The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 02กิตติพัฒน์ หมวดทอง, 2024-06-30 06:46:18

รายงานวิชาภาษาไทย

รายงานภาษาไทย เรื่อง การวิเคราะห์ค าประพันธ์เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา โดย 1.นายกิตติพัฒน์ หมวดทอง เลขที่ ๑ 2.นายนพรัตน์ ลิ้มพุทธนุภาพ เลขที่ ๘ 3.นายสิรดนัย ปัทมโสภณ เลขที่๑๘ 4.นางสาวจีรวรรณ แก้วเจริญ เลขที่ ๒๔ 5.นางสาวปภาวรินทร์ ปนดี เลขที่ ๒๙ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๖.๘ ครูที่ปรึกษา นางณัฐยาอาจมังกร รายงานฉบับนี้เป็ นส่วนประกอบของวิชาภาษาไทยระดับมัธยมตอนปลาย ภาคเรียนที่ ๑ ปี การศึกษา ๒๕๖๗ โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม กรุงเทพมหานคร


ถอดค าประพันธ์ ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา ๑ จะกล่าวถึงโฉมเจ้าพลายงาม เมื่อเป็นความชนะขุนชา้งนนั่ กลับมาอยู่บ้านส าราญครัน เกษมสันต์สองสมภิรมย์ยวน พร้อมญาติขาดอยู่แต่มารดา นึกนึกตรึกตราละห้อยหวน โอ้ว่าแม่วันทองช่างหมองนวล ไม่สมควรเคียงคู่กับขุนช้าง เออนี่เน้ือเคราะห์กรรมนา มาผิด น่าอายมิตรหมองใจไมห่ายหมาง ฝ่ ายพ่อมีบุญเป็นขุนนาง แต่แม่ไปแนบข้างคนจังไร ถอดความได้ว่า เมื่อพลายงามชนะความขุนช้าง ก็ได้กลับมาอยู่บ้านอย่างสุขสบาย ขาดก็แต่มารดา พลายงามคิด ว่าแม่วนัทองไม่ควรอยู่กบัขุนชา้งอาจจะเป็นเคราะห์กรรมของแม่วนัทองถึงตอ้งมาอบัอายแบบน้ี พ่อก็เป็นถึงขุนนาง แต่แม่กลับไปอยู่กับคนจัญไร รูปร่างวิปริตผิดกว่าคน ทรพลอัปรีย์ไม่ดีได้ ท้งัใจคอชวั่โฉดโหดไร้ช่างไปหลงรักใคร่ไดเ้ป็นดี วนัน้นัแพกู้เมื่อดา น้า ก็กริ้วซ้า จะฆ่าให้เป็นผี แสนแค้นด้วยมารดายังปรานี ให้ไปขอชีวีขุนช้างไว้ แค้นแม่จ าจะแก้ให้หายแค้น ไม่ทดแทนอ้ายขุนช้างบ้างไม่ได้ หมายจิตคิดจะให้มันบรรลัย ไม่สมใจจ าเพาะเคราะห์มันดี ค าศัพท์ วนัน้นัแพกู้เมื่อดา น้า หมายถึงจมื่นไวยเทา้ความถึงตอนที่ขุนชา้งดา น้า พิสูจน์โทษเมื่อเป็นคดีกบัตวั


ถอดความได้ว่า รูปร่างน่าเกลียด ใจคอโหดเห้ียม ไม่รู้ว่าแม่วนัทองไปรักขุนชา้งไดอ้ย่างไร ทา้วความถึงตอนที่ขุนชา้งดา น้า เพื่อพิสูจน์โทษเมื่อเป็นคดีกับตน พลายงามโกรธมากและจะฆ่าขุนช้างให้ตาย แต่มารดาห้ามและขอชีวิตไว้ อย่าเลยจะรับแม่กลับมา ให้อยู่ด้วยบิดาเกษมศรี พรากให้พน้คนอุบาทวช์าติอปัรีย์ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความโกรธา อัดอึดฮึดฮัดด้วยขัดใจ เมื่อไรตะวันจะลับหล้า เข้าห้องหวนละห้อยคอยเวลา จวนสุริยาเล้ียวลบัเมรุไกร เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข น้า คา้งตกกระเซ็นเยน็เยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา ค าศัพท์ เมรุไกร หมายถึง ภูเขาใหญ่ จัตุบททวิบาท หมายถึง (สัตว์) สี่เท้า สองเท้า ถอดความได้ว่า พลายงามแค้นขุนช้างมาก จะต้องหาทางแก้แค้นขุนช้างให้ได้ ใจก็อยากให้ขุนช้างตาย แต่ขุนช้างดวงดี ไม่เป็นดังที่ตนหวังไว้ ก็เลยจะรับแม่(นางวันทอง)ให้มาอยู่บ้านกับพ่อ(ขุนแผน) จะพาแม่หนีให้พ้นจาก ขุนขา้งคนชวั่ชา้ใจทราม ยิ่งคิดก็ยิ่งคบัแคน้ ใจกระวนกระวายว่าเมื่อไรจะค่า ที่จะไดไ้ปรับแม่กลบับา้น จนตะวันลับขอบฟ้า ไม่มีแม้แต่เสียงเท้าสัตว์เดิน ดาวที่อยู่บนท้องฟ้าส่องแสงสว่าง ในตอนมืดอากาศ เริ่มเยน็มีน้า คา้ง เงียบสงดัไม่มีแมแ้ต่เสียงคนพูด ไดย้ินเสียง


ได้ยินเสียงฆ้องย ่าประจ าวัง ลอยลมล่องดังถึงเคหา คะเนนับย ่ายามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จนัทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน เสกขมิ้นว่านยาเขา้ทาตวั ลงยนัตร์าชะเอาปะอก หยิบยกมงคลข้ึนใส่หัว เป่ามนตร์เบ้ืองบนชอุ่มมวัพรายยวั่ยวนใจให้ไคลคลา ค าศัพท์ มงคลในที่น้ีหมายถึงสิ่งที่ทา เป็นวงใชส้วมศีรษะ ทักทิน หมายถึง วนัชวั่ร้ายตามความเชื่อโหราศาสตร์ ถอดความได้ว่า เสียงฆ้องตีบอกเวลาจากวัง ลอยมาตามลมได้ยินถึงบ้าน นับได้เป็นเวลาตีสาม เป็นเวลาที่จะได้ปลดปล่อย ความชวั่ร้าย เมื่อทอ้งฟ้าเต็มไปดว้ยดวงดาวและดวงจนัทร์สว่างไม่มีเมฆบดบงัจึงไดน้า เหลา้และอาหาร ไปเซ่นให้ผีพรายกิน เอาขมิ้นมาทาตามตวัลงยนัตท์ ี่อกและเอาสิ่งมงคลมาใส่หัว เป่ามนตร์คาถา เพื่อให้ หลงมนตร์ที่เป่ าลงไป จับดาบเคยปราบณรงค์รบ เสร็จครบบริกรรมพระคาถา ลงจากเรือนไปมิได้ช้า รีบมาถึงบ้านขุนช้างพลัน เห็นคนนอนล้อมอ้อมเป็นวง ประตูลนั่มนั่คงขอบร้ัวก้นั กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายส าคัญตรงมาหน้าประตู จึงร่ายมนตรามหาสะกด เสื่อมหมดอาถรรพณ์ที่ฝังอยู่ ภูตพรายนายขุนชา้งวางวิ่งพรู คนผู้ในบ้านก็ซานเซอะ


ค าศัพท์ บริกรรม หมายถึง ส ารวมในร่ายมนตร์หรือเสกคาถาซ้า ๆหลายๆหน เพื่อให้เกิดความศกัด์ิสิทธ์ิ ถอดความได้ว่า น าดาบที่เคยรบมาร่ายมนตร์เสกคาถา และลงจากเรือนรีบไปบ้านขุนช้าง เมื่อมาถึงก็เห็นคนนอนหลับ กันหมด ประตูปิ ดสนิท มีกองไฟสว่างอยู่หน้าบ้าน พลายงามรีบมาที่หน้าประตู ร่ายมนตร์สะกดพวกผีพราย ของขุนช้าง ผู้คนในบ้านต่างง่วงหลับด้วยมนตร์ของพลายงาม ท้งัชายหญิงง่วงงมลม้หลบั นอนทับคว ่าหงายก่ายกันเปรอะ จี่ปลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงุยงมไม่สมประดี ใชพ้รายถอดกลอนถอนลิ่ม รอยทิ่มถอดหลุดไปจากที่ ย่างเท้าก้าวไปในทันที มิได้มีใครทักแต่สักคน มีแต่หลับเพ้อมะเมอฝัน ท้งัไฟกองป้องกนัทุกแห่งหน ผู้คนเงียบส าเนียงเสียงแต่กรน มาจนถึงเรือนเจ้าขุนช้าง ถอดความได้ว่า ผู้คนในบ้านต่างก็ง่วงหลับด้วยมนต์ของพลายงาม นอนทับกันไปมา พลายงามจึงใช้ให้พรายไปถอดกลอน ประตู และก้าวเข้าไปถึงเรือนของขุนช้าง จุดเทียนสะกดข้าวสารปราย ภูตพรายโดดเรือนสะเทือนผาง สะเดาะดาลบานเปิ ดหน้าต่างกาง ย่างเทา้กา้วข้ึนร้านดอกไม้ หอมหวนอวลอบบุปผชาติ เบิกบานกา้นกลาดกิ่งไสว เรณูฟูร่อนขจรใจ ย่างเท้าก้าวไปไม่โครมคราม ข้าไทนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลนั่ถึงช้นัสาม กระจกฉากหลากสลับวับแวมวาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจับตา


ค าศัพท์ ข้าวสารปราย หมายถึง ข้าวสารที่เสกแล้วซัดให้กระจาย ร้านดอกไม้ในที่น้ีหมายถึงชานเรือนโบราณที่ปลูกดอกไมไ้ว สะเดาะกลอน หมายถึง ท าให้กลอนประตูหลุดออกได้ด้วยคาถาอาคม ถอดความได้ว่า พลายงามจุดเทียนร่ายมนต์สะกด โปรยข้าวสารเสกใส่ท าให้ภูตพรายหนีกันอลหม่าน จึงสะเดาะกลอน ประตูเขา้ไปถึงสามช้นับานหนา้ต่าง เขา้ไปขา้งในห้องและไดก้ลิ่นหอมของดอกไมท้ ี่หอมหวนอบอวล ไปทวั่ห้องแลว้กา้วเขา้ไปอย่างเงียบๆ พวกขา้รับใชก้า ลงันอนหลบัพลายงามจึงใชม้นตร์สะเดาะกลอน ประตูเขา้มาภายในถึง3ช้นั ม่านมู่ลี่มีฉากประจา ก้นั อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา ชมพลางย่างเยื้องชา เลืองมา เปิ ดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง นิ่งนอนอยู่บนเตียงเคียงขุนชา้ง มันแนบข้างกอดกลมประสมสอง เจ็บใจดังหัวใจจะพังพอง ขยับจ้องดาบง่าอยากฆ่าฟัน จะใครถีบขุนช้างที่กลางตัว นึกกลวัจะถูกแม่วนัทองนนั่ พลางนงั่ลงนอบนบอภิวนัทน์สะอ้ืนอ้นัอกแคน้น้ าตาคลอ ค าศัพท์ อฒัจนัทร์ในที่น้ีหมายถึง ช้นัที่ต้งัเครื่องแกว้ซ่ึงเป็นของประดบับา้น ถอดความได้ว่า เมื่อเขา้ไปถึงในห้องมีท้งักระจกฉากและม่านมู่ลี่ที่ก้ันอยู่เมื่อพลายงามเดินมาถึง พลายงามจึงเปิดมุง้ และเห็นขุนช้างนอนกอดแม่วันทองอยู่ จึงเจ็บใจจนอยากจะชักดาบมาฆ่ามัน คิดจะถีบขุนช้างก็กลัวจะถูก แม่วนัทอง พลายงามจึงนงั่ลงและยกมือไหว้สะอ้ืนน้า ตาคลอ


โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ เวรกรรมนา ไปไม่ร้ังรอ มิพอที่จะต้องพรากก็จากมา มันไปฉุดมารดาเอามาไว้ อ้ายหัวใสข่มเหงไม่เกรงหน้า ที่ท าแค้นกูจะแทนให้ทันตา ขอษมาแม่แล้วก็ขับพราย เป่ าลงด้วยพระเวทวิทยา มารดาก็ฟ้ืนตื่นโดยง่าย ดาบใส่ฝักไว้ไม่เคลื่อนคลาย วันทองรู้สึกกายก็ลืมตา ค าศัพท์ วิทยา หมายถึง ความรู้ ถอดความได้ว่า พลายงามร าพันว่านางวันทองไม่ควรพลัดพรากจากขุนแผน แล้วโทษว่าเป็นเวรกรรมที่ท าให้ต้องแยกกัน พรายงามไดแ้ม่แลว้ขอขมาไล่พราย พร้อมท้งัเป่ามนตใ์ห้แม่วนัทองตื่นข้ึนมา คราน้นัจึงโฉมเจา้วนัทอง ต้องมนตร์มัวหมองเป็นหนักหนา ตื่นพลางทางช าเลืองนัยน์ตามา เห็นลูกยาน้ันยืนอยู่ริมเตียง ส าคัญคิดว่าผู้ร้ายให้นึกกลัว กอดผวัร้องดนัจนสิ้นเสียง ซวนซบหลบลงมาหมอบเมียง พระหมื่นไวยเข้าเคียงห้ามมารดา อะไรแม่แซ่ร้องท้งัห้องนอน ลูกร้อนร าคาญใจจึงมาหา จะร้องไยใช่โจรผู้ร้ายมา สนทนาด้วยลูกอย่าตกใจ ค าศัพท์ นัยน์ตา หมายถึง ดวงตา


ถอดความได้ว่า นางวนัทองรู้สึกตวัตื่นข้ึนมาสายตามองเห็นพลายงามแต่คิดว่าเป็นโจรจึงเขา้กอดขุนชา้งดว้ยความกลวั พลายงามปลอบ บอกนางวันทองว่าลูกพลายงามเอง ไม่ใช่โจรผู้ร้าย แม่อย่าตกใจไปเลย คราน้นัวนัทองผ่องโสภา คร้ันรู้ว่าลูกยาหากลวัไม่ ลูกออกมาพลันด้วยทันใด พระหมื่นไวยเข้ากอดเอาบาทา วันทองประคองสอดกอดลูกรัก ซบพักตร์ร้องไห้ไม่เงยหน้า เจา้มาไยป่านน้ีนี่ลูกอา เขารักษาอยู่ทุกแห่งต าแหน่งใน ใส่ดาลบ้านช่องกองไฟรอบ พ่อช่างลอบเข้ามากระไรได้ อาจองทะนงตัวไม่กลัวภัย นี่พ่อใช้ฤาว่าเจ้ามาเอง ถอดความได้ว่า เมื่อวันทองรู้ว่าพลายงามมาหา ก็รีบลุกเข้าไปกอดพลายงามแล้วก็ซบหน้าร้องไห้แล้วถามว่าลูกผ่านคนที่คอย เฝ้าอยู่มาได้ยังไงที่นี่มีคนคอยเฝ้าดูแลอยู่ทุกต าแหน่งท าไมถึงรอดเข้ามาได้ลูกไม่กลัวเหรอ นี่ขุนแผนใช้ลูกมา หรือ ลูกมาเอง ขุนชา้งตื่นข้ึนมิเป็นการ เขาจะรุกรานพาลข่มเหง จะเกิดผิดแม่คิดคะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพล้า มิเป็นการ มีธุระสิ่งไรในใจเจา้ พ่อจงเล่าแก่แม่แล้วกลับบ้าน มิควรท าเจ้าอย่าท าให้ร าคาญ อย่าหาญเหมือนพ่อนักคะนองใจ จมื่นไวยสารภาพกราบบาทา ลูกมาผิดจริงหาเถียงไม่ รักตัวกลัวผิดแต่คิดไป ก็หักใจเพราะรักแม่วันทอง


ค าศัพท์ ฉวยสบเพลง หมายถึง บังเอิญถูกจังหวะ ถอดความได้ว่า ถ้าขุนช้างตื่นมาอาจจะท าร้ายลูกได้นะแม่เป็นห่วงมาก แม่กลัวว่าถ้าลูกเสียจังหวะ พลาดพล้า ไปพลายงาม อาจจะถูกท าร้ายได้นะแม่กลัว ถ้ามีธุระอะไรด่วนก็รีบมาเล่าให้แม่ฟัง แล้วก็รีบกลับไปซะ อย่าท าตัวกล้าหาญ เหมือนขุนแผนพ่อของลูก พลายงามกราบเท้าแม่แล้วบอกว่าลูกท าผิดจริงจะไม่เถียงผิดที่คิดไปแต่ก็ต้อง จ า ใจเพราะรักแม่วันทอง ทุกวนัน้ีลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง มีบ่าวไพร่ใชส้อยท้งัเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์ ยังขาดแต่แม่คุณไม่แลเห็น เป็นอยู่ก็เหมือนตายไปหายสูญ ขอ้น้ีที่ทุกขย์งัเพิ่มพูน ถ้าพร้อมมูลแม่ด้วยจะส าราญ ลูกมาหมายว่าจะมารับ เชิญแม่วันทองกลับคืนไปบ้าน แม้จะบังเกิดเหตุเภทพาล ประการใดก็ตามแต่เวรา ถอดความได้ว่า ทุกวนัน้ีพลายงามสบายมียศถาบรรดาศกัด์ิมีพร้อมทุกอย่างท้งัเงินทองบ่าวไพร่เมียก็มีสองคน ผูใ้หญ่ ฝ่ ายพ่อก็อยู่ดียงัขาดแต่แม่วนัทองไม่มองเห็น อยู่ไปก็เหมือนตายไม่เคยสนใจเพราะอย่างน้ีที่ยงัทุกขห์นกั ถา้มีแม่วนัทองดว้ยจะสุขส าราญ ที่ลูกมาต้งัใจว่าจะมารับแม่วนัทองกลบับา้นเราถึงจะเกิดเรื่องก็แลว้ แต่เวรแต่กรรม


มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา ดังทองค าเลี่ยมปากกะลา หน้าตาด าเหมือนมินหม้อมอม เหมือนแมลงวนัว่อนเคลา้ที่เน่าชวั่ มาเกลือกกล้วัปทุมมาลยท์ ี่หวานหอม ดอกมะเดื่อฤๅจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระก าใจ แม่เล้ียงลูกมาถึงเจ็ดขวบ เคราะห์ประจวบจากแม่หาเห็นไม่ จะคิดถึงลูกบ้างฤาอย่างไร ฤาหาไม่ใจแม่ไม่คิดเลย ถ้าคิดเห็นเอ็นดูว่าลูกเต้า แม่ทูนเกล้าไปเรือนอย่าเชือนเฉย ให้ลูกคลายอารมณ์ได้ชมเชย เหมือนเมื่อคร้ังแม่เคยเล้ียงลูกมา ค าศัพท์ มินหม้อ หมายถึง เขม่าด าที่ติดก้นหม้อ ถอดความได้ว่า มาอยู่ทา ไมกบัคนเลวทรามชวั่ข้ีอิจฉาแบบน้ีหนา้ตาก็มอมแมมดา อย่างกบัเขม่าที่ติดกน้หมอ้น่าเกลียด เหมือนแมลงวนัเน่ามาบินตอมดอกไมท้ ี่สวยงามอย่างแม่เหมือนคนชวั่มาปนกบัคนดีจะว่ามากก็กลวัแม่ จะทุกขใ์จแม่เล้ียงลูกมาถึง 7ขวบ เพราะเคราะห์กรรมของแม่ถึงตอ้งจากกนัแม่วนัทองคิดถึงลูกบา้งไหม หรือว่าแม่ไม่คิดถึงลูกเลยถา้แม่ยงัเอ็นดูลูกอยู่แม่รีบไปกบัอยู่กบัลูกเหมือนคร้ังที่แม่เคยเล้ียงดูลูกมา


ถอดค าประพันธ์ ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา ๒ คราน้นัจึงโฉมเจา้วนัทอง เศร้าหมองด้วยลูกเป็นหนักหนา พ่อพลายงาม ทรามสวาดิ ของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย ใช่จะอิ่มเอิบอาบดว้ยเงินทอง มิใช่ของตัวท ามาแต่ไห ท้งัผูค้นชา้งมา้แลขา้ไท ไม่รักใคร่เหมือนกับพ่อพลายงาม ทุกวนัน้ีใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์เจ็บดังเหน็บหนาม ต้องจ าจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที ค าศัพท์ ทรามสวาดิ หมายถึง ผู้เป็นที่รัก ถอดความได้ว่า นางวนัทองก็ตอบพลายงามว่า เศร้าใจเจียนตาย เงินทองขา้ทาสบริวารไม่มีอะไรส าคญักว่าลูกทุกวนัน้ี ที่นางวันทองทนอยู่ก็มีแต่ความทุกข์ไม่ได้มีความสุขเลยแต่ก็ต้องทนอยู่ท าตามใจตนเองก็ไม่ได้ เมื่อพ่อเจ้าเข้าคุกแม่ท้องแก่ เขาฉุดแม่ใช่จะแกล้งแหนงหนี ถึงพ่อเจ้าเล่าไม่รู้ว่าร้าย เป็นหลายปี แม่มาอยู่กับขุนช้าง เมื่อพ่อเจา้กลบัมาแต่เชียงใหม่ ไม่เพด็ทูลสิ่งไรแต่สักอย่าง เมื่อคราวตัวแม่เป็นคนกลาง ท่านก็ วางบท คืนให้บิดา เจ้าเป็นถึง หัวหมื่นมหาดเล็ก มิใช่เด็กดอกจงฟังค าแม่ว่า จงเร่งกลับไปคิดกับบิดา ฟ้องหากราบทูลพระทรงธรรม์ ค าศัพท์ วางบท หมายถึง ถูกกา หนดให้แสดงไปตามบท คือ หนา้ทที่ี่กา หนดให้ในที่น้ีหมายถึงคร้ังหน่ึงสมเด็จ พระพันวษาได้เคยทรงตัดสินให้นางวันทองกลับไปอยู่กับขุนแผน


หัวหมื่นมหาดเล็ก หมายถึง ต าแหน่งข้าราชการมหาดเล็กถัดจากต าแหน่งจางวางซึ่งเป็นต าแหน่งหัวหน้า ขา้รับใชข้องเจา้นายช้นับรมวงศห์รือทรงกลมลงมา ถอดความได้ว่า เมื่อตอนขุนแผนถูกจับเข้าคุก แม่ก็ท้องแก่ ขุนช้างฉุดแม่มาไม่ได้หนีขุนแผนมา ตอนขุนแผนเขารบ ชนะเชียงใหม่มีความดีความชอบ พระพันวษาก็ตัดสินให้ไปอยู่กับขุนแผน ลูกเป็นถึงหัวหมื่นมหาดเล็ก ไม่ใช่เด็กแล้วจงกลับไปคิดไตร่ตรองกับพ่อให้ดี แล้วไปกราบทูลพระพันวษา พระองค์คงจะโปรดประทานให้ จะปรากฏยศไกรเฉิดฉัน อนัจะมาลกัพาไม่ว่ากัน เช่นน้นั ใจแม่มิเต็มใจ คราน้นัจึงโฉมเจา้พลายงาม ฟังความเห็นว่าแม่หาไปไม่ คิดบ่ายเบี่ยงเลี่ยงเล้ียวเบ้ียวบิดไป เพราะรักอา้ยขุนชา้งกว่าบิดา จึงว่าอนิจจาลูกมารับ แม่ยังกลับทัดทานเป็นหนักหน เหมือนไม่มีรักใคร่ในลูกยา อุตส่าห์มารับแล้วยังมิไป ถอดความได้ว่า พระพันวษาคงจะโปรดประทานให้ ถ้าจะมาลักตัวแม่กลับแม่ไม่ว่า แต่แม่จะไม่เต็มใจกลับ พลายงามได้ฟัง ที่นางวันทองพูดจึงตอบไปว่า เพราะว่าแม่รักชุนช้างมากกว่าขุนแผนแม่ถึงได้บ่ายเบี่ยงไม่ยอมที่จะกลับ ท้งัๆที่ลูกก็มาแลว้แลว้หรือว่าแม่ไม่รักลูกแลว้


เสียแรงเป็นลูกผู้ชายไม่อายเพื่อน จะพาแม่ไปเรือนให้จงได้ แม้นมิไปให้งามก็ตามใจ จะบาปกรรมอย่างไรก็ตามที จะตดัเอาศีรษะของแม่ไป ทิ้งแต่ตวัไวใ้ห้อยู่นี่ แม่อย่าเจรจาให้ช้าที จวนแจ้ง แสงศรี จะรีบไป คราน้นัวนัทองผ่องโสภา เห็นลูกยากดั ฟันมนัไส้ ถือดาบฟ้าฟ้ืนยืนแกว่งไกว ตกใจกลวัว่าจะฆ่าฟัน ค าศัพท์ แสงศรี หมายถึง มาจากค าว่า แสงสุรีย์ศรี หมายถึง แสงอาทิตย์ ถอดความได้ว่า พลายงามตอบว่าตนเป็นลูกผูช้ายวนัน้ีจะตอ้งพาแม่กลบับา้นไปให้ไดถ้ึงแมว้่าแม่จะไม่ยอมก็ตาม ถา้แม่ ไม่กลบัไปขอทา บาปกรรมแลว้วนัน้ีต่อให้ตดัหัวของแม่ไปแลว้ทิ้งแต่ตวัไวท้ี่นี่ก็จะทา แม่อย่ามวัพูดอยู่ รีบไปเถอะฟ้าจะแจ้งแล้ว ฝ่ายนางวนัทองพอเห็นลูกกดั ฟัน แกว่งดาบฟ้าฟ้ืนก็กลวั จึงปลอบว่าพลายงามพ่อทรามรัก อย่าฮึกฮักว่าวุ่นท าหุนหัน จงครวญใคร่ให้เห็นขอ้ส าคญัแม่น้ีพรั่นกลวัแต่จะเกิดความ ดว้ยเป็นขา้ลกัไปไทลกัมา เห็นเบ้ืองหนา้จะอึงแม่จึงห้าม ถ้าเจ้าเห็นเป็นสุขไม่ลุกลาม ก็ตามเถิดมารดาจะคลาไคล ว่าพลางนางลุกออกจากห้อง เศร้าหมองโศกาน้า ตาไหล พระหมื่นไวยก็พามารดาไป พอรุ่งแจ้งแสงใสก็ถึงเรือน ถอดความได้ว่า นางวนัทองปลอบลูกว่าอย่าหุนหัน ที่แม่ไม่ไปน้นัเพราะกลวัลูกจะเดือดร้อนเป็นคดีความ แต่ถา้ลูกเห็น ว่าดีว่างามแม่ก็จะตามกลับไป แล้ววันทองก็ตามพลายงามกลับบ้าน พลายงามพาแม่ไปถึงบ้านเมื่อใกล้สว่าง


จะกล่าวถึงเจ้าจอมหม่อมขุนช้าง นอนครางหลบักรนอยู่ป่นเป้ือน อศัจรรยฝ์ันแปรแชเชือน ว่าข้ีเร้ือนข้ึนตวัทวั่ท้งัน้นั หาหมอมารักษา ยาเข้าปรอท มนักินปอดตบัไตออกไหลลนั่ ท้งัไส้นอ้ยไส้ใหญ่แลไส้ตนั ฟันฟางก็หักจากปากตวั ตกใจตื่นผวาคว้าวันทอง ร้องว่าแม่คุณแม่ช่วยผัว ลุกข้ึนงกงนัตวัสั่นรัว ให้นึกกลวัปรอทจะตอดตาย ค าศัพท์ ยาเข้าปรอท หมายถึง ยาที่ประสมสารปรอทซึ่งอาจท าให้เป็นพิษได้ ถอดความได้ว่า ขุนชา้งที่นอนหลบัอยู่ก็ไดฝ้ันร้ายว่า “เป็นข้ีเรือนทวั่ท้งัตวัพอไปหาหมอกินยาประสมปรอทจึงถูกปรอทกิน กินตบัไตไส้พุงและฟันฟางก็หักออกจากปาก” เมื่อขุนชา้งตื่นข้ึนมาก็ผวาจะควา้หานางวนัทอง ลืมตาเหลียวหาเจ้าวันทอง ไม่เห็นน้องห้องสว่างตะวันสาย ผ้าผ่อนล่อนแก่นไม่ติดกาย เห็นม่านขาดเรี่ยรายประหลาดใจ ตะโกนเรียกในห้องวันทองเอ๋ย หาขานรับเช่นเคยซักค าไม่ ท้งัขา้วของมากมายก็หายไป ปากประตูเปิดไวไ้มใ่ส่กลอน พลางเรียกหาข้าไทอยู่ว้าวุ่น อีอุ่นอีอิ่มอีฉิมอีสอน อีมีอีมาอีสาคร นิ่งนอนไยหวามาหากู ค าศัพท์ ล่อนแก่น หมายถึง สิ้นเน้ือประดาตวั ไม่มตีิดตวั ถอดความได้ว่า พอขุนชา้งลืมตาข้ึนมามองก็ไม่เห็นนางวนัทองอยู่ในห้องจึงตะโกนเรียกหาวนัทองก็ไม่มีเสียงขานรับ กลับมา พอมองไปในห้องก็เห็นข้าวของมากมายหายไป จึงตะโกนเรียกบ่าวไพร่ในบ้านให้เข้ามาหา


