รายงานวิจยั ในชน้ั เรยี น
ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565
เร่ืองการปรับประยกุ ตก์ ระบวนการจดั การเรียนรแู้ บบ Active learning
เพื่อพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองโรคกบั สขุ ภาพ ระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปี ที่ 6
นางสาวณฐั กิตต์ิ แสงสวุ รรณ์
ตาแหน่งคร ู
โรงเรียนชมุ ชนบา้ นน้าดิบ
สงั กดั สานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาแมฮ่ ่องสอน เขต 2
สงั กดั สานกั งานการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
บทคดั ยอ่
ชื่อเร่ือง การปรับประยุกตก์ ระบวนการจัดการเรยี นรู้แบบ Active learning เพ่อื พัฒนาผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนเรื่องโรคกับสุขภาพ ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาสุขศึกษาและพล
ผ้ศู ึกษาวจิ ัย ศึกษา โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน
ปกี ารศึกษา เขต 2
นางสาวณัฐกิตติ์ แสงสวุ รรณ์
2565
การปรับประยุกต์กระบวนการจัดการเรยี นรู้แบบ Active learning เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนเร่ืองโรคกับสุขภาพ ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนชุมชนบ้าน
น้ำดบิ สำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 ประชากรและกล่มุ ตัวอย่างท่ีใชใ้ นการ
วิจยั ได้แก่ นักเรียนระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรียนชุมชนบา้ นนำ้ ดิบ ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลงั เรียน
วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติในการวเิ คราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ (%) ค่าเฉล่ีย ( X )สรุป
ผลการวิจัย ดังน้ี
ผลการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน กอ่ นเรยี นและหลังการเรียน ของนักเรียนทเ่ี รียน
โดยการปรับประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning วิชาสุขศึกษาพลศึกษาพบว่า
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย
เทา่ กับ 3.18 คิดเป็นร้อยละ 15.91 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นหลงั เรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.55 คดิ เป็นรอ้ ย
ละ 77.73 ซง่ึ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีคา่ เฉลี่ยเท่ากับ 12.36 คดิ เป็นรอ้ ยละ
61.82 ซ่ึงแสดงให้เห็นว่า การใช้กระบวนการการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning สามารถส่งผลให้
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของผู้เรียนสงู ขน้ึ
กิตตกิ รรมประกาศ
การปรับประยุกต์กระบวนการจดั การเรยี นรู้แบบ Active learning เพอ่ื พัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนเรือ่ งโรคกับสุขภาพ ระดับช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 รายวิชาสุขศึกษาและพลศกึ ษา โรงเรียน
ชุมชนบ้านน้ำดิบ สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 ฉบับนี้สำเรจ็ ลุล่วง โดย
ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก ว่าที่ร้อยตรีกิตติพงษ์ ทินแย่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน
ชุมชนบ้านนำ้ ดบิ และนางตวิษา พรรณสุข หวั หน้ากลุม่ วิชาการ ผู้วิจัยขอขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสงู ไว้ ณ
โอกาสนี้
ขอบพระคุณผู้เช่ียวชาญ คือนางตวิษา พรรณสุข หัวหน้ากลุ่มวิชาการ และนายกฤตเมธ
สุธรรม หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ท่ีกรุณาให้คำปรึกษาและคำแนะนำใน
การศกึ ษาค้นคว้าครงั้ นี้จนถูกต้องสมบรู ณ์
ขอบคุณคณะครูและนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนิน
กิจกรรมในครงั้ น้ี
สดุ ท้ายน้ีผวู้ ิจยั หวังเป็นอย่างยิง่ ว่า งานวิจัยชน้ิ นคี้ งจะมีประโยชนใ์ นการศึกษาต่อยอดของ
ผทู้ ส่ี นใจในดา้ นเดียวกันนไี้ ดเ้ ปน็ อย่างในในอนาคต
ณัฐกติ ต์ิ แสงสุวรรณ์
สารบัญ หนา้
บทคัดยอ่ ก
กติ ตกิ รรมประกาศ ข
สารบญั ค
บทท่ี 1 บทนำ 1
1.1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา 1
1.2 วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย 2
1.3 ขอบเขตของการวิจัย 2
1.4 นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ 3
1.5 ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ บั 4
5
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ ง 5
2.1 แนวคดิ ทฤษฎี 10
2.2 งานวิจัยที่เกย่ี วข้อง 12
12
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย 12
3.1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง 13
3.2 เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 15
3.3 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 15
3.4 การจดั กระทำและการวิเคราะหข์ อ้ มูล 16
3.5 สถิติทใี่ ช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู 16
16
บทท่ี 4 ผลการศกึ ษา 16
4.1 สญั ลักษณ์ท่ีใช้ในการเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 17
4.2 การนำเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล 17
4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 18
บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
5.1 สรปุ ผลการศึกษา
5.2 การอภปิ รายผล
สารบัญ(ตอ่ ) 18
19
5.3 ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครั้งตอ่ ไป 20
บรรณานุกรม 21
ภาคผนวก 22
23
ผนวก ก. ตารางวคิ ราะหผ์ ลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ผนวก ข. ภาพการดำเนินการวจิ ัยในช้นั เรียน
ประวัติผู้วจิ ยั
บทที่ 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545
มาตรา 24 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานท่ี
เก่ียวข้องดำเนินการจัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน
โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์
และการประยุกต์ความรู้มาใชเ้ พอ่ื ป้องกันและแกไ้ ข จดั กิจกรรมใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รียนรู้จากประสบการณ์จริง
ฝึกการปฏิบัติให้ ทำได้ คิดเป็น ทำเป็นและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเน่ือง จัดการเรียนการสอนโดย
ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านยิ มที่ดีงามและ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ โดยการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้
