รายงาน
รปู แบบการส่งมอบสินคา้ และกรอบของกฎหมาย
ตามสญั ญาซอ้ื ขายระหว่างประเทศ
จดั ทาโดย
นางสาวเมศิญา ศริ ิษา
รหสั นกั ศกึ ษา 613270042-5
เสนอ
อาจารย์ณรงคว์ ชิ ย์ มหาศิริกลุ
รายงานฉบบั นีเ้ ปน็ สว่ นหน่งึ ของการศึกษา
รายวชิ า LW013404 กฎหมายการคา้ ระหว่างประเทศและอนุญาโตตุลาการ
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ก
คานา
รายงานเล่มนี้จัดทาขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา LW013404 กฎหมายการค้าระหว่าง
ประเทศและอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องรูปแบบการส่งมอบสินค้าและกรอบของ
กฎหมายตามสญั ญาซือ้ ขายระหว่างประเทศ โดยไดศ้ กึ ษาผา่ นแหล่งความรู้ตา่ ง ๆ อาทิเช่น หนังสือ แหล่ง
ความรู้จากเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยรายงานงานเล่มน้มี เี นือ้ หาเก่ียวกับสญั ญาซ้อื ขายระหวา่ งประเทศ กฎหมาย
ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การซื้อขายระหวา่ งประเทศของไทย การสง่ มอบสินคา้ และการเปรยี บเทียบการส่งมอบตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับการส่งมอบในสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศตามอ นุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ (The United Nations Convention on
Contracts for the International Sale of Goods : CISG) กบั INCOTERM
ผู้จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทารายงานฉบับนี้จะให้ ความรู้และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน
หากมีขอ้ แนะนาหรอื ขอ้ ผิดพลาดประการใด ผู้จดั ทาขอนอ้ มรบั ไว้และขออภัยมา ณ ที่น้ดี ว้ ย
เมศญิ า ศิริษา
ผจู้ ดั ทา
ข
สารบัญ
หน้า
คานา ……………………………………………………………………………………………………………………………. ก
สารบญั ………………………………………………………………………………………………………………………… ข
1. สัญญาซอ้ื ขายระหว่างประเทศ ………………………………………………………………………………….. 1
1.1 ความสาคัญของสญั ญาซือ้ ขายระหว่างประเทศ ……………………………………………….. 1
1.2 ความหมายและลักษณะของสญั ญาซอื้ ขายระหว่างประเทศ ……………………………… 1
2. กฎหมายทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั การซื้อขายระหวา่ งประเทศของไทย ………………………………………… 3
2.1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ ………………………………………………………………… 3
2.2 พระราชบญั ญตั กิ ารส่งออกไปนอกและ
การนาเข้ามาในราชอาณาจักรซง่ึ สินค้า พ.ศ. 2522 …………………………………………. 3
2.3 พระราชบญั ญตั วิ ่าด้วยธรุ กรรมทางอเิ ล็กทรอนกิ ส์ พ.ศ. 2544 ………………………….. 4
2.4 พระราชบัญญตั มิ าตรฐานสนิ ค้าขาออก พ.ศ. 2503 …………………………………………. 5
และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม
2.5 พระราชบัญญัติการนคิ มอุตสาหกรรมแหง่ ประเทศไทย พ.ศ. 2522 …………………… 5
และทแ่ี กไ้ ขเพิม่ เตมิ
2.6 พระราชบญั ญตั ิศลุ กากร พ.ศ. 2469 และท่ีแกไ้ ขเพิ่มเตมิ ………………………………… 6
2.7 พระราชบญั ญัติควบคมุ การแลกเปลยี่ นเงิน พ.ศ. 2485 ………………………………… 6
2.8 พระราชบญั ญัตวิ า่ ด้วยขอ้ สญั ญาไมเ่ ป็นธรรม พ.ศ. 2540 ………………………………… 6
2.9 พระราชบญั ญตั ิการรบั ขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ……..………………………………… 7
2.10 พระราชบัญญัตกิ ารขนสง่ ตอ่ เนอ่ื งหลายรปู แบบ พ.ศ. 2548 ……..……………………. 7
3. การสง่ มอบสนิ คา้ ……………………………………………………………………………………………….. 7
3.1 ความสาคัญของการสง่ มอบสนิ ค้า ………………………………………………………………….. 7
3.2 การส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ……….…………………………………. 8
3.2.1 สง่ มอบอย่างไร ……..……………………………………………………………………… 9
ค
สารบญั (ตอ่ )
หน้า
3.2.2 สถานทใี่ นการสง่ มอบ ……….………………………………………………………….. 10
3.2.3 ส่งมอบเมือ่ ใด ………………………………………………………………………………. 11
3.2.4 สง่ มอบเทา่ ใด ………………………………………………………………………. 12
3.2.5 การส่งมอบทรัพย์ท่ีซอ้ื ขายไม่ถกู ต้องตรงตามสัญญา …..…………………….. 12
3.2.5.1 กรณที ่ีผ้ขู ายสง่ มอบสงั หาริมทรพั ย์ในปรมิ าณท่ีไม่ถูกต้อง …… 12
3.2.5.2 กรณีท่ีผ้ขู ายสง่ มอบอสงั หารมิ ทรัพย์ ……………………………….. 13
ไม่เปน็ ไปตามจานวนที่กาหนดในสญั ญา
3.2.6 การโอนความเส่ยี งภยั ในสัญญาซอื้ ขาย ……………………………………………. 13
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
3.3 การสง่ มอบตามอนุสญั ญาสหประชาชาติว่าดว้ ยสัญญาซ้อื ขายสินคา้ ………..………… 15
ระหวา่ งประเทศ (The United Nations Convention on Contracts
for the International Sale of Goods : CISG)
3.3.1 ความเปน็ มาของอนสุ ัญญาฯ …………..……………………………………………… 16
3.3.2 โครงสรา้ งของอนสุ ญั ญาฯ … ………………………………………………………….. 17
3.3.3 การส่งมอบตามอนุสัญญาฯ …………..……………………………………………… 19
3.3.3.1 สง่ มอบอยา่ งไร …………………………………………………………….. 19
3.3.3.2 ส่งมอบเม่อื ใด …..…………………..……………………………………… 21
3.3.3.3 การส่งมอบสินค้าไมถ่ ูกต้อง …………………………………..……….. 22
3.3.3.4 การไม่สง่ มอบสนิ ค้าท่ซี อ้ื ขายของผู้ขาย ……..……………..……… 24
3.3.3.5 การไมร่ บั มอบสนิ ค้าท่ซี ื้อขายของผ้ซู ื้อ …………………………..… 25
3.3.4 การโอนความเส่ยี งภัยตามอนุสญั ญาฯ ………… …………………………...……. 27
3.4 การสง่ มอบตาม INCOTERMS …………..………………………………………………………….. 28
3.4.1 ขอ้ ตกลงทางการค้า 11 ข้อตกลง …………………………………………………… 30
3.4.2 ขอ้ ตกลงทางการคา้ 4 กล่มุ ตวั อกั ษร ……………………………………………… 33
3.4.3 ข้อตกลงทางการค้า 3 กลมุ่ ความรบั ผดิ ………..…………………………………. 35
ง
สารบญั (ตอ่ )
หน้า
4. เปรียบเทยี บการส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์กบั การส่งมอบ ……………… 38
ในสญั ญาซ้อื ขายระหว่างประเทศตามอนสุ ญั ญาสหประชาชาตวิ ่าด้วยสัญญา
ซอ้ื ขายสนิ คา้ ระหว่างประเทศ (The United Nations Convention on
Contracts for the International Sale of Goods : CISG) กับ INCOTERM
4.1 การสง่ มอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยก์ ับการส่งมอบตาม ……………….. 38
อนสุ ัญญาสหประชาชาติวา่ ดว้ ยสญั ญาซอ้ื ขายสนิ คา้ ระหวา่ งประเทศ
4.2 การส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยก์ ับการสง่ มอบตาม ……..………… 39
INCOTERM
4.3 แนวทางแก้ไขปัญหาการแก้ปัญหาการส่งมอบในสัญญาซือ้ ขาย …..…………………….. 39
ระหวา่ งประเทศของประเทศไทย
บรรณานกุ รม ….……………………………………………………………………………………………………………. 42
1
1. สญั ญาซื้อขายระหวา่ งประเทศ
1.1 ความสาคญั ของสญั ญาซอ้ื ขายระหว่างประเทศ
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาหลัก (Main contract or Principal contract or Underlying
contract) ของสญั ญาทัง้ หลายในการค้าระหวา่ งประเทศ เพราะในกรณที ่ีการคา้ ระหวา่ งประเทศเป็นการ
ซื้อขายสินคา้ (Trade in goods) สัญญาซอื้ ขายจะเปน็ สญั ญาแรกทเี่ กิดขนึ้ ในการค้าระหว่างประเทศเสมอ
เมื่อเกิดสัญญาซื้อขายแล้วก็จะเป็นเหตุให้เกิดสัญญาอื่น ๆ ตามมา เช่น สัญญาขนส่ง สัญญาประกันภยั
สญั ญาว่าด้วยการเงนิ และการชาระราคา เปน็ ต้น หากปราศจากสัญญาซ้ือขายซ้ือขายไม่ว่าจะระหว่างพ้อ
คา้ กบั พอ่ คา้ หรอื รัฐกบั พ่อคา้ หรือรัฐกับรฐั จดุ เริม่ ต้นของการค้าระหวา่ งประเทศกม็ ีไมไ่ ด้ นอกจากสัญญา
ต่าง ๆ จะเกิดตามมาไม่ได้แล้ว หากไม่มีการซื้อขายระหว่างประเทศจะทาให้กฎหมายอื่น ๆ หรือเรื่อง
สาคัญอื่น ๆ หลายเรื่องที่เกี่ยวเนื่องมีความสาคัญน้อยลงหรือถึงขนาดไมจ่ าเป็นที่ต้องมีอีกต่อไป เช่น ถ้า
ปราศจากสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศก็ไม่มีความจาเป็นต้องมีกฎหมายศุลกากรที่กาหนดอัตราภาษี
ศลุ กากรในการนาสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออก ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งมีการเจรจาการค้า (FTA) และย่อมไม่มีความ
จาเปน็ หรอื จาเปน็ นอ้ ยลงในการก่อต้งั องค์การการค้าโลก (WTO) นอกจากน้ี ทีก่ ลา่ ววา่ สัญญาซ้ือขายเป็น
สัญญาหลักในการค้าระหว่างประเทศ ก็เนื่องจากเป็นสัญญาที่มีบทบาทในการกาหนดรายละเอียด
ขอ้ ตกลงในสัญญาอ่ืน ๆ ทต่ี ามมาดว้ ย1
1.2 ความหมายและลกั ษณะของสัญญาซ้อื ขายระหว่างประเทศ
เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ใช้กับสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศโดยเฉพาะ หาก
จะต้องนากฎหมายมาปรับใช้กับสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศก็จะต้องนาประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณชิ ยม์ าปรับใช้ เพราะบทบญั ญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยไ์ ม่ได้จากัดการบังคับใช้เฉพาะ
สญั ญาซอื้ ขายภายในประเทศเทา่ นั้น แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ยก์ ไ็ มไ่ ดม้ ีคานิยามของสญั ญาซื้อ
ขายระหวา่ งประเทศไว้แตอ่ ย่างใด และแมม้ าตรา 7 (5) แห่งพระราชบัญญัตจิ ดั ตง้ั ศาลทรัพย์สินทางปญั ญา
และการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 จะกาหนดให้ข้อพิพาทที่เกดิ จากสัญญาซื้อขายระหวา่ งประเทศ
อยู่ในเขตอานาจของศาลทรัพย์สินทางปญั ญาและการค้าระหว่างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ให้คานิยามของสญั ญา
1 กาชัย จงจักรพันธ์, กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ, พิมพ์ครัง้ ท่ี 8 (กรุงเทพฯ: สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนตบิ ณั ฑติ ย
สภา, 2564), 30.
2
ซื้อขายระหว่างประเทศไวแ้ ต่อย่างใดเช่นกนั 2
แต่เม่อื พจิ ารณาในดา้ นถอ้ ยคา คาว่า “ซ้อื ขาย” ซึง่ เปน็ เอกเทศสัญญาลกั ษณะหนึ่งย่อมเกี่ยวข้อง
กับคู้สญั ญา คือ ผ้ขู ายฝ่ายหนงึ่ และผ้ซู ้อื อกี ฝ่ายหน่งึ โดยมคี วามสัมพันธ์ในลักษณะสัญญาต่างตอบแทนท่ี
เกี่ยวพันกับการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์สินที่ซื้อขายจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ โดยผู้ขายมีหน้าที่ส่งมอบ
ทรพั ย์สินของตน และผ้ซู อ้ื มหี น้าท่ีตอ้ งรบั มอบและชาระราคาคา่ สินค้านั้น3 เม่ือพจิ ารณาประกอบกับคาว่า
“ระหว่างประเทศ” แล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่า การซื้อขายดังกล่าวต้องมีประเทศที่เกี่ยวข้องมากกว่าหน่งึ
ประเทศ ซง่ึ โดยหลกั ผู้ซ้อื กับผู้ขายจะอยคู่ นละประเทศ สนิ คา้ อาจจะถกู ขนส่งจากบริษัทซ่งึ ประกอบธุรกิจ
ในประเทศหนึง่ ไปยงั อีกที่ประกอบธุรกจิ ในอกี ประเทศหนงึ่
หรืออาจพจิ ารณาไดจ้ ากแนวคาวนิ จิ ฉัยของประธานศาลฎกี าเกย่ี วกับคดีทรพั ย์สินทางปัญญาและ
การคา้ ระหวา่ งประเทศโดยในคาวนิ ิจฉัยของประธานศาลฎีกาที่ ทก 2/2541 ไดว้ นิ ิจฉัยว่า “ข้อพิพาทตาม
คาฟ้องของโจทก์หาใช่ข้อพพิ าทอันเกดิ จากสัญญาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือตราสารการเงินระหวา่ ง
ประเทศ หรือการให้บรกิ ารระหวา่ งประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ การประกนั ภัยและนิติกรรมอื่นที่
เกีย่ วข้อง หรอื เกย่ี วกบั เลตเตอร์ออฟเครดติ ทอ่ี อกเกย่ี วเน่อื งกบั สญั ญาดงั กล่าว ซงึ่ จะตอ้ งมีการทาใหส้ ินค้า
หรือบริการหรือตราสารการเงินเคลื่อนไหวจากประเทศหนึ่งไปยงั ประเทศหนึ่งเป็นสาคัญแต่อยา่ งใดไม”่
และในคาวนิ จิ ฉัยของประธานศาลฎกี าที่ ทก 41/2543 ท่ีวนิ จิ ฉัยวา่ “เมอื่ สญั ญาซื้อขายสินคา้ ดงั กล่าวเป็น
สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์ซึง่ อยู่ในประเทศไทยกับจาเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปรโ์ ดย
ต้องมีการส่งสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มามอบแก่โจทก์ที่ประเทศไทยอันเป็นการซื้อขาย
ระหวา่ งประเทศ ข้อโตแ้ ย้งสิทธริ ะหว่างจาเลยท่ี 2 กับโจทก์ดังกลา่ ว ยอ่ มเปน็ ข้อโต้แยง้ สทิ ธิกันตามสัญญา
ซื้อขายสินค้าระหวา่ งประเทศ” ซึ่งเป็นการยนื ยันว่าลักษณะของการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศนั้น ผู้
ซื้อและผู้ขายจะอยู่คนละประเทศ และทาสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ โดยสินค้าจะถูกขนส่งข้าม
พรมแดนไปยังประเทศของผู้ซอ้ื 4
2 ชวลิต อตั ถศาสตร์, คาอธบิ ายกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (กฎหมายเกี่ยวกบั การซอ้ื ขายระหวา่ งประเทศและการชาระ
เงินคา่ สนิ ค้าระหวา่ งประเทศ), พมิ พ์ครั้งที่ 4 (กรุงเทพฯ: สานกั อบรมศกึ ษากฎหมายแหง่ เนตบิ ัณฑิตยสภา, 2558), 119.
3 มาตรา 453 แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ บญั ญตั วิ า่ “อันวา่ ซือ้ ขายนน้ั คอื สญั ญาซ่ึงบุคคลฝา่ ยหนง่ึ เรยี กวา่ ผู้ขาย
โอนกรรมสทิ ธิ์แห่งทรัพย์สินใหแ้ กบ่ คุ คลอีกฝา่ ยหน่ึง เรียกว่าผซู้ อ้ื และผซู้ ้ือตกลงวา่ จะใชร้ าคาทรัพยส์ ินน้นั ใหแ้ ก่ผขู้ าย”
4 สุทธิพล ทวชี ยั การ, “ประเทศไทยกับความจาเปน็ ในการเร่งพัฒนากฎหมายซื้อขายระหวา่ งประเทศ” วารสารกฎหมายทรพั ยส์ ิน
ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ, 8 (2548) : 291-292, สบื คน้ เมื่อ 4 กนั ยายน 2564,
https://ipitc.coj.go.th/th/content/category/detail/id/10378/iid/192801
3
จากแนวคาวินิจฉัยข้างต้น เห็นได้ว่า ศาลยึดหลักในการพิจารณาว่าสัญญาใดเปน็ สญั ญาซื้อขาย
ระหว่างประเทศหรือไม่นั้น หลักมีอยู่ว่าคู่สัญญามีสถานประกอบธรุ กิจอยู่คนละรัฐกันหรือไม่ โดยไม่ต้อง
คานงึ ถงึ สัญชาตหิ รือลกั ษณะทางแพ่งของคูส่ ัญญา
2. กฎหมายทเ่ี ก่ียวข้องกบั การซอื้ ขายระหว่างประเทศของไทย
เนื่องจากการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศจะต้องมีการเคลื่อนไหวของสินค้าจาก
ประเทศหนึ่งข้ามพรมแดนไปอีกประเทศหนึ่ง จึงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมาย
ภายในของประเทศผู้ซื้อและประเทศผู้ขาย กฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี
และวธิ ีปฏิบตั ทิ างการค้าระหว่างประเทศ5 ซงึ่ กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับการซื้อขายระหว่างประเทศของไทย
นัน้ กม็ ีมากมาย อาทิ
2.1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะ ใน
กรณที ีก่ ฎหมายไทยเป็นกฎหมายทใ่ี ช้บงั คับแก่สญั ญาซอื้ ขายสินค้าระหวา่ งประเทศ กฎหมายสารบัญญัติที่
จะใช้บังคับแก่สัญญานี้โดยทั่วไป ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะนิติกรรม หน้ี
สญั ญา และซอ้ื ขาย ฉะนั้น ประเดน็ เป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ในเร่ืองที่
เกี่ยวขอ้ งนัน้ ๆ การทาสัญญาซ้อื ขายนนั้ อาจไม่ตกอยูภ่ ายใต้บังคับแหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เสมอไป หากสญั ญาซื้อขายสินคา้ ทากับคนต่างชาติแล้ว เพือ่ หลีกเล่ียงปญั หาทจี่ ะเกดิ ขึ้นเกย่ี วกับกฎหมาย
ที่จะนามาใช้แก่ข้อพิพาทในอนาคต คู่สัญญาอาจตกลงเกี่ยวกับการตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นว่าให้มีการ
ตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการ หรืออาจตกลงกาหนดให้ข้อพิพาทที่จะเกิดขึ้นนั้นอยู่ภายใต้บังคับแห่ง
กฎหมายของประเทศใดประเทศหน่ึงทีเ่ กยี่ วขอ้ งกไ็ ด้ ทง้ั นี้ ยอ่ มเป็นไปตามหลกั เสรีภาพในการทาสญั ญา6
2.2 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนาเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
พ.ศ. 2522
5 สุนยั มโนมยั อดุ ม, “สญั ญาซอ้ื ขายระหวา่ งประเทศ,” สืบคน้ เมื่อ 5 กันยายน 2564,
https://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/files/Data_web/3_%20Kong_Borikan/Ekkasan_prakop_kham_banyai/phak_1/7.
a_sunai_manomaiudom/7_1_a_sunai.pdf
6 ศนันท์กรณ์ โสตถิพนั ธุ์, คาอธิบายลักษณะซื้อขาย แลกเปล่ียน ให้, พมิ พค์ ร้ังที่ 8 (กรงุ เทพฯ: วิญญูชน, 2560), 357.
4
พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีผลใชบ้ งั คับวนั ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 และมบี ทบาทสาคัญในการ
ซื้อขายระหว่างประเทศและในการค้าระหว่างประเทศ เพราะเกี่ยวกับการส่งออกไปยังต่างประเทศและ
การนาสินค้าเข้ามาภายในประเทศโดยตรง หลักการสาคัญมีปรากฏในมาตรา 57 ซึ่งวัตถุประสงค์หลักที่
สาคญั ไดแ้ ก่
1) เพอ่ื ความมน่ั คงทางเศรษฐกิจ
2) เพอ่ื ป้องกนั และรักษาสาธารณะประโยชน์
3) เพอ่ื ประโยชนด์ า้ นสาธารณสุข
4) เพือ่ ความมน่ั คง ความสงบเรยี บร้อยหรือศลี ธรรมอันดีของประชาชน หรือ
5) เพ่ือประโยชนอ์ น่ื ใดของรัฐ8
2.3 พระราชบญั ญัติว่าด้วยธรุ กรรมทางอิเลก็ ทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
ในการตดิ ต่อซอื้ ขายสนิ ค้าระหว่างประเทศในปัจจุบนั มกั จะติดต่อกัน โดยสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ จึงมี
ความจาเป็นต้องทาความเข้าใจถึงผลทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ส่งถึงกัน โดย
พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีแนวทางในการตรากฎหมายมาจาก UNCITRAL Model Law on Electronic
Commerce 1996 (“กฎหมายแมแ่ บบของ UNCITRAL ว่าด้วยพาณิชยอ์ ิเล็กทรอนิกส์ ค.ศ. 1996) และ
UNCITRAL Model Law on Electronic Signature 2001 (“กฎหมายแม่แบบของ UNCITRAL ว่าด้วย
7 มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนาเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 บัญญัติว่า “ใน
กรณีที่จาเป็นหรือสมควรเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สาธารณประโยชน์ การสาธารณสุข ความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยหรือ
ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน หรือเพอ่ื ประโยชน์อ่นื ใดของรฐั ให้รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยอนมุ ตั ขิ องคณะรฐั มนตรีมีอานาจประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาในเร่ืองหน่ึงเรือ่ งใด ดงั ต่อไปน้ี
(1) กาหนดสนิ ค้าใดให้เป็นสนิ คา้ ท่ีตอ้ งห้ามในการสง่ ออกหรอื ในการนาเข้า
(2) กาหนดสนิ คา้ ใดใหเ้ ปน็ สนิ คา้ ทต่ี อ้ งขออนุญาตในการสง่ ออกหรือในการนาเขา้
(3) กาหนดประเภท ชนิด คุณภาพ มาตรฐาน จานวน ปริมาตร ขนาด น้าหนัก ราคา ชื่อที่ใช้ในทางการค้า ตรา เครื่องหมาย
การคา้ ถ่ินกาเนดิ สาหรบั สินค้าท่สี ่งออกหรอื นาเข้าตลอดจนกาหนดประเทศที่ส่งไปหรือประเทศทส่ี ง่ มาซึ่งสินค้าดงั กล่าว
(4) กาหนดประเภทและชนดิ ของสินคา้ ทจ่ี ะตอ้ งเสียคา่ ธรรมเนียมพเิ ศษในการส่งออกหรือในการนาเข้า
(5) กาหนดให้สินคา้ ใดที่ส่งออกหรือนาเข้าเป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรบั รองถิ่นกาเนดิ สินค้า หนังสือรับรองคณุ ภาพสิน คา้ หรือ
หนังสอื รบั รองอ่นื ใดตามความตกลงหรอื ประเพณีทางการคา้ ระหวา่ งประเทศ
(6) กาหนดมาตรการอน่ื ใดเพ่ือประโยชน์ในการจัดระเบยี บในการส่งออกหรอื การนาเขา้ ตามพระราชบญั ญัติน้ี
การแก้ไขเพมิ่ เติม หรือยกเลิกประกาศตามมาตราน้ี ใหน้ าความในวรรคหน่ึงมาใช้บังคบั โดยอนุโลม”
8 ชวลิต อตั ถศาสตร์, คาอธบิ ายกฎหมายการคา้ ระหวา่ งประเทศ (กฎหมายเก่ยี วกบั การซือ้ ขายระหวา่ งประเทศและการชาระ
เงินคา่ สนิ คา้ ระหวา่ งประเทศ), 67-69.
