101 วารสารวจิ ติ รศลิ ป์
ปที ่ี 5 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2557
เจดยี ช์ า้ งล้อมและเจดียส์ ิงหล์ อ้ มใน
กรงุ ศรีอยธุ ยา
สรุ พล ดำ� รหิ ก์ ลุ
ศาสตราจารยเ์ กยี รตคิ ณุ ประจำ� สาขาวชิ าศลิ ปะไทย
คณะวจิ ติ รศลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
บทคัดย่อ
ในช่วงเวลาท่ีผ่านมาเร่ืองราวของเจดีย์ช้างล้อมและเจดีย์สิงห์ล้อมท่ีปรากฏ
อยู่ในกรุงศรีอยุธยายังมีค�ำอธิบายไม่มากนัก บทความน้ีเป็นส่วนหนึ่งของ
งานวิจัยทผ่ี ูเ้ ขียนไดท้ �ำการศกึ ษาเรอ่ื งราวพระพุทธศาสนาลงั กาวงศก์ บั เจดีย์
ช้างล้อมในประเทศไทย ซึ่งได้ตัดตอนมาน�ำเสนอเฉพาะเรื่องราวของเจดีย์
ช้างลอ้ มและเจดีย์สงิ ห์ลอ้ ม เพ่อื อธิบายถึงการเกดิ ขนึ้ ของเจดยี ์ชา้ งลอ้ มและ
เจดียส์ งิ หล์ อ้ มทม่ี ีความสัมพนั ธ์เกยี่ วขอ้ งกบั ประวัตศิ าสตรบ์ า้ นเมอื ง ประวตั ิ
พระพุทธศาสนา และศิลปะสถาปตั ยกรรมในกรงุ ศรอี ยุธยา
ผลของการศึกษาพบว่าในกรุงศรีอยุธยามีเจดีย์ช้างล้อมจ�ำนวน 3 แห่ง คือ
พระเจดยี ป์ ระธานวดั มเหยงคณ์ พระเจดยี ป์ ระธานวดั ชา้ ง และเจดยี ท์ รงระฆงั
ชา้ งล้อมวัดหสั ดาวาส และเจดีย์สิงห์ล้อมจ�ำนวน 2 แห่ง คือ เจดยี ์ประธาน
วดั แมน่ างปลม้ื และเจดยี ป์ ระธานวดั ธรรมกิ ราช การปรากฏขน้ึ ของเจดยี ช์ า้ ง
102
ล้อมและเจดีย์สิงห์ล้อมจะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ซ่ึงเป็นระยะเวลา
ที่พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์เผยแผ่เข้ามา ท�ำให้เกิดการแข่งขันกันระหว่าง
พระพทุ ธศาสนาสายพนื้ เมอื งเดมิ ทส่ี บื ทอดมาจากเมอื งลพบรุ หี รอื อาณาจกั ร
เขมรอันรุ่งเรืองกับพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์สายสีหลและสายรามัญ การ
สร้างเจดีย์ช้างล้อมและเจดีย์สิงห์ล้อมขึ้นนั้นเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ประกาศ
ถึงความเป็นพระพุทธศาสนาบริสุทธ์ิ และเพ่ือสร้างความชอบธรรมให้ได้รับ
การสนับสนุนและยอมรบั นบั ถอื
คำ� สำ� คัญ: เจดยี ช์ า้ งล้อม, เจดีย์สิงห์ลอ้ ม, กรุงศรอี ยธุ ยา
* บทความนเ้ี ปน็ ส่วนหนึ่งของงานวิจยั ซึ่งรบั ทนุ อดุ หนุนการวิจัยจากคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ สาขา
ปรัชญา และไดต้ ีพมิ พเ์ ป็นหนงั สือเร่ือง เจดยี ์ช้างลอ้ มกับประวัตศิ าสตรบ์ ้านเมอื งและพระพทุ ธศาสนา
ลังกาวงศ์ในประเทศไทย (กรงุ เทพมหานคร : ส�ำนกั พมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 2554).
103 วารสารวจิ ิตรศลิ ป์
ปีท่ี 5 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2557
Chang Lorm Chedis and Singha
Lorm Chedis in Ayutthaya
Surapol Damrikul
Emeritus Professor, Department of Thai Art,
Faculty of Fine Arts, Ching Mai University,
Chiang Mai, Thailand.
ABSTRACT
From the past up to the present time, Chang Lorm Chedis
(Elephant- Surrounded Pagodas) and Singha Lorm Chedis
(Lion- Surrounded Pagodas), which appeared in Ayutthaya Period,
have not been much described. This article is an excerpt from
the research project of the study on Theravada Buddhism and
Chang Lorm Chedis in Thailand. This excerpt focuses on Chang
Lorm Chedi and Singha Lorm Chedi with the aim of describing
the founding of the two chedis, which is relevant to the histories
of the kingdom, Buddhism and architectural arts in Ayutthaya.
The findings from the study reveal that, in Ayutthaya, there
are three Chang Lorm Chedis, i.e., the principle pagoda of
104
Mahaeyong Temple, the principle pagoda of Chang Temple
and the bell-shaped pagoda surrounded with elephant statues
at Hatsadawat Temple; and two Singha Lorm Chedis, i.e., the
principle pagoda of Mae Nang Pluem Temple and the principle
pagoda of Dhammikarat Temple. Chang Lorm and Singha Lorm
Chedis were founded during 20th Buddhist century which is the
period in which Ceylonese Theravada Buddhism was disseminated
in Ayutthaya. This created competition between the Buddhism
from Lopburi or Khmer Kingdom, which had been prosperous
in the region before, and Theravada Buddhism from Singhala
(Sri Lanka and Mon. Chang Lorm and Singha Lorm Chedis were
built in order to symbolize that the pagodas represented the
purity of Buddhism in order make Theravada Buddhism righteous
and accepted by local people.
Keyword: Chang Lorm Chedi, Singha Lorm Chedi, Ayutthaya
* This article is a part of the research work funded by the Philosophy Department of
the National Research Council of Thailand, and is published under the title Chang
Lorm Chedis and the Histories of Thailand and Ceylonese Theravada Buddhism in
Thailand (Bangkok: Chulalongkorn University Printing Press, 2012).
