The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้เรื่อง-พัฒนาการของร่างกาย (2)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lpzaza2499, 2021-08-26 05:05:18

ใบความรู้เรื่อง-พัฒนาการของร่างกาย (2)

ใบความรู้เรื่อง-พัฒนาการของร่างกาย (2)

ใบความรู้เรอื่ ง พฒั นาการของรา่ งกาย

เร่อื งที่ 1 โครงสร้าง หนา้ ทีแ่ ละการทางานของระบบต่าง ๆ ทส่ี าคญั ของร่างกาย และการดูแลอวยั วะรกั ษา
การป้องกันความผดิ ปกติของระบบอวัยวะ

รา่ งกายของมนุษย์ประกอบข้ึนจากหนว่ ยเลก็ ทีส่ ุด คอื เซลล์จานวนหลายพันล้านเซลล์ เซลล์ท่ีมี
โครงสร้างและหน้าท่ีคล้ายคลึงกันมารวมเป็นเน้ือเยื่อ เนอ้ื เย่ือมหี ลายชนดิ แต่ละชนิดเมื่อมาประกอบกนั จะเปน็
อวัยวะ อวยั วะท่ีทาหน้าทป่ี ระสานสัมพันธ์กนั รวมเรยี กวา่ ระบบในรา่ งกายมนุษย์ ประกอบดว้ ยระบบการ
ทางานทั้งสน้ิ 10 ระบบ แตล่ ะระบบมกี ารทางานท่ีประสานสัมพนั ธ์กัน กลไกทางานของรา่ งกายมีการทางานท่ี
ซับซอ้ น มีระบบประสาทรวมทง้ั ฮอรโ์ มนจากระบบต่อมไร้ท่อเป็นหน่วยควบคมุ การทางานของร่างกายอวัยวะ
ต่าง ๆ ของร่างกายนั้นมีมากมาย มที ง้ั อวัยวะที่เรามองเหน็ ซ่งึ สว่ นใหญ่จะอยภู่ ายนอกร่างกาย และอวัยวะท่ี
เรามองไมเ่ ห็นซึ่งอยู่ภายในร่างกายของคนเรา

การทางานของระบบอวัยวะตา่ ง ๆ ของร่างกาย ประกอบดว้ ยโครงสรา้ งท่ีสลบั ซับซ้อนยิ่งกวา่
เครอื่ งยนต์กลไกทม่ี นุษย์สร้างขึน้ เปน็ อย่างมาก ธรรมชาติได้สร้างระบบอวยั วะต่าง ๆ ของร่างกายอย่างนา่
พิศวง พอจาแนกได้เปน็ 10 ระบบ ซ่งึ แตล่ ะระบบก็จะทางานไปตามหน้าที่ และมีความสัมพันธ์ต่อกันในการ
ทางานอย่างวิเศษสุด ระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายทง้ั 10 ระบบ มีดงั นี้

1. ระบบผิวหนงั (Integumentary System)
2. ระบบโครงกระดูก (Skeletal System)
3. ระบบกล้ามเนอ้ื (Muscular System)
4. ระบบยอ่ ยอาหาร (Digestive System)
5. ระบบขบั ถา่ ยปสั สาวะ (Urinary System)
6. ระบบหายใจ (Respiratory System)
7. ระบบไหลเวียนเลือด (Circulatory System)
8. ระบบประสาท (Nervous System)
9. ระบบสบื พันธ์ุ (Reproductive System)
10. ระบบตอ่ มไรท้ ่อ (Endocrine System)

ระบบอวยั วะทจี่ ดั ว่าเปน็ ระบบโครงสรา้ งพืน้ ฐานของรา่ งกาย คือ ระบบผิวหนงั ระบบโครงกระดกู
และระบบกลา้ มเน้ือ ระบบอวัยวะทั้ง 3 มคี วามเกย่ี วข้องสมั พนั ธ์ กลา่ วคอื ระบบผวิ หนังทาหนา้ ที่ปกคลุม
รา่ งกาย ซง่ึ รวมทั้งการหมุ้ ห่อปอ้ งกันอนั ตรายระบบโครงกระดกู และกลา้ มเนือ้ ด้วย สาหรับระบบกระดกู ทา
หนา้ ทีเ่ ปน็ โครงรา่ งของรา่ งกาย เป็นที่ยึดเกาะของกลา้ มเนือ้ เมอื่ กลา้ มเนอ้ื หดตวั ทาให้ร่างกายสามารถ
เคล่ือนไหวสว่ นตา่ ง ๆ ได้ ระบบทัง้ 3 นอกจากมีการทางานเกย่ี วข้องกันและต้องทางานประสานกับระบบอนื่
ๆ อีกดว้ ย ในชน้ิ น้จี ะกล่าวถงึ กา

1. ระบบผิวหนัง
ผวิ หนังเปน็ อวยั วะทหี่ ่อหุ้มร่างกายเซลล์ชัน้ บนมกี ารเปลย่ี นแปลงท่ีสาคญั คอื มเี คอราทิน(Keratin) ใสและหนา
มีความสาคัญ คือ ป้องกันน้าซึมเข้าสรู่ ่างกาย การเปล่ยี นแปลงทท่ี าใหเ้ กดิ เคอราทนี เรยี กว่า เคอราที-ไนเซซัน
(Keratinization) ตัวอย่างอวัยวะที่เกิดกระบวนการดังกลา่ ว เช่น ฝา่ มอื ฝา่ เท้า

2. หนงั แท้ (Dermis) ผวิ หนงั แท้อยู่ใตผ้ วิ หนงั กาพร้า หนาประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ประกอบดว้ ย เน้ือเย่ือ
เกยี่ วพนั 2 ช้นั คือ

2.1 ชน้ั บนหรือชั้นตืน้ (Papillary Layer) เป็นชน้ั ท่นี ูน ย่นื เข้ามาแทรกเขา้ ไปในหนังกาพรา้ เรียกว่า
เพ็บพลิ ารี (Papillary) มีหลอดเลือด และปลายประสาทฝอย

2.2 ชน้ั ล่างหรอื ชัน้ ลึก (Reticular Layer) มีไขมันอยู่ มีรากผมหรือขนและต่อมไขมนั

เรื่องท่ี 2 ปัจจยั ท่ีมผี ลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการของวัยรุ่น

การเจริญเติบโตและพฒั นาการของวัยรนุ่ จะมแี บบแผนเดียวกนั แต่อัตราการเจรญิ เตบิ โตและ
พัฒนาการของวัยร่นุ แต่ละคนจะแตกต่างกันไปหรอื อาจมีความผิดปกติเกดิ ขน้ึ ไดป้ ัจจยั สาคญั ท่ีมผี ล ต่อการ
เจริญเติบโตและพฒั นาการของวยั รนุ่ มีดงั น้ี

1.พนั ธกุ รรม

พันธกุ รรม (heredity) หมายถงึ การถ่ายทอดคุณลกั ษณะจากคนรุ่นหน่งึ ไปสคู่ นอีกรุ่นหนงึ่ โดย
ถา่ ยทอดผา่ นทางยนี (gene)ที่อยูใ่ นโครโมโซม (chromosome) ของพ่อ และแม่ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
จะเกดิ ขึน้ เม่ือมกี ารผสมกนั ระหวา่ งเซลล์สืบพนั ธ์ุของเพศชาย คอื ตวั อสุจิ (sperm) และเซลลส์ ืบพันธุ์ของเพศ
หญงิ คอื ไข่ (ovum) โครโมโซม เพศของพ่อและแมจ่ ะจับคกู่ ัน จีนที่อยู่ในโครโมโซมจะรวมตวั กัน ลกู จึงได้รับ
การถา่ ยทอดลักษณะต่างๆมาจากพ่อและแม่ ลกั ษณะท่ีถา่ ยทอดทางพันธกุ รรม ไดแ้ ก่ ลกั ษณะทางกาย เช่น
ชนิดกลุ่มเลอื ด สผี ม สผี ิว สีนยั น์ตา ความสงู และลักษณะทางจติ ใจและเชาวน์ปัญญา ได้แก่ ความสามารถทาง
สตปิ ัญญา ตลอดจนการถา่ ยทอดลกั ษณะ ความผิดปกติของโรคและความบกพร่องตา่ งๆท่ีอาจส่งผลตอ่
รา่ งกาย สภาพจิตใจ และสติปญั ญาของวัยรนุ่ ได้ เช่น สภาวะปัญญาอ่อน ภาวะเตย้ี แคระ ตาบอดสี ผิวเผือก
โรคลม บ้าหมู โรคธาลัสซเี มยี

2. การทางานของตอ่ มไร้ทอ่
ตอ่ มไรท้ ่อ (endocrine gland) เป็นต่อมไม่มที ่อทีอ่ ยใู่ นร่างกาย จะทาหน้าที่ผลติ ฮอรโ์ มน

(hormone) ต่างๆ เข้าไปในกระแสเลือดไปสอู่ วัยวะเป้าหมาย เพอื่ ควบคมุ การ ทางานของอวยั วะ
ต่างๆกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ทาใหร้ ่างกายอยู่ในภาวะสมดลุ

