วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย รายงานการศึกษาค้นคว้ากลุ่มที่ 4 เรื่องผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลเสนอดร.สายันต์ ผาน้อยรายวิชา 842 120 การพัฒนาสถานศึกษาผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลจัดทำโดย1.นางกัญญภัสส์ สายงาม รหัสนักศึกษา 685520006-02.นายชาลี สายงาม รหัสนักศึกษา 685520082-43.นางรัตน์ดา ลมงาม รหัสนักศึกษา 685520089-34.นางสาวนฐอร ละทารุณ รหัสนักศึกษา 685520066-45.นางกฤติยา นาสมภักดิ์ รหัสนักศึกษา 685520005-36.นางสาวรัชชญา ศศิวรรษ รหัสนักศึกษา 685520106-77.นางสาวตติยาภรณ์ โพธิราช รหัสนักศึกษา 685520073-28. นางสาวนิภาพร บุญสร้อย รหัสนักศึกษา 685520075-69. นายธีระวัฒน์ เหิมสารจอด รหัสนักศึกษา 685520086-210. นายคมกริช สำราญถิ่น รหัสนักศึกษา 685520098-511. นายยุทธนา หินเมืองเก่า รหัสนักศึกษา 685520099-2วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย CAS: College of Asian Scholars ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568
คำนำรายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับ “การวัดและประเมินผลด้านการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล” ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา คุณลักษณะผู้นำเชิงดิจิทัล ภาวะผู้นำที่เหมาะสมต่อการขับเคลื่อนองค์กรในโลกยุคใหม่ ตลอดจนแนวคิดเรื่องพลเมืองดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและคุณภาพของการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21ประการแรก ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล จำเป็นต้องมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี การสื่อสาร และการจัดการระบบข้อมูล เพื่อพัฒนาองค์กรให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สามารถบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยึดหลักข้อมูลเชิงประจักษ์ (Datadriven Management)ประการที่สอง คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ต้องประกอบด้วยทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ ความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความยืดหยุ่น การเปิดรับนวัตกรรม และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมประการที่สาม ภาวะผู้นำดิจิทัล ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสถานศึกษาไปสู่ความเป็นดิจิทัล โดยผู้นำจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากร และส่งเสริมการทำงานแบบร่วมมือสุดท้าย การเป็นพลเมืองดิจิทัล เป็นแนวคิดที่ผู้บริหารควรส่งเสริมทั้งในหมู่ครูและผู้เรียน เพื่อให้ทุกคนใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย มีจริยธรรม เคารพสิทธิผู้อื่น และรู้เท่าทันสื่อ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21รายงานฉบับนี้มุ่งหวังให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ การวิจัย และการพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารสถานศึกษา นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และผู้ที่สนใจด้านการจัดการศึกษาในยุคดิจิทัล อันเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการขับเคลื่อนสถานศึกษาให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตขอน้อมนำรายงานฉบับนี้เสนอต่อ ท่าน ดร. สายันต์ ผาน้อย สถาบันวิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย ด้วยความเคารพอย่างสูง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาต่อไป คณะผู้จัดทำนักศึกษาสาขาบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ปีการศึกษา 2568 27 พฤศจิกายน 2568
สารบัญเนื้อหา หน้าคำนำ กสารบัญ ขความหมายของผู้บริหารสถานศึกษา 1ความหมายของนักวิชาการ 2องค์ประกอบสำคัญของความหมาย 3บทบาทหลักของผู้บริหารในยุคดิจิทัล 5ทักษะและสมรรถนะสำคัญ 6กรอบการทำงานและแนวทางปฏิบัติในการพัฒนาการบริหารจัดการดิจิทัลของสถานศึกษา 7ปัญหาและอุปสรรคที่พบบ่อยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล 10และทรัพยากรการเรียนรู้สมัยใหม่มาใช้ในสถานศึกษา ความหมายและองค์ประกอบคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล 12ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล 25การเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) 31องค์ประกอบสำคัญของ Digital Health & Wellness 38บรรณานุกรม (References) 41
1ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่ในการกำกับ ดูแล วางแผน บริหาร และพัฒนาการดำเนินงานภายในสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย เป้าหมาย และมาตรฐานทางการศึกษา โดยมีบทบาทในการอำนวยความสะดวก ส่งเสริม สนับสนุน และกำกับการจัดการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งต่อผู้เรียน ครู บุคลากร และชุมชนที่เกี่ยวข้อง1. บทบาทผู้นำทางการศึกษา (Educational Leader) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มองเห็นทิศทางการพัฒนาทั้งด้านวิชาการ ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรทางกายภาพ และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานและบริบทของสังคม2. ผู้วางแผนและกำกับระบบบริหาร (Manager & Administrator) เป็นผู้กำหนดแผนกลยุทธ์ แผนพัฒนา แผนบริหารงบประมาณ รวมถึงการวางระบบงานภายใน เช่น งานวิชาการ งานบุคลากร งานงบประมาณ งานบริหารทั่วไป และงานกิจการนักเรียน รวมถึงกำกับติดตามและประเมินผลให้เป็นไปตามเป้าหมาย3. ผู้ประสานความร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ เชื่อมโยงสถานศึกษากับผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อระดมทรัพยากรและร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษา4. ผู้ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ สนับสนุนครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ พัฒนาหลักสูตร และบูรณาการนวัตกรรมการศึกษา5. ผู้ควบคุมมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ รักษามาตรฐานและศักดิ์ศรีของวิชาชีพ ปฏิบัติงานด้วยจรรยาบรรณ ซื่อสัตย์ โปร่งใสมีความรับผิดชอบ และยึดความดี ความถูกต้องสรุปผู้บริหารสถานศึกษา คือ ผู้นำทางการศึกษาที่ทำหน้าที่กำกับและพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพ โดยดูแลทั้งงานวิชาการ บุคลากร งบประมาณ และความสัมพันธ์กับชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล หมายถึง ผู้นำทางการศึกษาที่มีบทบาทในการกำกับ ดูแล วางแผน พัฒนา และขับเคลื่อนสถานศึกษาให้สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยผู้บริหารต้องมีทั้งความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
2ความหมายตามมุมมองของ นักวิชาการ1. Heifetz (Adaptive Leadership Theory)ผู้บริหารยุคดิจิทัลคือ “ผู้นำที่สามารถปรับตัว (Adaptive Leader)” ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาเชิงระบบ และสามารถนำพาสถานศึกษาให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคมดิจิทัลได้→ เน้น “ความสามารถปรับตัว + จัดการความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง”2. Fullan & Quinn (2016) – Leadership for a Digital Ageกล่าวว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลคือ“ผู้นำการเรียนรู้ (Learning Leader)”ที่ทำหน้าที่สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ พัฒนา PLC (Professional Learning Community) และใช้ข้อมูล (Data-driven) ในการตัดสินใจ→ เน้น การใช้ข้อมูล + เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนรู้3. ISTE Standards for Education Leaders (2018)กำหนดว่า ผู้บริหารยุคดิจิทัลคือผู้ที่สามารถสร้างวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัล ขับเคลื่อนนวัตกรรม บริหารความปลอดภัยข้อมูล (Data Security) ส่งเสริมการเรียนรู้ดิจิทัลให้เกิดขึ้นจริง → เน้น ความเป็นผู้นำดิจิทัล (Digital Leadership)4. Schrum & Levin (2013 – Digital Age Leadership)ผู้บริหารการศึกษายุคดิจิทัลคือผู้นำที่ “ใช้และเข้าใจเทคโนโลยีทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติ”รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์, การสร้างนโยบาย e-Learning, การพัฒนาครูด้านดิจิทัล→ เน้น ความเข้าใจเทคโนโลยีเชิงลึก + การนำไปใช้จริง5. ดร.ไกรวุฒิ บุญลือ (ไทย)กล่าวว่า “ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลคือผู้ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การจัดระบบข้อมูล และสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ”→ เน้น การใช้เทคโนโลยีในการจัดการงานวิชาการ/บริหารงานทั่วไป6. ผศ.ดร.สุพรรณี เสียงหวาน (ไทย)ระบุว่า ผู้บริหารยุคดิจิทัลต้องเป็นผู้นำที่สามารถ ใช้เทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้พัฒนาครูสู่ทักษะดิจิทัลสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ → เน้น Digital Transformation ในสถานศึกษา7. UNESCO (2020 – Education in Digital Era)ให้ความหมายว่า ผู้บริหารยุคดิจิทัลคือผู้ที่ “ขับเคลื่อนสถานศึกษาให้มีสมรรถนะดิจิทัลทั้งองค์กร”ด้วยการวางนโยบายด้านเทคโนโลยี การเข้าถึงดิจิทัล และการเรียนรู้ที่เท่าเทียม→ เน้น Equity + Inclusion + Digital Competency
3สรุปสาระสำคัญ ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล คือ ผู้นำที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือบริหาร ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change & Adaptive Leader) ผู้ใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ (Data-driven Decision) ผู้สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ ผู้ยกระดับทักษะดิจิทัลของครูและบุคลากร ผู้สร้างระบบและวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัลผู้บริหารความปลอดภัยข้อมูลและความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีองค์ประกอบสำคัญของความหมาย1) เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี (Digital Leadership) ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ผลักดันให้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารและการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารต้องมองเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และสามารถกำหนดนโยบายหรือทิศทาง เช่น การพัฒนาโรงเรียนสู่ Smart School ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในทุกกระบวนการ รวมถึงการนำระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (School MIS) มาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ผู้บริหารต้องส่งเสริมการเรียนการสอนแบบดิจิทัล (Digital Classroom) เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพและตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในยุคใหม่ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI และ Big Data เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจที่แม่นยำมากขึ้น2) มีทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ในยุคที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารไม่ได้เพียงต้องรู้จักใช้อุปกรณ์ดิจิทัล แต่ต้องมีทักษะในการทำความเข้าใจและตีความข้อมูลดิจิทัลอย่างถูกต้อง สามารถประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล เพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลผิดพลาดหรือหลงเชื่อข่าวปลอม ผู้บริหารควรมีความสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์ต่าง ๆ ในการวางแผนและติดตามงาน เช่น ระบบบริหารงาน การทำเอกสารออนไลน์ และเครื่องมือประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งต้องตระหนักถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Awareness) เพื่อวางระบบป้องกันข้อมูลที่สำคัญและสร้างความมั่นใจให้กับบุคลากรและผู้เรียนในโรงเรียน3) เป็นผู้จัดการองค์กรในรูปแบบดิจิทัล (Digital Management) การบริหารจัดการในยุคดิจิทัลต้องอาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงานทั้งสี่ด้าน ได้แก่ - ด้านวิชาการ ผู้บริหารต้องสนับสนุนระบบ LMS การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และการใช้ Classroom Analytics เพื่อวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ - ด้านงบประมาณ ควรนำระบบบัญชีอัตโนมัติและระบบการจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์มาใช้ เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบง่าย และลดความผิดพลาด - ด้านบุคลากร การจัดทำฐานข้อมูลครูและบุคลากร ตลอดจนระบบประเมินออนไลน์ ช่วยให้การบริหารงานบุคคลมีความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม - ด้านทั่วไป/พัสดุการใช้ระบบครุภัณฑ์ดิจิทัลและ Smart Facility Management ช่วยติดตามทรัพย์สินและอาคารสถานที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4การบริหารเช่นนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระงาน แต่ยังก่อให้เกิดความคล่องตัวและสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที4) ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคดิจิทัล ผู้บริหารยุคใหม่มีบทบาทสำคัญในการสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ที่สนับสนุนให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางและหลากหลาย การจัดตั้งห้องเรียนดิจิทัล การพัฒนา Makerspace หรือ Learning Space เป็นพื้นที่ให้ผู้เรียนทดลอง สร้างสรรค์ และทำงานโครงงานด้วยตนเอง ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้เชิงรุก นอกจากนี้ การจัดเตรียมสื่อดิจิทัล อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ผู้บริหารยังต้องส่งเสริมการพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 เช่น Coding, STEM, AI และ Data literacy เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี5) สามารถบริหารข้อมูลระดับโรงเรียน (Data-Driven Decision Making) การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลเป็นทักษะสำคัญของผู้บริหารยุคดิจิทัล เนื่องจากข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจผิดพลาด ผู้บริหารควรรวบรวม วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ข้อมูลการมาเรียน และข้อมูลด้านพฤติกรรมต่าง ๆ มาประกอบการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา การใช้ Dashboard และข้อมูลการประเมินคุณภาพ ช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมการพัฒนาโรงเรียนแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งใช้เครื่องมือวิเคราะห์ เช่น Business Intelligence (BI) หรือ Data Studio เพื่อให้การวิเคราะห์ลึกซึ้งและแม่นยำยิ่งขึ้น6) สร้างวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัล (Digital Culture) ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำในการปลูกฝังวัฒนธรรมการทำงานแบบดิจิทัลให้กับบุคลากรในโรงเรียน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ การทำงานร่วมกันแบบออนไลน์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) วัฒนธรรมเช่นนี้จะช่วยให้ครูและบุคลากรพร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นอกจากนี้ การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญ ผู้บริหารต้องปลูกฝังค่านิยมด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การเคารพลิขสิทธิ์ และการใช้สื่อดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสมเหตุสมผล องค์กรที่มีวัฒนธรรมดิจิทัลที่เข้มแข็งย่อมสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นสถานศึกษายุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยอย่างแท้จริง สรุปความหมายแบบกระชับ ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล คือผู้นำที่สามารถปรับตัวและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการบริหารจัดการ การเรียนรู้ และคุณภาพผู้เรียน โดยใช้ข้อมูลเป็นฐานลงมือทำ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัลความหมายและบริบทผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล หมายถึงผู้นำที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นแกนกลางในการกำหนดวิสัยทัศน์ วางแผนบริหาร และขับเคลื่อนการเรียนการสอน การบริหารทรัพยากร และการบริการแก่ชุมชน