5
ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ค.ศ. 2001) (หรือเรียกรวมกันว่า “กฎหมายแม่แบบ UNCITRAL”) โดยมี
เจตนารมณ์เพื่อรองรับผลทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้มีผล
เท่ากับข้อมูลที่มีอยู่บนกระดาษและลายมือชื่อที่ลงนามอยู่ในกระดาษ โดยหลักการสาคัญของกฎหมาย
แมแ่ บบของ UNCITRAL ที่ถูกนามากาหนดไวใ้ นพระราชบญั ญัตนิ ้ี คอื
1) ความเทา่ เทียมกันระหวา่ งขอ้ มูลในเอกสารกับข้อมลู อิเลก็ ทรอนกิ ส์ (Functional-equivalent
Approach)
2) ความเป็นกลางทางเทคโนโลยี (Technology Neutrality) หรือความเป็นกลางของสื่อ
(Media Neutrality)
3) ความศักดิส์ ทิ ธิ์ในการแสดงเจตนา (Party Autonomy)9
2.4 พระราชบญั ญตั ิมาตรฐานสนิ ค้าขาออก พ.ศ. 2503 และทแ่ี กไ้ ขเพิม่ เติม
ความมงุ่ หมายของกฎหมายนมี้ าจากการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึง่ สนิ ค้าตา่ ง ๆ ไม่ว่าสินค้า
นั้นจะอยู่ในสภาพดีหรือเลวอย่างไรก็อาจทาได้เพราะยังไม่มีการกาหนดมาตรฐานให้เป็นที่แน่นอนและ
เหมาะสม เป็นเหตุให้มีการปลอมปนเปลี่ยนแปลงหรือปรุงแต่งสินค้าที่ส่งออกไป เช่น ส่งสินค้าที่ผิด
คุณภาพ ชนดิ นา้ หนัก หรอื ปริมาณ หรอื เจอื ปนวัตถุอนื่ ลงไป เป็นตน้ และการบรรจุ หุม้ หอ่ หรือผูกมัด ไม่
ถูกต้องตามสภาพของสินค้า ทาให้สินค้าไทยขาดความนิยมเชื่อถือในต่างประเทศเป็นผลเสียหายแก่
เศรษฐกจิ ของประเทศ ด้วยเหตุน้ีจึงมกี ฎหมายวา่ ด้วยมาตรฐานสินคา้ ขาออก
2.5 พระราชบัญญตั ิการนิคมอตุ สาหกรรมแหง่ ประเทศไทย พ.ศ. 2522 และทแี่ กไ้ ขเพ่มิ เติม
พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ .ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2539 พระราชบัญญัติการนิคม
อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่ง
ประเทศไทย (ฉบับท่ี 5) พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติการนิคมอตุ สาหกรรมฯ แบ่งนิคมอตุ สาหกรรมเปน็ 2
ประเภท คอื เขตอตุ สาหกรรมท่วั ไป และเขตประกอบการเสรี
พระราชพระราชบัญญัตกิ ารนิคมอุตสาหกรรมฯ บัญญัติให้เขตประกอบการเสรี เป็นเขตพื้นที่ที่
กาหนดไว้สาหรบั การประกอบอุตสาหกรรมเชงิ พาณิชยกรรม หรอื กจิ การอืน่ ทีเ่ ก่ียวเนือ่ งกับการประกอบ
9 เรอื่ งเดยี วกัน, 80-89.
6
อุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมเพอ่ื ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ การรกั ษาความมัน่ คงของรัฐสวัสดิการของ
ประชาชน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม หรือความจาเป็นอืน่ ตามที่คระกรรมการกาหนด โดยของที่นาเข้า
ไปในเขตดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบพาณิชยกรรมท่ี
ประกอบกิจการในเขตประกอบการเสรีโดยการผลิตสินค้าเพื่อจาหน่ายไปต่างประเทศ จะได้รับสิทธิ
ประโยชน์ทางภาษภี ายใต้เง่ือนไขที่กาหนดไวใ้ นกฎหมาย10
2.6 พระราชบัญญัติศลุ กากร พ.ศ. 2469 และท่แี ก้ไขเพ่มิ เติม
เป็นเวลากวา่ 90 ปี ท่ปี ระเทศไทยใช้พระราชบญั ญตั ิศุลกากรพ.ศ.2469 สาหรบั กากบั ดแู ลกิจการ
ท่ีเกยี่ วขอ้ งกับศลุ กากร ซึง่ พระราชบัญญัติฉบบั ดงั กล่าวมีขอ้ ท้วงตงิ จากผ้ปู ระกอบการในบางประการ กรม
ศุลกากรจึงได้มีการแก้ไขให้มีความทันสมัยและอานวยความสะดวกใหก้ ับธุรกิจทีเ่ กี่ยวข้องเพิ่มมากยิ่งขน้ึ
โดยพระราชบัญญตั ิศลุ กากร พ.ศ.2560
2.7 พระราชบญั ญตั ิควบคมุ การแลกเปล่ียนเงนิ พ.ศ. 2485
การนาเงินตราเขา้ มาในประเทศไทย (inward remittance) และการสง่ เงนิ ตราออกนอกประเทศ
ไทย (outward remittance) อยูภ่ ายใต้พระราชบญั ญตั ฉิ บับน้ี ซง่ึ พระราชบัญญัตคิ วบคมุ การแลกเปลี่ยน
เงิน พ.ศ. 2485 ไดป้ ระกาศใช้เปน็ ฉบบั แรก ต่อมาไดม้ ีการแกไ้ ขกฎหมายฉบับนข้ี ้ึนอกี 3 คร้ัง ในปัจจุบันมี
พระราชบญั ญัตคิ วบคมุ การแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2559 เป็นกฎหมายทีไ่ ด้ประกาศใช้เป็นฉบับ
ล่าสุดและบังคับใช้จนปัจจุบัน ทั้งนี้การแก้ไขก็เพือ่ เพิ่มความเป็นสากล เช่น เพื่อให้ประเทศไทยได้มีการ
ปฏิบัติทั้งด้านกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบในการป้องกันการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุน
ทางการเงินแกก่ ารก่อการรา้ ยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เป็นต้น
2.8 พระราชบัญญตั วิ ่าด้วยข้อสญั ญาไม่เปน็ ธรรม พ.ศ. 2540
เนื่องจากหลักกฎหมายเกี่ยวกับนิติกรรมหรือสัญญาที่ใชบังคับอยู่มีพื้นฐานมาจากเสรีภาพของ
บคุ คลตามหลักของความศักดิ์สิทธิข์ องการแสดงเจตนา รฐั จะไม่เขาแทรกแซง เวน้ แต่จะเป็นการตองห้าม
ชัดแจงโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ในปจจุบันสภาพ
สังคมเปลี่ยนแปลงไปทาใหผู้ซึ่งมีอานาจตอรองทางเศรษฐกิจเหนือกวาถือโอกาสอาศัยหลักดังกล่าวเอา
10 เรอื่ งเดียวกนั , 71.
7
เปรียบคูสัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีอานาจตอรองทางเศรษฐกิจดอยกวาอย่างมากซึ่งทาใหเกิดความไม่เป็น
ธรรมและไม่สงบสุขในสังคม เพ่ือแกไขปัญหาดงั กล่าวจงึ จาเปน็ ตองตราพระราชบญั ญัติน้ี
2.9 พระราชบญั ญตั ิการรบั ขนของทางทะเล พ.ศ. 2534
พระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีลักษณะผสมผสานระหว่าง Hague-Visby Rules กับ
Hamburg Rules กฎหมายของต่างประเทศและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์11 พระราชบัญญัติ
ฉบับนี้ได้บัญญัติถึงหน้าที่และสิทธิของผู้ขนส่ง ใบตราส่ง หน้าที่และสิทธิของผู้ส่งของ ความรับผิดของผู้
ขนสง่ ข้อยกเว้นความรบั ผิดของผู้ขนสง่ ขอ้ จากัดความรบั ผิดของผู้ขนสง่ และการคดิ ค่าเสียหาย
2.10 พระราชบญั ญัติการขนสง่ ต่อเนอ่ื งหลายรูปแบบพ.ศ. 2548
รูปแบบของการให้บริการขนส่งระหวา่ งประเทศได้พัฒนาไปจากเดิมทีม่ ลี กั ษณะเปน็ การให้บริการ
ขนส่งสินค้าจากท่าเรือถึงท่าเรือ หรือจากท่าอากาศยานถึงท่าอากาศยานจนสามารถขยายบริการเป็น
ลกั ษณะจากจดุ รับมอบสนิ ค้าท่ีต้นทางจนถงึ จุดสง่ มอบสนิ ค้าท่ปี ลายทางมรี ูปแบบหรือยานพาหนะท่ีใช้ใน
การขนส่งมากกว่าหนึ่งรูปแบบหรือหนึ่งประเภทภายใต้สัญญาขนส่งเพียงฉบับเดียว จึงต้องกาหนด
หลกั เกณฑ์ในการอนญุ าตและหลักเกณฑ์ในการประกอบกิจการเพื่อรองรับการบรกิ ารขนส่งตอ่ เน่ืองหลาย
รูปแบบดังกล่าว และเพื่อให้สามารถอานวยความสะดวกแก่การดาเนินธุรกิจระหว่างประเทศที่มีการ
แข่งขนั สูง
3. การส่งมอบสนิ ค้า
3.1 ความสาคัญของการสง่ มอบสนิ ค้า
จากท่ีได้กล่าวมาในขา้ งต้นแลว้ ว่า สญั ญาซื้อขายสนิ คา้ ระหวา่ งประเทศเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่
ค่สู ัญญาต่างตอบแทนท่ีค่สู ัญญาต่างมีสิทธิและหน้าที่จะต้องปฏบิ ัติตอ่ กันเชน่ เดยี วกับสัญญาซ้ือขายท่ัวไป
แต่มลี ักษณะสาคญั ทแ่ี ตกตา่ งออกไป คอื เปน็ สัญญาท่คี ูส่ ญั ญาท่คี ู่สญั ญาสองฝา่ ยมีสถานประกอบธุรกิจอยู่
ต่างประเทศกัน โดยผู้ขายต้องสง่ มอบสินค้า เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกบั สินค้า และโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้า
ให้แก่ผู้ซือ้ ส่วนผู้ซื้อก็จะต้องรับมอบสินค้าและมีการชาระราคาใหแ้ ก่ผู้ขาย อีกทั้ง มีการขนส่งสินค้าจาก
11 กาชยั จงจกั รพนั ธ,์ กฎหมายการคา้ ระหว่างประเทศ, 158.
8
ประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งโดยผู้ขนส่ง จึงก่อให้เกิดสัญญาอ่ืน ๆ ตามมา เช่น สัญญาประกันภยั
สญั ญาเลตเตอร์ออฟเครดติ (Letter of Credit) ซง่ึ มีสญั ญาซ้อื ขายเปน็ สญั ญาหลัก
การส่งมอบ ก็นับว่ามีความสาคัญมากในสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็น
วิธีการที่จะทาให้สินค้าไปอยู่ในความครอบครองของผู้ซื้อ12 และหากพิจารณาจากรายการข้อบทของ
สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ การส่งมอบก็เป็นหนึ่งในรายการที่ถือว่ามีความสาคัญต่อการซื้อขาย
ระหวา่ งประเทศ
3.2 การสง่ มอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญามีสิทธิและหน้าที่จะต้องปฏิบัติต่อกันตาม
กฎหมายและข้อกาหนดของสัญญา ซึ่งหนี้หลักหรือหน้าที่ของผู้ขายที่มีต่อผู้ซื้อก็คือ การโอนการ
ครอบครองหรอื การส่งมอบทรัพยส์ นิ ที่ขายนน้ั ใหแ้ ก่ผ้ซู ื้อ เหตุผลท่กี ฎหมายจาตอ้ งกาหนดให้ผู้ขายมีหน้าท่ี
ประการนี้ เพราะโดยหลักของสัญญาซ้ือขาย กรรมสทิ ธใ์ิ นทรพั ย์สินย่อมโอนไปยังผู้ซอ้ื ทันทีท่ีได้ทาสัญญา
โดยไม่มีใครตอ้ งรตู้ อ้ งเหน็ เพราะการโอนกรรมสิทธ์ิเป็นเร่ืองที่เปน็ นามธรรม ดงั นน้ั กรรมสิทธิ์อาจโอนไป
โดยที่ผู้ซ้ือยงั ไมไ่ ด้รับมอบทรัพย์สนิ นั้นไปไวใ้ นความครอบครอง และโดยทีผ่ ูซ้ ื้ออาจจะยังไม่ไดช้ าระราคา
ให้แก่ผู้ขายก็ได้ ดังนั้น ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงไม่ได้กาหนดให้การโอน
กรรมสิทธเิ์ ป็นหนข้ี องผขู้ ายแต่เป็นผลท่ีเกิดขึน้ โดยกฎหมาย
การทผ่ี ู้ซ้อื เป็นเจ้าของกรรมสทิ ธิ์ในทรัพยส์ นิ ทซ่ี อื้ โดยทย่ี งั ไมไ่ ด้ครอบครองทรพั ย์สนิ นนั้ อาจทาให้
ผ้ซู ื้อไมส่ ามารถใช้อานาจความเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ติ ามมาตรา 133613 คือ การใชส้ อยหรือได้ดอกผลได้
ในทันที แม้ผู้ซื้อมีอานาจตามมาตรา 1336 อยู่ก็ตาม ดังนั้น ผู้ซื้อจะสามารถใช้อานาจความเป็นเจ้าของ
กรรมสิทธิ์ไดก้ ต็ ่อเมอื่ ผู้ซื้อไดค้ รอบครองทรัพยห์ รอื ได้รับโอนการครอบครองในลกั ษณะรูปธรรมเสยี กอ่ น
กฎหมายจึงกาหนดให้ผู้ขายมีหนี้ที่จะต้องส่งมอบหรือโอนการครอบครองให้แก่ผู้ซื้อตาม
บทบัญญัติในมาตรา 461 ซ่งึ บัญญตั ิว่า “ผขู้ ายจาตอ้ งสง่ มอบทรพั ย์สินซง่ึ ขายนนั้ ใหแ้ ก่ผู้ซือ้ ” ก็เพือ่ ให้ผู้ซ้ือ
สามารถใชอ้ านาจความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี14
12 สวรนิ ทร์ เสาวคนธ์, “ปญั หากฎหมายเกย่ี วกบั สัญญาซ้อื ขายระหวา่ งประเทศ : ศึกษากรณีการสง่ มอบ,” (วิทยานิพนธ์ปริญญา
มหาบณั ฑิต, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีปทุม, 2552), 1, สบื คน้ เมือ่ 11 กนั ยายน 2564, ใน SPU Thesis,
http://dspace.spu.ac.th/handle/123456789/3181
13 มาตรา 1336 แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บญั ญตั ิว่า “ภายในบงั คบั แหง่ กฎหมาย เจ้าของทรัพย์สนิ มีสทิ ธิใชส้ อย
และจาหน่ายทรพั ยส์ ินของตนและไดซ้ ึง่ ดอกผลแห่งทรพั ยส์ ินน้ัน กับทง้ั มีสิทธิตดิ ตามและเอาคนื ซึ่งทรพั ยส์ ินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะ
ยึดถือไว้ และมสี ทิ ธิขดั ขวางมใิ หผ้ ู้อน่ื สอดเขา้ เก่ยี วข้องกับทรพั ยส์ ินนนั้ โดยมิชอบดว้ ยกฎหมาย”
14 ศนันท์กรณ์ โสตถพิ นั ธ,ุ์ คาอธบิ ายลกั ษณะซือ้ ขาย แลกเปลย่ี น ให้, 159.
9
3.2.1 ส่งมอบอย่างไร
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 462 บัญญัติว่า “การส่งมอบนั้นจะทา
อย่างใดก็ได้ สุดแตว่ ่าเปน็ ผลใหท้ รัพย์สนิ นั้นไปอยู่ในเงอ้ื มมอื ของผู้ซือ้ ” ซึง่ จะเหน็ วา่ กฎหมายไม่ได้กาหนด
วิธกี ารส่งมอบไวว้ า่ จะต้องทาอย่างไร เพียงแต่ทาใหผ้ ้ซู อ้ื สามารถมอี านาจครอบครองสินค้านน้ั ได้
ถา้ มีการตกลงกันไว้ ผขู้ ายจะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ซ้อื ขายด้วยวิธีการที่ได้ตกลงกัน แต่
ถ้าไมไ่ ด้ตกลงกันไวผ้ ู้ขายมหี นา้ ทสี่ ่งมอบด้วยวิธกี ารที่ทาให้ทรพั ยส์ นิ เข้าไปอยู่ในเง้ือมมอื ของผซู้ ื้อ คือทาให้
ผ้ซู อื้ สามารถครอบครองและใชอ้ านาจกรรมสิทธใิ์ นทรพั ย์น้นั ได้ ตามมาตรา 462
สาหรับคาว่า “เงื้อมมือ” นั้น ในบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับ
ภาษาอังกฤษใช้ถ้อยคาว่า “disposal” ซง่ึ หมายถงึ อานาจในการจัดการเกี่ยวกับทรพั ย์สนิ น้ัน ดังนั้น การ
ส่งมอบจงึ หมายถึงการทผ่ี ู้ขายจะทาอย่างไรก็ได้เพอื่ ใหอ้ านาจในการจัดการทรัพย์สินน้ันตกเปน็ ของผู้ซ้ือได้
ไม่ว่าจะเป็นการได้ใช้ ได้ดอกผล เป็นต้น ซึ่งนักกฎหมายเข้าใจกันว่า คือ การส่งมอบให้อยู่ในความ
ครอบครองของผู้ซื้อ อาจแยกการสง่ มอบให้อยใู่ นเง้ือมมือของผู้ซอื้ ไดเ้ ป็น 2 กรณี คอื
1. การส่งมอบให้อยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อโดยตรง เช่น การซื้อขายเสื้อผ้า แหวนเพชร
สร้อยคอ เมือ่ ตกลงซ้อื ขายแลว้ ผู้ขายหยบิ ยน่ื เสือ้ ผ้า แหวนเพชร สร้อยคอให้กับผซู้ อ้ื โดยตรง เช่นน้ีถือว่า
ผู้ขายได้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้อยู่ในเง้ือมมือของผูซ้ ื้อแล้ว เพราะผู้ซือ้ สามารถจะครอบครองและจัดการ
เก่ียวกบั ทรพั ย์สนิ ทีซ่ อื้ ขายนนั้ ไดใ้ นฐานะทเ่ี ปน็ เจ้าของกรรมสิทธ์ิ
2. การส่งมอบให้อยใู่ นเงอ้ื มมอื ของผูซ้ อ้ื โดยอ้อม ไดแ้ ก่
1) การที่ผู้ขายแสดงเจตนาส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แกผ่ ู้ซื้อแล้ว แต่ผู้ซื้อมอบหมายให้
ผูช้ ายเป็นผู้ดูแลทรพั ย์สนิ ท่ีซ้ือขายไปก่อน เช่น ตกลงซอ้ื ขายรถยนต์ ผูข้ ายส่งมอบกุญแจพร้อมรถยนต์ให้
แต่ผ้ซู ื้อบอกวา่ ยงั สรา้ งโรงรถไมเ่ สรจ็ จึงขอฝากไวท้ ่ีผขู้ ายก่อน เป็นต้น
2) การที่ผู้ขายแสดงเจตนาส่งมอบทรพั ย์สินท่ีขายให้แก่บุดคลทีผ่ ู้ซื้อมอบหมาย ก็ถือ
เป็นการส่งมอบให้อยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อเช่นกัน เช่น ผู้ขายส่งมอบรถยนต์ให้กับนาย ก. บุคคลที่ผู้ซื้อ
มอบหมายให้เปน็ ผรู้ ับมอบรถยนตท์ ี่ซื้อขาย เปน็ ต้น
3) การสง่ มอบกญุ แจรถยนต์หรือกญุ แจบ้านให้ อาจถอื ว่าเปน็ การส่งมอบรถยนต์ หรือ
บ้านที่ซื้อขายให้อยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อได้ เช่น ผู้ซื้ออยู่กรุงเทพฯ เมื่อผู้ขายส่งมอบกุญแจบ้านให้ผู้ซ้ือ
สามารถที่จะเข้าครอบครองบ้านน้ันได้ แต่หากผู้ขายส่งมอบกุญแจรถยนต์ให้ผู้ซื้อท่ีกรุงทพฯ โดยรถยนต์
ยังเก็บไว้ในโรงรถทจี่ งั หวดั ภเู กต็ เชน่ น้ี จะถอื ว่าการส่งมอบกุญแจเป็นการทผี่ ู้ขายสง่ มอบรถยนต์แล้วไม่ได้
เพราะรถยนตน์ ้นั ยงั ไม่อาจอยใู่ นความครอบครองของผู้ซ้อื ได้
10
4) ด้วยการที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินทีข่ ายให้แก่ผู้ขนส่ง ในกรณีที่จะต้องมีการขนสง่
ทรัพย์สินที่ซอื้ ขายตามมาตรา 463
มาตรา 463 บัญญัติว่า “ถ้าในสัญญากาหนดว่าให้ส่งทรัพย์สินซึ่งขายนั้นจากที่แห่ง
หนงึ่ ไปถงึ อีกแห่งหน่ึงไซร้ ทา่ นว่าการสง่ มอบย่อมสาเร็จเมือ่ ได้ส่งมอบทรพั ย์สินน้นั ให้แก่ผขู้ นส่ง”
จากมาตรา 463 อธิบายไดว้ า่
(1) มีการขนสง่
(2) ขอ้ ตกลงน้นั เกย่ี วกบั การทีจ่ ะต้องส่งทรัพย์สินซ่ึงขายนัน้ จากที่แหง่ หน่ึงไปยัง
ทอ่ี กี แหง่ หนึ่ง
(3) การส่งนั้นต้องใช้ "ผู้ขนส่ง" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 60815
(4) ผลเมื่อมกี ารส่งมอบทรัพยส์ ินนน้ั ใหผ้ ู้ขนส่งแลว้ คอื
(4.1) การส่งมอบสาเร็จเมื่อส่งมอบใหผ้ ้ขู นส่ง
(4.2) ทรพั ย์สนิ ท่ขี ายน้นั เข้าไปอยใู่ นเงือ้ มมอื ของผซู้ ้อื
(4.3) ถือว่าผ้ขู ายปฏิบัติการชาระหนี้สง่ มอบเรียบร้อยอนั เปน็ การปฏิบัติการ
ชาระหน้ีโดยชอบในประเดน็ น้ี
(4.4) ผู้ขายหมดความรับผิดใด ๆ ในความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับ
ทรัพยส์ นิ นนั้ ภายหลังท่ไี ดส้ ่งใหก้ บั ผู้รบั ขนแล้ว
แต่การพิจารณามาตรา 463 นั้น ควรพิจารณาประกอบมาตรา 324 ด้วย
มิฉะนั้น อาจมปี ญั หาว่าหากทรัพย์เสียหายระหว่างขนส่งและมกี ารตกลงยกเวน้ หรอื จากัดความรับผิดของ
ผู้ขนสง่ ไว้โดยสัญญาระหวา่ งผู้ขายกับผูข้ นสง่ กจ็ ะตอ้ งปรับใชเ้ ร่อื งการโอนควานเส่ียงภัยประการเดียวผู้ซ้ือ
ก็จะต้องรับภัยเพราะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพยส์ ินที่ขายนั้นแล้วตั้งแต่ตกลงซื้อขาย ไม่อาจเรียกให้
ผู้ขายหรอื ผูข้ นสง่ รบั ผดิ ได้ ซ่งึ อาจกอ่ ใหเ้ กิดความไมเ่ ปน็ ธรรมแกผ่ ู้ซื้อ16
3.2.2 สถานทใ่ี นการสง่ มอบ
ตามมาตรา 324 บัญญัติว่า “เมื่อมิได้มีแสดงเจตนาไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าจะพึงชาระ
หนี้ ณ สถานท่ีใดไซร้ หากจะต้องส่งมอบทรัพย์เฉพาะส่ิง ทา่ นวา่ ตอ้ งสง่ มอบกัน ณ สถานทีซ่ ึ่งทรัพย์น้ันได้
15 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 608 บัญญัติว่า “อันว่าผู้ขนส่งภายในความหมายแห่งกฎหมายลักษณะนี้ คือ
บุคคลผู้รบั ขนส่งของหรือคนโดยสารเพอื่ บาเหน็จเป็นทางคา้ ปกติของตน”
16 ศนนั ทก์ รณ์ โสตถิพันธุ,์ คาอธบิ ายลักษณะซ้อื ขาย แลกเปลีย่ น ให้, 161-162.
