ลักษณะ 2
หมวด 2
ความผิด
ต่อตำแหน่ งหน้ าที่ราชการ
มาตรา 147 - 151
นางสาวพิมพรัตน์ มาหนูพันธ์
641081237
ผู้จัดทำ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147
" ผู้ใดเป็นเจ้าพนั กงาน มีหน้ าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด
เบียดบังทรัพย์นั้ นเป็นของตนเ หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต
หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้ นเสีย ต้องระวางโทษจำคุก
ตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่
หนึ่ งแสนบาทถึงสี่แสนบาท "
เบียดบังทรัพย์ หมายถึงการ “ครอบครอง”ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่น
เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยแล้ว เบียดบังเอาทรัพย์นั้ นเป็นของตนโดยทุจริต "
1.1 เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 147
1.ผู้ใดเป็นเจ้าพนั กงาน
2.มีหน้ าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด
3.เบียดบังทรัพย์นั้ นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริต
ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้ นเสีย
4. โดยทุจริต
5.โดยเจตนา (เจตนาธรรมดาตามมาตรา 59 )
องค์ประกอบภายในตามมาตรา 147
1. เจตนาธรรมดา
2. มูลเหตุชักจูงใจโดยทุจริต
การกระทำ ได้แก่ กรณีที่เจ้าพนั กงานผู้มีหน้ าที่ซื้อ ทำ จัดการ
หรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้ นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่น
โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้ นเสี ย
ความผิดตามมาตรานี้ เป็นเรื่อง " เจ้าพนั กงานยักยอกทรัพย์ "
กล่าวคือ เบียดบังในทรัพย์ที่อยู่ในหน้ าที่หรือเอาตัวทรัพย์นั้ น
เป็นประโยชน์ ส่วนตัว เช่น เบิกเอาอะไหล่รถยนต์ของราชการไปขาย
เช่น เป็นพนั กงานการรถไฟ มีหน้ าที่ขายตั๋ว รับเงินค่าตั๋วไว้แล้วยักยอกเสีย
พลทหารมีหน้ าที่ขับรถ ย่อมมีหน้ าที่รักษาน้ำมันรถด้วย ถ้าให้คนอื่นดูดน้ำมันใน
รถไปโดยรับเงินไว้ เป็นความผิดตามมาตรานี้ ต่างกับความผิดตามมาตรา 151 ซึ่งเป็น
เรื่องที่ผู้กระทำผิดมิได้เอาทรัพย์ที่ดูแลในหน้ าที่ไว้เป็นประโยชน์ หรือเอาตัวทรัพย์นั้ น
เสีย หากแต่อาศัยตำแหน่ งหน้ าที่ที่ตนมีเกี่ยวกับทรัพย์อันใดอันหนึ่ ง หาประโยชน์ อื่น
นอกเหนื อจากการเอาทรัพย์นั้ น เช่น เอาเครื่องมือของราชการไปหาประโยชน์ ส่วนตัว
เมื่อชำรุดเสียหายก็ให้ราชการซ่อมหรือมีหน้ าที่รับจ่ายและเก็บรักษาเงินของราชการ
แล้วทุจริตเบียดบังเงินนั้ นเป็นประโยชน์ ส่วนตน
ถ้าเป็นลูกจ้างธรรมดาไม่ใช่เจ้าพนั กงาน ผิดยักยอกธรรมดา หรือถ้าไม่ได้ทำในตำแหน่ งหน้ าที่
เช่น เสมียนอำเภอรับฝากเงินไว้เป็นการส่วนตัวไม่ผิดมาตรานี้ แต่เป็นการยักยอก มีหน้ าที่รับเงินค่า
จดทะเบียนยานพาหนะ รับเงินที่เขาให้เกินค่าธรรมเนี ยมมาด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เงินที่มีหน้ าที่
เก็บรักษา ไม่ผิดมาตรานี้่
ตำรวจยักยอกปืนที่รับไว้ใช้ในราชการ นายไปรษณีย์โทรเลขอำเภอรับเงินค่าแสตมป์
จดหมายลงทะเบียนแล้วเบียดบังไว้ ครูโรงเรียนรัฐบาลรับตำแหน่ งให้มีหน้ าที่รับเงิน
ยักยอกเงินที่รับไว้ เอาเงินในความรักษาของตนให้ผู้อื่นยืมไปใช้ก่อน เหล่านี้ เป็นการ
ยักยอกในตำแหน่ งหน้ าที่ แต่ถ้าช่วยเก็บเงินเป็นการส่วนตัว ไม่เป็นความผิดในตำแหน่ ง
หน้ าที่ ครูใหญ่จ่ายเงินตามความเป็นจริงเกินใบเบิก ไม่ได้เบียดบัง หรือไม่ได้เก็บเงินเข้า
เซฟเพราะไม่ทราบว่าเป็นเงินอะไรทำไมถึงเกินมา คงเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานตลอดเวลา
ไม่ได้เอาไปหาประโยชน์ ไม่เป็นเบียดบัง ไม่ผิดตามมาตรานี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8088/2561
เงิน 10,000 บาท ที่จำเลยในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองรับไปจากศูนย์
การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นเงินที่ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย
จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นหน่ วยงานราชการจัดสรรมาให้ศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองซึ่ง
เป็นส่วนหนึ่ งขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง เงินดังกล่าวถือเป็นเงินของทาง
ราชการที่ต้องนำส่งเป็นเงินรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองทั้งสิ้น กรณี
มิใช่เป็นเงินที่มีผู้อุทิศให้แก่องค์การบริหารส่ วนตำบลโนนเมืองเป็นการเฉพาะเจาะจง
ว่าให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ งดังที่จำเลยฎีกา จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหาร
ส่ วนตำบลโนนเมืองและในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองย่อมจะต้องทราบดีว่า
จะต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้อย่างไร การที่จำเลยอ้างว่า จำเลยมีความขัดแย้งกับ ส.
ซึ่งดำรงตำแหน่ งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองจนไม่สามารถจัดการแข่งขัน
กีฬาได้ ก็มิได้เป็นเหตุให้จำเลยมีหน้ าที่หรือจำต้องเก็บรักษาเงินไว้เอง การที่จำเลยเก็บ
รักษาเงินไว้เองโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการและไม่เคยแจ้งให้
คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองทราบ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยรับฟังได้
โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเจตนาเบียดบังเงินดังกล่าวเป็นของตนเองโดยทุจริต
แม้ต่อมาจำเลยจะคืนเงินดังกล่าวให้แก่คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง แต่ก็
เป็นเวลาภายหลังจากมีการร้องทุกข์แล้ว จึงหาเป็นเหตุให้รับฟังได้ว่าจำเลยมิได้มี
เจตนาทุจริตเบียดบังเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13646/2558
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่ งกระทำการทุจริตเบียดบังเอาเงิน
งบประมาณไปเป็นประโยชน์ ส่วนตัว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา
147 แม้โจทก์ระบุ ป.อ. มาตรา 151 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง โดยไม่ได้ระบุมาตรา 147 ก็ตาม แต่โจทก์
บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนั กงานและเจ้าหน้ าที่รัฐมีอำนาจหน้ าที่ในการ
บริหารจัดการ จัดการและรักษางบประมาณต่าง ๆ ขององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแก้ว ตาม
โครงการขุดลอกลำเหมืองหนองถุ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 เป็นเงินงบประมาณจำนวน 116,000
บาท ได้ใช้จ่ายเงินงบประมาณตามโครงการดังกล่าวจำนวน 69,600 บาท ส่วนที่เหลืออีก
จำนวน 46,400 บาท ขาดหายไป โดยได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณจำนวน 46,400 บาท ดัง
กล่าวรวมทั้งเงินงบประมาณตามโครงการอื่นดังที่บรรยายในคำฟ้องไปเป็นประโยชน์ ส่วนตน
หรือผู้อื่น อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแก้ว และประชาชนทั่วไป จึง
เป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฐานความผิดที่ถูก
