วิวิวิชวิาสุสุสุขสุศึศึศึกศึษาและพลศึศึศึกศึษา ตะกร้อ
E-book เล่มนี้จันี้ดจัทำ ขึ้นขึ้เพื่อ พื่ ให้ความรู้และเป็น ประโยชน์กับกัผู้ที่ต้ ที่ ต้องการจะศึกศึษาเรื่อ รื่ ง ตะกร้อ ผู้จัดจัทำ ได้นำด้ นำความรู้เรื่อ รื่ ง ตะกร้อ มาเรียรีบ เรียรีงและศึกศึษาอย่างถี่ถ้ ถี่ ถ้วนแล้ว หากผิดผิพลาด ประการใดขออภัยภัด้วยค่ะ คำ นำ
สารบัญ ผู้ก่อตั้ง ประวัติความเป็นมา กติกา กำ เนิดกีฬาตะกร้อ ……..…. 1 …..…. 2 ………. 6 ……..…. 7 ประเภทตะกร้อ ………. 8 เกร็ดความรู้ ……..….12
ปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) โดย "หลวง มงคลแมน" ชื่อเดิม "นายสังข์ บูรณะ ศิริ" เป็นผู้ริเริ่มวิธีการเล่น "ตะกร้อลอด ห่วง" และเป็นผู้คิดประดิษฐ์ "ห่วงชัย ตะกร้อ" ขึ้นเป็นครั้งแรก ผู้ก่อตั้ง 1
ประวัติตะกร้อ ประวัติกีฬาตะกร้อไทย ความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ สามารถอ้างอิงได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร ที่สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1785 ซึ่งภาพศิลปะเรื่อง รามเกียรติ์ มีภาพการเล่นตะกร้อแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ เป็น ภาพหนุมานกำ ลังเล่นเซปัก ตะกร้อ อยู่ท่ามกลางกองทัพลิง นอกเหนือ จากหลักฐานภาพจิตรกรรมดังกล่าว ยังมีบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่กล่าว ถึงกีฬาชนิดนี้ ประวัติความเป็นมา 2
การเล่นตะกร้อ ของคนไทยหรือคนสยาม มีหลักฐาน อ้างอิงค่อนข้างจะชัดเจนว่ามีการเล่นกันมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัย กรุงศรีอยุธยา เป็น เมืองหลวง พยาน หลักฐานสำ คัญที่จะยืนยันหรืออ้างอิงได้ดีที่สุด น่าจะ เป็นบทกวีในวรรณคดีต่าง ๆ ของแต่ละยุคสมัยที่ร้อย ถ้อยความเกี่ยวพันถึงตะกร้อ ไว้ 3
การติดตะกร้อตามร่างกาย สมควรต้องบันทึกหรือเขียนไว้เป็นหลัก ฐานด้วย เพราะถือว่าเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งการติด ลูกตะกร้อไว้ตามร่างกายเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต้องได้รับการฝึกอย่าง มากประกอบกับพรสวรรค์ เพราะการติดลูกตะกร้อ ต้องกระทำ กัน โดยลูกตะกร้อลอยมาในอากาศ และผู้เล่นต้องใช้อวัยวะของ ร่างกาย เช่น หน้าผาก, ไหล่, คอ, คาง, ข้อพับแขน, ข้อพับขา ด้านหลังหรือขาหนีบ เป็นต้น โดยไม่ให้ลูกตะกร้อตกพื้น ผู้ที่ สมควรบันทึกไว้เป็นหลักฐานหรือเกียรติประวัติ 4