5การศึกษา โดยไม่เพียงแต่มีเครื่องมือดิจิทัลเท่านั้น แต่ต้องรวมความสามารถในการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล (digital culture) ภายในสถานศึกษาให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ปลอดภัย และมีประสิทธิผลบทบาทหลักของผู้บริหารในยุคดิจิทัล1. ผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ (Digital Visionary) ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลต้องเป็นผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ที่สามารถมองเห็นอนาคตของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและความต้องการการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลทำให้ผู้บริหารสามารถกำหนดทิศทางและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของสถานศึกษาได้อย่างชัดเจนและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล ผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ต้องมองเห็นบทบาทของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความจริงเสริม (AR/VR) ระบบข้อมูลอัจฉริยะ หรือเทคโนโลยีคลาวด์ ว่าสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และคุณภาพผู้เรียนอย่างไร อีกทั้งยังต้องสามารถคาดการณ์แนวโน้มและผลกระทบของเทคโนโลยีต่อระบบการศึกษา เพื่อออกแบบนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ตอบสนองความต้องการในอนาคต นอกจากนี้ ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ยังเป็นพลังสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงภายในโรงเรียน ทำให้ครูและบุคลากรยอมรับการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และเห็นคุณค่าของการพัฒนาดิจิทัลในองค์กรอย่างต่อเนื่อง2. ผู้จัดการทรัพยากรดิจิทัล ผู้บริหารในยุคดิจิทัลต้องมีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพยากรดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเทคโนโลยีถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้และการดำเนินงานของสถานศึกษา ผู้บริหารต้องสามารถวางแผนการจัดหา พัฒนา และดูแลระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Infrastructure) ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของครูและนักเรียน เครือข่าย Wi-Fi หรือระบบฐานข้อมูลกลาง การจัดการทรัพยากรดิจิทัลยังรวมถึงการบริหารงบประมาณด้านเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิผล โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า ความยั่งยืน และความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารต้องกำหนดมาตรฐานและนโยบายการใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความปลอดภัยและจริยธรรม เช่น การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล ระบบจัดเก็บเอกสารดิจิทัล และการใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ หากผู้บริหารสามารถบริหารจัดการทรัพยากรดิจิทัลได้ดี โรงเรียนก็จะพร้อมรองรับการเรียนรู้สมัยใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและมีคุณภาพสูง3. ผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาวิชาชีพ บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของผู้บริหารในยุคดิจิทัลคือการเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารต้องส่งเสริมให้ครูมีทักษะดิจิทัลที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการเรียนการสอนอย่างสร้างสรรค์และมีคุณภาพ เช่น การออกแบบบทเรียนด้วยระบบ LMS การสร้างสื่อดิจิทัล การใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ผู้เรียน หรือการนำเครื่องมือออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในห้องเรียน การพัฒนาวิชาชีพไม่เพียงเกี่ยวกับการจัดอบรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ร่วมกันผ่านชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การสนับสนุนครูต้นแบบด้านเทคโนโลยี รวมถึงการจัดระบบ Coaching และ Mentoring ให้ครูสามารถปรับใช้เทคโนโลยีกับการสอนได้อย่างมั่นใจ การที่ผู้บริหารให้
6ความสำคัญกับการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องจะยิ่งทำให้การขับเคลื่อนโรงเรียนสู่ความเป็นดิจิทัลมีความยั่งยืนและเกิดผลต่อผู้เรียนโดยตรง4. ผู้คุ้มครองข้อมูลและความปลอดภัย ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้บริหารสถานศึกษาต้องทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองข้อมูลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน ครู และบุคลากรไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือเกิดความเสียหาย ผู้บริหารต้องจัดทำมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส การสำรองข้อมูล รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น PDPA นอกจากการดูแลระบบเทคโนโลยีแล้ว ผู้บริหารยังต้องส่งเสริมความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้กับครู นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับภัยคุกคามในโลกออนไลน์ เช่น การหลอกลวง (Phishing) การรังแกทางไซเบอร์ (Cyberbullying) หรือการใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ บทบาทนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ5. ผู้สร้างความร่วมมือกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้บริหารในยุคดิจิทัลต้องมีความสามารถในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชน ผู้ปกครอง และองค์กรภายนอก เพื่อส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของโรงเรียน การทำงานร่วมกับผู้ปกครองผ่านระบบสื่อสารออนไลน์ช่วยให้สามารถติดตามผลการเรียนและการพัฒนาของนักเรียนได้อย่างใกล้ชิด การร่วมมือกับภาคเอกชนและองค์กรด้านเทคโนโลยีทำให้โรงเรียนมีโอกาสได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สื่อการเรียนรู้ หรือโครงการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล นอกจากนี้ การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรทางการศึกษา ช่วยให้โรงเรียนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ ๆ และพัฒนากิจกรรมที่ตอบโจทย์ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 การสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็งทำให้โรงเรียนกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชนที่มีความทันสมัยและยั่งยืน3. ทักษะและสมรรถนะสำคัญ การบริหารการศึกษาในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยทักษะและสมรรถนะที่หลากหลาย เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้และการบริหารจัดการมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารจำเป็นต้องก้าวทันเทคโนโลยี เข้าใจข้อมูล และสามารถขับเคลื่อนบุคลากรให้ปรับตัวสู่การทำงานรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีทักษะสำคัญ ดังนี้ 1. ความเป็นผู้นำเชิงดิจิทัล ซึ่งหมายถึงความสามารถในการมองเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เข้าใจผลกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กร และสามารถสื่อสารวิสัยทัศน์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากรเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ผู้นำเชิงดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ใช้เทคโนโลยีได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่กำหน ดทิศทาง นำการเปลี่ยนแปลง และทำให้บุคลากรเกิดความมั่นใจต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ ๆ 2. ทักษะด้านข้อมูล (Data Literacy) หรือความสามารถในการอ่าน ทำความเข้าใจ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงประจักษ์ ผู้บริหารที่มีทักษะด้านข้อมูลจะสามารถใช้ข้อมูลเชิงวิชาการและข้อมูลปฏิบัติจริงในการประเมินสถานการณ์ วางแผน และกำหนดทิศทางการพัฒนาได้อย่างถูกต้อง
7การตัดสินใจที่มีพื้นฐานจากข้อมูลช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความโปร่งใส และทำให้นโยบายหรือแผนงานมีผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือมากขึ้น 3. ทักษะด้านเทคนิคพื้นฐาน เพื่อให้เข้าใจระบบที่ใช้ในการจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นระบบ LMS (Learning Management System) สำหรับการจัดการเรียนรู้บนออนไลน์ ระบบคลาวด์สำหรับการจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูล ตลอดจนการใช้งานโปรแกรมพื้นฐานด้านการบริหาร เช่น ระบบจัดตาราง ระบบงานธุรการ หรือเครื่องมือจัดทำเอกสาร นอกจากนี้ยังต้องรู้หลักการรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Data Security) เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสำคัญของสถานศึกษา ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากในยุคดิจิทัล 4. ทักษะการจัดการการเปลี่ยนแปลง ซึ่งคือความสามารถในการวางแผน นำดำเนินการ และติดตามผลของการเปลี่ยนแปลงในระดับระบบ การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบมักส่งผลต่อทั้งบุคลากร นโยบาย และกระบวนการทำงาน ดังนั้นผู้นำต้องสามารถจัดการความต้านทาน วางระบบสนับสนุน และทำให้บุคลากรเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความร่วมมือและความยั่งยืน 5. ทักษะด้านการสื่อสารและการสร้างเครือข่าย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารในยุคดิจิทัล ผู้บริหารต้องสามารถใช้สื่อดิจิทัลในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกับบุคลากร ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่ายภายนอก การสร้างเครือข่ายความร่วมมือช่วยเพิ่มทรัพยากรใหม่ ๆ เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทำให้การพัฒนาการศึกษามีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง การสื่อสารที่ดีและความร่วมมือที่เข้มแข็งจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสถานศึกษาให้ประสบความสำเร็จ กล่าวโดยสรุป ทักษะและสมรรถนะสำคัญของผู้บริหารยุคดิจิทัลเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นผู้นำ ความรู้ด้านเทคโนโลยี การใช้ข้อมูล การบริหารการเปลี่ยนแปลง และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ทั้งหมดนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำให้สถานศึกษาสามารถปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลง และก้าวสู่การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในโลกดิจิทัลยุคใหม่ได้อย่างแท้จริงกรอบการทำงานและแนวทางปฏิบัติในการพัฒนาการบริหารจัดการดิจิทัลของสถานศึกษาการขับเคลื่อนสถานศึกษาไปสู่ความเป็น “Digital School” จำเป็นต้องมีกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งการวางแผน การดำเนินงาน และการประเมินผล โดยมี 7 องค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้1. กำหนดวิสัยทัศน์ดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Vision & Strategic Direction) การกำหนดวิสัยทัศน์ดิจิทัลเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่เป็นเข็มทิศขององค์กรในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและการเรียนรู้ยุคใหม่กรอบการทำงานวิเคราะห์บริบทภายใน–ภายนอก (SWOT/PESTLE Digital Environment) ระบุเป้าหมายเชิงผลลัพธ์เช่น พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมการเรียนรู้แบบรายบุคคล (Personalized Learning) สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลที่ยั่งยืน และตั้งตัวชี้วัดความสำเร็จทั้งระยะสั้น (1 ปี) และระยะยาว (3–5 ปี)
8แนวทางปฏิบัติจัดประชุมระดมความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ร่างแถลงวิสัยทัศน์/พันธกิจดิจิทัลให้ชัดเจน และจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของสถานศึกษา” ให้สอดคล้องกับนโยบายระดับเขตและระดับชาติ2. ประเมินสภาพปัจจุบัน (Digital Readiness Assessment)การประเมินจุดเริ่มต้นช่วยให้สถานศึกษาทราบระดับความพร้อมที่แท้จริงและวางแผนได้ตรงประเด็นกรอบการทำงานประเมินด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เช่น อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ประเมินด้านบุคลากร (Human Capacity) เช่น ทักษะดิจิทัล, ทักษะการใช้ LMS วิเคราะห์ระบบการเรียนการสอนดิจิทัลที่ใช้อยู่ (Pedagogy & EdTech) และตรวจสอบนโยบายและมาตรฐานที่มี (Governance)แนวทางปฏิบัติใช้แบบประเมินความพร้อมดิจิทัล (Digital Maturity Model) สำรวจครูและนักเรียนเพื่อประเมินช่องว่างทักษะ ตรวจสอบอุปกรณ์/เครือข่ายพร้อมรายงานสภาพปัญหา และจัดทำรายงานสรุป “สถานภาพความพร้อมดิจิทัลของสถานศึกษา”3. วางแผนทรัพยากร (Resource Planning & Technology Management)การบริหารทรัพยากรคือหัวใจในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อย่างยั่งยืนกรอบการทำงานประเมินความต้องการอุปกรณ์ Hardware/Softwareจัดทำงบประมาณรายปีและแผนลงทุนระยะยาวกำหนดระบบการบำรุงรักษาและอัปเกรด และวางแผนความปลอดภัยและความเสถียรของระบบแนวทางปฏิบัติจัดทำ “แผนผังทรัพยากรดิจิทัล” ของสถานศึกษา ใช้หลักความคุ้มค่า (Value for Money) ในการจัดซื้ออุปกรณ์ ทำสัญญาบำรุงรักษา (Maintenance Contract) กับผู้ให้บริการ และวางระบบสำรองข้อมูล (Back-up System) และระบบอินเทอร์เน็ตสำรอง4. พัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง (Continuous Digital Professional Development)ความสำเร็จของโรงเรียนดิจิทัลขึ้นอยู่กับศักยภาพของบุคลากรที่ใช้เทคโนโลยีกรอบการทำงานกำหนด Competency Framework ทักษะดิจิทัลของครูวางแผนพัฒนารายปีและรายบุคคล (IDP – Individual Development Plan) จัดระบบพี่เลี้ยง/โค้ชดิจิทัล (Digital Coach & Mentoring) และติดตามประเมินผลและปรับแผนการพัฒนาแนวทางปฏิบัติจัดอบรมต่อเนื่องทุกระดับ เช่น Basic–Intermediate–Advanced EdTech ส่งเสริมครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC – Professional Learning Community) กำหนดกิจกรรมทดลองใช้ EdTech ในห้องเรียนและสรุปบทเรียน และให้รางวัล/สิ่งตอบแทนแก่ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านนวัตกรรมดิจิทัล
