The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
ทฤษฎีพหุปัญญาของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์
(Theory of Multiple Intelligences)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sasimaporn0863, 2022-01-06 04:02:05

วิทยาการจัดการเรียนรู้

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
ทฤษฎีพหุปัญญาของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์
(Theory of Multiple Intelligences)

การจดั การเรยี นรแู บบบรู ณาการ
ทฤษฎพี หปุ ญ ญาของโฮเวิรด การด เนอร
(Theory of Multiple Intelligences)

ทฤษฎีพหปุ ญ ญาของโฮเวริ ด การด เนอร
(Theory of Multiple Intelligences)

ความสามารถในการคดิ การตดั สนิ ใจ การแกปญหา การปรับตวั ของบุคคล
เมื่อเผชิญกบั สถานการณห รือปญ หาตา ง ๆ ซ่งึ จะมคี วามสัมพนั ธก บั บรบิ ททางวัฒนธรรมในแตละแหง
รวมทงั้ ความสามารถในการตง้ั ปญหาเพอื่ จะหาคําตอบและเพ่มิ พูนความรู

ทฤษฎพี หุปญ ญา ของการด เนอร ชี้ใหเห็นถึงความหลากหลายทางปญ ญา ซง่ึ มีหลายดา น
หลายมมุ แตล ะดานกม็ ีความอิสระในการพัฒนาตวั ของมันเองใหเจริญงอกงาม ในขณะเดียวกนั กม็ ี
การบรู ณาการเขา ดวยกนั เตมิ เต็มซ่งึ กนั และกัน แสดงออกเปน เอกลักษณท างปญ ญาของแตละคน
คนหนึง่ อาจเกง เพยี งดา นเดียว หรือเกง หลายดาน หรืออาจไมเ กงเลยสักดา น แตท ี่ชัดเจน
คือ แตละคนมกั มีปญญาดา นใดดานหนึง่ โดดเดนกวาเสมอ ไมมีใครท่ีมปี ญ ญาทุกดา นเทากนั หมด
หรอื ไมมีเลยสกั ดา นเดียว นับเปนทฤษฎีท่ีชวยเปดกระบวนทัศนใ หมในการศกึ ษา
ดานสติปญ ญา สามารถนํามาประยกุ ตใชไ ดทง้ั ในกลุมเด็กปกติ
เดก็ ท่มี คี วามบกพรอ ง และเดก็ ทีม่ คี วามสามารถพิเศษ

ทฤษฎีพหุปญญา ของโฮเวิรด การดเนอร 2. ปญ ญาดานการใชเหตุผลเชงิ ตรรกะ
สามารถจาํ แนกไดเปน 8 ดา น ดังน้ี (Logical-Mathematical Intelligence)
คอื การแสดงความสามารถดา นการใชเ หตุผลเชงิ ตรรกะ
1. ปญ ญาดา นภาษา (Verbal/Linguistic Intelligence) การจาํ แนกประเภท เปนกระบวนการแกป ญ หาโดยใชความสามารถ
คือ การแสดงความสามารถในการจดจําขอ มูลและ
ในดานน้ีเปน สิ่งท่ซี อ นเรนอยูภ ายใน
การเขา ใจในภาษา เชน เขาใจคําส่งั และความหมายของคํา
มีความจําท่ีดี ฯลฯ

3. ปญญาดานมติ สิ ัมพันธ (Spatial Intelligence) 4. ปญ ญาดานดนตรี (Musical Intelligence)
คอื การแสดงความสามารถในการรบั รูทางสายตาไดดี คอื การแสดงความสามารถในการซมึ ซบั
เปน ความสามารถในการรบั รูภ าพทม่ี องเห็นในโลกไดอ ยา งถกู ตอ ง และเขาถึงสุนทรยี ะทางดนตรี
และสามารถนาํ ประสบการณจ ากการเห็นมาสรา งขนึ้ ใหม
ทัง้ การไดย ิน ถา ยทอดออกมาโดยการฮมั เพลง
เคาะจงั หวะ การเตน มีความไวตอ การรับรูเ สยี ง