105 วารสารวจิ ติ รศิลป์
ปที ี่ 5 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2557
กล่าวน�ำ
กรุงศรีอยุธยาในอดีตเป็นเมืองท่านานาชาติส�ำคัญ ซ่ึงเป็นศูนย์กลางทั้งทาง
เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอยู่ในภูมิภาคแห่งน้ีเป็นเวลายาวนาน โดย
เฉพาะความเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ จึง
ปรากฏงานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบอยู่ในดินแดน
แห่งน้ี เจดีย์ช้างล้อมและเจดีย์สิงห์ล้อมก็เป็นรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรม
เน่ืองในพระพุทธศาสนาท่ีน่าสนใจซ่ึงมีพัฒนาการเกิดข้ึนในกรุงศรีอยุธยา
ช่วงตน้ ๆ และคลคี่ ลายรปู แบบจนกลายเป็นเจดยี ใ์ นศลิ ปะอยุธยาในเวลาตอ่
มา ในชว่ งเวลาทผ่ี า่ นมามคี ำ� อธบิ ายเกย่ี วกบั เจดยี ช์ า้ งลอ้ มและเจดยี ส์ งิ หล์ อ้ ม
ในกรุงศรีอยุธยาไม่มากนัก ส่วนใหญ่เร่ืองราวความรู้ของเจดีย์ช้างล้อมจะ
ปรากฏอยูแ่ ตใ่ นพน้ื ที่ของแคว้นสุโขทัยเสียเป็นส่วนมากวา่ เจดีย์ช้างลอ้ มน้นั
เปน็ สญั ลกั ษณข์ องพระพทุ ธศาสนาลงั กาวงศ์ ซง่ึ มรี ปู แบบมาจากสถปู รวุ นั เวลิ
(Ruwanweli) ณ เมอื งอนรุ าธปรุ ะ อันเปน็ พระเจดยี ์ท่ศี ักด์ิสทิ ธ์แิ ห่งหน่ึงใน
เกาะลังกา การปรากฏข้นึ ของเจดยี ช์ ้างลอ้ มในแควน้ สุโขทัยนน้ั จะอยใู่ นช่วง
พุทธศตวรรษที่ 20 ถงึ ครึง่ แรกของพุทธศตวรรษท่ี 21 ซ่ึงเปน็ ชว่ งเวลาของ
ความขัดแย้งและแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์สอง
ส�ำนกั คือ สำ� นกั สีหล ซึ่งเป็นสำ� นกั พระพทุ ธศาสนาเดิมทีส่ บื ทอดมาจากเกาะ
ลงั กาผา่ นมาทางเมอื งนครศรธี รรมราชและกรงุ ศรอี ยธุ ยา กบั สำ� นกั รามญั ซงึ่
เปน็ สำ� นกั ใหมท่ ก่ี อ่ ตง้ั ขน้ึ โดยพระอทุ มุ พรบบุ ผามหาสวามที เี่ มอื งพนั หรอื เมาะ
ตะมะ ซง่ึ เผยแผเ่ ข้ามาตงั้ ม่ันในดนิ แดนประเทศไทยครัง้ แรกในแควน้ สโุ ขทยั
ภายใตก้ ารอปุ ถมั ปข์ องสมเดจ็ พระมหาธรรมราชาลไิ ท การสรา้ งเจดยี ช์ า้ งลอ้ ม
106
จะเป็นการแสดงสัญลักษณ์และความถูกต้องชอบธรรมของการเป็นตัวแทน
พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลในทางการเมือง ดัง
เห็นได้จากการที่กรุงศรีอยุธยาเข้ายึดครองและผนวกแคว้นสุโขทัยเข้าเป็น
ส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอยุธยาในที่สุด (สุรพล 2557) ส่วนเจดีย์สิงห์
ล้อมซึ่งเป็นรูปแบบของเจดีย์ท่ีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะปรากฏที่กรุงศรีอยุธยา
ยังไม่มีค�ำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก ดังนั้นบทความนี้จึงต้องการเสนอ
เรอื่ งราวของเจดยี ช์ า้ งลอ้ มและเจดยี ส์ งิ หล์ อ้ มในกรงุ ศรอี ยธุ ยา เพอื่ อธบิ ายถงึ
การเกดิ ขนึ้ ของเจดยี ช์ า้ งลอ้ มและเจดยี ส์ งิ หล์ อ้ มทม่ี คี วามสมั พนั ธเ์ กย่ี วขอ้ งกบั
ประวตั ศิ าสตรบ์ า้ นเมอื ง ประวตั พิ ระพทุ ธศาสนาและศลิ ปะสถาปตั ยกรรมใน
กรงุ ศรอี ยธุ ยา อนั เปน็ สว่ นหนงึ่ ของงานวจิ ยั ทผ่ี เู้ ขยี นไดท้ ำ� การศกึ ษาเรอ่ื งราว
พระพทุ ธศาสนาลงั กาวงศก์ บั เจดยี ช์ า้ งลอ้ มในประเทศไทย จงึ เปน็ ทคี่ าดหวงั
ว่าบทความนี้จะท�ำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในความเป็นมาของพระพุทธ
ศาสนาลังกาวงศ์ในกรุงศรีอยุธยาและประเทศไทย ตลอดจนช่วยเสริมเร่ือง
ราวทางประวัตศิ าสตรข์ องบา้ นเมอื งให้มคี วามชดั เจนมากย่งิ ข้ึน
พระพทุ ธศาสนาลงั กาวงศ์ในเกาะลังกา
พระพุทธศาสนาซึ่งเจริญรุ่งเรืองอยู่ในเกาะลังกานั้นเป็นพระพุทธศาสนา
ฝ่ายเถรวาท มลู เหตแุ หง่ การเกดิ ลัทธิหนิ ยานฝา่ ยเถรวาทน้นั ภายหลังจากที่
พระพทุ ธองคไ์ ดเ้ สดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พานแลว้ เปน็ เวลาประมาณ 100 ปี ไดม้ คี ณะ
สงฆ์คณะหน่ึงพากันแก้ไขบทบัญญัติในทางศาสนาให้ต่างไปจากพุทธบัญญัติ
แต่พระเถรานเุ ถระส่วนใหญ่ไมเ่ ห็นดว้ ย ไดย้ ดึ ถอื ไปตามผลของการสงั คายนา
ในภายหลังจากที่พระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วสามเดือน
107 วารสารวจิ ิตรศิลป์
ปที ่ี 5 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2557
จึงเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกในคณะสงฆ์ กล่าวคือแยกออกเป็นฝ่าย
เถรวาทหรอื หินยานกบั ฝา่ ยมหายาน ตอ่ มาในราวพุทธศตวรรษที่ 3 พระเจ้า
อโศกมหาราชโปรดใหก้ ระทำ� สงั คายนาพระธรรมวนิ ยั และทรงชำ� ระสมณวงศ์
ใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ แลว้ โปรดใหจ้ ดั สง่ พระเถระพรอ้ มดว้ ยบรวิ ารไปเผยแผพ่ ระศาสนา
ในนานาประเทศ 9 สาย ซึ่งในจ�ำนวนนั้นมพี ระมหินทรมหาเถระ พร้อมด้วย
เถระอื่นๆ ได้อัญเชิญพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานยังเกาะลังกา ในระยะ
แรกๆ ชาวลงั กานับถอื พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทซึ่งพระมหนิ ทรมหาเถระ
ได้น�ำเข้ามาเผยแผ่ ต่อมาในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 8 พระพุทธศาสนา
ในเกาะลังกาแตกแยก จึงท�ำให้เกิดปัญหาความไม่เป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน
ของคณะสงฆใ์ นเกาะลงั กา (พระโสภณคณาภรณ์ 2529, 160-161) จนเมื่อ
พระเจา้ ปรกั กรมพาหทุ ่ี 1 ขน้ึ ครองราชย์ในตน้ พุทธศตวรรษที่ 18 ไดโ้ ปรด
ให้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท แล้วจัดวางระเบียบปฏิบัติใน
พระพทุ ธศาสนาและสงั ฆมณฑลจนเรยี บรอ้ ย ตง้ั แตน่ น้ั มาพระสงฆใ์ นลงั กาจงึ
นยิ มศกึ ษาเลา่ เรยี นจนเชยี่ วชาญพระธรรมวนิ ยั และรอบรพู้ ทุ ธวจนะ กษตั รยิ ์
ลังกาก็ทรงปฏิบัติพระองค์เป็น “ธรรมราชา” เช่นเดียวกับพระเจ้าอโศก