ในช่วงปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) คนสยามหรือคนไทย มีความชื่น ชอบกีฬาตะกร้อกันอย่างแพร่หลายขึ้น เพราะตามเทศกาลงานวัด ต่าง ๆ ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น วัดสระเกศ (ภูเขาทอง), วัด โพธิ์ท่าเตียน, วัดอินทรวิหาร (บางขุนพรหม) ได้เชิญ หม่องปา หยิน ไปแสดงโชว์การติดลูกตะกร้อตามร่างกาย ซึ่งมีการเก็บเงินค่า ชมด้วย หลังยุค หม่องปาหยิน ยังมี หม่อมราชวงศ์อภินพ นวรัตน์ (หม่อมป๋อง) เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสามารถเล่นตะกร้อพลิกแพลง ซึ่งก็ได้รับเชิญไปเดาะตะกร้อโชว์ตามเทศกาลงานวัด, โรงเรียน และมหาวิทยาลัยด้วย 5
ระหว่างเดือน มีนาคม-เมษายน 2508 (March-April 1965) สมาคมกีฬาไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงานเทศกาล กีฬาไทย โดยจัดให้มีการแข่งขัน ว่าว, กระบี่-กระบอง และตะกร้อ ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ซึ่ง ครั้งนั้น สมาคมกีฬาตะกร้อ จากเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ได้นำ วิธีการ เล่นตะกร้อของ มาเลเซีย คือ เซปัก รากา จาริง มาเผยแพร่ให้คนไทยรู้จัก ในเชิงเชื่อมสัมพันธไมตรี และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกติกาของตะกร้อไทย ด้วยสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดให้มีการสาธิตกีฬาตะกร้อ ของทั้งสองประเทศ ระหว่างไทย กับ มาเลเซีย โดยผลัดกันเล่นตามกติกา ของ มาเลเซีย 1 วัน, เล่นแบบกติกา ของไทย 1 วัน กำ เนิดกีฬาเซปักตะกร้อ ประวัติ ตะกร้อ 6
1. สนามแข่งขันและตาข่ายคล้ายกันกับ กีฬาแบดมินตัน (ความยาว สนามสั้นกว่า) 2. จำ นวนผู้เล่นและคะแนนการแข่งขัน 2.1 การเล่น 3 คน แต่ละเซท จบเกมที่ 21 คะแนน (แข่งขัน 2 ใน 3 เซท) 2.2 การเล่น 2 คน (คู่) แต่ละเซท จบเกมที่ 15 คะแนน (แข่งขัน 2 ใน 3 เซท) 2.3 การเล่น 1 คน (เดี่ยว) แต่ละเซท จบเกมที่ 11 คะแนน (แข่งขัน 2 ใน 3 เซท) 3. ผู้เล่นแต่ละคน-แต่ละทีม สามารถเล่นได้ไม่เกิน 2 ครั้ง (2 จังหวะ) 4. ผู้เล่นแต่ละคน-แต่ละทีม ช่วยกันไม่ได้ หากผู้ใดถูกลูกตะกร้อจังหวะ แรก ผู้นั้นต้องเล่นลูกให้ข้ามตาข่ายต่อไป 5. การเสิร์ฟ แต่ละคนต้องโยนและเตะลูกด้วยตนเองตามลำ ดับกับมือ ซึ่งเรียกว่ามือ 1, มือ 2 และมือ 3 มีลูกสั้น-ลูกยาว กติกา กติกาตะกร้อไทยสมัยก่อน เรียกว่า ตะกร้อข้าม ตาข่าย สาระสำ คัญของกติกาพอสังเขป ดังนี้ 7
ผู้เล่น ประเภทเดี่ยว มีผู้เล่นตัวจริง 3 คน สำ รอง 1 คน ประเภท ทีม ประกอบด้วย 3 ทีม มีผู้เล่น 9 คน และผู้เล่นสำ รอง 3 คน เมื่อเริ่มเล่นทั้ง 2 ทีมพร้อมในแดนของตนเอง ผู้เล่นฝ่ายเสิร์ฟจะ ต้องอยู่ในวงกลมของตนเอง เมื่อเสิร์ฟแล้วจึงเคลื่อนที่ได้ ส่วนผู้ เล่นฝ่ายรับจะยืนที่ใดก็ได้ เสิร์ฟลูกสัมผัสเน็ต ไม่ถือว่าฟาล์ว แต่จะเสียคะแนนถ้าลูกไม่ข้าม ไปฝั่งตรงข้าม