11
อยู่ในเวลาเมื่อก่อให้เกิดหนี้นั้น ส่วนการชาระหนี้โดยประการอื่น ท่านว่าต้องชาระ ณ สถานที่ซึ่งเป็น
ภมู ิลาเนาปจั จุบนั ของเจา้ หนี้”
กรณีเป็นทรัพยท์ ี่ซือ้ ขายเป็นทรัพย์เฉพาะส่ิงตาม มาตรา 324 แต่ผู้ซื้อตกลงใหผ้ ู้ขายสง่
มอบให้ผู้ขนส่ง กรณีนี้ผู้ขนส่งเป็นตัวแทนของผู้ซื้อในการรับมอบ ดังนั้นเมื่อผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้
ขนส่งแลว้ เท่ากับการส่งมอบทรพั ย์สนิ ทข่ี ายให้ผ้ซู ื้อสาเร็จ ทรัพย์เขา้ ไปอยู่ในเง้ือมมือของผู้ซื้อและผู้ขาย
ได้ปฏิบัติการชาระหน้สี ง่ มอบเรยี บรอ้ ย ไม่ตอ้ งรบั ผิดในความเสยี หายภายหลังจากนน้ั
แต่หากขณะซื้อขายยังไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง ผู้ขายมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์นั้นท่ี
ภูมิลาเนา ของผู้ซื้อซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามมาตรา 324 การส่งทรัพย์สินที่ขายไปให้ผู้ซื้ออาจเป็นเพียง “การ
สง่ ” จากทีแ่ หง่ หน่งึ ไปยงั ที่อีกแห่งหน่งึ แต่ไม่ต้องอาศยั “ผขู้ นส่ง” ตามมาตรา 608 การปรับใช้มาตรา 463
ไม่มี แต่ถ้าผู้ขายไม่ “ส่ง” เองแต่อาศัย “ผู้ขนส่ง” ให้ส่งให้ ผู้ขนส่งเป็นตัวแทนของผู้ขาย เท่ากับการส่ง
มอบจะสาเร็จเมื่อผู้ขนส่งได้ส่งทรัพย์สินให้ผู้ซื้อแล้ว ทรัพย์จึงเข้าไปอยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อและเท่ากับ
ผขู้ ายได้ปฏบิ ัติการชาระหนี้โดยชอบในเวลานน้ั ผขู้ ายจึงยังไมห่ ลดุ พันจากความรบั ผิดในระหว่างการขนส่ง
อยา่ งไรก็ตาม แม้ในกรณที ่ที รพั ย์ที่ตกลงซ้ือขายยงั ไม่เป็นทรพั ย์เฉพาะสงิ่ ในเวลาซื้อขาย
และตามมาตรา 324 กาหนดให้ผู้ขายซึ่งเป็นลูกหนี้ต้องส่งมอบทรัพย์ให้ผู้ซื้อที่ภูมิลาเนาของผู้ซื้อซึ่งเป็น
เจ้าหนี้ก็ตาม แต่เจ้าหนี้อาจ “ส่ง” เองโดยไม่ต้องอาศัย “ผู้ขนส่ง” ก็ได้ ในกรณีนี้ หากผู้ซื้อ ต้องการให้
ผขู้ ายสง่ โดย “ผขู้ นสง่ ” ก็อาจแปลความในความหมายของมาตรา 463 ไดว้ ่าเป็นการกาหนดในสัญญาให้
สง่ ทรพั ยส์ ินซึง่ ขายจากทีแ่ หง่ หน่ึงไปยงั อีกทีห่ น่ึงโดยอาศยั ผขู้ นสง่ ก็ตอ้ งถอื ว่า ผูข้ นส่งเปน็ ตัวแทนของผู้ซื้อ
ไดเ้ ช่นกนั และเมื่อผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินท่ีขายให้ผ้ขู นส่งแลว้
3.2.3 สง่ มอบเมื่อใด
ในประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ในเร่ืองซือ้ ขายไมไ่ ดบ้ ัญญตั ไิ ว้โดยตรงวา่ เมือ่ มีการ
ซ้อื ขายสินค้ากันแลว้ ผซู้ ือ้ และผ้ขู ายจะต้องสง่ มอบสินค้าที่ซ้อื ขายกันนั้นเมือ่ ใด แตก่ ็ สามารถนาบทบัญญัติ
ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 และมาตรา 490 มาพิจารณาเทียบเคียงได้ กล่าวคือ
ถ้าหากคู่สัญญาไม่ได้ตกลงกันไว้ว่าจะส่งมอบสินค้าที่ซื้อชาย กันนั้นเมื่อใด และไม่อาจจะอนุมานจาก
พฤติการณอ์ ่ืน ๆ ได้ผู้ขายจะตอ้ งสง่ มอบโดยพลนั 17
17 สวรนิ ทร์ เสาวคนธ,์ “ปัญหากฎหมายเกย่ี วกบั สญั ญาซอื้ ขายระหว่างประเทศ : ศึกษากรณกี ารสง่ มอบ,” 132.
12
3.2.4 ส่งมอบเท่าใด
สง่ มอบตามปริมาณทีต่ กลงกัน คือ ไม่มากเกินไปหรอื ไมน่ อ้ ยเกินไปหรอื ท่ภี าษากฎหมาย
ใช้คาวา่ ขาดตกบกพร่องหรอื ลา้ จานวน
3.2.5 การส่งมอบทรัพยท์ ี่ซ้อื ขายไมถ่ ูกต้องตรงตามสัญญา
3.2.5.1 กรณที ผี่ ้ขู ายสง่ มอบสังหารมิ ทรพั ยใ์ นปริมาณที่ไม่ถกู ตอ้ ง
มาตรา 465 บัญญตั วิ า่ “ในการซอื้ ขายสงั หารมิ ทรพั ย์น้ัน
(1) หากวา่ ผู้ขายสง่ มอบทรัพย์สินนอ้ ยกว่าทไ่ี ด้สัญญาไว้ ทา่ นวา่ ผซู้ ื้อจะปัดเสียไม่รับเอา
เลยกไ็ ด้ แต่ถ้าผซู้ อ้ื รับเอาทรัพยส์ ินนั้นไว้ ผูซ้ อ้ื กต็ ้องใช้ราคาตามสว่ น
(2) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่าผูซ้ ื้อจะรับเอาทรัพยส์ นิ
นัน้ ไวแ้ ตเ่ พยี งตามสัญญาและนอกกวา่ นนั้ ปดั เสียกไ็ ด้ หรือจะปัดเสียทัง้ หมดไมร่ ับเอาไว้เลยก็ได้ ถ้าผู้ซื้อรับ
เอาทรัพยส์ นิ อนั เขาส่งมอบเช่นนั้นไว้ทัง้ หมด ผ้ซู อ้ื ก็ตอ้ งใชร้ าคาตามสว่ น
(3) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นอันมิได้
รวมอยใู่ นขอ้ สญั ญาไซร้ ทา่ นวา่ ผซู้ ้อื จะรับเอาทรัพย์สนิ ไว้แตต่ ามสัญญา และนอกกว่านน้ั ปัดเสียก็ได้ หรือ
จะปัดเสยี ทัง้ หมดก็ได้”
สาหรบั กรณีของการสง่ มอบสังหาริมทรัพยน์ นั้ หากผู้ขายสง่ มอบให้ขาดตกบกพร่อง คือ
นอ้ ยกวา่ ท่ไี ด้ตกลงทาสญั ญาไว้ ผูซ้ อื้ มีสิทธิ 2 ประการ คอื
1) บอกปฏิเสธหรือบอกปัดไมร่ บั ทรพั ยน์ ้ันเลย
2) รบั มอบตามจานวนท่ผี ขู้ ายส่งมอบให้น้อยกว่าที่ตกลง เมอื่ รบั น้อยก็ใชร้ าคา
สาหรับกรณีของการส่งมอบสังหาริมทรัพย์นั้น หากผู้ขายส่งมอบให้ล้าจานวน คือ
มากกว่าทไ่ี ดต้ กลงทาสัญญาไว้ ผซู้ ื้อมีสทิ ธิ 3 ประการคือ
1) รบั มอบตามจานวนกาหนดในสัญญา ที่เหลือปฏเิ สธไป
2) บอกปฏเิ สธหรือบอกปัดไม่รับทรพั ย์นน้ั เลย
3) รับมอบตามจานวนท่ผี ้ขู ายส่งมอบให้มากกวา่ ท่ีตกลง เมื่อรบั มอบมามากก็ใช้ราคา
มากขน้ึ ตามสว่ น
สาหรับกรณีของส่งมอบทรัพย์สนิ ตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับทรัพย์สินอย่างอืน่ อันไม่ได้
รวมอยใู่ นข้อสญั ญา ผซู้ ือ้ มสี ิทธิ 2 ประการ คอื 1) ผูซ้ อื้ รบั เฉพาะทรพั ย์สนิ ประเภทท่ีระบไุ ว้ในสัญญา และ
ท่ีเหลอื ก็คนื ไป 2) ผู้ซ้ือคืนไปทง้ั หมด
13
3.2.5.2 กรณีท่ผี ู้ขายสง่ มอบอสังหารมิ ทรัพย์ไม่เปน็ ไปตามจานวนที่กาหนดในสัญญา
มาตรา 466 บัญญัติว่า “ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพยน์ ้ัน หากว่าได้ระบุจานวนเนือ้ ที่
ทงั้ หมดไว้ และผูข้ ายส่งมอบทรัพย์สินนอ้ ยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านวา่ ผูซ้ อ้ื จะปัดเสีย หรอื จะรบั
เอาไว้และใช้ราคาตามสว่ นกไ็ ด้ ตามแต่จะเลือก
อนึง่ ถา้ ขาดตกบกพรอ่ งหรือล้าจานวนไม่เกินกว่ารอ้ ยละหา้ แห่งเน้อื ท่ีทั้งหมดอันได้ระบุ
ไวน้ ้ันไซร้ ท่านว่าผซู้ อื้ จาตอ้ งรับเอาและใชร้ าคาตามส่วน แตว่ ่าผู้ซ้อื อาจจะเลิกสญั ญาเสียได้ในเม่ือขาดตก
บกพรอ่ งหรือล้าจานวนถงึ ขนาดซ่งึ หากผูซ้ ้ือได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทาสญั ญาน้นั ”
สาหรับกรณที ีผ่ ู้ขายสง่ มอบอสังหาริมทรัพยข์ าดตกบกพร่องหรือล้าจานวนเกินกว่ารอ้ ย
ละหา้ แหง่ เนื้อหาท่ีท้ังหมดท่ีไดร้ ะบไุ ว้ ผูซ้ ้ือมสี ทิ ธิ 2 ประการ คือ 1) ปฏิเสธไม่รบั มอบอสังหาริมทรัพย์นั้น
เลย 2) ผซู้ อ้ื รบั มอบตามทีผ่ ขู้ ายสง่ มอบให้และใช้ราคาตามส่วน
สาหรบั กรณีท่ผี ขู้ ายสง่ มอบอสงั หาริมทรัพย์ขาดตกบกพร่องหรอื ล้าจานวนไม่เกินร้อยละ
หา้ แหง่ เนอ้ื ทท่ี งั้ หมดอันได้ระบุไว้
1) ถ้าส่วนท่ีขาดตกบกพร่องหรอื ล้าจานวนไมเ่ กินกว่าร้อยละห้าน้นั ไม่ถงึ ขนาด ผซู้ ้ือมี
สทิ ธิปฏิเสธ ตอ้ งรับและใชร้ าคาตามส่วน
2) ถ้าส่วนที่ขาดตกบกพร่องหรือล้าจานวนไมเ่ กนิ กว่าร้อยละห้านั้นถึงขนาดที่หากผู้
ซ้อื ได้รู้ก่อนแล้วก็จะไมเ่ ขา้ ทาสญั ญา ดงั นั้น ผูซ้ ื้อมีสิทธยิ กเลิกสญั ญา
3.2.6 การโอนความเสย่ี งภัยในสญั ญาซอ้ื ขายตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
ในเรื่องการโอนความเสี่ยงไทยในสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
หรือิตามกฎหมายไทยนั้น ไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้บทบัญญัตทิ ี่กาหนดไว้เป็นหลกั ท่ัวไปมาใช้
ซ่งึ อยใู่ นมาตรา 370 ถึงมาตรา 372 แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ สามารถแยกอธิบายได้ดงั น้ี
1) การโอนความเส่ียงภัยตามมาตรา 370
มาตรา 370 บญั ญตั ิวา่ “ถา้ สญั ญาตา่ งตอบแทนมีวัตถุท่ปี ระสงค์เปน็ การก่อให้เกิดหรือ
โอนทรัพยสิทธใิ นทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษ
ลกู หนมี้ ิได้ไซร้ ทา่ นว่าการสูญหรอื เสียหายนนั้ ตกเป็นพบั แกเ่ จา้ หนี้
ถ้าไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง ท่านให้ใช้บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้บังคับแต่เวลาที่
ทรพั ย์นั้นกลายเปน็ ทรัพยเ์ ฉพาะสิง่ ตามบทบัญญัตแิ หง่ มาตรา 195 วรรค 2 นั้นไป”
14
จากมาตรา 370 หมายความว่า สัญญาต่างตอบแทนที่ก่อให้คู่สัญญาทาการโอนทรัพย์
ถา้ ทรัพยน์ นั้ เปน็ ทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรพั ย์นนั้ เกิดสญู หรือเสียหาย เจา้ หน้ใี นหนี้ท่ีโอนทรัพย์สินเป็นผู้รับ
ภัยในความสญู หายหรือเสียหายของทรพั ย์น้นั ถ้าหากยังไมใ่ ชท่ รพั ย์เฉพาะส่งิ ตามมาตรา 370 วรรคสอง
ให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 370 วรรคแรกบังคับตั้งแต่เวลาที่ทรัพย์นั้นกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตาม
บทบัญญัติแห่งมาตรา 195 วรรคสองนั้นเป็นต้นไป กล่าวคือ ลูกหนี้ได้กระทาการอันตนจะพีงทาเพื่อส่ง
มอบทรัพย์หรือได้เลือกกาหนดทรัพย์ที่จะส่งมอบแล้วด้วยความยินยอมของเจ้าหนี้ ทรัพย์นั้นย่อมเป็น
ทรัพย์เฉพาะสิง่ เมื่อการชาระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเนือ่ งจากสญู เสียหายไป เจ้าหนี้หรือลูกหน้ีจะต้องรับผล
แห่งภัยพบิ ัติอยา่ งไรย่อมเป็นไปตามมาตรา 370 วรรคแรก เช่น คาพิพากษาฎกี าที่ 339/2506 จาเลยทา
สญั ญาขายไมส่ กั ให้โจทก์และรบั เงินค่าไม้แล้ว ตอ่ มาเจา้ หน้าท่ีตรวจไม้ท่ีจาเลยเตรียมไว้ตามสัญญาและตี
ตราของโจทก์ลงไว้ ย่อมถือได้ว่าไม้ที่ตีตรานั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ในไม้ตกเป็นของโจทก์แล้ว
เมื่อมีคนลอบวางเพลิงโรงเล่ือยของจาเลยซิ่งไม่ใชค่ วามผิดของจาเลย ไม้ถูกเพลิงไหม้เสียหายหมด โจทก์
จะเรยี กเงนิ คา่ ไม้จากจาเลยไมไ่ ด้
จากคาพิพากษาฎีกาดังกล่าว เห็นได้ว่า การโอนความเสี่ยงภัยในมาตรา 370 นั้น
นอกจากจะต้องเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่มีวัตถุประสงค์ในการโอนทรัพย์และทรัพย์นั้นต้องเป็นทรัพย์
เฉพาะส่ิงแล้ว ความสูญหายหรือเสยี หายท่เี กดิ ขึน้ แก่ทรพั ยต์ อ้ งไม่ใช่ความผิดของลูกหนี้ดว้ ย
2) การโอนความเส่ียงภัยตามมาตรา 371
มาตรา 371 บัญญัติว่า “บทบัญญตั ิทีก่ ล่าวมาในมาตรากอ่ นนี้ ทา่ นมิใหใ้ ช้บังคบั ถา้ เป็น
สัญญาต่างตอบแทนมีเงื่อนไขบังคับก่อน และทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญานั้นสูญหรือทาลายลงใน
ระหว่างท่ีเง่ือนไขยงั ไม่สาเรจ็
ถ้าทรพั ยน์ ้นั เสยี หายเพราะเหตุอย่างใดอย่างหน่ึงอนั จะโทษเจ้าหนม้ี ไิ ด้ และเมื่อเงื่อนไข
นน้ั สาเรจ็ แล้ว เจ้าหนจี้ ะเรยี กใหช้ าระหนีโ้ ดยลดสว่ นอนั ตนจะต้องชาระหนตี้ อบแทนนนั้ ลง หรือเลิกสัญญา
นน้ั เสยี กไ็ ด้ แล้วแตจ่ ะเลอื ก แต่ในกรณที ี่ตน้ เหตเุ สียหายเกิดเพราะฝ่ายลูกหนี้นนั้ ทา่ นว่าหากระทบกระทั่ง
ถึงสทิ ธิของเจา้ หนท้ี จี่ ะเรียกคา่ สินไหมทดแทนไม่”
จากมาตรา 371 หากเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่มีวัตถุประสงค์ในการโอนทรัพย์ที่มี
เงื่อนไขบังคับก่อน และทรัพย์สูญหรือทาลายในระหว่างเงื่อนไขไม่สาเร็จจะไม่นาหลักความเสี่ยงภัยตก
ได้แก่เจ้าหนีต้ ามมาตรา 370 มาใชบ้ งั คบั เเต่จะนาหลกั ทัว่ ไปคือหลกั ความเส่ยี งภยั ตกไดแ้ กล่ กู หนี้มาใช้
15
3) การโอนความเส่ียงภยั ตามมาตรา 372
มาตรา 372 บัญญัติว่า “นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในสองมาตรากอ่ น ถ้าการชาระหน้ตี ก
เปน็ พน้ วิสยั เพราะเหตอุ ย่างใดอยา่ งหน่ึงอนั จะโทษฝ่ายหนึ่งฝา่ ยใดกไ็ ม่ไดไ้ ซร้ ทา่ นว่าลกู หน้ีหามสี ทิ ธิจะรับ
ชาระหน้ตี อบแทนไม่
ถา้ การชาระหนี้ตกเป็นพ้นวสิ ัย เพราะเหตุอยา่ งใดอย่างหน่ึงอันจะโทษเจา้ หนี้ได้ ลกู หนี้ก็
หาเสียสิทธิที่จะรับชาระหนี้ตอบแทนไม่ แต่ว่าลูกหนี้ได้อะไรไว้เพราะการปลดหนี้ก็ดี หรือใช้คุณวุฒิ
ความสามารถของตนเป็นประการอื่นเป็นเหตุให้ได้อะไรมา หรือแกล้งละเลยเสียไม่ขวนขวายเอาอะไรที่
สามารถจะทาได้ก็ดี มากน้อยเท่าไร จะต้องเอามาหักกับจานวนอันตนจะได้รับชาระหนี้ตอบแทน วิธี
เดียวกันนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่การชาระหนี้อันฝ่ายหนึ่งยังค้างชาระอยู่นั้นตกเป็นพ้นวิสัยเพราะ
พฤตกิ ารณ์อนั ใดอันหน่งึ ซง่ึ ฝ่ายน้นั มิต้องรับผิดชอบ ในเวลาเมอื่ อีกฝา่ ยหนึง่ ผดิ นัดไม่รบั ชาระหนี้”
มาตรานี้ เปน็ หลกั ทั่วไปตามทฤษฎกี ารโอนความเส่ยี งภัย กล่าวคือ เมอ่ื การชาระหน้ีของ
คสู่ ัญญาฝ่ายหน่งึ ตกเป็นพ้นวิสยั แมจ้ ะโดยไม่ใช่ความผดิ ของใครก็ตามภัยพิบตั ินั้นย่อมตกอยู่แก่ฝ่ายลูกหน้ี
แม้ลูกหนี้หลุดพ้นจากการชาระหนี้ไปได้ก็จริงแต่ลูกหนี้ก็ไม่มีสิทธิจะเรียกให้อีกฝ่ ายหนึ่งชาระหนี้ตอบ
แทน18
3.3 การส่งมอบตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซ้ือขายสินค้าระหว่างประเทศ
( The United Nations Convention on Contracts for the International Sale of Goods :
CISG)
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ค.ศ. 1980 (The United
Nations Convention on Contracts for the International Sale of Goods 1980) หรอื “CISG” หรือ
“Vienna Sales Convention” ได้รับการยอมรับจากองค์กรด้านกฎหมายพาณิชย์ระหว่างประเทศและ
นกั วชิ าการตา่ งๆ วา่ เป็นอนสุ ญั ญาระหว่างประเทศที่ประสบความสาเร็จอย่างสูงโดยแสดงให้เห็นถึงความ
พยายามร่วมกันของนานาชาติเพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศที่มี
ความเปน็ เอกภาพหรอื มคี วามเปน็ อันหนง่ึ อนั เดยี วกันและไดร้ บั การยอมรับจากประชาคมโลก19
18 จารุภัทร กวนี ันทวงศ์, “ปัญหาทางกฎหมายเร่ืองหลักการโอนความเสย่ี งภยั ในทางการค้าระหว่างประเทศ : กรณีผ้รู ับโอนความ
เส่ียงภยั เป็นโจทกฟ์ อ้ งคดใี นศาลไทย,” (สารนิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑติ , สาขากฎหมายธุรกจิ ระหว่างประเทศและธรุ กรรมทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์
คณะนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ, 2550), 43-47.