มหาราช ท�ำให้กิตติศัพท์เล่ืองลือออกไปยังนานาประเทศที่นับถือพระพุทธ
ศาสนา จนมีพระสงฆ์ในประเทศพม่า มอญ ไทย และเขมร สนใจเดินทาง
ไปยังเกาะลังกาทวีป เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาท่ีปรับปรุงใหม่ และน�ำมา
ประพฤตปิ ฏบิ ัตใิ นบ้านเมอื งของตน (สธุ วิ งศ์ 2523, 31 - 32) แตพ่ ระสงฆ์
ลังการังเกียจสมณวงศ์ต่างถิ่น จึงให้พระสงฆ์เหล่าน้ันอุปสมบทใหม่ เพ่ือให้
เกิดความแน่ใจว่าได้อุปสมบทถูกต้องตามวิธีพระพุทธบัญญัติ คร้ันพระสงฆ์
เหลา่ นน้ั ไดศ้ กึ ษาพระศาสนาตามสมควรแล้ว จึงไดใ้ หเ้ ดนิ ทางกลบั ไปเผยแผ่
พระศาสนายงั บา้ นเมอื งของตน
108
เมืองนครศรธี รรมราชกับเจดีย์ช้างล้อมแหง่ แรก
พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ได้เผยแผ่เข้ามายังดินแดนประเทศไทยเป็นคร้ัง
แรกท่ีเมืองนครศรีธรรมราชในราวพุทธศตวรรษท่ี 18 ซ่ึงการเข้ามาของ
พระพุทธศาสนาลงั กาวงศค์ ราวนั้น ไดม้ ีการกล่าวถึงเรื่องราวแตกตา่ งกนั อยู่
2 ประการ คอื ประการแรกกลา่ วกนั วา่ ในราวปลายพทุ ธศตวรรษที่ 18 ครั้ง
รัชสมยั พระเจา้ ศรีธรรมาโศกราชจันทรภานุ พระสงฆไ์ ทยจำ� นวนหนงึ่ ไดเ้ ดิน
ทางไปศึกษาพระธรรมวินัยทีเ่ กาะลังกาจนรอบรูด้ แี ล้วจึงเดนิ ทางกลับ ซง่ึ ใน
การเดินทางกลับมาคร้ังนั้นได้ชักชวนพระสงฆ์ชาวลังกาเข้ามาด้วย เพ่ือต้ัง
ส�ำนกั เผยแผพ่ ระศาสนาอยทู่ เี่ มอื งนครศรธี รรมราช (ตรี 2510, 36) สว่ นอกี
ประการหนึ่งกล่าวว่า พระราหุลเถระพระสงฆ์ชาวลังกาซ่ึงเป็นหน่ึงในกลุ่ม
พระเถระ 4 รปู ทเี่ ดนิ ทางจากเกาะลงั กาไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาในประเทศ
พม่าพร้อมกับพระฉปัฏ ต่อมาได้เดินทางมายังเมืองนครศรีธรรมราช ได้รับ
ความเล่ือมใสจากกษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช แต่งต้ังให้เป็นพระราชครู
(สมเด็จฯกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ 2517, 338 - 340) และได้ท�ำการ
บูรณะพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ซ่ึงพระมหาธาตุเจดีย์ที่ได้รับ
การบูรณะในครั้งนั้นมีรูปทรงเป็นอย่างเจดีย์แบบลังกาหรือเจดีย์ช้าง
ล้อม (มานิต 2530, 168 - 171) จึงถือเป็นเจดีย์ช้างล้อมท่ีปรากฏข้ึนใน
ดินแดนประเทศไทยเป็นแห่งแรก ซ่ึงพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์จากเมือง
นครศรีธรรมราชนี้เองท่ีได้เผยแผ่ไปยังดินแดนใกล้เคียง โดยเฉพาะท่ีแคว้น
สุโขทัยและอาณาจักรกรงุ ศรีอยุธยาในเวลาตอ่ มา
109 วารสารวจิ ติ รศิลป์
ปีท่ี 5 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2557
ภาพที่ 1 ภาพถา่ ยทางอากาศพระบรมธาตุเจดยี ์นครศรธี รรมราช
พระพทุ ธศาสนาในกรงุ ศรอี ยุธยายคุ ต้น
พระพุทธศาสนาท่ีปรากฏอยู่ในกรุงศรีอยุธยาในระยะเร่ิมแรกน้ันคงเป็น
พระพุทธศาสนาแบบมหายานที่ได้รับอิทธิพลจากอาณาจักรเขมรผ่านมา
ทางเมืองลพบุรี จึงปรากฏหลักฐานว่าศาสนสถานในสมัยอยุธยาตอนต้น
นน้ั สว่ นมากเปน็ สถาปตั ยกรรมแบบปรางค์ ซงึ่ มพี ฒั นาการมาจากปราสาท
แบบเขมร ขณะเดียวกันพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทคงปรากฏมีอยู่ในกรุง
ศรีอยธุ ยาดว้ ยเชน่ กนั เนื่องจากมีรากฐานมาต้ังแต่สมยั ทวารวดี รวมทั้งกลมุ่
บา้ นเมอื งใกลเ้ คยี ง เชน่ สโุ ขทยั หวั เมอื งมอญ และนครศรธี รรมราชซงึ่ ปรากฏ
มีพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทต้ังม่ันอยู่อย่างม่ันคงแล้ว และคงแพร่หลาย
เข้ามามีบทบาทอยู่ในพ้ืนที่แถบน้ีด้วย ดังปรากฏหลักฐานของการก่อสร้าง
พระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นเป็นศาสนสถานอย่างในลังกา เช่น พระพุทธรูป
110
วัดพนัญเชิง พระประธานวัดธรรมิกราช ฯลฯ ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงก่อนการ
สถาปนากรงุ ศรอี ยุธยา (ศรศี ักร 2527, 25) และพระเจดยี ์หลายๆ องคท์ ้ัง
ในบริเวณท่ีต้ังกรุงศรีอยุธยาและใกล้เคียงที่เช่ือกันว่าเป็นศาสนสถานสมัย
กอ่ นกรงุ ศรีอยธุ ยาและสมยั อยุธยายุคต้น (น. ณ ปากนำ�้ 2529, 145 - 164)
ภาพท่ี 2 พระปรางคว์ ัดราชบรู ณะ จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
ต่อมาในราวต้นพทุ ธศตวรรษที่ 20 พระพทุ ธศาสนาลังกาวงศ์สายรามัญ ได้
แพร่หลายเข้าไปต้ังม่ันท่ีกรุงศรีอยุธยา ทั้งน้ีปรากฏเรื่องราวอยู่ใน ชินกาล
มาลปี กรณ์ กลา่ วไว้วา่ มพี ระสงฆช์ าวสโุ ขทยั สองรูป คอื พระอโนมทัสสีและ
111 วารสารวิจิตรศิลป์
ปีที่ 5 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2557
พระสุมนเถระ ได้เดินทางไปศึกษาพระธรรมวินัยและเข้าบวชเรียนใหม่ใน
ส�ำนักของพระอุทุมพรบุบผามหาสวามีท่ีเมืองพันหรือเมืองเมาะตะมะใน
ประเทศพมา่ แลว้ เดนิ ทางกลบั มาเผยแผพ่ ระศาสนาในแควน้ สโุ ขทยั ตอ่ มาพระ
อโนมทสั สแี ละพระสมุ นเถระไดเ้ ดนิ ทางกลบั ไปเมอื งพนั อกี ครงั้ การเดนิ ทางไป
ครง้ั นไ้ี ดน้ ำ� พระสงฆช์ าวสโุ ขทยั อกี 8 รปู รว่ มเดนิ ทางไปดว้ ย เพอ่ื บวชแปลงใหม่
เป็นพระสงฆ์ในนิกายอรญั วาสี คือ พระอานนท์ พระพทุ ธสาคร พระสชุ าตะ
พระเขมะ พระปยิ ทสั สี พระสวุ ัณณครี ี พระเวสสภู พระสัทธาติสสะ เปน็ ตน้
พระสงฆเ์ หลา่ นเ้ี มอื่ ไดเ้ ดนิ ทางกลบั มาแลว้ ไดถ้ กู สง่ ไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
ลังกาวงศ์ยงั เมืองต่างๆ หลายแหง่ เช่น พระปยิ ทสั สีได้น�ำพระพทุ ธศาสนาไป
เผยแผท่ ก่ี รงุ ศรอี ยธุ ยา และไดร้ บั การยอมรบั นบั ถอื มากจนคนทง้ั หลายยกยอ่ ง
ให้เปน็ มหาสวามี (พระรตั นปญั ญาเถระ 2501, 320) เรอื่ งราวดงั กลา่ วแสดง
ให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์สายรามัญซึ่งก�ำลังมีบทบาทส�ำคัญอยู่ใน
