จากหนังสือ เล่าเรื่อง เมืองเซกา เขียนโดย นายสุรเวท สุกทน อดีตผู้อำ นวยการกลุ่มนิเทศ และ ประเมินผล สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจังหวัดบึงกาฬ
ตำ นาน “ บ้านเซกา ” ยังไม่เคยปรากฏว่ามีผู้ใดเขียนหรือตีพิมพ์ มาก่อนผู้เขียนได้ปรับปรุงขึ้นจากต้นฉบับเดิมซึ่งเป็นบันทึกของ คุณพ่อบุญมีสุกทน(คุณพ่อของผู้เขียนเอง)คุณพ่อเกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๕ ซึ่งเป็นช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ถือว่าคุณพ่อเป็นข้าแผ่นดิน มานาน ถึง๔ แผ่นดิน และนานพอที่จะเห็นและได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวในอดีต มามากพอสมควร ในบันทึก ของคุณพ่อ ได้เขียนขึ้นจากคำ บอกเล่า ของพ่อแม่อีกต่อหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเพียงไม่กี่ช่วงอายุคน ผู้เขียนคิดว่า คงไม่คลาดเคลื่อนมากนัก และในบางส่วนผู้เขียนได้ขยายความ เพิ่มเติมขึ้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะในบันทึกของคุณพ่อ ได้บันทึกไว้เพียงย่อๆ ไม่มีบริบทและสภาพแวดล้อมข้างเคียงประกอบ จึงค่อนข้างจะเข้าใจยาก ผู้เขียนจึงได้เรียบเรียงขึ้นใหม่แต่ยังคงสาระ ครบถ้วนทุกประการ ยกเว้น บทวิเคราะห์และตำ นานที่ปรากฏในส่วน ของภาคผนวกที่ผู้เขียนได้เขียนขึ้นมาใหม่ โดยเขียนจากคำ บอกเล่าของ ผู้ที่เคารพนับถือหลายท่าน ซึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านเหล่านั้น เป็นอย่าง สูงยิ่งไว้ ณ โอกาสนี้ ด้วย ปฐมบท
พื้นที่บริเวณที่ตั้ง “ บ้านเซกา ” ในปัจจุบัน ย้อนอดีตกว่าร้อยปีที่แล้ว มีสภาพ เป็นป่าดงดิบ อุดมไปด้วยไม้นานาพรรณ และสัตว์ป่าชุกชุมมาก อาทิ ช้าง เสือ ควายป่า วัวป่า แรด หมี กวาง ฟาน(เก้ง) ซึ่งปัจจุบัน ได้สูญพันธุ์ไป เกือบ หมดแล้ว สภาพพื้นที่เป็นที่ราบ ขนาบด้วยลำ ห้วย รอบด้านมีห้วยเซกาที่ไหลผ่านทางด้านทิศตะวันออกทอดยาวอ้อมลงมา ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน ห้วยฮี้จะขวางเป็นแนวยาวอยู่ทางด้านทิศใต้ และ ห้วยก้านเหลืองจะขนาบอยู่ด้านทิศเหนือ ดังนั้น พื้นที่ดังกล่าวจึงถูกขนาบ ไว้ด้วยลำ ห้วย ๓ สาย ลำ ห้วยในหน้าแล้งน้ำ จะแห้งขอดขาดเป็นช่วง ๆ จะเหลือน้ำ อยู่เฉพาะในช่วงที่เป็น แอ่งลึกหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ วัง ” เช่น วังมน วังไฮ วังแคน วังขอนสัก วังปลาเซือม เป็นต้น ในละแวกนี้ มีการตั้งบ้านเรือนที่เป็นนิคมอยู่น้อยมาก หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุด คือ “ บ้านซาง ” (ตำ บลซางในปัจจุบัน) ตามคำ บอกเล่าบอกเอาไว้ว่ามีการ ตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้าน ที่ “ บ้านซาง ” ก่อน “ บ้านเซกา ” วันวานบ้านเซกา
