The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pcr07.nfe, 2021-07-29 06:32:54

เอกสารประกอบกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน กศน.โพนสวรรค์

เอกสารประกอบกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน


โครงการพัฒนาวิชาการด้านการทำโครงงาน “ไข่เค็มสมุนไพร”






































ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอโพนสวรรค์

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย


จังหวัดนครพนม

ใบความรู้

ประกอบกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

โครงการพัฒนาวิชาการด้านการทำโครงงาน “ไข่เค็มสมุนไพร”




ความสำคัญของโครงงาน

โครงงานหมายถึง กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผเรียนได้ศึกษา ค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตาม
ู้
ความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอื่นใดไป

ใช้ในการศึกษาหาคำตอบในเรื่องนั้นๆ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่าง

ใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกหัวข้อที่จะศกษา ค้นคว้า ดำเนินการ วางแผน กำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน โดยทั่ว

ๆ ไป การทำโครงงานสามารถทำได้ทุกระดับการศึกษา ซึ่งอาจทำเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่


กับลักษณะของโครงงาน อาจเป็นโครงงานเล็กๆ ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือเป็นโครงงานใหญ่ที่มีความยากและ

ซับซ้อนขึ้นก็ได้

๑. ประเภทของโครงงาน

โครงงานสามารถแบ่งตามลักษณะของกิจกรรมได้ ๔ ประเภท ดังนี้

๑.๑ โครงงานประเภทสำรวจ


โครงงานประเภทสำรวจ เป็นโครงงานประเภทเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาสาเหตุของปัญหาหรือ

สำรวจความคิด เห็น ข้อมูลที่รวบรวมได้บางอย่างอาจเป็นปัญหาที่นำไปสู่การทดลองหรือค้นพบสาเหตุ ของ

ปัญหาที่ต้องหาวิธีแก้ไขปรับปรุงร่วมกัน เช่น โครงงานการสำรวจคำที่มักเขียนผิด โครงงานสำรวจการใช้คำ


คะนองในหนังสือพิมพ เป็นต้น
๑.๒ โครงงานประเภทการทดลอง


โครงงานประเภทการทดลอง เป็นโครงงานที่ต้องออกแบบทดลอง เพื่อการศึกษาผลการทดลองว่า

เป็นไปตามที่ตั้งสมมติฐานไว้หรือไม่ โครงงานประเภทนี้ต้องสรุปความรู้หรือผลการทดลองเป็นหลักการหรือ

แนวทางการ ปฏิบัติไว้ เช่น โครงงานการทดลองยากันยุงจากพืชสมุนไพร โครงงานการทดลองปลูกพืชสวน

ครัวโดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

๑.๓ โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์


ู่
ิ่
โครงงานประเภทสงประดษฐ์ เป็นโครงงานที่ประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้าสกระบวนการ
ปฏิบัติ โดยอาศัยเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ เพื่อประดิษฐ์ชิ้นงานใหม่ อาจเป็นของใช้ เครื่องประดับจากวัสดุ

เหลือใช้ หรือนำวัสดุท้องถิ่นที่มีมากมายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น โครงงานการประดิษฐ์เครื่องจักสานจาก

ผักตบชวา โครงงานการประดิษฐ์เครื่องช่วยสอนวิชาภาษาอังกฤษ เป็นต้น

๑.๔ โครงงานประเภททฤษฎี

โครงงานประเภททฤษฎี เป็นโครงงานที่มีลักษณะเป็นการหาความรู้ใหม่ โดยการรวบรวมข้อมูล

และนำมาวิเคราะหจากสถิติแล้วอภิปราย หรือเป็นโครงงานที่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกิดจากข้อสงสย อาจเป็น


การนำบทเรียนมาขยายเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้ความรู้ในแง่มุม ที่กว้างและลึกกว่าเดิม เช่น โครงงาน

การศึกษาคำซ้อนในวรรณคดีร้อยแก้ว โครงงานการศึกษาข้อคิดจากเรื่องพระมโหสถชาดก เป็นต้น




๒. ขั้นตอนการทำโครงงาน

การทำโครงงานมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้

ู้
๒.๑ การคิดและการเลือกหัวเรื่อง ผ เรียนจะต้องคิด และเลือกหัวเรื่องของโครงงานด้วยตนเองว่า

อยากจะศึกษาอะไร ทำไมจึงอยากศึกษา หัวเรื่องของโครงงานมักจะไดมาจากปัญหา คำถามหรือความอยากรู้

อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ของผู้เรียนเอง หัวเรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เมื่อใครได้

อ่านชื่อเรื่องแล้วควรเข้าใจและรู้เรื่องว่าโครงงานนี้ทำจากอะไร การกำหนดหัวเรื่องของโครงงานนั้นมีแหลงที่

จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดและ ความสนใจหลายแหล่งด้วยกัน เช่น จากการอ่านหนังสือ เอกสาร บทความ

การเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ การฟังบรรยายทางวิชาการ การเข้าชมนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานทาง

วิทยาศาสตร์ การสนทนากับบุคคลต่างๆ หรือจาการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัว เป็นต้น นอกจากนี้


ควรคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้

- ความเหมาะสมของระดับความรู้ ความสามารถของผู้เรียน

- วัสดุ อุปกรณ์ ที่ใช้

- งบประมาณ

- ระยะเวลา


- ความปลอดภัย

- แหลงความรู้


๒.๒ การวางแผน

การวางแผนการทำโครงงาน จะรวมถึงการเขียนเค้าโครงของโครงงาน ซึ่งต้องมีการวางแผนไว้

ล่วงหน้า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ไม่สับสน แล้วนำเสนอต่อผู้สอนหรือครูที่

ปรึกษาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนดำเนินการขั้น ต่อไป การเขียนเค้าโครงของโครงงาน โดยทั่วไป เขียนเพื่อ


แสดงแนวคิด แผนงาน และขั้นตอนการทำโครงงาน ซึ่งควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้

๑) ชื่อโครงงาน ควรเป็นข้อความที่กะทัดรัด ชัดเจน สื่อความหมายได้ตรง

๒) ชื่อผู้ทำโครงงาน

๓) ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน

๔) หลักการและเหตุผลของโครงงาน เป็นการอธิบายว่าเหตุใดจึงเลือกทำโครงงานเรื่องนี้ มี




ู้
ความสำคญอย่างไร มีหลักการหรือทฤษฎีอะไรที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ทำเป็นเรื่องใหม่หรือมีผอื่นได้ศกษาคนคว้า
เรื่องนี้ไว้บ้าง แล้ว ถ้ามีได้ผลอย่างไร เรื่องที่ทำได้ขยายเพิ่มเติม ปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทำไว้อย่างไร หรือเป็น
การทำซ้ำเพื่อตรวจสอบผล

๕) จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ควรมีความเฉพาะเจาะจง และสามารถวัดได้ เป็นการบอก

ขอบเขตของงานที่จะทำได้ชัดเจนขึ้น

๖) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี) สมมติฐานเป็นคำตอบหรือคำอธิบายที่คาดไว้ล่วงหน้า

ซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้ การเขียนสมมติฐานควรมีเหตุมีผลมีทฤษฎีหรือหลักการรองรับ และที่สำคัญ คือ เป็น


ข้อความที่มองเห็นแนวทางในการดำเนินการทดสอบได้ นอกจากนี้ควรมีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ

และตัวแปรตามด้วย

๗) วิธีดำเนินงานและขั้นตอนการดำเนินงาน จะต้องอธิบายว่า จะออกแบบการทดลองอะไร

อย่างไร จะเก็บข้อมูลอะไรบ้างรวมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ มีอะไรบ้าง

๘) แผนปฏิบัติงาน อธิบายเกี่ยวกับกำหนดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นการดำเนินงาน


ในแต่ละขั้นตอน

๙) ผลที่คาดว่าจะได้รับ

๑๐) เอกสารอ้างอิง

๒.๓ การดำเนินงาน เมื่อ ที่ปรึกษาโครงงานให้ความเห็นชอบเค้าโครงของโครงงานแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้น

ลงมือปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่ระบุไว้ ผู้เรียนต้องพยายามทำตามแผนงานที่วางไว้ เตรียมวัสดุอุปกรณ์และ

สถานที่ให้พร้อมปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ คำนึงถึงความประหยัดและปลอดภัยในการทำงาน

ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่างๆ ว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและข้อคิดเห็นอย่างไร พยายาม


บันทึกให้เป็นระเบียบและครบถ้วน

๒.๔ การเขียนรายงาน


การเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงงาน เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวคด
วิธีการดำเนินงาน ผลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เกี่ยวกับโครงงานนั้น การเขียนโครงงาน

ควรใช้ภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นสำคัญๆ ทั้งหมดของโครงงาน