95. สร้างนโยบายคุ้มครองและจรรยาบรรณดิจิทัล (Digital Ethics & Safety Policy)เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย โปร่งใส และมีความรับผิดชอบกรอบการทำงานจัดทำนโยบายความเป็นส่วนตัวและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA/Privacy Policy) กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) วางระเบียบการใช้อุปกรณ์ส่วนบุคคลในโรงเรียน (BYOD Policy) และสร้างแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมดิจิทัลทั้งครูและนักเรียนแนวทางปฏิบัติจัดทำคู่มือ “Digital Safety & Ethics Handbook” สร้างระบบกำกับติดตามพฤติกรรมออนไลน์ในโรงเรียนจัดเวิร์กชอปเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับนักเรียนและครูแล้วรณรงค์พฤติกรรมออนไลน์ที่เหมาะสม เช่น การใช้สื่ออย่างรับผิดชอบ6. ออกแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Blended / Hybrid Learning Design)เป็นการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตอบสนองผู้เรียนยุคดิจิทัลกรอบการทำงานปรับหลักสูตรให้รองรับการใช้เทคโนโลยีพัฒนาแหล่งเรียนรู้ดิจิทัล เช่น LMS, Google Classroom, Virtual Lab ออกแบบกิจกรรมที่ผสมผสานการสอนออนไลน์–ออฟไลน์และจัดการสภาพแวดล้อมห้องเรียนให้เหมาะกับการเรียนรู้ยุคใหม่แนวทางปฏิบัติใช้รูปแบบ Flipped Classroom, Project-based Learning แบบดิจิทัล สร้างสื่อการสอนออนไลน์ เช่น e-Book, Video, Microlearning สนับสนุนการเรียนรู้แบบรายบุคคลผ่านระบบ AI Tutor หรือ Adaptive Learning และจัดทำคู่มือการใช้เทคโนโลยีในการสอนสำหรับครูทุกกลุ่มสาระ7. ใช้ข้อมูลเพื่อการปรับปรุง (Data-driven Decision Making: DDDM)การใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องกรอบการทำงาน กำหนดประเภทข้อมูลที่ต้องเก็บ เช่น ผลสัมฤทธิ์ การมีส่วนร่วม การเข้าเรียน ความพึงพอใจ พัฒนา Data Platform หรือ Dashboard สำหรับผู้บริหาร และสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Learning Analytics)แนวทางปฏิบัติจัดทำระบบบันทึกผลการเรียนออนไลน์ (Digital Student Profile) วิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์เพื่อจัดกลุ่มผู้เรียนและปรับการสอน นำข้อมูลใช้กำหนดนโยบาย เช่น การจัดสรรทรัพยากร หรือการพัฒนาครูและจัดประชุมประจำภาคเรียนเพื่อทบทวนข้อมูลและวางแผนปรับปรุงสรุปภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์กรอบทั้ง 7 ข้อเชื่อมโยงกันเป็น “ระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem)” ของสถานศึกษา โดยมีลำดับเชิงกลยุทธ์ดังนี้
101) กำหนดวิสัยทัศน์ → 2) ประเมินความพร้อม → 3) วางทรัพยากร →4) พัฒนาครู → 5) สร้างความปลอดภัย → 6) พัฒนาการสอน → 7) ใช้ข้อมูลพัฒนาอย่างต่อเนื่องปัญหาและอุปสรรคที่พบบ่อยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและทรัพยากรการเรียนรู้สมัยใหม่มาใช้ในสถานศึกษา การขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล แม้จะมีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างมาก แต่ก็ยังเผชิญปัญหาและอุปสรรคหลายประการที่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อให้การใช้งานเกิดประสิทธิภาพจริง ประเด็นแรกที่พบบ่อยและมีผลกระทบในวงกว้าง คือ1. ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยี (digital divide)นักเรียนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในพื้นที่ บทหรือครอบครัวที่มีรายได้น้อย ขาดแคลนอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือแม้แต่สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ ทำให้เกิดช่องว่างของโอกาสทางการเรียนรู้ และส่งผลต่อความต่อเนื่องในการเรียนแบบดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้2. ความต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากครู ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ผู้เรียนเอง เนื่องจากความกังวลว่าการใช้เทคโนโลยีอาจลดคุณภาพการเรียนรู้ ลดปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน หรือกลัวว่าผู้เรียนจะติดหน้าจอมากเกินไป ความไม่มั่นใจในการใช้เครื่องมือใหม่ ๆ รวมถึงทักษะดิจิทัลที่ยังไม่พร้อมของครูบางส่วนจึงเป็นอีกอุปสรรคสำคัญที่ต้องอาศัยการอบรม สร้างความเข้าใจ และพัฒนาความเชื่อมั่นควบคู่กันไป3. ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรสถานศึกษาจำนวนมากไม่มีงบเพียงพอสำหรับการจัดซื้ออุปกรณ์ ติดตั้งระบบเครือข่ายหรือบำรุงรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน บุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมีจำนวนจำกัด ทำให้การแก้ไขปัญหา การดูแลระบบ และการสนับสนุนการใช้งานไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ส่งผลให้การใช้เทคโนโลยีในสถานศึกษาไม่ต่อเนื่องและขาดประสิทธิภาพ4. ความปลอดภัยข้อมูลก็เป็นอีกประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ การจัดเก็บข้อมูลนักเรียน การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ และการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมาก ทำให้สถานศึกษาต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล หรือการใช้งานข้อมูลอย่างไม่ถูกต้อง หากไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มแข็ง บุคลากรได้รับการอบรมไม่เพียงพอ หรือระบบมีช่องโหว่ ก็อาจเกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและความน่าเชื่อถือขององค์กรได้5. การประเมินผลการเรียนรู้ที่ยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ดิจิทัลเครื่องมือ วัดผลแบบเดิมอาจไม่เหมาะสมกับการเรียนรู้ที่เน้นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ การสร้างนวัตกรรม หรือการทำงานร่วมกันผ่านสื่อดิจิทัล การประเมินผลที่ไม่สอดรับกับรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ๆ อาจทำให้ไม่สามารถสะท้อนผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงของผู้เรียนได้อย่างครบถ้วน
11โดยสรุปปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมทางการศึกษาจะเกิดประโยชน์สูงสุดได้ก็ต่อเมื่อสถานศึกษามีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะของบุคลากร ระบบความปลอดภัย และแนวทางการประเมินผลที่เหมาะสม การเข้าใจและจัดการกับอุปสรรคต่าง ๆ อย่างรอบคอบจึงเป็นกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่การศึกษายุคดิจิทัลอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนสรุปผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลต้องเป็นทั้งผู้นำวิสัยทัศน์ ผู้จัดการทรัพยากร ผู้คุ้มครองความปลอดภัย และผู้ส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพ การประสบความสำเร็จต้องอาศัยการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและคน และการใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน พร้อมทั้งการจัดการความเสี่ยงและการลดช่องว่างการเข้าถึงอย่างต่อเนื่องผู้บริหารในยุคดิจิทัลต้องเป็นผู้นำที่มีความครบวงจร ทั้งการมองอนาคต การจัดการทรัพยากร การปกป้องความปลอดภัย และการพัฒนาครู พร้อมใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนสถานศึกษา การสร้างสถานศึกษาที่มีคุณภาพจึงต้องอาศัย แผนยุทธศาสตร์ + การลงทุน + การเสริมศักยภาพคน + การจัดการความเสี่ยง + ความเสมอภาคทางดิจิทัล ไปพร้อมกัน
12ความหมายและองค์ประกอบคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลFlanagan, Jacobson (2003: 130) ให้ความหมายไว้ว่าเป็นพฤติกรรมของผู้นำที่มีภารกิจต่อนักเรียนเป็นความแน่วแน่มั่งคงต่อภารกิจในการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้ให้กับนักเรียน โดยมีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีวิสัยทัศน์ที่กำหนดให้มีการใช้เทคโนโลยีสำหรับ การศึกษาNak Ai (2006) ให้ความหมายไว้ว่าเป็นกระบวนการบริหารงานของผู้ที่ต้องเผชิญกับความ เปลี่ยนแปลงที่ท้าทายของเทคโนโลยี โดยใช้คุณลักษณะของผู้นำตลอดจนกระบวนการบริหารปฏิบัติทาง วิชาชีพKerdtip (2006) ได้ให้ความหมายว่าเป็นลักษณะของบุคคลที่สามารถใช้เทคโนโลยีเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และรู้จักนำความรู้เหล่านั้นไปบูรณาการกับการจัดการศึกษาให้เป็น หนึ่งเดียวอย่างมีความหมายStodd (2014:19) กล่าวว่าคือ รูปแบบของการเป็นผู้นำที่ทำหน้าที่เชื่อมช่องว่างระหว่างองค์กรที่เป็นทางการ และกึ่งทางการ ให้มีปฎิสัมพันธ์กับสังคมที่เกี่ยวข้อง จัดเป็นรูปแบบของผู้นำที่สำคัญในยุคนี้ที่องค์การต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้การบริหารงาน จำเป็นต้องมีความคล่องตัวรับกับการ เปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นWoodward & DeMille (2015) กล่าวว่าคือ รูปแบบของการเป็นผู้นำที่อุทิศชีวิต และ ทุ่มเทกำลังความสามารถอย่างเต็มที่ เพื่อการพัฒนาสังคม โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคม ความมั่งคั่ง หรือสิทธิผู้นำในยุคนี้เป็นผู้ให้ และนำความปรารถนาดีต่อ ผู้อื่น สร้างความงดงามแก่โลก ยกระดับ วิสัยทัศน์ให้กว้างไกล และความเป็นไปได้ที่เหมาะสมเพื่อมนุษยชาติ และสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ให้กล้าแกร่งยิ่งขึ้น ปกป้องสิทธิเสรีภาพ รักษาสันติภาพ และนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองเท่าที่เป็นไปได้ศิริพงษ์ กลั่น ไพฑูรย์ได้สรุปว่าผู้นำยุคดิจิทัลเป็นลักษณะของผู้บริหารที่ต้องสามารถใช้เทคโนโลยีสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการบริหารองค์การให้เจริญรุ่งเรือง เท่าที่เป็นไปได้องค์ประกอบ เกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลแตกต่างหลากหลายขอนำเสนอ9 แหล่ง ดังนี้1. Howard Gardner, (2006: 3-4) ได้กำหนดคุณลักษณะสำคัญของผู้บริหารสถานศึกษาในยุค ดิจิทัล คือคุณลักษณะแห่งจิต 5 ประการ ดังนี้คือ 1) คุณลักษณะแห่งจิตเชี่ยวชาญ เป็นจิตแห่งความรู้ใน วิชาการหรือศาสตร์บางอย่างจนสามารถนำไปสร้างประโยชน์หรือสร้างอาชีพได้ ความรู้อาจไม่ได้มาจากตำรา เรียน แต่อาจเป็นความเชี่ยวชาญจากการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมายาวนานจนช่ำชอง
132) คุณลักษณะแห่งจิต สังเคราะห์เป็นจิตที่สามารถคัดกรอง แยกแยะ จัดลำดับข้อมูลให้เหลือเพียงสิ่งสำคัญ และตรงกับ จุดมุ่งหมายนำมาสรุปใหม่ตามความเข้าใจและถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจได้3) คุณลักษณะแห่งจิตสร้างสรรค์ชีวิตสร้างสรรค์เป็นสิทธิ์ที่เห็นมุมมองหรือไอเดียกับปัญหาแปลกใหม่แตกต่างจากเดิมเห็นโอกาสในวิกฤต กล้า คิด กล้าทำ ทำในสิ่งที่ไม่ซ้ำเก่า เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าและคิดยืดหยุ่นรับความผันผวนเปลี่ยนแปลงของ สถานการณ์ได้4) คุณลักษณะแห่งจิตเคารพ เป็นจิตที่เข้าใจจุดยืนของตนแต่สามารถยอมรับความคิดหรือ ความเชื่อที่มีความแตกต่างของคนอื่นอย่างอ่อนน้อมไม่ดูแคลนความเชื่อหรือวิถีดำเนินชีวิตของผู้อื่นว่าไม่จริง หรือด้อยกว่า และ5) คุณลักษณะแห่งจิตจริยธรรม เป็นจิตที่ตระหนักรู้ในคุณค่าและหน้าที่การเป็นมนุษย์ครอบคลุมถึงการเป็นพลเมืองของชุมชนประเทศชาติและโลกใบนี้โดยยึดมั่นอยู่บนความดีงาม2. Stewart M, (2015: 1-9) กล่าวถึง คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลต้องมีความกล้า มีวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัลในสังคมออนไลน์ที่คนปัจจุบันนิยมชมชอบมากที่สุดในการสื่อสารการสร้าง ความเข้าใจตลอดจนมีการประชาสัมพันธ์ซึ่งมีหลักการ ดังนี้1) การสื่อสาร (Communication) ผู้บริหาร สถานศึกษาสามารถให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่ผู้รับบริการโดยผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ ได้ตลอดเวลา สื่อสารผ่าน สื่อสังคมออนไลน์ และมีกลยุทธ์ในการใช้งานแบบเรียบง่าย เพื่อให้ผู้บริการในยุคดิจิทัลสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารที่สำคัญได้ความเป็นผู้บริหารแบบดิจิทัล คือ การมีส่วนร่วมของผู้รับบริการทุกกลุ่มในการ สื่อสาร แบบสองทิศทาง 2) การประชาสัมพันธ์ (Public Relations) ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทในการเล่าเรื่อง เพราะในปัจจุบันการประชาสัมพันธ์ที่เป็นบวกโดยใช้เครื่องมือสื่อสังคมออนไลน์ที่สามารถควบคุม เนื้อหา สามารถสร้างรากฐานที่ดีได้โดยการทำเช่นนี้จะสร้างวิธีการที่แชร์สิ่งที่เป็นบวกทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ สถานศึกษาและสร้างระดับความโปร่งใสในองค์กรได้เป็นอย่างดี3) การสร้างแบรนด์ (Branding) ผู้บริหาร สถานศึกษามีความเข้าใจถึงคุณค่าและการสร้างแบรนด์ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ ใช้บริการในปัจจุบันและใน อนาคตซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารทางสังคมเพื่อสร้างสถานะทางบวกที่เน้นด้านบวก ของวัฒนธรรมในสถานศึกษาเพิ่มความภาคภูมิใจของชุมชนและช่วยดึงดูดรักษาครอบครัวไว้ได้เมื่อต้องการหา สถานที่ที่จะส่งลูกไปสถานศึกษา 4) การมีส่วนร่วมการเรียนรู้ของผู้เรียน (Student Engagement Learning) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเข้าใจว่าสถานศึกษาควรสะท้อนชีวิตจริง และอนุญาตให้นักเรียนใช้สิ่งที่ เรียนรู้ ผ่านเครื่องมือที่ใช้อยู่นอกสถานศึกษา ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจะเพิ่มขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่ได้เรียนรู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลต้องวางเครื่องมือในโลกแห่งความเป็นจริงไว้ในมือของ นักเรียน และอนุญาตให้พวกเขาสร้าง
14สิ่งประดิษฐ์การเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านแนวคิด นั่น คือ การเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการเรียนรู้ที่สำคัญเน้นการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นมีชุดการสื่อสาร และการแก้ปัญหาซึ่งสังคมต้องการเครื่องมือดิจิทัล และสื่อสังคมออนไลน์ช่วยให้นักเรียนมีโอกาสในการเรียนรู้โดยใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ผู้เรียนเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมในการสร้าง สิ่งประดิษฐ์การเรียนรู้เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดสร้างความชื่นชมในการเรียนรู้มากขึ้นใน ขณะที่เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโลกแห่งสังคมดิจิทัล 5) การพัฒนาระดับมืออาชีพ (Professional Development) ผู้บริหารสถานศึกษามีความสามารถในการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อ ตอบสนองความต้องการด้านการเรียนที่หลากหลาย เกี่ยวกับทรัพยากรเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ รับ ข้อเสนอแนะเชื่อมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษา และปฏิบัติงานรวมทั้งหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่ได้รับการ พิสูจน์เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนและความเป็นผู้นำนอกจากนี้ยังมีวิธีการใหม่ที่น่าตื่นเต้นในการเรียนรู้ทั้งที่ เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 6) การค้นพบสภาพช่องว่าง และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ (ReEnvisioning Learning Spaces and Environments) ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการเริ่มปรับเปลี่ยน พื้นที่ทางการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมสนับสนุนชุดทักษะที่จำเป็นให้มีความ สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัลโดย การเริ่มต้นในการ สร้างวิสัยทัศน์แผนกลยุทธ์ทุ่มเทให้กับการเรียนรู้มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะและพลวัตที่ ประกอบด้วยช่องว่างแบบผสมผสานปรับบทบาทการเรียนรู้สู่เกมการเรียนรู้จากภาพถ่ายสู่การเรียนรู้ที่เสมือนจริง 7) โอกาส (Opportunity) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาที่จะหาแนวทางในการปรับปรุงโปรแกรมทรัพยากรและการพัฒนาวิชาชีพที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลควรยกระดับการเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีเพิ่มโอกาสการปรับปรุงในหลายด้านทางวัฒนธรรม ของสถานศึกษาในสังคมใหม่ ซึ่งหมายถึง สังคมแห่งความรู้ (Knowledge Society) สังคมสารสนเทศ (Information Society) หรือ สังคมแห่งเครือข่าย (Network Society) ที่มีการเกิดของเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างรวดเร็วและกว้างขวางมีความเป็นโลกาภิวัตน์และความเป็นดิจิทัลสูง มีความสัมพันธ์ในแนวราบหรือแบบกระจายแทนที่ความสัมพันธ์ในแนวตั้ง หรือแบบสั่งการเป็นสังคมใหม่ที่ต้องการคุณลักษณะผู้บริหารแบบดิจิทัลที่ยังคงต้องการคนลักษณะ พิเศษบางประการแบบดั้งเดิมที่มีอยู่เช่นความเห็นอกเห็นใจความผูกพันการยึดมั่นในความศรัทธาและอื่นๆ ส่วนที่ควรเพิ่มเติม คือทัศนคติใหม่ ทักษะใหม่ และความรู้ใหม่ ในข้อจำกัดและโอกาสของเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์ (Computer) การ สื่อสาร (Communication) และเนื้อหา (Content) รวมทั้งมัลติมีเดีย (Multi-Media) ความกระตือรือร้น มีความผูกพันต่อวิสัยทัศน์ มีจิตสำนึกที่ดีในการปฏิบัติงานและให้ความสำคัญกับองค์การ