เมื่อปีใดไม่มีหลักฐานปรากฏ เล่าว่า มีสองสหาย คนแรกชื่อ นายโคตร์ ภรรยาชื่อ นางจันทร์ คนที่ ๒ ชื่อนายสีทน ภรรยาชื่อ นางสุก ซึ่งอพยพ ครอบครัวมาจากเมืองยโสธร มาอาศัยอยู่บ้านซางอยู่มาวันหนึ่งสองสหาย (นายโคตร์ และ นายสีทน) ได้ชวนกันออกหาของป่าล่าเนื้อเพื่อเป็นอาหาร อาวุธที่ใช้ในการล่าเนื้อในสมัยนั้น คือ “ปืนคาบศิลา ” ทั้งสองพากันเดินป่า ออกจากบ้านซาง ข้ามห้วยฮี้มาทางทิศ อุดร จนเข้าเขตป่าดงดิบ (บริเวณ บ้านเซกาปัจจุบัน) ที่มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม ทั้งสอง ได้ปรึกษาหารือและเห็นพ้องกันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นทำ เลดีจะทำ ไร่ทำ นา ก็สะดวก เพราะน้ำ ท่าอุดมสมบูรณ์มีพื้นที่ราบลุ่มเป็นบริเวณกว้างขวาง เหมาะที่จะขยับขยายในอนาคต ทั้งสองได้ออกเดินหาของป่าล่าสัตว์และ เดินสำ รวจพื้นที่ไปเรื่อย ๆ พอค่ำ ก็พากันพักนอนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมห้วย ตกกลางคืนก็เกิดนิมิตว่ามีเทพเจ้ามาเข้าฝันว่า “ ป่าแห่งนี้สมควรตั้งบ้าน เรือนอยู่อาศัย ต่อไปข้างหน้าจะมีความ เจริญรุ่งเรือง ข้าวปลาอาหารก็ จะอุดมสมบูรณ์ หากเจ้าทั้งสองต้องการจะมาอยู่อาศัยปลูกบ้านปลูกเรือน ก็มาเถอะ ” พอบอกแล้วเทพเจ้าก็หายไปเมื่อทั้งสองตื่นนอนก็ได้เล่า ความฝันสู่กันฟัง และเป็นที่มหัศจรรย์ว่า ความฝันของทั้งสองสหายนั้น ตรงกันทุกประการ ทั้งสองจึงรีบเก็บสัมภาระเดินทางกลับบ้าน เมื่อกลับ ถึงบ้านก็ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ภรรยาฟัง พร้อมทั้งอธิบายถึงสภาพ ป่าดงดิบที่ไปพบมาว่ามีท าเลเหมาะที่จะตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและทำ ไร่ ทำ นา ให้ภรรยาฟัง บันทึกของพ่อ
บันทึกของพ่อ (ต่อ) ต่อมาไม่นานทั้งสองสหาย ก็ได้อพยพครอบครัวจากบ้านซาง มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าดงดิบ ดังกล่าว ทั้งสองครอบครัวพากันมาบุกเบิกถากถางป่าดงดิบ ทำ เพิงพัก ทำ ไร่ ทำ นา ปลูกพืชผักต่าง ๆ ไว้เป็นอาหาร และ พืชพันธุ์ที่ปลูกมีความเจริญงอกงาม อุดมสมบูรณ์ดี ปูปลาอาหารก็อุดมสมบูรณ์ ทั้งสองครอบครัว จึงตัดสินใจที่จะ ลงหลักปักฐาน ตั้ง บ้านเรือนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และด้วยความอุดมสมบูรณ์ ต่อมาได้มีญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงได้ทยอยอพยพเข้ามาอาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็น หมู่บ้าน ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “ บ้านเซกา ” จะตั้งชื่อนี้ด้วยเหตุใดนั้นไม่มีหลักฐาน ปรากฏแต่ผู้เขียนสันนิฐานว่า น่าจะตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อลำ ห้วย คือ “ ห้วยเซกา ” ซึ่งเป็นแม่น้ำ สายหลักที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้านที่ชาวบ้านได้อาศัยน้ำ จากลำ ห้วยนี้ใน การอุปโภค บริโภคมาจนถึงปัจจุบัน อนึ่ง ในการตั้งชื่อหมู่บ้านในสมัยก่อนมักจะ ตั้งชื่อตามแหล่งธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นๆ หมู่บ้านใกล้ห้วยก็มักเอาชื่อห้วย มาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้าน เช่น บ้านห้อยคอม บ้านห้วยเรือ บ้านห้วยผักขะ บ้านนางัว บ้านน้ำ จั้น ล้วนตั้งชื่อตามชื่อลำ น้ำ หรือห้วยทั้งหมด หมู่บ้านใดที่ตั้งอยู่ใกล้หนองน้ำ ก็มักจะเอาชื่อ หนองน้ำ มาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้าน เช่น บ้านหนองตีนเผือก บ้านหนอง ชัยวาน บ้านหนองหิ้ง บ้านหนองทุ่ม เล่าเรื่องเมืองเซกา 3 เป็นต้น ส่วนหมู่บ้านใด ที่อยู่ไกลแม่น้ าขนาดใหญ่เช่น แม่น้ำ ฮี้ แม่น้ำ สงคราม หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ มักจะขุดตลิ่งทำ เป็นท่าน้ าเพื่อต้อนวัวควายข้ามน้ำ และลงกินน้ำ ในหน้าแล้ง ทั้งยัง ใช้เป็นท่าทางเกวียน ข้ามฟากในหน้าแล้งได้อีกด้วย หมู่บ้านเหล่านี้มักจะมีชื่อ ขึ้นต้นด้วยคำ ว่า “ ท่า ” เช่น บ้านท่ากกแดง บ้านท่าสะอาด บ้านท่าสำ ราญ บ้านท่าม่วง บ้านท่าไร่ บ้านท่าเชียงเครือ เป็นต้น
การตั้งชื่อหมู่บ้านในสมัยก่อน มุ่งเน้นเรื่องการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ในหมู่คณะจึงให้คำ ง่ายๆที่ติดปากทุกคนอยู่แล้วมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านไม่ได้พิถีพิถัน ในเรื่องความหมาย หรือหลักภาษาศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น ที่มาของชื่อ “ เซกา ” สันนิฐานว่ามาจากชื่อ “ ห้วยเซกา ” กล่าวคือตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อลำ ห้วยสายหลัก ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนในชุมชนตามที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแต่ถ้าหากจะตามลึกลง ไปก็จะต้องหาคำ ตอบว่า ชื่อ “ ห้วยเซกา ” มีที่มาอย่างไรเมื่อเรายอมรับว่า “ เซกา ” มาจากชื่อห้วยเซกาแนวทางการวิเคราะห์ก็จะแคบลงและมีความเป็นไปได้ มากที่สุดในเรื่องนี้เราคงต้องมองย้อนไปถึงที่มาชุมชนหลักในพื้นที่เซกาในยุค เริ่มต้น ส่วนใหญ่จะอพยพมาจากทางอุบลราชธานี ยโสธร เป็นส่วนใหญ่ และ จะมีจากฝั่งลาวทางแขวงจำ สัก ปากเซ บ้างก็ถือว่าเป็นชาติพันธุ์เดียวกันในยุคนั้น ขอเริ่มต้นที่คำ ว่า “ เซ” ก่อน เพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน คำ ว่า “ เซ” ในภาษาอีสานโบราณหมายถึง ลำ น้ าที่มีขนาดใหญ่กว่าห้วย (ดร.ปรีชา พิณทอง ปธ.๙) ได้นิยามไว้ในพจนานุกรมภาษาอีสาน พ.ศ.