คำนำ จังหวัดน่าน ผู้รู้ บ้านถืมตอง ตำบลถืมตอง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน และกลุ่มชาติ
พันธุล์ ัวะ อำเภอบอ่ เกลอื จงั หวัดนา่ น
โครงการจัดทำหลักสูตรมรดกวัฒนธรรมงานหัตถกรรมพ้ืนถิ่นน่าน เพ่ือ
ขบั เคลื่อนเมอื งนา่ นสู่การเป็นเครอื ข่ายเมืองสร้างสรรคข์ อง UNESCO ของศนู ยน์ า่ น ผลการศึกษาพบว่า งานจกั สานในวิถีน่านนั้นเป็นวิถชี ีวิตของผ้คู นน่านบ่งบอก
ศึกษา (หออัตลักษณ์นครน่าน) วิทยาลัยชุมชนน่าน ที่ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจาก ถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นรากเหง้าของวัฒนธรรม อัตลักษณ์ วิถีชีวิต ท่ีเก่ียวข้องและ
องค์การบริหารการพัฒนาพ้ืนที่พิเศษเพ่ือการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เช่ือมโยงกับธรรมชาติ ผ่านการถ่ายทอดเอกลักษณ์ ลวดลาย วิธีการ เคร่ืองมือ
หรือ อพท. 6 มวี ัตถปุ ระสงค์ 1) เพ่ือใหจ้ ังหวัดน่าน มงี านศึกษาวิจยั เชิงวิชาการเพ่ือใช้ ภมู ปิ ัญญาจากบรรพบุรษุ ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รนุ่ มีการใช้ไมไ้ ผจ่ ักสานกบั พิธกี รรม เป็นภมู ิ
อ้างอิงเรื่องมรดกวัฒนธรรมงานหัตถกรรมพ้ืนที่ถ่ินน่าน 2) เพื่อให้จังหวัดน่าน มี ปญั ญาที่แสดงเชิงสญั ลกั ษณท์ ่ีใชเ้ ป็นเครอ่ื งประกอบพธิ ีกรรมในการแสดงอาณาบริเวณ
หลักสูตร/ชุดวิชา การเรียนรู้ด้านงานหัตถกรรมพื้นถิ่นจังหวัดน่านที่สนับสนุน พื้นท่ีศกั ด์สิ ิทธ์ิ ในการประกอบพิธกี รรมต่าง ๆ ท่เี รยี กวา่ “ตาแหลว” รวมไปถึงเครอ่ื ง
วัฒนธรรมและความสร้างสรรค์ ที่ได้จากการนำงานวิจัยศึกษาวิจัยเชิงวิชาการมา จกั สานท่ีใชใ้ นบา้ นโดยท่วั ไปจะเป็นเคร่ืองจักสานทีเ่ นน้ การใช้งานเป็นภาชนะสำหรบั ใส่
ออกแบบ 3) เพ่ือให้เยาวชนในสถานศึกษาและประชาชนท่ัวไปท่ีสนใจ ได้รับการ สงิ่ ของ ตามรูปแบบการใช้งาน ทั้งของกินและของใช้ งานจักสานในการเกษตร นับว่า
ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านงานหัตถกรรมพ้ืนถิ่นจังหวัดน่าน ผ่านกิจกรรมเผยแพร่ งานจกั สานเปน็ ภูมิปญั ญาที่อยคู่ ู่คนน่านมาช้านาน
หลักสูตรท้องถิ่น และ 4) เพ่ือให้จังหวัดน่าน สามารถยกระดับงานหัตถกรรมพ้ืนถิ่นสู่
อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ จากการท่ีเยาวชนในสถานศกึ ษาและประชาชนท่วั ไปทีผ่ ่าน คณะผู้วิจัย
การกระบวนการเรียนรู้หลักสูตรท้องถนิ่ นำองค์ความรู้ไปตอ่ ยอดงานหตั ถกรรมพ้ืนถิ่น
น่านเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นให้ ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจังหวัดน่าน ได้รับการสร้าง
มูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเป็นส่วนหน่ึงในการขับเคล่ือนเมืองน่านสู่การ
เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO ด้านการท่องเท่ียว เกิดการ
ทอ่ งเท่ยี วเชิงสร้างสรรค์จงั หวดั นา่ น ได้รับการพัฒนาตามแนวทางความยัง่ ยืนในระดับ
สากล รวมถึงหน่วยงานที่เกย่ี วข้องได้ดำเนินการตามยทุ ธศาสตรช์ าติ สร้างความมัง่ คง
ม่ังค่ัง และย่ังยืน โดยใช้ความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อ
บรรลุผลดังกล่าว โครงการฯ เน้นเคร่ืองมือวิจัยทางสังคมศาสตร์ในการรวบรวมและ
เก็บข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์ (Interview) การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกลุ่ม (Focus
Group Interview) การจดบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ (Field Note) และนำข้อมูลที่
รวบรวมและเก็บได้มาสูก่ ารวเิ คราะหผ์ ล ขน้ั ตอนการวจิ ัย โดยสัมภาษณ์ผ้รู ู้หรอื ปราชญ์
ท้องถ่ิน กลุ่มจักสาน ในพื้นที่ดังต่อไปน้ี กลุ่มจักสานบ้านต้าม ตำบลสวก อำเภอเมือง
จกั สานวถิ ชี ุมชนน่าน งานจกั สานไมไ้ ผ่ด้านประเพณแี ละพิธีกรรม
จักสานไม้ไผ่กับพิธีกรรม เป็นภูมิปัญญาท่ีแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่ใช้เป็นเคร่ือง
งานจักสานไม้ไผ่ ถอื วิถีชีวิตของผู้คนบง่ บอกถงึ ภูมิปัญญาทอ้ งถิน่ รากเหง้าของ
วฒั นธรรม อัตลักษณ์ วิถีชีวิต ทเี่ ก่ียวข้องและเชื่อมโยงกบั ธรรมชาติ ผ่านการถ่ายทอด ประกอบพิธีกรรมในการแสดงอาณาบริเวณพ้ืนท่ีศักด์ิสิทธิ์ ในการประกอบพิธีกรรม
ต่างๆ โดยการจักสานด้านพิธีกรรมจะเป็นการสรรสร้างผ่านครูภูมิปัญญาในการ
เอกลักษณ์ ลวดลาย วิธีการ เครื่องมือ ภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ประกอบพิธี ได้แก่ ตาแหลว การสานเป็นหอท่ีตั้งหรอื ศาล หรอื รปู สัตว์ต่างๆที่แสดงถึง
ผา่ นความคิดสร้างสรรคข์ องผู้จกั สาน โดยจกั สานไม้ไผ่อาศัยพึงพงิ ทรัพยาการธรรมชาติ บริวาร
สู่การนำมาเป็นเครื่องมือต่างๆในการทำมาหากินของผู้คน เกษตรกรรม ชุมชน
ตาแหลว ใช้เป็นเคร่ืองหมายทางพิธีกรรม มีลักษณะใช้เป็นเครื่องหมายบอก
พธิ ีกรรมต่างๆ ท่ีตอ้ งอาศัยประสบการณ์จนก่อเกิดความชำนาญ การจัดสรรวัสดุ และ อาณาเขตหวงห้าม เช่น ใช้ติดหน้าบ้านของคนที่ตายอย่างผิดปกติหลังทำพิธีศพเพ่ือ
การคิดค้นดัดแปลงสู่การสร้างคณุ ค่า และรายไดใ้ นระดบั ครวั เรือน สร้างเป็นเชตหวงห้ามหรือใช้แขวนกับสายสิญจน์และหญ้าคาฟั่นไว้กลางประตูเมือง
หลังพิธีสืบชาตาเมืองเพ่ือป้องกันเสนียดจัญไร และใช้เสียบไม้ปักไว้ในบริเวณปลกู ข้าว
การสร้างสรรค์ไม้ไผ่สู่การจักสานต้องอาศัยความชำนาญ และองค์ความรู้ใน แรกนา เป็นต้น เครื่องหมายสำคัญท่ีพบเห็นไดใ้ นพิธกี รรมต่างๆของนา่ น ทัง้ งานมงคล
การจัดการไม้ไผ่ ภูมิปัญญาพ้ืนบ้านในการจัดการกับวัสดุก่อนท่ีจะนำมาจักสาน โดย และงานอวมงคล (สารานกุ รมวัฒนธรรมภาคเหนอื เลม่ ท่ี 5 ,2563)
ขั้นตอนในการเลือกไม้ไผ่นำมาจักสานข้ึนอยู่กับช้ินงานที่จะสร้างสรรค์ โดยแต่ละ
ประเภทของงานจักสานจะใช้ไผ่ท่ีแตกต่างกัน เช่น งานท่ีอาศัยการทำโครงสร้างเน้น
ความแข็งแรง ทนทาน จะใช้ไม่ไผ่รวก ท่ีมีคุณสมบัติเนื้อไม้ท่ีแข็งแรงทนทานสามารถ
ใชไ้ ดน้ าน งานท่อี าศยั การเก็บรกั ษาที่นาน และสามารถจักสานได้โดยเน้นความเหนยี ว
ของเน้ือไม้ จะใช้ไผไ่ ร่ ไผบ่ ่ง โดยจะเป็นเคร่อื งมอื จำพวกท่ีเกยี่ วกบั การเกษตร ส่วนงาน
ที่ต้องการความละเอียด จะใช้ไผ่ข้าวหลาม ไผ่สีสุก ไผ่เริมหรือไผปล้องยาว โดยจะมี
ลกั ษณะทเี่ ปน็ ปล้องยาวจะได้เนอ้ื ไม้ท่มี คี วามอ่อน และจกั เปน็ เส้นไดง้ ่าย
ก๋วยสลาก เป็นภาชนะที่ใช้ใส่เคร่ืองครัว ข้าวของที่จะนำไปทำบญุ ในประเพณี รูปแบบของจักสานในการข้ึนโครงร่างให้เป็น รูปทรง และมีลวดลายท่ี
ต๋านก๋วยสลาก หรือสลากภัต ตานก๋วยสลาก, ตานสลาก, ก๋ินข้าวสลาก, กิ๋นก๋วยสลาก เหมาะสมกับงานจักสานน้ัน จะประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนก้น ซ่ึงเป็นส่วน
สำคัญของเคร่อื งจักสาน โดยจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสาน เพราะลักษณะกน้ จะสง่ ผล
หรือก๋ินสลาก ลว้ นแลว้ แตเ่ ป็นภาษาของชาวถ่ินล้านนาท่ีมักมีการเรยี กขานแตกต่างกัน
ไปในแต่ละท้องถิ่น ก่อนจะถึงวันตานก๋วยสลาก 1 วันเขาเรียก "วันดา" หรือ "วันสุก ถึงรปู ทรง ดงั น้ันส่วนก้นจะต้องมีโครงสรา้ งที่แข็งแรงเหมาะสมสัมพันธก์ ับลวดลายและ
รปู ทรงของเคร่ืองจักสานส่วนกลาง เป็นส่วนผนังของภาชนะ อาจมีลักษณะเป็นผนังที่
ดบิ " วนั นี้จะเป็นวันทชี่ าวบ้านได้จัดเตรยี มขา้ วของไมว่ ่าจะเปน็ ของกินหรือของใช้ตา่ งๆ ทบึ หรือโปร่ง เป็นตาก็แลว้ แต่หน้าที่และประโยชน์ใช้สอยของภาชนะน้ัน ๆ ส่วนกลาง
สำหรับที่จะ นำมาจัดดาใสก่ ๋วยสลากและวนั นี้มกั จะมีญาติสนิทมิตรสหายทอ่ี ยตู่ ่างบา้ น ของเครื่องจักสานจะเปน็ ส่วนสำคัญเพราะเป็นส่วน ที่จะรับนํา้ หนกั จาการบรรจุ ซง่ึ ถ้า
มาร่วมจัดดาสลากด้วย ซ่ึงถือเป็นประเพณีท่ีจะได้ทำบุญร่วมกัน ผู้ชายจะเป็นคน
สานกว๋ ยสลาก (ตะกรา้ ) สำหรับท่ีจะบรรจใุ สข่ องกินของใชต้ ่าง ๆ ก๋วยจะกรดุ ว้ ยใบตอง
หรือกระดาษก็ได้ เมื่อรวบปากก๋วยมัดเสร็จเรียบรอ้ ยแล้วกจ็ ะมีไม้ไผ่เหลาเป็นเส้นเล็ก