19 ธดิ ารตั น์ ศลิ ป์ภริ มยส์ ุข, คาอธบิ ายอนุสญั ญาสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยสัญญาซอ้ื ขายสนิ คา้ ระหวา่ งประเทศ : ขอบเขตการใช้
บงั คบั และบทท่วั ไป, (กรงุ เทพฯ: วิญญูชน, 2564), 11.
16
3.3.1 ความเป็นมาของอนสุ ัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซือ้ ขายสินค้าระหว่าง
ประเทศ
นับตั้งแตป่ ี ค.ศ. 1930 เปน็ ตน้ มา สถาบันระหวา่ งประเทศเพ่ือการจดั ทากฎหมายเอกชน
ให้เป็นเอกภาพ (International Institute for the Unification of Private Law) หรือ UNIDROIT ได้
ริเริ่มและจัดทาอนุสัญญาที่เกี่ยวกับการซื้อขายระหว่างประเทศ โดยแยกเป็นอนุสัญญา 2 ฉบับคือ 1)
อนุสัญญาเกี่ยวกับประมวลกฎหมายนานาชาติลักษณะซื้อขายสังหาริมทรัพย์หว่างประเทศ ( The
Convention relating to a Uniform Law on the International Sale of Goods 1964) หรอื ทเี่ รียก
สั้น ๆ ว่า 1964 Hague Sales Convention หรือที่บางทา่ นเรยี กโดยย่อว่า ULIS 2) อนุสัญญาเกีย่ วกบั
ประมวลกฎหมายนานาชาติว่าด้วยการก่อให้เกิดสัญญา ในกรณีสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ระหว่าง
ประเทศ (The Convention relating to a Uniform Law on the Formation of Contracts for the
International Sale of Goods 1964) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า 1964 Hague Formation Convention
หรือท่ีเรียกโดยยอ่ ว่า ULF
อนุสัญญากรุงเฮกทั้ง 2 ฉบับเกิดจากการประชุมร่วมกันของผู้แทนประเทศต่าง ๆ 28
ประเทศ และส่วนใหญ่เป็นประเทศภาคพืน้ ยุโรป บรรดาผู้แทนจากประเทศในส่วนอ่ืน ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม
ประเทศกาลงั พัฒนา ไม่ไดม้ ีสว่ นร่วม และโดยเหตนุ ี้จงึ ทาให้ อนุสญั ญาทงั้ 2 ฉบบั ดังกล่าวไม่ได้รับความ
นยิ มหรือยอมรบั จากประเทศต่าง ๆ มาก เทา่ ทค่ี วร
เนื่องจากสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศเป็นสัญญาหลักหรือธุรกรรมสาคัญใน
การค้าระหว่างประเทศ การทาให้กฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันจึงเป็นเรื่องที่สาคัญมาก ดังนั้นที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ (The General Assembly) จึงได้
จัดตั้งคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (United Nations Commission on
International Trade Law) หรอื ทีเ่ รยี กโดยยอ่ ว่า UNCITRAL ข้นึ ในปี ค.ศ.1966 เพือ่ ทาหนา้ ทีพ่ ิจารณา
ปัญหาว่าจะทาอย่างไรให้อนุสัญญากรุงเฮก ดังกล่าวได้รับการยอมรับจากบรรดาชาติทั้งหลาย
คณะกรรมาธิการจึงได้ตั้งคณะทางานขึ้นชุดหนึ่งประกอบด้วยผู้แทนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อ
พิจารณา อนุสัญญากรุงเฮกอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างทางความคิดเห็น
คอ่ นขา้ งมาก ในทีส่ ุดจงึ มมี ติให้จัดทาร่างอนุสัญญาว่าด้วยสญั ญาซือ้ ขายสนิ ค้าระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่
และร่างดังกล่าวได้จัดทาสาเร็จในปี ค.ศ. 1978 และในปี ค.ศ. 1980 UNCITRAL ได้จัดให้มีการประชุม
พิจารณาร่างอนุสัญญาว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศดังกล่าวขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศ
ออสเตรีย โดยมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมทั้งสิ้น 62 ประเทศ ในที่สุดผู้แทนของประเทศต่าง ๆ
17
รวม 42 ประเทศได้ลงมติรับรองอนุสัญญาดังกล่าว ณ กรุงเวียนนา และโดยเหตุนี้จึงเรียก อนุสัญญา
ดังกล่าวสั้น ๆ ว่า Vienna Sales Convention หรือ Vienna Convention หรือ CISG และในปัจจุบันมี
ประเทศตา่ ง ๆ ที่เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับนแ้ี ลว้ 94 ประเทศ20 ถือได้ว่าเป็นอนุสญั ญาฯ ฉบับหนึ่งที่
ประสบความสาเรจ็ อย่างยงิ่ ในเรือ่ งของจานวนรัฐภาคีเมอื่ เปรียบเทียบกับอนุสัญญาฉบับอ่นื ๆ ที่อยู่ภายใต้
พนั ธกิจของ UNCITRAL ในด้านกฎหมายพาณิชยร์ ะหว่างประเทศ สาหรบั ประเทศในภูมภิ าคอาเซียนน้ัน
ณ ปัจจุบัน มีจานวนทั้งสิ้น 3 ประเทศที่เป็นรัฐภาคี ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเวียดนาม และ
ประเทศลาว ซ่งึ เขา้ รว่ มในปี ค.ศ. 1995 2015 และ 2019 ตามลาดับ
ในส่วนของประเทศไทยนั้น มีนโยบายที่จะเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีเช่นเดียวกับอีกหลาย
ประเทศในภูมิภาคอาเซียน แนวคิดนี้เริ่มปรากฎอย่างเป็นทางการครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.
2540 เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศเรื่องการพิจารณา
ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายการค้าระหว่างประเทศของประเทศไทย ในขณะนั้นได้มอบหมายให้
สานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบดาเนนิ การเรื่อง “กฎหมายว่าด้วยการ
ซ้อื ขายสนิ คา้ ระหว่างประเทศตามอนสุ ญั ญาแหง่ สหประชาชาติวา่ ด้วยสญั ญาซือ้ ขายสนิ ค้าระหวา่ งประเทศ
(CISG)” และในวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562 สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีก ได้มีคาสั่งแต่งต้ัง
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เพ่ือพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยการซอ้ื ขายสนิ ค้าระหว่างประเทศ
และในขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ)
อันเป็นส่วนหนง่ึ ของการดาเนนิ การเพ่ือให้กฎหมายไทยรองรบั พันธกรณีภายใตอ้ นุสญั ญาฯ ฉบับน้ี ซึง่ เป็น
การดาเนินกระบวนการตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ให้แล้วเสร็จก่อนเข้าเป็นรัฐภาคีด้วยวิธีการ
ภาคยานุวตั ิ (Accession)21
3.3.2 โครงสร้างของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่าง
ประเทศ (The United Nations Convention on Contracts for the International Sale of
Goods : CISG)
บทบญั ญัตภิ ายใต้อนุสัญญาฯ ฉบับน้ี มจี านวนทัง้ สิ้น 101 มาตรา แบง่ ออกเป็น 4 ส่วน
ดงั นี้
20 กาชยั จงจกั รพนั ธ,์ กฎหมายการคา้ ระหว่างประเทศ, 49-52.
21 ธิดารัตน์ ศิลปภ์ ิรมยส์ ุข, คาอธบิ ายอนสุ ญั ญาสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยสัญญาซ้ือขายสนิ ค้าระหว่างประเทศ : ขอบเขตการใช้
บังคับและบททว่ั ไป, 14.
18
ส่วนท่ี 1 ขอบเขตของการบังคับใชแ้ ละบทบญั ญตั ทิ วั่ ไป (มาตรา 1-13)
บทท่ี 1 ขอบเขตของการใช้ (มาตรา 1-6)
บทที่ 2 บทบัญญัติท่ัวไป (มาตรา 7-13)
สว่ นท่ี 2 การกอ่ ใหเ้ กิดสัญญา (มาตรา 14-24)
ส่วนท่ี 3 การซอ้ื ขายสินคา้ (มาตรา 25-88)
บทที่ 1 บทบัญญตั ิทัว่ ไป (มาตรา 25-29)
บทท่ี 2 หน้าทข่ี องผ้ขู าย (มาตรา 30-52)
หมวดท่ี 1 การสง่ มอบสนิ ค้าและสง่ มอบเอกสาร (มาตรา 31- 34)
หมวดท่ี 2 การสง่ มอบสินคา้ ใหต้ รงตามสญั ญาและ สิทธิเรียกร้องขอ
บุคคลภายนอก (มาตรา 35-44)
หมวดท่ี 3 การเยยี วยาเน่อื งจากการผิดสญั ญาของผ้ขู าย
(มาตรา 45-52)
บทที่ 3 หนา้ ทข่ี องผ้ซู อ้ื (มาตรา 53-66)
หมวดที่ 1 การชาระราคา (มาตรา 54-59)
หมวดท่ี 2 การรับมอบ (มาตรา 60)
หมวดท่ี 3 การเยยี วยาการแกไ้ ขการผดิ สญั ญาของผูซ้ อ้ื
(มาตรา 61-65)
บทท่ี 4 การโอนความเสีย่ งภยั (มาตรา 66-70)
บทที่ 5 บทบัญญตั ิท่ีใชร้ ่วมกนั ว่าด้วยหนข้ี องผู้ขายและผูซ้ อ้ื (มาตรา 71-88)
หมวดที่ 1 การผดิ สญั ญาที่อาจคาดกนั ได้และสญั ญาจัดสง่ สินค้าเป็น
งวด (มาตรา 71-73)
หมวดที่ 2 การชดใช้คา่ สนิ ใหมทดแทน (มาตรา 74-77)
หมวดที่ 3 ดอกเบ้ีย (มาตรา 78)
หมวดที่ 4 ขอ้ ยกเวน้ (มาตรา 79-80)
หมวดที่ 5 ผลของการเลิกสัญญา (มาตรา 81-84)
หมวดที่ 6 การดูแลรกั ษาสนิ ค้า (มาตรา 85-88)
ส่วนท่ี 4 ขอ้ บทสดุ ทา้ ย (มาตรา 89-101)
19
3.3.3 การส่งมอบตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่าง
ประเทศ (The United Nations Convention on Contracts for the International Sale of
Goods : CISG)
3.3.3.1 ส่งมอบอย่างไร
ในอนุสัญญาฯ มาตรา 31 ได้กาหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ขายในการส่งมอบสินค้า ที่ซ้ือ
ขายกนั ว่าถ้าไม่มีการตกลงเก่ยี วกับการจัดส่งสินคา้ ไวโ้ ดยเฉพาะ ผ้ขู ายต้องสง่ มอบสินคา้ ดงั นี้
(1) ถา้ เป็นสญั ญาซือ้ ขายที่เกี่ยวช้องกับการรับขนสนิ ค้า การสง่ มอบสนิ ค้า ยอ่ มสาเร็จลง
เมอื่ ผขู้ ายไดส้ ง่ สนิ ค้าทซ่ี อื้ ขายไปยังผูร้ ับขนอันดบั แรกเพอื่ ส่งต่อไปยังผู้ซื้อ
(2) ถ้ากรณีไม่เป็นไปตาม (1) และเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับสินค้าที่ระบุไว้โดยเฉพาะ หรือ
เป็นสินค้าที่ไม่มีการบงขี้เป็นเฉพาะซึ่งเอาอกมาจากสินค้ากองเฉพาะ หรือที่จะต้องผลิตขึ้นมา และ ณ
เวลาที่ทาสัญญากัน คู่สัญญาทราบว่าสินค้าอยู่ที่ใด หรือจะผลิตกันที่ใดแล้ว การส่งมอบสินค้า หมายถึง
การทไ่ี ด้จัดการให้สินค้านั้นอยใู่ นเงอ้ื มมือของผ้ซู ื้อ ณ สถานที่ ดังกล่าวแล้ว
(3) ในกรณีอนื่ ๆ การสง่ มอบจะสาเรจ็ ลงเม่อื ผ้ขู ายได้จัดการให้ทรพั ยส์ ิน ท่ซี ื้อขายนั้นอยู่
ในเงอื้ มมือของผู้ซ้ือ ณ สถานท่ีทีผ่ ู้ขายมสี ถานประกอบกิจการในขณะทาสัญญา
จากมาตราดังกล่าว ถ้าคู่สัญญาได้ตกลงกันไว้โดยเฉพาะว่าจะให้ส่งไปยังที่ใดที่หนึ่ง ก็
บังคับตามทีค่ ู่สญั ญาตกลงกัน ไมต่ ้องนามาตรา 31 (1) ถงึ (3) มาใช้บงั คบั
ในกรณที ่ีคู่สญั ญาไมไ่ ด้ตกลงในการสง่ มอบสนิ ค้าไปยังสถานทอ่ี ื่นใดโดยเฉพาะ หน้าท่ีใน
การจดั สง่ มอบสนิ ค้าที่ซอื้ ขายของผขู้ าย คอื
1) ถ้าเป็นสัญญาซื้อขายที่เกี่ยวร้องกับการรับขนสินค้า การส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายจะ
สาเร็จลงเมอื่ ผู้ขายไดส้ ง่ มอบสนิ คา้ ทซ่ี ้อื ขายไปยังผู้ขนส่งคนแรก เป็นเรื่องทผ่ี ขู้ ายมอบหมายสินคา้ ทซ่ี ือ้ ขาย
นั้นใหผ้ ู้ขนส่งจดั การสง่ สินค้าทีซ่ ้ือขายจากทีแ่ ห่งหนึ่งไปถึงที่ไปถึงอีกแห่งหนึ่งตามความต้องการของผ้ซู ื้อ
เมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าท่ีซื้อขายให้แก่ผู้ขนส่งคนแรกแล้ว ก็ถือว่าการส่งมอบย่อมสาเร็จลงแล้ว มักใช้กบั
การขนส่งทางเรอื โดยนา INCOTERMS มาใช้
คาว่า “การส่งมอบ” (Handing Over) (มาตรา 31 (1) หมายถึง การนาสินค้าทีซ่ ื้อขาย
กันนนั้ ไปอยู่ในความครอบครองของผรู้ บั ขนแต่ไมร่ วมถงึ เอกสารทเ่ี กีย่ วกบั สินค้า
2) ถ้าเป็นสินค้าที่ระบุไว้โดยเฉพาะ หรือเป็นสินค้าที่ไม่มีการบ่งขี้เป็นเฉพาะซ่ึงเอา
ออกมาจากสินคา้ กองเฉพาะหรือท่ีจะต้องผลิตขึ้นมา (ทรพั ย์เฉพาะส่ิง) ตอ้ งส่งมอบ ณ สถานที่ท่ีสินค้าน้ัน
อยูห่ รอื ที่ที่จะผลิตข้นึ ในเวลาทาสญั ญาซ้อื ขายกัน
20
คาว่า “การจัดการให้สินค้าอยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อ” (To place the goods at the
buyer's disposal) หมายถึง ผขู้ ายตอ้ งดาเนินการตามที่จาเปน็ เพื่อให้ผูซ้ อ้ื เข้าครอบครองสินค้าที่ซื้อขาย
ผขู้ ายจะต้องเอ้ืออานวยแก่ผซู้ ้ือตามที่จาเป็นเพื่อให้ผู้ซือ้ เข้าครอบครองสินค้าที่ซือ้ ขาย โดยผู้ซื้อยังไม่ต้อง
ขนสินคา้ ออกจากสถานทด่ี ังกลา่ ว ก็ถือว่าการส่งมอบสาเรจ็ ลงแลว้
นอกจากนี้ มาตรา 32 ยงั ไดก้ าหนดหนา้ ท่ีของผ้ขู ายเก่ยี วกับการส่งมอบเพมิ่ เติม
มาตรา 32 บัญญัติว่า “(1) ตามสัญญาหรือตามอนุสัญญาฯ ถ้าผู้ขายส่งมอบสินค้าแก่
ผู้รับขน และหากสินค้า มิได้มีการบ่งชี้อย่างแจ้งชัดว่าเป็นสินค้าที่ตรงตามสัญญาโดยการประทับ
เครื่องหมายบนตัวสินค้า หรือโดยเอกสารประกอบการส่งสินค้าทางเรือหรือโดยประการอื่นแล้ว ผู้ขาย
จะตอ้ งมหี นังสอื แจง้ การส่งสนิ คา้ ไปยงั ผซู้ ื้อและระบสุ ินค้าว่าเปน็ อย่างไร
(2) ถา้ มขี อ้ ตกลงให้ผู้ขายจัดเตรียมการขนสง่ สินค้า ผู้ขายจะตอ้ งทาสญั ญาต่าง ๆ ตามที่
จาเป็นสาหรับการขนส่งไปยงั สถานท่กี าหนดตามสญั ญา โดยวิธกี ารขนสง่ ท่ีเหมาะสมภายใตส้ ถานการณ์ใน
ขณะนั้น และตามข้อกาหนดทกี่ ระทาเป็นประจาสาหรบั การขนสง่ เช่นว่าน้นั
(3) ถ้าไมม่ ีข้อตกลงให้ผ้ขู ายในการทาสัญญาประกนั ภัยการขนสง่ สนิ ค้า เมื่อผู้ซ้ือร้องขอ
ผู้ขายจะต้องจดั เตรียมให้แกผ่ ซู้ ื้อและทาสัญญาประกนั ภยั เชน่ น้นั "
จากมาตรา 32 สรปุ ได้ว่า
1) ในกรณีที่คู่สญั ญาตกลงซือ้ ขายสินค้ากัน แต่ในการส่งมอบซึง่ กระทาโดยผู้ขนส่ง เชน่
การขนสง่ ทางเรอื ซ่งึ ต้องมีการนาสินค้าทซี่ ื้อขายนนั้ ไปรวมกับสนิ คา้ อ่นื ๆ แล้วบรรจใุ นตคู้ อนเทนเนอร์หรือ
ตสู้ ินคา้ หรอื ส่งิ อื่นใดเพื่อให้สนิ ค้านนั้ ขนส่งไปได้ แต่สินคา้ ท่ซี ้ือขายกันนั้นไมไ่ ด้มีการประทับเคร่ืองหมาย
บนตัวสินค้าหรือมีเอกสารประกอบการขนส่งทางเรือ ผู้ขายจะต้องมีหนังสือแจ้งการส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อ
เพ่อื ให้ผู้ซื้อมารบั ในวนั เวลาท่ีกาหนด และหนังสือแจง้ นต้ี อ้ งระบสุ นิ ค้าวา่ เป็นอย่างไรดว้ ย
2) ถ้ามีข้อตกลงให้ผู้ขายจัดเตรียมการขนส่งสินค้า เช่น ตกลงให้มีการส่งมอบตาม
INCOTERMS ผขู้ ายจะต้องทาสญั ญาต่าง ๆ ตามทจ่ี าเป็นสาหรับการขนสง่ ไปยังสถานท่ีกาหนดตามสัญญา
โดยวิธกี ารขนส่งทเี่ หมาะสมภายใตส้ ถานการณ์ในขณะน้ัน และตามขอ้ กาหนดท่ีกระทาเปน็ ประจาสาหรับ
การขนสง่ เชน่ ว่าน้นั
3) ถ้าไม่มีข้อตกลงให้ผู้ขายทาสัญญาประกันภยั การขนส่งสินค้า เมื่อผู้ซื้อร้องขอ ผู้ขาย
จะต้องดาเนนิ การทาสญั ญาประกนั ภัยเช่นนั้น แตถ่ ้าค่สู ัญญาไดต้ กลงนา INCOTERMS มาใช้เป็นส่วนหน่ึง
ของสญั ญาไมว่ ่ากลมุ่ ใด กต็ ้องบังคับตาม INCOTERMS
21
ทั้งนี้ มาตรา 34 ยังได้กาหนดเกี่ยวกับเอกสารที่จาเป็นเกี่ยวกับสินค้า ซึ่งมาตรา 34
บัญญัติว่า “ถ้ามีขอ้ กาหนดให้ผู้ขายส่งมอบเอกสารที่เก่ียวกับสินค้า ผู้ขายจะต้องส่งมอบเอกสารดังกลา่ ว
ณ เวลา และสถานที่ และตามรปู แบบทก่ี าหนดในสญั ญา ถา้ ผูข้ ายสง่ มอบเอกสารก่อนกาหนดเวลา ผู้ขาย
