การสรา้ งปา่ เชงิ นเิ วศ
เพ่ือความมน่ั คงของราษฎรในพื้นที่ปา่ อนรุ ักษ์
สำนกั วจิ ยั การอนรุ กั ษ
ปา ไมแ ละพนั ธุพืช
สก�ำรมนอักุทวิจยัำยนกแำหรอ่งชนำุรตักิ ษสั์ตปว่ำ์ปไม่ำ้แแลละะพพันันธธุุ์์พพืืชช
การสรา้ งปา่ เชิงนเิ วศ
เพื่อความมัน่ คงของราษฎรในพื้นที่ปา่ อนรุ กั ษ์
S Sh MS
Sh Sh
P Sh
LP
Sh Sh Sh
Sh
S MS
สำนกั วจิ ัยการอนรุ ักษ
ปา ไมและพนั ธุพชื
ส�ำนักวิจัยการอนุรกั ษป์ า่ ไม้และพนั ธ์ุพืช
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตว์ปา่ และพันธ์พุ ชื
2564
การสรา้ งปา่ เชงิ นเิ วศ
เพ่ือความมน่ั คงของราษฎรในพ้ืนท่ปี า่ อนุรกั ษ์
ทป่ี รึกษา อธบิ ดกี รมอุทยานแห่งชาติ สตั วป์ ่า และพันธพ์ุ ืช
ธัญญา เนตธิ รรมกลุ รองอธบิ ดีกรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตวป์ า่ และพันธุพ์ ืช
ประกติ วงศ์ศรีวัฒนกุล รองอธบิ ดีกรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตวป์ า่ และพันธุ์พืช
สมหวงั เรอื งนวิ ัติศยั รองอธบิ ดีกรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สัตวป์ า่ และพันธุ์พืช
รงุ่ นภา พฒั นวิบลู ย์ ผู้อำ� นวยการส�ำนักวจิ ัยการอนรุ ักษ์ป่าไม้และพนั ธ์พุ ชื
จรวย อนิ ทรจ์ นั ทร์ ผอู้ ำ� นวยการส�ำนกั อนุรกั ษแ์ ละจดั การต้นน้ำ�
บำ� รุง แสงพันธุ์ ผอู้ �ำนวยการสำ� นักฟ้ืนฟูและพัฒนาพนื้ ที่อนรุ กั ษ์
อนันต์ ปิน่ นอ้ ย
ผู้เรียบเรียง วรดลต์ แจม่ จำ� รญู
จนิ ตนา บพุ บรรพต ภาณมุ าศ ลาดปาละ
มานพ ผูพ้ ัฒน ์ ประสพโชค พงึ่ ปรดี า
สมภพ รตั นประชา
พงษศ์ กั ดิ์ พลเสนา
ออกแบบและจัดรปู เลม่ : ปรีชา การะเกตุ และ นทั ธธ์ นัน ศรีเกษ
ภาพ : ราชนั ย์ ภมู่ า พงษศ์ ักด์ิ พลเสนา
จินตนา บุพบรรพต ปรีชา การะเกตุ
มานพ ผู้พฒั น์
ภาพวาดปก : ธญั ลกั ษณ์ สุนทรมฏั ฐ์ (ครกู ้งุ )
จัดพมิ พ์โดย สำ� นักวจิ ยั การอนุรักษ์ป่าไมแ้ ละพนั ธพ์ุ ชื กรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป์ ่า และพนั ธพุ์ ชื
พมิ พค์ รัง้ ท่ี 1 กรกฎาคม 2564, จำ� นวน 1,000 เลม่ (ห้ามจำ� หนา่ ย)
พมิ พท์ ี่ : บริษัทประชาชน จำ� กดั , 35 ซอยพพิ ัฒน์ ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
การอา้ งองิ
จนิ ตนา บุพบรรพต, มานพ ผู้พัฒน์, สมภพ รัตนประชา, พงษศ์ ักด์ิ พลเสนา, วรดลต์ แจ่มจำ� รญู ,
ภาณมุ าศ ลาดปาละ และประสพโชค พึง่ ปรีดา. 2564. การสร้างปา่ เชิงนิเวศ เพ่ือความ
ม่นั คงของราษฎรในพน้ื ทีป่ ่าอนรุ ักษ์, ส�ำนกั วิจยั การอนุรกั ษ์ปา่ ไมแ้ ละพนั ธ์ุพชื ,
กรมอทุ ยานแห่งชาติ สตั วป์ า่ และพนั ธ์พุ ืช, กรงุ เทพฯ. 150 น.
ISBN : 978-616-316-638-8
ดาวโหลดหนังสอื ไฟล์ PDF ไดฟ้ รที ่ี : https://bit.ly/3xW0xXZ
คำ� น�ำ
พนื้ ทปี่ า่ อนรุ กั ษใ์ นประเทศไทยมปี ระชาชนอาศยั และทำ� กนิ มาแตอ่ ดตี ซงึ่ รฐั บาลมคี วามพยายามแกไ้ ขปญั หา
ตลอดมา ปจั จุบันการครอบครองทีด่ นิ ของประชาชนในพื้นท่ปี า่ อนรุ ักษ์ถกู น�ำมาบรรจุไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศ
ดา้ นทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม และคณะรฐั มนตรไี ด้มมี ติ เมื่อวนั ท่ี 26 พฤศจิกายน 2561 เหน็ ชอบพ้นื ที่
เปา้ หมายและกรอบมาตรการแกไ้ ขปญั หาการอยอู่ าศยั และทำ� กนิ ในพน้ื ทป่ี า่ ไมท้ กุ ประเภท ตอ่ มาไดม้ พี ระราชบญั ญตั ิ
อทุ ยานแหง่ ชาติ พ.ศ. 2562 ในบทเฉพาะกาล มาตรา 64 และพระราชบญั ญตั สิ งวนและคมุ้ ครองสตั วป์ า่ พ.ศ. 2562
ในบทเฉพาะกาล มาตรา 121 ไดก้ ำ� หนดให้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป์ ่า และพันธุ์พชื ท�ำการส�ำรวจการถือครอง
ทด่ี นิ ของประชาชนทอ่ี ยอู่ าศยั หรอื ทำ� กนิ ในอทุ ยานแหง่ ชาติ เขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั วป์ า่ หรอื เขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ แลว้ จดั ทำ�
โครงการเกย่ี วกบั การอนรุ กั ษแ์ ละดแู ลทรพั ยากรธรรมชาติ เพอ่ื ชว่ ยเหลอื ประชาชนทไ่ี มม่ ที ด่ี นิ ทำ� กนิ ไดอ้ ยอู่ าศยั หรอื ทำ� กนิ
ในพน้ื ทป่ี า่ อนรุ กั ษด์ งั กลา่ ว โดยประชาชนกลมุ่ ดงั กลา่ วจะตอ้ งมหี นา้ ทใ่ี นการอนรุ กั ษ์ ฟน้ื ฟู ดแู ลรกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติ
ระบบนเิ วศ และความหลากหลายทางชวี ภาพ ตามหลกั เกณฑ์ วธิ กี ารและเงอื่ นไขการอยอู่ าศยั หรอื ทำ� กนิ ตามระเบยี บ
ทอี่ ธิบดกี รมอุทยานแหง่ ชาติ สัตวป์ ่า และพันธพ์ุ ชื ก�ำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอทุ ยานแห่งชาติ หรอื
คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสตั ว์ปา่
กรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพนั ธ์ุพชื ไดส้ ำ� รวจการถือครองทดี่ นิ ของประชาชนทอี่ ยอู่ าศยั หรอื ท�ำกินใน
พนื้ ที่ 227 ปา่ อนรุ กั ษ์ (อุทยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพันธสุ์ ตั ว์ปา่ และเขตห้ามลา่ สัตวป์ ่า) แล้วเสร็จมจี ำ� นวน 316,560
ราย พนื้ ที่ 4.27 ลา้ นไร่ โดยมเี ปา้ หมายในการสง่ เสรมิ และสนับสนนุ ใหป้ ระชาชนทีอ่ ยูอ่ าศยั หรือทำ� กนิ ในพ้ืนทีป่ า่
อนุรักษ์ดงั กล่าว ได้มีส่วนร่วมในการปลูกปา่ ดูแลป่า และอยู่ร่วมกบั ป่าแบบพ่ึงพากัน เพม่ิ ความสมบรู ณ์ เพม่ิ พูนความ
หลากหลายทางชีวภาพ และใหบ้ ริการทางนิเวศอย่างยั่งยืน โดยใชแ้ นวคดิ การสรา้ งป่าเชิงนิเวศเปน็ เครือ่ งมอื เพ่ือ
สรา้ งให้เปน็ แหลง่ อาหาร ไมใ้ ช้สอย ยาสมุนไพร ด้วยการเกบ็ เกี่ยวผลผลิตทห่ี ลากหลายจากการสรา้ งปา่ เชงิ นิเวศได้
ตลอดปี ช่วยลดรายจ่าย สรา้ งรายไดใ้ ห้แก่ประชาชนได้อย่างย่ังยนื
เอกสารฉบับน้ี เปน็ การนำ� เสนอแนวคิดการสรา้ งปา่ เชงิ นิเวศ โดยเร่มิ จากท�ำความเขา้ ใจแนวคดิ ของระบบ
นิเวศปา่ เขตร้อน โครงสรา้ งป่าเชงิ นิเวศและแนวคดิ การสรา้ งป่าเชิงนเิ วศ หรือ โมเดลปลกู ป่านเิ วศ 7 ชน้ั (Seven
layers ecoforest model) เพอ่ื เลอื กออกแบบสภาพปา่ และผลผลติ ทค่ี าดหวงั ในอนาคต แลว้ พจิ ารณาเลอื กพรรณไม้
ให้เหมาะสมกับพ้นื ทีแ่ ละหลกั เกณฑ์การปลกู ได้จากบัญชแี นบทา้ ย จ�ำนวน 4 บัญชี ซงึ่ แบง่ บญั ชีตามภมู ิภาคและ
ระบบนเิ วศเดิมของพ้ืนที่ โดยส่วนทา้ ยของเอกสารเปน็ การด�ำเนนิ งานของภาครฐั ซง่ึ มสี ว่ นสนับสนนุ การสร้างป่า
เชงิ นเิ วศ ตวั อยา่ งพชื ปา่ ทสี่ รา้ งรายได้ และตวั อยา่ งการปลกู ปา่ เชงิ นเิ วศในรปู แบบตา่ ง ๆ ของเกษตรกรทป่ี ระสบความสำ� เรจ็
มาแลว้ เพื่อเปน็ แรงบนั ดาลใจให้แกผ่ ู้ทีส่ นใจและมแี นวคิดจะสร้างป่าเชงิ นเิ วศในพ้ืนทีข่ องตนเอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป์ า่ และพันธพ์ุ ชื ขอขอบคุณหนว่ ยงานและราษฎรท่ชี ว่ ยอนุรกั ษ์ ฟนื้ ฟู ดูแลรักษา
ทรพั ยากรธรรมชาติ ระบบนเิ วศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ใหเ้ ป็นแหล่งต้นนำ้� และทอี่ ยูอ่ าศัยของสตั ว์ป่า
ทีอ่ ุดมสมบูรณ์ และใหบ้ ริการทางนิเวศท่ยี ั่งยืนเพ่อื ประชาชนคนไทยสบื ไป
(นายธัญญา เนตธิ รรมกุล)
อธบิ ดีกรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สัตวป์ ่า และพนั ธุ์พืช
สารบัญ
บทนำ� 7
ระบบนเิ วศป่าเขตร้อน 11
โครงสร้างปา่ เชงิ นเิ วศ 19
ประโยชนข์ องป่าเชงิ นิเวศ 27
แนวทางการสร้างปา่ เชงิ นิเวศ 33
หลักเกณฑก์ ารปลูก 35
วิธคี ัดเลือกพรรณไม้ปลกู ให้เหมาะสม 39
- บญั ชแี นบท้ายท่ี 1.1 (ปา่ ดิบเขา) ประเทศไทยตอนบน 42
- บญั ชแี นบท้ายที่ 1.2 (ป่าไม่ผลดั ใบ/ป่าดิบ) ประเทศไทยตอนบน 44
- บัญชแี นบท้ายที่ 1.3 (ปา่ ผลดั ใบ) ประเทศไทยตอนบน 46
- บญั ชแี นบทา้ ยที่ 2 (ป่าไมผ่ ลดั ใบ/ป่าดบิ ) ประเทศไทยตอนล่าง 48
ข้นั ตอนการปลกู และการดูแล 52
การดำ� เนนิ งานของภาครัฐ 55
ตวั อย่างพืชปา่ ทสี่ ร้างรายได้ 59
ตัวอย่างการสร้างปา่ เชงิ นิเวศทยี่ ่ังยนื 81
บรรณานุกรม 91
ภาคผนวก
ตารางภาคผนวกที่ 1 รายละเอยี ดพรรณไมท้ แี่ นะน�ำเพ่อื ปลกู ป่าเชิงนเิ วศ 95
ตารางภาคผนวกที่ 2 ตวั อยา่ งพืชสมนุ ไพรเพอื่ สร้างรายได ้ 143
4
5
ส ้รางสม ดุลทางเศรษฐกิจ อ ุน ัรก ์ษความหลา
สร้างสิง่ แวดล้อ ึ่พงพาตนเอง
กหลายทาง ีชวภาพ ม
6
บทนำ�
หลายทศวรรษท่ีผา่ นมา บริเวณพนื้ ทอ่ี นรุ กั ษแ์ ละบริเวณโดยรอบ มรี าษฎร
และภาคเอกชนได้ด�ำเนินกิจกรรมใช้ประโยชน์ที่ดินบางลักษณะท่ีไม่สอดคล้อง
กบั ระบบนเิ วศตามธรรมชาติ โดยเฉพาะการปลกู พชื เชงิ เดย่ี วทเ่ี นน้ ผลกำ� ไร มกี าร
ขยายพน้ื ที่เขา้ สพู่ น้ื ทปี่ า่ และการใชส้ ารเคมี สง่ ผลกระทบตอ่ สขุ ภาพและระบบ
นเิ วศในเขตต้นน�ำ้ รวมถงึ การสญู เสยี ความหลากหลายทางชวี ภาพของพชื และ
สตั ว์ นอกจากนคี้ วามจำ� เปน็ ในการลงทนุ ผลติ พชื ผลเกษตรยงั สง่ ผลตอ่ ภาวะหนสี้ นิ
ภาคครวั เรือน ขณะเดยี วกนั กลไกทางกฎหมายยังไมเ่ อ้ือให้สามารถสง่ เสริมหรอื
สนบั สนนุ กิจกรรมตา่ ง ๆ กับราษฎรท่ีด�ำรงชพี ในพน้ื ท่อี นรุ กั ษไ์ ด้
เมื่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ.2562และพระราชบัญญัติ
สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย
ได้ก�ำหนดให้ราษฎรสามารถอาศัยและท�ำกินในพื้นที่อนุรักษ์เพื่อการ
ดำ� รงชีพอย่างเป็นปกตธิ ุระได้ โดยมีหน้าท่ใี นการอนรุ กั ษ์ ฟื้นฟู ดแู ล
รักษาทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชวี ภาพ
อธิบดกี รมอทุ ยานแห่งชาติ สัตวป์ ่า และพันธุ์พชื (นายธัญญา เนตธิ รรมกลุ )
จึงมีนโยบายเพ่ือให้เกิดความยั่งยืนของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและความ
มน่ั คงในการดำ� รงชวี ติ อยา่ งเปน็ ปกตสิ ขุ ของราษฎรในพนื้ ทอี่ นรุ กั ษ์ โดยมอบหมาย
ให้หน่วยงานในสังกัดด�ำเนินการส่งเสริมและเผยแพร่แนวทางการสร้างป่า
เชิงนเิ วศ ใหร้ าษฎรไดร้ ับทราบและเปน็ แนวทางปฏบิ ัติ เพือ่ นำ� ไปสูก่ ารสรา้ ง
ความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติในพ้ืนที่
อนรุ กั ษต์ อ่ ไป
7
ป่านเิ วศ (ecoforest) : ป่าทีถ่ กู ปลกู สรา้ งขึน้ เพือ่ ให้ ประโยชน์ 4 อย่าง มาพฒั นาให้เกิดแนวทางทีช่ ัดเจน
สภาพฟ้นื กลบั มาเปน็ ป่าธรรมชาติ โดยการปลูกชนดิ ไม้ เหมาะสมกบั สถานการณป์ ่าไมใ้ นปัจจุบัน โดยเฉพาะการ
ในทอ้ งถิ่น ด้วยเทคนคิ การปลูกหลายชนั้ เรอื นยอดเลียน ก�ำหนดรปู แบบการปลูก และการเลอื กชนดิ ไมใ้ ห้
แบบโครงสร้างป่าธรรมชาติ โดยใชร้ ะยะปลกู ถี่ ปลกู แบบ เหมาะสมตอ่ สภาพภมู อิ ากาศและภมู ิประเทศ เพื่อทำ� ให้
ส่มุ เพอื่ ชว่ ยเรง่ การเจรญิ เติบโต ร่นระยะเวลาการสืบพนั ธุ์ ปา่ กลบั มาเปน็ ป่าท่ีมีโครงสรา้ งและระบบนเิ วศใกลเ้ คียง
ตามธรรมชาติ ทำ� ให้ปา่ เกดิ การทดแทนกลับมาเปน็ ป่า ปา่ สมบูรณต์ ามธรรมชาติ ขณะเดยี วกนั สามารถให้
ทีส่ มบรู ณ์ได้เรว็ กว่าการฟื้นตวั ตามธรรมชาติ ตลอดจน ผลผลิตแกร่ าษฎรไดอ้ ย่างเหมาะสมตามวฒั นธรรมของ
สรา้ งความหลากหลายทางชวี ภาพ ตามทฤษฎกี ารปลูกป่า แตล่ ะทอ้ งถนิ่ โดยประมวลองคค์ วามรู้ด้านนิเวศวิทยา
นเิ วศของ ศ. ดร.อากริ ะ มิยาวากิ (สริ ินทร,์ 2559) ปา่ ไม้ พฤกษศาสตร์ วนวัฒนวิทยา/2 และระบบวนเกษตร
พร้อมทั้งจดั ท�ำแนวทางหรอื โมเดลในการสรา้ งปา่ ซึ่งเปน็
จะเห็นว่า ปา่ นิเวศ เปน็ การปลกู ป่าเลยี นแบบ แนวทางหนึง่ ในการแก้ปัญหาเร่ืองคนอยู่กบั ป่าได้อยา่ ง
โครงสรา้ งปา่ ธรรมชาติ โดยเน้นการฟน้ื ตัวของป่าให้กลับ ยั่งยืน
มาเป็นปา่ ไม้ท่ีสมบูรณต์ ามธรรมชาติเพื่อการรักษาส่งิ
แวดล้อม มไิ ด้เนน้ การสร้างผลผลิตจากป่าในเชงิ เศรษฐกิจ แนวทางการปลกู ปา่ ทจี่ ะได้น�ำเสนอตอ่ ไป จึงใช้คำ� ว่า
ซ่ึงกรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตวป์ ่า และพนั ธุพ์ ชื โดยส�ำนกั “ปา่ เชงิ นเิ วศ” หรือ “ป่านเิ วศ 7 ชัน้ ” (Seven layers
อนรุ กั ษ์และจดั การตน้ น�ำ้ ได้จดั ทำ� คู่มือการปลกู ปา่ เลียน ecoforest) (ในนิยามทแ่ี ตกตา่ งจากคำ� ว่า ปา่ นเิ วศ) ใน
แบบธรรมชาติ มาก่อนแลว้ (สำ� นกั อนุรักษ์และจดั การ นิยามวา่ ปา่ ท่ถี ูกปลูกสร้างขึ้นมา โดยเนน้ การปลูก พชื ปา่
ต้นนำ้� , 2563) ซ่ึงแนวทางปลกู ป่าดงั กลา่ วเหมาะสมท่ี ทีช่ ่วยฟน้ื ฟรู ะบบนเิ วศ/3 พืชป่าเศรษฐกิจ/4 และบางส่วน
จะใช้ในการฟ้ืนฟูพื้นทีป่ ่าเสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นป่าที่ เป็น พืชเกษตร/5 ที่เปน็ มติ รต่อระบบนเิ วศป่าไม้ เพ่อื สร้าง
สมบรู ณ์ดว้ ยพรรณไม้พื้นเมืองในทอ้ งถนิ่ โดยพืน้ ท่ีด�ำเนิน ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติให้มีโครงสร้างปา่ หลายช้นั เรือน
การไมม่ รี าษฎรเขา้ ไปครอบครองซ้อนทบั กบั พ้นื ท่ปี า่ ยอดและมีองค์ประกอบของชนดิ พรรณไมท้ หี่ ลากหลาย
อนุรักษใ์ นความดแู ลของกรมอทุ ยานแห่งชาติ สตั ว์ป่า คล้ายคลึงกบั ปา่ ตามธรรมชาติมากทส่ี ดุ ขณะเดียวกัน
และพันธ์พุ ืช สามารถใหผ้ ลผลติ ทีห่ ลากหลายหมุนเวยี นกันไปตลอดปี
แกช่ ุมชนที่อาศยั อยูใ่ กล้เคียงได้อีกดว้ ย
สำ� หรบั การจดั การป่าไมใ้ นพ้นื ท่ีปา่ อนรุ กั ษ์ท่มี ีราษฎร
อย่อู าศยั ทำ� กิน จะต้องมองบรบิ ทดา้ นสงั คมและเศรษฐกจิ วตั ถุประสงค์ของการจัดทำ� เอกสารการสรา้ งป่าเชงิ
ควบคกู่ ับดา้ นสงิ่ แวดลอ้ มไปพร้อม ๆ กนั ซ่ึงกรมอทุ ยาน นิเวศ เพือ่ ความม่ันคงของราษฎรทีอ่ าศยั ในพ้นื ท่ีอนรุ กั ษ์
แหง่ ชาติ ฯ ไดน้ อ้ มนำ� แนวทางของพระบาทสมเดจ็ เพอื่ สง่ เสริมให้ราษฎรที่อาศยั อยใู่ นปา่ อนรุ กั ษ์ตาม
พระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู พิ ลอดุลยเดชมหาราช พระราชบญั ญตั สิ งวนและคมุ้ ครองสตั วป์ า่ พ.ศ. 2562
(รัชกาลท่ี 9) มาดำ� เนินการจนถงึ ปจั จุบัน คือ การปลูก ในมาตรา 121 และพระราชบญั ญัติอุทยานแหง่ ชาติ พ.ศ.
ปา่ 3 อยา่ ง ให้ประโยชน์ 4 อยา่ ง /1 ทใ่ี ชต้ ่อเนอ่ื งมายาว 2562 ในมาตรา 64 เข้าใจถึงความส�ำคัญของป่าไม้
นานกว่า 40 ปี และเปน็ แนวทางนำ� ไปปฎบิ ตั ิในการสรา้ งปา่ ใหก้ ลับมา
สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชวี ภาพ และราษฎร
เพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกับพระราชบญั ญตั ิสงวนและ มแี หลง่ อาหารและรายได้ทม่ี ั่นคง ไมเ่ พียงเฉพาะราษฎร
คุม้ ครองสัตวป์ า่ พ.ศ. 2562 ในมาตรา 121 และพระ ทีท่ ำ� กนิ ในพื้นท่ปี ่าอนรุ ักษเ์ ท่าน้ัน แนวทางการปลูกปา่
ราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ในมาตรา 64 จึง เชงิ นิเวศน้ยี งั สามารถน�ำไปประยกุ ต์ใชไ้ ดด้ กี ับ แนวทาง
น�ำหลกั การ ปลกู ปา่ นเิ วศ และ การปลูกปา่ 3 อย่าง ให้ เกษตรทฤษฎีใหม่ และ โคก-หนอง-นา โมเดล ในพน้ื ท่ี
ท�ำกินของราษฎรทว่ั ประเทศอกี ด้วย
8
เชงิ อรรถ
/1 “การปลกู ปา่ 3 อย่าง ใหป้ ระโยชน์ 4 อย่าง ซ่ึงไดไ้ ม้ผล ไมส้ ร้าง
บ้าน และไมฟ้ นื น้นั สามารถให้ประโยชนไ์ ดถ้ ึง 4 อย่าง คือ นอกจาก
ประโยชนใ์ นตวั เองตามชอ่ื แลว้ ยงั สามารถให้ประโยชน์อันที่ 4 ซึ่งเปน็ ข้อ
สำ� คัญ คอื สามารถช่วยอนรุ กั ษ์ดินและต้นนำ�้ ล�ำธารด้วย”
พระราชดำ� รสั ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รชั กาลท่ี 9
เม่ือวันท่ี 7 มกราคม พ.ศ. 2523 ณ โรงแรมรนิ คำ� อ.เมือง จ.เชยี งใหม่
/2 วนวฒั นวทิ ยา คอื ศาสตรท์ ี่นำ� การประยุกต์ศิลปแ์ ละวิทยาศาสตร์
มาใช้ควบคมุ การเกิด การเจรญิ เติบโต องคป์ ระกอบ สขุ ภาพ และคณุ ภาพ
ของปา่ เพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการ และความพึงพอใจอันหลากหลาย
ของสังคม
/3 พชื ป่าทช่ี ่วยฟืน้ ฟูระบบนเิ วศ คือ พืชทีเ่ ปน็ สายพันธด์ุ ั้งเดมิ จาก
ปา่ ทุกลักษณะวิสัย ส่วนใหญเ่ ปน็ พรรณไม้พ้นื เมอื งของประเทศไทย
(native species) มกั จะเปน็ ไมโ้ ตเรว็ และสามารถขยายพนั ธุ์ออกดอก
ติดผลได้อย่างรวดเร็ว (คณุ สมบตั ขิ องไมเ้ บิกนำ� /ไมพ้ ี่เลย้ี ง) มรี ะบบรากที่
หนาแน่นช่วยยึดโครงสร้างช้ันดนิ หรอื ให้ผลเปน็ อาหารแกส่ ัตวป์ า่ จำ� นวน
มาก ซึง่ คณุ สมบัติของพรรณไมเ้ หลา่ น้จี ะชว่ ยสรา้ งร่มเงา เพม่ิ ความช่มุ ชน้ื
ปรบั ปรงุ ดิน ป้องกนั การชะลา้ งหน้าดิน/ดินถล่ม หรอื เป็นแหลง่ อาหารให้
แกส่ ัตว์ป่าไดด้ ี
/4 พืชปา่ เศรษฐกจิ (ตามนิยามในเน้อื หาของหนงั สือเลม่ นี)้ คือ พืชที่
เปน็ สายพนั ธุด์ ง้ั เดิมจากปา่ ทุกลักษณะวิสยั ส่วนใหญจ่ ะเปน็ พรรณไม้พ้นื
เมอื งของประเทศไทย หรือบางชนิดอาจเป็นพืชปา่ พ้นื เมอื งมาจากตา่ ง
ประเทศทไี่ มม่ ีนิสยั เปน็ พืชรกุ รานต่อพรรณไม้พน้ื เมือง สามารถนำ� มาปลูก
ใหผ้ ลผลิตเพ่อื การใชป้ ระโยชน์ภาคครัวเรือนหรอื เพือ่ การค้าก็ได้ ท้งั ในรปู
แบบเน้อื ไม้ หรือของปา่ ชนิดตา่ ง ๆ
/5 พชื เกษตร คอื พชื ที่มีการปลกู อยา่ งแพรห่ ลายในระบบการเกษตร
เพอ่ื การใช้ประโยชนห์ รือการค้า โดยเกือบทัง้ หมดเปน็ พนั ธุ์พืชทีม่ กี ารคัด
เลอื กและปรับปรุงพนั ธุกรรมแล้ว ไม่ใชส่ ายพนั ธุ์ด้ังเดมิ มาจากป่า
9
10
ระบบนิเวศป่าเขตร้อน
ประเทศไทยตง้ั อยใู่ นเขตภมู อิ ากาศแบบเขตรอ้ น (tropical climate) พืชพรรณตามธรรมชาติ
ทีม่ ีถ่นิ ก�ำเนดิ ในบรเิ วณน้ี มีชว่ งระยะเวลาการเจรญิ เตบิ โตท่ียาวนานตลอดปี ดว้ ยมีอุณหภมู แิ ละ
ปรมิ าณนำ้� ฝนทเี่ หมาะสม สง่ ผลให้มีความหลากหลายด้านชนิดทง้ั พืช สตั ว์ และจุลินทรยี ์ เปน็
จ�ำนวนมาก นำ� ความอุดมสมบรู ณ์ต่อปจั จยั สใี่ ห้แก่ผู้คนที่อาศยั อยใู่ นเขตนีอ้ ยา่ งชัดเจน
ป่าไมท้ ป่ี กคลมุ ในเขตรอ้ นมหี ลายประเภทป่า แบง่ ออกอยา่ งกวา้ ง ๆ คือ ปา่ ผลัดใบ
(deciduous forest) และป่าไมผ่ ลัดใบหรอื ปา่ ดบิ (evergreen forest) ซง่ึ มคี วามหลากหลาย
ทางชีวภาพทงั้ ด้านจำ� นวนชนิด พันธุกรรม และระบบนเิ วศที่แตกตา่ งกนั โดยปกตปิ า่ ไม่ผลัดใบจะมี
ความหลายหลายทางชวี ภาพทม่ี ากกวา่ ปา่ ผลดั ใบ เพราะตงั้ อยใู่ นพนื้ ทที่ ม่ี คี วามชมุ่ ชน้ื อยา่ งเพยี งพอ
เกอื บตลอดทั้งปี อนั เป็นปจั จยั ส�ำคัญตอ่ การดำ� รงชวี ติ ของสงิ่ มีชีวิต
ดว้ ยความหลากหลายของชนิดพชื จงึ ทำ� ใหป้ า่ ไม้ใน
เขตร้อนมคี วามหนาแน่นของจ�ำนวนตน้ ไม้ และพรรณไม้
ตา่ ง ๆ ท่ปี รบั ตัวใหส้ ามารถขนึ้ อย่รู ่วมกันในพนื้ ท่ีจำ� กดั
ไดอ้ ยา่ งสมดลุ และให้ผลผลิตหมุนเวยี นกันไปตลอดทงั้
ปี มกี ารจดั เรยี งตวั ของเรอื นยอดไมล้ ดหลน่ั กนั
ตามลักษณะวิสยั * (habit) ของพรรณไมแ้ ต่ละชนิด
เชน่ ไม้ตน้ ขนาดใหญ่ ไม้ต้นขนาดเล็ก ไมพ้ ุม่ ไม้ล้มลกุ
ไม้น�้ำ ไม้เถา ไมอ้ งิ อาศัย
* ลกั ษณะวสิ ยั (habit) ของพชื หมายถงึ
รูปรา่ งลกั ษณะภายนอกตามธรรมชาติ
ของพรรณพชื ทม่ี องเหน็ ได้ ซง่ึ ถกู กำ� หนด
มาจากลักษณะทางพันธกุ รรม เช่น ไม้ตน้
ไมพ้ ่มุ ไม้เถา ไมล้ ม้ ลกุ
โครงสรา้ งแนวตง้ั ปา่ ดบิ ในธรรมชาติ
11
นอกจากลักษณะวิสยั แลว้ ยงั มคี วามต้องการด้านปัจจยั แวดลอ้ มต่อการเจริญเติบโตที่ไม่
เหมอื นกันของพืชแตล่ ะชนดิ (นเิ วศวทิ ยาของพชื ) ปจั จัยหลกั คือปรมิ าณแสงแดดทเ่ี หมาะสม
ตอ่ การเจรญิ เตบิ โต ซงึ่ พืชบางชนิดท่ตี ้องการแสงมากจะข้นึ ได้ในทีโ่ ล่งหรือมเี รือนยอดสูงอยู่