สำหรับเสียบเงินทเ่ี ป็นธนบัตร เพื่อทำเป็นยอดก๋วยสลากจะมากน้อยบ้างตามแก่กำลัง
ศรัทธาและฐานะ
ประเพณีการถวายทานสลากภัต เป็นประเพณีทำบุญท่ีคนในปัจจุบันไม่ค่อย
รู้จักกันดีนัก เพราะมิใช่ประเพณีใหญ่โตแบบตรุษหรือสารท มักจะทำตามบ้านท่ีนิยม
เล่ือมใสหรือมีสิ่งของพอที่จะรวบรวมมาถวายพระหรือเข้าสลากภัตได้ก็จะจัดพิธีนี้ขึ้น
ในทางภาคเหนือจะเรียกพิธีน้ีว่า “ทานก๋วยสลาก” คำว่า “ก๋วย” แปลว่า “ตะกร้า”
หรือ “ชะลอม” ประเพณีทานสลากคือ การทำบุญสลากภัตในล้านนาไทย มีช่ือเรียก
แตกต่างกันออกไปตามท้องถน่ิ บางแห่งวา่ “กิ๋นก๋วยสลาก” บางแห่งเรียก “ก๋นิ สลาก”
บางแห่ง “ตานกว๋ ยสลาก” ในความหมายเป็นอยา่ งเดียวกัน
งานจกั สานไม้ไผ่ที่ใชใ้ นบา้ น
เครื่องจักสานท่ีใช้ในบ้านโดยท่ัวไปจะเป็นเคร่ืองจักสานท่ีเน้นการใช้งานเป็น
ภาชนะสำหรับใส่ส่ิงของตามรูปแบบการใช้งานทั้งของกินและของใช้ ซึ่งจะมีความ
คงทนสามารถใช้งานได้ยาวนาน ได้แก่ กระบุ้ง ตะกร้าหรือซ้า เป็นต้น หรือจะเป็น
เคร่อื งจักสานทใ่ี ช้เป็นเครื่องในครัวเรือน ไดแ้ ก่ กระด้ง ซาหวด วี เปน็ ต้น โดยรูปแบบ
และวิธกี ารจักสาน ลวดลายตา่ งๆ จะเปน็ ลายพนื้ ฐาน เช่น ลายขัด ลายสองลาย
หากได้รับการสานดีกส็ ามารถรบั นํ้าหนักและทนทานจากแรงกดและแรงดึงจากภายใน งานจกั สานไมไ้ ผ่ในวถิ ชี ีวติ การดำรงชีวิตด้านการเกษตร
ได้ส่วนปาก จะเปน็ สว่ นสำเรจ็ ของเคร่ืองจกั สาน การทำการเกษตรกับงานจักสาน จะแบ่งเป็นประเภทตามการใช้งานแล้วแต่
นอกจากนน้ั ยงั มีการจกั สานที่เป็นเครือ่ งแต่งกาย เช่น หมวก โดยจะนำไม้ไผ่ที่ ประโยชน์การใชส้ อย โดยจะเป็นการใช้สำหรบั การดกั การจบั หรือขังสตั ว์ ไดแ้ ก่ สุ่มไก่
มปี ล้องยาว นำไปผ่านกระบวนการจัดการกับไม้ไผ่ ท่ีเรียกว่า “การจักตอก” ถือได้ว่า
ไซดักปลา ข้อง เป็นต้น หรือจะเป็นภาชนะท่ีใช้สำหรับการใส่ของหรือ ผลผลิตต่าง ๆ
เป็นขั้นตอนของการเตรยี มวสั ดใุ นการทำเคร่อื งจกั สานขั้นแรกเป็นงานท่ียังทำดว้ ยฝมี ือ เช่น ตระกร้า แตะยาสูบ เป็นต้น โดยจะมีรูปแบบลวดลายในการจักสานเป็นลาย
การจักตอกเป็นหน่ึงในภูมิปัญญาบรรพบุรษุ และเทคนิคที่ช่างต้องเรยี นรู้ การกดมีดให้
ผา่ นเน้ือไม้และผิวไม้ไผ่ให้ได้เส้นตอกท่ีหนาหรือบางเท่ากันตลอดนั้น ช่างที่มีฝีมือดีจะ พน้ื ฐานเน้นความแข็งแรง และระยะเวลาในการใช้ท่ียาวนาน โดยจะต้องจัดการกับไม้
ไผ่กอ่ นทำการจกั สานเพือ่ ไมใ้ หเ้ กดิ เชอ่ื รา หรอื มอดในเนอื้ ไม้
จักตอกด้วยความชำนาญและได้เส้นตอกที่มีความหนา หรือบางที่สม่ำเสมอตลอดทั้ง
เส้น ช่างจักตอกจึงเป็นผู้หนึ่งท่ีมีความสำคัญ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้สูงอายุท่ีมีความ
ชำนาญในการจดั ตอก (งานศลิ ปหตั ถกรรมประเภทจักสานไม้ไผ่ ,น. 5)
โดยจะนำตอกที่ไดเ้ ป็นเสน้ นำไปทักสลับซา้ ย ขวา เพื่อให้เกิดลวดลาย โดยจะ
ทักไปเลื่อยๆจนได้ความยาวที่ต้องการแล้วจึงนำมาเย็บต่อกัน และนำไปข้ึนรูปเป็น
หมวก หรอื สรา้ งสรรค์เปน็ ชิ้นงานอ่นื ๆ ได้
รปู สมุ่ ไก่
ส่มุ ไก่ สำหรับขังไก่ชนหรือไกบ่ ้าน เพราะไม่ต้องการใหต้ นเองออกไปคุ้ยเขีย่ หา ไซ เป็นเครื่องมือดักสัตว์น้ำ โดยมากดักปลาในกลุ่มปลาเล็กปลาน้อย ใช้งาน
ในแหลง่ น้ำไม่ลกึ มกั เปน็ แหล่งนำ้ ไหลและเป็นการเปิดชอ่ งระบายนำ้ เข้าออกตามบ้งิ นา
อาหารรบกวนเพอื่ นบ้าน หรือเขี่ยพืช ผัก ผลไม้ เพราะฉะนนั้ สมุ่ ไก่จงึ มีความสำคัญใน
การกักขังไว้ โดยเฉพาะเลีย้ งไก่ชนทีม่ รี าคาแพง จึงขังไกเ่ อาไว้ในสมุ่ คนั นา ไซมีหลายรูปทรง ต้งั ชอ่ื ตามรูปทรงนั้น เชน่ ไซปากแตร สานเปน็ รูปกรวยปากไซ
บานออกเป็นรปู ปากแตร ไซทอ่ สานคลา้ ยท่อดกั ปลา หรอื อาจต้ังช่ือตามวัตถุประสงค์
วัสดใุ นการทำสมุ่ ไก่ เช่น ไซสองหน้า มีชอ่ ง 2 ด้าน ไซลอย ใช้วางลอยในช่วงน้ำตื้น ๆ แหวกกอข้าวหรือกอ
1. ไม้ไผจ่ กั ตอก
2. ใช้เลอื่ ยคนั ธนเู ล่ือยตดั ข้อปลอ้ งแรกของไผ่ หญ้า วางแช่น้ำไว้ ไซปลากระดี่ ใช้ดักปลากระดี่ ไซกบ สานเป็นลายขัดตาส่ีเหลี่ยมรูป
ทรงกระบอก ใช้ดักกบ ไซโป้ง สานก้นโป่งเล็กน้อย แม้วา่ จะมีรูปลักษณ์ท่ีต่างกนั แต่มี
3. ค้อน ใช้ตอกตะขอข้อไผห่ ลักหมุดยึดสว่ นหัวส่มุ ไก่เมือ่ สานขึ้นรูป
วิธกี ารจักสาน ลักษณะร่วมกันคือ สานเป็นทรงกระบอกและทำปากทางเข้าเป็นงาแซง (ซี่ไม้เส้ียม
ปลายแปลม รูปทรงคล้ายกรวยที่บีบแบน ๆ ทำให้ปลาเข้าได้ แต่ว่ายสวนความคมของ
1. การจักตอกไผ่ ปลายไม้ออกมาไม่ได้)
2. ผา่ ลำไผ่ออกมาเปน็ เส้น ๆ
3. จักตอกเส้นไผเ่ ปน็ ตอกยนื ตอกยาว วสั ดทุ ่ีใช้คือตน้ ไผ่ ปัจจุบันนี้หางา่ ยมาก มีปลูกกนั เต็มไปหมดทุกหัวระแหงต้น
ไผ่ท่ีนำมาทำไซ ต้องไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป ขนาดกลางๆ อายุประมาณ 2-3 ปี
4. ส่วนทีเ่ ป็นข้อไผ่นำมาเหลาเป็นตะขอข้อไผ่หลักหมุดยดึ หัวสุ่ม เพ่ือไม่ไห้สุ่ม
ขยับเขยื้อนในขณะสานข้ึนรูป
การสานสุ่มไก่
1. เรม่ิ จากสานตอกยาวและตอกยืนเป็นหวั สมุ่ แบบลายขัด
2. ใชค้ อ้ นตอกตะขอข้อไผ่หลกั หมุดยึดหวั สมุ่ บนพื้นดนิ
3. ใชต้ อกยาวสานรอบ ๆ สมุ่ ไกเ่ พ่ือข้ึนรปู แบบลายหนึ่ง
4. สานตนี สมุ่ ไก่ โดยใชต้ อกไผต่ นี ประมาณ 5 เสน้
5. ใชเ้ ล่อื ยคนั ธนุู เลอ่ื ยตัดส่วนตอกยืนท่ยี ืน่ ยาวตีนสุ่มไก่ทง้ิ ไป
เพราะถ้าแก่เกินไป มันก็จะหักง่าย ส่วนไผ่ที่เอามาทำส่วนใหญ่จะเป็นไผ่สีสุก เพราะ จะนอนตามความยาวของตัวข้อง จะทำให้ปลามีชีวติ อยู่ได้นาน ถ้าขงั ปลาด้วยข้องเป็ด
ทนทานและมคี วามยืดหยุ่นสูง โดยไผ่ 1 ลำจะสามารถทำไซได้ 1ลูก ซ่ึงแต่ละลูกจะใช้ แลว้ นำไปแชน่ ้ำที่ไหล ยิ่งจะทำใหป้ ลามีชวี ิตอยไู่ ด้หลายวัน
เวลาทำประมาณ 3-5 วนั ทง้ั นข้ี ้ึนอยกู่ บั ขนาดของไซด้วย” อุปกรณ์ในการสานข้อง
วธิ ีการสานไซ ผทู้ ำมักเหลาเสน้ ตอกให้เล็กเปน็ เส้นกลมยาวอย่างน้อย 2 ปล้อง 1.ไม้ไผ่ท่ีจักปน็ เสน้ เเละเหลาเปน็ เส้นบางๆตามความยาวท่ตี อ้ งการ
ไผ่ เม่อื ได้เสน้ ตอกตามจำนวนทตี่ อ้ งการแล้วนำมามัดปลายด้านหนึ่งรวมกนั กอ่ นจะพับ 2.มีดสำหรบั เหลา 1 อัน ตอ้ งเป็นมีดทค่ี ม
ให้กลับไปด้านหลัง แล้วใช้เส้นตอกอีกส่วนหน่ึงสานขวางสลับกันไปต้ังแต่ด้านบนถึง 3.เศษผ้าสำหรับพนั ทนี่ ้ิวช้ี ใชง้ านเมอ่ื เหลาไมไ้ ผ่ป้องกันการบาดมอื
ด้านล่าง การสานนิยมสานเป็น “ลายขวางไพห้า” ระหว่างสานผู้ทำต้องบังคับให้ 4.ท่อนไม้ทเ่ี หลาเปน็ ทรงกลม สำหรบั ทำเเบบขนาดของปากตะขอ้ ง
รปู ทรงป่องแคบตามลักษณะของงาน ส่วนบริเวณตรงกลางหรอื กลางค่อนไปทางปลาย วธิ ีการทำ
จะมีการเจาะใสง่ าอกี ดา้ นละช่อง เพ่ือให้เปน็ ส่วนทป่ี ลาวิ่งเข้าและนำออก 1.นำไม้ไผ่ที่เป็นลำมามาผ่า เเล้วจักให้เป็นเส้นๆ เสร็จเเล้วเหลาให้เป็นเส้น
ประโยชน์ของไซดักปลา มีคุณค่าต่อวิถีชีวิตของคนในอดีตทุกบ้านจะทำไซไว้ บางๆ จะใช้เฉพาะท่ีผิวเปลือกนอกในการสานตะข้อง เพราะจะมีความทนทาน กว่า
ใชเ้ องโดยจะนำไซไปดักไว้ตามคลองที่น้ำไหลผา่ น ซึ่งสถานท่ีดกั กจ็ ะมีอยทู่ ั่วไปตามไร่ การใชใ้ ส้ขา้ งใน
ตามนา ในฤดูฝนมีน้ำหลาก ชาวบ้านออกไปทำไร่ ทำนา กจ็ ะนำไซไปดักท้ิงไว้ด้วย
2.ในการเหลาจะเหลาไว้หลายขนาด ถ้านำมาสานที่ตัวข้องจะใช้เส้นที่ยาว
ก็จะได้ปู ปลาตา่ ง ๆ มากมาย บางคร้ังอาจยกไซไม่ได้เน่ืองจากหนักเพราะดักปลาได้
เกอื บเต็มไซ ปลาที่ได้ก็จะนำไปประกอบอาหารสำหรับทกุ คนในครอบครัว แบ่งปนั ให้ เเละเเบน ถา้ นำมาทำท่ปี ากขอ้ งจะใช้เสน้ เล็กเเละกลม เพอ่ื ความเเนน่ หนา เเละคงทน
3.ทำการสานโดยสานต้ังเเต่ฐานของตะขอ้ งข้นึ มากอ่ น โดยสานเป็น
เพื่อนบ้านบ้าง โดยไม่ต้องซ้ือขายกัน ท่ีเหลือกจ็ ะนำมาถนอมอาหารเช่น ทำปลาร้า
ปลาเคม็ ปลาย่าง เกบ็ ไว้กินยามฤดูแล้ง ความอุดมสมบรู ณ์ของทรพั ยากร ท่ีสามารถ การสลับ 1 เว้น 1
หาปลากินได้อย่างเหลือเฟือ
ข้อง เป็นเครื่องจักสานชนิดหนึ่ง สานด้วยผิวไม้ไผ่ ปากแคบอย่างคอหม้อ มี
ฝาปิดเปิดได้ เรียกว่า ฝาข้อง ฝาข้องมีชนิดท่ีทำด้วยกะลามะพร้าว และใช้ไม้ไผ่สาน
เป็นรูปกรวย ปลายกรวยแหลมปล่อยเป็นซ่ีไม้ไว้เรียกว่า งาแซง ข้องใชส้ ำหรับใส่ ปลา
ปู กุ้ง หอย กบ เขียด
การใช้งาน ใช้ใส่ปลา กุง้ หอย ทุกชนิด ใช้ในเวลาทอ่ี อกหาปลา โดยผูกข้องไว้
ที่เอว ถ้าจับปลาที่มีขนาดใหญ่นิยมใช้ข้องเป็ด เพราะปลาไม่ต้องงอตัวอยู่ในข้อง ปลา
งานจักสานไม้ไผด่ า้ นสถาปตั ยกรรมทอ่ี ย่อู าศัย ชุมชนบ้านต้าม ตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เป็นชุมชน
การจักสานสำหรับท่ีอยู่อาศัยหลักแล้วจะให้ไม้ไผ่ในงานโครงสร้าง และเป็น เกษตรกรรม เป็นชุมชนท่ีมีอายุกว่า 150 ปี สภาพแวดล้อมมีภูเขาล้อมรอบและมีลำ
ส่วนหนงึ่ ของบา้ นเรอื นท่อี ยอู่ าศยั เชน่ ฝาขัดแตะ รั่วไมไ้ ผ่ สานเสวยี น เปน็ ต้น ห้วยต้ามไหลผ่านหมู่บ้าน มีพ้ืนที่ป่าชุมชนท่ีสมบูรณ์ โดยเฉพาะพ้ืนที่ป่าไผ่ที่มีเป็น
จำนวนมาก โดยทางชุมชนได้มีข้อตกลงในการใช้ไม้ไผ่ร่วมกัน ชุมชนบ้านต้ามใช้ไม้ไผ่
กล่มุ วสิ าหกจิ บา้ นต้าม
การจกั สาน เปน็ งานหัตถกรรมอย่างหน่งึ ซึ่งเปน็ การนำเอาไม้ไผข่ นาดเล็กและ นอกจากนำไม้ไผม่ าจัก และนำมาถกั เป็นเส้นขายใหก้ ับพอ่ คา้ แล้ว ชาวบ้านทีน่ ่ียงั มีการ
นำมาจักสานเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ท่ีใช้ในครัวเรือน การทำเกษตรกรรม และประมง
ยาวตามที่กำหนด มาขัด หรือสาน กันจนเป็นช้ินงาน เช่น เสื่อ หรอื ภาชนะอื่นๆ เช่น เชน่ ไหนงึ่ ข้าว ซ้าหวดข้าว แอ๊บขา้ ว (กระตบ๊ิ ข้าว) กระบงุ ตระกรา้ กระด้ง หมวก ฯลฯ
ตะกร้าเข่ง ชะลอม หรือของใช้อื่นๆ ท่ีปัจจุบันได้มีการออกแบบ ประยุกต์ตามความ
ตอ้ งการการใช้งานทำใหเ้ กดิ รูปแบบผลติ ภัณฑท์ ่ีหลากหลายมากกว่าเม่ือในอดตี ท่ีมกั จะ นอกจากนั้นยังรวมไปถึงเครื่องจักสานที่ใช้ในพิธีกรรมของชุมชน คือ "ตาแหลว"
สานของท่ีต้องใช้จำเป็นในครัวเรือนกับการทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ วัสดุที่ใช้นำมา ประเภทต่าง ๆ ตามความเช่ือที่ยึดโยงใจของคนในชุมชนมาต้ังแต่บรรพบุรุษ รวมถึง
จักสานมาจากจากธรรมชาติ เชน่ ไม้ไผ่ หวาย
การสานไมไ้ ผ่ให้เป็นรูปสัตว์ชนิดต่างๆ เชน่ กบและม้า ในปัจจบุ ันกลมุ่ จกั สานบ้านต้าม
ได้จดทะเบียนเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านต้าม” แล้ว และได้มีการปรับประยุกต์
ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าท่ีเป็น
นักทอ่ งเที่ยวตา่ งถ่นิ มากยิ่งขนึ้
ชนิดของไม้ไผท่ ่ใี ชใ้ นการจักสาน
ไม้ไผ่ท่ีทางกลุ่มจักสานบ้านต้าม นิยมนำเอามาใช้ในงานจักสาน มี 3 ชนิด
ไดแ้ ก่ ไมไ้ ผ่ขา้ วหลาม ไมไ้ ผเ่ ฮย้ี และไม้ไผ่บง ซง่ึ แต่ละชนิดนำมาใชใ้ นงานท่แี ตกต่างกัน
ไปตามความเหมาะสมของเน้ือไผ่
1. ไม้ไผ่ข้าวหลาม
เปน็ ไผ่ทข่ี ึ้นตามป่า ผิวเป็นคายออกเขียวจัด ปล้องยาวประมาณ 2 ฟุต เน้ือไม้
หนากว่าไมไ้ ผ่เฮ้ีย ผิวจะมคี วามชุ่มกวา่ ไม้ไผ่เฮยี้ ทำใหไ้ ด้เสน้ ตอกทเ่ี หนียวและกวา้ ง ไม่
แขง็ นำมาสานได้งา่ ย
2. ไม้ไผ่เฮีย้ วิธีการเลือกไมไ้ ผม่ าใช้ในการจกั สาน
เปน็ ไผ่ทีข่ น้ึ ตามป่า ปล้องยาวมาก บางปล้องถึง 4 ฟุต ผิวจะออกคาย ต้องคัดเลือกไม้ไผ่ท่ีมีลำต้นตรง ปล้องยาวสวย ไม่มีแมลงเจาะ อายุของไม้ไผ่
เหลือง เนื้อไผ่เฮ้ียจะมีความบางไม่หนาเหมือนกับไม้ไผ่ข้าวหลาม เม่ือเนื้อไผ่ ประมาณ 2-3 ปี จึงจะเหมาะกับการนำมาจักสาน ถ้าหากอายุไมไ้ ผ่เกิน 3 ปขี ึ้นไป เน้ือ
แหง้ จะกรอบหกั ง่าย ดังนัน้ จึงนำมาจักสานได้เปน็ บางส่วน จะแข็งทำใหเ้ วลานำมาจักสานจะมีความกรอบ หกั งา่ ย
3. ไม้ไผ่บง
วิธีการดูแลไม้ไผก่ ่อนนำมาจกั สาน
มีท้ังไผ่บงที่ข้ึนตามป่า และไผ่บงท่ีปลูกในบ้าน ลำไผ่โตปานกลาง เมื่อนำไมไ้ ผ่มาจกั เป็นเสน้ ตอกแล้ว จะต้องมีการนำเอาไปแช่น้ำซาวข้าวพร้อม
นิยมนำมาจักสานได้หลากหลายชนิด เพราะเส้นตอกมีความเหนียว แต่จะ
นยิ มทำใหม้ เี สน้ แขง็ กว่าตอกไม้ไผ่ข้าวหลาม กับยากันช้ืนก่อน 1 คืน หลังจากนั้นนำออกมาตากแดด 3 แดดจึงจะนำมาจักสานเป็น
การเตรยี มตอกตามชนดิ ของไม้ไผ่ ผลิตภัณฑต์ า่ งๆ ได้
อุปกรณ/์ เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการจกั สานไมไ้ ผ่
เส้นตอกมขี นาดเลก็ เสน้ ตอกมีขนาดปานกลาง เสน้ ตอกมีขนาดใหญ่ มี 1. มีด หรอื พรา้
มคี วามแข็ง ใชไ้ ม้ไผ่บง ไปถงึ ขนาดใหญแ่ ลว้ แต่ ความอ่อนของเสน้ ตอก ใช้ 2. เหล็กปลายแหลม มีหลายขนาด
และไม้ไผเ่ ฮยี้ ในการทำ การใชง้ าน มคี วามแขง็ ใช้ ไม้ไผข่ า้ วหลาม และไม้
ใช้สำหรบั การชว่ ยเวลาท่ีจะเกบ็
ไม้ไผบ่ งและไม้ไผ่เฮ้ีย ไผเ่ ฮย้ี ในการทำ ปลายตอก
ในการทำ
3. ดินสอ
4. กรรไกร
5. คมี
6. คอ้ น
7. ลวดอ่อน
8. เล่อื ย
ลวดลายในการจกั สาน ลบล้างอัปมงคล เสริมบารมี ซ่ึงทั้ง 2 ประเภทน้ีสานงา่ ย ใช้ตอกไม่เยอะ และสามารถ
สำหรับผลติ ภัณฑข์ องกลุ่มจกั สานบา้ นต้ามจะมอี ยู่ 6 ลายด้วยกนั ดงั น้ี ถา่ ยทอดให้กบั ผทู้ ีส่ นใจไดง้ ่ายดว้ ย
ลายตาแหลว ลายตาน/ลายธรรมดา ลายสอง
ตาแหลวหมายนา ตาแหลวกนั ผี
2. งานจักสานไม้ไผท่ ใ่ี ช้ในบา้ น
ไหขา้ ว เป็นภาชนะใช้นง่ึ ขา้ ว
ลายสองขัดดตี าหลม่ ลายข้ามห้ายกสาม ลายดอกไม้ ของคนภาคเหนือและอสี าน
นิยมใช้ไมไ้ ผ่บงและไม้ไผเ่ ฮย้ี
ผลิตภณั ฑจ์ กั สานของกลุ่ม ในการสาน เวลาสานตอ้ งทำ
1. งานจักสานไม้ไผ่ด้านประเพณแี ละพธิ กี รรม 2 ชัน้ โดยชน้ั นอกใช้ลายตาน
ขา้ งในใชล้ ายสอง
ส่วนมากท่ีนำมาจักสานในงานพิธีกรรมก็จะมี “ตาแหลว” ในรูปแบบต่างๆ
อาทิเช่น ตาแหลวหมายนา ตาแหลวกันผี ตาแหลว 7 ชั้น หรอื ตาแหลวคาเขยี ว ซึ่งก็มี
ความหมายแตกต่างกันออกไป กลุ่มจักสานบ้านต้ามได้ทำอยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ
ตาแหลวหมายนา และตาแหลวกันผี เนื่องจากสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันปกตเิ พื่อ
ไหข้าวฟน้ื หรือไหขา้ วลาว แอ๊บข้าว/กระติบ๊ ขา้ ว ใช้ใส่
เปน็ ภาชนะใชน้ ่ึงข้าว นิยมใช้ ข้าวเวลาที่นึง่ สกุ แล้ว
ไมไ้ ผ่ข้าวหลามและไมไ้ ผ่เฮี้ย สว่ นมากจะใชไ้ ม้ไผ่บงและไม้
ในการสาน ตรงกน้ จะสาน ไผ่เฮี้ยในการสาน สานด้วย
เป็นลายตาน สว่ นตัวไหจะ ลายสองขดั ดีตาหล่ม
สานเป็นลายสามขัดดี
กว๋ ย/ชะลอม สามารถนำเอาไปใส่ของกิน ของใช้ ของฝากหรือใส่ขาไม้ไผท่ ำ
ซ้าหวด ใช้รองขา้ วตอนทเ่ี รา เป็นถงั ขยะ กระถางตน้ ไมก้ ไ็ ด้ นยิ มใชไ้ มไ้ ผ่บง และไม้ไผ่เฮย้ี ในการสาน
ซาวข้าวที่แชไ่ วก้ อ่ นจะนำไป ขนาดขน้ึ อยู่กบั ความต้องการ สานดว้ ยลายตาแหลว
นง่ึ นิยมใช้ไม้ไผบ่ ง และไมไ้ ผ่
เฮี้ย ส่วนลวดลาย ตรงก้นจะ
สานเป็นลายสอง สว่ นตัวซ้า
จะสานด้วยลายตาน
ฝาผอง ใช้เปน็ ฝาสำหรับปิด
ไหข้าวเวลานงึ่ เพื่อป้องกัน
ไมใ่ ห้ไอน้ำออกนอกไหข้าว
ทำให้ข้าวสกุ เรว็ หรอื บางคน
นำมาใสข่ องกนิ ของใช้
แลว้ แตค่ วามชอบ ในการสาน
นยิ มใชไ้ ม้ไผ่บงและไม้ไผ่เฮี้ย
สว่ นลวดลายจะเป็นลายสอง
ขดั ดตี าหลม่
ลายขา้ มห้ายกสอง ลายสอง ซา้ หวดประยกุ ต/์ ตะกรา้
ประยกุ ต์ ประยกุ ต์มาจากซ้า
ดง้ /กระด้ง ใช้สำหรบั ทำความสะอาดข้าว หรือบางคนกน็ ยิ มนำมาใส่ของ หวด แล้วนำหวายมาทำเป็น
คัน สำหรับหว้ิ ใส่ของต่างๆ
นยิ มสานด้วยไมไ้ ผ่บง และไม้ไผเ่ ฮี้ย ขนาดแลว้ แต่ความตอ้ งการของคนใช้ นยิ มสานดว้ ยไม้ไผบ่ ง และไม้
ไผ่เฮย้ี ก้นสานด้วยลายสอง
ลวดลายแลว้ แต่ความถนดั ของคนสาน สว่ นมากจะนยิ มสานดว้ ยลายขา้ มห้า ตวั ตะกร้าสานดว้ ยลายตาน
ยกสอง และลายสอง นอกจากน้ันยังได้ปรับประยุกต์นำมาเป็นผลิตภัณฑ์ของใช้ต่างๆ ท่ีทำให้ลูกค้า
มีทางเลอื กในการซื้อมากขนึ้
ซา้ ปู๋มเม่น/ตระกร้าใหญ่
(ขนาดใหญ่) ใชใ้ สข่ องตา่ งๆ
นิยมสานดว้ ยไม้ไผ่บง และไม้
ไผ่เฮี้ย สานดว้ ยลายสอง
ซ้าปมู๋ เมน่ /ตระกร้าเล็ก ถาดใส่ขนมหรอื กล่องใส่เครอื่ งประดบั ทีช่ งกาแฟ
(ขนาดเลก็ ) ใช้ใส่ของต่างๆ
อาหารว่าง ของใช้
นยิ มสานด้วยไม้ไผบ่ ง และไม้
ไผเ่ ฮย้ี ตวั ซ้าสานด้วยลายตาน
ปากซา้ สานดว้ ย
งานจกั สานไมไ้ ผ่การละเลน่ ของเล่น
พานพุ่มทึบ พานพุ่มโปรง่ พานแบน ปลา กบ ม้า
งานจักสานไม้ไผ่ในวิถชี วี ิตการดำรงชวี ติ ไดแ้ ก่ ในการทำเกษตร การประมง จักสานวถิ ีลัวะ อำเภอบอ่ เกลอื
ไซหาปลา ข้องพร้า ชนเผา่ ลวั ะในพื้นทจี่ งั หวัดนา่ น ส่วนใหญ่มถี ่ินฐานบา้ นเรอื นกระจายอย่ใู นพน้ื ท่ี
