การจดั การเรยี นรแู บบบรู ณาการ
ทฤษฎพี หปุ ญ ญาของโฮเวิรด การด เนอร
(Theory of Multiple Intelligences)
ทฤษฎีพหปุ ญ ญาของโฮเวริ ด การด เนอร
(Theory of Multiple Intelligences)
ความสามารถในการคดิ การตดั สนิ ใจ การแกปญหา การปรับตวั ของบุคคล
เมื่อเผชิญกบั สถานการณห รือปญ หาตา ง ๆ ซ่งึ จะมคี วามสัมพนั ธก บั บรบิ ททางวัฒนธรรมในแตละแหง
รวมทงั้ ความสามารถในการตง้ั ปญหาเพอื่ จะหาคําตอบและเพ่มิ พูนความรู
ทฤษฎพี หุปญ ญา ของการด เนอร ชี้ใหเห็นถึงความหลากหลายทางปญ ญา ซง่ึ มีหลายดา น
หลายมมุ แตล ะดานกม็ ีความอิสระในการพัฒนาตวั ของมันเองใหเจริญงอกงาม ในขณะเดียวกนั กม็ ี
การบรู ณาการเขา ดวยกนั เตมิ เต็มซ่งึ กนั และกัน แสดงออกเปน เอกลักษณท างปญ ญาของแตละคน
คนหนึง่ อาจเกง เพยี งดา นเดียว หรือเกง หลายดาน หรืออาจไมเ กงเลยสักดา น แตท ี่ชัดเจน
คือ แตละคนมกั มีปญญาดา นใดดานหนึง่ โดดเดนกวาเสมอ ไมมีใครท่ีมปี ญ ญาทุกดา นเทากนั หมด
หรอื ไมมีเลยสกั ดา นเดียว นับเปนทฤษฎีท่ีชวยเปดกระบวนทัศนใ หมในการศกึ ษา
ดานสติปญ ญา สามารถนํามาประยกุ ตใชไ ดทง้ั ในกลุมเด็กปกติ
เดก็ ท่มี คี วามบกพรอ ง และเดก็ ทีม่ คี วามสามารถพิเศษ
ทฤษฎีพหุปญญา ของโฮเวิรด การดเนอร 2. ปญ ญาดานการใชเหตุผลเชงิ ตรรกะ
สามารถจาํ แนกไดเปน 8 ดา น ดังน้ี (Logical-Mathematical Intelligence)
คอื การแสดงความสามารถดา นการใชเ หตุผลเชงิ ตรรกะ
1. ปญ ญาดา นภาษา (Verbal/Linguistic Intelligence) การจาํ แนกประเภท เปนกระบวนการแกป ญ หาโดยใชความสามารถ
คือ การแสดงความสามารถในการจดจําขอ มูลและ
ในดานน้ีเปน สิ่งท่ซี อ นเรนอยูภ ายใน
การเขา ใจในภาษา เชน เขาใจคําส่งั และความหมายของคํา
มีความจําท่ีดี ฯลฯ
3. ปญญาดานมติ สิ ัมพันธ (Spatial Intelligence) 4. ปญ ญาดานดนตรี (Musical Intelligence)
คอื การแสดงความสามารถในการรบั รูทางสายตาไดดี คอื การแสดงความสามารถในการซมึ ซบั
เปน ความสามารถในการรบั รูภ าพทม่ี องเห็นในโลกไดอ ยา งถกู ตอ ง และเขาถึงสุนทรยี ะทางดนตรี
และสามารถนาํ ประสบการณจ ากการเห็นมาสรา งขนึ้ ใหม
ทัง้ การไดย ิน ถา ยทอดออกมาโดยการฮมั เพลง
เคาะจงั หวะ การเตน มีความไวตอ การรับรูเ สยี ง
และจังหวะตา งๆ
5. ปญญาดา นการเคล่อื นไหวรางกายและกลา มเน้ือ 6. ปญ ญาดา นความสัมพันธก บั ผอู ื่น (Interpersonal Intelligence)
(Bodily-Kinesthetic Intelligence) คือ การแสดงความสามารถความสามารถในการเขาใจผอู ืน่
ทัง้ ดานความรสู กึ นึกคดิ สามารถตอบสนองไดอยา งเหมาะสม
