The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือปฐมนิเทศ พนร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nittaya Gulgusol, 2023-08-05 11:43:38

คู่มือปฐมนิเทศ พนร

คู่มือปฐมนิเทศ พนร

51 21. เคารพในสิทธิยอมรับความสามารถตามศักยภาพของแต่ละคน 22. ยกย่องผู้มีความรู้ ความสามารถ และผู้ประพฤติดี 23. ละเว้นการส่งเสริม ปกป้องผู้ประพฤติผิด 24. ละเว้นการนําผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน 25. ช่วยเหลือผู้อื่นในวิสัยที่ช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องรอการร้องขอ 26. ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประสานสัมพันธ์และมุ่งให้เกิดความสามัคคีในหน่วยงาน 27. ร่วมคิดและหาแนวทางแก้ไขปัญหาการประกอบวิชาชีพให้เกิดความร่วมมือที่ดีและ ปรับปรุง 28. พัฒนางานสม่ำเสมอ 29. ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ร่วมงานในงานที่ชอบ 30.ส่งเสริมความเสมอภาคในการพัฒนาและความก้าวหน้าในหน้าที่ของผู้ร่วมงานและผู้ ร่วมวิชาชีพ 31. เผยแพร่ชื่อเสียงและคุณค่าของวิชาชีพเพื่อเป็นแบบอย่าง 32. ดํารงไว้ซึ่งสิทธิอันชอบธรรมในการประกอบวิชาชีพ 33. มีน้ําใจ และแสดงความเต็มใจในการให้บริการ 34.ไม่เรียกร้องหรือยอมรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นใดนอกเหนือจากสิทธิ ที่พึงได้รับ 35. ให้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างถูกต้องครบถ้วนและเสมอภาค เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาล 1. มีบุคลิกภาพดี เหมาะสมในการประกอบวิชาชีพและในการดํารงตนในสังคม 1.1 การแต่งกายถูกต้องตามระเบียบ สะอาดเรียบร้อย 1.2 รักษาสุขวิทยาส่วนบุคคล 1.3 วางตัวได้เหมาะสมตามกาลเทศะ น่าเชื่อถือเป็นแบบอย่างที่ดี สังคมยอมรับ 1.4 กิริยาท่าทางสุภาพ น้ำเสียงอ่อนโยนใช้คําสุภาพ 1.5 คล่องแคล่ว ว่องไว 1.6 สุขภาพแข็งแรง 1.7 สุขภาพจิตสมบูรณ์ 2. ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม สอดคล้องกับค่านิยมวัฒนธรรมและกฎเกณฑ์ของสังคม 2.1 ไม่มีประวัติการทํางานผิดศีลธรรม 2.2 ดํารงตนอยู่ในขอบเขตกฏหมายบ้านเมือง 2.3 ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ 2.4 รักษาระเบียบวินัยวัฒนธรรมขององค์กร 2.5 มีความเสียสละ 2.6 มีความเพียรพยายามมานะอดทน 2.7 ละเว้นการส่งเสริม ปกป้องผู้ประพฤติผิด 3. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี 3.1 กระตือรือร้นให้ความช่วยเหลือผู้รับบริการและผู้ร่วมงานอย่างเต็มความสามารถ 3.2 ยกย่องให้เกียรติ เคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน 3.3 สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี 3.4 ได้รับการยอมรับจากอื่น


52 4. แสดงความเป็นมิตรต่อผู้รับบริการและประชาชนทั่วไป 4.1 ให้การต้อนรับด้วยอัธยาศัยที่ดี 4.2 สนใจรับฟังตอบข้อซักถามและอธิบายให้ผู้รับบริการทราบ ด้วยความเต็มใจ 5. ให้บริการพยาบาลด้วยความเอื้ออาทรเต็มใจ 5.1 ดูแลเอาใจใส่ ห่วงใยผู้รับบริการสม่ําเสมอด้วยความเต็มใจและเท่าเทียมกัน 5.2 แสดงออกด้วยกิริยา วาจา น้ําเสียงและสัมผัสที่อ่อนโยนอย่างเหมาะสม 6 รักษาสิทธิของผู้รับบริการ 6.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้รับบริการ 6.2 ปกปูองสิทธิในความเป็นส่วนตัว และไม่เปิดเผยความลับของผู้รับบริการ 6.3 เป็นตัวแทนผู้รับบริการที่สื่อความต้องการด้วยตนเองไม่ได้ 6.4 ไม่ละเมิดสิทธิของผู้รับบริการ 7 มีความรับผิดชอบต่อตนเองผู้รับบริการและสังคม 7.1 ตรงต่อเวลา 7.2 ไม่ละทิ้งหน้าที่ 7.3 ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายได้สําเร็จครบถ้วน 7.4 ช่วยเหลืองานนอกเหนือจากงานที่ได้รับมอบหมายตามโอกาสอันสมควร 8 ให้บริการด้วยเทคนิคที่ถูกต้องตามขอบเขตและมาตรฐานวิชาชีพ 8.1 ปฏิบัติการพยาบาลถูกต้องตามหลักการ วิธีการตรงกับปัญหาและความต้องการของ ผู้รับบริการ 9 มีการพัฒนาความรู้อย่างสม่ําเสมอ ต่อเนื่องเกี่ยวกับการดํารงตนในการประกอบวิชาชีพ 9.1 สนใจศึกษาค้นคว้าหาความรู้และทักษะด้านศาสตร์ ทางวิชาชีพ ศาสตร์ทางจริยธรรม และศาสตร์อื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์กับการปฏิบัติวิชาชีพและการดํารงตนในสังคม 10 มีส่วนในการพัฒนาองค์กรวิชาชีพ 10.1 เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพ 10.2 เข้าร่วมกิจกรรมในการพัฒนาวิชาชีพ 10.3 ส่งเสริมสนับสนุนและเผยแพร่กิจกรรมวิชาชีพ 10.4 ปฏิบัติตามมาตรฐานจรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพ 10.5 ติดตามข้อมูลข่าวสารของวิชาชีพอย่างสม่ําเสมอ เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมของพยาบาลโดยผู้รับบริการ 1. อัธยาศัยในการต้อนรับ 2. ความสุภาพและความอ่อนโยน 3. มีมนุษยสัมพันธ์ 4. ความกระตือรือร้น 5. การควบคุมอารมณ์ 6. การให้ความภาคเสมอ 7. การให้เกียรติ 8. ตอบคําถามด้วยความเต็มใจ 9. ให้คําแนะนําที่เป็นประโยชน์ 10. รับฟังและช่วยคลี่คล้ายปัญหาและให้คําปรึกษา


53 11. รักษาสิทธิของผู้รับบริการ 12. รักษาความลับของผู้รับบริการ 13. อธิบายให้เข้าใจทั้งก่อนและหลังการให้บริการ 14. ปลอบโยนให้กําลังใจ 15. ความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการบริการ 16. ความนิ่มนวลในการปฏิบัติการพยาบาล 17. มีน้ําใจ (สนใจ เต็มใจ เอาใจใส่) 18. ช่วยเหลือให้บรรเทาความเจ็บปวดหรือความไม่สุขสบาย 19. ความสะอาดเรียบร้อยในการแต่งกาย 20. พฤติกรรมโดยทั่วไปน่าเชื่อถือและน่าศรัทธา ตัวอย่างของการดัดแปลงคำพูดเพื่อให้น่าฟัง ☹หมดเวลาเยี่ยม กลับบ้านได้แล้ว ขณะนี้ผู้ป่วยต้องการพักผ่อน พรุ่งนี้เชิญมาเยี่ยมใหม่นะคะ ☹หมอสั่งห้ามเยี่ยม ขอโทษค่ะ คุณหมอบอกว่าผู้ป่วยต้องการพักผ่อนมาก ๆ กรุณามาเยี่ยมโอกาสหน้านะคะ ☹รอเดี๋ยว ไม่ว่าง กรุณารอสักครู่ค่ะ ☹ยังมีอะไรที่ไม่พอใจอีกไหม ถ้ามีอะไรที่จะให้ทางโรงพยาบาล(เรา)ช่วย กรุณาบอกเราด้วยนะคะ ☹หมอไม่อยู่ ไม่รู้ไปไหน คุณหมอกําลังทํา……….เดี๋ยวดิฉันจะรายงานให้คุณหมอทราบค่ะ ☹เราทําดีที่สุดแล้ว ถ้าคุณคิดว่าที่อื่นดีกว่าก็เชิญไปเลย แล้ววันหลังไม่ต้องกลับมาอีกนะ ถ้าเป็นความสะดวกและเป็นประโยชน์ต่อคนไข้ก็แล้วแต่ทางญาติจะพิจารณา และถ้ามีอะไร ให้ทางเราช่วย โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ ☹มีอะไรข้องใจไหม ถ้ามีอะไรที่ยังไม่เข้าใจ กรุณารีบบอกเราด้วยนะคะ ☹คุณมาทำไม? คุณมาทําธุระอะไร สวัสดีค่ะ มาตรวจโรคหรือคะ ?


54 ☹นอนเฉย ๆ อย่าพูดมาก หมอเขาห้ามพูด กรุณาพักผ่อนมาก ๆ เรื่องต่าง ๆ เอาไว้คุยกันพรุ่งนี้นะคะ ☹คุณทําไม่ถูก คุณน่าจะทําได้ดีกว่านี้มาก ☹ใคร ๆ ก็ทําได้ มันไม่ยากเลย คุณต้องทําได้แน่ ☹พูดไม่รู้เรื่อง รู้สึกจะพูดฟังยากหน่อย ☹ฉันไม่เห็นด้วยกับคุณ ดิฉันคิดว่าลองหาวิธีอื่นกันบ้างไหมคะ ☹ถ้าอยากหายก็ให้มาตามนัด กรุณามาตามนัดนะคะ จะได้หายป่วยไว ๆ ☹นี่ ! เวลาพูดก็ขอให้ตั้งใจฟังหน่อย เดี๋ยวกินยากันไม่ถูกหรอก กรุณาฟังหน่อยนะค่ะ จะได้ทานยาได้ถูกต้อง ขอเวลาหน่อยนะคะ จะอธิบายวิธีทานยาที่ถูกต้องให้ค่ะ ☹นี่บอกกี่หนแล้วว่าอย่าลุกจากเตียง กรุณาอย่าลุกจากเตียงนะคะ กรุณาฟังเรื่องอาหารหน่อยนะค่ะ ทานอาหารตามที่หมอสั่งจะได้หายไว ๆ โรคที่คุณเป็นอยู่นี่ เรารับรองว่ารักษาหายได้แน่ค่ะ อย่าได้เป็นห่วง ☹คุณเป็นใคร คุณมาเยี่ยมใคร ขอโทษค่ะ จะมาเยี่ยมผู้ป่วยหรือคะ ขอโทษค่ะ จะมาเยี่ยมผู้ป่วย เตียง (ห้อง) ไหนค่ะ