อำเภอบ่อเกลือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลางและอำเภอปัว
แต่จะมีมากอยู่ในอำเภอบ่อเกลือ และพบมากท่ีสดุ ในตำบลดงพญาและตำบลบอ่ เกลือ
ใต้ ชาวลัวะอาศัยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ไม่นิยมแต่งงานกับคนนอกกลุ่ม และห้าม
แตง่ งานกับคนท่ีเป็นญาติพ่นี ้องหรือญาติสนิท ชาวลัวะใช้ชีวิตอยู่กบั ผืนป่า ด้วยการหา
ของป่าล่าสัตว์ไว้ดำรงชีวิต พ่ึงพาอาศัยธรรมชาติ มีวัฒนธรรม ภาษา พิธีกรรมตาม
ความเชื่อเป็นของตนเอง ชนเผ่าลัวะนับถือผีและมีความเช่อื ว่า ผปี ่า ผนี ้ำ ผีบรรพบุรุษ
คอยคุม้ ครองปกปักรักษาป่าและหมู่บา้ น สะท้อนใหเ้ ห็นความสำนกึ เคารพต่อธรรมชาติ
พิธีกรรมส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตและการรักษาโรคเพ่ือให้หายจากการ
เจบ็ ป่วยตามความเช่ือ ชาวลัวะนิยมเล้ียงหมู ไก่ สุนขั ปลูกข้าวไร่ โดยใช้วธิ ีการเกษตร
แบบดั้งเดิมและยงั จักสานกระบุงหรือตะกร้าและภาชนะอืน่ ๆ ไว้ใชใ้ นครัวเรอื น รวมถึง
เคร่ืองจักสานทางการเกษตร การประมง และพิธีกรรมความเช่ือต่าง ๆ ซึ่งเคร่ืองจัก
สานตา่ งๆ บ่งบอกถึงการดำรงชีวิตท่ียงั คงพงึ่ พาฐานทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะไม้
ไผ่ ทีถ่ อื เป็นไม้ค่กู ับวิถชี ีวิตของชุมชนลวั ะก็ว่าได้
ชุมชนลัวะบ้านห้วยหมี : วิถีชีวิตที่เช่ือมโยงกับเคร่ืองจักสาน ต้ังแต่เกิดจนวัน ปจั จบุ ันชาวบ้านนิยมนำหญ้าคามามุงหลังคาห้องครัว ซ่ึงจะแยกต่างหากออก
สดุ ทา้ ยของชวี ติ จากตัวบ้าน ห้องครัวจะใช้เป็นที่สำหรับทำอาหารและกินข้าวร่วมกัน ภายในห้องครัว
ยังใช้เป็นที่เก็บผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว ฟักทอง เผือก มัน พริก ข้าวโพด
บา้ นห้วยหมี หมู่ท่ี 6 ตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เป็นหมู่บ้าน รวมทั้งเมลด็ พันธพ์ุ ืชตา่ ง ๆ โดยจะแขวนไว้บนท้ิงท่ีควันไฟสามารถลอยไปถึง เพราะถือ
ของกล่มุ ชาติพันธ์ุลวั ะอยู่บนพ้ืนท่ีสูงตามแนวตะเขบ็ ชายแดนไทย กับเมืองเพียง แขวง เป็นภูมิปัญญาท้องถ่ินในการเก็บรักษาพันธุกรรมพืช ทั้งน้ีเพื่อเป็นการป้องกันเช้ือรา
ไชยะบุรี สปป.ลาว หากย้อนอดีตไปเม่ือครง้ั ยังไม่มกี ารแบ่งปันเขตแดน ไทย-ลาว ถอื ได้ จากความชื้นและแมลงต่าง ๆ เขา้ กัดกนิ
ว่าบริเวณเทือกเขาหลวงพระบาง เป็นท่ีตั้งของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะท่ีย่ิงใหญ่ การปักปัน
เขตแดนทำให้กลุ่มชาติพันธ์ุลัวะในบริเวณนี้ถูกแบ่งแยกออกจากกัน แต่ในเชิง ลกั ษณะการต้ังบา้ นเรอื นเป็นกลุม่ และฝาบ้านทส่ี ร้างดว้ ยไมไ้ ผส่ าน
ความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธ์ุลัวะในพื้นที่นี้ยังคงความสัมพันธ์ในรูปแบบเครือญาติ เรือนแมเ่ ตาไฟฝาสานด้วยไมไ้ ผ่
กนั อยู่ เห็นไดจ้ ากปจั จบุ ันทกี่ ลุ่มชาติพันธ์ุลวั ะยงั คงไปมาหาสู่กนั ตลอดเวลา
ในด้านของประโยชน์ใชส้ อยนน้ั ถือวา่ เรือนลวั ะมีความมั่นคงแข็งแรง แม้จะใช้
วิถชี วี ิตชุมชนลวั ะบา้ นหว้ ยหมี ไม้ฟากมาทำฝา และฟื้นเรือน แต่ใช้ไม้จริงซ่ึงเป็นไม้เน้ือแข็งมาทำเป็นโครงสร้างหลัก
ลกั ษณะเรือนในอดีตของกลุ่มชาตพิ ันธล์ุ ัวะบ้านห้วยหมี ปัจจบุ ันพบไม่มากนัก ทำให้ม่นั คงแข็งแรง ขณะเดียวกันการสุมไฟตลอดท้งั คืน ก็สามารถป้องกันความชื้น ซ่ึง
มอี ยู่ค่อนข้างมากบนภูเขาสูง ฟากไม้ไผ่จะเป็นสีเหลืองเข้มและเงามันข้ึนตามอายุการ
ในชุมชน ลักษณะเป็นเรือนยกพื้นสูง หลงั คามุงหญ้าคา ตัวบ้าน ฝาบ้าน โครงบ้านและ ใชง้ านไมม่ มี อดกนิ เน่อื งจากการรมควันไฟช่วยรักษาเน้ือไม้ไว้ได้อย่างดี
ฟากทำจากไม้ไผ่ ทำประตชู ่องเลก็ ๆ ไว้คอยสงั เกตการณภ์ ายนอกบา้ น และไม่นิยมทำ
บานหน้าต่างขนาดใหญ่ เนื่องจากตั้งอยู่บนที่สูงมีลมแรงตลอดเวลา หากเป็นช่วง
กลางคืนหรือหนา้ หนาวมอี ากาศหนาวเย็น เสาบ้านทำจากไม้เนอื้ แขง็ ภายในบ้านจะจัด
ไว้เป็นสัดส่วน ไม่ว่าจะเปน็ ห้องผี หอ้ งนอน ในส่วนของบ้านแบบใหมท่ ่ีสามารถพบเห็น
ได้โดยท่ัวไปเป็นบ้านชั้นเดียว ยกใต้ถุนสูง ใต้ถุนบ้านจะใช้เป็นท่ีเก็บไม้ฟืน หลังคามุง
ด้วยสังกะสีหรือกระเบื้อง ส่วนโครงสร้างต่าง ๆ ของบ้านทำจากไม้เนื้อแข็งท้ังหมด
ภายในบ้านยังคงจัดไว้เป็นสัดส่วนตามแบบด้ังเดิมตามความเช่ือของชาวลัวะ ปัจจุบัน
ชาวบ้านนิยมใช้สังกะสีและกระเบ้ืองมุงหลังคาแทนหญ้าคา ด้วยเหตุผลท่ีว่าไม่ต้อง
เปลี่ยนหลงั คาบอ่ ย สว่ นอีกเหตุผลหน่ึง คือ หญา้ คาภายในชุมชนลดจำนวนลงเน่อื งจาก
ววั ควาย ทีช่ าวบ้านเลย้ี งไวไ้ ปกินจนหมด
นอกจากในเรือนไฟจะมเี ตาไฟแล้ว สิง่ ท่ีสำคัญอกี อยา่ งหน่ึงคือ หิ้งผี โดยหง้ิ ผี จากประวัติศาสตร์ของชุมชนและวิถีการดำเนินชีวิตของชาวลัวะบ้านห้วยหมี
ในเรือนลัวะอยู่เบ้ืองหัวนอนในมุมบ้านเยื้องกับแม่เตาไฟ เป็นหิ้งที่ทำจากไม้ไผ่ ซ่ึง จะเห็นได้ว่ามีความสัมพันธ์กับไม้ไผ่ เคร่ืองจักสานในมิติต่างๆ ทั้งทางด้านการดำเนิน
ประกอบข้นึ งา่ ยๆ แล้วแตล่ ะครวั เรอื น เพ่ือใหเ้ ป็นท่ีสถติ ของวญิ ญาณบรรพบุรษุ สายแม่
โดยจะมีการเซ่นไหว้ผีตามโอกาสสมควร หรือในช่วงเช้าเมื่อน่ึงข้าวทำแกงเสร็จ ชีวิต วิถีการผลิต การหาอยู่หากินรวมถึงพิธีกรรมความเช่ือจะมีเร่ืองไม้ไผ่และงานจัก
ชาวลวั ะจะแบ่งก้อนขา้ วเหนียวเลก็ พรอ้ มอาหาร ไปวางไวบ้ นห้งิ และกล่าวเชญิ ชวนให้ผี สานเข้ามาเก่ียวข้องด้วยเสมอ ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้นำเอารูปแบบเคร่ืองจักสานใน
บรรพบรุ ุษได้มากิน หลงั จากนั้นสมาชิกในครวั เรือนค่อยกนิ ต่อ หรือหากกรณีที่สมาชิก
ในครัวเรือนเจ็บป่วย ก็จะไปตามหมอผีมาทำพิธี เช่นไหว้ด้วยไก่ เหล้า เทียน ดอกไม้ รูปลักษณะต่างๆ ของพี่น้องกลุ่มชาติพันธ์ุลัวะเมืองน่าน มาให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจและ
หรือแม้แต่การผิดผี ก็ต้องมาขอขมาและปรับไหม ก็คือ ต้องมาแก้บนขอขมาจากผี เหน็ ภาพท่ชี ดั เจนยงิ่ ข้นึ
บรรพบรุ ษุ และผเี รอื น จงึ จะสิ้นพธิ ี งานจักสานไมไ้ ผด่ ้านประเพณแี ละพิธีกรรม
หิ้งแม่เตาไฟทำจากไมไ้ ผ่ การเกิดการคลอดบุตร
วิถีของพี่น้องลัวะอำเภอบ่อเกลือ ถือว่ามีความสัมพันธ์กับไม้ไผ่มาต้ังแต่เกิด
จนถึงวันสุดท้ายของชวี ิต กล่าวคอื ในอดีต การเกิดการคลอดบตุ ร ผู้หญิงลวั ะบ้านหว้ ย
หมี แม้จะต้ังท้องจนท้องแก่ยังต้องทำงานตามปกติ ทั้งงานในครัวเรือน การหาอาหาร
พชื ผักและงานในไร่ ไม่น่งิ อย่กู ับท่ี มีความเชอื่ ว่าการทำงานเพ่ือใหค้ ลอดลูกงา่ ย เม่ือถึง
กำหนดคลอด หมอผีหรือหมอตำแยจะมาช่วยทำคลอด โดยมีญาติพี่น้องมาคอยเป็น
กำลังใจให้ ผู้ที่ยังทำหน้าที่หมอตำแยและยังคงทำคลอดอยู่ คอื แมอ่ ุ้ยแก้ม และแม่อุ้ย
เผือ ซ่ึงทำคลอดมาแลว้ หลายสบิ คน
หน้าที่แรกสุดของหมอตำแย คือ การร่ายคาถาปัดเป่าส่ิงช่ัวร้ายไม่ให้มาข้อง
แวะหรือคำเป็นที่เป็นมงคลซึ่งเป็นภาษาลัวะ โดยมีข้อความท่ีไม่สลับซับซ้อนมากนัก
คือ ขอให้ผไี ม่มารบกวน ให้ช่วยปกปักให้คลอดง่าย ปลอดภัยท้ังแม่และลกู จากนั้นจึง
นำเอาผ้ามารองสำหรบั ทำคลอดและผูกผ้าขาวมา้ ไว้บนขื่อ ผู้ให้ผู้คลอดดงึ สว่ นญาติพ่ี
นอ้ งหรอื สามีจะคอยต้มน้ำไวบ้ นแมเ่ ตาไฟและจงึ ทำการนวดบีบท้องใหผ้ ู้กำลังคลอด ซ่ึง
การบีบเค้นท้องก่อนคลอด จะทำให้หมอตำแยร้วู ่า เด็กในท้องกำลังนอนอยู่ในท่าไหน
อีกนานเท่าไหร่ถึงจะคลอด และต้องพยายามให้หัวของเด็กให้มาอยู่ทางช่องคลอด
เพราะจะทำให้คลอดงา่ ย
เมื่อเด็กคลอดจากท้องแม่แล้ว ผู้ที่ทำหน้าท่ีตัดสายสะดือจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ท่ี การตายและการทำศพ
เปน็ กลุม่ เครือญาตเิ ดยี วกนั หรือผเู้ ป็นพ่อ ซึ่งส่วนใหญผ่ ู้ทที่ ำหน้าท่ีนมี้ ักเป็นผู้หญงิ ที่ทำ ในอดีตการมีคนตายในบ้านจะกินเวลาอย่างมากท่ีสุดก็ช่ัวข้ามวันข้ามคืน คือ
คลอดหรอื หมอตำแย เพราะผู้ชายส่วนใหญ่จะไมร่ ู้วิธี อุปกรณ์ทจ่ี ะมาตัดสายสะดือ ไม้
เฮ้ียะ (ไม้ไผ่ชนิดหน่ึงท่ีบางและมีความคม) เป็นไม้ไผ่ชนิดเน้ือแข็ง เม่ือนำมาเหลา ตายเชา้ ฝังเย็น ตายบ่ายฝังเช้า เป็นต้น การทำศพมีขั้นตอน ดังน้ี ลูกหลานจะถูกเรียก