สามารถแก้ไขความไม่สอดคล้องกันในสัญญาตราบจนกระทั่งถึงเวลาต้องสง่ มอบเอกสาวต่าง ๆ เหล่านั้น
หากการดาเนนิ การดงั กลา่ วไม่เปน็ เหตุใหผ้ ้ซู อื้ เกิดความไม่สะดวก และเกดิ ค่าใช้จ่ายโดยไม่สมควร อยา่ งไร
กต็ าม ผซู้ ้ือทรงสทิ ธทิ ี่จะเรียกค่าสนิ ไหมทดแทนตามท่บี ัญญัตไิ วใ้ นอนุสัญญาฯ นี้”
จากมาตรา 34 สรปุ ได้ว่า
1) เอกสารที่เกี่ยวกับสินค้าตามมาตราน้ี หมายถึง เอกสารที่เกี่ยวกับการครอบครอง
สินคา้ ใบตราสง่ สนิ ค้า เอกสารทเ่ี กี่ยวกับการสง่ ออก เอกสารทเ่ี ก่ยี วกับการนาเช้า แตไ่ ม่รวมถึงกรมธรรม์
ประกันภัย รายการสินค้าขายส่ง ใบรับรองแหล่งกาเนิดของสินค้า น้าหนัก จานวนของสิ่งของที่บรรจุ
คณุ ภาพและการบรรจหุ ีบห่อ
2) โดยทั่วไปการส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวกับสินค้า ผู้ขายจะต้องส่งมอบเอกสารดังกล่าว
ตามสัญญา แต่ถ้าคสู่ ญั ญาตกลงใช้ NCOTERMS บังคบั แก่สญั ญา การส่งมอบเอกสารท่เี กย่ี วกบั สินค้าก็จะ
เปน็ ไปตามน้ัน
3) โดยทั่วไปสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศจะมีลักษณะพิเศษประการหนึ่งที่แตกต่าง
จากสัญญาซื้อขายสินค้าภายในประเทศ คือ สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศจะมีลักษณะทีเ่ รียกว่า
Documentary Sale หรือการซือ้ ขายทตี่ ้องใช้เอกสารประกอบ ท้ังน้ี สืบเนือ่ งมาจากการท่ผี ้ซู ื้อและผู้ชาย
มีสถานประกอบธรุ กจิ อยู่คนละประเทศกนั และบางทีผซู้ ื้ออาจไมม่ โี อกาสไดเ้ หน็ ตัวสินค้าในขณะทาสัญญา
ซื้อขายกัน สัญญาซื้อขายสินค้าระหวา่ งประเทศจึงต้องมีข้อตกลงเกีย่ วกับการชาระราคาไว้อยา่ งชัดเจน
วิธกี ารชาระราคาสนิ ค้าท่ีซือ้ ขายในสญั ญาซ้อื ขายสนิ คา้ ระหว่างประเทศท่ีสะดวกและให้ความมน่ั ใจสาหรับ
คูส่ ญั ญาไดเ้ ปน็ อย่างดแี ละไดร้ ับความนิยมมากที่สุดกค็ ือ การเปดิ เลตเตอร์ออฟเครดติ (Letter of Credit)
3.3.3.2 สง่ มอบเมือ่ ใด
มาตรา 33 บญั ญตั ิว่า “ผขู้ ายจะตอ้ งจดั สง่ สนิ ค้า
(ก) ในวันทท่ี มี่ ีการระบุไว้หรอื อนมุ านได้จากสญั ญา
(ข) ภายในเวลาใดเวลาหนึ่งที่มีการระบุไว้หรืออนุมานได้จากสัญญา เว้นเสียแต่ว่า มี
สถานการณท์ ่ีบง่ ชวี้ ่าผู้ซ้ือเลือกวันหนึ่งวนั ใดกใ็ หเ้ ปน็ ดงั่ นนั้ หรอื
(ค) ในกรณอี ื่น ๆ ภายในกาหนดเวลาทสี่ มควรภายหลงั การทาสญั ญา”
22
จากมาตรา 33 ไดก้ าหนดเวลาการส่งมอบไวถ้ ึง 3 กรณี คือ
1) ถ้าคู่สัญญาได้ตกลงกันไวแ้ นน่ อน (ตามปปี ฏิทิน) หรืออนุมานไดจ้ ากสัญญาก็ให้ผู้ขาย
ส่งมอบสนิ คา้ ท่ซี อื้ ขายกนั ตามน้นั
2) ในกรณีที่กาหนดเวลากันไว้ ณ เวลาใดเวลาหน่งึ ภายในกาหนดระยะเวลา หากกาหนด
ระยะเวลาดังกล่าวมีการระบุแน่นอนหรืออนุมานได้จากสัญญาก็ให้ผู้ขายทาการส่งมอบสินค้านั้นภายใน
ระยะเวลาดังกลา่ ว เวน้ แต่จะมีพฤตกิ ารณอ์ น่ื บง่ ช้ีว่าผซู้ อื้ เปน็ ผู้เลอื กให้ส่งมอบกันในวันหนง่ึ วันใดก็ให้ผู้ขาย
สง่ มอบสนิ ค้าใหแ้ ก่ผูซ้ อื้ ตามน้นั
3) ในกรณอี ่ืน ๆ ผขู้ ายต้องสง่ มอบสนิ ค้าท่ซี ้อื ขายให้แก่ผ้ซู ื้อภายในระยะเวลาอันสมควร
ซึง่ เปน็ เรือ่ งธรรมดาเม่อื มกี ารซอ้ื ขายสินค้าแล้วผู้ขายกจ็ ะต้องสง่ มอบสินคา้ ท่ซี ื้อขายให้แกผ่ ู้ซือ้
อยา่ งไรก็ตาม กต็ อ้ งกระทาใหส้ อดคลอ้ งกบั มาตรา 31 มาตรา 32 และมาตรา 34
3.3.3.3 การส่งมอบสนิ ค้าไม่ถูกต้อง
ตามมาตรา 35 สนิ คา้ ทีถ่ กู ตอ้ งตรงตามสญั ญานั้น คือ
(1) ต้องมปี ริมาณ คณุ ภาพ และลกั ษณะของสินค้าตรงตามสญั ญาซ้ือขาย
(2) ต้องมีปริมาณ คุณภาพ และลักษณะของสินค้าดังต่อไปนี้ ในกรณีที่คู่สัญญาไม่ได้
กาหนดไวเ้ ป็นอยา่ งอื่น คอื
(ก) เหมาะสมสาหรบั วัตถุประสงค์ตา่ ง ๆ ซง่ึ สนิ คา้ ท่ีมคี ณุ สมบตั ิเดียวกันน้ีจะพึง
ใช้กนั เปน็ ปกติ
(ข) เหมาะสมสาหรับวัตถุประสงคเ์ ฉพาะทางทีไ่ ด้ให้ผู้ขายทราบแล้วโดยแจ้งชัด
หรือโดยปริยายในขณะทาสัญญา เว้นเสียแต่ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อไม่ได้พึ่งพิงความ
ชานาญการและการตัดสนิ ใจของผขู้ าย หรือเปน็ การไมค่ วรแก่เหตผุ ลที่จะให้ผซู้ อ้ื พึ่งพิงเชน่ น้ัน
(ค) มคี ณุ สมบัตติ ามทผ่ี ้ขู ายไดแ้ สดงตอ่ ผซู้ ้ือตามตวั อยา่ งหรือตามแบบอยา่ ง
(ง) ได้มีการบรรจหุ ีบห่อในกรณปี กตขิ องสนิ ค้านั้น หรือถ้าไม่มีรูปแบบปกติ ให้
ใช้รปู แบบที่เพยี งพอแก่การรักษาไวซ้ ่ึงคณุ ภาพของสนิ ค้าดังกล่าว
(3) แต่อย่างไรก็ตามกรณีตาม (ก) ถึง (ง) ไม่นามาใชใ้ นกรณีทผี่ ูซ้ ้ือรูห้ รือไม่ระมัดระวังใน
ความไมถ่ ูกตอ้ งน้ัน
ตามมาตรา 35 ระบุความไมถ่ ูกตอ้ งของสินค้าท่ที าการซื้อขายกันไว้อย่างกว้างขวาง คือ
1) ในกรณีทค่ี สู่ ญั ญาได้ตกลงกนั เกยี่ วกับปรมิ าณ คุณภาพ และลกั ษณะของสนิ คา้ การสง่
มอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อจะถือว่าถูกต้องตรงตามสัญญาซื้อขายก็ต่อเมื่อสินค้านั้นมีปริมาณ คุณภาพ และ
23
ลักษณะตรงตามที่ระบุในสญั ญา
2) ถ้าคู่สัญญาไม่ไดต้ กลงกันไว้เปน็ อย่างอื่นเกี่ยวกับปริมาณ คุณภาพ และลักษณะของ
สนิ ค้า การสง่ มอบสนิ ค้าใหแ้ กผ่ ู้ซอื้ จะถอื ว่าถูกต้องตรงตามสัญญาก็ต่อเม่อื
(ก) สินค้านั้นเหมาะสมสาหรับวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ซึ่งสินค้าที่มีคุณสมบัติ
เดยี วกันน้จี ะพงึ ใชก้ นั เปน็ ปกติ
(ข) สินค้านั้นเหมาะสมสาหรับวัตถุประสงค์เฉพาะทางที่ได้ให้ผู้ขายทราบแล้ว
โดยแจ้งชดั หรอื โดยปริยายในขณะทาสัญญา
(ค) สินค้านั้นมีคุณสมบัติตามที่ผู้ขายได้แสดงต่อผู้ซื้อตามตัวอย่างหรือตาม
แบบอยา่ ง
(ง) สินค้านั้นได้มีการบรรจหุ ีบหอ่ ในกรณีปกติของสินค้าน้นั หรือถ้าไม่มีรูปแบบ
ปกติ ให้ใชร้ ปู แบบท่เี พียงพอแก่การรกั ษาไว้ซง่ึ คณุ ภาพของสนิ คา้ ดังกล่าว
ความรบั ผดิ ของผ้ขู าย ตามมาตรา 36
(1) ผู้ขายต้องรับผิดตามสัญญาหรือตามอนุสัญญาฯ ในการส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายไม่
ถูกต้องตรงตามสัญญาที่เกิดขึ้นในขณะที่ความเสี่ยงภัยได้โอนมายังผู้ซื้อ แม้ว่าความไม่ถูกต้องตรงตาม
สญั ญาน้ันจะปรากฎเปน็ ทป่ี ระจักษ์ได้ในภายหลังกต็ าม
(2) ความรบั ผดิ ของผู้ขายในการสง่ มอบสินค้าที่ซ้ือขายไมถ่ กู ต้องตรงตามสญั ญาท่ีเกิดข้ึน
ภายหลังที่ความเสี่ยงภัยโอนไปยังผู้ซ้ือ และซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการผิดหน้าทีใ่ ดหน้าทีห่ น่ึงของผูช้ าย รวม
ไปถึงการผดิ สญั ญาค้าประกนั ว่าสินค้านั้นจะเหมาะสมแกก่ ารใช้ไปในทางปกติ หรือใช้สาหรับวัตถุประสงค์
ใดโดยเฉพาะ หรอื สนิ ค้านั้นจะคงคุณภาพหรอื คณุ ลกั ษณะทีไ่ ด้ระบุไว้
จากมาตรา 36 ที่กาหนดความรับผิดของผู้ขายโดยอาศัยระยะเวลาเป็นเกณฑ์ โดย
กาหนดให้ผู้ขายต้องรับผิดในเรื่องความไม่ถกู ต้องตรงตามสญั ญาของสนิ คา้ ที่เกิดขนึ้ ออกเปน็ (1) ในขณะที่
ความเสย่ี งภัยโอนมายงั ผู้ซอื้ (2) ภายหลงั ทีค่ วามเส่ียงภัยโอนไปยงั ผู้ซ้ือแล้ว และเกิดจากการผิดหน้าท่ีใด
หน้าท่หี นงึ่ ของผู้ขาย รวมถงึ การผดิ สญั ญาคา้ ประกนั สินค้าดว้ ย ซงึ่ กม็ ีทางแก้ คอื 1) ในกรณีท่ีผู้ขายได้ส่ง
มอบสนิ ค้ากอ่ นวนั กาหนดสง่ ผู้ขายยงั มีเวลาจนกระท่งั ถึงวันทกี่ าหนดส่งมอบสนิ คา้ ทีซ่ อื้ ขายในการส่งมอบ
สินคา้ จานวนที่ขาดหายหรือขาดส่ง หรอื สง่ มอบสนิ ค้าใหม่เข้าแทนท่ีสนิ คา้ ทไ่ี ม่ตรงตามคาส่ัง หรือทาการ
แก้ไขตัวสนิ ค้าที่ซ้ือขายใหถ้ ูกต้องตรงตามสัญญา และ 2) ในกรณีที่ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายแล้ว ผู้ขายอาจ
ขอเยียวยาแกไ้ ขดว้ ยค่าใชจ้ า่ ยของตนเองในการทตี่ นไดช้ าระหนี้ไม่ถกู ตอ้ งตรงตามสัญญา
24
หน้าที่ของผูซ้ อ้ื ในการแจ้งความไม่ถูกตอ้ งตรงตามสญั ญาของสนิ คา้
ในกรณีท่ีส่งมอบสินค้าไมถ่ ูกตอ้ งตรงตามสญั ญา ผ้ซู ื้อตอ้ งแจ้งถงึ ความไม่ถูกต้องตรงตาม
สญั ญา ตามมาตรา 39 กอ่ นถงึ จะใช้สิทธเิ รยี กร้องได้ ซงึ่ จากมาตรา 39 ผซู้ ้ือจะสามารถใชส้ ิทธใิ นการขอให้
ผขู้ ายเยียวยาความเสยี หายจากการส่งมอบสินคา้ ท่ีซื้อขายไมถ่ ูกตอ้ งตรงตามสัญญาไดต้ ่อเมอื่
(ก) ผู้ซื้อได้แจ้งถึงความไม่ถูกต้องตรงตามสัญญานั้นโดยระบุถึงลักษณะของความไม่
ถูกต้องนน้ั ให้แกผ่ ู้ขายทราบ
(ข) ผู้ซื้อได้แจ้งภายในระยะเวลาอันสมควร นับจากที่ได้ทราบหรือควรจะได้ทราบถึง
ความไม่ถูกต้องตรงตามสญั ญาน้นั
(ค) ผู้ซื้อต้องแจ้งถึงความไม่ถูกต้องตรงตามสัญญานั้น ภายในกาหนด 2 ปี นับจากท่ี
สินค้าที่ซื้อขายนั้นได้มาถึงผู้ซื้ออย่างแท้จริง เว้นเสียแต่ว่าระยะเวลาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสัญญาค้า
ประกนั สินคา้ ซ่ึงการรับประกนั สนิ คา้ นยี้ งั มีความเห็นทแ่ี ตกต่างกนั อยู่ ในขณะน้ีก็ยงั ไมม่ ชี ยั ทิพาทในเร่ืองน้ี
เกดิ ข้ึนจึงยังไม่มบี รรทดั ฐานทแ่ี น่นอนว่าจะเป็นไปแนวทางใด
3.3.3.4 การไมส่ ง่ มอบสินค้าทีซ่ ้อื ขายของผขู้ าย
หนา้ ที่ของผ้ขู ายคือการสง่ มอบสินค้า สง่ มอบเอกสารทเี่ กย่ี วกับสินค้า และโอนกรรมสิทธ์ิ
ในสินคา้ ใหแ้ ก่ผู้ซอ้ื ถา้ ผู้ขายไมส่ ง่ มอบสนิ ค้า เอกสารท่ีเกีย่ วกับสินค้าให้แก่ผู้ซือ้ ผู้ซ้อื สามารถใช้สิทธิได้ 2
ทาง คอื 1) เรียกให้ผู้ขายส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายกันโดยผู้ซื้อกาหนดระยะเวลาอันสมควรเพ่ือให้
ผขู้ ายส่งมอบสนิ ค้านั้นภายในกาหนดระยะเวลา หากผู้ขายไมส่ ง่ มอบสินค้าภายในระยะเวลาดังกล่าว ผู้ซื้อ
มสี ิทธทิ ี่จะบอกเลกิ สัญญาได้ แต่ถ้าผ้ซู ้อื ไมต่ อ้ งการบอกเลกิ สัญญากส็ ามารถทจ่ี ะกาหนดระยะเวลาอีกและ
เรยี กให้ผู้ขายส่งมอบสนิ คา้ ท่ีซอ้ื ขายอีกกไ็ ด้
2) บอกเลกิ สัญญา แบง่ ออกเปน็ 2 กรณี
(1) การบอกเลิกสัญญาเพราะผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายภายใน
ระยะเวลาทก่ี าหนดให้
ตามมาตรา 49 (1) (ข) บัญญตั วิ ่า “ (1) ผซู้ ้ืออาจบอกเลกิ สัญญา
(ก) ….
(ข) ในกรณีที่ไม่มกี ารส่งมอบสินค้าที่ซื้อขาย ถ้าผู้ขายไม่ส่งมอบสินคา้
ภายในกาหนตระยะเวลาที่ผูซ้ ื้อขยายให้ตามมาตรา 47 (1) หรือแจ้งว่าผู้ขายจะไม่ส่งมอบภายในกาหนด
ระยะเวลาเช่นวา่ นั้น ….”
25
มาตรา 47 บัญญัติว่า “ (1) ผูซ้ อื้ อาจกาหนดขยายระยะเวลาอันสมควร สาหรับ
การปฏบิ ัตกิ ารชาระหน้ีของผ้ขู ายก็ได้
(2) ถ้าผู้ซื้อไม่ได้รับหนังสือแจ้งจากผู้ขายว่าผู้ขายจะไม่ปฏิบัติการชาระหนี้
ภายในระยะเวลาที่กาหนดดังกล่าว ผู้ซื้อจะต้องไม่หาทางเยียวยาเนื่องจากการผิดสัญญาในระหว่าง
ระยะเวลานนั้ อยา่ งไรกต็ าม ผซู้ อ้ื จะไม่สูญเสียสิทธใิ ด ๆ ท่ีจะเรียกคา่ สินใหมทดแทน จากการล่าช้าในการ
ปฏบิ ัติการชาระหนี้”
เม่อื พจิ ารณามาตรา 49 (1) (ข) และมาตรา 47 ทง้ั สองมาตราประกอบกันแล้ว
สิทธใิ นการบอกเลิกสญั ญาของผู้ซ้ือต้องประกอบไปด้วย
1) ผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้า ซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่ผู้ขายไมไ่ ด้ทาการส่งมอบสินคา้
ใหแ้ ก่ผู้ซ้ือเลย การไมส่ ง่ มอบสินคา้ นรี้ วมถงึ เอกสารท่ีเก่ียวกับสนิ คา้ ด้วยซ่ึงเอกสารนี้ต้องเป็นเอกสารสิทธิ
เช่น ใบตราส่ง โดยผู้ซ้อื จะต้องแสดงแก่ผรู้ ับขนในการขอรับสินคา้ เปน็ ตน้
2) ผู้ซื้อได้บอกกล่าวใหผ้ ู้ขายทาการส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายนัน้ ภายในเวลาที่ได้
กาหนดเพิ่มให้ ซึ่งผู้ซือ้ ได้กาหนดระยะเวลาท่ีเหมาะสมและชัดเจนเพือ่ ใหผ้ ู้ขายทาการส่งมอบสินค้าที่ซ้อื
ขายภายในเวลาดงั กลา่ วตามมาตรา 47 (1) แลว้
3) ผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายภายในกาหนดเวลาที่ได้กาหนดให้หรือผูข้ าย
แจ้งว่าจะไมส่ ่งมอบสินค้ากอ่ นครบกาหนดเวลาทผี่ ู้ซ้อื ไดข้ ยายให้
(2) การบอกเลกิ สญั ญาทง้ั หมดตามมาตรา 51 (2)
มาตรา 51 (2) บัญญัติว่า “ผู้ซื้ออาจบอกเลิกสัญญาเสียทั้งหมดก็ได้ แต่จะทา
เช่นนี้ไดก้ เ็ ฉพาะในกรณีที่ไม่มีการส่งมอบสินค้าที่ซ้ือขายกันเลย หรือการทีไ่ ม่ได้สง่ มอบสินค้าตามสัญญา
นนั้ เปน็ การผดิ สญั ญาในสาระสาคญั ”
จากมาตรา 52 การที่ผู้ซื้อจะบอกเลิกสัญญาทั้งฉบับได้จะต้องเป็นกรณีที่ไม่มี
การส่งมอบสินค้ากันเลยหรอื การท่ีไมส่ ง่ มอบสนิ ค้าตามสญั ญานั้นเปน็ การผิดสญั ญาในสาระสาคัญ โดยการ
ผิดสัญญาในสาระสาคญั ตอ้ งพิจารณาจากข้อเท็จจริงต่าง ๆ โดยการส่งมอบสนิ ค้าแต่เพียงบางส่วนต้องไม่
เป็นประโยชน์ต่อผูซ้ ้ือต่อไป โดยพิจารณาว่าส่วนท่ีไม่เป็นไปตามสัญญานั้นกระทบต่อการใชห้ รือการขาย
ตอ่ สินค้าที่ไดท้ าการส่งมอบมาแลว้ หรือไม่
3.3.3.5 การไมร่ บั มอบสนิ ค้าท่ซี ื้อขายของผ้ซู ้ือ
เมือ่ ผ้ขู ายสง่ มอบสินค้าท่ีซือ้ ขาย ผู้ซ้อื ก็ตอ้ งรับมอบสินคา้ ท่ีซอ้ื ขายนนั้ โดยการับ ในกรณี
ทีผ่ ซู้ ื้อไม่ยอมรับมอบสินคา้ ท่ซี อื้ ขายกัน อนุสัญญาฯ ได้บัญญตั ิเก่ียวกบั เร่ืองดังกลา่ วไว้ในมาตรา 61 ว่า
26
“(1) ถ้าผซู้ ือ้ ไม่ปฏิบตั กิ ารชาระหน้ีใด ๆ ของตนภายใต้สัญญาหรอื ตามอนุสัญญาฯ ผูข้ าย
อาจจะ
(ก) ใชส้ ทิ ธติ ามทีบ่ ัญญตั ิไวใ้ นมาตรา 62 ถงึ 65 .... “
การไม่ปฏิบัติการชาระหนี้ใด ๆ ของผู้ซื้อนี้รวมถึงการที่ผู้ซื้อไม่ยอมรับมอบสินค้าด้วย
เพราะสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้ซื้อและผู้ขายต่างมีหนี้ที่จะต้อง
ปฏิบตั ิตอ่ กนั ซง่ึ ผ้ขู ายอาจใชส้ ทิ ธิได้ตามมาตรา 62 มาตรา 63 มาตรา 64
มาตรา 62 บัญญัติว่า “ผู้ขายอาจเรียกร้องให้ผู้ซื้อชาระราคา รับมอบสินค้า หรือ
ปฏบิ ัติการชาระหน้ีของตน”
มาตรา 63 บัญญัติว่า “(1) ผู้ขายอาจขยายกาหนดเวลาออกไปตามสมควรเพื่อให้ผู้ซื้อ
ปฏิบตั ิการชาระหนี้ก็ได้ ....”
มาตรา 64 บญั ญัตวิ ่า “(1) ผูข้ ายอาจบอกเลิกสญั ญาได้
(ก) ….
(ข) ถ้าผ้ซู ้ือไมป่ ฏิบัติการชาระหนดี้ ว้ ยการชาระราคาซือ้ ขาย หรือรับมอบสนิ ค้า หรอื ผู้ซ้ือ
แจ้งว่าจะไม่ปฏิบัติการชาระหนี้ของตน ภายในกาหนดเวลาที่ผู้ขายได้ขยายเวลาให้ ตามมาตรา 63 (1)
....”
