คณุ ค่าดา้ นวรรณศิลป์
๗. ใชใ้ วหารเชิงเปรยี บเทยี บ
เช่น ตอนท่พี ระพันวษาจะตัดสินคดีของนางวนั ทอง
อีวนั ทองตัวมันเหมอื นรากแก้ว ถ้าตดั โคนขาดแล้วก็ใบเห่ยี ว
ใครจะควรสู่สมอยกู่ ลมเกลียว ให้เด็ดเดี่ยวรู้กนั แตว่ นั น้ี
คุณค่าดา้ นวรรณศิลป์
๘. สัมผัสสระและพยัญชนะ
-สัมผัสพยญั ชนะ
ดังทองคาเล่ยี มปากกะลา หน้าตาดาเหมือนมินหมอ้ มอม
- สัมผสั สระ
เสียแรงเปน็ ลูกผู้ชายไม่อายเพอ่ื น จะพาแมไ่ ปเรือนให้จงได้
คุณคา่ ด้านวรรณศลิ ป์
๙. แทรกอารมณข์ นั ในการแต่ง ขดั ใจลกุ ขึ้นทัง้ แกผ้ ้า
ยา่ งเท้ากา้ วมาไมร่ ตู้ วั
ขุนชา้ งเห็นขา้ ไม่มาใกล้ น่ันพอ่ จะไปไหนพอ่ ทนู หัว
แหงนเถอ่ เปอ้ ปงั ยนื จงั กา ขุนช้างมองดูตวั ก็ตกใจ
ยายจันงันงกยกมือไหว้
ไมน่ ุ่งผ่อนนุ่งผ้าดนู า่ กลัว
คณุ คา่ ด้านสงั คม
๑. แสดงถึงความจงรักภกั ดตี ่อองค์พระมหากษัตรยิ ์อย่างสุดสงู
ครานน้ั วันทองไดร้ ับสงั่ ละล้าละลังประนมก้มเกศี
หวั สยองพองพรั่นทนั ที ทูลคดีพระองค์ผู้ทรงธรรม์
ขอเดชะละอองธุลีพระบาท องค์หริรักษร์ าชรังสรรค์
เมอื่ กระหมอ่ มฉนั มาแต่อารญั คร้นั นน้ั โปรดประทานขนุ แผนไป
ครนั้ อยู่มาขุนแผนตอ้ งจาจอง กระหมอ่ มฉันมีทอ้ งนั้นเติบใหญ่
อยทู่ ่เี คหาหนา้ วัดตะไกร ขุนชา้ งไปบอกว่าพระโองการ
มรี ับส่ังให้โปรดปรานประทานให้ กระหมอ่ มฉันไมไ่ ปก็หักหาญ
ย้ือยุดฉุดคร่าทาสามานย์ เพ่ือนบา้ นจะช่วยก็สุดคิด
ด้วยขุนชา้ งอ้างวา่ รบั สั่งให้ ใครจะขดั ขืนไวก้ ก็ ลวั ผดิ
จนใจจะมิไปก็สดุ ฤทธ์ิ ชวี ติ อยใู่ ตพ้ ระบาทา
(หนังสือวรรณคดวี จิ ักษ์ ม.๖ หนา้ ๓๗)
คณุ คา่ ด้านสังคม
๒. คนสมัยนน้ั มีความเชอื่ เรอ่ื งไสยศาสตร์
ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากบทประพันธ์
คะเนนบั ย่ายามไดส้ ามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน
ฟา้ ขาวดาวเด่นดวงสว่าง จนั ทรกระจ่างทรงกลดหมดเมฆสน้ิ
จึงเซน่ เหลา้ ขา้ วปลาให้พรายกิน เสกขมนิ้ ว่านยาเข้าทาตวั
ลงยนั ตร์ าชะเอาปะอก หยบิ ยกมงคลขึ้นใสหวั