แล้วคมกริบเหมือนมีด และยังถือได้ว่าเป็นวัสดุท่ีมีความสะอาด ตัดแล้วสายสะดือ มาช่วยอาบน้ำศพ จากนั้นจึงนำศพคนตายมาห่อด้วยสาดหรือเสื่อไม้ไผ่ผืนใหญ่
ไม่ติดเชื้อและไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก และถือเป็นประเพณีและความเชื่อร่วมของ
ชาวลัวะบ้านห้วยหมีว่า ผู้เป็นพ่อต้องเอารกเด็กใส่ไว้ในลูกน้ำเต้าแก่ ที่นำมาผ่าครึ่ง ใช้เปลือกเถาวัลย์หรือเปลือกไม้เหนียว มัดหัวท้ายให้แน่น จากนั้นจะนำไม้ไผ่มาสาน
และปดิ ดว้ ยตาแหลว จากนน้ั จงึ นำเอารกไปมัดผูกติดท่ีง่ามต้นไม้ใกล้บา้ น ซ่ึงบรเิ วณท่ี เป็นหับ (คลา้ ย ๆ กับภาชนะท่ีขงั หมูของทางภาคเหนอื ) หรือชลอมขนาดใหญก่ ว่า
จะนำรกไปผูกติดจะต้องไม่สูงเกินไปและไม่ต่ำเกินไป ท้ังน้ีด้วยความเชื่อท่ีว่า หาก คนตาย แล้วเอาสาดมารอง และตามด้วยศพผตู้ ายท่ีห่อด้วยสาด พอถึงวันที่ต้องนำ
ผกู มัดสูงเกินไป เด็กมักจะดน้ิ สะด้งุ และร้องไหง้ อแง และหากผกู มัดไวต้ ำ่ เกินไปสตั ว์จะ
มากินและทำให้เด็กไม่สบาย ส่ิงช่ัวรา้ ยมารบกวนขวญั เด็ก รวมถงึ ความเชื่อท่ีว่า หากผู้ ศพไปฝังท่ีบริเวณปา่ ช้า ชาวบ้านจะช่วยกันหามศพ โดยใช้ไมไ้ ผห่ รือไม้เน้ือแขง็ เปน็ คาน
เป็นพ่อถือรกข้างไหน ทารกเมื่อเติบโตมาจะถนัดขา้ งน้ัน เช่น ถือรกด้วยมือขวา เด็กก็ สอด แล้วหามไปหลุมฝังศพ จากน้ันหมอผีจะทำพิธีเป็นภาษาลัวะ ใจความว่า ขอให้
จะถนัดมอื ขวา หากถือด้านซ้ายเด็กก็จะถนัดด้านซา้ ย ซ่งึ ส่วนใหญพ่ ่อหรือคนที่นำรกไป
วางไว้คบไมจ้ ะถอื ด้วยมือขวามากกว่ามอื ซา้ ย คนตายไปอยู่ชอบ อยู่ดีมีสุข ไม่ต้องห่วงเป็นกังวลใดๆ ทั้งคนข้างหลังและภาระหน้าที่
ลูกเมยี ญาตพิ ี่น้อง และก็ขออวยพรใหค้ นทีอ่ ยู่ข้างหลงั อยู่ดีมสี ุข เมอ่ื กล่าวเสร็จ ก็จะให้
ตาแหลวหา้ แฉก ลูกหลานได้ดูหน้าคนตายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะนำศพหย่อนลงหลุม จากนั้นจะมี
การโกยดินและเอาหินกลบตามลงไปจนมิดปากหลุม ข้างศพทั้งสี่มุมจะเอาไม้ขนาด
ทอ่ นแขนปกั ลกึ ลงไป แล้วเอาไมไ้ ผ่ลำยาวกว่าหลุมเล็กน้อยวางพาดลงระหวา่ งหลักไมท้ ี่
ปักไว้จนเต็มพื้นท่ี ใช้ไม้พาดขวาแพไม้ไผ่แล้วมัดติดกับหลัก เพ่ือปิดปากหลุมให้มั่นคง
แน่นหนา จากน้ันโกยดินและหินก้อนใหญ่ไปกลบทับบนไม้ไผ่อีกช้ันหนึ่งเพื่อให้พอ
ม่นั ใจวา่ สัตว์จะไม่มาคุ้ยเขี่ยศพได้และบนหลุมฝังศพ หมอผีจะนำเอาเศษดินมากองทับ
ช้นั บนอีกรอบหน่ึง เกล่ียให้เรียบและวาดเป็นรูปคนนอนพร้อมกับนำเอาตามแหลวมา
ปักไวบ้ ริเวณหลมุ ฝังศพแสดงใหเ้ หน็ ว่าบริเวณนเี้ ป็นหลมุ ฝงั ศพของคนตาย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม้ไผ่และเครื่องจักสานมีความสัมพันธ์กับวิถีชุมชนลัว ะ
ต้งั แต่เกิดจนถึงวันสดุ ท้ายของชีวติ และในขณะท่ียงั มีชีวิตอยู่ ไม้ไผ่ งานจกั สานก็ยังคง
รับใช้ผู้คนในพ้ืนท่ี ทั้งในด้านงานจักสานที่ใช้ในบ้าน งานจักสานไม้ไผ่ในวิถีชีวิตการ
ดำรงชีวิต ได้แก่ ในการทำเกษตร การประมง งานจักสานไม้ไผ่การละเล่น ของเล่น
และงานจักสานไม้ไผ่ด้านสถาปัตยกรรมท่ีอยู่อาศัย มาต้ังแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน งานจกั สานไมไ้ ผ่ทีใ่ ชใ้ นบ้าน
นอกจากนนั้ ส่งิ ท่ีมอี ยู่ทกุ ครัวเรือนของชมุ ชนลวั ะ คือ ต๋าแหลว 1. กระด้ง เป็นอุปกรณ์ที่ชาวลัวะใช้ในการล่อนข้าวหรือตากเมล็ดพันธุ์ต่างๆ
ก่อนที่เราจะข้ึนบ้านของพี่น้องชาวลัวะ เราจะพบเห็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่ นอกจากนี้ ยังใชร้ องในการทำขนม ตัวกระด้งทำมาจากไมไ้ ผ่ และในการสานกระดง้ น้ัน
ผูกติดไว้กับประตูหน้าบ้าน ซึ่งสานด้วยไม้ไผ่เป็นเหลี่ยมต่าง ๆ พี่น้องลัวะหรือคน จะสานจากส่วนกลางให้เรียบร้อยก่อน แล้วจากน้ันจะทำการตัดขอบและดดั ใหโ้ ค้งเป็น
พ้ืนเมืองเหนือ เรียกว่า ตาแหลว ในภาษาเหนือ หมายถึง ตาเหย่ียว เป็นเครื่องหมาย วงกลมเพ่ือที่จะทำสันกระดังหรือขอบกระด้ง ซ่ึงการทำขอบกระด้งน้ันเพื่อให้กระด้ง
ทางพิธีกรรมตามความเชื่อของคนลา้ นนาเพื่อแสดงอาณาเขตที่มีเจ้าของ เขตหวงห้าม แข็งแรงทนทานกับการใช้งาน ส่วนมากชาวลัวะจะนำไปผิงไฟไว้ เพื่อให้เน้ือไม้ไผ่แห้ง
และยังเชื่อว่าจะสามารถปกป้องพ้ืนที่นั้นให้คลาดแคล้วจากภัยพิบัติทั้งปวง และจะ สนทิ สีสวยและใช้ประโยชนไ์ ดน้ าน
นำมาใชใ้ นพิธีแฮกนา แฮกไรข่ ้าวด้วย
ตาแหลวหลวง กระดง้ ของชาวลวั ะบา้ นห้วยหมี
ตาแหลวง 7 ช้ัน
2. ก่องข้าว/กระติ๊บขา้ ว
ภาชนะสำหรับใส่ข้าวเหนียวน่ึง สานด้วยไม้ไผ่ มีขนาดและรูปทรง
ต่างๆ กัน ก่องข้าวของชาวลัวะ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนฐาน มักจะทำด้วยไม้
เป็นรปู กากบาทติดอยูก่ ับส่วนก้น เพ่ือใชเ้ ปน็ ฐานสำหรบั ต้ัง ตวั ก่อง มกั สานก้นเป็นรูป
สีเ่ หลี่ยมหรือกลม ต่อข้ึนมาเป็นทรงกระบอกคอคอดเข้าเล็กน้อย ส่วนท่ีสามคือ ฝา มี
ลกั ษณะเป็นฝาครอบ มักจะมหี ูสำหรับรอ้ ยเชือก ท่ีใชเ้ ป็นท่ีหิ้วหรอื แขวนมาจากตัวกอ่ ง
รูปแบบของก่องข้าวในปัจจุบัน ได้วิวัฒนาการเปล่ียนไปจากก่องข้าวดั้งเดิมบ้าง เช่น
สานด้วยพลาสตกิ แทนตอก และมีรปู ทรงแปลกๆ แต่ไมส่ วยงามไม่สมบรู ณ์ลงตัวเหมือน 4. บงุ /กระบุง) (วิน (ภาษาลัวะ))
กอ่ งขา้ วที่สานด้วยไมไ้ ผ่ บุงเป็นภาชนะสานสำหรับใส่ของ เช่น ใส่ข้าวหรือของใช้ต่าง ๆ บุงของ
3. แอ๊บข้าว/กระต๊ิบขา้ วเลก็ ชาวลัวะเมอื งบอ่ เกลือจะมขี นาดคอ่ นขา้ งเล็กกวา่ กระบุงของคนพื้นราบ ท้งั นี้เป็นเพราะ
ภาชนนะใส่ข้าวเหนียวเช่นเดียวกับกล่องข้าว แต่มีขนาดเล็กกว่า สำหรับ ต้องการลดน้ำหนักของบุงให้น้อย เพราะบุงของชาวลัวะใช้หาบของในภูมิประเทศท่ี
พกพาติดตัวเวลาไปทำงานนอกบ้านหรือไปไร่ข้าว หรือเข้าไปป่า แอ๊บข้าว มี เป็นเนินหรือภูเขา ไม่สามารถหาบของที่มีน้ำหนักมากเหมือนกับบุงของคนพื้นเมือง
สว่ นประกอบสำคัญคือ ตัวแอ๊บ รูปร่างคลา้ ยกล่องสเ่ี หลย่ี มผืนผา้ ฝาแอบรูปรา่ งเหมอื น ซึ่งเป็นพื้นราบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บุงของชาวลัวะ มีลักษณะป้อมกลม ไม่เป็นเหล่ียม
ตวั แอ๊บแต่ขนาดใหญ่กว่า เพราะใชค้ รอบแอบ๊ ข้าว แอ๊บขา้ วเหมาะสำหรับพกใส่ถุงย่าม เหมอื นกระบุงพืน้ ราบน้ัน ซ่ึงช่วยใหบ้ ุงมีความคงทนไม่แตกหักเสียหายงา่ ย เมอ่ื กระทบ
ห่อผ้าคาดแอวออกไปทำนาทำไร่ เช่นเดียวกับกล่องใส่อาหารในปัจจุบัน ก่องข้าว กระแทกกับสิ่งอ่ืน ๆ เช่น ไม้ พงหญ้า เพราะเส้นทางจากบ้านไปไร่จะมีทางค่อนข้าง
และแอ๊บข้าวของชาวลัวะ เป็นเคร่ืองจักสานท่ีมีความสมบูรณ์ ท้ังในด้านรูปแบบและ แคบ รวมถึงกอ่ นทจ่ี ะนำบุงไปใช้งานชาวลัวะบ้านหว้ ยหมจี ะนิยมนำไปยา่ งไฟบนห้งิ แม่
ประโยชน์ใช้สอย สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตและสภาพภูมิประเทศที่ชาวลัวะจะ เตาไฟ เปน็ เวลาหลายวนั หรือเปน็ เดอื น ทำให้บุงมคี วามคงทนและใชง้ านได้นาน
อาศัยอยู่บนภูเขาสูงและประกอบอาชีพทางการเกษตร เช่น การทำไร่ข้าว หาของป่า
ฉะน้ัน การมีแอ๊บข้าวหรือก่องข้าว ถ้าเป็นแอ๊บข้าวขนาดใหญ่จะเอาไว้ใส่ข้าวภายใน
ครวั เรือน สำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ต้องกินกันหลายคน สว่ นแอ๊บข้าวขนาดเลก็ จะ
มีไวส้ ำหรบั เอาไปในไร่ข้าวหรือหาของป่าสำหรบั คนๆเดียว
5. ชะลอม/กว๋ ยเปอะ, สา้ ) (โยง) ภาษาลัวะ
กว๋ ยหรือเปอะ (โยง) ภาษาที่ชาวลัวะเรยี กกัน ซ่ึงใช้เรยี กเคร่อื งจักสานทำจาก
ไม้ไผ่มีลักษณะล้ายกับแข่งตะกร้า หรือชะลอมท่ีใช้บรรจุสิ่งของต่าง ๆ โดยสมัยก่อน
น้ันยงั ไม่มภี าชนะสำหรบั ใส่ของทีห่ ลากหลาย จึงมักใชก้ ๋วยหรือเปอะไวใ้ สผ่ ลผลิตเกบ็ ไว้
หรือใช้ขนย้ายสิ่งของและสัตว์เลี้ยง ซ่ึงนับว่าเป็นเครื่องจักสานท่ีสอดคล้องกับวิถีชีวิต
ของพี่น้องลวั ะมาชา้ นาน กว๋ ยจึงมลี ักษณะแตกต่างกันออกไป ขึน้ อยู่กับความรกู้ ารสืบ
ทอดหรือประเภทของสินคา้ ที่ต้องการจะใส่ ความรู้เดมิ ที่ถ่ายทอดมาของท้องถน่ิ น้ันๆ กว๋ ยตาหา่ ง(โยงห่าง (ภาษาลัวะ)
ก๋วยหรือเปอะ ทำมาจากไม้ไผ่ ซ่ึงถือว่าเป็นการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติ
เหมาะสมและสอดคล้องกับวถิ ชี ีวิตของกลมุ่ พ่นี ้องลวั ะ ทต่ี ้องเดนิ ทางไปไรส่ วนเกือบทุก 7. หวดน่ึงขา้ ว
วัน การมีก๋วยหรือเปอะ จึงมีความสะดวกและบรรจุส่ิงของเครืองใช้ต่างๆ เช่น ข้าว เปน็ เครือ่ งใช้ อยา่ งหน่งึ ท่ีเกยี่ วข้องกับชีวิตประจำวันของชาวบา้ นทกุ วันจะต้อง
เครอ่ื งมือการเกษตร ซ่ึงสามารถพบเห็นไดโ้ ดยทั่วไปในหมูบ่ ้านของชาวลัวะ
ก๋วยเปอะ เป็นผลติ ภัณฑ์ทีท่ ำจากไม้ไผล่ ้วน ๆ ทรงสูง มีความแข็งแรงทนทานสามารถ ใช้หวดนึ่งข้าวเป็นประจำ การนึ่งข้าวเหนียวด้วยหวดนั้นนับว่าเป็นวิธีง่ายและสะดวก
ใช้งานไดไ้ ม่น้อยกวา่ 3 ปี ท่ีสุด ดังนั้น หวดนึ่งข้าวจึงเปน็ เคร่ืองใช้ที่มีความจำเป็นและคงอยู่กบั วิถีชีวิตของกลุ่ม
พี่น้องลัวะเมืองน่านและบ่อเกลือ ท่ีนิยมบริโภคข้าวเหนียวเป็นหลัก การน่ึงข้าว
กว๋ ย(เปอะ) โยง(ภาษาลวั ะ) ชาวบ้านนิยมนึ่งกันตั้งแต่ตอนเชา้ ตรู่และให้เพียงพอต่อสมาชิกในครอบครัว ถ้าสงั เกต
6. ซา้ หวด ว่าสมาชิกในแต่ละครอบครัวมีมากน้อยขนาดไหน ให้สังเกตท่ีแอ๊บข้าว ถ้ามีแอ๊บข้าว
เยอะ แสดงว่าครัวเรือนนั้นมีสมาชิกมาก เม่ือน่ึงข้าวเสร็จและทานข้าวพร้อมกันตอน
ซ้าหวด หมายถึง เคร่ืองจักสานพื้นบ้านล้านนาและของชนเผ่าลัวะ ใช้ใส่ข้าว เช้า สมาชิกในครัวเรือนก็ต่างแยกย้ายกันไปทำงาน และจะมารวมตัวกันอีกคร้ังเม่ือ
หม่า หรอื ขา้ วเหนียวทีแ่ ชน่ ้ำไวเ้ พือ่ ล้างให้หมดกลนิ่ ก่อนจะนำไปนงึ่ ท่ีกน้ ของซ้าหวดจะ ทานอาหารเย็นร่วมกัน ซึ่งถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่คุ้นชินตาสำหรับพ่ีน้องลัวะ ซ่ึง
มีไม้กลม 2 อันวางขัดเป็นกากบาทท่ีมุมทั้งส่ีเพ่ือช่วยรับน้ำหนัก และเสริมความ หวดน่ึงข้าวจะมีหลายขนาด ถ้ามีสมาชิกในครวั เรือนมาก ก็จะใช้หวดน่ึงข้าวท่ีมีขนาด
แข็งแรงอีกข้ันหน่ึง รปู ทรงของซ้าหวดนี้อาจจะต่างกันไปบ้าง คือบางคนอาจสานเป็น ใหญ่ หากมีสมาชิกน้อยก็จะใช้หวดขนาดเล็ก หรือหวดขนาดเล็กจะใช้อุ่นข้าวในตอน
ทรงป้อม หรอื บางคนอาจสานเป็นทรงกระบอกปากผายตี่เหมอื นกัน เย็น (เรียกว่าอุ่นข้าว) เพื่อจะได้ทานขา้ วรอ้ นๆ และอกี อยา่ งข้าวเหนยี วของพี่น้องลัวะ
ค่อนข้างจะแข็ง หากจะทานข้าวในตอนเย็นจำเป็นต้องอุ่นข้าว เพ่ือให้ได้ข้าวท่ีไม่แข็ง
จนเกนิ ไป
ถงึ แม้ปัจจบุ ันเสื่อพ้ืนราบหรือเส่ือท่ชี าวบ้านท่ัวไปนิยมใช้ จะเป็นเส่ือท่ีมพี ่อค้า
นำมาขายหรือชาวบ้านไปซื้อท่ีตลาดจะหาซ้ือได้สะดวกและรวดเร็วกว่า แต่ภายใน
ครวั เรือนก็สามารถพบเส่ือไม้ไผไ่ ด้ทกุ ครวั เรือน
หวดน่ึงข้าวของพี่นอ้ งลวั ะบา้ นหว้ ยหมี เสอื่ ไม้ไผ่
9. กระติบ๊ ใสข่ อง (แอ๊บ)
8. เสือ่ ไม้ไผ่
เสอ่ื ไม้ไผ่ ถอื เปน็ องค์ความรู้ภูมิปญั ญาท้องถน่ิ ของพ่นี อ้ งลวั ะในพ้นื ทนี่ ่าน ท่ีได้ กระติ๊บ หรือ แอ๊บ เป็นภาชนะท่ีพ่ีน้องลัวะมีไว้สำหรับใส่ของต่างๆ ท่ีเป็นช้ิน
เลก็ ๆ เชน่ ดา้ ย เขม็ กรรไก โดยการนำเอาไมไ้ ผม่ าจกั สานเปน็ ตอกขนาดเล็ก ไผ่ท่ีใช้จะ
นำเอาไม้ไผ่มาจักสานเป็นเสื่อไม้ไผ่ สำหรับไว้ปูรองพ้ืนหรือไว้สำหรับปูนอนภายใน
ครัวเรือน หรือนำไปใช้ในการตากข้าวเพื่อให้ข้าวแห้งไม่มีความช้ืน ซึ่งในอดีตการ เป็นไผ่ไร่หรือไผ่บง ซง่ึ มคี วามเหนียว จากนนั้ นำมาถักเปน็ ลายสองหรือลายสาม ขึ้นรูป
ทอเสื่อไม้ไผ่ถือมีความจำเป็นอย่างมาก และแต่ละครอบครัวจะต้องมี เนื่องจากเวลา คลา้ ยกระเป๋าขนาดเล็กและสานตามแบบ ซ่ึงปัจจุบันเริ่มไม่มีใครทำแล้ว เน่อื งจากขาด
การสืบสานด้านช่างฝมี ือ คงเหลอื กระติบ๊ ทเ่ี ป็นของด้งั เดมิ อยูจ่ ำนวนไมม่ าก
ตีข้าวหรือนวดข้าว ชาวบ้านจะต้องนำเส่ือไปวางบนพื้นไร่และนำข้าวมานวดให้เมล็ด
แยกออกจากฟางข้าว ซึ่งเสื่อไม้ไผ่จะมีความกว้างหรือยาวขึ้นอยู่กับชนิดของการใช้
ประโยชน์ เช่น ถ้าใช้ในไร่ข้าวก็จะมีขนาดใหญ่ แต่หากใช้สำหรับปูนอนหรือภายใน
ครวั เรือนกจ็ ะมีขนาดเล็ก และขึ้นอยู่กบั แต่ละครอบครัว โดยไม้ไผ่ที่ชาวบ้านนยิ มมาทอ
เส่ือ คือ ไม้ไผ่ซาง ไผ่บงหรือไผเ่ หี้ย เน่ืองจากมคี วามทนแข็งแรงและใช้ได้นาน ยิ่งถ้ามี
การนำเอาเส่อื ไปยา่ งไฟท่แี ม่เตาไฟ ก็จะมีอายุการใชง้ านทยี่ าวนานขนึ้
กล่องใสข่ องไม้ไผ่ ผลิตข้าวไรในรอบปี เช่น การเซ่นผีไหว้ผี ผีแม่ธรณี ผีน้ำ ให้ปกป้องคุ้มครองข้าว และ
การบนบานสานกลา่ วเพ่ือให้การทำข้าวไร่ในปีนนั้ ๆ ไดผ้ ลผลิตดี เปน็ ตน้
งานจกั สานไม้ไผใ่ นวิถีชีวติ การดำรงชวี ิต
1. ด้านการทำเกษตรและสัตวเ์ ลีย้ ง การทำไร่ขา้ ว ถือเป็นอาชีพท่ีผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวบ้านห้วยหมีมาช้านาน
ทุกครวั เรือนประกอบอาชีพทำไร่ โดยในรอบ 1 ปี นั้นชาวบา้ นจะใช้เวลาอยู่ในไร่เป็น
ชาวบ้านห้วยหมีทุกครัวเรอื น มีการเพาะปลกู ท่สี ำคญั ที่สดุ คือ การปลกู ข้าวไร่
ซึ่งเป็นการเพาะปลูกแบบไร่หมุนเวียน การปลูกข้าวไร่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวลัวะ ส่วนใหญ่ กล่าวคือ เมื่อถึงฤดูกาลทำไร่ชาวบ้านจะตื่นนอนแต่เช้าตรู่ หุงหาอาหารกิน
บ้านหว้ ยหมีมาชา้ นาน แม้จะเป็นการผลติ แบบยงั ชีพเพ่อื ใชบ้ รโิ ภคในครวั เรอื นเป็นหลัก ขา้ วใหเ้ รียบร้อย แล้วออกเดินทางไปทำไร่ตั้งแต่พระอาทิตย์ยงั ไม่ข้นึ นอกจากการปลูก
แต่ชาวบ้านได้ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และกำลังทรัพย์เพ่ือให้ได้มาซึ่งข้าว อันเป็น ข้าวไร่แล้ว ภายในพ้ืนที่ไรย่ ังมกี ารปลูกพืชผักหลากหลายชนดิ รวมอยู่ดว้ ย เชน่ ฟกั ทอง
หลักประกันในอนาคตว่าในปีนั้น ๆ จะมีข้าวไว้บริโภคอย่างเพียงพอตลอดปี ชาวบ้าน
จงึ ให้ความสำคัญและเห็นคุณคา่ ของข้าวในฐานะเปน็ ส่ิงท่ีมคี ุณประโยชนห์ ล่อเล้ียงชวี ิต ฟักเขียว มันสำปะหลัง มะนอย (บวบ) มันอ่อน มันพร้าว แตง ถ่ัว พริก ข้าวโพด
คนในชุมชนด้วยการแสดงออกผ่านพิธีกรรมและความเชื่อต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการ ผักกาด ผักอีหลึน ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการทำไร่แบบผสมผสานและเป็นการใช้ชีวิตอย่าง
พอเพียงตามวิถีชีวิตของคนในชุมชน รวมถึงการใช้ฐานทรัพยากรในพ้ืนท่ีนำมาใช้
ประโยชนอ์ ยา่ งรู้คุณคา่ ซึ่งหน่ึงในนั้นกค็ ือ ไม้ไผ่ ท่ชี าวลัวะมักนำมาเปน็ ส่วนหน่งึ ในการ
ประกอบพธิ ีกรรมตามความเชื่อภายใตว้ ิถีการผลติ และวิถกี ารดำเนนิ ชวี ติ ดงั นี้
1.1 ตบู ไร่ (ตบู ไฮ่ขา้ ว)/เพิง
ในช่วงฤดูกาลผลิตข้าวไร่ ชาวลัวะจะนิยมสร้างเพิงพักไว้ในไร่ข้าว หรือเรียก
ตูบไร่ เพ่ือไว้คอยกันแดดกันฝนหรือไว้สำหรับพักผ่อนในยามที่เหน็ดเหนื่อยจากการ
ทำงานไรข่ า้ ว ซึ่งตูบหรือเพงิ พัก มักจะทำกนั แบบง่ายๆไม่ถาวร เนอ่ื งจากหากทำไร่ขา้ ว
เสร็จในแตล่ ะปี ก็จะมีการรอ้ื ถอน เพอ่ื ใหพ้ ้นื ที่ไร่ข้าวกลับไปเปน็ ไรเ่ หล่าเพื่อใหต้ ้นไม้ข้ึน
เหมือนเดิมและอีก 2 – 3 ปี ก็ค่อยกลับมาทำไร่ข้าวใหม่ ดังน้ันการทำตูบไร่ขา้ ว จึงมัก
สร้างด้วยไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็งที่หาได้ตามชายป่าหรือภายในไร่ข้าว ซ่ึงการใช้ไม้ไผ่จะ
นำมาใช้ใส่วนของฝาตูบหรือโครงสร้างหลังคา และนำไม้ไผ่มาจักเป็นตอกสำหรับมัด
โครงสร้างต่างๆในบริเวณตูบ ส่วนเสาตูบจะนิยมใชไ้ มเ้ นื้อแขง็ เพื่อให้เกิดความทนทาน
สว่ นหลงั คาจะใช้หญ้าคาสานเป็นไพ นอกจากน้ันภายในตบู กจ็ ะสร้างแม่เตาไฟขน้ึ เพื่อ
ใช้ประกอบในการหุงหาอาหารและเก็บของใช้ต่างๆ ที่ต้องการย่างไฟเพ่ือให้มีความ
แขง็ แรง โดยแมเ่ ตาไฟจะสรา้ งด้วยไมไ้ ผแ่ ละนำดินเหนียวมาก่อใหเ้ ป็นท่ีสำหรับก่อไฟ
ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม้ไผ่ เครื่องจักสานท่ีทำจากไม้ไผ่ มีส่วนสำคัญในการดำเนิน
ชวี ติ ของกลุ่มชาติพนั ธ์ุลัวะมาอย่างยาวนาน
ตูบไร่ข้าวชาวลัวะบา้ นห้วยหมี ตาแหลวสำหรบั ปกั ไวใ้ นฉางขา้ ว
1.3 พัดหรือวฝี ดั ข้าว
1.2 ตาแหลว (แฉลว)
ตาแหลวหรือต๋าแหลว ทำจากไม้ไผ่สานมีลักษณะการขัดสานจนเกิดเป็น วี หรือกาวี เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งของชาวนา ชาวไร่ข้าว สำหรับใช้พัดโบก