จากมาตราทีก่ ล่าวมาข้างต้น ผู้ขายอาจกาหนดเวลาออกไปได้อีกตามสมควรเพ่ือให้ผู้ซ้ือ
ปฏบิ ตั ติ าม หากผ้ซู อื้ ไมร่ ับมอบสินค้าภายในระยะเวลาดงั กลา่ วผู้ขายก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ แต่ถ้าผู้ซื้อ
ไม่ต้องการบอกเลิกสญั ญาก็สามารถที่จะกาหนดระยะเวลาได้อีก และเรียกให้ผูข้ ายรบั มอบสินค้าท่ีซื้อขาย
อกี ก็ได้ แตถ่ ้าผู้ขายตอ้ งการที่จะบอกเลกิ สัญญากจ็ ะต้องครบองคป์ ระกอบดังนี้
1) ผู้ซื้อไม่รับมอบสินค้า ซึ่งการรับมอบสินค้าที่ซื้อขายไม่ได้หมายถึงการรับมอบสินคา้
เมื่อสินค้านั้นมาถึงปลายทางหรือสถานทีท่ ี่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน้าที่ของผู้ซื้อท่ี
จะต้องให้ความร่วมมือในการสง่ มอบสินคา้ ของผขู้ ายดว้ ย
2) ผู้ขายไดบ้ อกกล่าวให้ผ้ซู ื้อรบั มอบสนิ ค้าท่ซี ้ือขายภายในเวลาท่ีกาหนดให้ ซึ่งผู้ขายได้
กาหนดระยะเวลาที่เหมาะสมและชัดเจนเพื่อให้ผู้ซ้อื รบั มอบสินค้าภายในเวลาดังกล่าว ตามมาตรา 63 (1)
3) ผู้ซื้อไม่รบั มอบสินค้าภายในระยะเวลาที่ผู้ขายได้กาหนดเพิ่มให้ หรือแจ้งว่าจะไมร่ บั
มอบสินค้าภายในกาหนดเวลาดังกล่าว อย่างไรกด็ ี ถึงแม้ว่าระยะเวลาที่ผู้ขายได้กาหนดให้จะผ่านพ้นไป
และผู้ซ้ือก็ไม่ได้รับมอบสินค้าที่ซื้อขาย สัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นอันเลิกไปทันทีเพียงแต่
ผูข้ ายมีสทิ ธบิ อกเลิกสญั ญาเทา่ นนั้
27
3.3.4 การโอนความเสี่ยงภัยตามอนุสัญญาสหประชาชาติวา่ ดว้ ยสญั ญาซ้ือขายสนิ ค้า
ระหว่างประเทศ (The United Nations Convention on Contracts for the International
Sale of Goods : CISG)
อนุสัญญาฯ แบ่งการโอนความเสี่ยงภัยในสินค้าออกเป็น 3 กรณี คือ 1) การโอนความ
เส่ียงภยั กรณสี ัญญาซือ้ ขายสนิ คา้ ท่มี กี ารขนส่งสินค้า 2) การโอนความเสี่ยงภัยในสินคา้ ทีอ่ ย่ใู นระหว่างการ
ขนส่ง และ 3) การโอนความเสี่ยงภัยในสินค้ากรณีที่ไม่เก่ียวข้องกับการขนส่งหรือผู้ซื้อเป็นผู้ดาเนินการ
จัดการขนส่งสนิ คา้ นนั้ เอง แยกอธบิ ายได้ดังน้ี
1) การโอนความเสี่ยงภัยกรณีสัญญาซอื้ ขายสินค้าทีม่ กี ารขนส่งสนิ ค้า
มาตรา 67 กาหนดให้ความเส่ียงภยั ในสนิ ค้าจะโอนไปเมื่อสนิ ค้าน้นั ได้ส่งมอบแก่ผู้รับขน
ในสถานท่รี ะบไุ ว้ ท้งั น้ีตอ้ งมีการกาหนดบ่งชตี้ ัวสนิ ค้านนั้ ด้วย
กล่าวได้ว่า มีหลักผู้รับขนรายแรก (the first carrier rule) เป็นหลักทั่วไป และมีหลัก
สถานท่ีเฉพาะเจาะจง (the particular place rule) เป็นหลักยกเวน้ คอื หากในสญั ญาซอื้ ขายท่ีเกี่ยวกับ
การรับขนสินคา้ ไม่ได้ตกลงกันไวก้ ารเฉพาะเกีย่ วกับสถานท่ใี นการสง่ มอบสนิ ค้าความเส่ียงภัยจะโอนไปยัง
ผู้ซื้อเมื่อผู้ขายไดส้ ่งมอบสนิ ค้าไปยังผู้รับขนรายแรกตามหลักผู้รับขนรายแรก แต่หากมีการตกลงกันไว้ใน
สัญญาซื้อขายที่เกี่ยวกับการรับขนสินค้าไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับสถานที่ส่งมอบสินค้าเป็นการเฉพาะ ความ
เสยี่ งภัยจะยงั ไมโ่ อนไปยงั ผซู้ ื้อจนกว่าสนิ คา้ นัน้ ไดส้ ่งมอบไปยังผรู้ บั ขน ณ สถานท่ที ่ีระบุไว้ตามหลักสถานท่ี
เฉพาะเจาะจงซึง่ เปน็ หลักยกเวน้ หลกั ผู้รับขนรายแรก22
2) การโอนความเสีย่ งภยั ในสนิ คา้ ท่อี ยู่ในระหว่างการขนส่ง
เป็นกรณขี องสญั ญาซอื้ ขายสนิ คา้ ระหว่างประเทศเกิดขึน้ ในขณะท่ีสนิ ค้าอยู่ระหว่างการ
ขนส่งแล้ว กรณีดังกล่าวไม่อาจนามาตรา 67(1) มาใช้บังคับได้ เนื่องจากสนิ ค้าได้ถูกสง่ มอบใหแ้ ก่ผ้ขู นสง่
ไปแล้วก่อนเวลาที่สัญญาได้เกิดขึ้น ดังนั้น ผู้ขายจึงไม่สามารถส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายแก่ผู้ขนส่งเพื่อส่ง
ให้แก่ผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายตามที่กาหนดไว้ในมาตรา 67 (1) ได้ คณะทางานร่างอนุสัญญาฯ จึงได้
กาหนดมาตรา 68 ใหค้ วามเส่ียงภัยในตวั สนิ คา้ จะโอนไปยังผซู้ ้อื ณ เวลาท่ีเกดิ สัญญาอันเป็นเวลาภายหลัง
การสง่ มอบสนิ คา้ ใหแ้ ก่ผู้ขนส่ง ยกเวน้ แตจ่ ะไดม้ พี ฤตกิ ารณบ์ ่งชีเ้ ชน่ นัน้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะ
ของธุรกรรมการซ้ือขายสนิ คา้ ระหวา่ งประเทศ
22 จารุภทั ร กวีนันทวงศ,์ “ปัญหาทางกฎหมายเรอื่ งหลกั การโอนความเส่ยี งภยั ในทางการค้าระหว่างประเทศ : กรณีผูร้ บั โอนความ
เส่ยี งภยั เปน็ โจทกฟ์ ้องคดีในศาลไทย,” 52.
28
3) การโอนความเสี่ยงภัยในสินค้ากรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขนส่งหรือผู้ซื้อเป็น
ผู้ดาเนนิ การจัดการขนสง่ สนิ คา้ นั้นเอง
กรณีนี้มาตรา 69 กาหนดให้ความเสี่ยงภัยจะโอนไปยังผู้ซือ้ ทนั ทีทีผ่ ู้ซ้ือไดร้ ับมอบสินค้า
แล้ว หรือตั้งแต่เวลาที่สนิ ค้าได้อยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อแล้วเม่ือผูซ้ ื้อไมไ่ ด้เขา้ ครอบครองสินค้าภายในเวลา
ตามกาหนดและเป็นผูผ้ ิดสัญญาเนื่องจากไม่ยอมเข้าครอบครองสินค้า แต่ถ้าผู้ซื้อผูกพันทีจ่ ะต้องรับมอบ
สินค้า ณ สถานที่อื่นซึ่งไม่ใช่สถานประกอบธุรกิจของผู้ขาย ความเสี่ยงภัยย่อมโอนไปยังผู้ซื้อ เมื่อถึง
กาหนดการส่งมอบ และผู้ซื้อได้รู้ถึงข้อเท็จจริงว่าสินค้านั้นได้อยู่ในเงื้อมมือของตนแล้ว ณ สถานที่ ที่
กาหนดไว้ ทัง้ น้ี ตอ้ งได้มีการกระทาการบง่ ช้ีตัวสนิ คา้ ว่าตรงตามสญั ญาแลว้ 23
3.4 การส่งมอบตาม INCOTERMS
INCOTERMS หรือ International Commercial Terms คือ ข้อตกลงทางการค้าระหว่าง
ประเทศที่ถูกรวบรวมประมวลและจัดทาขึ้นโดยสภาหอการค้าระหว่างประเทศ (International
Chamber of Commerce) สาหรับให้คู่สัญญาในสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศเลือกตกลงกันนา
ขอ้ ตกลงทางการคา้ ดังกล่าวมากาหนดไว้เปน็ ส่วนหน่ึงของขอ้ ตกลงในสญั ญาซ้ือขาย ทั้งนี้ เพื่อให้คู่สัญญา
แต่ละฝา่ ยไดท้ ราบและเข้าใจถงึ สทิ ธิและหน้าทท่ี จ่ี ะต้องปฏบิ ัติตามโดยถูกต้องชัดเจนตรงกนั
ข้อตกลงหรือข้อกาหนดต่าง ๆ (Terms or Clauses) ทีค่ วรมีในสัญญาซ้ือขายระหว่างประเทศมี
มากมาย เช่น ข้อตกลงเกย่ี วกับชนิด ประเภท ปริมาณ จานวน น้าหนกั และคุณภาพของสินค้า ข้อตกลง
เกี่ยวกับการบรรจุหีบห่อสินค้า ข้อกาหนดเกี่ยวกับราคา และวิธีการชาระราคา ข้อตกลงเกี่ยวกับการส่ง
มอบ ข้อกาหนดเกี่ยวกับความเสี่ยงภัยในตัวสินค้า เป็นต้น ซึ่งเหตุที่ข้อตกลงหรือข้อกาหนดต่าง ๆ ใน
สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศมีค่อนข้างมากและซับซ้อน ก็เนื่องจากผู้ซื้อและผู้ขายอยู่ห่างกันโดย
ระยะทาง โดยทั่วไปไม่มีความรู้จักมักคุ้นกัน ทั้งยังมีความแตกต่างในเรื่องภาษา เชื้อชาติ วัฒนธรรม
ตลอดจนมีจารีตประเพณีและแนวปฏิบัติต่าง ๆ (Custom and practice) ในทางการค้าที่ต่างกัน สิ่ง
เหล่านี้นอกจากทาให้เกิดความล่าช้าเป็นอุปสรรคในการทาสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศระหว่างผู้ซื้อ
ผู้ขายแล้ว ยังอาจนาไปสู่ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ ข้อตกลง ข้อกาหนด ศัพท์
หรือถอ้ ยคาต่าง ๆ ทีใ่ ช้ในสัญญาซ้อื ขาย ซ่งึ ความเขา้ ใจท่ีไม่ตรงกันน้เี อง อาจทาให้เกิดขอ้ โตแ้ ยง้ ขอ้ พพิ าท
23 เข็มเพชร แสงทองคา, “ความเหมาะสมของ สปป ลาวในการเขา้ เป็นภาคอี นสุ ัญญาสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยสัญญา
ซือ้ ขายสนิ คา้ ระหวา่ งประเทศ ค.ศ. 1980,” (วทิ ยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑิต, สาขากฎหมายการคา้ ระหวา่ งประเทศ คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2559), 45, สบื คน้ เมอื่ 16 ตุลาคม 2564,
http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2016/TU_2016_5701090010_4943_3874.pdf?fbclid
29
อันนาไปสู่การฟ้องร้องทาให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นสภาวะทีไ่ ม่พึงประสงคข์ องทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
รวมตลอดถึงทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าระหว่างประเทศซึ่งเป็น
องค์กรเอกชนระหว่างประเทศ ที่มีหน้าที่หลักประการหนึ่งในการสนับสนุนส่งเสริมและอานวยความ
สะดวกให้การค้าระหว่างประเทศดาเนินไปอย่างแพร่หลาย และให้การทาสัญญาการค้าระหว่างประเทศ
ดาเนินไปโดยสะดวก รวดเร็ว ราบรืน่ ลดหรือขจดั ข้อโต้แย้งโต้เถยี งที่เกดิ จากความเขา้ ใจท่ีไม่ตรงกนั จงึ ได้
รวบรวมประมวลและจดั ทา INCOTERMS ข้ึน ซง่ึ สภาหอการค้าระหว่างประเทศได้รวบรวมประมวลและ
จัดท ากฎเกณฑ์ระหว่างประเทศว่าด้วยข้อตกลงทางการค้า (International Rules for the
Interpretation of Trade Terms) ขน้ึ เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1936 และได้ส่งเสรมิ สนบั สนนุ ให้ประเทศ
ต่าง ๆ ซ่งึ เป็นสมาชกิ ของสภาหอการค้าระหวา่ งประเทศนาไปใช้เป็นสว่ นหน่งึ ในสัญญาซ้ือขาย กฎเกณฑ์
ระหว่างประเทศว่าดว้ ยข้อตกลงทางการค้าดังกล่าวได้รับการยอมรับบังคับใช้ในวงการค้าระหว่างประเทศ
อยา่ งแพรห่ ลาย และได้รับการปรับปรุงเป็นครง้ั คราว จนกระท่ังปจั จบุ ัน เปน็ ฉบบั ปี ค.ศ. 2020
อนึ่ง INCOTERMS หรือกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศว่าด้วยข้อตกลงทางการค้านั้น ไม่ได้มีสถานะ
เปน็ กฎหมาย ไมว่ ่ากฎหมายภายในหรอื กฎหมายระหว่างประเทศ เปน็ เพียงกฎเกณฑห์ รอื ระเบียบปฏิบัติ
หรือขอ้ ตกลงหรือขอ้ สัญญามาตรฐานของเอกชน ทอ่ี อกโดยองค์กรเอกชนระหว่างประเทศเท่านัน้ จึงไม่มี
ผลบังคบั โดยตวั เอง ซง่ึ INCOTERMS จะมีผลบังคบั ได้ 2 กรณีคอื 1) มผี ลบงั คับใชต้ ามเจตนาของคู่สัญญา
และ 2) มีผลบังคับใช้โดยถือเป็นการอุดช่องว่างตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กล่าวคอื ในกรณที พ่ี ิจารณาเห็นวา่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ บรรพ 3 ว่าด้วยสัญญาซื้อขายไม่ใช่
กฎหมายโดยตรงเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ เพราะสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศมี
ลักษณะเฉพาะแตกต่างจากสัญญาซื้อขายภายในประเทศ จึงไม่สามารถนาประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์มาใช้บังคับโดยตรงได้ ก็จะเป็นกรณที ี่ไม่มีบทกฎหมายโดยตรงมาปรับใชก้ บั คดีเพราะในปัจจุบัน
ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยซอื้ ขายระหวา่ งประเทศโดยเฉพาะ ศาลจงึ ต้องพิจารณาอุดช่องว่างของ
กฎหมายโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 4 ซึ่งโดยวิธีการอุดช่องวา่ งของกฎหมายน้ี
ศาลสามารถนาจารตี ประเพณีแหง่ ท้องถิ่น หรือหลักกฎหมายทั่วไปมาใช้ในการวินจิ ฉยั คดไี ด้ โดยนัยนีใ้ น
กรณีที่จาเป็นและเพื่อความเป็นธรรมศาลอาจสามารถนาข้อกาหนดต่าง ๆ ใน INCOTERMS มาช่วยใน
การพิจารณาตดั สนิ คดไี ด้ โดยถอื ว่าเป็นจารตี ประเพณีแห่งทอ้ งถ่นิ หรือหลกั กฎหมายทัว่ ไป แล้วแตก่ รณี24
24 กาชัย จงจักรพนั ธ์, กฎหมายการคา้ ระหวา่ งประเทศ, 87-99.
30
3.4.1 ข้อตกลงทางการคา้ 11 ข้อตกลง
ข้อตกลงทางการค้าที่สาคัญและที่ได้กาหนดไว้ใน INCOTERMS นั้นจะมุ่งกาหนดถึง
รายละเอียดของข้อตกลงเฉพาะทว่ี ่าด้วยหนา้ ทีข่ องผู้ซ้ือผู้ขายที่เกย่ี วกับการจัดเตรยี มสินคา้ การชาระราคา
การสง่ มอบและรับมอบสินค้า การขนส่ง การประกันภยั พธิ กี ารทาง ศุลกากร และกจิ การอนื่ อนั เกย่ี วเน่ือง
กับการขนส่งเป็นหลัก รวมตลอดถึงเรื่องความเสี่ยงภัย (Risk) ซึ่ง INCOTERMS นั้นไม่ได้กาหนด
รายละเอียดของข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศไว้ทั้งหมด ผู้ซื้อและผู้ขายยังคงต้องร่วมกันกาหนด
ข้อตกลงหรือข้อกาหนดอื่น ๆ ท่ีไม่ได้มีการระบุไว้ใน INCOTERMS เองด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ
INCOTERMS นั้น ได้ถูกออกแบบไว้ให้นามาใช้ได้เพียงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายเท่านั้น ไม่ใช่
ขอ้ ตกลงทั้งหมดในสญั ญาซ้ือ ดังน้ัน คูส่ ญั ญาจึงต้องทาความตกลงกันไว้ในสญั ญาซอ้ื ขายใหช้ ดั เจน
ข้อตกลงทางการค้าที่กาหนดไว้ใน INCOTERMS 2020 นั้น มีทั้งหมด 11 ข้อตกลง25
หรอื 11 รูปแบบ ไดแ้ ก่
1) กา รส่งมอ บ ส ิน ค้า รูป แ บบ EXW : EX WORKS (insert named place of
delivery)
ข้อตกลง EXW (ระบุสถานที่ส่งมอบ) เป็นข้อตกลงที่กาหนดให้ผู้ขายมีหน้าที่ส่งมอบ
สินค้าให้แก่ผู้ซ้ือ ณ สถานที่ของผู้ขาย เช่น โรงงานหรือคลังสินคา้ ของผู้ขาย โดยที่ไม่ต้องมหี น้าท่ีบรรทุก
หรือขนสินคา้ ไว้ในยานพาหนะท่ีผซู้ ื้อจัดเตรียมมาแต่อย่างใดและไม่มหี น้าที่ในการทาพิธีการศุลกากรเพื่อ
สง่ สินคา้ ออกด้วย ผูซ้ ้อื จะเปน็ ผมู้ หี น้าท่ีขนส่งสินค้าจากโรงงานของผขู้ ายไปยังสถานท่ีของผู้ซื้อเองทั้งหมด
ซึ่งข้อตกลง EXW เปิดโอกาสให้สามารถเลือกใช้การขนส่งรูปแบบใดก็ได้แต่ผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบใน
คา่ ใช้จา่ ยและรับความเส่ยี งภัยต้ังแต่รับมอบสินค้าจากสถานท่ีของผู้ชาย ขอ้ ตกลงนี้จัดเปน็ ขอ้ ตกลงท่ีผู้ขาย
มภี าระหนา้ ทนี่ ้อยทส่ี ุด
2) การส่งมอบสินค้ารูปแบบ FCA : FREE CARRIER (insert named place of
delivery)
ข้อตกลง FCA (ระบุสถานที่ส่งมอบ) เป็นข้อตกลงที่ผู้ขายมีหน้าที่มากขึ้นกว่าข้อตกลง
EXW คือ ผู้ขายมีหน้าที่ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งทีผ่ ู้ซือ้ กาหนดมาและผู้ขายมีหน้าที่ทาพธิ ีการศุลกากร
เพื่อส่งสินค้าออกด้วย ผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายและรับความเสี่ยงภัยตั้งแต่สินค้าไดถ้ ูกส่งมอบ
ให้แกผ่ ู้ขนสง่ เป็นตน้ ไป ขอ้ ตกลง FCA น้เี ปดิ โอกาสใหค้ ู่สัญญาสามารถเลอื กใช้การขนส่งรปู แบบใดกไ็ ด้
25 เรือ่ งเดยี วกัน, 101-106.