๒.๕ การนำเสนอผลงาน

การนำเสนอผลงาน เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำโครงงานและเข้าใจถึงผลงานนั้น การนำเสนอ


ผลงานอาจทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมต่อประเภทของโครงงาน เนื้อหา เวลา ระดับของ

ผู้เรียน เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การเล่าเรื่อง การเขียนรายงาน สถานการณ์จำลอง การสาธิต การจัด

ิ่
นิทรรศการ ซึ่งอาจมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายด้วยคำพูด หรือการรายงานปากเปล่า การบรรยาย สง
สำคัญคือ พยายามทำให้การแสดงผลงานนั้นดึงดูดความสนใจของผู้ชม มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และมีความ

ถูกต้องของเนื้อหา




๓. การเขียนรายงานโครงงาน

ู้
การเขียนรายงานโครงงานเป็นรูปแบบหนึ่งของการนำเสนอผลงานของโครงงานที่ผ เรียนได้ศกษา

ค้นคว้าตั้งแต่ต้นจนจบ การกำหนดหัวข้อในการเขียนรายงานโครงงานอาจไม่ระบุตายตัวเหมือนกันทุก

ู้
โครงงาน ส่วนประกอบของหวข้อในรายงานต้องเหมาะสมกับประเภทของโครงงานและระดับชั้นของ ผเรียน

องค์ประกอบของการเขียนรายงานโครงงาน แบ่งกว้างๆ เป็น ๓ ส่วน ดังนี้

๑. ส่วนปกและส่วนต้น ส่วนปกและส่วนต้น ประกอบด้วย

๑) ชื่อโครงงาน

๒) ชื่อผู้ทำโครงงาน ชั้น โรงเรียน และวันเดือนปีที่จัดทำ

๓) ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา


๔) คำนำ

๕) สารบัญ

๖) สารบัญตาราง หรือภาพประกอบ (ถ้ามี)


๗) บทคัดย่อสั้นๆ ที่บอกเค้าโครงอย่างย่อๆ ซึ่งประกอบด้วย เรื่อง วัตถุประสงค
วิธีการศึกษา ระยะเวลา และสรุปผล

๘) กิตติกรรมประกาศ เพื่อแสดงความขอบคุณบุคคล หรือหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ

หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง


๒. ส่วนเนื้อเรื่อง

ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วย

๑) บทนำ บอกความเป็นมา ความสำคัญของโครงงาน บอกเหตุผลในการเลือกหัวข้อโครงงาน

๒) วัตถุประสงค์ของโครงงาน

๓) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า

๔) การดำเนินงาน อาจเขียนเป็นตาราง แผนผังโครงงานเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามหัวข้อ

เรื่อง ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงงาน และพิสูจน์คำตอบ (สมมติฐาน) ตามประเด็นที่กำหนด ดังตัวอย่าง


การเขียนแผนผังโครงงานต่อไปนี้




ในแผนผังโครงงานทำใหเหนระบบการทำงานอย่างมีเป้าหมาย มีการวางแผนการทำงาน จะเหนได้
ว่าสิ่งที่ต้องการทราบ คือ หัวข้อย่อย หรือคำถามย่อยของหวข้อโครงงาน ถ้ามีมาก ๑ ข้อ ก็จะเรียงลำดับทีละ

หัวข้อ พร้อมทั้งบอกสมมติฐาน วิธีศึกษา และแหล่งศึกษาค้นคว้าตามแผนผังให้ครบทุกข้อ สิ่งที่ต้องการทราบ

สมมติฐาน วิธีการศึกษา แหล่งศึกษา/แหล่งข้อมูล หัวข้อย่อยจากหัวข้อเรื่องของโครงงานที่ต้องการหา


คำตอบ การตอบคำถามล่วงหน้า ค้นคว้า สอบถาม สัมภาษณ์ สังเกต ศึกษาโดยการดู-ฟัง จากสื่อชนิดต่างๆ -

เอกสาร หนังสือ - สถานที่ บุคคล

๕) สรุปผลการศึกษา เป็นการอธิบายคำตอบที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ตามหวข้อย่อยที่ต้องการ

ทราบ ว่าเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่

๖) อภิปรายผล บอกประโยชน์ หรือคุณค่าของผลงานที่ได้ และบอกข้อจำกัดหรือปัญหา อุปสรรค


(ถ้ามี) พร้อมทั้งบอกข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้า โครงงานลักษณะใกล้เคียงกัน