คอื การแสดงความสามารถในการใชส ว นตาง ๆ ของรา งกาย สรา งมิตรภาพไดงาย
ทั้งหมดหรือเฉพาะบางสวนของรางกาย 8. ปญญาดา นความเขา ใจธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)
รวมทงั้ สามารถใชรางกายในดา นตาง ๆ คือ การแสดงความสามารถในการรจู ัก
และเขาใจธรรมชาตอิ ยางลกึ ซง้ึ เขา ใจกฎเกณฑ
7. ปญญาดานการเขาใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) เพือ่ คาดการณความเปนไปของธรรมชาติ
คือ การแสดงความสามารถในการรจู ัก ตระหนกั รใู นตนเอง
สามารถเทาทันตนเอง รวู า เมือ่ ไหรค วรเผชิญหนา
เมื่อไหรควรหลกี เลี่ยง เมือ่ ไหรต อ งขอความชวยเหลอื
การประยุกตทฤษฎีการสอนแบบพหุปญญากบั การสอนในช้ันเรียน
การมองและเขา ใจเชาวปญ ญาในความหมายท่ตี า งกนั ยอ มกอใหเกดิ การกระทําทีแ่ ตกตา งกัน
ทฤษฎีพหปุ ญญา ไดข ยายขอบเขตของความหมายของคําวาปญญาออกไปอยางกวางขวางมากข้ึนจากเดิม
สงผลใหการจดั การเรียนการสอนขยายขอบเขตไปอยา งกวางขวางเชนกัน
แนวทางการนําทฤษฎพี หปุ ญญามาใชในการเรียนการสอนมีหลากหลายดงั นี้
1. เน่ืองจากผเู รยี นแตล ะคนมีเชาวนปญญาแตละดา นไมเหมอื นกัน ดงั น้นั ในการจัดการเรียนการสอนควรมีกิจกรรม
การเรยี นรทู ห่ี ลากหลาย ทีส่ ามารถสง เสรมิ เชาวนป ญ ญาหลาย ๆ ดา น มิใชม งุ พฒั นาแตเ พียงเชาวนปญญาดานใดดา นหนึง่ เทา นั้น
ดงั เชน ในอดีต เรามักจะมกี ารเนน การพัฒนาดานภาษาและดานคณติ ศาสตรหรือดานการใชเ หตผุ ลเชิงตรรกะ อันเปน การพัฒนา
สมองซกี ซา ยเปน หลัก ทําใหผเู รยี นไมมีโอกาสพัฒนาเชาวนปญญาดา นอ่ืน ๆ เทาทคี่ วร โดยเฉพาะอยางยงิ่ ผเู รียนทมี่ เี ชาวน
ปญ ญาดานอื่นสงู จะขาดโอกาสทีจ่ ะเรยี นรูแ ละพฒั นาในดา นที่ตนมคี วามสามารถหรือถนดั เปน พเิ ศษ การจัดกิจกรรมทสี่ ง เสริม
พัฒนาการของสตปิ ญญาหลาย ๆ ดาน จะชวยใหผ ูเรียนทุกคนมโี อกาสท่ีจะพัฒนาตนเองอยา งรอบดาน พรอมท้งั ชว ยสง เสริม
อจั ฉริยภาพหรอื ความสามารถเฉพาะตนของผเู รยี นไปในตวั
2. เนอื่ งจากผูเ รยี นมรี ะดับพัฒนาการในเชาวนป ญ ญาแตล ะดา นไมเทากัน ดงั น้ัน จงึ จาํ เปน ทีจ่ ะตองจดั การเรยี นการ
สอนใหเ หมาะสมกบั ข้ันพฒั นาการในแตล ะดา นของผเู รยี น ตวั อยา งเชน เดก็ ทม่ี เี ชาวนปญ ญาดานดนตรีสงู จะพฒั นาปญญาดา น
ดนตรีของตนไปอยา งรวดเรว็ ตา งจากเด็กคนอ่ืน ๆ ดังนน้ั การจัดกิจกรรมการเรยี น
การสอน เดก็ ทีม่ ีข้ันพัฒนาการดานใดดา นหนึง่ สูง ควรตองแตกตา งไปจากเดก็ ทม่ี ขี ั้นพฒั นาการในดา นนั้นตาํ่ กวา
3. เนอ่ื งจากผเู รยี นแตละคนมีเชาวนป ญ ญาแตละดานไมเ หมอื นกัน การผสมผสานของความสามารถ
