รวมบทกวี อุปกิเลส ๑๖ ปิยนุช ขุนสวัสดิ์ ประพันธ์
ค ำน ำ พุทธศาสนิกชนตลอดจนผู้สนใจใฝ่ธรรมะ คงได้ยินหัวใจหลักค าสอนของศาสนาพุทธ ที่ท่องจ ากันแต่เด็กๆ ว่า การไม่ท าความชั่วทั้งปวง การท าแต่ความดีและการท าจิตให้ผ่องใส ห่างไกลจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง สามอย่างนี้ถือเป็นหลักปฏิบัติซึ่งได้ยินได้ฟังสืบต่อมา ครั้งเมื่อรู้ความหมายของกิเลส ที่แปลว่า เครื่องเศร้า หมองนั้น ซึ่งท่านจ าแนกไว้ถึงสิบหกประการ โดยพรรณนาถึงลักษณะของจิตที่แตกต่างกัน บางอารมณ์ของ กิเลสนั้นก็แนบชิดกันมาก บทกวีนี้ ประพันธ์ด้วยกลอนสุภาพหรือกลอนแปด เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพพานไปยาวนานแล้วเพียงใด แต่พระธรรมค าสอนนั้น ยัง ชุ่มเย็นในหัวใจตลอดมา โดยประพันธ์ได้ใช้เวลาที่รักษาตัวตอนเจ็บไข้ด้วยโรคมะเร็งเต้านม ด้วยการเอาจิตมา จับกับการแต่งบทประพันธ์แต่ละบท และได้บันทึกวันและเดือนที่ได้แต่งไว้ในช่วงปี ๒๕๖๕ และในตอนท้าย ของแต่ละบท ผู้ประพันธ์ได้น้อมน าพระนิพนธ์ในเรื่องอุปกิเลส ๑๖ ของสมเด็จพระญาณสังวร ซึ่งลงพิมพ์ใน หนังสือแสงส่องใจ ฉบับวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙ มาขยายความต่อจากบทกวีในอุปกิเลสแต่ละข้อ เพื่อขยาย ความให้ผู้อ่านได้เข้าใจและพิจารณาในหลักธรรมค าสอนอันประกอบด้วยร้อยกรองและร้อยแก้ว ขอพระพุทธศาสนาด ารงคงมั่น ในหัวใจของชาวพุทธ ขอพระธรรมอันบริสุทธ์ทุกกาลสมัย จงช่วยขัดเกลากิเลสเหตุนอนใน ดวงหทัยทุกท่านให้ไกลจากมาร. ปิยนุช ขุนสวัสดิ์ พฤศจิกายน ๒๕๖๖
สำรบัญ หัวข้อเรื่อง หน้ำ ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ (โลภกล้า จ้องจะเอาไม่เลือกควรไม่ควร) ๒ ๒. พยาบาท (คิดร้ายเขา) ๓ ๓. โกธะ (ความโกรธ) ๕ ๔. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ๘ ๕. มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ๙ ๖. ปลาสะ (ความตีเสมอ, ยกตัวเทียมท่าน) ๑๐ ๗. อิสสา (ความริษยา) ๑๒ ๘. มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ๑๕ ๙. มายา (มารยา) ๑๖ ๑๐. สาเถยยะ (ความโอ้อวดตัวให้ยิ่งกว่าคุณที่มีอยู่) ๑๘ ๑๑. ถัมภะ (ความหัวดื้อ, กระด้าง) ๑๙ ๑๒. สารัมภะ (ความแข่งดี, ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะกัน) ๒๐ ๑๓. มานะ (ความถือตัว, ทะนงตน) ๒๒ ๑๔. อติมานะ (ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา, ดูหมิ่นเขา) ๒๕ ๑๕. มทะ (ความมัวเมา) ๒๗ ๑๖. ปมาทะ (ความประมาท, ละเลย, เลินเล่อ) ๒๙ บรรณานุกรม ผู้ประพันธ์
อุปกิเลส ๑๖ อุปกิเลส แปลว่ำ ธรรมเครื่องเศร้ำหมอง, สิ่งที่ท ำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยำก ดุจผ้ำเปรอะเปื้อนสกปรก ย้อมไม่ได้ดี พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) อุปกิเลส หรือ จิตตอุปกิเลส ๑๖ มี ๑๖ ประการ ได้แก่ ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ (คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร, โลภกล้า จ้องจะเอาไม่เลือกควรไม่ควร ) ๒. พยาบาท (คิดร้ายเขา) ๓. โกธะ (ความโกรธ) ๔. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ๕. มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน, ความหลู่ความดีของผู้อื่น, การลบล้างปิดซ่อนคุณค่าความดีของผู้อื่น) ๖. ปลาสะ (ความตีเสมอ, ยกตัวเทียมท่าน, เอาตัวขึ้นตั้งขวางไว้ ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน) ๗. อิสสา (ความริษยา) ๘. มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ๙. มายา (มารยา) ๑๐. สาเถยยะ (ความโอ้อวดหลอกเขา, หลอกด้วยค าโอ้อวด ความโอ้อวดตัวให้ยิ่งกว่าคุณที่มีอยู่ ๑๑. ถัมภะ (ความหัวดื้อ, กระด้าง) ๑๒. สารัมภะ (ความแข่งดี, ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะกัน) ๑๓. มานะ (ความถือตัว, ทะนงตน) ๑๔. อติมานะ (ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา, ดูหมิ่นเขา) ๑๕. มทะ (ความมัวเมา) ๑๖. ปมาทะ (ความประมาท, ละเลย, เลินเล่อ) อุปกิเลส ทั้ง ๑๖ ประการนี้ แม้ประการใดประการหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้นในใจแล้วก็จะท าให้ใจสกปรกไม่ผ่องใสทันที และจะ ส่งผลให้เจ้าของใจหมดความสุขกายสบายใจ เกิดความเร่าร้อน หรือเกิดความฮึกเหิมทะนงตัว เต้นไปตามจังหวะที่ อุปกิเลสนั้นๆ บงการให้เป็นไป (ที่มำ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร)
๒ อุปกิเลสข้อที่ ๑.อะภิชฌำวิสะมะโลโภ ความโลภเพ่งเล็งอยากได้ของเขา คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร, โลภกล้า จ้องจะเอาไม่เลือก ควรไม่ควร "เพราะโลภโมโทสันพลันอยากได้ ในข้าวของเครื่องใช้ทุกสิ่งสรรพ์ อีกทรัพย์สินสิ่งล้ าค่าปรารถนาพลัน เป็นเครื่องหั่นจิตให้ท าลายบุญ มากสมบัติพัสถานวิมานทอง จงตรึกตรองว่าบุญเอื้อมาเกื้อหนุน เพราะสะสมกุศลล้ าจึงค้ าจุน เสบียงบุญข้ามภพมาเพลานี้ ท่านจึงเปี่ยมด้วยทรัพย์ศฤงคาร มากยวดยานบ้านใหญ่เห็นเป็นเศรษฐี แวดล้อมด้วยผู้จงรักตามภักดี แก้วมณีก็ชี้ได้ดั่งใจจง เมื่อคนโลภเห็นเข้าจ้องเอาอยู่ พินิจดูแล้วอยากได้ใจลุ่มหลง ไม่เลือกว่าผู้ดีไพร่ในดอนดง นวลอนงค์บุรุษร้ายไม่เหลือดี จึงมิควรจะละโมบโลภในทรัพย์ ต้องอาภัพนรกหล่นให้ป่นปี้ เร่งเสาะหา"ทรัพย์ภายใน"ไว้ทันที พิสุทธิ์ศรียิ่งกว่าสินในอินทร์ภพ จิตสดใสไร้เศร้าหมองแลผ่องแผ้ว ละเลิกแล้วตัดกิเลสเหตุบรรจบ เพ่งเล็งจ้องเอานั้นเหมือนท่านรบ ยอมสยบให้โลภะมาสิงตน ค่อยบรรจงตัดลงในอุปกิเลส หมั่นสังเกตจิตข้องอย่าหมองหม่น
ธรรมคุ้มครองท่านสุขทุกแห่งหน สักวันพ้นภพเวียนว่ายมิสายเอย." ๓ อุปกิเลส ๑๖ ข้อที่ ๒ พยำบำท ธรรมเครื่องเศร้าหมอง, สิ่งที่ท าให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก ย้อมไม่ได้ดี(พจนานุกรม พุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ๒. พยำบำท เปรียบกองกิเลส เหตุโทสะ พยาบาท เป็นเชื้อชาติ “ปฏิฆะ” ขุ่นเคืองหนอ ด้วยอารมณ์ ไม่สมหวัง ทั้งไม่พอ อย่างอ่อนหนอ คือได้ยิน เขานินทา จนว่าร้าย ด่าแดก กระแทกใส่ โดนล้วงไส้ ให้พ่ายแพ้ ไม่มีท่า หรือถูกโกง ต้มตุ๋น เสียน้ าตา เขามุสา หลอกลวงล่อ ก่อเจ็บใจ เมื่อแรงขึ้น กลับกลายเห็น เป็นโกธะ เกิดโทสะ ร้อนเร่าวอด ให้มอดไหม้ "ปฏิฆะ" เปรียบไม้ขีด ติดเชื้อไฟ เผาดวงใจ ของตนก่อน แน่นอนนัก ไฟที่ติด แล้วนี้ สุดดีชั่ว ถ้ารู้ตัว แล้วดับไป ให้หาญหัก หากแรงขึ้น คนก็ร้าย กลายเป็นยักษ์ เชื้อไฟจัก ลุกลาม ตามก าลัง หากเติมฟืน เพิ่มมากเข้า ในเตานั่น ไฟก็พลัน ลุกโพลงจ้า ทั้งหน้าหลัง ท่วมร้อนลุก แรงกล้าไซร้ ไม่บันยัง เผาภินท์พัง วายวอดไป ไม่มีเบา