บ่าวผูห้ญิงวิ่งไปอยู่งกงนัเห็นนายน้นัแกผ้า้กางขาอยู่ ต่างคนทรุดนงั่บงัประตู ตกตะลึงแลดูไม่เข้ามา ขุนช้างเห็นข้าไม่มาใกล้ ขดัใจลุกข้ึนท้งัแกผ้า้ แหงนเถ่อเป้อปังยืนจังกา ย่างเท้าก้าวมาไม่รู้ตัว ยายจังงันงกยกมือไหว้ นนั่พ่อจะไปไหนพ่อทูนหัว ไม่นุ่งผ่อนนุ่งผ้าดูน่ากลัว ขุนช้างมองดูตัวก็ตกใจ ค าศัพท์ แหงนเถ่อ หมายถึง ค้างอยู่ จงักา หมายถึง คือจงักา้เป็นลกัษณะยืนถ่างขาต้งัท่าเตรียมสู้เป็นตน้ ถอดความได้ว่า บ่าวที่เป็นผูห้ญิงก็วิ่งกนัไปหาแต่เห็นขุนชา้งแกผ้า้อยู่ก็หลบกันไปอยู่หลงัประตูไม่กลา้เขา้มา ชุนชา้งเห็น ดงัน้นัก็ขดัใจจึงลุกข้ึนท้งัๆที่ยงัแกผ้า้อยู่ยืนคา้งถ่างขาแลว้ก้าวออกไปโดยที่ไม่รู้ตวัยายจนัก็ยกมือไหวแ้ลว้ ถามขุนชา้งว่าจะไปไหน เส้ือผา้ไม่ใส่พอขุนชางมองดูตัวเองก็ต้องตกใจ ้ สองมือปิ ดขาเหมือนท่าเปรต ใครมาเทศน์เอาผ้ากูไปไหน ให้นึกอดสูหมู่ข้าไท ยายจันไปเอาผ้าให้ข้าที ยายจันตกใจเต็มประดา เข้าไปฉวยผ้าเอามาคลี่ หยิบยื่นส่งไปให้ทันที เมินหนีอดสูไม่ดูนาย ขุนชา้งตวัสั่นเทาบอกบ่าวไพร่เจา้วนัทองไปไหนอย่างไรหาย เอ็งไปดูให้รู้ซึ่งแยบคาย พบแล้วอย่าวุ่นวายให้เชิญมา


ถอดความได้ว่า ขุนช้างเอามือไปปิ ดขาเหมือนท่าที่เปรตยืน แล้วบอกว่าใครมาเอาผ้าไปไหน เลยนึกละอายใจกับเหล่าคนใช้ แล้วบอกให้ยายจันไปเอาผ้ามาให้ ยายจันก็ตกใจแล้วไปหยิบผ้ามาคลี่แล้วส่งไปให้กับขุนช้าง แล้วตนเองก็ หลบไปไม่กลา้มองขุนชา้งก็บอกคนใชอ้ย่างสั่นเทาว่า นางวนัทองหายไปไหน ให้ไปดูว่าอยู่ที่ไหนถ้าเจอตัว แล้วก็ให้เชิญตัวกลับมา ข้าไทได้ฟังขุนช้างใช้ ต่างเที่ยวค้นด้นไปจะเอาหน้า ท้งัห้องนอกห้องในไม่พบพา ทวั่เคหาแลว้ไปคน้จนแผ่นดิน เห็นประตูร้ัวบา้นบานเปิดกวา้ง ผูค้นนอนสลา้งไม่ตื่นสิ้น เสาแรกแตกต้นเป็นมลทิน กินใจกลับมาหาขุนช้าง บอกว่าไดค้น้ควา้หาพบไม่แลว้เล่าแจง้เหตุไปสิ้นทกุอย่าง ขา้เห็นวิปริตผิดท่าทาง ที่นวลนางวนัทองน้นัหายไป ถอดความได้ว่า พวกคนใช้ได้ฟังที่ขุนช้างใช้ต่างก็ไปค้นหาเพื่อที่จะเอาหน้า แต่หาเท่าไรก็ยังหากันไม่พบพอออกไป หน้าบ้านก็เห็นประตูบ้านเปิ ดอยู่กับคนที่นอนเกลื่อนกลาดเพราะมนต์สะกด ก็กลับมารายงานขุนช้างว่า ไม่พบนางวันทอง เห็นแต่ “เสาแรกแตกต้น” ซึ่งดูผิดประหลาดไป คราน้นัขุนช้างฟังบ่าวบอก เหงื่อออกโซมล้านกระบาลใส คิดคิดให้แค้นแสนเจ็บใจ ช่างท าได้ต่างต่างทุกอย่างจริง สองหนสามหนก่นแต่หนีพล้งัทีลงไม่รอดนางยอดหญิง คราวน้นัอา้ยขุนแผนมนัแงน้ชิง นี่คราวน้ีหนีวิ่งไปตามใคร ไม่คิดว่าจะเป็นเห็นว่าแก่ยงัสาระแนหลบล้ีหนีไปไหน เอาเถิดเป็นไรก็เป็นไป ไม่เอากลับมาได้ไม่ใช่กู


ค าศัพท์ แงน้ชิง หมายความว่า แงน้ ในที่น้ีน่าจะเป็นคา เดียวกบัคา ว่าแง่น ซ่ึงแปลว่าแยกเข้ียวจะกดั แงน้ชิงจึงหมายถึงแสดงอาการโกรธแย่งชิง ท้งัๆที่ไม่สมควรจะได้ ถอดความได้ว่า ขุนช้างได้ฟังที่คนใช้พูดเหงื่อก็ออกเต็มหัวล้าน คิดไปแล้วขุนช้างก็เจ็บใจขุนช้างพอได้ยินก็เหงื่อท่วมตัว ท้งัแคน้ท้งัเจ็บใจ บ่นด่านางวนัทองว่าหายไปไหน หนีตนไปไดส้องสามคร้ังแลว้พอไดโ้อกาสก็หนี ตอนน้นัขุนแผนเป็นคนพาไป แลว้คราวน้ีนางวนัทองไปกบั ใคร แต่ถึงอย่างไรก็จะตอ้งตามกลบัมาให้ได้ จะกล่าวถึงโฉมเจ้าพลายงาม เกรงเน้ือความนงั่นึกตรึกตรองอยู่ อ้ายขุนช้างสารพัดเป็นศัตรู ถ้ามันรู้ว่าลักเอาแม่มา มันก็จะสอดแนมแกมเท็จ ไปกราบทูลสมเด็จพระพันวษา ดูจะระแวงผิดในกิจจา มารดาก็จะต้องซึ่งโทษภัย คิดแล้วเรียกหมื่นวิเศษผล เอ็งเป็นคนเคยชอบอัชฌาสัย จงไปบ้านขุนช้างด้วยทันใด ไกล่เกลี่ยเสียอย่าให้มันโกรธา ถอดความได้ว่า พลายงามเกรงว่าขุนช้างจะน าเรื่องที่เอาตัวนางวันทองมา ไปกราบทูลพระพันวษา ท าให้นางวันทองต้อง รับโทษไปดว้ยคิดไดด้งัน้นัจึงเรียกหมื่นวิเศษผลให้ไปบา้นขุนชา้งแลว้ไกล่เกลี่ยเรื่องนางวนัทองอย่าให้ ขุนช้างโกรธ


