44 ในยุคดิจิตอล เนื้อหา ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ มีมากล้น และได้รับการแทนด้วยดิจิตอล มีอยู่รอบๆตัว เป็น Cloud Knowledge ผู้เรียนมีขีดความสามารถเข้าถึงเนื้อหา Accessible ได้ง่ายและเร็ว ทำให้มีขีดความสามารถในการ มองเห็นเนื้อหา Visibility ได้ประหนึ่งเสมือนจดจำไว้ในสมอง ครูยุคดิจิตอลจึงไม่เน้นการสอนตามเนื้อหาในหลักสูตร แต่จะเน้นการนำเนื้อหามาประยุกต์ใช้ หรือต่อยอดทาง ความคิด และต้องจัดการเรียนรู้ทักษะและความรู้ที่จําเป็นให้นักเรียน ครูยุคดิจิตอล ต้องเน้นให้นักเรียนแสวงหาความรู้ได้เอง ครูจะไม่ใช้วิธี Transfer knowledge แต่จะให้นักเรียน สามารถ Infer Knowledge หรือสังเคราะห์ความรู้ จากข้อมูลข่าวสารที่แสวงหามาได้ ครูยุคดิจิตอลต้องเป็นนักจัดการที่ดี จัดการให้นักเรียนได้เรียนรู้โดยลงมือปฏิบัติ (Action Learning) และต้อง เปลี่ยนการสอบเป็นการประเมินเพื่อการพัฒนาปรับปรุง ครูยุคดิจิตอลต้องมีเทคนิคในการทำให้นักเรียนเรียนรู้อย่างสนุก Gamification in learning รู้วิธีการใช้และ ประยุกต์เทคโนโลยีอุบัติใหม่ เน้นให้ผู้เรียนมีความสุขกับการทำกิจกรรม เพื่อการเรียนรู้ มีแรงจูงใจให้คิด สร้างสรรค์ นำเสนอ ความรู้อย่างสนุกสนาน การเรียนการสอนในยุคดิจิตอล ในอดีตการเรียนการสอนจะยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง โดยมีครูเป็นผู้บรรยายเนื้อหาบทเรียน และผู้เรียนมีหน้าที่ เรียนรู้ตามที่ครูบอก จะไม่เน้นที่กระบวนการคิดให้เกิดกับผู้เรียน จึงทำให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ไม่เป็น ยุคต่อมาระบบ การศึกษาเปลี่ยนไปเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ(Child center) โดยที่ครูมีบทบาทและนำแนวทางการเรียนในบทเรียน แต่วิธี นี้ก็ยังมีข้อบกพร่องที่ครูผู้สอน มักจะตีความหมายของการเรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญผิดๆ โดยให้ผู้เรียนหาวิธีการ เรียนเอง ซึ่งผู้เรียนไม่ได้ถูกฝึกมาให้เกิดกระบวนการคิดตั้งแต่แรก ไม่สามารถเรียนรู้โดยวิธีนี้ได้ ดังนั้นถ้าครูไม่เป็นผู้ แนะนำให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน หรือชี้แนะแนวทางเลย ผู้เรียนก็จะไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้ใดๆ ทั้งสิ้น ปัจจุบันนี้วงการการศึกษามีจุดมุ่งหมายเน้นให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่มี และมีการเรียนรู้ ตลอดชีวิต และทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน เทคโนโลยีจึงมีบทบาทที่สำคัญในการตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียน หรืออีก นัยหนึ่งคือต้องการให้โรงเรียนทุกโรงจัดการศึกษาโดยนำเทคโนโลยีมาใช้กับการเรียนการสอนในทุกกลุ่มสาระ เรียกได้ว่า เป็นการบูรณาการวิชากับสื่อเลยก็ว่าได้ การศึกษาในยุคนี้จึงหนีไม่พ้นกับคำเปรียบที่ว่า “การศึกษายุคดิจิตอล” นับตั้งแต่มีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามา ดูเหมือนว่าวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกจะถูกโยงให้ข้องเกี่ยวกับมันอย่าง เลี่ยงไม่ได้ เพราะนอกจากมันจะเป็นศูนย์รวมของข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีขอบเขตจำกัดแล้ว อินเทอร์เน็ตยังเป็นเครื่องมือใน การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้คนที่มี ประสิทธิภาพไม่น้อย จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นส่วนสำคัญใน ชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว บทบาทของครูในยุคดิจิตอล
45 ข้อเสนอของ “วิจารณ์ พานิช”ครูต้องเปลี่ยนเป้าหมายการเรียนรู้ของศิษย์จากเน้นเรียนวิชาเพื่อให้ได้ความรู้ ให้เลยไปสู่การพัฒนาทักษะที่สำคัญต่อชีวิตในยุคใหม่ วิชาแกนและแนวคิดสำคัญในศตวรรษที่21 - ทักษะชีวิตและการทำงาน - ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม - ทักษะทางด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี บทบาทครูในศตวรรษที่21 ผู้ต้องสอนความรู้คู่กับ 2 สิ่งนี้คือ 1. แรงบันดาลใจ(Inspiration) 2. จิตนาการ (Irnagination) การศึกษาสำหรับคนยุคใหม่ที่มีคุณภาพต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ของศิษย์ไปอย่างสิ้นเชิงบทบาทของครู ต้องเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง 1. ต้องเปลี่ยนจากจุดเน้นการสอนไปเป็นการเรียน (ทั้งศิษย์และตนเอง) 2. ต้องเรียนรู้และปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้ (สอนน้อย เรียนมาก) 3. ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอน ไปเป็นครูฝึกหรือผู้อำนวยการสะดวก 4. ต้องเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ด้วยการรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 4. การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน การสอนแบบโครงงานเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบหนึ่งที่สอดคล้องกับแนวทางการจัดการศึกษาตาม มาตรา 22 และ มาตรา 23 และใช้พัฒนาวิธีการเรียนรู้ทางปัญญา (Intellectual strategy) เพื่อเอื้อหนุนผู้เรียนให้ เข้าถึงตัวความรู้ (Body of Knowledge) และความชำนาญทางค้านทักษะในสิ่งที่เรียน(Body of Process) เพราะเป็น การสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้รียนรู้ด้วยตนเอง สามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลมีกระบวนการทำงานและทำงานร่วมกับ ผู้อื่นได้โดยมีครูเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เต็มศักยภาพ การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน คือ การจัดการสอนที่จัดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียน เหมือนกับการทำงานในชีวิตจริงอย่างมีระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรงได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ได้ทำการทดลอง ได้พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง รู้จักการวางแผนการทำงาน ฝึกการเป็นผู้นำ ผู้ ตาม ตลอดจนได้พัฒนากระบวนการคิดโดยเฉพาะการคิดขั้นสูง(Higher Order Thinking) และการประเมินตนเอง ประเภทของโครงงาน ประเภทของโครงงาน แบ่งตามลักษณะของกิจกรรมได้ 4 ประเภท คือ 1. โครงงานประเภทสำรวจ (Survey Research Project)
46 2. โครงงานประเภททดลอง (Experimental Research Project) 3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ (Development Research Project) 4. โครงงานประเภททฤษฎี (Theoretical Research Project) รายละเอียดของโครงงานแต่ละประเภท โครงงานประเภทสำรวจ โครงงานประเภทนี้ผู้เรียนเพียงแต่ต้องการสำรวจและรวบรวมข้อมูลแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจำแนกเป็น หมวดหมู่ และนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เห็นลักษณะหรือความสัมพันธ์ในเรื่องที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างโครงงานประเภทนี้ โครงงานประเภทการทดลอง โครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานที่มีการออกแบบการทคลองเพื่อศึกษาผลของ ตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อตัวแปรอีก ตัวหนึ่งที่ต้องการศึกษา โดขกวบคุมตัวแปรอื่น 1 ที่อาจมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาไว้ ขั้นตอนการดำเนินงานของโครงงานประเกทนี้จะประกอบด้วยการกำหนดปัญหา การกำหนดจุดประสงค์ การ ตั้งสมมดิฐาน การออกแบบการทดลอง การดำนินการทดลอง การรวบรวมข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและการสรุป ตัวอย่างโครงงานประเภท โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ โครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานเกี่ยวกับการประยุกตัทฤษฎี หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์หรือด้านอื่น ๆ มา ประดิษฐ์ของเล่น เครื่องมือ เครื่องใช้หรืออุปกรณ์ เพื่อประ โยชน์ใช้สอยด่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ หรือ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้อาจจะเป็นด้านสังคม หรือด้านวิทยาศาสตร์ หรือ การสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายแนวคิดต่าง ๆ โครงงานประเภททฤษฎี โครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานนำเสนอทฤยฎี หลักการหรือแนวคิดใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของสูตรสมการ หรือดำอธิบายก็ได้ โดยผู้เสนอได้ตั้งกติกาหรือข้อตกลงขึ้นมาเอง แล้วนำเสนอทฤยฎี หลักการหรือแนวคิด หรือ จินตนาการของตนเองตามกติกาหรือข้อตกลงนั้น หรืออาจจะใช้กติกาหรือข้อตกลงเดิมมาอธิบายก็ได้ ผลการอธิบาย อาจจะใหม่ยังไม่มีใครคิดมาก่อน หรืออาจจะขัดแย้งกับทฤษฎีเดิม หรืออาจจะเป็นการขยายทฤยฎีหรือแนวคิดเดิมก็ได้ ซึ่งผู้ที่ทำโครงงานประเกทนี้ต้องมีพื้นฐานความรู้ ในเรื่องนั้น ๆ อย่างดีโครงงานประเกทนี้ ได้แก่ โครงงานทฤษฎีของเซต โครงงานทฤยฎีคาวเคราะห์น้อย โครงงานทฤยฎีการเกิดโลก โครงงานทฤษฎีการเกิดคลื่นความร้อนในมหาสมุทร เป็น ต้น ขั้นตอนการทำโครงงาน
47 การทำโครงงานเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องและมีการดำเนินงานหลายขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสุดท้าย อาจ สรุปลำดับได้ดังนี้ 1. การคิดและเลือกหัวเรื่อง 2. การวางแผน 3. การดำเนินงาน 4. การเขียนรายงาน 5. การนำเสนอผลงาน การคิดและเลือกหัวเรื่อง ผู้เรียนจะต้องคิดและเลือกหัวเรื่องของโครงงานด้วยตนเองว่าอยากจะศึกษาอะไร ทำไมจึงอยากศึกษา หัวเรื่องของโครงงานมักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ของผู้เรียนเอง หัว เรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เมื่อใครได้อ่านชื่อเรื่องแล้ว ควรเข้าใจและรู้เรื่องว่า โครงงานนี้ทำอะไร การกำหนดหัวเรื่องของโครงงานนั้น มีแหล่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดและสนใจ จากหลายแหล่งด้วยกัน เช่น จาก การอ่านหนังสือ เอกสาร บทความ การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ การฟังบรรยายทางวิชาการ การเข้าชมนิทรรศการ หรืองานประกวดโครงงานทางวิทยาศาสตร์ การสนทนากับบุคลต่าง ๆ หรือจากการสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ รอบตัว เป็นต้นนอกจากนี้ควรคำนึงถึงในเรื่องต่อไปนี้ การวางแผน การวางแผนการทำโครงงาน จะรวมถึงการเขียนเค้าโครงของโครงงาน ซึ่งต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ การดำเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ไม่สับสน แล้วนำเสนอต่อผู้สอนหรือครูที่ปรึกษา เพื่อขอความเห็นชอบ ก่อนดำเนินการขั้นต่อไป การดำเนินงาน เมื่อที่ปรึกษาโครงงานให้ความเห็นชอบเก้าโครงของโครงงานแล้ว ต่อไปก็เป็น ขั้นลงมือปฏิบัติงานตามขั้นตอน ที่ได้ระบุไว้ ผู้เรียนต้องพยายามทำตามแผนงานที่วางไว้ เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ให้พร้อม ปฏิบัติงานด้วยความ ละเอียดรอบคอบ คำนึงถึงความประหขัดและปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ว่าได้ทำอะไร ไป บ้าง ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและข้อคิดเห็นอย่างไร พยายามบันทึกให้เป็นระเบียบและครบถ้วน การเขียนรายงาน การเขียนรายงานเกี่ยวกับ โครงงาน เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวคิด วิธีการ ดำเนินงาน ผลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและช้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น การเขียนโครงงานควรใช้กายาที่อ่าน แล้วเข้าใจง่าย ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ ทั้งหมดของโครงงาน การนำเสนอผลงาน
