เซียมซีจีโอปาร์ค
อุทยานธรณีขอนแก่น
Khonkaen Geopark
ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 1
ประวัติพระยานรินทร์สงคราม
(เจ้าจอมนรินทร์)
(เจ้าจอมนรินทร์)
พระยานรินทร์สงคราม ชื่อเดิม ทองคำ เป็นเจ้าเมืองสี่มุม(จัตุรัส) ในปีพ.ศ. 2369
เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ก่อกบฏยกทัพมาตีหัวเมืองต่างๆของไทย พระยานรินทร์สงคราม
ถูกเกลี้ยงกล่อม ให้สวามิภักดิ์กับเจ้าอนุวงศ์และทรงตั้งให้เป็นแม่ทัพค่ายหนองบัวลำภู
ทางกรุงเทพมหานคร ทราบว่าเจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏต่อไทยจึงได้แต่งตั้งกรมพระราชวังบวรมหา
สักพลเสพ เป็นแม่ทัพหลวงยกทัพมาตีหัวเมืองต่างๆจนถึงเวียงจันทน์กลับคืนขณะที่ทัพหน้าถึง
หนองบัวลำภูซึ่งพระยานรินทร์สงครามรักษาอยู่โดยเข้าต่อสู้กับกองทัพไทยอย่างกล้าหาญจน
เหลือทหาร 6 คนยังต่อสู้จนเสียหลักตกจากหลังม้าถูกจับได้ส่งมายังทัพหลวงขณะนั้นยังอยู่เขา
ภูเวียงกรมพระราชวังบวรทรงทราบว่า พระยานรินทร์สงครามมีความเก่งกล้าด้านการรบ จึง
เกลี้ยกล่อมให้สวามิภักดิ์จะชุบเลี้ยงไว้ในคราวครั้งหน้าจะแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพต่อไป แต่พระยา
นรินทร์สงครามไม่ยินยอมตอบว่า “เมื่อเป็นชายชาติทหารถ้าเสียทีต้องยอมตายไม่ยอมอยู่เป็น
มนุษย์ขอให้ข้าเป็นผีเสียดีกว่าอยู่เป็นคน” ดังนั้นกรมพระราชวังบวรฯ
มีพระราชดำรัสว่า “มันไม่ยอมอยู่ก็ให้คชภักคีนำช้างพลายเเทงมันเสียให้ตายในวันนี้เถิด”
ต่อมาภายหลังเห็นว่าพระยานรินทร์สงครามเป็นวีรบุรุ ษนักรบผู้ส่งคุณธรรมกล้าหาญสมเป็น
จอมคนจึงได้สร้างศาลขึ้นเป็นศาลอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวภูเวียงและประชาชนทั่วไปให้ความ
เคารพนับถือจนถึงปัจจุบัน
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 2
ผาชมตะวัน
ผาชมตะวัน
ผาชมตะวัน จุดชมพระอาทิตย์ขุ้นและทะเลหมอก อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
มีการสันนิษฐานว่าผาหินแห่งนี้มีอายุราว 140 ล้านปี บริเวณนี้เป็นหินของหมวดหินพระวิหาร
จัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของยุคครีเทเชียส (Cretaceous) ต่อจากยุคจูราสสิค (Jurassic) ซึ่งเกิด
จากการยกตัวขึ้นของแผ่นเปลือกโลกและรอยเลื่อนจนกลายเป็นหน้าผาสูงชันตลอดแนวเทือก
เขา และยังคงอยู่อย่างยาวนานมาจนถึงปัจจุบันช่วงปลายฝนต้นหนาว หมอกเริ่มชุกชุม ก็จะมี
ทะเลหมอกไหลลงมาอาบทั่วทั้งขุนเขาพร้อมกับแสงของดวงตะวันที่สาดส่อง เกิดเป็น
ทัศนียภาพที่งดงามเกินบรรยาย ในวันที่ฟ้าโปร่ง อากาศแจ่มใสก็จะเห็นวิวของ เขื่อนอุบลรัตน์
ที่ตั้งอยู่เบื้องล่าง ดูสวยงามและเพลินตาไปอีกแบบ เที่ยวภูเวียง นับว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น
ในตอนเช้าที่สวยงามอีกจุดหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 3
น้ำตกตาดฟ้า
น้ำตกตาดฟ้า
น้ำตกตาดฟ้า เป็นน้ำตกชั้นเดียวที่มีความสูงประมาณ 30 เมตร ความกว้างประมาณ 30
เมตร ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำและเนินทราย ช่วงฤดูที่น้ำน้อยเมื่อน้ำไหลผ่านหน้าผาน้ำตกลงมาสู่
ด้านล่างน้ำจะซึมหายไปในรู บริเวณโดยรอบพบก้อนหินทรายขนาดใหญ่อยู่โดยทั่วไป ปาก
ทางจะมีที่จอดรถ และเดินเท้าเข้าไปอีก 200 เมตรก็จะถึง
ธรณีวิทยา : บริเวณนี้เป็นหินของหมวดหินพระวิหาร หมวดหินนี้มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชีย
สหรืออายุประมาณ 140 ล้านปีมาแล้ว
การเกิดน้ำตกตาดฟ้าบริเวณนี้ ในช่วงยุคจูแรสซิกถึงยุคครีเทเชียสตะกอนที่สะสมตัวใน
สภาวะแวดล้อมทางน้ำโบราณบนแผ่นดิน โดยการพัดพาตะกอนของแม่น้ำประสานสายและ
แม่น้ำโค้งตะวัด ตะกอนที่ทับถมและจมตัวลงผ่านกระบวนการทางธรณีวิทยากลายเป็นหินให้
หินชั้นหรือหินตะกอน (ส่วนใหญ่เป็นหินทราย) ต่อมาเกิดการเคลื่อนที่ของแผ่นอนุทวีปชานไทย
ชนกับแผ่นอนุทวีปอินโดจีน ทำให้ชั้นหินทรายบริเวณนี้ (ตั้งอยู่ในแผ่นอนุทวีปอินโดจีน) เกิดยก
ตัวเกิดเป็นภูเขาเมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้ว ทำให้พบโครงสร้างในชั้นหิน ได้แก่ การคดโค้ง
รอยแตก และรอยเลื่อน เป็นต้น ซึ่งเป็นช่องทางให้น้ำไหลผ่านพร้อมทั้งกัดเซาะหินทีละน้อย ๆ
ส่วนที่ถูกกัดเซาะจะถูกทำลายและพัดพาออกไปตามทางน้ำ ทำให้ชั้นหินเกิดการพังทลายลงมา
เป็นหน้าผาชันปรากฏเป็นชั้นน้ำตกสวยงามดังที่เห็นในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาของยุคควอเทอร์นารี (ประมาณ 1.8 ล้านปีมาแล้ว – ปัจจุบัน)
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 4
ทุ่งใหญ่เสาอาราม
ทุ่งใหญ่เสาอาราม
ทุ่งใหญ่เสาอาราม อุทยานแห่งชาติภูเวียงตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่า ห่าง
จากน้ำตกตาดฟ้าไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่บนเทือก
เขาภูเวียง มีตำนานว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวป่าในสมัยก่อน มีสภาพทิวทัศน์ของทุ่งหญ้า
และป่าเบญจพรรณกว้างไกลสุดสายตางดงาม นอกจากนี้ยังมีดอกไม้ป่าที่ขึ้นอยู่หลากหลาย
และสัตว์ป่าที่หายากชนิดต่างๆ
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 5
รอยเท้าไดโนเสาร์
รอยเท้าไดโนเสาร์
เป็นแหล่งรอยตีนไดโนเสาร์หลายชนิดมากกว่า 60 รอย เป็นแนวทางเดินหลายทิศทาง
รอยตีนประทับอยู่บนหินทรายเนื้อละเอียดสีขาว ผิวหน้ามีรอยริ้วคลื่น และรอยรูหนอน (white
fine grained sandstone with ripple marks and burrows)
ธรณีวิทยา : รอยตีนพบในหินทรายละเอียดถึงหยาบในหมวดหินพระวิหาร สีขาว ลักษณะ
ของรอยตีนประกอบด้วยนิ้ว 3 นิ้ว คล้ายรอยตีนนก ที่ปลายนิ้วมีร่องรอยเล็บแหลมคม แสดง
ลักษณะของสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร (carnivorous animal) เดินด้วยสองขาหลัง เคลื่อนไหว
ว่องไวขนาดรอยเท้ายาวประมาณ 10 เซนติเมตร เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็ก (small
carnivorous dinosaur) ตระกูลซีลูโรซอร์ (coelurosaur)
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 6
เส้นทางศึกษาหลุมขุดค้นไดโนเสาร์
เส้นทางศึกษาหลุมขุดค้นไดโนเสาร์
พื้นที่ประมาณ 325 ตารางกิโลเมตร ที่ประกอบด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่า
เบญจพรรณ เป็นแหล่งค้นพบไดโนเสาร์แห่งแรก ของประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2519 บริเวณภูป
ระตูตีหมาพบชิ้นส่วน กระดูกของไดโนเสาร์ “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” ไดโนเสาร์ สกุลใหม่
ของโลก ปัจจุบันมีเส้นทางท่องเที่ยวเดินป่าศึกษาเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ในหลุมขุดค้นจริง
จำ นวน 9 จุด พร้อมอาคารจัดแสดงนิทรรศการการค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ของประเทศไทย
ติดต่อ เจ้าหน้าที่นำชมได้ที่ สำ นักงานอุทยานฯ บริเวณภูประตูตีหมา
ธรณีวิทยา : ซากดึกดำบรรพ์และร่องรอยไดโนเสาร์พบกระจายตัวอยู่ในหินตะกอนของ
กลุ่มหินโคราช หลุมขุดค้นไดโนเสาร์มีหลายหลุม หลุมขุดค้นที่ 1 ภูประตูตีหมา พบกระดูก
ไดโนเสาร์ชนิดกินพืช (herbivorous dinosaur)เป็นอาหาร “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน”
(Phuwiangosaurus sirindhornae) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของโลก ชิ้นส่วนที่พบได้แก่
กระดูกซี่โครง (ribs) กระดูกไหปลาร้า (clavicle) กระดูกคอ (cervical vertebra) กระดูกขา
หน้า (humerus)กระดูกสะโพก (ilium) และกระดูกสันหลัง (dorsal vertebrae) หลุมขุดค้นที่ 2
ถ้ำเจีย พบกระดูกไดโนเสาร์ชนิดกินพืชเป็นอาหาร “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” เป็นชิ้นส่วน
กระดูกส่วนคอเรียงต่อกันจำนวน 6 ชิ้น หลุมขุดค้นที่ 3 ห้วยประตูตีหมา เป็นกระดูกสันหลัง
กระดูกซี่โครงจำนวนหลายชิ้นของไดโนเสาร์ซอโรพอด (sauropod)ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินพืช
ขนาดใหญ่ หลุมขุดค้นที่ 9 หินลาดยาว เป็นกระดูกส่วนสะโพกซ้ายและกระดูกส่วนหาง เป็นได
โนเสาร์คาร์โนซอร์ (carnosaur)ขนาดใหญ่ ชื่อว่า “สยามโมไทรันนัสอิสานเอนซิส”
(Siamotyrannus isanensis) และสุสานหอย 150 ล้านปีมีซากดึกดำบรรพ์ของหอยนางรมน้ำ
จืด สกุล Exogyra sp กระจายอยู่ทั่วบริเวณประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร แหล่งหลุมขุดค้น
ไดโนเสาร์ภูเวียงเป็นแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทย
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 7
วัดถ้ำผาเกิ้ง
วัดถ้ำผาเกิ้ง
วัดถ้ำผาเกิ้ง วัดสวย ที่ตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติภูเวียง บ้านโคกหนองขาม ตำบลในเมือง
อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น เป็นสถานเหมาะกับการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่าง
มากเลยค่ะ เพราะมีบรรยากาศร่มรื่น กว้างขวาง และมีศาลาไม้ขนาดใหญ่เป็นเหมือนศูนย์รวม
ของชาวบ้านโคกหนองขามและหมู่บ้านใกล้เคียง
ไฮไลท์ของที่ วัดถ้ำผาเกิ้ง ที่เราจะได้เห็นกันก็คือ รูปปั้ นพญานาค และ พระพุทธรูปต่างๆ ที่มี
ลักษณะโดดเด่นมากๆ แตกต่างไปจากที่อื่น เพราะที่นี่แกะสลักขึ้นมาจากไม้นั่นเอง ทำให้มีเป็น
เอกลักษณ์และสวยงามแปลกตามาก แต่ก่อนที่วัดนี้ จะมีทั้งพระพุทธรูปองค์ใหญ่และพญานาค
ที่งดงามขนาดนี้ ว่ากันว่าที่นี่เมื่อก่อนนั้นหลวงพ่อที่จำวัดนี้ ท่านมาจำวัดเพื่อบำเพ็ญสมณะ
ธรรม ลดละกิเลสเท่านั้น โดยไม่คิดที่จะสะสมทรัพย์สินหรือสร้างถาวรวัตถุใดๆ
จนมาคืนหนึ่ง เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้น สั่นไปทั่วทั้งวัด หลวงพ่อเลยได้นิมิตว่า มีเสียงหนึ่ง
มาขอให้ท่านสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อไว้ให้คนกราบไหว้ และเป็นที่ระลึกอยู่ในสถานที่แห่งนี้ แต่
หลวงพ่อก็ได้บอกกลับไปว่า ตนเองนั้นเป็นแค่พระผู้น้อย ไม่มีกำลังที่จะสร้างอะไร เสียงที่ว่านั้น
เลยบอกว่าจะให้ความช่วยเหลือ แล้วก็เกิดเหตุการณ์อย่างที่ว่าจริงๆ เพราะชาวบ้านต่างก็มา
ช่วยกันสร้างวัด ทำให้กลายเป็นวัดสวยอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 9
วัดป่ากิตติญานุสรณ์
วัดป่ากิตติญานุสรณ์
วัดป่ากิตติญานุสรณ์ ตั้งอยู่ที่ ตำบลสงเปือย อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นวัดที่มี
บรรยากาศร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไผ่ที่โค้งเข้าหากันอย่างเป็นธรรมชาติ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวัดของ
ขอนแก่นที่ต้องแวะไปสักการะสักครั้งเลยค่ะ และยังมี พระนอนพุทธไสยาสน์เมตตา องค์ใหญ่ที่สุด
ในภาคอีสาน
ประวัติ วัดป่ากิตติญานุสรณ์
จุดเริ่มต้นของ วัดป่ากิตติญานุสรณ์ เริ่มขึ้นโดย หลวงปู่บุญจันทร์ กิตติญาโณ เมื่อปี พ.ศ.
2540 ซึ่งหลวงปู่บุญจันทร์ได้มาจำพรรษาที่บ้านท่าเสี้ยวในบริเวณวัดนี้ เลยได้มีการสร้างกุฏิหลัง
เล็กๆ ขึ้นมา ต่อมาหลวงปู่บุญจันทร์ ก็ได้พาญาติโยมมาช่วยกันเริ่มสร้างเป็นวัดป่าขึ้นมา และด้วย
แรงศรัทธาของชาวบ้าน ทำให้มีการบูรณะวัดมาเรื่อยๆ จนถึงในปัจจุบัน
ส่วนในการสร้างสิ่งก่อสร้างอื่นๆ นั้น ก็ได้แรงศรัทธาจากนักแสดงชื่อดังอย่าง ณเดชกับญาญ่า
มาช่วยกันร่วมบูรณะวัดแห่งนี้ค่ะ ทำให้มีพระนอนองค์ขนาดใหญ่สวยงามอลังการแบบนี้ และยังมี
การสร้าง พระบรมสารีริกธาตุอีกด้วย รวมไปถึงสร้างวิวให้เหมือนสมัยโบราณ มีทั้งประตูไม้สลัก
รูปปั้ นโบราณ และพญานาค เช่นกัน
การเดินทาง มายัง วัดป่ากิตติญานุสรณ์
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 10
น้ำตกทับพญาเสือ
น้ำตกทับพญาเสือ
ที่ตั้ง : อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียง หมู่บ้านโนนสูง ตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น
ลักษณะเด่นของแหล่ง : ด้านบนเป็นหน้าผาชันน้ำตกชั้นเดียวขนาดเล็ก มีความสูง 10 เมตร ด้านล่างเป็น
พลาญหินลาดเอียงยาว 200 เมตร ทางน้ำไหลตกลงมาตามความลาดชันของภูมิประเทศ
การเกิดน้ำตกทับพญาเสือบริเวณนี้ ยุคจูแรสซิกถึงยุคครีเทเชียสตะกอนที่สะสมตัวในสภาวะแวดล้อมโบราณ
บนแผ่นดิน โดยการพัดพาตะกอนของแม่น้ำประสานสายและแม่น้ำโค้งตะวัด ผ่านกระบวนการทางธรณีวิทยา
กลายเป็นหินให้หินชั้นหรือหินตะกอน (ส่วนใหญ่เป็นหินทราย) ต่อมาเกิดการเคลื่อนที่ของแผ่นอนุทวีปชานไทย
ชนกับแผ่นอนุทวีปอินโดจีน ทำให้ชั้นหินทรายบริเวณนี้ (ตั้งอยู่ในแผ่นอนุทวีปอินโดจีน) เกิดยกตัวเกิดเป็นภูเขา
เมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้ว เกิดเป็นลานหินทรายที่มีความลาดเอียงเล็กน้อย ชั้นหินคดโค้ง เกิดรอยแตก และ
รอยเลื่อน กระบวนการผุพังของชั้นหินทรายที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ลม และแสงแดด ทำให้เนื้อหินผุ กร่อน
แตกหลุด และหินแตกหลุดถูกนำพาออกไปจากชั้นหินและไหลไปตามทางน้ำ เกิดเป็นหน้าผาชันขนาดเล็กบริเวณ
น้ำตก เกิดเป็นกระดานลื่นตามธรรมชาติขนาดใหญ่ปรากฏเป็นน้ำตกสวยงาม การเกิดกุมภลักษณ์ (pothole)
เกิดขึ้นในฤดูน้ำหลากพัดเอาก้อนกรวด และเม็ดทราย มาหมุนวนอยู่ในแอ่งเล็กๆ บนผิวหน้าของลานหินที่มีความ
ลาดเอียง การขัดสีของเม็ดกรวด และเม็ดทรายที่เกิดในช่วงน้ำหลาก ทำให้แอ่งเดิมขยายและลึกเว้าจนเป็นหลุม
หรือเรียกว่า “กุมภลักษณ์ (pothole)” ดังที่เห็นในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาของยุคควอ
เทอร์นารี (ประมาณ 1.8 ล้านปีมาแล้ว – ปัจจุบัน)
การเดินทาง : จากตัวจังหวัดขอนแก่นใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ขอนแก่น-ชุมแพ) ผ่านอำเภอ
บ้านฝาง อำเภอหนองเรือ ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2038 เป็นระยะ
ทาง 18 กิโลเมตร ถึงอำเภอภูเวียง แล้วใช้เส้นทางภูเวียง-บ้านหินร่อง เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร จากนั้นเดินทาง
โดยรถยนต์ขึ้นเขาอีกประมาณ 2 กิโลเมตร และเดินเท้าเข้าตัวน้ำตกอีก 1,200 เมตร จะถึงตัวน้ำตก
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 11
ภูตากาโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
ภูตากาโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
“โคกภูตากา” ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารี โดย
ทรงมีพระราชดำริกับท่านเลขาธิการพระราชวังให้มีการดำเนินการอนุรักษ์พืชพรรณของประเทศ ในเดือนมิถุนายน
พ.ศ. 2535 ดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริจัดสร้างธนาคารพืชพรรณสำหรับการ
เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ การเก็บรักษาโดยการเลี้ยงเนื้อเยื่อรวมทั้งการศึกษาด้านชีวโมเลกุลในปี พ.ศ. 2536
ความเป็นมา
พื้นที่โคกภูตากา มีลักษณะเป็นป่าชุมชน ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่มีความลี้ลับ
มีอาถรรพ์ และเชื่อกันว่าเป็นเมืองลับแล ผู้ที่ไม่เชื่อถือ หรือลบหลู่ จะถูกอาถรรพ์ของโคกภูตากา ทำให้หายไปจากบ้าน
และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งยังคงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความลี้ลับของโคกภูตากามาจนถึงปัจจุบัน
การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพื้นที่โครงการ
พื้นที่โคกภูตากา เป็นพื้นที่ที่ปกปักไว้เพื่อให้เป็นแหล่งในการศึกษาเรียนรู้ทั้งพืช สัตว์ จุลินทรีย์ เห็ด รา ยีสต์ และนำผล
ที่ได้จากการศึกษาไปใช้ประโยชน์
จากการศึกษาพื้นที่โคกภูตากา (เริ่มศึกษาปี 2541) พบว่ามีสภาพเป็นป่าเต็ง – รัง ไม้ที่พบมีหลากหลาย ทั้งไม้
ยืนต้น (เต็ง, รัง, แดง, ตีนเป็ด, ประดู่, มะค่าแต้, มะค่าโมง) ไม้พุ่ม (ชงโค, สาบเสือ, ไผ่อ้อ, ชำพู, ยอป่า) ไม้เลื้อย
(กระเช้าสีดา, ไทรสรง, ส้มลม) หญ้าอายุหลายฤดู (เพ็ก, หญ้าตบแฝก) และพืชล้มลุก (กระเจียว)
ผลงานวิจัยพื้นที่โคกภูตากา พบว่า
1. เรื่องเห็ดรา ในโคกภูตากา ถ้าจำแนกเป็นชนิดแล้วได้ถึง 22 ชนิด และเป็นชนิดที่กินได้ถึง 21 ชนิด
2. กล้วยไม้ดิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อขยายพันธุ์ให้เข้าสู่ระบบการค้าโดยไม่ต้องนำออกมาจากป่าอีก
3. แมลงที่เป็นอาหารของคนในโคกภูตากา มี 10 ชนิด (ได้แก่ ไข่มดแดง, แมลงกินูน, จักจั่น, แมลงกุดจี่เบ้า, แมงแคง,
แมลงทับ, ด้วงกว่าง, แมลงจิโปม, แมลงกระชอน และดักแด้หนอนไหม)
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 12
อุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียง
อุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียง
เป็นสวนสาธารณะที่มีหุ่นไดโนเสาร์จำลอง ร้องได้ เคลื่อนไหวได้ นับร้อยตัว
ตั้งอยู่ที่บ้านโนนจานเกี้ยวหมู่ที่ 8 ตำบลเมืองเก่าพัฒนา เป็นสวนสาธารณะริมทางหลวงหมายเลข
2038 เส้นทางไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง มีเนื้อที่ 25 ไร่ ฉากหลังของอุทยานฯ เป็นเทือกเขา
ภูเวียง ในบริเวณอุทยานอุทยานไดโนเสาร์จัดทำคล้สยสวนสาธารณะ มีสวนหย่อม โต๊ะนั่ง จัดแต่ง
โดยรอบด้วยหุ่นจำลองไดโนเสาร์ ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ บางตัวสามารถส่งเสียงร้องและขยับได้ด้วย
การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง โดยเดินทางจากขอนแก่นถึงอำเภอ
ภูเวียงระยะทาง 70 กิโลเมตร และเดินทางจากตัวอำเภอต่อไปอีก 7 กิโลเมตร จะเห็นอุทยาน
ไดโนเสาร์ศรีเวียงอยู่ด้านซ้ายมือ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ที่จอดรถ
ไม่มีที่จอดระสำหรับคนพิการ แต่ที่จอดรถเป็นลานกว้างใกล้ทางเข้าออกอุทยาน ทางเดินทาง
เชื่อม อยู่ระดับเดียวกันกับพื้นภายนอก บางพื้นที่เป็นพื้นขรุขระเป็นกรวดใหญ่และแผ่นหินวาง
เว้นร่อง ยากแก่การสัญจร มีทางลาดเข้าสู่บริเวณอุทยาน บันได พื้นผิววัสดุไม่ลื่น
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 13
วัดทรงศิลา (ถ้ำกวาง)
วัดทรงศิลา (ถ้ำกวาง)
ที่ตั้ง : อยู่ในบ้านหินร่อง ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น
การเดินทาง : จากตัวจังหวัดขอนแก่น ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ขอนแก่น-ชุมแพ)
ผ่านอำเภอบ้านฝาง อำเภอหนองเรือ ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร แยกขวาเข้าทางหลวง
หมายเลข 2038 เป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร ถึงอำเภอภูเวียง แล้วใช้เส้นทางภูเวียง-เวียงเก่า ถึง
บ้านเมืองเก่าแล้วแยกซ้ายไปบ้านหินร่องอีก 8 กิโลเมตร พลาญหินบ้านหินร่องอยู่ติดกับถนน
ลักษณะเด่นของแหล่ง : พลาญหินกว้างมีโขดหินเรียงรายอยู่ประมาณ 2 ก้อน วางตั้งอยู่ บริเวณ
ก้อนหินมีหลักฐานทางโบราณคดี คือมีรอยฝ่ามือประทับอยู่ 3 รอย นอกจากนี้ยังมีลักษณะของ
ทางน้ำโบราณอยู่ตรงกลางระหว่างลานหิน ทางน้ำมีความสูง 5 เมตร กว้าง 4-7 เมตร ยาว 100
เมตร และมีชะง่อนผา ความสูงประมาณ 1.90 เมตร ลึก 8 เมตร ยาว 20 เมตร มีพระพุทธรูป
ประดิษฐานอยู่ภายใน
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 14
บ่อเกลือโบราณ
“บ่อเกลือโบราณ"
บ่อเกลือบ้านบ่อ หมู่ที่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น เส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวอุทยาน
ธรณีของจังหวัดขอนแก่น ที่เอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่บ่อเกลือโบราณ ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 70 ล้านปี ยุค
หลังไดโนเสาร์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางทรัพยากรธรณีที่สำคัญ เป็นบ่อเกิดแห่งทรัพย์สินใต้ดินที่เกิดขึ้น โดยการใช้
ภูมิปัญญาท้องถิ่นผลิตเกลือสินเธาว์ มาเป็นเวลากว่า 100 ปี สื่อให้เห็นถึงยุคไดโนเสาร์ในอดีตที่มีเกลือเกิดขึ้นใน
บริเวณนี้มาเป็นเวลาหลายล้านปี
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้วางแนวทางในการส่งเสริมให้ประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานราก ที่จะได้รับจาก
การจัดตั้งอุทยานธรณีวิทยาขอนแก่น ทั้งในระดับประเทศหรือในระดับโลก สร้างการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่และ
ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด โดยจะสนับสนุนให้มีการนำเกลือไปศึกษาคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์
ต่อการกิน การถนอมอาหาร หรือการใช้ประโยชน์ทางยา ซึ่งหากพบว่ามีคุณสมบัติที่ดีจะเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทาง
ภูมิศาสตร์ (GI) สอดรับกับการเป็นอุทยานธรณีวิทยาขอนแก่น ทำให้คนในพื้นที่เกิดความภาคภูมิใจในการใช้
ภูมิปัญญาที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษผลิตเกลือสินเธาว์ และการพัฒนาจนนำไปสู่การเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมทั้ง
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของพื้นที่ สอดรับกับการเป็นอุทยานธรณีวิทยาขอนแก่น และ
อุทยานธรณีวิทยาระดับโลก
ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า แอ่งเกลือที่บ้านบ่อมีมาก่อนตั้งหมู่บ้านนับร้อยปี คนสมัยก่อนต้มเกลือเพื่อเอาไปแลกข้าว
ปลาอาหาร ซึ่งสมัยก่อนมีคนจากหลายชุมชนเดินทางมาต้มเกลือที่บริเวณแอ่งเกลือบ้านบ่อ ทั้งคนนอกภู หรือคนใน
ภู มีประมาณ 20-30 หม้อ มี “เจ้าปู่บ่อเกลือ” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกปักรักษาบริเวณแอ่งเกลือแห่งนี้ ก่อนที่ชาว
บ้านจะต้มเกลือจะต้องมีการกราบไหว้บวงสรวง “เจ้าปู่บ่อเกลือ” ก่อนทุกครั้ง จึงจะทำการต้มเกลือได้ซึ่งจะอยู่ใน
ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีการผลิตเกลือ
ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตสมุนไพรไทยบ้านบ่อ
ปัจจุบันดำเนินกิจกรรมกลุ่มในการผลิตพืชสมุนไพรและสินค้าต่างๆไปจำหน่าย เช่น การเพาะปลูกและแปรรูป
ผลผลิตสมุนไพร การผลิตเกลือสินเธาว์ ซึ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนพฤษภาคม ของทุกปี ในช่วงก่อนที่จะมี
ฝนตก สามารถผลิตเกลือสินเธาว์ได้ประมาณ 300 ปี๊ บ/คน/ปี รายได้เฉลี่ย 60,000 บาท/คน/ปี
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 15
ตึกเหลืองภูเวียงวิทยายน
ตึกเหลืองภูเวียงวิทยายน
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชาชนได้มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง เมืองภูเวียงในฐานะที่
เป็นหัวเมืองสำคัญก็ได้รับนโยบายด้านการศึกษามาด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อปี พ.ศ. 2441 มีการก่อตั้ง
โรงเรียนขึ้นในเมืองภูเวียงโดยเจ้าเมืองภูเวียง พระศรีทรงไชย ได้บริจาคเงินส่วนตัวเดือนละ 10 บาทเพื่อจ้าง
ครู มาทำการสอน
และยังได้จัดระบบการเรียนการสอนขึ้นมาอีกด้วย ต่อมาข้าหลวงประสิทธิ์สรรพากรจากเมืองขอนแก่นได้
ย้ายมาประจำที่เมืองภูเวียง และได้ช่วยเจ้าเมืองภูเวียงพัฒนาระบบการเรียนการสอน ตอนแรกๆโรงเรียน
แห่งนี้ได้อาศัยเรียนที่วัดไปพลางๆก่อน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2445 เมืองภูเวียงถูกลดชั้นลงเป็นแค่อำเภอหนึ่งขึ้น
ตรงต่อเมืองขอนแก่น ในปี พ.ศ. 2451 พระศรีทรงไชยซึ่งขณะนั้นก็ได้ถูกลดตำแหน่งลงเป็นนายอำเภอด้วย
เช่นกันได้ปรับปรุงการเรียนการการสอนใหม่ และได้ขอจัดตั้งเป็นโรงเรียนชั้นมูลศึกษาผ่านไปทางมณฑล
อุดร และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้ามาเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2451 จึงกลาย
เป็นโรงเรียนชั้นมูลศึกษาแห่งแรกในจังหวัดขอนแก่น
ต่อมาในปี พ.ศ.2468 โดยอำมาตย์เอกพระยาบริหารราชการอาณาเขต (ยิ้ม นีละโยธิน) ผู้ว่าราชการจังหวัด
ขอนแก่นได้ของบประมาณจากทางราชการมาก่อสร้างอาคารเรียนเป็นเงินจำนวน 41,828 บาท 11 สตางค์
สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2473 อาคารเรียนนี้เป็นอาคาร 1 ชั้นเป็นสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสผสมผสานกับ
สถาปัตยกรรมแบบไทย ตัวอาคารก่อด้วยอิฐโบกปูนทาด้วยสีเหลือง ชาวภูเวียงเรียกว่าตึกเหลือง ส่วนหลังคา
เป็นกระเบื้องปัจจุบันมุงด้วยสีแดง สภาพในปัจจุบันยังมองดูสวยสดงดงามล้ำค่ามาก และยังคงใช้ประโยชน์
สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เฉพาะตัวอาคารเรียนนี้มีอายุถึง 85 ปี ต่อมาในปี 2473 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้โปรดเกล้าให้โรงเรียนนี้ชื่อว่า “โรงเรียนภูเวียงวิทยายน” รวมสิริอายุของโรงเรียน
ยาวนานถึง 120 ปี
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 16
ไร่แทนคุณแผ่นดิน
ไร่แทนคุณแผ่นดิน
นายแสงเพชร ตันทะอธิพานิชผู้ก่อตั้งไร่แทนคุณแผ่นดินเป็นลูกจ้างมืออาชีพมาร่วม 30 ปี ก็อยากจะ
เกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อจะได้กลับมาทำกิจการเพื่อสังคมที่ภูมิลำเนาบ้านเกิด ทำกิจการอะไรที่เป็น
ประโยชน์ต่อสังคม ได้สร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมขน ได้สร้างคุณค่าให้กับตนเอง รวมถึงได้ใช้ชีวิต
กับธรรมชาติ จึงเป็นที่มาของ ไร่แทนคุณแผ่นดิน
แล้วจะทำอะไรดี ? ทำให้ผมมีโอกาสได้ท่องยุทธจักรกับโลกใบใหม่ กว่า 4 เดือนที่ได้เรียนรู้กับปราชญ์
และคณาจารย์หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ (อ.ยักษ์ ที่รู้จักกันดี ในการ
ถ่ายทอดความรู้เรื่อง โคก หนอง นา โมเดล) หลักสูตรพึ่งตนเอง ณ พันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่ง
ตนเอง และศูนย์เมล็ดพันธุ์ ของ อ.โจน จันได หลักสูตร 3 ข. ศูนย์ฝึกปฏิบัติงานวนเกษตรเขาฉกรรจ์ ของ
ดร.เกริก มีมุ่งกิจ หลากหลายหลักสูตรการเพราะเห็ด การขยายพันธุ์พืช การทำอาหาร ในโครงการลูกพระ
ดาบส ซึ่งเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนไทย
เหล่านี้ จึงผสมผสานมาเป็น กิจการเพื่อสังคม ไร่แทนคุณแผ่นดิน ที่อยากให้เป็นศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่อง
เที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้คนเมืองหรือประชาชนทั่วไปได้มาเรียนรู้ท่องเที่ยว
สัมผัสกับธรรมชาติ ณ หุบเขาแห่งไดโนเสาร์ ดินแดน 130 ล้านปี ณ สถานที่ตั้งของไร่
กิจการเพื่อสังคม ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพ กิจกรรมท่องเที่ยวของไร่แทนคุณ จะสนับสนุนอาชีพให้กับคนใน
ชุมชนได้หลากหลาย อาทิเช่น มัคคุเทศก์น้อย รถอีแต๊กบริการนำเที่ยว อาหารพื้นบ้าน แหล่งอาหารวัตถุดิบ
ปลอดภัยจากชุมชน สินค้าและของที่ระลึกจากท้องถิ่น
คุณภาพคู่คุณธรรม อาหาร สถานที่ บุคลากร กิจกรรม ทุกอย่างของที่นี่ ต้องมีคุณภาพ ความพึงพอใจของ
แขกเหรื่อคือภารกิจสำคัญ ไม่เอาเปรียบผู้มาเยือน เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 17
สวนศิริธรรมจักร
สวนศิริธรรมจักร
นายประดิษฐ์ ศิริธรรมจักร เมื่อ 8 ปีก่อน มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ใฝ่รู้ ขยัน และอดทน ได้สร้างฝันให้เป็นจริง
พลิกที่ดินมรดกของพ่อแม่กว่า 19 ไร่ ในบ้านโคกม่วง ม.6 ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ให้
กลายเป็น “สวนธรรมจักร” ทำเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ แม้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านการเกษตรเลย
ก็ตาม นายประดิษฐ์ ศิริธรรมจักร เดิมขายแรงงานที่กรุงเทพฯ นานถึง 19 ปี แต่เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่า จึงต้องการ
กลับบ้านเกิดมุ่งหน้าทำเกษตรอินทรีย์ สิ่งที่โดดเด่นของสวนธรรมจักร คือ การปลูกผักหวานป่ามากกว่า
2,000 ต้น ประดิษฐ์ยังปลูกหญ้าแฝกกระจายทั่วสวน เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของ
ดิน กรองตะกอนดิน ทั้งปลูกเป็นวงกลมใต้ต้นไม้ ปลูกในแปลงเพื่อขยายพันธุ์แจกฟรีให้เพื่อนเกษตรกร ดอก
กระเจียว คือ พืชอีกหนึ่งชนิดที่ประดิษฐ์กำลังทดลองปลูก เพื่อสร้างรายได้ ปัจจุบันสวนธรรมจักรกลายเป็น
ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรประจำอำเภอเวียงเก่า และได้รับการส่งเสริมจากภาค
รัฐให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้การเกษตรด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 18
ประเพณีบุญข้าวสาก
ประเพณีบุญข้าวสาก
บุญข้าวสาก มีเรื่องเล่าไว้ในธรรมบทว่า มีบุตรชายกฎุมพี(คนมั่งมี)ผู้หนึ่ง เมื่อพ่อสิ้นชีวิตแล้วแม่ได้หา
หญิงผู้มีอายุและตระกูลเสมอกันมาเป็นภรรยา แต่อยู่ด้วยกันหลายปีไม่มีบุตร แม่จึงหาหญิงอื่นมาให้เป็น
ภรรยาอีก ต่อมาเมียน้อยมีลูก เมียหลวงอิจฉา จึงคิดฆ่าทั้งลูกและเมียน้อยเสีย
ฝ่ายเมียน้อยเมื่อก่อนจะตายก็คิดอาฆาตเมียหลวงไว้ ชาติต่อมาฝ่ายหนึ่งไปเกิดเป็นแมว อีกฝ่ายหนึ่งไปเกิด
เป็นไก่ แมวจึงกินไก่และไข่ ชาติต่อมาฝ่ายหนึ่งไปเกิดเป็นเสือ อีกฝ่ายหนึ่งไปเกิดเป็นกวาง เสือจึงกินกวาง
และลูก ชาติสุดท้าย ฝ่ายหนึ่งไปเกิดเป็นคนอีกฝ่ายหนึ่งไปเกิดเป็นยักษิณี
พอฝ่ายคนแต่งงานคลอดลูก นางยักษิณีจองเวร ได้ตามไปกินลูกถึงสองครั้งต่อมามีครรภ์ที่สาม นางได้หนีไป
อยู่กับพ่อแม่ของตนพร้อมกับสามี เมื่อคลอดลูกเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงพร้อมด้วยสามีและลูกกลับบ้าน พอดี
นางยักษิณีมาพบเข้า นางยักษิณีจึงไล่นาง สามีและลูก นางจึงพาลูกหนีพร้อมกับสามีเข้าไปยังเชตวันมหา
วิหาร ซึ่งพอดีพระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ นางและสามีจึงนำลูกน้อยไปถวายขอชีวิตไว้
นางยักษ์จะตามเข้าไปในเชตวันมหาวิหารไม่ได้ เพราะถูกเทวดากางกั้นไว้ พระพุทธเจ้าจึงโปรดให้พระ
อานนท์ไปเรียกนางยักษ์เข้ามาฟังพระธรรมเทศนา พระองค์ทรงสั่งสอนไม่ให้พยาบาทจองเวรกัน แล้วจึง
โปรดให้นางยักษ์ไปอยู่ตามหัวไร่ปลายนา
นางยักษ์ตนนี้มีความรู้เกณฑ์เกี่ยวกับฝนและน้ำโดยจะแจ้งให้ชาวเมืองได้ทราบ ชาวเมืองให้ความนับถือมาก
จึงได้นำอาหารไปส่งนางยักษ์อย่างบริบูรณ์สม่ำเสมอ นางยักษ์จึงได้นำเอาอาหารเหล่านั้นไปถวายเป็นสลาก
ภัต แด่พระภิกษุสงฆ์วันละแปดที่เป็นประจำ
ชาวอิสานจึงถือเอาการถวายสลากภัต หรือบุญข้าวสากนี้เป็นประเพณีสืบต่อกันมา และเมื่อถึงวันทำบุญข้าว
สาก นอกจากนำข้าวสากไปถวายพระภิกษุ และวางไว้บริเวณวัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว
ชาวนาจะเอาอาหารไปเลี้ยงนางยักษ์ หรือผีเสื้อนาในบริเวณนาของตนเปลี่ยนเรียกนางยักษ์ว่า "ตาแฮก"
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 18
ประเพณีบุญข้าวสาก (ต่อ)
ประเพณีบุญข้าวสาก
พีธีทำบุญข้าวสาก
ก่อนจะถึงวันที่จะต้องทำบุญข้าวสาก ชาวบ้านจะเตรียมอาหารชนิดต่างๆ ห่อด้วยใบตองไว้แต่เช้ามืด ข้าว
สากจะห่อด้วยใบตองกล้วยกลัดหัว กลัดท้าย มีรูปคล้ายกลีบข้าวต้มแต่ไม่พับสั้น ต้องเย็บติดกันเป็นคู่
ห่อที่ 1 คือ หมาก พลู และ บุหรี่
ห่อที่ 2 คือ อาหารคาวหวาน อย่างละเล็กอย่างละน้อย ประกอบด้วย
1. ข้าวเหนียว เนื้อปลา เนื้อไก่ หมู และใส่ลงไปอย่างละเล็กอย่างละน้อยถือเป็นอาหารคาว
2. กล้วย น้อยหน่า ฝรั่ง แตงโม สับปะรด ฟักทอง (แล้วแต่จะเลือกใส่) เป็นอาหารหวาน
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ตอนเช้าจะนำภัตตาหารไปถวายพระภิกษุสามเณรครั้งหนึ่งก่อน พอถึงเวลาประมาณ
9 - 10 โมงเช้า พระสงฆ์จะตีกลองโฮม(รวม) ญาติโยมจะนำอาหารที่เตรียมไว้มาถวายพระสงฆ์ โดยการ
ถวายจะใช้วิธีจับสลาก เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว ผู้ที่เป็นหัวหน้าจะกล่าวนำคำถวายสลากภัต ญาติโยมว่า
ตามจบแล้วนำไปให้พระเณรจับสลาก พระเณรจับได้สลากของใคร ผู้เป็นเจ้าของพาข้าว(สำรับกับข้าว)และ
เครื่องปัจจัยไทยทานก็นำไปประเคนให้พระรูปนั้นๆ จากนั้นพระเณรจะฉันเพล ให้พรญาติโยมจะพากันรับพร
แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว
เสร็จจากนี้แล้ว ชาวบ้านยังนำเอาห่อข้าวสากไปวางไว้ตามบริเวณวัด พร้อมจุดเทียนและบอกกล่าวให้
ญาติมิตรผู้ล่วงลับไปแล้วมารับเอาอาหารและผลบุญที่อุทิศให้ นอกจากนี้ ชาวบ้านจะนำอาหารไปเลี้ยง ตา
แฮก ณ ที่นาของตนด้วย เป็นเสร็จพิธีทำบุญข้าวสาก
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 19
ประเพณีบุญบั้งไฟ
ประเพณีบุญบั้งไฟ
ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว โดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้าน
ของภาคอีสานเรื่องพระยาคันคาก เรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้าน
ได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่ง ชาวบ้านมีความเชื่อว่า
พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใด
ไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ ช่วง
เวลาของประเพณีบุญบั้งไฟคือเดือนหกหรือพฤษภาคมของทุกปี
ประเพณีบุญบั้งไฟมีมาแต่ครั้งไหนยังหาหลักฐานที่แน่ชัด มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความเป็นมาของ
ประเพณีบุญบั้งไฟในแง่ต่างๆ ไว้ดังนี้
ความเชื่อของชาวบ้านกับประเพณีบุญบั้งไฟ
ชาวบ้านเชื่อว่ามีโลกมนุษย์ โลกเทวดา และโลกเทวดา มนุษย์อยู่ใต้อิทธิพลของเทวดา การรำผีฟ้าเป็น
ตัวอย่างที่แสดงออกทางด้านการนับถือเทวดา และเรียกเทวดาว่า “แถน” เมื่อถือว่ามีแถนก็ถือว่า ฝน ฟ้า ลม
เป็นอิทธิพลของแถน หากทำให้แถนโปรดปราน มนุษย์ก็จะมีความสุข ดังนั้นจึงมีพิธีบูชาแถน การจุดบั้งไฟก็
อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงความเคารพหรือส่งสัญญาณความภักดีไปยังแถน ชาวอีสานจำนวนมากเชื่อว่าการ
จุดบั้งไฟเป็นการขอฝนจากพญาแถน และมีนิทานปรัมปราเช่นนี้อยู่ทั่วไป แต่ความเชื่อนี้ยังไม่พบหลักฐานที่
แน่นอน นอกจากนี้ในวรรณกรรมอีสานยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ เรื่องพญาคันคาก หรือคางคก พญาคัน
คากได้รบกับพญาแถนจนชนะแล้วให้พญาแถนบันดาลฝนลงมาตกยังโลกมนุษย์
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 20
ประเพณีบุญเดือนหก
ประเพณีบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา
การทำบุญบั้งไฟเป็นการขอฝนพร้อมกับงานบวชนาค ซึ่งการทำบุญเดือนหกถือเป็นสำคัญก่อนการทำนา
หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำเอาบั้งไฟมาจุดประชันเเข่งขันกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหารเหล้ายามา
เลี้ยง เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนเเห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานจุดบั้งไฟด้วยความสนุกสนาน คำเซิ้งและ
การเเสดงประกอบจะออกไปเรื่องเพศเเต่จะไม่คิดเป็นเรื่องหยาบคายเเต่อย่างใด ซึ่งประเพณีบุญบั้งไฟจะจัด
ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกปีที่จังหวัดยโสธร ส่วนการทำบุญวันวิสาขบูชานั้นจะมีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วง
เย็นมีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ
ความสำคัญ
บุญบั้งไฟเป็นประเพณีตามความเชื่อเกี่ยวกับเเถนเมื่อถึงเดือนหกเริ่มต้นการทำนาชาวบ้านจะจุดบั้งไฟ
เป็นการบูชาขอให้พญาเเถนบันดาลฝนให้ตกลงมา ประเพณีบุญบั้งไฟเป็นกิจกรรมร่วมกันของชุมชนอีสาน
หลายๆ หมู่บ้าน หมู่บ้านเจ้าภาพจะปลูกโรงเรือน เรียกว่า ผามบุญ ไว้ต้อนรับชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นและ
ดุเเลจัดหาอาหารสำหรับทุกๆคน เช้าของวันงานชาวบ้านจะร่วมทำบุญ ประกวดประชัน เเห่และจุดบั้งไฟที่
ตกเเต่ง อย่างงดงามบั้งไฟของหมู่บ้านใดจุดไม่ขึ้นชาวบ้านหมู่บ้านนั้นจะถูกโยนลงโคลนหเป็นการทำโทษ
และจะมีการเซิ้งฟ้อนกันอย่างสนุกสนานและจะมีการเซิ้งปลัดขิกร่วมในขบวนอยู่ด้วยเสมอ โดยมีความเชื่อว่า
เป็นการไล่ผีให้พ้นออกไปจากหมู่บ้านและเร่งให้เเถนส่งฝนลงมาเร็วๆ
วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและเป็นวันหยุดราชการของไทย ซึ่งประวัติวันวิสาขบูชา
เป็นวันที่พระพุทธเจ้า
ประสูตร ตรัสรู้ และปรินิพพาน มาบรรจบกัน ในวันนี้ พุทธศาสนิกชนจะไปทำบุญตักบาตร เวียนเทียนที่วัด
กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติในวันวิสาขบูชา ได้แก่
1. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ก่ยาติที่ล่วงลับไปแล้วและเจ้ากรรมนายเวร
2.จัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหารที่วัด และปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
3.ปล่อยนกปล่อยปลาเพื่อสร้างกุศล
4.ร่วมเวียนเทียนรอบอุโบสถที่วัดในตอนค่ำ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
5.ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศานา
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 21
พัทยา 2
พัทยา2
พัทยา2 ตั้งอยู่ที่บ้านหนองกุงเซิน อำเภอภูเวียง ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ 78 กิโลเมตร เป็นพื้นที่
ราบริมทะเลสาบประมาณ 20 ไร่ ทะเลสาบมีอาณาเขตติดต่อกับเขื่อนอุบลรัตน์
เป็นทะเลสาบ20ไร่ ชายหาดกว้างไกล ไม่ลึกชัง น้ำใสสะอาด
มีกิจกรรมทางน้ำ เช่น เรือถีบ สกูตเตอร์และห่วงยาง บรรยากาศเย็นสบาย น่านั่งทานข้าว
พัทยา 2 เป็นชื่อสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของ จังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่หมู่บ้านหนอง
กุงเซิน อ.ภูเวียง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่กำลังเป็นที่สนใจของชาวบ้านทั่วไป และมีผู้เดินทางไปพัก
ผ่อนหย่อนใจเป็นจำนวนมาก เพราะมีทัศนียภาพที่สวยงาม ตามธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถเดินทางไป ชม
ซากฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียงได้อีกด้วย
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 22
ถ้ำฝ่ามือแดง
ถ้ำฝ่ามือแดง
ที่ตั้ง : อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียง หมู่บ้านโนนสูง ตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น
ลักษณะเด่นของแหล่ง : ก้อนหินขนาดใหญ่ แสดงลักษณะของเพิงหิน บริเวณที่เป็นเพิงหินดังกล่าวนั้น มีรอย
ฝ่ามือของมนุษย์โบราณ อายุประมาณ 3,000 ถึง 4,000 ปี ลักษณะเป็นรอยฝ่ามือของผู้ใหญ่ จำนวน 4
ภาพ และฝ่ามือเด็กจำนวน 2 ภาพ โดยวิธีเอามือทาบกับผนังหินและพ่นสีแดงเรื่อๆ หน่วยศิลปากรที่ 7 สำรวจ
พบเมื่อปี พ.ศ. 2507แสดงให้เห็นว่าคนโบราณอาศัยอยู่บริเวณนี้เพื่อเป็นที่พักผ่อนและหลบแดด หลบฝน อีก
ทั้งการประทับฝ่ามือไว้เป็นการประกาศอาณาเขต
ธรณีวิทยา : บริเวณนี้เป็นหมวดหินพระวิหาร ชั้นหินเอียงเทจากแนวระนาบ 8 องศา
หมวดหินนี้มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียสหรืออายุประมาณ 140 ล้านปีมาแล้ว
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 23
น้ำตกวังสักสิ่ว
น้ำตกวังสักสิ่ว
ต.ในเมือง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของ จังหวัดขอนแก่น
ประเภททางบก น้ำตก อยู่ในหน่วยงาน อุทยานแห่งชาติภูเวียง ขอนแก่น เป็นน้ำตกขนาดเล็กอยู่ไกล้กับด่าน
ตรวจโคกสูง ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นอ่างธารน้ำใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า
วังน้ำ มีลักษณะสีเขียวมรกตสวยงาม มีน้ำไหลตลอดปี
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 24
ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์
ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ มีการจัดพื้นที่ดำเนินงานประกอบด้วย ส่วนนิทรรศการและการจัด
แสดง ส่วนสำรวจและวิจัย ส่วนอนุรักษ์ ส่วนคลังตัวอย่าง นอกจากนี้ยังมีห้องประชุมขนาด 140 ที่นั่ง โรง
อาหาร ร้านค้าสวัสดิการ ร้านขายของที่ระลึก ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์เป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน
ธรณีวิทยา ธรรมชาติวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ มีการจัดกิจกรรมร่วมกับสถานศึกษาต่างๆ และการท่อง
เที่ยวแห่งประเทศไทยโดยตลอด
นิทรรศการแบ่งออกเป็น 5 โซน
โซน 1 กำเนิดจักรวาล วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต และเรื่องราวของไดโนเสาร์ทั่วโลก
เป็นเรื่องเกี่ยวกับกำเนิดจักรวาล วัฏจักรการเกิดและสลายของหิน กำเนิดสิ่งมีชีวิต ซากดึกดำบรรพ์ในมหายุค
พาลีโอโซอิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่กำเนิดในทะเลจนถึงยุคไดโนเสาร์ ที่มีตั้งแต่กำเนิดไดโนเสาร์ วิวัฒนาการ
ของไดโนเสาร์ และการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 65 ล้านปีก่อน โดยมีหลักฐานสำคัญคือ การพุ่ง
ชนของอุกกาบาตลูกใหญ่ที่บริเวณประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน ที่มีความแรงระเบิดมากกว่าระเบิดไฮโดรเจน
เป็นล้าน ๆ เท่าจนทำให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงจนสิ่งมีชีวิตในโลกขณะนั้นสูญพันธุ์เป็นจำนวนมาก รวมทั้ง
เป็นการสิ้นสุดยุคไดโนเสาร์
โซน 2 ไดโนเสาร์ในแหล่งเทือกเขาภูเวียง
นำเสนอซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ชิ้นแรกในประเทศไทย และไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทย โดยเฉพาะที่
พบในแหล่งขุดค้นภูเวียงนั้นมีถึง 5 สายพันธุ์ ในโซนนี้ยังมีเรื่องราวของธรณีวิทยาเทือกเขาภูเวียงและ
ประวัติการค้นพบ อันเนื่องจากเทือกเขาภูเวียงมีลักษณะแอ่งกระทะ เป็นแหล่งรวมซากดึกดำบรรพ์เก่าแก่
จำนวนมาก สันนิษฐานว่าเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ดึกดำบรรพ์ในยุคโลกล้านปี โดยจะมีแผนผังการขุดค้นพบ
ขนาดใหญ่ที่บรรจุหลุมขุดค้นทั้ง 9 หลุม พร้อมตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์ที่ขุดค้นได้ ถัดมาจะเป็น
ซากดึกดำบรรพ์ในมหายุคมีโซโซอิก มีช่วงอายุตั้งแต่ 251 - 65 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งอาจพูดว่าเป็นมหายุคที่สัตว์
เลื้อยคลานครองโลกก็ได้
โซน 3 ห้องปฏิบัติการด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ในจังหวัดขอนแก่น
ชมห้องปฏิบัติการของนักธรณีวิทยาผ่านกระจกใส และใกล้ ๆ กัน ก็จะเป็นมุมที่รวบรวมซากดึกดำบรรพ์ที่ขุด
พบในจังหวัดขอนแก่น
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
ใบที่ 24
ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์
ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น (ต่อ)
โซน 4 สวนไดโนเสาร์
โซนนี้จะตกแต่งเป็นสวนป่ายุคดึกดำบรรพ์ที่มีหุ่นไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริง แต่งเดิมด้วยแสงและเสียงร้อง
ของไดโนเสาร์ เข้าบรรยากาศโลกยุคไดโนเสาร์
โซน 5 ยุคเทอร์เชียรี การใช้ประโยชน์หินแร่ และห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม
บรมราชกุมารี
เป็นเรื่องราวในยุคเทอร์เชียรี ที่นำเสนอหินและแร่ในประเทศไทย อุปกรณ์สำรวจทางธรณีวิทยา ปิโตรเลียม
และธรณีพิบัติภัย ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งของกรมทรัพยากรธรณี ในการให้ความรู้และเฝ้าระวังและเตือนภัยใน
เรื่องของธรณีพิบัติภัยทุกประเภท
ห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะทำให้ได้ซาบซึ้งในพระราช
กรณียกิจ ของพระองค์ท่านด้านธรณีวิทยา เห็นได้ว่าท่านทรงสนพระทัย ในทุกภารกิจของบ้านเมืองโดย
เฉพาะอย่างยิ่งงานทางด้านวิชาการทุกแขนง
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า
วิธีการเล่นเซียมซี
เซียมซีสายพันธ์ุไดโนเสาร์
1. ให้ผู้ร่วมกิจกรรมเขย่าเซียมซี
2.เมื่อได้หมายเลขเซียมซี ให้นำใบความรู้เซียมซีไปอ่าน
3. สรุปใจความให้ครูและผู้ร่วมกิจกรรมคนอื่นๆฟัง
เซียมซีคำทำนาย
1. ให้ผู้ร่วมกิจกรรมเขย่าเซียมซี
2.เมื่อได้หมายเลขเซียมซี ให้นำใบเซียมซีไปอ่าน
3. สรุปใจความ ความหมายว่าเซียมซีใบนั้น มีความหมาย
ไปในแนวทางดี หรือไม่ดีอย่างไร ให้ครู บรรณารักษ์ และผู้
ร่วมกิจกรรมคนอื่นๆฟัง
เซียมซีจีโอปาร์ค
1. ให้ผู้ร่วมกิจกรรมเขย่าเซียมซี
2.เมื่อได้หมายเลขเซียมซี ให้นำใบเซียมซีไปอ่าน
3. สรุปใจความ เนื้อหา เรื่องที่อ่าน ให้ครู บรรณารักษ์
และผู้ร่วมกิจกรรมคนอื่นๆฟัง
เซียมซีสนุกคิดคณิตศาสตร์
1. ให้ผู้ร่วมกิจกรรมเขย่าเซียมซี
2.เมื่อได้หมายเลขเซียมซี ให้นำใบเซียมซีไปอ่านกลอนซึ่ง
ในบทกลอนจะมีโจทย์คณิตศาสตร์
3. ให้แปลโจทย์ และทำคำตอบให้ถูกต้อง
เซียมซีจีโอปาร์ค ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงเก่า