ต่อมไร้ทอ่ ที่มีบทบาทในการเจรญิ เติบโตและพฒั นาการของวัยรนุ่ ไดแ้ ก่ ตอ่ มใตส้ มองสว่ น
หนา้ (adrenal gland) โดย แตล่ ะต่อมดงั กลา่ วจะผลติ ฮอร์โมนทที่ าหนา้ ที่ สาคัญและมีผลต่อการเจริญเตบิ โต
และพัฒนาการของวัยร่นุ แตกต่างกันออกไป เชน่ โกรทฮอร์โมน (growth hormone)เป็น ฮอรโ์ มนที่ทาหน้าท่ี
ควบคมุ การเจริญเติบโตของร่างกายใหป้ กติ โดยเฉพาะการแบง่ เซลล์ การสงั เคราะห์โปรตนี และการ
เจริญเติบโตของกระดูก ฮอรโ์ มนในกล่มุ โกนาโดโทรฟนิ (gonadotrophin hormone) กระตุน้ การสร้างตวั
อสจุ ใิ นวัยรุ่นชายและการตกไขใ่ นวัยรุ่นหญงิ ฮอร์โมนไทรอกซนิ (thyroxin hormone) ทาหน้าทีค่ วบคุมการ
เผาผลาญอาหารในรา่ งกาย และฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgen hormone) ซง่ึ เปน็ ฮอรโ์ มนท่ีมผี ลตอ่ การ
พฒั นาการทางเพศของวัยรุ่นขายมากกว่าวัยรนุ่ หญงิ

3.พฤติกรรมสุขภาพ
พฤติกรรมสุขภาพ (health behavior) ตามความหมายของคณะกรรมการสุขศึกษา

(2539:23)หมาย ถึง การกระทาหรอื การปฏิบตั ขิ องบุคคลที่มีผลต่อสขุ ภาพ ซ่ึงเปน็ ผลจากการเรียนรขู้ อง
บุคคลเป็นสาคัญ โดยแสดงออกใหเ้ หน็ ได้ในลกั ษณะของการกระทาและการไมก่ ระทาในสง่ิ ท่ีเป็นผลดี ต่อ
สุขภาพหรอื ผลเสียต่อสุขภาพ

พฤติกรรมสุขภาพแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คอื พฤติกรรมสุขภาพที่พงึ ประสงคแ์ ละ
พฤติกรรมเสีย่ ง โดยพฤติกรรมสขุ ภาพท่ีพึงประสงคเ์ ปน็ พฤติกรรมที่วัยรุน่ ปฏบิ ตั ิแลว้ สง่ ผลดตี ่อสุขภาพ
เชน่ การออกกาลังกายสม่าเสมอ รบั ประทานอาหารครบ 5 หมู่ ส่วนพฤติกรรมเสยี่ งเป็นพฤติกรรมที่ปฏบิ ตั ิ
แลว้ กอ่ ใหเ้ กดิ อันตรายต่อชวี ติ และ สุขภาพของตัว วยั รนุ่ เองและผอู้ ื่น เช่น การดื่มสรุ าแลว้ ขบั รถยนต์ การ
เสพสารเสพตดิ การสาส่อนทางเพศ ดังนัน้ พฤติกรรมสุขภาพจงึ เปน็ ปจั จัยสาคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการ

เจริญเติบโต และพฒั นาการตามวัยของวยั รุ่น กล่าวคอื ถ้าวัยรนุ่ คนใดมีพฤติกรรมสุขภาพทีด่ ี ยอ่ มมรี า่ งกายท่ี
แขง็ แรง ช่วยส่งเสริมการเจริญเตบิ โตในทางตรงกนั ขา้ มถา้ มีพฤติกรรมสขุ ภาพท่ีไม่พงึ ประสงค์ก็จะเจ็บป่วย
หรือเป็นโรค สง่ ผลให้การเจริญเตบิ โตหยุดชะงัก

4.สิง่ แวดล้อม

สงิ่ แวดลอ้ ม (environment) หมาย ถงึ ทกุ สิง่ ทุกอยา่ งที่อยู่รอบตวั เราและมีผลตอ่ การ
ดารงชวี ติ ของมนุษย์ สิ่งแวดลอ้ มจงึ มีบทบาทสาคญั ต่อการเจรญิ เตบิ โตและภาวะสขุ ภาพของวยั ร่นุ เปน็ อย่าง
มาก โดยเฉพาะปจั จุบันในเมืองใหญ่ๆ ทว่ั โลกได้เกิดปัญหามลพษิ ส่ิงแวดล้อมทีส่ ่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทาให้
ผคู้ นมีภาพชวี ติ ทดี่ ้อยลง ซึ่งวยั รุ่นท่อี ยู่ในสภาพแวดล้อมทเี่ สอ่ื มโทรมย่อมมปี ัญหาสุขภาพ เจ็บป่วยได้งา่ ย จงึ
อาจทาใหเ้ จริญเติบโตช้ากว่าวยั รนุ่ คนอื่นๆในวยั เดียวกนั ได้ นอกจากนปี้ ัจจัยในส่ิงแวดลอ้ มยังรวมถึงลกั ษณะ
การเลย้ี งดูของครอบครวั สภาพสงั คมและวัฒนธรรมด้วย โดยวยั รุ่นทอ่ี ยูใ่ นครอบครวั ท่ีอบอ่นุ บิดามารดาให้
ความเอาใจใส่มาโดยตลอดในชว่ งวยั เด็กจนเข้าสวู่ ัยรุ่นกจ็ ะมีพฒั นาการเปน็ ไปตามเกณฑ์มาตรฐานและสขุ ภาพ
ท่ีดี อกี ท้ังการอยู่อาศยั ในสภาพสงั คมท่ีมีความปลอดภยั และมรี ะบบบริการสาธารณสุข ท่ีถูกต้องเหมาะสม
แลว้ ย่อมส่งเสรมิ การมสี ุขภาพทดี่ ีในวยั รุน่ เชน่ เดียวกนั

เร่ืองที่ 3 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษยใ์ นวัยตา่ งๆ

1. วัยทารก

1. พฒั นาการดา้ นรา่ งกาย

ในระยะแรกคลอดทารกจะมีน้าหนักตัวลดลง แต่เม่ือปรับตัวได้ดีขึ้นน้าหนักจะเพิ่มข้ึนอย่างรวดเร็วใน
ระยะแรกเกดิ ถึง 6 เดือน หลงั จาก 6 เดอื นไปแลว้ อัตราการเพ่ิมของน้าหนักจะลดลง ความสูงจะเพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ
การเคลื่อนไหวของทารกในระยะแรกคลอด ทารกจะไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเน้ือได้ การ
เคล่ือนไหวเป็นไปในลักษณะปฏิกิริยาสะท้อน เช่น การดูด การกางนิ้วเท้าเม่ือถูกลูบเท้าเบาๆ การผวาเม่ือได้
ยินเสียงดังๆ เป็นต้น ปฏิกิริยาสะท้อนน้ีจะหายไปเม่ือทารกอายุประมาณ 6 เดือน เน่ืองจากกล้ามเ น้ือส่วน
ต่างๆ เร่ิมพัฒนาสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น โดยการพัฒนาของกล้ามเน้ือจะเร่ิมจากศีรษะ ลาตัว แขนขา และนิ้ว
ตามลาดับ สัดส่วนและขนาดร่างกายส่วนต่างๆของทารก ในระยะแรกเกิด จะเป็นลักษณะศีรษะโต กว่าลาตัว
เม่ืออายุได้ 1 ปี ศีรษะกับลาตัวจะมีขนาดเท่ากัน จนกระท่ังอายุ 5 ปี ลาตัวจึงจะโตกว่าศีรษะ การทางานของ
อวัยวะต่างๆ จะเร่ิมพัฒนาข้ึนเร่ือยๆ หลังจากการคลอดออกมา เช่น การทางานของต่อมเหง่ือ เพื่อช่วยปรับ
อณุ หภูมขิ องร่างกาย ประสาทสมั ผัสต่างๆ ได้แก่ การรู้รส การได้กล่ิน การได้ยิน และการเห็น จะพัฒนาข้ึนจน
ช่วยให้เด็กแยกแยะส่ิงต่างๆ ได้ดีข้ึนเป็นลาดับ ระบบย่อยอาหารพัฒนาดีข้ึน โดยทารกจะเริ่มกินอาหารท่ีมี
ความข้น และ แขง็ ขนึ้ เรอื่ ยๆ จนสามารถกนิ อาหารได้เหมอื นผ้ใู หญ่