๒๕๓๒ ได้อธิบายความของ คำ ว่า “ เซ”ไว้ว่า เซ แปลว่า แม่น้ำ เล็กๆ ใหญ่กว่าลำ ห้วยเล็กน้อยเรียก “ เซ” เช่น เซบก เซบาย เซบางเหียง เซโดน ปากเซ เป็นต้น อย่างว่า “ พ่างพ่างม้าระวังแห่เป็นถัน มวลพลเถิงจิ่มเซฮิมห้วย ชะดันน้้าตกลินต้องตาด ดีแก่ปลาไล่ด้วยชมหลิ้นแค่หิน ” “ เซกา ” ความหมายและที่มา “ เซ” ภาษาอังกฤษ : small river. และ “ เซ” อีกความหมายหนึ่ง อาจารย์อธิบายไว้ว่า เซ แปลว่า เอนเอียง ไม่แน่นอน อย่างว่า “ ทุกชาตินี้มีท่อฝูงเฮาแลนอ ก็บ่เป็นผัวใผคั่วเซทังค้าย ยังจักมีปางเม้าผัวเมียเป็นคู่นั้นนอ ฮู้จักตายชีพเถ้าเป็นข้อยทั่งหลวง ” (จากหนังสือ ท้าวฮุ่ง-หรือเจือง) (จากหนังสือ ท้าวฮุ่ง-หรือเจือง)
“ เซกา ” ความหมายและที่มา(ต่อ) เมื่อเราเข้าใจในนิยามของคำ ว่า เซ ว่าหมายถึงลำ น้ำ หรือห้วยขนาดใหญ่ คำ ต่อไปคือคำ สร้อยที่มาต่อท้ายคำ ว่า “ เซ” ก็คือคำ ว่า “ กา ” อิงตามที่ท่าน อาจารย์ปรีชาได้อธิบายยกตัวอย่างไว้คำ ว่า “ เซ” มักจะมีสร้อยต่อท้ายไว้เสมอ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสื่อสารได้เข้าใจตรงกัน เช่น เซบก เซบาย เซโดน จะไม่ใช้คำ ว่า “ เซ” คำ เดียวโดดๆ มักจะมีคำ สร้อยเพื่อบอกแหล่งที่มาหรือที่ตั้ง ของลำ น้ำ สายนั้นๆ เพราะหากใช้เฉพาะแต่คำ ว่าเซ ก็จะเหมือนกันทั้งหมดไม่ สามารถแยกได้ว่าลำ น้ำ สายนั้นอยู่ที่ใด ดังนั้น ผู้ตั้งชื่อจำ ต้องหาจุดเด่น หรือลักษณะเฉพาะของลำ น้ำ นั้นๆ มาต่อเป็นคำ สร้อยเพื่อใช้สื่อสารให้เข้าใจ ตรง กัน ดังนั้น คำ ว่า “ เซกา ” จึงเกิดขึ้น โดยเอาจุดเด่นของพื้นที่ คือ คำ ว่า “ กา ” มาเป็นคำ สร้อย เข้าใจว่าในยุคนั้น กาหรืออีกา คงมีเป็นจำ นวนมาก ใน แนวลำ น้ำ นี้ ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของกุ้งหอยปูปลา ตามลำ น้ำ สายนี้ ส่งผลให้ฝูงกาจำ นวนมาก มารวมกลุ่มกันคอยจับปลาตามลำ น้ำ แห่งนี้ เป็น อาหาร ดังนั้น เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่ทุกคนสัมผัสได้ด้วยตาในขณะนั้นคือ ลำ ห้วยแห่งนี้มีฝูงกาอาศัยอยู่เป็นจำ นวนมาก จนเป็นที่เข้าใจตรงกันของผู้พบเห็น จึงใช้คำ ว่า “ กา ” มาเป็นสร้อยของคำ ว่า “ เซ” จึงเป็นที่มาของคำ ว่า “ เซกา ” หรือ “ ห้วยเซกา ” เกี่ยวกับที่มาของชื่อหมู่บ้านได้มีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาหลายตำ นาน แต่ละตำ นานล้วนเป็นเรื่องเล่าต่อกันมาที่ขาดหลักฐานอ้างอิง ( รายละเอียดตามภาคผนวก )
“ เซกา ” ความหมายและที่มา(ต่อ) หลังจากที่ทั้งสองครอบครัวได้บุกเบิกพื้นที่ ตั้งหลักปักฐาน ณ บริเวณพื้นที่ราบ ลุ่มห้วยเซกา เป็นเวลาหลายปี ก็มีเพื่อนฝูงที่เดินทางมาจากทิศต่าง ๆ มาเห็นความ อุดมสมบูรณ์ก็อพยพครอบครัวมาขออาศัยอยู่ด้วยจนเป็นหมู่บ้านที่มีขาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่ายครอบครัวของตาโคตร์และยายจันทร์ได้กำ เนิดบุตร ๔ คน ดังนี้ คนที่ ๑ เป็นหญิง ชื่อ บุดดา คนที่ ๒ เป็นหญิง ชื่อ แดง คนที่ ๓ เป็นชาย ชื่อ ดำ คนที่ ๔ เป็นหญิง ชื่อ มา ส่วนครอบครัวของตาสีทนและยายสุกนั้นก็ได้กำ เนิดบุตรสาวทั้งสองคน ดังนี้ คนที่ ๑ เป็นหญิง ชื่อ กอง คนที่ ๒ เป็นหญิง ชื่อ ทอง ลูกสาวคนแรกของตาโคตร์ ชื่อบุดดา ได้แต่งงานกับชายหนุ่มชื่อ “ นายจักร์ ” ซึ่งมาจากบ้านสามผง (บ้านสามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม) มีบุตรร่วมกัน ๒ คน คนแรกเป็นหญิง ชื่อ คำ ภา คนที่ ๒ ชื่อ ดี “ นายจักร์แต่เดิมเป็นคนเวียงจันทน์เกิดสงครามเวียงจันทน์แตก จึงหนีลงเรือข้ามน้ำ โขงมาฝั่งไทย มาอยู่บ้านสามผง ”
หลังจากที่นายจักร์ มาแต่งงานอยู่กินกับนางบุดดาแล้ว ทางราชการได้ ขยายการปกครองมาถึง และ ได้แต่งตั้งให้นายจักร์เป็นผู้ปกครอง บ้านเซกามีบรรดาศักดิ์เป็น “ หลวงชัยจักร์ ” แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “ เฒ่าอำ เภอ ” มีหน้าที่ปกครองราษฎรและเก็บภาษีจากราษฎร ไปส่งให้ รัฐที่บ้านเดื่อหมากแข้ง (เมืองอุดรธานี) การปกครองในสมัยนั้น มีผู้ปกครองคือ ตาแสง, กวนบ้าน หากเทียบในปัจจุบัน “ เฒ่าอำ เภอ ” ก็น่าจะเป็น “ กำ นัน ” ตาแสง น่าจะเป็น ผู้ใหญ่บ้าน กวนบ้าน ก็น่าจะเป็นผู้ ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เพราะในสมัยนั้น บ้านเซกามีฐานะเป็นตำ บลที่ขึ้นกับ อำ เภอ ชัยบุรี (อ.เมืองบึงกาฬ ในปัจจุบัน)ด้านยายคำ ภาบุตรคนแรกของ หลวงชัยจักร์แต่งงานแล้วไม่มีบุตร ได้เอาลูกของน้าสาว(น้องสาว ของแม่) ที่ชื่อแดงไปเลี้ยง ๒ คน คนแรกเป็นหญิงชื่อ ทอก และ คนที่ ๒ เป็นหญิง ชื่อ ดี (บุสดี)ยายดี (บุสดี) แต่งงานมีลูก 5 คน คือ คนที่ 1 เป็นหญิงชื่อ ทองสา (มารดาลุงจารย์ฮ้อย) คนที่ 2 เป็นหญิงชื่อ อำ คา (ย่าร้านไอ้หนึ่งการช่าง) คนที่ 3 เป็นหญิงชื่อ ใบ (ยายของ ผอ.วิทยา แสงจันทร์) คนที่ 4 เป็นหญิงชื่อ บัว - คนที่ 5 เป็นชายชื่อ นายบุญมี (บิดาผอ.สุรเวท สุกทน ผู้เขียน) การปกครอง
การใช้นามสกุล การปกครองบ้านเมืองตามหัวเมืองในสมัยนั้นทุกคนมีแต่ ชื่อตัว ไม่มีนามสกุล ต่อมาทางราชการได้กำ หนด ให้มีการตั้งนามสกุลขึ้น เป็นครั้งแรก ได้สร้างความสับสนวุ่นวายพอสมควร เพราะประชากร ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่รู้ว่าจะตั้งนามสกุลของตนเอง ว่าอย่างไร หลายคนได้เอาชื่อบรรพบุรุษอาทิ ปู่ ย่า ตา ยาย ของตนเองมาเป็นนามสกุล เช่น ลูกหลานของตาสีทนกับนางสุก ก็ตั้ง นามสกุลว่า “สุกทน ” ลูกหลานของตาโคตร์กับยายจันทร์ ก็ตั้งนามสกุล ว่า “ จันทร์โคตร์ ” และใช้กันสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนนามสกุลอื่นๆ ก็น่าจะมีที่มาใกล้เคียงกัน แต่ก็มีหลายคน ที่ไม่สามารถคิดนามสกุลของตนเองได้ ก็ได้ขอใช้ร่วมกับคนอื่น หรือให้คนอื่นตั้งให้ก็มี