ต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่เป็นการพิพากษา
เกินคำขออันจะต้องห้ามตามมาตรา 192 วรรคหนึ่ ง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148
" ผู้ใดเป็นเจ้าพนั กงาน ใช้อำนาจในตำแหน่ งโดยมิชอบ
ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่ง
ทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษ
จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่
หนึ่ งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต "
ให้ หรือ มอบให้ หมายถึง " ชื่อสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ ง เรียก
ว่า ผู้ให้ โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่ หาแก่บุคคลอีกคน
หนึ่ ง เรียกว่า ผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้ น "
1.2 เจ้าพนักงานกรรโชกทรัพย์
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 148
1.ผู้ใดเป็นเจ้าพนั กงาน
2.ใช้อำนาจในตำแหน่ งโดยมิชอบ
3.ข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามา
ให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น
4. โดยเจตนา
องค์ประกอบภายใน
1.เจตนาธรรมดา
2.มูลเหตุชักจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือให้บุคลคลใดหามาให้
ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น
การกระทำ ได้แก่ การที่เจ้าพนั กงานใช้อำนาจใน
ตำแหน่ งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้
บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิ นหรือ
ประโยชน์ อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น
การกระทำโดยมิชอบ เช่น แกล้งจับหรือแกล้งค้นผู้ที่มิได้กระทำความผิด
แล้วจะบังคับเอาเงิน มีความผิดมาตรานี้ หรือการที่ตำรวจจับคนที่ขนแร่มา
โดยถูกต้อง ข่มขืนใจเรียกเอาเงิน ตำรวจแกล้งกล่าวหาว่าลักรถ จึงเรียก
เงิน 5,000 บาท ถ้าไม่ให้จะจับ แกล้งจะจับโดยไม่ปรากฏว่ามีความผิด ได้
เงินแล้วไม่จับ เหล่านี้ เป็นความผิดตามมาตรา 148 นี้
แม้ไม่ได้บังคับ เพียงแต่จูงใจให้เงินก็เป็นความผิดได้ เช่น จำเลย
เป็นพนั กงานตรวจสอบภาษีร้านค้า แจ้งผู้เสียหายว่าถูกตรวจสอบภาษี
แล้วยุ่งยยากและเสียเงินมาก ถ้าเอาเงินมาให้จำเลย 4,000 บาท ก็ไม่มี
เรื่องอะไร เป็นการจูงใจให้เขามอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินแล้ว
เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่ งโดยมิชอบ ถ้าผู้ไม่มีอำนาจหน้ าที่แต่ช่วย
เหลือหรือร่วมมือกับตำรวจในการแกล้งจับผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด
เรียกเอาเงิน มีความผิดฐานเป็นผู้สนั บสนุนให้เจ้าพนั กงานกระทำ
ความผิดตามมาตรานี้
ถ้าผู้ถูกจับได้กระทำความผิดจริง ผู้จับจับตามอำนาจหน้ าที่
แล้วเรียกเงินเพื่อให้ปล่อยตัว ไม่ผิดตามมาตรานี้ (แต่ผิดตาม
มาตรา 149 ) หรือผู้ใหญ่บ้านเรียกผู้ต้องหาว่าลักไก่มาไกล่เกลี่ย
ให้ใช้ค่าเสียหาย ถ้าไม่ใช้จะส่งตำรวจ ไม่เป็นการใช้อำนาจโดยมิ
ชอบ การจะเป็นความผิดตามมาตรานี้ ต้องเป็นกรณีที่ผู้กระทำได้
ใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการจะเป็นความผิดตาม
มาตรา 149 นั้ น เป็นกรณีที่ผู้ใช้อำนาจเริ่มต้นใช้อำนาจโดยชอบ
แล้วกลับทุจริตในภายหลัง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2553
จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนั กงานตำรวจกองปราบปรามขู่ให้โจทก์ร่วมนำเงินมา
มอบให้โดยอ้างว่าเพื่อลบชื่อโจทก์ร่วมออกจากบัญชีผู้ค้ายาเสพติดของ