ดา นตา ง ๆ ท่ีมีอยูไมเทา กันน้ี ทาํ ใหเ กิดเปน เอกลักษณ (Uniqueness) หรอื ลกั ษณะเฉพาะของแตล ะคนซึง่
ไมเ หมือนกนั หรืออกี นัยหนงึ่ เอกลกั ษณข องแตละบคุ คลทาํ ใหแ ตละคนแตกตางกัน และความแตกตางที่
หลากหลาย (Diversity) นี้ สามารถนาํ มาใชใ หเ กดิ ประโยชนแ กสว นรวม ดงั นัน้ กระบวนการคิดทว่ี าคนนี้โงห รือเกง กวาคนน้นั คนนี้
จึงควรจะเปลย่ี นไป การสอนควรเนนการสงเสริมความเปน เอกลกั ษณข องผูเ รียน ครูควรสอนโดยเนนใหผ ูเรียนคน หาเอกลกั ษณ
ของตน ภาคภมู ิใจในเอกลักษณข องตนเอง และเคารพในเอกลกั ษณข องผอู ่นื รวมทง้ั เห็นคณุ คา และเรยี นรูท ีจ่ ะใชค วามแตกตาง
ของแตล ะบคุ คลใหเ ปน ประโยชนต อ สว นรวม เชน น้ี ผเู รยี นกจ็ ะเรยี นรอู ยางมคี วามสขุ มีทศั นคติทีด่ ตี อตนเอง เห็นคุณคาในตนเอง
ในขณะเดียวกนั ก็มีความเคารพในผอู ื่น และอยรู ว มกนั อยา งเก้ือกูลกนั
4. ระบบการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู ควรจะตองมีการปรับเปลย่ี นไปจากแนวคดิ เดมิ ที่ใชก ารทดสอบเพอ่ื วดั
ความสามารถทางเชาวนป ญ ญาเพียงดานใดดา นหน่ึงเทา น้ัน และที่สําคญั คือ ไมส ัมพันธกบั บรบิ ทที่แทจ ริงทใี่ ชค วามสามารถนนั้ ๆ
ตามปกติ วิธกี ารประเมนิ ผลการเรียนการสอนทด่ี ี ควรมกี ารประเมนิ หลาย ๆ ดาน และในแตล ะดา นควรเปนการประเมินใน
สภาพการณข องปญหาทีส่ ามารถแกปญหาไดดวยอุปกรณทส่ี ัมพนั ธกับเชาวนป ญ ญาดานนัน้ ๆ การประเมินจะตอ งครอบคลมุ
ความสามารถในการแกป ญ หา หรือการสรา งสรรคผลงานโดยใชอปุ กรณทีส่ ัมพนั ธกับเชาวนป ญ ญาดา นน้นั อกี วธิ หี นง่ึ คือการให
เรยี นอยใู นสภาพการณทีซ่ ับซอนซง่ึ ตองใชส ตปิ ญญาหลายดาน หรอื การใหอปุ กรณซ ง่ึ สมั พันธกบั เชาวนป ญ ญาหลาย ๆ ดาน และ
สงั เกตดวู า ผูเรยี นเลือกใชเ ชาวนป ญญาดา นใด หรือศกึ ษาและใชอปุ กรณซ ่งึ สัมพันธกับเชาวนป ญ ญาดานใด มากเพียงไร
การบูรณาการณสูการศึกษาแบบเรียนรวม
จากท่ีไดศ ึกษาทฤษฎกี ารสอนแบบพหุปญ ญาของโฮเวิรด การด เนอร
จะเหน็ ไดวา ทฤษฎีใหความสาํ คัญถึงความระหวา งบุคคล ซ่ึงแตละบคุ คลจะมีศกั ยภาพท่ี
แตกตา งกัน ขึน้ อยูกับครผู ูส อนวาจะมกี ารจัดการเรยี นรู และพัฒนาเดก็ อยา งไรใหผเู รยี น
สามารถเรียนรไู ดอยา งเต็มศักยภาพ
การศึกษาแบบเรยี นรวม
การศึกษาแบบเรียนรวม หมายถึง การรับเด็กเขา รับการศึกษาโดยไมแ บง แยก
ความบกพรอ งของเดก็ หรือคดั แยกเดก็ ทดี่ อยวาเดก็ สวนใหญออกจากชน้ั เรยี น แตจ ะใชการบริหารจดั การและ