55 ☹จะเอาอะไรอีก พอหรือยัง ไม่ทราบว่ายังต้องการอะไรเพิ่มอีกไหมคะ ☹เรากําลังยุ่ง (มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา)คุณไปทําเองดีกว่า ขอโทษค่ะถ้าจะให้เราช่วยอาจช้าหน่อยเพราะเจ้าหน้าที่ของเรากําลังทํา…..อยู่ค่ะ ☹ไม่ยอมเข้าใจเลย,ไม่เชื่อเราเลย/พูดกันไม่รู้เรื่อง,ไม่ยอมทําตามเราเลย คุณสนใจอีกนิด รับรองคุณต้องทํา(เข้าใจ) ได้แน่ค่ะ ☹ญาติถอยไป ออกไปรอข้างนอก ญาติกรุณารอข้างนอกนะคะ ไม่ต้องห่วงนะคะ เราจะดูแลญาติของคุณอย่างดีที่สุด ☹ต้องการอะไรก็ว่ามาเลย ถ้ามีอะไรให้เราช่วย กรุณาบอกเราด้วยนะคะ ☹ต้องการถามอะไรก็ว่ามาเลย ต้องการจะถามอะไรบ้างคะ ☹เดินไปนิดเดียวก็เห็นเอง ป้ายเบ้อเร่อเลย กรุณาเดินตรงไปอีกนิด จะพบป้ายอยู่ข้างหน้า ☹เรามีกันแค่นี้ จะเห็นได้ไวอย่างไร รอไม่ได้ก็อย่ารอ กรุณารอหน่อยนะคะ เดี๋ยวเราจะรีบจัดการให้ค่ะ ☹นี่เธอ (เรา) มีญาติ ขอโทษค่ะ ไม่ทราบมีญาติมาด้วยไหมค่ะ ☹เรายังไม่รู้เลยว่าคนไข้เป็นโรคอะไรกันแน่ ขณะนี้กําลังอยู่ระหว่างการวินิจฉัยค่ะ ☺คํานี้ควรใช้บ่อย ๆ ให้เคยชิน สวัสดีค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ ขอโทษค่ะ ขออภัยค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ มีอะไรให้ เราช่วย(รับใช้)บ้างค่ะ โชคดีนะคะ โอกาสหน้าถ้ามีอะไรให้เราช่วย เชิญได้นะคะ ยินดีคะ ฯลฯ


56 ☹ถ้อยคําที่ไม่ควรพูด “พบคนไข้มาก็มาก ไม่เคยมีใครเจ้าปัญหาเท่าคุณเลย” “หมอไม่ใช่เทวดา จะให้หายทันทีได้อย่างไร” “โรงพยาบาลไม่ใช่โรงแรมนะคุณ ไม่ใช่อยากมานอนก็มานอนกันเล่น ๆ ได้ เป็นไข้นิดเดียวจะนอนกัน จริงเลยพวกนี้” “นี่เธอ(เรา) นี่หน่อยซิ” “ทําไมไม่มาตอนกลางวัน ดันมาตอนกลางคืนอยู่เรื่อย” “นี่คนไข้มัวไปอยู่ที่ไหนมา ทําไมถึงเพิ่งมาโรงพยาบาล” “แหม ไม่หนักใกล้ตายก็ไม่มาโรงพยาบาลหรอกพวกนี้” “ลุกเร็ว ๆ หน่อยซิ ทําช้าอยู่ได้ หมอไม่มีเวลามากนะ” “รู้ดีนัก รักษาเสียเองซิ” “แหม มัวสําออยอยู่นั่นแหละ น่ารําคาญจังเธอนี่” บัญญัติ 6 ประการ ของพฤติกรรมการบริการ 1. อย่าสนใจพฤติกรรมบริการส่วนตัวลูกค้า มากกว่าพฤติกรรมบริการของเรา 2. อย่านําพฤติกรรมส่วนตัวมาใช้เป็นพฤติกรรมบริการ 3. รับรู้การมาของลูกค้าอย่างรวดเร็วที่สุด 4. อย่าเล่นสนุกบนความเดือดร้อนของลูกค้า 5. เมื่อพบลูกค้าจงใช้พฤติกรรมที่ดีงามของเราไปสร้างให้เกิดพฤติกรรมที่ดีขึ้นกับลูกค้า แต่อย่าเปิดโอกาสให้ลูกค้านําพฤติกรรมที่ไม่ดีของเขามาสร้างให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดีขึ้นกับเรา 6. เมื่อบริการเกิดปัญหา จงรีบเสนอทางเลือกทางออกให้ลูกค้าให้มากและเร็วที่สุด พฤติกรรมบริการสำหรับเจ้าหน้าที่อุบัติเหตุและฉุกเฉิน 1. วางกิริยาอาการให้ดูสงบ มั่นคง หนักแน่น จริงจัง แต่สุภาพอ่อนหวาน 2. กระตือรือร้น รับรู้การมาของผู้รับบริการเร็วมากที่สุด ให้ความช่วยเหลือผู้รับบริการด้วยความ รวดเร็วและชํานาญ 3. ถ้าผู้ป่วยมีญาติมาด้วย ให้ถือว่าญาติคือส่วนหนึ่งที่จะต้องให้บริการ ต้องให้เกียรติ ให้ความสําคัญ 4. ถ้าญาติตามผู้ป่วยเข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่ต้องการเชิญให้ญาติรอข้างนอก ต้องพูดด้วยคําพูดที่ สุภาพ “ขอโทษนะคะ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการช่วยเหลือผู้ป่วย ญาติกรุณารอข้างนอก นะคะ” 5. ไม่อารมณ์เสีย ไม่เอะอะ ส่งเสียงดังแข่งกับผู้ป่วยและญาติ(ใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว) 6. อธิบายอาการความรุนแรงของโรคขั้นตอนการรักษาให้ผู้ปุวยและญาติทราบเป็นระยะ 7. เป็นสื่อกลางทําความเข้าใจระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและญาติ 8. พูดให้กําลังใจผู้ป่วยและญาติด้วยความตั้งใจ 9. จะทําอะไรกับผู้ป่วยและญาติ ต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนเสมอ 10. แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเหมาะสม เช่น ให้การพยาบาลระหว่างรอแพทย์ 11. ทําบัตรให้เอง


57 พฤติกรรมบริการสำหรับเจ้าหน้าที่ OPD (พยาบาล ห้องตรวจ – ซักประวัติ) 1. สร้างความประทับใจแรกพบด้วยการบริการเชิงรุก คือมองหน้า สบตา ยิ้ม ทักทาย ไต่ถาม เชื้อเชิญ 2. ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ผม ดิฉัน แทนผู้รับบริการว่า คุณ คุณลุง คุณปูา พูดมีหางเสียง “ครับ ค่ะ” ใช้ภาษาบริการ “สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ กรุณา” จนเคยชิน 3. ควบคุมกิริยามารยาทให้สุภาพเรียบร้อย อบอุ่น เป็นมิตรกับผู้รับบริการทุกคนอย่างสม่ําเสมอ 4. ไม่ปฏิเสธ ไม่ตําหนิ นินทาว่าร้ายผู้รับบริการหรือเพื่อนร่วมงาน 5. อธิบายให้ผู้รับบริการทราบก่อนทุกครั้งที่จะทําอะไรกับผู้รับบริการ 6. แนะนําขั้นตอนบริการต่อไปให้ผู้รับบริการทราบเสมอ หรือให้เจ้าหน้าที่พาไปติดต่อกับส่วนอื่น 7. ให้กําลังใจผู้รับบริการทุกครั้งที่มีโอกาส 8. เป็นสื่อกลางสร้างความเข้าในระหว่างผู้รับบริการและแพทย์ 9. ต้องอธิบายการนัดตรวจ นัดพบแพทย์ครั้งต่อไป ตลอดจนแนะนําการตรวจพิเศษ การปฏิบัติตัวให้ ผู้รับบริการเข้าใจ 10. เมื่อบริการเกิดปัญหา รับฟังด้วยความสงบ 11. ต้องแน่ใจว่าข้อมูลทุกอย่าง ทุกครั้งที่ให้แก่ผู้รับบริการจะต้องถูกต้องและครบถ้วน 12. มีอะไรพอที่จะช่วยเหลือได้ ถึงผู้รับบริการไม่ร้องขอก็ให้ความช่วยเหลือ 13. พยายามลดขั้นตอนที่ให้ผู้รับบริการทําเองลงให้มากที่สุด โดยให้เจ้าหน้าที่ทําแทน มาตรฐานการรับโทรศัพท์ 1. รับทันที่ที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไม่ควรทิ้งให้กริ่งเรียกเกิน 3 ครั้ง อย่าให้คนอื่นรอนาน 2. ยิ้มก่อนพูด (Put a smile in your voice) 3. ใช้คําพูด สวัสดีค่ะ แทนฮัลโหล ทุกครั้งที่รับโทรศัพท์ พูดว่า สวัสดีค่ะ ต่อด้วยการบอกสถานที่และ ยินดีรับใช้ค่ะ ก่อนเสมอ 4. ในกรณีที่ปลายสายรอ ต้องให้บริการทุก 20 วินาที ไม่ปล่อยให้รออยู่ว่าง ๆ นานเกินไปเมื่อครบ 60 วินาที ให้ยุติการติดต่อ โดยปลายสายเลือกเองว่าจะให้คนที่ต้องการพูดด้วยโทรกลับ ไปที่หมายเลข อะไร……………หรือจะโทรมาใหม่ หรือจะให้ฝากข้อความไว้ 5. ใช้โทรศัพท์พร้อมด้วยสํานึกแห่งบริการ คือ พร้อมด้วยความร่วมมือ ช่วยเหลือบริการเท่าที่จะทําได้ เช่น กรณีที่เขาต่อมาผิดเบอร์ ถ้าเรารู้ก็ช่วยบอกเขา ถ้าจําเป็นต้องโอนสายก็โอนให้หรือช่วยตามคนที่ ต้องการจะพูดด้วย 6. ใช้คําว่า สวัสดี เมื่อเริ่มและจบการสนทนา 7. อย่าสนทนาหรือพูดโทรศัพท์ 2 เครื่อง หรือพูดคุยกับคนอื่นในขณะใช้โทรศัพท์ 8. อย่าผูกขาดการพูดเสียคนเดียว อย่าออกนอกเรื่อง อย่าขัดจังหวะ อย่าจับผิด อย่าชวนทะเลาะ 9. อย่าฟังเพียงอย่างเดียว คือ เงียบ หรือ ผงกหัว แต่ต้องส่งเสียงโต้ตอบไปเป็นครั้งคราว ให้ ความสําคัญแก่คน และเรื่องราวที่ติดต่อมา ถ้าจําชื่อได้รีบเรียกชื่อเขาทันที 10. อย่าจบการสนทนาโดยใจความยังไม่สมบูรณ์ชัดเจน 11. อย่าพูดขณะที่มีอะไรอยู่ในปาก 12. อย่าหายใจหรือพ่นลมในกระบอกโทรศัพท์ 13. อย่าดัดเสียงให้ทุ้มแหลม ค่อยดัง ช้าเร็ว สูงต่ำ ผิดไปจากธรรมชาติ 14. อย่าเผลอแสดงอาการหงุดหงิดรําคาญ ฉุกเฉิน เบื่อหน่าย


58 เมื่อปลายสายพูดไม่ถูกใจ 15. อย่าใช้โทรศัพท์เป็นที่ระบายอารมณ์ หรือกล่าวโทษ นินทา ให้ร้ายคนอื่น 16. ในกรณีที่ให้ผู้อื่นมาร่วมสนทนาด้วย จะต้องบอกว่าคนที่พูดชื่ออะไร ความสําคัญต่อการพูดอย่างไร 17. จดทุกครั้งที่รับโทรศัพท์ ข้อมูลข่าวสารใดที่ไม่เข้าใจ ถามก่อนที่จะผ่าน เมื่อมีโทรศัพท์ถึงคนที่ไม่อยู่ที่ ทํางาน อย่าลืมใช้แบบฟอร์มการรับโทรศัพท์ 18. จบการพูดลงด้วยมิตรภาพ สบายใจ ขอบคุณ สวัสดี 19. ในกรณีที่เป็นฝ่ายรับต้องรอให้ฝุายเรียกมาวางหูก่อน ถ้าเราต้องการวางก่อน อย่าลืมใช้นิ้วตัด สัญญาณก่อนวาง 20. อย่าทิ้งคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไปใช้โทรศัพท์ในกรณีที่กําลังสนทนากับคนอื่น เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้นอย่า ทอดทิ้งคนที่กําลังนั่งอยู่ข้างหน้าไปรับโทรศัพท์ ควรบอกให้ต่อเข้ามาใหม่ ในกรณีที่จําเป็นต้องพูดก็ ควรขอโทษเขาก่อน 21. ขณะกําลังสนทนาอยู่กับใคร ไม่ควรต่อโทรศัพท์ถึงคนอื่นในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อ การสนทนา 22. อย่าต่อโทรศัพท์ออกไปโดยไม่มีธุระอันควร 23. เมื่อต้องการถามชื่อ ต้องถามว่า ไม่ทราบว่าให้เรียนว่าใครจะเรียนสายด้วยค่ะหรือ จากไหนค่ะ 24. พูดโทรศัพท์ทุกครั้งจะต้อง ข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน กระบวนความภาพพจน์สวยงามประทับใจ