2. พฒั นาการทางอารมณ์

ในระยะแรกคลอดทารกจะมีอาการตืน่ เต้น ไมแ่ จม่ ใสและชื่นบานสลับกันไป ซึ่งแยกได้ลาบาก ต่อมาอารมณ์
จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามวุฒิภาวะและการเรียนรู้อาการที่แสดงออกทางอารมณ์ของทารกวัยน้ี ทาให้เห็นได้ว่า
ทารกวัยนอี้ ารมณ์โกรธ กลัว อิจฉาริษยา อยากรู้อยากเห็น ดีใจ และรัก เช่น การส่งเสียงร้องเมื่อไม่พอใจ การ
ถอยหนหี รอื การร้องเมื่อเห็นคนแปลกหนา้ การเรียกร้องความสนใจเม่ือผู้ใหญ่ให้ความสนใจน้องท่ีเกิดใหม่หรือ
คนอื่นๆ มากกวา่ ตนเอง การรอ้ื คน้ สิ่งของต่างๆการหัวเราะโอบกอดพ่อแม่หรือคนท่คี ุ้นเคยเป็นตน้

3.พัฒนาการทางสังคม

หลังจากท่ีทารกคลอดได้ 2-3 สัปดาห์ จะเร่ิมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงท่ีคุ้นหู เช่น เสียงของแม่หรือคน
เล้ยี ง พออายุได้ 6 เดือน ทารกจะเร่ิมแยกคนที่คุ้นเคยกับคนที่แปลกหน้าได้ การได้รับการเลี้ยงดูที่อบอุ่น ค่อย
เปน็ คอ่ ยไปและได้รบั ความสนกุ สนานไปดว้ ยจะทาให้มีปฏิกริ ิยาทดี่ ีกบั คนแปลกหน้า

4. พัฒนาการทางสตปิ ัญญา

พัฒนาการทางสติปัญญาของทารกมีความสัมพันธ์กับคุณภาพของประสาทสัมผัสกับการรับรู้และการ
เคลื่อนไหว เพราะกลไกเหล่านี้ทาให้ทารกสามารถรับรู้รู้และตอบสนองต่อส่ิงเร้าต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น
ความสมบูรณ์ของอวัยวะท่ีเกี่ยวข้องกับการได้ยิน ทาให้ทารกสามารถเปล่งเสียงได้ถูกต้องและนาไปสู่การ
พัฒนาการทางการพดู การจดจาและรคู้ วามหมายของคาตา่ งๆ ไดม้ ากยง่ิ ข้ึน

วัยทารกเป็นวัยท่ีเจริญเติบโตจนเห็นการเปล่ียนแปลงได้อย่างชัดเจน ท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และ
สติปัญญา ทารกจะสามารถปรับตัวเข้ากับบุคคลและสภาพแวดล้อมรอบๆ ได้อย่างรวดเร็วแต่ทารกยัง
ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จึงต้องการการดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก ความนุ่มนวล อ่อนโยนจากผู้เลี้ยงดูทารกท่ี
ไดร้ ับความรักความอบอุ่นเพียงพอ จะเรียนรู้ส่ิงแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว มีทัศนคติท่ีดีต่อบุคคลทั่วๆไป ซ่ึงเป็น
รากฐานท่ีสาคญั ของการมีบุคลิกภาพที่ดใี นชว่ งวยั ต่อๆ ไป

2. วัยเด็ก

1. วยั เด็กตอนตน้ หรือวยั กอ่ นเขา้ เรยี น

1.1 พฒั นาการทางรา่ งกาย วัยนี้อัตราการเจริญเติบโตลดลงอย่างเห็นได้ชัด สัดส่วนของร่างกายจะเปลี่ยนจาก
ลกั ษณะของทารกอย่างเหน็ ไดช้ ัด ส่วนแขนและขาจะยาวออกไป ศีรษะจะได้ขนาดกับลาตัว ไหล่กว้าง มือและ
เทา้ ใหญ่ข้ึน โครงกระดกู แขง็ ขน้ึ กล้ามเนื้อเติบโตและแข็งแรงขึ้น ในตอนปลายในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของ
ร่างกายได้ดีขึ้น เช่น รู้จักกินข้าว แต่งตัว ใส่รองเท้าและอาบน้า หวีผมได้เอง ในระยะ 3-4 ปี จะเร่ิมเดินได้
อย่างมน่ั คง ต่อจากนัน้ กจ็ ะสนใจการวง่ิ กระโดด ห้อยโหน ในระยะน้ีจงึ สามารถหดั ถบี จกั รยานสามล้อ กระโดด
เชอื กและการฝกึ การราไดแ้ ล้วเปน็ ตน้

1.2 พฒั นาการทางอารมณ์ เด็กวัยน้ีมักจะเป็นคนเจา้ อารมณ์ หงุดหงิดโมโหง่าย โมโหร้ายอย่างไม่มีเหตุผล มัก
ขัดขืนและดื้อรั้นต่อพ่อแม่อยู่เสมอ เม่ือเด็กได้คบค้าสมาคมกับเพ่ือนๆ อาการดังกล่าวจะค่อยๆ หายไป
นอกจากน้ันยังขึ้นอยู่กับอารมณ์เลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นสาคัญอีกด้วย เด็กวัยนี้มักแสดงอาการโกรธด้วยการ
ร้องไห้ ทบุ ตสี ่ิงกีดขวาง ท้ิงตัวลงนอน ถ้ารู้สึกตัวก็จะว่ิงหนี หลบซ่อนตัว เด็กบางคนท่ีมีน้องใหม่อาจอิจฉาน้อง
ก็จะแสดงออกคล้ายๆ กบั เวลาเดก็ โกรธหรอื อาจมีพฤตกิ รรมถอยกลับไปเหมือนตอนยังเล็กอยู่ เช่น ปัสสาวะรด
ท่ีนอน เป็นต้น ลักษณะเด่นอีกอย่างของเด็กวัยน้ี คือ เด็กมักจะต้ังคาถามเก่ียวกับส่ิงต่างๆ และมีคาถาม
ต่อเนอ่ื งไปเร่ือยๆ ซึ่งเป็นลักษณะท่ีแสดงให้เห็นถึงความฉลาดของเด็กวัยนี้ นอกจากนี้เด็กได้รับการตอบสนอง
ความตอ้ งการอยา่ งสม่าเสมอจะเปน็ เดก็ อารมณด์ ี รา่ เริงแจม่ ใส หวั เราะและย้ิมง่าย และมักแสดงความรักอย่าง
เปิดเผยดว้ ยการโอบกอด

1.3 พฒั นาการด้านสงั คม เด็กวยั นีเ้ ริม่ รจู้ กั คบเพือ่ นและเลน่ กบั เพือ่ นได้ดขี ้ึน เด็กเริม่ รู้จักกากรปรับตัวให้เข้ากับ
เพ่ือนๆ ซ่ึงจะแสดงออกโดยการให้ความร่วมมือ การยอมรับฟัง การแสดงความเป็นผู้นา เด็กจะเร่ิมรู้จักการ
แข่งขันเมื่ออายุประมาณ 4-5 ปี เป็นต้นไป โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างกลุ่ม เด็กที่มีพ่ีน้องหลายคนมักจะ
ทะเลาะเบาะแว้งกัน สาเหตุมักมาจาการแย่งของเล่นและลักษณะดังกล่าวจะค่อยๆ หายไปเม่ือเด็กเติบโตข้ึน
ความกล้าแสดงออกทางการคบเพื่อนหรือการพูดจาของเด็กขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูทางครอบครัวมาก นั่นคือ ถ้า
ภายในครอบครัวมีความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน เด็กมักจะรู้สึกกล้าและมีความมั่นคงในการเข้าสังคมนอกบ้าน เป็น
ต้น นอกจากนั้น เดก็ วยั นยี้ ังชอบรวมกล่มุ กบั เพศเดยี วกัน และมกั เปลีย่ นเพอื่ นเล่นไปเรื่อยๆ

1.4 พฒั นาการทางสติปัญญา ในวัยน้ีเด็กจะรู้คาศัพท์ใหม่ๆ เพ่ิมขึ้นมากและเข้าใจความหมายของคาเหล่านั้น
ไดด้ ี เดก็ จะแสดงความฉลาดของตนเองออกมาโดยการพูดโต้ตอบกบั ผใู้ กล้ชิด ซ่งึ เร่ืองท่ีพูดก็มักจะเป็นเร่ืองของ
ตนเองและคนทเ่ี ขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งกับตน เดก็ วยั นีจ้ ะมคี วามจาดแี ละในช่วงปลายวยั ถ้าได้รับการฝึกหัดให้อ่านและ
เขียนหนงั สอื เดก็ ก็สามารถจะทาไดด้ ดี ้วย