บอกว่าเราจับไข้มาหลายวัน เกรงแม่จะไม่ทันมาเห็นหน้า เมื่อคืนน้ีซ้ ามีอนัเป็นมา เราใชค้นไปหาแม่วนัทอง พอขณะมารดามา ส่งทุกข์ ร้องปลุกเข้าไปถึงในห้อง จึงรีบมาเร็วไวดังใจปอง รักษาจนแสงทองสว่างฟ้า ไม่ตายคลายคืนฟ้ืนข้ึนได้กูขอแม่ไวพ้อเห็นหนา้ แต่พอให้เคลื่อนคลายหลายเวลา จึงจะส่งมารดาน้นัคืนไป ค าศัพท์ ส่งทุกข์ หมายความว่า เข้าส้วม ถอดความได้ว่า ให้หมื่นวิเศษผลบอกกับขุนช้างว่าตนไม่สบายมาหลายวันจึงอยากพบหน้าแม่ เลยใช้คนไปตามแม่ถึงส้วม แม่จึงรีบมาหาตน แต่ตอนน้ีตนไม่เป็นอะไรแลว้แต่ขอให้แม่อยู่กบัตนสักระยะหน่ึงแลว้จะส่งแม่กลบั ถอดค าประพันธ์ ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา ๓ หมื่นวิเศษรับค าแล้วอ าลา รีบมาบ้านขุนช้างหาช้าไม่ คร้ันแอบดูอยู่แต่ไกล เห็นผูค้นขวกัไขว่ท้งัเรือนชาน ขุนชา้งนงั่เยี่ยมหนา้ต่างเรือน ดูหนา้เฝื่อนทีโกรธอยู่งุ่นง่าน จะด้ือเดินเขา้ไปไม่เป็นการ คิดแลว้ลงคลานเขา้ประตู คราน้นัเจา้หม่อมขุนชา้ง นงั่คาหนา้ต่างเยี่ยมหน้าอยู่ เห็นคนคลานเข้ามาเหลือบตาดู นี่มาหลอกกูหรืออย่างไร ถอดความได้ว่า หมื่นขุนวิเศษรับค าจากจมื่นไวย(พลายงาม) แล้วมาที่บ้านขุนช้าง พอเข้าไปถึงเรือนขุนช้าง ดูท่าทางขุนช้าง ก าลังโกรธเคืองจึงคลานเข้าไปหา ขุนช้างเห็นเข้าก็โกรธเพราะนึกว่ามาหลอกตน


อะไรพอสว่างวางเข้ามา เด็กหวาจับถองให้จงได้ ลุกข้นัถกเขมรร้องเกนไป ทุดอา้ยไพร่ข้ีครอกหลอกผูด้ี คราน้นัวิเศษผลคนว่องไว ยกมือไหวไ้มว่ ิ่งหนี ร้องตอบไปพลันในทันที คนดีดอกข้าไหว้ใช่คนพาล ข้าพเจ้าเป็นบ่าวพระหมื่นไวย เป็นขุนหมื่นรับใช้อยู่ในบ้าน ท่านใชใ้ห้กระผมมากราบกราน ขอประทานคืนน้ีพระหมื่นไวย ค าศัพท์ ถอง หมายถึง กระทุ้งด้วยศอก ถกเขมร หมายถึง การนุ่งผา้หยกัร้ังข้ึนไปให้พน้หัวเข่าถึงง่ามก้น บางทีเรียกว่าขดัเขมร ร้องเกน หมายถึง ร้องตะโกนดังๆ ทุด หมายถึง ค าที่เปล่งออกมาแสดงความไม่พอใจหรือติเตียน ถอดความได้ว่า หมื่นวิเศษรีบยกมือข้ึนไหวแ้ลว้ตอบว่าตนเป็นคนดีไม่ใช่คนร้าย เป็นบ่าวของจมื่นไวยเป็นขุนหมื่นรับใชอ้ยู่ ในบ้าน พลายงามไม่สบายจึงใช้ให้ตนมาแจ้ง ขอให้นางวันทองอยู่ด้วยหนึ่งคืน เจ็บจุกประจุบันมีอันเป็น ก็ไขก็เห็นหาหายไม่ ร้องโอดโดดดิ้นเพยีงสิ้นใจ จึงใชใ้ห้ตวัขา้มาแจง้การ พอพบท่านมารดามาส่งทุกข์ ข้าพเจ้าร้องปลุกไปในบ้าน จะกลบัข้ึนเคหาเห็นช้านาน ท่านจึงรีบไปในกลางคืน พยาบาลคุณพระนายพอคลายไข้ คุณอย่าสงสัยว่าไปอื่น ให้คา มนั่สั่งมาว่ายงั่ยืน พอหายเจ็บแลว้จะคืนไม่นอนใจ


ค าศัพท์ เจ็บจุกประจบุนัหมายถึง มีอาการจุกเสียดข้ึนมาทนัที ส่งทุกข์ หมายถึง เข้าส้วม ถอดความได้ว่า พลายงามไม่สบายเลยจึงอยากพบหน้าแม่ เลยให้คนใช้ไปตามแม่มาถึงส้วม แม่จึงมาหาหลายงาม พลายงามจึงหมื่นวิเศษผลมาแจ้ง ถ้าหายแล้วจะพานางวันทองกลับไป คราน้นัขุนช้างไดฟ้ ังว่า แคน้ดงัเลือดตาจะหลงั่ ไหล ดับโมโหโกรธาท าว่าไป เราก็ไม่ว่าไรสุดแต่ดี การเจ็บไขล้ม้ตายไม่วายเวน้ ประจุบนัเป็นท้งักรุงศรี ถา้ขดัสนสิ่งไรที่ไม่มีก็มาเอาที่นี่อย่าเกรงใจ ว่าแล้วปิ ดบานหน้าต่างผาง ขุนช้างเดือดดาลทะยานไส้ ทอดตัวลงกับหมอนถอนฤทัย ดูดู๋เป็นได้เจียววันทอง ค าศัพท์ ประจุบัน หมายถึง ปัจจุบนัเรียกโรคภยัที่เกิดข้ึนในทนัทีทนั ใดว่าโรคปัจจุบนั ถอดความได้ว่า ขุนชา้งไดฟ้ ังแลว้รู้สึกแคน้ข้ึนมา แต่แกลง้พูดต่อไปว่าการเจบ็ ไขน้้นัเป็นเรื่องปกติเป็นกันทวั่ ไป ถา้ขดัสน สิ่งใดให้มาขอที่ตน พอขุนชา้งพูดเสร็จก็ปิดประตูดงัผางแลว้เขา้ไปนอนแคน้นางวนัทองกบัครอบครัว


เพราะกูแพ้ความจมื่นไวย มันจึงเหิมใจท าจองหอง พ่อลูกแม่ลูกถูกทา นอง ถึงสองคร้ังแลว้เป็นแต่เช่นน้ี อา้ยพ่อไปเชียงใหม่มีชยัมา ต้งัตวัดงัพญาราชสีห์ อา้ยลูกเป็นหมื่นไวยทา ไมมีเห็นกูน้ีคนผิดติดโทษทณัฑ์ มันจึงข่มเหงไม่เกรงใจ จะพ่ึงพาใครไดท้ ี่ไหนนนั่ ขุนนางน้อยใหญ่เกรงใจกัน ถึงฟ้องมันก็จะปิ ดให้มิดไป ค าศัพท์ ทัณฑ์ หมายถึง โทษเนื่องด้วยความผิด ถอดความได้ว่า เพราะว่าตนแพค้วามจมื่นไวยจึงทา ใหจ้มื่นไวยเหิมใจนกัท้งัขุนแผนและพลายงามน้นัชนะตนถึง 2 คร้ังแลว้ แลว้คิดข้ึนมาไดว้่าจะไปฟ้องคดีแย่งนางวนัทองคืน ถา้ฟ้องตามกระบวนการพวกขุนนางจะช่วยสองพ่อลูก น้นัได้ ตามบุญตามกรรมได้ท ามา จะเฆี่ยนฆ่าหาคิดชีวิตไม่ ยิ่งคิดเดือดดาลทะยานใจ ฉวยไดก้ระดารชนวนมา ร่างฟ้องท่องเทียบให้เรียบร้อย ถ้อยค าถี่ถ้วนเป็นหนักหนา ลงกระดาษพบัไวม้ิไดช้า้อาบน้า ผลดัผา้แลว้คลาไคล วนัน้นัพอปิ่นนรินทร์ราช เสด็จประพาสบวัยงัหากลบัไม่ ขุนขา้งมาถึงซ่ึงวงัใน ก็คอยจอ้งที่ใตต้า หนกัน้า ค าศัพท์ เสด็จประพาสบวัหมายถึง การเสด็จประพาสทอ้งทุ่งในฤดนู้า หลากที่มีน้า เต็มเปี่ยมมีดอกบวัและพนัธุ์ไม้ น้า ที่งดงาม อาจเป็นฤดูเล่นเรือหรือเล่น ดอกสร้อยสักวา


ถอดความได้ว่า คราวน้ีตอ้งฟ้องกบัพระพนัวษาเองถึงจะถูกเฆี่ยนตีก็ตาม ว่าแลว้ก็หยิบกระดานชนวนข้ึนมาร่างคา ฎีกาแลว้ ลอกใส่กระดาษอีกทีเสด็จแลว้ก็อาบน้า เตรียมตวัไปทูลพระพนัวษาขุนช้างมาคอยจ้องเข้าเฝ้าพระพันวษา ที่ตา หนกัน้า ต้งัแต่ยงัไม่เสด็จกลบัจากประพาสบวั จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงเดช เสด็จคืนนิเวศน์พอจวนค ่า ฝี พายรายเล่มมาเต็มล า เรือประจ าแหนแห่เซ็งแช่มา พอเรือพระที่นงั่ประทบัที่ขุนชา้งก็รี่ลงตีนท่า ลอยคอชูหนังสือด้ือเขา้มา ผุดโผล่โงหน้ายึดแคมเรือ เขา้ตรงบโทนอน้ตน้กัญญา เพื่อนโขกลงดว้ยกะลาว่าผีเส้ือ มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ ร้องว่าเสือตวัใหญ่ว่ายน้า มา ค าศัพท์ นิเวศน์ หมายถึง บ้าน,วัง บโทนอ้นต้นกัญญา หมายถึง บโทนคือพนักงานคอยให้จังหวะสัญญาณให้ฝี พาย พายเรือช้าหรือเร็ว เรือใน ที่น้ีเป็นเรือตน้กญัญา คือเป็นเรือหลวงยาว มเีครื่องบงัแดดเป็นรูปหลงัคา อนัน่าจะเป็นชื่อของบโทน ผีเส้ือ หมายถึง เทวดาที่รักษาน่านน้า ในที่น้ีหมายถึงผีน้า ถอดความได้ว่า พระพันวษารีบเสด็จกลับตอนค ่าขุนช้างรีบลงจากท่าแล้วลอยคอชูหนังสือฎีกาถวาย โดยโผล่เข้ามาทาง ที่แคมเรือจนคนบนเรือตกใจนึกว่าเป็นผีน้า หรือเสือว่ายมา ทา ให้เกิดความวุ่นวายจนมหาดเล็กอยู่งาน พลดัตกจากเรือแลว้ร้องว่าเสือตวัใหญ่ว่ายน้า มา