59 แนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๕๙ ------------------------------------ ในปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ได้เข้ามามีบทบาทส าคัญในชีวิตประจำ วันของ ประชาชนเป็นอย่างมาก ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ด้านสุขภาพ ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานอื่นๆ ในระบบสุขภาพ ได้มี การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทั้งในเรื่องส่วนตัว และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ และ บทบาท หน้าที่ ด้านสุขภาพ การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ จำเป็นจะต้อง มีความเหมาะสม เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย องค์กรวิชาชีพ และระบบสุขภาพโดยรวมได้ ซึ่งที่ผ่าน มา ปรากฏกรณีที่มีประเด็น วิพากษ์วิจารณ์ ถึงความเหมาะสมในการใช้งาน หรือแสดง ความเห็นบนสื่อ สังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพเป็นระยะๆ จึงควรมีแนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคม ออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ที่เป็น มาตรฐานกลางส าหรับสภาวิชาชีพและหน่วยงานต่างๆ ในระบบสุขภาพของประเทศไทยขึ้น เช่นเดียวกับ แนวทางปฏิบัติในลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ โดยยึดหลักกฎหมายและหลักจริยธรรมทางการแพทย์ที่ เกี่ยวข้องและกำหนดแนวทางที่เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม และมีจริยธรรม อันจะเป็นการ ธำรงรักษาเกียรติภูมิและความเชื่อมั่นศรัทธาที่ประชาชน มีต่อวิชาชีพและการ ทำงานขององค์กรและบุคคลต่างๆ ในระบบสุขภาพ คณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ จึงมีมติให้ประกาศใช้ แนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพฉบับนี้ขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางของ สภาวิชาชีพ สถานพยาบาล องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพ ในการนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทและ อำนาจหน้าที่ของตน และเป็นแนวทาง เบื้องต้นสำหรับการใช้งานอย่างเหมาะสมของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ต่อไป หมวด ๑ บททั่วไป ______________ ข้อ ๑ แนวทางปฏิบัติฉบับนี้ เป็นแนวทาง (guidelines) เบื้องต้น เพื่อประกอบการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งรวมถึงการใช้งานในเรื่องวิชาชีพ และการใช้งาน ส่วนตัวที่ อาจเกี่ยวข้องหรือส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยวิชาชีพ หรือระบบสุขภาพ โดยรวมได้ สภาวิชาชีพ และ คณะกรรมการ การประกอบโรคศิลปะ ควรพิจารณาน าแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ ไปปรับใช้หรือก กำหนดเป็นแนวทางในการกำกับ การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพในความ ดูแลของตน สถานพยาบาล และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนควร พิจารณา นำแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ไปปรับใช้หรือกำหนดเป็นแนวทางในการกำกับการใช้งานสื่อสังคมออน ไลน์ของบุคลากรที่สังกัดหรือปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรของตน ทั้งที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้าน สุขภาพโดยตรง และบุคคลอื่นที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางสุขภาพแก่ผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศ สุขภาพหรือการสื่อสารสุขภาพ ซึ่งการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์อาจททำให้เกิดปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อการดำเนินงานขององค์กรและระบบสุขภาพโดยรวมด้วย ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพไม่ว่าจะเป็นผู้ ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ผู้ให้บริการทางสุขภาพ หรือบุคลากรอื่นที่ ทำงานในระบบสุขภาพ ตลอดจนผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศสุขภาพ หรือการสื่อสารสุขภาพ และนิสิตนักศึกษา ที่กำลังศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ควรพิจารณานำแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ ไปเป็นแนวทาง


60 ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของตนด้วย ข้อ ๒ ในการนำแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ไปใช้ผู้เกี่ยวข้องควรคำนึงถึงบริบท เหตุผลเจตนาความรุน แรง ความเสียหายและผลกระทบ วิสัย พฤติการณ์ความตระหนัก และสำนึกความรับผิดชอบของผู้กระทำ ตลอดจน ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้นั้นประกอบกัน ผู้ใช้งานสื่อสังคม ออนไลน์ สภา วิชาชีพ สถานพยาบาล และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ พึงติดตามความก้าวหน้า ของเทคโนโลยีและ บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และปรับใช้แนวทางปฏิบัติฉบับนี้ได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากทัศนคติ ความคาดหวัง และพฤติกรรม ของคนใน สังคม ตลอดจน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว องค์ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น กฎหมาย และนโยบายของรัฐอาจเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา จึงควรมีการทบทวน และปรับปรุงแนวทางปฏิบัติฉบับนี้เป็น ระยะๆ ข้อ ๓ ในแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ “ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ” หมายความว่า ผู้ประกอบ วิชาชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และหมายความรวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการสาธารณสุข ชุมชนด้วย “ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ผู้ให้บริการทาง สุขภาพ และ บุคลากรอื่นที่ทำงานในระบบสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นงานทางคลินิก หรืองานด้านสาธารณสุข ทั้งเชิงรับ และเชิงรุก ตลอดจนผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศสุขภาพหรือการสื่อสารสุขภาพ และนิสิต นักศึกษาที่กำลัง ศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ “สภาวิชาชีพ” หมายความว่า สภาวิชาชีพต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการ ประพฤติของ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพในแต่ละสาขา และหมายความรวมถึงคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ และ คณะกรรมการวิชาชีพสาขาต่างๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะด้วย “ผู้ป่วย” หมายความว่า ผู้ป่วยตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และหมายความรวมถึง ผู้ที่รับบริการด้านสุขภาพจากสถานพยาบาลหรือจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพด้วย “สื่อสังคมออนไลน์” หมายความว่า สื่อหรือช่องทางในการติดต่อสื่อสาร หรือแลกเปลี่ยน ข้อมูล ระหว่าง บุคคลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เน้นการสร้างและเผยแพร่เนื้อหาระหว่างผู้ใช้งานด้วยกัน (creation and exchange of user-generated content) หรือสนับสนุนการสื่อสารสองทาง หรือการ นำเสนอและเผยแพร่ เนื้อหาในวงกว้างได้ด้วยตนเอง ซึ่งนิยมเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า social media หรือ social network ซึ่ง รวมถึงสื่อดังต่อไปนี้ (๑) กระดานข่าว (web board หรือ online forums) (๒) เครือข่ายสังคมออนไลน์(social networking services) เช่น Facebook, Google Plus, Myspace, LinkedIn, LINE, WhatsApp, Viber, Skype (๓) สื่อส าหรับการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเนื้อหาที่เป็นภาพนิ่ง เสียง วีดิทัศน์หรือแฟ้มข้อมูล หรือให้บริการเนื้อที่เก็บข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (photo-sharing, audio-sharing, video-sharing, filesharing, and online storage services) เช่น Flickr, Podcast, YouTube, Instagram, Dropbox, Google Drive, Microsoft OneDrive (๔) บล็อก (blogs) เช่น WordPress, Blogger และไมโครบล็อก(microblogs) เช่น Twitter (๕) เว็บไซต์สำหรับการสร้างและแก้ไขเนื้อหาร่วมกัน (wikis) เช่น Wikipedia (๖) เกมออนไลน์หรือโลกเสมือนที่มีผู้ใช้งานหลายคน(multi-user virtual environments) เช่น World of Warcraft, Second Life (๗) สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อออนไลน์อื่นในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันที่เปิดให้ใช้งานเพื่อ เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่มบุคคล หรือกับสาธารณะ


61 หมวด ๒ หลักทั่วไปของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์ __________________ ข้อ ๔ หลักการเคารพกฎหมาย (Respect for the Law) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติ งานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง เคร่งครัด ซึ่งรวมถึงประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล กฎหมายว่าด้วย สุขภาพแห่งชาติกฎหมายของวิชาชีพต่างๆ ด้านสุขภาพ และ กฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ข้อ ๕ หลักการเคารพในจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (Respect for Professional Ethics) ในการใช้ งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามหลักจริยธรรม และข้อบังคับ ว่าด้วย การรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตลอดจนข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้อง ของสภาวิชาชีพที่ตน เป็นสมาชิกอย่างเคร่งครัด การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอยู่ภายใต้ความ ควบคุมของสภาวิชาชีพ ในกรณีที่มีการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สภาวิชาชีพย่อมมีอำนาจ หน้าที่ ดำเนินการตามที่บัญญัติในกฎหมาย ข้อ ๖ หลักการเคารพในกฎระเบียบและนโยบายขององค์กร (Respect for Institutional Policy) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎระเบียบและนโยบายของ องค์กร ต่างๆ ที่ตนปฏิบัติงานหรือเป็นสมาชิกอยู่ในกรณีที่องค์กรนั้น มีกฎระเบียบหรือนโยบายเกี่ยวกับการใช้งาน สื่อ สังคมออนไลน์หรือการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือนโยบายนั้น ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของตนอยู่เสมอ การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติ งาน ด้านสุขภาพ ที่ไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบหรือนโยบายขององค์กรดังกล่าว อาจถูกลงโทษทางวินัย หรือมีผลต่อ หน้าที่การงานหรือสภาพการจ้างในองค์กรได้ ข้อ ๗ หลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการหลีกเลี่ยงการท าให้ผู้อื่นเสียหาย (Respecting Human Dignity and Avoiding Defamation and Cyber-bullying) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลีกเลี่ยงการกระทำหรือการเผยแพร่เนื้อหาที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรืออาจทำให้ บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ถูกคุกคาม หรือถูกกลั่นแกล้ง (cyber-bullying) ข้อ ๘ หลักการรายงานพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ (Report of Misconduct) ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ รับรู้ว่ามีการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม โดยเพื่อน ร่วมงาน ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพคนอื่น หรือบุคคลอื่นใด โดยเฉพาะหากเป็นกรณีที่มีความสำคัญ หรือไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง พึงแจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อพิจารณาหยุดการกระทำดังกล่าว และแก้ไขผล ที่เกิดขึ้น หรือรายงานให้ผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น สภาวิชาชีพ องค์กรที่ผู้นั้นปฏิบัติงานอยู่ หรือหน่วยงาน ที่มีหน้าที่กำกับ ดูแลทราบเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ทั้งนี้ตามความรุนแรงของการ กระทำ ความเหมาะสม ของสถานการณ์และวิสัยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ข้อ ๙ หลักเสรีภาพทางวิชาการ (Academic Freedom) ในฐานะผู้ปฏิบัติงานบนพื้นฐานความรู้(knowledge workers) ที่อาศัยความรู้ทางวิชาการด้าน สุขภาพ เป็นสำคัญ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการในการแสดงความเห็นหรือจุดยืน ทางวิชาการใน เรื่องต่างๆ แต่การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ต้องอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบต่อความเห็นนั้น และสอดคล้องกับ หลักการอื่นในแนวทางปฏิบัตินี้ตลอดจนจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพของตน


62 หมวด ๓ หลักจริยธรรมทั่วไปของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์ __________________ ข้อ ๑๐ หลักการป้องกันอันตรายต่อผู้อื่น (Protection from Harms) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ หากพบการกระทำที่เป็นการ ละเมิดสิทธิของผู้ป่วย หรืออาจเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ ทรัพย์สิน หรือชื่อเสียงของผู้ใดโดย เฉพาะกรณีที่ อาจส่งผลกระทบรุนแรง ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพควรแจ้งผู้ที่กระทำการนั้นเพื่อให้ หยุดการกระทำ ดังกล่าว แจ้งผู้ที่อาจได้รับอันตรายเพื่อให้หลบเลี่ยงจากอันตรายนั้น หรือแจ้งหน่วยงาน ที่มีหน้าที่กำกับดูแล หรือรักษา ความสงบเรียบร้อย เพื่อระงับยับยั้งอันตรายและดำเนินการกับผู้ที่กระทำ การดังกล่าว ทั้งนี้ตามความรุนแรง ของการกระทำ ความเหมาะสมของสถานการณ์ และวิสัยและ พฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีฉุกเฉินอันจำเป็น เร่งด่วนและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพ พึงให้การช่วยเหลือ เบื้องต้นเพื่อระงับยับยั้ง อันตรายดังกล่าว เท่าที่ตนอยู่ในฐานะที่จะช่วยได้ อย่างปลอดภัยตามกฎหมาย จริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตลอดจน วิสัยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ข้อ ๑๑ หลักการมุ่งประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นส าคัญ (Beneficence) ในการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงมุ่งประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ไม่ ว่ากรณีใด การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์จะต้องไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการ สุขภาพแก่ผู้ป่วยหรือทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับบริการสุขภาพด้วยมาตรฐานในระดับที่ดีที่สุดในสถานการณ์ นั้นๆภายใต้ความสามารถและข้อจำกัดตามภาวะวิสัย และพฤติการณ์ที่มีอยู่ หมวด ๔ ความเป็นวิชาชีพ (Professionalism) __________________ ข้อ ๑๒ หลักการรักษาความเป็นวิชาชีพตลอดเวลา (Maintaining Professionalism) ในการ ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงรักษาความเป็นวิชาชีพด้วย การวางตัวอย่าง เหมาะสมโดยไม่จำกัดแต่เพียงเฉพาะขณะปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น เนื่องจากการกระทำส่วนตัวนอกเวลา ปฏิบัติหน้าที่ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความเป็นวิชาชีพในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจน องค์กรวิชาชีพ และระบบสุขภาพโดยรวมได้เสมอ ทั้งนี้ตามความเหมาะสมของบริบทและสถานการณ์ ข้อ ๑๓ หลัก “คิดก่อนโพสต์” (Pausing Before Posting) เนื่องจากเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ อาจคงอยู่อย่างถาวรตลอดไป และอาจถูกนำไปใช้โดยผู้อื่น ได้ผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพ จึงพึงมีสติค านึงถึงความเหมาะสม ข้อดีข้อเสีย และผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้น จากการ เผยแพร่เนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ก่อนทำการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเสมอ (“คิดก่อนโพสต์”) นอกจากนี้ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงรับผิดชอบต่อการกระทำของตนทั้ง ในทางกฎหมาย ทางวินัย ทางจริยธรรม และทางสังคม ข้อ ๑๔ หลักการมีพฤติกรรมออนไลน์อย่างเหมาะสม (Appropriate Behaviors Online) ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงวางตัวอย่างเหมาะสมในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำ ที่ไม่สุภาพหรือไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ การเล่าเรื่องขำขันที่ลามกหรือไม่สุภาพ การถ่ายภาพ และเผยแพร่


63 ภาพที่ อาจแสดงถึงการขาดความเป็นมืออาชีพหรือขาดความเป็นวิชาชีพ เช่น ภาพขณะดื่มสุรา เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ หรือใช้ยาเสพติด ภาพที่ส่อไปในทางเพศหรือลามกอนาจาร ภาพที่อุจาด หวาดเสียว หรือ รุนแรง การแสดงตัว หรือท าให้เข้าใจได้ว่าเหยียดหยามหรือดูหมิ่นคนบางกลุ่ม เป็นต้น พึงระมัดระวังใน การแสดงความเห็นใน ลักษณะบ่นระบายอารมณ์หรือการนินทา บนสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพ พึงระมัดระวังในการ แสดงความเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นข้อถกเถียงหรือสุ่มเสี่ยง อย่างมาก ในสังคม เช่น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์การเมืองการปกครอง เป็นต้น ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงใช้ ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการ เผยแพร่ภาพหรือเนื้อหาในขณะปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพ ในลักษณะที่อาจ ถูกมองว่าไม่เหมาะสมหรือไม่มีความ เป็นวิชาชีพได้เช่น การเผยแพร่ภาพถ่ายในหอผู้ป่วย ห้องคลอด หรือ ห้องผ่าตัดขณะมีการดูแลหรือทำหัตถการ กับผู้ป่วยอยู่ภาพถ่ายขณะให้การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปรากฏตัว ผู้ป่วยหรือข้อมูลของผู้ป่วยอยู่ในภาพหรือเนื้อหาดังกล่าวด้วย ไม่ว่าจะสามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยได้หรือไม่ก็ตาม ข้อ ๑๕ หลักการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอย่างเหมาะสมและแยกเรื่องส่วนตัวกับวิชาชีพ (Privacy Settings and Separating Personal and Professional Information) ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงศึกษาและตั้งค่าความเป็นส่วนตัว (privacy settings) ของสื่อ สังคม ออนไลน์ที่ใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นเรื่องส่วนตัวจากบุคคลภายนอกและ อาจพิจารณาแยกบัญชีผู้ใช้งาน (user account) หรือเนื้อหาที่เป็นเรื่องส่วนตัว กับเรื่องทางวิชาชีพออก จากกัน ข้อ ๑๖ หลักการตรวจสอบเนื้อหาออนไลน์ของตนอยู่เสมอ (Periodic Self-Auditing) ผู้ปฏิบัติ งานด้านสุขภาพ พึงตรวจสอบเนื้อหาหรือข้อมูลของตนหรือเกี่ยวกับตนบนสื่อสังคมออนไลน์ และบน อินเทอร์เน็ตเป็นระยะ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลเกี่ยวกับตนเองมีความถูกต้อง และไม่มีเนื้อหาที่ไม่ เหมาะสม หรืออาจสร้างผลเสียให้กับตนในภายหลังหลงเหลืออยู่ ข้อ ๑๗ หลักการกำหนดขอบเขตความเป็นวิชาชีพกับผู้ป่วย (Professional Boundaries with Patients) เนื่องจากในการประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพมักมีอิทธิพล เหนือความคิด และการตัดสินใจของผู้ป่วย ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพ พึงกำหนดขอบเขต ความเป็นวิชาชีพ (professional boundaries) และรักษาระยะห่าง (keep distance) กับผู้ป่วยให้เหมาะสม ข้อ ๑๘ หลักการกำหนดขอบเขตความเป็นวิชาชีพกับผู้อื่น (Professional Boundaries with Others) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงกำหนดขอบเขตความ เป็นวิชาชีพ (professional boundaries) และรักษาระยะห่าง (keep distance) กับผู้บังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน อาจารย์นิสิต นักศึกษาหรือผู้รับการฝึกอบรม และบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ป่วยให้เหมาะสม และพึงตระหนัก และเคารพในความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ตลอดจนไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นความ ลับของผู้อื่น ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ อาจเลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้ หากพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีผลดีมากกว่าผลเสีย ในกรณีเช่นนี้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงกำหนด ขอบเขตความเป็นวิชาชีพ และรักษาระยะห่างให้เหมาะสมเช่นเดียวกับในชีวิตจริง


64 หมวด ๕ การคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย (Protection of Patient Privacy) __________________ ข้อ ๑๙ หลักการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและการไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของ ผู้ป่วย (Protecting Information Security and Non-Disclosure of Patient Information) ในการ ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยของ ระบบ สารสนเทศและข้อมูลสารสนเทศ (information security) อยู่เสมอ พึงระมัดระวัง ไม่ให้การใช้งาน สื่อสังคม ออนไลน์ของตนส่งผลกระทบสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวของ ข้อมูลผู้ป่วย และพึงระมัดระวังไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลผู้ป่วยจากการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่มีความ จำเป็น และสมควรในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงตระหนักในหน้าที่ตาม กฎหมายในการ คุ้มครองความลับ (confidentiality) และความเป็นส่วนตัว (privacy) ของข้อมูลผู้ป่วย และพึงหลีกเลี่ยงการ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยในประการที่สามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอม จากผู้ป่วยหรือผู้แทนโดยชอบธรรม หรือเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติและ แม้จะได้รับความยินยอมแล้วก็ตาม ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงพิจารณาข้อดีข้อเสียของการเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลดังกล่าว ทั้งผลต่อผู้ป่วย ตนเอง และประโยชน์สาธารณะ ประกอบกันอย่างรอบคอบ ในกรณี ที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ประสงค์จะเผยแพร่ เนื้อหาที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยในสื่อสังคมออน ไลน์ เพื่อประโยชน์ต่างๆ เช่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพด้วยกัน การแลกเปลี่ยน ความเห็นทางวิชาการ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงลบ (de-identify) ข้อมูลระบุตัวตน (identifiers) ของผู้ป่วยทั้งหมด และ รายละเอียดอื่นที่อาจทำให้ผู้อื่นสามารถระบุตัวตน ของผู้ป่วยได้ออกก่อน ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึง ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วย ที่แม้ไม่ได้ มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในประการที่สามารถระบุ ตัวตนของผู้ป่วยได้โดยตรง แต่มีการระบุราย ละเอียดมากพอที่จะทำให้ผู้อื่นสามารถคาดเดาหรือระบุตัวตนของ ผู้ป่วยในภายหลังได้ (re-identification) เช่น แม้ไม่ได้มีการระบุชื่อหรือเลขประจำตัวผู้ป่วย แต่มีการเปิดเผย สถานพยาบาล หอผู้ป่วย และ/หรือ หมายเลขเตียงที่ผู้ป่วยนอนอยู่ เป็นต้น ข้อ ๒๐ หลักการให้ความยินยอมโดยได้รับการบอกกล่าว (Informed Consent) ในการขอความยินยอมจากผู้ป่วยหรือผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงแจ้งให้ ผู้นั้นทราบวัตถุประสงค์ รูปแบบ ช่องทาง และผลดีผลเสียของการเก็บรวบรวม ใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วน บุคคลดังกล่าวให้ทราบและเข้าใจอย่างถ่องแท้ พร้อมทั้งมีโอกาสซักถามก่อนให้ความยินยอม ทั้งนี้ต้องเป็น ความยินยอมโดยสมัครใจอย่างแท้จริง หมวด ๖ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม (Integrity) __________________ ข้อ ๒๑ หลักการไม่โฆษณา (Non-Advertising) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงไม่โฆษณา ใช้จ้างหรือยินยอม ให้ ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพ ความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพทั้งของตน และของผู้อื่น ใน ลักษณะที่ขัดกับข้อบังคับของสภาวิชาชีพว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ผู้รับอนุญาต และ ผู้ดำเนินการ ตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ต้องไม่โฆษณาหรือประกาศหรือยินยอม ให้ผู้อื่นโฆษณา หรือประกาศด้วย ประการใดๆ อันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ผู้ปฏิบัติงาน ด้านสุขภาพ ต้องไม่โฆษณา ผลิตภัณฑ์สุขภาพในลักษณะที่เป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงกฎหมาย


65 ว่าด้วยเครื่องมือแพทย์กฎหมายว่า ด้วยเครื่องสำอางค์กฎหมายว่าด้วยยาและกฎหมายว่าด้วย อาหาร เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์มีลักษณะเฉพาะ ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่ากรณีใดเข้าข่ายการโฆษณาที่ขัดกับ ข้อบังคับของสภาวิชาชีพหรือกฎหมายหรือไม่ บุคคล ตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ควรสอบ ถามสภาวิชาชีพหรือหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อความชัดเจน ข้อ ๒๒ หลักการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน (Full Disclosure) ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือบริการสุขภาพแก่ผู้ป่วย หรือประชาชน หรือผ่าน สื่อสังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงเปิดเผยอย่างชัดเจน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ (conflicts of interest) ซึ่งรวมถึงผลประโยชน์ทั้งที่เป็นตัวเงินและ ไม่ใช่ตัวเงินที่ตน ได้รับจากผู้ประกอบธุรกิจ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือสถานพยาบาล ที่อาจมีผลต่อการให้ข้อมูล ดังกล่าว ทั้งนี้ โดยระบุรายละเอียดตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ ข้อ ๒๓ หลักการระบุวิชาชีพและความรู้ความชำนาญของตน (Self-Identification) ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือบริการสุขภาพแก่ผู้ป่วยหรือประชาชน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงระบุวิชาชีพและความรู้ความชำนาญของตนที่เกี่ยวข้อง ตามความเป็นจริง เพื่อให้ผู้รับข้อมูลสามารถประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ จะต้องไม่เป็นการโฆษณาที่ผิดจริยธรรมวิชาชีพหรือกฎหมาย ข้อ ๒๔ หลักการหลีกเลี่ยงการสำคัญผิดว่าเป็นผู้แทนองค์กร (Avoiding Misrepresentation) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงระมัดระวังไม่ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตน กำลังให้ ข้อมูลหรือทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยไม่ถูกต้อง(misrepresentation) ในกรณีที่การ ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์มีโอกาสเข้าใจผิดดังกล่าวได้ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงระบุให้ ชัดเจนว่าเนื้อหา ดังกล่าวเป็นของตน และไม่ใช่ในฐานะผู้แทนขององค์กรนั้น ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือนโยบายเกี่ยวกับการใช้ชื่อเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ขององค์กรที่ตน ปฏิบัติงานอยู่หรือเป็นสมาชิก และหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ เช่น โลโก้ขององค์กร นั้นในประการที่อาจทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนเป็นผู้แทนขององค์กรนั้นได้ ข้อ ๒๕ หลัก “เช็คก่อนแชร์” (“Fact Checking before Sharing”) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม หรือ ความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่เกี่ยวกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือบริการสุขภาพ ก่อนจะเผยแพร่ ต่อไป พึงให้ ข้อมูลตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานวิชาชีพ และพึงหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ ข้อมูลเท็จ (false claims) ข้อมูลที่มีเจตนาชี้นำโดยมิชอบ (misleading claims) หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับความรู้ทางวิชาการหรือมาตรฐานของวิชาชีพ โดยเฉพาะกรณีที่อาจเป็นอันตราย หากทำ ได้ควรอ้างอิงแหล่งที่มา หรือระบุ ว่าเป็นเนื้อหาที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนเพียงใด หรือเป็นเพียง ความเห็นของตนหรือของผู้เชี่ยวชาญบาง คนไว้ด้วย หากผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ได้เผยแพร่เนื้อหา ที่อาจเป็นอันตราย ไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับความรู้ ทางวิชาการ หรือมาตรฐานของวิชาชีพไปแล้ว และทราบภายหลังว่าไม่ถูกต้องเหมาะสม ผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพพึงดำเนินการตรวจสอบ และแก้ไข การเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวหากทำได้ เช่น อาจลบข้อความเดิมที่เป็น ปัญหา แก้ไขข้อความเดิมให้ถูกต้อง หรือเผยแพร่ข้อความที่แก้ไขแล้วอีกครั้ง เป็นต้น ตลอดจนระงับยับยั้งไม่ให้ มีการเผยแพร่เนื้อหาเดิมหาก ทำได้ หากผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ได้รับรู้ถึงการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง เหมาะสมดังกล่าว โดยบุคคล อื่น ซึ่งเป็นกรณีที่อาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้หลงเชื่อ และอยู่ในวิสัยที่ตนสามารถดำเนินการได้อาจ พิจารณาตรวจสอบ และชี้แจงแก้ไขเนื้อหาให้ถูกต้อง หรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ตาม ความเหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น


66 หมวด ๗ การให้คำปรึกษาออนไลน์(Online Consultation) _________________ ข้อ ๒๖ หลักการปฏิบัติด้วยความระมัดระวังในการให้คำปรึกษาออนไลน์ (Cautious Practice for Online Consultation) ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพผ่านเทคโนโลยี สารสนเทศ หรือสื่อสังคมออนไลน์จากผู้ป่วย หรือจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพ พึง พิจารณาผลดีและผลเสียของการให้คำปรึกษาออนไลน์อย่างรอบคอบ พึงเลือกใช้ตามความ จำเป็นและเหมาะสม อย่างระมัดระวัง และคำนึงถึงข้อจำกัด นอกจากนี้ พึงหลีกเลี่ยง การให้คำปรึกษา ในลักษณะที่แสดงถึงความ มั่นใจ ความชัดเจนแน่นอน โดยไม่ได้คำนึงถึงโอกาสเกิดปัญหา หรือภาวะ แทรกซ้อนที่รุนแรงหรือกรณีฉุกเฉิน ซึ่ง หากเกิดปัญหาขึ้น อาจนำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์หรือ การฟ้อง ร้องได้ ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรให้คำปรึกษาออนไลน์ ผู้ประกอบ วิชาชีพด้านสุขภาพพึงชี้แจงให้ผู้ป่วยเข้าใจ และ ตระหนักในความเสี่ยง และข้อจำกัดของการให้คำปรึกษา ออนไลน์ก่อนให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำ พร้อมทั้งให้ ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว และการรับบริการใน กรณีฉุกเฉินหรือกรณีที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอันตรายหรือไม่ ในกรณี ที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพไม่ประสงค์ จะให้คำปรึกษาออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงตอบ ปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยอาจชี้แจงเหตุผล ประกอบก็ได้ และแนะนำให้ผู้นั้นติดต่อขอคำปรึกษาผ่านช่องทางปกติ ซึ่งอาจรวมถึงการให้บริการ การแพทย์ฉุกเฉินในกรณีจำเป็น ข้อ ๒๗ หลักการบันทึกการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพ (Documentation of Professional Communications) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เพื่อติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วย หรือผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ผู้ปฏิบัติ งานด้านสุขภาพพึงบันทึกการให้ความยินยอมของผู้ป่วย (ถ้ามี) ข้อมูลและรายละเอียดการให้คำปรึกษา และรายละเอียดของการติดต่อสื่อสารดังกล่าว ไว้เป็นส่วนหนึ่งของเวชระเบียน หรือประวัติสุขภาพ ของผู้ป่วย สำหรับการอ้างอิงและเพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการผู้ป่วย หากอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2556 โดยที่เป็นการสมควรให้มีการปรับปรุงรูปแบบจ้างงานเจ้าหน้าที่ในส่วนราชการสังกัด กระทรวง สาธารณสุข เพื่อให้การปฏิบัติราชการเกิดความคล่องตัว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับ นโยบาย ในการแก้ไขปัญหาความขาดแคลนอัตรากําลังคนที่เป็นภารกิจสําหรับการ ปฏิบัติงานของ กระทรวงสาธารณสุข อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่ แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 และมติ คณะกรรมการ กําหนดเป้าหมาย และนโยบายกําลังคนภาครัฐในการประชุมครั้งที่ 3/2555 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2555 : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจึงวางระเบียบไว้ ดังนี้ ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่าระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2556" ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้อ 3 ในระเบียบนี้ "คณะกรรมการ" หมายความถึง คณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข


67 เรียกโดยย่อว่า "กพส." "ส่วนราชการ" หมายความถึง กระทรวง กรม หรือส่วนราชการอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากรมใน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข "หน่วยบริการ" หมายความถึง หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตามระเบียบ กระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเงินบํารุงของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยให้หมายรวมถึง สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่มีรายรับจากการผลิต ศึกษา ฟิกอบรม และการพัฒนา บุคลากรสาธารณสุข "การสาธารณสุข" หมายความถึง การบริหารด้านสาธารณสุข การส่งเสริมสุขภาพ การฟื้นฟู สมรรถภาพ การรักษาพยาบาล การควบคุมและปูองกันโรค การศึกษาวิจัยค้นคว้า การชันสูตรและการ วิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข ตลอดจนการผลิต ศึกษา ฝึกอบรม และการพัฒนาบุคลากรสาธารณสุข "เงินรายได้ของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข" หมายความถึง เงินบํารุง ตาม ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเงินบํารุงของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขหรือเงิน รายรับอื่นที่กระทรวงสาธารณสุขกําหนด "พนักงานกระทรวงสาธารณสุข" หมายความถึง บุคคลซึ่งได้รับการจ้างและได้รับเงิน ค่าจ้าง จากเงินรายได้ของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตามระเบียบนี้ "สัญญาจ้าง" หมายความถึง สัญญาจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุขตามระเบียบนี้ ข้อ 4 บรรดากฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ คําสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่ กําหนดให้ ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหรือ เป็นข้อห้ามในเรื่อง ใด ให้ ถือว่าพนักงานกระทรวงสาธารณสุขต้องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหรือเป็นข้อห้ามเช่นเดียวกับ ข้าราชการ และลูกจ้างของส่วนราชการด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่เรื่องใดมีกําหนดไว้แล้ว โดยเฉพาะในระเบียบนี้ หรือ ตาม เงื่อนไขของสัญญาจ้าง หรือเป็นกรณีที่ กพส. ประกาศกําหนดให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ประเภทใด หรือตําแหน่งในกลุ่มตามลักษณะงานใด ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติเข่นเดียวกับข้าราชการ หรือลูกจ้างของ ส่วนราชการในบางเรื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวง สาธารณสุข ในกรณีที่ กพส. เห็นสมควรอาจกําหนดแนวทางการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง เพื่อกําหนดเป็น มาตรฐานทั่วไปให้หน่วยบริการปฏิบัติ ข้อ 5 ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามระเบียบนี้ หมวด 1 พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ข้อ 6 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมีสองประเภท ดังต่อไปนี้ (1) พนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป ได้แก่ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปฏิบัติงาน ใน ลักษณะเป็นงานประจํา ซึ่งเป็นภารกิจหลักและภารกิจสนับสนุนทั่วไปของหน่วยบริการในด้าน งานเทคนิค งานบริการ งานบริหารทั่วไป งานวิชาชีพเฉพาะ (2) พนักงานกระทรวงสาธารณสุขพิเศษ ได้แก่ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปฏิบัติงาน ในลักษณะที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถหรือความเชี่ยวชาญสูงมากเป็นพิเศษ เพื่อปฏิบัติงาน ในเรื่องที่มี