แควน้ สโุ ขทัยและล้านนาในชว่ งเวลาน้ี ได้แพรห่ ลายเข้ามาจนเปน็ ยอมรับใน
กรงุ ศรอี ยธุ ยาเช่นกัน
ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20 เม่ือคร้ังแผ่นดินสมเด็จพระนครอินทร์หรือ
พระอินทราชาธิราชที่ 1 มีพระสงฆ์ชาวอยุธยาเดินทางไปศึกษาพระธรรม
วินัยท่ีเกาะลังกา เม่ือกลับมาแล้วได้ต้ังคณะสงฆ์ลังกาวงศ์อีกสายหนึ่งเรียก
ว่าสายสีหลหรือลังกาวงศ์ใหม่ขึ้นท่ีกรุงศรีอยุธยา ซ่ึงเร่ืองราวที่ปรากฏใน
ชนิ กาลมาลปี กรณ์ กลา่ วไวว้ า่ พระสงฆช์ าวเมอื งเชยี งใหมใ่ นกลมุ่ พระมหาธรรม
คัมภีรก์ ับพระสงฆ์ชาวลพบุรแี ละชาวมอญรวม 33 รปู ทไี่ ดเ้ ดินทางไปศกึ ษา
พระศาสนาท่ีลังกา เมื่อเดินทางกลับได้พาพระเถระชาวลังกามาด้วย 2 รูป
เพอ่ื จะใหม้ าเปน็ พระอปุ ชั ฌาย์ ตอ่ มาไดพ้ บกบั พระพรหมเถรและพระโสมเถร
112
พระสงฆ์ชาวอยุธยาท่ีได้เดินทางมาศึกษาพระศาสนาท่ีลังกาเช่นกัน ดังน้ัน
พระเถระเหล่านั้นจึงได้อุปสมบทให้พระพรหมเถรและพระโสมเถรท้ังสอง
กลางมหาสมุทร และเม่ือเดินทางถึงกรุงศรีอยุธยาได้จ�ำพรรษาอยู่ที่กรุง
ศรอี ยธุ ยา 4 พรรษา ซง่ึ ในระหวา่ งนน้ั ไดบ้ วชแปลงใหมใ่ หพ้ ระมหาเถรสลี วสิ ทุ ธิ
ผู้เป็นพระอาจารย์ของพระเทวีของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา และ
พระมหาเถรสัทธัมมโกวิทท่ีกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย (พระรัตนปัญญาเถระ
2501, 108)ในขณะที่ พงศาวดารโยนก (ประชากจิ กรจกั ร 2504, 337 - 338)
กล่าวว่า ใน พ.ศ. 1967 คณะสงฆ์ชาวเมืองเชียงใหม่ ชาวลพบุรี และชาว
มอญในกลุ่มพระมหาธรรมคัมภีร์รวมจ�ำนวน 33 รูป ได้เดินทางไปศึกษา
พระธรรมวินัยท่ีเกาะลังกา โดยได้อุปสมบทแปลงใหม่ ณ อุทกสีมาเรือ
ขนานในแม่น�้ำกัลยาณที า่ มกลางคณะสงฆ์ 20 รูป มีพระธรรมจริยาเถรเปน็
พระอุปัชฌาย์ พระวนั รตั นเปน็ พระกรรมวาจาจารย์ แล้วอยศู่ กึ ษาธรรมวนิ ัย
ในเมืองลงั กานัน้ เมอื่ เดนิ ทางกลบั ได้โดยสารมากับสำ� เภาของกรงุ ศรอี ยุธยา
ซ่งึ มพี ระพรหมมุนีเถรและพระโสมเถรทีเ่ ดนิ ทางไปเกาะลังกาได้กลับมาดว้ ย
โดยพกั อยทู่ ก่ี รงุ ศรอี ยธุ ยา ครนั้ ออกพรรษาแลว้ จงึ ไปเมอื งศรสี ชั นาลยั ทำ� การ
อปุ สมบทพระพทุ ธสาครที่เมอื งศรีสชั นาลยั ครนั้ พ.ศ. 1973 จึงเดนิ ทางไป
เมืองเชียงใหม่ พำ� นักอยูท่ ่วี ัดป่าแดงหลวง
อยา่ งไรกต็ าม เปน็ ไปไดว้ า่ พระพทุ ธศาสนาลงั กาวงศใ์ นกรงุ ศรอี ยธุ ยานา่ จะได้
รบั ความเลอ่ื มใสและสนบั สนนุ เปน็ อยา่ งดี เพราะตอ่ มาในรชั สมยั ของสมเดจ็
พระบรมราชาธริ าชที่ 2 (เจา้ สามพระยา) ไดโ้ ปรดใหส้ รา้ งวดั มเหยงคณข์ น้ึ ใน
เขตอรัญญิก บรเิ วณทางดา้ นทศิ ตะวันออกของเกาะเมอื งพระนครศรอี ยธุ ยา
วัดแห่งนี้เป็นวัดขนาดใหญ่ มีฐานะเป็นพระอารามหลวงฝ่ายอรัญวาสี
113 วารสารวิจติ รศิลป์
ปีที่ 5 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2557
ซง่ึ แสดงใหเ้ หน็ วา่ พระพทุ ธศาสนาลงั กาวงศน์ า่ จะไดร้ บั การอปุ ถมั ภเ์ ปน็ อยา่ ง
ดจี ากพระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา
พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์เจริญรุ่งเรืองอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาอย่างชัดเจนนับ
ต้ังแต่รัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา ท้ังนี้เน่ืองจากเม่ือ
ครั้งท่ีพระองค์ยังเป็นพระมหาอุปราช ทรงประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกเพ่ือ
ปกครองดูแลแคว้นสุโขทัย ซึ่งพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ต้ังม่ันอยู่ก่อนแล้ว
ทำ� ใหพ้ ระองคท์ รงทราบและเขา้ ใจในวฒั นธรรมของอาณาจกั รทางเหนอื เมอื่
พระองคข์ น้ึ ครองราชยแ์ ลว้ ไดท้ รงดำ� เนนิ พระราโชบายรวมอาณาจกั รสโุ ขทยั
เข้ากับกรุงศรีอยุธยาโดยอาศัยพื้นฐานทางศาสนา ซ่ึงพระพุทธศาสนาลังกา
วงศจ์ ากแควน้ สโุ ขทยั นา่ จะมบี ทบาทอยา่ งสำ� คญั อยทู่ กี่ รงุ ศรอี ยธุ ยานบั ตงั้ แต่
นัน้ เป็นต้นมา เนือ่ งจากได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษตั รยิ ์
เหน็ ไดว้ า่ สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถนนั้ ทรงมคี วามเลอื่ มใสในพระพทุ ธศาสนา
ลงั กาวงศเ์ ปน็ อนั มาก เม่ือเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว ใน พ.ศ. 2008
ทรงนิมนต์คณะสงฆ์จากลังกาทวีปให้เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา และทรง
มีพระราชศรัทธาสละราชสมบัติออกผนวชเป็นพระภิกษุ ประทับอยู่
ณ วัดจุฬามณเี มืองพษิ ณุโลกเป็นเวลาถงึ 8 เดอื น (สมเด็จฯกรมพระยาด�ำรง
ราชานุภาพ 2517, 105)
นอกจากน้ีแล้วสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถยังโปรดให้การท�ำนุบ�ำรุง
พระพทุ ธศาสนาเปน็ อยา่ งดี มกี ารสรา้ งและปฏสิ งั ขรณ์วดั วาอาราม อุปภมั ภ์
การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยแก่พระสงฆ์ แต่งตั้งให้ด�ำรงสมณศักดิ์ตาม
114
ความรู้ความสามารถและวัตรปฏิบัติซ่ึงพระราชกรณียกิจเหล่าน้ีได้เป็นแบบ
อยา่ งใหแ้ กพ่ ระมหากษตั รยิ ข์ องกรงุ ศรอี ยธุ ยาไดถ้ อื ปฏบิ ตั สิ บื ทอดกนั ตลอดมา
การปรากฏขึน้ ของเจดยี ์ช้างลอ้ มในกรุงศรีอยธุ ยา
เจดีย์ช้างล้อมที่ปรากฏอยู่ในกรุงศรีอยุธยามีจ�ำนวน 3 แห่ง คือ พระเจดีย์
ประธานวัดช้าง พระเจดีย์ประธานวัดมเหยงคณ์ และเจดีย์ทรงระฆังช้าง
ล้อมวัดหัสดาวาสจากการศึกษาพบว่าเจดีย์ช้างล้อมท้ังสามแห่งมีรูปแบบ
ทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม ตลอดจนระยะเวลาของการก่อสร้างท่ีมี
ความสมั พนั ธก์ บั เรอ่ื งราวของการเผยแผเ่ ขา้ มาของพระพทุ ธศาสนาลงั กาวงศ์
สรุปไดด้ ังนี้
เจดีย์ประธานวดั ชา้ ง
วัดช้างเป็นวัดร้างที่ตั้งอยู่ในเขตอรัญญิก บริเวณทางด้านทิศตะวันออกของ
เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ประวัติการก่อสร้างและชื่อของวัดแห่งน้ีไม่
ภาพที่ 3 เจดียป์ ระธานวดั ช้าง จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา
115 วารสารวิจิตรศลิ ป์
ปที ี่ 5 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2557
ปรากฏหลกั ฐานอยใู่ นเอกสารใดๆ แตโ่ บราณสถานวดั ชา้ งแหง่ น้ี กรมศลิ ปากร
ไดข้ ุดแตง่ และบรู ณะเจดีย์ประธาน เมื่อ พ.ศ. 2542 กอ่ นท่จี ะมกี ารขุดแต่ง
และบูรณะไม่ปรากฏมีช้างปูนปั้นประดับอยู่ที่ส่วนฐาน แต่จากการขุดแต่ง
และบูรณะของกรมศิลปากรเม่ือ พ.ศ. 2542 ได้พบช้ินส่วนของช้างปูนปั้น
จ�ำนวนมากท่ีเคยประดับอยู่ที่ฐานเจดีย์ ถูกน�ำไปถมปรับระดับพื้นท่ีภายใน
เขตก�ำแพงของพระอุโบสถ และด้านนอกของซุ้มประตูก�ำแพงวัด จึงท�ำให้
ทราบว่าแต่เดิมพระเจดีย์ประธานวัดช้างแห่งน้ีเป็นเจดีย์ช้างล้อมท่ีมีช้างปูน
ปั้นยืน สองขาหน้าและหัวโผล่ออกมาคร่ึงตัว ประดับอยู่โดยรอบฐานประ
ทักษณิ สนั นิษฐานว่านา่ จะมีจำ� นวนท้งั สนิ้ 88 เชอื ก ซงึ่ ในการบรู ณะเจดีย์
ในราวปลายกรุงศรีอยุธยาคงได้รื้อเอาช้างปูนปั้นประดับท่ีฐานประทักษิณ
ออกเน่ืองจากคงมสี ภาพช�ำรดุ มาก และจากการขดุ ตรวจสอบที่ฐานขององค์
พระเจดยี เ์ หน็ ไดช้ ดั เจนวา่ พระเจดยี อ์ งคน์ ไ้ี ดร้ บั การบรู ณะกอ่ ทบั ซอ้ นและปน้ั
ปนู พอกอย่สู องระยะ (ห้างหนุ้ ส่วนจ�ำกดั สุรศกั ดกิ์ อ่ สร้าง 2542, 102 - 104)
แบบแผนของเจดีย์ประธานวัดช้าง ประกอบด้วยฐานล่างเป็นประทักษิณ
ขนาดสูงใหญ่ ที่ผนังของฐานประทักษิณมีช้างปูนปั้นประดับอยู่โดยรอบ
และมีบันไดขึ้นไปสู่ลานประทักษิณ องค์พระเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆัง
กลมตั้งอยู่บนลานประทักษิณ มีเจดีย์ทิศหรือเจดีย์บริวารต้ังอยู่ที่มุมทั้งส่ี
บริเวณก่ึงกลางของฐานประทักษิณทั้งสี่ด้านมีบันไดข้ึนไปสู่ลานประทักษิณ
ท่ีฐานของบันไดแต่ละด้านมีแท่นฐานก่ออิฐถือปูนอยู่ข้างละ 2 ฐาน
รวมด้านละ 4 ฐาน พบหลักฐานว่าเคยเป็นท่ีต้ังของประติมากรรมปูนปั้น
รูปสิงห์และยักษ์ถือกระบองหรือทวารบาล ซึ่งลักษณะดังกล่าวน้ีคล้ายกับ
ท่ีเจดีย์วัดช้างรอบเมืองก�ำแพงเพชร ในท่ีน้ีจึงอาจสรุปได้ว่ารูปแบบของ
116
เจดีย์วัดช้างในระยะแรกน้ันมาลัยเถามีลักษณะเป็นฐานปัทม์ซ้อนกันข้ึน
ไปสามชั้น ซึ่งเป็นแบบแผนของเจดีย์ทรงระฆังศิลปะอยุธยาตอนต้นหลาย
แห่ง เม่ือพิจารณารูปแบบของเจดีย์ท่ีมีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมตั้ง
อยู่บนฐานประทักษิณช้างล้อม ซึ่งจะคล้ายคลึงกับพระธาตุเจดีย์วัดสวน
ดอก เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเก่ียวข้องกับพระสุมนเถระ พระสงฆ์ในพระพุทธ
ศาสนาลังกาวงศ์สายรามัญ ท่ีได้รับอาราธนาให้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ลังกาวงศ์ที่เมืองเชียงใหม่ และสร้างพระธาตุเจดีย์วัดสวนดอกขึ้นใน พ.ศ.
1918 (พระพุทธพุกามและพระพุทธญาณ 2519, 316) ดงั น้ันชว่ งเวลาของ
การปรากฏขึ้นของพระเจดีย์ทั้งสองแห่งน้ีจึงควรใกล้เคียงกันและน่ามีความ
สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่เข้ามาของพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์สาย
รามัญในกรุงศรีอยุธยาในระยะน้ีด้วย โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่พระปิยทัสสี
พระสงฆ์ลังกาวงศ์สายรามัญ ผู้ได้รับมอบหมายให้น�ำพระศาสนาไปเผยแผ่
ท่ีกรุงศรีอยุธยา ได้รับการยอมรับนับถือเป็นอันมาก จนคนทั้งหลายยกย่อง
ให้เป็นมหาสวามี (พระพุทธพุกามและพระพุทธญาณ 2519, 320) ด้วย
แผนผัง 1 รูปด้านเจดยี ์ประธานวดั ชา้ ง จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา ในระยะเร่ิมแรก
117 วารสารวจิ ิตรศิลป์
ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2557
เหตุน้ีเจดีย์ประธานวัดช้างน้ีจึงควรมีอายุการก่อสร้างอยู่ในราวคร่ึงแรกของ
พุทธศตวรรษที่ 20
ต่อมาเจดีย์องค์นี้ได้รับการบูรณะคร้ังใหญ่คาดว่าคงเป็นสมัยอยุธยาตอน
ปลาย ในราวรชั สมยั พระเจา้ ทา้ ยสระ เนอ่ื งจากทรงโปรดเกลา้ ฯใหม้ กี ารบรู ณะ
วดั มเหยงคณแ์ ละวดั กฏุ ดี าวในระหวา่ ง พ.ศ. 2252 - 2256 ซง่ึ การบรู ณะครงั้
นน้ั คงรื้อถอนรปู ช้างปูนปน้ั ประดับฐานประทักษิณออกไป และเปล่ยี นแปลง
ระเบียบลวดบัวของเจดีย์เป็นแบบใหม่ เพื่อที่จะยืดช้ันมาลัยให้สูงข้ึนและ
เปลี่ยนรปู แบบมาลยั เถาใต้องคร์ ะฆงั เป็นแบบมาลยั ลกู แกว้ กลมสามเสน้ ซงึ่
รอ่ งรอยดงั กลา่ วปรากฏหลกั ฐานให้เห็นในทกุ วันน้ี
เจดยี ป์ ระธานวัดมเหยงคณ์
วดั มเหยงคณ1์ เป็นวัดขนาดใหญ่ มีฐานะเปน็ พระอารามหลวงฝา่ ยอรญั วาสี
ต้ังอยู่ในเขตอรัญญิก บริเวณทางด้านทิศตะวันออกของเกาะเมือง
พระนครศรอี ยธุ ยา ปจั จบุ นั อยใู่ นเขตตำ� บลหนั ตรา อำ� เภอพระนครศรอี ยธุ ยา
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ประวตั คิ วามเปน็ มาของวดั นปี้ รากฏในพงศาวดาร
หลายฉบับที่มีข้อความสอดคล้องตรงกันว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี 2
(เจ้าสามพระยา) ทรงโปรดเกล้าฯใหส้ ร้าง ซ่งึ ปที ีส่ รา้ งในพระราชพงศาวดาร
ฉบบั นจี้ ะตรงกบั พงศาสดารฉบบั จนั ทนมุ าศ (เจมิ ) (พระราชพงษาวดาร ฉบบั
พระราชหัตถเลขา 2457 ก, 122)
1 คำ� วา่ “มเหยงคณ”์ มาจากศพั ทบ์ าลวี า่ “มหยิ งั คณ”ซง่ึ แปลวา่ ภเู ขา เนนิ ดนิ ชอ่ื วดั มเหยงคณน์ อ้ี าจ
จะตง้ั ชอ่ื ตาม “มหยิ งั คณะสถปู ” ซงึ่ เปน็ พระธาตเุ จดยี ท์ สี่ ำ� คญั ในลงั กา ซง่ึ มที ตี่ ง้ั อยบู่ รเิ วณเนนิ สงู
118
แมว้ า่ หลกั ฐานทป่ี รากฏในพระราชพงศาวดารไดร้ ะบไุ วว้ า่ วดั แหง่ นส้ี รา้ งขน้ึ ใน