บ้านเซกามีผู้ปกครองที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางราชการในแต่ละสมัย ดังนี้ ๑.หลวงชัยจักร์ หรือนายจักร์ ที่อพยพมาจากเมืองเวียงจันทร์ แล้วมาแต่งงานกับ นางบุดดาบุตรสาวของนายโคตร์ กับ นางจันทร์ ๒. กำ นันดำ น้องภรรยาหลวงชัยจักร์ เมื่อเป็นกำ นันแล้วได้รับนามใหม่ว่า “ กำ นันคำ ชุมภู ” ๓. กำ นันอ้วน ลูกชายยายแดง (ยายแดงเป็นบุตรคนที่ 2 ของนายโคตร์กับนายจันทร์) ๔. กำ นันเคน เป็นชาวบ้านเหล่าคาม ๕. กำ นันหวด จันทร์โคตร์ (บุตรชายกำ นันคำ ชมภู) ภายหลังกำ นันหวดได้รับบรรดาศักดิ์ เป็น “ ขุนเซกากำ จร ” ๖. กำ นันผอง แก้วนาง ๗. กำ นันตัน แสงจันทร์ ๘. กำ นันนาค จันทร์โคตร์ ๙. กำ นันแพง วดีศิริศักดิ์ ๑๐. กำ นันนี ฮาดดา ๑๑. กำ นันเหลี่ยม สุกทน ๑๒. กำ นันวารี ฮาดดา(บุตรกำ นันนี ฮาดดา) ๑๓. กำ นันบัวสี นามสุโพธิ์ ฯลฯ ทุกท่านที่ได้กล่าวมาข้างต้น ล้วนแต่เป็นผู้มีคุณูปการ เสียสละเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องลูกหลาน ชาวเซกามาตลอดชีวิตของท่าน บัดนี้ทุกท่านได้สิ้นชีวิตลงแล้ว เหลือไว้แต่คุณงามความดีที่ลูก หลาน บ้านเซกาสมควรจะจดจำ เป็นแบบอย่างที่ดี ในการที่จะร่วมกันพัฒนาและ เสียสละความ สุขส่วนตน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเซกาสืบไป ยังมีกำ นันในรุ่นหลังอีกจำ นวนหลายท่าน ที่ไม่สามารถเอ่ยนามได้หมดเนื่องจากเป็นบุคคลร่วมสมัย คงไม่ลำ บากในการสืบค้นข้อมูล เท่าใดนัก จึงไม่ไม้ลงรายนาม เอาไว้ ขออภัยท่านเหล่านั้นไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย กำ นันผู้ปกครองท้องที่ตำ บลเซกาในยุคเริ่มต้น กำ นันบัวสี นามสุโพธิ์ กำ นันเหลี่ยม สุกทน
ภาคผนวก ตำ นานที่เกี่ยวข้อง ตำ นานที่ ๑ ปู่พึ่มยิงแฮต มีเรื่องเล่ากันมาว่า ในอดีตมีนายพรานใหญ่อยู่คนหนึ่ง ชื่อ “ พรานพึ่ม ” หรือปู่พึ่ม ได้ออกเดินป่าล่าสัตว์ในพื้นที่ดงศรีชมภู ซึ่งเป็นป่าดงดิบผืนใหญ่ พรานพึ่มหรือปู่พึ่ม ได้ยิงแรด (ภาษาพื้นบ้านเรียกว่า “ แฮต “) ซึ่งใน สมัยนั้นชุกชุมมากในบริเวณป่าดงดิบแถบนี้ ด้วยแรดเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ และ แข็งแรง ประกอบกับปืนที่ใช้ยิงในสมัยนั้นเป็น “ปืนคาบศิลา ” ที่มีอานุภาพ ไม่ร้ายแรงเหมือนอาวุธในสมัยปัจจุบัน ทำ ให้แรดตัวนั้นไม่ตายคาที่ เมื่อโดนยิง แล้วก็เดินโซซัดโซเซไปเรื่อยๆ เมื่อผ่านมาตามลำ ห้วยสายหนึ่ง ที่อยู่ทางทิศ ตะวันออกของบ้านเซกาในปัจจุบัน ก็มีฝูงกาบินตามเจ้าแรดเคราะห์ร้ายตัวนั้น เป็นพรวนปู่พึ่มซึ่งแกะรอยตามแรดเคราะห์ร้ายตัวนั้นมาติดๆ เมื่อเห็นเหตุการณ์ ที่แรดเจ็บเดินโซเซ และ มีฝูงกาบินตามเป็นพรวนก็เลยตั้งชื่อลำ ห้วยนั้น ว่า “ ห้วยเซกา ” ต่อมาเมื่อมีการตั้งหมู่บ้านขึ้นที่ริมห้วยแห่งนี้ ก็เลยเอาชื่อ ลำ ห้วยนั้นมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้าน