opisthorchis viverrini in Thailand; egg
production in man and laboratory animals. Journal of Parasitology, 52(4),
631. https://doi.org/10.2307/3276418

75

ภาคผนวก

3.2 การตรวจหาปรสติ ภายใน

3.1.1ทา้ การตรวจหาการติดเชอื ตัวออ่ นพยาธใิ บไม้ระยะเมตาเซอรค์ าเรยี ในปลา ดว้ ยวิธี
Artificial digestion method ดงั ต่อไปนี

วัสดอุ ปุ กรณ์

1. มดี
2. เครอื่ งปัน่
3. เขียง
4. บกี เกอรพ์ ลาสตกิ 1000 ml 3 อนั
5. บกี เกอรพ์ ลาสตกิ 500 ml 3 อนั
6. ภาชนะใสต่ วั อย่าง: กะละมงั
7. ตะแกรงลวดขนาดรู 850, 250 เเละ 105 ไมโครเมตร
8. Water bath
9. กล้อง Stereomicroscope
10. Forceps (ปากคีบ)
11. แผน่ สไลด์
12. กระจกปดิ สไสด์
13. ถาดใส่สไลด์
สารเคมี

1. Pepsin solution 0.25%
- น้ากลนั่ (distilled water) 990 ml
- Hydrochloric acid 10 ml
- ผงเปปซิน 2.5 g

2. Normal saline 0.85 % NaCl
- NaCl 8.5 g
- นา้ กลน่ั (distilled water) 1000 ml

76

วิธกี ารทดลอง
1. ล้างปลาให้สะอาด
2. จ้าแนกชนดิ ของปลา
3. น้าตวั อย่างไปปน่ั รวมกับ 0.25 % pepsin solution
4. จากนันนา้ ไปบม่ ใน water bath ท่ีอณุ หภมู ิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1-2 ช่วั โมง
5. นา้ เนอื ปลามากรองผ่านตะแกรงลวดขนาดรู 850, 250, 105 ไมโครเมตร
6. ท้าการตกตะกอนตัวอย่าวดว้ ย 0.85 % NaCl
7. จากนันน้าไปส่งดภู ายใตก้ ล้อง Stereomicroscope


Click to View FlipBook Version