153. Eric Sheninger (2019: 78-79) กล่าวถึง คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลในการ นำเทคโนโลยีมาใช้สำหรับการบริหารสถานศึกษา (The Pillars of Digital Leadership) ดังนี้1) ความ ผูกพันและการเรียนรู้ของผู้เรียน (Student engagement or learning) ในด้านความสำเร็จของการจัด การศึกษา คือ การที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม คือ แนวทางการเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับผู้เรียน ในยุคดิจิทัล ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาต้องทำความเข้าใจว่าการจัดการศึกษา ควรจะสะท้อนถึงชีวิตจริงและเปิด โอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และประยุกต์ใช้สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ ดังแนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้กลายมาเป็นความจำเป็นที่ ครูต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนโดยมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างชุดทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันและโลกอนาคต ทั้งการสื่อสารการทำงานร่วมกัน ความคิดสร้างสรรค์ การรู้เท่าทันทางด้านสื่อ การเชื่อมโยงกับโลก การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหาที่ตรงกับความต้องการของสังคม 2) การปรับวิสัยทัศนสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ในการเรียนรู้ (Re-envisioning learning space and environment) ผู้บริหาร สถานศึกษาเข้าใจบทบาทหลัก ของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในสถานศึกษาแล้วการเริ่มต้นกระบวนการ เปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ขั้นตอนต่อไปคือการริเริ่มเปลี่ยนแปลงพื้นที่การเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน ต่อการพัฒนาทักษะที่จำเป็น และมีความสอดคล้องกับโลกแห่งความจริงโดยผู้บริหารสถานศึกษาจะต้อง กำหนดวิสัยทัศน์ และแผนกลยุทธ์ในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้และปรับสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาทั้งหมด โดยการจัดหาและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา เช่น ห้องสมุด อัตโนมัติ ห้องเรียนอัจฉริยะ สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่กระตุ้นหรือสร้างแรงบันดาล ใจให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ และลงมือค้นหาความรู้ เพื่อนำมาต่อยอดด้วยกระบวนการคิดการวิเคราะห์สร้างสรรค์ จนสามารถนำมาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่หรือนวัตกรรมได้ หรือแหล่งเรียนรู้ภายนอก สถานศึกษา ที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือกับผู้ปกครองชุมชน หรือหน่วยงานหรือผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อสร้างเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักการพัฒนา อย่างยั่งยืน 3) การพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพ (Professional growth or development) ด้วยการ เพิ่มขึ้นของ สื่อสังคมออนไลน์ สถานศึกษาไม่จำเป็นต้องเป็นโกดังเก็บข้อมูล ผู้บริหารสามารถสร้างเครือข่าย การเรียนรู้ได้เองเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ การเรียนรู้ที่หลากหลายการจัดหาทรัพยากรการเข้าถึง องค์กรความรู้ การรับความคิดเห็นการติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญทางนักการศึกษาและนักปฏิบัติเพื่ออภิปราย เกี่ยวกับกลยุทธ์ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และภาวะผู้นำโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และการพัฒนาความเป็นครูและผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ
164) การสื่อสาร (Communication) ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับครู ผู้เรียน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเวลาจริงผ่าน อุปกรณ์ที่หลากหลาย และไม่เป็นการสื่อสารทางเดียว หรือสองทางโดยสามารถประชาสัมพันธ์ หรือรายงาน การดำเนินงานต่างๆ ผ่านทางช่องทางในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ไม่มีค่าใช้จ่ายและเป็นช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เช่น เว็บไซต์ (Website) เฟสบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (Line) ทวิตเตอร์ (Twitter) ฯลฯ ซึ่งเป็นการสื่อสารกับสาธารณชนด้วยกลยุทธ์การ ดำเนินงานที่เรียบง่าย ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถให้ข้อมูลข่าวสารกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง และตอบสนอง ความต้องการของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในยุคดิจิทัลได้อย่างทันทีทันใด 5) การประชาสัมพันธ์ (Public relations) ข้อเท็จจริงประการหนึ่ง ที่มีความเกี่ยวข้องในด้านการประชาสัมพันธ์ ก็คือ ทางเราไม่ดำเนินการ บอกเล่าเรื่องราวของเราเองคนอื่นก็จะทำการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เราและบ่อยครั้งมักจะเล่าเรื่องราวที่ไม่ ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องทำหน้าที่แกนนำในการนำเสนอประชาสัมพันธ์ เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาในส่วนนี้ จะเน้นที่ตัวผู้บริหารสถานศึกษา ต้องสามารถกำหนด รูปแบบที่จำเป็นรากฐานในการประชาสัมพันธ์เชิงบวก โดยใช้เครื่องมือสื่อสังคมออนไลน์ที่ให้บริการฟรีต่างๆ ในการจะทำเช่นนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องสร้างเครื่องมือ หรือ ช่องทางที่จะทำให้ครู ผู้เรียน หรือ ผู้ที่ มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราวในเชิงบวก ที่เกี่ยวกับสถานศึกษาด้วย เช่น เว็บไซต์ เฟสบุ๊ก ของสถานศึกษา เป็นต้น 6) การสร้างภาพลักษณ์ (Branding) ในโลกธุรกิจเข้าใจถึงคุณค่าของภาพลักษณ์ หรือ แบรนด์ และผลกระทบต่อผู้บริโภคสำหรับสถานศึกษาแล้วภาพลักษณ์เป็นแบรนด์คือความเชื่อมั่นใน คุณภาพมาตรฐานการศึกษาของผู้ปกครองชุมชน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือสังคมออนไลน์ในการสร้างภาพลักษณ์หรือแบรนด์ในเชิงบวกที่เน้นมุมมองด้านบวกของวัฒนธรรมในสถานศึกษาเพิ่มความภาคภูมิใจให้กับชุมชนและช่วย ดึงดูดหรือรักษาความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองเมื่อมองหาสถานที่ที่จะส่งบุตรหลานไปเรียนแล้วต้องนึกถึง สถานศึกษาของเราเป็นอันดับแรกๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสถานศึกษาที่มีการ แข่งขันค่อนข้างสูง ซึ่งถือว่าจำเป็นไม่น้อยเช่นกันในการสร้างภาพลักษณ์หรือแบรนด์ของสถานศึกษา 7) การสร้างโอกาส (Opportunity) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาที่จะค้นหาวิธีการปรับปรุงสถานศึกษาและการพัฒนาความเป็นมืออาชีพของตนเอง ครู และบุคลากรอย่างต่อเนื่องโดยเน้นที่การใช้ประโยชน์การเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มเพิ่มโอกาสในการปรับปรุงวิธีการทำงานหรือวัฒนธรรมของ สถานศึกษาหลายๆ ด้าน
174. ต้องลักษณ์ บุญธรรม, (2559: 219 – 220) กล่าวถึง ผู้นำทางการศึกษายุคดิจิทัลตามมาตรฐาน ด้านเทคโนโลยีสำหรับผู้บริหาร ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดมาตรฐานชาติด้านเทคโนโลยี สำหรับ ผู้บริหาร ดังนี้ 1) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ (Visionary Leadership) ผู้นำทางการศึกษาจะต้องสร้างแรง บันดาลใจ และนำการพัฒนาประยุกต์ใช้เกี่ยวกับการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเป็นเลิศและการ สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในองค์กร จากการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันกับคนในองค์กร 2) การสร้างวัฒนธรรม การเรียนรู้บนโลกยุคดิจิทัล (Digital Age Learning Culture) ผู้นำทางการศึกษาจะต้องสร้างสรรค์พลวัต ในการใช้เทคโนโลยีให้เป็นปกติจนเกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบโลกยุคดิจิทัลในสถานศึกษาการจัดหาและ ส่งเสริมให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการเรียนรู้ดังกล่าวอย่างทั่วถึง3) ความเป็นเลิศการปฏิบัติอย่างมืออาชีพ (Excellence in Professional Practice) ผู้นำทางการศึกษาจะต้องสนับสนุนส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ต่อการเรียนรู้และการสร้างวัฒนธรรมโดยที่มอบอำนาจให้กับครูเพื่อเปิดโอกาสให้กับผู้เรียนโดยผ่านการเพิ่ม สมรรถนะทางเทคโนโลยีและทรัพยากรดิจิทัลที่จำเป็น 4) การปรับปรุงอย่างเป็นระบบ (Systematic Improvement) การเตรียมผู้นำในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลควรจัดอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาองค์กรทาง การศึกษาโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยีที่เหมาะสมและแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่า และ5) การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล (Digital Citizenship) ผู้นำทางการศึกษาจะต้องเป็นแบบอย่าง ที่ดีและส่งเสริมให้เกิดความตระหนักในประเด็นทางสังคมจริยธรรมและกฎหมายตลอดจนความรับผิดชอบใน สิ่งที่เกี่ยวข้องเพื่อการวิวัฒนาการวัฒนธรรมของสังคมดิจิทัล5. เอกชัย กี่สุขพันธ์, (2563: ออนไลน์) กล่าวว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจำเป็นที่จะต้อง เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (ICT) และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการบริหาร จัดการสถานศึกษาเพื่อการใช้ ICT ให้เหมาะสมเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างคุ้มค่าแท้จริงดังนั้นคุณลักษณะของ ผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลจึงควรเป็นดังต่อไปนี้1) กำหนดวิสัยทัศน์ด้าน ICT ของสถานศึกษาให้ชัดเจนว่า ต้องการไปในทิศทางใดและจะนำมาใช้กับการบริหารสถานศึกษาในเรื่องใดบ้าง2) การบริหารจัดการโครงสร้าง พื้นฐานให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ Hardware, Software, Network และเครือข่ายไร้สายต่างๆ ของสถานศึกษา โดยให้ครู อาจารย์ บุคลากรและนักเรียนทุกคนสามารถใช้และเข้าถึงได้อย่าง รวดเร็วสะดวกต่อการใช้งานพร้อมทั้งจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เพื่อสนับสนุนอย่างพอเพียง
183) การสร้าง วัฒนธรรมการทำงานและบรรยากาศสถานศึกษาให้มีการใช้ ICT อย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียน การสอนของครูการบริหาร งานสถานศึกษาในด้านต่างๆตลอดจนการให้นักเรียนสามารถใช้และเข้าถึง แหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆ ผ่าน Internet ได้ตลอดเวลา 4) การฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรทุกคนของสถานศึกษาให้มีความรู้ความสามารถด้าน ICT อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ 5) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสามารถใช้ ICT ในการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม 6) ส่งเสริมสนับสนุนสร้างแรงจูงใจ ครูอาจารย์ และบุคลากรทุกคนของสถานศึกษาให้นำความรู้ความสามารถด้าน ICT และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ สถานศึกษาจัดให้มาสร้างนวัตกรรมใหม่ในการจัดการเรียนการสอนหรือการปฏิบัติงาน 7) จัดให้มีระบบ กำกับติดตาม การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ ICT ของสถานศึกษาทั้ง ครู อาจารย์บุคลากรทุกคน และ นักเรียนว่าสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่6. บรรจง ลาวะลี, (2560: 214) กล่าวว่า คุณลักษณะของผู้บริหารในยุคโลกไร้พรมแดน ประกอบด้วย ความรู้ทางวิชาการ นักประกอบการ นักริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถด้านเทคโนโลยีนัก สร้างพลังและแรงบันดาลใจเชิงบวก ตัวแบบที่ดีและการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้7. จุฬาลักษณ์ อักษรณรงค์ และกุหลาบ ปุริสาร, (2561: 182) กล่าวถึง ผู้บริหารสถานศึกษาเชิงเทคโนโลยีสารสนเทศ ควรมีคุณลักษณะ ดังนี้คือ 1) ความเป็นผู้นำในด้านวิสัยทัศน์ ซึ่งผู้นำต้องสร้าง แรงจูงใจ ในการทำให้ผู้อื่นยอมรับไว้วางใจและทำงานให้สำเร็จตามวิสัยทัศน์ ตลอดจนมีความทันสมัย กล้า ในการตัดสินใจ มีกลยุทธ์ในการทำงาน เข้าถึงกลุ่มบุคคลได้ง่ายและรวดเร็ว 2) การพัฒนาการเรียนรู้ในยุค ดิจิทัล ซึ่งผู้นำจะต้องส่งเสริมสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ด้านคอมพิวเตอร์โปรแกรม ห้องปฏิบัติการต่างๆ สื่อที่ ใช้ในการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการให้ความรู้ และการประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มความรู้ทักษะตาม นโยบายการพัฒนาของกระทรวงศึกษาธิการให้สามารถใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี3) ความเป็นเลิศในการปฏิบัติอย่างมืออาชีพ ซึ่งผู้นำจะต้องสนับสนุนส่งเสริมและสร้างนวัตกรรมที่เอื้อต่อการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ 4) การปรับปรุงอย่างเป็นระบบ คือ ผู้นำจะต้องคำนึงถึงการ พัฒนาองค์กร รวมถึงการจัดแหล่งเรียนรู้ให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ และเกิดความคุ้มค่าในการบริหารจัดการองค์กร
195) ความเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล คือ ผู้นำต้องสามารถ ตรวจสอบ ควบคุมตนเองสร้างปฏิสัมพันธ์และความไว้วางใจให้เกิดกับผู้อื่น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน การเข้าถึงความแตกต่าง ของสมาชิกในชุมชนอย่างมีคุณภาพ8. สราวุธ นาแรมงาม, (2561: 95 - 98) กล่าวว่า คุณลักษณะผู้นำยุค 4.0 นั้นประกอบด้วย 1) Mind Set มีทัศนคติ มุมมองหรือแนวความคิดที่ดี ยอมรับ สิ่งใหม่ เปิดใจพิจารณาถึงเหตุผล ในความจำเป็น และประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น (ในที่นี้ซึ่ง หมายถึง การเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล และประเทศไทย 4.0) เช่น มองว่าการเปลี่ยนแปลง คือ การแก้ปัญหาเป็นความท้าทายและโอกาสในการ เรียนรู้และพัฒนา แทนที่จะมองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นต้นเหตุของปัญหา เป็นต้น 2) Vision มีวิสัยทัศน์เป็นผู้มีความสามารถในการมองเห็น ทิศทาง วิกฤต และโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างชัดเจนบนพื้นฐานความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ไม่ใช่ความเพ้อฝันพร้อมทั้งสามารถนำผลของ การเปลี่ยนแปลงนั้นมากำหนดเป้าหมายวางแผนและพัฒนาเพื่อให้องค์กรสามารถแก้ไขวิกฤตหรือใช้โอกาสที่ เกิดขึ้นเพื่อสร้างประโยชน์และนำองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ดีขึ้นในอนาคตได้3) Ethics มีจริยธรรม/คุณธรรม คือ มีความประพฤติถูกต้อง เหมาะสมและอยู่ภายใต้กฎหมาย ศีลธรรม วัฒนธรรมหรือจารีต ประเพณีที่ดีงาม ตลอดจนมีความรับผิดชอบ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างความเชื่อมั่น/ศรัทธาแก่ผู้ตามได้4) Influence มีความสามารถในการโน้มน้าวใจผู้อื่น สามารถ ชักจูงหรือโน้มน้าวบุคคลอื่นให้เปลี่ยนความคิด ความเชื่อ พฤติกรรม การปฏิบัติไปในทิศทางที่ดี ที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้ร่วมกันได้5) Communication มีทักษะการสื่อสารที่ดี สามารถสืบข้อมูลข่าวสารที่ต้องการ ไปสู่บุคคลกลุ่มเป้าหมายได้แบบง่ายกระชับและชัดเจน (Simple, Concise and Clear) เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย รับทราบถึงสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเหตุผลและเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น6) Communication สร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรและทีมงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีส่วนร่วมในการ เปลี่ยนแปลงทั้งหมดทั้ง ภายใน/ภายนอกหน่วยงานและองค์กร Commitment ความมุ่งมั่น ทุ่มเท อุทิศพลังกาย ใจ และความเชื่อ เพื่อสนับสนุนการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง 7) Critical & Creative Thinking มีความคิดสร้างสรรค์คิดนอกกรอบกล้าทดลองที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมสำหรับการแก้ปัญหา การคิดค้นสินค้าและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง 8) Coaching and Mentoring คือ มีความสามารถใน การฟังเข้าใจและตั้งคำถามที่ดีเพื่อให้สามารถดึงความรู้ความสามารถของทีมงานออกมาใช้ในการค้น เป้าหมาย การพัฒนา การตัดสินใจและการทำงานให้บรรลุ
20เป้าหมายที่กำหนดไว้ (Coaching) รวมทั้ง ความสามารถใน การสอนงาน แนะนำผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกทีมให้สามารถแก้ไขและปฏิบัติงานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วาง เอาไว้ (Mentoring) และ9) Emotional Intelligence มีความฉลาดทางอารมณ์หรือความสามารถในการ จัดการกับความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น เพื่อควบคุมความคิดและการกระทำ ได้อย่างสมเหตุสมผล สอดคล้องกับการทำงานและเป้าหมายของทั้งตนเอง และทีมงานและองค์กร Digital technology เป็นผู้ที่รู้เท่าทันเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ รู้ว่าส่วนใดมีความเป็นประโยชน์และส่วนใดอาจ เป็นโทษ รวมทั้งสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นหรือ มีอยู่มาใช้ในการสร้างประโยชน์หรือเพิ่ม มูลค่าให้แก่ตนเองทีมงาน และองค์กร ได้อย่างสร้างสรรค์แตกต่างและมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง Change Agent การเป็นตัวแทนหรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้องสามารถที่จะจัดกระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในองค์กร เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนและพัฒนาไปสู่เป้าหมายที่ได้วางเอาไว้รวมทั้งสามารถสื่อสารให้บุคลากรทราบถึงสถานการณ์ต่างๆ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคในการดำเนินงานขององค์กรได้9. สุกัญญา แช่มช้อย, (2562: 120 - 121) กล่าวถึง คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลประกอบด้วย 5 ด้าน ดังนี้1) การมีวิสัยทัศน์ โดยผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ร่วมกับการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับบุคลากรอื่นๆ ได้สามารถนำการพัฒนา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ การบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในองค์กร และยกระดับความเป็นเลิศขององค์กรได้2) การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบโลกยุคดิจิทัล โดยผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัล อย่างสม่ำเสมอเป็นปกติ จนเกิดเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้แบบโลกดิจิทัลในองค์กร โดยสนับสนุนและส่งเสริม ให้ผู้เรียนทุกคนได้เข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ดังกล่าวอย่างทั่วถึง 3) การปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างมืออาชีพโดย ผู้บริหารสถานศึกษาต้องจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และนวัตกรรมอย่างมืออาชีพให้กับผู้เรียน โดยการ เสริมสร้างพลังอำนาจให้กับครูผู้สอน และบุคลากรในการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ต่างๆ 4) การปรับปรุงอย่างเป็นระบบโดยผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องสนับสนุนและส่งเสริมความเป็นผู้นำในยุคดิจิทัลและสามารถบริหาร จัดการให้เกิดคุณภาพอย่างต่อเนื่องในองค์กรโดยการใช้แหล่งข้อมูลสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 5) การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัลโดยผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็น แบบอย่างที่ดีสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความตระหนักในประเด็นทางจริยธรรมกฎหมายและสังคมตลอดจน ความรับผิดชอบในสิ่งที่เกี่ยวข้องเพื่อวิวัฒนาการวัฒนธรรมของสังคมดิจิตอล
21จากที่กล่าวมาผู้เขียนได้สังเคราะห์คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลในรายละเอียดตารางที่ 1 ดังนี้ตารางที่ 1 การวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลจากการสังเคราะห์คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ตามตารางแสดงผลการสังเคราะห์คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลได้ศึกษาองค์ประกอบแนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะผู้บริหาร สถานศึกษาในยุคดิจิทัลของนักวิชาการทางด้านการศึกษา ซึ่งมีคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลที่ ตรงกัน ดังนี้ เช่น Eric Sheninger (2019); ต้องลักษณ์ บุญธรรม (2559); เอกชัย กี่สุขพันธ์ (2559); จุฬาลักษณ์ อักษรณรงค์ และกุหลาบ ปุริสาร (2561); สราวุธ นาแรมงาม (2561); สุกัญญา แช่มช้อย (2562) จะได้คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ด้านการสื่อสาร ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล สรุปได้ว่า คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้บริหาร สถานศึกษาถึงความสามารถทางด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการสื่อสาร ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล เพื่อให้กระบวนการบริหารจัดการสถานศึกษาบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ดังนิยามองค์ประกอบในแต่ละด้านต่อไปนี้1. ด้านการมีวิสัยทัศน์หมายถึง คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาที่แสดงออกมา ด้วยการ ขับเคลื่อนองค์กรเพื่อตอบสนองนโยบายกำหนดทิศทางอธิบายถ่ายทอดวิสัยทัศน์ วางกลยุทธ์การพัฒนาชุมชน วิชาชีพ มีแผนการจัดการด้านนวัตกรรมจัดการข้อมูลสถานศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนำ เทคโนโลยี มาบูรณาการเพื่อยกระดับความเป็นเลิศ ทางด้านการศึกษาเปิดโอกาสให้ครูเข้าถึงด้วยการยอมรับ และไว้วางใจสร้างจิตสำนึกที่ดีในการปฏิบัติงานด้วยการคิดเชิงบวก จูงใจในการนำนโยบายมาสู่การปฏิบัติและรับฟังความคิดเห็นพร้อมข้อเสนอแนะในกิจกรรมของสถานศึกษาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
222. ด้านการสื่อสาร หมายถึง คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาที่แสดงออกมาด้วยการบริหารจัดการ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างองค์กรด้วยระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ประสานชุมชนเข้า มามีส่วนร่วมในการศึกษาวิเคราะห์สภาพองค์กร (SWOT) ประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่ผู้รับบริการผ่าน อุปกรณ์ต่างๆ ใช้เว็บไซต์ในการติดต่อประสานงานใช้กลุ่มไลน์ในการสั่งการภายในองค์กรมีทักษะการสื่อสารที่ ตรงประเด็นเข้าใจง่ายถ่ายทอดความคิดที่หลากหลายมีเทคนิควิธีการนำเสนอผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์และ จะประชุมบุคลากรในองค์กรสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินอยู่3. ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้หมายถึง คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาที่แสดงออกมา ด้วยการเรียนรู้และเข้าถึงนโยบายอย่างต่อเนื่อง สร้างเครือข่ายการเรียนรู้หลากหลายใช้เครื่องมือดิจิทัล แลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพตนเองและครูอย่างมืออาชีพ ตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรม ที่เอื้อ ต่อการจัดการเรียนรู้ นำสารสนเทศมาเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ส่งเสริมให้นำ เทคโนโลยี มาใช้ในการทำงานส่งเสริมวัฒนธรรมแบบเป็นทีม กับการมุ่งเน้นส่วนบุคคลได้อย่างเหมาะสมชื่น ชมในความสำเร็จ และความก้าวหน้าทำงานตามภารกิจให้เข้ากับสภาพปัญหาและความต้องการของครู และ หาแนวทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหาผ่านชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพ4. ด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล หมายถึง คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาที่แสดงออกมาด้วย การเป็นแบบอย่างที่ดีรู้คุณค่าการใช้เทคโนโลยีที่มีต่อสังคมตระหนักถึงคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบกฎหมาย ของสังคม เข้าใจถึงผลกระทบ และเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ปกป้องตนเองและองค์กรจาก ความเสี่ยงในการใช้สื่อออนไลน์ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตบริหารจัดการควบคุมกำกับตนเอง และองค์กรทำงาน ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้เหมาะสม ประยุกต์ใช้ข้อมูลจากระบบ ไอซีที เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และนำการประชุมด้วยระบบทางไกลผ่านสัญญาณเครือข่ายมาใช้ในการทำงานได้อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษานั้นถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่จะมีการปฏิรูป ประเทศในด้านต่างๆ เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาด้านการศึกษาถือว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่มากมีความยืดเยื้อสั่งสมมา นาน และไม่สามารถหาแนวทางในการแก้ไขได้คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล จึงมีส่วน เกี่ยวข้องอย่างมากในการบริหารสถานศึกษาเพื่อขจัดปัญหาที่เกิดขึ้น อันส่งผลต่อภาพลักษณ์ในการบริหาร การศึกษาถ้าผู้บริหารมีคุณลักษณะที่ดีการจะประสบความสำเร็จ และหากสถานศึกษาใดมีผู้บริหารคุณลักษณะ ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันย่อมเกิดปัญหาในสถานศึกษานั้นได้ เพราะสาเหตุสำคัญมาจาก ผู้บริหารสถานศึกษาไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และผู้บริหารยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ในการศึกษาจึงไม่สามารถสร้างการยอมรับ และนิเทศผู้อื่นได้รวมทั้ง ขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีที่มีต่อ
23การศึกษา จึงยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ใน การบริหารการศึกษา และพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพองค์ความรู้ใหม่องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการสังเคราะห์องค์ประกอบคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้บริหารสถานศึกษาถึงความสามารถทางด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการสื่อสาร ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ และด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล เพื่อให้กระบวนการบริหารจัดการสถานศึกษาบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิผล ดังนำเสนอในภาพสรุปคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยจะต้องมุ่ง พัฒนาให้ครูมีความรู้มีคุณลักษณะตามมาตรฐานด้านการใช้เทคโนโลยี เพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูในยุค ดิจิทัล และผู้เรียนมีคุณลักษณะตามมาตรฐานด้านการใช้เทคโนโลยี เพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคดิจิทัล จากนั้นก็ต้องนำไปใช้ให้ทั่วทั้งสถานศึกษา และเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ยั่งยืน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ซึ่ง หมายถึง การมีวัฒนธรรมที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และในท้ายที่สุดจะทำให้สถานศึกษาการเป็นองค์กร แห่งนวัตกรรม หรือสถานศึกษาแห่งนวัตกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาในการ บริหารเทคโนโลยีสำหรับสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ดังนั้น การเป็นผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจึงมีความ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารสถานศึกษาเอง จะต้องมีคุณลักษณะและทักษะมีความรู้ ในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้สามารถรับมือกับผู้เรียนในยุคดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่าง
24มากมาย และรวดเร็วได้เป็นอย่างดี อาจกล่าวได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญและมีอิทธิพลสูงสุดต่อคุณภาพ ของผลลัพธ์ที่ได้จากระบบการศึกษา ประสิทธิภาพของการบริหารและประสิทธิผลของการศึกษา นักวิชาการ หลายท่านมีความเห็นตรงกันว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวทางการศึกษานั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารส่วนหนึ่ง ผู้บริหารจึงเป็นตัวแปรสำคัญในด้านการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพผู้บริหารสถานศึกษาในยุคใหม่ในยุคดิจิทัลจึงต้องมีคุณลักษณะ ความรู้ ความสามารถ เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้ทันสมัยเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลง ของโลก ผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลต้องมีคุณลักษณะที่โดดเด่น มีทักษะ และบทบาทในการบริหารการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อไป
25ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำยุคดิจิทัล ภาวะผู้นำ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการผลักดันองค์กร การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลส่งผล ให้ผู้นำต้องมีภาวะผู้นำในการปรับปรุงและเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารใหม่ ซึ่งผู้นำที่มีภาวะผู้นำ จะสามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย ทำให้บุคลากรมีการเรียนรู้สิ่งใหม่ร่วมกันอยู่เสมอ และรู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างหลากหลายเหมาะสมกับการปฏิบัติงาน75 หากผู้บริหารสถานศึกษาไม่ได้ปรับตัวเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคต มีวิสัยทัศน์และพัฒนาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลได้อย่างสอดคล้องเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการ บริหารจัดการสถานศึกษาอย่างมีคุณภาพ มีนักวิชาการหลายท่านได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับแนวคิดภาวะ ผู้นำยุคดิจิทัลไว้ ดังนี้ไทเกอร์ (Tiger) ได้กล่าวถึง ภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลว่า หมายถึง ทักษะและกรอบความคิด ที่จะเอื้ออำนวยให้บุคคลหรือองค์กรนำพาสมาชิกอื่นในองค์กรให้สามารถอยู่รอดในยุคดิจิทัลได้ตัวอย่างของทักษะภาวะผู้นำที่จำเป็นในยุคดิจิทัล ได้แก่ ความสามารถในการปรับตัว ความสามารถ ในการใช้เทคโนโลยีจะเห็นได้จากองค์กรขนาดใหญ่หลายองค์กรในอดีตถูกทำลาย เพราะไม่สามารถ ตามเทคโนโลยีใหม่ได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทมือถือ Nokia บริษัทผลิตฟิล์ม Fuji film หรือแม้แต่ บริษัทแท็กซี่ ปัญหาก็คือไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาได้ว่าเทคโนโลยีใดจะมาแทนเทคโนโลยีปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้องค์กรล้มเหลว เพราะฉะนั้น สิ่งที่องค์กรต้องทำให้ได้ก็คือ การปรับตัวให้เหมาะกับยุคดิจิทัล ซึ่งภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลกับภาวะผู้นำทั่วไปนั้นมีความแตกต่างกัน 3 ประการ คือ 1) ทิศทางในยุคดิจิทัล เป็นทิศทางที่จะต้องถูกพิจารณาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้นำ จำเป็นที่จะต้องลงมือทำเอง อาจจะเป็นการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง หรือลงมือสนับสนุน หรือร่วมมือช่วยบุคลากรให้มีความสามารถขับเคลื่อนไปในยุคดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่อง 2) ความเร็วใน การเปลี่ยนแปลง ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายองค์กรไม่สามารถ ปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลได้ ผู้นำในยุคดิจิทัลต้องรู้จักหาวิธีที่จะปรับตัวและพัฒนาองค์กร อยู่ตลอดเวลา ว่าจะมีแนวทางในการพัฒนาไปในทิศทางใด โดยสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นกับองค์กร ด้วยวิธีลงทุนให้น้อยที่สุด 3) การเตรียมพร้อมและการตอบโต้เนื่องจากว่าเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ผู้นำในยุคดิจิทัลต้องเตรียมตัวเองให้มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และพัฒนาอยู่เสมอ หากรอให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ขึ้นก่อนแล้วปรับตัวภายหลังอาจทำให้องค์กร ต้องสูญเสียโอกาสจากการรอคอย และเพิ่มความเสี่ยงที่คู่แข่งขันจะแย่งตลาดไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ แทน ถึงแม้ว่า ทิศทางการพัฒนาองค์กรจะเปลี่ยนไป แต่วิธีการบริหารองค์กรก็ควรจะเหมือนเดิม เช่น การเพิ่มทักษะให้กับบุคลากร รวมถึงการที่ผู้บริหารลงมาดูแลการเปลี่ยนแปลง และการปรับ วัฒนธรรมองค์กรให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้สำหรับภาวะผู้นำในยุคดิจิทัล คือ การที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อพฤติกรรมและวิธีการทำงานของบุคลากร โดยสิ้นเชิง ดังนั้นทักษะและภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลจึงต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คนส่วนใหญ่มองว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือของคนรุ่นใหม่ ในขณะที่ผู้นำ ในองค์กรมักเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และสูงวัยจึงถูกมองว่าขาดทักษะและไม่สามารถเรียนรู้ภาวะผู้นำ ในยุคดิจิทัลได้ โอกาสของ
26ผู้นำที่จะเรียนรู้และเข้าใจในยุคดิจิทัลนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลหรือความเก่ง ในเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะต้องเปิดรับและเตรียมพัฒนาความเป็นผู้นำในยุคดิจิตอล ให้มากขึ้นด้วยฮาเวิร์ด ยังส์(Howard young) กล่าวว่า ผู้นำด้านการศึกษา ผู้บริหารสถาบันการศึกษา ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาการศึกษา การคิดเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรม การศึกษาใหม่ ๆ เพื่อให้ก้าวทันโลกเทคโนโลยี โดยปัจจัยสำคัญ ของผู้นำการศึกษาที่ดีในยุคดิจิทัล ที่น่าจะนำไปประยุกต์ใช้มี 6 สิ่งคือ 1) เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้บริหารการศึกษาทุกคน จะต้องวางตัว เองเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะในยุค 4.0 ความรู้จะลื่นไหลเกิดขึ้นตลอดเวลาและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น นักการศึกษาทุกคนต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ ทดสอบ การปฏิบัติในปัจจุบันและเตรียมพร้อม ที่จะปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลง และเปิดโอกาสให้ครูนักเรียนมีส่วนร่วมในการคิด การวางแผนอนาคต การเรียนรู้ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นบริบทและความต้องการพื้นฐานของนักเรียนเอง 2) มีความคิดเชิงกลยุทธ์แบบ อนาคต รู้จักพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีในยุคปัจจุบันซึ่งความคิดเชิงกลยุทธ์นี้คือแนวคิดแบบอนาคตที่มีความเป็นไปได้ และการแก้ปัญหาที่อาจแก้ไขไม่ได้โดยใช้นโยบายระบบและแนวทางปฏิบัติแบบเดิม 3) พึ่งพา แบ่งปัน และกระจายความเป็นผู้นำเพื่อลดช่องว่าง ระหว่างผู้นำการคิดแบบอนาคตและผู้นำ แบบเดิม ความเป็นผู้นำเป็นกระบวนการที่มีอิทธิพล แต่ไม่ใช่ทำเพียงคนเดียว การกระจายความเป็น ผู้นำ โดยเน้นการกระจายแหล่งที่มาของอิทธิพล และการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทั่วทุกกลุ่มคน จะทำให้ความเชี่ยวชาญและความรู้สามารถกระจายไปทั่วกลุ่มคน เช่น การเชิญผู้นำการคิดแบบอนาคต และผู้นำแบบเดิมมาแบ่งปัน ความเชี่ยวชาญและความรู้ร่วมกัน สิ่งนี้อาจมีความท้าทายมากขึ้นหาก ผู้บริหารโรงเรียนยังมีความคิดแบบเดิม ในขณะที่ครูและนักเรียนอาจคิด แบบอนาคตไปแล้ว ฉะนั้นการแบ่งปันความคิดจะช่วยให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ที่แตกต่างนำไปสู่ การพัฒนาและช่วยสนับสนุน แก้ปัญหาที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ 4) ไม่กลัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ และกล้าที่จะทดลอง สำหรับกลุ่ม ผู้บริหารทางการศึกษา ที่มีความคิดแบบระบบเดิม อาจจะมีความลังเลหรือไม่มั่นใจกับเทคโนโลยีดิจิทัล หรืออาจจะคิดว่าเป็นการยากเกินว่าที่ตัวเองจะสามารถพัฒนาเรียนรู้วิธีการใหม่ ในการสอน ที่ให้นักเรียนมาเป็นจุดศูนย์กลาง ฉะนั้นกุญแจสำคัญคือการชวนและสร้างแรงจูงใจเชิงบวกกับผู้ที่ลังเล ที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การฝืนบังคับ หรือการต่อต้าน 5) ไม่เพิกเฉยกับความคิดแบบเดิม บางความรู้และประสบการณ์แบบเดิมอาจยังคงมีคุณค่า ผู้บริหารการศึกษาที่ดีต้องระวังอย่าเพิกเฉยต่อภูมิปัญญา โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ควรเรียนรู้ เชื่อมต่อ และสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกับผู้ที่มี ความคิดและยึดถือวิธีทำแบบเก่าอาจให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและรับฟัง 6) ตั้งคำถามว่า “พวกเราจะต้องหยุดทำอะไร หรือทำอะไรให้น้อยลง”เพราะครูยังต้องใช้เวลาในการแบ่งปันการเรียนรู้และประสบการณ์ในห้องเรียนซึ่งกันและกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเพียงลำพัง พวกเขายัง ต้องการเวลาและการสนับสนุนเพื่อทำสิ่งนี้ให้ดี
27ไบแคม แลมบา (Bikram Lamba) ได้กล่าวถึง การจะเป็นผู้นำในยุคดิจิทัลได้นั้น ภาวะผู้นำโดยทั่วไป และลักษณะความเป็นผู้นำที่เป็นสากลจะนำไปใช้กับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วของเทคโนโลยีก่อกวนหรือไม่ วัยที่แตกต่างกันต้องการความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน ลักษณะ ของผู้นำที่เป็นสากล ประการแรก เสน่ห์ส่วนตัว บุคคลที่มีเสน่ห์ดึงดูดมีพรสวรรค์ที่หายากซึ่งทำให้เขา สามารถโน้มน้าวผู้ติดตามในขณะที่สร้างแรงบันดาลใจให้ภักดีและเชื่อฟัง ประการที่สอง นอกเหนือจากระดับความเป็นผู้นำภายในหรือส่วนบุคคลแล้ว ยังมีระดับภายนอกหรือพฤติกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการที่ผู้นำส่งมอบผลลัพธ์ตามทฤษฎีทางจิตวิทยาแบบบูรณาการมากขึ้น มีทักษะสากล หลายอย่างที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง เช่น 1) ทักษะการจูงใจ 2) การสร้างทีมงาน 3) ความฉลาดทาง อารมณ์แม้ว่าลักษณะภายนอกเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงเหมือนเดิม แต่ก็มีบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างมากจากผลกระทบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของเทคโนโลยีผลกระทบของยุคดิจิทัลต่อการเป็น ผู้นำนั้น ทักษะดั้งเดิมของภาวะผู้นำไม่ได้ถูกแทนที่ แต่ตอนนี้อยู่ร่วมกับปัจจัยใหม่ ๆ ผสมกัน ประการ แรก ภาวะผู้นำทางดิจิทัลสามารถกำหนดได้โดยการมีส่วนร่วมของผู้นำในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคม ความรู้และความรู้ด้านเทคโนโลยี ผู้นำด้านดิจิทัลมีหน้าที่ต้องติดตามการปฏิวัติระดับโลก อย่างต่อเนื่อง ต้องเข้าใจเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้เปิดใช้งาน แต่ยังต้องเข้าใจถึงพลังแห่งการปฏิวัติด้วย ภาวะผู้นำต้องขับเคลื่อนด้วยทัศนคติที่เปิดกว้างและความกระหายในความรู้อย่างแท้จริง มีความ จำเป็นที่จะเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ผู้นำในปัจจุบันต้องมีความสามารถในการระบุแนวโน้มทางเทคโนโลยีในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น บิ๊กดาต้า คลาวด์คอมพิวติ้ง ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ก่อนอื่นต้องมีความรู้และวิสัยทัศน์เพียงพอจึงจะสามารถใช้ทรัพยากรเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิผล สูงสุด ประการที่สอง ในสังคมแห่งความรู้ สิ่งที่เราไม่รู้นั้นสำคัญพอ ๆ กับสิ่งที่เรารู้ ผู้นำควรรู้ขีดจำกัด และรู้วิธีรับความรู้ที่ขาดหายไป ผู้นำแห่งอนาคตเป็นเหมือนผู้จัดการชุมชนมากกว่าเผด็จการ เป็นผล ให้แบบจำลองลำดับชั้นมีแนวโน้มที่จะถูกระงับและแทนที่ด้วยโครงสร้างแนวนอนในหมู่ผู้บริหาร ลำดับชั้นล้มเหลวในยุคดิจิทัล เพราะมันช้าและเป็นระบบราชการ ในขณะที่โลกใหม่เปลี่ยนแปลงสุกัญญา แช่มช้อย ได้กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทั้งที่ เป็นบริบทของสิ่งแวดล้อมภายนอก (external environment) และบริบทที่เกิดขึ้นภายใน สถานศึกษา มีความจำเป็นที่ผู้บริหารต้องมีความเข้าใจถึงสิ่งที่จะเป็นผลกระทบต่อการบริหารจัดการ สถานศึกษา โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหาร จัดการสถานศึกษา รวมถึงเป็นปัจจัยที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการบริหารกิจกรรมของสถานศึกษาในด้าน การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ยุคดิจิทัลอาจดูเป็นสิ่งธรรมดาสำหรับผู้เรียนและครูซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีทักษะในด้านการใช้เทคโนโลยีได้เป็นอย่างดีแตกต่างจากครูรุ่นเก่าและผู้บริหารสถานศึกษา หลาย ๆ คน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพียงพอต่อการเรียนรู้ของครูและผู้เรียน สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้โดยนำไปกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และจุดมุ่งหมายในการบริหารจัดการ สถานศึกษา สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยี(technology leadership) รวมถึงความเป็น ผู้นำองค์กรที่สามารถพัฒนานวัตกรรมเพื่อ
28เพิ่มผลลัพธ์ให้กับสถานศึกษา ซึ่งจะทำให้องค์กรกลายเป็น องค์กรแห่งนวัตกรรม นั่นก็คือ ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมนั่นเอง ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำ เชิงเทคโนโลยีนั้น หมายถึง ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเทคโนโลยี สามารถ นำเทคโนโลยีมาใช้กับการบริหารจัดการสถานศึกษา และการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน โดยผู้บริหาร สถานศึกษามีวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำ ส่งเสริมให้ครูและบุคลากรนำเทคโนโลยีมาบูรณาการกับการจัด การศึกษาและการทำงานภายในสถานศึกษาได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความต้องการของผู้เกี่ยวข้อง ส่งเสริมให้ครูและผู้เรียนมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยี และสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างรอบด้าน รู้เท่าทันสื่อ ตลอดจนคำนึงหลักจริยธรรมในการใช้สื่อและเทคโนโลยีที่ถูกต้องเหมาะสมด้วย การใช้เทคโนโลยีบูรณาการเพื่อการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลถูกกำหนดมาตรฐานโดยสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดมาตรฐานชาติด้านการใช้เทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา (National Education Technology Standards for Administrators: NETS-A) ไว้ดังนี้1. การมีวิสัยทัศน์ (visionary leadership) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องสนับสนุนให้เกิด การนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงขององค์การสู่ความเป็นเลิศ โดยการสร้างแรงบันดาลใจ ให้เกิดการแลกเปลี่ยน การถ่ายทอดวิสัยทัศน์ การบูรณาการทางความคิดรวบยอด2. การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบโลกยุคดิจิทัล (digital age learning culture) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีให้เป็น วัฒนธรรมของการเรียนรู้แบบโลกดิจิทัลในองค์การ3. การปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างมืออาชีพ (excellence in professional practice) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเสริมพลังอำนาจให้แก่ครูในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน โดยการสร้าง สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ทางดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างมืออาชีพ4. การปรับปรุงอย่างเป็นระบบ (systematic improvement) ผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องทำให้เกิดการบริหารจัดการคุณภาพอย่างต่อเนื่องภายในองค์การ การใช้แหล่งข้อมูล สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมความเป็นผู้นำในยุคดิจิทัล5. การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล (digital citizenship) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องสร้าง ความตระหนักให้กับบุคลากรและเป็นแบบอย่างที่ดีทางสังคม จริยธรรม กฎหมาย ความรับผิดชอบ ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของสังคมดิจิทัล
29จักรกฤษณ์ สิริริน ได้กล่าวถึง ภาวะผู้นำของผู้บริหารในปัจจุบัน ได้มีการกำหนดภาวะ ผู้นำตัวใหม่ขึ้นที่เรียกว่า ผู้นำ ICT เกิดจากการนำเกณฑ์ของ The International Society for Technology in Education (ISTE) องค์กรความร่วมมือระดับนานาชาติว่าด้วยเทคโนโลยีการศึกษา เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานกลางด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา หรือที่รู้จักกันภายใต้ชื่อ ISTE STANDARDS ประกอบด้วย 5 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานสำหรับผู้เรียน (standards for students) มาตรฐานสำหรับผู้สอน (standards for teachers) มาตรฐานสำหรับผู้บริหาร (standards for administrators) มาตรฐานสำหรับพี่เลี้ยง (standards for coaches) และมาตรฐานสำหรับนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (standards for computer science educators) สำหรับมาตรฐาน ผู้บริหารได้นำมา ประยุกต์ให้เป็นภาวะผู้นำ ICT หรือ ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology Leadership ประกอบด้วยคุณลักษณะ 6 ด้าน ได้แก่1) ด้านวิสัยทัศน์ (visionary leadership) หมายถึง ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีคุณลักษณะของการกระตุ้นให้เกิดการผสานวิสัยทัศน์สำหรับการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ให้เข้ากับการสนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการนำวิสัยทัศน์สู่ความเป็นจริงโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญ2) ด้านวัฒนธรรมการเรียนรู้ (Digital-age learning culture) หมายถึง การบูรณาการ ภายใต้เครือข่ายดิจิทัลของสถานศึกษา โดยมีโครงสร้างพื้นฐานประกอบด้วย ศูนย์ข้อมูล เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดการฐานข้อมูล และระบบการกำกับดูแลในเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต ซอฟต์แวร์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง หัวใจสำคัญหลักคือการสร้าง “วัฒนธรรมองค์กร” เพื่อปลูกจิตสำนึกทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้กับสมาชิกทุกคน ในสถานศึกษา3) ด้านความเป็นเลิศทางวิชาชีพ (excellence in professional practice) หมายถึง การควบคุม กำกับ ดูแลและอำนวยทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการบริหาร จัดการกระบวนการเรียนรู้ให้สามารถรองรับการขยายหรือการปรับเปลี่ยนในอนาคต เนื่องจาก สภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานศึกษายุคใหม่ต้องปรับตัวเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย4) ด้านการปรับปรุงระบบงาน (innovation and change) หมายถึง การพัฒนา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การสร้างเครือข่ายทรัพยากรการเรียนรู้ร่วมกันให้เข้มแข็ง เช่น ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรสถานที่และวัสดุ ทรัพยากรด้านนวัตกรรม ฯลฯ5) ด้านความเป็นพลเมืองยุคดิจิทัล (digital citizenship) หมายถึง การที่ผู้บริหาร สถานศึกษาใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็น คุณลักษณะเบื้องต้นของการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล สำหรับเก็บรวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์เชื่อมโยงสู่การสร้างข้อสรุป ตลอดจนการประเมินคุณภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ใช้ในสถานศึกษา
306) ด้านความรู้ที่เหมาะสมและความก้าวหน้าในวิชาชีพ (content knowledge and professional growth) หมายถึง การที่ผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น การสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึง การส่งเสริมและบังคับใช้มาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัย การจัดสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้นสรุปได้ว่าภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลจะต้องมีความสามารถในการปรับตัวด้านการใช้เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ และรู้จักหาวิธีที่จะพัฒนาองค์กรอยู่ตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมที่จะ เปลี่ยนแปลง ผู้บริหารต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คิดเชิงกลยุทธ์แบบอนาคต รู้จักกระจายความเป็นผู้นำ ในองค์กร และการบูรณาการระหว่างความรู้เดิมกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่มาใช้ในการพัฒนา ผู้บริหาร สถานศึกษาที่มีความรู้ ความเข้าใจ และมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้โดยนำไปกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และจุดมุ่งหมายในการบริหารจัดการสถานศึกษา มีภาวะผู้นำ เชิงเทคโนโลยี(technology leadership) มีความเป็นผู้นำองค์กรด้านนวัตกรรม จะทำให้องค์กร กลายเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้กับการบริหารจัดการสถานศึกษา และการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม
31การเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship)ความหมายทางวิชาการพลเมืองดิจิทัลหมายถึง “บุคคลที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ ปลอดภัย มีจริยธรรม และมีส่วนร่วมในสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์” อ้างอิงกรอบแนวคิดของ Ribble (2015) ที่ระบุองค์ประกอบหลัก 9 ด้านของพลเมืองดิจิทัลองค์ประกอบของการเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship 9 Elements)1. Digital Access การเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม ความหมาย (ตามกรอบแนวคิดของ Ribble, 2015)Digital Access คือ การที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล อุปกรณ์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต และบริการออนไลน์อย่างเท่าเทียม โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ สังคม ภูมิศาสตร์ หรือความพิการ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็น “พลเมืองดิจิทัล” ที่สมบูรณ์ประเด็นสำคัญของ Digital Access1. ความเท่าเทียม (Equality)ทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัลในระดับพื้นฐาน เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน2. ความครอบคลุม (Inclusiveness)กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และคนในพื้นที่ห่างไกลควรได้รับการสนับสนุนให้เข้าถึงเทคโนโลยีในระดับที่เพียงพอ3. ช่องว่างดิจิทัล (Digital Divide) คือความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี เช่น ไม่มีอินเทอร์เน็ตที่เร็วพอ ขาดอุปกรณ์ดิจิทัล มีทักษะดิจิทัลต่ำ หากไม่มีการแก้ไขจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเศรษฐกิจมากขึ้น4. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)รัฐและองค์กรต้องจัดให้มีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพรวมถึงพื้นที่สาธารณะที่ให้บริการ Wi-Fi เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ความสำคัญของ Digital Access 1. ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และโอกาสทางเศรษฐกิจ 2. ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เช่น นักเรียนทุกคนเรียนออนไลน์ได้ 3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคมและประชาธิปไตย 4. ทำให้บริการภาครัฐออนไลน์ เช่น e-Government เข้าถึงได้เท่าเทียม 5. สนับสนุนความเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพในด้านอื่น ๆ
322. Digital Commerce การซื้อขายออนไลน์อย่างปลอดภัย ความหมาย (Ribble, 2015)Digital Commerce หมายถึง การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีจริยธรรม ผู้ใช้ต้องมีความรู้ในการประเมินความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม เข้าใจความเสี่ยง และรู้วิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงออนไลน์องค์ประกอบสำคัญของ Digital Commerce1. ความปลอดภัยในการทำธุรกรรม (Secure Transactions) 1. ใช้เว็บไซต์หรือแอปที่มีมาตรฐานความปลอดภัย เช่น HTTPS 2. ไม่ใช้ Wi-Fi สาธารณะในการทำธุรกรรม 3. ตรวจสอบหมายเลขสัญลักษณ์ความปลอดภัย เช่น แม่กุญแจบนเบราว์เซอร์2. ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย (Trustworthy Sellers) 1. ตรวจสอบรีวิว ความโปร่งใสของร้าน 2. เลือกซื้อจากแพลตฟอร์มที่ได้มาตรฐาน เช่น Shopee, Lazada, Amazon 3. หลีกเลี่ยงการโอนเงินตรงโดยไม่ผ่านระบบคุ้มครองผู้ซื้อ3. การใช้ข้อมูลส่วนตัวอย่างปลอดภัย (Privacy Protection) 1. ไม่ให้ข้อมูลสำคัญ เช่น บัตรประชาชน เลขบัตรเครดิตในช่องทางไม่ปลอดภัย 2. ตั้งรหัสผ่านเข้มแข็ง และเปิดการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA)4. การรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ (Scam Awareness) ผู้ใช้ต้องระวัง ฟิชชิง (Phishing) เพจปลอม การส่งลิงก์หลอกให้กรอกข้อมูล สินค้าไม่มีจริง และรีวิวปลอม (Fake Reviews)5. การรับผิดชอบและจริยธรรม (Ethical Behavior) 1. ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น สินค้าปลอม โปรแกรมเถื่อน 2. ไม่ขายสินค้าผิดกฎหมาย 3. ให้ข้อมูลสินค้าที่ตรงจริงเมื่อเป็นผู้ขายความสำคัญของ Digital Commerce 1. ช่วยให้ผู้ใช้ซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย 2. ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงหรือโจรกรรมข้อมูล 3. ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโต 4. สร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย 5. ช่วยให้เกิดพฤติกรรมออนไลน์ที่มีจริยธรรม
333. Digital Communication การสื่อสารบนโลกออนไลน์ความหมาย (ตาม Ribble, 2015) Digital Communication หมายถึง ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความคิด และข้อความกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และมีจริยธรรม ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น โซเชียลมีเดีย อีเมล แอปการสนทนา หรือแพลตฟอร์มประชุมออนไลน์ถือเป็นทักษะสำคัญของพลเมืองดิจิทัล เพราะการสื่อสารออนไลน์เกิดขึ้นรวดเร็วและขยายวงกว้างมากกว่าสื่อแบบดั้งเดิมองค์ประกอบสำคัญของ Digital Communication1. การเลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม สื่อดิจิทัลมีหลายรูปแบบ ผู้ใช้ต้องเลือกใช้ตามสถานการณ์ เช่น ผู้ใช้อีเมลสำหรับงานทางการ ใช้แชตหรือโซเชียลมีเดียสำหรับการสื่อสารทั่วไป ใช้วิดีโอคอลเมื่อจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้า2. การสื่อสารด้วยภาษาที่เหมาะสม (Netiquette) ใช้ภาษาสุภาพ หลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบคาย ไม่โพสต์ข้อความที่อาจสร้างความขัดแย้งหรือเกลียดชัง เคารพความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น3. ความถูกต้องของข้อมูล (Accuracy)ก่อนสื่อสารหรือส่งต่อข้อมูล ควรตรวจสอบว่า เป็นข้อมูลจริงหรือไม่ (หลีกเลี่ยงข่าวปลอม) มีแหล่งที่มาชัดเจน ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์หรือความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น4. การสื่อสารอย่างปลอดภัย (Safety) 1. ไม่เผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น 2. ระวังการถูกหลอกลวงผ่านข้อความหรือลิงก์ 3. ใช้ระบบความปลอดภัย เช่น การยืนยันตัวตน 2 ชั้น5. การเคารพเวลาและความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น 1. ไม่ส่งข้อความรบกวนเวลาเรียนหรือเวลางาน 2. ไม่แท็กหรือโพสต์ภาพคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 3. ไม่กดดันให้ตอบกลับทันทีในทุกสถานการณ์ความสำคัญของ Digital Communication 1. ทำให้การสื่อสารในชีวิตประจำวันและการทำงานมีประสิทธิภาพ 2. ลดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในโลกออนไลน์ 3. ส่งเสริมมารยาทและวัฒนธรรมดิจิทัลที่ดี 4. ช่วยให้การเรียนออนไลน์และการทำงานร่วมกันทางออนไลน์ราบรื่น 5. เป็นพื้นฐานการสร้างชุมชนออนไลน์ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์
344. Digital Literacy ความรู้เท่าทันดิจิทัลความหมาย (ตาม Ribble, 2015) Digital Literacy หมายถึง ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยทักษะในการค้นหา ประเมิน วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลดิจิทัลอย่างถูกต้องและมีวิจารณญาณ ผู้ใช้ต้องเข้าใจทั้งเครื่องมือดิจิทัล เนื้อหาดิจิทัล และผลกระทบทางสังคมของข้อมูลในโลกออนไลน์Digital Literacy เป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ การทำงาน และการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลองค์ประกอบสำคัญของ Digital Literacy1. ทักษะการใช้งานเทคโนโลยี (Technical Skills) 1. การใช้อุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน 2. การใช้โปรแกรมพื้นฐาน เช่น Word, Google Docs, การค้นหาข้อมูล 3. การตั้งค่าความปลอดภัยเบื้องต้น2. การรู้เท่าทันสื่อและข่าวสาร (Media Literacy) 1. ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล 2. แยกแยะข่าวปลอม (Fake News) 3. ระบุอคติของข้อมูล (Bias) 4. วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์หรือบัญชีออนไลน์3. การรู้เท่าทันข้อมูล (Information Literacy) 1. รู้วิธีค้นหาข้อมูลอย่างมีระบบ 2. สามารถประเมินคุณภาพข้อมูล 3. อ้างอิงแหล่งข้อมูลอย่างถูกต้อง 4. เข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์และการใช้ข้อมูลอย่างมีจริยธรรม4. การสร้างเนื้อหาดิจิทัล (Digital Content Creation) 1. การเขียนโพสต์ รายงาน หรือบทความออนไลน์ 2. การจัดการรูปภาพ วิดีโอ หรือสื่ออื่น ๆ 3. สร้างสรรค์เนื้อหาในรูปแบบที่เหมาะสมกับแพลตฟอร์มความสำคัญของ Digital Literacy 1. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถคัดกรองและใช้ข้อมูลอย่างมีคุณภาพ 2. ลดการหลงเชื่อข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน 3. ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-directed learning) 4. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานยุคดิจิทัล 5. สร้างความตระหนักด้านจริยธรรมและความปลอดภัยออนไลน์
355. Digital Etiquette มารยาทดิจิทัล ความหมาย (ตาม Ribble, 2015)Digital Etiquette หมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม สุภาพ และมีจริยธรรมในโลกออนไลน์ รวมถึงการรู้จักเคารพสิทธิ ความคิดเห็น และความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น การใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความรุนแรงหรือความขัดแย้งในโลกดิจิทัล มารยาทดิจิทัลถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมให้สังคมออนไลน์ปลอดภัย เป็นมิตร และลดปัญหา cyberbullying หรือความเข้าใจผิดในการสื่อสารองค์ประกอบสำคัญของ Digital Etiquette1. การใช้ภาษาและการสื่อสารอย่างเหมาะสม 1. ใช้คำสุภาพ หลีกเลี่ยงถ้อยคำรุนแรง 2. ไม่ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด (ถือเป็นการตะโกนในโลกออนไลน์) 3. ไม่โพสต์ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น2. การเคารพความคิดเห็นและความแตกต่างของผู้อื่น 1. เปิดใจรับฟังมุมมองอื่น 2. ไม่โจมตีคนที่คิดเห็นไม่ตรงกับเรา 3. ใช้เหตุผลมากกว่าความรู้สึกในการถกเถียง3. การไม่รบกวนผู้อื่นในโลกดิจิทัล 1. ไม่ส่งข้อความรัว ๆ หรือแชตลบกวนในเวลาพักผ่อน 2. ไม่แท็กผู้อื่นในโพสต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง 3. ไม่ส่งสแปม ข้อความชวนเข้ากลุ่ม หรือโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต4. การคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น 1. ไม่โพสต์รูปหรือข้อมูลผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม 2. ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของคนอื่น (Doxxing) 3. เคารพความลับและข้อมูลในที่ทำงานหรือโรงเรียน5. การระมัดระวังผลกระทบของโพสต์และพฤติกรรมออนไลน์ 1. คิดก่อนโพสต์ว่าอาจกระทบใครหรือไม่ 2. ตระหนักว่าเนื้อหาออนไลน์อาจอยู่ถาวร (Digital Footprint) 3. หลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในความรุนแรงออนไลน์หรือ cyberbullyingความสำคัญของ Digital Etiquette 1. สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นมิตรในสังคมออนไลน์ 2. ลดการทะเลาะหรือความเข้าใจผิดระหว่างผู้ใช้ 3. ป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyberbullying)