และจังหวะตา งๆ

5. ปญญาดา นการเคล่อื นไหวรางกายและกลา มเน้ือ 6. ปญ ญาดา นความสัมพันธก บั ผอู ื่น (Interpersonal Intelligence)
(Bodily-Kinesthetic Intelligence) คือ การแสดงความสามารถความสามารถในการเขาใจผอู ืน่
ทัง้ ดานความรสู กึ นึกคดิ สามารถตอบสนองไดอยา งเหมาะสม
คอื การแสดงความสามารถในการใชส ว นตาง ๆ ของรา งกาย สรา งมิตรภาพไดงาย
ทั้งหมดหรือเฉพาะบางสวนของรางกาย 8. ปญญาดา นความเขา ใจธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)
รวมทงั้ สามารถใชรางกายในดา นตาง ๆ คือ การแสดงความสามารถในการรจู ัก
และเขาใจธรรมชาตอิ ยางลกึ ซง้ึ เขา ใจกฎเกณฑ
7. ปญญาดานการเขาใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) เพือ่ คาดการณความเปนไปของธรรมชาติ
คือ การแสดงความสามารถในการรจู ัก ตระหนกั รใู นตนเอง
สามารถเทาทันตนเอง รวู า เมือ่ ไหรค วรเผชิญหนา
เมื่อไหรควรหลกี เลี่ยง เมือ่ ไหรต อ งขอความชวยเหลอื

การประยุกตทฤษฎีการสอนแบบพหุปญญากบั การสอนในช้ันเรียน

การมองและเขา ใจเชาวปญ ญาในความหมายท่ตี า งกนั ยอ มกอใหเกดิ การกระทําทีแ่ ตกตา งกัน
ทฤษฎีพหปุ ญญา ไดข ยายขอบเขตของความหมายของคําวาปญญาออกไปอยางกวางขวางมากข้ึนจากเดิม

สงผลใหการจดั การเรียนการสอนขยายขอบเขตไปอยา งกวางขวางเชนกัน
แนวทางการนําทฤษฎพี หปุ ญญามาใชในการเรียนการสอนมีหลากหลายดงั นี้

1. เน่ืองจากผเู รยี นแตล ะคนมีเชาวนปญญาแตละดา นไมเหมอื นกัน ดงั น้นั ในการจัดการเรียนการสอนควรมีกิจกรรม
การเรยี นรทู ห่ี ลากหลาย ทีส่ ามารถสง เสรมิ เชาวนป ญ ญาหลาย ๆ ดา น มิใชม งุ พฒั นาแตเ พียงเชาวนปญญาดานใดดา นหนึง่ เทา นั้น
ดงั เชน ในอดีต เรามักจะมกี ารเนน การพัฒนาดานภาษาและดานคณติ ศาสตรหรือดานการใชเ หตผุ ลเชิงตรรกะ อันเปน การพัฒนา
สมองซกี ซา ยเปน หลัก ทําใหผเู รยี นไมมีโอกาสพัฒนาเชาวนปญญาดา นอ่ืน ๆ เทาทคี่ วร โดยเฉพาะอยางยงิ่ ผเู รียนทมี่ เี ชาวน
ปญ ญาดานอื่นสงู จะขาดโอกาสทีจ่ ะเรยี นรูแ ละพฒั นาในดา นที่ตนมคี วามสามารถหรือถนดั เปน พเิ ศษ การจัดกิจกรรมทสี่ ง เสริม
พัฒนาการของสตปิ ญญาหลาย ๆ ดาน จะชวยใหผ ูเรียนทุกคนมโี อกาสท่ีจะพัฒนาตนเองอยา งรอบดาน พรอมท้งั ชว ยสง เสริม
อจั ฉริยภาพหรอื ความสามารถเฉพาะตนของผเู รยี นไปในตวั

2. เนอื่ งจากผูเ รยี นมรี ะดับพัฒนาการในเชาวนป ญ ญาแตล ะดา นไมเทากัน ดงั น้ัน จงึ จาํ เปน ทีจ่ ะตองจดั การเรยี นการ
สอนใหเ หมาะสมกบั ข้ันพฒั นาการในแตล ะดา นของผเู รยี น ตวั อยา งเชน เดก็ ทม่ี เี ชาวนปญ ญาดานดนตรีสงู จะพฒั นาปญญาดา น
ดนตรีของตนไปอยา งรวดเรว็ ตา งจากเด็กคนอ่ืน ๆ ดังนน้ั การจัดกิจกรรมการเรยี น
การสอน เดก็ ทีม่ ีข้ันพัฒนาการดานใดดา นหนึง่ สูง ควรตองแตกตา งไปจากเดก็ ทม่ี ขี ั้นพฒั นาการในดา นนั้นตาํ่ กวา