เปา่ มนตร์เบ้อื นบนชอุ่มมัว พรายย่วั ยวนใจให้ไคลคลา
จบั ดาบเคยปราบณรงคร์ บ เสรจ็ ครบบริกรรมพระคาถา
ลงจากเรือนไปมไิ ดช้ า้ รีบมาถงึ บา้ นขุนช้างพลนั
(หนังสอื วรรณคดวี ิจกั ษ์ ม.๖ หน้า ๒๓)
คุณคา่ ด้านสงั คม
๓. มคี วามเชือ่ เกยี่ วกับเรื่องของความฝนั ว่าถา้ ฝนั ร้ายจะมีเรอ่ื งร้าย ๆ เกดิ ข้นึ
ดังจะเหน็ ไดจ้ ากบทประพันธ์
ดเุ หว่าเรา้ เสยี งสาเนียงก้อง ระฆงั ฆ้องขานแข่งในวันหลวง
วันทองนอ้ งนอนสนิททรวง จติ ง่วงระงับสภู่ วังค์
ฝันวา่ พลดั ไปในไพรเถือ่ น เลือ่ นเปอ้ื นไปรูท้ จี่ ะกลบั หลัง
ลดเล้ยี วเทีย่ วหลงในดงรงั อังมพี ยัคฆ์ร้ายมาราวร
ทง้ั สองมองหมอบอยูร่ มิ ทาง พอนางด้นั ป่ามาถงึ ท่ี
โดดตะครุบคาบคั้นในทนั ที แล้วฉดุ ครา่ พาร่ไี ปในไพร
(หนงั สือวรรณคดีวิจักษ์ ม.๖ หน้า ๓๓ - ๓๔)
คุณคา่ ดา้ นสงั คม
๔. มคี วามเชอ่ื เรอ่ื งของเวรกรรมว่าทที่ ุกข์แบบน้ีนน้ั เกิดจากกรรมเก่าท่ี
ได้ทามาต้งั แต่ชาตกิ อ่ น
ดงั จะเห็นไดจ้ ากบทประพนั ธ์
พรอ้ มญาตขิ าดอยแู่ ต่มารดา นกึ นกึ ตรึกตราละห้อยหวน
โอว่าแม่วนั ทองชา่ งหมองนวล ไมส่ มควรเคียงคกู่ บั ขุนชา้ ง
เออน่ีเนอื้ เคราะหก์ รรมานาผิด นา่ อายมิตรหมองใจไมห่ ายหมาง
ฝ่ายพ่อมบี ญุ เป็นขนุ นาง แตแ่ มไ่ ปแนบข้างคนจญั ไร
(หนงั สือวรรณคดวี ิจกั ษ์ ม.๖ หน้า ๒๓)
คณุ ค่าดา้ นสังคม
๕. ค่านิยมและความเชอื่ เกย่ี วกบั สตรี
สังคมสมยั น้นั ไมน่ ิยมสตรีเยีย่ งนางวนั ทอง คอื มสี ามสี อง
คนในเวลาเดยี วกนั แมโ้ ดยแทจ้ ริงแล้วการทม่ี สี ามีสองคนนั้นมใิ ช่
เกิดจากความปรารถนาของนางเอง แตจ่ ดุ น้ีสงั คมกลับมองข้ามเห็น
แต่เพยี งผวิ เผนิ วา่ นางน่ารังเกยี จ
ขอ้ คิดท่ีได้จากเรื่อง
๑. ความรกั ทาใหเ้ กิดความทกุ ข์
๒. พ่อแม่ทกุ คนรักลูกและยอมเสียสละทุกอยา่ งเพ่ือลูกได้
๓. การทาส่ิงใดต้องมสี ติยั้งคดิ ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณค์ วรใช้เหตผุ ลประกอบ
๔. ชวี ติ มนษุ ยย์ อ่ มมีท้งั สขุ และทกุ ข์ สมหวังและผดิ หวังเปน็ เรอื่ งธรรมดา
ฉนั ทาให้
แม่พมิ จ๊ะ
จบ