ดา้ นบน พืชบางชนดิ ท่ีตอ้ งการแสงน้อยจะข้นึ อยตู่ ามพื้นป่าท่ีมแี สงสอ่ งลงมาเพยี งเล็กนอ้ ย
นอกจากนพี้ รรณไม้ในป่าเขตรอ้ นยงั มีการจัดเรียงตัวทางด้านราบแตกตา่ งกนั ไปในแตล่ ะชนดิ
โดยมีปัจจัยหลักคือระดับความชุ่มช้ืนของชั้นดิน ท่ีเกิดจากสภาพภูมิประเทศต่�ำ-สูง ช้ันดิน
ตน้ื -ลึก แตกตา่ งกันหรอื มีแหลง่ น้�ำไหลผา่ นพื้นที่ จึงทำ� ให้พชื ทชี่ อบดนิ ระบายนำ้� ดแี ละทนแล้ง
ได้ดีปรากฏบนพนื้ ท่ีโคก-ดอน หรือบรเิ วณที่มีชนั้ ดนิ ตน้ื /มีทราย/หินปะปนอยู่มาก ส่วนพืช
บางชนิดท่ีชอบพื้นที่ชื้นแฉะน้�ำ จะพบได้ตามท่ีลุ่มหรือริมตล่ิงล�ำธาร ป่าเขตร้อนในธรรมชาติ
12
โครงสร้างเรอื นยอดด้านตัง้ ของป่าดบิ ธรรมชาติ
ท่ีสมบรู ณจ์ ะมีโครงสร้างตามแนวตงั้ ของชั้นเรอื นยอด (vertical structure)
ท่ีซับซอ้ น ลดหลัน่ เป็นหลายชั้นเรือนยอด มีสูงสุดได้ถึง 5 ช้นั ได้แก่
1 เรือนยอดโดด (emergent layer) ปกตสิ ูงมากกวา่ 30 เมตร
2 เรือนยอดชั้นบน (canopy layer) สงู 20-30 เมตร
3 เรือนยอดชัน้ ลา่ ง (under canopy layer) สูง 7-20 เมตร
4 เรือนยอดชั้นไมพ้ ุ่ม (shrub layer) สูง 2-7 เมตร
5 เรือนยอดช้นั พ้ืนปา่ (forest floor layer) สูงไมเ่ กนิ 2 เมตร
13
ป่าทม่ี หี ลายชั้นเรอื นยอดแสดงถงึ ความหลากหลาย
ของชนิดท่มี จี ำ� นวนมาก สามารถสรา้ งความชมุ่ ชนื้ ใน
บรรยากาศโดยรอบ ชว่ ยปกปอ้ งความชื้นภายใตเ้ รือน
ยอดต้นไม้และผวิ หน้าดิน รวมถงึ ช่วยป้องกันการชะล้าง เพราะสง่ิ มีชีวิตต่าง ๆ ได้เข้ามาใชพ้ ้ืนท่รี ว่ มกันในการด�ำรง
พังทลายของหนา้ ดนิ ดินถล่ม ไปจนถงึ เหตกุ ารณน์ �้ำป่า ชวี ติ ทุกพ้นื ทวี่ า่ งในป่าถูกใชป้ ระโยชน์ไดท้ ั้งหมด
ไหลหลากไดเ้ ป็นอยา่ งดอี กี ดว้ ย เม่อื ระดับความชมุ่ ชื้นใน ปา่ เชงิ นิเวศทีส่ มบรู ณแ์ ละมชี นิดพืชที่หลากหลายจะมี
ชั้นดนิ สะสมอยู่ยาวนาน ประกอบกบั มซี ากพชื ซากสัตว์ที่ ผลผลติ จากป่าออกมาได้หลากหลายตามไปดว้ ย ไม่ว่าจะ
ตกลงสผู่ วิ ดินทบั ถมยอ่ ยสลายผสมไปกับเนื้อดนิ ทำ� ใหด้ นิ เปน็ ยอดอ่อนใบไม้ หนอ่ ไม้ ดอกไม้ท่ใี ชเ้ ป็นผัก ผลไมป้ า่ ที่
ในป่ามคี วามอุดมสมบูรณ์ หมุนเวียนธาตุอาหารกลับคืน ออกหมนุ เวยี นกนั ไปตลอดทงั้ ปี พชื หวั ใตด้ นิ เปลอื กไม้ ยางไม้
สู่พรรณพืชและสัตว์ขนาดเล็กหน้าดินได้ใช้ประโยชน์ แกน่ -ท่อนไม้ ทสี่ ามารถใช้เป็นอาหารหรือสมนุ ไพร หรอื
วนเวียนกนั ไปเป็นวัฏจกั ร แม้แต่นำ้� ผง้ึ ปา่ ท่ไี ด้จากน�้ำหวานจากดอกไม้นานาพรรณ
ป่าเขตรอ้ นท่ีสมบรู ณจ์ ะมีกระบวนการของระบบ ทีเ่ กดิ ขนึ้ ตลอดท้ังปี ป่าที่สมบูรณจ์ ะดงึ ดูดใหส้ ัตวป์ ่า โดย
นเิ วศที่ซับซ้อนระหวา่ งพชื พรรณ สตั ว์ปา่ จลุ ินทรีย์ ดนิ น้�ำ เฉพาะนก คา้ งคาว กระรอก และแมลงตา่ ง ๆ อพยพเข้า
อากาศ และแสงแดด ให้สามารถดำ� รงอยรู่ ว่ มกันได้อยา่ ง มาใชป้ ระโยชน์จากใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ ฯลฯ เพอื่ ใชเ้ ปน็
สมดลุ ปา่ ทีเ่ สื่อมโทรมมีกระบวนการฟืน้ ฟตู วั เองหรือ อาหาร สรา้ งรงั สืบพันธุ์ เป็นผลดมี ากต่อการช่วยควบคมุ
กระบวนการทดแทนตามธรรมชาติ (natural succes- การระบาดของศัตรพู ืช การชว่ ยผสมเกสร และการชว่ ย
sion) ไปเรอ่ื ย ๆ โดยวัดไดจ้ ากการเพม่ิ ขึน้ ของจำ� นวน น�ำพาเมลด็ พันธไุ์ มป้ ่าจากพนื้ ทอี่ ่นื ๆ เขา้ มาเจริญเติบโต
ชนดิ /สายพนั ธ์ุของสิ่งมชี ีวติ ระดับความชุ่มชนื้ ในป่ามีมาก ในพ้นื ท่ี ชว่ ยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ การ
ข้นึ มีการสะสมเพิ่มข้ึนของธาตุอาหารและพลังงานในรปู กลับมาของสัตว์ป่าจงึ ย่ิงชว่ ยใหส้ ภาพปา่ ฟน้ื ฟูตวั เองได้
ของมวลชวี ภาพทัง้ ในตน้ ไม้และในดนิ ป่ามีความสามารถ เรว็ ข้นึ เกดิ สมดุลของระบบนเิ วศป่าไมร้ ะหว่างพรรณพืช
ในการซอ่ มแซมตวั เองไดอ้ ยา่ งรวดเร็วเมือ่ ป่าถูกรบกวน สตั วป์ า่ แมลง เห็ด และจลุ นิ ทรยี ์ ที่มั่นคงมีเสถียรภาพ
หรืออีกนยั หนง่ึ คอื ป่ามเี สถียรภาพมัน่ คงมากข้ึน เราเรยี ก มากขึน้ น่นั หมายความวา่ ปา่ เชงิ นเิ วศจะสามารถดำ� รง
ป่าทีม่ ีกระบวนการทดแทนตามธรรมชาติจนเขา้ ส่รู ะดับ อยไู่ ดด้ ว้ ยตวั เองและใหผ้ ลผลติ อยา่ งมนั่ คง โดยมนษุ ย์
ทีม่ เี สถยี รภาพสงู สุดวา่ ปา่ สมบูรณ์ขน้ั สูงสดุ (climax แทบจะไมต่ ้องเข้าไปจดั การใด ๆ เพยี งแตช่ ว่ ยควบคมุ
forest) แสงแดดด้วยการตดั แตง่ กง่ิ หรือการตัดสางขยายระยะ
ตน้ ไม้ใหญเ่ ม่ือถึงอายุการเก็บเกี่ยว หรือช่วยกำ� จดั ชนิดที่
ป่าเชิงนเิ วศท่เี ข้าสขู่ ั้นสมบรู ณ์สงู สุดนี้จะสามารถ เปน็ อนั ตรายให้ออกไปจากพืน้ ท่ี เช่น พชื ต่างถิ่นรกุ ราน
ช่วยรักษาสงิ่ แวดลอ้ มไดด้ ี สามารถให้ผลผลิตทสี่ ม่�ำเสมอ (invasive alien species)
และมีความหลากหลาย สงู สดุ เต็มศักยภาพของปัจจยั
แวดล้อมทางกายภาพของพื้นท่ี ปา่ ทมี่ ีเสถยี รภาพดา้ น ท้ังหมดทก่ี ลา่ วมานีค้ ือ ต้นแบบของการสร้างป่าเชิง
ผลผลิตทสี่ ม่ำ� เสมอนั้นเป็นความใฝ่ฝนั ของนักจดั การปา่ นิเวศ ซึง่ จะกลา่ วในหวั ขอ้ ต่อไป หากแต่ผนู้ ำ� ไปใชจ้ �ำเป็น
ไม้ ถกู เรียกว่า ป่าสมบรู ณใ์ นอดุ มคติ (normal forest) ต้องเรียนรู้และใช้ประสบการณ์ที่จะเก็บเก่ียวผลผลิต
เหล่าน้ันออกมาอยา่ งไรไมใ่ ห้เกินก�ำลังการฟืน้ ตัวเองของ
ระบบนิเวศ เรากจ็ ะสามารถอยู่ร่วมกับป่าไดอ้ ยา่ งยงั่ ยืน
เป็นรูปธรรมทีแ่ ท้จริง
14
ปา่ ดบิ แล้งทส่ี มบรู ณ์ (ปา่ ไมผ่ ลัดใบ)
ป่าดบิ เขาทส่ี มบูรณ์ (ป่าไมผ่ ลัดใบ)
15
ป่าเบญจพรรณทสี่ มบรู ณ์ (ปา่ ผลดั ใบ)
ป่าดบิ ชื้นทส่ี มบรู ณ์ (ปา่ ไม่ผลดั ใบ)
16
สำ� หรบั ปา่ ผลดั ใบซงึ่ จะพบในพนื้ ทที่ ม่ี ขี อ้ จำ� กดั ดา้ นกายภาพ คอื ความแหง้ แลง้
อันเกดิ จากปริมาณนำ�้ ฝนทมี่ นี ้อยหรอื สภาพดนิ ที่ไม่อุ้มนำ�้ และบางปอี าจมไี ฟปา่
เข้ามารบกวนอกี ด้วย จะมคี วามหลากหลายทางชวี ภาพนอ้ ยกวา่ ป่าไม่ผลัดใบ
ทำ� ให้พรรณไมข้ น้ึ เบาบางกวา่ และมจี ำ� นวนชน้ั เรือนยอดน้อยกวา่ ป่าไม่ผลัดใบ
เชน่ ป่าเบญจพรรณ (mixed deciduous forest) และ ป่าเต็งรงั (deciduous
dipterocarp forest) ในขอ้ เสยี ยังมคี วามได้เปรียบของปา่ ผลดั ใบ เพราะไมป้ า่
มคี ่าทางเศรษฐกิจจำ� นวนมากขึน้ ไดด้ ีและให้ผลผลิตเปน็ เนื้อไม้ท่ีมคี ณุ ภาพดี
สามารถพบในป่าชนดิ น้ี เชน่ สัก ประดู่ปา่ มะคา่ โมง ชงิ ชนั แดง เป็นตน้ หาก
มีการจดั หาแหลง่ น�้ำ ปรับพนื้ ที่ ปรบั ปรุงดินทดี่ ี ตลอดจนคดั เลือกพันธุ์พชื ท่ี
เหมาะสมแล้ว กจ็ ะสามารถฟนื้ ฟูพื้นทแี่ หง้ แล้งให้กลบั มามคี วามชมุ่ ชื้นใกลเ้ คยี ง
ป่าดบิ หรือไม่ก็สามารถสรา้ งรายไดใ้ ห้สงู กวา่ พืน้ ท่ีท่ีมคี วามชุ่มชน้ื มากกวา่ ได้
เชน่ กนั
17
18
โครงสร้างปา่ เชิงนเิ วศ
การปลกู ป่าเชิงนเิ วศไดแ้ นวคดิ มาจากการจำ� ลองโครงสรา้ งช้ันเรือนยอดปา่ ตามธรรมชาติ
ให้มีจ�ำนวนชนั้ เรอื นยอดมากทสี่ ดุ คล้ายกบั ทพี่ บในป่าธรรมชาติ โดยคดั เลอื กพรรณไมต้ ามลกั ษณะ
วสิ ยั ของพืชท้ัง 7 วสิ ัย มาปลูกใหเ้ กดิ เปน็ ปา่ ที่มชี ้นั เรอื นยอดแบง่ ออกเป็น 7 ชัน้ เรอื นยอด จงึ มีการ
ใช้ประโยชน์พื้นทที่ ม่ี อี ยอู่ ยา่ งจำ� กดั ไดส้ งู สดุ ทกุ มติ ิ ทงั้ การกระจายตวั ปกคลมุ ทัว่ ในแนวราบ การ
กระจายตัวในแนวตง้ั ท้งั พ้นื ที่เหนือผวิ ดนิ บนผวิ ดิน ใต้ผวิ ดนิ และในแหลง่ นำ�้ ป่าเชิงนิเวศ จึงเรียก
อกี ชอ่ื หนึ่งวา่ “ป่านเิ วศ 7 ชนั้ ” โดยมีโครงสรา้ งป่า ลักษณะของพรรณพชื หน้าที่ต่อระบบนิเวศ
และผลผลิตในแต่ละชนั้ เรือนยอดเป็นอย่างไรบ้างน้ัน มีรายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
1. เรอื นยอดโดด (emergent layer) : สงู มากกวา่ 20 เมตร
ประกอบดว้ ย ไมต้ น้ ขนาดใหญ่ (large tree) โดยปกตพิ รรณไม้ในกลุ่มน้ี
ต้องการแสงแดดมาก ลำ� ต้นเปลาตรงสงู ชะลดู แตกกงิ่ ก้านแผ่กว้างที่ดา้ นบน
สุดของลำ� ตน้ มรี ะบบรากขนาดใหญ่และอยูล่ กึ ตน้ ไม้มีอายุยืน สว่ นใหญ่จะ
เป็นชนิดทใ่ี ห้ผลผลิตเป็นเน้ือไม้มคี ่าทม่ี รี อบตัดฟันอย่างนอ้ ย 30 ปขี ้นึ ไป หรือ
ใหผ้ ลผลิตเป็นผลไม้ป่า ซ่งึ โดยปกติจะออกดอกติดผลเมอื่ มอี ายุ 7-10 ปขี น้ึ ไป
ถงึ แมใ้ หผ้ ลผลติ ช้า แตเ่ ราไดใ้ ช้ประโยชนท์ างอ้อมที่ช่วยรักษาระบบนิเวศ จาก
เรือนยอดชน้ั นี้ต้ังแตเ่ ริ่มปลกู เชน่ สรา้ งร่มเงาร�ำไร ก�ำบังลม ระบบรากท่ลี ึกจะ
ช่วยยึดโครงสร้างดินไม่ให้เล่ือนไถล รักษาความชุ่มช้ืน และช่วยปลดปล่อย
ธาตอุ าหารชว่ ยปรบั ปรุงดนิ ให้สมบรู ณข์ ้ึน จงึ เป็นประโยชนต์ อ่ พรรณไม้ทอ่ี าศยั
อยูช่ ้ันล่างลงไป หรอื ช่วยผลิตดอกไมท้ ่ใี หน้ ้�ำหวานและเกสรเพ่ือดึงดูดให้ผง้ึ
มาเกาะสรา้ งรัง นอกจากนยี้ งั เปน็ ท่อี ยอู่ าศยั ของสัตวป์ า่ อกี มากมาย เช่น นก
กระรอก คา้ งคาว ชะมด ซึ่งเป็นสัตว์ทส่ี ามารถช่วยก�ำจัดศตั รพู ชื และชว่ ยผสม
เกสรดอกไม้ได้ดี โดยปา่ ท่ีปลกู ในชว่ งประมาณ 20 ปีแรก เรอื นยอดชัน้ นี้อาจยัง
ไมป่ รากฏ เน่ืองจากตน้ ไมย้ งั โตได้ไม่เต็มท่ีตามลกั ษณะวิสยั
19
1.1.เรเรือือนนยยออดดโดโดดด
22. .เรเรอื ือนนยยออดดชช้นั ้ันบบนน
3.3เ.รเือรนอื นยอยดอดชัน้ช้ันล่าลงา่ ง
20
โครงสรา้ งปา่ เชิงนิเวศ หรอื ปา่ นเิ วศ 7 ชน้ั
4. เรือนยอดช้นั ไมพ้ ุม่
5. ชน้ั พน้ื ป่า
6. ชั้นไม้เถาและไมอ้ งิ อาศัย
7. ชั้นพืชนำ�้
21
2. เรือนยอดชนั้ บน (canopy layer) : สูง 10-20 เมตร
ประกอบด้วย ไม้ต้นขนาดกลาง (medium tree) พชื ในกลมุ่ ไผข่ นาดใหญ่
หรอื กลมุ่ ไมเ้ บกิ นำ� หรอื ไมพ้ เ่ี ลยี้ ง (pioneer species) โดยปกตพิ รรณไมใ้ นกลมุ่
นี้ ต้องการแสงแดดมาก และมอี ายยุ นื เช่นเดยี วกบั ชัน้ เรอื นยอดโดด แตด่ ้วย