วธิ กี ารในการใหเด็กเกิดการเรียนรแู ละพัฒนาการตามความตองการ จําเปนอยางเหมาะสมเปน รายบคุ คล
การจัดการศกึ ษาสาํ หรับเด็กท่ีมคี วามตองการจําเปน พิเศษ
การศึกษาพิเศษ เปนกระบวนการในการพัฒนาความสามารถของเด็กตามสภาพของความแตกตางระหวา ง
บุคคล และเอกลกั ษณข องแตล ะคนวธิ ีการทนี่ ํามาใชส อนและอบรมเพือ่ พฒั นาเด็ก จึงจาํ เปนตอ งปรับใหเ หมาะสมกับเดก็ แต
ละคนดว ย โดยมเี ปาหมายท่ีตอ งการใหเ ปนประชาการทม่ี คี ณุ ภาพสามารถพ่งึ ตนเองและกอ ใหเกดิ ประโยชนแ กส งั คมมาก
ที่สุดเทา ท่จี ะเปนได ในการจัดการศึกษาสาํ หรบั เด็กท่มี ีความตอ งการพิเศษ จงึ ไดย ดึ หลักของความแตกตา งระหวางบุคคล
และการมเี อกลกั ษณเื ฉพาะของแตล ะคนเปนเคร่อื งชวยใหเ กดิ ความสาํ เรจ็ ในการจดั การศึกษาเชน เดียวกัน ดังนนั้ จึงเห็นได
วาเดก็ ทมี่ ีความตอ งการแตล ะประเภทจะมีหลักในการจัดการศกึ ษาทีแ่ ตกตา งกันไป
ความสอดคลองระหวางครูสมพรสอนลิงกับการศกึ ษาแบบเรยี นรวม
ครมู ีความเขา ใจและเล็งถงึ ความสาํ คญั ของความแตกตางและความสามารถของแตล ะบคุ คล
เดก็ เปน ผเู ลือกโรงเรียนไมใชโรงเรยี นเลอื กเด็ก เพราะฉะนัน้ เด็กทุกคนยอ มมีสทิ ธิ์ท่ีจะเรียนรวมกัน โดย
โรงเรยี นและครจู ะตอ งปรบั สภาพแวดลอม หลักสตู ร วตั ถุประสงค เทคนคิ การสอน สื่ออุปกรณ และการ
ประเมินผล เพือ่ ใหครแู ละโรงเรยี นสามารถจัดการเรียนการสอนเพอื่ สนองความตอ งการของ
เด็กทกุ คนเปน รายบุคคลได
การบรหิ ารจัดการชน้ั เรียนทสี่ อดคลอ งกบั
แนวทางการสอนของครูสมพร
โดยใชท ฤษฎีพหปุ ญ ญาของโฮเวิรด การดเนอร
หลกั การบริหารจัดการเรยี นรขู องครูสมพรโดยใชท ฤษฎพี หปุ ญญา
1. ครสู มพรมองเหน็ ถงึ ความสามารถของลิงวา ลิงแตล ะตัวมคี วามสามารถทแ่ี ตกตา งกนั
2. ครูสมพรเชือ่ วาความสามารถพิเศษเปน สิ่งที่สอนกนั ได จดุ แข็งจุดออ นตา งๆ ลว นสามารถปรับปรุงไดโดยความสามารถพิเศษเปนส่ิงทส่ี อนกัน
ได เชนเดยี วกบั ทค่ี รูสมพรจาํ แนกชั้นเรยี นออกเปน 4 ระดบั
จากลิงที่ทาํ อะไรไมเ ปนสูลิงทส่ี ามารถทําไดท กุ อยา ง โดยกระบวนดังกลา วตรงกับทฤษฎกี ารเรยี นรแู บบ
พหุปญ ญาที่วา
2.1 การรบั รเู ปน ตวั กระตนุ ประสาทสมั ผัส
2.2 การมโี อกาสทจ่ี ะคนควา และเสรมิ ความสามารถพเิ ศษนนั้
2.3 การไดเรียนรู ฝกฝนความสามารถพิเศษอยางเปน เรอื่ งเปนราว
2.4 การนาํ ความสามารถทีไ่ ดจากการเรยี นรมู าใชห รอื ความเชี่ยวชาญท่ีเกิดจากการฝก หัด
ตามที่หลกั การทั้ง 4 ทก่ี ลาวมา เราจะเห็นไดอยา งชัดเจนในการบริหารจดั การชนั้ เรยี นของครสู มพร
3. ครสู มพรมองวาลิงมีสัญชาติญาณเฉพาะตัวเชนเดยี วกบั มนุษย ลิงแตล ะตัวเกดิ มาพรอมกบั ความสามารถเฉพาะดา นเหมอื นกับมนุษย
ความสามารถตางๆเหลานี้ จะพฒั นาข้นึ ตอ ๆไป ซ่ึงจะเกิดการเรียนรู ประสบการณ โอกาส บรรยากาศในการจัดการของครผู ูส อน
4. ครสู มพรมองวาความสามารถพเิ ศษสามารถปรบั เปลี่ยนหรอื เพม่ิ ได จะเหน็ ไดจากการจัดการเรียนการสอนของ
ครูสมพรในระดับอดุ มศกึ ษาท่มี ีหลักสูตรตางๆ และซ่ึงเปดคาดหวังไวใ นตวั ลูกศิษย แตทง้ั นีท้ ง้ั นัน้ ข้นึ อยูกับ
ตวั ลิงเองดว ย
เทคนิคการบริหารจดั การเรียนรูของครูสมพร
โดยใชทฤษฎีพหปุ ญญาของโฮลเวริ ด การด เนอร
เทคนคิ การบรหิ ารจดั การชัน้ เรียนของครูสมพรมบี ทบาทสาํ คัญตอลูกศิษย (ลิง) ท้ังสน้ิ
กลาวคือ ครูสมพรวเิ คราะหห ลกั สตู ร (การใหล ิงเก็บลกู มะพรา วหรืออื่นๆ) วิเคราะหผูเ รยี นโดยมองดูวา ลงิ แตล ะตวั เปนอยา งไร จดั กจิ กรรมสกู าร
เรียนรดู วยเทคนคิ ตางๆ ซ่ึงจะฝก ทักษะใหลิงเกิดการเรียนรแู ละพฒั นาทุกๆ ดาน
โดยการบูรณาการเช่ือมโยงการเรียนรู ใหสอดคลอ งกับการนาํ ไปใชจริง บทบาทของครสู มพรในรปู แบบการบรหิ ารจัดการชนั้ เรียนสกู ารบรู ณา
การทฤษฎีพหุปญ ญา ครสู มพรจะคาํ นึงถึง การสงเสรมิ ผูเรยี นเปน สาํ คญั
การสงเสรมิ ผูเ รียนเปน สําคัญ
1. สง เสริมใหผ เู รยี น (ลงิ ) สามารถเรียนรดู ว ยตนเอง
2. สง เสริมใหผ เู รยี น (ลิง) ไดม ปี ระสบการณต รงโดยการปฏิบตั ิจริง
3. จดั หาสิ่ง – อปุ กรณต า งๆ ในการเรียนรขู องผูเรยี น (ลิง)
4. แนะแนวทางใหผ ูเรียน (ลงิ ) สามารถแกไขปญหาไดดวยตนเอง
5. จัดกิจกรรมอยางเปน ระบบ ซ่งึ ครสู มพรใหแยกเปนระดับตา งๆ 4 ระดับ
การจดั การบรหิ ารชั้นเรยี นแบบบรู ณาการโดยใชท ฤษฎีพหุปญ ญาเปน แนวทางทม่ี คี วามหลากหลาย
ยดื หยุน ทั้งกระบวนการสอน หรือการจดั การเรียนรู ท้ังผลทีจ่ ะเกดิ กับผเู รยี น (ลิง) ซ่งึ ครสู มพรทาํ หนา ที่เปน แกนหลัก
ใหเกดิ แนวทางการเรียนรูของผเู รยี น ซงี่ ครสู มพรตองเปน ผทู ี่มีความรูอ ยางลกึ ซงึ้ จึงสามารถขยายผลไดอ ยา งชัดเจน
ทั้งดา นการบรหิ ารจดั การชนั้ เรยี น และเรือ่ งพหุปญญา ท้ังนย้ี ังเปน ผทู ม่ี ีกัลยาณมติ รที่ดีมคี วามรู และความสามารถเฉพาะตวั หลายดา น
และเปน ผพู ัฒนาผเู รยี นใหมีความรูความสามารถ และพัฒนาอยา งตอเนือ่ งเตม็ ตามศกั ยภาพ
แนวทางการบรหิ ารจดั การเรยี นรขู องครูสมพร
โดยใชท ฤษฎีพหุปญ ญาของโฮลเวิรด การด เนอร
แนวทางในการบริหารจัดการเรียนรตู ามแนวทฤษฎพี หปุ ญญา ซ่งึ เปนแนวทางในการจดั การ
การเรียนการสอนที่เนน การพัฒนาศักยภาพและความถนัด หรอื สงเสรมิ การเรียนรขู องผูเรยี น