เมื่อก าลัง มากเข้าหนา พยาบาท เกิดอาฆาต ประทุษร้าย ท าลายเขา ตามด่าว่า จ้องล้างผลาญ รุกรานเอา เป็นเรื่องเศร้า บ้างรบรา ถึงฆ่าฟัน ๔ เกิดสงคราม ใหญ่โตนั้น เพราะพรรค์นี้ มาจากที่ เติมเชื้อไฟ ให้หุนหัน คนสองคน มิลดละ ปะทะกัน ไม้ขีดไฟ จึงลุกพลัน เป็นกองฟืน แรกเผาจิต ของตนให้ ไหม้ด ามอด จึงมืดบอด สุดอาภัพ ทั้งหลับตื่น ไฟสุมขอน แม้นจะนอน นั่งเดินยืน มิใช่อื่น "พยาบาท" อาฆาตเอย. ๑๔ เมษายน ๒๕๖๕ "ค ำว่ำพยำบำทนั้น ในที่นี้มีควำมหมำยถึง ทั้ง ปฏิฆะ ควำมกระทบกระทั่งใจ ควำมขัดใจ โกธะ ควำมโกรธ / โทสะ ควำมประทุษร้ำยใจ และพยำบำท คือควำมปองร้ำย ควำมมุ่งร้ำยหมำยล้ำงผลำญ คือหมำยรวมถึงกิเลส กองโทสะทั้งหมด" โทสะ อุปกิเลสข้อ ๒ ท่ำนแปลว่ำ “ควำมร้ำยกำจ” (หรือพยำบำท) โทสะนั้นแรงกว่าโกธะ ความโกรธ โทสะเกิดได้จากความคิดปรุงแต่งเช่นเดียวกับอุปกิเลสทุกข้อ ผู้ไม่พิจารณา จึงไม่เห็นว่า โทสะนั้นไม่เกิดขึ้นเอง จะเกิดก็ต่อเมื่อมีการคิดปรุงแต่งและต้องเป็นการคิดปรุงแต่งเพื่อให้เกิดโทสะด้วย โทสะจึงจะเกิด ถ้าเป็นการคิด ปรุงแต่งไปในทางอื่น เช่นคิดปรุงแต่งให้โลภ โทสะก็จะไม่เกิดจากความคิดปรุงแต่งนั้นโดยตรง โทสะเกิดจากความคิดปรุงแต่ง ถ้าไม่คิดปรุงแต่งเมื่อได้ยินเสียงหรือได้เห็นรูป เป็นต้นว่า เป็นเสียงนินทาว่าร้ายเรา รุนแรง หรือเป็นการแสดงการดูถูกก้าวร้าวเรา โทสะจักไม่เกิด ผู้มีปัญญาเห็นโทษของโทสะ จึงท าสติเมื่อได้ยิน เสียงหรือได้เห็นรูปเป็นต้น ไม่คิดปรุงแต่งเกี่ยวกับเสียงกับรูปนั้นให้วุ่นวาย จนก่อให้เกิดโทสะ อันรูปอันเสียงที่ได้เห็นได้ยินนั้น แม้บางทีจะเกิดจากเจตนามุ่งร้ายจริง แต่ถ้าไม่คิดปรุงแต่งให้เห็นเจตนามุ่งร้าย นั้น เจตนาจะเป็นเช่นไรไม่น าไปคิดปรุงแต่ง โทสะจักไม่เกิด ความคิดปรุงแต่งจึงส าคัญนัก ก่อให้เกิดความ รุนแรงได้ เป็นทั้งความโลภอย่างไม่มีขอบเขต ความมีโทสะร้ายกาจ และอุปกิเลสทุกประการ เมื่อโทสะเกิด ความมืดมิดต้องเกิด ที่ท่านกล่าวว่าโกรธจนหน้ามืดก็คือโทสะนี้เองเกิด หน้ามืดก็คือตาใจมืด ท าให้ไม่
เห็นอะไรทั้งสิ้น ไม่เห็นผิดชอบชั่วดี ไม่เห็นความควรไม่ควรทั้งหลาย เรียกว่าเป็นความเศร้าหมองอย่างยิ่ง บดบังความบริสุทธิ์ประภัสสรได้อย่างยิ่ง สามารถท าจิตใจที่ประภัสสรดูราวกับไม่มีความประภัสสรอยู่ในตัวเลย กลายเป็นจิตที่มืดมัวเพราะความประภัสสรไม่อาจปรากฏให้เห็นได้ ๕ ผู้มีปัญญาปรารถนาจะน าความประภัสสรแห่งจิต ให้ปรากฏเจิดจ้า จึงพยายามท าสติอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อจะดูหรือ จะฟังสิ่งใดเรื่องใด เพื่อว่าสติจะได้ควบคุมความคิดปรุงแต่งไม่ให้เกิดอุปกิเลสข้อโทสะนี้เป็นส าคัญ จะพยายามให้สติควบคุมความคิดปรุงแต่ง ที่อาจยังต้องมีอยู่ตามวิสัยของบุถุชน ให้เป็นการคิดปรุงแต่งอย่างเป็นคุณ แก่ตนเอง เช่นคิดปรุงแต่งไปในทางที่ดี ให้เกิดเมตตาเป็นต้น เพื่อให้เมตตาเป็นเครื่องดับโทสะ เท่ากับให้เมตตาเป็น เครื่องก าจัดความมืดมิด มิให้มาบดบังความประภัสสรของจิต เมตตาดับความคิดปรุงแต่งให้เกิดโทสะได้ เมตตาจึงเป็นเครื่องช่วยขจัดหมอกมัวบางส่วน มิให้บดบังความประภัสสร สวยงามอันเป็นที่พึงปรารถนาแห่งจิต แม้ปรารถนาได้พบเห็นความบริสุทธิ์ประภัสสรแห่งจิตตน ทุกคนต้องเจริญเมตตาให้อย่างยิ่งด้วยปัญญาด้วย ที่มำ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อุปกิเลสข้อที่ ๓. โกธะ ควำมโกรธ จิตใจมีอำกำรพลุ่งพล่ำนเดือดดำล เมื่อถูกท ำให้ไม่พอใจ อุปกิเลสข้อที่สามตามท่านกล่าว ร้อยเรื่องราวให้เห็นเช่นนี้หนา ครั้นกระทบหูจมูกลิ้นกายตา ใจพลันพาปรุงแต่งไปให้เดือดดาล เริ่มจากโกรธโทษตัวเองมิเกรงกริ่ง จิตไม่นิ่งไม่สมหวังดังกล่าวขาน อาจผิดพลาดเล็กน้อยพลอยร าคาญ ในสันดานก็หงุดหงิดอนิจจา จึงเดือดดาลลุกไหม้ใจที่โกรธ พิษพิโรธเร่าร้อนอาสน์มิปรารถนา
พลุ่งพล่านขึ้นบึ้งตึงถลึงตา หนักหนากว่าก็ท าลายอีกฝ่ายพลัน ๖ พบได้ทั่วตามถนนรถยนต์ขับ มากมายนับไม่ทันใจไม่ถึงฝัน คันหน้าช้าคันหลังแซงแก่งแย่งกัน ไปไม่ทันก็เลยโกรธโทษท่านท า ขับปาดหน้าพาหวาดเสียวไม่เลี้ยวลด ไม้ตะพดมีดปืนผาพาถล า หยิบมาขู่มาฆ่าตาด าด า จนชอกช้ าหน าใจคลายโกรธลง เพราะ “โกธะ” กระนั้นหรือคือกิเลส เป็นมูลเหตุเหมือนมารดาพาลุ่มหลง จมูกรับกลิ่นลิ้นรับรสมิปลดปลง ตาเห็นรูปดั่งใจจงก็ติดใจ ไหนจะกายสัมผัสเล่าเคล้าเสน่ห์ ให้ซวนเซเคลิบเคลิ้มจิตน่าพิสมัย เสียงไพเราะเสนาะหูดูทรามวัย สวยเพราะใส่“เจตสิก” ระริกระรี้ เมื่อโกรธเข้าครอบง าจ าไว้เถิด รูปลักษณ์เลิศแปรเปลี่ยนไปให้หมองศรี หน้าตาบึ้งบูดเบี้ยวไปไม่เหลือดี เหมือนยักษ์ที่สิงร่างอ าพรางตน เราเจ้าของต้องหมองจิตคิดดูเถิด หากโกรธเกิดรีบดับไฟให้ล่องหน รู้ทันจิตว่าโกรธหนาใช่น่ายล บ่อยเข้าพ้นจากกิเลสมูลเหตุนี้
อย่าเต้นไปตามโกรธโทษมหันต์ อย่าปล่อยมันบงการใจไวด่วนจี๋ อย่าเร่าร้อนสุดพิโรธโกรธทันที จิตจะมีความสงบพบแต่งาม. ๑๗ เมษายน ๒๕๖๕ ๗ มูลเหตุของควำมโกรธ เพราะโทษท่านท าให้ไม่สบอารมณ์ ไม่ประพฤติเหมาะสมตามปรารถนา เราต้องการอย่างนี้ไซร้ไม่น าพา จึงโกรธหนาว่าเขาท าให้ร าคาญ เป็นเพราะเราไม่สมหวังดังตั้งจิต เกิดเป็นฤทธิ์แห่งโกรธไหม้ในสงสาร แม้ได้บ้างเสียบ้างในบางกาล ก็จะผ่านโกรธได้ไม่ยากเย็น เหตุที่โกรธโทษอีกฝ่ายทุกรายถ้วน ไม่สมหวังทุกกระบวนล้วนที่เห็น หรือคนรักไม่ท าตามยามจ าเป็น จึงทุกข์เข็ญโกรธคนอื่นหมื่นแสนไป หรือมีใครไปรักคนที่ตนเกลียด จึงกระเดียดโกรธขึ้งถึงมอดไหม้ เจตสิกกระทบโศกวิโยคใจ คับแค้นให้ขุ่นเคืองทุกเรื่องราว อีกไม่ได้ในลาภที่ต้องการ เหมือนชายหนุ่มโปรดปรานตัวหญิงสาว อยากครอบครองเนื้ออุ่นจึงขุ่นคาว เกิดเรื่องฉาวทุกวงการโบราณมา. มีความหมายตรงไปตรงมาว่า ไม่ยอมเลิกโกรธ เก็บความโกรธฝังไว้ในใจนานๆ กาลเวลาผ่านไปแล้วเหตุที่ท า ให้คิดปรุงแต่งจนเกิดความโกรธก็ล่วงเลยไปแล้ว แต่ยังจดจ าน าไปคิดปรุงแต่งให้กลับเกิดความโกรธในเรื่องเดิมสิ่งเดิมได้ อีก ไม่รู้แล้ว ให้ความร้อนแก่ตนเองไม่รู้สิ้นสุด ยังหมอกควันให้ปกปิดความประภัสสรแห่งจิตตนไว้ด้วยความเบาปัญญา จึง ไม่รู้ว่าจิตอันประภัสสรของตนนั้นมีค่านัก หาควรสร้างความคิดปรุงแต่งใดๆ ให้เป็นหมอกมัวมาปกปิดเสียไม่ ไฟสุมขอนมีความร้อนกรุ่นอยู่ตลอดเวลาเป็นเช่นไร ความผูกโกรธไว้ก็เป็นเช่นนั้น เผารุมร้อนกรุ่นอยู่เช่นนั้น แตกต่างกันเพียงที่ไฟสุมขอนร้อนอยู่ที่ขอนไม้ แต่ความผูกโกรธร้อนอยู่ในหัวอก การดับไฟสุมขอนต้องใช้น้ าราดรด ไฟดับสนิทแล้วขอนก็มอดไหม้ทิ้งความสกปรกเลอะเทอะหลงเหลืออยู่ แต่ การดับความผูกโกรธใช้สติปัญญาดับความคิดปรุงแต่ง เพียงเท่านั้นความผูกโกรธก็จะดับ นอกจากจะไม่หลงเหลือความ สกปรกอยู่หลังการดับความผูกโกรธ ยังจะมีความผ่องใสเยือกเย็นอีกด้วย
เพราะไม่ใช่ปัญญาคิด จึงไม่ได้ความรู้สึกถูกต้องว่า ความโกรธก็ตามความผูกโกรธก็ตามท าให้เร่าร้อน ปราศจากความสุขความเย็นไม่มีประโยชน์อะไรเลยในความโกรธหรือความผูกโกรธ ปัญญาก็เกิดไม่ได้ เพราะปัญญาคือ แสงสว่าง ความโกรธและความผูกโกรธคือความมืด ความมืดมากเพียงไรแสงสว่างก็จะถูกกีดกั้นมากเพียงนั้น และแม้ว่า ปัญญาน้อยเสียเท่านั้น ย่อมไม่เห็นว่าตนเป็นเจ้าของสมบัติที่มีค่าพ้นพรรณนา หาได้ใส่ใจที่จะทะนุถนอมสักน้อยหนึ่งไม่ สมบัตินั้นอันเป็นของเราทุกคน คือจิตที่บริสุทธิ์ประภัสสร ๘ อุปกิเลสข้อที่ ๔. อุปนำหะ (ควำมผูกโกรธ) ๔. อุปนำหะ (ควำมผูกโกรธ) ข้อที่สี่กล่าวลงได้ตรงจิต อยู่แนบชิดกับโกธะพระท่านสอน คือ “อุปนาหะ” มาราญรอน โกรธเกิดก่อน คลายแล้วเก็บ เหน็บใจจ า ด้วยผูกจิต ยึดติดแน่น จากแค้นเขา เคยท าเราโกรธก่อนมาพาถล า นานแค่ไหน ไม่สร่างโกรธ โทษเขาท า เป็นเวรกรรมอกุศลดลบันดาล เหตุเกิดแล้วดับลงได้ให้โกรธซ้ า คิดตอกย้ าปรุงแต่งใหม่ในสังสาร เปรียบดังไฟสุมขอนร้อนรุมนาน ในทุกกาลก่อเชื้อไฟไม่มอดลง คิดขึ้นมาคราใดให้โกรธอีก