ส่วนแรดเคราะห์ร้ายตัวนั้น ก็ยังคงเดิน สร้างตำ นานต่อไปเรื่อยๆ เล่ากันว่า ไปล้ม (ตาย) แถวๆ บ้านหนองหิ้งใน ปัจจุบันปู่พึ่มได้แล่เอาเนื้อแรดไปท้าหิ้งย่างเนื้อที่บริเวณบ้านหนองหิ้งจึงเป็นที่มา ของชื่อ “ บ้านหนองหิ้ง ” จนถึงทุกวันนี้ ส่วนหัวของแรด ได้น้าไปแจกจ่าย กันกินที่หมู่บ้านถัดไป ตอนหลังจึงเรียกชื่อหมู่บ้านนั้นว่า “ บ้านหัวแฮต ” ปัจจุบัน คือ บ้านหัวแฮต ตำ บลท่าสะอาด
ตำ นานที่เกี่ยวข้อง ตำ นานที่ ๒ ไซกา กาเข้าไซ “ไซ” เป็นอุปกรณ์ หรือเครื่องมือจับปลา โดยการวางดักไว้ในร่องน้้าไหล สานด้วยไม้ไผ่ เป็นเครื่องมือหาปลา ที่นิยมใช้กันมากในภูมิภาคนี้ ตำ นานมีอยู่ว่า มีชาวบ้านได้น้า ไซ ไปวางดักปลาไว้ในทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน วางดักทิ้งไว้จนวันใหม่จึงไปดูไซ หรือที่ชาวบ้านพูดว่า “ไปยามไซ” (ปกติจะยามไซวันละ ๒ ครั้ง เช้า – เย็น) เมื่อไปยามไซพบว่าที่เข้าไปอยู่ ในไซนั้นไม่ใช่ปลา แต่เป็น “ อีกา ” จึงมีความคิดเอาชื่อ “ไซ” กับชื่อ ” กา ” มารวมกัน เป็นชื่อหมู่บ้านว่า บ้าน “ไซกา ” ต่อมาก็เลยเพี้ยนจาก “ไซกา ” มาเป็น “ เซกา ”
ภาคผนวก ขอขอบพระคุณในความกรุณา ตำ นาน ก็คือ ตำ นาน เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมา จึงขอให้อ่านอย่างมี วิจารญาณ อ่านแล้วให้วิเคราะห์ด้วยเชิงเหตุเชิงผล การเล่าต่อๆ กันมา อาจมีการเสริมแต่งเข้าไปบ้างเพื่อให้เกิดอรรถรสชวนติดตาม หรือ บางเรื่อง อาจจะแต่งขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเลยก็เป็นไปได้ แต่นั่น ไม่ได้ หมายความว่า “ ตำ นาน ” เป็นเรื่องเลื่อนลอยไร้สาระ ตำ นานบางตำ นาน ก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงในอดีตก็มีมากมาย ดังนั้น ตำ นานที่นำ มาเผยแพร่นี้ จึงไม่ชี้นำ ให้ผู้อ่านเชื่อ หรือไม่เชื่อ แต่อยากจุดประกายความคิด ให้ทุกคนได้ศึกษาอดีต เพื่อแสวงหา คำ ตอบ หรือ ยืนยันคำ ตอบ เพื่อให้ได้คำ ตอบที่ถูกต้องให้อนุชนรุ่นหลัง ได้ศึกษาต่อไป บทส่งท้าย ผอ.สุรเวท สกทน อดีตผู้อำ นวยการกลุ่มนิเทศ และ ประเมินผล สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจังหวัดบึงกาฬ ผู้เขียน เรียบเรียงใหม่โดย งานประชาสัมพันธ์ เทศบาลตำ บลศรีพนา (บ่าวแสงชัย)
สายน้ำ เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนเซกา ห้วยก้านเหลือง ห้วยเซกา ไหลลงสู่ ลำ น้ำ ฮี้ แม่น้ำ สงคราม ไหลลงสู่ แม่น้ำ โขง ลำ น้ำ ฮี้ ไหลลงสู่ แม่น้ำ สงคราม
ความศรัทธา พระมูลเมืองคู่บ้าน และหลวงพ่อใหญ่วัดไตรภูมิ วัดเซกาเจติยาราม พระมูลเมืองเซกา วัดไตรภูมิ หลวงพ่อใหญ่ อายุกว่าร้อยปี
ความศรัทธา ปู่ตา และ หลักเมืองเซกา ศาลหลักเมืองเซกา หลักเมืองเซกา ศาลเจ้าปู่ตา ดอนหอ พ่อจ้ำ ผู้ทำ พิธี