2.วยั เขา้ เรียน

2.1 พัฒนาการทางร่างกาย ในช่วงวัยนี้อัตราการเจริญเติบโตจะลดน้อยลงเล็กน้อย แต่ยังเป็นไปอย่าง
สม่าเสมอ ร่างกายของเด็กจะขยายออกทางส่วนสูงมากกว่าส่วนกว้าง ลาตัวแบน แขนยาวออก อวัยวะย่อย
อาหารและระบบหมุนเวียนของเลือดเจรญิ เกอื บเต็มที่ แต่หวั ใจยงั เจรญิ ชา้ กว่าอวัยวะเหล่าน้ัน มีฟันแท้ขึ้นแทน
ฟันน้านมเพิ่มขึ้นเร่ือยๆ ฟันหน้ามักข้ึนก่อนฟันกรามโผล่พ้นเหงือกขึ้นมาเพ่ือเป็นตัวกันให้ฟันหน้าซ่ีอ่ืนๆ ข้ึน
ถูกต้องตามตาแหน่งของมัน สมองมีน้าหนักสูงสุด มีกระดูกข้อมือ 6-7 ชิ้น ยังไม่เจริญเต็มที่ ลักษณะของตายัง
ไม่เจริญสูงสุด สายตายังเป็นสายตายาวอยู่ การเคล่ือนไหวประสานกันไม่ดีเต็มที่ เพราะพัฒนาการของ
กล้ามเน้ือไม่เท่ากัน กล้ามเนื้อตาของเด็กหญิงมักจะพัฒนาได้เร็วกว่าเด็กชาย เด็กวัยน้ีมีพลังมากจึงไม่อยู่น่ิง
ชอบทากิจกรรมและชอบทาอยา่ งรวดเร็ว ไมค่ ่อยมีความระมัดระวังมากนัก ทาให้ประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ ต่อมา
เมื่อเด็กอายุอยู่ในช่วง 9-10 ปี การเจริญเติบโตจะมีฟันเข้ียวที่ 1 และเขี้ยวท่ี 2 ขึ้น เมื่อเด็กมีอายุ 10 ปีข้ึนไป
การเจริญเติบโตจะเป็นไปอย่างรวดเร็วท้ังส่วนสูงและน้าหนัก เด็กหญิงจะโตกว่าเด็กชาย ท้ังด้านร่างกายและ
วฒุ ภิ าวะ ประมาณ 1-2 ปี โดยพบว่าเดก็ หญงิ จะปรากฏลักษณะเพศข้ันท่ีสองขึ้นเร่ือยๆ ได้แก่ ตะโพกผายออก
ทรวงอกเจริญเตบิ โตและเปล่ยี นแปลงไป จงึ มกั ทาอะไรงุ่มงา่ ม เกง้ ก้าง นอกจากนเ้ี ดก็ หญิงจะเริ่มมีประจาเดือน
ระหว่างอายุประมาณ 11-12 ปี ส่วนเด็กชายไหล่กว้างข้ึน มือและเท้าใหญ่ข้ึน เริ่มมีการหลั่งอสุจิระหว่างอายุ
12-16 ปี ซ่งึ เปน็ การแสดงว่าวฒุ ภิ าวะทางเพศเริม่ เจริญเต็มที่

2.2 พัฒนาการทางอารมณ์ เด็กวัยนี้จะมีการเปล่ียนแปลงทางอารมณ์มาก เพราะเด็กจะปรับตัวจาก
สภาพแวดล้อมเดิมที่บ้านไปสู่สภาพแวดล้อมใหม่ท่ีโรงเรียน อารมณ์กลัวจะเปล่ียนไปจากการกลัวสิ่งที่ไม่มี
ตัวตน สัตว์ ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ มากลวั สงิ่ ที่เกิดขึ้นได้จริง เช่น กลัวความอดอยาก กลัวไม่มีเพ่ือน กลัว
เรียนไม่ดี เป็นต้น นอกจากนี้ เด็กวัยนี้ยังต้องการเป็นท่ีหนึ่งหรือเป็นคนแรก ต้องการแสดงตนให้เป็นท่ีชื่นชม
ของหมู่คณะ เด็กวัยน้ีจะมีสานึกว่าการอยู่ร่วมกับคนอ่ืนเดือดร้อนและรู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น ในช่วงปลาย
ของวัยน้ี คือช่วงอายุประมาณ 10-12 ปี เด็กจะเปลี่ยนวิธีแสดงอารมณ์โกรธจากการต่อสู้เป็นการโต้ตอบด้วย
คาพดู สิง่ ที่เดก็ วยั นีก้ ลัวมากที่สุดคือ กลัวการไม่เป็นที่ยอมรับของกลุ่ม ไม่ต้องการเด่นหรือด้อยกว่าคนอื่น เด็ก
จะมีการเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกเร็วและง่าย จนบางครั้งทาให้รู้สึกขัดแย้งทางอารมณ์ขึ้น ในระยะการ
เปล่ียนแปลง ความกลัวจะคอ่ ยเปล่ียนเป็นความกังวลในเรื่องรูปร่างของตน อยากเป็นคนแข็งแรงและสวยงาม
กังวลวา่ จะเกิดอนั ตรายกบั ตนเองและครอบครัวเป็นต้น

2.3 พัฒนาการด้านสังคม เม่ือเด็กเริ่มต้นไปโรงเรียน อาจมีปัญหาในการคบเพ่ือนบ้าง ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับ
ประสบการณ์ของเด็ก แต่เม่ือได้อยู่ร่วมและเล่นกีฬากับเพ่ือนๆ เด็กจะค่อยๆ ยอมรับฟังและยอมทาตาม
ความคิดของคนอื่น เด็กชายจะชอบกิจกรรมท่ีได้เคล่ือนไหวทั้งตัว ส่วนเด็กหญิงจะชอบกิจกรรมท่ีไม่ค่อยใช้
กาลัง ในระยะตอนปลายของวัยนี้ เด็กจะให้ความสาคัญกับกลุ่มมาก จะรู้จักเป็นเจ้าของและซื่อสัตย์ต่อกลุ่ม
เลือกคบเพื่อนท่ีมีอารมณ์คล้ายคลึงกันและต้องการเพ่ือนท่ีไว้ใจได้ ชอบเล่นกับเพ่ือนเป็นหมู่มากกว่าเล่นกับ
วัตถุ เดก็ ชายชอบเลน่ กีฬาทใี่ ช้กลา้ มเนือ้ และกฬี าทีม่ กี ฎเกณฑ์ เด็กหญงิ ชอบเลน่ อยกู่ บั เพอ่ื นสนิท 2-3 คน และ
เน่อื งจากเด็กหญิงมีการเจริญเติบโตเร็วกว่าเด็กชาย จึงเร่ิมสนใจเพื่อนต่างเพศเร็วกว่า รู้จักแต่งตัวมากข้ึนและ
สนใจเรอื่ งราวของเดก็ ชาย

2.4 พัฒนาการทางสติปัญญา ในระหว่างวัย 7 ปี พัฒนาการทางภาษาของเด็กเจริญเร็วข้ึนรวดเร็ว รู้
คาศพั ทเ์ พ่ิมมากข้ึน ใช้ภาษาพูดแสดงความคิดความรู้สึกได้อย่างดี ความรู้สึกทางด้านจริยธรรมเริ่มพัฒนาการ
ในระยะน้ี มีความรับผิดชอบได้บ้างแล้ว เริ่มสนใจส่ิงถูกสิ่งผิด สนใจเรื่องราวต่างๆ แต่ยังมีมีความเข้าใจ
ลึกซ้ึงถึงความจริงอาจหยิบสิ่งของของผู้อ่ืนมาโดยไม่ได้ตั้งใจจะขโมยมาก็ได้ เมื่อพ้นระยะนี้เด็กจะมี
ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ใ ห ม่ เ พิ่ ม ข้ึ น เ น่ื อ ง จ า ก มี ส่ิ ง ยั่ ว ยุ ใ ห้ มี กิ จ ก ร ร ม ท า ง ส ม อ ง ห ล า ย ป ร ะ ก า ร เ ช่ น
ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ และภาพการ์ตูน เป็นต้น ซ่ึงกลายเป็นส่วนสาคัญของเด็กวัย 8 ปี เม่ืออายุย่าง
เข้าปีท่ี เด็กจะชอบการอ่านมาก โดยเฉพาะเร่ืองเก่ียวกับสัตว์ เร่ืองเด็ก เร่ืองการผจญภัยและตลก
ขบขัน วัยน้ีเข้าใจเร่ืองเวลาดีข้ึน สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างเวลากับกิจวัตรประจาวันได้ เช่น รู้
เวลากินอาหาร รู้เวลาโรงเรียนเข้า รู้เวลานอน แต่มีความรับผิดชอบที่จะนอนเองหรือต่ืนเอง เข้าใจการ
ประหยัด เช่น เก็บเงินค่าขนมที่ตนเองอยากได้ ความสนใจของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัยได้เช่นเดียวกับ
ความสามารถด้านอื่นๆ เด็กวัยนี้จะสนใจสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ที่มีสีสันสะดุดตา สนใจสัตว์เลี้ยง ภาพระบาย
สี ในช่วงปลายของเด็กวัยน้ีเด็กจะเปลี่ยนความสนใจเป็นเร่ืองเก่ียวกับการผจญภัย วิทยาศาสตร์ เร่ืองที่
เกิดขึ้นจริงและเรื่องของเด็กวัยเดียวกัน พัฒนาการทางสติปัญญาที่เห็นได้ชัดคือ จินตนาการสูงข้ึน เพราะ
ได้รับรากฐานจากการอ่าน มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ คิดที่จะทาและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็นงานอดิเรก
และกิจกรรมในชัน้ เรยี น

