The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงาน : การอ่านเชิงวิเคราะห์และวิจารณ์
วรรณกรรม เรื่อง ยวนพ่ายโคลงดั้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รายงาน : การอ่านเชิงวิเคราะห์และวิจารณ์ วรรณกรรม เรื่อง ยวนพ่ายโคลงดั้น

รายงาน : การอ่านเชิงวิเคราะห์และวิจารณ์
วรรณกรรม เรื่อง ยวนพ่ายโคลงดั้น

๔๕ อินเดียจะมา นับถือเทพตรีมูรติให้เป็นเทพเจ้าสูงสุด พระอินทร์เป็นใหญ่เหนือดินฟูาอากาศ เป็นผู้ ก ากับฤดูกาลและให้ฝน พระองค์เคยใช้วัชระรบกับพฤตราสูร ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นผีร้าย ท าให้เกิดความ แห้งแล้ง พระอินทร์ก็จะคอยปราบ (เกื้อพันธุ์ นาคบุปผา, ๒๕๔๒: ๕๓) ในคัมภีร์ฤคเวทก็มีบทสวด สรรเสริญพระอินทร์ที่ทรงปราบพฤตราสูรนี้ จะเห็นว่ากวีน าพระอินทร์มาเป็นสื่อเปรียบกับสมเด็จพระ บรมไตรโลกนาถในเรื่องความเก่งกล้าในการต่อสู้ เพราะพระอินทร์ก็เป็นเทพเจ้าที่เชี่ยวชาญในการรบ มากพระองค์หนึ่ง และทรงช่วยขจัดความทุกข์ให้แก่โลกเช่นเดียวกัน พระยม กวีเปรียบเทียบสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงตัดสินลงโทษข้า ราชบริพารเหมือนกับพระยม ดังเนื้อความต่อไปนี้ “พระทรงทัณฑทาสพ้ยง ยมยุทธ ยิ่งแฮ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๓๘) ถอดความ ทรงมีความยุติธรรมในการลงโทษ แก่ทาสเหมือนความยุติธรรม ของพระยม พระยมเป็นเทพเจ้าแห่งความตาย เป็นตุลาการของคนตาย ท าหน้าที่ตัดสิน คดีเกี่ยวกับความดีและความชั่วที่คนได้ท าไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ (เกื้อพันธุ์ นาคบุปผา, ๒๕๔๒: ๖๔) พระยมทรงตัดสินความดีความชั่วของคนได้อย่างเที่ยงธรรมจนมีพระนามเรียกว่า ธรรมราชา สมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถก็ทรงตัดสินโทษของเหล่าข้าราชบริพารด้วยความเที่ยงธรรมเช่นกัน การเปรียบสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับพระพุทธเจ้า นอกจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะทรงมีพระคุณสมบัติหลายประการ เหมือนกับเทพเจ้าต่าง ๆ ในศาสนาพราหมณ์ฮินดูแล้ว กวียังยกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่าทรง เหมือนกับพระพุทธเจ้าอีกด้วย กวีเปรียบสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเหมือนกับพระพุทธเจ้าทั้ง ลักษณะภายใน คือ น้ าพระทัยเมตตาและพระสติปัญญาเลิศล้ าของพระองค์ ดังเนื้อความต่อไปนี้ “พระโปรตพยงพระเจ้า โปรดปราณฯ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๓๒) ถอดความ ทรงพระกรุณาเหมือนพระพุทธเจ้าที่ทรงโปรดวไนยสัตว์ “กลเฉลียวฉลาดเรื่อง แรงพุทธ เพรอศแฮ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๔๖) ถอดความ กลที่ท าให้คนฉุกคิดก็เรืองฉลาดแรงไปด้วยความรู้อันงาม ส่วนลักษณะภายนอก คือ พระสิริโฉมและพระกริยา กวีได้เปรียบไว้ดัง เนื้อความต่อไปนี้


๔๖ "แถลงปางเมื่อพระทรง พระผนวต นั้นนนา งามเงื่อนสรรเพชญผ้าย แผ่นกาม” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๗๗) ถอดความ เล่าเรื่องเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงผนวชนั้น งาม เหมือนพระสรรเพชญพุทธเจ้า เสด็จพุทธด าเนินมายังแผ่นดินที่มีแต่ความเกษมสุข “สรรเพชญฟางศรีสรร เพชญภาค ยามโยคพระเจ้าช้าง เผือกผ้ายลีลา” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๕๖) ถอดความ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เหมือนสมเด็จพระศรีสรรเพชญ พระพุทธเจ้า เมื่อฤกษ์งามยามดีมาถึง พระเจ้าช้างเผือก (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ยกทัพไป กวียกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่าเสมือนดังพระพุทธเจ้าทั้งภายนอก และภายในเป็นการสรรเสริญสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอย่างสูงสุด ท าให้เห็นว่าสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถทรงเป็นพุทธะ พระพุทธเจ้าทรงบรรลุโพธิญาณ คือ การตรัสรู้ในความจริง ๔ ประการ เรียกว่า อริยสัจสี่ พระพุทธเจ้าทรงเป็นต้นทางของพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนถือเอาพระพุทธเจ้าเป็น สรณะ เป็นที่พึ่งและเป็นที่ก าจัดภัยได้จริง (ส.ศิวรักษ์, มปป. ๑) เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็น พระพุทธเจ้า พระองค์ก็ย่อมเป็นที่พึ่งและขจัดภัยให้แก่ประชาชนทั้งหลายได้เช่นเดียวกัน การเปรียบสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับตัวละครในวรรณคดี ยวนพ่ายโคลงดั้นน าตัวละครในวรรณคดีที่มีชื่อเสียงมาใช้เปรียบเทียบกับ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพื่อให้เห็นภาพลักษณ์ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ชัดเจนมากขึ้น วรรณคดีที่กวีเลือกน ามาใช้ในการเปรียบเทียบมี ๒ เรื่อง คือ มหาภารตะ รามายณะ ตัวละครในมหาภารตะ กวีเลือกเอาตัวละครในเรื่องมหาภารตะมาเปรียบเทียบกับสมเด็จ พระบรม ไตรโลกนาถในยวนพ่ายโคลงดั้นจ านวน ๒ ตัว ได้แก่ พระกฤษณะ อรชุน ก. พระกฤษณะ กวีน าพระกฤษณะมาเปรียบกับสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถในเรื่องความเชี่ยวชาญในการใช้กลศึกต่อสู้กับข้าศึก ดังเนื้อความต่อไปนี้ “กลรรณแม่นพ้ยง พระกฤษณ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น โคลงบทที่ ๔๐) ถอดความ ทรงริเริ่มกลศึก เหมือนพระกฤษณ์ พระราชาแห่งทารก ผู้มี ความเชี่ยวชาญในยุทธวิธี


๔๗ พระกฤษณะเป็นผู้มีความช านาญเรื่องกลยุทธ์และเป็นผู้มีบทบาทส าคัญใน การท าสงครามระหว่างกษัตริย์ปาณฑพและเการพ ทั้งกษัตริย์เการพและกษัตริย์ ปาณฑพต่างก็ขอให้ พระกฤษณะช่วยฝุายตน พระกฤษณะจึงให้เลือกระหว่างตัวพระองค์เพียงองค์เดียวกับกองทัพของ พระองค์ ทุรโยธน์เลือกกองทัพที่ยิ่งใหญ่ของพระกฤษณะ ส่วนกษัตริย์ปาณฑพเลือกพระกฤษณะ แม้ว่าทุรโยธน์จะมีกองทัพที่เข้มแข็งมากกว่ากองทัพของกษัตริย์ปาณฑพ แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะ กองทัพของปาณฑพที่มีพระกฤษณะเป็นผู้วางแผนกลยุทธ์ได้ พระกฤษณะท าหน้าที่เป็นสารถีขับรถศึก และแนะกลยุทธ์ให้แก่พระอรชุน เพื่อปราบแม่ทัพคนส าคัญของกองทัพทุรโยธน์ เช่น โทรณาจารย์ผู้มี ความเชี่ยวชาญในการรบมากและได้ท าลายไพร่พลของกองทัพปาณฑพไปเป็นจ านวนมาก พระกฤษณะจึงใช้กลยุทธ์ลวงโทรณาจารย์ว่าอัศวัตถามา (ชื่อบุตรของโทรณาจารย์) ได้เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อให้โทรณาจารย์เศร้าเสียใจและหมดก าลังใจที่จะต่อสู้ เมื่อโทรณาจารย์เข้าใจผิดคิดว่าบุตรตน เสียชีวิตก็ทิ้งอาวุธด้วยความเสียใจ และถูกแม่ทัพนายหนึ่งในกองทัพปาณฑพสังหาร ในยวนพ่ายโคลงดั้น กวีก็ยกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในเรื่องพระ ปรีชาสามารถทางด้านกลศึกหรือชั้นเชิงการรบอยู่หลายครั้ง แสดงให้เห็นว่ากวีเน้นย้ าพระคุณสมบัติ ด้านนี้ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นส าคัญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าหัวใจของการชนะสงครามไม่ได้ อยู่ที่จ านวนทหารหรือขนาดของกองทัพ แต่อยู่ที่การวางแผนกลยุทธ์หรือกลศึก ข. อรชุน กวีเปรียบสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่าทรงมีพระปรีชาสามารถ ในการต่อสู้มากกว่าอรชุนในมหาภารตะ ดังเนื้อความต่อไปนี้ “การยุทธชยวชาญกล กลแก่น ไกรกว่าอรรชุณแกล้ว ก่อนบรรพฯ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๔๐) ถอดบทความ การยุทธก็เชี่ยวชาญ กลวิธีของกลยุทธ์เก่งกล้ายิ่งนักยิ่งกว่า พระอรชุน ผู้ลือนามทางความกล้าหาญ อรชุนเป็นโอรสของนางกุนตีกับพระอินทร์ และเป็นแบบฉบับของพระเอก ในวรรณคดีคือ รูปงามมีเสน่ห์ และมีความสามารถในการรบสูง ในการรบที่ทุ่งกุรุเกษตรนั้น อรชุน เป็นแม่ทัพคนส าคัญของกองทัพฝุายปาณฑพและมีบทบาทโดดเด่นในการสังหารแม่ทัพของกองทัพทุร โยธน์ที่เก่งกล้าเป็นจ านวนมาก ตัวละครในรามายณะ รามายณะเป็นวรรณคดีสันสกฤตที่ส าคัญอีกเรื่องหนึ่ง ชาวอินเดียถือว่ารา มายณะเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เรื่องราวของพระรามเป็นบทพรรณนาจริยวัตรซึ่งเป็นแบบอย่างแห่งความดี


๔๘ งามอย่างสมบูรณ์ ผู้ใดได้ฟังเรื่องของพระรามก็จะถือว่าล้างบาปของตนและจะสมปรารถนาในเรื่องที่ ประสงค์ แม้อ่านเพียงบทเดียว ผู้ไม่มีบุตรก็จะมีบุตร ผู้ไม่มีทรัพย์ก็จะมีทรัพย์ ส าหรับผู้ตาย บทสวด จากรามายณะในพิธีศราทธพตจะช่วยล้างบาปได้ (พระยาอนุมานราชธน อ้างถึงใน กุสุมา รักษมณี ๒๕๔๗: ๑๕๖) เรื่องของพระรามนี้คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ไทยได้น าเค้าเรื่องรามายณะมาแต่งเป็น วรรณคดีไทยเรื่องส าคัญ นั่นก็คือ รามเกียรติ์ ในยวนพ่ายโคลงต้น กวีน าตัวละครจากเรื่องรามายณะมาใช้เปรียบกับ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นั่นคือ พระราม การเปรียบเทียบสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับพระราม จะเป็นการเปรียบเทียบในเรื่องของพระปรีชาสามารถในต่อสู้กับข้าศึก ดังเนื้อความต่อไปนี้ “พระฤทธิ์พ่างพระราม รอนราพ ใส้แฮ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๓๖) ถอดความ ทรงฤทธานุภาพ เหมือนพระรามสังหารทศกัณฐ์ “กลทรงสราวุทธ ราเมศ พ้ยงพ่อ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๓๘) ถอดความ ทรงทราบกลวิธีการใช้ปืนเหมือนพระราม พระรามเป็นกษัตริย์ ในอุดมคติที่ไทยน ามาใช้ยกย่องและเปรียบเทียบกับพระมหากษัตริย์เสมอ เพราะพระรามทรงเป็น บุคคลในอุดมคติ คือ เป็นโอรสที่ดี เชษฐาที่ดี และสวามีที่ดี รวมทั้งยังทรงมีพระปรีชามารถในการต่อสู้ สามารถปราบเหล่าอสูรทั้งหลายได้เป็นจ านวนมาก โดยเฉพาะปราบทศกัณฐ์ ดังนั้นกวีจึงน าพระราม มาเป็นสื่อเปรียบกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ทรงท าสงครามเอาชนะล้านนา เพื่อยกย่องสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถและแสดงให้เห็นว่าการท าสงครามชนะครั้งนี้ก็เหมือนที่พระรามทรงเอาชนะ ทศกัณฐ์ได้นั่นเอง การเปรียบสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมนุษย์และทวีก็ให้ความส าคัญในการน า ธรรมชาติมาช่วยถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตนผ่านวรรคดี ท าให้เนื้อความมีวรรณศิลป์มากขึ้น ใน ยวนพ่ายโคลงดั้นมีการน าธรรมชาติมาเป็นสื่อเปรียบกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเช่นเดียวกัน ธรรมชาติที่กวี น ามาใช้เป็นสื่อเปรียบในยวนพ่ายโคลงต้น คือ พระอาทิตย์และพระจันทร์ น้ า และ น้ าผึ้ง


๔๙ พระอาทิตย์และพระจันทร์ พระอาทิตย์และพระจันทร์เป็นสื่อเปรียบธรรมชาติที่กวีนิยมน ามาใช้ ยก ย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในด้านพระเกียรติยศ พระสติปัญญา และพระเดชานุภาพ ซึ่งมีการน า พระอาทิตย์และพระจันทร์มาเป็นสื่อเปรียบหลายครั้ง ดังเนื้อความต่อไปนี้ “พระญาณพ่างพันแสง แสงรอบ เรื่องแฮ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๓๕) ถอดความ พระเดชานุภาพส่องเรืองรองเหมือนดวงอาทิตย์ส่องไปทั่วโลก "พระเบญเยศยิ่งพ้ยง สูรยจันทร แจ่มแฮ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๕๐) ถอดความ ทรงมีปัญญาส่องแสงเหมือนดวงจันทร์ “พระยศยลโยฆพ้ยง สุรยจันทร์” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๕๕) ถอดความ พระเกียรติยศเป็นที่ประจักษ์เหมือนดวงจันทร์ น้ า น้ าเป็นสื่อเปรียบที่กวีน ามาใช้เปรียบกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ใน เรื่องน้ าพระทัยของพระองค์ว่าทรงมีพระราชหฤทัยที่เมตตากว้างใหญ่ดังสายน้ าที่ไหลเชี่ยวและลึกซึ้ง ดังเนื้อความต่อไปนี้ “พระหฤาทยทยมสินธุ์ ซ่ยวซริ้ง" (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๓๔) ถอดความ ทรงมีน้ าพระทัยเหมือนน้ าในมหาสมุทรที่ลึกและเชี่ยว คุณสมบัติในการไหลเชี่ยวและลึกของน้ าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะก าหนดหรือคะเนได้ เพราะน้ าที่ไหล เชี่ยวมีก าลังรุนแรงไม่มีสิ่งใดมาต้านทานได้ เช่นเดียวกับน้ าพระทัยเมตตาของสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถที่มีมากมายและไม่มีสิ่งใดจะมาทัดทานได้เช่นกัน น้ าผึ้ง น้ าผึ้งถือเป็นผลิตผลที่มาจากธรรมชาติ คุณสมบัติส าคัญของน้ าผึ้งก็ คือ ความหวาน กวีได้น าคุณสมบัติดังกล่าวของน้ าผึ้งมาเปรียบเทียบกับพระส าเนียงเสียงของสมเด็จ พระ บรมไตรโลกนาถว่าพระส าเนียงสวดของพระองค์ต่อเนื่องไพเราะเสมือนน้ าผึ้ง ดังเนื้อความต่อไปนี้ “ส นยงส นวดแม้ มฤธุรา เรื่อยแฮ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๔๗)


๕๐ ถอดความ เสียงของพระองค์หวานเหมือนน้ าผึ้ง การใช้ธรรมชาติมาเป็นสื่อเปรียบกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถล้วนเป็น การเปรียบเทียบในสิ่งที่เป็นนามธรรมไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ เช่น พระเกียรติยศ พระเดชานุภาพและน้ าพระทัย ในขณะที่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราสามารถ มองเห็นและสัมผัสได้ เมื่อน ามาใช้เป็นสื่อเปรียบนามธรรมทั้งหลายนี้ จะช่วยท าให้เห็นสิ่งที่ เป็นนามธรรมปรากฏเป็นรูปธรรมให้ผู้อ่านผู้ฟังเข้าใจและรับอรรถรสได้ชัดจนยิ่งขึ้น ๗.๑.๒.๒ อุปลักษณ์ อุปลักษณ์เป็นการเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง มักจะปรากฏค าว่า “คือ” หรือ “เป็น” แสดงการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นบางคุณสมบัติหรือ อาจจะหมายถึงทุกส่วนที่เหมือนกัน การใช้อุปลักษณ์ในยวนพ่ายโคลงดั้นพบไม่มากนัก มี ปรากฏ ดังต่อไปนี้ การเปรียบสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นตัวละครในวรรณคดี วรรณคดีที่กวีน ามาใช้เปรียบเป็นกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คือ ปรศุ รามาวตารในนารายณ์สิบปาง ซึ่งปรากฏการเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์กับตัวละคร คือ พระ อรชุน อรชุนว่าในการเคลื่อนกองทัพไปท าสงครามครั้งนี้มีการโหร้องเพื่อความเป็น สิริมงคล และต้องรอฤกษ์ สกุณนิมิต คือ ฤกษ์ที่จะมีนกบินเข้ามาในมณฑลพิธี ซึ่งกระท าอยู่ ในต าบลท่าไชย เพื่อให้ได้รับชัยชนะ และท าให้ทหารกล้ามีก าลังใจดี สมเด็จพระบรมไตร โลกนาถเป็นพระอรชุนผู้มีความรวดเร็วในการรบ พระองค์ทรงจัดการและกล่าวแสดง พิธีกรรมได้อย่างครบถ้วน ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ ไปยอยุบาตรส้อง ศรีสกุณ ก่อนฤา ในท่าชยเอาชย ขื่นแกล้ว คือเทพอรชุน เร็วรวจ การแฮ พระแต่งตรัสแล้วถ้วน สารแสดง ฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๑๘๖) ถอดความ ยกกระบวนพระยุบาตรไปท าพิธีตัดไม้ข่มนาม ดูสกุลฤกษ์ก่อน จะยาตรากระบวนทัพไปท าศึกขณะท าพิธี มีนกบินมาในบริเวณมณฑลพิธี ถือว่าเป็นฤกษ์งาม ยามดี ซึ่งสร้างขวัญก าลังใจ ดังเทพอรชุนผู้มีความรวดเร็วในการรบ