ความสูงใหญ่ของล�ำต้นถูกจ�ำกัดด้วยลักษณะทางพันธุกรรม พรรณไม้ที่อยู่
ในช้ันเรอื นยอดนจ้ี ะเป็นกลุ่มท่ีให้ผลผลิตเปน็ เนือ้ ไมม้ ีคา่ ไมใ้ ช้สอย วัสดุงาน-
หัตถกรรม ยาง-ชันไม้ ผลไม้ปา่ สมนุ ไพร
ในชนั้ เรอื นยอดนไี้ ด้รวมเอากลมุ่ ไม้เบิกนำ� เข้าไว้ด้วย เพื่อการส่ือความหมาย
ระบบการปลูกใหช้ ัดเจน โดยมีลกั ษณะวสิ ัยท่ีเปน็ ได้ท้งั ไมต้ น้ ขนาดกลางจนถึง
ไมต้ น้ ขนาดใหญ่ ด้วยลักษณะเดน่ ท่ีเป็นไมโ้ ตเร็ว ปกคลุมพืน้ ท่ีและวชั พชื ได้ดี
จงึ เลือกปลูกไว้เป็นพเ่ี ล้ยี งแก่พชื กลุ่มอ่ืน ๆ ในชว่ ง 10 ปีแรก ซึ่งจะช่วยพราง
แสง ควบคุมวชั พชื ช่วยปรบั ปรุงดนิ และใหค้ วามช่มุ ชื้นแกพ่ รรณไมก้ ลุ่มอ่นื ๆ
เม่ือเรือนยอดแผ่ไปรบกวนไม้กลุ่มอืน่ ๆ ให้ใช้ วิธกี ารตัดแตง่ กิง่ หรือ วิธีตัด
สางขยายระยะ * เม่ือเรือนยอดชดิ กันเกินไป หรอื จะเก็บไวห้ ากยังให้ประโยชน์
ใช้สอยอื่น ๆ เช่น ไมไ้ ผ่ ไมผ้ ลหรอื ไมด้ อกทดี่ ึงดูดนกและสัตวป์ า่ อื่นไดด้ ี
* การตัดสางขยายระยะ (thinning) คอื การจดั การปา่ ไม้วธิ ีหน่ึงดว้ ยการเลือกตดั
ตน้ ไมบ้ างส่วนออกเพือ่ ลดความหนาแนน่ ของตน้ ไมท้ ข่ี ้ึนเบยี ดเสียดกัน ซ่ึงจะช่วย
ปรับปรงุ คุณภาพผลผลติ และเพมิ่ การเจรญิ เตบิ โตของต้นไมท้ เี่ หลอื อยู่
3. เรือนยอดชนั้ ล่าง (under canopy layer) : สูง 4-10
เมตร ประกอบด้วย ไม้ตน้ ขนาดเล็ก (small tree) พืชในกลมุ่ ไผข่ นาดเล็ก หรือ
กลมุ่ ไม้เบกิ น�ำ ปกตพิ รรณไมใ้ นกลุ่มน้มี ีท้ังต้องการแสงแดดมากจนถงึ กลุม่ ท่ี
สามารถอาศยั อยูไ่ ด้ในที่มแี สงร�ำไร ด้วยลักษณะพนั ธกุ รรมทจี่ ำ� กดั ความสงู ของ
ต้นไม้เองหรืออาจเปน็ พรรณไมใ้ นเรือนยอดชน้ั บนทย่ี ังมอี ายุนอ้ ย หรือผดู้ แู ล
อาจปฏบิ ตั ิตอ่ ต้นไมท้ ปี่ กตมิ ีเรอื นยอดสงู ในชน้ั บนทำ� การตดั แตง่ กิ่งควบคมุ ความ
สงู เพ่ือสะดวกตอ่ การดูแลและเกบ็ เก่ยี วผลผลติ พรรณไม้ท่ีอย่ใู นชน้ั เรอื นยอดนี้
เปน็ กลุม่ ท่ีให้ผลผลิตเช่นเดียวกับเรือนยอดสองช้นั ทีอ่ ยู่เหนือขึน้ ไป หรือเป็นไม้
เบกิ นำ� ทีม่ ีความสงู ไม่มาก
4. เรอื นยอดชัน้ ไม้พุ่ม (shrub layer) : สูง 2-4 เมตร
ประกอบดว้ ย ไมพ้ มุ่ (shrub : พชื ทมี่ เี นอ้ื ไม้ และแตกกง่ิ ตำ�่ ) ในเรอื นยอดชน้ั ไมพ้ มุ่
จะช่วยรักษาความชุ่มชืน้ ในดินได้ดี เนอื่ งจากพุ่มใบและกิง่ ท่มี คี วามหนาแน่น
และอยใู่ กลผ้ ิวดินมากจะลดแรงตกกระทบของน้ำ� ฝนทผี่ ่านเรอื นยอดไม้ชนั้ บน
ลงมาสูผ่ ิวดินไดด้ ี ระบบรากของไม้พุม่ สามารถหาอาหารทีร่ ะดบั ไมล่ กึ มากเทา่
ไม้ต้น แต่มีความหนาแน่นมากท่ีระดับผิวดินจึงช่วยยึดเกาะหน้าดินได้ดี ท่ี
เรือนยอดชัน้ นแี้ สงแดดจะถกู กรองลดปรมิ าณแสงมาระดบั หนงึ่ แล้วจากเรือน
ยอดทัง้ สามชนั้ ท่ีเหนอื ขึ้นไป หากตอ้ งการเน้นผลผลติ จากพรรณไมใ้ นชั้นไมพ้ ่มุ
22
ควรควบคมุ ใหม้ ีแสงส่องลงมาถงึ ระดับนี้ท่ี 30-50 % ซง่ึ ขน้ึ อยูก่ บั การเลือกชนดิ
ไมพ้ ่มุ ท่ชี อบแดดมากหรอื นอ้ ย พรรณไมพ้ ุ่มหลายชนิดสามารถให้ผลผลิต
ได้อยา่ งรวดเร็วเม่อื ปลูกไปได้ตงั้ แต่ 1-3 ปีแรก และสามารถเกบ็ เกยี่ วไปได้
ยาวนานหลายปี โดยสว่ นใหญใ่ หผ้ ลผลิตเปน็ พืชอาหารจำ� พวกผักกนิ ใบ ดอก
ผลไม้ หรอื กลุ่มสมุนไพร หรือกลุ่มพืชเกษตรท่ีเปน็ มติ รตอ่ ระบบนเิ วศปา่ ไม้
5. ชัน้ พื้นปา่ (forest floor layer) : สูงไมเ่ กนิ 3 เมตร
ประกอบด้วย ไม้ล้มลุก (herb : พืชที่ไม่มีเนื้อไม้) พบท้ังที่มี/ไม่มีหัวใต้ดิน
ไม้ลม้ ลุกส่วนใหญ่มีอายุปีเดียว และโตเรว็ สามารถออกดอกและตดิ ผลเมอ่ื มีอายุ
2 เดือนขน้ึ ไป แล้วแห้งตายหรือไม่ก็พักตัวลงหัวใต้ดินเม่ือเข้าสู่ฤดูแล้ง มี
บางสว่ นมอี ายขุ า้ มปีซึง่ มักจะสรา้ งเน้อื ไมเ้ ล็กน้อยที่โคนต้น ไมล้ ม้ ลุกมวี สิ ยั ย่อย
ได้หลายแบบ เชน่ ไมล้ ม้ ลกุ มลี ำ� ต้นเป็นพ่มุ เตยี้ ไมล้ ม้ ลกุ แบบมีหัว/เหง้าใต้ดิน
ไม้ลม้ ลกุ แบบเล้ือยหรอื ทอดคลานใกล้ผิวดิน ไม้ลม้ ลกุ แบบมีลำ� ตน้ สูงต้ังตรง
สามารถเลือกปลูกให้เหมาะสมได้มากมาย นอกจากนี้ ยงั มที ้งั ชนดิ ทสี่ ามารถ
ขน้ึ กลางแจ้ง-ท่มี ีแสงร�ำไร ใน 1-5 ปีแรก ๆ ทป่ี ลูกป่าควรจะปลกู ไม้ลม้ ลุกและ
ไมพ้ ุ่มเป็นจำ� นวนมากก่อน เพอ่ื ใหช้ ่วยปกคลุมพน้ื ดินจากวชั พืชและการชะลา้ ง
ผวิ หน้าดนิ จากน�้ำฝน และทสี่ �ำคัญคือสามารถให้ผลผลติ ได้ภายในอายุ 2 เดอื น
ถึง 1 ปี อย่างไรก็ตามหลงั จากปลูกป่าเข้าสู่ปที ่ี 5 เป็นตน้ ไป ควรเปลี่ยนมาปลูก
ไม้ลม้ ลกุ ทีส่ ามารถทนรม่ เงาได้ดีขึ้น เชน่ กลมุ่ พืชสมุนไพร หรือกลมุ่ ไมป้ ระดับ
เพราะเรอื นยอดของไมต้ น้ ท�ำหนา้ ทเี่ สมือนสแลนกรองแสงชนั้ ดแี ละชว่ ยคาย
ความชุ่มชน้ื ได้อกี ดว้ ย
6. ชนั้ ไมเ้ ถาและไม้องิ อาศยั (climber and ephiphyte
layer) : พรรณพืชทีใ่ ชป้ ลกู ในระดบั นีจ้ ะมีความสูงไม่แน่นอน เนอ่ื งจาก
ประกอบดว้ ยพชื ในกลุ่มไมเ้ ถา (climber) และไมอ้ งิ อาศยั (ephiphyte)
ตา่ ง ๆ โดยไม้เถาสว่ นใหญ่จะมีการเจรญิ เตบิ โตรวดเร็วและชอบแสงแดดมาก
สามารถเลอ้ื ยขน้ึ เกาะเกยี่ วตามลำ� ตน้ หรอื กง่ิ ไมต้ า่ ง ๆ ได้ บางชนดิ อาจมคี วามยาว
ไดถ้ งึ 40 เมตร ขณะทพ่ี ืชอิงอาศยั ใช้เพียงรากเกาะบนเปลือกไม้หรือคาคบไม้
บนเรือนยอดไม้เท่านั้น การปลูกพืชท้ังสองลักษณะวิสัยน้ี เป็นการใช้พื้นที่ว่าง
ในปา่ สว่ นที่อยใู่ นแนวตัง้ โดยพืชกลุ่มนีจ้ ะไดร้ บั แสงแดดที่เขา้ มาจากดา้ นขา้ ง
หรือจากด้านบนท่ลี อดผ่านกง่ิ ก้านลงมา ไม้เถาและไม้องิ อาศัยสว่ นใหญจ่ ะให้
ผลผลิตทเ่ี ป็นสมนุ ไพรและวัสดุในงานหัตถกรรม บางสว่ นใช้เป็นอาหารหรอื
ไมป้ ระดับ การปลูกไมเ้ ถาจ�ำเปน็ ตอ้ งตดั แตง่ กิ่งและเกบ็ เกี่ยวผลผลิตออกมาใช้
อยู่เสมอ เพื่อควบคมุ ไมใ่ ห้ปกคลุมไมต้ น้ จนเฉาตาย เพราะพ่มุ ใบของไมเ้ ถา
จะบดบังแสงและเถาของมันจะรดั ต้นไม้จนเกิดรอยคอดและหักโคน่ ได้ ทั้งน้ี
เพ่ือการดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวทสี่ ะดวกควรเล้ียงพรรณไมใ้ นชน้ั น้ีทค่ี วาม
สงู ไมเ่ กนิ 10 เมตร
23
7. ชัน้ พืชน้ำ� (aquatic plants layer) : ประกอบด้วย พชื นำ�้
(aquatic plant) ซึ่งอาศัยในแหลง่ น้ำ� และในพ้นื ท่ชี นื้ แฉะ พืชน้�ำเกือบทัง้ หมด
เปน็ พืชลม้ ลกุ (ไม่มีเนอ้ื ไม)้ มนี ิสัยชอบขึ้นกลางแจง้ และเจรญิ เติบโตไดอ้ ย่าง
รวดเร็ว จึงสามารถเก็บเกยี่ วผลผลิตไดเ้ กอื บตลอดทง้ั ปี บางชนดิ อาจพกั ตวั ชว่ ง
ฤดหู นาว หรือเมอ่ื น�้ำแห้ง นอกจากใชเ้ ปน็ แหลง่ อาหารให้แก่ราษฎรแลว้ พชื นำ้�
ยังเป็นแหล่งอาหาร ทีห่ ลบภัย และอาศัยวางไข่ใหแ้ ก่สตั วน์ �้ำได้อีกดว้ ย อีกท้ังยัง
ช่วยบ�ำบัดคุณภาพนำ�้ ใหด้ ีขนึ้ สำ� หรบั ชนั้ พืชนำ�้ สามารถจดั ทำ� ไดเ้ ฉพาะในพื้นท่ี
ทำ� กนิ ทม่ี ีการขุดสระน�ำ้ เพือ่ การเลย้ี งสตั วน์ ้ำ� หรือกกั เกบ็ น�้ำไว้ใช้ หรอื ในพ้ืนทท่ี ี่
มีล�ำหว้ ยไหลผ่านเทา่ นน้ั
ป่าเชิงนเิ วศ อายุประมาณ 10 ปี ในภาคเหนอื
24
ป่าเชิงนเิ วศ (สวนสมรม) อายปุ ระมาณ 20 ปี ในภาคใต้
ปา่ เชงิ นิเวศ (สวนสมรม) อายุประมาณ 30 ปี ในภาคใต้
25
ปา่ เชงิ นิเวศ ในพนื้ ท่ีเดมิ ทีเ่ คยเป็นปา่ เบญจพรรณเสอ่ื มโทรม เน้นผลผลิต
กาแฟสายพนั ธ์ุอาราบกิ ้า ปลกู มาประมาณ 3 ปี ในจังหวดั กาญจนบุรี
26
ประโยชน์ของป่าเชงิ นเิ วศ
ป่าเชงิ นเิ วศ เป็นแนวทางการปลกู สร้างป่าขึน้ มา ซึ่งกรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตวป์ า่ และพนั ธ์พุ ชื
ไดอ้ อกแบบใหเ้ หมาะสมต่อสภาพพื้นท่ขี องราษฎรท่ีอาศัยอยู่ในเขตพื้นท่ปี ่าอนุรักษ์ จึงเน้นการคัดเลอื ก
พรรณไม้จากพชื ป่าที่ชว่ ยฟื้นฟรู ะบบนิเวศ และพืชปา่ เศรษฐกิจ เปน็ หลัก น�ำมาปลกู ผสมผสานกับ
พชื เกษตรบางสว่ นทส่ี ามารถปรับตวั ปลูกรวมในพ้ืนที่เดยี วกนั ได้โดยเปน็ มติ รตอ่ ระบบนิเวศป่าไม้ เพื่อ
ใหเ้ กดิ สภาพแวดลอ้ มที่คล้ายกับป่าธรรมชาติท่ีสมบูรณ์ ซง่ึ เต็มไปดว้ ยพรรณพืชนานาชนิดที่สามารถให้
ประโยชนแ์ กร่ าษฎรทงั้ ทางตรงและทางอ้อม ดังต่อไปนี้
ประโยชนท์ างตรง
ประโยชน์ทางตรงท่ีได้รับจากการปลูกป่าเชิงนิเวศ คือ ผลิตผลต่าง ๆ
ที่ราษฎรไดป้ ลูกลงไป แล้วทำ� การเก็บเกย่ี วผลผลติ ออกมาใช้บริโภคภายใน
ครวั เรอื น ชว่ ยลดรายจา่ ย หรอื นำ� ไปขาย แปรรูปใหเ้ กดิ เป็นรายได้ ไดแ้ ก่
ดา้ นการปลูกพืช
1. พชื อาหาร : ยอดออ่ น ผลไม้ เมล็ดไม้ ดอก หัว เหงา้ หรือหนอ่
2. พืชสมุนไพรและเคร่ืองเทศ : ส่วนต่าง ๆ จากพืชทถี่ กู น�ำมาใชใ้ นการ
ปรงุ ยาสมนุ ไพร หรือเครอื่ งเทศท่ีใช้ประกอบอาหารหรอื เครือ่ งดืม่ ชว่ ย
สง่ เสริมสุขภาพขน้ั พืน้ ฐานท่ีดี ลดการพึ่งพายาแผนปัจจุบนั หรือขายเปน็ รายได้
3. เนอ้ื ไม้ : เนอื้ ไมม้ ีคา่ ที่ใชใ้ นงานกอ่ สรา้ ง เครอื่ งเรือน หรอื เปน็ ไม้ใช้สอย
ทใ่ี ชท้ �ำเครือ่ งมอื เคร่อื งจกั สาน หรอื เศษไม้ปลายไม้รวมถงึ ก่ิงกา้ นไมท้ ่ใี ชเ้ ป็น
ไมฟ้ ืน หรอื เผาถา่ น
4. วสั ดุ (ทม่ี ิไดโ้ ดยตรงจากเน้อื ไม)้ : ยาง ชัน ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื ท่นี �ำมาท�ำ
สีย้อม การฟอก-ซัก หรือส่วนที่ให้เส้นใยในการท�ำสิ่งทอ เชือก เครื่องใช้ใน
ครัวเรอื น (เครอ่ื งนอน เสอ่ื กระสอบ ถุง)
5. ไม้ประดับ : ภายใต้เรอื นยอดปา่ เชงิ นิเวศเปรยี บเสมือนเรือนเพาะช�ำท่ดี ี
ตอ่ การดูแล เพาะปลกู พรรณไม้ประดบั ตามท่ีตลาดต้องการ ไมว่ า่ จะเปน็
ไม้ดอก ไม้ใบประดบั กลว้ ยไม้ โฮยา่ เฟิรน์ ทสี่ ามารถปลูกด้วยการนำ� ไปติดไว้
ตามเปลอื กไม้ กิ่งไม้ หรือภายใตเ้ รือนเพาะเล้ยี งช่ัวคราวใตเ้ รอื นยอดไม้ใหญ่
27