แทบจะฉีกเนื้อกระจุยเป็นผุยผง รักษา “โกรธ” ไว้เรื่อยไปไม่ปลดปลง เคียดแค้นคงปกคลุมเปื้อนเหมือนหมอกควัน เพราะผูกไว้ด้วยคายเคืองเรื่องจึงยุ่ง พระเพลิงพุ่งพลันโทโสเกิดโมหันต์ จึงแล่นรี่โกรธใหม่ให้ลุกพลัน เข้ารุกรันราญให้ใจขุ่นมัว ปกคลุมจิตอันผ่องใสให้แปดเปื้อน สุรีย์เคลื่อนเข้าเมฆาพาสลัว ปมที่ผูกรัดไว้แน่นแค้นพันพัว ตามเย้ายั่วยุให้ลุกไหม้เอย. มีความหมายตรงไปตรงมาว่า ไม่ยอมเลิกโกรธ เก็บความโกรธฝังไว้ในใจนานๆ กาลเวลาผ่านไปแล้วเหตุ ที่ท าให้คิดปรุงแต่งจนเกิดความโกรธก็ล่วงเลยไปแล้ว แต่ยังจดจ าน าไปคิดปรุงแต่งให้กลับเกิดความโกรธในเรื่องเดิมสิ่ง เดิมได้อีก ไม่รู้แล้ว ให้ความร้อนแก่ตนเองไม่รู้สิ้นสุด ยังหมอกควันให้ปกปิดความประภัสสรแห่งจิตตนไว้ด้วยความเบาปัญญา จึงไม่รู้ว่าจิต อันประภัสสรของตนนั้นมีค่านัก หาควรสร้างความคิดปรุงแต่งใดๆ ให้เป็นหมอกมัวมาปกปิดเสียไม่ ไฟสุมขอนมีควำมร้อนกรุ่นอยู่ตลอดเวลำเป็นเช่นไร ควำมผูกโกรธไว้ก็เป็นเช่นนั้น เผำรุมร้อนกรุ่นอยู่เช่นนั้น แตกต่ำงกันเพียงที่ไฟสุมขอนร้อนอยู่ที่ขอนไม้ แต่ควำมผูกโกรธร้อนอยู่ในหัวอก
การดับไฟสุมขอนต้องใช้น้ าราดรด ไฟดับสนิทแล้วขอนก็มอดไหม้ทิ้งความสกปรกเลอะเทอะหลงเหลืออยู่ แต่กำรดับ ควำมผูกโกรธใช้สติปัญญำดับควำมคิดปรุงแต่ง เพียงเท่ำนั้นควำมผูกโกรธก็จะดับ นอกจำกจะไม่หลงเหลือควำม สกปรกอยู่หลังกำรดับควำมผูกโกรธ ยังจะมีควำมผ่องใสเยือกเย็นอีกด้วย เพราะไม่ใช่ปัญญาคิด จึงไม่ได้ความรู้สึกถูกต้องว่า ความโกรธก็ตามความผูกโกรธก็ตามท าให้เร่าร้อน ปราศจากความสุข ความเย็นไม่มีประโยชน์อะไรเลยในความโกรธหรือความผูกโกรธ ปัญญาก็เกิดไม่ได้ เพราะปัญญาคือแสงสว่าง ๙ ความโกรธและความผูกโกรธคือความมืด ความมืดมากเพียงไรแสงสว่างก็จะถูกกีดกั้นมากเพียงนั้น และแม้ว่าปัญญา น้อยเสียเท่านั้น ย่อมไม่เห็นว่าตนเป็นเจ้าของสมบติที่มีค่าพ้นพรรณา หาได้ใส่ใจที่จะทะนุถนอมสักน้อยหนึ่งไม่ สมบัติ นั้นอันเป็นของเราทุกคน คือจิตที่บริสุทธิ์ประภัสสร พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙ อุปกิเลสข้อที่ ๕ มักขะ. ๕. มักขะ (ควำมลบหลู่คุณท่ำน, ควำมหลู่ควำมดีของผู้อื่น, กำรลบล้ำงปิดซ่อนคุณค่ำควำมดีของผู้อื่น) อุปกิเลสเหตุข้อห้าว่า “มักขะ” คือมักจะจาบจ้วงเขาให้เศร้าหมอง หลู่คุณท่านดึงลงต่ าตามท านอง บุญทั้งผองไม่เห็นค่าว่าเคยมี ขาดกตัญญูรู้คุณผู้อุปการะ ขาดกตเวทิตาน่าบัดสี มิได้เห็นคุณค่าปรารถนาดี แม้เคยชุบชีวีให้รอดตาย ปิดซ่อนว่าค่าความดีไม่มีอยู่ แสร้งไม่รู้โง่เง่าทั้งเช้าสาย ขาดส านึกตรึกพระคุณอุ่นใจกาย ที่เคยได้จากท่านพลันลบไป อันความดีท่านสร้างสมน่าชมชื่น สุดร่มรื่นดุจนกกาได้อาศัย ด้วยเพราะรักประชาราษฎร์บาดหัวใจ ไม่ว่าใครก็กราบก้มประนมกร ยกขึ้นสูงด้วยความดีที่ทรงสร้าง ดุจแบบอย่างพ่อหลวงท าทรงพร่ าสอน “รักประชาชน” ท้าวเสด็จสัญจร ทั่วแดนดอนดินไทยในทุกทิศ จึงควรที่รู้ส านึกตรึกคุณท่าน เร่งกตัญญูทิตาทุกคราจิต แม้นลบหลู่ล้อเลียนเล็มเหมือนเข็มพิษ เพียงสะกิดก็วิโยคโศกฤทัย เพราะความคิดอกุศลดลบันดาล จึงรอนราญคนคิดต่างพลางหมองไหม้ ปรุงแต่งจิตผิดมนุษย์วิปลาศไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งถึงเคราะห์กรรม เปรียบดั่งถ่มน้ าลายขึ้นให้ชื้นฟ้า ก็จะพาตกใส่ตนจนถล า
จิตมืดบอดมองไม่เห็นเป็นสีด า ชีวิตต่ าเพราะหลู่คุณบุญท่านเอย มักขะ หมายถึง ความลบหลู่คุณท่าน คือ การไม่รู้จักบุญคุณที่ผู้อื่นท าไว้แก่ตน เป็นผู้ขาดกตัญญูกตเวทิตา ธรรม คิดแต่จะลบล้างคุณความดีของผู้อื่นที่มีต่อตน เมื่อความคิดลบหลู่บุญคุณท่านเกิดขึ้น ควรลบล้างด้วยกตัญญู กตเวทิตา รู้คุณแล้วท าตอบแทน การลบหลู่คุณท่าน ภาษาพระ เรียกว่า “มักขะ” หมายถึง ลบหลู่คนมีความดีทั้งหลายที่ตนได้รู้ได้เห็นความ เป็นคนดีของท่านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความดีต่อผู้ใดแม้ไม่ใช่ต่อตนโดยตรง ๑๐ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๙ วัดบวรนิเวศวิหาร ครั้งมีพระ ชนม์ชีพ ทรงกล่าวว่า ผู้ที่รู้เห็นอยู่ว่าท่านมีคุณมีความดีประจักษ์แก่ใจ แต่พยายามลบหลู่ท่านด้วยความคิดปรุงแต่งที่ชั่ว ร้าย ไม่ใช่ที่ดีงาม ย่อมให้ความมัวหมอง “และความมัวหมองนั้นก็เป็นดั่งหมอกห่อหุ้มปกคลุมจิตที่มีธรรมชาติประภัสสร บริสุทธิ์ มิให้ปรากฏความ ประภัสสรคือสว่างแพรวพรายงดงามเป็นความสุขความเย็นแก่เจ้าตัว” พระองค์ยังตรัสต่อไปอีกว่า ความลบหลู่ท่านนั้นก็เป็นความหมายท านองเดียวกับอกตัญญูไม่รู้คุณท่านนั่นเอง และ ความรู้สึกเช่นนี้เป็นความรู้สึกที่ต่ า เศร้าหมอง ไม่มีผู้ใดยกย่องความอกตัญญู “ความรู้สึกส านึกในบุญคุณที่ตนได้รับเท่านั้นที่จะก าจัดความลบหลู่คุณท่าน (มักขะ) ได้” พระองค์ตรัสถึงการก าจัด มักขะที่มีอยู่ในใจตนเอง ใครที่มีพฤติการณ์แห่งมักขะอยู่เสมอ ถ้าท ากับผู้ที่มีคุณความดีต่อตนเอง อย่าได้หวังถึงชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง หรือถ้ามีชีวิต ที่รุ่งเรืองอยู่แล้วต่อไปก็จะพบกับความตกต่ าไม่วันใดก็วันหนึ่ง เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ตายแล้ว พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙ อุปกิเลสข้อที่ ๖. ปลำสะ ๖. ปลำสะ (ควำมตีเสมอ, ยกตัวเทียมท่ำน, เอำตัวขึ้นตั้งขวำงไว้ ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่ำตน) O ปลำสะ อุปกิเลสข้อ ๖ ท่ำนแปลว่ำ “ตีเสมอ คือยกตัวเทียมท่ำน” (ความตีเสมอ, ยกตัวเทียมท่าน, เอาตัวขึ้นตั้งขวางไว้ ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน)
ปลาสะ คืออุปกิเลสเหตุข้อหก แปลว่ายกตัวเทียมท่านตีเสมอ ตั้งตนขึ้นเทียบชั้นชนคนพบเจอ ให้ละเมอว่าตนสูงดั่งยูงทอง เป็นผู้น้อยความดีบารมีต่ า มิเคยท าตนไว้ชอบตอบสนอง เปรียบพลอยหุงเทียมเพชรนั้นตามครรลอง เพชรแท้ต้องส่องน้ างามอร่ามตา อันผู้ดีมีชาติเชื้อใช่เหลือขอ จิตสูงพอควรสมมาตรวาสนา กุศลธรรมล้ าเลิศเกิดปัญญา บุญน าพาท่านผ่องแผ้วดุจแก้วกาญจน์ ท่านจึงสูงเพราะสั่งสมบรมล้ า ทันท่วงธรรมศีลทานสุขทุกสถาน ข้ามชาติภพเพียรรู้สู้หมู่มาร อย่างยาวนานเรียกว่าบารมี จึงเป็นดั่งศศิอันวิเศษ แสงส่องเจตน์งดงามตามวิถี หาหิ่งห้อยเรืองแสงสุกทุกราตรี เทียบรัชนีกรย่อมไกลไม่เทียมทัน ๑๑ ด้วยความคิดโง่เขลาเบาปัญญา มิรู้ว่าฐานะต่ าท านองนั่น อกุศลยั่วยุจิตเป็นพิษพลัน โมหะหันต์โกรธขึ้งจึงตามมา เหมือนบุคคลปีนป่ายเขาสูงชัน แทบทุกวันหาเทียมเหลี่ยมภูผา “ปลาสะ” วิปลาสอาตมา อนิจจาปีนเท่าไหร่ไม่เทียมเอย O ปลำสะ อุปกิเลสข้อ ๖ ท่ำนแปลว่ำ “ตีเสมอ คือยกตัวเทียมท่ำน” “ก็เกือบจะท านองเดียวกับลบหลู่คุณท่านนั่นเอง ผู้ใหญ่ที่มีความดีมากมีวาสนาบารมีสูง ย่อมสูงกว่าผู้น้อยที่มี ความดีน้อยมีวาสนาบารมีต่ า ผู้น้อยที่รู้ดีว่าตนมีภาวะฐานะเช่นไร ท่านมีภาวะฐานะเช่นไร แต่ก็แสดงออกให้เป็นที่รู้เห็นว่า ตนทัดเทียมท่าน เสมอกับท่านเช่นนี้ เป็นการส่อแสดงถึงความคิดที่จะยกตัวที่ต่ า ให้สูง โดยไม่ได้ท าคุณงามความดี หรือสร้างวาสนาบารมีเช่นท่าน เป็นความคิดปรุงแต่งที่สกปรกเบาปัญญา น าพาให้เกิดอุปกิเลสห่อหุ้มจิต มิให้ความประภัสสรที่มีอยู่ปรากฏออกสว่างไสวได้ อันความลบหลู่คุณท่านก็ตาม