๕๑ ในยวนพ่ายโคลงดั้นมีการบรรยายกองทัพช้างของสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถไว้อย่างละเอียด กวีได้เปรียบช้างศึกในกองทัพว่าเป็นสัตว์พาหนะของเทพเจ้า ๒ ชนิด ได้แก่ ช้างเอราวัณและครุฑ ช้างเอราวัณ กวีเปรียบข้างมัธยมเทศซึ่งมีงวงยาวจรดพื้น งางอนยาวเสียดฟูา เป็นดังข้าง ของพระอินทร์ซึ่งก็คือ ช้างเอราวัณ ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ มัทธมเทศพ้ยง คชสิงห์ งวงเงือตตินงางอน เงื่อดฟูา คือคซเป็นไตรตรึงษ์ พาลโพธ โจมปราบจักรพาฬกล้า แกว่นชน ฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๑๒) ถอดบทความ ช้างทรงมีลักษณะเหมือนช้างคชสีห์ งางอนยาวชีฟูา คือ ช้างคชปิ่นไตรตรึงษ์ ซึ่งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ คือ ช้างโจมปราบจักรพาฬที่มีความกล้าและ ว่องไว ช้างทรงของพระอินทร์มีชื่อว่าช้างเอราวัณ หรือไอราวัณ หรือไอราวต ใน ต านานความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูเป็นช้างที่ได้จากการเกษียรสมุทร ช้างไอราวตเป็น ช้างที่มี ๔ งา ตัวใหญ่เหมือนยอดเขา และงามกว่าเขาไกรลาส (มณีปิ่น พรหมสุทธิรักษ์มณี ๒๕๔๗: ๒๓๑) ข้างเอราวัณในศาสนาพราหมณ์ฮินดูเป็นช้างศึก ซึ่งแตกต่างจากความเชื่อของ ศาสนาพุทธที่เป็นช้างทรงส าหรับท้าวสักกะเสด็จประพาส นอกจากนี้ในความเชื่อทางพุทธ ศาสนา ช้างเอราวัณก็คือ เอราวัณ เทพบุตรที่จ าแลงองค์เป็นพาหนะสูง ๑๕๐ โยชน์ มี กระพอง ๓๓กระพอง แต่ละกระพองมี ๗ งา แต่ละงายาว ๕๐ โยชน์ มีสระโบกขรณีอยู่งาละ ๗ สระ แต่ละสระมีกอบัว ๗ กอ แต่ละกอมีตอกบัว ๗ ดอก ดอกหนึ่ง ๆ มีกลีบบัว ๗ กลีบ บัวแต่ละกลีบมีเทพธิดา ๗ องค์ (เกื้อพันธุ์ นาคบุปผา, ๒๕๒๐: ๒๕๓ – ๒๕๔) กวีเปรียบช้าง ศึกในกองทัพสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเพื่อแสดงให้เห็นว่าช้างศึกนั้นเป็นช้างที่เก่งกล้า และ ยิ่งใหญ่กว่าข้างใด และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถผู้เป็นเจ้าของช้างนั้นก็ย่อมเหมือนพระ อินทร์ผู้เป็นนายแห่งช้างเอราวัณด้วยเช่นกัน ครุฑ กวีเปรียบการจัดทัพของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่มีลักษณะคล้ายกับ ปีกครุฑที่แผ่ขยายออกไป ดังเนื้อความต่อไปนี้


๕๒ สารสบสลาบครุทธ คือ ครุทธพาหณ ดาดาษรุกร้นข้า ข่มยวร ฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๔๖) ถอดความ เหมือนพญาครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์ที่มีอ านาจข่ม ฆ่าชาวโยนกให้เกรงกลัว ครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ ตามต านานของศาสนาพราหมณ์ฮินดู พญาครุฑเป็นบุตรของพระกัศยปและนางวินตา มีศีรษะ จงอยปาก มีปีกเหมือนนกอินทรี มี ร่างกาย แขนและขาเหมือนมนุษย์ หน้าขาว ปีกแดง ล าตัวเป็นสีทอง พญาครุฑเป็นผู้มี พละก าลัง มหาศาล การเปรียบการจัดทัพเหมือนครุฑเพื่อแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ทรงพลัง ของกองทัพสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่ามีความแข็งแกร่งอย่างมาก การใช้อุปลักษณ์ในยวนพ่ายโคลงดันก็มีจุดประสงค์เดียวกันกับการใช้อุปมา คือ แสดงให้เห็นพระปรีชาสามารถและพระเกียรติยศของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ ชัดเจนมากขึ้น การใช้ความเปรียบแบบอุปลักษณ์จะให้ความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าอุปมา เพราะจะเน้นให้เห็นการ “เป็น” สิ่งเดียวกันกับสื่อเปรียบ ไม่ใช่เพียงส่วนที่เหมือนเท่านั้น ท า ให้ได้ความหมายที่ลึกซึ้งมากขึ้น ๗.๑.๒.๓ อติพจน์ อติพจน์เป็นการใช้ถ้อยค าภาษากล่าวเกินจริง ช่วยเน้นย้ าให้เห็นภาพที่ ชัดเจนของสิ่ง นั้นหรือบุคคลนั้น ทั้งนี้การใช้อติพจน์เป็นการถ่ายทอดความคิดและความรู้สึก ของกวีที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างมากมาย ในยวนพ่ายโคลงดั้น กวีได้แสดงให้เห็นว่าพระเกียรติยศของสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถมีมากมายเกินกว่าจะพรรณนาได้อย่างละเอียด ใครเลยจะสามารถพรรณนา เนื้อความได้งดงามและถี่ถ้วน กวีจึงขอเขียนบันทึกพระเกียรติยศไว้เพียงสังเขปด้วยพลังแห่ง ความชื่นชมยินดีที่ได้ประพันธ์งานชิ้นนี้ และอย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่เทพผู้มีความช านาญใน การสรรเสริญ หรือเหล่านักปราชญ์ผู้มีความเชี่ยวชาญ หรือคนผู้มีพันลิ้นก็ตาม ก็ไม่อาจ พรรณนาพระเกียรติยศของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ดังบท ประพันธ์ต่อไปนี้ พระยศยลโยคพ้น พิษฎาร ชื่นแฮ ใครค่ายรอรรถา ถ่องถ้วน สรวมแสดงบันทึกสาร สงเษป ไส้พ่อ


๕๓ โดยแต่แรงรมยม้วน กล่าวเกลา ฯ ยาคนชี้เทพยผู้ ไกรกรรติ ก็ดี พันมวรธเมธาเซาว ซ่ยวได้ แลศริศแลศริศพัน ชิวห ก็ดี ฤายศไทถ้วน ถี่แถลง ฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๘๑ – ๘๒) ถอดความ พระเกียรติยศเกริกไกรสมควรแก่การยกย่อง ไม่สามารถกล่าว หมดได้จึงได้บันทึกข้อความไว้ แต่พอสังเขป เพื่อแสดงความชื่นชมยินดีแด่พระองค์ นอกจากนี้ยังยกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่าทรงล่วงรู้ว่าใครดีหรือไม่ ดีทั้งหมด เหมือนมะขามปูอมที่วางอยู่กลางฝุามือ ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ เงินขามปูอมต้งงกึ่ง กลางกร ไส้แฮ อยู่ช่างพิดพยนเหน ล่งล้วน ใครเกจทยจงอนง า สารสื่อ ใครชอบผิดเหนถ้วน ถ่องกล ฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๕๑) ถอดความ ทรงรอบรู้สิ่งต่างๆเหมือนมะขามปูอมวางบนฝุามือ ทรงเห็นและ ล่วงรู้ว่าใครไม่ซื่อ มีเงื่อนง า ใครท าชอบ ใครท าผิด พระองค์เห็นถ่องชัดทุกกระบวนกล ในตอนท้ายเรื่องที่กวีสรรเสริญชัยชนะของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่า ชัยชนะและพระเกียรติยศของพระองค์ทึกก้องไปจนถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดังเนื้อความ ต่อไปนี้ “ชยชยยศโยคก้อง ไตรตรึงษ” (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๘๙) ถอดความ ชัยชนะของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระเกียรติยศของ พระองค์ทึกก้องไปจนถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ การใช้ภาพพจน์ในยวนพ่ายโคลงดั้นเป็นการมุ่งแสดงและขยายภาพความ ยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้ชัดเจนมากขึ้น โดยใช้วิธีการอุปมา อุปลักษณ์ และอติพจน์ การใช้ภาพพจน์ทั้งหลายในยวนพ่ายโคลงดั้นเป็นเครื่องแสดงภูมิรู้ของกวีได้เป็นอย่างดีว่ามีความรู้ทั้ง วรรณคดีสันสกฤต วรรณคดีพุทธ ศาสนาทั้งพราหมณ์ฮินดูและพุทธ รวมทั้งต านานต่างๆ อย่างรอบ


๕๔ ด้าน จึงสามารถน ามาใช้เปรียบเทียบกับกับสิ่งที่กวีต้องการสื่อสารได้อย่างกลมกลืนและเหมาะสม ท า ให้เนื้อความมีความหมายที่ลึกซึ้งมากขึ้น ๗.๑.๓ รสวรรณคดีไทย เสาวรจนี เป็นบทที่มีเนื้อหาหลักคือชมความงาม โดยเฉพาะความงามของตัวละคร อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเนื้อหาเนื้อหาวรรณคดีไทย เเม้จะปรากฏบทชมโฉมจ านวนมาก เเต่บทพรรณนาความงามธรรมชาติ บ้านเมือง กองทัพ สิ่งของ อีกจ านวนมาก อาจจัดให้อยู่ ในขอบข่าย ลีลา ของเสาวรจนีเช่นเดียวกัน (กีรติ ธนะไชย, ๒๕๖๐: ๔๗) ดังบทประพันธ์ ต่อไปนี้ สัปดนัคสัปดพ่าห์พร้อง สัปดสินธุ์ สัปดสีทันดรแจง แจกแจ้ง สัปดทักษิณยล สัปดธเนศ ก็ดี สัปดวิสุทธไท้แกล้ง ก่อผล (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๕) ถอดความ ทรงแจ้งสัตตปริภัณฑ์คีรีและสัปดพ่าห์ที่เรียกว่าแม่น้ าทั้งเจ็ด ทรงแจ้งสีทันดรสมุทรเจ็ดชั้นโดยแจ่มแจ้ง ทรงรู้จักทักขิไณยบุคคลทั้งเจ็ดและอริยทรัพย์ทั้ง เจ็ด ทรงแจ้งในวิสุทธิทั้งเจ็ดด้วยการตั้งพระทัยก่อให้เกิดผล บาทที่ ๑ ค าว่า "สับดพ่าห์" พิเคราะห์ตามรูปในเทวภูมิแล้ว น่าจะเป็นชื่อ ภูเขาที่รองรับหรือล้อมเขาพระสุเมรุ ที่ได้แก่ ยุคันธร อิสินธร กรวิก สุทัสส์ อัสสกรรณ วินัน ตก เนมินธร มากกว่าแลค า "สับดนัค" ก็ควรจะเป็นชื่อ ภูเขาทั้ง ๗ ที่มีนามว่า ๑ สุวรรณรัต นบรรต ๒ สัพพณาบรรพต ๓ ปุลสุวรรณ บรรพต ๔ มหาอุทกบรรพต ๕ ปุลอุทกบรรพต ๖ มหากาลบรรพต และ ๗ จุลกาลบรรพตจะถูกต้องกว่า บาทที่ ๓ ฉบับหนังสือรายเดือนวชิ รญาณเป็น "สับดนค ก็ดี" เห็นว่าคัดมาผิดตรงนี้ คือ สับดธเนศ(สับด+ธน+อีศ สกรรถ) หมายถึง อริยทรัพย์ทั้ง ๗ ดังอธิบายข้างต้น กล่าวถึง เขาพระสุเมรุ ตามคติในศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ และศาสนา เชน คือ ภูเขาที่เป็นศูนย์กลางของโลกหรือจักรวาล เป็นที่อยู่ของสิ่งมีวิญญาณในภพและภูมิ ต่างๆ ของสัตว์โลก โดยมีปลาอานนท์หนุนอยู่ รอบๆ เขาพระสุเมรุ


๕๕ เขาพระสุเมรุตั้งอยู่เหนือน้ า ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีภูเขารองรับ ๓ ลูก โดยส่วน ฐานคือ ตรีกูฏ (สามเส้าหรือสามยอด) มีภูเขาล้อมรอบ ๗ ทิว เรียกว่าสัตบริภัณฑ์ คือ ยุคนธร กรวิก อิสินธร สุทัศ เนมินธร วินตกและอัสกัณ มีเทวดาจตุมหาราชิก และบริวารสถิตอยู่ ภายในจักรวาลมีภูเขาชื่อ หิมวา (หิมาลัย) ของจักรวาลทั้งหมด เป็นเทือกเขายาว ติดกันเป็นพืด เรียกว่าเขาจักรวาล โดยแต่ละจักรวาลมีพระอาทิตย์พระจันทร์ ดาวดึงส์ ยังมี มหาทวีปทั้ง ๔ คือ -อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่เหนือของภูเขาพระสุเมรุ -ปุพพวิเทหะ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเขาพระสุเมรุ -ชมพูทวีป ตั้งอยู่ตอนใต้เขาพระสุเมรุ คือโลกของเรา -อมรโคยาน ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเขาพระสุเมรุ ในมหาทวีปยังมีทวีปน้อยๆ เป็นบริวารอีก ๒,๐๐๐ ทวีป ในทิศทั้ง ๔ ของ จักรวาล มีมหาสมุทรทั้ง ๔ อันมีน้ าเต็มเป็นนิจ ประกอบด้วย -ปิตสาคร ทางทิศเหนือ มีน้ าสีเหลือง -ผลิกสาคร ทางทิศตะวันตก มีน้ าใสสะอาด เหมือนแก้วผลึก -ขีรสาคร เกษียรสมุทร ทางทิศตะวันออก มีน้ าสีขาว -นิลสาคร ทางทิศใต้ มีน้ าสีน้ าเงินอมม่วง บนยอดเขาพระสุเมรุ คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนครแห่งเทพที่ชื่อนครไตรตรึงษ์อยู่ มี พระอินทร์เทวราชเป็นผู้ปกครองท าหน้าที่เป็นเทวราชผู้อภิบาลโลก และพิทักษ์คุณธรรม ให้แก่มนุษย์ ที่อยู่ของพระอินทร์เรียกว่าไพชยนต์มหาปราสาท ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐาน แท่นบัณฑุกัมพลอันเป็นทิพยอาสน์ เป็นสร้อยโศภิตพ้น อุปรมา โสรมโสรตสรวงธิรางค์ เวี่ยไว้ จุงคนอยู่กัลปา ยืนโยค หายแผ่นดินฟูาไหม้ อย่าหาย (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๕๙) ถอดความ เป็นสร้อยอันงามพ้นที่จะหาถ้อยค ามาเปรียบ เพื่อไว้ทัดหรือ ประดับหูแก่ฟูานักปราชญ์ คนคงอยู่ตลอดไป และยืนอยู่คู่เป็นระยะเวลานานโดยปราศจาก มลทินหรือกิเลศ แม้แม้แผ่นดินจะหายแผ่นฟูาจะไหม้ก็อย่าหาย


๕๖ พิโรธวาทัง เป็นบทที่มีเนื้อหาแสดงความโกรธ ตัดพ้อ ต่อว่า (กีรติ ธนะไชย, ๒๕๖๐: ๔๖) ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ สั่งแสนฟูาเรื่อให้ กุมตัว หมื่นนครโทษอ า ผิดไว้ แสนสูตัดเอาหัว มันเสียบ เสียนา ไว้หว่างทางเหนือใต้ ต่อกัน (พิเศษ ๑ พญาตรังแต่งแทรก เพราะต้นฉบับช ารุด) ถอดความ พระเจ้าติโบกราชรับสั่งแสนฟูาเรื่อน าตัวหมื่นด้งนครไปประหาร ปกปิดโทษ น าหัวมันเสียบทิ้งไว้ที่ระหว่างทางที่เหนือใต้ต่อกัน เนื้อหามีการแสดงถึงความโกรธของพระเจ้าติโลกราชต่อหมื่นด้งนคร จึง รับสั่งให้แสนฟูาเรื่อพลทหารน าตัวหมื่นด้งนครไปประหาร สัลปังคพิสัย เป็นบทคร่ าครวญ คิดค านึง ใฝุหาหรือร าพึงร าพันถึงบุคลอันเป็นที่รัก โดยเฉพาะเมื่อยามพรากจากกัน หรือเมื่อความรักยังไม่สมปรารถนา (กีรติ ธนะไชย, ๒๕๖๐: ๔๙) ซึ่งในยวนพ่ายโคลงดั้น กล่าวถึง ความโศกเศร้าอาลัยของสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถที่ทรงสูญเสียพระบิดาอันเป็นที่รัก ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ แถลงปางนฤนาทไท้ สวรรคต ยังมิ่งเมืองบนบี เยศเหย้า แถลงปางปิ่นเอารส ศัลยโศก ยอพระศพพระเจ้า เจษฎา (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๖๔) ถอดความ เล่าเรื่องเมื่อพระมหากษัตริย์ ผู้มีพระยามกึกก้องสวรรคต สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้เสด็จขึ้นไปยังเมืองบนด้วยความรักความอาลัยในพระปิตุราช เล่าเรื่องเมื่อปิ่นโอรสทรงก าสรวลศัลยโศกเชิญพระบรมศพพระพุทธิเจ้าอยู่หัวผู้ยิ่งใหญ่ลงมา กรุงศรีอยุธยา


๕๗ ๗.๑.๔ การเล่นค า ยวนพ่ายโคลงดั้นเป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติในสมัยอยุธยาตอนต้น ภาษาและส านวนโวหารของยวนพ่ายโคลงดั้นมีการใช้ค าในหลายลักษณะ เช่น ค าไทยโบราณ ค าบาลี สันสกฤต ค าเขมร และมีการสร้างค าศัพท์อย่างอลังการแบบเดียวกับที่มีปรากฏในเรื่องมหาชาติค า หลวง (ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต, ๒๕๔๗: ๗๕ – ๗๖) ลักษณะเด่นทางวรรณศิลป์ประการหนึ่งของยวน พ่ายโคลงดั้น คือ การเล่นค า ซึ่งท าให้เกิดความงามทางภาษาและช่วยให้ความหมายของเนื้อความ ชัดเจนขึ้นด้วย การ เล่นค าในยวนพ่ายโคลงดั้นมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ การเล่นค าด้วยการซ้ าค า และการ เล่นค าด้วยเสียงพยัญชนะและวรรณยุกต์ ๗.๑.๔.๑ การเล่นค าด้วยการซ้ าค า การซ้ าค าเป็นการน าค าใดค าหนึ่งหรือหลายค ามากล่าวซ้ ากันในค า ประพันธ์ การซ้ าค าเป็นกลวิธีทางวรรณศิลป์ประการหนึ่งที่ท าให้ค าประพันธ์มีเสียงที่ไพเราะเสนาะ และยังช่วยเน้นย้ าความหมายของบทประพันธ์ให้ชัดเจนขึ้นด้วยการซ้ าค าในยวนพ่ายโคลงดั้น ดังบท ประพันธ์ต่อไปนี้ อัษฎมิถยาภาคแม้ เมธา ที่ยงแฮ อัษฎาษิณอานอรรถ กล่าวแก้ อัษฎโลกธรรมา ศรยสาธุ ใส้แฮ อัษฎมค ธ ไท้แท้ ท่ยงฌานฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๗) ถอดบทความ ทรงทราบที่มาขอความผิดปกติแปดประการด้วย ปัญญาอันเที่ยงตรง ทรงทราบกสิณแปดด้วยการก าหนดลมหายใจเข้าออก ทรงทราบโลกธรรมแปด ประการอย่างดี ทรงทราบมรรคแปดความรู้อันเที่ยงในอารมณ์ ลางแกล้วกระทืบม้า มาตล ก่อนแฮ ลางแล่นเลวหลงล า อยู่ช้า ลางทันเครี่อนครัวตน คร่องเครา ไปแฮ ถิ่นถิ่นถึงเจ้าหล้า แหล่เหลือ ฯ (ยวนพ่ายโคลงต้น: โคลงบทที่ ๑๓๗) ถอดบทความ บางคนควบม้ามาถึงก่อน บางคนขวบม้าอย่างช้าๆ บางคนไปทันครอบครัวของตน รอคอยอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้ใกล้ชิด และเข้าเฝูาสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถ


๕๘ เรือคฤหเรือแคร่เต้า เติมแคว น่านนา เรือเครื่องเรือครัวคลา คล้ าหล้า เรือชาอู่เรือแซ แซมฝุา ผืนแฮ ขนัดหมู่ขนานช้างม้า คล่าวไคล ฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๑๙๔) ถอดบทความ เรือคฤหและเรือแคร่ลอยอยู่เต็มแม่น้ า เรือเครื่อง และเรือครัวก็มีอยู่จ านวนมาก เรือซาจอดแทรกขนาดอยู่กับเรือแซ ซึ่งเคลื่อนขบวนไปกับกองทัพช้าง และกองทัพม้าที่ก าลังเคลื่อนไป ๗.๑.๔.๒ การเล่นค าด้วยการเล่นเสียงพยัญชนะและเสียง วรรณยุกต์ ในยวนพ่ายโคลงดั้นมีโคลงที่เล่นเสียงพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน เป็นเสียงคู่กันไป ท าให้มีท่วงท านองที่ไพเราะ ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ ส นยงส นวดแม้น มฤธุรา เรื่อยแฮ ท นยบท นองกานท เลอศล้วน ท านองท นุกภา รตรองตรยบ รอบแฮ ด นอกด นานถ้วน ถ่องกล ฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๔๗) ถอดความ ส าเนียงสวดก็หวานไพเราะน้ า บทกลอนไพเราะ ท านองการสวดลึกซึ้งรอบคอบ รู้ต้นรู้ปลายของต านานเรื่องราวที่มีมาแต่ปางก่อน รู้อย่างถ่องแท้ เหมือนกันหมด รบิลรบยบท้าว เบาราณ รบอบรบับยล ยิ่งผู้ รบยนริบการย เกลากาพย์ ก็ดี รเบอศรบัดรู รอบสรรพ์ฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๔๘) ถอดความ ทรงรอบรู้กฎหมายของบ้านเมืองทั่วไปถึงแบบโบราณ กษัตริย์ทรงรู้แบบอย่างแบบฉบับ ทรงเห็นชัดยิ่งผู้อื่น ทรงรอบรู้แบบฉบับของล าน าการเกลากาพย์ ทรงรอบรู้อย่างเปิดโลกไม่ว่าเรื่องใดทรงรอบรู้ทุกอย่าง


๕๙ นอกจากนี้ยังมีการเล่นเสียงวรรณยุกต์ในบทประพันธ์ด้วย ซึ่งจะ ปรากฏอยู่ใน ต าแหน่งที่มีการบังคับค าเอกค าโท ซึ่งการไล่เสียงวรรณยุกต์ก็ช่วยท าให้ค าประพันธ์มี เสียงที่ไพเราะเช่นกัน ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ พลพระภูมิศเรื่อง เอารมี ท่านแฮ รองร่องร้องโกรยโดย ปิ่นเกล้า พลหารแห่พลคช แครคลื่น ไคลแฮ พลพวกม้าแคล้วเคล้า คลี่คลาฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๖๑) ถอดบทความ พลของพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ราชโอรสของท่านเรือง พล คอยดูแลล าดับหลัง ตามเสด็จพระบรมไตรโลกนาถขับเคลื่อนพลไป ๗.๑.๔.๓ ค าไวพจน์ ค าไวพจน์ คือ ค าที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้ในบริบท ต่างๆกัน หรือเรียกอีกอย่างว่า ค าพ้องความ ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๕๒ ให้ค าอธิบายว่า “ค าที่เขียนต่างกันแต่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน มาก” (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิยสถาน, ๒๕๔๒: ๑๐๙๑) การใช้ค าเรียกพระมหากษัตริย์ การใช้ค าเรียกพระมหากษัตริย์เป็นการสรรถ้อยค าที่หลากหลาย เพื่อใช้เรียกพระมหากษัตริย์ ในวรรณคดียวนพ่ายโคลงดั้นมีตัวละครที่เป็นพระมหากษัตริย์๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและพระเจ้าติโลกราช กวีได้เลือกสรรถ้อยค าเพื่อกล่าวเรียก พระมหากษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์แตกต่างกันไป ดังนี้ ค าเรียกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ยวนพ่ายโคลงดั้นเป็นวรรณคดีมุ่งสรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระ บรมไตรโลกนาถ ดังนั้นค าเรียกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงมีความหลากหลายมากกว่าพระเจ้าติ โลกราช ค าเรียกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ปรากฏในยวนพ่ายโคลงดั้นมี ๘ กลุ่มความหมาย ได้แก่ ค าเรียกพระนามของพระพุทธเจ้า ค าเรียกที่หมายถึงเจ้าแผ่นดิน ค าเรียกที่หมายถึงผู้เป็นใหญ่ ค าเรียก ที่หมายถึงผู้เป็นที่พึ่ง ค าเรียกที่หมายถึงเจ้าชีวิตหรือเจ้าเหนือหัว ค าเรียกว่าเจ้าจักรี ค าเรียกว่าพระ เจ้าช้างเผือก และค าเรียกที่น าพระนามมาประกอบ


๖๐ ๑. ค าเรียกพระนามของพระพุทธเจ้า ในยวนพ่ายโคลงดั้นใช้พระนามของพระพุทธเจ้ามาใช้กล่าวเรียก สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คือ ค าว่า สรรเพชญ ซึ่งหมายถึง ผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง, ผู้รู้ทั่ว, พระนามของ พระพุทธเจ้า (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖: ๑๑๓๔) กวีใช้ค าเรียกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่า "สรรเพชญ" ๔ ครั้ง และน าค านี้ไปประกอบกับค าอื่น ท าให้ความหมายขยายมากขึ้น ได้แก่ - พระศรีสรรเพชญ หมายถึง พระผู้รู้ทั่วที่ดีงาม - พระศรีสรรเพชญโพธ หมายถึง พระผู้รู้ทั่วผู้ตรัสรู้ที่ดีงาม - สรรเพชญภูวนารถ หมายถึง พระผู้รู้ทั่วผู้เป็นที่พึ่งของแผ่นดิน - สรรเพชญญอตสูรกษัตรแสนเดช หมายถึง พระผู้รู้ทั่วผู้เป็นยอด กษัตริย์ที่ดี งามและมีพระราชอ านาจมาก - สรรเพชญเลอศเลอลวงเลอโลกย หมายถึง พระผู้รู้ทั่วผู้เป็นเลิศ ในโลก - สรรเพชญภิโพธิแกล้วสงสาร หมายถึง พระผู้รู้ทั่วผู้ตรัสรู้ผ่านสังสารวัฏ ๒. ค าเรียกที่หมายถึงเจ้าแผ่นดิน กวีเลือกใช้ค าที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับแผ่นดิน ๓ ค า ได้แก่ หล้า ราช และกษัตริย์ ค าทั้ง ๓ ค านี้ต่างมีความหมายเกี่ยวกับแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น “หล้า” ที่หมายถึง แผ่นดิน (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖: ๒๑๗๓) “ราช” หมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖: ๙๔๙) และ “กษัตริย์” ก็หมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖: ๘๕) ค าเรียก ในกลุ่มนี้มีการใช้และเสริมค าอื่นประกอบเข้าไปเพื่อเสริมความหมายด้วย ได้แก่ - เจ้าหล้า หมายถึง เจ้าแผ่นดิน - พระเจ้าหล้า หมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน - ปิ่นหล้า หมายถึง ผู้เป็นปิ่นแห่งแผ่นดิน - จอมราช หมายถึง พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ - จอมเลืองเลยราช หมายถึง พระราชาผู้ยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง - กษัตรี หมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน - ปืนกษัตรี หมายถึง ผู้เป็นปืนแห่งพระเจ้าแผ่นดิน - กษัตรีไวยแว่นหน้าพรยมพรายเพรยศ หมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน ผู้มีใบหน้างดงาม ๓. ค าเรียกที่หมายถึงผู้เป็นใหญ่ค าเรียกที่มีความหมายถึงผู้เป็น ใหญ่มี ๓ ลักษณะ ได้แก่


๖๑ ผู้เป็นใหญ่ เป็นกลุ่มค าเรียกที่มีความหมายว่าผู้เป็นใหญ่ แต่ไม่ได้ ระบุเจาะจงว่าเป็นผู้เป็นใหญ่ด้านใด ได้แก่ ไทธิเบศ พระเจ้า และสเด็จเหง้าไท้ ผู้เป็นใหญ่ในโลก ค าเรียกที่มีความหมายว่าผู้เป็นใหญ่ในโลกนี้ กวี จะเพิ่มค าขยายอื่นประกอบค าว่า “จอมโลกย” เข้าไป ได้แก่ จอมโลกยเจ้าจอมเลืองเลอศ หมายถึง ผู้ เป็นใหญ่ในโลกและเป็นเลิศ และพระเจ้าจอมโลกยล้ าเลอยวน หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในโลกและล้ าเลิศ กว่าพวกยวน ผู้เป็นใหญ่ในธรรม ค าเรียกที่มีความหมายว่าผู้เป็นใหญ่ในธรรมมี ปรากฏ ๑ ค า คือ ธรรมศรเจ้าจอมปราณ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในธรรมผู้เป็นเจ้าแห่งลมหายใจ ๔. ค าเรียกที่หมายถึงผู้เป็นที่พึ่ง ค าเรียกในกลุ่มนี้จะมีค าหลักคือค าว่า “นารถ” ซึ่งน่าจะหมายถึง ค าว่า “นาถ” คือ ที่พึ่ง, ผู้เป็นที่พึ่ง (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖: ๕๗๖) และมีค าอื่นประกอบกันเข้าไป ขยายความ ดังนี้ - จอมนารถ หมายถึง ผู้เป็นที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ - ภูวนารถเจ้าจอมปราณ หมายถึง ผู้เป็นที่พึ่งของแผ่นดินผู้เป็นเจ้า แห่งลมหายใจ - ไตรภพนารถ หมายถึง ผู้เป็นที่พึ่งของ ๓ โลก - สมเด็จไตรภพนารถ หมายถึง ผู้เป็นที่พึ่งของ ๓ โลก - พระเจ้าจอมนารถล้ยงโลกาเลอศ หมายถึง ผู้เป็นที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ ผู้ดูแลโลก อย่างดีเลิศ ๕. ค าเรียกที่หมายถึงเจ้าชีวิตหรือเจ้าเหนือหัว ค าเรียกกลุ่มนี้มีปรากฏ ๒ ค า ได้แก่ “เจ้าจอมปราณ” คือ เจ้าชีวิต ผู้ยิ่งใหญ่ และ “ปิ่นเกล้า” คือ ผู้เป็นปืนเหนือหัว ซึ่งก็คือ ผู้เป็นเจ้าเหนือหัว ๖. ค าเรียกว่าเจ้าจักรี กวีใช้ค าเรียกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในค าว่า “เจ้าจักกรี” ๑ ครั้ง ซึ่งเป็น ค าเรียกที่หมายถึง พระนารายณ์ ทั้งนี้ราชส านักอยุธยานิยมยกย่องพระมหากษัตริย์ให้ เป็นเสมือนพระนารายณ์ เพราะพระนารายณ์ทรงเป็นเทพเจ้าที่ทรงช่วยขจัดความวุ่นวายในโลกและ ช่วยดูแลรักษา ความสุขสงบให้แก่โลก


๖๒ ๗. ค าเรียกว่าพระเจ้าช้างเผือก กวีใช้ค าเรียกว่า “พระเจ้าช้างเผือก” กล่าวถึงสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถ ๑ ครั้ง การใช้ค าเรียกนี้มาจากในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงได้ช้างเผือก ดัง ปรากฏใน พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐฯ (ค าให้การชาวกรุงเก่า ค าให้การขุนหลวงหาวัด และพระราช พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ๒๕๑๕: ๔๕๐) ที่ว่า “ศักราช ๘๓๓ เถาะศก ได้ช้างเผือก” ช้างเผือกที่ได้มาในรัชสมัยของพระองค์ถือเป็นช้างเผือกช้างแรกในสมัยอยุธยา ๘. ค าเรียกที่น าพระนามมาประกอบ ในยวนพ่ายโคลงดั้นมีค าเรียกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขนาด ยาวปรากฏ ในรายบทที่ ๒ ว่า “นฤเบนทรนฤเบศนเรศนรินทราธิบดีศรีสรรเพชญสเตจพระบรมไตรย โลกนายก ดิลก ผู้เป็นเจ้า เกล้าวมณฑล สกลซภูธิเบศ คือ พระเดชเกษกษัตรีรพีพงศ์” ค าเรียก ดังกล่าวนี้มีการน าพระนามของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมาประกอบด้วย นั่นคือ “สมเด็จพระบรม ไตรโลกนายก” ทั้งนี้พระนามสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ปรากฏในกฎหมายฉบับต่างๆ ที่มีความ แตกต่างกัน แต่จะมีค าหลักที่แสดงพระนามเหมือนกันก็คือ “สมเด็จพระบรมไตรโลก” เช่น ในกฎ มณเฑียรบาล (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๔๘: ๕๙) ระบุพระนามไว้ว่า “สมเด็จพระเจ้ารามาธิบดีบรมไตร โลกนารถ มหามงกุฎ เทพมนุษย์ วิสุทธิสุริยวงษ์ องคพุทธางกูร” ค าเรียกนี้ที่เป็นพระนามของสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถมีปรากฏในยวนพ่ายโคลงดั้นเพียงครั้งเดียว กวีท าให้พระนามของพระองค์มี ความยิ่งใหญ่มากขึ้นด้วย การน าค าศัพท์มากมายมาประกอบเข้ากับพระนาม เช่น การแสดงให้เห็น ความเป็นพระราชาจากการหลากค าไวพจน์ที่มีความหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินหรือพระราชา ได้แก่ นฤเบนทร นฤเบศ นเรศ และนรินทร นอกจากนี้ กวียังเสริมความต่อท้ายพระนามว่าทรงเป็นใหญ่ใน แผ่นดินชมพูทวีปและทรงเป็นพระมหากษัตริย์สุริยวงศ์ ทั้งนี้แผ่นดินชมพูทวีปเป็นแผ่นดินที่ตั้งอยู่ทาง ทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ และเป็นแผ่นดินที่มนุษย์เราอาศัยอยู่ การยกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ว่าทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดินชมพูทวีปนี้ จึงเป็นการยกย่องพระองค์ให้เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และยิ่งใหญ่กว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดบนแผ่นดินนี้กวีเลือกใช้ค าเรียกพระนามของพระพุทธเจ้า เพื่อใช้กล่าวเรียกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมากที่สุด แสดงให้เห็นจุดมุ่งหมายของกวีอย่างชัดเจนที่ ต้องการยกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้เป็นพระพุทธเจ้า แม้ว่าพระองค์จะทรงมีก าเนิดจากเทพ เจ้าก็ตาม ดังนั้น จะเห็นได้ว่าค าเรียกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในยวนพ่าย โคลงดั้นมีความหลากหลาย การใช้ค าเรียกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นวิธีการสรรเสริญพระองค์ ประการหนึ่ง และเป็นเครื่องแสดงความหมาย ๓ ประการส าคัญประการแรก เป็นการแสดงบ่งชี้ถึง


๖๓ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถด้วยการใช้พระนามของพระองค์ ประการที่ ๒ เป็นการแสดงให้เห็นความ เป็นใหญ่ของพระองค์เหนือแผ่นดินและผู้คน พระองค์จึงทรงเป็นที่พึ่งให้แก่คนทั้งหลายได้ และ ประการที่ ๓ เป็นการยกสถานะของพระองค์ให้เหนือกว่าคนธรรมดาสามัญ คือ ทรงเป็นทั้ง พระพุทธเจ้าและเทพเจ้าค าเรียกเหล่านี้จึงช่วยเน้นย้ าภาพลักษณ์ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้ เป็นพระมหากษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบและยิ่งใหญ่ ค าเรียกพระเจ้าติโลกราช พระเจ้าติโลกราชเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา ใน ยวนพ่ายโคลงดั้น พระเจ้าติโลกราชเป็นตัวละครคู่ตรงข้ามกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กวีมีการ หลากค าเรียกพระเจ้าติโลกราชไว้ไม่มากนัก เป็นการใช้ค าเรียกซ้ าๆ กัน ซึ่งมีปรากฏ ๓ กลุ่ม ความหมาย ได้แก่ ค าเรียกแสดงการเป็นกษัตริย์ล้านนา ค าเรียกแสดงการเป็นกษัตริย์ และค าเรียก แสดงการเป็นกษัตริย์ที่ไม่ดี ๑. ค าเรียกแสดงการเป็นกษัตริย์ล้านนา ค าเรียกกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้ค าว่า “ล้านนา” เพื่อแสดงการเป็นกษัตริย์ ล้านนา แต่ใช้ค าว่า “ลาว” แทน กวีใช้ค าเรียกที่แสดงการเป็นกษัตริย์ล้านนามากที่สุดในการกล่าวถึง พระเจ้าติโลกราช และมีการหลากค าเรียกที่มีความหมายเดียวกัน ได้แก่ กรุงลาว ปิ่นลาว ขุนลาว และ ลาว ๒. ค าเรียกแสดงการเป็นกษัตริย์ ค าเรียกนี้แสดงสถานภาพการเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าติโลกราช ได้แก่ มหาราช ภูบาล และภูบาลบุญผ่านเฝูา ทั้งนี้ค าเรียก “มหาราช” เป็นค าเรียกที่ในพระราช พงศาวดาร กรุงศรีอยุธยาใช้เรียกพระเจ้าติโลกราชเช่นเดียวกัน ส่วนค าเรียก "ภูบาลบุญผ่านเฝูา” ที่มี การขยายความมากที่สุด ก็เป็นค าเรียกที่ผ่านออกมาจากค าพูดของหมื่นด้งนครที่กล่าวถึงพระเจ้าติโลก ราช หมื่นดังนครเป็นข้าราชบริพารที่มีความจงรักภักดีอย่างที่สุด การใช้ค าเรียกพระเจ้าติโลกราช เช่นนี้ ก็เพื่อแสดงความยกย่องพระมหากษัตริย์ของตน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่าค าเรียกแสดงการเป็น กษัตริย์ของพระเจ้าติโลกราชไม่ได้มีการขยายความใดมากมายเท่ากับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าติโลกราชเป็นตัวละครคู่ตรงข้ามกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จึงไม่จ าเป็นต้อง สรรหาค าเรียกที่ไพเราะหรือยืดยาว เป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงตัวละครนี้อย่างธรรมดาเท่านั้น