พ.ศ. 1967 และ พ.ศ. 1981 แต่ก็มผี ู้ที่เช่ือว่าเจดยี ์ประธานของวัดมเหยงคณ์
นั้นน่าจะสร้างเสร็จในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เนื่องจากมี
เหตกุ ารณส์ ำ� คญั หลายๆ อยา่ งเกดิ ขน้ึ ในชว่ งรชั สมยั สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าช
ท่ี 2 ซง่ึ อาจเป็นเหตใุ ห้การก่อสร้างยงั ไม่แลว้ เสร็จ หากคงได้รบั การสรา้ งจน
แล้วเสร็จในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถผู้เป็นพระราชโอรส สมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถทรงใหก้ ารทำ� นบุ ำ� รงุ พระพทุ ธศาสนาเปน็ อยา่ งดยี ง่ิ ทรง
สง่ ทตู ไปอญั เชญิ พระสงฆช์ าวลงั กาใหเ้ ขา้ มาเผยแผพ่ ระศาสนา และทรงมพี ระ
ราชศรัทธาออกผนวชท่วี ัดจุฬามณี เมืองพษิ ณโุ ลก เมือ่ พ.ศ. 2008 ในสมัย
ของพระองค์แบบอย่างของพระพุทธศาสนาเป็นแบบลังกาวงศ์ และศาสน
สถานท่ีสร้างเป็นแบบท่ีได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยเป็นส่วนใหญ่ ดังน้ัน
เจดีย์ทรงลังกาแบบช้างล้อมที่วัดมเหยงคณ์จึงน่าจะสร้างส�ำเร็จในรัชสมัย
ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 1 2499, 118)
และในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดมเหยงคณ์
ครั้งใหญเ่ ม่อื พ.ศ. 2252 (เทพ 2511, 145)
เจดยี ป์ ระธานวดั มเหยงคณม์ ลี กั ษณะเปน็ เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา ตง้ั อยูบ่ น
ลานประทกั ษิณรปู สี่เหลยี่ มจตั ุรัส สูง 1.50 เมตร ยาวดา้ นละ 32 เมตร ท่ี
ฐานประทักษิณมีช้างปูนปั้นสองขาหน้าและหัวโผล่ออกมาคร่ึงตัวจากซุ้มที่
ประดบั อยูโ่ ดยรอบ ดา้ นละ 20 เชือก รวมจ�ำนวนท้งั สน้ิ 80 เชอื ก องค์พระ
เจดีย์ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางบนฐานประทักษิณ แบบแผนของเจดีย์ประกอบ
ด้วยฐานเขียงกลมสามช้ันซ้อนลดหล่ันกันขึ้นไป รับฐานปัทม์กลม เหนือข้ึน
ไปเป็นหน้ากระดานกลมสูง มีซุ้มจระน�ำประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่ง
119 วารสารวิจิตรศลิ ป์
ปที ี่ 5 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2557
ขัดสมาธิ สลักจากหินทราย ปั้นพอกด้วยปูนประดับอยู่โดยรอบ ซุ้มจระน�ำ
ทิศท�ำเป็นมุขย่ืนออกมาแต่ละทิศ 4 ซุ้ม ส่วนซุ้มจระน�ำอ่ืนๆ ที่อยู่ระหว่าง
ซุ้มทิศทำ� ย่ืนออกมาไม่มากนกั อีก 16 ซุ้ม รวมทั้งสิ้น 20 ซ้มุ ถัดขึน้ ไปนา่ จะ
เปน็ ชน้ั ฐานปัทมก์ ลม และเหนือขน้ึ ไปอกี เป็นชนั้ มาลยั เถาซงึ่ มลี กั ษณะเปน็
มาลัยลูกแก้วกลมสามช้ัน รองรับบัวปากระฆังและองค์ระฆังกลมท่ีมีขนาด
ใหญบ่ ลั ลงั ก์เป็นฐานปัทม์สเ่ี หลี่ยม มกี า้ นฉัตรกลม เหลอื ช้นั ปลียอดอยเู่ พยี ง
สว่ นหนง่ึ นอกนน้ั หกั พงั ลงมาอยบู่ นลานประทกั ษณิ แมว้ า่ เจดยี อ์ งคน์ จ้ี ะมรี อ่ ง
รอยของการบรู ณะหลายครงั้ โดยเฉพาะในสว่ นประดบั ลวดลายตา่ งๆ แตก่ ย็ งั
เชื่อว่าลักษณะรูปทรงและแบบแผนลวดบัวของเจดีย์ประธานวัดมเหยงคณ์
แหง่ นี้คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปไมม่ ากนัก
ภาพที่ 4 เจดยี ป์ ระธานวดั มเหยงคณ์ จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา กอ่ นการบรู ณะ
120
การปรากฏข้ึนของเจดีย์ช้างล้อมท่ีวัดมเหยงคณ์ในช่วงปลายพุทธศตวรรษ
ที่ 20 น้ี นา่ จะมคี วามสมั พันธเ์ กย่ี วขอ้ งกับการเดินทางกลับมาของคณะสงฆ์
ลังกาวงศ์สายสีหล ท่ีพระพรหมเถรและพระโสมเถร พระสงฆ์ชาวอยุธยาท่ี
ได้เดินทางไปศึกษาพระศาสนาท่ีเกาะลังกา และกลับมาพร้อมกับคณะสงฆ์
ในกลุ่มของพระมหาธรรมคัมภีร์ ซึ่งได้น�ำพระสงฆ์ชาวเชียงใหม่ ชาวลพบุรี
และชาวมอญจ�ำนวน 33 รูป เดินทางไปศึกษาพระศาสนาท่ีลังกาด้วย โดย
เฉพาะพระสงฆใ์ นกลมุ่ พระมหาธรรมคมั ภรี น์ เี้ มอ่ื เดนิ ทางถงึ กรงุ ศรอี ยธุ ยาได้
จำ� พรรษาอยทู่ ่กี รงุ ศรอี ยธุ ยาถึง 4 พรรษา ซึง่ ในระหว่างนน้ั ได้อุปสมบทใหม่
ให้พระมหาเถรสีลวิสุทธิผู้เป็นพระอาจารย์ของพระเทวีของพระมหากษัตริย์
แห่งกรุงศรีอยุธยา และพระมหาเถรสัทธัมมโกวิทที่กรุงศรีอยุธยาอีกด้วย
(พระรัตนปัญญาเถระ 2501, 108) ดังนั้นจึงเชื่อว่าพระสงฆ์ลังกาวงศ์สาย
สีหลท่ีน�ำพระศาสนาเผยแผ่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในช่วงเวลาน้ีน่าจะได้รับ
การสนบั สนุนจากพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์เปน็ อยา่ งดี การทีส่ มเดจ็
พระบรมราชาธิราชที่ 2 ทรงโปรดให้สร้างวดั มเหยงคณข์ ้นึ ในเขตอรัญญิกนา่
จะแสดงให้เห็นถึงพระราชศรัทธาไดเ้ ป็นอย่างดี
เจดยี ช์ า้ งลอ้ มวดั มเหยงคณแ์ หง่ นม้ี ลี กั ษณะเปน็ เจดยี ท์ รงปราสาททต่ี ง้ั อยบู่ น
ฐานประทักษิณช้างล้อมซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลจากเจดีย์วัดช้างล้อม เมือง
ศรีสัชนาลัย คงสร้างข้ึนเพ่ือประกาศถึงความเป็นพระพุทธศาสนาบริสุทธ์
ทีม่ าจากเกาะลังกาของคณะสงฆ์ลงั กาวงศ์สีหลสายใหม่ และเพื่อแข่งขนั กับ
ส�ำนักพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์สายรามัญซ่ึงตั้งอยู่ท่ีวัดช้างในเขตอรัญญิก
ทางทิศตะวนั ออกของกรุงศรอี ยธุ ยาเชน่ กัน
121 วารสารวจิ ติ รศลิ ป์
ปีที่ 5 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2557
แผนผงั 2 รูปดา้ นเจดยี ป์ ระธานวดั มเหยงคณ์ จงั หวพั ระนครศรอี ยุธยา
เจดยี ท์ รงระฆงั ช้างล้อมวดั หัสดาวาส
วัดหัสดาวาสต้ังอยู่แถบคลองสระบัว ทางทิศเหนือของเกาะเมือง
พระนครศรีอยุธยา ประวัติการก่อสร้างไม่ปรากฏหลักฐานเป็นท่ีแน่ชัด แต่
ชื่อวัดแห่งนี้ปรากฏในพระราชพงศาวดารคร้ังรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักร
พรรดิ เมอ่ื พ.ศ. 2092 (พระราชพงศาสดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา 2457