เหด็ ไขห่ า่ นหรอื เหด็ ระโงกเหลอื งเกดิ ในปา่ ตาม
ธรรมชาติทีม่ ไี มว้ งศ์ยางนา (Dipterocarpaceae)
ขนึ้ อยู่ เชน่ ยางนา ยางแดง เหียง
พลวง สยา เต็ง รงั เป็นตน้
การสร้างรายได้จากการเกบ็ เหด็ ป่ามาขาย
6. เมล็ดไม้ กล้าไมป้ ่ามคี า่ : ปัจจุบนั ในตลาดตน้ ไมม้ คี วามตอ้ งการจากกล่มุ คน
ทรี่ ักการปลกู และดูแลต้นไมป้ า่ หายาก ไมป้ ่าสวยงาม หรอื ไม้ปา่ เศรษฐกจิ มคี า่
เป็นจ�ำนวนมาก เกดิ กระแสการรวมกล่มุ ซอื้ ขายแลกเปล่ียนกล้าไม้หรอื เมลด็ ไม้
หลากหลายกลุ่ม เชน่ กลุ่มคนรกั ไมว้ งศ์จำ� ป-ี จ�ำปา ไมว้ งศ์กระดงั งา ไม้วงศ์ปาล์ม
ไมว้ งศ์ยางนา ไม้วงศม์ ะเกลือ เป็นต้น ดงั น้ัน จงึ เกดิ อาชีพเกบ็ เมลด็ ไม้ การเพาะกล้า
ไม้ ปลูกและขยายพันธ์ไุ ม้ป่ามคี ่าเหลา่ นจี้ �ำหนา่ ยสรา้ งรายได้เสรมิ หรืออาจเปน็
รายไดห้ ลักแก่ราษฎร ซ่ึงสามารถเกบ็ เมลด็ ไม้ปา่ มาเพาะ แยกหน่อ ตอนก่งิ
เสยี บยอด ทำ� การอนบุ าลกล้าไม้โดยใชพ้ ้นื ท่ีร่มเงาใต้เรอื นยอดไม้ป่าเป็นเรอื น
เพาะช�ำธรรมชาตไิ ดด้ ี เปน็ การใชท้ รพั ยากรจากป่าเพียงเลก็ น้อยแต่ก่อให้เกิด
รายไดแ้ ก่ราษฎรท่ชี ว่ ยดแู ลป่า สง่ ผลใหร้ าษฎรรู้สึกหวงแหนและปลูกรกั ษาพรรณไม้
ป่ามีคา่ เหล่าน้ไี วเ้ ป็นแม่พนั ธใ์ุ ห้ได้เกบ็ เกี่ยวผลผลติ ตลอดไป นอกจากนย้ี ังเปน็ การ
ส่งเสริมการปลูกตน้ ไมใ้ หก้ ระจายออกไปนอกพืน้ ทป่ี ่าอนรุ ักษ์ เป็นการช่วยอนุรกั ษ์
พนั ธุกรรมพชื นอกถน่ิ กำ� เนดิ อีกดว้ ย
ดา้ นการเลี้ยงผ้ึง : ภายใต้เรอื นยอดป่าเชงิ นิเวศในส่วนท่คี อ่ นขา้ งร่มมแี สงน้อย
จนยากทจ่ี ะทำ� การเพาะปลูกพชื แต่ยังสามารถทำ� กจิ กรรมการเล้ียงผ้ึงหรือชันโรง
ได้ เปน็ การใชป้ ระโยชนท์ ีด่ ินอย่างคุม้ คา่ ซง่ึ ภายใต้ปา่ เชงิ นเิ วศจะมสี ภาพแวดล้อม
ทีเ่ ปน็ ธรรมชาติ ท�ำใหผ้ ง้ึ หรอื ชันโรงรู้สกึ ปลอดภัยมีสขุ ภาพดี มีเกสรดอกไม้ป่าเป็น
จำ� นวนมาก และมคี วามชมุ่ ชน้ื ทเี่ หมาะสมตอ่ การดำ� รงชวี ติ นอกจากไดผ้ ลผลติ นำ�้ ผง้ึ
รงั ผง้ึ และไขผง้ึ ฯลฯ แลว้ ผงึ้ หรอื ชันโรงยงั ชว่ ยผสมเกสรพชื ปา่ ท�ำใหต้ ิดผลจ�ำนวน
มากขึน้
28
ประโยชนท์ างอ้อม
ประโยชนท์ างออ้ มเปน็ ผลพลอยได้จากการปลกู ป่าเชงิ นเิ วศเกดิ ขนึ้
หลงั จากไดส้ ง่ิ แวดล้อมตามธรรมชาตทิ ่ีดีกลบั คืนมาสพู่ นื้ ทตี่ น้ นำ้� ล�ำธาร ซึ่งเปน็
เป้าหมายหลักของภาครัฐและภาคเอกชนดา้ นอนุรักษ์ส่ิงแวดลอ้ มที่ม่งุ หวงั
เป็นอย่างยงิ่ หากปา่ เชิงนิเวศเริม่ ฟ้นื ฟตู วั เองจนถึงขั้นใกล้เคียงปา่ สมบูรณต์ าม
ธรรมชาตแิ ลว้ ระบบนิเวศของป่าตน้ น้�ำจะแสดงปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
ตอ่ ไปนี้แก่ราษฎรทอี่ าศัยอยกู่ ับป่าและคนท่ีอยู่ท้ายนำ�้ ดา้ นล่างลงไป
1. รักษาสภาพภูมอิ ากาศในระดับทอ้ งถน่ิ ให้อยใู่ นระดบั ท่สี มดลุ มคี วาม
ชมุ่ ชืน้ สภาพอากาศไม่รุนแรง ท�ำใหอ้ ุณหภมู ไิ ม่ร้อนจดั และไมเ่ ย็นจัด และช่วย
ลดความแห้งแลง้
2. รักษาระบบนำ้� ในลำ� ธารและน�้ำใตด้ ินใหอ้ ยใู่ นระดบั ท่สี มดุล มีน้ำ� ไหล
สมำ่� เสมอยาวนาน ไม่ไหลหลากทว่ มอยา่ งรนุ แรงและรวดเรว็ ลำ� ธารไม่แห้งขอด
ยาวนาน มีน้ำ� ในลำ� ธารใสหรือมีตะกอนนอ้ ย
3. ลดการชะล้างผวิ หน้าดนิ จากพรรณพชื และซากพืชที่ปกคลุม ซึ่งจะ
ช่วยลดการสญู เสียความอดุ มสมบรู ณ์ ที่สว่ นใหญ่แล้วจะมแี ร่ธาตุจำ� นวนมากถูก
สะสมอยทู่ ่ีชน้ั หน้าดิน และช่วยป้องกันดินถลม่ ได้ดจี ากระบบรากต้นไมท้ ี่เกาะ
ยดึ ชัน้ ดนิ ในแตล่ ะช่วงความลึก
4. ดินมกี ารฟืน้ ฟูตัวเองจากซากพชื ทีท่ ับถม และความช่มุ ช้ืนท่ีถกู เกบ็ ไว้
ในดนิ ไดน้ านจะทำ� ให้หินต้นกำ� เนิดย่อยสลายแร่ธาตใุ หมอ่ อกมาไดด้ ี เกิดเป็นชั้น
ดินท่ลี ึกมากยงิ่ ขน้ึ สง่ ผลใหช้ ัน้ ดนิ สามารถรักษาความชื้นได้ดียง่ิ ขนึ้ เหมาะสม
ตอ่ การเพาะปลกู หรือการพัฒนาไปเป็นป่าดบิ ทีส่ มบูรณ์
5. พชื ป่า สัตว์ปา่ จุลนิ ทรีย์ และเหด็ ราจะกลับเข้ามาในพื้นทป่ี า่ อกี คร้งั
การกลบั เข้ามาของสตั วป์ า่ น�ำมาซึง่ เมลด็ พันธ์ุ เช้ือจลุ นิ ทรีย์ และเห็ดรา ท่ีมา
จากการถา่ ยมลู สำ� รอก หรือติดมากับดนิ ท่ีสตั วป์ า่ เหยียบย่�ำ จึงชว่ ยเพม่ิ ความ
หลากหลายทางชีวภาพและสมดลุ แกป่ ่า ผลพลอยได้ คือมผี ลผลิตเป็นของป่า
เพ่ิมโดยไม่ต้องปลูก/ผลิต เช่น เห็ดป่ากินได้ การเก็บรังและน้�ำผึ้งป่า
มูลสัตว์ป่า ยังเป็นปุย๋ เพมิ่ ความสมบรู ณแ์ ก่ดิน ตลอดจนกลา้ ไม้ปา่ ชนิดใหมท่ ี่
กระจายพันธุ์เข้ามาในพื้นท่ี อาจจะเป็นอาหาร สมุนไพร หรือของป่า
ทมี่ คี า่ ใหเ้ กบ็ เกยี่ วผลผลติ ใชใ้ นครวั เรอื นหรอื สรา้ งรายไดเ้ สรมิ ไดอ้ กี ดว้ ย สตั วป์ า่
ทเ่ี ขา้ มาใช้ประโยชนจ์ ากป่ายงั ชว่ ยผสมเกสรและช่วยก�ำจัดศัตรพู ืช เชน่ นก
ค้างคาว และแมลง รวมถึงเชอื้ ราและจลุ ินทรยี อ์ กี มากมายท่ีมีกลไกสามารถ
ควบคมุ การระบาดของโรคพืช และแมลงไดอ้ ีกด้วย
29
6. ราษฎรมีสขุ ภาพที่ดี เน่ืองจากอยู่ในสภาพแวดล้อมท่ดี ขี นึ้ จากการปลูก
ปา่ เชิงนิเวศทีช่ ่วยลดการใช้สารเคมีแตใ่ ชก้ ลไกของระบบนเิ วศช่วยดูแลรักษา
สภาพแวดลอ้ มแทน
7. ลดแรงกดดันระหว่างราษฎรทอ่ี าศยั อยู่ในปา่ อนรุ ักษก์ บั เจ้าหนา้ ท่ี ซึ่ง
เกดิ ข้นึ จากกระแสสงั คมต่อการอนุรักษ์ปา่ ไมแ้ ละสงิ่ แวดลอ้ มและการบังคับใช้
กฎหมายในพ้นื ท่ปี า่ อนรุ ักษ์
อีกนัยหนง่ึ ประโยชนท์ ี่ได้รับจากการสรา้ งป่าเชิงนิเวศ คือ การอนรุ กั ษ์
ความหลากหลายทางชวี ภาพของพรรณไมป้ า่ การสร้างสง่ิ แวดล้อมให้สมดลุ
การพึง่ พาตนเองไดข้ องราษฎรในพนื้ ทป่ี า่ อนรุ ักษ์ ซงึ่ ส่งผลดตี อ่ สมดุลทาง
เศรษฐกิจท้ังในระดับท้องถ่ินและระดับประเทศหากราษฎรมคี ุณภาพชีวติ ที่ดขี นึ้
30
ประสโยรชา้ นง์ทปไี่่าดเชร้ งิับนจิเาวกศการ
กหลายทางชีวภาพ สร้างสม
ดุลทางเศรษฐกิจ
สร้างสิง่ แวดล้อ
อ ุน ัรก ์ษความหลา
ึ่พงพาตนเอง
ม
31
32
แนวทางการสร้างปา่ เชิงนิเวศ
การปลูกฟน้ื ฟปู ่าเชิงนิเวศของหน่วยงานต่าง ๆ ทผี่ ่านมาได้มกี ารวางรปู แบบการปลกู ไว้
หลากหลายตามวัตถปุ ระสงค์ เชน่ รปู แบบในคู่มือปฏิบัตงิ านโครงการสรา้ งปา่ สร้างรายได้ ตาม
พระราชดำ� รสิ มเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี (สำ� นักพระราชวงั , 2557)
ไดก้ ำ� หนดจ�ำนวนตน้ ไม้ทน่ี ำ� มาปลกู ต่อพ้ืนที่ 1 ไร่ แยกตามสภาพภูมิประเทศและช้ันเรือนยอด
ของพรรณไม้ โดยในพืน้ ทีป่ ่าเส่ือมโทรมทเี่ ปน็ ทีร่ าบ ใช้พรรณไมเ้ รือนยอดช้นั บน 15 ตน้ พรรณไม้
เรอื นยอดชน้ั รอง 30 ตน้ พรรณไมพ้ ุ่ม 15 ตน้ และพรรณไมช้ นั้ ผิวดนิ ตามความเหมาะสม ในพน้ื ที่
ลาดชนั ปลกู พรรณไมเ้ รอื นยอดชนั้ บน 10 ตน้ พรรณไมเ้ รอื นยอดชน้ั รอง 45 ตน้ พรรณไมพ้ มุ่ 25 ตน้
และพรรณไม้ชนั้ ผิวดนิ ตามความเหมาะสม
งานวิจยั การปลกู สร้างสวนปา่ (2556) ได้กำ� หนดสดั ส่วนของไม้ป่าและพชื เกษตรในพ้ืนทีร่ าบ
และพ้ืนทีล่ าดชนั มีสดั ส่วนตน้ ไม้ตอ่ ไร่ ดงั นี้ พรรณไม้เรอื นยอดช้ันบนมจี ำ� นวน 25 ต้น โดยแยกเปน็
ไมป้ า่ 15 ตน้ พชื เกษตร 10 ตน้ พรรณไมเ้ รอื นยอดชน้ั รองมจี ำ� นวน 75 ตน้ โดยแยกเปน็ ไมป้ า่ 30 ตน้
พืชเกษตร 45 ตน้ สำ� หรบั พรรณไม้พ่มุ 40 ตน้ โดยแยกเป็นไม้ปา่ 15 ตน้ พชื เกษตร 25 ต้น และ
พรรณไม้ชั้นผวิ ดินใชจ้ ำ� นวนตามความเหมาะสม
แนวทางการสรา้ งปา่ เชงิ นเิ วศในหนงั สอื เลม่ น้ี ไดน้ ำ� แนวทางทเี่ คยดำ� เนนิ การ
มาแลว้ ขา้ งตน้ มาปรบั ปรงุ ให้เหมาะสมกับวตั ถปุ ระสงคข์ องการปลกู ปา่
เชิงนิเวศท่ีได้กล่าวในเบอื้ งต้นแลว้ โดยค�ำนึงถงึ หลักเกณฑ์ต่อไปนีเ้ ป็นส�ำคัญ
1. ผนู้ �ำไปปฏบิ ตั ิสามารถเขา้ ใจไดง้ า่ ย ปฏบิ ตั ไิ ด้จริง และมีแนวทางทชี่ ัดเจน
2. ปา่ ทป่ี ลกู สามารถสรา้ งรายไดแ้ กร่ าษฎรในพนื้ ทอี่ ยา่ งยง่ั ยนื มคี วามหลากหลาย
ของผลผลิต มีความสม�ำ่ เสมอของผลผลิตใหเ้ กบ็ เกยี่ วหมุนเวียนได้ตลอดปแี ละ
ยาวนาน ประกอบดว้ ย พชื ระยะสนั้ ไดแ้ ก่ ไมล้ ม้ ลกุ ไมพ้ มุ่ ไมเ้ ถาลม้ ลกุ และไมน้ ำ้�
พชื ระยะกลาง ไดแ้ ก่ ไม้ตน้ ขนาดเล็กและไม้เลื้อยเนอื้ แขง็ และ
พชื ระยะยาว ไดแ้ ก่ ไมต้ น้ ขนาดกลาง-ใหญ่
33
3. รูปแบบการปลกู ขั้นตอนการปลกู การดูแล และการเก็บเกย่ี วผลผลติ
จะท�ำใหป้ ่ามพี ัฒนาการกลับมาเป็นป่าทมี่ ลี ักษณะใกล้เคียงป่าธรรมชาตแิ ละ
สามารถช่วยฟ้ืนฟรู ะบบนิเวศตน้ น�้ำ
4. พรรณไม้ทเี่ ลือกมาปลกู ตอ้ งประกอบด้วย พชื ปา่ ที่ชว่ ยฟ้ืนฟรู ะบบนเิ วศ
พชื ป่าเศรษฐกิจ และ พืชเกษตรทีเ่ ปน็ มติ รตอ่ ระบบนิเวศปา่ ไม้ หรอื ไม่เปน็
พืชตา่ งถิ่นรุกราน * (invasive alien species) ทส่ี รา้ งความเสียหายตอ่ ระบบ
นิเวศป่าไม้
5. พรรณไมท้ ่ีเลอื กมาปลกู ในส่วนของพืชปา่ พนื้ เมืองของประเทศไทย ต้อง
เป็นพืชในทอ้ งถิน่ เดมิ ของภมู ภิ าคและเหมาะสมตอ่ สภาพแวดล้อมระดับท้องถิน่
นน้ั ๆ ซึ่งสามารถขึน้ หรือปรับตัวไดด้ ตี อ่ สภาพภมู อิ ากาศ ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ
และลกั ษณะดนิ อนั จะทำ� ใหก้ ารปลกู ปา่ และการดแู ลปา่ ประสบผลสำ� เรจ็ ตลอดจน
เปน็ การชว่ ยลดตน้ ทนุ ในการดูแลรกั ษา
6. พรรณไมท้ เ่ี ลือกมาปลูกต้องมคี วามสอดคลอ้ งกับการใชป้ ระโยชนภ์ ายใน
ครัวเรือนตามวฒั นธรรมในแตล่ ะทอ้ งถ่ิน หรือมีตลาดรองรับผลผลิต
7. สามารถน�ำมาใชป้ ลูกป่าเชงิ นเิ วศในขนาดพื้นที่ตัง้ แต่ 1 ไร่ข้ึนไป หรือ
ประยุกตใ์ ชไ้ ดก้ ับ แนวทางเกษตรทฤษฎใี หม่ หรือ โคก-หนอง-นา โมเดล
ในพืน้ ทท่ี �ำกินของราษฎรท่ัวประเทศ
พชื ต่างถ่นิ รุกราน * (invasive alien species) คือ พืชทีม่ ถี น่ิ กำ� เนิดและอาศัยอยู่ในต่างประเทศ เมอ่ื เขา้ มาใน