68 ความสําคัญและจําเป็นเฉพาะเรื่องของหน่วยบริการ หรือมีความจําเป็นต้องใช้บุคคลที่มีลักษณะดังกล่าว และไม่สามารถหาผู้ปฏิบัติที่เหมาะสมในหน่วยบริการได้ ข้อ 7 ในการกําหนดตําแหน่งของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้กําหนดตําแหน่งโดยจําแนก เป็น 3 กลุ่มตามลักษณะงาน ดังนี้ (1) กลุ่มเทคนิค บริการ และบริหารทั่วไป (2) กลุ่มวิขาชีพเฉพาะหรือกลุ่มที่ต้องปฏิบัติงานภายใต้พระราชบัญญัติวิชาชีพ (3) กลุ่มเชี่ยวชาญในแต่ละกลุ่มตามวรรคหนึ่ง กพส. อาจกําหนดให้มีกลุ่มย่อยเพื่อให้เหมาะสม กับลักษณะงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขได้ การกําหนดให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ประเภทใดมีตําแหน่งในกลุ่มใด และ การกําหนดลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะของกลุ่ม ให้เป็นไปตาม ประกาศของ กพส. ข้อ 8 ผู้ซึ่งจะได้รับการจ้างเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (1) มีสัญชาติไทย (2) มีอายุไม่ ต่ำกว่าสิบแปดปี (3) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย (4) ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กําหนดไวในกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการพลเรือน (5) ไม่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรค การเมือง (6) ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจําคุก โดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เพราะกระทําความผิดทาง อาญา เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (7) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออกปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ รัฐวิสาหกิจหรือ หน่วยงานอื่นของรัฐ (8) ไม่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานอื่นของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานหรือลูกจ้างของราชการส่วนท้องถิ่น (9) คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่ส่วนราชการกําหนดไว้ในประกาศการสรรหา หรือการเลือกสรรบุคคลเพื่อจ้างเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ต้องเป็นไปเพื่อความจําเป็นหรือ เหมาะสมกับภารกิจของส่วนราชการนั้น ความใน (1) ไม่ให้ใช้บังคับกับพนักงานกระทรวงสาธารณสุขชาวต่างประเทศ ซึ่งส่วนราชการ จําเป็นต้องจ้างตามข้อผูกพันหรือตามความจําเป็นในภารกิจของส่วนราชการ ในกรณีที่เห็นสมควร กพส. อาจประกาศกําหนดคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามเพิ่มขึ้นหรือ กําหนดแนวทางปฏิบัติของส่วนราชการในการจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของการกําหนดให้มีพนักงานกระทรวงสาธารณสุขตามระเบียบนี้ ข้อ 9 การจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้จ้างได้ตามกรอบอัตรากําลัง โดยคํานึงถึงภารกิจ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิบัติราชการของหน่วยบริการ และต้องไม่กระทบ ต่อการให้บริการสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้โดยได้รับความเห็นชอบจาก กพส. ข้อ 10 หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารงานบุคคล ที่ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย การดําเนินการ ทางวินัย การออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ ให้นําระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย


69 ลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. 22537 มาใช้โดยอนุโลม ข้อ 11 การแต่งกายและเครื่องแบบปกติ ให้เป็นไปตามประกาศของ กพส. สําหรับเครื่องแบบ พิธีการ ให้เป็นชุดสากลนิยม ข้อ 12 บัตรประจําตัวพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นไปตามประกาศของ กพส. ข้อ 13 วัน เวลา ทํางาน ให้เป็นไปตามที่หน่วยบริการกําหนด โดยเทียบเคียงกับลักษณะงานของ ตําแหน่งข้าราชการหรือลูกจ้างประจํา หมวด 3 ระบบการจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ข้อ 16 การจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุขและการทําสัญญาจ้าง ให้ส่วนราชการเป็นผู้ว่าจ้าง โดย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กพส. กําหนด ข้อ 17 เพื่อประโยชน์ของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก พนักงาน กระทรวงสาธารณสุขอาจย้ายไปปฏิบัติงานในหน่วยบริการอื่นในส่วนราชการเดียวกัน โดยได้รับความยินยอม ของส่วน ราชการคู่สัญญา ทั้งนี้ให้ถือว่าสัญญาจ้างเดิมยังมีผลใช้บังคับโดยให้เป็น ไปตามหลักเกณฑ์ที่ กพส. กําหนด ข้อ 18 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่มีตําแหน่งและลักษณะงานเช่นเดียวกับข้าราชการ อาจได้รับ การแต่งตั้งจากส่วนราชการให้เป็นผู้บังคับบัญชาหรือทําหน้าที่ทํานองเดียวกับข้าราชการได้ ทั้งนี้ พนักงาน กระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับการแต่งตั้งจะมีอํานาจหน้าที่ใดให้เป็นไปตามกฎหมายว่า ด้วยการนั้น หมวด 4 ค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ ข้อ 19 ให้นําบัญชีเงินเดือนข้าราชการหรือบัญชีค่าจ้างลูกจ้างประจํามาใช้กําหนดเป็นบัญชี ค่าจ้างของ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขโดยอนุโลมตามลักษณะงานที่จ้าง ทั้งนี้ กพส. อาจกําหนด เงินเพิ่มอีก เพื่อเป็นเงิน ค่าจ้างแก่พนักงานกระทรวงสาธารณสุขโดยให้เป็นไปตามที่ กพส. กําหนด ให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุขได้รับการเพิ่มค่าจ้างและหรือค่าตอบแทนกรณีค่าจ้างเต็มอัตราตามผล การประเมินผลการปฏิบัติงานในวันที่ 1 ตุลาคม ทั้งนี้คุณสมบัติของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ที่จะได้รับเงินเพิ่มค่าจ้างและหรือค่าตอบแทนตามที่ กพส. กําหนด ข้อ 20 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มสําหรับตําแหน่งที่มีเหตุพิเศษ พื้นที่ ทุรกันดาร พื้นที่พิเศษและขาดแคลนอัตรากําลังคน และเงินเพิ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ค่าจ้างก็ได้ ทั้งนี้ตาม หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ กพล. กําหนด ข้อ 21 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขตําแหน่งใดอาจได้รับสิทธิประโยชน์ ดังต่อไปนี้ (1) สิทธิเกี่ยวกับ การลาประเภทต่าง ๆ (2) สิทธิในการได้รับค่าจ้างระหว่างลา (3) สิทธิในการ ได้รับค่าตอบแทน การปฏิบัติงานนอกเวลางาน (4) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (5) ค่าเบี้ยประชุม (6) กองทุน สํารองเลี้ยงชีพ ของพนักงานกระทรวง สาธารณสุข (7) สิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม (8) สิทธิอื่น ๆ ที่ กพส.กําหนด หลักเกณฑ์การได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่ กพส. ประกาศกําหนด ข้อ 22 การพัฒนา ศักยภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้นําระเบียบกระทรวง การคลังว่าด้วยการทําสัญญา และการชดใช้เงินกรณีรับทุนลาศึกษา ฝึกอบรม


70 ปฏิบัติการวิจัย และปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ พ.ศ. 2548 และระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการ ให้ข้าราชการ ไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการ วิจัยและดูงาน ณ ต่างประเทศ พ.ศ. 2549 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม และต้องเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข มาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะใช้สิทธิลาศึกษาต่อได้ หมวด 6 การสิ้นสุดสัญญาจ้าง ข้อ 24 สัญญาจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุขสิ้นสุดลงเมื่อ (1) ครบกําหนดตามสัญญาจ้าง (2) อายุครบหกสิบปี หรือขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามระเบียบนี้ (3) ตาย (4) ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อ ๒๓ (5) ถูกปลดออก หรือไล่ ออก เฉพาะกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง (6) เลิกจ้างเนื่องจากหน่วยบริการเสร็จสันภารกิจ (และฐานะทางการเงินของหน่วยบริการ) (7) ลาออก ข้อ 26 ในระหว่างการจ้าง พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใดประสงค์จะลาออกจากการปฏิบัติ งาน ให้ยื่นหนังสือลาออกต่อหัวหน้าหน่วยบริการตามหลักเกณฑ์ที่ กพส. ประกาศกําหนด ข้อ 27 เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ส่วนราชการอาจมอบหมายให้พนักงานกระทรวง สาธารณสุขไป ปฏิบัติงานนอกเหนือจากเงื่อนไขที่กําหนดในสัญญาจ้างได้ โดยไม่มีเหตุให้พนักงาน กระทรวงสาธารณสุข อ้างขอเลิกสัญญาจ้างหรือเรียกร้องประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ในการนี้ส่วนราชการ อาจกําหนดให้ ค่าล่วงเวลา หรือค่าตอบแทนอื่นจากการสั่งไปปฏิบัติงานดังกล่าวก็ได้ ข้อ 28 ในกรณีที่บุคคลใดพ้นจากการเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขแล้ว หากในการ ปฏิบัติงาน ของบุคคลนั้นในระหว่างที่เป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ส่วนราชการ หรือหน่วยบริการ ให้บุคคลดังกล่าวต้องรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว เว้นแต่ความ เสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย ในการนี้ส่วนราชการหรือหน่วยบริการอาจหักค่าจ้างหรือเงินอื่นใด ที่บุคคลนั้นจะได้รับจากส่วนราชการไว้ เพื่อชําระค่าความเสียหายดังกล่าวก็ได้ ทั้งนี้ให้นําพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาใช้โดยอนุโลม หมวด 8 การประเมินผลการปฏิบัติงาน ข้อ 23 ในระหว่างสัญญาจ้าง ให้หน่วยบริการจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน กระทรวงสาธารณสุข ดังต่อไปนี้ (1) การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป ให้นําผลการ ประเมินไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในกรณีดังต่อไปนี้ (ก) การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มค่าจ้าง


71 (ข) การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อต่อสัญญาจ้าง (2) การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขพิเศษให้กระทํา ในกรณี การประเมินผลสําเร็จของงานตามช่วงเวลาที่กําหนดไว้ในสัญญาจ้าง หรือเพื่อต่อสัญญาจ้าง หลักเกณฑ์ ว่าด้วยการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มค่าจ้าง และต่อสัญญาจ้างของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นไปตามที่ กพส. กําหนด ข้อ 24 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใดไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงาน ตามข้อ 23 (1) ข ให้ถือว่าสัญญาจ้างของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นสิ้นสุดลง โดยให้หน่วยบริการแจ้งให้ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้น ประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สิทธิประโยชน์ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป พ.ศ 2556 เพื่อให้การกําหนดสิทธิประโยชน์พนักงานกระทรวงสาธารณสุขเป็นมาตรฐานให้ส่วนราชการใน สังกัด ถือปฏิบัติอาศัยอํานาจตามความในข้อ 21 ของระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยพนักงาน กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ2556 . คณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข จึงออกประกาศ ไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ในประกาศนี้ "ปี" หมายความว่า ปีงบประมาณ ข้อ 2 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมีสิทธิลาในประเภทต่าง ดังต่อไปนี้ (1) การลาป่วย (2) การลาคลอดบุตร (3) การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร (4) การลากิจส่วนตัว (5) การลาพักผ่อน (6) การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์ (7) การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล (8) การลาไปศึกษา อบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน ในประเทศ ข้อ 3 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างลาตามข้อ 2 โดยให้เป็นไปตาม ตารางที่ 1 สําหรับอํานาจอนุญาตการลาประเภทต่าง ๆ ให้เป็นไปตามตารางที่ 2 ข้อ 4 ให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุขได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ดังนี้ (1) ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง หรือระเบียบ หรือข้อบังคับกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการนั้นโดยอนุโลม (2) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ของข้าราชการโดยอนุโลม (3) ค่าเบี้ยประชุม ตามกฎหมายว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ โดยอนุโลม (4) ค่าใช้จ่ายในการ'ฝึกอบรม ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ของส่วนราชการ โดยอนุโลม ข้อ 5 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใดถึงแก่ความตายในระหว่างรับราชการ ให้จ่ายเงินช่วย