36 4. เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนและทำงานร่วมกันผ่านระบบดิจิทัล 5. ส่งเสริมความรับผิดชอบและจริยธรรมดิจิทัล6. Digital Law กฎหมายดิจิทัล ความหมาย (ตาม Ribble, 2015) Digital Law หมายถึง กฎ ระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างถูกต้องและมีจริยธรรม ครอบคลุมพฤติกรรมที่เหมาะสมของผู้ใช้ออนไลน์ รวมทั้งบทลงโทษสำหรับการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ การโจรกรรมข้อมูล การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และอาชญากรรมทางไซเบอร์อื่น ๆเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ออนไลน์ตระหนักถึงสิทธิ หน้าที่ และผลทางกฎหมายจากการกระทำบนโลกดิจิทัลองค์ประกอบสำคัญของ Digital Law 1. การเคารพลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา 1. ไม่คัดลอกผลงานโดยไม่อ้างอิง 2. ไม่ดาวน์โหลดหนัง เพลง โปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์ 3. เคารพสิทธิของผู้สร้างสรรค์ผลงาน2. ความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล 1. ผู้ใช้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูล เช่น 2. ไม่เผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 3. สร้างระบบป้องกันข้อมูล เช่น รหัสผ่าน ความปลอดภัยในอุปกรณ์ 4. ในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)3. อาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime) รวมถึงการกระทำผิด เช่น แฮ็กข้อมูล หลอกลวงออนไลน์ (Phishing) ฉ้อโกงทางการเงิน ปล่อยไวรัส มัลแวร์ และ สร้างบัญชีปลอมเพื่อหลอกลวง 4. การสื่อสารอย่างผิดกฎหมาย เช่น การหมิ่นประมาทออนไลน์ การเผยแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลเท็จ การคุกคามหรือกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และการโพสต์ภาพไม่เหมาะสมหรือผิดศีลธรรม5. หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ใช้ออนไลน์ 1. ใช้ข้อมูลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 2. เคารพสิทธิผู้อื่น 3. รับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ตนเผยแพร่ 4. ตระหนักว่าทุกการกระทำออนไลน์มีร่องรอยดิจิทัลและอาจถูกตรวจสอบได้ความสำคัญของ Digital Law 1. ป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์และการละเมิดสิทธิ 2. ทำให้สังคมออนไลน์มีระเบียบและความปลอดภัย
37 3. สร้างความตระหนักถึงโทษทางกฎหมายของการกระทำออนไลน์ 4. เพิ่มความรับผิดชอบและความมีจริยธรรมของผู้ใช้ 5. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและปลอดภัยในทุกเพศทุกวัย7. Digital Rights & Responsibilities สิทธิและความรับผิดชอบในโลกออนไลน์ความหมาย (ตาม Ribble, 2015) Digital Rights & Responsibilities หมายถึง สิทธิพื้นฐานที่ผู้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลควรได้รับ เช่น ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องปฏิบัติ เช่น การใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง การไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น และการปฏิบัติตามกฎหมายดิจิทัลสิทธิและความรับผิดชอบเป็นโครงสร้างหลักของการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่เคารพผู้อื่นและมีจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีองค์ประกอบสำคัญของ Digital Rights & Responsibilities1. สิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy) ผู้ใช้มีสิทธิเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัว ไม่ถูกติดตามหรือเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่ได้รับยินยอม และเลือกได้ว่าจะให้แพลตฟอร์มเข้าถึงข้อมูลใดบ้าง2. สิทธิในความปลอดภัย (Right to Safety) ผู้ใช้ควรได้รับการปกป้องจากภัยไซเบอร์ ระบบความปลอดภัยที่เหมาะสม และช่องทางร้องเรียนเมื่อถูกคุกคามออนไลน์3. สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี (Right to Access) ทุกคนควรเข้าถึงเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลอย่างเท่าเทียม และสอดคล้องกับองค์ประกอบ Digital Access4. สิทธิในการแสดงความคิดเห็น (Right to Expression) สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ ไม่ก่อให้เกิดความเกลียดชังหรือความรุนแรง และไม่ละเมิดกฎหมายหรือสิทธิผู้อื่น5. ความรับผิดชอบของผู้ใช้ (Responsibilities) ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้ข้อมูลอย่างถูกต้องและมีจริยธรรม ไม่เผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลผิดกฎหมาย เคารพลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นรับผิดชอบต่อพฤติกรรมและผลกระทบจากสิ่งที่โพสต์หรือแชร์6. การปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบดิจิทัล 1. ปฏิบัติตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ 2. ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) 3. ปฏิบัติตามกฎของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ไลน์ความสำคัญของ Digital Rights & Responsibilities 1. ส่งเสริมความเป็นธรรมและความปลอดภัยในสังคมออนไลน์ 2. ป้องกันการละเมิดสิทธิระหว่างผู้ใช้ 3. ทำให้ผู้ใช้ตระหนักถึงผลลัพธ์ของการกระทำออนไลน์ 4. สร้างสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลและประโยชน์สาธารณะ 5. ช่วยให้สังคมออนไลน์มีความรับผิดชอบและเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้น
388. Digital Health & Wellness สุขภาวะดิจิทัลความหมาย (ตาม Ribble, 2015) Digital Health & Wellness หมายถึง การดูแลสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และมีสมดุล รวมถึงการป้องกันผลกระทบทางลบจากการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เช่น ความเครียด การเสพติดเทคโนโลยี ปัญหาท่าทางการใช้งาน และอาการล้าจากจอ (digital eye strain)สุขภาวะดิจิทัลคือการใช้เทคโนโลยีอย่างมีคุณภาพ ไม่ให้กระทบชีวิตส่วนตัว การเรียน หรือการทำงานองค์ประกอบสำคัญของ Digital Health & Wellness1. สุขภาพกาย (Physical Well-being) เกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีมากเกินไป เช่น อาการปวดคอ บ่า ไหล่ ท่าทางการนั่งที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาการมองเห็น เช่น ตาล้า ตาแห้ง และการขาดกิจกรรมทางกาย แนวทางป้องกัน เช่น พักสายตาทุก 20 นาที จัดโต๊ะคอมให้ถูกหลักสรีรศาสตร์ จำกัดเวลาหน้าจออย่างเหมาะสม2. สุขภาพจิตและอารมณ์ (Mental & Emotional Wellness) ผลกระทบจากโลกออนไลน์ เช่น ความเครียดจากโซเชียล การเปรียบเทียบตัวเองกับภาพลักษณ์บนออนไลน์ อารมณ์เศร้าหรือวิตกกังวล ปัญหาการเสพติดมือถือหรือเกม แนวทางส่งเสริม เช่น เลือกรับชมเนื้อหาเชิงบวก จัดสรรเวลาในการพักผ่อนพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีปัญหาทางอารมณ์3. สมดุลระหว่างชีวิตจริงและออนไลน์ (Digital-Life Balance) เช่น จัดเวลาการใช้อุปกรณ์อย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการใช้มือถือก่อนนอน ไม่ให้โซเชียลมีเดียรบกวนการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์4. การใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย (Safe & Responsible Use) 1. ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว 2. ระวังเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่น ความรุนแรงหรือลามกอนาจาร 3. ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวเกินความจำเป็น 4. ใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เช่น แอปฝึกสมาธิ แอปออกกำลังกาย5. การเสริมสร้างนิสัยดิจิทัลเชิงบวกในเด็กและเยาวชน 1. ควบคุมเวลาเล่นมือถือของเด็ก 2. ส่งเสริมกิจกรรมที่ไม่ใช่หน้าจอ 3. สร้างความเข้าใจเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย 4. ผู้ปกครองเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้เทคโนโลยี
39ความสำคัญของ Digital Health & Wellness 1. ป้องกันผลกระทบระยะยาวทั้งทางกายและจิตใจ 2. ช่วยสร้างพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีที่สมดุลและมีคุณภาพ 3. ลดความเสี่ยงในการเสพติดอุปกรณ์ดิจิทัล 4. สนับสนุนประสิทธิภาพการเรียนและทำงาน 5. สร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ในการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย9. Digital Security การรักษาความปลอดภัยดิจิทัลความหมาย (ตาม Ribble, 2015) Digital Security หมายถึง การปกป้องข้อมูล ส่วนตัว และอุปกรณ์ดิจิทัลจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น การโจรกรรมข้อมูล การฟิชชิง มัลแวร์ หรือแฮ็กกิ้ง ผู้ใช้งานต้องตระหนักถึงความเสี่ยงและใช้วิธีป้องกันเพื่อให้การใช้งานออนไลน์มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้การรักษาความปลอดภัยดิจิทัลถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของพลเมืองดิจิทัล เพราะช่วยป้องกันการสูญเสียข้อมูลและปัญหาทางกฎหมายองค์ประกอบสำคัญของ Digital Security1. การรักษาความปลอดภัยของรหัสผ่าน (Password Protection) 1. ใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อนและไม่ซ้ำกัน 2. เปลี่ยนรหัสผ่านอย่างสม่ำเสมอ 3. ใช้ระบบยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA)2. การป้องกันไวรัสและมัลแวร์ (Virus & Malware Protection) 1. ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ 2. ระวังไฟล์และลิงก์ที่น่าสงสัย 3. ไม่ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ3. การป้องกันภัยไซเบอร์ (Cyber Threats Awareness) 1. รู้จักภัยฟิชชิง (Phishing) และสแกมออนไลน์ 2. ไม่คลิกลิงก์หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวบนเว็บไซต์ไม่ปลอดภัย 3. ระวังการถูกโจมตีจากโซเชียลมีเดียหรืออีเมล4. การรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ (Device Security) 1. ตั้งรหัสล็อกหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ 2. ใช้การเข้ารหัสข้อมูลเมื่อจำเป็น 3. อัปเดตระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์เสมอ
405. การปฏิบัติตนอย่างรับผิดชอบ (Responsible Behavior) 1. ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น 2. ไม่ใช้บัญชีของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 3. ตระหนักว่าการกระทำออนไลน์มีร่องรอยดิจิทัลความสำคัญของ Digital Security 1. ป้องกันการสูญเสียข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลสำคัญ 2. ลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมทางไซเบอร์และฟิชชิง 3. สร้างความเชื่อมั่นในการใช้อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี 4. ส่งเสริมความรับผิดชอบและจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี 5. สนับสนุนการเรียนรู้ การทำงาน และกิจกรรมออนไลน์อย่างปลอดภัยความสำคัญของพลเมืองดิจิทัลในยุคปัจจุบัน 1. ลดความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ เช่น ข่าวปลอม การคุกคามทางออนไลน์ 2. เพิ่มทักษะในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเรียนรู้และทำงาน 3. สร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตร 4. ส่งเสริมการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงผู้บริโภค 5. สนับสนุนคุณค่าประชาธิปไตย เช่น การเคารพสิทธิ ความเท่าเทียม และความรับผิดชอบทักษะสำคัญของพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship Skills)1. Critical Thinking (ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล)2. Cybersecurity Awareness (รู้วิธีป้องกันข้อมูลส่วนตัว)3. Online Collaboration (ทำงานร่วมกันทางออนไลน์)4. Ethical Use of Information (เคารพลิขสิทธิ์ อ้างอิงแหล่งข้อมูล)5. Communication Skills (สื่อสารสุภาพ เหมาะสม)ตัวอย่างประเด็นวิจัย/งานวิชาการที่เกี่ยวข้อง1. การพัฒนาทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลในกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา2. ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เท่าทันสื่อกับพฤติกรรมดิจิทัล3. การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และบทบาทของพลเมืองดิจิทัล4. ความเป็นส่วนตัวและการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล5. ผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ต่อสุขภาวะดิจิทัล
41บรรณานุกรม (References)• บรรจง ลาวะลี. (2560). คุณลักษณะของผู้บริหารในยุคโลกไร้พรมแดน. วารสารวิชาการทางการศึกษา, 10(2), 214.• จุฬาลักษณ์ อักษรณรงค์, & กุหลาบ ปุริสาร. (2561). ผู้บริหารสถานศึกษาเชิงเทคโนโลยีสารสนเทศ.วารสารการบริหารการศึกษา, 6(3), 182–190.• ต้องลักษณ์ บุญธรรม. (2559). ผู้นำทางการศึกษายุคดิจิทัลตามมาตรฐานด้านเทคโนโลยีสำหรับผู้บริหาร. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 14(2), 219–220.• ดร.ไกรวุฒิ บุญลือ. (2562). ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง.• ผศ.ดร.สุพรรณี เสียงหวาน. (2563). ภาวะผู้นำทางการศึกษาดิจิทัล. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.• ศิริพงษ์ กลั่นไพฑูรย์. (2561). ลักษณะของผู้บริหารยุคดิจิทัล. วารสารครุศาสตร์, 9(1), 40–52.• เอกชัย กี่สุขพันธ์. (2563). บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล. สืบค้นจากhttps://www.eakachai.edu/digital-leadership• Heifetz, R. (1994). Leadership Without Easy Answers. Cambridge, MA: Harvard University Press.• Fullan, M., & Quinn, J. (2016). Coherence: The Right Drivers in Action for Schools, Districts, and Systems. Thousand Oaks, CA: Corwin Press.• ISTE. (2018). ISTE Standards for Education Leaders. International Society for Technology in Education. https://www.iste.org/standards/for-education-leaders• Schrum, L., & Levin, B. B. (2013). Leadership for 21st Century Schools: From Instructional Improvement to Digital Transformation. Thousand Oaks, CA: Corwin Press.• UNESCO. (2020). Education in the Digital Era: Policy Brief. Paris: UNESCO Publishing.• Flanagan, L., & Jacobson, M. (2003). Technology Leadership for the Twenty-First Century Principal. Journal of Educational Administration, 41(2), 124–142.• Nak Ai. (2006). Digital Leadership and Educational Management. Journal of Educational Leadership, 3(1), 22–30.• Kerdtip, S. (2006). Integrating Technology in Educational Administration. Education Review, 5(1), 10–18.• Stodd, J. (2014). The Social Leadership Handbook. London: Sea Salt Learning.• Woodward, O., & DeMille, O. (2015). LeaderShift: A Call for Americans to Finally Stand Up and Lead. New York: Grand Central Publishing.• Gardner, H. (2006). Five Minds for the Future. Harvard Business School Press.
42• Stewart, M. (2015). Digital Leadership in Education. Oxford University Press.• Sheninger, E. (2019). Digital Leadership: Changing Paradigms for Changing Times (2nd ed.). Thousand Oaks, CA: Corwin Press.