ข, 178) ดงั น้ันวดั แหง่ นี้จึงควรมีอยมู่ ากอ่ น พ.ศ. 2092 แลว้ และคงร้างไป
เม่ือกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 ต่อมากรมศิลปากรได้ท�ำการขุดแต่ง
และบูรณะใน พ.ศ. 2542
เจดีย์ทรงระฆังท่ีต้ังอยู่ทางด้านหน้าของพระวิหาร เป็นเจดีย์ทรงระฆังกลม
แบบลังกาในสภาพปัจจุบันไม่มีช้างปูนปั้นประดับที่ฐาน แบบแผนประกอบ
ด้วยฐานล่างเปน็ ฐานส่เี หล่ยี มจตั รุ ัส กวา้ ง 14.25 เมตร สงู 0.75 เมตร ถัด
122
ขึ้นไปเป็นฐานสี่เหล่ียมหน้ากระดานบัวหงาย ขนาดสูงใหญ่ประมาณ 2.50
เมตร จากการขดุ แต่งและบูรณะของกรมศลิ ปากรใน พ.ศ. 2542 ไดพ้ บหลกั
ฐานวา่ ทฐ่ี านของเจดยี เ์ คยมชี า้ งปนู ปน้ั ประดบั อยโู่ ดยรอบ ลกั ษณะของชา้ งปนู
ปน้ั ทไี่ ดจ้ ากการขดุ แตง่ บรู ณะ ทำ� ใหเ้ หน็ วา่ มลี กั ษณะเปน็ ชา้ งยนื สองขาหนา้
และหัวโผล่ออกมาครึ่งตัว ซ่ึงขาหน้าทั้งสองขาก่อติดกับฐานเจดีย์ ระหว่าง
ชา้ งแตล่ ะเชือกค่นั กลางดว้ ยเสาตามประทีปทีก่ อ่ ตดิ กับฐานเจดีย์ ไมล่ อยตัว
ออกมาเหมอื นกบั ที่เจดีย์วดั ชา้ งลอ้ มและเจดีย์วดั นางพญา เมืองศรีสชั นาลัย
(รงุ่ โรจน์ 2543, 94-95) เหนือฐานช้างลอ้ มขึ้นไปเปน็ ฐานหนา้ กระดานกลม
ซอ้ นลดหลน่ั กนั ขนึ้ ไปสามชนั้ รองรบั ฐานปทั มก์ ลมและชนั้ มาลยั เถาซงึ่ เปน็ ลกู
แก้วอกไกส่ ามเส้น ซงึ่ เป็นแบบแผนของเจดยี ์ทรงระฆังอกี แบบหนง่ึ ในศิลปะ
อยุธยา องค์ระฆงั ขนาดใหญม่ บี ัวปากระฆัง บลั ลงั กเ์ ปน็ ฐานปัทมส์ ีเ่ หลีย่ ม มี
กา้ นฉตั ร ปล้องไฉน ส่วนยอดหกั หายไป
ภาพที่ 5 เจดยี ์ทรงระฆังช้างล้อม วดั หัสดาวาส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
123 วารสารวิจติ รศลิ ป์
ปีท่ี 5 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2557
เจดยี ช์ า้ งลอ้ มวดั หสั ดาวาสเปน็ เจดยี ท์ รงระฆงั ทไ่ี มไ่ ดต้ งั้ อยบู่ นฐานประทกั ษณิ
เหมอื นกบั เจดยี ป์ ระธานวดั มเหยงคณ์ และเจดยี ป์ ระธานวดั ชา้ ง กรงุ ศรอี ยธุ ยา
แต่แบบแผนของเจดีย์องค์นี้มีลักษณะเป็นเจดีย์ช้างล้อมทรงระฆังกลมแบบ
ทรงสงู ทนี่ า่ จะเปน็ พฒั นาการทคี่ ลค่ี ลายไปจากเจดยี ป์ ระธานวดั ชา้ งของกรงุ
ศรอี ยธุ ยา เปน็ ศลิ ปะผสมระหวา่ งสโุ ขทยั กบั อยธุ ยา ซงึ่ พบอยใู่ นแควน้ สโุ ขทยั
หลายแหง่ เชน่ เจดยี ว์ ดั ชา้ ง เมอื งกำ� แพงเพชร และเจดยี ป์ ระธานวดั อรญั ญกิ
เมืองพิษณุโลก ดังน้ันจึงคาดว่าการปรากฏขึ้นของเจดีย์ช้างล้อมวัดหัสดา
วาสน้ีน่าจะอยู่ในราวคร่ึงหลังของพุทธศตวรรษท่ี 20 ซ่ึงช่วงเวลาน้ันแคว้น
สโุ ขทยั ไดก้ ลายเปน็ สว่ นหนงึ่ ของกรงุ ศรอี ยธุ ยาและพระพทุ ธศาสนาลงั กาวงศ์
โดยเฉพาะสายสหี ลได้ต้ังม่นั อยทู่ กี่ รุงศรีอยุธยาอย่างมั่นคงแลว้
แผนผัง 3 รูปดา้ นเจดยี ท์ รงกลมช้างล้อม วดั หสั ดาวาส จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา
124
ในที่น้ีเราอาจสรุปในชั้นต้นได้ว่า การปรากฏขึ้นของเจดีย์ช้างล้อมใน
กรุงศรีอยุธยาคงจะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นระยะเวลาท่ีพระ
พุทธศาสนาลังกาวงศ์เผยแผ่เข้ามา ซ่ึงจะมีความสัมพันธ์กับการแข่งขันกัน
ระหว่างส�ำนักพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์สายสีหลและสายรามัญ และเจดีย์
ชา้ งลอ้ มนนั้ เปน็ สญั ลกั ษณป์ ระกาศถงึ ความเปน็ พระพทุ ธศาสนาบรสิ ทุ ธจิ์ าก
เกาะลงั กา ซงึ่ คณะสงฆล์ งั กาวงศส์ ายสหี ลและสายรามญั กำ� ลงั แขง่ ขนั กนั สรา้ ง
ความชอบธรรมเพือ่ ใหไ้ ด้รับการสนับสนุนและยอมรับนับถอื
การปรากฏขนึ้ ของเจดยี ์สงิ หล์ อ้ มในกรงุ ศรอี ยธุ ยา
อยา่ งไรกด็ ใี นกรงุ ศรอี ยธุ ยาไดป้ รากฏมเี จดยี ร์ ปู แบบพเิ ศษขนึ้ คอื เจดยี ส์ งิ หล์ อ้ ม
ซึง่ พบมจี ำ� นวน 2 แหง่ คอื เจดีย์ประธานวดั แม่นางปลื้ม และเจดียป์ ระธาน
วัดธรรมิกราช เจดีย์สิงห์ล้อมน้ีมีแบบแผนคล้ายคลึงกับเจดีย์ช้างล้อมจะ
แตกต่างกันเพียงที่ใช้รูปสิงห์ปูนปั้นประดับท่ีฐานเจดีย์แทนรูปช้าง การทำ�
ประตมิ ากรรมรปู สงิ หล์ อ้ มประดบั ฐานเจดยี ด์ งั กลา่ วนค้ี งเทยี บเคยี งไดก้ บั การ
ทำ� รปู ชา้ งลอ้ ม เพราะสงิ หเ์ ปน็ สตั วต์ ระกลู สงู ในหมสู่ ตั วห์ มิ พานตเ์ ชน่ เดยี วกบั
ช้าง การปรากฏข้ึนของเจดีย์สิงห์ล้อมน้ันอาจอธิบายได้ว่า เป็นระเบียบใน
การประดับที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเจดีย์ช้างล้อมในศิลปะสุโขทัย แต่
การประดบั รปู สงิ หน์ นั้ ชา่ งอยธุ ยาคงดดั แปลงเอามาจากวฒั นธรรมเขมร และ
กำ� หนดอายเุ จดยี ์สงิ ห์ล้อมที่ปรากฏอยใู่ นกรงุ ศรอี ยธุ ยาทง้ั สองแห่ง คอื เจดีย์
ประธานวดั แมน่ างปลมื้ และเจดยี ป์ ระธานวดั ธรรมกิ ราชกรงุ ศรอี ยธุ ยาไดว้ า่ นา่
จะอย่ใู นราวปลายพทุ ธศตวรรษที่ 20 (สนั ติ 2544, 21 - 28)
125 วารสารวิจิตรศลิ ป์
ปีท่ี 5 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2557
แผนผัง 3 รปู ด้านเจดีย์สงิ ห์ล้อม วัดแม่นางปลืม้ จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
ภาพท่ี 6 เจดยี ์สิงห์ล้อม วัดแมน่ างปลมื้ จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา
126
การปรากฏขึ้นของเจดีย์สิงห์ล้อมนั้นนอกเหนือจากเป็นแรงบันดาลใจของ
ช่างท่ีท�ำการก่อสร้างแล้ว ความหมายของการท�ำสิงห์ล้อมน้ันน่าจะมีความ
สัมพันธ์เก่ียวข้องกันกับการแข่งขันของส�ำนักพระพุทธศาสนาท่ีมีอยู่ในกรุง
ศรีอยุธยาในช่วงเวลานั้นอีกด้วย กล่าวคือพระพุทธศาสนาในกรุงศรีอยุธยา
ระยะเริ่มแรกนั้น คงเป็นพระพุทธศาสนาสายพ้ืนเมืองเดิมซึ่งเป็นการผสม
ผสานระหว่างพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานท่ีได้รับอิทธิพลจากอาณาจักร
เขมรผ่านมาทางเมืองลพบุรี กับฝ่ายเถรวาทท่ีมีรากฐานเดิมอยู่ในเขตลุ่มน้�ำ