3. เนอ่ื งจากผเู รยี นแตละคนมีเชาวนป ญ ญาแตละดานไมเ หมอื นกัน การผสมผสานของความสามารถ
ดา นตา ง ๆ ท่ีมีอยูไมเทา กันน้ี ทาํ ใหเ กิดเปน เอกลักษณ (Uniqueness) หรอื ลกั ษณะเฉพาะของแตล ะคนซึง่
ไมเ หมือนกนั หรืออกี นัยหนงึ่ เอกลกั ษณข องแตละบคุ คลทาํ ใหแ ตละคนแตกตางกัน และความแตกตางที่
หลากหลาย (Diversity) นี้ สามารถนาํ มาใชใ หเ กดิ ประโยชนแ กสว นรวม ดงั นัน้ กระบวนการคิดทว่ี าคนนี้โงห รือเกง กวาคนน้นั คนนี้
จึงควรจะเปลย่ี นไป การสอนควรเนนการสงเสริมความเปน เอกลกั ษณข องผูเ รียน ครูควรสอนโดยเนนใหผ ูเรียนคน หาเอกลกั ษณ
ของตน ภาคภมู ิใจในเอกลักษณข องตนเอง และเคารพในเอกลกั ษณข องผอู ่นื รวมทง้ั เห็นคณุ คา และเรยี นรูท ีจ่ ะใชค วามแตกตาง
ของแตล ะบคุ คลใหเ ปน ประโยชนต อ สว นรวม เชน น้ี ผเู รยี นกจ็ ะเรยี นรอู ยางมคี วามสขุ มีทศั นคติทีด่ ตี อตนเอง เห็นคุณคาในตนเอง
ในขณะเดียวกนั ก็มีความเคารพในผอู ื่น และอยรู ว มกนั อยา งเก้ือกูลกนั

4. ระบบการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู ควรจะตองมีการปรับเปลย่ี นไปจากแนวคดิ เดมิ ที่ใชก ารทดสอบเพอ่ื วดั
ความสามารถทางเชาวนป ญ ญาเพียงดานใดดา นหน่ึงเทา น้ัน และที่สําคญั คือ ไมส ัมพันธกบั บรบิ ทที่แทจ ริงทใี่ ชค วามสามารถนนั้ ๆ
ตามปกติ วิธกี ารประเมนิ ผลการเรียนการสอนทด่ี ี ควรมกี ารประเมนิ หลาย ๆ ดาน และในแตล ะดา นควรเปนการประเมินใน
สภาพการณข องปญหาทีส่ ามารถแกปญหาไดดวยอุปกรณทส่ี ัมพนั ธกับเชาวนป ญ ญาดานนัน้ ๆ การประเมินจะตอ งครอบคลมุ
ความสามารถในการแกป ญ หา หรือการสรา งสรรคผลงานโดยใชอปุ กรณทีส่ ัมพนั ธกับเชาวนป ญ ญาดา นน้นั อกี วธิ หี นง่ึ คือการให
เรยี นอยใู นสภาพการณทีซ่ ับซอนซง่ึ ตองใชส ตปิ ญญาหลายดาน หรอื การใหอปุ กรณซ ง่ึ สมั พันธกบั เชาวนป ญ ญาหลาย ๆ ดาน และ
สงั เกตดวู า ผูเรยี นเลือกใชเ ชาวนป ญญาดา นใด หรือศกึ ษาและใชอปุ กรณซ ่งึ สัมพันธกับเชาวนป ญ ญาดานใด มากเพียงไร

การบูรณาการณสูการศึกษาแบบเรียนรวม

จากท่ีไดศ ึกษาทฤษฎกี ารสอนแบบพหุปญ ญาของโฮเวิรด การด เนอร
จะเหน็ ไดวา ทฤษฎีใหความสาํ คัญถึงความระหวา งบุคคล ซ่ึงแตละบคุ คลจะมีศกั ยภาพท่ี
แตกตา งกัน ขึน้ อยูกับครผู ูส อนวาจะมกี ารจัดการเรยี นรู และพัฒนาเดก็ อยา งไรใหผเู รยี น
สามารถเรียนรไู ดอยา งเต็มศักยภาพ

การศึกษาแบบเรยี นรวม

การศึกษาแบบเรียนรวม หมายถึง การรับเด็กเขา รับการศึกษาโดยไมแ บง แยก
ความบกพรอ งของเดก็ หรือคดั แยกเดก็ ทดี่ อยวาเดก็ สวนใหญออกจากชน้ั เรยี น แตจ ะใชการบริหารจดั การและ
วธิ กี ารในการใหเด็กเกิดการเรียนรแู ละพัฒนาการตามความตองการ จําเปนอยางเหมาะสมเปน รายบคุ คล