๓. ส่วนท้าย

ส่วนท้าย ประกอบด้วย

๑) บรรณานุกรม หรือ เอกสารอ้างอิง หรือเอกสารที่ใช้ค้นคว้า ซึ่งมีหลายประเภท เช่น หนังสือ


ตำรา บทความ หรือคอลัมน์ ซึ่งจะมีวธีการเขียนบรรณานุกรมต่างกัน เช่น


หนังสือ ชื่อ นามสกุล. ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ : สำนักพิมพ, ปีที่พิมพ


บทความในวารสาร ชื่อผู้เขียน "ชื่อบทความ," ชื่อวารสาร. ปีที่หรือเล่มที่ : หน้า ;วัน เดือน ปี.
๒) ภาคผนวก เช่น โครงร่างโครงงาน ภาพกิจกรรม แบบสอบถาม บทสัมภาษณ์

ส่วนที่ ๒


วิธการทำไข่เค็มสมุนไพร (รสต้มยำ)


วัตถุดิบ



1. ไข่เปฺ็ด 12 ฟอง (ลางให้น้ำสะอาด)
2. เกลือเม็ด 1 ถ้วย

3. พริกชี้ฟ้าแดง 10 เม็ด
4. หอมแดง 5 หัว ผ่าครึ่ง


5. ข่าแก่หั่น 10 แว่น

6. กระเทียมเม็ดใหญ่ 5 กลีบ

7. ตะไคร้ 3-4 ต้น

8. ใบมะกรูด 5 ใบ

9. มะนาว 2 ลูก (ฝานเป็นแว่นๆ)


อุปกรณ์


1. เตาถ่าน/เตาแก๊ส

2. หม้อ





























เครื่องปรุงตามสูตรนี้จะได้ 1 จานพอดี

สำหรับสูตรนี้ใช้ไข่เป็ด 12 ฟอง

วิธีและเคล็ดลับในการทำไข่เค็มรสต้มยำ

• ใส่เกลือ 1 ถ้วยลงในหม้อที่จะใช้ต้ม แล้วตามด้วยน้ำสะอาด 4 ถ้วย

• ใส่เครื่องต้มยำลงไปในหม้อ แล้วนำไปต้ม


• เมื่อน้ำเดือดแล้วให้จับเวลาไปอีก 5 นาท แล้วให้ปิดแก๊สเพราะว่าเครื่องของสมุนไพรจะยังออกไม่ครบ
แต่เราจะให้เครื่องไปซึมเข้าในไข่ได้ง่าย นี่เป็นเคล็ดลับสุดๆ



• เมื่อปิดแก๊สแล้วก็พักไว้ให้น้ำต้มยำ หรือน้ำสมุนไพรนั้นเย็นหรืออุ่น แล้วก็หาภาชนะเป็นโหล หรือเป็นโถ

พลาสติก ใส่ไข่เป็ด แล้วใส่น้ำลงไปตักเครื่องสมุนไพรทับไว้บนไข่เป็ด ดองไว้ประมาณ 12 วัน ก็สามารถนำ

ไข่เค็มรสต้มยำ หรือไข่เค็มสมุนไพร มาประกอบอาหารได้แลวครับ จะต้มหรือทอด ก็ได้ถ้าจะยำก็นำไป

ต้มแล้วก็นำมายำ เป็นไข่เค็มรสต้มยำแบบครบเครื่องสมุนไพรเลยทีเดียว ใส่ภาชนะเป็นโถพลาสติกหรือ

หม้อก็ได้ ปิดฝาไว้ 12 วันนำมาต้มหรือทอด รับรองความอร่อยและมีประโยชน์


ไข่เค็มรสต้มยำ หรือ ไข่เค็มสมุนไพรนี้ เราสามารถทำไว้รับประทานง่ายๆที่บ้านหรือว่า จะทำขายสร้าง

รายได้ก็ยิ่งดี เพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยการแปรรูปของไข่ จากเดิมขายฟองละ 4 บาทแต่ถ้านำมาแปรรูปเป็น ไข่

เค็มรสต้มยำ หรือ ไข่เค็มสมุนไพร สามารถขายได้เป็นราคา 8 บาท เพิ่มขึ้นมาอีกเท่าตัวเลยทีเดียว เมื่อครบ

12 วันแล้วเปลือกไข่จะเป็นสีเหลืองเพราะสมุนไพรจะไปเกาะบนเปลือกไข่ เนื้อไข่ข้างในก็จะไม่เค็มมาก เมื่อ

รับประทานก็จะเหมือนกับรับประทานสมุนไพรไปในตัว


Click to View FlipBook Version