๖๔ ๓. ค าเรียกแสดงการเป็นกษัตริย์ที่ไม่ดี กวีใช้ค าเรียกแสดงการเป็นกษัตริย์ที่ไม่ดีว่า “นเรศร้าย” เป็นค า เรียกที่ปรากฏการใช้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และเป็นค าเรียกที่ออกมาจากค าพูดของนางเมืองหลังจาก หมื่นดังนครถูกประหารชีวิตไปแล้ว ค าเรียกนี้เป็นการตอกย้ าให้เห็นการเป็นกษัตริย์ที่ไม่ดีตรงข้ามกับ สมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถอย่างสิ้นเชิง จากที่กล่าวมาข้างต้น จะพบว่ากวีมีการสร้างค าเรียกสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถและพระเจ้าติโลกราชที่แตกต่างกันอย่างมาก ค าเรียกสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถมีความหลากหลายมากกว่า และมีการประกอบค าที่มีความหมายที่แสดงความดีงามและ ยิ่งใหญ่ในค าเรียก ส่วนค าเรียกพระเจ้าติโลกราชจะใช้ค าเรียกที่สั้น และแสดงการเป็นกษัตริย์ของ ล้านนาเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของเรื่องที่ต้องการสรรเสริญสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อย่างสูงสุด ค าเรียกพระเจ้าติโลกราชซึ่งเป็นตัวละครคู่ตรงข้ามจึงเป็นไปอย่างธรรมดาที่สุดเช่นกัน กลวิธีทางวรรณศิลป์ในยวนพ่ายโคลงตื่นก็มีลักษณะเด่นในด้าน การเล่นค า โดยเฉพาะการซ้ าค าที่ช่วยเน้นย้ าความหมายของเนื้อความให้ชัดเจนมากขึ้น หรือการเล่น เสียงพยัญชนะและวรรณยุกต์ก็ท าให้ภาษามีความไพเราะมากขึ้น การใช้ค าเรียกพระมหากษัตริย์ทั้ง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและพระเจ้าติโลกราชก็สัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายของเรื่องเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาพพจน์ก็มีการใช้ความเปรียบแบบอุปมา อุปลักษณ์ และอติพจน์ในการสื่อ ความหมายยกย่อง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้เกิดจินตภาพที่ชัดเจน โดยน าสื่อเปรียบที่ หลากหลายมาใช้เปรียบ เช่น เทพเจ้า พระพุทธเจ้า ธรรมชาติ และตัวละครในวรรณคดี อีกทั้งยัง พรรณนาชุมกองทัพและการบรรยายภาพการต่อสู้ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ท าให้เห็นพระ ปรีชาสามารถและพระเดชานุภาพของ พระองค์ได้อย่างชัดเจน ดังนั้นกลวิธีการเล่าเรื่องและกลวิธีทาง วรรณศิลป์ทั้งหลายนี้จึงท าให้ยวนพ่ายโคลงดั้นเป็นวรรณคดียอพระเกียรติที่มีการประพันธ์ที่เรียกได้ว่า มีความสมบูรณ์แบบอย่างมาก ๗.๒ คุณค่าด้านสังคม ๗.๒.๑ การปฏิรูปการเมืองการปกครองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ทรงรวมอ านาจเข้าสู่ราชธานีและแบ่งแยกอ านาจหน้าที่ของฝุายทหารและ ฝุายพลเรือนออกจากกัน กล่าวคือ ฝุายทหารให้มีสมุหกลาโหมเป็นผู้จัดการดูแล จะได้รับบรรดาศักดิ์ เป็นเจ้าพระยามหาเสนาบดี มีอ านาจหน้าที่ตรวจตราราชการฝุายทหารทั่วราชอาณาจักร จัดการ เกี่ยวกับการปูองกันราชอาณาจักร ตระเตรียมบ ารุงก าลังทหาร อาวุธยุทธภัณฑ์ สัตว์พาหนะ เสบียง อาหาร และหน้าที่อื่นๆที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของราชอาณาจักร และฝุายพลเรือน ให้มีสมุหนายก


๖๕ เป็นผู้จัดการดูแล จะได้รับบรรดาศักดิ์เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ มีอ านาจหน้าที่ปกครองข้าราชการ ฝุายพลเรือนทั่วราชอาณาจักร ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่ออกเป็นจตุสดมภ์ ๑ กรม (แผนก) ได้แก่ กรมเวียง เปลี่ยนชื่อเป็น นครบาล ให้มีพระยานครบาลหรือพญายมราชเป็น ผู้บริหาร มีอ านาจหน้าที่ปกครองท้องที่ ดูแลความสงบเรียบร้อยและความเป็นอยู่ของประชาชน กรมวัง เปลี่ยนชื่อเป็น ธรรมาธิกรณ์ ให้มีพระยาธรรมาธิกรณาธิบดีหรือออกพญา ธรรมาธิบดีเป็นผู้บริหาร มีอ านาจหน้าที่ดูแลกิจการภายในราชส านัก และพิจารณาพิพากษาคดีความ คล้ายๆกับ ศาลสูงของแผ่นดิน ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล กรมคลัง เปลี่ยนชื่อเป็น โกษาธิบดี ให้มีพระยาโกษาธิบดีหรือออกญาศรีธรรมราช เดชะเป็นผู้บริหาร มีอ านาจหน้าที่รับจ่ายและเก็บรักษาพระราชทรัพย์ที่ได้มาจากส่วย ภาษีอากรต่างๆ จากการท าการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ การค้าส าเภา สินค้าหลวง ซื้อของที่ต้องใช้ในราชการ และ ขายสิ่งของเหลือใช้ที่อยู่ในพระคลัง (ต่อมามีการตั้งกรมท่าซ้าย ท่าขวา เพื่อติดต่อค้าขายกับต่างชาติ โดยตรง) กรมนา เปลี่ยนชื่อเป็น เกษตราธิการ ให้มีพระเกษตราธิบดีหรือออกญาพลเทพเป็น ผู้บริหาร มีอ านาจหน้าที่ในการออกตรวจตราที่นา ที่ไร่ และออกสิทธิ์ในที่นาซึ่งถือว่าส าคัญมาก เพราะอาชีพท านา ถือเป็นอาชีพหลักของประชาชน ๗.๒.๒ ความเชื่อ ความเชื่อเรื่องพระมหากษัตริย์ในอุดมคติของศาสนาพราหมณ์ฮินดู ยวนพ่ายโคลงดั้นน าแนวคิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ในอุดมคติของศาสนาพราหมณ์ฮินดูมาใช้ สรรเสริญสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอย่างชัดเจนมาก ทั้งการแสดงพระก าเนิดของสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถ และการใช้ความเปรียบแสดงคุณสมบัติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับเทพเจ้าใน ศาสนาพราหมณ์ฮินดู ท าให้ภาพลักษณ์ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นเทวราชาอย่างชัดเจน มากกว่าพระมหากษัตริย์ในสมัยสุโขทัย แนวคิดพระมหากษัตริย์เป็นเทวราชาเป็นแนวคิดจากอินเดียที่ส่งต่อมายังดินแดน สุวรรณภูมิ เช่น อาณาจักรเขมร เมื่ออยุธยารุ่งเรืองมากขึ้นและสามารถตีเอาเขมรได้ส าเร็จ จึงรับเอา ความคิดเกี่ยวเทวราชาเข้ามาใช้ในราชส านักอย่างชัดเจนมากขึ้น การสรรเสริญสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถให้เป็นเทวราชาในยวนพ่ายโคลงดั้นมี ๒ ลักษณะ คือ การมีก าเนิดจากเทพเจ้า และการ เปรียบพระมหากษัตริย์กับเทพเจ้า


๖๖ ๗.๒.๒.๑ การมีก าเนิดจากเทพเจ้า เนื้อความในยวนพ่ายโคลงดั้นกล่าวถึงการก าเนิดของสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถ ๒ ครั้ง คือ ในร่ายน าเรื่องและในโคลง ๒ บทแรก โดยใช้ความคิดพระมหากษัตริย์ก าเนิดจาก เทพเจ้า ๒ แนวคิด แนวคิดที่ ๑ คือ การก าเนิดจากอัษเภามูรติและตรีมูรติ ในรายน าเรื่องยวนพ่าย โคลงดั้นกล่าวสรรเสริญพระก าเนิดของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่าในยุคเริ่มแรกมีความยากล าบาก มีแต่สิ่งชั่วร้ายบนแผ่นดินและเกิดความวุ่นวายต่างๆ เหมือนดังจะท าให้ทวีปทั้ง ๔ พลิก คว่ าสวรรค์ทั้ง ๖ จะพลิกหงาย พื้นแผ่นดินทรุดลงและมีแต่ความวุ่นวาย ในเวลานั้น ฝุายพระพรหม พระวิษณุ และ พระอิศวร ผู้มีอ านาจมากไม่มีอะไรมาเทียบเท่าพระองค์ (เทพเจ้าทั้ง ๓) ทรงมีความกรุณาต่อ ประชาราษฎร์ ผิว่าจะเสียหายย่อยยับไปทั้งหมด จะสูญเสียโลกและทุกสิ่งพระองค์ (เทพเจ้า ทั้ง ๓) ทรงตั้งพระทัยรวบเอาร่างทั้ง ๘ ของพระศิวะมารวมกันเข้ากับพระองค์ (เทพเจ้าทั้ง ๓) จนส าเร็จแล้ว ก็เสด็จมาก าเนิดในตระกูลกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ๒ ตระกูล ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ อาทิยุคขุกเข็ญ เป็นกระลีกระล่ าภร ผงอนทั่วธรณีดล พิจลต่างต่าง พ่างจะคว่ าทั้งสี่หล้า ฟูาทั้งหกผกหงาย รสายรส่ าแสยงสงบ สกลภพมณฑล ดลบรรดาลในกษณนั้น บั้นพระพรหมพระพิศณุ์ พระอิศวรผู้อดุลเดช เหตุบรมพิตร คนึงคิดกรุณา แก่ประชาราษฎร์ อวยวัจนนาดภ์ทั้งมูล สูญพิภพณสบสิ่ง ธจิ่งแกล้งแสร้งสรวบ รวบเอาอัษเฎามูรรดิมามิศร ด้วยบพิตรสรัพเสร็จ พระก็เสด็จมาอุบัติ ในวรรัชกษัตรีย์ ทวีดิวงษ์อภิชาต (ยวนพ่ายโคลงดั้น ร่ายดั้นบทที่ ๑) ความคิดเรื่องอัษฎามูรติมีความคิดเกี่ยวกับมูลเดิมแห่งวัตถุธาตุ (ปรกฤติ) ซึ่งเกิดขึ้นในการสร้างจักรวาลเป็นส่วนภายในขององค์พระผู้เป็นเจ้า หมายความว่า พระอิศวรทรงเป็น ทั้งตัวเหตุที่ก่อให้เกิดและตัวเหตุทางวัตถุที่ใช้สร้างจักรวาลด้วยเหตุนั้นจักรวาลก็คือพระอิศวร (หม่อม เจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล, ๒๕๔๗: ๒๘) แต่อย่างไรก็ตามกวีคงไม่ได้มุ่งหมายให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงเป็นแต่เพียงพระอิศวรเท่านั้น เพราะกวีรวมเอาพระวิษณุและพระพรหมเข้ามาไว้ด้วย แต่น่าจะ ใช้อัษเภามูรติในความหมายว่าจักรวาล


๖๗ ความคิดเรื่องอัษเฎามูรติมีปรากฏในจารึกเขมรมีหลายแห่ง เช่น จารึก ปราสาทพนมรุ้ง คืออัษเภามูรติ (พระอิศวร) เอง หรือเท่ากับอัษเภามูรติ ภายหลังที่ได้รับค าสั่งสอน (จากอาจารย์ผู้นี้) เท่านั้น โดยการปฏิบัติการอดกลั่นถึง ๘ วัน รวมทั้งการกลั้นปัสสาวะ ฯลฯ บุคคลจึง จะถึงซึ่งความสนุกสนานในสวรรค์ชั้นฟูาทั้งหมดได้ในจารึกปราสาทพนมพระวิหารกล่าวสรรเสริญ พระอิศวรว่าทรงประกอบด้วยร่างทั้งแปด (มณีปิ่น พรหมสุทธิรักษ์, ๒๕๔๒: ๓๐๐) ดังเนื้อความ ต่อไปนี้ ซยตีนฺทุรวิวฺโยม วายฺวาตฺมกฺษมาชลานไละ ตโนติ ตานุภิศฺศมฺภะ ยุโย ษฎาภิรชิลญฺ ชคตฺ ถอดความ ขอชัยชนะจงมีแด่พระคัมภีร์ผู้แผ่ไปทั่วทั้งจักรวาลด้วยร่างทั้ง แปดของพระองค์ คือ พระจันทร์ พระอาทิตย์ ท้องฟูา ลม อาตมัน ธรณี น้ า และไฟ เนื้อความในร่ายน าของยวนพ่ายโคลงดั้น เอาอัษฎามูรติและเทพเจ้าตรีมูรติ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม รวมเป็น ๑๑ ประการ ส่วนเนื้อความในโคลง ๒ บท ต่อมาก็กล่าวถึงก าเนิดของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่ามีก าเนิดจากเทพเจ้า ๑๑ องค์ ได้แก่ พระ พรหม พระนารายณ์ พระอิศวร พระอินทร์ พระยม พระพาย พระวรุณ พระอัคนี ท้าวกุเวร พระ อาทิตย์ และพระจันทร์ ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ พิษณุบรเมศเจ้า จอมเมรุ มาศแฮ ย เมศมารุตอร อาศนม้า พรุณคนิกเพนทรา สุรเสพย เรื่องราวรจ้า แจ่มจันทร ฯ เอกาทสเทพแส้ง เอาองค์ เปนพระศรีสรรเพชญ ที่อ้าง พระเสด็จด ารงรักษ ล้ยงโลกย ใส้แฮ ทุกเทพทุกท้าวไหงว้ ช่วยไชย ฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๑ – ๒) ถอดความ พระพรหม พระพิษณุ พระอิศวร และพระอินทรผู้จอมเมรุมาศ พระยมพระพายผู้ทรงม้ามีอาคนอันอ่อน พระวรุณเจ้าแห่งฝน พระเพลิงท้าวกุเพนทราสูรผู้กลืนสรรพ สัตว์พระอาทิตย์เรืองแสงประเสริฐฟูา และพระจันทร์จ้าแจ่มแสง


๖๘ เทพเจ้าทั้ง ๑๑ องค์ตั้งพระทัยน าเอาองค์ (มาผสมเป็นพระบรมไตรโลกนาถ) เป็นพระศรีสรรเพชญ์ผู้ทรงรู้รอบดั่งอ้างพระบรมไตรโลกนาถได้เสด็จมาธ ารงรักษาและเลี้ยง โลก เทพเจ้าทุกองค์ทุกทางต่างประชุมกรช่วยอ านวยไชย เทพเจ้าที่แบ่งภาคมาก าเนิดเป็นพระมหากษัตริย์ในเนื้อความข้างต้นมีตรง กับเทพเจ้าที่กวียกย่องว่าแบ่งภาคมาเกิดเป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คือ พระอินทร์ พระยม พระ วรุณ พระพาย พระอัคนี พระอาทิตย์ พระจันทร์ และท้าวกุเวร แต่ยวนพ่ายโคลงดั้นเพิ่มเทพเจ้าที่แบ่ง ภาคมารวมเป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอีก ๓ องค์ คือ พระพรหม พระนารายณ์ และพระอิศวร ทั้งนี้เพราะเรามีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าตรีมูรติว่าเป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าในคติความคิด ความ เชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูจะไม่ได้กล่าวว่าพระมหากษัตริย์มีก าเนิดจากเทพเจ้าตรีมูรติก็ตาม แต่กวี ไทยต้องการยกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอย่างสูงสุด จึงได้รวมเทพเจ้าทั้งสามองค์ไว้ด้วย เพื่อ ท าให้เห็นว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีก าเนิดที่สูงส่งและยิ่งใหญ่มาก เมื่อพิจารณาก าเนิดของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในร่ายน าและโคลง ๒ บทแรกแล้ว จะเห็นว่าจ านวนของเทพเจ้าที่มาก าเนิดเป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีจ านวนเท่ากัน และมีเทพเจ้าตรีมูรติ คือ พระนารายณ์ พระพระพรหม และพระอิศวรที่คล้ายกัน แต่มีความแตกต่าง กันที่เทพเจ้าอีก ๘ องค์ หากใช้ความหมายอัษเภามูรติตามแบบจารึกภาษาสันสกฤตของเขมร คือ รูป ทั้ง ๘ ของพระอิศวร ก็อาจท าให้เนื้อความขัดแย้งกันเองที่น าอัษเภามูรติมารวมกับพระอิศวรอีกครั้ง แต่หากพิจารณาตามรากศัพท์ว่า อัษฎ คือ แปด และมูรติ คือ รูป รูปทั้งแปดนี้อาจจะไม่ได้หมายถึงรูป ทั้ง ๘ ของพระอิศวร แต่อาจจะหมายถึงโลกบาลทั้งแปด ซึ่งเป็นคติของคนอินเดียที่เชื่อกันว่ามีเทพเจ้า ดูแล ทิศทั้ง ๘ ทิศ ได้แก่ ท้าวกุเวรรักษาทิศอุดร (เหนือ) พระจันทร์รักษาทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) พระอินทร์รักษาทิศบูรพา (ตะวันออก) พระอัคนีรักษาทิศอาคเนย์ (ตะวันออก เฉียงใต้) พระยมรักษาทิศทักษิณ (ใต้) พระอาทิตย์รักษาทิศหรวดี (ตะวันตกเฉียงใต้) พระวรุณรักษา ทิศปัจฉิม (ตะวันตก) และพระพายรักษาทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) (ประจักษ์ ประภาพิทยากร, ๒๕๕๒: ๕๔ – ๕๕) ก็จะพบว่าเป็นเทพเจ้าที่เหมือนกับในโคลง ๒ บทต่อมาได้พอดี ๗.๒.๒.๒ การเปรียบพระมหากษัตริย์กับเทพเจ้า ในจารึกสมัยสุโขทัยไม่ปรากฏเนื้อความที่เปรียบพระมหากษัตริย์กับเทพ เจ้า แต่ยวนพ่ายโคลงดั้นเปรียบสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับเทพเจ้าต่างๆ ของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูไว้มากมาย โดยเปรียบเทียบพระคุณสมบัติและพระปรีชาสามารถของพระองค์กับเทพเจ้าต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน เช่น โคลงที่ยกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่าทรงด ารงโลกไว้เหมือนกับพระพรหม พระองค์ทรงดูแลรักษาโลกอย่างถี่ถ้วนเหมือนพระวิษณุอวตารมาปกครองแผ่นดิน พระองค์ทรง


๖๙ ท าลายล้างความทุกข์โศกเหมือนพระอิศวรที่ท าลายล้างโลก พระเมตตาของพระองค์เหมือน พระพุทธเจ้าที่เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ พระปัญญาของพระองค์ก็ส่องสว่างเหมือนแสงพระอาทิตย์ น้ าเสียงของพระองค์ก็เหมือนน้ าเสียงของพระพรหม พระรูปโฉมงามเหมือนพระกามเทพ พระองค์ ทรงมีรัศมีแจ่มจ้าดังพระจันทร์ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ พระกฤษฎีสงวนโลกพ้ยง พระพรหม พระรอบรักษาพยงพิษณุ ผ่านเฝูา พระผลาญพ่างพระสยม ภูวนารถ ใส้แฮ พระโปรตพยงพระเจ้า โปรดปราณ ฯ พระเบญโญภาศพ้ยง ทินกร พระสนยงปานศวร สี่หน้า พระโฉมเฉกศรสมร ภิมภาคย ใส้แฮ พระแจ่มพระเจ้าจ้า แจ่มอินทร์ฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๓๒-๓๓) ถอดความ ทรงพระกฤศดิที่ดูแลรักษาโลกเหมือนพระพรหม ทรงระวัง รักษาโดยรอบเหมือนพระนารายณ์ ทรงล้างท าลายเหมือนพระสยมภูวนารถ ทรงพระกรุณาเหมือน พระพุทธเจ้าทรงโปรดเวไนยสัตว์ มีพระปัญญาส่องสว่างเหมือนแสงตะวัน มีพระสุรเสียงไพเราะเหมือนเสียง แห่งพรหม มีพระรูปโฉมเฉกเหมือนหล่อจากพิมพ์อันงามของพระศรีสมร มีพระสิริแจ่มใสงามแฉล้ม เหมือนพระอินทร์ จะเห็นว่าความคิดเรื่องเทวราชาเป็นความคิดที่ยวนพ่ายโคลงดั้นน ามาใช้ใน การสรรเสริญพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนมากกว่าในจารึกสมัยสุโขทัย ภาพลักษณ์พระมหากษัตริย์ ของยวนพ่ายโคลงดั้นจึงแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าในองค์ พระมหากษัตริย์เข้มข้นกว่าพระมหากษัตริย์ในสมัยสุโขทัย ๗.๒.๒.๓ ต าราพิชัยสงคราม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๒๕: ๖) ได้ให้ความหมาย “ต ารา พิชัยสงคราม” ไว้ว่า ต าราว่าด้วยกลยุทธ์,ต าราว่าด้วยวิธีการเอาชนะในสงคราม พิชัยสงคราม เป็นต าราทางทหาร ว่าด้วยวิธีเอาชนะข้าศึกในสงคราม ซึ่ง ปราชญ์ทางทหารในสมัยโบราณได้เเต่งขึ้นจากประสบการณ์การทดลอง เพื่อให้เเม่ทัพนายกองใช้