การจัดการศกึ ษาสาํ หรับเด็กท่ีมคี วามตองการจําเปน พิเศษ

การศึกษาพิเศษ เปนกระบวนการในการพัฒนาความสามารถของเด็กตามสภาพของความแตกตางระหวา ง
บุคคล และเอกลกั ษณข องแตล ะคนวธิ ีการทนี่ ํามาใชส อนและอบรมเพือ่ พฒั นาเด็ก จึงจาํ เปนตอ งปรับใหเ หมาะสมกับเดก็ แต
ละคนดว ย โดยมเี ปาหมายท่ีตอ งการใหเ ปนประชาการทม่ี คี ณุ ภาพสามารถพ่งึ ตนเองและกอ ใหเกดิ ประโยชนแ กส งั คมมาก
ที่สุดเทา ท่จี ะเปนได ในการจัดการศึกษาสาํ หรบั เด็กท่มี ีความตอ งการพิเศษ จงึ ไดย ดึ หลักของความแตกตา งระหวางบุคคล
และการมเี อกลกั ษณเื ฉพาะของแตล ะคนเปนเคร่อื งชวยใหเ กดิ ความสาํ เรจ็ ในการจดั การศึกษาเชน เดียวกัน ดังนนั้ จึงเห็นได
วาเดก็ ทมี่ ีความตอ งการแตล ะประเภทจะมีหลักในการจัดการศกึ ษาทีแ่ ตกตา งกันไป

ความสอดคลองระหวางครูสมพรสอนลิงกับการศกึ ษาแบบเรยี นรวม

ครมู ีความเขา ใจและเล็งถงึ ความสาํ คญั ของความแตกตางและความสามารถของแตล ะบคุ คล
เดก็ เปน ผเู ลือกโรงเรียนไมใชโรงเรยี นเลอื กเด็ก เพราะฉะนัน้ เด็กทุกคนยอ มมีสทิ ธิ์ท่ีจะเรียนรวมกัน โดย
โรงเรยี นและครจู ะตอ งปรบั สภาพแวดลอม หลักสตู ร วตั ถุประสงค เทคนคิ การสอน สื่ออุปกรณ และการ
ประเมินผล เพือ่ ใหครแู ละโรงเรยี นสามารถจัดการเรียนการสอนเพอื่ สนองความตอ งการของ
เด็กทกุ คนเปน รายบุคคลได

การบรหิ ารจัดการชน้ั เรียนทสี่ อดคลอ งกบั
แนวทางการสอนของครูสมพร

โดยใชท ฤษฎีพหปุ ญ ญาของโฮเวิรด การดเนอร

หลกั การบริหารจัดการเรยี นรขู องครูสมพรโดยใชท ฤษฎพี หปุ ญญา

1. ครสู มพรมองเหน็ ถงึ ความสามารถของลิงวา ลิงแตล ะตัวมคี วามสามารถทแ่ี ตกตา งกนั
2. ครูสมพรเชือ่ วาความสามารถพิเศษเปน สิ่งที่สอนกนั ได จดุ แข็งจุดออ นตา งๆ ลว นสามารถปรับปรุงไดโดยความสามารถพิเศษเปนส่ิงทส่ี อนกัน
ได เชนเดยี วกบั ทค่ี รูสมพรจาํ แนกชั้นเรยี นออกเปน 4 ระดบั
จากลิงที่ทาํ อะไรไมเ ปนสูลิงทส่ี ามารถทําไดท กุ อยา ง โดยกระบวนดังกลา วตรงกับทฤษฎกี ารเรยี นรแู บบ
พหุปญ ญาที่วา