และพฒั นาตนเองไดแ้ ละถือวา่ ผู้เรียนมีความสำคัญ ฉะน้นั รูปแบบการจัดการการสอนจงึ ถือวา่ เป็นกญุ แจ
สำคัญเพื่อปลดล็อคให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การจัดการเรียนการสอนใน
ปัจจบุ ันจึงต้องปรบั เปลยี่ นไปจากเดิมทีเ่ น้น “การท่องจำมากกว่าการคิดวเิ คราะห์ การเรียนการสอนทไี่ ม่
สอดคลอ้ งกับสถานการณจ์ ริงเมือ่ ออกไปทำงาน ไม่ได้มกี ารฝกึ ใหผ้ เู้ รียนเรยี นรตู้ ลอดชีวิต และไม่สามารถ
ทำงานเป็นทีมได้” มาเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้
มากข้ึน
Active Learning เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุด
โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการเรียนรู้ในระดับทักษะการคดิ ข้ันสูง อันประกอบด้วย การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์
และการประเมนิ ค่า ซงึ่ ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนเ้ี ปน็ การเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี น
มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ สามารถสร้าง องค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรดู้ ้วยตนเอง อีกทั้ง
เป็นการเสริมสรา้ งความรบั ผิดชอบ การมีวินัยในการทำงานแกผ่ ู้เรียน ซงึ่ สอดคล้องกับการฝึกให้ผู้เรียนมี
คุณลักษณะและทักษะของ 21st Century Skills สำหรับเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ Active
Learning มีหลายรูปแบบ ได้แก่ การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) การเรียนโดยใช้
ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) การเรียนการสอนแบบกลุ่มย่อย (Small Group
Teaching/Learning) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) การใช้กระบวนการกลุ่มเพ่ือ
ร่วมกันวิเคราะห์ (Group Analysis/Learning) ร่วมกันแก้ไขปัญหา (Group Problem-Solving) การ
เรียน เป็ น ที ม (Team-Based Learning) ตลอ ดจน ก ารเรียน รู้จาก ก ารป ฏิ บั ติ (Learning by
Doing/Activities) ฯลฯ
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในหน่วยท่ี 5 เรื่องโรคกับสุขภาพ รายวิชาสุขศึกษาและพล
ศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 ท่ีผ่านมาพบว่า ผู้เรียนขาดความ
สนใจ และความกระตือรือรน้ ในการเรยี น เนือ่ งจาก ครจู ัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นไปในลกั ษณะของการ
บรรยาย และการทำใบงานเปน็ ส่วนใหญ่ ไม่เกดิ ความหมายต่อการเรียนรู้ของผู้เรยี นมากนัก ส่งผลลบต่อ
คุณภาพผู้เรียนโดยรวมในทุกด้าน และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเช้ือไวรัส Covid-19 ทำให้
ครูผู้สอนสังเกตเห็นทักษะและความรู้ทางสุขภาพที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม เช่นความรู้พื้นฐานเก่ยี วกับโรค
อาการ สาเหตุของการเกิดโรค วิธีการป้องกัน วิธีการรักษา วิธีการดูแลตนเองเม่ือเป็นโรค ซึ่งใน
สถานการณ์ปัจจุบันโรคต่างๆมีความรุนแรงมากข้ึน และเกิดโรคอุบัติใหม่เพ่ิมขึ้นเรื่อย ๆ จากปัญหา
ดังกล่าวครูผู้สอนจึงได้เล็งเหน็ ความสำคัญ และมีแนวคิดพัฒนาผเู้ รียนให้มีทักษะและความรู้ทางสุขภาพ
เก่ียวกับโรคท่ีถูกต้องเหมาะสมสอดคล้องกับวิวัฒนาการของโรคในปัจจุบัน นำไปปรับใช้ใน
ชีวติ ประจำวนั ได้เพ่อื การมีสขุ ภาพทีด่ ี โดยพฒั นาผเู้ รียนผ่านกจิ กรรมการเรียนรู้ หนว่ ยการเรยี นรู้เรื่องโรค
กบั สุขภาพ มีการปรับประยกุ ต์กระบวนการสอนแบบ Active learning มาใช้การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา
คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้
เรอ่ื งโรคกับสุขภาพ รายวิชาสขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6โรงเรยี นชุมชนบ้านน้ำดิบ
สำนกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาแมฮ่ อ่ งสอนเขต 2 ในภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในหน่วยการเรียนรู้เรอื่ งโรคกับสุขภาพ วิชาสุขศึกษาและ
พลศึกษา ของผ้เู รียนระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
ขอบเขตการวิจัย
การศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ของ
ผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 เร่ือง โรคกับสุขภาพ โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active
Learning ในครัง้ น้ี ผู้ศึกษาวิจัยได้กำหนดขอบเขตของการศกึ ษาวจิ ยั ดงั น้ี
1. ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ งท่ีใช้ในการวิจยั ได้แก่ ผู้เรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 จำนวน 11 คน
2. ตัวแปรทีใ่ ช้ในการศึกษา ไดแ้ ก่
2.1 ตัวแปรต้น ไดแ้ ก่ การจดั การเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการ Active Learning
2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาสขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
3. เนื้อหาท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ เน้ือหาวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา เร่ือง โรคกับสุขภาพ
4. ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่ ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
1. Active Learning เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ในระดับทักษะการคิดข้ันสูง อันประกอบด้วย การวิเคราะห์ การ
สังเคราะห์ และการประเมินค่า ซ่ึงลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบน้ีเป็นการเปิด
โอกาสให้ผูเ้ รยี นมสี ว่ นร่วมในกระบวนการเรียนรู้ สามารถสรา้ ง องคค์ วามรู้ และจัดระบบการเรียนรู้ดว้ ย
ตนเอง อกี ทง้ั เปน็ การเสรมิ สร้างความรบั ผิดชอบ การมีวนิ ยั ในการทำงานแก่ผู้เรียน ประกอบดว้ ยเทคนิค
ในการจัดการเรยี นรู้ต่างๆ เชน่ การเรยี นแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) การเรยี นโดยใช้ปัญหา
เป็ น ฐ า น (Problem-Based Learning) ก า ร เรี ย น ก า ร ส อ น แ บ บ ก ลุ่ ม ย่ อ ย (Small Group
Teaching/Learning) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) การใช้กระบวนการกลุ่มเพ่ือ
ร่วมกันวิเคราะห์ (Group Analysis/Learning) ร่วมกันแก้ไขปัญหา (Group Problem-Solving) การ
เรียน เป็ น ที ม (Team-Based Learning) ตลอ ดจน ก ารเรียน รู้จาก ก ารป ฏิ บั ติ (Learning by
Doing/Activities)