๗๐ ศึกษา เเละเป็นคู่มือในการอ านวยการรบให้หน่วยทหารในบังคับบัญชาท าการรบ มีชัยชนะเเก่ข้าศึก (ด าเนิร เลขะกุล, ๒๕๔๖: ๙๗) ต าราพิชัยสงครามของไทยประเทศไทยมีต าราพิชัยสงครามใช้มาตั้งแต่ใน สมัยโบราณ ซึ่งนอกจากมีเนื้อหาเกี่ยวกับยุทธวิธีการรบด้วย ยังมีความเชื่อทางด้านฤกษ์ยามและ โหราศาสตร์รวมอยู่ด้วย เช่น สมุดต าราพิชัยสงครามในสมัยอยุธยาวัสดุที่ใช้ท าสมุด ท าจากเยื่อของต้น สาหรือเรียกว่า กระดาษสา ตัวอักษรที่ปรากฏในสมุดเล่มดังกล่าว เป็นลักษณะตัวอักษรไทยโบราณ และตัวอักษรขอมตัวอักษรไทยโบราณใช้เขียนบรรยายความทั่ว ๆ ไป ส่วนตัวอักษรขอมนั้นใช้เขียนใน ส่วนที่เป็นบทเวทย์มนต์ หรือยันต์ พิชัยสงครามของพระมหากษัตริย์ ผู้ปกครองแผ่นดินจะต้องศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ เพื่อความสงบ ร่มเย็นแก่ไพร่ฟูาทั้งปวง ให้รอบรู้หลักการปกครองบ้านเมือง เช่น ให้มีจิตวิทยาในการครองใจเสนา อ ามาทย์ผู้สนองราชกิจต่างๆ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นหลักชัยแห่งความสามัคคี และความ จงรักภักดีของอาณาประชาราษฎ์ ลักษณะให้บังเกิดศึก หมายถึง การศึกสงครามจะเกิดขึ้นได้เพราะเหตุต่างๆ กล่าวคือ การจะเกิด ศึกสงครามแต่ละคราวต้องมีต้นเหตุ ในต าราพิชัยสงครามระบุว่าสาเหตุที่จะบังเกิดศึกมี 13 ประการ คือ ด้วยเหตุแย่งชิงดินแดน แย่งทรัพย์สมบัติ พาหนะ มีผู้ยุยงให้แตกแยก เหตุจากสตรี เสียสัจจะ อุปทูต ราชทูตเจรจาขาดทางไมตรี ฆ่าฟัน ฝักใฝุกษัตริย์ข้างใดข้างหนึ่ง ข่มเหงลูกค้าวานิช รับศัตรูไว้ ในบ้านเมือง ราษฎรและบ้านเมืองทั่วสถานได้ความทุกข์ยากล าบาก ในต าราพิชัยสงครามจะมีเรื่องเกี่ยวกับวิชาโหราศาสตร์แทรกอยู่และดู เหมือนจะมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการพิชัยสงคราม ดังนั้นจึงต้องมีโหราจารย์ประจ ากองทัพเปรียบประดุจ ดวงตาของกองทัพโดยก าหนดว่า ผู้ที่ท าหน้าที่ต้องมีดวงชะตาให้คุณแก่พระมหากษัตริย์หรือประมุข ของประเทศ นอกจากนั้นการคัดเลือกทหารเข้าประจ าในกองทัพต้องน าชื่อของคนเหล่านั้นมาค านวน ทางมหาทักษาพยากรณ์ซึ่งเป็นวิชาโหราศาสตร์แขนงหนึ่งเพื่อหาตัวเลขมาใช้เป็นชื่อ เช่น เลข ๑ ชื่อ ครุฑนาม เลข ๒ ชื่อพยัคนาม เป็นต้น แล้วจึงให้ผู้มีนามต่างๆ เหล่านั้นเข้าประจ าต าแหน่งของ กระบวนทัพ ถ้าฝุายข้าศึกเป็นมุสินาม ให้ใช้ขุนพลที่มีชื่อพยัคนามออกสู้รบ ถ้านามฝุายข้าศึกเป็นสุนัข นามให้ใช้ขุนพลสีนามออกต่อสู้ ถ้าข้าศึกเป็นอชนามให้ใช้คชนามออกต่อสู้ เมื่อจัดการดังนี้แล้วก็จะได้ ชัยชนะ และเมื่อจะเคลื่อนทัพไปหนใดก็ต้องก าหนดเวลา เชื่อว่าดีที่สุดเป็นชัยมงคลแก่กองทัพ หรือที่ เรียกว่า ฤกษ์พิชัยสงคราม ซึ่งโหราจารย์ประจ ากองทัพจะเป็นผู้หาฤกษ์ให้ โดยเชื่อกันว่าฤกษ์เคลื่อน


๗๑ ทัพมีอิทธิพลที่จะช่วยส่งเสริมให้มีชัยชนะหรือปราชัยแก่ข้าศึก และยังมีพระราชพิธีตัดไม้ข่มนาม ประกอบฤกษ์ด้วย การจัดการกองทัพและการเคลื่อนทัพในต าราพิชัยสงครามระบุได้ชัดเจนว่า กระบวนพยุหยาตราทัพต้องประกอบด้วยริ้วขบวนขนาบขนานของเหล่าทหารตามล าดับ เพรียบพร้อม ด้วยระเบียบวินัยอันดียิ่ง มีแสนยานุภาพเข้าท าศึก มียุทธานุภาพอันเกรียงไกร มีเสบียงอาหารส่งก าลัง บ ารุงเสริมพลังรบอย่างพร้อมเพรียง ดั่งค าประพันธ์ที่ปราก าอยู่ในหนังสือสมุดไทยเรื่องต าราพิชัย สงครามเขียนไว้ ว่า “จัดแจงแต่งพยู่ห์โยธา พลช้างพลม้า อีกพลรบครบครันจัดทหารชาญเข้มแขง ขยัน เร่งรัดเลือกสัน ผู้ไวผู่แว่นแก่นการเกนไว้ให้เสรจ์โดยวาร ส าเนียงเสียงสาร ให้รู้การศึกทุกอัน ปืน ใหญ่หน้าไม้เกาทัน ใหญ่น้อยจงสัน ให้เลือกแต่ล้วนหย่างดี แหลนหลาวทวนง้าวตาวจรี กันถัศหัดถี ทัง ไล่แลหนีวชาญฯ...” ในการจัดกองทัพนั้นต้องมีก าลังศึก ๘ ประการได้แก่ หัวศึกคือแม่ทัพ ,มือศึกคือกองหัวปุา ,ตีนศึกคือช้างม้า ,ตาศึกคือโหราจารย์ ,หูศึกคือกองสอดแนม ,ปากศึกคือทูต ,เขี้ยวศึกคือทหาร ,ก าลังศึกคือไพร่พล การด าเนินศึก ผู้เป็นแม่ทัพต้องรอบรู้กลศึก หรือวิธีเคลื่อนทัพเพื่อลวงข้าศึกในรูปแบบ ต่างๆ เช่น เมื่อมีความประสงค์จะเข้าโจมตี ก็แสดงให้เห็นเหมือนไม่มีเจตนาที่จะท าเช่นนั้น หรือยั่ว อารมณ์ให้ข้าศึกรู้สึกโกรธบ้าง เมื่อเห็นว่าข้าศึกมีก าลังเข้มแข็งก็หลีดเลี่ยงเปลี่ยนเป็นลอบเข้าโจมตีให้ เกิดการระส่ าระส่ายก่อน และเข้าโจมตีเมื่อข้าศึกมีก าลังอ่อนลง หรือถ้าข้าศึกพักรบก็คอยรังควานให้ ร าคาญใจ ด าเนินให้กองทัพแตกความสามัคคี เพื่อก าลังทัพจะได้ไม่เข้มแข็ง เป็นต้น เหล่านี้ในต าราพิชัยสงครามก าหนดไว้ ๒๑ ประการคือ กลฤทธิ กลสีหจักร กลหลักซ่อนเงื่อน กลเถื่อนจ าบัง กลพังภูเขา กลม้ากินสวน กลพวนเรือโยง กลโพงน้ าบ่อ กลพ่อช้าง ปุา กลฟูาง าดิน กลอินทพิมาน กลผลานศตรู กลชูพิสแสลง กลแข็งให้อ่อน กลย้อนภูเขาหรือพังภูเขา กลเย้าให้ยอม กลจอมปราสาท กลราชปัญญา กลฟูาสนั่นเสียง กลเรียงหลักยืน และกลปืนพระราม ในระหว่างเคลื่อนทัพ ชัยภูมิที่ตั้งกองทัพต้องพิจารณาให้รอบคอบ ตัวอย่างเช่น ภูมิประเทศเป็นแม่น า้ ล าธาร ห้วย หนอง การจะตั้งกองทัพให้ไว้ช้างอยู่ข้างในไว้ม้าและ พลเดินเท้าชั้นนอก แล้วให้ขุดคูท าเป็นก าแพงรอบให้มีหอรบบนก าแพง เป็นต้น ส่วนแบบแผน กระบวนทัพ ต้องจัดแต่พยุหยาตราทัพเป็นรูปต่างๆ เช่น แต่งเป็นรูปปราสาทพยูห์ คือเคลื่อนทัพเป็น กระบวนริ้วปราสาท แต่งเป็นรูปจังโกทะกะพยูห์ คือเคลื่อนทัพเป็นริ้วขบวนรูปกระถางดอกไม้ เป็นต้น


๗๒ การด าเนินศึกตามหลักวิชากลยุทธิ์โบราณในต าราพิชัยสงครามกล่าวไว้ หลายประการ ตัวอย่างเช่น ด าเนินดุจหงส์บิน ให้กองทัพหลวงและพลช้างเดินทัพไปก่อน แล้วให้ จตุรงค์พลทั้งสี่ แยกออกเป็นสองส่วน ยกตามไปเป็นซ้ายขวาแล้วให้ทัพหลวงเฉวียนฉวัด หกคืนตาม ยุทธวิธีด าเนินศึกอีกประการหนึ่งคือการจัดกระบวนทัพเพื่อการตั้งรับ และเข้าตีขณะประจัญหน้ากัน กอปรด้วยแสนยานุภาพอันมีเปรียบเสียเปรียบเช่น จัดรูปทัพรูปสีหนามพยูห์ เป็นการตั้งรับรูปสิงห์ใน อิริยาบถก้าวเดิน ใช้ส าหรับการตั้งทัพในพื้นที่อันมีชัยภูมิประกอบด้วยปุาชายเขาดงใหญ่ โดย ก าหนดให้ทัพหน้าอยู่ที่คอสิงห์ ทัพหลวงอยู่ที่ท้องสิงห์ ทัพหลังอยู่ที่หางสิงห์ และมีกองแซงล้อมรอบ อยู่ ๔ ทิศ จัดทัพรูปปทุมพยูห์ เป็นการตั้งทัพรูปดอกบัว ใช้ได้ทั้งตั้งทัพและเดินทัพ ในพื้นที่อันมีชัยภูมิ อันเป็นที่ราบกลางทุ่งโล่ง และถ้าจัดทัพตั้งรับรูปปมธุกพยูห์มีรูปดั่งรวงผึ้งย้อย ให้จัดพลรบเข้าตีด้วย ธนุกะพยูห์ มีรูปดั่งคันธนู เป็นต้น ต าราพิชัยสงครามที่มีฉบับในปัจจุบันถึงแม้จะไม่ให้รายละเอียดเชิงปฎิบิ อย่างชัดเจนแต่ก็จัดว่าเป็นเอกสารโบราณที่มีคุณค่ายิ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทยเพื่อชนพื้นหลังได้ ศึกษาเป็นพื้นฐานทางการรบ อีกประการหนึ่งชื่อของแม่ทัพนายกองผู้ท าหน้าที่คุมกองทัพนั้นต้องมีชื่อที่ ข่มฝุายข้าศึกด้วย เช่น ชื่อของนายทัพหรือขุนพลของกองทัพฝุายข้าศึกเป็นนาคนาม ให้ใช้ขุนพลที่มี ชื่อเป็นครุฑนามออกต่อสู้ จะได้ชัยชนะ การนับโมงยามแบบโบราณ การแบ่งเวลาในสมัยโบราณนั้นแบ่งเวลากลางคืนออกเป็น ๔ ยาม กลางวัน ๔ ยาม การนับโมงยามแบบโบราณ มีดังนี้ ปฐมยาม จากยามค่ าคืนไปถึง ๓ ทุ่ม (๑๘.๐๐-๒๑.๐๐ น.) ทุติยาม จาก ๓ ทุ่ม ไปจนถึง ๖ ทุ่ม (๒๑.๐๐-๒๔.๐๐ น.) ตติยาม จาก ๖ ทุ่ม ไปจนถึง ๙ ทุ่ม (๒๔.๐๐-๐๓.๐๐ น.) ปัจฉิมยาม จาก ๙ ทุ่ม ไปจนถึงย่ ารุ่ง (๐๓.๐๐-๐๗.๐๐ น.) ประเพณีและพิธีกรรมความเชื่อต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพิไชยสงครามของ ไทย ๑. โขลนทวาร พิธีไสยศาสตร์บ ารุงขวัญทหารก่อนที่จะออกสงคราม ท าเป็นประตูปุา ซุ้ม ประตูประดับด้วยกิ่งไม้สดๆให้ทหารในกองทัพลอด มีพราหมณ์คู่หนึ่งนั่งบนร้านสูงสองข้างประตู ท า


๗๓ พิธีสวดพระเวท ประพรมน้ ามนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่กองทัพ พิธีนี้ต่อมาได้มีพิธีกรรมทาง พระพุทธศาสนาเข้ามาด้วย โดยพระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้าชนะมาร แล้ว ประพรมน้ ามนต์แก่ทหารที่ลอดซุ้มประตูเมื่อเสร็จศึกสงครามแล้วต้องผ่านโขลนทวารอีก กันเสนียด จัญไร แก้กันภูตผีปีศาจที่อาจติดตามมาจากสนามรบ เป็นพิธีการที่บ ารุงขวัญทหารผ่านศึกไม่ให้เสีย ขวัญจากการสงครามนั่นเอง ๒. ตัดไม้ข่มนาม ในเวลาที่บ้านเมืองมีศึกสงคราม บรรดาโหราจารย์ต่างๆ จะมีบทบาทในการ ประกอบพิธีบ ารุงขวัญทหารทั้งหลาย เพื่อเป็นการสร้างขวัญก าลังใจให้แก่เหล่าทหารฝุายผู้ท าพิธี และ ยังเป็นการข่มขวัญทัพฝุายศัตรูด้วย หนึ่งในพิธีกรรมดังกล่าว คือ พิธีตัดไม้ข่มหนาม ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ นิยามค า "ตัดไม้ข่ม หนาม" ไว้ว่า ก.ท าพิธีทางไสยศาสตร์ก่อนออกสงคราม โดยหาไม้ที่มีชื่อเหมือนหรือส าเนียงคล้ายชื่อ ข้าศึกมาตัดให้ขาดเพื่อเอาชัย. น. เรียกพิธีกรรมอย่างนั้นหรือที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้นว่า พิธีตัดไม้ ข่มนาม. ในต าราพิไชยสงคราม กล่าวถึงโชคลางในการสงครามที่ส าคัญๆ ได้แก่ ๑. ฤกษ์ยาม ๒. โขลนทวาร ๓. ตัดไม้ข่มนาม ๔. โหรตีฆ้องชัย ๕. ไหว้ผีสางเทวดา พิธีตัดไม้ข่มนามนั้นมีหลายวิธี เช่น ๑. ตัดไม้ที่มีพยัญชนะตัวหน้าตรงกับพยัญชนะต้นของชื่อศัตรู เช่น ศัตรูชื่อ ว่า "ทอง" ก็หาไม้ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ "ท" มาแล้วฟันให้ขาด โดยผู้ที่ฟันไม้จะเป็นนายทหารที่รับ พระแสงต่อหน้าพระพักตร์เพื่อน าดาบไปฟันไม้ เมื่อฟันแล้วผู้ฟันหันหน้าไปสู่พระราชวัง ไม่เหลียว กลับมาดูเป็นอันขาด จากนั้นน าความเข้ากราบทูลเหนือหัวว่า "ข้าพระพุทธเจ้าออกไปปราบศึกครั้งนี้มี ชัยชนะแก่ข้าศึก" หรือผู้ที่ฟันจะเป็นพระมหากษัตริย์เองเลยก็ได้ ๒. เขียนชื่อของข้าศึกลงในกาบหยวกจากนั้นท าเช่นเดียวกับข้อ ๑ ๓. เหยียบใบไม้ที่มีพยัญชนะต้นเป็นกาลกิณีของศัตรู ๔. ท าพิธีใหญ่โดยพราหมณ์หรือหมอ หรือผู้ที่ช านาญการ มีการตระเตรียม โรงพระราชพิธีอย่างยิ่งใหญ่ขึ้น กลางลานมีการท าพิธีลงเลขยันต์ต่างๆ การปลุกเสก การอวยชัย การดู