สำนั กงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเพื่อที่จะไม่
จับกุมโจทก์ร่วม จึงเป็นความผิดต่อตำแหน่ งหน้ าที่ราชการฐานเป็นเจ้า
พนั กงานใช้อำนาจในตำแหน่ งโดยมิชอบข่มขืนใจและจูงใจเพื่อให้โจทก์
ร่วมมอบให้ซึ่งทรัพย์สินแก่ตนเอง แต่การที่โจทก์ร่วมนำเงินไปมอบให้แก่
จำเลยก็เพื่อที่จะให้เจ้าพนั กงานจับกุม แสดงว่าโจทก์ร่วมไม่ได้กลัวคำขู่
ของจำเลย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยข่มขืนใจโจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมยอมเช่นว่า
นั้ น การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานพยายามกรรโชก แม้
จำเลยจะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ
เรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2389/2547
แม้ว่าจำเลยจะเป็นเจ้าพนั กงานที่ดิน มีหน้ าที่ในการดำเนิ นการเรื่องการจดทะเบียน
สิทธิและนิ ติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แต่การที่จำเลยแนะนำผู้เสียหายว่าต้องดำเนิ นการ
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก่อนและรับติดต่อทนายความเพื่อดำเนิ นการร้องขอจัดการ
มรดกนั้ นหาใช่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่ งโดยมิชอบ หรือเป็นการปฏิบัติการหรือ
ละเว้นการปฏิบัติหน้ าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 148 และมาตรา 157 ไม่
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149
" ผู้ใดเป็นเจ้าพนั กงาน สมาชิกสภานิ ติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภา
จังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์ อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการ
หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ งไม่ว่าการนั้ นจะชอบหรือมิชอบ
ด้วยหน้ าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอด
ชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่ งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต "
เรียก หมายถึง การที่เจ้าพนั กงานแสดงเจตนาให้ผู้เสียหายส่ง
ทรัพย์สินหรือทำประโยชน์ อื่นใดให้แต่เจ้าพนักงานยังไม่ได้รับ
รับ หมายถึง การที่ผู้เสียหายให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ อื่นใดแก่
เจ้าพนั กงาน และเจ้าพนักงานได้รับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์ ไว้แล้ว
ยอมจะรับ หมายถึง การที่เจ้าพนั กงานแสดง
เจตนาให้ผู้เสี ยหายส่ งทรัพย์สิ นหรือทำประโยชน์
อื่นใดให้แต่เจ้าพนั กงานยังไม่ได้รับ
1.3 เจ้าพนักงานเรียกหรือรับสินบน
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 149
1.ผู้ใดเป็นเจ้าพนั กงาน สมาชิกสภานิ ติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิก
สภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล
2.กระทำการอย่างหนึ่ งอย่างใดดังต่อไปนี้ (ก) เรียก (ข) รับ
หรือ (ค) ยอมจะรับ ทรัพย์สินหรือประโชน์ อื่นใด โดยมิชอบ
3.สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
4.โดยเจตนา
องค์ประกอบภายใน
1.เจตนาธรรมดา ได้แก่ กรณีที่เจ้าพนั กงาน สมาชิกสภานิ ติบัญญัติแห่งรัฐ
สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับ
ทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ
2.มูลเหตุชักจูงใจ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ ง ไม่
ว่าการนั้ นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้ าที่
การกระทำมาตรานี้ อาจเริ่มต้นโดยใช้อำนาจในตำแหน่ งโดย