48 การนำเสนอผลงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำโกรงงาน เป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึง ผลงานนั้น การนำเสนอผลงานอาจทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับประเกทของโครงงาน เนื้อหา เวลา ระดับของผู้รียน เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การเล่าเรื่อง การเขียนรายงาน สถานการณ์จำลอง การสาธิต การจัด นิทรรศการ ซึ่งอาจจะมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายด้วยคำพูด หรือการรายงานปากเปล่า การบรรยาย การใช้ CAI (Computer Assisted Instruction) การใช้ Multimedia Computer/ Homepage แต่สิ่งที่สำคัญคือ ผลงานที่จัด แสดงต้องดึงดูดความสนใจของผู้ชมมีความชัดเจน เข้าใจง่าย และมีความถูกต้องของเนื้อหา การประเมินผลโครงงาน การประเมินผลเป็นหัวใจของการเรียนการสอน ที่สะท้อนสภาพความสำเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลว่ากิจกรรมที่ทำไปนั้นบรรลุดามจุดประสงค์ที่กำหนดไ ว้หรือไม่ อย่างไร ปัญหาและอุปสรรคที่พบคืออะไรบ้าง ได้ใช้วิธีการแก้ไขอย่างไร ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำโครงงานนี้ ผู้ประเมินโครงงาน อาจคำเนินการด้วยบุคคล ต่อไปนี้ (1) ผู้เรียนประเมินดนเอง (2) เพื่อนช่วยประเมิน (3) ผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาประเมิน (4) ผู้ปกครองประเมิน (5) บุคคลอื่น ๆ ที่สนใจและมีส่วนเกี่ยวข้อง (1) ผู้เรียนประเมินตนเอง จะแสดงออกให้เห็นว่า ผู้เรียนเจ้าของโครงงาน ซึ่งอาจเป็นรายบุคคล หรือกลุ่ม ทำงาน มีความพึงพอใจต่อขั้นตอนของกิจกรรมแต่ละขั้นตอนที่ได้กำหนด หรือร่วมกันกำหนดขึ้นเองเพียงใด มี หัวข้อกิจกรรมใดที่ยังขาคตกบกพร่อง จะต้องเพิ่มเติมในส่วนใดบ้างความละเอียด รัดกุม ในแต่ละขั้นเป็นอย่างไร (2) ผู้ประเมินซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้น อาจให้ข้อคิดเห็นสะท้อนภาพเพิ่มเติม เช่น ในระดับชั้นประถมศึกษา เพื่อน อาจให้ความเห็นไปในเรื่องของการเรียน การใช้ตัวสะกด การันต์ วรรคตอน ซึ่งเน้นไปในด้านภายา ระดับชั้นมัธยมศึกษา การประเมินโครงงาน อาจเริ่มขยายขอบเขตจากด้านการใช้ภาษา ออกไปถึงการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการตั้งชื่อ โครงงานกับจุดประสงค์ของโกรงงาน และตามความข้ใจของผู้ประเมิน เสนอแนะวิธีการศึกษาของผู้ประเมินเพื่อการ พิจารณาการจัดรูปเล่มเพื่อการนำเสนอโครงงาน ฯลฯ (3) ผู้ประเมินซึ่งเป็นผู้สอน หรือครูที่ปรึกษา อาจให้คำแนะนำเพิ่มเดิมได้ในเรื่องวิธีการอื่นที่ใช้ในการศึกษาหา คำตอบ ความสัมพันธ์ของวิชาตามหัวเรื่องที่ศึกษากับวิชาอื่น ข้อค้นพบที่ผู้เรียนได้จากโครงงาน การนำคำตอบของ การศึกษาที่ได้ไปใช้ประ โยชน์ การนำ ข้อค้นพบที่ต่างไปจากเป้าหมายของการศึกษาไปใช้ประ โยชน์หรือขยายผล การศึกษาเป็นโครงงานใหม่ ฯลฯ
49 (4) ผู้ประเมินที่เป็นพ่อ แม่ ผู้ปกครอง จะได้รับทราบถึงความสามารถ ความถนัดทางการเรียนของลูกหรือเด็ก ในความปกครอง ความรู้สึก ความต้องการของเด็กผู้ทำโครงงาน ทำให้สามารถปรับตัวปรับใจเพื่อการสนับสนุนทั้งด้าน การเงิน กำลังใจ ให้โอกาส ให้เวลาร่วมกิจกรรมตามความสนใจของเด็ก ชี้แนะอุปสรรด ปัญหาเบื้องต้นที่อาจเกิดขึ้น ระหว่างการปฏิบัติกิจกรรมขั้นต่าง ๆ ของโครงงาน ข้อเสนอแนะสำหรับการทำโครงงานครั้งต่อไป หน่วยที่4 สื่อการเรียนการสอนและการออกแบบระบบการเรียนการสอน 1. ความหมายของสื่อการเรียนการสอน สื่อ (Media) หมายถึง ตัวกลางที่ใช่ถ่ายทอดหรือนำความรู้ ในลักษณะต่าง ๆ จากผู้ส่งไปยังผู้รับให้เข้าใจ ความหมายได้ตรงกันในการเรียนการสอนสื่อที่ใช้เป็นตัวกลางนำความรู้ในกระบวนการสื่อความหมายระหว่างผู้สอนกับ ผู้เรียนเรียกว่าสื่อการสอน (Instruction Media) ในทางการศึกษามีคำที่มีความหมายแนวเดียวกันกับสื่อการเรียนการสอน เช่น สื่อการสอน (Instructional Media or Teaching Media) สื่อการสอน (Educational media) อุปกรณ์ช่วยสอน (Teaching Aids) เป็นต้น ใน ปัจจุบันนักการศึกษามักจะเรียกการนำสื่อการเรียนการสอนชนิดต่าง ๆ มารวมกันว่า เทคโนโลยีทางการศึก ษา ซึ่ง หมายถึงการนำเอาวัสดุอุปกรณ์และวิธีการมาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบในการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ สอน สื่อการเรียนการสอน หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เป็นบุคคล วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนเทคนิควิธีการ ซึ่งเป็นตัวกลางทำ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของการเรียนการสอนที่กำหนดไว้ได้อย่างง่ายและรวดเร็วเป็นเครื่องมือและ ตัวกลางซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการเรียนการสอนมีหน้าที่เป็นตัวนำความต้องการของครูไปสู่ตัวนักเรียนอย่าง ถูกต้องและรวดเร็วเป็นผลให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามจุดมุ่งหมายการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม นักการศึกษาเรียกชื่อการสอนด้วยชื่อต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์การสอน โสตทัศนูปกรณ์ เทคโนโลยีการศึกษา สื่อ การเรียนการสอนสื่อการศึกษา เป็นต้น 2. ประเภทของสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนแบ่งตามคุณลักษณะ ได้ 4 ประเภทคือ 1. สื่อประเภทวัสดุ ได้แก่สไลด์แผ่นใส เอกสาร ตำรา สารเคมีสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ และคู่มือการฝึกปฏิบัติ 2. สื่อประเภทอุปกรณ์ได้แก่ของจริง หุ่นจำลอง เครื่องเล่นเทปเสียง เครื่องเล่นวีดิทัศน์ เครื่องฉายแผ่นใส อุปกรณ์และเครื่องมือในห้องปฏิบัติการ 3. สื่อประเภทเทคนิคหรือวิธีการ ได้แก่การสาธิต การอภิปรายกลุ่ม การฝึกปฏิบัติการฝึกงาน การจัดนิทรรศการ และสถานการณ์จำลอง 4. สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ได้แก่คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) การนำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer presentation) การใช้ Intranet และ Internet เพื่อการสื่อสาร (Electronic mail: E-mail) และการใช้ WWW (World Wide Web)
50 สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามประสบการณ์ (Dale’s Cone of Experience) 1. ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย ประสบการณ์ขั้นนี้เป็นรากฐานสำคัญของการศึกษา ทั้งปวง เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับมาจากความเป็นจริงและด้วยตัวเองโดยตรง ผู้รับประสบการณ์นี้ จะได้เห็น ได้จับ ได้ทำ ได้รู้สึก และได้ดมกลิ่นจากของจริง ดังนั้นสื่อการสอนที่ไห้ประสบการณ์การ เรียนรู้ในขั้นนี้ก็คือของจริงหรือ ความเป็นจริงในชีวิตของคนเรานั่นเอง 2. ประสบการณ์จำลอง เป็นที่ยอมรับกันว่าศาสตร์ต่างๆ ในโลก มีมากเกินกว่าที่จะเรียนรู้ได้หมดสิ้นจาก ประสบการณ์ตรงในชีวิต บางกรณีก็อยู่ในอดีต หรือซับซ้อนเร้นลับหรือเป็นอันตรายไม่สะดวกต่อการเรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง จึงได้มีการจำลองสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาเพื่อการศึกษาของจำลองบางอย่างอาจจะเรียนได้ง่ายกว่าและ สะดวกกว่า 3. ประสบการณ์นาฏการ ประสบการณ์ต่าง ๆ ของคนเรานั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่สามารถประสบได้ ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์ในอดีต เรื่องราวในวรรณคดีการเรียนในเรื่องที่มีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ หรือเรื่องธรรมชาติที่ เป็นนามธรรม การแสดงละครจะช่วยไปให้เราได้เข้าไปใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด เช่น ฉาก เครื่องแต่งตัว เครื่องมือ หุ่น ต่าง ๆ เป็นต้น 4. การสาธิต การสาธิตคือ การอธิบายถึงข้อเท็จจริงหรือแบ่งความคิด หรือกระบวนการต่างๆ ให้ผู้ฟังแลเห็นไป ด้วย เช่น ครูวิทยาศาสตร์เตรียมก๊าซออกซิเจนให้นักเรียนดูก็เป็นการสาธิต การสาธิตก็เหมือนกับนาฏการ หรือ การศึกษานอกสถานที่ เราถือเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่ง ซึ่งในการสาธิตนี้อาจรวมเอาสิ่งของที่ใช้ประกอบหลายอย่าง นับตั้งแต่ของจริงไปจนถึงตัวหนังสือ หรือคำพูดเข้าไว้ด้วยแต่เราไม่เพ่งเล็งถึงสิ่งเหล่านี้เราจะให้ความสำคัญกับ กระบวนการทั้งหมดที่ผู้เรียนจะต้องเฝ้าสังเกตอยู่โดยตลอด 5. การศึกษานอกสถานที่ การพานักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ เป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ ชีวิตเพื่อให้นักเรียนได้เรียนจากแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ที่มีอยู่จริงภายนอกห้องเรียน ดังนั้นการศึกษา นอกสถานที่จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่เป็นสื่อกลางให้นักเรียน ได้เรียนจากของจริง 6. นิทรรศการ นิทรรศการมีความหมายที่กว้างขวาง เพราะหมายถึง การจัดแสดงสิ่งต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ชม ดังนั้นนิทรรศการจึงเป็นการรวมสื่อต่าง ๆ มากมายหลายชนิด การจัดนิทรรศการ ที่ให้ผู้เรียนมามีส่วนร่วมในการจัด จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสคิดสร้างสรรค์มีส่วนร่วม และได้รับ ข้อมูลย้อนกลับด้วยตัวของเขาเอง 7. โทรทัศน์และภาพยนตร์โทรทัศน์เป็นสื่อการสอนที่มีบทบาทมากในปัจจุบัน เพราะได้เห็นทั้งภาพและได้ยิน เสียงในเวลาเดียวกัน และยังสามารถแพร่และถ่ายทอดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ด้วยนอกจากนั้นโทรทัศน์ยังมีหลาย รูปแบบ เช่น โทรทัศน์วงจรปิด ซึ่งโรงเรียนสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ยังมีโทรทัศน์ วงจรปิด ที่เอื้อประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างกว้างขวางภาพยนตร์เป็นสื่อที่จำลองเหตุการณ์มาให้ผู้ชมหรือผู้เรียนได้ดูและ ได้ฟัง อย่างใกล้เคียงกับความจริงแต่ไม่สามารถถ่ายทอดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ถึงอย่างไรก็ตามภาพยนตร์ก็ยังนับว่า เป็นสื่อที่มีบทบาทมากในการเรียนการสอน เช่นเดียวกันกับโทรทัศน์ 8. ภาพนิ่ง การบันทึกเสียง และวิทยุ ภาพนิ่ง ได้แก่ ภาพถ่าย ภาพวาดซึ่งมีทั้งภาพทึบแสงและโปร่งแสง ภาพ ทึบแสงคือรูปถ่าย ภาพวาด หรือภาพในสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ส่วนภาพนิ่งโปร่งใสหมายถึงสไลด์ฟิล์มสตริป ภาพโปร่งใสที่ใช้กับ