31
3) การส่งมอบสินค้ารูปแบบ FAS : FREE ALONGSIDE SHIP (insert named port
of shipment)
ขอ้ ตกลง FAS (ระบุท่าเรือต้นทาง) เปน็ ข้อตกลงทีก่ าหนดใหผ้ ขู้ ายมีหนา้ ทน่ี าสินค้ามาส่ง
มอบให้แก่ผู้ขนส่ง ณ ข้างเรือ ณ ท่าเรือต้นทางที่กาหนดไว้ ซึ่งเห็นได้ว่าเปน็ หน้าที่การส่งมอบที่มากกว่า
การส่งมอบใหแ้ ก่ผู้ขนส่งตามข้อตกลง FCA ผู้ซือ้ ตามข้อตกลง FAS ตอ้ งรบั ภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง
ภัยตงั้ แต่จุดข้างเรือเป็นตน้ ไป อยา่ งไรกต็ าม ผูข้ ายยังคงมหี น้าที่ทาพิธีการศุลกากรเพ่ือนาสินค้าออกนอก
ประเทศด้วย ซึ่งข้อตกลง FAS จะต้องใช้การขนส่งเฉพาะการขนส่งทางทะเลและการขนส่งทางน้าใน
แผ่นดนิ เทา่ นั้น
4) การส่งมอบสินค้ารูปแบบ FOB : FREE ON BOARD (insert named port of
shipment)
ข้อตกลง FOB (ระบุท่าเรือต้นทาง) ผู้ขายมีหน้าที่มากกว่าข้อตกลง FAS คือ ผู้ขาย
จะต้องนาสินค้าไปไว้บนเรอื (On board หรือ On shipment) ที่ผู้ซื้อกาหนดมา ไม่ใช่ข้างเรือหรอื กล่าว
อีกนัยหนึ่งผู้ขายได้ทาหน้าที่ส่งมอบสินค้าเรียบร้อยต่อเมื่อสินค้าได้ถูกยกไปบรรทุกในระวางเรือแล้ว
เท่านั้น และตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป ผู้ซื้อก็จะมีภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงภัยในความสูญหายหรือ
เสียหายของสนิ ค้า ตามขอ้ ตกลงนีผ้ ้ขู ายยงั คงมหี นา้ ท่ที าพิธีการศุลกากรเพื่อการนาสนิ ค้าออกนอกประเทศ
ด้วย ซึง่ ข้อตกลง FOB นี้จะต้องใชเ้ ฉพาะการขนสง่ ทางทะเลและการขนส่งทางน้าในแผ่นดนิ เท่านน้ั
5) การสง่ มอบสินค้ารปู แบบ CFR : COST AND FREIGHT (insert named port of
destination)
ข้อตกลง CFR (ระบุท่าเรือปลายทาง) ผู้ขายมีหน้าทีส่ ่งมอบสนิ ค้าไว้บนเรือเชน่ เดียวกบั
กรณขี ้อตกลง FOB แต่เพมิ่ หนา้ ที่ในการทาสัญญาขนสง่ กับผู้ขนส่งดว้ ย ผขู้ ายตอ้ งรับผิดชอบทั้งค่าใช้จ่าย
ในการนาสนิ คา้ ข้ึนไปไวบ้ นเรอื และค่าใช้จ่ายในการทาสญั ญาขนสง่ สินค้าไปยังท่าเรอื ปลายทางที่กาหนดไว้
ผู้ซื้อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตั้งแต่ท่าเรือปลายทางเป็นต้นไป รวมทั้งค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นหรือ
เน่อื งมาจากเหตกุ ารณท์ ่เี กิดข้ึนภายหลังจากเวลาส่งมอบสินค้าไวใ้ นเรอื เรยี บร้อยแลว้ แตร่ บั โอนความเสยี่ ง
ภยั ต้ังแตส่ นิ คา้ ถกู ยกไปอยูบ่ นเรือ ณ ทา่ ตน้ ทาง ในส่วนของหน้าท่ีทาพิธีการศลุ กากรเพ่อื การส่งสินค้าออก
ผ้ขู ายยงั คงมีหน้าทีเ่ ช่นเดยี วกบั ขอ้ ตกลง FCA, FAS, FOB ซึ่งขอ้ ตกลง CFR นีใ้ ช้เฉพาะการขนส่งทางทะเล
และการขนสง่ ทางน้าในแผ่นดินเท่าน้นั และตอ้ งระบทุ ่าเรือปลายทางไว้ด้วย
32
6) การส่งมอบสินค้ารูปแบบ CIF : COST INSURANCE AND FREIGHT (insert
named port of destination)
ข้อตกลง CIF (ระบุท่าเรือปลายทาง) เป็นข้อตกลงที่ผู้ขายมีหน้าที่ส่งมอบสินค้า สาเร็จ
เมื่อสินค้าได้ถูกยกไปอยู่บนเรือ ณ ท่าเรือต้นทางแล้วเช่นเดียวกับข้อตกลง FOB และ C F R และผู้ขาย
ยังคงมีหน้าที่และด้วยค่าใช้จ่ายของตนในการทาสัญญากับผู้ขนส่งเช่นเดียว กับข้อตกลง CFR แต่ท่ี
แตกต่างจาก CFR ก็คือตามข้อตกลง CIF นี้ผู้ขายยังเพิ่มหน้าที่ในการทาสัญญาประกันภัยด้วย ผู้ซ้ือ
รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตั้งแต่ท่าเรือปลายทางและรับโอนความเสี่ยงภัยตั้งแตส่ ินค้าอยู่บนเรอื ณ ท่าเรือต้น
ทาง ขอ้ ตกลง CIF น้ีตอ้ งใช้เฉพาะการขนสง่ ทางทะเลและการขนสง่ ทางน้าในแผ่นดินเทา่ นน้ั และต้องระบุ
ท่าเรือปลายทางไว้
7) การส่งมอบสินค้ารูปแบบ CPT : CARRIAGE PAID TO (insert named place
of destination)
ขอ้ ตกลง CPT (ระบสุ ถานทปี่ ลายทาง) เป็นขอ้ ตกลงท่ีผู้ขายมีหน้าที่ทาสญั ญากับผู้ขนส่ง
เพอ่ื ใหผ้ ู้ขนส่งนาสนิ คา้ ไปยังสถานทป่ี ลายทางตามทีต่ กลงกันไว้ รวมทง้ั เป็นผู้รับผิดชอบในคา่ ใชจ้ ่ายในการ
ขนส่งสินค้าไปยังสถานที่ปลายทางนั้นด้วย ส่วนผู้ซ้ือเป็นผู้รับเสี่ยงภัยในความสูญเสยี หายของสินค้าและ
ออกค่าใช้จ่ายอน่ื ใดนับแต่ผู้ขายได้ทาหน้าท่ีส่งมอบสาเร็จคือเมอ่ื ได้ส่งมอบสนิ ค้าใหแ้ ก่ผ้ขู นสง่ แล้ว ในส่วน
ของพิธกี ารศุลกากรเพื่อการสง่ ออกสนิ ค้านั้น ผูข้ ายยังคงมหี น้าทีท่ าพิธีการศุลกากรในประเทศของตนเอง
อยู่ ซึ่งข้อตกลง CPT นี้ เป็นข้อตกลงที่เปดิ กว้างใหเ้ ลือกรูปแบบการขนส่งประเภทใดก็ได้ แต่ทั้งน้จี ะต้อง
ระบสุ ถานที่ปลายทางไวด้ ว้ ย
8) การส่งมอบสินค้ารูปแบบ CIP : CARRIAGE AND INSURANCE PAID TO
(insert named place of destination)
ข้อตกลง CIP (ระบุสถานที่ปลายทาง) จะเหมือนข้อตกลง CPT เพียงแต่เพิ่มหน้าที่ของ
ผู้ขายในการทาสัญญาประกันภัยเข้ามาด้วย และในขณะเดียวกนั หากเปรยี บเทียบในอีกมุมหนึ่งจะคล้าย
กับข้อตกลง CIF ตรงที่ผู้ขายมหี น้าที่ทาสญั ญาประกันภยั (Insurance) แต่แตกต่างตรงทีว่ ่าข้อตกลง CIP
เป็นข้อตกลงที่เปิดกว้างให้เลือกรูปแบบการขนส่งประเภทใดก็ได้และโดยนัยนี้ข้อตกลง CIP จึงให้ระบุ
สถานที่ปลายทางซ่ึงกว้างกว่าการระบุท่าเรือปลายทาง ข้อตกลง CIP นี้ ผู้ซื้อจะตอ้ งรับผดิ ชอบค่าใช้จา่ ย
อื่น ๆ ตั้งแต่สถานที่ปลายทางเป็นต้นไป ในส่วนของความเสี่ยงภัยได้โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อผู้ขายได้ส่งมอบ
สินค้าใหแ้ ก่ผู้ขนส่งเรยี บรอ้ ยแลว้ ขอ้ ตกลงนผ้ี ูข้ ายยงั คงมีหน้าท่ีทาพิธกี ารศลุ กากรเพ่ือการส่งออก
33
9) การส่งมอบสินคา้ รปู แบบ DAP : DELIVERED AT PLACE (insert named place
of destination)
ข้อตกลง DAP (ระบุสถานที่ปลายทาง) เป็นข้อตกลงใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามาใน
INCOTERMS 2010 พร้อมกับข้อตกลง DAT ใช้ได้กับทุกรูปแบบการขนส่ง รวมไปถึงกรณีที่มีการใช้
รูปแบบการขนสง่ หลายรูปแบบ ผู้ขายมีหนา้ ท่ีส่งมอบสนิ ค้า ณ สถานท่ปี ลายทางทมี่ ีการระบุไว้โดยไม่ต้อง
ทาการขนลงจากพาหนะขนส่งเพยี งแต่ให้พร้อมสาหรบั การขนถ่ายลงจากพาหนะ ทั้งน้ี ผู้ขายจะรบั ภาระ
ความเสี่ยงภัยจนกว่าจะมีการส่งมอบสินค้า ณ สถานท่ี ที่ระบุนั้น รวมไปถึงผู้ขายมีหน้าที่ในการทาพิธี
ศุลกากรขาออก แต่ไม่มีหน้าที่ในการทาพิธีศุลกากรขาเข้า หากคู่สัญญาต้องการที่จะให้ผู้ขายมีหน้าที่ใน
การทาพธิ ศี ลุ กากรขาเขา้ ด้วย กจ็ ะตอ้ งใชข้ ้อตกลงอ่นื คอื ข้อตกลง DDP (Delivered Duty Paid)
10) การส่งมอบสินค้ารูปแบบ DPU : DELIVERED AT PLACE UNLOAD (insert
named place of destination)
ข้อตกลง DPU เป็นข้อตกลงที่เพิ่งมีใน INCOTEMS 2020 โดยยกเลิกข้อตกลง DAT
ออกไป ผูข้ ายภายใต้ขอ้ ตกลงนี้มีหน้าที่ส่งมอบสนิ ค้า ณ สถานทป่ี ลายทางทมี่ ีการระบุไว้ ทานองเดียวกับ
ขอ้ ตกลง DAP แตม่ ขี อ้ แตกตา่ งตรงที่ผู้ขายตอ้ งทาการขนสนิ ค้าลงจากพาหนะขนสง่ ด้วย
11) การส่งมอบสินค้ารูปแบบ DDP : DELIVERED DUTY PAID (insert named
place of destination)
ผู้ขายภายใต้ข้อตกลง DDP (ระบุสถานที่ปลายทาง) นี้จะมีภาระหน้าที่มากที่สุดใน
บรรดาข้อตกลง 11 ข้อตกลง คือ ผู้ขายจะต้องทาสัญญาขนส่งเพื่อนาสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ ณ
สถานที่ปลายทางที่ตกลงกันไว้ แต่ไม่ต้องขนถ่ายสินค้าลงจากยานพาหนะที่ขนส่ง นอกจากน้ี ผู้ขายต้อง
รับผิดชอบและเสียค่าใช้จ่ายในการทาพิธีการศุลกากรทั้งขาเข้าและขาออก ตลอดจนต้องรับภาระความ
เสี่ยงภัยไปจนถึงจุดการส่งมอบสินค้า ณ สถานท่ี ข้อตกลง DDP นี้ เปิดโอกาสให้ใช้รูปแบบการขนส่ง
รปู แบบใดกไ็ ด้ แต่ทัง้ นจี้ ะตอ้ งระบุ สถานท่ปี ลายทางไว้
3.4.2 ข้อตกลงทางการค้า 4 กลุ่มตวั อักษร
จากข้อตกลงทางการค้าทั้งหมด 11 ข้อตกลงตามที่กล่าวมาแล้วนั้น สามารถจาแนก
ออกเป็นกลุ่มข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศได้ทั้งหมด 4 กลุ่มตัวอักษร ได้แก่ 1) กลุ่ม E
ประกอบด้วยข้อตกลงแบบ EXW 2) กลุ่ม F ประกอบด้วยข้อตกลงแบบ FCA FAS FOB 3) กลุ่ม C
ประกอบด้วยข้อตกลงแบบ CFR CIF CPT CIP และ 4) กลุ่ม D ประกอบด้วยข้อตกลงแบบ DAP DPU
DDP ซง่ึ แยกอธบิ ายได้ดงั น้ี
34
1) กลุม่ E
กลุ่มน้ีประกอบด้วยข้อตกลงแบบ EXW เป็นกลุ่มของข้อตกลงทางการค้าระหว่าง
ประเทศท่ีผู้ขายจะสง่ มอบสนิ ค้า ณ โรงงานหรือทท่ี าการของตนเท่านัน้ หนา้ ทีใ่ นการขนส่งสินค้าไม่ว่าจะ
เป็นการขนสง่ ภายในประเทศในประเทศของผขู้ ายเอง หรือการขนส่งระหวา่ งประเทศหรือการขนส่งหลัก
หรือการขนส่งภายในประเทศในประเทศของผู้ซื้อจะเป็นภาระหน้าที่ของผู้ซื้อทั้งสิ้น ดังนั้น ภาระเรื่อง
คา่ ใช้จา่ ยในการขนสง่ และภาระในการเสี่ยงภัยในการขนส่งจึงตกแก่ผู้ซ้อื ทั้งหมด กล่าวไดว้ ่า ผขู้ ายในการ
ทาความตกลงทางการค้าในกลุ่มนี้ จะไม่รับภาระหน้าที่ใด ๆ ในการเคลื่อนย้ายหรือขนส่งสินค้าเลย จึง
เรียกว่าข้อตกลงหรอื สญั ญาแบบ Departure Term ซง่ึ ข้อตกลงในลกั ษณะนี้ ผ้ขู ายจะมภี าระน้อยท่ีสุดใน
บรรดาข้อตกลงทางการคา้ ระหวา่ งประเทศทั้งหมด
จากท่ีกล่าวไปว่าข้อตกลงทางการค้าในกล่มุ E นี้ ประกอบดว้ ยข้อตกกลงเดยี วคือ EXW
หรือที่เรียกว่า EX WORKS ซึ่งอาจพบในถ้อยคาที่ว่า EX WAREHOUSE หรือ EX FACTORY หรือคาอ่ืน
ใน ลักษณะเดียวกันท่ีแสดงให้เห็นสถานที่ของผู้ขาย แล้วแต่กรณี แต่ไม่ว่าจะใชค้ าว่าอะไร INCOTERMS
กาหนดให้ใช้คายอ่ เก่ียวกับข้อตกลงทางการคา้ ในลักษณะนี้ เปน็ คายอ่ 3 ตวั ว่า “EXW”
2) กลุม่ F
ประกอบด้วยข้อตกลงทางการค้า 3 ประเภท คือ FCA (Free Carrier) FAS (Free
Alongside Ship) และ FOB (Free On Board) ซ่ึงเป็นกล่มุ ของข้อตกลงทางการค้าที่ผูข้ ายมีหนา้ ท่ใี นการ
ขนส่ง แต่จากัดเฉพาะการขนส่งภายในประเทศในประเทศของผู้ขายเท่านั้น ไม่รวมถึงการขนส่งระหว่าง
ประเทศและการขนส่งภายในประเทศในประเทศของผู้ซ้ือ ผู้ขายมีหน้าทีแ่ ละด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองใน
การทาสัญญาขนส่งภายในประเทศ ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ในการทาสัญญาขนส่งระหว่างประเทศและขนส่ง
ภายในประเทศของตน สาหรบั ภาระของผู้ขายในการสง่ มอบสนิ ค้าหรือในการขนส่งสนิ ค้าภายในประเทศ
นี้จะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ประเภทของข้อตกลง คือ ในกรณีที่เป็นข้อตกลงประเภท
FCA ภาระในการสง่ มอบสินค้าและความเสี่ยงภัยของผู้ขายจะสิน้ สุดเมื่อได้ส่งมอบของหรือสินค้าให้แก่ผู้
ขนส่ง (Carrier) ส่วนในกรณีที่เป็นข้อตกลงแบบ FAS ภาระและความเส่ียงภัยของผู้ขายจะสิ้นสุดเมื่อได้
ส่งมอบของไวท้ ีข่ ้างเรือ (Alongside ship) และในกรณที เ่ี ป็นขอ้ ตกลงแบบ FOB ภาระและความเสี่ยงภัย
ของผ้ขู ายจะส้ินสุดเม่อื ได้ส่งมอบของในระวางเรอื (On ship) แลว้
35
3) กลมุ่ C
กลมุ่ น้ีประกอบด้วยข้อตกลง 4 ประเภท คือ 1) CFR (Cost and Freight) หรือที่แต่เดิม
ใช้ค าย่อว ่า C&F 2) CIF (Cost Insurance and Freight) 3)CPT (Carriage Paid to) และ 4) CIP
(Carriage and Insurance Paid to) กลมุ่ C น้ี เปน็ กลุ่มของขอ้ ตกลงทางการค้าท่ีมีความละเอยี ดมากขึ้น
กล่าวคือ ข้อตกลงในกลุ่มนีจ้ ะเริ่มด้วยหลักคล้าย ๆ กับข้อตกลงในกลุ่ม F คือผู้ขายมีหน้าทีแ่ ละภาระใน
การสง่ มอบสนิ ค้าและดาเนินการขนสง่ ภายในประเทศ แต่แตกตา่ งกนั ตรงที่ข้อตกลงทางการค้าในกลุ่ม C
ผูข้ ายจะมภี าระในการทาสัญญาและเสียคา่ ใช้จ่ายในส่วนของการขนสง่ ระหว่างประเทศด้วย แตไ่ ม่มีภาระ
ในการเสี่ยงภัยในระหว่างการขนส่งระหว่างประเทศ อีกนัยหนึ่งคือข้อตกลงในกลุ่มนี้ความเสี่ยงภัยของ
ผู้ขายจะสิ้นสุดเมื่อได้ส่งมอบของให้แกผ่ ู้ขนส่งแล้ว ณ จุดใดจุดหนึ่งในประเทศของผู้ขาย แต่มีภาระเพ่มิ
เฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในการขนส่งระหว่างประเทศ กล่าวโดยสรุปได้ว่า ค่าใช้จ่ายในการขนส่งระหว่าง
ประเทศเป็นของผู้ขาย แต่ความเสีย่ งภยั ในการขนส่งระหวา่ งประเทศยงั ตกแกผ่ ซู้ อื้
4) กลมุ่ D
กลุ่มนี้ประกอบด้วยข้อตกลง 3 ประเภท คือ 1) DAP (Delivered At Place) 2) DPU
(Delivered At Place Unload) และ 3) DDP (Delivered Duty Paid) กลุม่ D นี้ เปน็ กลุม่ ของข้อตกลง
ทางการค้าที่ผู้ขายรับผิดชอบมากที่สุด คือ รับผิดชอบส่งมอบสินค้าไปจนถึงปลายทางที่ตกลงกันไว้ คือ
สถานที่ปลายทาง เช่น โรงงานของผู้ซื้อ เป็นต้น ภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงภัยในสินค้าตกแก่ผู้ขาย
จนกว่าจะไดส้ ง่ มอบ ณ จดุ ใดจดุ หนึง่ ตามท่ีตกลงกันไว้
โดยรวมแลว้ ขอ้ ตกลงทางการคา้ 3 ประเภทนี้ ผขู้ ายมีหนา้ ท่ีและความเสี่ยงภัยในการนา
สนิ คา้ ไปส่งมอบให้แก่ผซู้ ื้อในประเทศผซู้ อ้ื เพียงแต่แตล่ ะข้อตกลงอาจส่งมอบ ณ จุดใดจดุ หน่ึงแตกต่างกัน
ไปเท่านั้น และในทุกข้อตกลงผู้ขายมีหน้าที่ดาเนินการพิธีการทางศุลกากรเพื่อการส่งออกเท่านั้น ไม่มี
หน้าทใี่ นการดาเนินการพิธีการศลุ กากรเพ่อื การนาเข้า ยกเวน้ เฉพาะขอ้ ตกลง DDP 26
3.4.3 ข้อตกลงทางการค้า 3 กลมุ่ ความรับผิด
ข้อตกลงต่างที่กาหนดไว้ใน INCOTERMS มีทั้งหมด 11 ข้อตกลง หรือ 4 กลุ่มตัวอักษร
ตามที่ได้อธิบายมาข้างต้น สามารถแบ่งในแง่ของความเสี่ยงภัยหรือความรบั ผิดชอบในความสูญเสยี หาย
ของสินค้าได้เป็น 3 กลมุ่ ความรบั ผดิ คือ 1) Departure term 2) Arrival term และ 3) Shipment term
ซ่งึ แยกอธบิ ายได้ดงั น้ี
26 เร่อื งเดยี วกัน, 106-109.
36
1) Departure term
หมายถึง ข้อตกลงที่ผู้ขายมีความเสีย่ งภยั น้อยที่สุด กล่าวคือ ในระหว่างการขนส่งไมว่ า่
จะเป็นการขนส่งภายในประเทศของผู้ขาย การขนส่งระหว่างประเทศ หรือการขนสง่ ภายในประเทศของผู้
ซ้ือ หากสินคา้ สญู หายหรือเสียหาย ผู้ซ้อื จะเป็นผรู้ ับความเสี่ยงภัยเองทงั้ สนิ้ ผู้ขายมคี วามเสีย่ งภยั เฉพาะใน
ขณะทสี่ นิ คา้ อยู่ในความครอบครองของตนจนกระท่งั ได้สง่ มอบให้แก่ผู้ซื้อ ณ สถานทีข่ องตนหรอื ที่โรงงาน
เท่านั้น ซึง่ ทีก่ ลา่ วว่าความเส่ียงภัยตกอยู่กบั ผู้ซื้อ หมายความว่า หากสินค้าสญู หายหรือเสียหาย ไม่ว่าจะ
ด้วยเหตใุ ด ๆ ที่ไมใ่ ช่ความผดิ ของผขู้ าย ผซู้ ื้อจะต้องเปน็ ผรู้ ับผิดชอบในบาปเคราะห์ในภยั พบิ ัติที่เกิดข้ึนกับ
สินคา้ นน้ั ไม่สามารถปฏิเสธการชาระราคาต่อผู้ขายได้ เนื่องจากผขู้ ายไดป้ ฏบิ ัตหิ น้าที่ในการส่งมอบสินค้า
เรียบร้อยแล้ว ผู้ขายย่อมมีสิทธิได้รับการชาระราคา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ซื้อ ผู้ซื้ออาจจะสามารถ
เรียกร้องใหผ้ ูข้ นสง่ หรอื ผูร้ บั ประกนั ภัยรบั ผิดชอบในความสูญเสียหายของสนิ ค้าได้หรอื ไม่อย่างไรก็เป็นอีก
กรณีหนงึ่
หากพจิ ารณาในสว่ นของภาระหนา้ ทีแ่ ล้ว ข้อตกลง Departure term จะเปน็ ข้อตกลงที่
ผขู้ ายมีภาระหน้าที่น้อยที่สุดดว้ ย ข้อตกลงทางการคา้ ระหว่างประเทศที่มีลักษณะเปน็ Departure term
มเี พยี งขอ้ ตกลงเดียวคือ EXW
2) Arrival term
หมายถึง ข้อตกลงทางการค้าที่อยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกับข้อตกลง Departure term
ที่ผู้ขายจะมีความเสี่ยงภัยมากที่สุด กล่าวคือผู้ขายจะมีความเส่ียงภัยในความสูญหายหรือเสียหายของ
สินค้า จนกระทั่งสินค้าได้ไปถึงยังประเทศของผู้ซื้อ ความเสี่ยงภัยจะตกอยู่กับผู้ขายยาวนานจนกระท่ัง
สินค้าได้ไปถึงปลายทางที่ตกลงกนั ไว้ ต่างจากข้อตกลงทางการค้า Departure term ที่ผู้ขายไม่รบั ภาระ
ความเสย่ี งภยั เลยและให้ความเส่ียงภยั โอนไปยังผ้ซู อ้ื ตั้งแต่ ณ โรงงานของผู้ขาย
พิจารณาในแง่ของภาระหน้าที่ของผู้ขาย ผู้ขายตามข้อตกลง Arrival tern จะมีหน้าท่ี
มากที่สดุ เมื่อเปรียบเทยี บกับข้อตกลงทางการค้าแบบ Departure term และ Shipment term ขอ้ ตกลง
ทางการคา้ ท่ีมีลักษณะเป็น Arrival term นี้คือข้อตกลงในกลุม่ D ท้ังหมด คือขอ้ ตกลง DAP (Delivered
At Place) DPU (Delivered At Place Unload) และ DDP (Delivered Duty Paid)
3) Shipment term
โดยหลักแล้วคือข้อตกลงทางการค้าที่ความเสี่ยงภัยในความสูญหายหรือเสียหายของ
สินค้าจะอยู่กับผู้ขายในช่วงของการขนส่งภายในประเทศจากโรงงานหรือสถานที่ของผู้ขายจนกระท่ัง
สินค้าได้ถูกยกข้ามพ้นกราบเรือมาอยู่ในระวางเรือ ณ ท่าต้นทางเรียบร้อยแลว้ หลังจากเวลาน้ีเป็นตน้ ไป
37
ความเสี่ยงภัยจะโอนไปยังผู้ซื้อ ซึ่งข้อตกลงทางการค้าที่มีลักษณะ Shipment term ที่ได้รับความนิยม
มากคือ ขอ้ ตกลงทางการคา้ FOB, CIF และ CFR (C & F)
ข้อตกลงทางการค้าในกลุ่ม F และ C เป็นข้อตกลงทางการค้าในลักษณะ Shipment
term หรือ Shipment contract เหมือนกัน กล่าวคือ จุดของการโอนความเสี่ยงภัยอยู่ในประเทศของ
ผู้ขายเมื่อผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าเรียบร้อยแลว้ เหมอื นกัน แต่ในรายละเอียดของข้อตกลงทางการค้าแตล่ ะ
ขอ้ ตกลงอาจแตกต่างกันไปเล็กน้อย เช่น ขอ้ ตกลง FCA จะโอนความเสยี่ งภยั จากผ้ขู ายไปยังผูซ้ อ้ื เม่ือได้ส่ง
มอบสินค้าให้กับผู้ขนส่งแล้ว ข้อตกลง FAS จะโอนความเสี่ยงภัยเมื่อส่งมอบสินค้า ณ ข้างเรือ ข้อตกลง
FOB, CFR และCIF จะโอนความเสี่ยงภัยเม่ือส่งมอบสินค้าข้ามพ้นกราบเรือ ข้อตกลง CPT และ CIP จะ
โอนความเสีย่ งภยั เมื่อได้สง่ มอบสนิ ค้าใหก้ ับผู้ขนส่งแลว้ ซึ่งหากจะกลา่ วโดยเครง่ ครัดแล้ว ขอ้ ตกลง FCA,
FAS, CPT ,CIP ความเสี่ยงไม่ได้โอนจากผู้ขายไปยังผู้ซือ้ เมื่อถูกยกข้ามพ้นกราบเรอื แต่โอนก่อนหน้าเวลา
น้ัน แตอ่ ย่างไรกต็ าม INCOTERMS ได้กาหนดใหข้ อ้ ตกลงทางการค้ากลุ่ม F และกลุม่ C เปน็ ขอ้ ตกลงทาง
การคา้ ประเภท Shipment term ทงั้ สน้ิ
ในส่วนของภาระหน้าที่ต่าง ๆ ตามข้อตกลงทางการคา้ Shipment term จะหมายความ
ว่าหน้าที่ของผู้ขายได้ปฏิบัติครบถ้วนตามสญั ญาในประเทศท่ีสง่ สินคา้ จดั ส่งสนิ ค้าแล้ว เพียงแต่ว่าในสว่ น
รายละเอียดของหน้าทขี่ องผู้ขายในข้อตกลงทางการค้าแต่ละขอ้ ผ้ขู ายอาจมีหน้าท่ีมากนอ้ ยแตกต่างกันไป
เชน่ หน้าทผ่ี ขู้ ายตามข้อตกลง FCA เสรจ็ ส้ินครบถ้วนแล้วเมื่อส่งมอบสนิ ค้าให้แก่ผู้ขนส่งท่ีผู้ซ้ือกาหนดมา
โดยไมต่ อ้ งทาสัญญาขนสง่ ระหวา่ งประเทศ หรือขอ้ ตกลง FAS ทาหนา้ ทเี่ สรจ็ ส้นิ เมือ่ สง่ มอบสนิ ค้าไปที่ข้าง
เรือ หรือผ้ขู ายตามขอ้ ตกลง CPT นอกจากมีหนา้ ท่สี ง่ มอบสนิ คา้ ใหแ้ กผ่ ขู้ นส่งแลว้ ตอ้ งทาสญั ญากับผู้ขนส่ง
ในการขนส่งระหว่างประเทศด้วย หรือกรณีข้อตกลง CIP นอกจากหน้าที่ทาสัญญากับผู้ขนส่งแล้วยังมี
หน้าที่ทาสัญญาประกันภัยกับผู้รับประกันภัยเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อด้วย เป็นต้น จะเห็นได้ว่าข้อตกลง
Shipment term เป็นขอ้ ตกลงทางการค้าท่ีกาหนดจุดของการโอนความเส่ียงภยั ระหว่างผู้ซ้ือกับผู้ขายใน
ลักษณะท่สี มดุลหรือประนีประนอมมากกว่าข้อตกลงทางการค้า Departure term และ Arrival term ที่
ผู้ซื้อหรือผู้ขายต้องรับความเสย่ี งภยั ค่อนข้างมากแต่เพียงฝ่ายเดียว27
27 เร่ืองเดียวกัน, 106-111.