ชอบแล้วกลับทุจริต ถ้าเริ่มต้นโดยใช้อำนาจโดยมิชอบ เป็น
เรื่องมาตรา 148 ถ้าจับมาโดยชอบ ต่อมารู้ว่ามิใช่ผู้กระทำความ
ผิด ตึงมีการเรียกหรือรับทรัพย์สินเพื่อปล่อยตัวผู้ที่ไม่ได้กระทำ
ความผิดนั้ นไป แม้การปล่อยตัวจะเป็นการกระทำที่ชอบด้วย
หน้ าที่ก็มีความผิดตามมาตรานี้ หรือจับตัวผู้กระทำความผิดจริง
ตามอำนาจหน้ าที่และรับเงินเพื่อปล่อยตัวไปอันเป็นการกระทำ
โดยมิชอบด้วยหน้ าที่ ก็ผิดตามมาตรา 149 นี้ เช่นกัน
ความผิดฐานเรียกรับสินบนนี้ เป็นความผิดที่ต้องมีบุคคลอื่นเป็น
องค์ประกอบของการกระทำความผิดด้วย กฎหมายประสงค์จะลงโทษ
การกระทำนั้ นๆโดยเฉพาะ ดังนั้ นหากราษฎรให้สินบนเจ้าพนักงาน
เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบ
ด้วยหน้าที่ ราษฏรมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนั กงาน แต่หาก
เป็นการจูงใจให้เจ้าพนั กงานกระทำการอันชอบด้วยหน้าที่หรือเพื่อใช้
เป็นพยานหลักฐาน ราษฎรไม่มีความผิดตามมาตรา 144 ส่วนเจ้า
พนั กงานผู้รับผิดมีความผิดทั้ง 2 กรณี ราษฎรไม่เป็นผู้สนั บสนุนให้
เจ้าพนั กงานให้รับสินบนด้วย เพราะความผิดเกี่ยวกับการฉ้อราษฎร์
บังหลวง จะต้องมีผู้เกี่ยวข้อง 2 ฝ่ายเสมอ คือ ผู้ให้ และเจ้าพนักงาน
ผู้รับ จึงไม่ถือว่าเป็นผู้สนั บสนุนซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างรับผิดไป
คนละฐาน ราษฏรผู้ให้ผิดมาตรา 144 เจ้าพนั กงานผู้รับผิดมาตรา149
ราษฎรไม่ผิดฐานเป็นผู้สนั บสนุนเจ้าพนั กงานให้รับสินบนอีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2561
กฎหมายวิธีสบัญญัติ เมื่อมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้วผูกพันใช้บังคับแก่คู่
ความทันที ดังนั้ น แม้ขณะเกิดเหตุ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่อาจทำการไต่สวน
แต่ขณะที่ผู้เสียหายกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนิ นการสอบสวน
เอาผิดแก่จำเลย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบ
ปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมี
อำนาจไต่สวนตามมาตรา 19 (4) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
จำเลยเป็นเจ้าพนั กงานรับเงิน 3,000,000 บาท จาก ป. ในตำแหน่ งโดยมิชอบ
ด้วยหน้ าที่ เพื่อช่วยเหลือให้ ป. ไม่ต้องถูกย้ายออกจากจังหวัดขอนแก่น การก
ระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 แม้ภาย
หลังจำเลยจะไม่กระทำอย่างใดในตำแหน่ งเพื่อช่วยเหลือ ป. หรือไม่ก็ตาม ก็
ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ขณะที่จำเลยรับเงินดังกล่าวแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13650/2558
แม้ก่อนบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าทำงานในเทศบาลตำบลหนองปล่อง จำเลย
จะมิได้เกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้ าที่ในการสอบคัดเลือก ควบคุมการสอบ การ
ตรวจข้อสอบ และการให้คะแนนก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมีอำนาจออกคำสั่งเกี่ยวกับ
การบรรจุและแต่งตั้งพนั กงานเทศบาลหรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงาน
บุคคลของเทศบาล ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น
พ.ศ.2542 มาตรา 23 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 15 การดำเนิ นการดังกล่าวข้าง
ต้นจึงเป็นส่วนหนึ่ งของการบรรจุและแต่งตั้งพนั กงานเทศบาลซึ่งเป็นอำนาจ
หน้ าที่ของจำเลย เมื่อจำเลยเรียกเงินและรับเงินจำนวน 330,000 บาท จาก ป.