สิ่งสาคัญอีกประการหนึ่งคือเด็กวัยนี้จะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ดังนั้นนอกจากบรรยากาศที่ดี
ในครอบครัวแล้ว โรงเรียนก็มีความสาคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ถ้าเด็กเร่ิมเข้าโรงเรียนด้วยท่าทีหรือทัศนคติท่ี
ดี รักโรงเรียน รักครู เด็กก็จะรักการเรียนและมักจะเรียนหนังสือได้ดี พ่อแม่จึงควรสร้างทัศนคติที่ดีต่อ
โรงเรยี นและครใู หแ้ ก่เดก็ ต้งั แต่ก่อนพาลูกไปเข้าโรงเรียนและครูก็ควรเข้าใจความรู้สึกของเด็กแต่ละคนและจัด
บรรยากาศในโรงเรียนใหเ้ ด็กเกิดความรู้สกึ อบอ่นุ มคี วามปลอดภัยมากท่สี ุด

3. วัยรนุ่

1. พัฒนาการด้านร่างกาย วัยรุ่นจะมีอัตราการเจริญเติบโตของร่างกายอย่างรวดเร็วมาก อวัยวะเพศท้ัง
ภายนอกและภายในเจริญเติบโตเกอื บเต็มทแ่ี ล้ว มีการเจริญเติบโตและพัฒนาเข้าสู่วุฒิภาวะทางเพศคือมีความ
พร้อมท่ีจะเป็นพ่อเป็นแม่คนได้แล้ว ท้ังน้ี เพราะต่อมไร้ท่อต่างๆ ผลิตฮอร์โมนซ่ึงทาให้ร่างกายเจริญเติบโต
โดยเฉพาะส่วนสูงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ในตอนต้นๆเด็กหญิงจะมีพัฒนาการเร็วกว่าเด็กชาย
และจะเทา่ กันเมื่ออายยุ ่างเขา้ ช่วงปลายๆ ลกั ษณะทางเพศภายนอกปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น คือในเพศหญิงจะ
มีเต้านมขยายใหญ่ เอวคอดลง สะโพกผาย มีขนท่ีอวัยวะเพศ มีประจาเดือนคร้ังแรก ในเพศชายเสียงห้าวข้ึน
ไหล่ขยายกว้าง มีกล้ามเนอื้ เปน็ มัดๆ ปรากฏใหเ้ ห็น อณั ฑะสามารถผลิตอสุจไิ ด้แลว้

2. พัฒนาการทางร่างกาย วัยรุ่นเป็นช่วงที่มีอารมณ์รุนแรงและแปรเปล่ียนได้ง่าย เช่น ในขณะที่มีอารมณ์ร่า
เรงิ อยู่ จๆู่ กอ็ าจซมึ เศรา้ หรอื หงดุ หงดิ โกรธง่ายเมอ่ื ถกู ขดั ใจ และมกั แสดงอาการก้าวร้าว โดยปกติวัยน้ีเป็นวัยท่ี
ร่าเริงและจะทากิจกรรมต่างๆท่ีตนเองสนใจด้วยความสุข ถ้าเมื่อใดไม่มีอิสระที่จะทาอะไรได้ตามใจก็มักเกิด
ความรู้สึกเบ่ือหน่าย เด็กวัยรุ่น จะมีความคิดเป็นของตนเอง และรู้สึกว่าตนเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงอยาก ทา
อะไรตามความต้องการของตนเอง ทาใหม้ กั เกดิ ความขัดแยง้ กับผอู้ ่นื ได้บอ่ ยๆ

3. พัฒนาการทางสังคม ในช่วงวัยรุ่นนี้ เด็กมักจะชอบแยกตัวอยู่ตามลาพังเมื่ออยู่ในครอบครัวเพราะ
ต้องการความอิสระส่วนสังคมภายนอกเด็กจะมีเพ่ือนทั้งสองเพศและกลุ่มเพ่ือนจะเล็กลง การคบเพ่ือนของ
วัยร่นุ จะมีเหตุผลมากขน้ึ ชอบทาตัวเลียนแบบบุคคลอ่ืนที่ตนเองชื่นชอบ เช่น การแต่งกายตามอย่างดาราหรือ
นักรอ้ งท่ีตนชอบ บางคร้งั ชอบทาตัวแปลกๆ เพอื่ เรียกร้องความสนใจ เมื่อเข้าสูช่วงปลายของวัยจะเร่ิมต้องการ
ความตัวของตัวเองมากขึ้น อิทธิพลของกลุ่มเพ่ือนจะน้อยลง รู้จักควบคุมดพฤติกรรมของตนเองและเร่ิมมี
พฤติกรรมท่ีแสดงให้ผู้อ่ืนเห็นว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เช่น ดื่มเหล้า เท่ียวกลางคืน คบเพื่อนต่างเพศ เป็น
ตน้

4. พัฒนาการทางสติปัญญา วัยรุ่นเป็นวัยท่ีมีความคิดเป็นนามธรรมมากขึ้น รู้จักสังเกตและปรับปรุง
ขอ้ บกพร่องของตนเอง ต้องการทาอะไรด้วยตนเองเพ่ือหาประสบการณ์ สนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กล้าท่ีจะลองถูก
ลองผิด จึงทาให้มีการพัฒนาทางด้านสติปัญญากว้างมากข้ึน เพราะเด็กได้ลงมือทาเอง ได้พบกับปัญหาและ
วธิ ีการแก้ปญั หาดว้ ยตนเอง และถ้าทาสาเร็จเดก็ ก็จะรู้สึกภาคภูมิใจ วัยน้ีเด็กจะมีเหตุผลมากขึ้น สามารถแสดง
ความคิดเห็นหรือแสดงความรู้สึกของตนเองให้ผู้อ่ืนเข้าใจ รู้จักสังเกตความคิดและความรู้สึกของผู้อ่ืนที่มีต่อ
ตนเอง

4. วยั ผใู้ หญ่

วัยผูใ้ หญ่ คือ ชว่ งอายุ ๒๐ – ๖๐ ในชว่ งต้นของวัยจะมีพัฒนาการทางด้านร่างกายอย่างเต็มท่ีแต่ในช่วงท้าย
ของวยั หรือท่ีเรยี กวา่ วยั ทอง รา่ งกาย จะเรม่ิ เสื่อมสภาพลง ในวยั ผ้ใู หญ่ จะมีกระบวนการคิดที่ซับซ้อนมากข้ึน
เริ่มรู้จักคิดไตร่ตรองมากข้ึน คนในวัยนี้มีบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ ทาให้มีความรับผิดชอบมากขึ้นและเมื่อถึง
ชว่ งทา้ ยของวัย อาจกังวลกับความไมเ่ ที่ยงแท้ของชีวิตได้ จนทาให้เกดิ ความแปรปรวนทางอารมณ์

วัยผใู้ หญ่ตอนต้น

1.พัฒนาการทางร่างกาย บุคคลในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นมีการพัฒนาทางร่างกายอย่างเต็มที่ท้ังเพศหญิงและเพศ
ชาย ร่างกายสมบูรณ์ มีการพัฒนาความสูงมาจากวัยรุ่นและจะมีความสูงที่สุดในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นน้ี รวมทั้ง
กล้ามเนื้อและเน้ือเย่ือไขมัน มีการพัฒนาอย่างเต็มท่ีเช่นกัน เมื่อเพศชายอายุประมาณ 20 ปี ไหล่จะกว้าง มี
การเพ่ิมขนาดของต้นแขนและมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากขึ้น ในเพศหญิงเต้านมและสะโพกมีการเจริญ
เตม็ ที่ ในวยั น้รี ่างกายจะมีพลัง คล่องแคล่วว่องไว การรับรู้ต่าง ๆ จะมีความสมบูรณ์เต็มที่ เช่น สายตา การได้
ยิน ความสามารถในการดมกลิน่ การลิม้ รส จนกระทั่งเขา้ สู่วัยกลางคนความสามารถตา่ ง ๆ เหล่านจ้ี ะลดลง

2.พฒั นาการด้านอารมณ์ วยั ผู้ใหญจ่ ะมีการควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น มีความมั่นคงทางจิตใจดีกว่าวัยรุ่น คานึงถึง
ความรู้สึกของผู้อื่น รู้สึกยอมรับผู้อ่ืนได้ดีข้ึน มีพัฒนาการด้านอารมณ์รัก (Love) ได้ในหลายรูปแบบ เช่น รัก
แรกพบ (Infatuation) หรอื รักแบบโรแมนติก (Romantic love) ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นน้ีจะมีความรู้สึกแตกต่าง
จากในวัยรุ่น โดยจะมีความรู้สึกที่จะปรารถนาใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน (Sternberg, 1985 cited in Papalia and
Olds, 1995) มกี ารใชก้ ลไกทางจิตชนิดฝนั กลางวัน (Fantacy) การเก็บกด (Impulsiveness) น้อยลง แต่จะใช้
การตอบสนองดว้ ยเหตผุ ลทงั้ กบั ตนเองและผู้อ่ืนมากข้ึน (ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลติ , 2541)