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนความสามารถของผู้เรียนที่ได้จากแบบ
ทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
4. ผู้เรียน หมายถึง ผ้เู รียนระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 เท่านนั้
6. ประสิทธิภาพการพัฒนา หมายถึง ประสิทธิภาพการพัฒนาครู หมายถึงคะแนนท่ีได้
จากความคิดเห็นของ ผู้เรียนเก่ียวกับการจัดการเรียนการสอนของครูโดยใหผู้เรียนประมาณค่าจาก
แบบสอบถามการจัดการเรยี นการสอนของครู
ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะไดร้ บั
1. ผลสมั ฤทธ์ิทไี่ ด้จากการใช้การพัฒนาทางการเรยี น วิชาสุขศึกษาและพลศกึ ษาโดยการ
จัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแบบ Active Learning กับผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 เป็น
แนวทางในการพฒั นาการเรยี นรู้ของผเู้ รยี นให้มีคณุ ภาพทสี่ งู ข้นึ
2. ผ้เู รยี นมีทกั ษะและความรู้ทางสขุ ภาพที่ถูกตอ้ งในการป้องกันโรค
3. ครูไดม้ ีโอกาสในการพฒั นาคณุ ภาพการจัดการเรยี นร้ใู หม้ ีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึน และ
ผเู้ รียนมสี ่วนรว่ มตอ่ การจัดการเรยี นรเู้ พิ่มขนึ้
บทที่ 2
แนวคดิ ทฤษฎี และผลงานวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง
การปรับประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนเรอ่ื งโรคกบั สุขภาพ ระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 รายวชิ าสขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา โรงเรียน
ชุมชนบ้านน้ำดิบ สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศกึ ษา 2565 ในการวจิ ยั ครั้งน้ี ผ้วู ิจยั ได้ศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกย่ี วขอ้ งดังน้ี
แนวคดิ และทฤษฎีเกี่ยวข้อง
1. แนวคดิ การเรยี นรู้เชงิ รุก(Active Learning)
ไพศาลเครือแสง (2556) ได้กล่าวไว้วา การเรียนรู้เชิงรุก “(Active learning)” เป็นการ
เรียนรู้ที่ผู้เรียน มีส่วนร่วมในการเรียนดําเนินกิจกรรมต่างๆ ในการเรียนให้เกิดการเรียนรู้อยางมี
ความหมายซึ่งเปน็ วิธีการเรียนรู้ในระดับลึกผู้เรียนจะสรา้ งความเข้าใจและค้นหาความหมายของเน้ือหา
สาระโดยเชือ่ มโยงกบั ประสบการณ์เดิมท่ีมีแยกแยะความรูใ้ หมท่ ีไ่ ด้รับกับความรเู้ ก่าทีม่ ีสามารถประเมิน
ตอ่ เติมและสรา้ งแนวคิดของตนเองซึ่งเรียกวามีการเรียนร้เู กิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากวธิ ีการเรียนรู้ในระดับ
ผิวเผิน ซ่ึงเน้นการรับข้อมูล และจดจําข้อมูลเท่านั้นผู้เรียนลักษณะนี้จะเป็นผู้เรียนท่ีเรียนรู้วิธีการเรียน
(Learning how to learn) เป็นผูเ้ รียนทก่ี ระตือรอื รน้ และมีทักษะท่ีสามารถเลอื กรับขอ้ มูลวิเคราะหแ์ ละ
สงั เคราะห์ขอ้ มลู ไดอ้ ยางมีระบบการสรา้ งสภาพแวดล้อมที่เอ้อื ต่อการเรียนรู้เชงิ รุกเป็นกระบวนการนาวธิ ี
ระบบมาพัฒนาการสอนทําให้การเรียนการสอนบรรลุผลอยางมีประสิทธิภาพการสอนเชิงรุกเป็นการ
สอนท่ีมอี งค์ประกอบเกี่ยวขอ้ งสัมพันธ์ กนอย่างเป็นระบบระเบยี บนับต้ังแต่ขอ้ มูลสู่การสอน ผลการสอน
และการวเิ คราะห์ผลเพ่ือย้อนกลบั มา พิจารณาข้อบกพรอ่ ง
2. แนวคิดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
สรุ ชัย ขวัญเมอื ง (2522 อ้างถึงใน นิธดิ า ทองใส, 2553) กล่าวว่าการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียน หมายถึง การตรวจสอบดูว่าผู้เรียนได้บรรลุถึงจุดม่งุ หมายทางการศึกษาตามที่หลักสูตรกาหนดไว้
แล้วเพยี งใดทงั้ น้ี ยกเวน้ ในทางด้านอารมณ์ สงั คมและการปรับตัวนอกจากน้ีแล้วยังหมายรวมไปถึงการ
ประเมินผลความสําเร็จต่าง ๆ ทั้งที่เป็นการวัดโดยใช้แบบทดสอบ แบบให้ปฏิบัติการ และแบบที่ไม่ใช้
แบบทดสอบด้วย อารีย์ วชิรวราการ (2542: 143) กล่าวว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหมายถึงผลทเี่ กดิ ขึ้น
จากการเรียนการสอนการฝึกฝน หรือประสบการณ์ต่างๆที่โรงเรียนที่บ้านและส่ิงแวดล้อมอ่ืนๆ แต่คน
ส่วนมากเข้าใจว่าผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้นจากการเรียนการสอนภายในโรงเรียน และมองในแง่ความรู้
ความสามารถทางสมองเท่าน้นั ในทางที่จริงแล้วความรสู้ ึกค่านิยมจรยิ ธรรมก็เป็นผลจากการฝึกสอนและ
อบรมซึ่งก็นับเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยทั้งนี้การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นวิธีการวัดการ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรมท่ีเกยี่ วขอ้ งกับสมรรถภาพทางสมองและสตปิ ัญญาของนักเรียนภายหลังจากที่ได้
เรยี นไปแลว้ โดยใช้แบบทดสอบ
3. ทฤษฎกี ารเรียนรู้และความจํารู้ “The Cone of Learning”
เปน็ ทฤษฎีการเรียนรู้และความจาํ “Cone of Learning” ของ Edgar Dale นักการศึกษา
ระดับโลก ซ่ึงกล่าวไว้วา่ “มนุษย์จะมีความจาํ คงเหลือมากกว่า 90% ก็ตอ่ เม่ือได้ลงมือปฏิบัติหรือสัมผัส
จริงในสิ่ง น้ันๆ” (อ้างจาก https://parnward8info.wordpress.com) จากรูปภาพที่1.1 จะเห็นได้วา่
กรวยแห่งการเรียนรู้ นี้ได้แบ่งเป็น 2กระบวนการ ดังนี้ 1. กระบวนการเรียนรู้Passive Learning คือ
กระบวนการเรียนร้โู ดยการอ่านท่องจําผู้เรยี นจะจําได้ในส่ิงท่ีเรียนได้เพียง 10% การเรียนรู้โดยการฟัง
บรรยายเพียงอยางเดียวโดยที่ ไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมใน การเรียนรู้ด้วยกิจกรรมอ่ืน ในขณะที่ผู้สอน
สอนเม่ือเวลาผานไปผู้เรียนจะจําได้เพียง 20% ในการเรียนการ สอนที่ผู้เรียนมีโอกาสได้เห็น
ภาพประกอบดว้ ยก็จะทําให้ผลการเรียนรู้คงอยไู่ ด้เพิ่มข้ึนเป็น 30% และกระบวนการเรียนรทู้ ี่ผู้สอนจัด
ประสบการณ์ให้กับผู้เรียนเพิ่มขึ้นเป็น 50% เช่น การให้ดูภาพยนตร์การ สาธิต จัดนทิ รรศการและการ
ไปศึกษาดูงาน เป็นต้น 2. การบวนการเรียนรู้Active Learning คือการให้ผู้เรียนมีบทบาทในการ
แสวงหาความรู้และเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์จนเกิดความรู้ความเข้าใจ นําไปประยุกต์ใช้สามารถ
วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า หรือสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ๆ และพัฒนาตนเองเต็มความสามารถ รวมถึง
การจดั ประสบการณ์การเรียนร้ใู ห้ 6. ผเู้ รียนไดม้ ีโอกาสร่วมอภปิ รายให้มโี อกาสฝึกทักษะการสือ่ สารทํา
ใหผ้ ลการเรียนรเู้ พ่ิมขึ้น 70% การ นําเสนองานทางวิชาการเรียนรู้ในสถานการณ์จําลองรวมทั้งมกี ารฝึก