51 เครื่องฉายวัสดุโปร่งใส เป็นต้น ภาพนิ่งสามารถจำลองความเป็นจริงมาให้เราศึกษาบนจอได้การบันทึกเสียง ได้แก่ แผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียง เทปและเครื่องบันทึกเสียง และเครื่องขยายเสียงตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ เสียง ซึ่งนอกจากจะสามารถนำมาใช้อย่างอิสระในการเรียนการสอนด้วยแล้ว ยังใช้กับรายการวิทยุและกิจกรรม การศึกษาอื่น ๆ ได้ด้วย ส่วนวิทยุนั้น ปัจจุบันที่ยอมรับกันแล้วว่า ช่วยการศึกษาและการเรียนการสอนได้มาก ซึ่งไม่ จำกัดอยู่แต่เพียงวิทยุโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงวิทยุทั่วไปอีกด้วย 9. ทัศนสัญลักษณ์สื่อการสอนประเภททัศนสัญลักษณ์นี้ มีมากมายหลายชนิด เช่น แผนภูมิ แผนภาพ แผนที่ แผนผัง ภาพโฆษณา การ์ตูน เป็นต้น สื่อเหล่านี้เป็นสื่อที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์สำหรับถ่ายทอด ความหมายให้เข้าใจได้รวดเร็วขึ้น 10. วัจนสัญลักษณ์สื่อขั้นนี้เป็นสื่อที่จัดว่า เป็นขั้นที่เป็นนามธรรมมากที่สุด ซึ่งได้แก่ ตัวหนังสือ หรืออักษร สัญลักษณ์ทางคำพูดที่เป็นเสียงพูด ความเป็นรูปธรรมของสื่อประเภทนี้จะไม่คงเหลืออยู่เลย อย่างไรก็ดีถึงแม้สื่อประเภทนี้จะมีลักษณะที่เป็นนามธรรมที่สุดก็ตาม เราก็ใช้ประโยชน์จากสื่อประเภท นี้มาก เพราะต้องใช้ในการสื่อความหมายอยู่ตลอดเวลา สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามคุณสมบัติ Wilbure Young ได้จัดแบ่งไว้ดังนี้ 1. ทัศนวัสดุ (Visual Materials) เช่น กระดานดำ กระดานผ้าสำลี) แผนภูมิรูปภาพ ฟิล์มสตริป สไลด์ฯลฯ 2. โสตวัสดุ (Audio Materials ) เช่น เครื่องบันทึกเสียง (Tape Recorder) เครื่องรับวิทยุห้องปฏิบัติการทาง ภาษา ระบบขยายเสียง ฯลฯ 3. โสตทัศนวัสดุ (Audio Visual Materials) เช่น ภาพยนตร์โทรทัศน์ฯลฯ 4. เครื่องมือหรืออุปกรณ์ (Equipment) เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์เครื่องฉายฟิล์มสตริป เครื่องฉายสไลด์ 5. กิจกรรมต่าง ๆ (Activities )เช่น นิทรรศการ การสาธิต ทัศนศึกษา ฯลฯ สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามรูปแบบ (Form) Louis Shores ได้แบ่งประเภทสื่อการสอนตามรูปแบบไว้ดังนี้ 1. สิ่งตีพิมพ์ (Printed Materials) เช่น หนังสือแบบเรียน เอกสารการสอน ฯลฯ 2. วัสดุกกราฟิก เช่น แผนภูมิ ( Charts) แผนสถิติ (Graph) แผนภาพ (Diagram) ฯลฯ 3. วัสดุฉายและเครื่องฉาย (Projected Materials and Equipment) เช่น ภาพยนตร์สไลด์ฯลฯ 4. วัสดุถ่ายทอดเสียง (Transmission) เช่น วิทยุ เครื่องบันทึกเสียง สื่อการเรียนการสอนตามลักษณะและการใช้ในทางเทคโนโลยีการศึกษา 1. เครื่องมือหรืออุปกรณ์ (Hardware) หรือสื่อใหญ่ (Big Media) หมายถึง สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ทาง เทคนิคทั้งหลายที่ประกอบด้วยกลไก ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่ใช่สิ่งสิ้นเปลือง ได้แก่ เครื่องฉาย ประเภทต่าง ๆ เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์เครื่องฉายสไลด์เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องฉายภาพจากคอมพิวเตอร์ เครื่องรับโทรทัศน์เครื่องเล่นซีดี/ดีวีดีเครื่องเสียง รวมทั้งเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางเทคนิคอื่น ๆ ที่เป็นทางผ่านของ ความรู้เช่น เครื่องฉายจุลชีวะ เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นต้น 2. วัสดุ (Software) หรือสื่อเล็ก (Small Media) ซึ่งเป็นวัสดุที่เก็บความรู้ในลักษณะของภาพ
52 เสียง และตัวอักษร ในรูปแบบต่าง ๆ โดยจำแนกได้ 2 ประเภทคือ ก. วัสดุที่ต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ (Hardware) เพื่อการนำเสนอเรื่องราว ข้อมูล หรือความรู้ออกมาสื่อความหมายแก่ผู้เรียน ได้แก่ ฟิล์ม แผ่นใส เทปบันทึกเสียง แผ่นซีดี/ดีวีดี วัสดุบันทึก ข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นต้น ข. วัสดุที่เสนอความรู้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด ๆ เช่น เอกสาร ตำรา หนังสือ คู่มือ รูปภาพ แผนภาพ ของจริง ของตัวอย่าง หุ่นจำลอง เป็นต้น 3. เทคนิคหรือวิธีการ (Techniques or Methods) การสื่อความหมายในการเรียนการสอนบางครั้งไม่อาจทำ ได้ด้วยเครื่องมืออุปกรณ์หรือวัสดุแต่จะต้องอาศัยเทคนิคหรือวิธีการ เพื่อการให้เกิดการเรียนรู้หรือใช้ทั้งวัสดุอุปกรณ์ และวิธีการไปพร้อม ๆ กัน แต่เน้นที่วิธีการเป็นสำคัญ เช่น การสาธิตประกอบการใช้เครื่องมือเครื่องจักร การทดลอง การแสดงบทบาท การศึกษานอกสถานที่ การจัดนิทรรศการ เป็นต้น ดังนั้นเทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าว จึงจัดว่า เป็นสื่อการเรียนการสอนอีกประเภทหนึ่ง แต่สื่อประเภทนี้มักจะใช้ร่วมกับสื่อ 2 ประเภทแรก จึงจะได้ผลดี 3. ความสำคัญของสื่อการเรียนการสอน ชวลิต เข่งทอง (ม.ป.ป.) กล่าวว่า สื่อการเรียนการสอน นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากประการหนึ่งใน กระบวนการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนก็คือตัวกลางหรือช่องทาง ที่ใช้ในการนำเรื่องราวข้อมูลข่าวสารจาก ผู้สอนไปสู่ผู้เรียน เพื่อทำให้การเรียนรู้หรือการเรียนการสอนบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่วางไว้ได้ เป็นอย่างดีจึงอาจกล่าวได้ว่า สื่อการเรียนการสอนนับได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้การเรียนการสอน ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสื่อการเรียนการสอนมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติ ต่างกันไป ผู้สอนที่ตระหนักในคุณค่าของสื่อการเรียนการสอน จะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงเงื่อนไขการเลือกใช้สื่อ และใช้ งานได้อย่างถูกต้องเต็มตามประสิทธิภาพของสื่อการเรียนการสอนนั้น ๆ ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็นต้น 3.1 ความสำคัญของของสื่อการเรียนการสอน 1. คุณค่าด้านวิชาการ 1.1 ทำให้ผู้เรียนรับประสบการณ์ตรง และเรียนรู้ได้มากกว่าที่ไม่ใช้สื่อการสอน 1.2 ลักษณะที่เป็นรูปธรรมของสื่อการสอน ช่วยทำให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น และยังช่วยส่งเสริมด้านความคิดและการแก้ปัญหาอีกด้วย 1.3 ผลจากการสรุปวิจัยสรุปได้ว่า สื่อการสอนให้ประสบการณ์ที่เป็นจริงแก่ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างถูกต้อง ทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนจดจำเรื่องราว ต่างๆได้มาก และจำได้นาน 1.4 สื่อการสอนบางชนิด เช่น ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง จะช่วยเร่งทักษะในการเรียนรู้ 2. คุณค่าทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ 2.1 สื่อการสอนทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และต้องการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น เช่น การอ่าน ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จินตนาการ เจตตคติ การแก้ปัญหาและความซาบซึ้งทางศิลป 2.2 สื่อการสอนทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วย
53 2.3 สื่อการสอนเร้าให้ผู้เรียนเกิดความพอใจ และยั่วยุให้กระทำกิจกรรมด้วยตนเอง 3.2 คุณค่าทางเศรษฐกิจการศึกษา 3.1 สื่อการสอนช่วยให้นักเรียนที่เรียนช้า เรียนได้เร็วและมากขึ้น 3.2 ถ้าใช้สื่อการสอนจะช่วยขจัดความสิ้นเปลือง และยังช่วยให้ครูที่สอยดีอยู่แล้วสอนได้ดียิ่งขึ้น 3.3 สื่อการสอนช่วยประหยัดคำพูดและเวลาของครู 3.4 สื่อการสอนช่วยขจัดปัญหาเรื่องสถานที่ เวลาและระยะทาง 3.5 สื่อการสอนช่วยลดการตกซ้ำชั้นของนักเรียนได้จำนวนมากปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนการ พิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของผู้บริหารเอง ผู้บริหารอาจกำหนดเงื่อนไขและทำ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ไปจนกระทั่งพบสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุด แล้วใช้เป็นสารสนเทศที่ช่วย ตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธ์ อาจจะอยู่ในรูปของ รายงานเฉพาะกิจ รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ การ ทำนาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์ 3.6 ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System - EIS) เป็นระบบ ที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดแผนระยะยาวและเป้าหมายของ กิจการ สารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอกกิจกรรมเป็นอย่างมาก ยิ่งในยุค ปัจจุบันที่เป็นยุค Globalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับสากลเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขัน ของธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์ 3.3 ประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนดังต่อไปนี้ สื่อกับผู้เรียน 1. เป็นสิ่งที่ช่วยให้การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเนื้อหา บทเรียนที่ยุ่งยากซับซ้อนได้ง่ายขึ้นในระยะเวลาอันสั้น และสามารถช่วยให้เกิดความคิดรวบยอด ในเรื่องนั้นได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว 2. สื่อจะช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ทำให้เกิดความสนุกสนานและไม่รู้สึก เบื่อหน่ายการเรียน 3. การใช้สื่อจะทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกัน และเกิดประสบการณ์ร่วมกันในวิชาที่เรียนนั้น 4. ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น ทำให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อันดี ในระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองและกับผู้สอนด้วย 5. ช่วยสร้างเสริมลักษณะที่ดีในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ จากการใช้สื่อเหล่านั้น 6. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องของความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยการจัดให้มีการใช้สื่อในการศึกษารายบุคคล 3.4 สื่อกับผู้สอน 1. การใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบการเรียนการสอน เป็นการช่วยให้บรรยากาศในการสอน