3.พัฒนาการด้านสังคม ทฤษฎีพัฒนาบุคลิกภาพของอิริคสัน วัยผู้ใหญ่ตอนต้นอยู่ในขั้นพัฒนาการข้ันท่ี 6 คือ
ความใกล้ชิดสนิทสนมหรือการแยกตัว (intimacy and solidarity vs. isolation) สังคมของบุคคลวัยนี้คือ
เพื่อนรัก คู่ครอง บุคคลจะพัฒนาความรัก ความผูกพัน แสวงหามิตรภาพที่สนิทสนม หากสามารถสร้าง
มิตรภาพได้มั่นคง จะเป็นผู้ใหญ่ท่ีมีความสัมพันธ์กันอย่างไว้เนื้อเช่ือใจและนับถือซึ่งกันและกัน ตรงข้ามกับ
ผู้ใหญท่ ไ่ี มส่ ามารถสร้างความสนทิ สนมจรงิ จงั กับผู้หน่ึงผู้ใดได้จะมีความรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย (isolation) หรือ
เป็นคนท่หี ลงรกั เฉพาะตนเอง (narcissism)

วยั นจี้ ะให้ความสาคัญกบั กลมุ่ เพ่ือนรว่ มวัยลดลง จานวนสมาชิกในกลุ่มเพ่ือนจะลดลง แต่สัมพันธภาพในเพื่อน
ที่ใกล้ชิดหรือเพ่ือนรักยังคงอยู่และจะมีความผูกพันกันมากกว่าความผูกพันในลักษณะของคู่รักและพบว่ามัก
เปน็ ในเพ่อื นเพศเดียวกัน (Papalia and Olds, 1995) การสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวจะเพิ่มขึ้น เนื่องจาก
เป็นวยั ทเ่ี รมิ่ ใช้ชีวิตครอบครัวกบั คูข่ องตนเอง และเกิดการปรบั ตัวกับบทบาทใหม่

4.พัฒนาการทางสติปัญญา พัฒนาการทางความคิดตามแนวคิดของเพียเจท์ (Piaget’ s theory) (Papalia
and Olds, 1995) กล่าวว่าวัยผู้ใหญ่มีพัฒนาการทางความคิดสติปัญญาอยู่ในระดับ Formal operations ซึ่ง
เปน็ ขั้นสูงที่สดุ ของพัฒนาการ มคี วามสามารถทางสติปญั ญาสมบูรณ์ที่สุดคือคุณภาพของความคิดจะเป็นระบบ
มีความสัมพันธ์กันและมีความคิดรูปแบบนามธรรม (Abstract logic) ผู้ใหญ่จะมีความคิดเปิดกว้าง ยืดหยุ่น
มากข้ึน และรู้จักจดจาประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ ทาให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี และได้มี
ผู้สารวจศึกษาหลายคนที่เห็นว่าความคิดของผู้ใหญ่ นอกจากจะเป็นความคิดในการแก้ไขปัญหาดังท่ีเพียเจท์
กลา่ วไวแ้ ลว้ ยังมีลกั ษณะของความคดิ สรา้ งสรรค์และค้นหาปัญหาด้วย (พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์, 2530 อ้าง
ถึงในทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต, 2541) จึงมีผู้วิจารณ์อย่างมากว่าอาจจะอยู่ในระดับ postformal
thought มากกว่า ทาให้มีผู้เช่ือว่าแนวคิดของเพียเจท์ไม่น่าจะเป็นท่ียอมรับอีกต่อไป (ศรีเรือน แก้วกังวาล
, 2538 )

การปรับตวั กบั บทบาทใหม่

ชีวิตการทางาน เม่อื เข้าสู่วัยผใู้ หญ่ตอนตน้ บุคคลส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงของการศึกษาระดับอุดมศึกษา หรือใกล้
ที่จะสาเร็จการศึกษา จะมีการวางแผนในการเลือกอาชีพ ประกอบอาชีพท่ีตนมีความรัก ความพึงพอใจในงาน
และการได้พิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสมกับตนเอง ย่อมทาให้ชีวิตการทางานมีความสุข มีความพร้อมท่ีจะ
ปรบั ตวั กับเพือ่ นร่วมงาน และพร้อมท่ีจะเผชิญปัญหาและการแกไ้ ขปัญหาต่อไป

ชวี ิตคู่ ในวยั รนุ่ อาจเริ่มต้นการมสี ัมพันธภาพกับเพื่อนตา่ งเพศจนพฒั นามาเป็นความรักในวัยผู้ใหญ่ หรือบางคน
เร่มิ ตน้ มคี วามสนใจเร่อื งความรักอยา่ งจรงิ จงั สร้างสัมพนั ธภาพกับคนต่างเพศรูปแบบถาวรในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
โดยมีลักษณะคิดท่ีอยากจะใช้ชีวิตร่วมกัน อยากที่จะสร้างครอบครัวใหม่ เมื่อบุคคลสองคนตกลงใจใช้ชีวิต
ร่วมกันจึงต้องมีการปรับตัวกับบทบาทใหม่ท่ีเกิดขึ้น ได้แก่ บทบาทของการเป็นสามีหรือภรรยา มีความ
รับผิดชอบในบทบาทใหม่ที่ตนได้รับ โดยการเป็นสามีท่ีดี ภรรยาที่ดี มีความรักความเอาใจใส่ซ่ึงกันและกัน มี
ความอดทน รว่ มกันประคบั ประคองชีวิตคู่ รวมทง้ั ใหก้ ารดูแลครอบครัวเดิมของแต่ละคน ในระยะแรกของการ

ใช้ชีวิตคู่อาจต้องมีการปรับตัวอย่างมากจนกระท่ังปรับตัวได้ดี ชีวิตคู่ก็จะมีความสุขและจะส่งเสริมให้ชีวิตใน
ดา้ นอ่ืนมคี วามสขุ ด้วย

บทบาทการเป็นบิดามารดา ผู้ใหญ่ตอนต้นมีความปรารถนาที่จะเป็นผู้มีความสามารถในการปกป้อง ดูแลผู้ท่ี
อ่อนแอกวา่ เม่ือมีชวี ติ คจู่ ึงมคี วามต้องการทจี่ ะมีบุตรเพือ่ ทาหนา้ ท่ีดังกลา่ วประกอบความต้องการท่ีจะมีทายาท
เมื่อมีบุตรชีวิตครอบครัวจะต้องมีการปรับเปลี่ยนบทบาทอีกคร้ังโดยการเ พิ่มเติมบทบาทของการเป็นบิดา
มารดาโดยเฉพาะในผู้หญิงที่เม่ือแต่งงานแล้วแยกครอบครัวออกจากครอบครัวเดิมของตน หรือการเป็น
ครอบครัวเดี่ยวภายหลังการแต่งงาน การทางานนอกบ้านกับการเพิ่มหน้าท่ีของการเป็นมารดาอาจทาให้
ประสบกับความยากลาบากในการปรับตัวในระยะแรก สามีจึงจาเป็นต้องมีบทบาทในการเป็นผู้ช่วยมารดาใน
การเลี้ยงดูบุตร การมีบุตรนี้ทาให้ทั้งสามีและภรรยาได้มีการเรียนรู้ถึงความรักอีกชนิดหน่ึงคือความรักที่มีแต่
การใหโ้ ดยไมห่ วงั ส่งิ ใดตอบแทน

ชีวิตโสด ในสังคมปัจจุบันพบว่ามีคนจานวนไม่น้อยมีความสุขกับชีวิตโสดซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการอุทิศเวลา
ให้กบั งาน มคี วามภาคภูมิใจในตนเองอยา่ งมาก ไม่ต้องการท่ีจะมีชีวิตคู่ หรือมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการมีชีวิตคู่ คน
โสดต้องมีการปรับตัวเช่นกันเนื่องจากกลุ่มเพื่อนสนิทต้ังแต่ในวัยรุ่น เพื่อนร่วมงานมักมีครอบครัว คนโสดจึง
ต้องหาเพื่อนใหม่ท่ีเป็นโสดเช่นเดียวกัน ต้องมีการปรับตัวกับเพ่ือนใหม่ หรือเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพื่อเป็นเพ่ือนและ
ตอบสนองความตอ้ งการทจี่ ะปกป้อง ดแู ลผู้ทีอ่ ่อนแอกว่าน่นั เอง