ประเทศไทยแล้ว สามารถแพร่ขยายพนั ธุไ์ ดเ้ องตามธรรมชาตอิ ย่างกวา้ งขวางและรวดเรว็ แลว้ เพม่ิ จำ� นวนมากจน
กระทบต่อการด�ำรงชวี ิตของพันธุ์พชื หรือสง่ิ มีชีวิตสายพนั ธพ์ุ ้นื เมอื ง (native species) หรอื มนี ิสยั คล้ายวัชพชื ตัวอย่าง
ของพชื ตา่ งถ่นิ รุกรานที่สรา้ งผลเสียหายต่อระบบนเิ วศปา่ ไม้ในธรรมชาตขิ องประเทศไทย คือ ตน้ กระถนิ ยักษ์
(Leucaena leucocephala) กระถนิ ณรงค์ (Acacia auriculiformis) กระถินเทพา (Acacia mangium)
กระถินไตห้ วัน (Acacia confusa) สีเสยี ด/สเี สียดแก่น (Acacia catechu) ขีเ้ หลก็ อเมรกิ า (Senna spectabilis)
จามจุรี (Albizia saman) บัวตอง (Tithonia diversifolia) สาบหมา (Ageratina adenophora) และ ไมยราบยกั ษ์
(Mimosa pigra) โดยพืชเหลา่ น้ีเมอื่ ใบหรอื ส่วนตา่ ง ๆ ทร่ี ่วงลงสพู่ น้ื ดนิ จะปลอ่ ยสารเคมที ีอ่ ยูใ่ นสว่ นนั้น ๆ ออกมา
ซงึ่ จะสง่ ผลกระทบท�ำใหพ้ รรณไม้ชนิดอืน่ ไม่สามารถงอกและเจรญิ เติบโตได้ หรือทำ� ใหผ้ ลผลิตลดลง เราเรยี กการ
กระทำ� แบบนีว้ า่ allelopathic effect นอกจากน้ี ยงั มี ต้นยคู าลิปตสั (Eucalyptus spp.) แม้วา่ จะไม่สามารถแพร่
พนั ธ์ตุ ามธรรมชาตไิ ดด้ ี แต่สามารถปล่อยสารเคมีประเภท Cineole and alpha-pinene ท่สี ง่ ผลกระทบตอ่ การงอก
และการเจริญเตบิ โตแก่พืชท่ขี ้ึนข้างเคยี งไดเ้ ชน่ เดยี วกัน ดงั นน้ั ไมต้ า่ งถ่ินทีก่ ล่าวมาทั้งหมดน้ีจึงไมเ่ หมาะท่จี ะน�ำมาปลูก
ป่าเชงิ นเิ วศทตี่ ้องการใหพ้ รรณไมป้ า่ ดงั้ เดิมเจรญิ เติบโตกลับมาคล้ายป่าตามธรรมชาติ
34
หลักเกณฑก์ ารปลกู
การปลูกป่าเชิงนิเวศ เพื่อใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยตอ่ หลกั การในการน�ำไปใชป้ ฏบิ ัติ จงึ สรปุ ออกมาเป็นหลกั การปลกู โดยย่อ 4
ประการ คือ ปลูกพชื ปา่ ผสมพชื เกษตร ปลกู หลากหลายชนดิ และลกั ษณะวสิ ยั ปลูกไม้ใหญ่เปน็ แถวเป็นแนว และ
ปลูกไมเ้ ล็กกระจายลอ้ มไมใ้ หญ่ และใชช้ ่อื ของรปู แบบหรอื โมเดลวา่ โมเดลปลูกป่านเิ วศ 7 ช้ัน (Seven layers
ecoforest model)
หลักการ 4 ประการของโมเดลปลกู ป่านิเวศ 7 ชัน้
หลกั เกณฑ์การปลกู ของโมเดลปลูกป่านิเวศ 7 ช้ัน
ในพน้ื ท่ี 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) ใหแ้ บง่ เปน็ แปลงยอ่ ยขนาด 10x10 ตารางเมตร ในพนื้ ท่ี 1 ไร่ สมมตวิ า่ มรี ปู แปลง
เปน็ รปู สี่เหลย่ี มจตุรสั ขนาดกวา้ ง 40 เมตร ยาว 40 เมตร (พน้ื ทแ่ี ปลงใหญ่ในพื้นท่ีปลูกจริงอาจจะไมเ่ ปน็ รูปนีก้ ็ได้
เพียงแตใ่ ห้ผปู้ ลูกวางผงั ปลูกขนาดแปลงยอ่ ย 10x10 ตารางเมตร ขยายออกไปจนเตม็ พื้นท)่ี ในพื้นท่ี 1 ไร่เมือ่ แบ่ง
แปลงยอ่ ยจะได้จ�ำนวน 16 แปลงย่อย คลา้ ยรูปตารางหมากรกุ ใหพ้ จิ ารณาลงไปในพื้นท่ีแปลงยอ่ ยแลว้ แบ่งระยะปลูก
ของไมต้ น้ ที่ 5x5 เมตร* หน้า 38 ซงึ่ จะปลูกไม้ต้น (tree) ไดท้ งั้ หมด 9 ต้น/แปลง ดงั นี้
• ไม้ตน้ ขนาดใหญ่ (Large tree: L) 1 ต้น
• ไมต้ ้นขนาดกลาง (Medium tree: M) 2 ตน้
• ไม้ต้นขนาดเล็ก (Small tree: S) 4 ตน้
• ไม้ต้นเบิกนำ� (Pioneer tree: P) 2 ตน้
หรือปลูกไมต้ ้นท้งั หมด 81 ตน้ /ไร่ และมจี ำ� นวนชนดิ อยา่ งนอ้ ย 10 ชนิด/ไร่ สำ� หรับไมพ้ ุม่ (Shrub: Sh) ให้ปลูก
กระจายตามช่องวา่ ง
35
พน้ื ทร่ี ปู ส่เี หลีย่ มจตรุ ัสขนาด 1 ไร่ และภายในมีแปลงยอ่ ยจำ� นวน 16 แปลง
ระบบการปลูกในพ้นื ที่แปลงยอ่ ยขนาด 10x10 เมตร
S10 MS
Sh Sh
Sh
Sh Sh
Sh
LP
P
Sh Sh Sh Sh
Sh Sh
M
S Sh S
L = ไม้ต้นขนาดใหญ,่ M = ไมต้ น้ ขนาดกลาง, S = ไม้ตน้ ขนาดเล็ก, P = ไมต้ ้นเบิกนำ� , Sh = ไม้พ่มุ
36
รายละเอียดของหลักเกณฑ์ แบ่งตามลกั ษณะวิสัยหรือกลุ่มพืชในแตล่ ะชั้นเรอื นยอดปา่ ดงั นี้
1) เรอื นยอดโดด ปลูกไมต้ น้ ขนาดใหญ่ (L) ปลูกกลางแปลงย่อย จ�ำนวน 1 ตน้ /แปลงย่อย หรอื 16 ตน้ /ไร่ อยา่ ง
นอ้ ยไมต่ ำ่� กวา่ 3 ชนิด/ไร่
2) เรอื นยอดช้ันบน ปลูกไมต้ ้นขนาดกลาง (M) ปลกู ขอบแปลงย่อย ตรงข้ามกัน จำ� นวน 2 ต้น/แปลงยอ่ ย หรือ 20
ตน้ /ไร่ อยา่ งนอ้ ยไม่ต�ำ่ กวา่ 3 ชนิด/ไร่
3) เรือนยอดชัน้ บน-ชั้นล่าง-ไม้พมุ่ ปลูกไม้ตน้ เบกิ น�ำ/ไมพ้ ่เี ลยี้ ง (P) ปลกู ขอบแปลงยอ่ ย ตรงขา้ มกนั จ�ำนวน 2 ตน้ /
แปลงย่อย หรือ 20 ตน้ /ไร่ อยา่ งนอ้ ยไม่ตำ�่ กวา่ 1 ชนิด/ไร่ ทั้งน้ไี ม้ตน้ เบกิ น�ำอาจเป็นได้ทั้ง L หรือ M หรอื S ข้นึ อยกู่ บั
ชนดิ ไม้
4) เรือนยอดชัน้ ลา่ ง ปลกู ไม้ตน้ ขนาดเล็ก (S) ปลกู มุมแปลงยอ่ ยทง้ั 4 จ�ำนวน 4 ตน้ /แปลงย่อย หรือ 25 ตน้ /ไร่
อยา่ งน้อยไมต่ �่ำกว่า 3 ชนิด/ไร่
5) เรอื นยอดไมพ้ มุ่ ปลูกไมพ้ มุ่ (Sh) ปลูกลอ้ มและกระจายตามช่องว่างของไม้ตน้ ขนาดตา่ ง ๆ ให้เตม็ พ้นื ทที่ ่ไี ดร้ ับ
แสงเพยี งพอ ระยะปลูกขนึ้ อย่กู บั ชนิดไมพ้ ุ่มที่เลือก โดยไมจ่ �ำเปน็ ตอ้ งปลูกเปน็ แถวเป็นแนว หรือจะปลกู เป็นแถวเปน็
แนวกไ็ ด้เพื่อสะดวกต่อการจัดการ อย่างน้อยไม่ตำ�่ กว่า 5 ชนดิ /ไร่ และมีจ�ำนวนต้นรวมกนั ไมต่ �่ำกวา่ 100 ตน้ /ไร่
6) ช้ันพ้ืนปา่ ปลูกไม้ล้มลกุ (Herb: H) ปลกู ลอ้ มและกระจายตามชอ่ งวา่ งและใต้รม่ เงาของไม้ต้นและไมพ้ ุ่ม ระยะ
ปลกู ขึ้นอยู่กับชนิดที่เลือก ไมจ่ �ำเป็นตอ้ งปลูกเป็นแถวเป็นแนว แต่ควรปลูกเปน็ กล่มุ ในแต่ละชนิดเพื่อการเก็บเกี่ยว
ท่สี ะดวก และปลูกให้ปกคลุมพน้ื ดินส่วนทเี่ หลือเพ่อื ช่วยปกคลมุ ผวิ หน้าดินต่อการชะลา้ งของน�ำ้ ฝน รวมถึงยงั ช่วย
ควบคุมวชั พืชได้ดีอกี ทางหนง่ึ หรือไม่จ�ำเปน็ ตอ้ งปลกู ไมล้ ้มลกุ ทั่วพ้นื ที่กไ็ ด้ เพยี งปลอ่ ยใหม้ ีหญ้า/ไม้ล้มลกุ ตามธรรมชาติ
และซากพืชทับถมปกคลมุ ผวิ หน้าดิน แล้วหม่นั คอยกำ� จัดวัชพชื เฉพาะรอบโคนไม้ตน้ และไมพ้ ่มุ ทป่ี ลกู
7) ชน้ั ไม้เถาและไม้อิงอาศัย ปลกู ไม้เถา/ไม้อิงอาศัย (Climber/Ephiphyte: C/E) สามารถปลกู ได้หลายแบบ เชน่
ใหเ้ ลอ้ื ยกับพืน้ ดิน ทำ� คา้ ง หรอื ปลกู ใหเ้ กาะตามเปลอื กไมต้ ้น โดยปลกู กระจายไม่เปน็ แถวเป็นแนว ตามช่องวา่ งของ
ไมต้ ้นและไม้พุ่ม และตามความต้องการแสงของพชื แต่ละชนิด ทง้ั นีไ้ ม้เถาเนอื้ แขง็ ขนาดใหญแ่ ละมีเถายาวไมค่ วรปลกู
ใหเ้ ลอ้ื ยพันไม้ต้นจนล�ำตน้ คดงอเสียรูปทรง ควรปลอ่ ยใหเ้ ลือ้ ยตามพ้ืนหรอื หมนั่ คอยตัดแต่งเถาใหส้ ั้นอยู่เสมอเพื่อ
สะดวกตอ่ การเก็บเกีย่ ว
8) ชน้ั พชื นำ�้ ปลกู พชื นำ�้ (Aquatic: A) ปลกู จำ� ลองระบบนเิ วศในหนองนำ้� โดยปลกู พรรณไมน้ ำ้� ตามระดบั ชนั้ ความลกึ
ของน�ำ้ จาก ริมตลง่ิ -น้�ำตื้น-น�้ำลกึ -ลอยน้ำ� เชน่ ปลูก ผักกูด-บวั หลวง-บวั สาย–ผกั กระเฉด ส�ำหรบั บางพืน้ ทอี่ าจไม่มีชน้ั นี้
เนอ่ื งจากไม่มีแหลง่ น�้ำเพยี งพอ
* ท้งั น้ี การคัดเลอื กชนิดต้นไม้เพือ่ จดั ลงในต�ำแหนง่ แตล่ ะลกั ษณะวิสยั /ชั้นเรือนยอด ให้ใชว้ ิธแี บบสมุ่ เพ่อื ใหแ้ ตล่ ะ
ชนดิ กระจายตวั ท่วั พ้ืนทีป่ ลูกป่า ไมค่ วรกระจุกตัวเฉพาะบริเวณใดบรเิ วณหน่ึง
37
* ค�ำอธบิ ายเพิ่มเติมหลกั เกณฑก์ ารปลกู
โมเดลปา่ นเิ วศ 7 ชนั้ น้ี เลอื กทจ่ี ะปลกู ไมต้ น้ (tree) ทกุ ขนาดอยา่ งเปน็ แถวเป็นแนว ท่ีระยะ
ปลกู 5x5 เมตร ดว้ ยเหตุผลเพ่อื การวางผังการปลกู ท่ีเขา้ ใจงา่ ยตอ่ ผู้ปฏบิ ัติ สามารถค�ำนวนกล้าไม้
ทจ่ี ะตอ้ งเตรียมในเบ้ืองต้นได้ แต่เนน้ การเลือกลักษณะวิสัยหรือชัน้ เรือนยอดไม้ต้นจดั วางลง
ต�ำแหนง่ และกำ� หนดจ�ำนวนต้นให้เหมาะสม ซ่ึงจะท�ำให้พรรณไม้ลักษณะวิสัยต่าง ๆ สามารถ
เจริญเติบโตไปพร้อมกนั ได้เตม็ ศกั ยภาพ ไมเ่ บียดเสยี ดและขม่ กนั เหมือนท่เี กิดขึน้ กรณีท่เี ลอื กปลกู
พชื ทมี่ ลี ักษณะวิสยั เดยี วกนั ในระยะปลูกท่ชี ิดกนั มากเกินไป
อกี อยา่ งทเ่ี ราตอ้ งคำ� นงึ ถงึ คอื การปลกู ปา่ เชงิ นเิ วศเปน็ การปลกู พชื หลากชนดิ และหลายลักษณะ
วิสัย เป็นเรื่องยากท่ีราษฎรท่ัวไปหรือเจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติ ซ่ึงมิใช่นกั วิชาการจะเข้าใจการจัดการ
และดูแลตามหลกั นเิ วศวิทยาได้ทกุ สายพันธ์ุ นกั วชิ าการปา่ ไมจ้ งึ มหี นา้ ทก่ี ำ� หนดรปู แบบการจดั วาง
ไมต้ น้ ใหเ้ หมาะสมในเบอ้ื งตน้ แลว้ จดั ทำ� บญั ชีพรรณไมแ้ ยกตามลักษณะวิสัยหรือช้ันเรือนยอด ให้ผู้
ปฏิบัติสามารถเลอื กนำ� ไปปลกู ลงในต�ำแหน่งตา่ ง ๆ ไดเ้ อง
นอกจากนี้ การปลูกไม้ต้นอย่างเปน็ แถวเป็นแนวโดยยึดไมป้ ระธานในล�ำดบั แรก คอื ไม้ตน้
ขนาดใหญ่ (L) วางไวก้ ลางแปลงย่อยกอ่ น จะทำ� ใหผ้ ปู้ ฏิบตั มิ องเหน็ ภาพระบบการปลกู ไดง้ า่ ย
ว่าจะจัดวางไมต้ น้ ที่มขี นาดเล็กลงมาลอ้ มรอบต้นไม้ประธานในต�ำแหนง่ ใดบา้ ง อีกท้ังราษฎรยัง
สามารถเขา้ ไปจัดการ ดแู ล และเกบ็ เกย่ี วผลผลติ จากพชื ชนดิ ตา่ ง ๆ ไดส้ ะดวก ไม่สบั สน
เมอื่ ปา่ มอี ายมุ ากขนึ้ พรรณไมท้ ม่ี หี ลากหลายชนดิ มลี กั ษณะวสิ ยั ทแ่ี ตกตา่ งกัน มีการเจรญิ
เติบโตทไ่ี มเ่ ท่ากัน รว่ มกับการตัดสางขยายระยะหรือการตดั ฟนั ไมบ้ างสว่ นออกมาใช้ หรอื การตาย
ตามธรรมชาติ จะทำ� ใหโ้ ครงสรา้ งเรอื นยอดป่าด้านตัง้ และการจัดวางตวั ในแนวระนาบเกิดความ
ไมส่ มำ�่ เสมอ ไม่เป็นระเบียบเหมอื นเมอ่ื แรกปลกู ป่าทเี่ ราปลกู จะปรับโครงสร้างชั้นเรือนยอดป่า
จนคลา้ ยกับป่าธรรมชาตมิ ากยง่ิ ขึ้น
* ในพ้ืนทีป่ ลกู ปา่ บางแหง่ ท่ีมสี ภาพเปน็ ไรห่ มนุ เวียนเกา่ หรอื ปา่ เส่อื มโทรมทีม่ ตี น้ ไม/้ กล้าไม้
ป่าดงั้ เดมิ ขึน้ อยู่แลว้ และควรทจ่ี ะเก็บรักษาไว้ ต�ำแหน่งทจ่ี ะปลกู ไมต้ น้ อาจต้องวางหลบตามระยะ