54 น่าสนใจยิ่งขึ้น ทำให้ผู้สอนมีความสนุกสนานในการสอนมากกว่าวิธีการที่เคยใช้การบรรยายแต่เพียงอย่างเดียว และเป็น การสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองให้เพิ่มขึ้นด้วย 2. สื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมเนื้อหา เพราะบางครั้งอาจให้ผู้เรียนศึกษา เนื้อหาจากสื่อได้เอง 3. เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอน ตลอดจนคิดค้นเทคนิควิธีการต่างๆ เพื่อให้การเรียนรู้น่าสนใจยิ่งขึ้น วิวรรธน์ จันทร์เทพย์ (2551) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอนไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1.1 เรียนรู้ได้ดีขึ้นจากประสบการณ์ที่มีความหมายในรูปแบบต่างๆ 1.2 เรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง 1.3 เรียนรู้ได้ง่ายและเข้าใจได้ชัดเจน 1.4 เรียนรู้ได้มากขึ้น 1.5 เรียนรู้ได้ในเวลาที่จำกัด 2. ช่วยให้สามารถเอาชนะข้อจำกัดต่าง ๆ ในการเรียนรู้ได้แก่ 2.1 ทำสิ่งนามธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น 2.2 ทำสิ่งซับซ้อนให้ง่ายขึ้น 2.3 ทำสิ่งเคลื่อนไหวช้าให้เร็วขึ้น 2.4 ทำสิ่งเคลื่อนไหวเร็วให้ช้าลง 2.5 ทำสิ่งเล็กให้ใหญ่ขึ้น 2.6 ทำสิ่งใหญ่ให้เล็กลง 2.7 นำสิ่งที่อยู่ไกลมาศึกษาได้ 2.8 นำสิ่งที่เกิดในอดีตมาศึกษาได้ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้ 2.9 ช่วยให้จดจำได้นาน เกิดความประทับใจและมั่นใจในการเรียน 2.10 ช่วยให้ผู้เรียนได้คิดและแก้ปัญหา 2.11 ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ในเรื่องเดียวกันนี้ชวลิต เข่งทอง (ม.ป.ป.) ยังได้กล่าวถึงประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอนในลักษณะของ ข้อพิจารณาว่าทำไมผู้สอนจึงควรนำสื่อการเรียนการสอนมาใช้โดยได้กล่าวไว้หลากหลายประเด็นที่มีความน่าสนใจ อัน ได้แก่ 1. ช่วยให้คุณภาพการเรียนรู้ดีขึ้น เพราะมีความจริงจังและมีความหมายชัดเจนต่อผู้เรียน 2. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในปริมาณมากขึ้น ในเวลาที่กำหนดไว้จำนวนหนึ่ง 3. ช่วยให้ผู้เรียนสนใจ และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการเรียนการสอน 4. ช่วยให้ผู้เรียนจำ ประทับความรู้สึกได้รวดเร็วและดีขึ้น 5. ช่วยส่งเสริมการคิดและการแก้ปญหาในกระบวนการเรียนการสอน
55 6. ช่วยให้สามารถเรียนรู้ในส่ิงที่เรียนได้ยากลำบาก ให้มีความเป็นไปได้โดย… - การทำสิ่งที่ซับซ้อนให้ง่ายขึ้น - การทำนามธรรมให้เป็นรูปธรรมขึ้น - การทำสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงช้า ให้ดูเร็วขึ้น - การทำสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงเร็ว ให้ดูช้าลง - การทำสิ่งที่ใหญ่มากให้ย่อขนาดลง - การทำสิ่งที่เล็กมากให้ขยายขนาดขึ้น - การนำอดีตมาให้ผู้เรียนเห็นได้ - นำสิ่งที่อยู่ไกลหรือลี้ลับมาให้ผู้เรียนศึกษาได้เป็นการส่งเสริมการเรียนการสอนให้มี คุณภาพดีขึ้น และยังสอดคล้องกับวิธีการสอนที่ผู้สอนพิจารณานำมาใช้ 7. ช่วยให้ผู้เรียนเรียนสำเร็จง่ายขึ้น และผ่านการวัดผลได้อย่างตรงตามวัตถุประสงค์ของ บทเรียน 4. การใช้สื่อในการจัดการเรียนการสอน J. Romiszowski (1999) ได้เสนอแนวทางอย่างง่ายในการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอนไว้ว่า ในการเลือกสื่อ การสอนนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการเลือกสื่อที่จำเป็นต้องนำมาพิจารณา ปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่ วิธีการสอน (Instructional Method) การเลือกวิธีการสอนเป็นปัจจัยแรกที่ควบคุมการเลือกสื่อ หรืออย่าง น้อยที่สุดก็เป็นสิ่งที่จำกัดทางเลือกของการใช้สื่อการสอนในการนำเสนอ เช่น ถ้าเลือกใช้วิธีการสอนแบบอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกันระหว่าง งานการเรียนรู้ (Learning Task) สิ่งที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกในการเลือกสื่อการสอนอีกประการหนึ่งคือ งาน การเรียนรู้สำหรับผู้เรียน เพราะสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่จำกัดหรือควบคุมการเลือกวิธีการสอน ตัวอย่างเช่น การฝึกอบรม ผู้ตรวจการ หรือทักษะการบริหารงาน ลักษณะของผู้เรียน (Learner Characteristics) ลักษณะพิเศษเฉพาะของผู้เรียนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพล โดยตรงต่อการเลือกสื่อการสอน ตัวอย่างเช่น การสอนผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ช้า โดยการใช้หนังสือหรือเอกสารเป็นสื่อการ สอน จะเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาในกระบวนการเรียนการสอน ผู้เรียนกลุ่มนี้ควรเรียนรู้จากสื่ออื่นๆ ที่ทำ การรับรู้และเรียนรู้ได้ง่ายกว่านั้น ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ (Practical Constrain) ข้อจำกัดในทางปฏิบัติในที่นี้หมายถึง ข้อจำกัดทั้งทางด้าน การจัดการ และทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกในการเลือกใช้วิธีการสอนและสื่อการสอน เช่น สถานที่ใช้สื่อการสอน สิ่งอำนวยความสะดวก ขนาดพื้นที่ งบประมาณ เป็นต้น ผู้สอนหรือครู (Teacher) สื่อการสอนแต่ละชนิดไม่ว่าจะมีข้อดีอย่างไร แต่อาจไม่ถูกนำไปใช้เพียงเพราะ ผู้สอนไม่มีทักษะในการใช้สื่อนั้นๆ นอกจากประเด็นในเรื่องทักษะของผู้สอนแล้ว ประเด็นในเรื่องทัศนคติของผู้สอนก็
56 เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเลือกสื่อการสอนเช่นกันแผนที่วางไว้ โดยอาจจะเรียกข้อมูลเพิ่มเติมออกมาจากระบบ เพื่อให้ ทราบว่าความผิดพลาดในการปฏิบัติงานเกิดขึ้นจากสาเหตุใด หรือจัดรูปแบบสารสนเทศในการวิเคราะห์ปัญหาใหม่ 1. แนวคิดการเลือกสื่อการสอนของเคมพ์และสเมลเล Jerrold E. Kemp และ Don C. Smelle (1989) เสนอว่า นอกจากงานการเรียนรู้หรือสถานการณ์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดถึงสื่อที่จะเลือกใช้แล้ว สิ่งสำคัญประการต่อมาในการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอนคือ คุณลักษณะของสื่อ ซึ่งผู้สอนควรศึกษาคุณลักษณะของสื่อแต่ละชนิดประกอบในการเลือกสื่อการสอนด้วย คุณลักษณะ ของสื่อ (Media Attributes) หมายถึง ศักยภาพของสื่อในการแสดงออกซึ่งลักษณะต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหว สี และ เสียง เป็นต้น คุณลักษณะของสื่อที่สำคัญ ได้แก่ - การแสดงแทนด้วยภาพ (เช่น ภาพถ่าย ภาพกราฟิก) - ปัจจัยทางด้านขนาด (เช่น การใช้/ไม่ใช้เครื่องฉายเพื่อขยายขนาด) - ปัจจัยทางด้านสี (เช่น สีสันต่างๆ ขาว-ดำ) - ปัจจัยทางด้านการเคลื่อนไหว (เช่น ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว) - ปัจจัยทางด้านภาษา (เช่น ข้อความ/ตัวอักษร เสียงพูด) - ความสัมพันธ์ของภาพและเสียง (เช่น ภาพที่มี/ไม่มีเสียงประกอบ) - ปัจจัยทางด้านการจัดระเบียบข้อมูล (กำหนดให้ดูทีละภาพตามลำดับ หรือตามลำดับที่ผู้ชมเลือก) หลักการเลือกสื่อ 1. เลือกสื่อการสอนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ผู้สอนควรศึกษาถึงวัตถุประสงค์การ เรียนรู้ที่หลักสูตรกำหนดไว้ วัตถุประสงค์ในที่นี้หมายถึงวัตถุประสงค์เฉพาะในแต่ละส่วนของเนื้อหาย่อย ไม่ใช่ วัตถุประสงค์ในภาพรวมของหลักสูตร 2. เลือกสื่อการสอนที่ตรงกับลักษณะของเนื้อหาของบทเรียน เนื้อหาของบทเรียนอาจมีลักษณะ แตกต่างกันไป เช่น เป็นข้อความ เป็นแนวคิด เป็นภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว เป็นเสียง เป็นสี ซึ่งการเลือกสื่อการสอนควร เลือกให้เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหา 3. เลือกสื่อการสอนให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน ลักษณะเฉพาะตัวต่างๆ ของผู้เรียนเป็นสิ่ง ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้สื่อการสอน ในการเลือกสื่อการสอนต้องพิจารณาลักษณะต่างๆ ของผู้เรียน เช่น อายุ เพศ ความ ถนัด ความสนใจ ระดับสติปัญญา วัฒนธรรม และประสบการณ์เดิม ตัวอย่างเช่น การสอนผู้เรียนที่เป็นนักเรียนระดับ ประถมศึกษาควรใช้เป็นภาพการ์ตูนมีสีสันสดใส 4. เลือกสื่อการสอนให้เหมาะสมกับจำนวนของผู้เรียน และกิจกรรมการเรียนการสอนในการสอนแต่ละครั้ง จำนวนของผู้เรียนและกิจกรรมที่ใช้ในการเรียนสอน ในห้องก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันในการใช้สื่อ การสอน เช่น การสอนผู้เรียนจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย ซึ่งสื่อการสอนที่นำมาใช้อาจเป็น เครื่องฉายต่าง ๆ และเครื่องเสียง เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นและได้ยินอย่างทั่วถึง ส่วนการสอนผู้เรียนเป็นรายบุคคล อาจ เลือกใช้วิธีการสอนแบบค้นคว้า สื่อการสอนอาจเป็นหนังสือบทเรียนแบบโปรแกรม หรือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น
57 5. เลือกสื่อการสอนที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมในที่นี้อาจได้แก่ อาคาร สถานที่ ขนาดพื้นที่ แสง ไฟฟ้า เสียงรบกวน อุปกรณ์อำนวยความ สะดวก หรือ บรรยากาศ สิ่งเหล่านี้ควรนำมาประกอบการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอน ตัวอย่างเช่นการสอนผู้เรียน จำนวนมากซึ่งควรจะใช้เครื่องฉายและเครื่องเสียง 6. เลือกสื่อการสอนที่มีลักษณะน่าสนใจและดึงดูดความสนใจ ควรเลือกใช้สื่อการสอนที่มีลักษณะน่าสนใจและดึงดูดความสนใจผู้เรียนได้ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของ เสียง สีสัน รูปทรง ขนาด ตลอดจนการออกแบบและการผลิตด้วยความประณีต สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้สื่อการสอนมีความน่าสนใจ และดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ 7. เลือกสื่อการสอนที่มีวิธีการใช้งาน เก็บรักษา และบำรุงรักษา ได้สะดวก ในประเด็นสุดท้ายของการพิจารณา ควรเลือกสื่อการสอนที่มีวิธีการใช้งานได้สะดวก ไม่ยุ่งยาก และหลังใช้งาน ควรเก็บรักษาได้ง่ายๆ ตลอดจนไม่ต้องใช้วิธีการบำรุงรักษาที่สลับซับซ้อนหรือมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง 2. หลักการใช้สื่อการสอน 1. เตรียมตัวผู้สอน เป็นการเตรียมความพร้อมของตัวผู้สอนในการใช้สื่อการสอน โดยการทำความเข้าใจใน เนื้อหาที่มีในสื่อ ขั้นตอน และวิธีการใช้สื่อ เป็นต้น 2. เตรียมจัดสภาพแวดล้อม เช่น สถานที่ ห้องเรียน ห้อง Lab วัสดุอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ และสิ่ง อำนวยความสะดวกต่างๆ 3. เตรียมตัวผู้เรียน เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเรียน อาจมีการทดสอบ มีการอธิบายวิธีการใช้สื่อ อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆบอกวัตถุประสงค์ แนะนำหรือให้ความคิดรวบยอดของเนื้อหาในสื่อนั้นๆ เป็นต้น 4. การใช้สื่อให้เหมาะกับขั้นตอนและวิธีการตามที่ได้เตรียมไว้แล้ว และควบคุมการนำเสนอสื่อ เพื่อให้การ เรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น 5. การติดตามผล ( Follow Up ) หลังจากการใช้สื่อการสอนแล้ว ควรมีการติดตามผลเพื่อเป็นการทดสอบ ว่า ผู้เรียนเข้าใจบทเรียน และเรียนรู้ จากสื่อที่นำเสนอไปนั้นอย่างถูกต้องหรือไม่ เช่น การให้ผู้เรียนตอบ คำถาม อภิปราย ทำรายงาน เป็นต้น เพื่อผู้สอนจะได้ทราบจุดบกพร่อง สามารถ นำมาแก้ไขปรับปรุง สำหรับการสอนในครั้งต่อไป 5. การออกแบบระบบการเรียนการสอนและสื่อการเรียนการสอน ระบบการสอน หรือระบบการเรียนการสอน (IS : Instructional System) เป็นการนำเอาวิธีการระบบ (System Approach) หรือวิธีระบบ มาใช้ในการเรียนการสอน โดยที่ระบบ หมายถึง ส่วนต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ ส่วนนำเข้า (Input) ส่วนดำเนินการ (Process) และส่วนผลลัพธ์ (Output) ระบบการสอนจึง ประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย ๆ ที่สัมพันธ์กัน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ผู้เรียน ผู้สอน สื่อการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล เป็นต้น