ปัญหาท่พี บในวัยผใู้ หญต่ อนต้น

ปัญหาที่พบในวัยนี้คือปัญหาสุขภาพ เนื่องมาจากลักษณะการดารงชีวิต (The Lifestyle) เช่น การสูบบุหรี่
การด่ืมเหล้า การรับประทานอาหารไขมันสูง ไม่มีกากใยอาหาร วิธีการจัดการกับความเครียดที่ไม่เหมาะสม
และการตัดสินปัญหาด้วยการใช้อาวุธ ส่ิงเหล่าน้ีบั่นทอนสุขภาพเป็นอย่างมาก และนาไปสู่โรคท่ีเกิดจาก
พฤติกรรมสุขภาพ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็ง รวมท้ังการเสียชีวิตจาก
อบุ ัตเิ หตุ การใชอ้ าวุธปนื เปน็ ต้น (Papalia and Olds, 1995) ประกอบกับในวยั น้ีมีการปรับบทบาทใหม่อย่าง
มาก ปญั หาทเี่ กิดขนึ้ จึงเปน็ ปัญหาทีเ่ กิดจากการไมส่ ามารถปรับเข้าสู่บทบาทใหม่ เช่น มีปัญหาในการทางาน มี
ปญั หากบั เพ่ือนร่วมงาน - การเปลีย่ นงาน การผิดหวงั ในความรัก การสน้ิ สุดการหมนั้ - การสมรส ความผิดหวัง
จากการแทง้ บุตร ความผดิ หวังเกี่ยวกับเพศของบตุ ร เป็นตน้

วยั กลางคน

วยั กลางคน (Middle age หรอื Middle adulthood) คือช่วงอายุ 40 – 60 ปี เป็นช่วงระยะเวลาท่ียาวนาน
ในการกาหนดบุคคลเข้าสู่วัยกลางคนนั้น มักจะพิจารณาสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึนในช่วงอายุเหล่าน้ีมากกว่าจะ
พจิ ารณาจากอายปุ กตจิ ริง ๆ (ทิพยภ์ า เชษฐ์เชาวลิต, 2541)

1.พัฒนาการทางร่างกาย ในวัยกลางคนนี้ ทั้งเพศชายและเพศหญงิ ร่างกายจะเร่ิมมีความเสื่อมถอยในเกือบทุก
ระบบของร่างกาย ผิวหนังจะเริ่มเห่ียวย่น หยาบ ไม่เต่งตึง ผมเริ่มร่วงและมีสีขาว น้าหนักตัวเพ่ิมขึ้นจากการ
สะสมไขมนั ใต้ผิวหนังมากขึ้น ระบบสมั ผสั ได้แก่ ความสามารถในการมองเห็นเปล่ียนแปลงส่วนใหญ่สายตาจะ
ยาวข้นึ บางคนจะมีอาการหตู ึงเน่อื งจากความเส่ือมของเซลล์ การลมิ้ รสและการได้กลิ่นเปล่ียนแปลงไป อวัยวะ

ภายในร่างกาย เช่น ผนังเส้นเลือด หัวใจ ปอด ไต และสมอง มีความเสื่อมลงเช่นกัน ( ศรีเรือน แก้วกังวาล
, 2538 ; ทิพยภ์ า เชษฐ์เชาวลติ , 2541)

2.พัฒนาการทางอารมณ์ ในบุคคลท่ีประสบกับความสาเร็จในชีวิตการทางานจะมีอารมณ์ม่ันคง รู้จักการให้
อภัย ไม่เห็นแกป่ ระโยชนส์ ว่ นตน มีความพงึ พอใจในชีวิตที่ผา่ นมา ลกั ษณะบุคลิกภาพค่อนข้างคงท่ี บางคนจะมี
อารมณ์เศร้าจากการที่บุตรเร่ิมมีครอบครัวใหม่ การสูญเสียบุคคลอันเป็นท่ีรัก เช่น บิดา มารดา หรือคู่สมรส
หรอื ผิดหวังจากบตุ ร เปน็ ตน้

3.พัฒนาการทางสังคม ทฤษฎีพัฒนาบุคลิกภาพของอิริคสัน วัยกลางคนอยู่ในข้ันพัฒนาการขั้นท่ี 7 คือการ
บารุงส่งเสริมผู้อื่นหรือการพะวงเฉพาะตน (generativity vs. self absorption) บุคคลที่มีพัฒนาการอย่าง
สมบูรณ์ในวัยนี้ จะแบ่งปัน เผ่ือแผ่ เอ้ืออาทรต่อบุคคลอื่นๆ โดยเฉพาะกับบุคคลที่เยาว์วัยกว่า สร้างสรรค์
ผลงานใหม่ ก่อใหเ้ กิดความปลาบปล้มื ใจ เห็นคุณคา่ ของตนเอง

สังคมของบุคคลในวัยกลางคนส่วนใหญ่คือท่ีทางานและบ้าน กลุ่มเพื่อนท่ีสาคัญ ได้แก่ เพื่อนร่วมงาน หรือ
เพื่อนบา้ นใกล้เคยี ง ความสัมพนั ธ์ในครอบครัวเป็นในลักษณะเฝา้ ดูความสาเร็จในการศึกษา และความก้าวหน้า
ในหนา้ ท่ีการทางานของบุตร ในบุคคลที่เป็นโสดกลุ่มเพื่อนที่สาคัญคือเพื่อนสนิทที่ผูกพันตั้งแต่ในวัยรุ่นหรือวัย
ผู้ใหญ่ตอนต้น ระยะปลายของวัยนี้ ส่วนใหญ่เข้าสู่วัยใกล้เกษียณอายุการทางาน บางคนสามารถปรับตัวได้ดี
บางคนไม่สามารถปรบั ตวั ได้ รูส้ ึกทอ้ แท้ ร้สู ึกตัวเองด้อยคณุ ค่า อาจมีอาการซมึ เศรา้ (Lefrangois, 1996)

4.พัฒนาการทางสตปิ ญั ญา ในระยะวัยกลางคนนี้จะมีพัฒนาการทางสติปัญญาใกล้เคียงกับในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
มีความคดิ เปน็ เหตุผล รู้จักคิดแบบประสานข้อขัดแยง้ และความแตกตา่ ง จะสามารถรับรู้สิ่งที่เป็นข้อขัดแย้งต่าง
ๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีความอดทนและมีความสามารถในการจัดการกับข้อขัดแย้งน้ัน ๆ ดังน้ันจึงมีความเข้าใจ
เร่ืองการเมือง เล่นการเมือง รู้จักจัดการกับระบบระเบียบของสังคมและรู้จักจัดการกับเรื่องความสัมพันธ์
ระหวา่ งบุคคลอยา่ งมีวุฒิภาวะ (ศรเี รือน แกว้ กังวาล, 2538 )

การปรับตัวกบั การเปลี่ยนแปลง

1.วิกฤติชีวติ ครอบครวั

ปัญหาการหย่าร้าง เม่ือเกิดวิกฤติชีวิตครอบครัวและไม่สามารถแก้ปัญหาได้มักจะมีการหย่าร้างตามมา การ
หย่าร้างเป็นภาวะเครียดระดับสูงมาก และเป็นเร่ืองของความสูญเสียอย่างรุนแรงถึงขั้นเป็นภาวะวิกฤตทาง
อารมณ์ (ฉวีวรรณ สัตยธรรม, 2532) ในครอบครัวท่ีไม่มีบุตรปัญหาจากการหย่าร้างอาจไม่เกิดข้ึนเลย หรือ
เกิดข้ึนน้อยมากอาจเป็นปัญหาเกี่ยวกับการเงิน การหย่าร้างของครอบครัวท่ีมีบุตรมักจะพบปัญหาผู้ท่ีจะดูแล
บุตรตอ่ ไป บุตรอาจเป็นที่ต้องการของท้ังบิดามารดา กรณีนี้จะมีการตกลงกันไม่ได้เน่ืองจากความต้องการที่จะ
เลีย้ งดบู ตุ รของท้ังบิดามารดา บุตรที่บิดาและมารดาไม่ต้องการจะมีปัญหาตกลงกันไม่ได้เช่นกัน สาหรับบุตรที่
เป็นที่ต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงจะสามารถตกลงกันได้ อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกของเด็กท่ี
บิดามารดาแยกจากกัน การมีครอบครัวใหม่ที่ขาดบิดาหรือมารดา และอาจเป็นครอบครัวใหม่ท่ีมีบุคคลอื่นทา
หนา้ ทบี่ ทบาทแทนบดิ าหรือมารดาของตน จะส่งผลกระทบต่อจติ ใจของเด็กอย่างมาก

2.วยั หมดประจาเดือน ( Menopause )

ผ้หู ญงิ ในวัยหมดประจาเดือนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายอันเน่ืองมาจากการเปล่ียนแปลงของระดับ
ของฮอรโ์ มนในร่างกาย อาการทพี่ บได้บ่อยคือผิวหนังบรเิ วณลาตัวและใบหน้าแดง ปวดศีรษะ เน่ืองมาจากเส้น
เลือดที่ผิวหนังขยายตัว อ่อนเพลีย เจ็บตามข้อต่าง ๆ หัวใจเต้นแรง เป็นต้น และอาจมีสาเหตุจากความวิตก
กังวลเรื่องกลัวสามีจะทอดทิ้ง ไม่มีความสุขทางเพศ จึงพบว่ามีการเปล่ียนแปลงทางอารมณ์ร่วมด้วย ที่พบได้
บ่อยคือโรคเศร้าในวัยต่อ (involutional melancholia) (ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต, 2541) มีอาการเจ้าอารมณ์
อารมณ์เปล่ยี นแปลงงา่ ย หงุดหงดิ ต่ืนเต้น ตกใจง่าย