ปฏบิ ัตใิ นสภาพจรงิ มกี ารเชอ่ื มโยง กับสถานการณ์ต่างๆจะทําใหผ้ ลการเรียนรู้เกิดขึน้ ถึง 90%
4. แนวคิดพฤติกรรมการเรยี นรู้เพยี เจต์ (มปป. อ้างถงึ ใน สมชาย รตั นทองคํา, 2556) ได้
ศกึ ษาเก่ียวกับเรอื่ ง "คนเราคิดได้อย่างไร"เรียนรู้ท่ีจะคดิ แกปัญหาได้อย่างไร ซ่ึงพบว่าผู้เรียนจะสามารถ
เรียนรู้ได้เม่ือเผชิญปัญหาหรือประสบการณ์ ตรงที่ตนเองเกี่ยวข้อง และประสบการณ์ของผู้เรียนอย่าง
หลากหลายจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนมีพัฒนาการ ทางสติปัญญาเพิ่มมากขึ้นการเรียนรู้โดยการเผชิญ
ประสบการณ์หมายถึงผู้เรียนจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงเร้าและส่ิงแวดล้อมซ่ึงอาจจะเป็นวัตถุส่ิงของ
ปรากฏการณ์หรือปัญหาต่างๆแล้วสามารถใช้ความคิดและประสบการณ์เดิมของตนเองจัดกระทํา
แก้ปัญหาเหล่าน้ันได้ โสภา ชูพิกุลชัย (2528 : 111) ได้กล่าวไว้ว่าพฤติกรรมการเรียนหมายถึง การ
กระทํา หรอื กิจกรรม ที่นักเรียนแสดงออกในด้านการเรียน การตอบสนองหรือปฏิกริ ิยาท่นี ักเรยี นมีต่อ
ประสบการณ์ ส่ิงแวดล้อม ในขณะท่ีเรียนด้วย ดังนั้นพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนน้ันขึ้นอยู่กับ
ประสบการณ์ของนกั เรียนเป็นสําคัญ
5.จดั การเรยี นรูแ้ บบ Active Learning
Active Learning เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุด
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงการเรียนรใู้ นระดับทกั ษะการคิดข้ันสูง อนั ประกอบด้วย การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์
และการประเมินคา่ ซงึ่ ลกั ษณะสำคัญของการจดั การเรียนการสอนรปู แบบนีเ้ ปน็ การเปดิ โอกาสให้ผ้เู รียน
มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ สามารถสร้าง องค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรดู้ ้วยตนเอง อีกทั้ง
เปน็ การเสรมิ สรา้ งความรบั ผดิ ชอบ การมวี นิ ัยในการทำงานแก่ผเู้ รียน
Active Learning คือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำาและได้ใช้
กระบวนการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป (Bonwell, 1991) , เป็นการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้
ภายใต้สมมติฐานพื้นฐาน 2 ประการ คอื 1) การเรียนรู้เป็นความพยายามโดยธรรมชาติของ มนุษยแ์ ละ
2) แต่ละบุคคลมีแนวทางในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน (Meyers and Jones, 1993) , เป็นกระบวนการท่ี
ผู้เรียนจะถูกเปล่ียนบทบาทจากผู้รับความรู้ (receive) ไปสู่การมีส่วนร่วมใน การสร้างความรู้ (co-
creators) (Fedler and Brent, 1996)
Active Learning หมายถึง การเรียนรู้เชิงรุก เป็นการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน
หรือดำาเนินกิจกรรมต่างๆ ในการเรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย เป็นวิธีการเรยี นรู้ ในระดับ
ลึก ผเู้ รียนจะสรา้ งความเข้าใจและค้นหาความหมายของเน้ือหาสาระโดยเช่ือมโยงกับ ประสบการณ์เดิม
ที่มีอยู่สามารถบูรณาการความรู้ใหม่ที่ได้รับกับความรู้เก่าที่มี สามารถประเมิน ต่อเติมและสร้างเป็น
แนวคิดของตนเอง ซ่ึงแตกต่างจากวิธีการเรียนรู้ในระดับผิวเผิน ซึ่งเน้นการรับข้อมูลและจดจำข้อมูล
เท่าน้ัน ผู้เรียนลักษณะนี้จะเป็นผู้เรียนที่เรียนรู้วิธีการเรียน (Learning How to Learn) เป็นผู้เรียนท่ี
กระตือรือร้นและ มีทักษะท่ีสามารถเลือกรับ ข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีระบบ
(Suwannatthachote, 2555)
Active Learning เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสร้างสรรค์ทางปัญญา
(Constructivism) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนสามารถ เชื่อมโยง
ความรู้หรือสรา้ งความรู้ให้เกดิ ขน้ึ ในตนเอง ด้วยการลงมือปฏบิ ัตจิ ริงผา่ นสื่อหรอื กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมี
ผสู้ อนเป็นผู้แนะนำกระตุน้ หรืออำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้นโดยกระบวนการคิดข้ัน
สูง กล่าวคือ ผู้เรียนมีการวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่าจากส่ิงที่ได้รับจากกิจกรรมการ
เรียนรทู้ ำให้การเรียนรเู้ ป็นไป อยา่ งมคี วามหมายและนำไปใช้ในสถานการณอ์ ืน่ ๆ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
(สถาพร พฤฑฒกิ ลุ , 2555) Active Learning เป็นการจดั การเรียนการสอนแบบเนน้ พัฒนากระบวนการ
เรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและเช่ือมโยงองค์ความรู้น าไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือ
ประกอบอาชีพในอนาคต หลักการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning คือ การนำเอา วิธีการ
สอน เทคนิคการสอนที่หลากหลายมาใช้ออกแบบแผนการสอนและกิจกรรมกระตุ้นให้ ผู้เรยี นมสี ่วนรว่ ม
ในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้เรียนกับผู้สอน Active Learning จึงถือ
เป็นการจัดการเรียนการสอนประเภทหนึ่งท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนมี คุณลักษณะสอดคล้องกับการ
เปล่ียนแปลงในยคุ ปจั จุบัน อกี ทัง้ ยังช่วยส่งเสรมิ student engagement , enhance relevance, and
improve motivation ของผูเ้ รยี น (มหาวิทยาลัย ศรปี ทมุ , 2559)
6.กิจกรรมเพือ่ ส่งเสรมิ Active Learning
1. Active Reading
เป็นวิธีท่ีให้แต่ละคนอ่านบทความแล้วแลกเปล่ียนความคิดเก่ียวกับส่ิงที่ได้อ่านกับเพ่ือน
นำมาเขียนแผนผังมโนทัศน์ (Concept Map) ลงในกระดาษโปสเตอร์เพ่ือท้ากิจกรรม Walk Gallery
ตอ่ ไป
2. Brainstorming
กำหนดหัวข้อและเวลา จากนนั้ แบง่ กลุ่มผู้เรยี นรว่ มกันอภิปรายเพ่ือหาข้อสรปุ ของกลุ่ม แล้ว
ทุกคนนำเสนอแนวคิดของตนและบันทึกทกุ แนวคิดท่ีมผี ู้นำเสนอ
3. Agree & Disagree Statement
ผสู้ อนตง้ั คำถาม โดยมีตัวเลือกให้ผู้เรียนวา่ เห็นด้วยหรอื ไม่ อย่างไร เช่น อาจใช้ไมป้ ิงปองท่ีมี
สี 2 ด้านต่างกันเป็นอุปกรณ์ช่วยตอบ แล้วเลือกผู้ตอบในแต่ละกลุ่มให้อธิบาย หลังจากน้ันจึงอภิปราย
แลกเปลยี่ นเรยี นร้รู ่วมกนั ทั้งช้นั เรยี น
4. Carousel
กำหนดหัวเร่ือง แล้วแบ่งเป็นหัวข้อย่อยท่ีเก่ียวข้องสัมพันธ์กัน แบ่งกลุ่มผู้เรียนให้ได้จำนวน
กลุ่มเท่ากับจำนวนหัวข้อย่อย จากนั้นเขียนหัวข้อย่อยๆ ลงบนกระดาษโปสเตอร์แล้วติดไว้รอบๆ ห้อง
แต่ละกลุ่มระดมความคิดและเขียนลงในกระดาษโปสเตอร์เม่ือครบ 2-3 นาทีเปล่ียนไประดมความคิด
หน้าโปสเตอร์ถัดไป โดยอ่านแนวคิดของกลุ่มก่อนหน้า ถ้าเห็นด้วยให้ใส่เครื่องหมายถูกและเพิ่มส่ิงท่ี