2.1 การรบั รเู ปน ตวั กระตนุ ประสาทสมั ผัส
2.2 การมโี อกาสทจ่ี ะคนควา และเสรมิ ความสามารถพเิ ศษนนั้
2.3 การไดเรียนรู ฝกฝนความสามารถพิเศษอยางเปน เรอื่ งเปนราว
2.4 การนาํ ความสามารถทีไ่ ดจากการเรยี นรมู าใชห รอื ความเชี่ยวชาญท่ีเกิดจากการฝก หัด
ตามที่หลกั การทั้ง 4 ทก่ี ลาวมา เราจะเห็นไดอยา งชัดเจนในการบริหารจดั การชนั้ เรยี นของครสู มพร
3. ครสู มพรมองวาลิงมีสัญชาติญาณเฉพาะตัวเชนเดยี วกบั มนุษย ลิงแตล ะตัวเกดิ มาพรอมกบั ความสามารถเฉพาะดา นเหมอื นกับมนุษย
ความสามารถตางๆเหลานี้ จะพฒั นาข้นึ ตอ ๆไป ซ่ึงจะเกิดการเรียนรู ประสบการณ โอกาส บรรยากาศในการจัดการของครผู ูส อน
4. ครสู มพรมองวาความสามารถพเิ ศษสามารถปรบั เปลี่ยนหรอื เพม่ิ ได จะเหน็ ไดจากการจัดการเรียนการสอนของ
ครูสมพรในระดับอดุ มศกึ ษาท่มี ีหลักสูตรตางๆ และซ่ึงเปดคาดหวังไวใ นตวั ลูกศิษย แตทง้ั นีท้ ง้ั นัน้ ข้นึ อยูกับ
ตวั ลิงเองดว ย

เทคนิคการบริหารจดั การเรียนรูของครูสมพร
โดยใชทฤษฎีพหปุ ญญาของโฮลเวริ ด การด เนอร

เทคนคิ การบรหิ ารจดั การชัน้ เรียนของครูสมพรมบี ทบาทสาํ คัญตอลูกศิษย (ลิง) ท้ังสน้ิ
กลาวคือ ครูสมพรวเิ คราะหห ลกั สตู ร (การใหล ิงเก็บลกู มะพรา วหรืออื่นๆ) วิเคราะหผูเ รยี นโดยมองดูวา ลงิ แตล ะตวั เปนอยา งไร จดั กจิ กรรมสกู าร
เรียนรดู วยเทคนคิ ตางๆ ซ่ึงจะฝก ทักษะใหลิงเกิดการเรียนรแู ละพฒั นาทุกๆ ดาน
โดยการบูรณาการเช่ือมโยงการเรียนรู ใหสอดคลอ งกับการนาํ ไปใชจริง บทบาทของครสู มพรในรปู แบบการบรหิ ารจัดการชนั้ เรียนสกู ารบรู ณา
การทฤษฎีพหุปญ ญา ครสู มพรจะคาํ นึงถึง การสงเสรมิ ผูเรยี นเปน สาํ คญั

การสงเสรมิ ผูเ รียนเปน สําคัญ
1. สง เสริมใหผ เู รยี น (ลงิ ) สามารถเรียนรดู ว ยตนเอง
2. สง เสริมใหผ เู รยี น (ลิง) ไดม ปี ระสบการณต รงโดยการปฏิบตั ิจริง
3. จดั หาสิ่ง – อปุ กรณต า งๆ ในการเรียนรขู องผูเรยี น (ลิง)
4. แนะแนวทางใหผ ูเรียน (ลงิ ) สามารถแกไขปญหาไดดวยตนเอง
5. จัดกิจกรรมอยางเปน ระบบ ซ่งึ ครสู มพรใหแยกเปนระดับตา งๆ 4 ระดับ

การจดั การบรหิ ารชั้นเรยี นแบบบรู ณาการโดยใชท ฤษฎีพหุปญ ญาเปน แนวทางทม่ี คี วามหลากหลาย
ยดื หยุน ทั้งกระบวนการสอน หรือการจดั การเรียนรู ท้ังผลทีจ่ ะเกดิ กับผเู รยี น (ลิง) ซ่งึ ครสู มพรทาํ หนา ที่เปน แกนหลัก
ใหเกดิ แนวทางการเรียนรูของผเู รยี น ซงี่ ครสู มพรตองเปน ผทู ี่มีความรูอ ยางลกึ ซงึ้ จึงสามารถขยายผลไดอ ยา งชัดเจน
ทั้งดา นการบรหิ ารจดั การชนั้ เรยี น และเรือ่ งพหุปญญา ท้ังนย้ี ังเปน ผทู ม่ี ีกัลยาณมติ รที่ดีมคี วามรู และความสามารถเฉพาะตวั หลายดา น
และเปน ผพู ัฒนาผเู รยี นใหมีความรูความสามารถ และพัฒนาอยา งตอเนือ่ งเตม็ ตามศกั ยภาพ

แนวทางการบรหิ ารจดั การเรยี นรขู องครูสมพร
โดยใชท ฤษฎีพหุปญ ญาของโฮลเวิรด การด เนอร