ขุนชา้งดึงด้ือมือยึดเรือ มใิช่เสือกระหม่อมฉานลา้นเกศา สู้ตายของถวายซึ่งฎีกา แค้นเหลือปัญญาจะทนทาน คราน้นัสมเด็จพระพนัวษา ทรงพระโกรธาโกลาหล ทุดอา้ยจญั ไรมิใช่คน บนบกบนฝั่งดงัไม่มี ใช่ที่ใช่ทางวางเข้ามา ฤๅอ้ายช้างเป็นบ้ากระมังนี่ เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป ค าศัพท์ ฎีกา หมายถึง ค าร้องทุกข์ที่ยื่นถวายพระเจ้าแผ่นดิน ถอดความได้ว่า ขุนชา้งเอามือไปยึดเรือแลว้พูดว่าเป็นตนเองไม่ใชเ่สือจะมาขอถวายฎีกา พระพนัวษากริ้วว่าขุนชา้ง มิใช่คนบนฝั่งก็มีไม่ไปกลบัลุยน้า มาหาหรือว่าขุนชา้งเป็นบา้ถึงทา เช่นน้ีจึงสั่งให้มหาดเล็กไปรับฎีกา แล้วโบยขุนช้าง 30 ที แล้วจึงปล่อยไป มหาดเล็กก็รับเอาฟ้องมา ต ารวจคว้าขุนช้างหางวางไม่ ลงพระราชอาญาตามว่าไว้พระจึงให้ต้งักฤษฎีกา ว่าต้งัแต่วนัน้ีสืบไป หน้าที่ของผู้ใดให้รักษา ระวางโทษเบ็ดเสร็จเจ็ดสถาน ถึงประหารชีวิตเป็นผุยผง ตามกฤษฎีการักษาพระองค์แลว้ลงจากพระที่นงั่เขา้วงัใน ค าศัพท์ กฤษฏีกา หมายถึง บทกฎหมายซ่ึงพระมหากษตัริยท์รงตราข้ึน เพื่อใชใ้นการบริหาร เรียกว่า พระราช กฤษฎีกา


ถอดความได้ว่า มหาดเล็กรับค าฟ้องของขุนช้าง แล้วน าตัวขุนช้างไปเฆี่ยนตี และพระพันวษาทรงออกกฎ (กฤษฎีกา) ว่า ถา้ใครประมาทปล่อยให้คนเขา้มาไดเ้ช่นน้ีอีกจะลงโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต จะกล่าวถึงขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธิ์ ลือจบพิภพไหว อยู่บ้านสุขเกษมเปรมใจ สมสนิทพิสมัยด้วยสองนาง ลาวทองกับแก้วกิริยา ปรนนิบัติวัตถาไม่ห่างข้าง เพลิดเพลินจ าเริญใจไม่เว้นวาง คืนน้นั ในกลางซ่ึงราตรี นางแกว้ลาวทองท้งัสองหลบั ขุนแผนกลบัผวาตื่นฟ้ืนจากที่ พระจันทรจรแจ่มกระจ่างดี พระพายพัดมาลีตรลบไป ค าศัพท์ พิสมัย หมายถึง ความรัก,ความปล้ืมใจ พระพาย หมายถึง ลม มาลี หมายถึง ดอกไม้ ตรลบ หมายถึง (ตลบ) หกหลังมา,ย้อนกลับมา,ฟุ้ง ถอดความได้ว่า ขุนแผนมีความสุขที่มีนางลาวทองและนางแกว้กิริยาคอยปรนนิบตัิคืนน้นัขณะที่นางทา สองหลบัไป ขุนแผนกลับผวาตื่น


คิดคะนึงมิตรแต่ก่อนเก่า นิจจาเจ้าเหินห่างร้างพิสมัย ถึงสองคร้ังต้งัแต่พรากจากพี่ไป ดงัเด็ดใจจากร่างก็ราวกนั กูก็ชวั่มวัรักแต่สองนาง ละวางให้วันทองน้องโศกศัลย์ เมื่อตีไดเ้ชียงใหม่ก็โปรดครัน จะเพด็ทูลคราวน้นัก็คล่องใจ สารพัดที่จะว่าได้ทุกอย่าง อ้ายขุนช้างไหนจะโต้จะตอบได้ ไม่ควรเลยเฉยมาไม่อาลัย บดัน้ีเล่าเจา้ไวยไปรับมา ถอดความได้ว่า ขุนแผนคิดถึงนางวันทองซึ่งได้พรากจากตนไปถึง 2 คร้ัง โดยที่ตนน้นัมวัแต่อยู่กบันางลาวทองและ นางแก้วกิริยาปล่อยให้นางวันทองต้องเศร้า เมื่อตอนไปตีเชียงใหม่ได้ก็ไปทูลขอนางวันทองก็ได้กลับมาแล้ว ขุนชา้งก็ไปพรากอีก ตอนน้ีพลายงามไปรับตวันางวนัทองมาแลว้ จ ากูจะไปสู่สวาทน้อง เจ้าวันทองจะคอยละห้อยหา คิดพลางจดัแจงแต่งกายา น้า อบทาหอมฟุ้งจรุงใจ ออกจากห้องย่องเดินด าเนินมา ถึงเรือนลูกยาหาช้าไม่ เข้าห้องวันทองในทันใด เห็นนางหลบั ใหลนิ่งนิทรา ลดตวัลงนงั่ขา้งวนัทอง เตือนตอ้งดว้ยความเสน่หา สั่นปลุกลุกข้ึนเถิดนอ้งอา พี่มาหาแลว้อย่านอนเลย ถอดความได้ว่า ขุนแผนคิดว่าตนตอ้งไปหานางวนัทองป่านน้ีคงจะเฝ้ารอตนอยู่ว่าแลว้จึงแต่งตวัแลว้ออกจากห้องไปยงัเรือน พลายงาม เขา้ไปในห้องนางวนัทองเห็นนางหลบัอยู่จึงนงั่ลงขา้งๆแลว้ปลุกให้นางตื่น ว่าตนมาหาแลว้ ให้ตื่น


นางวันทองตื่นอยู่รู้สึกตัว หมายใจว่าผัวก็ท าเฉย นิ่งดูอารมณ์ที่ชมเชย จะรักจริงฤๅจะเปรยเป็นจ าใจ แต่นิ่งดูกิริยาเป็นชา้นาน หาว่าขานตอบโตอ้ย่างไรไม่ ท้งัรักท้งัแคน้แน่นฤทยัความอาลยัปั่นป่วนยวนวิญญา ถอดความได้ว่า ขุนแผนมาถึงเรือนพลายงาม เขา้ไปในห้องนางวนัทองแลว้พบนางหลบัไป จึงนงั่ขา้งๆแลว้ปลุกให้นางตื่น ว่าตนมาแล้ว ถอดค าประพันธ์ ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา 4 โอ้เจ้าแก้วแววตาของพี่เอ๋ย เจ้าหลับใหลกระไรเลยเป็นหนักหนา ดงันิ่มนอ้งหมองใจไม่นา พา ฤๅขดัเคืองคิดว่าพี่ทอดทิ้ง ความรักหนกัหน่วงทรวงสวาท พี่ไม่คลาดคลายรักแต่สักสิ่ง เผอิญเป็นวิปริตที่ผิดจริง จะนอนนิ่งถือโทษโกรธอยู่ไย ว่าพลางเอนแอบลงแนบข้าง จูบพลางชวนชิดพิสมัย ลูบไลพ้ ิไรปลอบให้ชอบใจ เป็นไรจึงไม่ฟ้ืนตื่นนิทรา ถอดความได้ว่า ขุนแผนงอ้นางวนัทองดว้ยคา พูดหวานๆและขอโทษนางวนัทองว่าอย่าโกรธขุนแผนเลยจะนอนนิ่งไม่คุย กับขุนแผนเลยเหรอ ขุนแผนพูดไปแล้วก็ก้มลงนอนแนบข้างๆนางวันทองพร้อมพรมจูบ ลูบแขน และถาม นางวนัทองว่าทา ไมไม่ตื่นข้ึนมาคุยกบัขุนแผน