หรือข้ามและลูกออก หลังจากที่เสิร์ฟแล้ว ฝ่ายรับจะมีโอกาสเล่นบอลได้ไม่เกิน 3 ครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งลูกกลับมาอีกฝั่ง และพยายามให้ลงสัมผัส กับพื้นที่สนามของฝ่ายตรงข้ามให้ได้ โดยเกมจะแบ่งเป็นกรณีดัง ต่อไปนี้ กติกา เซปักตะกร้อ สำ หรับการรับชม โดยสังเขป ประเภทของกีฬาตะกร้อ 8 1. เซปักตะกร้อ การแข่งขันตะกร้อในระดับ นานาชาติ เรียกเกมกีฬาชนิดนี้ว่าเซปักตะกร้อ โดยเป็นการแข่งขันของผู้เล่น 2 ทีม ทำ การโต้ ลูกตะกร้อข้ามตาข่ายเพื่อให้ลงในแดนของคู่ต่อสู้
2. ตะกร้อที่เล่นเป็นทีมโดยไม่มีฝ่ายตรงข้าม เช่น ตะกร้อวง | ผู้เล่นจะล้อมเป็นวง ผู้เริ่มต้นจะใช้เท้าเตะลูกตะกร้อไปให้อีก ผู้รับหนึ่ง ผู้รับจะต้องมีความว่องไวในการใช้เท้ารับและเตะส่ง ไปยังอีกผู้หนึ่ง จึงเรียกวิธีเล่นนี้ว่า “เตะตะกร้อ” ความสนุกอยู่ ที่การหลอกล่อที่จะเตะไปยังผู้ใด ถ้าผู้เตะทั้งวงมีความสามารถ เสมอกัน จะโยนและรับไม่ให้ตะกร้อถึงพื้นได้เป็นเวลานาน มาก กล่าวกันว่าทั้งวันหรือทั้งคืนก็ยังมี แต่ผู้เล่นยังไม่ชำ นาญก็ โยนรับได้ไม่กี่ครั้ง ลูกตะกร้อก็ตกถึงพื้น 9
3. การติดตะกร้อ (เล่นเดี่ยว) เป็นศิลปะการเล่น ตะกร้อ คือ เตะตะกร้อให้ไปติดอยู่ที่ส่วนใดส่วน หนึ่งของร่างกาย และต้องถ่วงน้ำ หนักให้อยู่นาน แล้วใช้อวัยวะส่วนนั้นส่งไปยังส่วนอื่นโดยไม่ให้ ตกถึงพื้น เช่น การติดตะกร้อที่หลังมือ ข้อศอก หน้าผาก จมูก เป็นต้น ผู้เล่นต้องฝึกฝนอย่าง มาก 10
4. ตะกร้อติดบ่วง การเตะตะกร้อติดบ่วง ใช้บ่วงกลมๆ แขวนไว้ให้สูงสุด แต่ผู้เล่นจะสามารถเตะให้ลอดบ่วงไป ยังผู้อื่นได้ กล่าวกันว่าบ่วงที่เล่นเคยสูงสุดถึง 7 เมตร และยิ่งเข้าบ่วงจำ นวนมากเท่าไรยิ่งแสดงถึงความสามารถ ถือเป็นการฝึกฝนได้ดี 11
12 เกร็ดความรู้ ที่มาของคำ ว่า เซปักตะกร้อ คำ ว่า เซปัก-ตะกร้อ เป็นภาษาของ 2 ชาติรวมกัน กล่าวคือคำ ว่า เซปัก เป็นภาษามาเลเซีย แปลว่า เตะ คำ ว่า ตะกร้อ เป็นภาษาไทย หมายถึง ลูกบอล ตะกร้อที่ใช้เดิมใช่หวายถักเป็นลูกตะกร้อ ปัจจุบัน นิยมใช้ลูก ตะกร้อพลาสติก ทางมาเลเซียก็ประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายู เดิมเรียกว่า ซีปักรากา (Sepak Raga) คำ ว่า Raga หมายถึง ตะกร้า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ . ศ . 2525 ได้ให้คำ จำ กัดความเอาไว้ว่า ตะกร้อ คือ ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตา สำ หรับเตะ
13 ทางประเทศจีนก็มีกีฬาที่คล้ายกีฬาตะกร้อแต่เป็นการ เตะตะกร้อชนิดที่เป็นลูกหนังปักขนไก่ ซึ่งจะศึกษา จากภาพเขียนและพงศาวดารจีน ชาวจีนกวางตุ้งที่ เดินทางไปตั้งรกรากในอเมริกาได้นำ การเล่นตะกร้อ ขนไก่นี้ไปเผยแพร่ แต่เรียกว่าเตกโก (Tek K’au) ซึ่ง หมายถึงการเตะลูกขนไก่ ประเทศเกาหลี ก็มีลักษณะคล้ายกับของจีน แต่ ลักษณะของลูกตะกร้อแตกต่างไป คือใช้ดิน เหนียวห่อด้วยผ้าสำ ลีเอาหางไก่ฟ้าปัก
โดยภูมิศาสตร์ของไทยเองก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวัติของตะกร้อคือประเทศของเราอุดมไปด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนิยมนำ เอาหวายมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านด้วย อีกทั้งประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยก็มีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและ การแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซึ่งการเล่นตะกร้อของประเทศอื่นๆนั้นมีการ เล่นไม่หลายแบบหลายวิธีเช่นของไทยเรา การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามลำ ดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำ จากสมัยแรกเป็นผ้า ,หนังสัตว์ , หวาย , จนถึงประเภทสังเคราะห์ ( พลาสติก ) ท่าเตะตะกร้อมีหลายท่าที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามและความว่องไว ตามปกติ จะใช้หลังเท้า แต่นักเล่นตะกร้อจะมีวิธีเตะที่พลิกแพลง ใช้หน้าเท้า เข่า ไขว้ ขา (เรียกว่าลูกไขว้) ไขว้ขาหน้า ไขว้ขาหลัง ศอก ข้อสำ คัญ คือ ความเหนียว แน่นที่ต้องรับลูกให้ได้เป็นอย่างดีเมื่อลูกมาถึงตัว ผู้เล่นมักฝึกการเตะตะกร้อด้วยท่าต่าง ๆ ลีลาในการเตะตะกร้อมี 4 แบบ คือ การเตะเหนียวแน่น (การรับให้ ได้อย่างดี) การเตะแม่นคู่ (การโต้ตรงคู่) การเตะดูงามตา (ท่าเตะสวย มีสง่า) การเตะท่ามาก (เตะได้หลายท่า) 14
เซปักตะกร้อ เป็นกีฬาพื้นเมืองของประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ การเล่นกีฬา เซปักตะกร้อค่อนข้างคล้าย ๆ กับกีฬาฟุตวอลเลย์ แต่ ต่างกันตรงที่ใช้ลูกหวายในการเล่น และอนุญาตให้ผู้เล่นสัมผัสบอลโดย ใช้ได้เพียงเท้า เข่า หน้าอก และหัว เท่านั้น โดยกีฬาเซปักตะกร้อนั้นได้ รับความนิยมเล่นกันมากที่ประเทศไทย ชื่อที่เรียกกีฬาชนิดนี้ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่เช่น ในประเทศไทย เรียกว่า ตะกร้อ ประเทศลาว เรียกว่า Kataw ประเทศมาเลเซีย เรียกว่า Sepak Raga (รากา) ส่วนประเทศพม่ารู้จักกันในชื่อของ Chin Lone (ชินลง) ซึ่ง เป็นการเล่นที่ไม่มีทีมฝ่ายตรงข้าม การเล่นจะเน้นให้ลูกบอลลอยอยู่กลางอากาศซึ่งมีกติกาที่หลากหลายและน่าสนใจ ส่วนในประเทศฟิลิปปินส์ จะรู้จักกีฬา เซปักตะกร้อในชื่อของ Sipa ซึ่งมีความหมายว่า การเตะ นั่นเอง 15
น.ส.เพชรรัตน์ สุปัญญา ม.3/2 เลขที่18 ผู้จัดทำ