ยกตัวเทียมท่านก็ตาม นอกจากจะเกิดจากความคิดปรุงแต่งที่ชั่วที่ไม่ดี ที่ต่ า สกปรก จนท าให้เป็นความเศร้าหมอง พรางความประภัสสรแห่งจิตไว้ชั้นหนึ่งแล้ว ผู้มีปัญญาทั้งหลายที่รู้เห็นความ เป็นผู้ลบหลู่คุณท่านและยกตัวเทียมท่าน ย่อมต าหนิ ต าหนินี้แหละ จะท าให้ผู้ถูกต าหนิคิดปรุงแต่งให้เป็นโทสะบ้าง โกรธบ้างและอาจถึงผูกโกรธบ้าง ล้วนเป็น อุปกิเลสที่จะจรเข้ามาบังความประภัสสรแห่งจิตทั้งสิ้น เป็นการปิดบังหลายซับหลายซ้อน โอกาสที่ความประภัสสร บริสุทธิ์งดงาม จะปรากฏออกมาย่อมยากนัก เจ้าของจิตนั้นจึงยากจะเห็นค่าแห่งจิตของตน ผู้ยกตนเทียมท่าน จะต้องมีความคิดปรุงแต่งที่ยั่วยุน ามาก่อน ถ้าไม่มีความปรุงแต่งยั่วยุเพียงพอให้ยกตนเทียมท่านจะ ไม่มีการยกตนเทียมท่าน ผู้มีปัญญาแม้มีสติรู้ว่าตนก าลังคิดปรุงแต่งให้ยกตนเทียมท่าน จะพยายามหยุดความคิด ปรุงแต่งอันไม่ถูกไม่ชอบนั้น เพราะผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าความไม่ถูกไม่ชอบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการคิดการพูดการท า ย่อมไม่ให้ผลดีผู้มีปัญญาย่อมไม่ท าความไม่ถูกไม่ชอบนั้น คนอื่นจะยั่วยุให้คิดพูดท าอย่างไร ถ้าตัวเองไม่น าค ายั่วยุนั้น ไปยั่วยุให้คิดปรุงแต่งตามไป ย่อมไม่เกิดผล เช่น ใครอื่นจะยั่วยุให้ยกตนเทียมท่านด้วยการยกยอปอปั้นต่างๆ แต่ถ้า ตัวเองไม่คิดปรุงแต่งว่าตนเป็นจริงดังค าของเขาอื่น ค าของคนอื่นก็ท าให้เกิดผลไม่ได้ ความคิดปรุงแต่งจึงส าคัญที่สุด สร้างอุปกิเลสก็ได้ ท าลายอุปกิเลสก็ได้ ปรารถนาจะได้พบความประภัสสรแห่งจิตตน จึงต้องระวังความคิดปรุงแต่งให้ดี
(พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙) ๑๒ อุปกิเลสข้อ ๗ อิสสำ ๗. อิสสำ (ควำมริษยำ) อุปกิเลสข้อเจ็ดอันเผ็ดร้อน มาราญรอนกร่อนจิตเรียก “อิสสา” แปลว่า “ทนอยู่ไม่ได้” ไร้ปัญญา มุทิตาพลอยยินดีไม่มีเลย ทนไม่ได้เมื่อเขาสุขสนุกกว่า ทนไม่ไหวใจริษยานิจจาเอ๋ย ให้ร้อนรุ่มสุมทรวงแน่นแค้นดั่งเคย จึงเปรียบเปรยว่าเป็นเช่นตัวมาร ก่อนพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ มารเฝ้าดูทนไม่ไหวให้ประหาร เพราะกิเลสเหตุแห่งจิตคิดรอนราญ ลุกแผดผลาญเผาตนจนไหม้เกรียม จึงร้อนรนทนไม่ไหวใจห้ าหั่น จึงฟาดฟันทุกทีไปไม่มีเหนียม อาจเกิดขึ้นบางขณะมิตระเตรียม สุดทัดเทียมคนอื่นขมขื่นใจ เช่นเห็นเขาส าเร็จส าเร็จไปในทุกสิ่ง ร้อนรนวิ่งพล่านพ้นจนหมองไหม้ เกิดบางครั้งบางคนบางหนไป มากน้อยในกิเลสท่านคงพลันรู้ ว่าทนได้มากน้อยพลอยร าคาญ ร้อนไม่นานทนไหวกระไรอยู่ แม้นร้อนมากทนไม่ไหวให้คิดดู ควรอดสูว่าตนไซร้ไร้เมตตา จึงอยากได้อยากมีอยากเป็น ตามที่เห็นดื่นดาษปรารถนา แต่ยังไม่เข้าตีตบหรือรบรา หรือเข่นฆ่าเคียดแค้นแสนชิงชัง อาการนี้เราเรียกว่าอิจฉา ถ้าริษยาจะห้ าหั่นทั้งหน้าหลัง เหตุอกุศลจิตที่ปิดบัง เผาภินท์พังเพื่อนพ้องผองประชา มิปรารถนาให้ใครใครได้พบสุข จึงเป็นทุกข์ทนไม่ไหวใจ “ริษยา” มุทิตาสันโดษด้วยช่วยน าพา ดับทุกครากิเลสสิ้นในจินต์เอย.
"ควำมริษยำ" “.. แม้จะรู้ไม่ได้ว่า "ใจใครเป็นอย่ำงไร" แต่ก็รู้ได้แน่นอนว่า "แม้ควำมริษยำมีในใจใครใดมำก ใจใครนั้นก็จะมีโทษ มำก" ให้โทษร้ายแรงมากทั้งแก่ตนเองและทั้งแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ทีส าคัญควรเข้าใจความจริงประการหนึ่งว่า "ควำมริษยำนั้นจะเกิดได้ด้วยควำมรู้สึกไม่ดีต่อผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่ใช่ควำม เกลียด" แต่เป็นความรู้สึกว่า "ผู้ใดผู้หนึ่งนั้นมีดีกว่ำตน เป็นที่สนใจมำกกว่ำตน ผู้ใหญ่ให้ควำมส ำคัญมำก จนน่ำกลัว ว่ำจะเกินหน้ำตน" หรือไม่ก็"เป็นควำมรู้สึกท ำนองหมั่นไส้ใครคนใดคนหนึ่งนั้น" ความรู้สึกท านองดังกล่าว "ที่แท้จริงคือควำมริษยำที่จะ พำให้โลกฉิบหำย" มากน้อยหนักเบาเพียงไรขึ้นอยู่กับความแรงความอ่อนของความรู้สึกริษยา "ที่ก็คือควำมอิจฉำที่ รุนแรงนั่นเอง" ๑๓ "บำงคนไม่ใช่ผู้มีควำมริษยำ" ที่จะเป็นเหตุแห่งความฉิบหาย แต่อาจเป็นผู้ร่วมมือกับผู้มีความริษยา คือทั้งที่ความ ริษยาไม่ได้เกิดในใจตน "แต่หลงร่วมก่อทุกข์โทษภัยกับผู้มีควำมริษยำได้ ด้วยกำรได้ยินได้ฟังวำจำของผู้มีควำม ริษยำ ที่กล่ำวร้ำยผู้ถูกริษยำนำนำประกำร แล้วหลงเชื่อว่ำเป็นควำมจริง" พลอยเห็นด้วยกับความไม่ดีไม่งามของผู้ ถูกริษยา "เห็นสมควรที่จะมีส่วนช่วยให้เป็นที่ปรำกฏควำมไม่ดีแก่โลก" เพื่อช่วยคนทั้งหลายในโลกให้ห่างไกลจาก ความไม่ดีของคนคนหนึ่งนั้น "แม้คนคนหนึ่งนั้นมีควำมไม่ดีจริง ย่อมไม่ถูกริษยำ ย่อมไม่มีผู้ริษยำ" ที่จะมุ่งให้โลกรู้เพื่อ เข้าร่วมในการกีดกัน ในการท าลาย ไม่ให้คนคนนั้นอยู่อย่างได้ดีมีความสงบสุข "ดังนั้นควรมีสติใช้ควำมพิจำรณำอย่ำงรอบคอบ อย่ำตกเป็นผู้ร่วมมือกับผู้หนึ่งผู้ใด ที่มีใจริษยำ" ปรารถนาสร้าง ความเสื่อมเสียให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ที่มีฐานะน่าริษยาอย่างยิ่ง ในความรู้สึกของผู้ที่ความริษยาเกิดและเกิดอย่างรุนแรง . อิสสำ คือริษยำ อิสสา ท่านแปลว่า “ริษยำ” คือเห็นเขาได้ดีทนอยู่ไม่ได้ ที่จริงความหมายของค าว่าอิสสาริษยา ก็ให้ความ เข้าใจที่ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าเป็นความร้อน เพราะมีความหมายว่า “ทนอยู่ไม่ได้” สิ่งที่ต้องทนนั้นถ้าพอทนได้ก็แสดงว่า ไม่ร้ายแรง หรือไม่หนักหนานัก ความรู้สึกริษยาจนทนไม่ได้ ต้องให้ความร้อนอย่างยิ่ง และผู้ที่ได้รับความร้อนอย่างยิ่งนั้นก็มิใช่ผู้อื่น เป็นเจ้า ตัวผู้มีความริษยาเอง ควำมริษยำ เป็นอำกำรอย่ำงหนึ่งของกิเลส ปุถุชนเป็นผู้มีกิเลส จึงเป็นธรรมดาย่อมไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของตนให้เป็นไปอย่างผ่องแผ้ว ปราศจาก กิเลสได้เสมอไป ความริษยาเป็นอาการหนึ่งของกิเลส ดังนั้นปุถุชนจึงย่อมยากที่จะควบคุมไว้ได้ไม่ให้เกิด ความริษยา ของปุถุชนจึงย่อมเกิดได้เป็นระยะหรือเป็นครั้งคราว ต่อคนนั้นบ้างต่อคนนี้บ้าง ผู้มีปัญญำ แม้มิสำมำรถดับควำมริษยำได้จริง
จึงแก้ไขป้องกันควบคุมมิให้เกิดง่ำยและแรง แต่ผู้มีปัญญาเห็นโทษของความริษยาที่ตนได้รับว่า ยิ่งปล่อยให้มีความริษยามาก ตนก็จะได้รับโทษของความ ริษยามาก ผู้มีปัญญาจึงแก้ไขป้องกันควบคุมมิให้ความริษยาเกิดง่าย และเกิดแรง แม้ว่าจะไม่สามารถดับเสียได้จริง ตลอดไป ผู้ขำดเมตตำต่อตน...