เจ้าวันทองน้องตื่นจากที่นอน โอนอ่อนวอนไหว้พิไรว่า หม่อมน้อยใจฤๅที่ไม่เจรจา ใชต่วัขา้น้ีจะงอนค่อนพิไร ชอบผิดพ่อจงคิดคะนึงตรอง อนัตวันอ้งมลทินหาสิ้นไม่ ประหน่ึงว่าวนัทองน้ีสองใจ พบไหนก็เป็นแต่เช่นน้นั ที่จริงใจถึงไปอยู่เรือนอื่น คงคิดคืนที่หม่อมเป็นแม่นมนั่ ดว้ยรักลูกกรักผวัยงัพวัพนัคราวน้นัก็ไปอยู่เพราะจา ใจ ถอดความได้ว่า นางวนัทองจึงตื่นข้ึนมาบอกว่าขุนแผนนอ้ยใจนางวนัทองเหรอ นางวนัทองไม่ไดง้อนแต่รู้สึกว่าตวันางเป็น คนสองใจอยู่ตลอดเวลาถึงตวัจะอยู่ที่เรือนของขุนชา้งแต่ใจน้นัยงัรักลูกและขุนแผนมาก ที่อยู่กบัขุนชา้ง เพราะจ าใจ แค้นคิดด้วยมิตรไม่รักเลย ยามมีที่เชยเฉยเสียได้ เสียแรงร่วมทุกข์ยากกันกลางไพร กินผลไม้ต่างข้าวทุกเพรางาย พอได้ดีมีสุขลืมทุกข์ยาก ก็เพราะหากหม่อมมีซึ่งที่หมาย ว่านักก็เครื่องเคืองระคาย เอ็นดูน้องอย่าให้อายเขาอีกเลย ฯ พี่ผิดจริงแล้วเจ้าวันทอง เหมือนลืมน้องหลงเลือนท าเชือนเฉย ใช่จะเพลิดเพลินชื่นเพราะอื่นเชย เงยหน้าเถิดจะเล่าอย่าเฝ้าแค้น ค าศัพท์ เพรางาย หมายถึง เวลาเช้าและเย็น (เพรา = เย็น, งาย = เช้า) เครื่อง หมายถึง เหตุ เรื่องราว ในความว่า “ว่านักก็เครื่องเคืองระคาย”


ถอดความได้ว่า นางวันทองแค้นใจที่ขุนแผนมัวแต่หลงนางลาวทองกับแก้วกิริยาจนลืมนางวันทอง เสียแรงที่ได้เคยอาศัยอยู่ กินกันในป่ า พอไปได้ดิบได้ดีมีความสุขก็ลืมนางวันทอง เป็นเพราะขุนแผนมีที่หมายใหม่ นางวันทองอยาก ให้ขุนแผนรักเอ็นดูนางวนัทองไม่ทิ้งนางให้ขายหน้าอีกขุนแผนกล่าวว่าพี่ผิดไปแลว้ ไม่ไดล้ืมนอ้งเพราะ มีหญิงอื่น เงยหน้าเถอะอย่าโกรธพี่เลย เมื่อติดคุกทุกขถ์ึงเจา้ทุกเชา้ค่า ตอ้งกลืนกกล้า โศกเศร้าน้นัเหลือแสน ซ้า ขุนชา้งคิดคดทา ทดแทน มนัดูแคลนว่าพี่น้ียากยบั อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์ กลบัมาหมายว่าจะไปตาม พอเจา้ไวยเป็นความก็คา้งสิ้น ถอดความได้ว่า ขุนแผนจึงขอโทษนางวนัทองและเล่าเรื่องราวท้งัหมดเพื่อปรบัความเขา้ใจกบันางวนัทองว่าสาเหตุที่ไม่ได้ ไปหาก็เพราะติดคุก แต่คิดถึงนางวันทองตลอดเวลา ตอนออกจากคุกก็ว่าจะไปพานางวันทองกลับมา แต่มีเรื่องของพลายงามเกิดข้ึนเสียก่อน หัวอกใครไดแ้คน้ ในแผ่นดิน ไม่เดือดดนิ้เท่าพี่กบัวนัทอง คิดอยู่ว่าจะทูลพระพันวษา เห็นช้ากว่าจะได้มาร่วมห้อง จะเป็นความอีกก็ตามแต่ท านอง จึงให้ลูกรับน้องมาร่วมเรือน จะเป็นตายง่ายยากไม่ยากรัก จะฟูมฟักเหมือนเมื่ออยู่ในกลางเถื่อน ขอโทษที่พี่ผิดอย่าบิดเบือน เจ้าเพื่อนเสนหาจงอาลัย พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน


ถอดความได้ว่า ขุนแผนจะไปทูลพระพันวษาแต่เห็นว่าคงด าเนินเรื่องช้าเลยให้พลายงามเป็นคนรับนางวันทองกลับมา จะดูแลนางวันทองเหมือนตอนที่อยู่ด้วยกันในป่ า ขุนแผนขอโทษนางวันทองแล้วบอกว่าอย่าโกรธขุนแผน ขุนแผนผิดจึงมาขอโทษจะโกรธเคืองไปถึงไหน ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย ว่าพลางทางแอบเขา้แนบอก ประคองยกของส าคญัมนั่หมาย เจา้เน้ือทิพยห์ยิบชื่นอารมณ์ชาย ขอสบายสักหน่อยอย่าโกรธา ใจน้องมิให้หมองอารมณ์หม่อม ไม่ตัดใจให้ตรอมเสนหา ถ้าตัดรักหักใจแล้วไม่มา หม่อมอย่าว่าเลยฉันไม่คืนคิด ค าศัพท์ ของส าคญัหมายถึง เตา้นม ในความว่า “ว่าพลางทางแอบเขา้แนบอก ประคองยกของส าคญัมนั่หมาย” ถอดความได้ว่า ความรักที่ขุนแผนมีให้ยงัมีอยู่เต็มหัวใจอย่าตดัความสัมพนัธใ์ห้เจ็บช้า ขุนชา้งพูดไปก็ซบนางวนัทอง นางวันทองไม่เคยตัดใจจากขุนแผน ถ้าตัดใจแล้วคงไม่กลับมาหาขุนแผน ถึงตัวไปใจยังนับอยู่ว่าผัว นอ้งน้ีกลวับาปทบัเมื่อดบัจิต หญิงเดียวชายครองเป็นสองมิตร ถา้มิปลิดเสียให้เปล้ืองไม่ตามใจ คราวน้นัเมื่อตามไปกลางป่า หนา้ดา เหมือนหน่ึงทามินหมอ้ไหม้ ชนะความงามหน้าดังเทียนชัย เขาฉุดไปเหมือนลงทะเลลึก เจา้พลายงามตามรับเอากลบัมา ทีน้ีหนา้จะดา เป็นน้า หมึก ก าเริบใจด้วยเจ้าไวยก าลังฮึก จะพาแม่ตกลึกให้จ าตาย


ถอดความได้ว่า ตัวนางวันทองอยู่กับขุนช้างแต่ใจอยู่กับขุนแผนตลอด นางวันทองกลัวบาปที่มีสามีสองคน ตอนหนีไปอยู่ป่ า กับขุนแผนก็เสียหน้ามารอบหนึ่งแล้ว พอขุนช้างฉุดไปอยู่ด้วยก็เหมือนโดนฉุดไปอยู่ใต้ทะเลลึก พอมาตอนน้ีพลายงามก็มารับกลบัไปอีกก็ไดอ้ายเขาอีกรอบ มิใช่หนุ่มดอกอย่ากลุ้มก าเริบรัก เอาความผิดคิดหักให้เหือดหาย ถ้ารักน้องป้องปิ ดให้มิดอาย ฉันกลับกลายแล้วหม่อมจงฟาดฟัน ไปเพ็ดทูลเสียให้ทูลกระหม่อมแจ้ง น้องจะแต่งบายศรีไว้เชิญขวัญ ไม่พกัวอนดอกจะนอนอยู่ดว้ยกนั ไม่เช่นน้นัฉันไม่เลยจะเคยตวั คร้ันเวลาดึกกา ดดัสงดัเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรียบระรุบร่อน พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง ค าศัพท์ บายศรีหมายถึง เครื่องเชิญขวญัหรือรับขวญัทา ดว้ยใบตองรูปคลา้ยกระทงเป็นช้นัๆ มีขนาดใหญ่เล็กสอบ กนัข้ึนไปตามลา ดบัอาจเป็น 3 ช้นั5 ช้นั7 ช้นัหรือ9 ช้นัมีเสาปักตรงกลางแกน มีเครื่องสังเวยวางอยู่ใน บายศรีและมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอด ถอดความได้ว่า นางวันทองเลยบอกกับขุนแผนว่า ถ้าขุนแผนรักนางจริงต้องช่วยนาง ไปทูลพระพันวษาขอนางวันทองคืนให้ ถูกตอ้งตามข้นัตอน ไม่อย่างน้ันก็ห้ามขุนแผนแตะเน้ือตอ้งตวันางอีกในเวลาค่า น้นัเสียงเงียบสงดัจนไดย้ิน เสียงของใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ พระจันทร์ก็ส่องแสงสว่าง


ดุเหว่าเร้าเสียงส าเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง วันทองน้องนอนสนิทรวง จิตง่วงระงับสู่ภวังค์ ฝันว่าพลดัไปในไพรเถื่อน เลื่อนเป้ือนไม่รู้ที่จะกลบัหลงั ลดเล้ียวเที่ยวหลงในดงรัง ยงัมีพยคัฆร์า้ยมาราวี ท้งัสองมองหมอบอยู่ริมทาง พอนางด้นั ป่ามาถึงที่ โดดตะครุบคาบค้นั ในทนัทีแลว้ฉุดคร่าพารี่ไปในไพร ถอดความได้ว่า นกก็ต่างร้องสียงดัง เสียงระฆังจากในวังก็ตีบอกเวลา นางวันทองที่นอนหลับสนิทอยู่ ก็ฝันว่าตนหลงไป ในป่า หาทางกลบัไม่ได้ยิ่งเดินเล้ียวไปไหนต่อไหนก็ยิ่งหลงทางและก็ไปเจอเสือสองตัวนอนหมอบอยู่ ริมข้างทางแล้วก็ตะครุบนางเข้าไปในป่ า สิ้นฝันคร้ันตื่นตกประหม่า หวีดผวากอดผวัสะอ้ืนไห้ เล่าความบอกผัวด้วยกลัวภัย ประหลาดใจนอ้งฝันพรั่นอุรา ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมงมุมทุ่มอกที่ริมฝา ยิ่งหวาดหวนั่พรั่นตวักลวัมรณา ดังวิญญานางจะพรากไปจากกาย คราน้นัขุนแผนแสนสนิท ฟังความตามนิมิตก็ใจหาย คร้ังน้ีน่าจะมีอนัตราย ฝันร้ายสาหัสตัดต ารา ค าศัพท์ แมงมุมทุ่มอก หมายถึง ทุ่มอกคือตีอก เชื่อกันว่าเมื่อแมงมุมตีอกของมันจะเป็นลางร้ายอย่างหนึ่ง ถอดความได้ว่า นางก็ตื่นข้ึนมาร้องไห้ผวากอดขุนแผนและเล่าความฝันให้ขุนแผนฟังยิ่งไดย้ินเสียงหนูร้องและแมงมุม ทุ่มอกยิ่งใจหายกลวัจะเกิดเรื่องไม่ดี