๗๔ ฤกษ์ยามต่างๆ รวมเวลาไม่ต่ ากว่า ๓ วัน โดยจะมีการเอาดินมาปั้นเป็นหุ่นของหัวหน้าฝุายข้าศึก จะใช้ ก้อนดินสิบสองก้อน โดยน าเอามาจากสถานที่ ๓ แห่งด้วยกัน ได้แก่ ใต้ท่าเรือ ใต้สพาน และจากปุาช้า หุ่นดินนั้นจะสวมใส่เสื้อผ้าตามแบบข้าศึกที่หน้าอกลงยันต์ มีชื่อเรียกว่า พุทธจักรท าลายจักรและกิ่งไม้ ที่มีชื่อเดียวกัน หรือที่คล้ายคลึงกับชื่อของข้าศึกมัดติดต้นคอเอาไว้ หุ่นดินนี้ก็จะน าเอาไปมัดติดไว้กับ ต้นกล้วยที่เอามาตั้งไว้ใกล้กับศาลาเพื่อพิธีการนี้โดยเฉพาะ ในเวลา ๐๙.๐๐ น. พระมหากษัตริย์จะ พระราชทานดาบอาญาสิทธิ์ให้กับผู้บัญชาการกองทัพซึ่งเป็นขุนศึกใช้ร าดาบศึก ลักษณะการร าดาบศึกและสิ้นสุดลงด้วยการใช้ดาบฟันศีรษะของหุ่นดินปั้น ให้ขาดลงในการฟันครั้งเดียว หลังจากนั้นขุนศึกก็จะน าเอาดาบอาญาศึกขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายกลับ และ ทูลว่าได้ท าการปราบข้าศึกตามพระราชโองการเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นพระมหากษัตริย์จะมีพระ ราชด ารัสให้เคลื่อนทัพ ทหารทั้งหลายจะย่างก้าวเหยียบย่ าหุ่นดินจนจมเสมอพื้นเป็นอันเสร็จพิธี พิธีตัดไม้ข่มนามในปัจจุบันหาชมยากมาก เป็นการแสดงร าดาบครูของ ส านักทรงบางส านัก โดยจะใช้ดาบครูแทนดาบอาญาศึก และจะไม่มีการปั้นหุ่นข้าศึก มีเฉพาะแต่ลีลา การร่ายร าเท่านั้นที่ยังเหมือนเดิม ผู้ร าจะเริ่มด้วยการเข้าทรง ท่าการร่ายร าทั้งหลายมาจากจิตส านึก ในขณะช่วงที่ร าโดยไม่มีการฝึกซ้อมมาก่อน ๓. สวัสดิมงคล ต าราพิชัยสงครามของไทยบอกลักษณะมีชัยไว้สิบประการ แต่คัดลอกต่อๆ กันมา จึงเหลือเพียง ๘ ประการ คิดอ่านดี วางแผนดี ฤกษ์พานาทีดี ช้างม้ากล้าหาญดี ไม่ขาดอาหาร ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ประกอบพิธีอันถูกต้อง การลักลอบเข้าเผาเมืองมีชัยชนะ เเละมีข้อห้ามดังนี้ -ถ้าจะไปรณรงค์สงคราม ห้ามลูกเมียข้าคนอื่นซึ่งอยู่ ภายหลัง อย่าตีหม้อ ข้าวหม้อแกงบนเรือน อย่าตบตีคนบนเรือน ให้เลือดตกทับเรือน อย่าให้ตบมือเล่นเต้นร าให้จงได้ -ถ้าจะไปสงคราม ให้อาบน้ าก่อนค่อยไป เมื่อจะนอนทุกครั้งให้ล้างเท้า เสียก่อน -ถ้าจะตัดผมตัดเล็บมือเล็บเท้า ให้ตัดวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เสาร์ ถ้าจะสระผม ให้สระวันอังคาร เสาร์ถ้าจะเรียนวิชาให้เรียนวันพฤหัส -ห้ามอย่าเอาผ้านุ่งเช็ดหน้า อย่าล้างหน้าด้วยกระบวยกะลา ให้ล้างหน้า ด้วยขัน -อย่าฆ่าสัตว์ที่ต้องปีเกิด จะเป็นการถอยอายุ -การเอาผ้านุ่งเช็ดหน้า ถือกันมากว่าเป็นอัปมงคล ด้วยผ้านุ่งเป็นของต่ า จะ ท าให้สง่าราศีเสีย


๗๕ -เรื่องอัปมงคลนี้โบราณถือกันมาก เช่น จะกินหมากเมื่อหยิบใบพลูจะปูาย ปูนต้องเด็ดปลายทิ้งเสียก่อน ถือว่าปลายเป็นหางของใบพลู เมื่อจะเก็บผักต าลึงมาแกงก็ต้องเด็ดตีนทิ้ง โบราณถือว่าจะท าให้คาถาเสื่อม -ส่วนกระบวยกะลานั้นถือว่าเป็นของต่ าคนโบราณมักใช้ กระบวยตักน้ ากิน และกระบวยตักน้ าล้างเท้า ไม่นิยมใช้กระบวยตักน้ าล้างหน้า ความเชื่อนี้ ท าให้ทหารที่ไปสงคราม จะต้องมีขันโลหะเล็กๆติดตัวไปใช้ตัก น้ ากินและล้างหน้าเมื่อจะถ่ายมูลหนักมูล เบา ให้หันหน้าไปประจิมและอุดรจึงจะดี อย่าถ่มน้ าลายลง ที่อาจม ถ้าถ่มที่นั่น จะเจรจาหาสง่ามิได้ -ครั้นถ่ายทุกข์แล้วให้อาบน้ าเสีย ถ้าหาน้ าอาบมิได้ ให้ล้างหน้าลูบหน้าเสีย -ถ้าจะอาบน้ าในคลองและห้วยธาร ห้ามถ่ายมูลหนักเบาลงในน้ า -ถ้าตัวอยู่บนบก บนเรือน บนไม้ ถ่ายมูลหนักเบา ลงในน้ าได้แล. ซึ่งในยวนพ่ายโคลงดั้นปราก าพิธีเหล่านี้ เกี่ยวกับการไปยออยุบาตร ซึ่งเป็น การยกทัพเพื่อไปท าพิธีตัดไม้ข่มหนาม ดูฤกษ์ยาม เเละท าพิธีเพื่อเกิดความมงคลเเก่กองทัพ การท าพิธี นั้นก็ต้องดูลางสังหรณ์จากนกที่บินผ่านเรียกว่า “สกลุสังหร” ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ ไปยอยุบาตรส้อง ศรีสกุณ ก่อนฤๅ ในท่าไชยเอาไชย ชื่นแกล้ว คือเทพอรชุน เร็ว รวจ การแฮ พระแต่งตรัสแล้วถ้วน เสร็จแสดง (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๑๘๖) ถอดความ ไปยอยุบาตรและสกุณก่อน ณ ที่ท่าไชยเพื่อเอาไชยด้วยความ ชื่นชมกล้าหาญ คือเทพอรชุนผู้รวดเร็วในการรบ ทรงต่งทรงรู้แล้วถ้วนจบการท าพิธี เห็นเป็นการท าพิธีทางไสยศาสตร์ ตามประเพณีของการยกทัพ ต้องท าพิธี "ไปยอยุบาตร" เพื่อสังเกต "สกุณฤกษ์" ก่อน คือ ขณะที่ท าพิธีนั้น ถ้ามีนกบินมาจากทิศใดไปสู่ทิศใด ในบริเวณมณฑลพิธีแล้ว ก็ ถือเอานกนั้นเป็น "สกุณสังหร" (ฉันทิชย์ กระเเสสินธุ์,๒๕๑๓:๒๕๐) ๗.๒.๓ ศาสนา ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จะเห็นได้ว่าในสมัยอยุธยาจะมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมี ความสัมพันธ์กับศาสนาพราหมณ์ฮินดู ชาวอินเดียที่เป็นพราหมณ์เข้ามาในประเทศไทยก่อนสมัย สุโขทัยโดยผ่านหลายทาง


๗๖ ทางแรก ได้แก่ ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศไทย ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลผ่านทางเขมรซึ่งขณะนั้นคือ อาณาจักรฟูนัน ราวพุทธศตวรรษที่ ๖ โดยเขมรมีอิทธิพลและบทบาท ทั้งทางการเมืองและทางศิลปะอยู่ในดินแดนแถบนี้มาก่อน ดัง ปรากฏหลักฐานจากโบราณสถาน เช่น ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย ทางที่ ๒ ได้แก่ ภาคกลางตอนล่าง และภาคตะวันตก ได้รับอิทธิพลผ่านอาณาจักร ทวารวดี ซึ่งมีเมืองนครปฐมเป็นศูนย์กลาง โดยรับเอาศาสนาพราหมณ์มาจากอินเดียโดยตรง เนื่องจาก ในราว พ.ศ. ๓๐๓ เมื่อครั้งที่พระโสณเถระกับพระอุตรเถระ เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาใน อาณาจักรทวารวดี พระเถระเหล่านี้เข้ามาในฐานะศาสนทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช การเดินทางมา ในครั้งนั้น มีคณะพราหมณ์จากอินเดียติดตามมาด้วย ด้วยเหตุนี้นักวิชาการ อาทิ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล และกาญจนา สุวรรณวงศ์ จึงสันนิษฐานว่า ศาสนาพราหมณ์ น่าจะได้ประดิษฐานตั้งมั่นในผืน แผ่นดินไทย นับจากสมัยนั้นเป็นต้นมา ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีในสมัยทวารวดี ที่เกี่ยวเนื่อง กับศาสนาพราหมณ์ อาทิ เทวสถาน เทวรูป พระเป็นเจ้าต่างๆ ในบริเวณจังหวัดในภาคตะวันตก เช่น ที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี ทางที่ ๓ ได้แก่ ภาคใต้ของไทย โดยรับผ่านพราหมณ์ที่มากับพ่อค้าอินเดียซึ่งเดินทาง มาค้าขายที่เมืองท่าต่างๆ ทางภาคใต้ ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย โดยพบหลักฐานทางโบราณคดีอัน เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ในที่ต่างๆ เป็นจ านวนมาก เช่น ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี พังงา พัทลุง อย่างไรก็ดี หลักฐานทางโบราณคดีที่รับอิทธิพลผ่าน ๓ อาณาจักรข้างต้นแสดงว่า ใน ระยะแรก ผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์นั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกชนชั้นสูง เนื่องจากสถาบันกษัตริย์ยอมรับ พิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังคงนับถือพระพุทธศาสนา และมี ความเชื่อดั้งเดิม และบางส่วนมีความเชื่อผสมผสานระหว่างพระพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ และ ความเชื่อเรื่องผี คัมภีร์ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือ คัมภีร์พระเวท แปลว่า ความรู้มาจากพระเจ้า พระ ผู้ประเสริฐ คือ พรหม คัมภีร์พระเวทจึงเป็นค าสอนของพระเจ้า มีเทพเจ้าทั้งหลายเป็นที่เคารพนับถือ แต่มี๓เจ้าส าคัญที่เป็นใหญ่หรือเรียกว่าพระตรีมูรติประกอบด้วย พระพรหม คือผู้สร้างโลก พระวิษณุ คือผู้ดูแลปกปักรักษา พระศิวะ คือผู้ท าลายสิ่งชั่วร้าย ซึ่งมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมไทยหลายๆอย่างที่ ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน


๗๗ ศาสนาพุทธ พระมหากษัตริย์และศาสนามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกัน ศาสนาที่มี บทบาทส าคัญในสังคมไทย ก็คือ ศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาประจ าชาติ พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็น องค์อุปถัมภกพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง ศาสนาก็ช่วยกล่อมเกลาจิตใจผู้คนในสังคมให้ด ารงตนใน ศีลธรรม ซึ่งท าให้พระมหากษัตริย์ปกครองบ้านเมืองได้อย่างสงบสุขเหมือนดังที่ (ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา ๒๕๑๗: ๑๒) อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และศาสนาพุทธไว้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยนั้นทรงเป็นผู้ท านุบ ารุงพระพุทธศาสนาอย่างส าคัญยิ่ง เรียกได้ ว่าเป็นหลักมั่นคงในการค้ าจุนพระพุทธศาสนาให้ด ารงอยู่ และในขณะเดียวกัน พระพุทธศาสนาก็เป็น หลักส าคัญที่ช่วยเหลือในการด าเนินกิจการปกครองประเทศขององค์พระมหากษัตริย์ และเป็น เครื่องมือส าคัญที่ท าให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ก็ต้องนึกถึง พระพุทธศาสนา และเมื่อใดที่นึกถึงพระพุทธศาสนาก็จักต้องร าลึกถึงพระมหากษัตริย์เป็นของควบคู่ กันไป ต่างฝุายต่างก็ต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน พึ่งพาอาศัยกันจึงจะบังเกิดผลคือความเจริญ สมบูรณ์พร้อมทุกประการของประเทศชาติ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธ ศาสนาอย่างมาก พระองค์ทรงปฏิบัติราชกิจที่เกี่ยวข้องกับการท านุบ ารุงพระพุทธศาสนามาอย่าง ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาล พระองค์ทรงยกพระราชมณเทียรที่ใกล้กับบึงพระรามถวายสร้างเป็นวัด พระศรีสรรเพชญ์ จากนั้นพระองค์จึงได้สร้างพระราชมณเทียรขึ้นใหม่ให้ใกล้กับริมแม่น้ า วรรณคดียอ พระเกียรติเป็นงานเขียนที่มีความเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์โดยตรง พุทธศาสนาเป็นความคิด ส าคัญที่กวีน ามาใช้ในการสรรเสริญพระมหากษัตริย์ทั้งด้านการแสดงคุณสมบัติของพระมหากษัตริย์ และการแสดงให้เห็นความเลื่อมใสศรัทธาของพระมหากษัตริย์ในการบ ารุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง ยวนพายโคลงดั้นแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น ความคิดเรื่องพระมหากษัตริย์ในอุดมคติของพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือในการยกย่องและสร้าง ภาพลักษณ์พระมหากษัตริย์ในวรรณคดียอพระเกียรติให้เป็นไปตามอุดมคตินั้น ไม่ว่าจะเป็นความคิด เรื่องพระโพธิสัตว์และธรรมราชา ๗.๒.๔ วัฒนธรรม สหธรรม(มารยาท) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายของค าว่า สหธรรม ไว้ว่า คือ ธรรมอันเดียวกัน, กฎหรือความเชื่อถืออย่างเดียวกัน พระราชบัญญัติวัฒนธรรม แห่งชาติ ปีพุทธศักราช ๒๔๘๕ ได้แบ่งประเภทวัฒนธรรมออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่


๗๘ เนติธรรม (Moral) คือวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับหลักในการด ารงชีวิตส่วนใหญ่เป็นเรื่องของจิตใจ และได้มา จากศาสนา ใช้เป็นแนวทางในการด าเนินชีวิตของสังคม เช่น ความเสียสละ ความขยัน หมั่นเพียร การ ประหยัดอดออกม ความกตัญญู ความอดทน ท าดีได้ดี เป็นต้น นิติธรรม (Legal) คือวัฒนธรรมทางกฎหมาย รวมทั้งระเบียบประเพณีที่ยอมรับนับ ถือกันว่ามีความส าคัญพอ ๆ กับกฎหมาย เพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สหธรรม (Social) คือวัฒนธรรมทางสังคม รวมทั้งมารยาทต่าง ๆ ที่จะติดต่อเกี่ยวข้องกับสังคม เช่น มารยาทในการรับประทานอาหาร มารยาทในการติดต่อกับบุคคลต่าง ๆ ในสังคมวัตถุธรรม (Material) คือวัฒนธรรมทางงวัตถุ เช่น เคราองนุ่งห่ม ยารักษาโรค บ้านเรือน อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ สะพาน ถนน รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งในยวนพ่ายโคลงดั้นได้ปรากฎวัฒนธรรมด้านมารยาทไทยไว้ว่า มารยาทสังคมของ ไทยแต่โบราณย่อมไม่หัวเราะดังและยามหัวเราะต้องปูองปาก เเสดงให้เห็นว่าคนไทยสมัยค่อนข้าง เคร่งในเรื่องมารยาท ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรประพฤติปฏิบัติ เเละอบรมสั่งสอนลูกหลาน จนกลายมรดกตกทอดที่ทรงคุณค่าถึงปัจจุบัน โคลงบทนี้แสดงมารยาทดังกล่าว และการปูองปากหวัว นั้นเป็นท านองถูกเย้ยหยันด้วย ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ ส่วนแรงรู้น้อยอ่อน ลอรรถา นี้ฤๅ ก็ไปุพอพรายอรรถ ออกพร้อง เพราะใจจ านงพา หุลเหตุ แสดงฤๅ รอยถ่วยเรืองรู้ปูอง ปากหวัว (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๕๓) ถอดความ ถ้าใครมีความรู้ในด้านโวหารน้อย ก็ไม่สามารถพูดออกมาไพเราะได้ เพราะใจมุ่งต่อเรื่องราวมากมายที่ปรากฎชะรอย ผู้เรืองปัญญาปูองปากหัวเราะ การเเต่งกาย เครื่องเเต่งกายของนักรบ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวว่า “หลักฐานทางประวัติศาสตร์อันแรกที่เกี่ยวกับการ แต่งกายของผู้ชายไทยที่เรามีอยู่ที่ระเบียงนครวัด คือในขบวนกองทัพของพระเจ้าสุริยะวรมัน ผู้สร้าง นครวัดนั้น มีอยู่ห้องหนึ่ง ! ซึ่งแปลกกว่าห้องอื่น เพราะเหตุว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “เซียมกุฏิ” คือเป็น ห้อง “สยาม” หรือ “ห้องไทย” เราได้เห็นกองทัพไทยสลักไว้บนศาลาที่ระเบียงนครวัด แสดงการแต่ง กายของคนไทยเมื่อราว แปดเก้าร้อยปีหรือพันปีมาแล้วอย่างชัดแจ้ง เท่าที่เห็นที่นครวัด ผู้ชายไทยใน สมัยนั้นไว้ผมยาวชนิดที่รอบ ๆ ศรีษะปล่อยลงมาประบ่า เป็นท านองผมบ๊อบ แล้วเกล้ากระหม่อมก็


๗๙ เกล้าขึ้นไปเป็นมวยสูง แล้วก็ปักปิ่น เสื้อนั้นไม่ปรากฏว่าใส่ แต่ว่าสิ่งที่นุ่งอยู่นั้นมันบอกยากครับ เพราะ เหตุว่าดูในรูปสลักหิน เราไม่รู้ว่าท าด้วยวัตถุอะไร ลักษณะนั้นเป็นคล้าย ๆ กับกระโปรงสั้นแค่เข่า เหมือนอย่างกับพวกสก็อตนุ่ง คือพวก kilt เป็นผ้าพันรอบกายยาวประมาณแค่เข่า แต่ของสก๊อตนั้น เขาท าจากผ้าสักหลาด ของเรานั้นอาจเป็นผ้าก็ได้ แต่เมื่อครั้งกรมศิลปากรมีการสัมมนาที่สุโขทัย เกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมสมัยสุโขทัย ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ และได้มีท่านหนึ่งแนะขึ้นอย่างที่น่าฟังอย่าง ยิ่งว่า ลักษณะของสิ่งที่คนไทยที่ปรากฏอยู่ที่นครวัดนุ่งนั้นมันเป็นเส้น ๆ อยู่ ที่พันรอบกายน่ะ อาจจะ ไม่ใช่ผ้า อาจจะเป็นหวายก็ได้ ถ้าหากว่าความเห็นนั้นถูกซึ่งผมก็เห็นว่าไม่มีอะไรจะน่าขัดแย้ง ก็แปลว่า คนไทยสมัยเมื่อเก้าร้อยหรือพันปีมาแล้ว นุ่งมู่ลี่ เอาหวายท ามู่ลี่แล้วก็นุ่ง ภาพปรากฏอยู่ที่นครวัดนั้น มันเป็นภาพของทหารที่ก าลังจะไปรบ ขี่ช้างขี่ม้าถืออาวุธ เพราะฉะนั้นทหารที่ไปรบอาจจะต้องนุ่งห่ม ด้วยวัตถุที่จะเป็นเครื่องปูองกันตัวด้วย ดังนั้นคนไทยในสมัยนั้นอาจจะนุ่งอะไรที่ท าด้วยหวายเป็นเส้น ๆ เพื่อออกรบจริง ๆ แต่เห็นจะเป็นไปโดยวัตถุประสงค์ที่ว่าจะให้หวายนั้นเป็นเครื่องปูองกันอาวุธหอก ดาบได้ เพราะว่ามันมีสปริง เอาดาบฟันมาบางทีมันก็คงไม่เข้าเบอะบะเหมือนกับนุ่งผ้าไปรบ” “จิตร ภูมิศักดิ์” อธิบายเรื่องการแต่งกายของนักรบสยามไว้ในหนังสือ “ความ เป็นมาของค าสยาม, ไทย, ลาว และขอม มูลนิธิโครงการต าราฯ (๒๕๑๙: ๑๓๐-๑๕๐) สรุปได้ว่า ภาพชาวเสียม (สฺยา) ในระเบียงนครวัดนั้น ร่างใหญ่ แข็งแรง ใบหน้ายาว. จมูกยาว โด่งกว่าจมูกภาพชาวเขมร บางคนก็มีหนวดมีเคราด้วย. ทุกคนใส่ตุ้มหูห่วงกลมเหมือนจักรวงเขื่อง ไว้ ผมยาว เกล้าทรงสูงลดชั้นขึ้นไปกลางกบาล บนยอดประดับดอกไม้ไหวเป็นช่อสูง เมาลีที่เกล้าดูเหมือน จะมีเครื่องรัดที่ไทยโบราณเรียกเกี้ยว ผมตอนล่างของกบาล คือบริเวณท้ายทอยจรดหูปล่อยปรกลง ประบ่า มีพวงดอกไม้แซมผมรอบท้ายทอยเป็นระย้า. ทรงผมนี้ผิดกับทัพชาวเขมรและละโว้ทั้งหมด ซึ่ง พวกนั้นสวมเทริดยอดเป็นรูปหัวสัตว์ต่างๆ, ไม่ปล่อยผมประบ่าเลย เสื้อ เสื้อแขนสั้น ไม่มีคอ คือเจียนผายขึ้นไปเลย บ้างก็เป็นเสื้อเรียบๆ บ้างก็เป็นเสื้อ แพรลายดอกไม้เป็นดวงๆ (ที่ว่าเป็นเสื้อแพรก็เพราะผ้าไหม, ผ้าฝูายของไทยไม่มีทอเป็นลายดอกไม้ อย่างนั้น ลายอย่างนั้นมีแต่ทาในแพร) ปลายแขนเสื้อและชายเสื้อมีขลิบริมลวดลาย. โสร่ง โสร่งมีทั้งเป็นผ้าพื้นเรียบและทั้งลายแบบผ้านุ่งลาวโส้ง (ผู้ไท) ซึ่งนุ่งให้เชิงผ้าข้างล่างผายนิดๆ เหมือนโสร่งมอ-พะม่า แต่สังเกตว่าไม่ได้เพลาะชายผ้าให้เป็นถุง หากเป็นผืน และนุ่งพันแบบมลายู. รอบเอวมีดอกไม้ห้อยเป็นระย้าลงมาเป็นสายยาวเกือบจรดเข่าเหมือนระย้าประดับเอวระบาฮาวาย. มือถือหอกหรือทวน และดั้ง. เจ้านาย ตัวนายทัพเสียมกุก แต่งตัวสวมเสื้อ นุ่งโสร่งแบบเดียวกันกับไพร่พล ต่างแต่ มีผ้าคาดอก เอวเหน็บกริชอันเบ้อเร่อ ยืนโก่งธนูอยู่บนหลังช้าง.