คิดเหน็ แตกตา่ ง จากน้ันสรปุ สง่ิ ที่ไดเ้ รียนรูร้ ่วมกัน
5. Concept Map
ลักษณะคล้ายการเขียน Mind Map แต่การเขียนแผนผังมโนทัศน์จะแสดงแนวคิดและใช้
คำเชอ่ื มโยงระหวา่ งแนวคิด
6. Gallery Walk
กำหนดหวั ข้อเร่อื ง เขียนแนวคดิ วิธกี าร ลงบนกระดาษโปสเตอร์แล้วติดไวร้ อบๆ ห้อง เพื่อให้
แลกเปลี่ยนเรยี นรูร้ ะหวา่ งการเดนิ ชมผลงาน
7. Jigsaw
ผู้สอนเลือกเนื้อหาที่แบง่ เป็นสว่ นๆ 3-4 ชิ้น แบ่งผู้เรียนเปน็ กลุ่มๆ โดยมีสมาชิกในกลุ่มเท่าๆ
กันกับเนอ้ื หา (Home group) สมาชิกแต่ละคนเลือกเนือ้ หาท่ีตนสนใจแล้วไปร่วมกับสมาชิกจากกลุ่มอื่น
(Expert group) เพื่อศึกษา ท้าความเข้าใจหรอื หาคำตอบร่วมกันในกลุ่ม จากน้ันกลับไปสอนท่ีกลุ่มเดิม
ของตนจนครบถ้วน
8. Problem/Project-based Learning หรอื Case Study
ใช้เร่ืองจริงหรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน บ้าน โรงเรียน หรือที่เกิดขึ้นกับบุคคลใด
บุคคลหนง่ึ เพือ่ ใหน้ ักเรียนคิดวิเคราะห์และหาทางแกป้ ญั หาท่ีเกดิ ขน้ึ โดยการบรู ณาการความรทู้ ไี่ ดเ้ รยี น
กับประสบการณต์ รงหรอื สืบเสาะหาความรู้เพม่ิ เตมิ
9. Role Playing
การแสดงบทบาทสมมุติเป็นวิธีการสอนที่ให้ผู้เรียนไดฝ้ ึกการแสดงออกตามสถานการณ์ที่
กำหนดให้เพ่ือเป็นประสบการณ์ที่จะน้าไปแก้ไขปัญหาและสถานการณ์จริงในชีวิต ผู้เรียนได้เรียนรู้การ
แสดงออก ฝึกวางแผนการทา้ งานร่วมกนั เข้าใจความร้สู กึ และพฤตกิ รรมทงั้ ของตนเองและของผูอ้ ่ืน เช่น
การทำกิจกรรม “คกุ๊ ก้ีคาเฟ่” ผู้สอนจะกำหนดบทบาทแล้วเขียนไว้ในกระดาษ ให้ผูเ้ รียน 6 คน จับฉลาก
เลือกว่าจะแสดงบทบาทใด โดยไม่ให้ปรึกษากัน แล้วให้แสดงบทบาทสมมติตามบทบาทท่ีตนเองได้รับ
หลังจากนั้นจะตั้งคำถามและให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นว่า ผู้แสดงแต่ละคนทำหน้าที่อะไร และทำ
หนา้ ท่ีนนั้ ได้ดหี รือไม่ มจี ดุ ใดต้องแก้ไขหรอื ปรับปรงุ เป็นต้น
10. Think – Pair – Share
ผู้สอนเป็นผู้ตั้งคำถามให้ผู้เรียนคิดหาคำตอบด้วยตนเอง หลังจากนั้นจึงอภิปราย
แลกเปล่ยี นความคิดเหน็ กันกับเพือ่ นในชนั้ เรียน
11. Predict – Observe – Explain
จำลองสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกบั เร่ืองท่ีจะเรียนรู้ โดยผู้เรียนเขยี นทำนายส่ิงที่น่าจะเกิดข้ึน
สังเกตและบันทกึ ผล อธบิ ายสิ่งทส่ี ังเกตได้อาจทำการทดลอง สำรวจหรือค้นควา้ เพ่มิ เติมได้ และนำเสนอ
ผลงานกลุ่มหนา้ ชั้นเรยี น เปน็ ตน้
12. Clarification Pause
เม่ืออธิบายถึงประเดน็ ทีส่ ำคัญ ผูส้ อนควรใหเ้ วลาผเู้ รยี นตกผลึกความคิด และเปดิ โอกาสให้
ผเู้ รยี นซักถามหากต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม (ผู้สอนควรจะเดินไปรอบ ๆ ห้อง เพราะผเู้ รียนมักไม่กล้า
ถามหน้าช้นั เรยี น)
13. Card Sorts
ผู้สอนจัดเตรยี มบัตรคำ/บัตรภาพไว้ใหผ้ ู้เรียนจัดกลุ่มบตั รภาพนั้นๆ และตอ้ งอธบิ ายเกณฑ์
ทใ่ี ช้จัดกลมุ่ ให้เพอื่ นและผสู้ อนฟัง และอภิปรายรว่ มกันในชั้นเรียน
14. Chain Note
ผู้สอนเตรียมคำถาม/ข้อความที่เก่ียวข้องกับเน้ือหาที่ต้องการไว้ โดยอาจพิมพ์ลงบน
กระดาษ A4 แล้วให้ผู้เรียนแต่ละคนตอบคำถามหรือข้อความนั้นๆ เพียง 1-2 ประโยค จากน้ันส่งต่อ
กระดาษแผนนัน้ ใหเ้ พื่อนท่ีนัง่ ถดั ไปเพ่ือชว่ ยกนั ตอบคำถามนัน้ ใหส้ มบูรณ์ยิง่ ขึ้น สามารถใช้กอ่ นเรียนหรือ
หลังเรยี นไดแ้ ละควรส่งกระดาษแผ่นนั้นกลับในทิศทางเดิม เพื่อให้ผทู้ ี่เขยี นก่อนไดอ้ ่านความเห็นท้ังหมด
ด้วย
15. Team - pair - solo
เทคนิคการทำเป็นกลุ่ม ทำเป็นคู่ และทำคนเดียว เป็นเทคนิคทีผ่ ู้สอนกำหนดปัญหาหรือ
งานให้แล้วนักเรียนทำงานร่วมกันท้ังกลุ่มจนงานสำเร็จ จากนั้นจะแยกทำงานเป็นคู่จนงาน
สำเร็จ สดุ ท้ายผูเ้ รียนแต่ละคนแยกมาทำเองจนสำเรจ็ ไดด้ ว้ ยตนเอง
16. Students’ Reflection
เป็นการให้ผู้เรียนได้สะท้อนความคิด อาจจะให้ผู้เรียนสรุปส่ิงที่ได้เรียนรู้ในคาบเรียน
เสนอแนะเกยี่ วกับการเรียน ถามคำถามที่ยงั สงสัย หรือใหผ้ ู้เรียนค้นคว้าเพมิ่ เติมเกย่ี วกบั สงิ่ ท่ีเรยี น เช่น
- Know – Want – Learned เม่ือเร่ิมต้นบทเรียน ให้ผู้เรียนเขียนสิ่งท่ีรู้และส่ิงท่ีอยากรู้
เกย่ี วกบั เนอ้ื หาทีจ่ ะเรยี น เม่ือจบบทเรียน ให้ผ้เู รยี นเขยี นสรปุ สิ่งท่ีไดเ้ รยี นรู้
- Got – Need และ Exit Ticket เมื่อจบบทเรียน ให้ผู้เรียนเขียนส่ิงที่ได้เรียนรู้อาจเป็นการ
สรุปร่วมกันหน้าชัน้ เรยี น และวางแผนกิจกรรมการเรียนจากสิง่ ท่ีอยากรเู้ พ่มิ เติม
- Diary/ Journal Note เขียนสรปุ สิ่งท่ีไดเ้ รยี นรู้ คำถามทย่ี ังสงสยั และความรู้ ความในใจ
งานวิจยั ทเี่ ก่ียวข้อง
ศิริมา วงษ์สกุลดี, พรรณทิพา พรหมรกั ษ์และเวชฤทธิ์อังกนะภัทรขจร (2558) ได้ศึกษาเร่ือง
ผลการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ด้วยการเรียนรเู้ ชงิ รกุ ทมี่ ตี อ่ ความสามารถในการแกปญั หาและ
การให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์เรื่องสถิติของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่3 ผลการวิจัยพบว่า
ความสามารถในการ แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 หลังได้รับการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยการเรียนรเู้ ชิงรุก เรือ่ งสถติ ิสูงกวาเกณฑ์ร้อยละ 70 อยา่ งมีนัยสาํ คัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .05 ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ที่3
หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ด้วยการเรยี นรู้เชิงรุก เรอื่ งสถติ สิ ูงกวาเกณฑ์ร้อยละ ่70
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ่ ระดับ .05 ศิริรัชส์ อินสุข, อภิชาติ อัจฉริยศักดิ์ชัยและรณภพ อ้ิมทับ
(2559) ได้ศึกษาเร่ืองการจัดการเรียนการ สอนแบบเชิงรุกรายวิชาชีวเคมีตามกรอบมาตรฐานผลการ
เรียนรู้ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติวิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี พุทธชินราช ผลการวิจัยพบว่า
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาชีวเคมีภาคทฤษฎีของบัณฑิต พยาบาลศาสตร์บัณฑิต ช้ันปีที่ 1 พบว่า
ผลการเรียนรรู้ ายวิชาชวี เคมตี ามมาตรฐานผลการเรียนรู้ ระดับอดุ มศึกษาพบว่าภาพรวมท้ังหมด 5 ดา้ น
ตามกรอบมาตรฐานคณุ วฒุ ริ ะดับอุดมศึกษาแหง่ ชาตริ ะดบั ปรญิ ญาตรี อยู่ในระดับสงู ขน้ึ อย่างมีนยั สาํ คัญ
ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05