เพื่อให้เมล็ดข้าวเปลือกลีบไม่มีเมล็ด น้ำหนักเบา ซ่ึงเรียกว่า ขี้ลีบ รวมทั้งเศษผงเศษ
รูปทรงเฉพาะ เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกเขตหวงห้ามในพิธีความเช่ือ เป็นเครื่องรางที่ปก ฟางต่างๆ ให้แยกออกจากเมล็ดข้าวเปลือกทีด่ ี โดยใช้แรงคนพัดโบกขณะสาดข้าวหรือ
ปักรักษา เช่น การสู่ขวัญข้าว การสืบชะตา การทำบุญบ้าน การทำบุญเมือง ปักบน
หม้อยา ปักไว้ในท่ีไม่ให้ผีผ่าน เป็นต้น วิถีการผลิตของชาวลัวะบ้านห้วยหมี ถือว่าตา ซดั ข้าวขึ้นไปในอากาศกอ่ นท่ีจะมีการใชว้ ี วีมีรปู รา่ งคล้ายพดั แตม่ ีขนาดใหญ่กวา่
แหลว เข้าไปมสี ่วนสำคญั ในการเปน็ เคร่ืองมอื ในการประกอบพิธีกรรมตามความเช่ือใน วิธีใช้ เม่ือชาวนา ชาวไร่นวดข้าวเสร็จแล้ว เมล็ดข้าวเปลือกจะร่วงจากรวง
ชว่ งเวลาต่างๆของวถิ ีการผลิต โดยเร่ิมตง้ั แต่การเลือกพ้ืนท่ไี รข่ า้ ว การถางไร่ การเผาไร่
การหยอดข้าวไร่ การดูแลผลผลิต จนถึงการเก็บเก่ียวผลผลิตข้ึนอยู่ยุ้งฉาง ท้ังน้ีเพ่ือ ข้าวกองอยู่ที่ลาน ใช้ไม้คันฉายส่งฟางออกให้หมดแล้วใช้ไม้กะโห้หรือสัดทาชักลาก
ไม่ให้สิ่งชั่วร้าย นก หนู แมลงต่างๆ มารบกวนข้าว และขอให้ได้ผลผลิตข้าวดีและได้ เมล็ดข้าวเปลือกให้มากองรวมกัน ใช้กระบุงตักเมล็ดข้าวเปลือกสาดขึ้นไปในอากาศ
ขา้ วมาก ดงั น้ันในแต่ช่วงปี ชาวลัวะจะมีการประกอบพิธีกรรมตา่ งๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกับการ ชาวนาที่ยืนรายรอบถือวีอยู่นั้นจะโบกวีไปมาทำให้เกิดลม เรียกว่า การรำวี เมล็ด
ผลิต ซ่ึงตาแหลวส่วนใหญ่จะนิยมสานเป็นตามแหลว 7 ชั้น และตาแหลวหลวง ซ่ึงถือ
เป็นตาแหลวทใ่ี ช้ในการประกอบพธิ เี พอื่ ความเปน็ มงคลและป้องกนั สิ่งชวั่ ร้ายตา่ งๆ ข้าวเปลือกหรือเศษผงเศษฟางต่างๆ จะลอยไปตามแรงลม เมล็ดข้าวเปลือกท่ีดีมี
น้ำหนักจะร่วงตกลงมากองที่ลาน ซ่ึงปัจจุบันชาวลัวะก็ยังคงใช้วีในการฝัดข้าวอยู่
เพราะไม่สามารถท่ีจะขนข้าวลงมาจากดอยสูงได้ จำเป็นท่ีจะต้องนวดข้าวและฝัดข้าว งานจักสานเกยี่ วกับสตั ว์ ตามวิถชี นเผ่าลวั ะ
ให้เสร็จเรียบร้อย และนำใสก่ ระสอบ ก่อนท่ีจะขนข้าวลงจากเขาเพื่อนำกลับไปไว้ท่ียุ้ง กลมุ่ ชาวลัวะอำเภอบ่อเกลือและบ้านห้วยหมี มีเศรษฐกิจแบบยังชีพ ส่วนสัตว์
ฉางภายในบริเวณบา้ น ซงึ่ เรียกว่า “เล้าข้าว”
เล้ียงได้แก่ วัว ควาย หมู ไก่ สุนัข เป็นต้น ซ่ึงสัตว์เลี้ยงเหล่าน้ีบางชนิดก็ฆ่าสำหรับใช้
วฝี ดั ข้าวและไมต้ ขี า้ วของชาวลวั ะบา้ นห้วยหมี เลยี้ งผี ซึง่ ในแต่ละช่วงปี โดยเฉพาะฤดกู าลผลผิตจะมีการเล้ียงผีอยูบ่ ่อยครงั้ ดงั นนั้ การ
1.4 เสวยี นใส่ข้าว/ลอมขา้ วขนาดเล็ก มีสัตว์เล้ียงภายในครัวเรือน จึงมีความจำเป็น นอกจากนั้นยังเป็นการเลี้ยงเพ่ือขาย
เสวียน มักใช้ในกลุ่มของชาวไร่ ท่ีมีพื้นท่ีปลูกข้าวไม่มาก หรือชาวไร่ชาวนาที่ ให้กับญาติพี่น้องหรือคนบ้านเดียวกัน ส่วน วัว ควาย จะเลี้ยงไว้สำหรับขายเป็นหลัก
ยังไม่สามารถทำยุ้งข้าวด้วยไม้จริงได้ ก็จะใช้เสวียนเก็บข้าวเปลือกไปก่อนเป็นการ แตห่ ากเปน็ ช่วงการประกอบพธิ ีกรรมใหญ่หรือพธิ ีกรรมในระดับหม่บู ้าน กจ็ ะใช้ หมู วัว
ช่ัวคราว เมื่อสามารถสร้างยุ้งข้าวได้แล้วก็เลิกใช้เสวียนไป เสวียนมีหลายขนาด ท้ัง ควาย เปน็ เครื่องเซ่นสังเวย
ความสูงและความกวา้ งของเสวยี นไม่แน่นอน แล้วแต่ความตอ้ งการของผ้ใู ช้เป็นหลกั
หากเราเข้าไปในหมู่บ้านลวั ะ ก็จะเจอสตั ว์เลยี้ งมากมาย เช่น ไก่หมู ซ่งึ ในอดีต
เสวียนใส่ขา้ วของชาวลวั ะ การเล้ียงหมูจะนิยมเล้ียงแบบปล่อย แต่ในปัจจุบันการสาธารณสุขได้เข้าถึงหมู่บ้าน
ทำให้การเล้ียงหมูแบบปล่อยเร่ิมลดลงและจะนิยมเลี้ยงแบบคอกแทน ส่วนไก่จะเล้ียง
แบบปลอ่ ยใหห้ ากนิ ตามธรรมชาติ และจะตอ้ นไก่เขา้ เลา้ ในชว่ งตอนเย็น
ดังนัน้ คอกเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะ เป็ด ไก่ ชาวบ้านจะนิยมนำไม้ไผ่มาสานเป็น
เล้าไก่ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น สุ่มไก่แบบเคลื่อนท่ีได้ หรือเล้าไก่แบบห้อยใต้ถุนบ้าน
หรือเลา้ ไก่สำหรบั ขังไกจ่ ำนวนหลายตวั โดยมีวิธีการสานสุ่มไก่และเล้าไก่ ดงั นี้
1. ส่มุ ไก่/คอกไก่ คอกเปด็
สุ่มไก่เป็นอุปกรณ์ท่ีใช้สำหรับครอบไก่ ขังไก่ จำกัดบริเวณของไก่ นิยมใช้ใน
การเล้ียงไก่พื้นบ้าน ซึ่งการทำสุ่มไก่ของชาวลัวะบ้านห้วยหมี จะทำแบบง่ายๆ ไม่
ซบั ซอ้ นและส่วนใหญจ่ ะเป็นลายพื้น ๆ วสั ดทุ น่ี ยิ มนำมาทำสมุ่ ได้แก่ ไผป่ า่ ไผบ่ ง ไผ่หก
เน่ืองจากเป็นวัสดุท่ีหาไดง้ ่ายตามป่าหรือเทอื กเขา และบางครัวเรือนก็ปลกู ไว้ตามสวน
ข้างบ้านของตนเอง หรือในพื้นท่ีป่าชุมชน ขนาดของสุ่มไก่มีหลายขนาดแยกตาม
ประโยชน์ใช้สอย โดยแตล่ ะครวั เรือนจะมสี มุ่ ไก่ไว้ใต้ถุนบ้านของตวั เอง โดยจะใหข้ า้ วไก่
ในตอนเช้าและก็จะปล่อยให้หากินตามธรรมชาติ พอตกช่วงเย็นก็จะให้อาหารไก่อีก
คร้ังและต้อนให้เข้าเล้า เพื่อป้องกันการขโมยหรืองูมากินไก่ โดยรูปแบบของสุ่มไก่มี ของชาวลวั ะที่ตัง้ บ้านเรือนอยู่บนดอยสงู และมีวถิ ีการผลติ แบบไร่ขา้ ว ซึ่งช่วงทช่ี าวบ้าน
หลายแบบ ดังน้ี ทำไร่ขา้ ว กม็ ักจะนำเอาสัตว์เลี้ยง เช่น ไก่ นำไปเล้ียงในไรข่ ้าวด้วย พอเสร็จสิน้ ฤดกู าล
ผลผลิต ไก่ที่นำไปเล้ียงก็จะแพร่ลูกแพร่หลานหลายตัว โดยสุ่มไก่จะมีลักษณะแบบน้ี
ดงั รูป
ส่มุ ไก่ ตุ้มไก/่ ส่มุ ไก่ของชาวลวั ะ
โดยตุ้มไก่แบบนี้ ด้านล่างชาวบ้านจะสานไม้ไผ่แบบทึบ เพื่อไม่ให้ข้าวท่ีเอาให้
2. สมุ่ ไก่แบบชาวลวั ะบา้ นห้วยหมี (ไกค่ อนโด) ไกห่ ลน่ ลงพน้ื และสามารถท่ีเคลื่อนยา้ ยไปไหนก็ได้ และพอถงึ ช่วงกลางคืน ชาวบ้านจะ
สุ่มไก่แบบชาวลัวะบ้านห้วยหมี จะมีความแตกต่างจากสุ่มไก่แบบพื้นราบอยู่ นิยมแขวนตุ้มไก่ไว้บริเวณใต้ถุนบ้าน เพ่ือป้องกันสัตว์อื่นๆมากิน เช่น สุนัขหรือ
สตั ว์เลื้อยคลาน
อย่างหน่ึง คือ จะเป็นสุ่มไก่แบบพกพา หรอื เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตุ้มไก่ สามารถที่จะ
หว้ิ ไปเลีย้ งในไร่ขา้ วได้ และมีขนาดเล็กพกพาสะดวก ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั สภาพภมู ิประเทศ
3. สุ่มไก่แบบครอบ อปุ กรณป์ ระมงพื้นบา้ น
ส่มุ ไกใ่ นลักษณะนี้จะคล้ายกบั ตะกร้าหรือชะลอม หรือซ้าหา่ ง แตม่ ลี ักษณะท่ี เครอ่ื งมือหาปลาพน้ื บา้ นของชาวลวั ะ อาจมไิ ด้หมายถึงสง่ิ ของที่ทำไว้เพ่ือใช้ใน
ใหญ่กวา่ สุ่มไก่แบบนจี้ ะเอาไวข้ งั ไกใ่ ตถ้ ุนบา้ น โดยเฉพาะไก่ท่ีเกดิ ใหม่ โดยจะนำไมไ้ ผ่ การจบั ปลาเทา่ น้ัน แตเ่ ครือ่ งมอื หาปลา ยังสะทอ้ นให้เหน็ ถงึ ความสัมพันธ์ระหวา่ งผคู้ น
มาสานเปน็ ซา้ ตาห่าง โดยจะใช้ผวิ ของไมไ้ ผม่ าสานแบบตาราง ลาย 1 ลาย 2 โดยมี ทั้งในชุมชน และนอกชุมชนที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับแม่น้ำ การหาปลาได้ก่อให้เกิด
รปู แบบ ดงั น้ี
ความสมั พันธ์ระหว่างพ่ีนอ้ งในชุมชนและต่างชุมชน หากจะกล่าวว่าการใช้เคร่ืองมือหา
สุ่มไกแ่ บบครอบ ปลาเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานทางวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่นก็คงไม่ผิดแปลกเท่าใดนัก
4. เลา้ ไก่ไมไ้ ผแ่ บบกรง โดยท่ัวไปแล้ว ในอดีตเครื่องมือหาปลาพ้ืนบ้านจะทำมาจากวัสดุท่ีหาได้จากท้องถ่ิน
เลา้ ไก่ไม้ไผ่แบบกรง ชาวบ้านนิยมนำไมไ้ ผ่มาสานเป็นรูปสเ่ี หล่ียมผืนผ้า ขนาด การทำเคร่ืองมือหาปลาจึงถือเป็นการนำความรู้ของถิ่นที่มีอยู่มาปรับใช้ เพ่ือให้
ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละครัวเรือน แต่ส่วนใหญ่จะมีความสูงไม่มากนัก สอดคล้องกับการดำเนนิ ชวี ติ
เนื่องจากบ้านเรือนของชาวลัวะส่วนใหญ่ จะมีใต้ถุนเตี้ย ทำให้การมุดใต้ถุนค่อนข้าง
ลำบาก ดังนั้นเล้าไก่จึงมีลักษณะเต้ียแต่มีความยาว ซ่ึงเล้าไก่แบบนี้ จะพบเห็นได้ 1. ข้อง
โดยท่ัวไปตามหมูบ่ ้านลวั ะหว้ ยหมี ข้อง เป็นเครอ่ื งจกั สานชนดิ หนง่ึ สานด้วยผิวไมไ้ ผ่ ปากแคบอย่างคอหม้อ มฝี า
ปิดเปิดได้ เรียกว่า ฝาข้อง ฝาข้องมีชนิดที่ทำด้วยกะลามะพรา้ ว และใช้ไม้ไผ่สานเป็น
รปู กรวย ปลายกรวยแหลมปลอ่ ยเป็นซไ่ี มไ้ ว้เรียกวา่ งาแซง ข้องใชส้ ำหรบั ใส่ ปลาปู กุ้ง