๘๐ ผม เกล้าลดชั้นขึ้นไป และมีดอกไม้ไหวประดับเป็นช่อเช่นกัน ต่างแต่ว่าพวงดอกไม้ ห้อยแซมผมที่รอบท้ายทอยนั้นมากกว่าของพวกไพร่พลจนดูเป็นแผงซ้อนกันทีเดียว ร่ม เครื่องสูงที่ใช้ประดับยศผู้น าบนหลังช้างนั้น เป็นร่มใหญ่คล้ายกลด แต่หลังคาลาดตรง ไม่คุ่ม มีเชิง ระบายหลุบมนลงมานิดหน่อย, คันยาว ถือชูบังคนที่ยืนบนหลังช้างได้สบาย และใช้ประดับเป็นหมู่ หลายๆ คัน. ผ้าคาดอก นอกจากเสื้อแล้ว ตัวนายของทัพเสียมกุกบนหลังช้างยังมีผ้าคาดอกเป็น แถบใหญ่ อันนี้แปลกดี, ปรกติผ้าของไทยยุคหลังๆ มักจะคาดพุง. แต่ในวรรณคดีเรื่องท้าวฮุ่งมีปรากฏ ชัดว่าตัวขุนเจืองเวลาแต่งตัวขึ้นช้างก็คาดผ้าดอกลายเครือวัลย์งดงามทีเดียว นุ่งผ้าผืน พวกเสียมกุกทั้งตัวนายที่ยืนบนหลังช้างและทั้งไพร่พลก็นุ่งผ้าเป็นผืน แต่ พันรอบตัวให้เชิงผายนิดๆ ตุ้มหูภาพสลักรูปเสียมกุกใส่ตุ้มหูห่วงกลมกระชับรู ค่อนข้างโต มีลายเป็นจักๆ นั้น อันนี้ตรงกับในวรรณคดีเรื่องท้าวฮุ่งเผงทีเดียว. พวกผู้ชายใส่ตุ้มหูห่วงด้วย ซึ่งในหนังสือวรรณคดี เรียกว่า กะจอนต้าง (ต้าง ภาษาลาวหมายถึงติ่งของใบหู และหมายถึงตุ้มหูห่วงขนาดใหญ่ด้วย) ซึ่งปรากฎในยวนพ่ายโคลงดั้น ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ พวกพลกล้ากล้ากลาส ไปหนา หนั่นแฮ หารห่มเกราะกรายกราย ก่อนม้า ประดับประดาดา แหนแห่ พระนา แลเครื่องแลหน้าหน้า ใคร่ชม (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๖๒) ถอดความ ไพร่พลที่กล้าหาญไปหนาแน่น หุ้มเกราะกรายกันอาวุธ (สมัยโบราณ เครื่องปกปิดร่างกายกันความอาย มีการทอผ้าเอามาปกปิดส่วนล่าง เรียกว่า นุ่ง ส่วนบน เรียกว่า ห่ม เช่น ห่มผ้า ห่มเกรา ครั้งนั้นยังไม่นิยมเสื้อ เมื่อมีสิ่งอื่นมาปกปิดร่างกายท่อนบน จึงเรียกว่า ห่ม เช่น ห่มเสื้อ ไม่ได้เรียกว่าใส่เสื้อ หรือสวมเสื้อ ในบาทนี้จึงใช้ค าห่มเกราะกราย หมายถึง สวมเกราะ) ไป ก่อนม้า ประดับประดาตกแต่งเข้ามารักษาพระมหากษัตริย์แต่ละหน้าอยากชม "ทรงมกุฎรัตนพัสตราภรณ์วิภูษิตเสร็จ เสด็จเหนือปฤษฎางค์กุญชร" (ร่ายหน้า ๓๒๑) ถอดความ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสวมมงกุฎแก้ว เครื่องประดับแต่งอย่าง วิเศษ เหนือหลังช้างต้น


๘๑ จากค าประพันธ์ข้างต้นเเสดงให้เห็นถึง เครื่องประดับศรีษะของพระมหากษัตริย์ใน สมัยอยุธยา เเสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของไทยที่ทรงคุณค่าเเละละเอียดอ่อน เป็น มรดกตกทอดถึงปัจจุบัน เเละนอกจากนี้มงกุฎยังเเสดงให้เห็นถึงความเป็นชนชั้นสูง เเสดงความเป็น กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ประกาศให้เเก่ข้าศึกได้รับรู้เเละเกรงกลัวในอ านาจบารมีของพระเจ้าเเผ่นดิน เปรียบ ดั่งสมมุติเทพตามความเชื่อของคนไทยสมัยอยุธยา เครื่องดนตรี เครื่องดนตรีในสมัยอยุธยา การดนตรีไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนับได้ว่า มีความเจริญรุ่งเรืองเป็น อย่างมาก เพราะประชาชนนิยมเล่นดนตรีกันมาก ซึ่งเครื่องดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนใหญ่ได้ รับมาจากกรุงสุโขทัย แต่ก็ได้มีการปรับปรุงรูปร่าง ตลอดจนการประสมวงดนตรี และได้มีการพัฒนา คิดค้นเรื่องดนตรีเพิ่มเติม เช่น จะเข้ เป็นต้น ด้วยความเจริญรุ่งเรืองในการดนตรีไทย มีประชาชนนิยมเล่นดนตรีไทยกันอย่าง กว้างขวางจะเล่นดนตรีกันจนเกินขอบเขต จนต้องออกกฎมณเฑียรบาล ในรัชสมัยของพระบรมไตร โลกนาถ ( พ.ศ.๑๙๙๑ - ๒๐๓๑ ) ว่า “…ห้ามขับร้องเพลงเรือ เปุาขลุ่ย เปุาปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ตีโทน ทับ ในเขตพระราชฐาน” ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ปรากฏเครื่องดนตรีครบทุกประเภท ดังนี้ - เครื่องดีด ได้แก่ กระจับปี่ จะเข้ พิณเพี้ยะ พิณน้ าเต้า - เครื่องสี ได้แก่ ซอสามสาย ซออู้ ซอด้วง - เครื่องตีไม้ ได้แก่ กรับพวง กรับคู่ กรับเสภา ระนาดเอก - เครื่องตีโลหะ ได้แก่ ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องคู่ ฆ้องชัย ฆ้องโหม่ง ฉิ่งฉาบ มโหระทึก - เครื่องตีหนัง ได้แก่ ตะโพน (ทับ) โทน ร ามะนา กลองทัด กลองตุ๊ก - เครื่องเปุา ได้แก่ ปี่ใน ปี่กลาง (คงมีพวกปี่มอญและปี่ชวาด้วย) ขลุ่ย แตรงอน สรุปได้ว่า การดนตรีไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี และ มีการคิดค้นเครื่องดนตรีเพิ่มเติม ประชาชนนิยมเล่นดนตรีไทย กัน อย่างกว้างขวาง แม้แต่ในเขตพระราชฐาน จนต้องมีการออกกฎมณเฑียรบาลเกี่ยวกับการห้ามเล่น ดนตรีไทยในเขตพระราชฐาน เเต่ก็ยังมีการใช้เครื่องดนตรีในการประโคมตอนออกศึก เพื่อความ ฮึกเฮิม เเละเเสดงชัยชนะ ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ สวนศัพทคฤโฆษฆ้อง กลองไชย ทุมพ่างแตรสังข์ชวา ปี่ห้อ มฤทึค์ทรไนทรอ ทรุพราช


๘๒ ดงเดือดม้าฬ่อก้อ โกรศเกรียง (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๕๖) ถอดความ ฟังเสียงอึกทึกครื้นเครงฆ้องประจ าทัพและกลองไชย กลองส าหรับตี ประโคม เครื่องเปุา สังข์ส าหรับเปุา ปี่ชนิดหนึ่งท าด้วยไม้อ้อ ปี่ชวา ตะโพน ซอประเภทหนึ่ง เครื่อง ประโคมอย่างหนึ่งหรือดนตรีประเภทหนึ่ง เครื่องประโคมรูปคล้ายถาด ก็แสดงท่าทาง เสียงดังไปไกล ชั่วเสียงโคร้อง เสียงพิณเสียงพาทยพ้อง ส่ าสม คู่แฮ เสียงคีดเสียงแผคงเจียน จั่นแจ้ว เสียงเภรีระงมเภริ์ เสียงลั่น ฦๅแฮ เสียงเกือบเสียงก้องแกล้ว โห่หรรษ์ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๕๗) ถอดความ เสียงพิณ เสียงพาทย์ประสานกันประสมกันเป็นคู่ เสียงคีต เสียงประดัง กันเหมือนเสียงจักจั่นแจ้ว เสียงกลองใหญ่ เสียงแทบจะสะเทือนโห่ร้องยินดี จากบทประพันธ์ข้างต้น เเสดงให้เห็นถึงเครื่องดนตรีหลายชนิดในสมัยอยุธยาเช่น ปี่ ชวา ปี่อ้อ ตะโพน ซอ เครื่องประโคม พิณ สังข์ เป็นต้น ๗.๓ ด้านการน าไปประยุกต์ใช้ ในช่วงต้นกวีได้พรรณนาถึงคุณสมบัติของพระมหากษัตริย์ในอุดมคติ สมควรอย่างยิ่ง ที่จะน้อมน าเอาหลักคุณธรรมจริยธรรมของพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมาประยุกต์ใช้ในชีวิต อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ดังต่อไปนี้ การมีเมตตาต่อผู้อื่น การเป็นผู้มีความมุ่งมั่น การเป็นผู้มีความเสียสละ การปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้ ทศพิธธรรมโมซแท้ ทศสกนธ ทศพัศดแสดงทศ เกลศกล้วว ทศกายพฤทศ พลภาคย ก็ดี ทศอศาหม้ววหัวม ห่อสกลฯ (ยวนพ่ายโคลงดั้น: โคลงบทที่ ๒๙) ถอดความ ทรงทราบทศพิธราชธรรม


๘๓ อันได้แก่ ธรรมะข้อ ๑.ทาน หมายถึง พระราชทานพัสดุสิ่งของ หรือปัจจัยที่จ าเป็นในการ ด ารงชีวิต แก่ผู้สมควรได้รับ ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์ และราษฎรผู้ยากไร้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการ พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ แก่พระราชวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ตามสมควรแก่ ฐานะ ธรรมะข้อ ๒.ศีล หมายถึง การทรงศีล หรือการที่ทรงตั้งสังวรรักษาพระอาการ กาย วาจา ให้สะอาดปราศจากโทษอันควรครหา พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาในบวรพุทธศาสนาเป็น อย่างยิ่ง ได้เสด็จออกทรงผนวช เพื่อทรงศึกษาและปฏิบัติพระธรรมวินัย อุทิศพระราชกุศล พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ธรรมะข้อ ๓.บริจาค หมายถึง การพระองค์พระราชบริจาคไทยธรรม หรือสิ่งของที่ พระราชทานให้เป็นประโยชน์ทั้งแก่พระราชวงศานุวงศ์และทูลข้าละอองธุลีพระบาท ตามฐานะที่ ราชการฉลองพระเดชพระคุณ รวมทั้งพระราชทานแก่ประชาชนผู้ยากไร้ได้อาศัยเลี้ยงชีวิต ธรรมะข้อ ๔.อาชวะ หมายถึง ความซื่อตรง ทรงมีพระราชอัฌชาสัย อัน ประกอบด้วยความซื่อตรง ด ารงในสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อพระราชสัมพันธมิตรและพระราชวงศ์ ข้าทูล ละอองธุลีพระบาททั้งปวง ไม่ทรงคิดลวง ประทุษร้ายโดยอุบายผิดยุติธรรม ธรรมะข้อ ๕.มัททวะ หมายถึง ความอ่อนโยน ทรงมีพระราชอัฌชาสัยอ่อนโยน ไม่ ดื้อดึงถือพระองค์แม้มีผู้ตักเตือนในบางอย่าง ด้วยความมีเหตุผลก็จะทรงพิจารณาโดยถี่ถ้วน ถ้าถูกต้อง ดีชอบก็ทรงอนุโมทนา และปฏิบัติตาม ทรงสัมมาคารวะอ่อนน้อมแก่ท่านผู้เจริญโดยวัยและโดยคุณ ไม่ทรงดูหมิ่น ธรรมะข้อ ๖.ตบะ หมายถึง ความเพียร ทรงสมาทานกุศลวัตร ด้วยการเอาพระราช หฤทัยใส่ ในการปกครองพระราชอาณาเขต และประชาชนให้มีความสุขปราศจากภยันตราย ตลอดถึง การที่ทรงมีพระอุตสาหะอันแรงกล้าในกุศลสมาทาน ระวังบาปที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพื่อจะก าจัด บาปกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เสื่อมสูญ ไม่ตั้งอยู่ในพระสันดาน ธรรมะข้อ ๗.อักโกธะ หมายถึง ความไม่โกรธ ทรงมีพระกริยาที่ไม่โกรธโดยวิสัย มิใช่ เหตุที่ควรโกรธ แม้มีเหตุที่ให้ทรงพระพิโรธ แต่ทรงข่มเสียให้อันตรธานสงบระงับไป ด้วยทรงมีพระ เมตตาอยู่เสมอ ไม่ทรงปรารถนาจะก่อภัย ก่อเวรแก่ผู้ใด ธรรมะข้อ ๘.อวิหิงสา หมายถึง ความไม่เบียดเบียน ด้วยทรงมีพระราชอัฌชาสัย กอปรด้วยพระราชกรุณา ไม่ทรงปรารถนาจะก่อทุกข์แก่ผู้ใดแม้กระทั้งสัตว์ ไม่ทรงเบียดเบียนพระ ราชวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และอาณาประชาราษฎร์ให้ล าบากด้วยเหตุอันไม่ควรกระท า


๘๔ ธรรมะข้อ ๙.ขันติหมายถึง ความอดทน ทรงมีพระราชหฤทัยด ารงมั่นในขันติ มี ความอดทนต่อสิ่งที่ควรอดทน เช่น อดทนต่อทุกข์ อดทนต่อเวทนาอันเกิดขึ้นในพระกาย และทรงมี พระขันติเมตตากรุณาธิคุณ งดโทษผู้มีความประมาท กระท าผิดล่วงพระอาญา และควรจะลง ราชทัณฑ์ แต่ก็ทรงระงับด้วยความอดทนไว้ได้ ธรรมะข้อ ๑๐.อวิโรธนะ หมายถึง ความเที่ยงธรรม ทรงรักษาความยุติธรรมไม่ให้ แปรผันจากสิ่งที่ตรง และด ารงพระอาการไม่ยินดี ยินร้าย ต่ออ านาจคติทั้งปวง หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ความไม่ประพฤติผิดในขัตติยราชประเพณี ทรงด ารงอยู่ในพระราชจริยาวัตรของพระมหากษัตริย์อย่าง แท้จริง