เมื่อเห็นเขำได้ดีทนอยู่ไม่ได้ ผู้ที่เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีแล้วเกิดความริษยา คืออิสสา ที่มักเรียกปนกันไปว่า อิจฉานั้น เป็นผู้ที่ขาดเมตตา มี เมตตาไม่พอ โดยเฉพาะแก่ตนเอง เพราะเมื่อความริษยาก่อให้เกิด ความร้อนใจ ผู้ยอมให้ความริษยาเกิดขึ้น ก็ เท่ากับท าใจตนให้ร้อน ไม่มีความสุข จึงเท่ากับไม่มีเมตตาต่อตนเองนั่นเอง ๑๔ แม้ความริษยาจะเป็นการขาดเมตตาแก่ตนด้วย ต่อผู้อื่นด้วย แต่บางทีความริษยาก็ให้ทุกข์แต่กับผู้มีความ ริษยาเองเท่านั้น มิให้ทุกข์ถึงผู้ถูกริษยาด้วย เพราะบางทีความริษยานั้น ก็มิอาจปรากฏออกเป็นการกระท าค าพูดได้ ต้องอัดแน่นเป็นความทุกข์ร้อนเร่าอยู่แต่ในหัวใจผู้มีความริษยาเท่านั้น จึงพยายามไม่ให้ความริษยาเกิดขึ้นเสียดีกว่า ควำมริษยำเกิดแก่ผู้ใด ย่อมให้ควำมทุกข์เร่ำร้อนแก่ผู้ริษยำเอง ผู้มีปัญญารู้ว่า ความริษยาเป็นความทุกข์เป็นความเร่าร้อนแก่ตนแน่นอน ตรงกันข้ามกับเมตตา ที่ท าให้ ความสุขความเย็นแก่ตนแน่นอน และเมตตาก็ดับความริษยาได้ เช่นเดียวกับดับโกรธได้ ดังนั้นผู้มีปัญญาจึงอบรม เมตตา เพื่อให้เพียงพอส าหรับดับความโกรธและความริษยา ควำมคิดปรุงแต่งนั้นส ำคัญนัก แม้กำรท ำให้ควำมริษยำเกิดหรือท ำให้ไม่เกิด อิสสาและริษยานั้น จะเกิดได้ก็ต้องมีความคิดปรุงแต่งให้เกิด ถ้าคิดปรุงแต่งให้เมตตา ก็จะเกิดเมตตา ก็จะไม่ เกิดอิสสา ความคิดปรุงแต่งจึงส าคัญนัก แม้ในการท าให้เกิดความริษยาหรือท าให้ไม่เกิด ควำมยินดีด้วยเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี ย่อมให้ควำมสุขแก่เจ้ำตัวก่อนแน่นอน เมื่อเห็นผู้ใดดี ถ้าผู้นั้นเป็นผู้ที่รักที่ชอบพอ เป็นลูกหลาน ความคิดปรุงแต่งก็จะพาให้ความยินดีเกิดขึ้นด้วยใน ใจ ความคิดปรุงแต่งนั้นจะเป็นไปในทางชื่นชมยินดีในผู้ได้ดี เช่นว่า มีความดีความเหมาะควรต่างๆ สมกับความดีที่ ได้รับนั้น จิตใจของผู้ปรุงแต่งเช่นนั้น ก็จะพลอยเป็นความอิ่มเอิบไปกับความคิดยินดีด้วยของตน กล่าวว่าความยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดี ให้ความสุขแก่เจ้าตัวก่อนแน่นอน เช่นเดียวกับความริษยา ที่ท าให้ความ ทุกข์แก่เจ้าตัวก่อนแน่นอน ควำมคิดที่ไม่ประกอบด้วยเมตตำเพียงพอ ก็อำจพำให้เกิดควำมริษยำแก่ผู้นั้นได้
เมื่อเห็นผู้ใดดี ถ้าผู้นั้นเป็นผู้อื่นหรือไม่ใช่ผู้เป็นที่รักที่ชอบพอ ความคิดปรุงแต่งที่ไม่ประกอบด้วยเมตตา เพียงพอ ก็อาจพาให้เกิดความริษยา ความคิดปรุงแต่งนั้นอาจเป็นไปในทางไม่ชื่นชมยินดีไม่เห็นด้วยในผู้ได้ดี เช่นว่า ไม่มีความดีความเหมาะควรกับความดีที่ได้รับนั้น คนอื่นหรือตัวเองดีกว่า เหมาะควรกว่าเป็นต้น จิตใจของผู้ปรุงแต่งเช่นนั้น จะเป็นทุกข์เร่าร้อนด้วยความคิดริษยาของตน กล่าวว่าความริษยานั้นให้ความ ทุกข์แก่เจ้าตัวก่อนแน่นอน เช่นเดียวกับความพลอยยินดีด้วย ที่ให้สุขแก่เจ้าตัวก่อนแน่นอน ทั้งความพลอยยินดีด้วย และความริษยาเมื่อเห็นเขาได้ดี เกิดจากความคิดปรุงแต่งทั้งสิ้น แตกต่างกันที่เป็น ความคิดปรุงแต่งที่ประกอบด้วยเมตตา และเป็นความคิดปรุงแต่งที่ไม่ประกอบด้วยเมตตา ทั้งเป็นความคิดปรุงแต่งที่ ประกอบด้วยปัญญา และเป็นความคิดปรุงแต่งที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาอีกด้วย ควันอันเกิดจำกไฟริษยำ บดบังควำมประภัสสรแห่งจิต ริษยาเป็นไฟท าให้ใจร้อนใจไหม้ มีผลเป็นควันตลบอยู่ ควันนั้นจะบดบังความประภัสสรแห่งจิต ผู้ที่มีความ ริษยาแรงเท่าใด การจะแลเห็นความแจ่มใจประภัสสรสวยงามแห่งจิต ย่อมเป็นไปไม่ได้เพียงนั้น ๑๕ ดับไฟริษยำ ด้วยเมตตำและสันโดษ ความริษยาจะเกิดหรือไม่เกิด จะเกิดเบาหรือเกิดแรง ขึ้นอยู่กับความคิดปรุงแต่งทั้งสิ้น มิได้ขึ้นอยู่กับอะไรอื่น ผู้มีปัญญารู้ว่าจิตของตนมีความประภัสสรงดงาม แต่ควันแห่งไฟริษยาเป็นสิ่งหนึ่งที่จะปกคลุมไว้มิให้ปรากฏความ ประภัสสรงดงาม ล้ าค่าได้ ผู้มีปัญญาจึงพยายามควบคุมความคิดปรุงแต่ง ดับความคิดปรุงแต่ง ที่จะเป็นเหตุให้ความริษยาเกิด ด้วย เมตตาและสันโดษ ผู้มีปัญญารู้จักสันโดษและโทษของความคิดปรุงแต่งเท่านั้น จึงจะได้รู้จักจิตอันแจ่มใสประภัสสร ซึ่งเป็นสมบัติแท้ๆ ของตนที่มีอยู่แล้ว พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙ อุปกิเลสข้อ ๘. มัจฉริยะ มัจฉริยะ (ควำมตระหนี่เหนียวแน่น เกลียดกัน หวงข้ำวหวงของ บ้ำนช่อง หวงวิชำควำมรู้ ทรัพย์สิน) อุปกิเลสข้อแปดแผดเผาไหม้ “ มัจฉริยะ” นั้นไซร้เรียกตระหนี่ หวงทรัพย์ศฤงคารบันดาลมี หวงถิ่นที่อยู่อาศัยได้ครอบครอง หวงวิชาความรู้สู้เก็บไว้ ปิดบังไม่ให้ใครเห็นเป็นเจ้าของ ชักบันไดอันตนข้ามตามท านอง แม้นใครต้องตามข้ามได้เสียดายครัน ด้วยปรุงแต่งสารพันอันเลอค่า สุดจะหาได้ยากต้องบากบั่น ตนเท่านั้นเหมาะสมชื่นชมพลัน เป็นของท่านไม่ยกให้เพราะใจตน
อันทรัพย์สินเลอเลิศประเสริฐนัก ยากที่จักแสวงได้ในสถล อีกความรู้เชี่ยวชาญศาสตร์ของปราชญ์ชน ก็หวงจนตัวตายไปในโลกนี้ ไม่สละเพราะเสียดายด้วยหมายมั่น เหมือนหมอกควันปกคลุมหนักเสียศักดิ์ศรี คงคับแคบแน่นเหนียวไซร้ไร้ไมตรี ถึงคราวที่คับขันพลันคับใจ แม้นจ าต้องสละบ้างช่างยากเย็น กระเพื่อมเห็นจิตสั่นนั้นหวั่นไหว งามอย่างนั้นดีอย่างนี้ทุกทีไป ตระหนี่ในทรัพย์ภายนอกท่านบอกมา วิธีแก้คือสละละตัวตน ประดุจฝนชโลมจิตทุกทิศา จงเอื้อเฟื้อในเจตน์อีกเมตตา กรุณาปราณีเถิดประเสริฐเอย. ๑๖ มัจฉริยะ อุปกิเลสข้อ ๘ ท่ำนแปลว่ำ “ตระหนี่” “ไม่คิดให้ดีจะรู้สึกว่าไม่น่าเป็นไปได้ ที่ความตระหนี่จะท าให้เกิดความเศร้าหมอง บังความประภัสสรแห่ง จิต ตระหนี่เป็นความเหนียวแน่น ไม่อยากให้อะไรใครง่ายๆ จึงไม่น่าจะยังให้เกิดความเศร้าหมองแต่เมื่อพิจารณาก็ ย่อมจะเห็นได้ว่า ความเหนียวแน่นคือความตระหนี่นั้น ก่อนจะเกิดขึ้นก็มีความคิดปรุงแต่งเป็นเหตุ คิดปรุงแต่งว่า สิ่งนั้นดีอย่างนั้น งามอย่างนี้ มีค่าอย่างโน้น น่าหวง น่าเป็นสมบัติส่วนตน น่าเสียดายที่จะให้ตกไปเป็นของผู้อื่น สรุปลงเป็นความยึดมั่นเป็นตัวเราของเรา ที่ผู้อื่นจะมาเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้ แม้จ าเป็นจะต้องเสียสิ่งที่ถือว่าเป็นของตน ไป ก็จะยึดไว้ดึงไว้ด้วยความหวงแหน ไม่อยากสละให้ผู้ใดอื่นง่ายๆ นี่คือมัจฉริยะ ความตระหนี่ที่จะเกิดจาก ความคิดปรุงแต่งเป็นตัวเราของเราด้วย เป็นความปรารถนาต้องการเป็นกามฉันท์ด้วย ล้วนท าให้เกิดความ หวั่นไหวในจิตใจทั้งสิ้น จึงเปรียบดังกระเพื่อมแห่งน้ า ที่ท าให้น้ าไม่ใส ท าให้เกิดหมอกควันห่อหุ้มความประภัสสรแห่ง จิต ความตระหนี่ ก็เช่นเดียวกับอุปกิเลสทุกข้อ คือเกิดจากความคิดปรุงแต่งเช่นกัน ดังนั้นการแก้ความตระหนี่ จึง ต้องแก้ที่ความคิดปรุงแต่ง คิดปรุงแต่งให้เอื้อเฟื้อ ให้รู้จักความเสียสละ ให้ถือเขาถือเราเพียงพอสมควร คิดปรุงแต่งให้ เมตตา ให้กรุณา ให้รู้จักคิดว่า ความตระหนี่ท าให้เป็นคนคับแคบ คนเอื้อเฟื้อท าให้เป็นคนกว้างขวาง คนคับแคบนั้น เมื่อถึงคราวคับขัน ก็ยากจะหาผู้ให้พึ่ง คิดปรุงแต่งให้เห็นคุณเห็นโทษของความไม่ตระหนี่และความตระหนี่ ย่อมจัก สามารถแก้ไขความตระหนี่ให้หมดสิ้น หรือบันเทาเบาบางลงได้ เป็นการลดหมอกควันที่พรางกั้นความประภัสสรแห่งจิต มิให้ปรากฏความแจ่มใสงดงาม” พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙
อุปกิเลสข้อ ๙ มำยำ อุปกิเลสข้อ ๙ ท่ำนแปลว่ำ "มำรยำ เจ้ำเล่ห์" อุปกิเลสข้อเก้าเข้า “มารยา” ล่อลวงว่าตนดีเลิศประเสริฐศรี ออกอุบายด้วยเล่ห์กลท้นนที แสร้งท าดีให้ตายใจไม่มีเทียม ปรุงแต่งตนให้ดีไร้ที่ติ มีต าหนิก็กลบเกลื่อนเลื่อนลบเหลี่ยม ให้ผู้อื่นเห็นความตามธรรมเนียม ชมว่าเยี่ยมเยินยอข้อมารยา ลวงจิตคนด้วยใจบอดตลอดร่าง ขุดหลุมพรางให้เหยื่อหล่นจนถลา แสร้งเป็นเพชรเม็ดงามตามต ารา อนิจจาออกอุบายร้ายเหลือดี พอกทาตนให้ดูดีมีค่ามาก แท้เป็นกากสิ้นไร้ในศักดิ์ศรี ใช่เล่ห์เหลี่ยมปรนนิบัติคอยพัดวี หาประโยชน์ตามที่ตนต้องการ สุดเจ้าเล่ห์เพทุบายร้ายกาจนัก หลอกให้รักหรือศรัทธาน่าสงสาร พลิกลิ้นให้คนหลงเชื่อเพื่อไหว้วาน มีมานานในทุกยุคทุกเวลา ๑๗ ความหมายละเอียดว่า แสร้งท า เล่ห์เหลี่ยม ล่อลวง กล ไม่จริง เพียงมายาหรือมารยาก็ท าให้รู้สึกได้ด้วยกันแล้วว่า เป็นความไม่ดีร้อยแปดประการ และเพื่อให้เกิดมายาก็จะต้องคิดปรุงแต่งในทางชั่วร้ายมากมาย เพื่อให้ตรงกันข้ามกับ ความจริง ความจริงดี ต้องการให้ผู้อื่นเห็นว่าไม่ดี หรือความจริงไม่ดี ต้องการให้ผู้อื่นเห็นว่าดีเพื่อประโยชน์ใดก็ตาม ก็ต้องคิดปรุง แต่งใช่เล่ห์เหลี่ยมเพื่อล่อลวงให้ผู้อื่นเห็นตาม ให้เห็นดีเป็นไม่ดี หรือเห็นไม่ดีเป็นดี มายาจึงเกิดจากความคิดปรุงแต่งเล่ห์กลเพื่อล่อลวง ความคิดปรุงแต่งเช่นนั้นเป็นความต่ าทราม สกปรก และความ สกปรกภายในนั้นก็เช่นเดียวกับความสกปรกภายนอก เมื่อเกิดขึ้นภายนอก จับเข้าที่ใดก็ย่อมท าให้ความสะอาดอันเป็นสภาพเดิมของที่นั้นปรากฏไม่ได้ เมื่อเกิดขึ้นภายใน จับเข้าที่จิต ก็ย่อมท าให้ความประภัสสรแห่งจิตปรากฏไม่ได้ ถูกบดบังไว้ภายใต้ความสกปรก มายาก็เช่นเดียวกับอุปกิเลสทั้งหลาย ท าให้เกิดได้ด้วยความคิดปรุงแต่ง ถ้าแสดงออกตามที่รู้สึกที่รู้จริงเห็นจริง รู้อย่างไร เห็นอย่างไร แม้อาจจะเป็นการรู้ผิดเห็นผิด แต่การแสดงออกตรงตามความรู้เห็นนั้นนั่นไม่ใช่มายานั่นไม่ต้องอาศัย ความคิดปรุงแต่ง เกิดขึ้นเองจากความจริงใจ ไม่ใช่จากความคิดปรุงแต่ง ด้วยเล่ห์เหลี่ยม หลอกลวงอันเป็นความไม่ดี เป็นความสกปรกต่ าทราม เพียงไม่คิดปรุงแต่งเล่ห์เหลี่ยมเพื่อหลอกลวงเท่านั้น อุปกิเลสความเศร้าหมอง คือ มายาก็จะไม่เกิด เครื่องพรางชั้นหนึ่ง ของจิตก็จะไม่ถูกสร้างขึ้น ความประภัสสรแห่งจิตก็จะปรากฏได้บ้าง แม้อุปกิเลสอื่นยังมีเป็นเครื่องพรางจิตอยู่ พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙
๑๘ อุปกิเลส ข้อ ๑๐ สำเถยยะ สำเถยยะ (ควำมโอ้อวดหลอกเขำ, หลอกด้วยค ำโอ้อวด ควำมโอ้อวดตัวให้ยิ่งกว่ำคุณที่มีอยู่) สาเถยยะ คือกิเลสเหตุข้อสิบ ไม่ถึงนิพพานแน่แก้สงสัย หมายถึงโอ้อวดตนล้นกว่าใคร ทุกทีไปเลอเลิศประเสริฐครัน อวดว่าเชี่ยวชาญจบครบทุกด้าน ทั้งการงานส าเร็จง่ายเหมือนขายฝัน บอกว่าฟ้าส่งมาแก้ปัญหาพลัน ว่าสวรรค์ส่งมาช่วยอวดอวยตน ใช้วิชาความรู้ยกชูหาง เป่ามนต์พลางคนเคลิ้มไปไม่ตกหล่น สาธยายสรรพคุณค้ าจุนคน ทุกแห่งหนตนเก่งไปในทุกทิศ เพื่อหวังผลล่อลวงให้ตายใจ คนป่วยไข้ให้หลงเชื่อเนื้อสนิท สร้างศรัทธาให้สูงค่ากว่าที่คิด แสร้งเป็นมิตรด้วยน้ าค าล้ าเลิศคุณ แท้จริงนั้นประโยชน์หรือคืออะไร หากมิใช่ทรัพย์สินถิ่นเกื้อหนุน ดูท่าทีมีเมตตาเกื้อการุณ เหมือนสร้างบุญให้คนบาปเข็ดหลาบไป ด้วยค าคมลึกล้ าตอกย้ าจิต เข้าใจผิดว่าเพชรงามน้ าสุกใส กลับตาลปัตรเป็นเพชรเทียมเหลี่ยมกว่าใคร ลิ้นหลบในหลายแฉกแยกไม่รู้ ด้วยเพราะหลงในค าที่พร่ าอวด ให้ร้าวรวดหมองหม่นมืดมนอยู่ คนอสัตย์ลวงล่อเขาจะเฝ้าดู ที่สุดรู้เมื่อเวลาพาผ่านไป ในสังคมมีมากมายทั้งชายหญิง ใช่คนจริงเป็นคนลวงคอยล้วงไส้ เหมือนกระสือกลางวันนิ่งดูจริงใจ กลางคืนไซร้ออกหากินระบิลเมือง หากพบเจออย่าเผลอไผลให้อยู่ห่าง ปล่อยตามทางของมันที่ฝันเฟื่อง
อาจจะเคยตกเป็นเหยื่อเชื่อว่าเคือง แต่ก็เรื่องกิเลสรุกรู้ทุกข์เทอญ. ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ความโอ้อวดเกิดจากความคิดปรุงแต่ง หาทางแสดงออกให้ผู้อื่นเห็นความส าคัญในทางต่างๆ ของตน เช่นควำมมั่งมี ควำมใหญ่โต มีอ ำนำจวำสนำ หรือควำมฉลำดรอบรู้เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นความส าคัญจริงก็ตามไม่จริงก็ตาม ความส าคัญนั้นจะปรากฏเป็นที่ล่วงรู้ของผู้อื่นก็ตาม แต่ถ้าเจ้าตัวไม่คิดปรุงแต่งหาทางแสดงออกก็ไม่เป็นการโอ้อวด ไม่ เป็นอุปกิเลส ต้องคิดปรุงแต่งเพื่อโอ้อวดเท่านั้นจึงจะเป็นอุปกิเลส เป็นเครื่องเศร้าหมองที่ห่อหุ่มจิต และพรางความ ประภัสสรของจิต ๑๙ เพียงไม่คิดปรุงแต่งเพื่อโอ้อวดสิ่งที่มีอยู่แล้วจริงก็ตาม หรือไม่จริงก็ตาม เพียงเท่านั้นสาเถยยะคืออุปกิเลสข้อ ๑๐ ก็จะไม่เกิด ความเศร้าหมองก็จะไม่เกิดเป็นดั่งฝุ่นละอองจับของสะอาดผ่องแผ้ว คือ จิตที่ประภัสสร ให้ปรากฏหมองมัว พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙ อุปกิเลสข้อ ๑๑ ถัมภะ ๑๑. ถัมภะ (ควำมหัวดื้อ, กระด้ำง) อุปกิเลสข้อสิบเอ็ดมิเสร็จสิ้น คือ”ถัมภะ”ได้ยินว่าดื้อด้าน ไม่ฟังเหตุหรือผลอนธกาล มืดมนนานไปตามจิตที่คิดไว้ ด้วยว่าไร้ปัญญาจึงพาดื้อ ไม่เชื่อถือตามผู้รู้ดูไฉน จึงโลดแล่นเลาะเลี้ยวบิดเบี้ยวไป เพราะด้วยไร้ปัญญาพาส่องทาง แสดงตนอย่างกระด้างอวดอ้างฤทธิ์ ทั้งถูกผิด มิรู้ตรอง จิตหมองหมาง มุทะลุดุดันพลันเลือนราง แข็งตึงต้านขวางไว้ไม่รามือ แม้นผู้รู้จะชี้แจงแถลงไข ก็ต้านไว้สุดแรงฤทธิ์อย่าคิดหือ ปกครองยากสอนยากเย็นเป็นเลื่องลือ เพราะได้ชื่อว่าดื้อด้านพาลพาโล มิฟังเสียงเถียงใส่ให้ชนะ ไม่ลดละกิเลสหนักอันอักโข อาจอวดฤทธิ์เบ่งศักดาท าตาโต ขี้โมโหร่วมด้วยให้ป่วยการ เป็นกิเลสละเอียดอ่อนวอนอย่าเกิด ปัญญาเลิศจะช่วยให้ได้หักหาญ อีกอ่อนน้อมละมุนละไมในสันดาน ท่านกล่าวขานแก้ “ถัมภะ” ชนะเอย ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕
อันความหัวดื้อหรือความดื้ออย่างรุนแรงเป็นความไม่มีเหตุผลอย่างยิ่ง จะเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องใด สิ่งใด ก็ เป็นไปตามความต้องการจะเชื่อหรือจะไม่เชื่อเท่านั้น ไม่ฟังเหตุผลใดๆ ไม่ค านึงถึงเหตุผลเลย จะคิดปรุงแต่งแต่ว่าจะต้องไม่เห็นด้วย ไม่เชื่อ ไม่ท าตามและก็ดื้อเท่านั้น เป็นการไม่ใช้ปัญญาคิด หรือไม่มีปัญญาพอจะ คิด จึงเป็นความโง่ความมืดแห่งปัญญา ถ้ามีเหตุผลที่ถูกต้องแล้ว แม้จะไม่เชื่อค าใคร ไม่เชื่อในเรื่องใด สิ่งใด ไม่เรียกว่าหัวดื้อ ไม่เป็นถัมภะ คือไม่เป็นอุปกิเลส ตรงกันข้าม ถ้ามีเหตุผลที่ถูกต้องแล้ว ยังโลเลเชื่อคนนั้นบ้างเชื่อคนนี้บ้าง ท าตนเป็นคนไม่ดื้อ ก็ไม่ถูกต้อง เป็นคนไม่มี ปัญญาไม่มีเหตุผล การแก้โรค “หัวดื้อ” ต้องใช้ปัญญา ใช้เหตุผล ใช้ปัญญาให้ถูกต้องเพียงพอ ก็เปรียบดังมีแสงสว่างเพียงพอ ตรงกันข้าม กับใช้เหตุผลใช้ปัญญาไม่เพียงพอ ก็เปรียบดังมีแสงสว่างไม่เพียงพอ มีความมืดมาก ๒๐ การใช้ปัญญาใช้เหตุผลหรือไม่ใช้ปัญญาไม่ใช้เหตุผล ก็ขึ้นอยู่กับความคิดปรุงแต่ง ใช้ความคิดปรุงแต่งให้เบาปัญญาหา เหตุผลไม่ได้ เป็นการสร้างความมืดขึ้นพรางความประภัสสรแห่งจิตตน พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙ อุปกิเลสข้อ ๑๒ สำรัมภะ ๑๒. สำรัมภะ (ควำมแข่งดี, ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอำชนะกัน) สารัมภะข้อสิบสองท านองกล่าว เป็นเรื่องราวแข่งดีหนาจะหาไหน มุ่งชนะคะคานทุกย่านไป มิยอมใครทั้งนั้นท่านว่ามา มิลดราวาศอกให้บอกไว้ก่อน ทุกบทตอนต้องได้ดั่งใจปรารถนา ต้องดีกว่าเด่นดังกว่าทุกเวลา กดคนอื่นให้ต่ ากว่าตัวเอง ต้องพูดต้องท าย้ าให้เกิด ตนเป็นเลิศจริงเทียวเที่ยวข่มเหง มีปมด้อยแข่งดีมิกลัวเกรง จึงละเลงความคิดแต่งจิตตน