โดยเนนใหผูเรยี นไดลงมือปฏบิ ตั กิ ิจกรรมการเรียนรดู วยตนเอง ซง่ึ มีแนวทางในการบรหิ าร
จดั การเรียนรูทง้ั หมด 5 ข้ันตอน ใชอ กั ษรยอ A1C1A2C2A3 [หลกั การ 3A2C]
1. Active Learning (A1) ข้ันลงมือปฏิบตั กิ ิจกรรมการเรยี นรดู ว ยตนเอง
2. Cooperation (C1) ขน้ั การปฏบิ ัติกจิ กรรมรวมกบั ครผู สู อนหรอื ผอู ่ืน
3. Analysis (A2) ข้ันการวเิ คราะหก จิ กรรมการจดั การเรียนรู
4. Constructivism (C2) ข้ันการสรา งองคค วามรไู ดดว ยตนเอง
5. Application (A3 ) ข้นั การนาํ ส่ิงทไ่ี ดเรียนรไู ปประยกุ ตใชไ ดอยา งมีความหมาย
Active Learning (A1) ขั้นลงมอื ปฏบิ ัติกิจกรรมการเรียนรูด ว ยตนเอง
ครสู มพรเปดโอกาสใหน กั เรยี น(ลิง) ไดลงปฏิบัติกจิ กรรมในสถานท่ีจริงและใชอปุ กรณท่เี ปน ของจรงิ เมอ่ื นักเรยี นพบเจอ
กบั ปญ หานกั เรยี นกจ็ ะสามารถแกไ ขปญ หาเฉพาะหนาไดด ว ยตนเอง
Cooperation (C1) ข้นั การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมรว มกับครผู ูสอนหรือผูอ่ืน
ครูและนักเรยี นมกี ารทาํ กิจกรรมในการเรียนการสอนรว มกัน เชน ในการสอนของครสู มพร
ครูสมพรและนักเรยี นจะมีการทํากจิ กรรมรว มกนั อยเู สมอ โดยการท่คี รสู มพรจะคอยใหค าํ แนะนาํ ทําเปน ตวั อยา งแลว ใหนักเรียนทําตาม
Analysis (A2) ข้ันการวเิ คราะหกิจกรรมการจัดการเรียนรู
ครตู องมองเห็นถงึ จุดออ น จดุ แขง็ ของนักเรียน เชน ในระดบั อดุ มศึกษาครสู มพรไดใ นนักเรยี นไดเรียนหลักสูตรตา งๆ
ตามความถนดั ของลงิ แตถ าลิงตัวไหนไมสามารถเขา รับหลักสูตรนีไ้ ด ครสู มพรจะวิเคราะหใ หเ หมาะสมกับความสามารถผูเรียน เพื่อใหมี
ทกั ษะนัน้ ๆ
Constructivism (C2) ขัน้ การสรา งองคความรูไดด วยตนเอง
จากที่ครูความรไู ดสอนมา นกั เรยี นสามารถนาํ ความรูทไี่ ดมาประยุกตไดจริงดว ยตนเอง เชน
ครสู มพรใหล ิงชวยเก็บมะพรา วใสถุง ครง้ั ละ 2 ลกู พอทาํ ไดส อนใหรูจักคาํ สั่งอื่นๆ ชว ยหยบิ พรา ให,
ชวยหยิบรองเทา ให, หยิบกญุ แจรถให
Application (A3 ) ขัน้ การนําส่ิงทีไ่ ดเรียนรูไ ปประยุกตใ ชไดอ ยางมคี วามหมาย
การนาํ ความรทู ี่ไดไปประยุกตใชใหเกดิ ประโยชนแกตนเองและผูอนื่ การที่ครูสมพรใหนกั เรียน(ลงิ ) ขน้ึ ไปอยูบนมอเตอร
ไซด มือจับบาเจา ของ จะไดออกไปเทย่ี วแลว ระหวา งทางพบคนรูจัก ลิงจะไปน่งั ทีต่ ะกราหนา รถ ใหคนรูจักซอ นทาย ถา ของในตะกรา
เต็มลิงกจ็ ะมานงั่ กบั เจา ของ
จัดทําโดย
นางสาวศศิมาภรณ ชะตาถนอม
รหัสนักศกึ ษา 633110240229
สาขาวชิ าการศึกษาพิเศษและภาษาไทย
ชั้นปที่ 2 หอง 2