เจ้าพระยามาตั้งแต่สมัยทวารวดี ดังน้ันจึงปรากฏหลักฐานว่าสถูปในสมัย
อยธุ ยาตอนตน้ นน้ั จะมรี ปู แบบเปน็ พระปรางค์ ซง่ึ มพี ฒั นาการมาจากปราสาท
เขมร เม่ือพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์แพร่หลายเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาและได้
รบั การยอมรบั มากขนึ้ นา่ จะเปน็ ผลทำ� ใหส้ ำ� นกั พระพทุ ธศาสนาสายพน้ื เมอื ง
เดมิ ตอ้ งปรบั ตวั และแขง่ ขนั มากขน้ึ เจดยี ส์ งิ หล์ อ้ มจงึ ควรเปน็ สญั ลกั ษณอ์ ยา่ ง
หน่ึงที่ประกาศแสดงถึงความเป็นพระพุทธศาสนาสายพ้ืนเมืองเดิมของกรุง
ศรอี ยธุ ยาท่ีสืบทอดมาจากเมืองลพบรุ ีหรอื อาณาจกั รเขมรอนั รุ่งเรอื ง
127 วารสารวิจิตรศิลป์
ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2557
แผนผงั 4 รูปด้านเจดียส์ งิ หล์ ้อม วัดธรรมกิ ราช จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
ภาพที่ 7 เจดีย์สงิ หล์ อ้ ม วัดธรรมิกราช จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา
128
สรุป
แม้ว่าการศึกษาเร่ืองราวของเจดีย์ช้างล้อมและเจดีย์สิงห์ล้อมที่ปรากฏใน
กรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ จะเกี่ยวข้องกับศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมค่อนข้าง
มาก ซ่ึงได้อธิบายให้ทราบถึงการประดับรูปช้างและรูปสิงห์ท่ีฐานพระเจดีย์
นนั้ คงมไิ ดส้ รา้ งขนึ้ เพยี งเพอื่ ความสงา่ งามและสมมตุ หิ มายแทนพระพทุ ธองค์
เทา่ นน้ั แตย่ งั เปน็ สญั ลกั ษณเ์ พอื่ แสดงถงึ ความเปน็ พระพทุ ธศาสนาอนั บรสิ ทุ ธ์ิ
ทีม่ าจากเกาะลังกา และเพ่ือสรา้ งความชอบธรรม ในการแขง่ ขนั กันระหว่าง
สำ� นกั พระพทุ ธศาสนาทงั้ สายพนื้ เมอื งเดมิ พระพทุ ธศาสนาลงั กาวงศส์ ายสหี ล
และสายรามญั เพอ่ื ใหไ้ ดร้ บั การยอมรบั และสนบั สนนุ ใหต้ งั้ มนั่ อยอู่ ยา่ งมนั่ คง
ในกรุงศรีอยธุ ยา นอกเหนอื จากนน้ั ความรทู้ ี่ไดร้ ับทั้งในเร่อื งราวของประวัติ
พุทธศาสนาและประวัติศาสตร์บ้านเมือง ซ่ึงมีความเก่ียวข้องท้ังในทางการ
เมอื ง สังคม และวัฒนธรรมนั้น นา่ จะเปน็ ความรูใ้ หม่ทชี่ ว่ ยสง่ เสริมให้เรอื่ ง
ราวทางประวัตศิ าสตร์ของชาติบ้านเมอื งมคี วามสมบูรณ์มากย่งิ ขึน้
129 วารสารวิจติ รศลิ ป์
ปีท่ี 5 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2557
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. 2499. “พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์.”
ประชมุ พงศาวดาร ภาคท่ี 1. พมิ พ์เป็นอนุสรณใ์ นงานพระราชทาน
เพลิงศพ นาวาโทพระศรการวิจิตร (ช้อย ชลทรัพย์) พระนคร:
กองการพิมพส์ ลากกินแบ่งรัฐบาล.
ตรี อมาตยกลุ . 2510. “นครศรีธรรมราช.” รวมเร่อื งเมอื งนครศรีธรรมราช.
พระนคร: รุ่งเรอื งรัตน.์
เทพ สขุ รตั น.ี 2511. “วัดมเหยงคณ.์ ” พระราชวงั และวดั โบราณ ในจงั หวดั
พระนครศรอี ยธุ ยา. พระนคร: โรงพมิ พส์ ำ� นกั ทำ� เนยี บนายกรฐั มนตร.ี
น. ณ ปากน�้ำ. 2529. ความเป็นมาของสถูปเจดีย์ในสยามประเทศ.
กรุงเทพมหานคร: สำ� นักพมิ พ์เมอื งโบราณ.
ประชากิจกรจักร, พระยา. 2504. พงศาวดารโยนก. พระนคร:
ศลิ ปาบรรณาคาร.
พระรัตนปญั ญาเถระ, ร.ต.ท. แสง มนวทิ ูร แปล. 2501. ชนิ กาลมาลปี กรณ์
พระนคร: หา้ งหนุ้ ส่วนจ�ำกัดศิวพร.
พระพทุ ธพกุ ามและพระพทุ ธญาณ. 2519. ตำ� นานมูลศาสนา. พิมพ์ครั้งท่ี 2
กรุงเทพมหานคร: ส�ำนักพมิ พ์เสริมวิทยบ์ รรณาคาร.
130
พระโสภณคณาภรณ์(ระแบบฐติ ญาโณ).2529.ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา.
กรงุ เทพมหานคร: หา้ งห้นุ ส่วนจำ� กดั ศิวพร.
มานติ วลั ลโิ ภดม. 2530. ทกั ษณิ รฐั . กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั รงุ่ ศลิ ปก์ ารพมิ พ์
(1977) จำ� กัด.
รงุ่ โรจน์ ธรรมรงุ่ เรอื ง. 2543. “เจดยี ช์ า้ งลอ้ มแหง่ ใหมใ่ นอยธุ ยาทว่ี ดั หสั ดาวาส.”
วารสารศลิ ปวฒั นธรรม ปีท่ี 21 ฉบบั ที่ 3 มกราคม. หนา้ 94 - 95.
ศรีศักร วัลลิโภดม. 2527. กรุงศรีอยุธยาของเรา. กรุงเทพมหานคร:
บรษิ ัทมงั กรการพิมพ์และโฆษณาจ�ำกดั .
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอกรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพ. 2517. เทยี่ วเมอื งพมา่ .
กรงุ เทพมหานคร: สำ� นักพมิ พ์คลงั วทิ ยา.
สันติ เล็กสุขุม. 2544. “เจดีย์สิงห์ล้อม วัดแม่นางปล้ืม เง่ือนไขกับแนวคิด
ออกแบบบรู ณะ.” วารสารเมืองโบราณ ปที ่ี 27 ฉบับที่ 2 เมษายน
– มถิ ุนายน. หนา้ 21 - 28.
สธุ วิ งศ์ พงศไ์ พบลู ย.์ 2523. พทุ ธศาสนาแถบลมุ่ ทะเลสาบสงขลาฝง่ั ตะวนั ออก
สมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา. รายงานการวจิ ยั . สงขลา: สถาบนั ทกั ษณิ คดศี กึ ษา.
สุรพล ด�ำริห์กุล. 2557. “พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์กับการปรากฏข้ึนของ
เจดีย์แบบช้างล้อมในสุโขทัยและล้านนา.” ข่วงผญา. จัดพิมพ์โดย
สถาบันภาษา ศลิ ปะ และวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงใหม่
ปีท่ี 9.
131 วารสารวิจติ รศิลป์
ปที ่ี 5 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2557
หอพระสมดุ วชริ ญาณ. 2457 ก. พระราชพงษาวดาร ฉบบั พระราชหตั ถเลขา.
พระนคร: โรงพิมพไ์ ทย.
____________. 2457 ข. พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา.
พมิ พ์คร้ังท่ี 2 พระนคร: โรงพิมพไ์ ทย สพานยศเส.
ห้างหุ้นส่วนจ�ำกัดสุรศักดิ์ก่อสร้าง. 2542. รายงานการขุดค้น ขุดแต่ง
และออกแบบเพื่อการบูรณะโบราณสถานวัดช้าง จังหวัดพระนคร
ศรีอยุธยา. เอกสารเย็บเล่มเข้าปก เสนอส�ำนักงานโบราณคดีและ
พพิ ธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาตทิ ่ี 3 พระนครศรอี ยธุ ยา.