ทวีความเร่าร้อนทุกตอนนั่น เหมือนหมอกควันปกคลุมใจในทุกหน จิตเศร้าหมองร้อนระอุทุรชน ผลักดันคนให้คิดต่ าท าเลวทราม ท่านจึงนับเป็นอุปกิเลส หมั่นสังเกตจิตตนไว้ใช่หยาบหยาม ด้วยแข่งดีจึงเร่าร้อนตอนสร้างตาม โบสถ์วิหารลุกลามเหมือนไฟลน ๒๑ คนละอย่างกับการสร้างความดี เพราะแข่งดีอยากดีจึงปี้ป่น ต้องใหญ่กว่าดีกว่าพาร้อนรน สารัมภะเสียคนจนเจียนตาย แยกให้ออกบอกเหตุสังเกตไว้ ท าดีไซร้ใจสว่างกระจ่างหมาย หากแข่งดีจะร้อนรุ่มไฟสุมกาย เผาท าลายเหตุสุขทุกข์มาเยือน สารัมภะ อุปกิเลสข้อ ๑๒ ท่านแปลว่า “แข่งดี” ความหมายของค าว่า “แข่งดี” เป็นคนละอย่างกับ “ตีเสมอ” เมื่อพูดถึงตีเสมอ จะได้ความรู้สึกถึงความไม่มีสัมมาคารวะ ไม่รู้จักที่ต่ าที่สูง หยาบคาย ส่วนแข่งดี เป็นเพียงความทะเยอทะยานที่อาจประกอบด้วยขาดอุปกิเลส ข้อริษยาด้วยได้ ไม่ ถึงกับแสดงความหยาบคาย ขาดสัมมาคารวะ เช่นตีเสมอ แต่ถึงเช่นนั้น ความแข่งดีก็เกิดจากความคิดปรุงแต่งที่ไม่ดี ให้ความร้อนแก่ตนเองก่อน ซึ่งเป็นเรื่องของใจ ต่อไปก็จะเป็น เรื่องของกายและวาจา เมื่อต้องการแข่งดีกับผู้ใดก็จะต้องพูดต้องท า เพื่อให้บรรลุถึงความมุ่งหมาย อันจะเป็นการพูด การท าที่ไม่เลือกความควรไม่ควร หรือความถูกความผิด เพราะมีความต้องการแข่งดีเท่านั้น เป็นเหตุผลักดัน ไม่มีเหตุผล อื่น อาจเอาชนะความรู้สึกแข่งดีได้ เมื่อความรู้สึกแข่งดีเกิดขึ้นกับผู้ใด ความรู้ถูกรู้ผิดของผู้นั้น ย่อมดับไป ปัญญาก็มีไม่พอจะพิจารณา เป็นความมืดไปหมด ความแข่งดีจะไม่เกิด ถ้าไม่มีความคิดปรุงแต่งขึ้นมาว่า ท าไมเขาจะต้องส าคัญกว่าเรา ใหญ่กว่าเรา ดังกว่าเรา เราะต้อง ส าคัญกว่า ใหญ่กว่า ดังกว่าเขา
เราจะต้องส าคัญกว่า ใหญ่กว่า ดังกว่าให้ได้ และความคิดปรุงแต่งเช่นนี้ จะประกอบพร้อมด้วยความขุ่นเคืองขัดใจ หมายมั่นจะต้องกดอีกฝ่ายหนึ่งให้ต่ าลงกว่าตนให้จงได้ นี่คือความแข่งดี ที่ไม่ใช่ความดี ก่อนถึงเวลาที่จะสมดังมั่นหมาย ซึ่งอาจไม่ถึงเวลานั้นเลยก็ได้ ความคิดปรุงแต่งเพื่อแข่งดีจะไม่หยุดยั้ง จะยังให้ร้อนระอุ ให้มืดมัวด้วยควันไฟของความมุ่งมั่นแข่งดี เป็นอีกหนึ่งของ เครื่องพรางความประภัสสรแห่งจิต ที่เป็นสมบัติล้ าค่าของทุกคน อันผู้ที่จะเกิดความคิดปรุงแต่เพื่อแข่งดีนั้น ย่อมเป็นผู้ไม่มีความมั่นใจในตนเองว่ามีความดีอยู่แล้ว เช่นคนดีทั้งหลาย ท านองเดียวกับคนมีปมด้อย นี่มิได้หมายความว่าให้ยินดี พอใจ จะดีอยู่เท่าที่เป็นตลอดไป ความดีเป็นสิ่งควรเพิ่มพูนไม่หยุดยั้ง แต่การเพิ่มพูนความดี ยิ่งวันยิ่งทวีความเยือกเย็นเป็นสุขสว่างไสวในจิตใจ การแข่งดี ยิ่งวันยิ่งทวีความร้อนเร่า มืดมิด ผู้ใดคิดว่า ตนเองก าลังท าความดี แต่มีจิตใจเร่าร้อน หาความสงบสุขยาก ก็พึงเข้าใจเสีย ให้ถูกต้องว่า ตนมิได้ก าลังท าความดี อาจเป็นเพียงก าลังคิดแข่งดีเท่านั้น ๒๒ อันความคิดแข่งดีนั้น มีมากมายหลายระดับ ถ้าคิดแข่งดีกับผู้มีระดับไม่แตกต่างจากตนมากนัก ความเร่าร้อนจาก ความคิดนั้นก็จะไม่มากมาย ไม่ผลักดันให้พูดให้ท าอย่างรุนแรง เลวร้ายมากมาย แต่ถ้าคิดแข่งดีกับผู้มีระดับ แตกต่างจากตนมากเพียงไร ความเร่าร้อนก็จะรุนแรงมากมายเพียงนั้น ผลักดันให้พูดชั่ว ท าชั่ว วางแผนชั่ว เพื่อด าเนินไปสู่ความส าเร็จของตน อันผลที่ได้จากการแข่งดีนั้น แม้เจ้าตัวผู้คิดแข่งดีจะถือว่าเป็นผลดี แต่ความจริงมิใช่ ความคิดแข่งดี เน้นความคิดที่ไม่ดี ท่านจึงจัดเป็นอุปกิเลสที่จะปิดกั้นความประภัสสรแห่งจิต และจิตที่ปรากฏความ ประภัสสรนั้น เป็นสิ่งหาค่ามิได้อย่างแท้จริง จิตที่ปรากฏความประภัสสรเต็มที่ให้เจ้าของเห็นประจักษ์แก่ตัว ย่อมเป็น ความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง เมื่อใดเกิดความคิดปรุงแต่งขึ้นมาว่า เขาต้องดีกว่าเราไม่ได้ เมื่อนั้นให้รู้ว่านั่นคือ ก าลังคิดแข่งดี ซึ่งไม่ใช่ความถูกต้อง เป็นความผิด ความไม่ชอบ พึงพยายามหยุดความคิดนั้นเสียให้ได้ ถ้าปรารถนาจะได้มีโอกาสเห็นจิตที่ประภัสสรของตน คือ มีโอกาสได้พ้นทุกอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙ อุปกิเลสข้อ ๑๓ มานะ ๑๓. มานะ (ความถือตัว, ทะนงตน)
ส ำคัญตนว่ำดีกว่ำเลวกว่ำเรียก “มำนะ” เสมอกันก็จะไปกันได้ ทะนงตนยะโสโอหังไป ผู้รู้ให้ควำมหมำยหลำยแง่มุม หนึ่งถือตัวดูกระด้ำงช่ำงเย่อหยิ่ง มิเกรงกริ่งใครก็พ่ำยตนหลำยขุม มีทรัพย์สินล้นฟ้ำพำปกคลุม มำนะรุมให้ผยองล ำพองตน ๒๓ บ้ำงรูปร่ำงหน้ำตำพำสวยสะ มีมำนะในรูปงำมท ำพองขน ชำติตระกูลสูงศักดิ์ค่ำกว่ำทุกคน ควำมรู้ล้นควำมสำมำรถผงำดน ำ อีกยศฐำบรรดำศักดิ์แบกหนักอยู่ จึงควรคู่มำนะให้ใจถล ำ พร้อมพรรคพวกบริวำรพำลกระท ำ เห่อเหิมซ ำส ำคัญตนอลเวง จึงขำดเสียซึ่งควำมตำมเคำรพ ไม่น้อมนบใครง่ำยใคร่ข่มเหง มิอ่อนน้อมค้อมให้ใครบรรเลง คนกันเองก็ไม่รักไม่ทักทำย“อธิมำนะ” แปลว่ำมำนะยิ่ง เหนือทุกสิ่งส ำคัญเลิศประเสริฐสำย ต้องมีคนตำมยกย่องทุกร่องรำย ทนไม่ได้ใครโดดเด่นเป็นเล่นงำน
“โอมำนะ” แปลว่ำ มำนะลง ควำมน้อยเนื อต่ ำใจจงคงสถำน เห็นคนอื่นดีกว่ำมิช้ำนำน อัตนิวิบำตมำรเข้ำครอบง ำ เพรำะเปรียบเทียบจึงด้อยค่ำรำคำตน ทุกแห่งหนเขำดีกว่ำพำถล ำ สู้ไม่ได้คอยย ำเตือนเหมือนมีกรรม สุดชอกช ำตนไร้ค่ำดังว่ำนี ๒๔ “อัสมิมำนะ”คือถือตัว ทุกถ้วนทั่วเรำเป็นนั่นท่ำนเป็นนี่ ถือตัวตนเป็นของเรำของเขำมี หนักเข้ำรี่ก่อสงครำมลุกลำมไป. มำนะที่เป็นอุปกิเลสมิได้หมำยถึงควำมพยำยำม ควำมตั งใจจริงเป็นควำมดี แต่มำนะควำมถือตัวเป็นควำมไม่ดี อย่ำงไรก็ ตำมต้องท ำควำมเข้ำใจให้ถูกต้องว่ำ ควำมถือตัวที่ไม่ดีนั นเป็นคนละอย่ำงกับควำมถูกต้องในกำรวำงต้ว แม้ว่ำกำรวำงตัวอย่ำงถูกต้องบำงทีจะเหมือนเป็นถือตัว แต่ควำมจริงไม่เหมือนกัน ควำมไม่ถือตัวมิได้หมำยถึงอะไรก็ได้ ใครจะปฏิบัติต่อตนผิดอย่ำงไรก็ได้ หรือตนจะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่ำงไรก็ได้ ไม่เช่นนั น สมมติบัญญัติยังมีอยู่ ควำมถูกต้อง ตำมสมมติบัญญัติต้องรักษำไว้ ต้องระวังให้ถูกต้อง ไม่ใช่ว่ำจะถือว่ำเป็นผู้ไม่มีมำนะควำมถือตัว คือผู้ต้องยอมให้ผู้น้อย ไม่มีสัมมำคำรวะต่อผู้ใหญ่ หรือไม่ใช่จะถือว่ำผู้ไม่มี มำนะควำมถือตัวก็คือ แม้ตนจะเป็นผู้ใหญ่ก็นอบน้อมต่อผู้น้อย รำวกับเป็นผู้น้อยยิ่งกว่ำ มำนะควำมถือตัวเป็นเรื่องของใจ ใจที่อบรมแล้วอย่ำงถูกต้องตำมธรรมของพระพุทธศำสนำนั่นแหละที่ไม่มีมำนะถือตัว ส่วนกำรแสดงเป็นไปอย่ำงเหมำะสมกับสมมติบัญญัติ ที่ผู้เข้ำใจไม่ถูกเพียงพออำจเห็นเป็นมำนะได้ จึงเป็นเรื่องเฉพำะตน อย่ำงแท้จริงและต้องเป็นควำมรู้สึกอย่ำงจริงใจของตนเองด้วยว่ำ ตนเองมีมำนะเพียงไร ไม่ใช่ว่ำปฏิบัติอย่ำงหนึ่งและปกปิดควำมจริงใจบอกว่ำใจไม่มีมำนะ ปฏิบัติเพื่อควำมเหมำะสมเท่ำนั น กำรยอมรับกับ ตนเองอย่ำงถูกต้องอย่ำงจริงใจนั่นแหละส ำคัญ
มำนะควำมถือตัวจะเกิด ก็ต่อเมื่อคิดปรุงแต่งว่ำเรำต้องถือตัวเรำไว้ เพรำะเรำดีกว่ำเขำ เดี๋ยวเขำจะนึกว่ำเรำเป็นคน ระดับเดียวกับพวกเขำจะดูถูกได้ และก็อำจจะคิดปรุงแต่งยืดยำวต่อไปในท ำนองนี ได้อีกมำกมำย ยิ่งคิดปรุงแต่งไปใน ท ำนองดังกล่ำวมำกอีกเท่ำไร มำนะถือตัวก็จะยิ่งมำกขึ นแรงขึ นเพียงนั น ให้เกิดควำมสับสนวุ่นวำย ควำมร้อนควำมมืด แห่งสติปัญญำพรำงควำมประภัสสรแห่งจิตเพียงนั น ควำมคิดปรุงแต่งเป็นเหตุให้เกิดมำนะควำมถือตัวจึงต้องระวังควำมคิดปรุงแต่งให้ดีที่สุด พยำยำมยับยั งที่จะไม่ให้มี ควำมคิดปรุงแต่งให้มำกที่สุด เมื่อบังคับไม่ได้จริงแล้วก็พึงพยำยำมอย่ำคิดปรุงแต่งที่จะน ำให้เกิดอุปกิเลส เช่น มำนะ ถือตัวเป็นต้น พระนิพนธ์ สมเด็จพระญำณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลำคม ๒๕๒๙ ๒๕ อุปกิเลสข้อ ๑๔ อติมานะ ๑๔ อติมานะ (ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา, ดูหมิ่นเขา) อุปกิเลสข้อสิบสี่ “อติมำนะ” สุดที่จะถือตัวยิ่งหยิ่งศักดิ์ศรี ท ำจองหองดูหมิ่นสิ นชีวี ในข้อนี โทษร้ำยถึงตำยครัน เช่นตัวอย่ำงพระเจ้ำวิฑูฑภะ ท ำตระกูลศำกยะวิบัตินั่น เพรำะอติมำนะครอบง ำพลัน โดนห ำหั่นฆ่ำล้ำงโคตรด้วยโกรธแค้น เนื่องเพรำะศำกยะวงศ์คงสมมติ เลือดบริสุทธิ์ทั งปวงจึงหวงแหน หยิ่งในโคตรในชำติเกิดก ำเนิดแดน จึงดูแคลนบุตรทำสีมีที่มำ ครั งพระเจ้ำวิฑูฑภะขึ นครองรำชย์ กัมปนำทกรีฑำทัพไล่ขับฆ่ำ