หอย กบ เขยี ด เปน็ ต้น ข้องมีหลายลกั ษณะเช่น
ขอ้ งใส่ปลาของชาวลัวะบา้ นหว้ ยหมี
ข้องยืน มีลักษณะคล้ายรูปทรงของโอ่งน้ำ หรือรูปทรงกระบอก มีปลายปาก
ขอ้ งบานออก ขนาดสงู ตั้งแต่ 10 – 15 เซนติเมตร การสานที่กน้ ข้องมักจะสานเป็นก้น
ส่ีเหลี่ยมจัตุรัส ตัวข้องกลมป้อม ป่องตรงกลางค่อย ๆ สอบเข้าตรงคอข้าง แล้วบาน 3. สวิง/หงิ
ออกที่ปลายปากข้องคล้ายปากแตร ที่ก้นข้องและตัวข้องจะสานด้วยลายขัดตาหล่ิว สวงิ (หิง) เป็นเคร่ืองมือจบั สัตว์น้ำของชาวลัวะบ้านหว้ ยหมี ลกั ษณะเป็นถุงตา
ตรงคอข้องถึงปากข้องสานด้วยลายขัดตาทแยง ปลายปากข้องจะทำฝาปิดเปิดโดยสาน
ผวิ ไม้ไผ่เป็นฝาปิด เวลาจับปลาใส่ข้อง ไม่ตอ้ งเปิดฝาขอ้ งก็ได้ เพราะฝาข้องน้สี ามารถใส่ ข่ายสามเหล่ียมมดี ้ามจับ ขอบสวิงทำด้วยไมไ้ ผ่ ใชจ้ ับสตั วน์ ำ้ กงุ้ หอย ปู ปลา แมลงน้ำ
ปลาไดส้ ะดวก ปลาจะกระโดดออกมาไมไ่ ดเ้ พราะติดท่ีฝาปดิ นัน้ ตามลำห้วยหรอื อาศัยอยู่ในลำน้ำต้ืนๆ สำหรับการสานสวิงหรอื หิง ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะ
เป็นคนสาน โดยสามารถสานได้ทุกท่ี เวลาไปไหนก็จะนำเอาด้ายไปด้วยเพื่อสานสวิง
การใช้งาน ใช้ใส่ปลา กุ้ง หอย ทุกชนิด ใช้ในเวลาทอ่ี อกหาปลา โดยผูกข้องไว้ ถือเป็นงานอดิเรกของผู้หญิง และการหาปลาหรอื จบั สัตว์นำ้ ดว้ ยสวงิ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น
ที่เอว ถ้าจับปลาที่มีขนาดใหญ่นิยมใช้ข้องเป็ด เพราะปลาไม่ต้องงอตัวอยู่ในข้อง ปลา ผ้หู ญงิ ทีน่ ยิ มชวนกันไปหาปลา ยามเม่ือว่างจากการทำงานในไร่
จะนอนตามความยาวของตัวข้อง จะทำให้ปลามชี ีวติ อยู่ได้นาน ถ้าขังปลาด้วยข้องเป็ด
แล้วนำไปแชน่ ้ำทไ่ี หล ยงิ่ จะทำให้ปลามีชวี ิตอยไู่ ด้หลายวนั สวิง (หงิ ) ของชาวลวั ะบ้านหว้ ยหมี
2. ไซดกั ปลา งานจกั สานไม้ไผ่การละเลน่ /ของเล่น
ไซ เป็นเครื่องมือดักสัตว์น้ำ โดยมากดักปลาในกลุ่มปลาเล็กปลาน้อย ใช้งาน ในวิถชี วี ติ ของชาวลัวะในกลมุ่ ของเด็ก ๆ การละเล่นพื้นบา้ นถือเปน็ เรื่องท่ปี กติ
ในแหล่งน้ำไมล่ ึก มักเป็นแหลง่ นำ้ ไหลและเป็นการเปิดชอ่ งระบายนำ้ เข้าออกตามบ้งิ นา และมีหลากหลายที่เดก็ ๆ นำมาเล่นกัน หากกลา่ วถึงของเล่นท่ีทำมาจากงานจกั สานไม้
คนั นา ไซมหี ลายรูปทรง ตง้ั ชอื่ ตามรูปทรงนั้น เชน่ ไซปากแตร สานเป็นรูปกรวยปากไซ ไผ่ คอ่ นข้างจะมนี อ้ ย ส่งิ ทีพ่ บเหน็ โดยทั่วไป ได้แก่
บานออกเป็นรูปปากแตร ไซหัวหมู สานตาห่าง แม้ว่าจะมีรูปลักษณ์ที่ต่างกัน แต่มี
ลักษณะร่วมกันคือ สานเป็นทรงกระบอกและทำปากทางเข้าเป็นงาแซง (ซี่ไม้เส้ียม 1. พัดลมไมไ้ ผ่ โดยผใู้ หญ่หรอื พ่อแม่จะสานใหล้ กู เลน่ โดยการนำเอาไม้ไผ่มา
ปลายแปลม รูปทรงคล้ายกรวยที่บีบแบน ๆ ทำให้ปลาเข้าได้ แต่ว่ายสวนความคมของ จักเป็นตอกแล้วนำมาสานเป็นรูปใบพัด รูปร่างเหมือนใบพัดลมในปัจจุบัน ส่วนตรง
ปลายไม้ออกมาไมไ่ ด)้ เม่ือสานไซเสร็จ ชาวบ้านจะนิยมนำไปย่างไฟก่อน เพ่ือให้มีความ กลางจะเจาะรูแล้วนำไม้มาสอด เพ่ือให้ใบพัดหมุน ส่วนการเล่น เด็กๆ จะใช้วิธีการวิ่ง
แข็งแรง ทนทานและใช้ได้นาน โดยนำไปยา่ งไฟที่แมเ่ ตาไฟ เพ่อื ให้ใบพัดหมนุ หรอื นำมาปกั ไว้ พอเวลาลมพดั มา ใบพดั ไมไ้ ผก่ ็จะหมนุ ตามแรงลม
การย่างไซ และไซตาห่าง
ของชาวลัวะบา้ นห้วยหมี
2. โก๋งเก๋ง (ขาหย่ัง) เป็นของเล่นพื้นบ้าน ที่ต้องการให้แห้ง เช่น ตอก กระบุง ตะกร้า เมล็ดพันธุ์พืชท่ีต้องการไว้ปลูกต่อไป
ของชาวลัวะ โดยเฉพาะเด็กๆ นิยมเล่นกัน โดยการ รวมทัง้ เคร่ืองปรงุ อาหารบางชนดิ
ใช้ไม้ไผ่ทำเป็นขาเดิน 2 ข้าง เพื่อใช้ก้าวเดินจะทำ สถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยของชาวลัวะบ้านห้วยหมี ในอดีตจะเป็นบ้านท่ีใช้ไม้
ให้สูงข้ึน โดยวิธีการทำคือ การเลือกตัดไม้ไผ่ท่ีมี เน้ือแขง็ มาทำเปน็ เสาเรอื น ส่วนฝาเรือนจะทำจากไมไ้ ผ่ (ไม้เฮี้ยะ) สานดว้ ยลายขดั แตะ
ความทนแข็งแรงมา 2 ลำ วัดความสูงตามความ
ลายสอง ลายสาม ข้นึ อย่กู ับความชำนาญของเจ้าของเรอื น โดยภายในครัวเรอื นจะเป็น
ต้องการ แล้วนำมาเจาะรู แล้วนำไม้เน้ือแข็งมาใส่ ทัง้ ท่ีนอน ทรี่ ับแขกและที่หุงอาหาร รวมถงึ ทเี่ ก็บวัสดุอุปกรณ์ ส่วนใต้ถนุ บ้านจะใช้เป็น
ตอกด้วยตะปหู รือลม่ิ ก็ถือเป็นอันเสร็จสนิ้ ทเ่ี ก็บไมฟ้ ืนและคอกเลยี้ งสตั ว์ เชน่ หมู ไก่ เป็นต้น ส่วนในปัจจบุ นั จะพบเห็นบ้านแบบ
งานจักสานไม้ไผ่ด้านสถาปัตยกรรมที่อยอู่ าศยั ด้ังเดิมน้อยมาก เน่ืองจากวัฒนธรรมการสร้างบ้านแบบคนพื้นราบเข้าไปมีอิทธิพล ทำ
สถาปัตยกรรมของลัวะบ้านห้วยหมี โดย ให้รูปแบบการสร้างบ้านเปล่ียนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ในขณ ะเดียวกัน
บ้านเรือนของลวั ะแบ่งได้เปน็ 3 แบบคือ บ้านแบบโบราณลักษณะประจำเผ่า บา้ นแบบ สถาปัตยกรรมบ้านที่สร้างด้วยไม้ไผ่ ยังปรากฏในรูปของห้องครัว หรือ ครัวไฟ (ที่
ทำกับข้าวของชาวลัวะ) ซ่ึงครัวไฟจะแยกออกจากตัวบ้านต่างหาก เพื่อป้องกันไม่ให้
โบราณลักษณะประจำเผ่าผสมลักษณะคนพื้นราบและบ้านแบบคนพื้นราบ สำหรับ ควันไฟลอยเข้าไปในตัวบ้าน โดยมีชานและบันไดอยู่ตรงกลางบ้าน โดยภายในครัวไฟ
บา้ นแบบโบราณลักษณะประจำเผ่า เป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูงมีบนั ไดข้ึนบ้าน ซ่ึงข้ันบนสุด
จะประกอบด้วย แม่เตาไฟ ด้านบนเตาไฟจะเป็นห้ิงสำหรับวางอาหารหรือเมล็ดพันธุ์
ของบันไดจะเป็นประตูเข้าสู่ชานเรือน ท่ีเหนือขอบบนของประตูจะมีตาแหลวติดอยู่ ต่างๆ รวมถึงส่ิงของอุปกรณ์ท่ีต้องการรมควันไฟ เพ่ือให้มีความแข็งแรงทนทาน ส่วน
เพื่อเป็นเครอื่ งรางช่วยคุ้มครองป้องกันให้สมาชิกในบา้ นพ้นอันตรายต่างๆ ในส่วนของ
ห้องครวั หรอื หอ้ งไฟท่ีมมุ ใดมุมหนึ่งของหอ้ งจะสร้างกระบะดนิ ไวแ้ ละนำดินมาอัดลงให้ ด้านข้างเตาไฟจะเป็นที่เก็บอาหาร ถ้วยชาม อุปกรณ์ทำครัว ห้ิงน้ำ รวมถึงท่ีนอน
สำหรบั สมาชกิ ท่ีตอ้ งการนอนในครัวไฟ สว่ นหลังคาจะมงุ ด้วยหญา้ คาหรอื สงั กะสี
แน่นเพอื่ วางหิน 3 ก้อนที่เรียกวา่ "งุย" สำหรับเป็นเตาหุงต้มเหนือกระบะดินสร้างเป็น
ชน้ั วางของลักษณะเหมอื นห้งิ แขวนจากเพดานลงมาเรยี กว่า "กา" เพอื่ ใช้วางของต่าง ๆ สถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยของชุมชนลัวะ ใช้การปลูกสร้างแบบง่ายๆ แต่มี
ความคงทนถาวร โดยเฉพาะการนำไม้ไผ่มาทำฝาบ้าน ทำหิ้งครัวไฟและอุปกรณ์อ่ืนๆ
ภายในครัวเรือน และในสว่ นของใต้ถุนครวั ไฟกจ็ ะเปน็ ทเี่ ก็บไมฟ้ ืนและคอกเล้ียงสัตว์
งานจกั สานไมไ้ ผด่ า้ นสถาปตั ยกรรมท่อี ย่อู าศัยชมุ ชนลัวะบา้ นหว้ ยหมี ผูใ้ หข้ อ้ มูล
บ้านถืมตอง ตำบลถมื ตอง อำเภอเมอื งนา่ น จงั หวัดนา่ น
1. นายปน่ั นันทะสวา่ ง
บา้ นต้าม ตำบลบ่อสวก อำเภอเมอื งน่าน จงั หวัดนา่ น
1. นางศรีพรรณ กันตา
2. นางสาคร จันผะกา
บา้ นห้วยหมี ตำบลดงพญา อำเภอบอ่ เกลอื จังหวดั นา่ น
1. นายอุดมชยั วฒั น์ธนกุล
2. นางเขยี ว อักขระ
3. นายเนีย ใจปิง
4. นางบญุ ใจปงิ
5. นางเผอื ไทยใหม่
6. นายสาย ใจปิง
7. นายประเสริฐ ใจปงิ
8. นายป่นั นันสวา่ ง
ทีมสำรวจ/รวบรวมขอ้ มลู
1. นายวรพล ยงั สงู เนิน ตำแหนง่ เจา้ หนา้ ท่ีมูลนธิ ิฮกั เมืองน่าน
2. นายอภิสิทธิ์ ลมั ยศ ตำแหนง่ ผูป้ ระสานงานศนู ย์ประสานงานวิจัย
เพ่อื ท้องถิน่ จ.น่าน
3. นางบวั ตอง ธรรมมะ ตำแหน่ง นกั วิชาการอสิ ระ
คณะผวู้ ิจยั
1. ดร.พิมลพรรณ สกิดรมั ย์ ตำแหนง่ รองผู้อำนวยการวทิ ยาลัยชุมชนน่าน
2. นายยุทธภมู ิ สุประการ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศนู ย์นา่ นศึกษา
3. นางราชาวดี สุขภริ มย์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักวิชาการ
4. นางสาวณัฐกา กุลรนิ ทร์ ตำแหน่ง หัวหน้ากล่มุ งานจดั การศึกษา
5. นางสาวอรณุ รศั มี สอนนนฐี ตำแหนง่ นักวิชาการศึกษา
6. นางสาวกรรณิกา ไชยสมทิพย์ ตำแหน่ง เจ้าหนา้ ท่สี นบั สนุนการจัดการศกึ ษา
7. นางสาวจรยิ า อารินทร์ ตำแหนง่ ผชู้ ว่ ยนกั วจิ ยั
ที่ปรึกษา นายสุเมษ สายสูง ผ้อู ำนวยการวทิ ยาลัยชมุ ชนนา่ น