3.วยั เปล่ียนชีวติ ในเพศชาย (Male menopause)

เพศชาย เม่ืออายปุ ระมาณ 45 - 50 ปี จะมีอาการเช่นเดียวกับผู้หญงิ เชน่ รู้สึกหงุดหงิด โกรธง่าย ฉุนเฉียว คิด
เล็กคิดน้อย เนื่องจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดจานวนลง ทาให้สมรรถภาพทางเพศของชายค่อย ๆ ลดลง
ด้วย ส่งผลให้มีความกลัวว่าตนเองกาลังจะหมดสมรรถภาพทางเพศ กลัวความสามารถทางเพศจะลดลง เกิด
เป็นความกังวลเกยี่ วกบั ตนเอง เชน่ อว้ น หนา้ ท้องใหญ่ ผมบางลง เหน่ือยง่าย หมดแรงเรว็ ปวดเม่ือยกล้ามเนื้อ
เป็นต้น (สุชา จันทน์เอม, 2536) บางรายจะสามารถปรับตัวและยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ ในบางรายจะ
แสวงหายาตา่ ง ๆ เช่น ไวอะกรา้ เพ่ือใหเ้ พม่ิ ความม่ันใจให้กับตนเอง

4.การเตรียมตวั เป็นผ้สู งู อายุ

เมอ่ื เข้าสูใ่ นระยะปลายของวยั กลางคน ใกลเ้ กษียณอายุการทางาน บุคคลจะเริ่มเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ในบางคนแม้
อายตุ ามปปี ฏิทินจะเขา้ สวู่ ยั ผูส้ งู อายแุ ล้ว แตด่ ว้ ยการดูแลรา่ งกายที่ดมี าตง้ั แต่ในวยั รุ่น วยั ผู้ใหญต่ อนต้น และวัย
กลางคน จะทาให้การเปล่ียนแปลงด้านความเสื่อมของร่างกายปรากฏให้เห็นน้อยมาก หรือล่าช้าออกไปอีก
หลายปี ดา้ นจติ ใจก็เช่นกัน บางคนยงั ดูกระฉับกระเฉง สดช่ืนอยู่เสมอ ดังน้ันจึงควรมีการเตรียมตัวท้ังทางด้าน
ร่างกายและจติ ใจเพอื่ เข้าสวู่ ัยผสู้ ูงอายอุ ยา่ งมีคุณภาพต่อไป

การเตรยี มตัวเป็นผสู้ ูงอายุ ควรปฏิบตั ิตนดังน้ี

1. สขุ ภาพกาย

การออกกาลังกาย การออกกาลังกายอย่างเหมาะสมกับภาวะสุขภาพ และเหมาะสมกับภาวการณ์มีโรค
ประจาตวั เช่น โยคะ การว่งิ เหยาะ ฯลฯ การออกกาลังกายเป็นประจาอยู่เสมอจะทาให้กล้ามเนื้อมีการทางาน
ยดื หย่นุ ตัวอยู่เสมอ กล้ามเน้ือหัวใจแข็งแรงข้ึน ถ้าไม่ได้ออกกาลังกายทาให้กล้ามเน้ือลีบ เกิดการอ่อนแรงของ
กลา้ มเน้อื

การพักผ่อน การพักผ่อนอย่างเต็มที่และมีคุณภาพคือ การนอนหลับอย่างเพียงพอ เหมาะสมกับความต้องการ
ของรา่ งกาย

เฝา้ ระวงั ปญั หาสขุ ภาพหรือเอาใจใสส่ งั เกตอาการผิดปกติของโรคประจาตัวปฏบิ ตั ติ ามคาแนะนาของแพทย์

2. สขุ ภาพจิต

มคี วามเขา้ ใจและมกี ารเตรียมจิตใจเพื่อยอมรับความเปลี่ยนแปลงท่ีจะเกิดขึ้นในชีวิต มีการเตรียมเรื่องการเงิน
ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เร่ืองที่อยู่อาศัย และการใช้ชีวิตต่อไปในวัยผู้สูงอายุ รู้จักการทาจิตใจให้เป็นสุข ปล่อยวางใน
เรื่องท่ีตนเองไม่สามารถจัดการได้อีกต่อไป เช่น การดาเนินชีวิตของบุตรหลาน เข้าร่วมกิจกรรมของการ
เตรียมพร้อมในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุต่าง ๆ เช่น เข้าฟังบรรยายพิเศษเร่ือง การเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณอายุ
เขา้ รว่ มโครงการวัยทอง เปน็ ต้น

4. วัยสงู อายุ

1. การเปล่ียนแปลงทางด้านร่างกาย เซลล์ต่างๆเริ่มตายและมีเซลล์ใหม่เกิดทดแทนได้น้อยและเชื่องช้า
ร่างกายสกึ หรอ บคุ ลกิ ภาพเสยี เช่น หลังโกง ผมหงอก ฟนั หลุดร่วง ตาฝ้าฟาง หูตึง ผิวหนังเห่ียวย่น กล้ามเนื้อ
หยอ่ นยาน บางรายมอื เท้าสนั่ การทรงตัวไม่ดี ถ้ามีการเจ็บป่วยจะรักษาลาบากกว่าวัยอ่ืน แม้หายจากโรคแล้ว
ถึงจะบารุงอยา่ งไร ก็เจรญิ ไดไ้ ม่เหมือนเดิม

2. การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ บุคคลวัยนี้มักจะชอบบ่น อารมณ์ไม่คงท่ี โกรธง่าย แต่บางรายใจดี ทั้งนี้
ขึน้ อยกู่ ับ สง่ิ แวดลอ้ ม สงั คม และประสบการณ์ทผ่ี ่านมา และข้ึนอยู่กับสภาพเศรษฐกิจในครอบครัวด้วย ความ
พอใจของคนวัยชราเป็นจานวนมากเกิดจากมิตรภาพและการได้มีโอกาสช่วยเหลือ การบริจาคเงินเพ่ือ
สาธารณะกุศลต่างๆ

3. การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม บุคคลวัยน้ีส่วนใหญ่จะสนใจเรื่องวัด ธรรมะธัมโม ใจบุญสุนทาน บางราย
สละเพศเขา้ ส่บู รรพชิตอีกคร้ัง อย่างไรก็ตาม บางรายส่ิงแวดล้อมและเศรษฐกิจบังคับให้ไม่สามารถทาตามที่ใจ
ปรารถนาได้ ต้องหาเลี้ยงชีพหรือได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เล้ียงดูเด็กเล็กๆจึงกลายเป็นท่ีพึ่งและเพ่ือนเล่นของ
ลกู หลาน มคี วามสขุ และเพลดิ เพลนิ ไปกบั ลูกหลานตวั เลก็ ๆ

4. พัฒนาการทางด้านสติปัญญา บุคคลวัยนี้มักจะมีความคิดอ่านท่ีดี สุขุมรอบคอบ แต่ขาดความคิดริเร่ิม มัก
ยึดถอื หลักเกณฑ์ทตี่ นเองเช่ือ หลงลมื งา่ ย ความจาเลอะเลอื น ทาให้ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นไป
ได้ยากมากวัยชราเปน็ วยั ท่ีสว่ นต่างๆ ของร่างกายค่อยๆ เสื่อมลงไปตามเวลา สมองเริ่มเส่ือมโทรมอวัยวะต่างๆ
ทางานอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ กล้ามเนื้ออ่อนเหลวและถูกแทนท่ีด้วยไขมัน ความแข็งแรง กาลังวังชาลด
นอ้ ยถอยลง แตใ่ นดา้ นความสามารถทางดา้ นจิตใจอาจจะมีการพัฒนาข้ึนเรื่อยๆ เช่น มีความสุขุม รอบคอบขึ้น
จิตใจเยือกเย็น ดังน้ัน ถ้าหากลูกหลานเข้าใจถึงพฤติกรรมต่างๆ ของคนวัยชรา และปฏิบัติต่อคนชราอย่า ง
เหมาะสม ก็จะช่วยให้คนชรารู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าอยู่และผลท่ีจะคืนกลับสู่ลูกหลานคือ การมีที่พึ่งทางใจท่ี
อบอนุ่ และจรงิ ใจ สาหรับคนวัยชราเองก็ควรจะศึกษาหาแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับวัยชราของตนเอง เช่น
การหากิจกรรมที่สอดคล้องกบั ชวี ติ บางรายส่งิ แวดลอ้ ม


Click to View FlipBook Version