58 ระบบการสอนที่ออกแบบโดยใช้วิธีการระบบ ได้มีการประยุกต์ใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยการกำหนดขั้นตอน การสอน การกำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยอาศัยสื่อต่าง ๆ และการใช้แหล่ง ความรู้ต่าง ๆ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็น เพศ วัย อัตราการเรียนรู้ ความสนใจ ความถนัด และประสบการณ์เดิม รวมทั้งพื้นฐานทางประเพณีและวัฒนธรรมซึ่งผู้สอน และผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีบทบาทในการออกแบบพัฒนาระบบการสอน การออกแบบระบบการสอน (ISD : Instructional System Design) การออกแบบระบบการสอน (ISD : Instructional System Design หรือ ID : Instructional Design) หมายถึง การจัดระบบการสอนอย่างมีระบบ โดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ซึ่งรวบรวมองค์ประกอบและ ปัจจัยต่างๆเพื่อนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจออกแบบระบบแล้วจึงทำการทดลองและปรับปรุงแก้ไขจนใช้ได้ผลเป็นการ นำไปสู่ความสำเร็จของการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ กระบวนการออกแบบระบบการสอน จะประกอบไปด้วยหลักพื้นฐาน 4 ส่วน ดังต่อไปนี้ 1. วัตถุประสงค์ เป็นส่วนที่กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของผู้เรียน 2. ผู้เรียน โดยพิจารณาคุณสมบัติของผู้เรียน เพื่อการออกแบบระบบการสอนให้เหมาะสม 3. วิธีการและกิจกรรมกำหนดวิธีการและกำหนดกิจกรรมในกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ 4.การวัดและประเมินผลเป็นการกำหนดวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สอดคล้องตาม วัตถุประสงค์ รูปแบบการสอน (IM : Instructional Model) รูปแบบการสอน (IM : Instructional Model) หมายถึง แนวทาง กระบวนการ หรือกลยุทธ์ในการนำเสนอ เนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามขั้นตอน และวิธีการที่มีผู้เชี่ยวชาญคิดค้นขึ้น ซึ่งสังเคราะห์มาจากหลักการศึกษา และเงื่อนไขการเรียนรู้ รูปแบบการสอนมีจำนวนมากมาย แต่รูปแบบการสอนที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและได้มีการนำไป ประยุกต์ใช้ในการออกแบบการเรียนการสอน ได้แก่ บทเรียน ระบบการสอน และบทเรียนสำเร็จรูปรวมทั้งบทเรียน คอมพิวเตอร์ มีดังต่อไปนี้ รูปแบบการสอน ADDIE (ADDIE Model) รูปแบบการสอนของดิค แอนด์แคเรย์ (Dick and Carey Model) รูปแบบการสอนของเกอลาช แอนด์เอลี (Gerlach and Ely Model) รูปแบบการสอนของบราวน์และคณะ (Brown and Others Model) รูปแบบการสอน (Rapid Prototying Model) องค์ประกอบของการออกแบบการเรียนการสอน ในการออกแบบการเรียนการสอนจึงประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ได้ และใน กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนก็จะมีกลไกในการปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ได้แก่ กระบวนการใช้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) จากการประเมินผลที่เรียกว่า การประเมินผลเพื่อการปรับปรุง (formative evaluation)
59 เนื่องจากมีรูปแบบ (Model) สำหรับนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนอยู่มากมายจึงมีความ หลากหลายในองค์ประกอบในรูปแบบนั้น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเรียนการสอนใด ๆ ก็จะยึดแนวทางของ รูปแบบดั้งเดิม (generic model) ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ (Analysis) 2. การออกแบบ (Design) 3. การพัฒนา (Development) 4. การนำไปใช้ (Implementation) 5. การประเมินผล (Evaluation) จากรูปแบบดังเดิม (Generic model) นี้จะมีผู้รู้ต่าง ๆ นำไปสังเคราะห์เป็นรูปแบบต่าง ๆ มากมาย ตามความ เชื่อความต้องการของตนรูปแบบต่าง ๆ ของการออกแบบการเรียนการสอน 6. ปฏิบัติการออกแบบการใช้สื่อในการจัดการเรียนการสอนและการสื่อสารการเรียนการสอน ความหมายของการออกแบบการเรียนการสอน จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่าความหมายของการออกแบบการเรียนการสอน มีหลากหลาย สามารถ แยกได้เป็น 2 นัยยะ คือ ความหมายเชิงศาสตร์ (discipline/ science) และความหมายเชิงกระบวนการ (process) 1. ความหมายเชิงศาสตร์การออกแบบการจัดการเรียนการสอน เป็นสาขาของความรู้แนวคิด ทฤษฎี และการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การจัดการเรียนการสอน การพัฒนายุทธศาสตร์และการน า ยุทธศาสตร์ไปใช้หรืออาจกล่าวได้ว่า การออกแบบการจัดการเรียนการสอน เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับการกำหนด องค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอน การน าไปสู่การปฏิบัติ การประเมินผลและการจัดการชั้นเรียนที่เอื้อต่อการ เรียนรู้ของผู้เรียน 2. ความหมายเชิงกระบวนการ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมขั้นตอนหนึ่งของการ นำหลักสูตรไปใช้ เป็นกระบวนการกำหนดลักษณะเฉพาะของการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยใช้แนวคิดทฤษฎี ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการสอน (Carl Berger and Rose Land Kam, 2006) จุดมุ่งหมายของการออกแบบการเรียนการสอน 1. เพื่อกำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเรียนการสอนให้เหมาะสม สอดคล้องกับผู้เรียน ความก้าวหน้าของศาสตร์สื่อ และบริบทของผู้เรียน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด 2. เพื่อพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ไปสู่เป้าหมายและมาตรฐานสากลที่ยอมรับได้ 3. เพื่อยกระดับความเป็นวิชาชีพของครูผู้สอนไปสู่มาตรฐาน ความสำคัญของการออกแบบการเรียนการสอน 1. ความสำคัญต่อครู 1.1 เป็นการแสดงถึงความรู้ ความสามารถ ของครูในการประยุกต์และบูรณาการความรู้ ทักษะเจต คติและประสบการณ์ในการสอน มาก าหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ของการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพ ความต้องการและบริบทของผู้เรียน
60 1.2 เป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู กล่าวคือเป็นการปฏิบัติงานสอนที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ด้านเนื้อหาวิชาที่สอนวิชาชีพครูทักษะการคิด การสื่อสาร การแก้ปัญหา ที่ได้รับฝึกฝนมาเป็น เวลานานตามลักษณะของวิชาชีพมากขึ้น 1.3 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ พยายามของครูในการพัฒนาตนเองและงานที่รับผิดชอบให้ เห็นถึงความรักความปรารถนาดีต่อศิษย์การอุทิศเวลาเพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการออกแบบการ จัดการเรียนการสอน 2. ความสำคัญต่อนักเรียน 2.1 เป็นการช่วยผู้เรียนได้เรียนรู้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และเกิด ประสิทธิผลต่อผู้เรียนมากขึ้น 2.2 ช่วยให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจ และเจตคติที่ดีต่อการเรียนเพราะได้เรียนจากกิจกรรมที่สอดคล้องกับ พัฒนาการ ความสนใจ และความถนัดมากขึ้น แนวทางการออกแบบการเรียนการสอน จากการศึกษารูปแบบและแนวคิดในการออกแบบการเรียนการสอนพบว่าการออกแบบการเรียน การสอนมีแนวทางที่ครูสามารถนำไปใช้ได้ดังนี้ 1. แนวทางเชิงระบบ เป็นการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเรียนการสอนในลักษณะที่เป็น ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลที่เกิดขึ้น มักใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนในระบบกว้าง (macro) สำหรับปัจจัยนำเข้าประกอบด้วย ผู้เรียน หลักสูตร ผู้สอน สถานที่ สื่อ เป็นต้น กระบวนการเป็นขั้นตอนการ ออกแบบการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ส่วนผลที่เกิดขึ้นเป็นรูปแบบวิธีการ หรือกิจกรรมการ จัดการเรียนรู้ (Dick & Carrey, 1996) 2. แนวทางทั่วไป เป็นการออกแบบการเรียนการสอนตามองค์ประกอบหลัก ได้แก่ การกำหนด จุดมุ่งหมาย การกำหนดเนื้อหา การกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้และการวัดและการประเมินผล เป็นการ กำหนดองค์ประกอบตามแนวคิดของไทเลอร์ (Tyler, 1956) ที่ใช้กันมาเป็นเวลานาน 3. แนวทางแบบย้อนกลับ วิกกิ้นและไทห์ (Wiggins & Tighe,1998) เป็นผู้นำเสนอแนวคิดนี้โดย มองว่า การจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลที่ต้องการนั้น ควรได้กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้พฤติกรรม/ชิ้นงานของ ผู้เรียน แนวทางวิธีการเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลก่อนการออกแบบกิจกรรมและขั้นตอนการเรียนรู้ให้ สอดคล้องกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ แสดงพฤติกรรม หรือทำชิ้นงานที่คาดหวังได้แนวทางนี้มี 3 ขั้นตอน หลักคือ การกำหนดเป้าหมาย การกำหนดหลักฐานการเรียนรู้ และการกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน 4. แนวทางการออกแบบสื่อ เป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยอาศัยแนวคิดของการ ออกแบบสื่อการเรียน ซึ่งมีผู้นำเสนอขั้นตอนไว้ต่างกัน เช่น แบบ ADDIE มี 5 ขั้นตอน คือ การวิเคราะห์ (analysis) จุดมุ่งหมาย เนื้อหาของผู้เรียน การออกแบบ (design) เป็นการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ของ การสอน/สื่อ การพัฒนาสื่อ (develop) ตามที่ออกแบบไว้ การน าไปใช้(implement) และการประเมินผล การน าไปใช้(evaluation) หรือแบบ IDLS ที่พัฒนาโดยเอสเซฟและเอสเซฟ (Esseff & Esseff, 1972) ประกอบด้วย 1) การออกแบบวิเคราะห์งาน (design a task analysis) 2) การพัฒนาแบบทดสอบอิงเกณฑ์