แนวทางในการบริหารจัดการเรียนรตู ามแนวทฤษฎพี หปุ ญญา ซ่งึ เปนแนวทางในการจดั การ
การเรียนการสอนที่เนน การพัฒนาศักยภาพและความถนัด หรอื สงเสรมิ การเรียนรขู องผูเรยี น
โดยเนนใหผูเรยี นไดลงมือปฏบิ ตั กิ ิจกรรมการเรียนรดู วยตนเอง ซง่ึ มีแนวทางในการบรหิ าร
จดั การเรียนรูทง้ั หมด 5 ข้ันตอน ใชอ กั ษรยอ A1C1A2C2A3 [หลกั การ 3A2C]

1. Active Learning (A1) ข้ันลงมือปฏิบตั กิ ิจกรรมการเรยี นรดู ว ยตนเอง
2. Cooperation (C1) ขน้ั การปฏบิ ัติกจิ กรรมรวมกบั ครผู สู อนหรอื ผอู ่ืน
3. Analysis (A2) ข้ันการวเิ คราะหก จิ กรรมการจดั การเรียนรู
4. Constructivism (C2) ข้ันการสรา งองคค วามรไู ดดว ยตนเอง
5. Application (A3 ) ข้นั การนาํ ส่ิงทไ่ี ดเรียนรไู ปประยกุ ตใชไ ดอยา งมีความหมาย

Active Learning (A1) ขั้นลงมอื ปฏบิ ัติกิจกรรมการเรียนรูด ว ยตนเอง
ครสู มพรเปดโอกาสใหน กั เรยี น(ลิง) ไดลงปฏิบัติกจิ กรรมในสถานท่ีจริงและใชอปุ กรณท่เี ปน ของจรงิ เมอ่ื นักเรยี นพบเจอ

กบั ปญ หานกั เรยี นกจ็ ะสามารถแกไ ขปญ หาเฉพาะหนาไดด ว ยตนเอง
Cooperation (C1) ข้นั การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมรว มกับครผู ูสอนหรือผูอ่ืน

ครูและนักเรยี นมกี ารทาํ กิจกรรมในการเรียนการสอนรว มกัน เชน ในการสอนของครสู มพร
ครูสมพรและนักเรยี นจะมีการทํากจิ กรรมรว มกนั อยเู สมอ โดยการท่คี รสู มพรจะคอยใหค าํ แนะนาํ ทําเปน ตวั อยา งแลว ใหนักเรียนทําตาม
Analysis (A2) ข้ันการวเิ คราะหกิจกรรมการจัดการเรียนรู

ครตู องมองเห็นถงึ จุดออ น จดุ แขง็ ของนักเรียน เชน ในระดบั อดุ มศึกษาครสู มพรไดใ นนักเรยี นไดเรียนหลักสูตรตา งๆ
ตามความถนดั ของลงิ แตถ าลิงตัวไหนไมสามารถเขา รับหลักสูตรนีไ้ ด ครสู มพรจะวิเคราะหใ หเ หมาะสมกับความสามารถผูเรียน เพื่อใหมี
ทกั ษะนัน้ ๆ
Constructivism (C2) ขัน้ การสรา งองคความรูไดด วยตนเอง

จากที่ครูความรไู ดสอนมา นกั เรยี นสามารถนาํ ความรูทไี่ ดมาประยุกตไดจริงดว ยตนเอง เชน
ครสู มพรใหล ิงชวยเก็บมะพรา วใสถุง ครง้ั ละ 2 ลกู พอทาํ ไดส อนใหรูจักคาํ สั่งอื่นๆ ชว ยหยบิ พรา ให,
ชวยหยิบรองเทา ให, หยิบกญุ แจรถให
Application (A3 ) ขัน้ การนําส่ิงทีไ่ ดเรียนรูไ ปประยุกตใ ชไดอ ยางมคี วามหมาย

การนาํ ความรทู ี่ไดไปประยุกตใชใหเกดิ ประโยชนแกตนเองและผูอนื่ การที่ครูสมพรใหนกั เรียน(ลงิ ) ขน้ึ ไปอยูบนมอเตอร
ไซด มือจับบาเจา ของ จะไดออกไปเทย่ี วแลว ระหวา งทางพบคนรูจัก ลิงจะไปน่งั ทีต่ ะกราหนา รถ ใหคนรูจักซอ นทาย ถา ของในตะกรา
เต็มลิงกจ็ ะมานงั่ กบั เจา ของ

จัดทําโดย
นางสาวศศิมาภรณ ชะตาถนอม
รหัสนักศกึ ษา 633110240229
สาขาวชิ าการศึกษาพิเศษและภาษาไทย

ชั้นปที่ 2 หอง 2


Click to View FlipBook Version