บทท่ี 3
วิธีดำเนินการวจิ ยั
การปรับประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เพ่ือพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเรอื่ งโรคกบั สุขภาพ ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 รายวชิ าสุขศึกษาและพลศึกษา
โรงเรียนชมุ ชนบ้านน้ำดิบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 ศึกษาผู้วจิ ัยได้
เสนอตามลำดบั ดงั น้ี
1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
2. เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
4. การวิเคราะหข์ ้อมลู
5. สถติ ิทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู
ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ งท่ีใช้ในการวิจยั ได้แก่ นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียน
ชมุ ชนบ้านนำ้ ดิบ ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 จำนวน 11 คน
เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
1. ประเภทของเคร่อื งมือ
1.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1.2 แบบทดสอบกอ่ นเรียน และหลังเรียน
1.3 แบบสอบถามความพงึ พอใจของผู้เรยี น
2. วธิ กี ารสร้างเครื่องมอื
2.1 สร้างแผนการจัดการเรยี นรู้ เร่ือง โรคกับสขุ ภาพ ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี
6 โรงเรียนชุมชนบา้ นนำ้ ดิบ โดยปรบั ประยุกตก์ ระบวนการจดั การเรียนรู้แบบ Active Learning ในการ
จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
2.1.1 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เร่ืองโรคกับสุขภาพ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษา
ปที ่ี 6
2.1.2 นำแผนการจดั การเรยี นรู้ผา่ นการวิเคราะห์แผนด้วยกระบวนการ PLC
2.1.3 ปรบั แผนการจดั การเรยี นรู้ตามกระบวนการ PLC
2.2 แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง โรคกับ
สขุ ภาพ ซึ่งเปน็ แบบทดสอบแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลอื ก จำนวน 20 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน (คะแนนเต็ม
20 คะแนน) คะแนน หาคา่ โดยใช้สถติ ิค่ารอ้ ยละ
ข้นั ตอนการสร้างเครือ่ งมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู แบบทดสอบก่อนเรียน และ
หลังเรยี น วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา เร่ือง โรคกับสุขภาพ เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จำนวน 20 ขอ้ ซ่งึ มีข้ันตอนการสร้างดังน้ี
2.2.1 กำหนดจุดมงุ่ หมายในการสร้างแบบทดสอบ
2.2.2 ศึกษาจดุ มุ่งหมาย เนอ้ื หา วชิ า ตามหลักสูตร
2.2.3 ศกึ ษาการสรา้ งแบบทดสอบ จากเอกสารเกย่ี วกับการวดั และประเมนิ ผล
2.2.4 วเิ คราะห์ความสัมพันธ์ระหวา่ งเน้อื หา และจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.2.5 กำหนดจำนวนขอ้ สอบท่ใี ห้สอดคล้องกับจดุ ประสงคก์ ารเรียนรแู้ ละเน้ือหา
2.2.6 พิจารณาแบบทดสอบท่ีวัดครอบคลุมกบั เนื้อหาตามช่ือเรือ่ งและข้อสอบข้อ
นัน้ วดั ได้ตรงตามจุดประสงค์การเรยี นรู้ จำนวน 20 ขอ้
การเกบ็ รวมรวมข้อมลู
ผู้วิจัยได้เก็บรวมรวมข้อมูลการปรับประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active
learning เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ืองโรคกับสุขภาพ ระดับช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชา
สุขศึกษาและพลศกึ ษา โรงเรียนชมุ ชนบ้านน้ำดิบ สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน
เขต 2 ดังนี้
1. ช้ีแจงเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรมที่จะใช้ในการจัดการ
เรียนรู้ พร้อมแจ้งวตั ถุประสงค์
2. ใหน้ ักเรยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
3. สอนโดยใชก้ ระบวนการการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เร่อื งโรคกบั สุขภาพ
4. ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นและเพ่ิมเติมส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญพร้อม
ร่วมกนั สรุปสาระสำคญั ในการเรียนรรู้ ่วมกัน
4. นักเรียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
การจัดกระทำและการวิเคราะหข์ ้อมูล
ผู้วจิ ัยไดจ้ ัดกระทำและวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทไี่ ด้จากการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ดงั น้ี
1. การจัดกระทำขอ้ มูล
1.1 นำแบบแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียนมารวบรวมเพ่อื สรปุ ผล
1.2 นำแบบสอบถามท่ีคืนมาท้ังหมด มาแยกกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสอบถาม
การศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรยี นท่มี ตี ่อการจัดการเรยี นการสอนของครูผ้สู อน
1.3 นำแบบสอบถามตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบ หากปรากฏว่าข้อมูลส่วน
หน่ึงส่วนใดไม่ครบ จงใจตอบข้อหน่งึ ข้อใด หรือตอบอยา่ งไมต่ ้งั ใจ ถอื ว่าขอ้ มูลน้นั ไมส่ มบูรณ์ ให้คัดออก
2. การวเิ คราะห์ข้อมลู
แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน นำมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน
เรียนและหลงั เรียน โดยนำแบบทดสอบมาตรวจนับคะแนนหาคา่ รอ้ ยละ (%) และค่าเฉลย่ี ( X )
สถิติทใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. ค่าร้อยละ (%)
2. ค่าเฉลยี่ เลขคณิต ( X ) (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 98, 105)
สูตร X = X หรือ X = fX
NN
เมอื่ X แทน ค่าเฉลี่ยเลขคณติ
X แทน คะแนนแตล่ ะตวั
f แทน ความถ่ี
N แทน จำนวนคนหรือจำนวนความถท่ี ง้ั หมด
แทน ผลรวม
N แทน จำนวนคนหรือจำนวนความถท่ี ั้งหมด
แทน ผลรวม
บทท่ี 4
ผลการการศกึ ษา
การปรับประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนเรอื่ งโรคกับสุขภาพ ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 รายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียน
ชุมชนบ้านน้ำดิบ สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 ผู้วิจัยได้เสนอผลการ
วเิ คราะหข์ ้อมูลตามลำดับ ดงั นี้
1. สญั ลกั ษณ์ทีใ่ ช้ในการเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
2. การนำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล
3. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
สญั ลกั ษณ์ที่ใชใ้ นการเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