๘๕ ๘. การวิจารณ์ ๘.๑ ความหมายของการวิจารณ์ กุหลาบ มัลลิกะมาส กล่าวว่า “การวิจารณ์วรรณคดี คือ การให้อรรถาธิบายในแง่ ต่างๆ เกี่ยวกับลักษณะของวรรณคดีที่น ามาวิจารณ์ พร้อมทั้งประเมินค่าของวรรณคดี ใช้เกณฑ์อย่าง ใดอย่างหนึ่งนั้นอย่างไม่อคติ” (กุหลาบ มัลลิกะมาส, ๒๕๒๘: ๑๒) สิทธา พินิจภูวดล กล่าวว่า “การวิจารณ์วรรณคดี คือ การตัดสินคุณภาพของ ข้อเขียนว่าอะไรคือส่วนดี และอะไรคือส่วนเสีย วิธีการวิจารณ์วรรณคดีจะต้องอาศัยความซาบซึ้ง เป็น วิธีเบื้องต้นและความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีวรรณกรรม เป็นเบื้องปลาย” (สิทธา พินิจภูวดล, ๒๕๑๔: ๔๘๐) กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการวิจารณ์ ไว้ดังนี้ “การติชมมีหลายชั้นหลายชนิดด้วยกันตั้งแต่สังเกตสั้นๆ การส ารวจดู ซึ่งได้แก่ การวิจารณ์ตาม ความหมายของศัพท์ที่ใช้กันอยู่ ณ บัดนี้ ‘ค าวิจารณ์’ เป็นรูปหนึ่งของค าว่า ‘พิจารณา’ ซึ่งหมายถึง การสืบสวนหาข้อเท็จจริงและเหตุผล ถ้าจะเทียบกับวิธีพิจารณาของศาลแล้ว ก็ยังไม่เกิดความถึงขั้น พิพากษา แต่คริติซึ่ม (Criticism) รวมถึงการพิพากษาบทประพันธ์ด้วยว่า เป็นบทประพันธ์ที่ดีหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นบทประพันธ์ที่มีค่าหรือไม่มีค่า ข้าพเจ้าจึงใช้ค าว่า วรรณคดีวิพากษ์” (กรม หมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, ๒๕๑๔: ๔๘๐) ๘.๒ ประวัติการวิจารณ์วรรณคดีไทย ผู้สร้างวรรณคดีมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย ก็คือ ผู้ปกครองประเทศ ในจารึกหลักที่ ๑ พ่อ ขุนรามค าแหงมหาราช ก็โปรดให้จารึกเหตุการณ์ต่างๆ ในสมัยของพระองค์ แม้ต่อมาในสมัยอยุธยา ผู้สร้างวรรณคดีก็ยังคงอยู่ในกลุ่มของชนชั้นสูง ตั้งแต่องค์พระมหากษัตริย์รวมทั้งเจ้านายและขุนนาง จะหาสามัญชนที่สร้างวรรณคดีได้น้อยมาก รวมทั้งผู้เสพวรรณคดีเองก็อยู่ในกลุ่มชนชั้นสูงที่มี การศึกษา เพราะสามัญชนที่มีความรู้อ่านออกเขียนได้นั้นมีน้อยมาก นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ เหตุใดจึง แทบไม่พบการวิจารณ์วรรณคดีเลย และคนไทยก็ไม่นิยมที่จะวิจารณ์งานของคนอื่น เพราะ “การท า ให้คนตระกนกตกใจด้วยการมีความเห็นไม่ลงรอยกันเป็นการขาดคารวะ” (บุญเหลือ เทพยสุวรรณ, ๒๕๑๔: ๕๙) รวมทั้งสังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดมั่นในสถาบันกษัตริย์ จึงมิอาจจะวิพากษ์วิจารณ์งานพระ ราชนิพนธ์ต่างๆ แม้แต่วรรณกรรมล้อเลียน ก็เพิ่งจะปรากฏในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อพระมหา มนตรี เสฐียรโกเศศ (๒๕๑๕: ๙๗-๙๘) กล่าวว่าการวิจารณ์คือ “หลักความเห็นพิจารณาว่า สิ่งใดเป็น ศิลปกรรมดีหรือเลวอย่างไร ท่านเรียกว่าวิจารณ์”


๘๖ การให้ค าวิจารณ์ถ้าแยกเป็นส่วนสัด ที่มีอยู่ ๓ อย่างคือ ๑. วิจารณ์ในแง่ความรู้สึกนึกคิดเห็นของตน เรียกว่า จิตวิจารณ์ ๒. วิจารณ์ในแง่แปลหรือตีความหมาย เรียกว่า อรรถวิจารณ์ ๓. วิจารณ์ในแง่ให้ค าพิพากษา เรียกว่า วิพากษ์วิจารณ์ การให้ค าวิจารณ์อย่างที่ ๑ และอย่างที่ ๒ เป็นเรื่องของความเห็นและความรู้สึก ของบุคคลธรรมดา เป็นที่ตั้ง ไม่ได้ใช้หลักความรู้อะไรวิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องรู้รสศิลปะ เฉพาะตัว อย่างที่ ๓ เรียกว่า วิพากษ์วิจารณ์ ย่อมมีหลักใช้วินิจฉัยเป็นท านองเดียวกับผู้ พิพากษาอรรถคดีธรรมดาผู้ซึ่งจะตัดสิน อรรถคดีในศาลได้ต้องเป็นผู้พิพากษาซึ่งทรงคุณ ความรู้ทางนิติศาสตร์ และก่อนจะตัดสินให้ค า พิพากษาได้ต้องพิจารณาคดีให้ถ่องแท้แน่ใจ เสียก่อน ๘.๓ การวิจารณ์วรรณคดี เรื่อง ลิลิตยวนพ่ายโคลดั้น ลิลิตยวนพ่ายโคลงดั้น เป็นวรรณคดีที่ยกย่องสรรเสริญสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หรือเป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือยวนหรือล้านนา และยังเป็นวรรณคดี ที่สอดแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความงามด้านต่างๆ ดังนี้ ๘.๓.๑ ด้านเนื้อหา วรรณคดียอพระเกียรติสมัยสุโขทัยไม่มีการแบ่งเนื้อหาให้เป็นสัดส่วนที่ชัดเจน อาจ เป็นเพราะมี เนื้อหาไม่ยาวมากนัก แต่ยวนพ่ายโคลงดั้นเป็นวรรณคดียอพระเกียรติที่มีเนื้อหาขนาด ยาว ประกอบด้วยโคลงจ านวน ๒๙๕ บท และราย ๒ บท เมื่อพิจารณาเนื้อหาของยวนพ่ายโคลงดั้น แล้ว ก็ จะพบว่ามีลักษณะเนื้อหาเป็น ๕ ส่วน คือ ส่วนประณามพจน์ ส่วนแสดงคุณสมบัติ พระมหากษัตริย์ ส่วนแสดงจุดมุ่งหมายของกวี สูตรสถานี และเหตุการณ์หลักของเรื่อง รูปแบบองค์ประกอบของเนื้อหาในยวนพ่ายโคลงดั้นดังกล่าวนี้เป็นการผสมผสาน ขนบวรรณคดีไทยต่างๆ มาสร้างสรรค์ให้เป็นรูปแบบงานวรรณคดีประเภทยอพระเกียรติของไทย เช่น การเริ่มเรื่องด้วยบทประณามพจน์เป็นขนบการประพันธ์วรรณคดีไทยทั่วไป เพื่อให้เกิดความเป็นสิริ มงคลในการประพันธ์ เช่น ลิลิตพระลอ เริ่มเรื่องด้วยบทประณามพจน์สรรเสริญพระมหากษัตริย์ที่ ปราบข้าศึกศัตรูและปกครองบ้านเมืองให้ประชาชนมีความสุขส าราญ ทั้งนี้ยวนพ่ายโคลงดั้นมีบท ประณาม พจน์ที่กล่าวนมัสการพระรัตนตรัย เทพเจ้าตรีมูรติ และสรรเสริญพระมหากษัตริย์ ซึ่งนับได้ ว่าเป็นบท บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีความส าคัญในสังคมไทยสมัยนั้นทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาเนื้อหาของวรรณคดียอพระเกียรติสมัยต่อมา จะพบว่าวรรณคดียอพระ เกียรติ สมัยต่อมารับวิธีการสร้างเนื้อหาที่ประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ คล้ายคลึงกับยวนพ่ายโคลง ดั้น แม้ว่าจะไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าวรรณคดียอพระเกียรติสมัยต่อมามีการสร้างเค้า


๘๗ โครง ของเนื้อหาในทิศทางเดียวกัน คือ เนื้อหาประกอบด้วยส่วนที่เป็นส่วนประณามพจน์ ส่วนแสดง คุณสมบัติพระมหากษัตริย์ ส่วนแสดงจุดมุ่งหมายของกวี และส่วนแสดงพระราชประวัติและพระราช กรณียกิจทั้งนี้ส่วนแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในวรรณคดียอพระเกียรติสมัยต่อมา เทียบเคียงได้กับส่วนที่เป็นสูตรสถานีและเหตุการณ์หลักของเรื่องในยวนพ่ายโคลงดั้น เพราะทั้ง ๒ ส่วนนี้ต่างก็มีเนื้อหาหลักเป็นการแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจแต่มีความแตกต่างที่ วิธีการน าเสนอ กล่าวคือ สูตรสถานีจะเป็นการแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจแบบสั้น ๆ ๘.๓.๒ ด้านกลวิธีการประพันธ์ ยวนพ่ายโคลงดั้นมีกลวิธีการประพันธ์ที่เยี่ยมยอดทั้งกลวิธี การเล่าเรื่องและกลวิธี ทางวรรณศิลป์ กวีประพันธ์เรื่องได้อย่างมีเอกภาพ ไม่ว่าจะพิจารณา องค์ประกอบของเรื่องส่วนใด ไม่ ว่าจะเป็นส่วนประณามพจน์ ส่วนแสดงคุณสมบัติพระมหากษัตริย์ ส่วนแสดงจุดมุ่งหมายของกวี สูตร สถานี และเหตุการณ์หลักของเรื่อง ก็จะเห็นว่ามีการสรรเสริญ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสมอ อีก ทั้งยังมีการผสานองค์ประกอบทุกส่วนอย่างกลมกลืน รวมทั้งยังมี การเลือกเหตุการณ์และจัดวาง น้ าหนักของเรื่องให้น่าติดตาม ซึ่งมีส่วนส าคัญในการแสดงภาพลักษณ์ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ ต้องการเน้นให้ชัดเจน คือ การเป็นพระมหากษัตริย์นักรบผู้ทรงธรรม นอกจากนี้ การสร้างตัวละคร และการสร้างฉากของเรื่องก็ล้วนท าให้เห็นภาพลักษณ์สมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถในการเป็น พระมหากษัตริย์ในอุดมคติที่เด่นชัดด้วยเช่นกัน การสืบทอดขนบการประพันธ์ของวรรณคดีไทยทั้งที่เป็นการแต่งเลียนแบบครูและ การต่อยอด งานชั้นครู เป็นวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ของไทยที่แสดงให้เห็นสายธารของขนบการ ประพันธ์จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง อิทธิพลของยวนพ่ายโคลงดั้นที่มีต่อวรรณคดียอพระเกียรติสมัยต่อมาก็ เป็น กระบวนการของวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ของไทยเช่นเดียวกัน ยวนพ่ายโคลงดั้นมีกลวิธีการประพันธ์แตกต่างไปจากวรรณคดียอพระเกียรติในสมัย สุโขทัย คือ มีความซับซ้อนและประณีตมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นวรรณคดียอพระเกียรติที่มีแบบแผน เป็นการยอพระเกียรติโดยตรง (เสาวณิต วิงวอน, ๒๕๓๐: ๑๘) แบบแผนและวิธีการบางประการใน การแต่งวรรณคดี ที่เป็นที่ยอมรับและท าตามกันโดยทั่วไป คือ ขนบวรรณศิลป์ (ธเนศ เวศร์ภาดา, ๒๕๔๙: ๗๖) ยวนพ่ายโคลงดันได้สร้างขนบการประพันธ์งานประเภทยอพระเกียรติของไทยได้อย่าง ยอดเยี่ยม ท าให้วรรณคดียอพระเกียรติสมัยต่อมาสืบทอดขนบการประพันธ์มาสร้างสรรค์บทประพันธ์ ให้ดีเด่นตามแบบวรรณคดีชั้นครู อิทธิพลของยวนพ่ายโคลงดั้นที่เป็นต้นแบบให้วรรณคดียอพระเกียรติ สมัยต่อมามี ๙ ประการ ได้แก่ การสร้างองค์ประกอบของเนื้อหา การสร้างตัวละครคู่ปรปักษ์ การ


๘๘ สร้างคุณสมบัติพระมหากษัตริย์ในอุดมคติ การเล่าเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ที่เรียงร้อยต่อกันด้วยการ ขึ้นค าว่า “แถลงปาง” การบรรยายกองทัพ การใช้ค าที่สื่อความหมายคล้ายกัน การเล่นค าด้วย ๘.๓.๓ รูปแบบการประพันธ์ ยวนพ่ายโคลงดั้นได้แสดงฉันทลักษณ์ของโคลงสี่ดันอย่างเข้าใจธรรมชาติทางภาษาที่ ไม่ยึดติดกับข้อก าหนดทางฉันทลักษณ์มากจนเกินไป ทั้งนี้ในต าราประพันธศาสตร์ของไทย เช่น จินดา มณี ของพระโหราธิบดี จะก าหนดให้มีการรับสัมผัสในค าที่ ๔ ของบาทที่ ๑ ส่วนบาทที่ ๒, ๓ และ ๔ จะรับ สัมผัสค าที่ ๕ ของแต่ละบาท แต่การส่งสัมผัสระหว่างบทในยวนพ่ายโคลงดั้นบางแห่งกลับมี ความยืดหยุ่น ให้มีการรับสัมผัสในค าที่ ๔ หรือค าที่ ๕ ของแต่ละบาทอยู่เสมอ แสดงให้เห็นว่ากวีมี ความยืดหยุ่นในการรับสัมผัส ไม่ได้เคร่งครัดตามรูปแบบมากจนเกินไปเหมือนดังที่ชลดา เรืองรักษ์ ลิขิต (๒๕๕๕: ๑๕๖) ได้กล่าวถึงต าแหน่งการรับสัมผัสไว้ว่า “ในสมัยอยุธยาตอนต้นมีการแต่งโคลงที่มี ต าแหน่งการรับสัมผัสหลากหลาย ไม่ก าหนดไว้แน่นอนตายตัว” ลักษณะเช่นนี้มีอิทธิพลต่อต าราฉันท ลักษณ์ในสมัยหลังที่อธิบายเรื่องโคลงดั้นเพิ่มเติม เช่น ต าราฉันทลักษณ์ของพระยาอุปกิตศิลปสาร ได้ แสดงสัมผัสของโคลงดั้นบาทกุญชรไว้เพิ่มเติมจากหนังสือจินดามณี ฉบับพระโหราธิบดีว่าสามารถรับ สัมผัสจากบทก่อนหน้าในค าที่ ๗ บาทที่๓ มาค าที่ ๔ หรือค าที่ ๕ ของบาทที่ ๑ ในบทต่อมาก็ได้ และ ใช้โคลงจากยวนพ่ายโคลงดั้นเป็นตัวอย่างในการอธิบายหลายครั้งโดยเฉพาะการอธิบายเรื่องโคลงสี่นั้น แบบมหาบาทกุญชร คือ ก าหนดให้วรรคหลังของบาทที่ ๔ มีจ านวนค า ๔ ค า ยวนพ่ายโคลงดั้นมีโคลง ที่แต่งเป็นโคลงสี่ดันมหาบาทกุญชรให้เห็น ๗ บท และเป็นต้นแบบให้วรรณคดียอพระเกียรติสมัยหลัง น ามาใช้แต่งตามด้วย คือ โคลงดั้นสรรเสริญพระเกียรติปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน จึงอาจกล่าวได้ ว่าย วนพ่ายโคลงดั้นมีฐานะเป็นต าราประพันธศาสตร์เชิงปฏิบัติการจริงเรื่องส าคัญเรื่องหนึ่งของไทย ๘.๓.๔ ด้านวรรณศิลป์ ส่วนกลวิธีทางวรรณศิลป์ในยวนพ่ายโคลงดั้นก็มีลักษณะเด่นในด้านการเล่นค า โดยเฉพาะการซ้ าค าที่ช่วยเน้นย้ าความหมายของเนื้อความให้ชัดเจนมากขึ้น หรือการเล่นเสียง พยัญชนะและวรรณยุกต์ก็ท าให้ภาษามีความไพเราะมากขึ้น การใช้ค าเรียกพระมหากษัตริย์ทั้งสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถและพระเจ้าติโลกราชก็สัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายของเรื่องเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยัง มีการใช้ภาพพจน์ก็มีการใช้ความเปรียบแบบอุปมา อุปลักษณ์ และอติพจน์ ในการสื่อความหมายยก ย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้เกิดจินตภาพที่ชัดเจน โดยน าสื่อเปรียบที่หลากหลายมาใช้เปรียบ เช่น เทพเจ้า พระพุทธเจ้า ธรรมชาติ และตัวละครในวรรณคดี อีกทั้งยังพรรณนาชมกองทัพและการ บรรยายภาพการต่อสู้ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ท าให้เห็นพระปรีชาสามารถและพระเดชานุ ภาพของโวหารกวีของยวนพ่ายโคลงดั้นเต็มไปด้วยความประณีตงดงาม แม้จะขาดส่วนของเสาวรสจนี


๘๙ นารีปราโมทย์ พิโรธวาทัง และสัลปังคพิสัย แต่ก็สมบูรณ์ไปด้วยการใช้ภาษาชั้นสูง ศัพท์สูงส่งวิจิตร และศักดิ์ศรีของถ้อยค าที่พรรณนาออกมาอย่างบรรเจิด นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาพพจน์ที่มีความ อลังการ โอ่อ่า ไม่ว่าจะเป็นอุปมา อุปลักษณ์ หรืออติพจน์ ล้วนกล่าวสรรเสริญ เชิดชูพระมหากษัตริย์ ของไทยในอดีต ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทวราช หรือพระโพธิสัตว์ มี การใช้บรรยายโวหารและพรรณนาโวหารที่กินใจและสร้างจินตภาพให้ผู้อ่านเป็นอย่างดี มีการใช้ค าซ้ า ในบทประพันธ์อย่างมากมาย เพื่อเน้นหนักความหมายและสร้างความงามด้านวรรณศิลป์ มีการใช้ค า ไวพจน์ และค าใช้เรียกแทนสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งสร้างเสน่ห์และความงามให้กับยวนพ่าย โคลงดั้นได้เป็นอย่างดี ถ้าผู้อ่านไม่ศรัทธาอย่างแท้จริงก็จะไม่สามารถอ่านจนจบได้ เพราะว่าโคลงยวนพ่าย แต่ละบทเต็มไปด้วยโวหารและศัพท์สูงส่ง ลึกล้ า ศัพท์ที่ใช้เป็นภาษาบาลีสันสกฤตที่ลึกซึ้ง และ ภาษาไทยโบราณ ซึ่งปัจจุบันนี้กลายเป็นภาษาลึกลับที่ตายแล้ว แปลความหมายกันไม่ได้ เมื่อเป็น เช่นนี้ โคลงยวนพ่ายก็คงหมดคุณค่าด้วยผู้คนหมดความสนใจ เพราะความยากของถ้อยค าและศัพท์ที่ มีอยู่ในเรื่อง


๙๐ บรรณานุกรม กิตติ โลห์เพชรัตน์. (๒๕๕๗). มรดกอยุธยา. กรุงเทพฯ: ก้าวแรก. กีรติ ธนะไชย. (๒๕๖๐). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารเชิงสุนทรียภาพ. มหาสารคาม: อภิชาติการพิมพ์. กรมศิลปากร. (๒๕๓๙). วรรณกรรมสมัยสุโขทัย. พิมพ์ครั้งที่๒. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. จิตรสิงห์ ปยะชาติ. (๒๕๕๔). อยุธยาแผ่นดินประวัติศาสตร์ รวมประวัติศาสตร์อาณาจักรอยุทธาที่ กกกกกกกกคนไทยควรรู้. กรุงเทพฯ: ยิปซีส านักพิมพ์. ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์. (๒๕๑๒). ยวนพ่ายโคลงดั้น. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มิตรสยาม. พิชิต อัคนิจ. (๒๕๓๖). วรรณกรรมไทย สมัยกรุงสุโขทัย – กรุงศรีอยุทธยา. กรุงเทพฯ: โอเดียนสก กกกกกกกกโตร์. วัชรี รมยะนันทน์ (๒๕๓๕). วิวัฒนาการวรรณคดีไทย. พิมพ์ครั้งที่๓. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งกกกกกก กกกกกกกกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สารานุกรมไทยส าหรับเยาวชน เล่ม ๓๔ โครงการสารานุกรมไทยส าหรับเยาวชน โดยพระราช กกกกกกกกประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. (๒๕๕๔). พิมพ์ครั้งที่๔. กรุงเทพฯ: ด่านกก กกกกกก สุทธาการพิมพ์. สุจิตรา จงสถิตย์วัฒนา. (๒๕๕๘). เจิมจันทน์กังสดาล ภาษาวรรณศิลป์ในวรรณคดีไทย. พิมพ์ครั้งที่ กกกกกกกก๓. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อิงอร สุพันธวณิช. (๒๕๕๘). วรรณกรรมวิจารณ์. พิมพ์ครั้งที่๒. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ กกกกกกกกมหาวิทยาลัย.


Click to View FlipBook Version