ปลูกที่เหมาะสมหรอื ละเวน้ ไป จึงท�ำใหแ้ ถวแนวของไม้ต้นไม่เปน็ ระเบยี บ ไม่ใช่สิ่งท่ตี ้องกงั วล
เพราะรูปแบบการปลกู ปา่ นิเวศ 7 ชน้ั สามารถยดื หยุ่นและประยุกตใ์ ชใ้ ห้เหมาะสมตามสภาพ
ปญั หาของแต่ละทอ้ งทไี่ ด้ เพยี งแตย่ ึดหลกั การจดั ชนดิ และวิสัยของพรรณไมใ้ ห้กระจายแบบสุ่มท่วั
พืน้ ที่
สำ� หรับระบบการปลกู ไมพ้ มุ่ ไมล้ ้มลุก ไม้เถา ไม้อิงอาศัย และพืชนำ�้ เน่ืองจากเปน็ พืชขนาด
เล็ก ระยะปลูกจึงใกลช้ ดิ การจดั การจะง่ายกวา่ สามารถปลกู แบบไมเ่ ปน็ แถวเป็นแนวหรือแบบ
เป็นกลุ่มกไ็ ด้ตามสะดวก
38
วธิ ีคดั เลอื กพรรณไมป้ ลกู ใหเ้ หมาะสม
1) ตรวจสอบทต่ี ้ัง วา่ พน้ื ท่ีปลูกปา่ ต้งั อยู่ในภมู ภิ าคใด โดยบญั ชีพรรณไม้ทีเ่ สนอแนะใหป้ ลูกป่าจะแบง่ ตามภมู ิภาค
ทางภูมิศาสตร์เป็น 6 ภาค คือ ภาคเหนือ (9 จังหวัด) ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื (20 จังหวดั ) ภาคตะวันออก
(7 จังหวดั ) ภาคกลาง (22 จังหวดั ) ภาคตะวนั ตก (5 จงั หวัด) และภาคใต้ (14 จังหวดั )
2) พจิ ารณาสภาพภมู ปิ ระเทศและสิ่งแวดล้อมเดมิ ของพนื้ ท่ีปลูกป่ากอ่ นวา่ เคยเป็นป่าไม่ผลัดใบ (ปา่ ดบิ ) หรือป่า
ผลดั ใบ (ป่าเบญจพรรณ หรอื ปา่ เต็งรัง) มาก่อน โดยสังเกตไดง้ า่ ยจากปา่ ทีเ่ หลอื อยู่ข้างเคยี งหรือพรรณไม้ที่หลงเหลอื
อยใู่ นพ้นื ท่ี หากเปน็ ป่าไมผ่ ลัดใบหมายความวา่ สภาพอากาศและความช้นื ในดนิ มมี ากเพียงพอตลอดทั้งปีทำ� ใหต้ ้นไม้
ไม่ผลัดใบ ถา้ หากเป็นป่าผลัดใบหมายความวา่ พน้ื ทบ่ี รเิ วณน้นั มีสภาพอากาศและความช้นื ในดินนอ้ ย อาจมีชนั้ ดินตน้ื
หรือเนอื้ ดนิ หยาบไม่อ้มุ น้ำ� หรอื มชี ่วงแหง้ แลง้ ที่ยาวนานจนท�ำให้ต้นไม้ตอ้ งผลัดใบทง้ิ ซ่ึงจะนำ� ขอ้ มลู ไปพจิ ารณาเลอื ก
ชนดิ พรรณไมต้ ามบัญชแี นบทา้ ยต่อไป
3) ตรวจสอบความสงู จากระดับทะเล ของพื้นทจี่ ากเครือ่ งมือวัดระดบั ความสูง เชน่ เครื่อง GPS หรือ Application
ชอ่ื วา่ My Altitude ในสมาร์ทโฟน
39
4) พิจารณาเลอื กพรรณไมท้ ี่แนะนำ� ตามบญั ชแี นบท้ายในชือ่ พรรณไม้ทีแ่ นะนำ� เพอื่ ปลูกป่าเชิงนิเวศ ไดแ้ ยกไว้
4 บญั ชี ตามภมู ภิ าคที่มรี ะบบนิเวศป่าไม้และสภาพภมู อิ ากาศคลา้ ยกัน
• บัญชีแนบท้ายท่ี 1 ส�ำหรบั ประเทศไทยตอนบน ไดแ้ ก่ ภาคเหนอื ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ภาคกลาง
ภาคตะวนั ตก และภาคตะวันออก (ยกเวน้ จันทบุรี และตราด ด้านรบั ลมมรสุมฤดูฝน) โดยแบ่งพรรณไมท้ ี่
แนะน�ำใหป้ ลูกแยกตามสภาพปา่ หรอื พรรณไม้ด้ังเดมิ 3 บญั ชี ไดแ้ ก่
• บัญชีแนบท้ายที่ 1.1 ป่าดบิ เขา (ความสูงมากกว่า 1,000 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง)
• บญั ชีแนบท้ายที่ 1.2 ปา่ ไม่ผลดั ใบ/ป่าดบิ (ความสงู น้อยกว่า 1,000 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง)
• บัญชีแนบท้ายที่ 1.3 ปา่ ผลดั ใบ (ความสูงนอ้ ยกวา่ 1,000 เมตรจากระดบั ทะเลปานกลาง)
• บญั ชีแนบทา้ ยท่ี 2 ส�ำหรบั ประเทศไทยตอนล่าง ได้แก่ ภาคใตแ้ ละภาคตะวนั ออก (เฉพาะจันทบรุ แี ละ
ตราด ดา้ นรบั ลมมรสมุ ฤดฝู น) โดยมพี รรณไมท้ ่ีแนะนำ� ใหป้ ลูกตามสภาพป่าหรอื พรรณไม้ด้งั เดิมเพยี ง 1 บัญชี
เนือ่ งจากสังคมพืชทีพ่ บปญั หาปา่ เส่ือมโทรมในภาคใตม้ ีเพียงปา่ ไม่ผลดั ใบ/ป่าดบิ ทีอ่ ยูต่ ่�ำกว่า 1,000 เมตรจาก
ระดบั ทะเลปานกลางลงมา
ในบัญชไี ด้แบ่งรายชื่อพรรณไมต้ ามลกั ษณะวสิ ัยหรอื ช้ันเรือนยอด ให้ใชข้ อ้ มูลพ้ืนทแ่ี ปลงปลูกจากข้อ 1-3 พจิ ารณา
เลอื กพรรณไมใ้ หต้ รงกบั หลกั เกณฑก์ ารปลกู ของโมเดลปลกู ปา่ นเิ วศ 7 ชนั้ ทก่ี ลา่ วไปแลว้ หากตอ้ งการทราบรายละเอยี ด
เพม่ิ เตมิ สามารถนำ� ชอ่ื พชื ในบญั ชแี นบทา้ ยไปตรวจสอบรายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ ไดจ้ าก ตารางภาคผนวกท่ี 1 รายละเอยี ด
พรรณไม้ทแ่ี นะนำ� เพ่อื ปลกู ปา่ เชงิ นิเวศ ซึง่ จะแสดงประโยชน์ใช้สอย ขอ้ มูลการปลกู และการขยายพนั ธขุ์ องพืชแต่ละ
ชนดิ มีจำ� นวน 420 ชนดิ (เฉพาะท่เี ปน็ พืชปา่ เทา่ นัน้ )
40
41
บญั ชแี นบทา้ ยท่ี 1.1 พรรณไม้ทแ่ี นะน�ำเพ่ือปลูกปา่ เชิงนเิ วศส�ำหรบั ป่าดบิ เขา
(ความสงู มากกว่า 1,000 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง) ของประเทศไทยตอนบน ไดแ้ ก่ ภาคเหนอื ภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวนั ตก และภาคตะวันออก (ยกเวน้ จนั ทบุรแี ละตราด ด้านรับลม
มรสมุ ฤดฝู น)
ไมน้ ำ�้ (A) ไมพ้ ุม่ (Sh)
ผักกูด ตนู /คนู /ออ้ ดิบ เผอื ก/บอน ผักแพว/ผักไผ่ บวั บก ส้มแปะ/สม้ ป้ี เพี้ยกระทิง มะก้าก/หมา่ ลา่ มะขว่ ง
ผักแปม คาวตอง กกสานเสอื่ คลา้ /แหย่ง คลุ้ม/แหยง่ ปา่ ผักแปม มะหลอด เมา่ ช้าง หัสคุณ/เพ้ยี ฟาน มนั ปลา
หอมไก๋/กระดูกไก่ มะขม (500-2,500) มะไฟแรด/
ไมล้ ม้ ลุก (H) นมวัว ห้อมช้าง มะนาวควาย/มะง่ัว อัคคีทวาร/ตรีชวา
ผักเมก็ /เสมด็ ชุน มะเขือพวง มะแว้งตน้ มะอึก
นางแลว(ช) ลงิ ลาว(ช) นางเลว(ช) มะแหลบ/เทยี นตา ต้างหลวง หอมแขก/ใบแกง กะอวม คนทีเขมา ยีห่ ุบ
ต๊ักแตน ตะไครห้ อม ดปี ลาก้งั สันพร้าหอม (ช) ข่า เร่ว/ พชื สกุลกุหลาบพันปี (ไมป้ ระดับ) กล้วย (ช) หม่อน
แหน่ง(ช) เรว่ ใหญ่/ขา่ น้ำ� (ช) กระชายด�ำ กระชาย ไพล เมีย่ ง/ชา กาแฟอาราบกิ า้ (700-2,000) กาแฟโรบสั -
ไพลด�ำ ไพลนก เขา้ พรรษา มหาหงส์ เปราะ ขม้นิ ชนั ต้า (10-1,200) อัลมอนด์ แมคคาเดเมยี อะโวคาโด
ขมนิ้ อ้อย วา่ นชกั มดลูก ว่านนางคำ� หรือพชื สกลุ กระเจยี ว บลูเบอรร์ ี่ ราสเบอรร์ ี่ แบลคเบอรร์ ี่
(ไมด้ อก/สมนุ ไพร) ว่านสาวหลง วา่ นมหากาฬ เสลด-
พงั พอนตัวเมีย หนอนตายหยาก ระยอ่ ม ผกั หวานบ้าน ไม้เถา (C)
เนระพสู ีไทย
มะกลิ้ง/มะกิ้ง มะเขาควาย/มะเขาวัว เครืองูเห่า/
ผักแปมปา่ มะแวง้ ครือ ผกั ปลงั ก�ำลงั ควายถึก/เขอื ง
เถาวัลย์ย้งั /เครอื เดา ชะลดู ข้าวเย็นเหนอื
42
ไมต้ ้นขนาดใหญ่ (L)
จำ� ปปี ่า จ�ำปาป่า จำ� ปหี ลวง แกว้ มหาวัน ก�ำลังเสือโคร่ง ยางปาย
กฤษณาดอย เทพทาโร กะเพราตน้ ยมหอม เฉียงพรา้ นางแอ สะเดาช้าง
กระท้อน สนแผง/แปกลม สนสามใบ สนสองใบ มะขามปอ้ มดง
พญามะขามปอ้ ม โลงเลง/ไม้ฮโิ นกลิ าว/สนฮกเกยี้ น สนไซเพรสไตห้ วัน
สนไซเพรสแดงไตห้ วนั ก่อเดือย กอ่ ใบเลื่อม กอ่ แปน้ กอ่ พวง
ไมต้ น้ ขนาดกลาง (M)
ไผ่ยักษ์ ไผห่ ก ไผ่บงใหญ่ ไผซ่ างหมน่ พญาไม้ ขุนไม้ สนสามพันปี
สนใบพาย ซ้อ ยางบง พืชวงศ์จ�ำป-ี จ�ำปา่ บุนนาค ตีนเปด็ เขา
หาดส้าน/หาดเขา มะหาดข่อย หรอื พชื สกลุ มะหาด-ขนนุ แกง
คอแลน ค่าหด คอ้ ก่วมแดง รักเขา/แกนมอ/รักเวยี ดนาม มะซัก
กอ่ สร้อย สม้ สา/เอ้ยี บว๊ ย หมกั ข้ีหน/ู แอปเปล้ิ ป่า มะพรา้ วนกกก
ล้ินควาย คาย่าเซเนกลั คาย่าใบใหญ่ คาย่าขาว
ไมต้ น้ ขนาดเล็ก (S)
มะแขว่น/ก�ำจดั ต้น ตะไคร้ต้น หรือพืชสกลุ ตะไครต้ ้น-หมเี หม็น มะเกยี๋ ง
พืชสกลุ ยางบง พชื สกุลก�ำยาน นางพญาเสอื โคร่ง สุรามะริด สมลุ แวง้ ลกู ขา่
หรอื พืชสกุลอบเชย เม่าชา้ ง/มะเมา่ ดง เนียง/มะตึ่งยาง เพีย้ ฟานต้น พืชวงศ์
จำ� ป-ี จำ� ปา่ กลว้ ยฤๅษี เสยี้ วดอกขาว (500-2,000) เดอื่ ชงิ้ /ชงิ้ ขาว แมคคาเดเมยี
พลับ เกาลดั จีน อะโวคาโด อบเชยจนี อบเชยญวน อบเชยเทศ
ไมเ้ บิกนำ� (P)
พังแหร สอยดาว เลย่ี น ตองแตบ เตา้ ดง/หชู า้ ง ปลายสาน
ทองหลางปา่ งว้ิ แดง/งวิ้ บา้ น ทะโล้ สะเตา้ สามเตา้
กางหลวง ก่อสร้อย ไผเ่ ฮียะ โพบาย กระทุ่มบก ลำ� พปู ่า
เด่ือปลอ้ งหนิ
หมายเหตุ
(ช) : เหมาะสมต่อการปลกู ในพน้ื ท่ีชืน้ มชี ้นั ดนิ ลกึ มากกว่า 1 เมตร เช่น อยใู่ กล้ร่องน้�ำหรือมีระบบใหน้ �ำ้ อยา่ งเพยี งพอ
(500-2,000) : ช่วงความสูงทเี่ หมาะสมตอ่ การปลกู หน่วยเป็นเมตรจากระดบั ทะเลปานกลาง
43
บัญชีแนบท้ายที่ 1.2 พรรณไมท้ แ่ี นะน�ำเพือ่ ปลกู ป่าเชงิ นเิ วศส�ำหรับ ปา่ ไม่ผลดั ใบ/ปา่ ดบิ
(ความสูงนอ้ ยกว่า 1,000 เมตรจากระดบั ทะเลปานกลาง) ของประเทศไทยตอนบน ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก
เฉียงเหนอื ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวนั ออก (ยกเวน้ จนั ทบรุ แี ละตราด ดา้ นรบั ลมมรสุมฤดูฝน)
ไมน้ �้ำ (A) ไม้เถา (C)
ผักกดู ตนู /คูน/ออ้ ดบิ โสน เผอื ก/บอน ผกั แพว/ผกั ไผ่ มะกล้งิ /มะก้ิง เครืองเู หา่ /ผักแปมปา่ สม้ ปอ่ ย ดีปลี พลู
บวั บก ผกั แปม คาวตอง ผกั บุง้ ผักกระเฉด กกสานเสื่อ สะคา้ น/จะค้าน (ช) สะคา้ นหยวก (ช) หวายขม หวาย-
คลา้ /แหย่ง คลุม้ /แหยง่ ปา่ ขรงิ สะแล ขจร/สลิด ผกั เชียงดา ต�ำลงึ มะระขน้ี ก
อัญชนั ผักสาบ/ผักอนี ูน กระทุงหมาบา้ /ผกั ฮว้ นหมู
ไมล้ ม้ ลุก (H) ข้าวสารดอกใหญ่/เครอื เขาหนงั ข้าวสารดอกเลก็
ผกั ปลงั หนามโคง้ /ผกั งวม หนามป่ยู า่ /ชา้ เลือด ผกั ฮาก
บกุ ไข่/บุกคนโท ดปี ลาก้งั สนั พรา้ หอม (ช) นางแลว กำ� ลังควายถกึ /เขือง เถาวลั ย์ย้ัง/เครือเดา ฟกั ข้าว
(ช) ลิงลาว (ช) นางเลว (ช) มะแหลบ/เทียนตาตั๊กแตน ผักแสว้ ชะเอมเถา น้ำ� ใจใคร/่ ผกั อีทก กลอย มันนก/
หญา้ แฝก ตะไคร้หอม ขา่ กระวานจันทบูร (ช) เรว่ / มนั กะทาด กวาวเครือแดง กวาวเครอื ขาว รางจืด
แหนง่ (ช) เรว่ ใหญ่/ขา่ นำ้� (ช) กระชายดำ� กระชาย ไพล เถาเอน็ อ่อน เถาวลั ย์เปรยี ง ขมน้ิ เครือ(ช) ประดงเลอื ด
ไพลดำ� ไพลนก เขา้ พรรษา มหาหงส์ เปราะ ขมน้ิ ชัน (ช) มา้ ทลายโรง/ม้ากระทบื โรง ก�ำแพงเจด็ ชน้ั /ตาไก้
ขม้นิ ออ้ ย วา่ นชกั มดลูก ว่านนางคำ� พืชสกลุ กระเจยี ว โคคลาน บอระเพด็ เถาย่านาง/ย่านาง ย่านางแดง/ขยนั
(ไมด้ อก/สมุนไพร) วา่ นสาวหลง วา่ นมหากาฬ เสลด- สริ นิ ธรวลั ล/ี สามสบิ สองประดง ข้าวเย็นเหนือ/ข้าวเยน็ ใต้