% แทน ค่ารอ้ ยละ
X แทน คา่ เฉล่ยี
S.D. แทน สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
การนำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
ผวู้ จิ ยั ได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ดังนี้
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ นและหลังการโดยใช้รูปแบบการจดั การเรยี นรู้ด้วย
กระบวนการ Active Learning
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
การปรับประยกุ ต์กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนเร่อื งโรคกับสุขภาพ ระดับชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาสุขศกึ ษาและพลศึกษา โรงเรียน
ชมุ ชนบ้านน้ำดิบ สำนักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษาแมฮ่ ่องสอนเขต 2 ผู้วจิ ัยวิเคราะห์ขอ้ มูล ได้
ดงั น้ี
1. ผลการเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ก่อนเรยี นและหลังการเรยี น ของนักเรยี นที่
เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา
เรอื่ งโรคกับสขุ ภาพ
ตารางที่ 1
ตารางท่ี 4.1 แสดงผลคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียน ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียน
ชมุ ชนบา้ นนำ้ ดิบ โดยใชเ้ ทคนคิ การจดั การเรียนรู้ Active Learning ผ่านกจิ กรรม PLC
ลำดบั กำรประเมนิ ผล (เต็ม 20 คะแนน) กำรพัฒนำผลกำรเรียน
ก่อนเรียน
ร้อยละ(%) หลังเรียน ร้อยละ(%) คะแนน ร้อยละ(%)
15 85.00
25 25 17 85.00 12 60.00
32 65.00
42 25 17 65.00 12 60.00
52 70.00
63 10 13 75.00 11 55.00
75 90.00
82 10 13 70.00 11 55.00
94 90.00
10 2 10 14 80.00 12 60.00
11 3 80.00
X 3.18 15 15 77.73 12 60.00
25 18 13 65.00
10 14 12 60.00
20 18 14 70.00
10 16 14 70.00
15 16 13 65.00
15.91 15.55 12.36 61.82
จากตารางท่ี 1 พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ มี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.18 คิดเป็นร้อยละ 15.91 ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นหลังเรียนมคี ่าเฉล่ียเทา่ กับ 15.55 คดิ เป็นร้อยละ 77.73 ซึง่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นหลังเรียนสูง
กว่ากอ่ นเรียน มีค่าเฉล่ียเทา่ กับ 12.36 คดิ เปน็ รอ้ ยละ 61.82 ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นวา่ การใช้กระบวนการการ
จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning สามารถสง่ ผลใหผ้ ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของผเู้ รียนสงู ข้ึน
บทท่ี 5
สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
การปรับประยกุ ต์กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนเรื่องโรคกับสุขภาพ ระดับช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาสุขศกึ ษาและพลศึกษา โรงเรียน
ชุมชนบ้านน้ำดิบ สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 ผา่ นกระบวนการ PLC
ผู้วิจยั ไดส้ รปุ ผล ดังนี้
1. สรปุ ผล
2. อภิปรายผล
3. ข้อเสนอแนะ
สรุปผลการศึกษา
การปรับประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นเรือ่ งโรคกับสุขภาพของผูเ้ รียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 รายวชิ าสุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียน
ชมุ ชนบ้านน้ำดิบ สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 ผา่ นกระบวนการ PLC
สรุปผลการวจิ ัย พบวา่
ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังการเรียน ของนักเรียนท่ี
เรียนโดยใชร้ ปู แบบการจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยกระบวนการ Active Learning วชิ าสุขศกึ ษาและพลศึกษา
พบว่านกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.18 คิดเป็นร้อยละ 15.91 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 15.55 คิดเป็นร้อยละ 77.73 ซึ่งผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรยี น มีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 12.36 คิดเป็นร้อยละ 61.82 ซ่ึงแสดงให้เห็นว่า การใช้กระบวนการการจัดการเรียนรู้แบบ
Active Learning สามารถส่งผลใหผ้ ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของผเู้ รยี นสูงขนึ้
การอภิปรายผล
จากผลการวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โรคกับสุขภาพ ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรยี นรู้ Active Learning ผ่าน
กระบวนการ PLC พบว่านกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นชุมชนบา้ นน้ำดบิ มีผลสมั ฤทธิท์ างการ
เรียนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.18 คิดเป็นร้อยละ 15.91 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนมี
คา่ เฉล่ียเท่ากับ 15.55 คิดเป็นรอ้ ยละ 77.73 ซงึ่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียน มี
ค่าเฉล่ียเท่ากับ 12.36 คิดเป็นร้อยละ 61.82 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้กระบวนการการจัดการเรียนรู้
แบบ Active Learning สามารถส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของผู้เรียนสูงข้ึน ซ่ึงสอดคล้องกับการ
วิจัยของชรินทร ชะเอม. (2561) ได้ศึกษา การใช้รูปแบบการสอน Active Learning เพ่ือพัฒนา
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาการบัญชีบริหาร สำหรับผู้เรียนระดับ ปวส. 2 สาขาการบัญชี ผลการวิจัย
พบวา่ ผ้เู รียนมีคะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นหลงั เรียน สูงกว่ากอ่ นเรียน
ข้อเสนอแนะในการวิจัยคร้งั ตอ่ ไป
1. ควรควรศึกษา วิเคราะห์ วิจัยสภาพและปัญหาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active
Learning) ของรายวชิ าสขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
2. ควรศึกษา วเิ คราะห์ วิจัย แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
ของรายวิชาสุขศกึ ษาและพลศึกษา
3. ควรศึกษา วิเคราะห์ วิจัยความต้องการของครูผูส้ อนและบุคลากรทางการศึกษาในการ
พฒั นาการจดั การเรยี นรู้เชิงรุก (Active Learning
บรรณานกุ รม
กรมอนามยั . กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คมู่ อื มาตรการและแนวทางในการดแู ลดา้ นอนามัย
สิ่งแวดลอ้ มในสถานการณก์ ารระบาดของโรคตดิ เชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19).