เพื่อช่วยเหลือให้ น. บุตร ป. เข้าทำงานเป็นพนั กงานเทศบาลตำบลหนองปล่อง
จำเลยจึงเป็นเจ้าพนั กงานผู้มีหน้ าที่ออกคำสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้ง
พนั กงานเทศบาลตำบลหนองปล่องเรียกและรับทรัพย์สินสำหรับตนเองโดยมิ
ชอบแล้วกระทำการในตำแหน่ งเพื่อช่วยเหลือ น. ให้เข้าทำงานเป็นพนั กงาน
เทศบาลตำบลหนองปล่อง อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้ าที่ ครบองค์
ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 แล้ว
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 150
" ผู้ใดเป็นเจ้าพนั กงาน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดใน
ตำแหน่ งโดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก
รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนั กงานใน
ตำแหน่ งนั้ น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุก
ตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่ งแสนบาทถึงสี่แสนบาท "
1.4 เจ้าพนักงานเรียกหรือรับประโยชน์
ก่อนรับตำแหน่ ง
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 150
1.ผู้ใดเป็นเจ้าพนั กงาน
2.กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ได้แก่ กรณีที่เจ้าพนั กกงานกระ
ทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ งโดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือ
ประโยชน์ อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้ง
เป็นเจ้าพนั กงานในตำแหน่ งนั้ น
3. โดยเตนา
องค์ประกอบภายใน
1.เจตนาธรรมดา
2.มูลเหตุชักจูงใจ โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือ
ประโยชน์ อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับ
ไว้ ก่อนที่ตนจะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนั กงานใน
ตำแหน่ งนั้ น
มาตราก่อนเป็นการรับสินบนไว้ในขณะที่ตนมีหน้ าที่อยู่ หาก
ตนยังไม่มีหน้ าที่ก็ไม่ผิดตามมาตรา 149 ความผิดตามมาตรา 150
จึงบัญญัติให้เป็นความผิดแม้ขณะรับสินบนยังไม่มีอำนาจหน้ าที่
แต่เมื่อได้รับการแต่งตั้งครั้งต่อมาและได้กระทำหรือไม่กระทำ
การในตำแหน่ งนั้ นโดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์ ที่ตน
เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ล่วงหน้ านั้ น หากไม่ได้ทำไปเพราะ
เห็นแก่ประโยชน์ ดังกล่าวก็ไม่มีความผิดตามมาตรานี้ หรือรับ
ประโยชน์ ไว้แล้วแต่ต่อมาไม่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่ งนั้ น ก็ไม่
ถือว่าเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้ว จึงไม่เป็นการพยายาม
กระทำความผิดตามมาตรานี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2539
จำเลยได้ทำร้ายผู้ตายหลังจากนั้ นจำเลยจึงไปแจ้งความว่าผู้ตายบุกรุกเจ้า
พนั กงานตำรวจนำตัวผู้ตายส่งโรงพยาบาลและต่อมาถึงแก่ความตาย
พนั กงานสอบสวนจึงร่วมกับแพทย์ชันสูตรพลิกศพผู้ตายไว้โดยที่ขณะผู้ตาย
ถูกจำเลยทำร้ายนั้ นผู้ตายมิได้เป็นผู้ต้องหาในข้อหาบุกรุกและมิได้อยู่ในความ
ควบคุมตัวของเจ้าพนั กงานแต่อย่างใดแม้ผู้ตายจะถึงแก่ความตายในระหว่าง
ที่เจ้าพนั กงานตำรวจนำตัวส่งโรงพยาบาลก็ไม่ใช่กรณีที่มีความตายเกิดขึ้น
โดยการกระทำของเจ้าพนั กงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้ าที่หรือตาย
ในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนั กงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตาม
หน้ าที่จึงไม่ใช่กรณีที่ต้องดำเนิ นการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญามาตรา150วรรคสามเมื่อพนั กงานสอบสวนและแพทย์ทำการชันสูตร
พลิกศพเสร็จแล้วพนั กงานอัยการโจทก์จึงมี อำนาจฟ้องจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2376/2515
ศาลพลเรือนจะทำการไต่สวนและมีคำสั่ งในการชันสูตรพลิกศพแต่เฉพาะ
คดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนเท่านั้ น
แม้การไต่สวนและทำคำสั่ งของศาลชั้นต้นตามความในวรรคสามแห่ง
มาตรา 150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อาจเรียกได้ว่าเป็น
ส่วนหนึ่ งของการสอบสวน แต่ก็เป็นวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้อง
เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในชั้นสอบสวน เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง
ให้ศาลทหารมีอำนาจเข้าเกี่ยวข้องในชั้นสอบสวน และพระราชบัญญัติ
ธรรมนูญศาลทหาร มิได้บัญญัติวิธีการพิเศษให้ศาลเข้าเกี่ยวข้องในการ
สอบสวนด้วย ก็หาใช่เรื่องที่ศาลพลเรือนมีอำนาจดำเนิ นการแทนด้วยไม่
และเจ้าพนั กงานผู้มีอำนาจสอบสวนย่อมไม่ต้องดำเนิ นการดังที่บัญญัติไว้
ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคสาม
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 30/2515)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151
" ผู้ใดเป็นเจ้าพนั กงาน มีหน้ าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษา
ทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่ งโดยทุจริต อันเป็นการเสีย
หายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้ น ต้อง
ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
และปรับตั้งแต่หนึ่ งแสนบาทถึงสี่แสนบาท "
1.5 เจ้าพนักงานหาประโยชน์
จากตำแหน่ งหน้ าที่
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 151
1.ผู้ใดเป็นเจ้าพนั กงาน
2.มีหหน้ าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ
3.ใช้อำนาจในตำแหน่ ง
4.อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของ
ทรัพย์นั้ น
5.โดยเจตนา
องค์ประกอบภายใน
1.เจตนาธรรมดา
2.มูลเหตุชักจูงใจโดยทุจริต ได้แก่ การที่เจ้าพนั กงานมีหน้ าที่ซื้อ ทำ
จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่ งโดยทุจริต อันเป็นการ
เสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้ น
ความผิดฐานนี้ เป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดมิได้เอาตัวทรัพย์ที่
อยู่ในหน้ าที่ของตนเป็นประโยชน์ ส่วนตัวอันเป็นความผิดมาตรา
147 หากแต่อาศัยตำแหน่ งหน้ าที่ของตนที่มีเกี่ยวกับทรัพย์สินอัน
ใดอันหนึ่ งหาผลประโยชน์ นอกเหนื อจากการเอาทรัพย์นั้ น เช่น
เอารถราชการไปรับส่งคนโดยเรียกเก็บค่าโดยสาร เอาของ
ราชการไปใช้ส่ วนตัวจนเสี ยหายแล้วให้ราชการออกเงินซ่อมหรือ
มีหน้ าที่ซื้อของแล้วของที่ซื้อใช้การไม่ได้ ทำให้เสียหายแก่รัฐ เช่น
เจ้าพนั กงานมีหน้ าที่ขายตั๋วรถไฟเอากากตั๋วที่ใช้ไม่ได้แล้วขายแก่ผู้
ซื้อตั๋วโดยสารตามราคา แล้วเอาเงินที่ขายได้เสีย ที่สำคัญคือผู้
กระทำต้องเป็นเจ้าพนั กงานที่มีหน้ าที่เกี่ยวกับการนั้ นๆ
ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าพนั กงานหรือเป็นเจ้าพนั กงานแต่ไม่ได้มีหน้ าที่ในการ
จัดการหรือรักษาทรัพย์นั้ น ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้
แต่ถ้าร่วมกระทำกับเจ้าพนั กงานผู้มีหน้ าที่ อาจผิดฐานเป็นผู้สนั บสนุนได้
การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ ก็ต่อเมื่อผู้กระทำมีหน้ า
ที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์แล้วใช้อำนาจในตำแหน่ งแสวงหา
ประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากตัวทรัพย์นั้ นโดยมิได้
เอาตัวทรัพย์ไป มิใช่เพียงแต่มีหน้ าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์เท่านั้ น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6204/2560
เจ้าพนั กงานผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 ต้องมีหน้ าที่ซื้อ ทำ
จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ และใช้อำนาจในตำแหน่ งแสวงหาผล
ประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากตัวทรัพย์นั้ น โดยไม่ได้เอา
ตัวทรัพย์ไป ไม่ใช่เพียงแต่มีหน้ าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้ นเท่านั้ น
ตามฟ้องไม่ได้บรรยายโดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนั กงานผู้มีหน้ าที่
ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์อันเป็นวัตถุมีรูปร่างอันใด ทั้งไม่ได้ระบุหรือ
อ้างถึงองค์ประกอบของความผิดตามมาตรานี้ อีกข้อหนึ่ งที่ระบุว่า ใช้
อำนาจในตำแหน่ งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ จึงถือว่าฟ้องโจทก์
ไม่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสาระสำคัญ และเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์
ประกอบของความผิดตามมาตรา 151
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6204/2560
จ้าพนั กงานผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 ต้องมีหน้ าที่ซื้อ ทำ
จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ และใช้อำนาจในตำแหน่ งแสวงหาผล
ประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากตัวทรัพย์นั้ น โดยไม่ได้
เอาตัวทรัพย์ไป ไม่ใช่เพียงแต่มีหน้ าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้ นเท่านั้ น
ตามฟ้องไม่ได้บรรยายโดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนั กงานผู้
มีหน้ าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์อันเป็นวัตถุมีรูปร่างอันใด ทั้งไม่ได้
ระบุหรืออ้างถึงองค์ประกอบของความผิดตามมาตรานี้ อีกข้อหนึ่ งที่ระบุ
ว่า ใช้อำนาจในตำแหน่ งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ จึงถือว่า
ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสาระสำคัญ และเป็นฟ้องที่ไม่
ครบองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 151
คำพิพากษาฎีกาที่ 565/2558
จำเลย**ทราบดีว่า นาง ล.ตกลงขายที่ดินให้แก่ นาย พ.บุตรเขย
จำเลย ในราคาเพียง 220,000 บาท แต่มีการปลอมแปลงลายมือชื่อ
นาง ล.ในใบเสนอราคาขายที่ดินเป็นเงิน 594,800 บาท แล้วนำไป
ยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ พร้อมกับใบเสนอราคาของ
เจ้าของที่ดินอีกสองแปลงซึ่งเสนอราคาสูงกว่าและเมื่อคณะ
กรรมการจัดซื้อเห็นสมควรซื้อที่ดินของนาง ล. ที่เสนอราคาต่ำสุด
จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่ วนตำบลตูมใต้ก็ได้อนุมัติให้
จัดซื้อที่ดินดังกล่าวในราคาภายหลังการต่อรองแล้ว 594,000 บาท
สูงกว่าราคาที่นาง ล. ต้องการขาย 374,000 บาท และเมื่อหักเงินที่
จำเลยต้องนำไปชำระเป็นค่าภาษี 5,940 บาท คงมีส่วนต่างที่เป็น
ประโยชน์ แก่บุตรเขยของจำเลย 368,060 บาท การกระทำของจำเลย
จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ แก่บุตรเขยของจำเลย อันถือได้ว่าเป็นการ
แสวงประโยชน์ โดยมิชอบเป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนตำบลตูม
ใต้ได้รับความเสี ยหายต้องซื้อที่ดินในราคาสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น
** จำเลยจึงมีความผิดฐานเจ้าพนั กงานมีหน้ าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจใน
ตำแหน่ งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ
บรรณานุกรม
หนั งสื อ
ทวีเกียรติ มีนะกนิ ษฐ.
คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิดและลหุโทษ. -- พิมพ์ครั้งที่ 19. --
กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2565.
ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิ กส์
สำนั กงานกฎหมาย นพนภัส ทนายความเชียงใหม่,คำพิพากษาศาลฎีกา
เกี่ยวกับความผิดต่อตำแหน่ งหน้ าที่ราชการ.
https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/