เพรำะฝังจิตโดนดูแคลนแน่นอุรำ พระไตรปิฎกว่ำแสดงไว้ หยิ่งเพรำะโคตรหยิ่งเพรำะชำติประกำศก้อง เรื่องท ำนองนี ไล่รุกทุกยุคสมัย จึงสูญสิ นชีวินลับดับร่วงไป อนำถใจให้ร ำลึกหมั่นตรึกตรอง ๒๖ อีกหนึ่งหยิ่งเพรำะงำนกำรหน้ำที่ สุดเลิศดีกว่ำใครในทั งผอง กำรศึกษำสูงส่งงำมตำมครรลอง ทรัพย์เนืองนองจึงยโสโอหังนัก จึงดูหมิ่นผู้อื่นอีกหมื่นแสน ทั่วแว่นแคว้นตนสูงส่งจงประจักษ์ อุตส่ำห์ใช้เมตตำเยียวยำรัก ก็คงหักอติมำนะครำนี . ก็เข้ำใจได้ชัดแล้วว่ำควำมรู้สึกหรือกำรกระท ำที่เป็นกำรดูหมิ่นไม่ใช่สิ่งดี เป็นที่ต ำหนิของคนทั่วไป ดูหมิ่นกับดู ถูกก็ท ำนองเดียวกัน ผู้ที่คิดดูหมิ่นหรือแสดงอำกำรดูหมิ่นผู้อื่นก็ต้องเริ่มจำกควำมคิดปรุงแต่งว่ำผู้อื่นต่ ำต้อยกว่ำตนต่ำงๆ เป็นต้นว่ำ ฐำนะควำมรู้ควำมสำมำรถ ชำติตระกูล เมื่อเกิดควำมคิดปรุงแต่งเช่นนี ขึ น ต้องพยำยำมหยุดให้ได้ จึงจะไม่ เกิดควำมรู้สึกดูหมิ่นติดตำมมำ เปรียบดังพัดพำหมอกควันที่เริ่มขึ นมิให้ผ่ำนเข้ำปิดบังควำมประภัสสรแห่งจิตเพิ่มขึ นกว่ำ ที่มีอยู่เพรำะควำมคิดปรุงแต่ง อันเป็นอุปกิเลสข้ออื่นๆ ผู้มีควำมรู้ควำมสำมำรถหรือสติปัญญำหรือฐำนะชำติตระกูล รู้แน่ในควำมเป็นจริงเช่นนั นของตน จักไม่ทะนงเห่อเหิม เห็นตนวิเศษกว่ำผู้ใดผู้หนึ่งแล้วดูหมิ่นผู้นั น
ผู้ไม่มีสมบัติดังกล่ำว แต่ปรำรถนำจะให้เขำยกย่องว่ำมี นั่นแหละที่จะคิดปรุงแต่งไปต่ำงๆ นำนำว่ำ คนนั นคนนี ต่ ำต้อย กว่ำตน แล้วก็ดูหมิ่นเขำแสดงออกให้ปรำกฏ จะแก้ไขได้ด้วย กำรอย่ำน ำตนไปเปรียบกับผู้อื่น ตั งใจท ำดีเท่ำนั น นั่นแหละจึงจะมีโอกำสเพิ่มขึ นที่จะได้พ้นทุกข์ ได้ประจักษ์ชัดเจนในควำมประภัสสรแห่งจิตตน พระนิพนธ์ สมเด็จพระญำณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลำคม ๒๕๒๙ ๒๗ อุปกิเลสข้อ ๑๕ มทะ ข้อ ๑๕ มทะ (ความมัวเมา) อุปกิเลสข้อสิบห้ำว่ำ “มทะ” หลงในกระแสกิเลสเหตุหุนหัน จึงประมำทพลำดพลั งช่ำงชีวัน ชีวิตสั นแต่หลงกลจนวำยปรำณ หลงหนึ่งในวันเวลำที่คลำเคลื่อน ผ่ำนวันเดือนปีสุขสนุกสนำน ผ่ำนชีวิตที่คิดว่ำช้ำนำน หลงในกำลอำยุนี ที่สั นลง ผ่ำนวัยเด็กมำเริ่มรุ่นเป็นหนุ่มสำว รู้ร้อนหนำวไร้กลัดกลุ้มจึงลุ่มหลง ครั นสุรีย์เข้ำที่อัสดง กำลพุ่งตรงแก่เฒ่ำเข้ำต ำรำ คือยำมเยำว์เห็นโลกล้วนแสนสนุก วัยหนุ่มสำวก็หลงสุขน่ำปรำรถนำ
พอกลำงคนแก่ผ่ำนพ้นกำลมำ จึงรู้ว่ำโลกล้วนอนิจจัง เพรำะกิเลสเหตุสร้ำงควำมเมำมัว คือสลัวมองไม่ชัดไม่เห็นฝั่ง หลงในวัยบ้ำงหลงทรัพย์กับก ำลัง หลงกระทั่งชีวิตที่ริดรอน บ้ำงหลงในอ ำนำจวำสนำ จึงมิกล้ำมีผู้ใดไปสั่งสอน ท ำทุกอย่ำงเกินเหตุไปไม่สังวรณ์ ว่ำอ ำนำจอำจสั่นคลอนไปตำมกำล ๒๘ จึงเพลิดเพลินมัวเมำเคล้ำชีวิต ส ำแดงฤทธิ์มิสิ นสุดดุจสังหำร ไร้เมตตำเบ็ดเสร็จเผด็จกำร หลงวัยวำรว่ำจะอยู่คู่โลกำ จึงประมำทพลำดพลั งมิตั งตัว อันดีชั่วกุศลสร้ำงทำงหินผำ แม้นสูงชันซับซ้อนซ่อนเมฆำ วำสนำท่ำนไต่ถึงจึงเยี่ยมกรำย ธรรมะสอนให้เห็นเฉกเช่นนี เช้ำยังดีบ่ำยอยู่มิรู้หำย ตกค่ ำมำอำสัญพลันวอดวำย จึงอย่ำได้ประมำทเก่งกำจเอย. มทะ อุปกิเลสข้อ ๑๕ ท่านแปลว่า “มัวเมา” คนเมำเหล้ำจนไม่มีสติ สำมำรถท ำวำมผิดได้โดยไม่รู้ตัว ผู้มัวเมาก็เป็นเช่นเดียวกัน ความหลงในลาภยศสรรเสริญสุข หรือความหลงในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ จนลืมความถูกความควร คือความมัวเมานี้เป็นอุปกิเลสที่เกิดขึ นจำก ควำมคิดปรุงแต่งให้เพลิดเพลิน เห็นลำถยศสรรเสริญสุขเป็นควำมส ำคัญที่สุดส ำหรับชีวิต
จึงท ำทุกสิ่งได้ไม่ว่ำถูกหรือผิดควรหรือไม่ควรเพื่อให้ไดด้มำ คนเมาเหล้าเมื่อสร่างเมาแล้วยังมีโอกาสที่จะมีภาวะฐานะ เช่นเดิมได้ แต่คนเมา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่มีโอกาสเช่นนั้น เมื่อความมัวเมาเกิดขึ้นแล้ว ความเสื่อมเสียย่อม เกิดตามมา ทั้งในความรู้ความเห็นของคนอื่นทั้งหลาย โดยเฉพำะควำมรู้สึกนึกคิดของตัวเองจะมืดมัวปิดบังควำมประภัสสรแห่งจิตได้ และควำมคิดปรุงแต่งว่ำดีว่ำสนุกว่ำ สบำยนั่นเอง ท ำให้ติดท ำให้มัวเมำให้ปรำรถนำต้องกำร ผู้มีปัญญำจึงพยำยำมหยุดควำมคิดปรุงแต่งนั น เพื่อให้พ้นจำก ควำมมัวเมำ เพื่อให้ปรำกฏควำมประภัสสรแห่งจิต พระนิพนธ์ สมเด็จพระญำณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลำคม ๒๕๒๙ ๒๙ อุปกิเลส ข้อ๑๖ ปมำทะ ข้อ๑๖ ปมาทะ ความประมาท, ความเลินเล่อ,ความขาดสติ, ความปล่อยปละละเลย มาถึงซึ่งกิเลสเหตุสุดท้าย ทั้งหญิงชายโปรดจ าค าสั่งสอน “ปมาทะ”ก่อเหตุให้ได้สังวร ขาดสติทุกตอนจึงรอนราญ เพราะประมาทเปรียบปราชญ์ที่พลาดพลั้ง เผลอเรอนั่งทับของเน่าเขากล่าวขาน เหม็นคลุ้งไปดูโง่งมให้ซมซาน ร าลึกกาลใดไม่ได้ไม่รู้เลย อีกประพฤติทุจริตอนิจจา เพราะเลินเล่อเผลอว่าเจ้าข้าเอ๋ย ท าในสิ่งกฎหมายห้ามตามอย่างเคย แล้วเอื้อนเอ่ยว่าไม่ผิดลองคิดดู ด้วยสติคือธรรมร าลึกได้ หวนนึกง่ายก าหนดไว้ในใจอยู่ คิดใคร่ครวญครั้งคราใดใคร่เป็นครู ไตร่ตรองรู้ตรึกจิตไว้ในบัดดล ท่านจึงว่ามีอุปการะมาก
มิล าบากงานส าเร็จเป็นเหตุผล เพราะสติพาตัวรอดปลอดพาลชน เราทุกคนควรก ากับประดับใจ หากก าหนัดขัดเคืองทุกเรื่องราว ก่อเหตุฉาวร้าวรานทุกกาลสมัย ขาดสติพาพลาดพลั้งทุกครั้งไป เรื่องเล็กใหญ่ให้รู้ตัวดีชั่วเอย. ๓๐ อุปกิเลสข้อ ๑๖ ปมำทะ อัปปมำทะ ความไม่ประมาท, ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ, ความไม่เผลอ, ความไม่เลินเล่อเผลอสติ, ความไม่ปล่อยปละ ละเลย, ความระมัดระวังที่จะไม่ท าเหตุแห่งความผิดพลาดเสียหาย และไม่ละเลยโอกาสที่จะท าเหตุแห่งความดีงามและ ความเจริญ, ความมีสติรอบคอบ ความไม่ประมาท พึงกระท าในที่ ๔ สถาน คือ ๑. ในการละกายทุจริต ประพฤติกายสุจริต ๒. ในการละวจีทุจริต ประพฤติวจีสุจริต ๓. ในการละมโนทุจริต ประพฤติมโนสุจริต ๔. ในการละความเห็นผิด ประกอบความเห็นที่ถูก อีกหมวดหนึ่งว่า ๑. ระวังใจไม่ให้ก าหนัด ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความก าหนัด ๒. ระวังใจไม่ให้ขัดเคือง ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ๓. ระวังใจไม่ให้หลง ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ๔. ระวังใจไม่ให้มัวเมา ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ลงพิมพ์ในหนังสือแสงส่องใจ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๙
บรรณำนุกรม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน). (2529). แสงส่องใจ. กรุงเทพฯ: มปท. สืบค้นจาก http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=10973 เมื่อ เมษายน 2565
ประวัติผู้ประพันธ์ ปิยนุช ขุนสวัสดิ์ ต ำแหน่ง อำจำรย์ประจ ำ สำขำวิชำกำรศึกษำทั่วไป สถำนที่ท ำงำน ส ำนักวิชำพหุภำษำและกำรศึกษำทั่วไป มหำวิทยำลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมรำช