รายงานการวิจยั ในช้นั เรยี น
การศกึ ษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวชิ าชีววิทยา เรอ่ื ง การลำเลียงสารเขา้
และออกจากเซลล์ ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาช้นั ปที ี่ 4 ดว้ ยการเรียนการสอน
แบบกลมุ่ ร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกหดั
โดย
นายสขุ ดี สิงห์สา
โรงเรียนรัตนโกสนิ ทรส์ มโภชลาดกระบงั
พ.ศ. 2565
งานวจิ ยั นี้เป็นสว่ นหนึง่ ของการฝึกประสบการณ์วชิ าชีพครู
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ช่ือเร่ือง การศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนในรายวชิ าชวี วิทยา เรือ่ ง การลำเลยี งสารเข้าและ
ออกจากเซลล์ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาชนั้ ปีที่ 4 ด้วยการเรยี นการสอนแบบกลมุ่ ร่วมมอื โดยใช้
เทคนิค STAD รว่ มกับแบบฝกึ หัด
ชื่อผู้วจิ ัย นายสขุ ดี สิงหส์ า
ปที ี่วจิ ยั 2565
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยคร้ังน้ีเป็นการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาชีววิทยา เรื่อง การ
ลำเลยี งสารเข้าและออกจากเซลล์ ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 4 ด้วยการเรยี นการสอนแบบกลุ่ม
ร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกหัด มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นรใู้ นรายวชิ าชวี วทิ ยา เรื่อง การลำเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาชัน้ ปที ่ี
4 ด้วยการสอนแบบกลุ่มรว่ มมือ โดยใช้เทคนิค STAD โดยกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งน้ี ได้แก่
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาช้ันปีท่ี 4/3 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชลาดกระบัง ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา
2565 จำนวน 42 คน ได้มาโดยการเลอื กแบบเจาะจง
ผลวิจยั ปรากฏว่า ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากเรียนด้วยวิธีแบบกลุ่มร่วมมือ
โดยใช้เทคนิค STAD รว่ มกับแบบฝึกหัด สงู กว่าก่อนเรียน โดยมีนักเรียนมรี ะดับการพัฒนาการระดับต้น
จำนวน 14 คน ระดบั พัฒนาการปานกลาง จำนวน 24 คน พัฒนาการระดับสงู จำนวน 4 คน และระดับ
พฒั นาการสงู มาก จำนวน 0 คน
คำสำคัญ : การเรียนการสอนรูปแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD (Student Team
Achievement Division), ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน, นักเรียน, แบบฝึกหัด
1
รายงานการวจิ ยั ในชน้ั เรยี น
เรือ่ ง การศึกษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นในรายวชิ าชีววทิ ยา เร่ือง การลำเลยี งสารเขา้ และออกจาก
เซลล์ ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาชน้ั ปที ี่ 4 ด้วยการเรยี นการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้
เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกหัด
1. ความเปน็ มาและความสำคัญของการวิจยั
วทิ ยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญย่งิ ในสงั คมโลกในปจั จุบัน เพราะวทิ ยาศาสตร์มคี วามเกย่ี วขอ้ งกับ
ทุกคนท้ังในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยีเคร่ืองมือเคร่ืองใช้และ
ผลติ ผลต่าง ๆ ทมี่ นษุ ย์ได้ใช้เพือ่ อำนวยความสะดวกในการใชช้ วี ิตและการทำงาน เหล่านีล้ ้วนเป็นผลของ
ความรู้ของวทิ ยาศาสตร์ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมีเป้าหมายในการมุ่งเน้นผู้เรียนได้ค้นพบ
ความรูด้ ว้ ยตนเองมากท่ีสุด เพื่อให้ได้ทงั้ กระบวนการและความรู้ จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ
การทดลอง แลว้ นำผลทไ่ี ดม้ าจัดระบบเป็นหลักการ แนวคดิ และองค์ความรู้ ในการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์จึง
ม่งุ หวังให้ผู้เรียนไดเ้ รยี นรู้วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการเชื่อมโยงความร้กู ับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการ
คน้ ควา้ และสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และแกป้ ญั หาท่ีหลากหลาย ให้
ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย
เหมาะสมกบั ระดับช้ัน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560)
เมอ่ื โลกเขา้ สู่ศตวรรษที่ 21 ถือเป็นโลกท่ีเกดิ การเปลี่ยนแปลงท่ีเกดิ ขึน้ แทบทกุ มติ ิ ไม่ว่าจะเป็น
การตดิ ตอ่ สอ่ื สารท่ีผคู้ นจากท่วั โลกสามารถเชอื่ มตอ่ กนั ไดอ้ ย่างรวดเรว็ เรามีเทคโนโลยีเขา้ มาเป็นสว่ นหนง่ึ
ของชวี ิตประจำวัน โทรศัพทม์ อื ถือคือศูนย์รวมทกุ อย่างท่ตี อ้ งการ หุน่ ยนต์เขา้ มาทำงานร่วมกับคนมากขึ้น
ในสถาการณแ์ บบนนี้ ักเรยี นจะสามารถอยใู่ นสงั คมได้จำเปน็ จะต้องมที ักษะทจ่ี ำเป็นสำหรับศตวรรษท่ี 21
หนง่ึ ในทักษะท่สี ำคัญมาก ๆ นั่นคือ ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้นำ
ซง่ึ ถอื เปน็ ทกั ษะที่มีความจำเป็นอยา่ งยิ่งในการใชช้ วี ิตและการทำงานต่าง ๆ ในปัจจุบัน
จากปัญหาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ท่ีในปัจจุบันพบว่านักเรียนขาดความสนใจในวิชา
วิทยาศาสตร์ ส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนมีผลที่น้อยลง การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งถือเป็น
รปู แบบการเรียนรู้ท่ีนักเรียนได้รว่ มมือกันในการเรียนรู้ มีการพ่ึงพากันในทางบวก จากความสำเร็จของ
กลุม่ ร่วมกนั ซ่งึ ความสำเร็จของกล่มุ เปน็ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของกลุ่ม ในการสร้างการพ่งึ พากนั ในเชิง
2
ผลลัพธ์ได้ดกี ารปฏสิ ัมพนั ธ์ท่สี ง่ เสรมิ กนั ระหว่างสมาชิกภายในกลมุ่ เปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นช่วยเหลือกนั มีการ
ตดิ ตอ่ สมั พนั ธ์กนั อภิปรายและแลกเปลย่ี นความร้คู วามคิดผา่ นการอธิบายใหส้ มาชิกภายในกลุ่มฟงั ในการ
จัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือท่ีหลายเทคนิควิธี เทคนิควธิ ีที่มีความนา่ สนใจน่ันคอื เทคนิค STAD ที่มีวิธกี าร
เสริมแรง เพื่อให้นักเรียนช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม ทำให้กลุ่มประสบความสำเร็จ โดยจำเป็นต้องใช้
ความสามารถของสมาชกิ ทุกคนในกลมุ่ ทำความเขา้ ใจเน้อื หาในบทเรยี นนนั้ ๆ เพือ่ ทำให้คะแนนเฉล่ยี ของ
กลุม่ ตัวเองสูงกวา่ กลุม่ อ่นื ๆ เปน็ ผลใหผ้ ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นมีผลสูงขน้ึ
จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ผู้วิจัยสนใจศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นรายวิชาชีววิทยา เรอ่ื งการลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาช้ันปที ี่ 4 ที่
ไดร้ ับการจดั การเรยี นร้แู บบกลุ่มร่วมมือ โดยใชเ้ ทคนคิ STAD รว่ มกนั กับแบบฝึกหดั
2. วตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั
เพ่อื ศึกษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นร้ใู นรายวชิ าชวี วิทยา เรือ่ ง การลำเลียงสารเข้าและออกจาก
เซลล์ ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาช้ันปที ี่ 4 ดว้ ยการสอนแบบกลมุ่ รว่ มมอื โดยใชเ้ ทคนคิ STAD
3. นยิ ามศพั ท์
3.1 การเรียนการสอนรูป แบ บกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD (Student Team
Achievement Division) หมายถึง การเรียนตามขั้นตอนการเรียนแบบกลมุ่ ร่วมมือ โดยใช้เทคนิคแบบ
แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธ์ิ โดยมีนักเรียนเรียนเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 5-6 คน ให้สมาชิกในกลุ่มมีระดับ
ความสามารถทางการเรยี นเรอื่ ง การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ แตกต่างกัน คือ เก่ง ปานกลาง
ตอ้ งได้รับการพฒั นา การเร่ิมเรียนครเู ป็นผู้สอน แล้วใหน้ ักเรยี นรูแ้ ละฝึกทกั ษะ โดยการเรียนรแู้ ละการฝึก
ทักษะร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการปรึกษาและแก้ไขข้อผิดพลาดร่วมกัน มีการแบ่งหน้าที่กันทำและต้อง
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนหน้าท่ีกันทุกครั้งในการเรียน สมาชิกของกลุ่มจะต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้ทุกคน
เข้าใจบทเรียน หลังจบบทเรียนก็จะต้องทำแบบทดสอบเป็นรายบุคคล และนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็น
คะแนนร้อยละพัฒนาการ โดยเน้นให้สมาชิกแตล่ ะคนพยายามทำใหด้ ีทีส่ ุด เพราะคะแนนของสมาชกิ แต่
ละคนส่งผลต่อคะแนนรอ้ ยละพัฒนาการของกลุม่ กล่มุ ไหนทม่ี ีคะแนนร้อยละพฒั นาการมากท่สี ุดจะได้รับ
รางวลั
3.2 ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น หมายถึง คะแนนความรคู้ วามสามารถของนกั เรียนหลงั เรยี นรู้จาก
รูปแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ซ่ึงวัดได้จากคะแนนของการดำเนินการทำแบบทดสอบ
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนทผี่ ้วู ิจยั ได้สร้างขึ้น
3
3.3 นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 4/3 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช
ลาดกระบงั ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 42 คน
3.4 แบบฝึกหัด หมายถึง ส่ือการเรียนที่ให้นักเรียนได้ฝึกหัด เพ่ือชว่ ยเสริมให้เกิดทักษะและ
ความรใู้ นบทเรียน เร่อื ง การลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์
4. วธิ ีการดำเนินการวจิ ัย
4.1 กลมุ่ เปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใชใ้ นการวิจยั คร้ังน้ี คอื นักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4/3 โรงเรยี นรัตนโกสนิ ทร์
สมโภชลาดกระบงั ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 42 คน ซึ่งได้มาจาการเลอื กกลุ่มเป้าหมาย
แบบเจาะจง
4.2 เครือ่ งมือ
4.2.1 แผนการจัดการเรยี นรู้ โดยใช้รปู แบบกลมุ่ ร่วมมือ เทคนิค STAD (Student Team
Achievement Division) ผู้วิจัยสร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา รหัสวิชา ว30247 เรื่อง การ
ลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ จำนวน 1 แผน เวลา 3 คาบ เวลา 150 นาที
4.2.2 แบบฝึกหดั เรื่อง การลำเลยี งสารเข้าและออกจากเซลล์ มที ง้ั หมด 2 ตอน ดังน้ี ตอน
ที่ 1 เร่ืองการลำเลียงสารผ่านเย่ือหุ้มเซลล์ จำนวน 7 ข้อ และตอนท่ี 2 การลำเลียงสารโดยการสร้างถุง
เวสเิ คิล จำนวน 4 ขอ้
4.2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีจำนวน 25 ข้อ รวม 25 คะแนน โดย
แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนท่ี 1 แบบปรนยั 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ขอ้ และตอนที่ 2 แบบจบั คู่ จำนวน 5 ขอ้
4.3 วธิ กี ารพัฒนา
4.3.1 การสร้างเครอื่ งมอื ผู้วจิ ัยไดด้ ำเนินการตามขน้ั ตอน ดงั นี้
(1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ
การเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ 2560) เก่ียวกับสาระการเรียนรู้แกนกลาง มาตรฐานการเรียนรู้
และผลการเรียนรู้ เรอื่ ง การลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ ชั้นมธั ยมศกึ ษาชั้นปีที่ 4
(2) ศึกษาหนังสือเนื้อหารายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา เล่ม 1 ช้ัน
มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ เร่ือง
การลำเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์
4
(3) ศึกษาหลักการการจัดกิจกรรมเรียนรู้ตามรูปแบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD
(Student Team Achievement Division)
(4) จดั ทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยยึดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551 กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง 2560) และหลักการการจดั กิจกรรม
เรียนรู้ตามรูปแบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ชั้น
มธั ยมศึกษาชนั้ ปที ่ี 4 จำนวน 1 แผน เวลา 150 นาที
(5) จัดทำแบบฝกึ หัด เร่ือง การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ โดยยดึ หลกั สูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง
2560) เร่อื ง การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ชน้ั มธั ยมศึกษาช้นั ปีท่ี 4
(6) จัดทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาชีววิทยา เร่ืองการ
ลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 4 โดยศึกษาข้ันตอนการสร้างแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ผลการเรียนรู้ เนื้อหาสาระตามหลักหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ 2560) โดยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนมีท้งั หมด 25 ขอ้ เป็นแบบปรนยั 4 ตวั เลอื ก จำนวน 20 ขอ้ แบบจบั คู่ จำนวน 5 ขอ้
(7) นำแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ผู้วิจัยสร้างข้นึ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ทา่ น
เพอื่ ตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแบบมาตรส่วนประมาณคา่
5 ระดับ และตรวจสอบความสอดคล้ององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาค่าดัชนี
ความสอดคลอ้ ง (IOC)
(8) นำแบบฝึกหัดเร่ือง การลำเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ
3 ทา่ น เพ่อื ตรวจสอบความสอดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์/เนื้อหา (IOC)
(9) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ตรวจสอบ
ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกบั จุดประสงค์ทีต่ ้องการวัด โดยพจิ ารณาค่าดชั นคี วามสอดคล้องข้อสอบ
กับจดุ ประสงค์ทีต่ อ้ งการวดั (IOC)
4.3.2 นำเครื่องมือที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เช่ียวชาญมาดำเนินการวิจัย ตามข้ันตอน
ดังน้ี
(1) ชี้แจงวัตถุประสงค์การเรียน จากนั้นให้กลุ่มเป้าหมายทำแบบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นก่อนเรยี น (Pretest) เรื่อง การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ เปน็ รายบคุ คล
5
(2) แบง่ กลุ่มนักเรียนโดยคละนกั เรียนตามผลจากการทดสอบก่อนเรียน เร่ือง การ
ลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ โดยแบง่ นกั เรียนออกเป็น 8 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน
(3) ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบกลุ่ม
ร่วมมือ เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝกึ หดั ทผ่ี ู้วจิ ยั สร้างขนึ้
4.4 การเกบ็ ขอ้ มูล
4.4.1 นำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pretest) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ทดสอบ
นกั เรียนเป็นรายบุคคล เพ่ือวดั ความสามารถก่อนเรยี นของนกั เรียน โดยใชเ้ วลาในการสอบ 30 นาที
4.4.2 นำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Posttest) ทดสอบนักเรียนเป็น
รายบุคคล เพอ่ื วดั ความสามารถหลังเรียนของนกั เรยี นทผ่ี า่ นการเรียนรูร้ ปู แบบกล่มุ ร่วมมือ เทคนคิ STAD
รว่ มกับแบบฝึกหดั โดยใช้เวลาในการสอบ 30 นาที
4.5 การวเิ คราะหข์ ้อมลู
4.5.1 คำนวณหาค่าสถิติพ้ืนฐาน ได้แก่ คะแนนเฉล่ีย และค่าความแปรปรวนของแต่ละ
กล่มุ โดยมีสมการ ดังนี้
หาคะแนนเฉลยี่ (Mean) จากสูตร
∑
̅ =
เม่อื ̅ คือ ค่าเฉลยี่
∑ คือ คะแนนสอบ
และ คือ จำนวนนักเรยี น
หาค่าความแปรปรวนของคะแนน จากสูตร
2 = ∑ 2 − (∑ )2
( − 1)
เมอื่ 2 คือ คะแนนรอ้ ยละพัฒนาการ
∑ คอื คะแนนเตม็ ของการสอบครงั้ แรกและสอบคร้งั หลัง
∑ 2 คอื คะแนนการสอบครั้งแรก
6
และ คอื คะแนนการสอบครง้ั หลัง
4.5.2 คำนวณหาคะแนนร้อยละพัฒนาการจากการสอบวัดผลสัมฤทธ์กิ ่อนเรยี นและหลัง
เรยี นเปน็ รายบุคคล โดยมสี มการการคำนวณ ดังน้ี
s = ( − ) 100
−
เมอื่ S คอื คะแนนรอ้ ยละพัฒนาการ
F คือ คะแนนเตม็ ของการสอบคร้ังแรกและสอบคร้ังหลงั
X คอื คะแนนการสอบครั้งแรก
และ Y คอื คะแนนการสอบครั้งหลัง
4.5.3 เกณฑ์คะแนนรอ้ ยละพฒั นาการเทยี บระดับพฒั นาการเปน็ ไปตามตาราง ดงั นี้
ตารางที่ 1 เกณฑค์ ะแนนรอ้ ยละพฒั นาการเทยี บระดบั พฒั นาการ
คะแนนร้อยละพัฒนาการ ระดบั พัฒนาการ
0-25 พฒั นาการระดบั ต้น
26-50 พัฒนาการระดบั กลาง
51-75 พัฒนาการระดบั สงู
76-100 พฒั นาการระดบั สงู มาก
5. ผลการวจิ ยั
รายงานการวิจัยเร่ืองการศึกษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนในรายวชิ าชีววิทยา เรื่อง การลำเลียง
สารเข้าและออกจากเซลล์ ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาชั้นปที ี่ 4 ด้วยการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ
โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกหัด เพื่อศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ในรายวิชาชีววิทยา โดยมี
นักเรียนจำนวน 42 คน คือนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาช้ันปที ่ี 4/3 โรงเรียนรัตนโกสินทรส์ มโภชลาดกระบัง
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ไดผ้ ล ดงั น้ี
7
ตารางท่ี 2 วิเคราะหผ์ ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของคะแนนสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี นจาการเรยี นการ
สอนแบบกลุ่มรว่ มมอื โดยใชเ้ ทคนคิ STAD รว่ มกับแบบฝึกหัด
การทดสอบ จำนวนนักเรียน คะแนนเฉลี่ย คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน
ก่อนเรยี น 42 6.21 2.07
หลงั เรยี น 42 12.48 2.41
จากตารางท่ี 2 พบว่าคะแนนสอบก่อนเรียนแบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับ
แบบฝึกหัด มีคะแนนเฉลยี่ เท่ากับ 6.21 และมีค่าเบี่ยงมาตรฐานเทา่ กับ 2.07 ในขณะท่คี ะแนนสอบหลัง
เรียนแบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกหัด มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 12.48 และมีค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.41 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาชวี วิทยา เร่ือง การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ของคะแนนสอบก่อนเรียนกับหลังเรียนจากรปู แบบกลมุ่ ร่วมมอื โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับ
แบบฝึกหัด ปรากฏว่าหลงั เรยี นมีคะแนนสงู ขน้ึ
ตารางที่ 3 วิเคราะห์ข้อมลู คะแนนร้อยละพฒั นาการเป็นกล่มุ จากการเรยี นการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ
โดยใชเ้ ทคนิค STAD ร่วมกบั แบบฝึกหัด
กล่มุ ท่ี 1
คนที่ คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน ผลต่าง คะแนนรอ้ ยละพฒั นาการ
1 52.63
2 6 16 10 47.62
3 38.46
4 4 14 10 11.76
5 21.05
คะแนนเฉลี่ย 12 17 5 34.31
8 10 2
6 10 4
6±2.30 13±3.29 6
8
กลุม่ ท่ี 2
คนที่ คะแนนก่อนเรยี น คะแนนหลงั เรียน ผลต่าง คะแนนรอ้ ยละพัฒนาการ
1 43.75
2 9 16 7 55.00
3 42.11
4 5 16 11 11.76
5 38.10
คะแนนเฉลี่ย 6 14 8 38.14
คนท่ี 8 10 2 คะแนนรอ้ ยละพฒั นาการ
1 12.50
2 4 12 8 60.00
3 36.84
4 6±2.07 14±2.61 7 38.10
5 29.41
คะแนนเฉลีย่ กลุม่ ที่ 3 35.37
คนที่ คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลงั เรียน ผลต่าง คะแนนร้อยละพฒั นาการ
1 66.67
2 9 11 2 20.00
3 18.75
4 5 17 12 26.32
5 42.86
คะแนนเฉลีย่ 6 13 7 34.92
4 12 8
8 13 5
6±2.07 13±2.28 7
กล่มุ ที่ 4
คะแนนก่อนเรยี น คะแนนหลังเรยี น ผลตา่ ง
7 19 12
5 94
9 12 3
6 11 5
4 13 9
6±1.92 13±3.77 33
9
กลุ่มที่ 5
คนท่ี คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลงั เรียน ผลต่าง คะแนนรอ้ ยละพฒั นาการ
1 36.36
2 3 11 8 30.00
3 22.22
4 5 11 6 26.32
5 12.50
คะแนนเฉลย่ี 7 11 4 25.48
คนที่ 6 11 5 คะแนนรอ้ ยละพัฒนาการ
1 50.00
2 9 11 2 33.33
3 30.00
4 6±2.24 11±0.00 25 42.11
5 37.50
คะแนนเฉลี่ย กลมุ่ ที่ 6 38.59
คนที่ คะแนนก่อนเรยี น คะแนนหลังเรยี น ผลตา่ ง คะแนนร้อยละพฒั นาการ
1 16.67
2 3 14 11 25.00
3 31.58
4 7 13 6 40.91
5 43.75
6 5 11 6 31.58
คะแนนเฉล่ยี 34.56
6 14 8
9 15 6
6±2.24 13±1.52 7
กลุม่ ที่ 7
คะแนนก่อนเรยี น คะแนนหลังเรยี น ผลต่าง
7 10 3
5 10 5
6 12 6
3 12 9
9 16 7
6 12 6
6±2.00 12±2.19 6
10
กลุ่มท่ี 8
คนที่ คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลังเรยี น ผลตา่ ง คะแนนร้อยละพฒั นาการ
1 17.65
2 8 11 3 47.83
3 25.00
4 2 13 11 15.79
5 16.67
6 5 10 5 31.58
คะแนนเฉล่ยี 27.37
6 93
7 10 3
6 12 6
6±2.07 11±1.47 5
ตารางท่ี 4 คะแนนเฉลี่ยหลังเรยี น คะแนนเฉลี่ยร้อยละพัฒนาการ และระดับพัฒนาการของนกั เรียน
แตล่ ะกลุม่
กลมุ่ ท่ี คะแนนเฉลย่ี หลังเรยี น คะแนนร้อยละพฒั นาการ ระดบั พฒั นาการ
1 13±3.29 34.31 กลาง
2 14±2.61 38.14 กลาง
3 13±2.28 35.37 กลาง
4 13±3.77 34.92 กลาง
5 11±0.00 25.48 กลาง
6 13±1.52 38.59 กลาง
7 12±2.19 34.56 กลาง
8 11±1.47 27.37 กลาง
จากตารางท่ี 3 และ 4 พบว่าคะแนนร้อยละพฒั นาการของทกุ กล่มุ อยใู่ นพฒั นาการระดบั กลาง
โดยกลมุ่ ท่ี 6 มคี ะแนนรอ้ ยละพัฒนาการมากทส่ี ุดอยทู่ ่ี 38.59 กลมุ่ ท่ีมคี ะแนนพัฒนาการร้อยละรองลงมา
คอื กลุ่มท่ี 2,3,4,7,1,8 และ 5 ซึ่งมคี ะแนนพฒั นาการรอ้ ยละนอ้ ยทส่ี ุดอยู่ 25.48
11
ตารางท่ี 5 ผลคะแนนก่อนเรียน หลังเรียน คะแนนร้อยละพัฒนาการ และระดับพัฒนาการของ
นกั เรยี นรายบคุ คลทเ่ี รยี นแบบกล่มุ รว่ มมือโดยใชเ้ ทคนคิ STAD รว่ มกับแบบฝึกหัด
เลขท่ี คะแนนกอ่ นเรียน คะแนนหลังเรียน คะแนนร้อยละพัฒนาการ ระดบั พฒั นาการ
13 14 50.00 กลาง
27 13 33.33 กลาง
35 11 30.00 กลาง
46 14 42.11 กลาง
59 15 37.50 กลาง
66 16 52.63 สงู
74 14 47.62 กลาง
8 12 17 38.46 กลาง
98 10 11.76 ต้น
10 6 10 21.05 ต้น
11 9 11 12.50 ต้น
12 5 17 60.00 สูง
13 6 13 36.84 กลาง
14 4 12 38.10 กลาง
15 8 13 29.41 กลาง
16 8 11 17.65 ตน้
17 2 13 47.83 กลาง
18 5 10 25.00 ต้น
19 6 9 15.79 ตน้
20 7 10 16.67 ต้น
21 6 12 31.58 กลาง
22 9 16 43.75 กลาง
23 5 16 55.00 สูง
24 6 14 42.11 กลาง
25 8 10 11.76 ตน้
12
เลขที่ คะแนนกอ่ นเรียน คะแนนหลังเรียน คะแนนร้อยละพฒั นาการ ระดับพฒั นาการ
26 4 12 38.10 กลาง
27 7 19 66.67 สงู
28 5 9 20.00 ต้น
29 9 12 18.75 ตน้
30 6 11 26.32 กลาง
31 4 13 42.86 กลาง
32 3 11 36.36 กลาง
33 5 11 30.00 กลาง
34 7 11 22.22 ต้น
35 6 11 26.32 กลาง
36 9 11 12.50 ต้น
37 7 10 16.67 ตน้
38 5 10 25.00 ตน้
39 6 12 31.58 กลาง
40 3 12 40.91 กลาง
41 9 16 43.75 กลาง
42 6 12 31.58 กลาง
จากตารางท่ี 5 พบว่านักเรียนช้ันมัธยมศึกษาช้ันปีท่ี 4/3 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช
ลาดกระบัง จำนวน 42 คน มีระดบั พฒั นาการหลงั จากเรยี นแบบกลมุ่ ร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกบั
แบบฝึกหัด ดังน้ี ระดับต้น จำนวน 14 คน ระดับกลาง จำนวน 24 คน ระดับสูง จำนวน 4 คน และ
ระดับสงู มาก จำนวน 0 คน
13
6. สรปุ และอภิปรายผลการวจิ ัย
6.1 สรุปผลการวจิ ยั
6.1.1 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรียนหลังจากเรียนแบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค
STAD รว่ มกับแบบฝกึ หดั สูงกว่าก่อนเรียน
6.1.2 นักเรียนที่เรยี นแบบกลุม่ รว่ มมอื โดยใช้เทคนิค STAD รว่ มกบั แบบฝกึ หดั ทกุ กลุ่มมี
คะแนนร้อยละพัฒนาการอยูใ่ นระดับพัฒนาการปานกลาง
6.2 อภปิ รายผล
จากผลการวิจยั ทพ่ี บวา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาชวี วทิ ยา เร่ือง การลำเลียงสาร
เขา้ และออกจากเซลล์ ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาช้นั ปีที่ 4 ท่ไี ดร้ ับการสอนดว้ ยวธิ ีแบบกลมุ่ รว่ มมอื โดยใช้
เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกหัด สูงกว่าก่อนเรียน อาจเนื่องมาจากวิธกี ารสอนดังกลา่ วเป็นการจัดการ
เรียนรโู้ ดยใช้ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม สมาชิกในกลุ่มจะประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถแตกตา่ ง
กนั ซึ่งสมาชิกภายในทีมทกุ คนจะต้องมสี ่วนรว่ มในการทำงานเพื่อให้ทีมประสบความสำเร็จ โดยนกั เรยี น
แตล่ ะคนจะตอ้ งพยายามทำความเข้าใจเนื้อหาทุกประเดน็ นักเรียนภายในกลุ่มทม่ี ีความสามารถทางดา้ น
การเรียนอยู่ในระดับเกง่ จะตอ้ งใหค้ วามชว่ ยเพอ่ื นคนอน่ื ภายในทีมใหเ้ กิดความเข้าใจในเนื้อหา อาจจะดว้ ย
การช้แี จง อธบิ าย ยกตวั อยา่ งประกอบ เพือ่ ใหเ้ กดิ ความรูแ้ ละสามารถคิดไดด้ ้วยตนเอง และเป็นกจิ กรรมที่
เน้นงานกลุ่ม เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความ
รับผิดชอบเพ่ิมมากขึ้น เพ่ือทำให้กลุ่มหรือทีมของตัวเองประสบความสำเร็จตามท่ีมุ่งหวังไว้ ส่งผลให้
สมาชิกในกลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สงู ขึ้น
วิธกี ารสอนแบบกลุ่มรว่ มมอื โดยใชเ้ ทคนคิ STAD มีวธิ กี ารเสริมแรงโดยการคำนวณคะแนน
ของนักเรียนแต่ละคนจะถกู นำมามาคิดเป็นคะแนนเฉลี่ยของกลมุ่ วธิ นี ีท้ ำให้นกั เรยี นในกลมุ่ ช่วยกนั อธิบาย
เนอ้ื หาใหส้ มาชิกภายในกลมุ่ ของตัวเองเข้าใจมากทสี่ ุด และนกั เรยี นทุกคนจะพยายามที่จะทำคะแนนใหไ้ ด้
สงู ท่ีสุดเพ่ือให้คะแนนเฉล่ียของกลุ่มออกมาดี เป็นวิธีกระตุ้นให้นักเรยี นได้ทำกิจกรรมอย่างเต็มศกั ยภาพ
ของตนเอง เพราะต่างกห็ วงั ท่จี ะทำให้กลุ่มตัวเองมคี ะแนนเฉล่ยี สงู ทส่ี ุด เปน็ การสร้างจูงใจใหน้ ักเรยี นตง้ั ใจ
เรยี น และชว่ ยเหลือสมาชิกภายในกลุ่ม
นอกจากนีก้ ารสอนแบบกลุ่มร่วมมอื โดยใช้เทคนคิ STAD รว่ มกบั แบบฝกึ หดั ทำให้นกั เรยี น
ไดม้ ีการทำแบบฝกึ หดั เพื่อเสริมสรา้ งความเขา้ ใจในเน้อื หา และแบบฝึกหัดจะเป็นส่ือทสี่ มาชกิ ภายในกลุ่ม
ใชเ้ พอ่ื อธบิ ายให้สมาชิกภายในกลมุ่ ของตวั เองเกดิ ความเขา้ ใจในเนือ้ หาน้นั ๆ การทำแบบฝึกหัดยงั เปน็ การ
14
ประเมนิ ตัวเองของนกั เรียนอกี ด้วยวา่ นักเรียนยงั ไมเ่ ขา้ ใจเนอ้ื หาตรงไหน เมอ่ื นักเรียนรู้จุดทต่ี วั เองไมเ่ ข้าใจ
ก็จะสามารถถามสมาชกิ ภายในกลุ่มใหช้ ่วยอธิบายเพ่ือสรา้ งความเขา้ ใจพร้อมกับการทำแบบฝกึ หดั จะเห็น
ได้ว่าแบบฝึกหัดเป็นหนึ่งเครือ่ งมือท่ีทำใหน้ ักเรียนได้เรียนรู้ ได้ฝึกฝนทักษะเพ่ือให้เกิดความเข้าใจอย่าง
ถอ่ งแท้ เปน็ สื่อสำหรบั การอธิบาย และยงั เป็นแบบประเมนิ ท่ีนกั เรียนใชป้ ระเมินตัวเอง
จากเหตุผลดงั กลา่ วสง่ ผลใหน้ ักเรียนที่เรยี นแบบกลมุ่ รว่ มมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับ
แบบฝกึ หัด มคี ะแนนทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นหลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียน และโดยรวมมีคะแนน
ร้อยละพัฒนาการอยใู่ นระดับพฒั นาการปานกลาง
7. ข้อสังเกต/ขอ้ เสนอแนะ
7.1 ควรนำรปู แบบการวจิ ัยแบบกล่มุ ร่วมมอื โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกบั แบบฝกึ หัด ไปใชก้ ับ
เนือ้ หาวิชาชวี วิทยา ในระดบั ชั้นอ่ืน ๆ หรือรายวิชาอน่ื ตอ่ ไป
7.2 ควรนำวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับ
แบบฝึกหดั ไปเปรยี บเทียบกับการจดั กจิ กรรมเรยี นรู้ดว้ ยวธิ สี อนแบบอ่ืน ๆ
8. เอกสารอ้างองิ
ทิศนา แขมมณี และคณะ. (2563). กิจกรรมการสอนและฝึกทักษะกระบวนการกลุ่มสำหรับนักเรียน.
กรงุ เทพมหานคร: บพิตรการพิมพ์
ทิศนา แขมมณี. (2545). กล่มุ สัมพันธ์เพ่ือการทำงานและการจัดการเรียนการสอน. กรงุ เทพมหานคร: นิ
ชินแอดเวอรไ์ ทซิง่ กรฟุ๊ .
เจตปรียา บญุ เสริม และคณะ. (2563). ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับ
การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน เร่ือง โครงงานเทคโนโลยีสารสนเทศและโปรแกรม
ภาษาขนั้ พ้ืนฐานของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาช้นั ปีท่ี 3. สาขาวชิ าคอมพิวเตอร์ คณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยนเรศวร.
อทิติยา สวยรูป. (2556). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง
คอมพิวเตอรเ์ บือ้ งต้น ของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการสอนแบบกลุ่มรว่ มมอื โดยใช้
เทคนิค STAD. รายงานการวิจัยในช้ันเรียน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ วิทยา
เขตบางเขน.
15
9. ข้อมูลผวู้ ิจัย
9.1 ชือ่ ภาษาไทย นายสุขดี สิงหส์ า
9.2 ชื่อภาษาองั กฤษ Mr. Sukdee Singsa
9.3 หน่วยงานที่สังกดั มหาวิทยาลยั ราชภฏั จันทรเกษม
9.4 ป ระวัติการศึกษา นั กศึกษาช้ันปี ท่ี 4 สาขาวิชาชีววิทยา ค ณ ะวิท ยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
9.5 ประวตั ิการทำงานวิจัย ทำวิจยั ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
16
ภาคผนวก
17
แผนการจัดการเรียนรู้ เรอื่ ง การลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์
กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รายวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รหสั วชิ า ว30247 ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 3 เซลลแ์ ละการทำงานของเซลล์ เร่อื ง การลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์
จากเซลล์เวลา 3 คาบ
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชว้ี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
สาระชวี วิทยา 1. เข้าใจธรรมชาตขิ องส่งิ มชี วี ติ การศึกษาชวี วิทยาและวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ สาร
ท่เี ปน็ องค์ประกอบของสิง่ มชี ีวิต ปฏิกริ ยิ าในเซลล์ของสงิ่ มีชีวติ กล้องจลุ ทรรศน์ โครงสรา้ งและหนา้ ทข่ี อง
เซลล์ การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดบั เซลล์
ตวั ชีว้ ัด/ผลการเรียนรู้
1. อธิบาย และเปรียบเทียบการแพร่ ออสโมซิส การแพร่แบบฟาซลิ เิ ทต และแอกทฟี ทรานสปอรต์
2. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเขียนแผนภาพการลำเลียงสารโมเลกุลขนาดใหญ่ออกจากเซลล์ด้วย
กระบวนการเอกโซไซโทซสิ และการลำเลยี งสารโมเลกลุ ใหญเ่ ขา้ สู่เซลล์ด้วยกระบวนการเอนโดไซโทซิส
2. สาระการเรยี นร/ู้ ความคดิ รวบยอด
เซลล์มีการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ โดยมีการควบคุมท้งั ชนิดและปริมาณสารที่ผ่านเข้า
ออก เย่ือหุม้ เซลลท์ ำหนา้ ท่ีเปน็ เยอื่ เลือกผา่ นในการลำเลียงสารดังกลา่ ว โดยสมบตั ขิ องสารและสมบตั ิของ
โครงสรา้ งตา่ ง ๆ ของเย่ือหุ้มเซลล์มีความสัมพันธ์กบั วิธกี ารลำเลยี งสาร เช่น การแพรแ่ บบธรรมดา ออสโม
ซิส การแพร่แบบฟาซลิ เิ ทต แอกทีฟทรานสปอรต์ เอกโซไซโทซิส เอนโดไซโซโทซิส
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ความรู้ (Knowledge)
3.1.1 อธบิ าย เปรยี บเทยี บ และสามารถยกตัวอยา่ งการแพร่ ออสโมซิส การแพร่แบบ
ฟาซิลเิ ทต และแอกทีฟทรานสปอร์ต
3.1.2 อธบิ าย เปรียบเทียบ และสามารถยกตัวอยา่ งการลำเลยี งสารโมเลกลุ ขนาดใหญ่ออก
จากเซลล์โดยกระบวนการเอกโซไซโทซิส และการลำเลียงสารโมเลกลุ ใหญ่เขา้ สู่เซลล์ด้วยกระบวนการ
เอนโดไซโทซสิ
18
3.2 ทักษะทสี่ ำคญั (Process)
ทักษะในการเขียนแผนภาพการลำเลยี งสารโมเลกลุ ขนาดใหญ่แบบเอกโซไซโทซสิ และแบบ
เอนโดไซโทซสิ
3.3 คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (Attitude)
สนใจใฝร่ หู้ รืออยากรอู้ ยากเหน็
3.4 คุณธรรมตามนโยบายโรงเรยี น
( ) เขา้ เรียนตรงเวลา ( ) สง่ งานตรงเวลา
( ) การวนิ ยั ในการท้งิ ขยะ ( ) การมวี นิ ัยในการถอดรองเทา้
( ) การมวี นิ ยั ในการไม่นำอาหารขนึ้ อาคารเรยี น ( ) ไมเ่ ลน่ โทรศพั ทใ์ นเวลาเรียน
( ) อื่น ๆ ……………………………..
4. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น
ความสามารถในการส่อื สาร
ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแกป้ ญั หา
ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
19
5. จดุ เน้นสูก่ ารพัฒนาคุณภาพผเู้ รยี น
5.1 ความสามารถและทักษะศตวรรษท่ี 21
มีทักษะดา้ นความร่วมมอื การทำงานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ ำ
มที กั ษะด้านการอา่ น (Reading)
มที ักษะด้านการเขียน (Writing)
มีทกั ษะดา้ นการคิดคำนวณ (Arithmetic)
มีทักษะดา้ นคอมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร
มีทักษะการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและทกั ษะในการแกป้ ัญหา
มที ักษะชีวติ ทักษะการเรยี นรแู้ ละอาชีพ
มที ักษะด้านการสร้างสรรคแ์ ละนวัตกรรม
มคี วามสามารถในการใชภ้ าษา (2-3 ภาษา) ทกั ษะดา้ นการสอ่ื สาร สารสนเทศและรูเ้ ท่าทนั ส่อื
มที ักษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์
6. ช้นิ งานหรอื ภาระงาน
1. แบบฝึกหัด เรอื่ งการลำเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์
2. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน
7. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
แนวคิด/รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : จัดการเรียนรูแ้ บบแบ่งผลสมั ฤทธิ์ (Student Team
Achievement Division : STAD)
ขั้นที่ 1 ข้นั เตรยี มเนื้อหา
ครจู ัดเตรียมเนอ้ื หาสาระใหผ้ ูเ้ รียนได้เรียนรู้ จดั เตรยี มแบบฝกึ หดั แบบทดสอบยอ่ ยก่อนและหลงั
เรยี น
20
ขน้ั ที่ 2 ขนั้ จดั กลุ่มนักเรยี น
2.1 ครูจดั กลมุ่ นักเรยี นโดยคละเพศและความสามารถ ทีมละ 5-6 คน โดยสมาชกิ ในทมี จะ
ประกอบไปด้วยนกั เรียนทมี่ ผี ลการเรยี นสูง 2 คน นกั เรียนทม่ี ผี ลการเรยี นปานกลาง 2 คน นักเรยี นทีม่ ผี ล
การเรยี นอยใู่ นระดับอ่อน 1-2 คน
2.2 ครแู จง้ นกั เรยี นใหท้ ราบถงึ สมาชิกในกลมุ่ ของตนเอง ซง่ึ มกี ลุ่มท้งั หมด 8 กลุ่ม
ขนั้ ท่ี 3 ขั้นการเรียนรู้
3.1 ครูแจ้งวิธกี ารเรยี นรู้แบบกลมุ่ รว่ มมือเทคนิค STAD โดยให้นกั เรียนเขา้ ใจวา่ สมาชกิ ในทีมทกุ คน
ต้องมีบทบาทหนา้ ทร่ี ับผิดชอบ และต้องคอยช่วยเหลอื กัน แลกเปลี่ยนความรูซ้ ึง่ กนั และกัน
3.2 นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี นเป็นรายบุคคล นักเรียน 1 คนภายในกลุ่มทำหน้าท่ีบันทึก
คะแนนของสมาชกิ ทกุ คนภายในกลุ่ม
3.3 นักเรยี นศึกษาหาความรูจ้ ากหนังสือเรียนรายวิชาชีววทิ ยา มัธยมศึกษาปีท่ี 4 เลม่ 1 หรือจาก
แหลง่ ข้อมูลอ่นื ที่นา่ เชื่อถือ โดยให้สมาชิกภายในกลมุ่ ช่วยกนั หาข้อมลู เพ่ือชว่ ยกันทำแบบฝึกหัด เรื่องการ
ลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ โดยมีคุณครูคอยชี้แจง ตอบข้อสงสัยของนักเรียน รวมไปถึงอธิบาย
เพมิ่ เตมิ ในส่วนท่นี ักเรียนไมเ่ ขา้ ใจ
3.4 ครูตรวจแบบฝึกหัด เรื่องการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ เพื่อตรวจสอบหาส่วนท่ี
นกั เรยี นยังทำผิด และไม่มคี วามเขา้ ใจเพอื่ อธบิ ายเพ่ิมเตมิ
ขน้ั ที่ 4 ขน้ั ทดสอบ
4.1 นักเรียนทำแบบทดสอบหลงั เรียนเปน็ รายบุคคล นักเรยี น 1 คนภายในกลุ่มบันทกึ คะแนนของ
สมาชกิ ภายในกลมุ่ ของตนเอง
4.2 นกั เรยี นช่วยกนั คดิ คะแนนเพิม่ สัมพทั ธ์ของสมาชิกในกลมุ่ ที่ละคน หลังจากนนั้ นำคะแนนเพ่มิ
สัมพัทธ์ของสมาชิกทุกคน มาคดิ เปน็ คะแนนเพ่มิ สมั พทั ธ์กลมุ่
ขั้นท่ี 5 การรับรองผลงานและเผยแพร่ชอื่ เสยี งของกล่มุ
5. ให้ของรางวลั กบั กลมุ่ นักเรียนทม่ี ีคะแนนเพ่ิมสัมพัทธ์กลมุ่ สูงทสี่ ุด พร้อมทง้ั กลา่ วคำชมเชย โดย
ใหน้ ักเรยี นกลุ่มอน่ื ๆ ปรบมอื ใหก้ บั กลมุ่ เพอ่ื นท่ีคะแนนเพิ่มสัมพทั ธส์ ูงท่สี ดุ และครใู ห้กำลงั ใจกับนกั เรยี น
กลุ่มอ่นื ๆ เพือ่ ให้นกั เรียนมุง่ มั่นตัง้ ใจเรยี นในเรอ่ื งต่อไป
21
8. สอ่ื การสอน
1. หนงั สอื เรียนชีววิทยา ม.4 เลม่ 1
2. แบบฝกึ หัด เรอ่ื งการลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์
9. แหลง่ เรยี นรู้ใน/นอกสถานศึกษา
9.1 แหล่งเรยี นร้ภู ายในสถานศึกษา
ห้องสมดุ โรงเรียน
9.2 แหล่งเรียนรูภ้ ายนอกสถานศึกษา
1. หอ้ งสมุดสเี ขียว
2. ห้องสมดุ แหง่ ชาติ
3. หอ้ งสมดุ สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าคณุ ทหารลาดกระบงั
10. การวดั และประเมินผล
ประเดน็ การประเมิน วิธีการวดั เครอื่ งมอื วัด เกณฑ์การประเมนิ
10.1 การประเมินกอ่ นเรยี น
- แบบทดสอบกอ่ น - ตรวจแบบทดอบ - แบบทดสอบก่อนเรยี น - ประเมินตามสภาพ
จรงิ
เรยี น กอ่ นเรยี น
10.2 ประเมินระหว่างการ - ระดับคณุ ภาพ 2
จัดกจิ กรรม ผ่านเกณฑ์
1) การแพร่ ออสโมซสิ - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝึกหดั เรอ่ื งการ
การแพรแ่ บบฟาซลิ เิ ทต เร่อื งการลำเลยี งสาร ลำเลยี งสารเข้าและออก
และแอกทฟี ทราน เขา้ และออกจากเซลล์ จากเซลล์
สปอรต์
22
2) การลำเลยี งสาร - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝกึ หดั เรอื่ งการ - ระดบั คุณภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
โมเลกุลขนาดใหญอ่ อก เรอื่ งการลำเลียงสาร ลำเลียงสารเข้าและออก
- ระดับคุณภาพ 2
จากเซลลโ์ วย เข้าและออกจากเซลล์ จากเซลล์ ผา่ นเกณฑ์
กระบวนการเอกโซไซ - คะแนนเพิม่ สมั พทั ธ์
ร้อยละ 60% ข้ึนไป
โทซสิ และการลำเลยี ง
สารโมเลกลุ ใหญเ่ ขา้ สู่
เซลล์ด้วยกระบวนการ
เอนโดไซโทซสิ
3) สนใจใฝร่ ้ใู น - สังเกตความมีวินัย - แบบประเมนิ
การศกึ ษา ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ มนั่ คุณลกั ษณะอนั พึง
ในการทำงาน ประสงค์
10.3 การประเมินหลังเรยี น
- แบบทดสอบหลังเรียน - ตรวจแบบทดอบ - แบบทดสอบหลงั เรียน
หลงั เรยี น
11. กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
23
12. บนั ทึกผลหลงั การสอน
สรปุ ผลการเรยี นการสอน
1. นกั เรยี นจำนวน……………………………คน
ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้……………………คน คิดเปน็ ร้อยละ………………………………
ไมผ่ ่านจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้………………..คน คิดเปน็ ร้อยละ………………………………
2. นักเรยี นมีความรคู้ วามเข้าใจ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. นักเรียนมีความรเู้ กดิ ทกั ษะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. นกั เรยี นมีคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ค่านิยม 12 ประการ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
13. ปญั หา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
24
14. ขอ้ เสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ………………………………………………………………….
(นายสุขดี สิงหส์ า)
ผู้สอน
ความเห็นของคณุ ครพู ่ีเล้ยี ง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่อื ………………………………………………………………….
(นายคณิตพนั ธ์ุ ทองสืบสาย)
ครูพี่เล้ียง
ความเห็นของหัวหนา้ กลุ่มสาระ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื ………………………………………………………………….
(นางสาวนนั ทนา อาจกล้า)
หวั หน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
25
ความเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผูท้ ่ไี ด้รับมอบหมาย
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นร้ขู อง นายสุขดี สงิ ห์สา แลว้ มคี วามคิดเหน็ ดังน้ี
1. เปน็ แผนการเรียนรทู้ ี่
ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรุง
2. การจัดกจิ กรรมได้นำกระบวนการเรียนรู้
เน้นผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยังไมเ่ นน้ ผู้เรียนเปน็ สำคญั ควรปรบั ปรงุ พฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการเรยี นรทู้ ี่
นำไปใช้ได้จรงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ………………………………………………………………….
(นางสาวธัญลักษณ์ ชำนิไกร)
ตำแหน่ง รองผอู้ ำนวยการโรงเรยี นกลุ่มบรหิ ารงบประมาณ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ………………………………………………………………….
(นายบรรจบ ภโู สดา)
ตำแหนง่ ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นรตั นโกสนิ ทรส์ มโภชลาดกระบัง
26
โรงเรยี นรัตนโกสนิ ทรส์ มโภชลาดกระบัง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
รายวชิ า ชีววทิ ยา รหัสวิชา ว30247 ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
เรอื่ ง การลำเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์
คำช้แี จง
1. แบบทดสอบฉบบั นีม้ ี 2 ตอน จำนวน 20 ขอ้ รวม 10 คะแนน เวลาสอบ 30 นาที
ตอนที่ 1 แบบปรนยั 4 ตวั เลอื ก จำนวน 20 ข้อ
ตอนที่ 2 แบบจบั คู่ จำนวน 5 ข้อ
2. เขียน ชื่อ-นามสกลุ หอ้ ง เลขทส่ี อบ ลงในกระดาษคำตอบ ดว้ ยปากนำ้ เงินเท่าน้ัน
3. ในการตอบคำถามใหเ้ ขยี นเคร่อื งหมาย X ลงในชอ่ งวา่ งของคำตอบทีถ่ ูกตอ้ ง ในกระดาษคำตอบ
4. ห้ามใช้อปุ กรณ์ส่อื สารทุกชนิดขณะทำการสอบ หากพบจะถอื ว่าทจุ รติ
5. หา้ มนำแบบทดสอบ และกระดาษคำตอบออกจากหอ้ งสอบ
ตอนท่ี 1 ใหน้ ักเรยี นเลือกคำตอบทถี่ ูกต้องทสี่ ุดเพียงคำตอบเดยี ว
1. การลำเลยี งกลูโคสเขา้ สู่เซลล์เม็ดเลอื ดแดง จำเปน็ ต้องใชก้ ารลำเลียงในรูปแบบใด
ก. facilited diffusion
ข. active transport
ค. endocytosis
ง. ถกู ทกุ ขอ้
27
2. การลำเลยี งสารแบบฟาซลิ ิเทตตรงกับข้อใด
ก. กลโู คส และ กลเี ซอรอล
ข. กลโู คส และ โกลโคเจน
ค. กลเี ซอรอล และ ไกลโคเจน
ง. สเตอรอยด์ และ ไกลโคเจน
3. การแลกเปลยี่ นแกส๊ บริเวณถุงลมปอดและการหลั่งไฮโดรเจนไอออนจากเซลล์บุผิวของกระเพาะ
อาหารเขา้ สู่กระเพาะอาหาร เกดิ โดยวธิ กี ารใดตามลำดบั
ก. การแพร่ และ ฟโิ นไซโทซิส
ข. การแพร่ และ แอกทฟี ทรานสปอรต์
ค. การแพรแ่ บบฟาซลิ เิ ทต และ พิโนไซโทซสิ
ง. การแพรแ่ บบฟาซลิ ิเทต และ ฟาโกไซโทซสิ
4. ไมโทคอนเดรยี สร้าง ATP โดยใชพ้ ลังงานที่ไดจ้ ากการไหลของ H+ ผา่ นเย่อื หุ้มเซลลช์ นั้ ในของ
ไมโทคอนเดรียเขา้ สเู่ มทริกซโ์ ดยมีโปรตีน ATP synthase ทำหนา้ ทเี่ สมอื นท่อที่ยอมให้ H+ ไหลผ่าน
เยือ่ หมุ้ ได้ กลไกขนสง่ H+ แบบนเี้ ปน็ การขนสง่ สารแบบใด
ก. osmosis
ข. diffusion
ค. active transport
ง. facilitated diffusion
5. ขอ้ ใดอธบิ ายถกู เก่ียวกบั สารละลายไฮเพอรโ์ ทนิก (hypertonic solution)
ก. สารละลายภายนอกเซลล์มีความเขม้ ข้นเทา่ กบั สารละลายภายในเซลล์
ข. สารละลายภายนอกเซลลม์ คี วามเข้มข้นนอ้ ยกวา่ สารละลายภายในเซลล์
ค. สารละลายภายนอกเซลลม์ คี วามเขม้ ขน้ มากกว่าสารละลายภายในเซลล์
ง. เซลลเ์ ม็ดเลือดจะเตง่ ข้ึน เมอ่ื อยใู่ นสารละลายชนิดนี้
28
6. หลังจากการย่อยอาหาร สารอาหารประเภทกรดไขมนั และกรดอะมิโน จะถกู ลำเลียงผา่ นเยือ่ หุ้ม
เซลลข์ องเยือ่ บุลำไสโ้ ดยกระบวนการใด
ก. การแพรแ่ บบธรรมดา และ ฟาโกไซโทซสิ
ข. ฟาโกไซโทซสิ และ การแพรแ่ บบฟาซิลเิ ทต
ค. การแพรแ่ บบฟาซลิ ิเทต และ แอกทฟี ทรานสปอร์ต
ง. การแพร่แบบธรรมดา และ การแพร่แบบฟาซลิ ิเทต
7. จากภาพเยื่อหมุ้ เซลลข์ องเซลลไ์ ข่ (ovum) โครงสรา้ งใดเปน็ ทางผา่ นของ estrogen เขา้ สู่เซลล์
เพือ่ กระตนุ้ การเจริญของเซลลไ์ ข่
ก. A
ข. B
ค. C
ง. E
29
8. ขอ้ ใดเปน็ ลกั ษณะการลำเลยี งสารแบบใช้พลังงาน (active transport)
A อาศัยโปรตนี ตวั พาภายในเย่ือหมุ้ เซลล์
B สามารถลำเลียงฮอร์โมนอนิ ซูลนิ ได้
C ใช้พลังงานทไี่ ดจ้ ากการสลายพันธะของ ATP
D ลำเลียงสารจากดา้ นท่ีมคี วามเขม้ ขน้ ต่ำไปสู่ดา้ นทม่ี คี วามเข้มข้นสงู
ก. A และ B
ข. B และ C
ค. A B และ C
ง. A C และ D
9. ขอ้ ใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแพรแ่ บบธรรมดา (diffusion)
ก. การเคลื่อนทอี่ นุภาคของสารจากความเข้มข้นสูงไปยังความเขม้ ข้นต่ำ
ข. การเคลื่อนทอี่ นุภาคของสารจากความเข้มขน้ ต่ำไปยังความเขม้ ขน้ สงู
ค. ต้องเคล่ือนที่ผา่ นชอ่ งโปรตีนตวั พาภายในเย่ือหมุ้ เซลล์
ง. การเคล่อื นท่ีของอนุภาคของสารโดยพลงั งานศกั ย์ที่อยู่ในสารทำให้สารไมห่ ยดุ นง่ิ
10. ขอ้ ใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการออสโมซสิ (osmosis)
ก. เป็นการแพร่ของสารที่ไมส่ ามารถแพรผ่ า่ นเย่ือหมุ้ เซลล์ไดโ้ ดยตรง
ข. ตอ้ งเคลอื่ นผา่ นช่องโปรตีนหรอื โปรตนี ตัวพาภายในเย่ือหมุ้ เซลล์
ค. การแพร่ของน้ำจากบรเิ วณท่ีมีความเข้มข้นของสารละลายสงู ไปยงั บริเวณท่ีมสี ารละลายความ
เขม้ ข้นตำ่
ง. การแพรข่ องนำ้ จากบรเิ วณที่มคี วามเขม้ ข้นของสารละลายต่ำไปยงั บริเวณท่ีมสี ารละลายความ
เข้มขน้ สูง
30
11. ปรากฏการณ์ในข้อใดท่ีพบในเซลลส์ ัตวแ์ ตไ่ มพ่ บในเซลลพ์ ืช
A. เซลลเ์ ตง่
B. เซลลแ์ ตก
C. เซลล์เหยี่ ว
ก. 1
ข. 2
ค. 2,3
ง. 1,3
12. การหลง่ั ฮอร์โมนอนิ ซลู นิ ออกนอกเซลล์ตับอ่อน เปน็ การลำเลียงสารแบบใด
ก. เอนโดไซโทซสิ (endocytosis)
ข. เอกโซไซโทซสิ (exocytosis)
ค. ออสโมซสิ (osmosis)
ง. การแพรแ่ บบธรรมดา (diffusion)
13. ปกตนิ อรม์ ลั ซาไลนห์ รือที่รจู้ กั ท่ัวไปคอื นำ้ เกลือแบบธรรมดา ซึ่งปกติมคี วามเข้มข้นของเกลือ
0.9% หากมีการปรับนำ้ เกลือแบบธรรมดาใหม้ คี วามเขม้ ข้นของเกลอื 0.1% จะสง่ ผลต่อคนไข้
อยา่ งไร
ก. ทำให้เซลล์เม็ดเลอื ดแดงเห่ียว
ข. ทำใหเ้ ซลลเ์ มด็ เลอื ดแดงเตง่ แต่ไมแ่ ตก
ค. ทำใหเ้ ซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดงเตง่ จนแตกได้
ง. ทำให้นำ้ ออสโมซสิ เข้าและออกจากเซลลเ์ ม็ดเลือดแดงเท่ากัน
14. ข้อใดแสดงถงึ ภาะสมดลุ ของการแพร่
ก. การแพร่ของน้ำเขา้ สู่เซลลม์ ากกว่าน้ำออกจากเซลล์
ข. การแพร่ของนำ้ ออกจากเซลล์มากกว่านำ้ เขา้ เซลล์
ค. การแพรข่ องนำ้ เข้าสเู่ ซลล์และออกจากเซลลม์ อี ตั ราเทา่ กนั
ง. ไมเ่ กิดการแพร่
31
15. เมื่อนำแผน่ เซลลเ์ ยือ่ หอมแช่ในสารละลายทม่ี คี วามเขม้ ข้นสูง จะพบวา่ ขนาดของไซโทพลาสซมึ
จะเล็กลงและแยกออกจากผนงั เซลล์ ปรากฏการณน์ ี้เรียกว่าอะไร
ก. การแพร่
ข. ออสโมซิส
ค. พลาสโมไลซสิ
ง. แรงดันออสโมตกิ
16. จากภาพขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ ง
ก. เป็นการลำเลียงสารออกจากเซลล์
ข. เปน็ การลำเลียงสารโดยการสร้างถุงเวสิเคลิ
ค. เป็นการลำเลียงสารแบบ Active transport
ง. เป็นการลำเลียงสารแบบ Exocytosis
17. ขอ้ ใดตอ่ ไปนไ้ี ม่สมั พนั ธก์ ัน
ก. การกำจดั ของเสยี ของอะมบี าเปน็ การลำเลียงสารแบบเอนโดไซโทซสิ
ข. การลำเลยี งน้ำตาลกลโู คสเขา้ สเู่ ซลลเ์ มด็ เลือดแดงเปน็ การแพรแ่ บบฟาซิลเิ ทต
ค. การหลง่ั ไฮโดรเจนไอออนเขา้ สู่กระเพาะอาหารเปน็ การลำเลยี งสารแบบแอกทฟี ทรานสปอร์ต
ง. การนำเอา HDL เขา้ สเู่ ซลล์ตับเป็นการนำสารเขา้ สูเ่ ซลล์โดยอาศยั ตวั รบั
32
18. จากภาพขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. เซลลก์ ำลงั ลำเลยี งสารในรปู ของเหลวโดยการสรา้ งเวสเิ คลิ
ข. เซลลม์ กี ารสร้างเท้าเทยี มยน่ื ไปโอบลอ้ มสาร
ค. เปน็ การลำเลียงสารแบบพโิ นไซโทซิส (pinocytosis)
ง. เป็นการลำเลียงสารเข้าสเู่ ซลล์โดยการสรา้ งเวสเิ คลิ ทเ่ี รียกว่า เอนโดไซโทซสิ (endocytosis)
19. จากภาพตรงกบั การลำเลียงสารในข้อใด
ก. การกนิ เชื้อโรคเขา้ ส่เู ซลลเ์ ม็ดเลือดขาวกลุม่ ฟาโกไซต์
ข. การนำ LDL เข้าสเู่ ซลลต์ ่าง ๆ
ค. การแลกเปลี่ยนแก๊สบรเิ วณถงุ ลมปอดกบั หลอดเลอื ดฝอย
ง. การรักษาความเข้มข้นของโซเดยี มไอออนและโพแทสเซียมไอออนภายในเซลลป์ ระสาท
33
20. การลำเลยี งสารแบบใดทจ่ี ำเป็นจะตอ้ งใช้พลงั งานจากภายในเซลล์
ก. การกนิ เชอื้ โรคเข้าสเู่ ซลล์เม็ดเลือดขาวกล่มุ ฟาโกไซต์
ข. การนำ LDL เขา้ สู่เซลล์ตา่ ง ๆ
ค. การแลกเปลย่ี นแกส๊ บรเิ วณถงุ ลมปอดกบั หลอดเลือดฝอย
ง. การรักษาความเข้มขน้ ของโซเดียมไอออนและโพแทสเซียมไอออนภายในเซลลป์ ระสาท
ตอนท่ี 2 ใหน้ กั เรียนนำตวั อักษร A-E ไปเตมิ ในช่องว่างหน้ากรณีการลำเลยี งสารทีส่ มั พนั ธ์กนั
(เลอื กเตมิ 1 คำตอบ ตอ่ 1 กรณี)
…………16. นำ้ เข้าเซลลร์ ากขนออ่ น (คำตอบ E)
…………17. กรดไขมันเข้าสเู่ ซลลบ์ ุผวิ ลำไสเ้ ล็ก (คำตอบ C)
…………18. กรดอะมโิ นเข้าสเู่ ซลลบ์ ผุ ิวลำไสเ้ ลก็ (คำตอบ D)
…………19. การนำแบคทีเรียเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาว (คำตอบ A)
…………20. การลำเลียงคลอไรดไ์ อออนเขา้ และไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (คำตอบ B)
ออกจากเซลล์เมด็ เลอื ดแดงที่บรเิ วณปอด
A. ฟาโกไซโทซิส
B. ใชพ้ ลงั งานจาก ATP
C. เกิดโดยการแพร่แบบธรรมดา
D. เกิดผา่ นโปรตนี ทม่ี คี วามจำเพาะตอ่ สาร
E. เกดิ จากบริเวณท่มี คี วามเขม้ ข้นของสารละลายตำ่ ไปยงั บรเิ วณท่มี คี วามเข้มขน้ ของสารละลายสงู
34
ชดุ แบบฝกึ หดั
เร่ือง การลำเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์
คำแนะนำในการทำแบบฝึก
ชดุ แบบฝึก เรอ่ื งการลำเลยี งสารเข้าและออกจากเซลล์ มที ั้งหมด 2 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 เรอื่ งการลำเลียงสารผา่ นเยือ่ ห้มุ เซลล์
ตอนที่ 2 การลำเลียงสารโดยการสรา้ งถุงเวสเิ คิล
ชดุ แบบฝึกน้ีจัดทำข้ึนเพือ่ ให้นักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาชน้ั ปีที่ 4 สามารถอธิบาย และยกตวั อย่างการ
ลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ เพื่อให้นักเรียนสมารถเรียนรู้ และเกิดความเข้าใจ นักเรียนจะต้อง
ปฏบิ ัติตามวิธีการทำชดุ แบบฝกึ เรื่องการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ โดยมวี ธิ ีการ ดงั น้ี
1. ศึกษาหาความรู้จากหนังสือเรียนรายวิชาชีววิทยา มัธยมศึกษาปีท่ี 4 เล่ม 1 หรือจาก
แหลง่ เรียนรู้อน่ื ๆ ทีน่ า่ เชอื่ ถือได้
2. อ่านคำช้ีแจงหรือคำอธบิ ายเกี่ยวกบั วธิ กี ารทำชดุ แบบฝกึ ก่อนลงมอื ทำ
3. หากมขี อ้ สงสัยระหวา่ งทำกิจกรรม ใหส้ อบถามหรือขอคำแนะนำจากครผู สู้ อน
4. ใหน้ ักเรยี นทำชดุ แบบฝึกดว้ ยความตงั้ ใจ เพ่ือประโยชนแ์ ก่นักเรยี นเอง
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบายและเปรียบเทียบ รวมไปถึงสามารถยกตัวอย่างการแพร่ ออสโมซิส การแพร่แบบฟาซิลิ
เทต และแอกทีฟทรานสปอร์ต
2. อธิบายและเปรียบ รวมไปถงึ สามารถยกตัวอย่างการลำเลยี งสารโมเลกลุ ขนาดใหญอ่ อกจาก
เซลล์ด้วยกระบวนการเอกโซไซโทซสิ และการลำเลยี งสารโมเลกลุ ขนาดใหญเ่ ข้าสเู่ ซลลด์ ว้ ยกระบวนการ
เอนโดไซโทซสิ
35
ช่อื ……………………………………………นามสกลุ ……………………………………………ห้อง………………….
เลขท…ี่ …………
แบบฝกึ หัด
ตอนท่ี 1 การลำเลยี งสารผา่ นเยอื่ หุ้มเซลล์
คำช้ีแจง : ใหน้ กั เรียนตอบคำถามดงั ตอ่ ไปน้ี
1. สารประเภทใดบ้างทสี่ ามารถผ่านชนั้ ลพิ ดิ ของเยอื่ หุ้มเซลลไ์ ดโ้ ดยตรง พร้อมยกตวั อยา่ ง
2. สารทีไ่ มส่ ามารถผา่ นชนั้ ลพิ ดิ ได้ เซลลจ์ ะมกี ลไกใดเพอ่ื ลำเลยี งสารประเภทน้ี
3. การลำเลียงสารผ่านเยอ่ื หมุ้ เซลล์ (Cell membrane) มรี ปู แบบอะไรบ้าง
36
คำช้ีแจง : ให้นักเรยี นเติมคำหรอื ประโยคให้มคี วามสอดคลอ้ งกับประโยคกอ่ นหน้า
4 การแพร่แบบธรรมดา (simple diffusion) เป็นการลำเลียงสารผ่านช้ันลิพิด ตัวอย่างสาร เช่น
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ในการเคลอื่ นทข่ี องสารจะมีทิศทางการลำเลยี งจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสาร…………….ไปยังบริเวณ
ทม่ี ีความเขม้ ข้นของสาร…………….
ตัวอยา่ งการแพร่แบบธรรมดา (simple diffusion)
เช่น………………………………………………………………………………………………………………………………………
37
5. ออสโมซิส (osmosis) เป็นการลำเลียง………………………………………………ผา่ นเย่ือหุ้มเซลล์ ทิศทางการ
แพร่ของน้ำจะเคลื่อนท่ีจากบริเวณท่ีมีความเข้มข้นของสารละลาย…………………ผ่านเย่ือเลือกผ่านไปยัง
บริเวณท่ีมีความเข้มข้นของสารละลาย…………………หรือจากบริเวณที่มีน้ำ…………….ไปยังบริเวณท่ีมี
น้ำ…………………
38
6. การแพร่แบบฟาซิลเิ ทต (facilitated diffusion) ตัวอยา่ งสารทลี่ ำเลยี งโดยวธิ นี ี้
ไดแ้ ก่……………………………………………………………………………………………………………………………………………
ทิศทางการลำเลียงจากบรเิ วณท่มี คี วามเขม้ ขน้ ของสาร…………………..ไปยังบรเิ วณทม่ี คี วามเข้มขน้ ของ
สาร………………ในการลำเลยี งสารในลกั ษณะของการแพรแ่ บบฟาซลิ ิเทตจะต้อง
อาศยั ……………………………………….
ตัวอยา่ งการลำเลียงในลกั ษณะของการแพรแ่ บบฟาซลิ เิ ทต คอื
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
39
7. แอกทีฟทรานสปอร์ต (active transport) เป็นการลำเลยี งสารจากบริเวณทมี่ ีความเข้มขน้ ของ
สาร…………………ไปยังบรเิ วณท่ีมคี วามเขม้ ข้นของสาร…………………………… เปน็ การลำเลียงท่ตี ้อง
ใช…้ ……………..จากภายในเซลล์ โดยพลงั งานไดม้ าจากการสลายพนั ธะของ ATP ซง่ึ การลำเลียงสารจะ
ลำเลยี งสารโดยผ่านชอ่ ง………………………………….
ตัวอยา่ งการลำเลียงสารแบบแอกทฟี ทรานสปอร์ต เช่น
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ATP
40
ตอนที่ 2 การลำเลยี งสารโดยการสรา้ งเวสเิ คลิ
คำชีแ้ จง : ให้นกั เรียนเติมคำหรอื ประโยคใหม้ ีความสอดคลอ้ งกบั ประโยคกอ่ นหนา้
เซลลส์ ามารถนำสารขนาดใหญ่เขา้ หรือออกจากเซลลโ์ ดยการสร้างถุงเวสเิ คลิ (vesicle)
การลำเลียงสารโดยการสร้างเวสิเคลิ ไดแ้ ก่
1. ……………………………………………………………………………………………
2. …………………………………………………………………………………………… มหี ลายประเภท ได้แก่
2.1…………………………………………………………………..
2.2…………………………………………………………………..
2.3…………………………………………………………………..
1. เอกโซไซโทซสิ (exocytosis) เปน็ การลำเลยี งสาร…………………………………………………....โดยการ
สรา้ งเวสเิ คิล
เชน่ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
การลำเลียงสารแบบเอกโซไซโทซสิ จะมเี วสเิ คลิ ทีม่ ีสารอยู่ภายในเคลือ่ นมาสู่ผิวเซลล์และเย่ือห้มุ เวสเิ คลิ
เช่ือมรวมกบั เยอื่ หมุ้ เซลล์
จงวาดภาพการหลงั่ เอนไซมท์ ่ใี ช้ในการยอ่ ยอาหารจากเซลลเ์ ย่อื บุผวิ ของกระเพาะอาหารเข้าสูก่ ระเพาะ
อาหารโดยการลำเลียงสารแบบเอกโซไซโทซิส
41
2. เอนโดไซโทซสิ (endocytosis) เปน็ การลำเลยี งสาร……………………………………………..โดยการสร้าง
เวสิเคลิ ซึง่ มหี ลายประเภท
2.1 ฟาโกไซโทซสิ (phagocytosis) เปน็ การลำเลียง
สาร……………………………………………………………………
โดยสว่ นของเยอ่ื หุ้มเซลล์ยน่ื ไปโอบล้อมสาร สรา้ งเป็นถงุ ลอ้ มรอบก่อนนำเข้าส่เู ซลล์
ตวั อยา่ งการลำเลยี งแบบฟาโกไซโทซสิ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
จงวาดภาพการลำเลียงสารแบบฟาโกไซโทซสิ
2.2 พโิ นไซโทซสิ (pinocytosis) เป็นการลำเลยี ง
สาร………………………………………………………………………
โดยมวี ิธกี ารลำเลียงดังน้ี สว่ นของเยอ่ื หมุ้ เซลล์จะคอดเว้าเกดิ เป็นเวสเิ คลิ ลอ้ มรอบสาร
ตัวอย่างการลำเลยี งแบบพโิ นไซโทซสิ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
จงวาดภาพการลำเลียงสารแบบพโิ นไซโทซสิ
42
2.2 การนำสารเขา้ สเู่ ซลลโ์ ดยอาศัยตัวรับ (receptor-mediated endocytosis)
สารจะจบั กบั ตวั รับจำเพาะบนผวิ นอกของเยื่อหมุ้ เซลล์ และเกิดเป็นเวสเิ คลิ นำเข้าสเู่ ซลล์
ตัวอยา่ งการนำสารเขา้ ส่เู ซลล์โดยอาศัย
ตัวรับ……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
จงวาดการนำสารเขา้ สเู่ ซลลโ์ ดยอาศัยตวั รบั
ตารางสรปุ เรือ่ งการลำเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์
คำช้ีแจง : ให้นกั เรียนนำรปู แบบการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลลม์ าเตมิ ในชอ่ งว่างให้ถกู ตอ้ ง
43
แบบประเมินแผนการจดั การเรียนรู้
ชอื่ ครูผสู้ อน นายสขุ ดี สงิ ห์สา กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ าชวี วิทยา รหสั วชิ า ว30247 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนรตั นโกสนิ ทรส์ มโภชลาดกระบงั
ผปู้ ระเมนิ
คำชแี้ จง
แบบประเมนิ แผนการจดั การเรยี นรูฉ้ บบั นี้ มีวตั ถปุ ระสงค์เพอื่ พจิ ารณาความถกู ต้อง เหมาะสม และ
ความ สอดคล้องระหว่างองค์ประกอบตา่ ง ๆ ของแผนการจดั การเรียนรู้
แบบประเมนิ แบง่ เป็น 2 ตอน คอื
ตอนที่ 1 แบบประเมนิ ความถกู ตอ้ ง เหมาะสมของแผนการจดั การเรยี นรู้เปน็ การพิจารณา
องค์ประกอบตา่ ง ๆ ของแผนการจัดการเรียนร้วู ่ามคี วามเหมาะสมเพยี งใด
ตอนท่ี 2 แบบประเมนิ ความสอดคลอ้ งของแผนการจดั การเรียนรู้ เปน็ การพจิ ารณาองคป์ ระกอบตา่ ง
ๆ ของ แผนการจดั การเรียนรู้วา่ มคี วามสอดคล้องกนั เพยี งใด
ตอนที่ 1 แบบประเมนิ ความถูกตอ้ ง เหมาะสมของแผนการจัดการเรยี นรู้
คำชแี้ จง โปรดทำเคร่ืองหมาย ในชอ่ งระดบั ความเหมาะสมท่ตี รงกับความคิดเห็นของท่าน และขอ
ความกรุณา เขยี นขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ เพอื่ เปน็ แนวทางในการปรบั ปรงุ แผนการจัดการเรยี นรู้
ต่อไป
5 หมายถงึ มีความเหมาะสมมากทสี่ ดุ
4 หมายถึง มคี วามเหมาะสมมาก
3 หมายถึง มคี วามเหมาะสมปานกลาง
2 หมายถึง มคี วามเหมาะสมน้อย
1 หมายถึง มคี วามเหมาะสมน้อยท่ีสุด
44
ข้อที่ รายการประเมนิ ระดบั ความเหมาะสม
54321
มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ สอดคลอ้ งกบั
1 หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับ
ปรบั ปรุง 2560)
2 ตวั ช้วี ดั สอดคล้องกบั พฤติกรรมการเรียนรู้ แนวการวัดและ
ประเมินผลและภาระ/ชน้ิ งาน
3 การเขยี นสาระสำคัญในแผนการจดั การเรยี นรู้
4 จดุ ประสงค์การเรียนร้รู ะบพุ ฤตกิ รรมชัดเจน สามารถวัดได้
5 สาระการเรยี นรู้ครบถว้ น สัมพันธก์ บั จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
ขอ้ ท่ี รายการประเมนิ ระดบั ความเหมาะสม
54321
กิจกรรมการเรยี นรูม้ คี วามเหมาะสม ครบถ้วนทุกข้ันตอนตามวธิ ี
6 สอน หรือกระบวนการ หรอื เทคนิคการสอนทรี่ ะบุไว้ในแผนการ
จัดการเรยี นรู้
7 กจิ กรรมการเรยี นรู้มกี ลยุทธใ์ นการจดั การเรยี นรสู้ ง่ เสริม
ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลของผเู้ รยี น
8 กิจกรรมการเรียนรจู้ ดั เรียงลำดบั จากง่ายไปหายาก
สอดคล้องกบั เวลา
9 ระบกุ ารใชส้ อื่ /แหลง่ เรียนรสู้ ัมพันธส์ อดคลอ้ งกบั กิจกรรม
การเรยี นรู้
10 มีหลกั ฐาน อาทิ ส่อื ใจกจิ กรรม แบบฝกึ หดั ทป่ี รากฎใน
แผนการจัดการเรยี นรูค้ รบถ้วน
11 ส่อื การเรียนรู้ชว่ ยกระตุ้นและส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถฝกึ
ปฏบิ ตั ิได้ดว้ ยตนเองหรือฝึกปฏบิ ัตเิ ปน็ กลมุ่
12 ระบเุ ครื่องมอื สำหรับการวดั ผลประเมินผลอยา่ งชดั เจน
ลงชื่อ………………………………………………..ผูป้ ระเมนิ
(………………………………………………..)
45
ตอนท่ี 2 แบบประเมินความสอดคลอ้ งองคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรียนรู้
คำชแ้ี จง โปรดทำเครอื่ งหมาย ลงในชอ่ งทีต่ รงกบั ความคิดเห็นของท่าน
ผู้ประเมนิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ท่ี รายการประเมิน คะแนนพจิ ารณา คา่ เฉล่ีย
1 การเขียนสาระสำคญั มคี วามสมั พันธส์ อดคล้องกับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ -1 0 1
2 จดุ ประสงคก์ ารเรียนรมู้ คี วามสอดคลอ้ งสมั พนั ธก์ บั สาระการเรยี นรู้
3 หลกั ฐานการเรยี นรู้มคี วามสมั พนั ธ์ สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนร/ู้
กจิ กรรมการเรียนรู้
4 วิธีการวัดผลประเมนิ ผลมคี วามสัมพนั ธ์กบั จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ และสมรรถนะที่สำคญั ของผู้เรียน
5 เครอ่ื งมอื วดั ผลประเมนิ ผล มคี วามสัมพนั ธก์ บั จุดประสงค์การเรยี นรู้
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ และสมรรถนะทีส่ ำคญั ของผ้เู รยี น
6 กิจกรรมการเรียนรมู้ คี วามสมั พันธส์ อดคล้องกบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
7 สื่อ/อุปกรณ/์ แหลง่ เรยี นรู้ มีความสมั พันธส์ อดคลอ้ งกบั กจิ กรรมการเรียนรู้
คะแนนเฉล่ียรวม
ผลการประเมิน
46
เกณฑ์การประเมิน ตอนท่ี 2 แบบประเมินความสอดคล้องของ
ตอนท่ี 1 แบบประเมินความถกู ตอ้ ง เหมาะสมของ แผนการจัดการเรยี นรู้
แผนการจดั การเรยี นรู้
ค่าความสอดคลอ้ งต้องมคี า่ ต้ังแต่ 0.50 ข้นึ ไป
คะแนนระหว่าง 4.50-5.00 ระดบั ความเหมาะสม มากทส่ี ดุ
คะแนนระหวา่ ง 3.50-4.49 ระดบั ความเหมาะสม มาก
คะแนนระหวา่ ง 2.50-3.49 ระดบั ความเหมาะสม ปานกลาง
คะแนนระหว่าง 1.50-2.49 ระดบั ความเหมาะสม น้อย
คะแนนระหว่าง 1.00-1.49 ระดบั ความเหมาะสม น้อยทส่ี ุด
ความคดิ เห็นและข้อเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
.
ลงชื่อ……………………………………………….. ผู้ประเมิน
(………………………………………………..)
47
แบบประเมนิ สำหรับผ้เู ชย่ี วชาญตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมือ
แบบฝกึ หดั รายวชิ าชีววทิ ยา เรื่องการลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4
คำชแ้ี จง : แบบประเมฉิ บบั นใ้ี ชส้ ำหรบั ทา่ นซ่ึงเปน็ ผ้เู ชยี่ วชาญในการตรวจสอบวา่ แบบฝึกหดั สอดคลอ้ งกับ
วัตถุประสงคห์ รอื ไม่ โดยมเี กณฑป์ ระเมิน ดงั นี้
ใหค้ ะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบฝึกหัดสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์เนือ้ หานน้ั
ให้คะแนน 0 หมายถงึ ไมแ่ น่ใจวา่ แบบฝกึ หัดสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์/เน้อื หานน้ั
ใหค้ ะแนน -1 หมายถึง แนใ่ จวา่ แบบฝกึ หดั ไมส่ อดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์/เนื้อหานนั้
ข้อ ประเดน็ คะแนนประเมิน ขอเสนอแนะ
1 วัตถปุ ระสงค์ จากผูเ้ ชย่ี วชาญ
+1 0 -1
1.1 ความสอดคล้องของวัตถปุ ระสงคใ์ นการ
จดั ทำแบบฝกึ ทักษะ
1.2 ความสอดคล้องของแผนการจัดการเรยี นรู้
1.3 ความสอดคล้องของแบบทดสอบ
2 เนอ้ื หา
2.1 ลำดับขนั้ ตอนในการทำแบบฝึกหัดเหมาะสม
2.2 ความยาก-งา่ ยเหมาะสมกับผู้เรียน
3 การใชภ้ าษา
3.1 ภาษาที่ใชก้ ระชบั ชดั เจน เหมาะสมและ
เข้าใจง่าย
3.2 ภาษาทใี่ ชเ้ หมาะสมกับวัยและระดบั ชน้ั ของ
ผูเ้ รียน
4 รปู แบบของแบบฝึกทักษะ
4.1 ความสอดคล้องของเน้ือหา
4.2 ความสอดคล้องดา้ นขนาดตวั อักษรและ
รปู ภาพประกอบ
ลงช่อื …………………………………….ผปู้ ระเมิน
(………………………………………………………………….)
48
ภาพกิจกรรมการเรยี นสอนแบบกลุ่มรว่ มมือโดยใชเ้ ทคนคิ STAD รว่ มกับแบบฝกึ หัด