72 พิเศษจํานวน สามเท่าของค่าจ้างเต็มเดือนที่พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นมีสิทธิได้รับในเดือนที่ถึงแก่ ความตาย ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งได้แสดงเจตนาไว้ โดยทําเป็นหนังสือตามแบบที่ กพส.กําหนดยื่นต่อ หน่วยงานผู้จ้าง กรณีไม่ได้ทําเป็นหนังสือแสดงเจตนาไว้ ให้จ่ายแก่ทายาทตามกฎหมายที่กําหนดไว้ใน มาตรา 24 แห่ง พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บําเหน็จ บํานาญ และเงินอื่นในลักษณะ เดียวกัน พ.ศ2534 . และที่ แก้ไขเพิ่มเติม พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใด ตายในระหว่างละทิ้งหน้าที่ ราชการโดยไม่มีเหตุผล อันสมควรหรือหนีราชการห้ามมิให้จ่ายเงินช่วยพิเศษ ข้อ ๖ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์การลาออกจากการปฏิบัติงานในระหว่างสัญญาจ้าง ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป พ.ศ.2556 โดยที่เป็นการสมควรกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการลาออกจากการปฏิบัติงานใน ระหว่างสัญญาจ้างของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นไปด้วยความ เรียบร้อย และมีมาตรฐานเดียวกันอาศัยอํานาจตามความในข้อ 26 แห่งระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2556 คณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข จึงออก ประกาศไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ผู้มีอํานาจอนุญาตการลาออกตามหลักเกณฑ์นี้ คือ หัวหน้าส่วนราชการ ข้อ 2 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใดประสงค์จะลาออกจากการปฏิบัติงานในระหว่าง สัญญาจ้าง ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งตามแบบหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติ งาน ท้ายประกาศนี้การยื่นหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงาน ยกเว้นกรณีลาออกเพื่อดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองหรือเพี่อสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวันขอลาออกไม่น้อยกว่า 30 วัน และให้การลาออกมีผล นับตั้งแต่วันที่ผู้นั้น ขอลาออกจากการปฏิบัติงาน หนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงานที่ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกน้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ได้ รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากหัวหน้าส่วนราชการ หรือกรณีที่มิได้ระบุวันขอลาออก ให้ถือวันถัด จากวัน ครบกําหนด 30 วัน นับตั้งแต่วันยื่นเป็นวันขอลาออกจากการปฏิบัติงาน ในกรณีมีเหตุผลความจําเป็นเป็นพิเศษ ผู้บังคับบัญชาจะอนุญาตให้พนักงานกระทรวง สาธารณสุข ซึ่งประสงค์จะลาออกจากการปฏิบัติงานในระหว่างสัญญาจ้างยื่นหนังสือขอลาออกล่วงหน้า น้อยกว่า 30 วัน ก็ได้ ข้อ 3 เมื่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งของผู้ขอลาออกจากการปฏิบัติงานได้รับหนังสือขอ ลาออกแล้ว ให้บันทึกวันยื่นหนังสือขอลาออกนั้นไว้เป็นหลักฐาน และให้ตรวจสอบว่าหนังสือขอลาออก ดังกล่าว ได้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือไม่ พร้อมทั้งพิจารณาเสนอความเห็น ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปแต่ละระดับเสนอความเห็นตามลําคับ จนถึงหัวหน้าส่วนราชการ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงานนั้น ข้อ 4 เมื่อหัวหน้าส่วนราชการได้รับหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงานของพนักงาน กระทรวงสาธารณสุขผู้ใดแล้ว ถ้าเป็นหนังสือขอลาออกที่ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อย กว่า 30


73 วัน หรือ ที่มิได้ ระบุวันขอลาออกให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาว่า จะสั่งอนุญาตให้ผู้นั้นลาออกจาก การปฏิบัติงาน หรือจะสั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออก โดยให้ดําเนินการ ดังนี้ (1) ในกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการ พิจารณาเห็นว่าควรอนุญาตให้ลาออกจากการ ปฏิบัติงาน ในระหว่างสัญญาจ้างได้ ให้หัวหน้าส่วนราชการ มีคําสั่งอนุญาตให้ลาออก เป็นลายลักษณ์อักษร ให้เสร็จสิ้นก่อนวันขอลาออกแล้วแจ้งคําสั่งดังกล่าว ให้ผู้ขอลาออก ทราบก่อนวันขอลาออกด้วย (2) ในกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการ พิจารณาเห็นว่าควรยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกจากการ ปฏิบัติงานในระหว่างสัญญาจ้าง เนื่องจากจําเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการให้หัวหน้า ส่วนราชการ มีคําสั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกเป็นลายสักพนอักษรให้เสร็จสิ้นก่อนวันขอลาออกแล้วแจ้งคําสั่ง ดังกล่าวพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ขอลาออกทราบก่อนวันขอลาออกด้วย ทั้งนี้ การยับยั้งการอนุญาตให้ ลาออกให้สั่งยับยั้งได้ เพียงครั้งเดียว ไม่เกิน 90 วัน ในกรณีเป็นหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงานที่ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออก น้อยกว่า 30 วัน เมื่อหัวหน้าส่วนราชการได้รับหนังสือขอลาออกดังกล่าวแล้ว ให้มีคําสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนวันขอลาออกว่าจะอนุญาตให้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกน้อยกว่า 30 วัน ตามที่ผู้ขอลาออก ได้ยื่นไว้หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อจะได้ทราบว่าวันขอลาออกในกรณีดังกล่าว คือ วันที่ระบุไว้ในหนังสือขอ ลาออก หรือวันถัดจากวันครบกําหนด 30 วันนับแต่วันยื่นหนังสือขอลาออก แล้วให้พิจารณาดําเนิน การตาม (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ข้อ 5 ในกรณีที่ผู้ขอลาออกจากการปฏิบัติงานได้ออกไปโดยผลของกฎหมาย เนื่องจากหัวหน้า ส่วนราชการ มิได้มีคําสั่งอนุญาตให้ลาออกและมิได้มีคําสั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออก ก่อนวันขอลาออก หรือ เนื่องจากครบกําหนดเวลายับยั้งการอนุญาตให้ลาออก ให้หัวหน้าส่วนราชการมีหนังสือแจ้งวันออก จากการปฏิบัติงานให้ผู้ขอลาออกทราบตามที่เห็นสมควร นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากการปฏิบัติงานและ แจ้งให้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบด้วย ข้อ 6 การยื่นหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงานเพื่อดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อ สมัครรับเลือกตั้ง ตามข้อ 6 วรรคสอง ให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปขั้นหนึ่งอย่างช้าภายในวันที่ ขอลาออก จากการปฏิบัติงาน และให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเสนอหนังสือขอลาออกนั้นต่อผู้บังคับบัญชา เหนือขึ้นไป ตามลําดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการโดยเร็ว ข้อ 7 เมื่อหัวหน้าส่วนราชการ ได้รับหนังสือขอลาออกตามข้อ 2 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วให้มีคําสั่งอนุญาตให้ลาออกจากราชการได้ตั้งแต่วันที่ขอลาออก ข้อ 8 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการลาของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ตามประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสิทธิประโยชน์ ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป พ.ศ. 2556 เพื่อให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการลา ภายใต้ประกาศคณะ กรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สิทธิประโยชน์ของพนักงานกระทรวง สาธารณสุข ทั่วไป พ.ศ. 2556 ปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน อาศัยอํานาจตามข้อ 4 วรรคสอง แห่งระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยพนักงานกระทรวง สาธารณสุข พ.ศ. 2556 จึงกําหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการลาของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขไว้


74 ดังนี้ 1. ผู้มีอํานาจพิจารณาหรืออนุญาต และการใช้อํานาจพิจารณาหรืออนุญาตการลาสําหรับ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นไปตามตารางแนบท้ายประกาศคณะกรรมการบริหาร พนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สิทธิประโยชน์ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป พ.ศ. 2556 ในกรณีที่ผู้มีอํานาจอนุญาตการลาตามประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข กําหนด ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ และผู้ลามีเหตุจําเป็นเร่งด่วนไม่อาจรอขออนุญาต จากผู้มีอํานาจได้ ให้ผู้ลาเสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้มีอํานาจอนุญาตการลาชั้นเหนือชั้นไปเพื่อพิจารณา และเมื่ออนุญาตแล้ว ให้แจ้งผู้มีอํานาจตามตารางแนบท้ายของประกาศดังกล่าวทราบด้วย การลาของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขในช่วงก่อนและหลงวันหยุดราชการประจําสัปดาห์หรือ วันหยุดราชการประจําปีเพื่อให้มีวันหยุดต่อเนื่องกัน ให้ผู้มีอํานาจพิจารณาหรืออนุญาตใช้ดุลยพินิจตาม ความเหมาะสมและจําเป็นที่จะอนุญาตให้ลาได้ โดยมีให้เสียหายแก่การปฏิบัติราชการ 2. การนับวันลาให้นับตามปีงบประมาณการนับวันลาเพื่อประโยชน์ในการเสนอ หรือจัดส่ง ใบลา และอนุญาตให้ลาสําหรับการลาทุก ประเภท จะต้องนับต่อเนื่องกัน โดยนับวันหยุดราชการ ที่อยู่ในระหว่างวันลาประเภทเดียวกันรวมเป็นวันลาด้วยการนับวันลา เพื่อประโยชน์ในการคํานวณวันลา หากเป็นวันลาป่วย วันลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร วันลากิจส่วนตัว และวันลาพักผ่อนให้นับ เฉพาะวันทําการ โดยหักวันหยุดราชการที่มีอยู่ระหว่างนั้น ออก เพื่อให้เหลืออยู่เฉพาะวันเปิดทําการที่ จะต้องนําไปคํานวณวันลา ส่วนวันลาประเภทอื่นให้นับ ต่อเนื่องกันโดยนับวันหยุดราชการที่อยู่ใน ระหว่างวันลาประเภทเดียวกันรวมเป็นวันลาด้วย การลาป่วยหรือการลากิจส่วนตัว ซึ่งมีระยะเวลา ต่อเนื่องกันจะเป็นในปีเดียวกันหรือไม่ก็ตาม ให้ นับเป็นการลาครั้งหนึ่ง ถ้าจํานวนวันลาครั้งหนึ่งรวมกัน เกินอํานาจของผู้มีอํานาจอนุญาตระดับใด ให้นํา ใบลา เสนอขึ้นไปตามลําดับจนถึงผู้มีอํานาจอนุญาต พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับอนุญาตให้ลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร ลากิจส่วนตัว หรือลาพักผ่อน ซึ่งได้หยุดราชการไปยังไม่ครบกําหนด ถ้ามีราชการจําเป็นเกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอํานาจ อนุญาตจะเรียกตัวมาปฏิบัติงานระหว่างการลาก็ได้ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ถูกเรียกกลับมาปฏิบัติงานระหว่างการลาให้ถือว่าการลาเป็นอัน สิ้นสุดก่อนวันมาปฏิบัติงาน เว้นแต่ผู้มีอํานาจอนุญาตเห็นว่าการเดินทางต้องใช้เวลา ให้ถือว่าสิ้นสุดก่อน วันเดินทางกลับ การลาครึ่งวันในตอนเช้า หรือ ตอนบ่าย ให้นับเป็นการลาครึ่งวันตามประเภทของการลานั้น ๆ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งได้รับอนุญาตให้ลา หากประสงค์จะยกเลิกวันลาที่ยังไม่ได้หยุด ราชการ ให้เสนอขอยกเลิกวันลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลําดับจนถึงผู้มีอํานาจอนุญาตการลา และให้ถือว่า การลาเป็นอันสิ้นสุดก่อนวันมาปฏิบัติงาน 3. เพื่อควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้ส่วนราชการจดทําบัญชี ลงเวลาการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขในสังกัด โดยใช้แบบเช่นเดียวกับของข้าราชการ โดยอนุโลมหรือจะใช้เครื่องบันทึกเวลาการปฏิบัติงานแทนก็ได้แต่จะต้องมีหลักฐานให้สามารถ ตรวจสอบ วันเวลา การปฏิบัติงานไต้ด้วย 4. การลาให้ใช้แบบการลาตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของ ข้าราชการ พ.ศ. 2555 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยอนุโลม กรณีจําเป็นหรือรีบด่วนจะใช้ใบลาที่มีข้อความไม่ครบถ้วนตาม แบบ หรือจะลาโดยวิธีการอย่างอื่นก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องส่งใบลาตามแบบในวันแรกที่มาปฏิบัติงาน ส่วนราชการอาจนําระบบอิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้ในการเสนอใบลา อนุญาตให้ลา และ ยกเลิกวันลา สําหรับการลาป่วย ลากิจส่วนตัว หรือลาพักผ่อน ก็ได้ทั้งนี้ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว จะต้องเป็นระบบที่มีความปลอดภัย รัดกุม สามารถตรวจสอบตัวบุคคล และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการลา


75 เป็นหลักฐาน ในราชการได้ 5. พนักงานกระทรวงสาธารณสุขประสงค์จะไปต่างประเทศในระหว่างการลาตามประกาศคณะ กรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สิทธิประโยชน์ชองพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ทั่วไป พ.ศ. 2556 หรือในระหว่างวันหยุดราชการให้เสนอขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาตามลําดับจนถึง หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการ 6. พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใดไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้อันเนื่องมาจากพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งเกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไปในท้องที่นั้น หรือพฤติกรรมพิเศษซึ่งเกิดขึ้นกับพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ผู้นั้น และมีได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือความผิดของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นเอง โดย พฤติกรรมพิเศษดังกล่าวร้ายแรงจนเป็นเหตุขัดขวาง ทําให้ไม่สามารถมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ตั้ง ตามปกติ ให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นรีบรายงานพฤตการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งอุปสรรคขัดขวาง ที่ทําให้มาปฏิบัติงานไม่ได้ต้องรายงาน ผู้บังคับบัญชาตามลําดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการในวันแรก ที่มาปฏิบัติงานในกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายจาก หัวหน้าส่วนราชการ เห็นว่าการที่พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นไม่สามารถมา ปฏิบัติงานได้เป็นเพราะ พฤติกรรมพิเศษตามวรรคหนึ่ง ให้สั่งให้การหยุดราชการชองพนักงานกระทรวง สาธารณสุขผู้นั้นไม่นับเป็น วันลาตามจํานวนวันที่ไม่มาปฏิบัติงานได้ อันเนื่องมาจากพฤติกรรมพิเศษ ดังกล่าวถ้าเห็นว่าไม่เป็นพฤติการณ์พิเศษให้ถือว่าวันที่พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นไม่มา ปฏิบัติงานเป็นวันลากิจส่วนตัว 7. วิธีปฏิบัติเกี่ยวกบการลาตามประเภทต่าง ๆ ให้ดําเนินการด้งนี้ 7.1 การลาป่วย พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลาป่วยเพื่อรักษาตัว ให้เสนอหรือ จัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลําดับจนถึงผู้มีอํานาจอนุญาตก่อนหรือในวันที่ลาในกรณีจําเป็นจะเสนอ หรือจัดส่งใบลาในวันแรกที่มาปฏิบัติงานก็ไต้ ในกรณีที่พนักงานกระทรวงลาธารณสุขผู้ขอลามีอาการป่วยจนไม่สามารถจะลงชื่อในใบลา ได้จะให้ผู้อื่นลาแทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว การลาป่วยตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป ต้องมีใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลที่ทางราชการรับรอง ประกอบการลาหรือ พิจารณาอนุญาต 7.2 การลาคลอดบุตร พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลาคลอดบุตร ให้เสนอหรือ จัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลําดับ จนถึงผู้มีอํานาจอนุญาตก่อนหรือในวันที่ลา เว้นแต่ไม่สามารถ จะลงชื่อในใบลาได้จะให้ผู้อื่นลาแทนก็ได้แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว การลาคลอดบุตรจะลาในวันที่คลอด ก่อนหรือหลังวันที่คลอดบุตรก็ได้แต่เมื่อรวมวันลาแล้ว ต้องไม่เกิน 90 วัน พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับอนุญาตให้ลาคลอดบุตรและได้หยุดราชการ ไปแล้วแต่ไม่ได้ คลอดบุตรตามกําหนด หากประสงค์จะขอยกเลิกวันลาคลอดบุตร ให้ผู้มีอํานาจอนุญาต อนุญาตให้ยกเลิกวันลาคลอดบุตรได้โดยให้ถือว่าวันที่ไต้หยุดราชการไปแล้วเป็นวันลากิจส่วนตัว การลาคลอดบุตรคาบเกี่ยวกับการลาประเภทใดซึ่งยังไม่ครบกําหนดวันลาของการลาประเภท นั้น ให้ถือว่าการลาประเภทนั้นสินสุดลง และให้นับเป็นการลาคลอดบุตรตั้งแต่วันเริ่มวันลาคลอดบุตร 7.3 การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลาไปช่วย เหลือภริยาโดยขอบด้วยกฎหมายที่คลอดบุตร ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลําดับจนถึงผู้มี อํานาจอนุญาต โดยยื่นใบลาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ภริยาคลอดบุตรและให้มีสิทธิลาไปช่วยเหลือภริยา ที่คลอดบุตรครั้งหนึ่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 15 วันทําการ ซึ่งผู้มีอํานาจอนุญาตอาจให้แสดงหลักฐานประกอบ


76 พิจารณาอนุญาตด้วยก็ได้เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจงจะหยุดราชการได้เว้นแต่มีเหตุจําเป็นไม่สามารถรอรับ อนุญาตได้ทัน จะเสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมระบุเหตุจําเป็นไว้ แล้วหยุดราชการไปก่อนก็ได้แต่จะต้อง ชี้แจงเหตุผลให้ผู้มีอํานาจอนุญาตทราบโดยเร็ว 7.4 การลากิจส่วนตัว พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลากิจส่วนตัวให้เสนอหรือ จัดส่ง ใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลําดับจนถึงผู้มีอํานาจอนุญาต และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจงจะหยุดราชการได้ เว้นแต่มีเหตุจําเป็นไม่สามารถรอรับอนุญาตไต้ทันจะเสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมระบุเหตุจําเป็น ไว้แล้วหยุดราชการไปก่อนก็ได้แต่จะต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้มีอํานาจอนุญาตทราบโดยเร็ว ในกรณีมีเหตุพิเศษที่ไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนไต้ ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมทั้ง เหตุผลความจําเป็นต่อผู้บังคับบัญชาตามลําดับจนถึงผู้มีอํานาจอนุญาตทันที่ในวันแรกที่มาปฏิบัติงาน 7.5 การลาพักผ่อน พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมสิทธิลาพักผ่อนประจําปี ในปีหนึ่งได้ 10 วัน ทําการโดยไม่มีการสะสมวันลา สําหรับในปีแรกที่ไต้รับการจ้างงานเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ครบ 6 เดือน ไม่มีสิทธิลาพักผ่อน พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่เคยได้รับการจ้างงานเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ติดต่อกัน มาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน และได้พันจากการเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว แต่ต่อมา ได้รับการ จ้างเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขในส่วนราชการ (กรม) เดียวกันซึ่งอยู่ใน ปีงบประมาณ เดียวกัน ให้มี สิทธิลาพักผ่อนได้ 10 วันทําการ หรือตามจํานวนวันลาพักผ่อน ที่เหลือจากการใช้สิทธิในปีงบประมาณนั้นไปแล้ว พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ประจําในจังหวัดขายแดนภาคใต้ตามที่ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบําเหน็จความขอบสําหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ พ.ศ.2550 หรอที่แก้ไขเพิ่มเติมกําหนด ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 3 เดือน มีสิทธิลาพักผ่อนประจําปี ในปีหนึ่งได้เพิ่มขึ้นอก 10 วันทําการโดยไม่มีการสะสมวันลาพนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะ ลาพักผ่อน ให้เสนอหรอจัดส่งใบลาต่อ ผู้บังคับบัญชาตามลําดับจนถึงผู้มีอํานาจอนุญาต และเมื่อได้รับ อนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้ การอนุญาตให้ลาพักผ่อน มีอํานาจอนุญาตจะอนุญาตให้ลาครั้งเดียวหรอหลายครั้งก็ได้โดยมิ ให้เสียหายแก่ราชการ 7.6 การลาอุปสมบทหรอลาไปประกอบพิธีฮัจย์ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลา อุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือพนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่ง ประสงค์จะลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมีองเมกกะ ประเทศชาอุดิอาระเบีย ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อ ผู้บังคับบัญชาตามลําดับ จนถึงผู้อํานาจพิจารณาหรืออนุญาตก่อนวันอุปสมบท หรือก่อนวันเดินทางไป ประกอบพิธีฮัจย์ไม่น้อยกว่า 60 วัน กรณีมีเหตุพิเศษไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนตามวรรคหนึ่ง ให้ชี้แจงเหตุผลความจําเป็น ประกอบการลา และให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้มีอํานาจพิจารณาหรืออนุญาตที่จะพิจารณาให้ลาหรือไม่ได้ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับอนุญาตให้ลาอุปสมบทแล้ว ให้ส่วนราชการจัดทําแบบใบอนุญาต ตามเอกสารแนบท้าย สําหรับพนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับอนุญาตให้ลาอุปสมบท หรือลาไประกอบพิธีฮัจย์ และได้หยุดราชการไปแล้ว หากปรากฏว่ามีปัญหาอุปสรรคทําให้ไม่ สามารถอุปสมบทหรือไปประกอบ พิธีฮัจย์ตามที่ขอลาไว้ เมื่อได้รายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติงาน ตามปกติและขอยกเลิกวันลาให้ผู้มีอํานาจ พิจารณา หรืออนุญาตให้ยกเลิกวันลาอุปสมบท หรือไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยให้ถือว่าวันที่ได้หยุดราชการ ไปแล้วเป็นวันลากิจส่วนตัว


77 7.7 การลาเช้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้รับ หมายเรียกเข้ารับการตรวจเลือก ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวันเข้ารับการตรวจเลือก ไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง ส่วนพนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับหมายเรียกเข้ารับการเตรียมพล ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่เวลารับหมายเรียกเป็นต้นไป และให้ไปเข้ารับ การตรวจเลือก หรือเข้ารับการเตรียมพล ตามวันเวลาในหมายเรียกนั้นโดยไม่ต้องรอรับคําสั่งอนุญาต และให้ผู้บังคับบัญชาเสนอรายงานลาไป ตามลําดับจนถึงผู้มีอํานาจอนุญาต 7.8 การลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงานในประเทศ พนักงานกระทรวง สาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงานในประเทศ ให้เสนอ หรือจัดส่งใบลา ต่อผู้บังคับบัญชาตามลําดับจนถึงผู้มีอํานาจเพื่อพิจารณาอนุญาต เมื่ออนุญาตแล้ว ให้รายงานหัวหน้าส่วน ราชการทราบด้วย สำหรับกรณีการลาไปศึกษาภายในประเทศ ต้องเป็นพนักงาน กระทรวงสาธารณสุข ที่จ้างงานต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยมระยะเวลาการลาศึกษาไม่เกิน 2 ปี แต่ต้องมีระยะเวลา การจ้างงานก่อนครบสัญญาจ้างไม่น้อยกว่าระยะเวลาที่ปฏิบัติงานชดใช้ทุน 8. พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมีสิทธิไต้รับค่าจ้างระหว่างลาตามประเภทการลาต่าง ๆ โดยให้ เป็นไปตามตารางแนบท้ายชองประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสิทธิ ประโยชน์ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป พ.ศ. 2456 สำหรับจํานวนวันลาของพนักงาน กระทรวงสาธารณสุขที่เกินจากที่กําหนด 9. ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด


Click to View FlipBook Version