61 และการวัดพฤติกรรม (develop eviction test and performance measures) 3) การพัฒนาสื่อการสอน เชิงปฏิสัมพันธ์ (develop interactive instructional materials)และ4) ตรวจสอบความถูกต้องของสื่อการ สอน (validate the interactive instructional materials) เป็นต้น 5. แนวทางการวิจัย เป็นการออกแบบการเรียนการสอน ที่ดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการวิจัยมักใช้ กระบวนการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development) การวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Research) เป็นต้น ตัวอย่างการออกแบบการเรียนการสอนตามแนวทางนี้ เป็นการออกแบบของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาใน มหาวิทยาลัยต่างๆ หลักการออกแบบการเรียนการสอน จากแนวทางการออกแบบการเรียนการสอนข้างต้นพบว่าการออกแบบการเรียนการสอนครูควรมี หลักการดังนี้ 1. คำนึงถึงผลที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็นสำคัญ ว่าเมื่อจัดกิจกรรมตามที่ออกแบบแล้วผู้เรียนจะได้ อะไรความรู้ความเข้าใจ ทักษะ หรือเจตคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 2. ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนครอบคลุมโดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียน 3. คำนึงถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ เช่น เวลา สถานที่ ความสนใจของผู้เรียน สิ่งอำนวย ความสะดวกอื่น ๆ เป็นต้น 4. น ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้โดยควรออกแบบกิจกรรม นำเสนอเนื้อหาที่ เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดผลดีต่อผู้เรียนมากที่สุด 5. ควรออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมท้าทาย สนุกสนาน อิสระ ผ่อนคลาย 6. นำข้อบกพร่องจากการนำไปใช้มาปรับปรุงการออกแบบครั้งต่อ ๆ ไป ประเภทของรูปแบบการออกแบบการเรียนการสอน Gustafson และ Branch (2002) กล่าวว่า รูปแบบของการออกแบบการเรียนการสอน แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ แบบที่ใช้ในห้องเรียน แบบเน้นผลผลิต และระบบการเรียนการสอน 1. การออกแบบการเรียนการสอนแบบที่ใช้ในห้องเรียน (classroom oriented) เป็นการออกแบบ การจัดการเรียนรู้ที่ผู้สอนดำเนินการเองตามบริบท สำหรับนำไปใช้ในห้องเรียนการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ระดับนี้ควรเป็นการออกแบบแบบปกติตามแนวคิดของไทเลอร์ (กำหนดองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ จากจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดและการประเมินผล) หรือ อาจเป็นแบบ ย้อนกลับตามแนวคิดของวิกกิ้นและไทห์ เป็นการออกแบบการเรียนรู้เริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย การกำหนดหลักฐาน การเรียนรู้และการกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน ผลที่ได้จะได้แผนการจัดการเรียนรู้ระดับ รายวิชา หน่วยการเรียนรู้และแผนรายครั้ง 2. การออกแบบการเรียนการสอนแบบเน้นผลผลิต (product oriented) เป็นการออกแบบสื่อการ เรียนการสอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างปฏิสัมพันธ์ หรือเพื่อการนำเสนอเนื้อหาที่สอน เป็นแบบที่ ใช้เทคโนโลยีและแนวคิดในการออกแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น
62 3. การออกแบบเชิงระบบ (system oriented) การออกแบบในระดับกว้างมากขึ้น เช่น ระดับ รายวิชา หรือระดับหลักสูตร ต้องอาศัยการวิเคราะห์เบื้องต้น การทดสอบ การปรับปรุงแก้ไข และเทคโนโลยี อย่างมาก อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์สอนและการวิเคราะห์เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ผู้เขียนขอน าเสนอแนวคิด เกี่ยวกับการจัดกลุ่มของการออกแบบการจัดการเรียนรู้เป็น 3 กลุ่ม โดยเชื่อมโยงกับจุดมุ่งหมายในการ ออกแบบ กระบวนการ วิธีการในการออกแบบ และผลที่ได้จากการออกแบบดังนี้ 1) ระดับทั่วไป 2) ระดับ จุดมุ่งหมาย และ 3) ระดับชั้นเรียน ซึ่งระดับนี้จะเป็นระดับที่สอดคล้องกับแนวคิดของกัสตาฟสันและบรองช์ที่ ได้นำเสนอข้างต้น 1) ระดับทั่วไป (general level) เป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ของนักวิชาการศึกษาหรือการ วิจัย/อาจารย์สถาบันอุดมศึกษา นักพัฒนา/ออกแบบ ในเชิงระบบหรือการวิจัย เน้นขั้นตอนในการออกแบบ หรือพัฒนา เป้าหมายในการพัฒนาจะเน้นผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของผู้เรียนในภาพรวม เช่น รูปแบบของ เคมพ์ (Kamp, 1994) ผลที่ได้จากการออกแบบ เป็นรูปแบบการสอน ระบบการสอน สื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ 2) ระดับจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ (learning domains level) เป็นการออกแบบการจัดการ เรียนรู้ ที่ใช้จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้านของบลูม (Bloom, 1976) เป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ที่มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นเฉพาะด้านเฉพาะศาสตร์ ขั้นตอนการออกแบบจะเป็นวิจัย ผ่านการ ทดลองใช้ผลที่ได้จากการออกแบบจะเป็นรูปแบบการสอน/วิธีสอน เช่น รูปแบบการสอนเน้นการสร้างความคิด รวบยอด (concept attainment) ของ จอยส์ เวลล์ (Joyce Weil) รูปแบบการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem-based learning) เป็นต้น 3) ระดับชั้นเรียน (classroom level) การออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ครูด าเนินการเอง สำหรับ นำไปใช้ในห้องเรียน การออกแบบอาจเป็นการออกแบบปกติ (กำหนดรายละเอียดของหัวข้อ การสอน ตามลำดับ) หรืออาจเป็นการออกแบบ แบบย้อนกลับ (backward design) ซึ่งนำ รูปแบบการสอน วิธีการ สอนที่ได้จากการออกแบบในระดับทั่วไป/ระดับจุดมุ่งหมายมาใช้ ผลที่ได้จะเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ระดับ รายวิชา หน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ 5
63 การออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน (Instructional Media) สื่อ (Media) มาจากภาษาละติน แปลว่า"ระหว่าง" และตาม พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง "ติดต่อให้ถึงกัน" เมื่อ นำ สื่อมาประกอบในการจัดการเรียนการสอน เราเรียกว่า "สื่อการเรียนการสอน" หรือ "Instructional Media" หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ผู้สอนสามารถนำมาประยุกตใช้ใน การจัดกระบวนการเรียนรู้และอ านวยความสะดวกให้ผู้เรียนบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ซึ่งหมายรวมถึง สื่อดั้งเดิม ได้แก่ กระดานดำเทปบันทึกเสียง วิดีโอเทป สไลด์ ของจริง เป็นต้น สื่อใหม่และวิธีการใหม่ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน สื่อประสม สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจำเป็นต้องอาศัย กระบวนการสื่อสารที่มีองค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่ ผู้รับ (ผู้สอน) ตัวกลาง (สื่อ) และผู้รับ (ผู้เรียน) ซึ่งตัวกลางคือ "สื่อการเรียนการสอน"เป็นส่วนสำคัญในการนำส่งข้อมูล ข่าวสาร เนื้อหา องค์ความรู้ต่าง ๆ ไปยังผู้เรียนโดยวิธีการ ใดวิธีการหนึ่งที่เหมาะสม ปัจจุบันสื่อการเรียนการสอนมีความ หลากหลายมากขึ้นและตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของ ผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และไม่ได้มีหน้าที่นำส่งข้อมูล ความรู้จากผู้สอนไปสู่ผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถสร้าง สภาพการณ์หรือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในรูปแบบ ต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียนได้อีกด้วย เนื่องจากความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีสารสนเทศและทคโนโลยีการสื่อสารที่มีส่วนช่วยในการปรับปรุง การเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลมากขึ้น โดยนำเครื่องมือต่าง ๆ ที่เป็นชอฟท์แวร์และ วิธีการสื่อสารมาใช้ร่วมกันโดย เรียกว่า "Collaborative Tools" ทำให้เกิดสื่อใหม่ที่สนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกที่ ทุกเวลา (Anytime Anywhere) สื่อการเรียนการสอนในปัจจุบันจึงทำหน้าที่เป็นส่วนสนับสนุน ช่วยเหลือและเป็น ตัวแทนผู้สอนในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่สามารถสร้างทักษะทางปัญญา (Cognitive Skill) ทักษะด้านการ ปฏิบัติ(Psychomotor Skill) และทักษะทางจิตใจ (Affective Skill) ให้แก่ผู้เรียนได้ครบถ้วน สื่อประสม (Multimedia) เป็นสื่อที่เกิดจากกระบวนการนำสื่อประเภทวัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือ และเทคนิค วิธีการมาใช้ร่วมกันซึ่งมีทั้งภาพ เสียง ตัวอักษร และลักษณะพิเศษที่สร้างความสนใจให้แก่ผู้เรียนได้มากกว่าสื่อดั้งเดิม หรือสื่อเดี่ยวที่มีการนำเสนอภาพอย่างเดียว เสียงอย่างเดียวหรืออักษรอย่างเดียว โดยรูปแบบของมัลติมีเดีย ตอบสนอง การเรียนรู้ได้หลายรูปแบบ ได้แก่ การเรียนคนเดียว การเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก-ใหญ่ หรือการเรียนผ่าน เว็บ เป็นต้น ปัจจุบันสื่อประสมกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ 2 ลักษณะ คือ 1. มัลติมีเดียเพื่อการนำเสนอ (Presentation Multimedia มัลติมีเดียลักษณะนี้เน้นสร้างความสนใจ ความตื่นตาตื่นใจ น่าติดตาม โดยนำเสนอหรือถ่ายทอดผ่านตัวอักษร ภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวและเสียง เพื่อให้ผู้เรียน เข้าใจเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอได้มากขึ้น ทั้งนี้ยังสามารถสอดแทรกวิดีโอต่าง ๆ เข้าไว้ในมัลติมีเดียเพื่อให้ผู้เรียนได้เห็น ภาพและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มัลติมีเดีย เพื่อการนำเสนอเหมาะสำหรับผู้สอนใช้ประกอบการนำเสนอ เนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้ และเหมาะสำหรับ ผู้เรียนในการนำเสนอเนื้อหาที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า
64 เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องเรียนหรือผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้สอนสามารถประเมินผู้เรียนได้ทั้งความสามารถ ในการสร้างสรรค์ความรู้ (Create content) และ ความสามารถในการนำเสนอเนื้อหา (disseminate information) 2. มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia) มัลติมีเดียลักษณะนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบ และสื่อสารกับสื่อได้โดยตรงผ่านโปรแกรม มัลติมีเดียที่มีสื่อหลายมีมิติ (Hypermedia)ที่เนื้อหาภายในสามารถเชื่อมโยง (LinK) ถึงกัน มัลติมีเดียลักษณะนี้ นอกจากผู้เรียนสามารถเรียกดูข้อมูลได้หลากหลายเช่นเดียวกับมัลติมีเดียเพื่อการ นำเสนอแล้ว ผู้เรียนยังสามารถ สื่อสารโต้ตอบกับบทเรียนผ่านการคลิกเมาส์ แป้นพิมพ์ หรืออุปกรณ์อื่น 1 โดยผู้เรียน สามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้ว่าต้องการอะไร เช่น ต้องการเรียนบทเรียนเพิ่มเติม หรือต้องการเรียนเนื้อหาบทถัดไป เพียงแค่คลิกที่สัญลักษณ์ หรือข้อความแสดงการเชื่อมโยง โปรแกรมจะแสดงภาพหรือเนื้อหาที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ ทันทีทันใด ทั้งนี้ผู้เรียนสามารถวัดความรู้หรือประเมินความสามารถของตนเองจากการเรียนรู้ได้ด้วยการทำ แบบทดสอบหรือแบบฝึกต่าง ๆ โดยโปรแกรมสามารถประมวลผลการทำแบบทดสอบให้ผู้เรียนหลังทำแบบทดสอบทันที ทั้งยังสามารถตรวจสอบได้ว่า ตนเองทำผิดข้อใด ซึ่งมัลติมีเดียลักษณะปฏิสัมพันธ์นี้จะช่วยดึงดูดผู้เรียนให้สนใจในเนื้อหา และกระตุ้นการตอบสนอง ของผู้เรียนอยู่ตลอดเวลา สามารถเรียนช้า ๆ ทำแบบฝึกหัดซ้า ๆ ได้เท่าที่ต้องการ ทำให้ กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ได้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-assisted Instruction: CAI) เป็นรูปแบบทเรียน คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในลักษณะของมัสติมีเดียปฏิสัมพันธ์ ซึ่งเดิมใช้นำเสนอเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้เรียน สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากแผ่น CD-ROM แต่ต่อมามีช่องทางการนำเสนอบทเรียนมัลติมีเดียเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถนำเสนอบทเรียนมัสติมีเตียไปรวมไว้บนหน้าเว็บไชต์ที่อนุญาต ให้ ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลได้พร้อมกันทุกที่ทุกเวลา รวมทั้งอนุญาตให้ผู้เรียนและผู้สอนเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันแบบ ทันทีทันใดผ่านช่องทางสนทนาบนเว็บที่บทเรียนมัลติมีเดียนั้นอาศัยอยู่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบ่งออกเป็น หลายประเภทตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการนำบทเรียน คอมพิวเตอร์ไปใช้ดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทสอนเสริม (Tutoria) มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการนำเสนอ เนื้อหา ใหม่หรือเพื่อทบทวนเนื้อหาที่ผู้สอนได้สอนแล้วในห้องเรียน โดยเน้นความรู้ความ รูปแบบ คือเข้าใจเนื้อหาซึ่งช่วย เสริมสร้าง ความเข้าใจในมโนทัศน์ (Concept) ที่ได้เรียนมาแล้วในชั้นเรียนหลังจากเรียนรู้เนื้อหาแล้วจะมีแบบทดสอบ ให้ผู้เรียน ได้ฝึกทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มี 2 1.1 แบบเส้นตรง (Linear Program) ลักษณะของบทเรียนแบ่งเป็นเฟรม ๆ ตั้งแต่เฟรมแรกจนถึงเฟรม สุดท้ายในเรื่องนั้น ๆ แล้วให้ผู้เรียนตอบค าถามท้ายบทเรียนให้ผ่านก่อนจึงจะสามารถไปเรียนเนื้อหาในบทหรือหน่วย ถัดไป ซึ่งถ้าผู้เรียนทำแบบทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์ต้องกลับไปทบทวนบทเรียนใหม่แล้วกลับมาทำแบบทดสอบอีกครั้งจน ผ่าน จึงสามารถเรียนบทเรียนถัดไปได้ 1.2 แบบสาขา (Branching Tutorial) เป็นการเสนอเนื้อหาและบทเรียนหลาย ๆ
65 หัวข้อ แล้วให้ผู้เรียน เลือกเรียนได้ตามความต้องการ แต่ละบทเรียนมีแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบให้ผู้เรียนทำซึ่งแม้ ผู้เรียนจะทำไม่ผ่าน ก็สามารถข้ามไปเรียนบทเรียนอื่นได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้สอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนแบบสาขา เหมาะกับบทเรียนที่มีเนื้อหามาก ๆ และแบ่งเนื้อหาเป็นหัวข้อย่อย ๆ ตามความเหมาะสม 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ประเภทการฝึกหัด (Drill and Practice) เป็นการออกแบบบทเรียนเพื่อการ ทบทวน ทำแบบฝึกหัดและฝึกทักษะเฉพาะอย่าง เช่น การสะกดค า การอ่าน และฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น 3. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทจำลองสถานการณ์ (Simulation) เป็นโปรแกรมที่ช่วยจำลอง สถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน เนื่องจากบางครั้งการฝึกและทดลองจริงอาจจะราคาแพงหรือมีความ เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายสูง จึงใช้วิธีการจำลองสถานการณ์และสภาพแวดล้อมด้วยคอมพิวเตอร์แทน ซึ่งการจำลอง สถานการณ์แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 3.1 แบบกฎตายตัว (Determinative) เป็นการจำลองสถานการณ์จากสูตร หรือกฎที่ตายตัว เช่น เรื่อง แรงโน้มถ่วง การไหลของกระแสไฟฟ้า กฎของโอห์ม เป็นต้น 3.2 แบบน่าจะเป็น ( Probabilistic) เช่น การฝึกขับเครื่องบิน การทดลองทางเคมีการจราจร การทำ โมเดล เป็นต้น 4. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทการแก้ปัญหา ( Problem-solving) เป็นการสร้างบทเรียน สำหรับใช้ในการเรียนรู้วิธีคิดแก้ปัญหา เป็นโปรแกรมที่ขับซ้อนมาก ต้องใช้เทคนิคและวิธีการหลาย ๆ อย่างมาใช้ ร่วมกัน ทั้งรูปแบบเกม การจำลองสถานการณ์และต้องอาศัยนักเขียนโปรแกรมมาช่วยด้านเทคนิค 5. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทกมการศึกษา (Instructional Games) เป็นบทเรียนที่มี ลักษณะ เด่นที่รวมความสนุกสนาน เพลิดเพลินเข้ามาใส่ไว้ในบทเรียน ซึ่งสามารถดึงดูดและกระตุ้นความสนใจผู้เรียน ได้ ตลอดเวลา มีความท้าทายทำให้ผู้เรียนมีความพยายามที่จะทำให้สำเร็จเพื่อเอาชนะเกมให้ได้ เน้นการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีการแสดงผลแบบทันทีทันใด (Real-time feedback) หลักการออกแบบและพัฒนาสื่อมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ การออกแบบการเรียนการสอน (Instructional Design) เป้าหมาย หลักของการจัดการเรียนการสอน คือ การทำสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายและจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในกิจกรรมการเรียน การสอน กระบวนการออกแบบการ เรียนการสอนจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุ เป้าหมายได้ซึ่งในการออกแบบการเรียน การสอนมีกุญแจสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1.What to teach (ต้องการสอนอะไร) 2. Who will accomplish (ผู้เรียนคือใคร) 3. How to teach (มีวิธีการหรือกระบวนการเรียนการสอนอย่างไร) 4. How to evaluate (มีวิธีการประเมินผลอย่างไร)
66 หากสามารถไขกุญแจทั้ง 4 ประการนี้ได้สำเร็จการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก็จักสำเร็จไปด้วย ทั้งนี้การ ออกแบบ การเรียนการสอนในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจำเป็นต้องกำหนดลำดับขั้นตอนไว้ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ ผู้สอนเกิด ความสับสนในขณะพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนซึ่งขั้นตอนที่มักนำมาใช้กันคือ The Events of Instruction ของ Gagne (1992) ประกอบด้วย ขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอน 9 ขั้นตอนดังนี้ 1. การกระตุ้นความสนใจ (Gaining Attention) 2. การแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนทราบ (Informing Learner of Lesson 3. การกระตุ้นให้ระลึกถึงความรู้เดิม (Stimulating Recall of Prerequisite Learning) 4. การนำเสนอสิ่งเร้าหรือเนื้อหาใหม่ (Presenting the Stimulus Materials) 5. การแนะแนวทางการเรียนรู้ (Providing Learning Guide) 6. การกระตุ้นให้แสดงความสามารถ (Eliciting the Performance) 7. การให้ข้อมูลป้อนกลับ (Providing Feedback about Performance Correctness) 8. การประเมินผลการแสดงออก (Assessing the Performance) 9. การส่งเสริมความคงทนและการถ่ายโอนการเรียนรู้ (Enhancing Retention and Transfer) การออกแบบและพัฒนาสื่อมัสติมีเดียโดยใช้ ADDIE Model ADDIE Model เป็นรูปแบบ ระบบการเรียนการสอนที่นิยมนำมาใช้ในการออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียน การสอน เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ง่ายและ มีขั้นตอนชัดเจนสามารถนำไปใช้ได้กับการออกแบบและพัฒนาสื่อหลายรูปแบบโดยเฉพาะการพัฒนาสื่อมัสติมีเดีย ลักษณะต่าง ๆ ขั้นตอนของ ADDIE Model ประกอบด้วย 1. Analysis (การวิเคราะห์) 2. Design (การออกแบบ) 3. Development (การพัฒนา) 4. Implementation (การนำไปใช้) 5. Evaluation (การประเมินผล)
67 จากขั้นตอนทั้ง 5 ของ ADDIE Model สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ดังนี้ วิเคราะห์ผู้เรียน : ระดับชั้น อายุ เพศ สถานะทางครอบครัว อาชีพ ความต้องการ วิเคราะห์เนื้อหา : วิชาอะไร บทไหน ที่หน่วย เน้นเนื้อหา หรือปฏิบัติ หรือทักษะ วิเคราะห์เวลา: จำนวนเวลาที่ไช้ในการเรียนรู้และหน่วย และทั้งบทเรียน เวลาที่ ใช้ในการทำแบบทดสอบ เนื้อหา: เรียมเนื้อหา ออกแบบเนื้อหา (ความเข้าใจ ปฏิบัติ หรือทักษะ) และ การออกแบบข้อคำถามสำหรับการประเมิน กิจกรรมการเรียนการสอน: ขั้นตอนการสอนทั้ง 9 ขั้น กิจกรรมเกมระหว่าง นำเสนอเนื้อหา การตอบคำถาม การจับคู่ ฯลฯ การออกแบบกราฟิกข้อความ/ภาพภาพเคลื่อนไหว/เสียง การออกแบบวิชีวัดและเกณฑ์การประเมินผล: แบบฝึกหัด แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน เนื้อหา: เรียมเนื้อหา ออกแบบเนื้หา (ความเข้าใจ ปฏิบัติ หรือทักษะ) และการ ออกแบบข้อคำถามสำหรับการประเมินแบบทดสอบหลังเรียน การวิเคราะห์ Analysis การออกแบบ Design
68 การจัดทำคู่มือประกอบการออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 1. ชื่อผลงานและชื่อผู้จัดทำ 2. บทนำ หรือความเป็นมาของการจัดทำ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3. วัตถุประสงค์ของการจัดทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4. ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย 5. การวิเคราะห์ สังเคราะห์งานเพื่อการออกแบบโดยใช้ ADDIE Model (เขียนรายละเอียดการวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างชัดเจนและเป็นขั้นตอน) 6. ทฤษฎีที่ใช้ในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (ระบุทฤษฎีและรายละเอียดของทฤษฎี) 7. การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (เขียนเป็นขั้นตอนและมี Flow chart แสดงขั้นตอนชัดเจน) 8. การนำไปใช้บทเยนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ประโยชน์
69
70 ภาคผนวก แบบฝึกหัดท้ายบท (บทที่ 1 ) 1. ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของ"นวัตกรรม" ก.การกระทำที่ไม่เคยมีมาก่อน
71 ข.การกระทำที่รื้อฟื้นมาจากของเดิม ค.การกระทำที่เอาแบบอย่างมาจากที่อื่น ง.การกระทำที่ใช้แนวคิดหรือวิธีปฏิบัติใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน คำตอบ ง.การกระทำที่ใช้แนวคิดหรือวิธีปฏิบัติใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน 2. ข้อใด"ไม่ใช่"แนวคิดพื้นฐานที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษา ก.เวลาที่ใช้ในการเรียน ข.ความพร้อมของผู้เรียน ค.ความแตกต่างระหว่างบุคคล ง.ความทันสมัยของเทคโนโลยี คำตอบ ง.ความทันสมัยของเทคโนโลยี 3. นวัตกรรมการศึกษามีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาอย่างไร ก.ลดความสำคัญในตัวผู้สอน ข.เพิ่มความสำคัญในตัวผู้เรียน ค.ช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษา ง.เพิ่มความสำคัญทั้งในตัวผู้เรียนและผู้สอน คำตอบ ค.ช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษา 4. ข้อใดเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดพื้นฐานที่ต้องการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ก.มหาวิทยาลัยเปิด ข.การเรียนทางไปรษณีย์ ค.การจัดตารางเรียนแบบยืดหยุ่น ง.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอน คำตอบ ง.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอน 5. ข้อใดไม่ใช่นวัตกรรมการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดพื้นฐานด้านการตอบสนองอัตราการเพิ่มของประชากร ก.มหาวิทยาลัยเปิด ข.การศึกษาทางไกล ค.โรงเรียนไม่แบ่งชั้น ง.การจัดการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต คำตอบ ค.โรงเรียนไม่แบ่งชั้น