พังพอนตวั เมยี หนอนตายหยาก ฟ้าทะลายโจร ระย่อม กรงุ เขมา/หมาน้อย เครอื ปลอก/พญางิว้ ด�ำ รางแดง
ผกั หวานบ้าน เนระพสู ไี ทย บวั บกโขด สบ่เู ลือด บอระเพด็ พุงช้าง
44
ไมต้ น้ ขนาดใหญ่ (L)
ยางแดง ยางนา (ช) ยางปาย แดง มะคา่ โมง พะยงู ชิงชัน พะยอม
ประดปู่ ่า ยมหิน ยมหอม (ช) ซอ้ พันจ�ำ/ซี ตะเคียนทอง (ช) ตะเคยี นหิน
กระบาก ตะเคียนเต็ง/ยางหยวก เคยี่ มคะนอง จนั ทนห์ อม กระบก เขลง
เติม/ประด่สู ม้ (ช) สมอพเิ ภก ลกู ดิ่ง (ช) สารผักหละ (ช) สม้ ควาย (ช)
เฉยี งพร้านางแอ (ช) มะคา่ แต้ ตะเคียนหนู เสลาขาว อินทรชติ รกฟา้
ตะแบกเลือด ตะแบกแดง พฤกษ์ พระเจา้ หา้ พระองค์ (ช) เลยี งผง้ึ (ช)
ไม้ต้นขนาดกลาง (M)
มะกอกป่า บุนนาค มะริด (ช) ล่�ำตาควาย พชื สกลุ มะพลับ-มะเกลอื คอแลน/หมากแงว
กาสามปีก ตีนนก ผา่ เสี้ยน กระพนี้ างนวล ชงิ ชันขาว เกด็ แดง เก็ดดำ� ตะแบกเลอื ด พฤกษ์
ชะมวง พะวา กฤษณา ค้อ สมอไทย หวา้ มะซกั พืชสกุลมหาพรหม-ล�ำดวนดอย ขีเ้ หลก็
มะฮอกกานี (ช) คาย่าเซเนกัล (ช) คายา่ ใบใหญ่ (ช) คายา่ ขาว (ช) งิ้วแดง หมเี หมน็ มะม่วง
ป่า มะแฟน มะหาด/หาด ขนนุ ป่า พืชสกุลขนนุ พชื สกลุ สำ� รอง-จอง (ช) มะขวดิ มะสัง (ช)
ไผป่ ่า ไผ่ซาง ไผซ่ างนวล ไผ่ซางหม่น (ช) ไผ่ขา้ วหลาม ไผห่ ก (ช) ไผ่บงใหญ่ (ช)
ไมต้ ้นขนาดเล็ก (S)
มะแข่วน/กำ� จดั ต้น สักขไ้ี ก่ ผกั เฮอื ด ตา๋ ว/ลกู ชดิ (ช) ยางบง มะขามป้อม ไผ่เล้ียง/ไผ่หวาน ไผ่ตง ตะไครต้ ้น
เม่าชา้ ง เม่าไขป่ ลา มะเกีย๋ ง สมอไทย ตะขบควาย/มะเกวน เสย้ี วดอกขาว ลานป่า (ช) เนียง/มะตึง่ ยาง (ช)
มันปลา เพกา พืชสกุลสารภี ลำ� ดวน ขา้ วหลามดง กุ่มบก กุ่มน�ำ้ (ช) ลางสาด/ลองกอง (ช) มะปริง/มะปราง/
มะยงชิด (ช) กระทอ้ น (ช) ปลาไหลเผอื ก ไขเ่ น่า (ช) พืชสกลุ หมักม่อ-สะแลง่ หอมไก๋ พชื สกุลค�ำมอกหลวง กาสะ-
ลองค�ำ เปล้าใหญ่ ขันทองพยาบาท ทุเรยี นพนั ธุ์พืน้ เมอื ง (ช) เงาะ (ช) ขนุน มะขาม มะไฟ ลน้ิ จปี่ า่ /สีรามัน (ช)
ไมเ้ บิกนำ� (P)
พังแหร ตองแตบ ขี้เหลก็ เลือด เลีย่ น ปออีเกง้ งว้ิ แดง ทองหลางป่า กระทุ่มบก ลำ� พปู ่า สัตบรรณ มะยมปา่
ปันแถ อะราง ทงิ้ ถ่อน สะเต้า กะหนานปลงิ แคหางคา่ ง แคหัวหมู โพบาย เด่อื ปล้องหนิ ไผ่เฮยี ะ กางหลวง
ไมพ้ ่มุ (Sh)
ผักหวานป่า ผกั ตว้ิ /แตว้ ผกั เมก็ /เสมด็ ชนุ ผักแปม ฝาง ขเ้ี หล็ก หวายขม ชะอม/ผกั คา เตา่ ร้าง (ช) มะหลอด มะขม
เมา่ ช้าง หสั คุณ/เพี้ยฟาน ส่องฟ้า สอ่ งฟ้าหวาน หมากแปม/ชะมาง หมากหมก ผกั พมู /ผักหวานป่า ผักเหมียง/
ผกั เหลยี ง (ช) หอมไก/๋ กระดูกไก่ มะไฟแรด/นมววั บา๊ ซาด/ผกั หวาน กะอวม มะกอกนำ�้ (ช) อัคคีทวาร/ตรีชวา
มะเขอื พวง มะแว้งตน้ มะอึก ตา้ งหลวง สะเลยี มหอม หอมแขก/ใบแกง เต่าร้าง (ช) คนทีเขมา กำ� ลังวัวเถลงิ
เขยตาย ขอ่ ย หมอ่ น กลว้ ย (ช) หมาก (ช) แคบ้าน ยอบ้าน เลมอ่ น มะนาวควาย/มะง่ัว (ช)
หมายเหตุ
(ช) : เหมาะสมตอ่ การปลูกในพ้นื ทีช่ น้ื มชี น้ั ดนิ ลกึ มากกว่า 1 เมตร เช่น อยูใ่ กลร้ อ่ งน้�ำหรือมีระบบให้น้�ำอยา่ งเพียงพอ
(500-2,000) : ช่วงความสงู ทีเ่ หมาะสมต่อการปลกู หน่วยเปน็ เมตรจากระดบั ทะเลปานกลาง
45
บัญชีแนบท้ายที่ 1.3 พรรณไม้ที่แนะนำ� เพือ่ ปลูกปา่ เชิงนิเวศส�ำหรับ ป่าผลัดใบ
(ความสูงน้อยกว่า 1,000 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง) ของประเทศไทยตอนบน ไดแ้ ก่ ภาคเหนือ ภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวนั ตก และภาคตะวนั ออก (ยกเว้นจันทบุรแี ละตราด ด้านรับลม
มรสุมฤดูฝน)
ไมน้ ้�ำ (A) ไม้เถา (C)
ผกั กูด ตูน/คูน/อ้อดิบ โสน เผอื ก/บอน ผักแพว/ มะกล้ิง/มะกิง้ เครอื งเู ห่า/ผกั แปมปา่ ส้มป่อย ดปี ลี พลู
ผักไผ่ บวั บก ผกั แปม คาวตอง ผักบงุ้ ผักกระเฉด สะคา้ น/จะค้าน (ช) สะค้านหยวก (ช) หวายขม หวายขริง
กกสานเสือ่ คลา้ /แหย่ง คลุม้ /แหยง่ ป่า สะแล ขจร/สลิด ผกั เชียงดา ต�ำลึง มะระข้ีนก อญั ชนั ผกั สาบ/
ผกั อนี ูน กระทุงหมาบ้า/ผักฮว้ นหมู ขา้ วสารดอกใหญ/่
ไมล้ ม้ ลุก (H) เครอื เขาหนงั ข้าวสารดอกเลก็ ผกั ปลัง หนามโคง้ /ผักงวม
หนามปยู่ า่ /ช้าเลอื ด ผักฮาก กำ� ลังควายถึก/เขอื ง เถาวลั ยย์ ้งั /
บกุ ไข่/บกุ คนโท ดีปลากง้ั สนั พรา้ หอม (ช) เครือเดา ฟักข้าว ผกั แส้ว ชะเอมเถา นำ้� ใจใคร่/ผักอที ก กลอย
นางแลว (ช) ลงิ ลาว (ช) นางเลว (ช) มนั นก/มันกะทาด กวาวเครือแดง กวาวเครือขาว รางจดื
มะแหลบ/เทยี นตาต๊ักแตน หญา้ แฝก ตะไคร-้ เถาเอ็นอ่อน เถาวลั ย์เปรียง ขม้ินเครอื (ช) ประดงเลอื ด (ช)
หอม ขา่ กระวานจันทบรู (ช) เรว่ /แหน่ง (ช) ม้าทลายโรง/ม้ากระทืบโรง กำ� แพงเจ็ดช้นั /ตาไก้ โคคลาน
เร่วใหญ่/ขา่ นำ้� (ช) กระชายดำ� กระชาย ไพล บอระเพด็ เถายา่ นาง/ย่านาง ยา่ นางแดง/ขยัน สริ ินธรวลั ลี/
ไพลด�ำ ไพลนก เข้าพรรษา มหาหงส์ เปราะ สามสิบสองประดง ข้าวเยน็ เหนอื /ข้าวเยน็ ใต้ กรงุ เขมา/หมา
ขมนิ้ ชัน ขม้นิ อ้อย วา่ นชักมดลกู ว่านนางค�ำ นอ้ ย เครือปลอก/พญางว้ิ ด�ำ รางแดง สบเู่ ลอื ด บอระเพ็ดพงุ -
พืชสกุลกระเจยี ว (ไม้ดอก/สมนุ ไพร) วา่ นสาว- ช้าง
หลง ว่านมหากาฬ เสลดพงั พอนตวั เมยี
หนอนตายหยาก ฟา้ ทะลายโจร ระยอ่ ม
ผักหวานบ้าน บัวบกโขด
46
ไม้ต้นขนาดใหญ่ (L)
สัก ประดู่ป่า แดง ชิงชัน มะคา่ โมง พะยงู กระพ้ีนางนวล พะยอม ยางแดง
(ช) ยางพลวง ยมหนิ ซอ้ มะค่าแต้ เขลง ตะเคยี นหนู เสลาขาว อินทรชติ
กระบก รกฟา้ ตะแบกเลอื ด ตะแบกแดง เฉียงพรา้ นางแอ (ช) สมอพเิ ภก
พฤกษ์ กระทอ้ น (ช) มะหาด/หาด ขนุนป่า เลยี งผ้ึง (ช)
ไม้ต้นขนาดกลาง (M)
มะกอกป่า หวา้ ง้วิ แดง (ช) ผา่ เส้ยี น กาสามปกี สวอง เสลาเปลอื กบาง สมอร่อง/ตะแบกหนู
อนิ ทนิลบก ราชพฤกษ์/คูน กัลปพฤกษ์ มะฮอกกานี (ช) คายา่ เซเนกัล (ช) คายา่ ใบใหญ่(ช)
คายา่ ขาว (ช) ชงิ ชันขาว เก็ดด�ำ เก็ดแดง ปบี มะตูม มะขวิด (ช) มะสงั (ช) มะปริง/มะปราง/
มะยงชดิ (ช) เสย้ี วดอกขาว (500-2,000) แสมสาร ข้ีเหล็ก (ช) ไขเ่ น่า (ช) รกั ใหญ่ นำ�้ เกล้ียง/
รัก มะซัก มะเกลอื ล�ำ่ ตาควาย พืชสกุลมะพลบั -มะเกลอื สาธร/ขะเจา๊ ะ ชะมวง (ช) สมอไทย
คอแลน (ช) หมีเหมน็ /หมี่ ตะคร้อ/มะโจก้ ไผ่ป่า ไผ่ซาง ไผซ่ างนวล ไผซ่ างหม่น (ช)
ไผข่ ้าวหลาม ไผห่ ก (ช) ไผบ่ งใหญ่ (ช) ไผ่ยกั ษ์ (ช)
ไมต้ ้นขนาดเล็ก (S)
สักขไี้ ก่ มะแขว่ น/กำ� จดั ตน้ (ช) มะขามปอ้ ม มะเกี๋ยง (ช) สะเดา ผักเฮือด เพกา เมา่ ช้าง เมา่ ไข่ปลา ไผเ่ ลย้ี ง/
ไผ่หวาน ไผ่รวก ตา๋ ว/ลกู ชิด (ช) ตะขบควาย/มะเกวน กระแจะ/ทานาคา ปลาไหลเผอื ก เปล้าใหญ่ ขันทอง-
พยาบาท แคนา (ช) พชื สกุลสารภี กุม่ บก กมุ่ น�้ำ (ช) เนยี ง/มะตงึ่ ยาง (ช) ค�ำมอกหลวง สะแก/สะแกนา (ช)
มะม่วงปา่ /มะมว่ งพนั ธุ์พืน้ เมอื ง ขนุน (ช) มะรุม
ไมเ้ บกิ นำ� (P)
พังแหร ขี้เหล็กเลือด ตองแตบ มะยมปา่ ปนั แถ อะราง เลีย่ น แคหางค่าง แคหัวหมู กระทุม่ บก ปออเี ก้ง
ทิง้ ถ่อน ขามคัวะ
ไมพ้ มุ่ (Sh)
ผักหวานป่า ฝาง หวายขม สะเลียมหอม หอมแขก/ใบแกง เม่าชา้ ง บ๊าซาด/ผักหวาน ชะอม/ผักคา ปอกระสา
ผกั เมก็ ผักต้วิ /ผักแต้ว มะไฟแรด/นมววั มะเขอื พวง มะอึก เมา่ สร้อย ไผ่รวกด�ำ ชงิ ชี่ เปล้าใหญ่ หัสคณุ /เพี้ยฟาน
เฟีย้ ฟานเลก็ สอ่ งฟ้า ส่องฟ้าหวาน มะไฟ จันทน์แดง/จนั ทนผ์ า อคั คีทวาร/ตรีชวา เขยตาย แจง คนทสี อ พืชสกุล
ปรง กล้วย (ช) หม่อน/มลั เบอรร์ ่ี ราสเบอร์รี่ (ช) แบลคเบอรร์ ี่ (ช) มะมว่ งหิมพานต์ เลมอ่ น มะนาวควาย/มะงัว่ (ช)
พทุ รา มะมว่ งหาวมะนาวโห่ แคบ้าน ถั่วมะแฮะ/ถวั่ แระต้น ทับทมิ น้อยหนา่
หมายเหตุ
(ช) : เหมาะสมต่อการปลูกในพน้ื ท่ชี น้ื มีช้ันดนิ ลกึ มากกวา่ 1 เมตร เชน่ อยู่ใกล้ร่องน้�ำหรอื มรี ะบบใหน้ ำ�้ อย่างเพียงพอ
(500-2,000) : ชว่ งความสูงทเ่ี หมาะสมตอ่ การปลูก หนว่ ยเปน็ เมตรจากระดบั ทะเลปานกลาง
47
บัญชีแนบท้ายท่ี 2 พรรณไม้ท่ีแนะนำ� เพอื่ ปลกู ปา่ เชิงนิเวศสำ� หรับ ปา่ ไมผ่ ลดั ใบ/ปา่ ดบิ
(ความสูงนอ้ ยกวา่ 1,000 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง) ของประเทศไทยตอนลา่ ง ได้แก่ ภาคใต้ และ
ภาคตะวนั ออก (จนั ทบุรแี ละตราด ด้านรบั ลมมรสุมฤดูฝน)
ไม้น้�ำ (A) ไมเ้ ถา (C)
ผกั กดู โสน บอน/เผอื ก ผักแพว/ผักไผ่ บัวบก ผกั บุ้ง พริกไทย พลู ดีปลี สะค้าน/จะค้าน พลูแก หวายขม หวาย-
ผักกระเฉด กกสานเสือ่ คลา้ /แหยง่ คล้มุ /แหย่งปา่ ขรงิ หวายตะคา้ ทอง หวายขอ้ ด�ำ หวายก�ำพวน ใบสที อง/ย่าน
ดาโอ๊ะ ขจร/สลิด ตำ� ลงึ มะระข้ีนก เถาคนั อญั ชนั ผกั ปลงั
ไมล้ ม้ ลุก (H) ฟักข้าว เครอื งเู ห่า กลอย รางจืด เถาเอน็ อ่อน เถาวลั ย์-
เปรียง ขมิน้ เครอื (ช) มา้ ทลายโรง/ม้ากระทบื โรง กำ� แพงเจ็ด-
ดาหลา หรือพชื สกลุ ดาหลา คนู /อ้อดบิ ช้นั โคคลาน บอระเพ็ด เถายา่ นาง กรุงเขมา เครือปลอก/
กระวานจนั ทบรู กระวานขาว เรว่ /แหนง่ พญางิว้ ดำ� สบ่เู ลอื ด วานลิ า
เรว่ ใหญ่/ข่าน้�ำ ข่า มนั ข้ีหนู ชะพลู บุกไข/่ บกุ -
คนโท อตุ พิด กระชายด�ำ กระชาย ไพล ไม้เบกิ น�ำ (P)
ไพลด�ำ ขมิน้ ขาว ขมน้ิ ชนั ขม้ินอ้อย ว่านชัก-
มดลกู ว่านนางคำ� พชื สกลุ กระเจียว ว่านสาว- พังแหร ตองแตบ เม็ก เต้าหลวง พืชสกุลมะฮัง สอยดาว
หลง ว่านมหากาฬ หญ้าแฝก ตะไคร้หอม ขเ้ี หล็กเลอื ด ปออเี กง้ กระท่มุ บก กะทัง ลำ� พปู ่า สตั บรรณ/
ดีปลากง้ั เสลดพังพอนตวั เมยี หนอนตายหยาก ตีนเปด็ ขาว ตนี เป็ดด�ำ ตีนเป็ดเขา ทุ้งฟา้ ปลายสาน ปอหู
ฟ้าทะลายโจร เนระพูสไี ทย ว่านพงั พอน ล�ำปา้ ง กะหนานปลิง โพบาย/เหยื่อจง สะทอ้ นรอก กะทงั ใบใหญ่
48