38
4. เปรียบเทียบการส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับการส่งมอบในสัญญาซื้อขาย
ระหว่างประเทศตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ (The
United Nations Convention on Contracts for the International Sale of Goods : CISG)
กับ INCOTERM
4.1 การส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับการส่งมอบตามอนุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ (The United Nations Convention
on Contracts for the International Sale of Goods : CISG)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้า
ระหว่างประเทศหรือ CISG ต่างก็มหี ลักเกณฑเ์ ก่ียวกบั การสง่ มอบสนิ ค้าทผ่ี ู้ซื้อกบั ผู้ขายได้ตกลงทาการซ้ือ
ขายกันเหมือนกัน คือ ผู้ขายต้องส่งมอบสินค้าที่ทาการซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อก็ต้องรับมอบสินค้า
ดังกล่าวที่ตกลงซื้อขายกัน แต่ทั้งนี้การส่งมอบสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และตาม
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศหรือ CISG ก็ยังมีความแตกต่างกนั
เชน่
1) การส่งมอบสินค้าที่ไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขาย
สินค้าระหว่างประเทศหรอื CISG ได้กาหนดใหผ้ ู้ขายต้องส่งมอบสินค้าที่ซ้ือขายกนั ณ สถานที่ซึ่งผู้ขายมี
สถานที่ทาการในขณะทาสัญญา แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กาหนดให้ส่งมอบ ณ ภูมิลาเนา
ปจั จบุ ันของผซู้ อื้
2) เนื่องจากการซื้อขายระหว่างประเทศน้ัน คู่สัญญาคือผู้ซือ้ และผู้ขายอยู่คนละประเทศ ระยะ
ทางไกลกนั ดงั นัน้ อนสุ ญั ญาสหประชาชาติว่าด้วยสญั ญาซอ้ื ขายสินคา้ ระหว่างประเทศหรือ CISG จึงได้ให้
ความสาคัญเกี่ยวกับการบรรจุหรือใส่สินค้าที่ซื้อขายในกล่องหรือในลักษณธที่สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติ
สาหรับสินค้านั้น ๆ แต่ในส่วนของประมวลแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้คานึงเรื่องนี้ อีกทั้ง อนุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซ้อื ขายสินคา้ ระหว่างประเทศหรือ CISG ยังให้ความสาคญั เกี่ยวกับเอกสารท่ี
เกี่ยวกับสินค้าท่ีผู้ขายจะต้องส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวกับสนิ คา้ ให้แก่ผูซ้ ื้อถ้าหากมีเอกสารดังกล่าว ถ้าหาก
ผู้ขายไม่ส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวกับสินค้า (เอกสารเกี่ยวกับสินค้า หมายถึง เอกสารที่เกี่ยวกับการ
ครอบครองสินค้า ใบตราส่ง เอกสารที่เกี่ยวกับการส่งออก เอกสารที่เกี่ยวกับการนาเข้า เป็นต้น) ถือว่า
ผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตรงตามสัญญา แต่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้มีบทบัญญัติ
39
ทานองน้ี อย่างไรก็ตาม ศาลไทยก็ไดน้ าหลกั กฎหมายในเร่ืองความรับผิดในความชารุดบกพร่องมาใช้ แต่
หลักเกณฑ์ก็ยงั แตกตา่ งจากอนสุ ญั ญาสหประชาชาติว่าด้วยสญั ญาซอื้ ขายสินคา้ ระหวา่ งประเทศหรอื CISG
อยดู่ ี
3) อนุสัญญาสหประชาชาตวิ ่าดว้ ยสัญญาซอื้ ขายสินคา้ ระหว่างประเทศหรอื CISG ให้ความสาคัญ
เกี่ยวกับเวลาในการส่งมอบ เพราะเวลาในการส่งมอบนั้นจะเกี่ยวเนื่องกบั การโอนความเสีย่ งภัยในความ
สูญหายหรือเสียหายของสินคา้ ซึ่งถ้าได้ทาตามมาตรา 31 มาตรา 32 และมาตรา 34 แล้ว การส่งมอบก็
ถือว่าสาเร็จลงแล้ว ความเสี่ยงภัยก็จะโอนไปยังผู้ซ้ือทันที แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์น้นั
ความเสี่ยงภัยในความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าจะโอนไปพร้อมกับการโอนกรรมสิทธิโ์ ดยที่ผู้ซื้อยงั
ไมไ่ ด้รบั มอบสนิ คา้ เลย28
4.2 การสง่ มอบตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยก์ ับการสง่ มอบตาม INCOTERM
เนื่องจาก INCOTERMS ไม่ใช่กฎหมาย คู่สัญญาจึงมีเสรีภาพที่จะเลือกน าข้อตกลงใน
INCOTERMS มาใชเ้ ท่าที่ตอ้ งการได้ หรอื แม้แต่จะเปล่ยี นแปลงรายละเอยี ดบางประการให้แตกต่างไปจาก
ที่ INCOTERMS กาหนดไว้ก็ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักเสรีภาพในการทาสัญญาและความศักดิ์สิทธิ์ในการ
แสดงเจตนา ซึ่งอนุสัญญาสหประชาชาตวิ ่าดว้ ยสญั ญาซ้ือขายสินค้าระหวา่ งประเทศหรอื CISG ได้บัญญัติ
รองรบั สถานะของ INCOTERMS ไวใ้ นมาตรา 9 ถ้าเข้าหลกั เกณฑต์ ามบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว INCOTERMS ก็
จะถูกนามาบังคับใช้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศโดยอัตโนมัติ แต่ประมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณชิ ย์นัน้ ถ้าคกู่ รณไี ม่ได้แสดงเจตนาไม่วา่ โดยชัดแจง้ หรือโดยปรยิ ายใหน้ า INCOTERMS มาใช้
บังคับหรอื นามาเป็นส่วนหนงึ่ ของสญั ญา INCOTERMS ยอ่ มไม่มีผลใช้บังคบั ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของข้อ
สญั ญา29
4.3 แนวทางแก้ไขปัญหาการแก้ปัญหาการส่งมอบในสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศของ
ประเทศไทย
ได้มงี านวจิ ยั ในการแก้ไขปัญหาการสง่ มอบในสญั ญาซื้อขายระหว่างประเทศของประเทศไทย คือ
อาจพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาได้ 2 แนวทาง คือ 1) เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย
สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศหรือ CISG แล้วออกกฎหมายอนุวัติการ และ 2) ปรับปรุงกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงตัวบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การแยก
28 สวรินทร์ เสาวคนธ,์ “ปัญหากฎหมายเกีย่ วกบั สญั ญาซอื้ ขายระหวา่ งประเทศ : ศึกษากรณีการส่งมอบ,” 160-161.
29 กาชัย จงจกั รพนั ธ์, กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ, 96.
40
กฎหมายพาณิชย์ต่างหากจากกฎหมายแพ่ง แล้วรวมกฎหมายพาณิชย์และการซื้อขายสินค้าระหว่าง
ประเทศมาอยใู่ นบังคบั ของกฎหมายเดยี วกนั แยกอธบิ ายไดด้ ังนี้
1) เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศหรือ
CISG มีทั้งผลดีและผลเสียคือ อนุสัญญาฯ ดังกล่าวได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ หากไทยเข้าร่วม
เป็นภาคีจะช่วยลดปัญหาความไม่แน่นอนอันเกิดจากการไม่ยอมรับกฎหมายภายในของประเทศ ทั้งน้ี
ประเทศค่คู า้ ส่วนใหญ่ของประเทสไทยลว้ นไดเ้ ข้ารว่ มเป็นภาคีของอนสุ ญั ญาฯดงั กลา่ ว ถา้ ประเทศไทยอาจ
ตกอยู่ในฐานะโดดเดี่ยวในเวทีการค้าระหว่างประเทศ การมีอนุสัญญาดังกล่าวฯ เป็นกฎหมายท่ีใชบ้ ังคับ
แก่สัญญาซื้อขายย่อมดีกว่าจะต้องใช้กฎหมายของประเทศที่ไม่คุ้นเคย ทั้งอนุสัญญาฯ ดังกล่าวเป็น
กฎหมายกลางซึ่งคู่สัญญาทุกฝ่ายอาจยอมรับได้ ถ้าประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีก็จะช่วยลดความ
ได้เปรยี บเสียเปรียบของค่สู ัญญาในการเลือกใช้กฎหมายได้ แตท่ ั้งนอี้ าจมขี ้อเสยี คอื อนุสญั ญาดงั กล่าวแม้
จะมีถึง 101 มาตรา แต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ทุกเรื่อง เช่น ความสมบูรณ์ของสัญญาและ
ความสามารถในการทาสัญญา การคุ้มครองคู่สัญญาที่มีอานาจต่อรองต่ากว่า เป็นต้น และอนุสัญญาฯ
ดังกล่าว อาจประสบปญั หาการตีความทีย่ งุ่ ยากซับซ้อน เพราะยังมคี วามแตกต่างกนั ในระบบกฎหมาย ซ่ึง
อาจทาใหม้ คี วามไม่แน่นอนเกดิ ขึน้ ได้
2) การปรับปรุงประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
การปรับปรุงกฎหมายแฟงและพาณิชย์ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงตัวบทบัญญัติในประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณิชย์ การแยกกฎหมายพาณิชย์ต่างหากจากกฎหมายแพ่งแลว้ รวมกฎหมายพาณิชย์
และการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศมาอยู่ในบังคับของกฎหมายเดียวกนั หรือไม่ก็บัญญัติกฎหมายซ้ือ
ขายสินค้าระหว่างประเทศขึ้นเป็นกฎหมายพิเศษ มีทั้งผลดีและผลเสีย ซึ่งผลดีก็คือ สามารถที่จะบญั ญตั ิ
ตัวบทกฎหมายให้สอดคลอ้ งกับความตอ้ งการของประเทศไทยได้อย่างแทจ้ รงิ แตก่ ารปรับปรุงบทบัญญัติ
ดังกล่าวอาจเกดิ ความยุ่งยากขน้ึ ได้ คือ ในกรณที ่ตี ้องทาการแยกระหว่างการซอื้ ขายสนิ คา้ กรณีใดเป็นการ
ซอ้ื ขายภายในประเทศและการซ้ือขายสนิ ค้ากรณีใดเป็นการซ้ือขายสินค้าระหว่างประเทศออกจากกันนั้น
อาจต้องไปทาการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติในส่วนของกฎหมายลักษณะหนี้และนิติกรรมสัญญาด้วย
เน่อื งจากกฎหมายลักษณะหน้ีและนติ ิกรรมสญั ญาเป็นบทบญั ญตั ิที่ใช้ควบคไู่ ปกบั กฎหมายลกั ษณะซื้อขาย
แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยงั เป็นกฎหมายภายในอยู่ดี จึงอาจทาให้เกดิ ปัญหาในเรือ่ งของการยอมรบั ในระดับ
สากลได้30
30 สวรนิ ทร์ เสาวคนธ,์ “ปญั หากฎหมายเก่ียวกบั สัญญาซือ้ ขายระหวา่ งประเทศ : ศกึ ษากรณกี ารส่งมอบ,” 166-169.
41
จากที่ได้กล่าวมา ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับแนวทางแก้ไขปัญหาที่หนึ่ง คือ การเข้าร่วมเป็นภาคี
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศหรือ CISG เนื่องจาก ในปัจจุบัน
อนุสัญญาฯ ดังกล่าวมีรัฐภาคีถึง 94 ประเทศ และประเทศคู่ค้าสาคัญของประเทศไทย31 ไม่ว่าจะเป็น
สหรัฐอเมริกา จนี ญ่ีปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม ต่างเป็นรัฐภาคีของอนุสญั ญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อ
ขายสนิ คา้ ระหว่างประเทศหรือ CISG32 อีกทั้งข้าพเจา้ เห็นวา่ อนุสัญญาฯ ดงั กล่าวบัญญัติขนึ้ มาเพื่อการซ้ือ
ขายระหว่างประเทศโดยเฉพาะ จึงให้ความสาคญั และมีความละเอียด กาหนดข้อบังคับต่าง ๆ ไว้สาหรับ
การซื้อขายระหว่างประเทศไว้มาก ซึ่งต่างจากการสัญญาซือ้ ขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ของไทยท่ีบัญญัตขิ ้ึนมาเพอ่ื รองรับการซื้อขายกนั ภายในประเทศ อกี ทงั้ เพื่อเปน็ การอานวยความยุติธรรม
ให้กับผ้ซู อ้ื และผู้ขายทมี่ ีสถานประกอบกจิ การอย่ตู ่างรฐั กนั จงึ เหน็ วา่ ประเทศไทยควรเข้าร่วมเป็นภาคีของ
อนุสัญญาดังกล่าว ทั้งนี้ก็จะทาให้ระบบกฎหมายซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศมีความเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันและมีความเปน็ กลางสาหรบั ผูซ้ ื้อและผูข้ ายจากประเทศต่าง ๆ ได้อีกด้วย
31 กระทรวงพาณิชย์, “ประเทศคู่ค้าที่สาคัญของไทยและกิจกรรมการส่งเสริมสินคา้ ที่สาคัญ,” สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2564,
https://data.moc.go.th/OpenData/Scenario2
32 ประเทศท่เี ป็นรฐั ภาคอี นสุ ญั ญา CISG ไดแ้ ก่ แอลเบเนีย อารเ์ จนตนิ า อารเ์ มเนีย ออสเตรเลีย ออสเตรีย อาเซอรไ์ บจาน
บาหเ์ รน เบลารุส เบลเยี่ยม เบนิน บอสเนียและเฮอรเ์ ซโก บราซิล บลั แกเรีย บุรุนดี แคเมอรูน แคนาดา ชิลี จีน โคลอมเบีย คองโก
คอสตาริกา โครเอเชีย คิวบา ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนเกาหลี เดนมารก์ สาธารณรฐั โดมินกิ ัน
เอกวาดอร์ อยี ปิ ต์ เอลซลั วาดอร์ เอสโตเนีย ฟิจิ ฟินแลนด์ ฝร่งั เศส กาบอง จอรเ์ จีย เยอรมนี กรีซ กัวเตมาลา กินี กายอานา ฮอนดรู สั
ฮังการี ไอซแ์ ลนด์ อิรัก อิสราเอล อิตาลี ญี่ป่ ุน คีร์กีซสถาน ลัตเวีย ลาว เลบานอน เลโซโท ไลบีเรีย ลิกเตนสไตน์ ลิทัวเนีย
ลักเซมเบิรก์ มาดากัสการ์ มอริเตเนีย เม็กซิโก มอลโดวา มองโกเลีย มอนเตเนโกร เนเธอร์แลนด์ (ดินแดนยุโรปและอารูบา )
นิวซีแลนด์ มาซิโดเนียเหนือ นอรเ์ วย์ รัฐปาเลสไตน์ ปารากวัย เปรู โปแลนด์ โปรตุเกส สาธารณรฐั เกาหลี โรมาเนีย สหพนั ธรฐั
รสั เซีย เซนตว์ ินเซนตแ์ ละเกรนาดนี ส์ ซานมารโิ น เซอรเ์ บีย สิงคโปร์ สโลวาเกยี สโลวเี นีย สเปน สวีเดน สวิตเซอรแ์ ลนด์ สาธารณรฐั
อาหรบั ซีเรีย ตรุ กี ยูกนั ดา ยเู ครน สหรฐั อเมรกิ า อุรุกวยั อซุ เบกิสถาน เวยี ดนาม แซมเบยี
42
บรรณานกุ รม
กระทรวงพาณิชย์. “ประเทศคู่ค้าที่สาคญั ของไทยและกจิ กรรมการสง่ เสรมิ สินคา้ ทีส่ าคัญ,” สืบค้นเม่อื
18 ตลุ าคม 2564. https://data.moc.go.th/OpenData/Scenario2
กาชยั จงจกั รพนั ธ์. กฎหมายการค้าระหวา่ งประเทศ. พมิ พ์ครั้งที่ 8, กรุงเทพฯ: สานักอบรมศกึ ษา
กฎหมายแหง่ เนตบิ ณั ฑิตย สภา, 2564.
เข็มเพชร แสงทองคา. “ความเหมาะสมของ สปป ลาวในการเขา้ เปน็ ภาคีอนสุ ัญญาสหประชาชาตวิ ่า
ดว้ ยสัญญาซ้อื ขายสินคา้ ระหว่างประเทศ ค.ศ. 1980,” วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑติ , สาขา
กฎหมายการคา้ ระหวา่ งประเทศ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,์ 2559. สืบค้นเมอ่ื
16 ตุลาคม 2564.
http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2016/TU_2016_5701090010_4943_387
4.pdf?fbclid
จารภุ ทั ร กวีนันทวงศ์. “ปัญหาทางกฎหมายเรอื่ งหลักการโอนความเสยี่ งภยั ในทางการคา้ ระหว่าง
ประเทศ :กรณีผูร้ ับโอนความเสีย่ งภยั เปน็ โจทกฟ์ ้องคดใี นศาลไทย,” สารนิพนธ์ปรญิ ญา
มหาบัณฑติ , สาขากฎหมายธุรกิจระหวา่ งประเทศและธุรกรรมทางอิเลก็ ทรอนิกส์ คณะนติ ิศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยกรุงเทพ, 2550.
ชวลิต อัตถศาสตร์. คาอธบิ ายกฎหมายการค้าระหวา่ งประเทศ (กฎหมายเก่ยี วกบั การซื้อขายระหวา่ ง
ประเทศและการชาระเงินคา่ สนิ ค้าระหวา่ งประเทศ). พิมพ์ครั้งท่ี 4, กรงุ เทพฯ: สานกั อบรม
ศกึ ษากฎหมายแห่งเนตบิ ัณฑิตยสภา, 2558.
ธดิ ารัตน์ ศิลปภ์ ริ มย์สุข. คาอธบิ ายอนุสัญญาสหประชาชาตวิ ่าด้วยสญั ญาซ้ือขายสินคา้ ระหว่าง
ประเทศ : ขอบเขตการใช้บงั คบั และบททั่วไป. กรุงเทพฯ: วญิ ญชู น, 2564.
ศนันทก์ รณ์ โสตถพิ นั ธุ์. คาอธบิ ายลกั ษณะซื้อขาย แลกเปล่ียน ให้. พิมพ์ครง้ั ท่ี 8, กรงุ เทพฯ: วิญญูชน,
2560.
43
สวรินทร์ เสาวคนธ์. “ปัญหากฎหมายเก่ยี วกับสัญญาซอ้ื ขายระหวา่ งประเทศ : ศึกษากรณีการ
ส่งมอบ,” วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑิต, คณะนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรปี ทมุ , 2552.
สืบค้นเม่ือ 11 กันยายน 2564. ใน SPU Thesis,
http://dspace.spu.ac.th/handle/123456789/3181
สุทธพิ ล ทวชี ัยการ. “ประเทศไทยกับความจาเป็นในการเรง่ พฒั นากฎหมายซื้อขายระหว่างประเทศ,”
วารสารกฎหมายทรัพยส์ นิ ทางปัญญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศ 8, (2548): 291-292, สบื คน้
เมือ่ 4 กันยายน 2564.
https://ipitc.coj.go.th/th/content/category/detail/id/10378/iid/192801
สนุ ยั มโนมัยอุดม. “สญั ญาซื้อขายระหว่างประเทศ,” สบื คน้ เม่อื 5 กนั ยายน 2564.
https://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/files/Data_web/3_%20Kong_Borikan/Ekk
asan_prakop_kham_banyai/phak_1/7.a_sunai_manomaiudom/7_1_a_sunai.pdf