72 ข้อสอบท้ายบท (บทที่ 2) 1.ข้อใดคืออุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ที่สามารถใช้บอกหรือค้นหาตำแหน่งได้ ก. rfd ข. pds ค. google map ง. Gprs คำตอบ ค.google map 2. Qr code สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนตรงกับข้อใด ก. สืบค้นหาราคาสินค้า ข. ตรวจสอบสภาพอากาศ ค. ทลสอบความเป็นกรดเบสผ่านเว็บไซต์ ง. ลิ้งค์ข้อมูลพันธุ์ไม้โดยไม่ต้องจำชื่อ URL ยาวๆ คำตอบ ง. ลิ้งค์ข้อมูลพันธุ์ไม้โดยไม่ต้องจำชื่อ URL ยาวๆ 3.นายดำ อยากทำโครงงานคอมพิวเตอร์ นายดำควรเริ่มจากขั้นตอนใดก่อน ก. ปรึกษาผู้รู้ ข. ทดลองทำ ค. หางบประมาณ ง. ศึกษาปัญหาและเลือกหัวข้อ คำตอบ ง. ศึกษาปัญหาและเลือกหัวข้อ 4.ข้อใดคือตัวอย่างเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหากนักเรียนดูจากโดเมนเนม ก. www.bkw.com ข. www.bkw.go.th ค.www.cpdo.ac.th ง.www.cpdo.net คำตอบ ค. www.cpdo.ac.th 5.นักเรียนสามารถนำหลักการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ในข้อใด ก. การทำงานเป็นขั้นตอน ข. การเรียนรู้จากหนังสือเรียน ค. การเรียนรู้ภายในห้องเรียน ง. การเรียนรู้ผ่านดาวเทียม คำตอบ ก. การทำงานเป็นขั้ นตอน
73 ข้อสอบท้ายบท (บทที่ 3) 1. ข้อใดกล่าวถึงเทคโนโลยีได้อย่างถูกต้องที่สุด ก. การนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ข. การศึกษาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ค. การประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติในการออกแบบ การพัฒนาการใช้การจัดการและการประเมินผลของ กระบวนการและทรัพยากรการเรียนรู้ ง. การประยุกต์ทฤษฎี แนวคิด วิธีการ เพื่อนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน คำตอบ ข. การศึกษาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 2. การนำวิธีการทางจิตวิทยา มนุษย์วิทยากระบวนการกลุ่มภาษาฯลฯมาใช้ในเทคโนโลยีการศึกษาเป็นการจัดการ ตามแนวคิดใด ก. แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ข. แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ ค. แนวคิดทางปัญญาทัศนศาสตร์ ง. แนวคิดทางคณิตศาสตร์ คำตอบ ข. แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ 3. แนวคิดที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษา มีกี่ประการ อะไรบ้าง ก. 2 แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ ข. 3 แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์แนวคิดทางปัญญาทัศนศาสตร์ ค. 4 แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ แนวคิดทางปัญญาทัศนศาสตร์ แนวคิดทางคณิตศาสตร์ ง.ไม่มีแนวคิดที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษา คำตอบ ก. 2 แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ 4. การเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักเรียนโดยใช้ "กรวยแห่งประสบการณ์" เกี่ยวข้องกับแนวคิดใด ก. แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ข. แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ ค. แนวคิดทางปัญญาทัศนศาสตร์ ง. แนวคิดทางคณิตศาสตร์ คำตอบ ก. แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ 5. การนำหลักการจากการผุดรู้และญาณวิทยามาใช้ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เกี่ยวข้องกับแนวคิดใด
74 ก. แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ข. แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ ค. แนวคิดทางปัญญาทัศนศาสตร์ ง. แนวคิดทางคณิตศาสตร์ คำตอบ ค. แนวคิดทางปัญญาทัศนศาสตร์ ข้อสอบท้ายบท (บทที่ 4) 1. แผนภาพ (Diagram) เป็นสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใด ก.วัสดุกราฟิก ข.สิ่งตีพิมพ์ (Printed Materials) ค.วัสดุฉายและเครื่องฉาย (Projected Materials and Equipment) ง.วัสดุถ่ายทอดเสียง (Transmission) คำตอบ ก.วัสดุกราฟิก 2.หนังสือแบบเรียน เป็นสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใด ก.สิ่งตีพิมพ์ (Printed Materials) ข.วัสดุฉายและเครื่องฉาย (Projected Materials and Equipment) ค.วัสดุถ่ายทอดเสียง (Transmission) ง. วัสดุกกราฟิก คำตอบ ก.สิ่งตีพิมพ์ (Printed Materials) 3.สื่อที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสคิดสร้างสรรค์มีส่วนร่วม และได้รับข้อมูลย้อนกลับด้วยตัวของเขาเอง เป็นสื่อ การสอนประเภทใด ก. นิทรรศการ ข.โทรทัศน์และภาพยนตร์ ค.ภาพนิ่ง การบันทึกเสียง และวิทยุ ภาพนิ่ง ง.ทัศนสัญลักษณ์ คำตอบ ก. นิทรรศการ
75 4.ข้อใดไม่ใช่สื่อการสอนประเภททัศนสัญลักษณ์ ก.แผนผัง ข.ตัวหนังสือ ค.การ์ตูน ง.ภาพโฆษณา คำตอบ ข.ตัวหนังสือ 5.ข้อใดไม่ใช่สื่อประเภทอุปกรณ์ ก. เครื่องเล่นเทปเสียง ข.เครื่องฉาย ค.เครื่องเล่นวิดีทัศน์ ง.นิทรรศการ คำตอบ ง.นิทรรศการ ข้อสอบท้ายบท (บทที่ 5) 1.การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การนำแนวคิด หลักการเทคนิควิธีการ กระบวนการ ตลอดจนผลิตผลทาง วิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่างๆ หมายถึงข้อใด ก.เทคโนโลยีทางการศึกษา ข.นวัตกรรม ค.สื่อการเรียนการสอน ง.การจัดการเรียนรู้ คำตอบ ก.เทคโนโลยีทางการศึกษา 2.กรวยประสบการณ์ มาจากภาษาอังกฤษคำว่าอะไร n.cone of adroitness ข.cone of effciency ค.cone of expertise ง.cone of experience คำตอบ ง.cone of experience 3.คุณค่าของสื่อการสอนที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน คือข้อใด ก.ช่วยให้การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ข.ช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจ ค.ช่วยให้ผู้เรียนสามารถศึกษาเนื้อหาจากสื่อได้เอง ง.กระตุ้นให้ครูตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมสื่อ คำตอบ ข.ช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจ 4.สื่อการสอนที่ดี ข้อใดสำคัญที่สุด
76 ก.ใช้ง่าย ปลอดภัย และสะดวก ข.เหมาะกับกิจกรรมการเรียนการสอน ค.เหมาะกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ง.เหมาะกับวัยของผู้เรียน คำตอบ ค.เหมาะกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ 5.หากอันตรายไม่สะดวกต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ควรใช้สื่อการสอนประเภทใด ก.ประสบการณ์จำลอง ข.นิทรรศการ ค.วจนสัญลักษณ์ ง.ประสบการณ์นาฏการ คำตอบ ก.ประสบการณ์จำลอง เอกสารอ้างอิง ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2537). ประสิทธิภาพสื่อการสอนระดับปฐมวัยศึกษา. เอกสารการสอนชุดวิชา สื่อการสอนระดับปฐมวัยศึกษา หน่วยที่ 8-15. พิมพ์ครั้งที่ 4. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช. ทิศนา แขมมณี. (2559). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 20. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บวรพันธ์ บุญแก้วสุข. (2558). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ. รายงานวิจัยในชั้น เรียน ประกอบการเรียนรายวิชาการวิจัยในชั้นเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา. สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2559). เทคนิคการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
77 มหาวิทยาลัย. พิสณุ ฟองศรี. (2551). วิจัยชั้นเรียน : หลักการและเทคนิคปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : บริษัทด่านสุทธาการพิมพ์จำกัด. ราชบัณฑิตสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : นานมีบุคส์. สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ. (2544). คู่มือการฝึกอบรมการวิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: เสมาธรรม กระทรวงศึกษาธิการ. เทคโนโลยีทางการศึกษา. ค้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 จาก เทคโนโลยีการศึกษา - กระทรวงศึกษาธิการ (moe.go.th). ปรานอม หยวกทอง. 2555. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา https://sites.google.com/site/kroonom/kar-prayukt-chi-the [สืบค้นเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2566]. สุพรรษา ยวงทอง. “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉบับปรับปรุง”, โปรวิชั่น, 2557. จตุชัย แพงจันทร์. “เจาะระบบ Network 3rd Edition”, ไอดีซี, 2555. https://sites.google.com/site/praevisutthikhun/khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-khxmphiwtexr- laeathekhnoloyi-sarsnthes-1 ยุทธนา พันธ์มี. (2557). บทที่ 1 เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา. [ออนไลน์]. http://eduweb.kpru.ac.th/wbi/index.php/menu-technology-for-teachers-1-1. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2566. ความเป็นมาของแนวคิดทางเทคโนโลยีการศึกษา. [ออนไลน์]. https://sites.google.com/site/tappycycon/khwam-pen-ma-khxng-naewkhid-thang-thekhnoloyi- kar-suksa/-naewkhid-thi-2-nen-withi-kar-sux-xupkrn-withi-kar. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566. ความหมายของ นวัตกรรมการศึกษาและเทคโนโลยีทางการศึกษา. [ออนไลน์]. http://ceit.sut.ac.th/km/wordpress/?p=138. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566. พัฒนาการทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม. [ออนไลน์]. https://sites.google.com/site/supoldee/phathnakar-thekhnoloyi-laea-nwatkrrm. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558. วิวัฒนาการของระบบงานสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา. (2550). [ออนไลน์]. http://www.vcharkarn.com/varticle/32423. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558.
78 Indygirl_Khem.(2554). พัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา. [ออนไลน์]. http://www.oknation.net/blog/Apinya0936/2013/12/24/entry-1. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558. ศูนย์พัฒนาทรัพยากรการศึกษา(CARD). หลักการเลือกและใช้สื่อการสอน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0503780/Unit04/unit04_006.htm. สำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. สื่อการเรียนการสอน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.stjohn.ac.th/polytechnic/stpoly/rbm/file_ar/54016.pdf. ข้อดีและข้อจำกัดของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก: https://www.thaiedunet.com/cet/html/multimedia/multi…/07/adv_multi.html (สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558) ณัฐกร สงคราม. (2553). การออกแบบและพัฒนามัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุรศักดิ์ ปาเฮ. (2555). สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://sites.google.com/site/nilobonnoeyps/x (สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558)
79