สืบคน้ เมือ่ 17 ตุลาคม 2564, เขา้ ถงึ ได้จาก https://www.hatyaidho.com/web/?p=1480.
จุฑามาศ เพิ่มพูนเจริญยศ. (2561). “การพัฒนาการจัดการเรยี นร้เู ชิงรุกผา่ นห้องเรยี นอัจฉริยะสำหรับ
นักเรียนระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรยี นอนบุ าลไทรโยค.” สารนิพนธห์ ลกั สตู ร
วทิ ยาศาสตรม์ หาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
มหาวทิ ยาลยั ศรปี ทุม.
ชรนิ ทร ชะเอมเทส. (2561). “การใช้รปู แบบการสอน Active Learning เพอ่ื พฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการ
เรียน วชิ าการบัญชีบรหิ าร สำหรบั ผ้เู รียนระดับ ปวส. 2 สาขาการบัญชี.” กรงุ เทพฯ: วิทยาลยั
อาชีวศกึ ษาสนั ติราษฎรใ์ นพระอุปถมั ภ์ฯ
ยภุ าลัย มะลซิ ้อน และกาญจน์เรอื งมนตรี. (2563). การพัฒนาสมรรถนะครดู ้านการจัดการเรยี นรู้
เชงิ รกุ ในสถานศึกษา สังกดั สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 2.
วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์7, 8 (สงิ หาคม): 231 – 243.
ชมพูนชุ อินทศรี, ภคั จิรา สาระวงษ์, อโนทัย ผลติ นนท์เกยี นติ และดวงใจ เอีย่ มจอ้ ย. (2560, มกราคม-
มถิ ุนายน). ปจั จยั ท่มี ีความสัมพันธก์ ับการป้องกนั โรคไข้เลือดออกของประชาชนในชมุ ชน บา้ น
คลองบางนาตำบลศรี ษะจรเขน้ ้อย อำเภอบางเสาธง จงั หวดั สมุทรปราการ. วารสาร วทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี, 3(1), 43-51.
มหาวทิ ยาลัยทักษิณ คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร.์ (2561). แนวปฏิบัติท่ีดกี ารเรยี นการสอน
เชิงรกุ (Active Learning. ม.ป.ท.
รศั มี ศรีนนท.์ (2561). “การจัดการเรยี นรูเ้ ชิงรุกในยุคไทยแลนด์ 4.0.” วารสารการบรหิ าร
การศึกษา มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร 9, 2 (ตุลาคม – ธันวาคม): 331 – 343.
วารินทพ์ ร ฟนั เฟ่อื งฟู. (2562). “การจดั การเรยี นรู้ Active Learning ให้สำเรจ็ .” วารสารวไลยลง กรณ์
ปริทศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์) 9, 1 (มกราคม - เมษายน): 135 – 145.
ภาคผนวก ก
ตารางวคิ ราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ตารางวคิ ราะห์ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
ลำดบั ก่อนเรียน กำรประเมนิ ผล (เตม็ 20 คะแนน) กำรพฒั นำผลกำรเรียน
15
25 ร้อยละ(%) หลังเรียน ร้อยละ(%) คะแนน ร้อยละ(%)
32 85.00
42 25 17 85.00 12 60.00
52 65.00
63 25 17 65.00 12 60.00
75 70.00
82 10 13 75.00 11 55.00
94 90.00
10 2 10 13 70.00 11 55.00
11 3 90.00
X 3.18 10 14 80.00 12 60.00
80.00
15 15 77.73 12 60.00
25 18 13 65.00
10 14 12 60.00
20 18 14 70.00
10 16 14 70.00
15 16 13 65.00
15.91 15.55 12.36 61.82
ภาคผนวก ข
ภาพการดำเนนิ การวจิ ัยในชั้นเรยี น
ภาพท่ี 1 ผู้เรยี นศกึ ษากรณีตัวอย่างจากคลิปที่ครจู ัดหา (Case Study)
ภาพท่ี 2 ผู้สอนกำหนดหัวข้อและเวลา จากนัน้ แบง่ กลมุ่ ผู้เรยี นรว่ มกันอภปิ รายเพ่อื หาขอ้ สรปุ ของกล่มุ
แล้ว ทุกคนนำเสนอแนวคดิ ของตนและบันทึกทกุ แนวคดิ ทม่ี ีผู้นำเสนอ (Brainstorming)
ภาพที่ 3 เขยี นสรปุ ส่ิงทไ่ี ด้เรยี นรู้ คำถามท่ยี ังสงสัย และความรู้ ความในใจ (Diary/ Journal Note)
ภาพที่ 4 ผ้เู รยี นคิดวเิ คราะห์และหาทางแกป้ ัญหาที่เกดิ ข้นึ โดยการบรู ณาการความรทู้ ่ไี ด้เรยี น กบั การสบื
เสาะหาความรู้เพิม่ เตมิ (Project-based Learning)
ชือ่ -สกลุ ประวัติผู้วจิ ยั
วัน เดือน ปีเกิด นางสาวณฐั กิตติ์ แสงสุวรรณ์
ภูมลิ ำเนา วนั ท่ี 18 เดือนสิงหาคม พ.ศ.2534
สถานท่ีอยปู่ จั จบุ นั อำเภอแมส่ ะเรียง จังหวดั แม่ฮ่องสอน
บา้ นเลขท่ี 112/3 หมู่ท5ี่ ตำบลแมย่ วม อำเภอแม่สะเรยี ง
E-Mail Address จงั หวดั แม่ฮอ่ งสอน รหัสไปรษณีย์ 58110
ประวตั ิการศึกษา [email protected]
พ.ศ.2558 ปรญิ ญาตรี สาขาการสอนสุขศกึ ษาและพลศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั บูรพา
ประวัตกิ ารทำงาน
พ.ศ.2558 ตำแหนง่ ครผู ชู้ ว่ ย โรงเรยี นบา้ นแม่ตอละ อำเภอสบเมย จังหวัดแมฮ่ อ่ งสอน
พ.ศ.2560 ตำแหน่งครู โรงเรยี นบ้านแม่ตอละ อำเภอสบเมย จงั หวัดแม่ฮอ่ งสอน
พ.ศ.2564-ปจั จบุ ัน ตำแหน่งครู ชว่ ยราชการ โรงเรียนชุมชนบ้านนำ้ ดิบ อำเภอแม่สะเรียง
จังหวัดแม่ฮอ่ งสอน
โรงเรียนชมุ ชนบา้ นน้าดิบ
สงั กดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต ๒
สงั กดั สานักงานการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