พิเคราะห์ดูท้งัยามอฐักาล ก็บนัดาลฤกษแ์รงเป็นหนกัหนา มิรู้ที่จะแถลงแจง้กิจจา กอดเมียเมินหนา้น้า ตากระเด็น จึงแกล้งเพทุบายท านายไป ฝันอย่างน้ีมิใช่จะเกิดเข็ญ เพราะวิตกหมกไหม้จึงได้เป็น เน้ือเยน็อยู่กบัผวัอย่ากลวัทุกข์ พรุ่งน้ีพี่จะแกเ้สนียดฝัน แลว้ทา มิ่งสิ่งขวญั ให้เป็นสุข มิให้เกิดราคีกลียุค อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ ค าศัพท์ อฐักาล หมายถึงอฐัเคราะห์คือตา แหน่งดาวเคราะห์ท้งั 8 ตามต าราโหราศาสตร์ เสนียด หมายถึง ไม่เป็นมงคล ถอดความได้ว่า เมื่อขุนแผนไดฟ้ ังความฝันของนางวนัทองก็รู้ว่าเป็นลางบอกเหตุร้ายที่จะเกิดข้ึน แต่ไม่รูจ้ะบอกนางวนัทอง ยังไงเลยปลอบใจนางวันทอง จึงแกล้งบอกปลอบใจนางวันทองว่าเป็นเพราะนางคิดมากไปไม่ได้จะเกิด เหตุร้ายหรอกอยู่กบัพี่ไม่ตอ้งกลวัเดี๋ยวพรุ่งน้ีจะแกส้ิ่งไม่เป็นมงคลให้และทา สิ่งดีทา ให้นางมีความสุข ไม่ให้เกิดสิ่งร้ายๆ สบายใจได้ ถอดค าประพันธ์ ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา 5 คร้ันว่ารุ่งสางสว่างฟ้า สุริยาแยม้เยี่ยมเหลี่ยมไศล จะกล่าวถึงพระองคผ์ูท้รงชยัเนาในพระที่นงั่บลัลงัก์รัตน์ พร้อมด้วยพระก านัลนักสนม หมอบประนมเฝ้าแหนแน่นขนัด ประจา ต้งัเครื่องอานอยู่งานพดั ทรงเคืองขัดขุนช้างแต่กลางคืน แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมือนมันบ้าง ทุกอย่างที่จะชวั่อา้ยหัวลื่น เวียนแต่เป็นถอ้ยความไม่ขา้มคืน น้า ยืนหยงั่ ไม่ถึงยงัดึงมา


ค าศัพท์ เครื่องอาน หมายถึง เครื่องกิน ถ่อย หมายถึง ชวั่ ,เลว น้า ยืนหยงั่ ไม่ถึง หมายถึง น้ าลึกเกินกว่าเทา้จะหยงั่ถึง ถอดความได้ว่า วนัรุ่งข้ึนสมเด็จพระพนัวษาประทบับนบลัลงัก์มีนางกา นลัและสนมหมอบเฝ้าอยู่ต้งัเครื่องกินและอยู่งานพดั ตามหน้าที่ สมเด็จพระพันวษาขดัเคืองขุนชา้งต้งัแต่เวลากลางคืน ทรงเห็นว่าขุนชา้งเป็นคนชวั่คอยแต่มีคดี ความกับผู้อื่น คราวน้นั ฟ้องกนัดว้ยวนัทอง นี่มันฟ้องใครอีกอ้ายชาติข้า ด าริพลางทางเสด็จยาตรา ออกมาพระที่นงั่จกัรพรรดิ พระสูตรรูดกร่างกระจ่างองค์ ขุนนางกราบลงเป็นขนัด ท้งัหนา้หลงัเบียดเสียดเยียดยดั หมอบอดัถดักนัเป็นหลนั่ ไป ทอดพระเนตรมาเห็นขุนช้างเฝ้า เออใครเอาฟ้องมันไปไว้ไหน พระหมื่นศรีถวายพลันในทันใด รับไว้คลี่ทอดพระเนตรพลัน ค าศัพท์ พระสูตร หมายถึง ม่าน ถอดความได้ว่า คราวก่อนก็ฟ้องร้องเรื่องวนัทองคร้ังน้ีไม่ทรงทราบว่าจะฟ้องใครอีก พระองคจ์ึงเสด็จออกมาที่ พระที่นงั่จกัรพรรดิเมื่อม่านรูดออกขุนนางก็พร้อมกนักราบลงหมอบเฝ้ากนัอยู่มากมายตามลา ดบั ทรงทอดพระเนตรเห็นขุนช้างเข้าเฝ้าอยู่จึงตรัสถามขุนนางว่าจะฟ้องใคร หมื่นศรี จึงถวายฎีกาให้ ทอดพระเนตร


พอทรงจบแจ้งพระทัยในข้อหา ก็โกรธาเคืองขุ่นหุ่นหัน มันเคี่ยวเข็ญท าเป็นอย่างไรกัน อีวันทองคนเดียวไม่รู้แล้ว ราวกับไม่มีหญิงเฝ้าชิงกัน หรืออีวนัทองน้นัมนัมีแกว้ รูปอา้ยชา้งชวั่ชา้ตาบอ้งแบ๋ว ไม่เห็นแววที่ว่ามันจะรัก ใครจะเอาเป็นผัวเขากลัวอาย หัวหูดูเหมือนควายที่ตกปลัก คราวน้นัเป็นความกูถามซัก ตกหนกัอยู่กบัเฒ่าศรีประจนั ค าศัพท์ โกรธา หมายถึง โกรธ ปลัก หมายถึง แอ่งที่เป็นโคลนเลน ถอดความได้ว่า พอทอดพระเนตรเสร็จก็กริ้วว่าเรื่องวนัทองคนเดียว ทา ไมไมจ่บกนัเสียทีเหมือนกบัไม่มีผูห้ญิงคนอื่นอีกแลว้ และทรงไม่เห็นว่าวันทองจะมีใจรักขุนช้าง ใครก็ไม่อยากได้ขุนช้างไปเป็นผัว เพราะดูรูปร่างหน้าตา น่าเกลียด วนัทองกูสิให้กบัไอแ้ผน ไยแล่นมาอยู่กบัอา้ยชา้งนนั่ จมื่นศรีไปเอาตัวมันมาพลัน ท้งัวนัทองขุนแผนอา้ยหมื่นไวย ฝ่ายพระหมื่นศรีไดร้ับสั่ง ถอยหลงัออกมาไม่ชา้ได้ สั่งเวรกรมวงัในทนั ใด ตา รวจในวิ่งตะบึงมาถึงพลนั ข้ึนไปบนเรือนพระหมื่นไวย แจง้ขอ้รับสั่งไปขมีขมนั ขุนช้างฟ้องร้องฎีกาพระทรงธรรม์ ให้หาท้งัสามท่านน้นัเขา้ไป


ค าศัพท์ ตะบึง หมายถึง รีบเร่ง ขมีขมัน หมายถึง ทันทีทันใด พระทรงธรรม์ หมายถึง พระมหากษัตริย์ ถอดความได้ว่า คราวก่อนก็ยกวันทองให้กับขุนแผนไปแล้ว ท าไมจึงมาอยู่กับขุนช้างอีก จึงให้จมื่นศรีไปน าตัววันทอง ขุนแผนและจมื่นไวย พระหมื่นศรีไดร้ับคา สั่งให้ถอยหลงัออกมาในไม่ชา้และสั่งหารในวงัทนัทีให้ทหาร วิ่งมาอย่างเร่งรีบและข้ึนไปบนเรือนพระหมื่นไวยและแจง้รับสั่งให้รีบไปในทนัทีขุนชา้งไดย้ืนคา ร้องทุกข์ ให้พระเจา้แผ่นดินให้เรียกท้งัสามคนมาเขา้เฝ้า คราน้นัวนัทองเจา้พลายงาม ไดฟ้ ังความคร้ามครั่นหวนั่ ไหว ขุนแผนเรียกวันทองเข้าห้องใน ไม่ไว้ใจจึงเสกด้วยเวทมนตร์ สีข้ีผ้ึงสีปากกินหมากเวทย์ซ่ึงวิเศษสารพดัแกข้ดัสน น้า มนัพรายน้า มนัจนัทน์สรรเสกปน เคยคุม้ขงับงัตนแต่ไรมา แล้วท าผงอิทธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเห็นคนทักรักทุกหน้า เสกกระแจะจวงจนัทร์น้า มนัทา เสร็จแลว้ก็พาวนัทองไป ถอดความได้ว่า ตอนน้นันางวนัทองและพลายงามไดฟ้ ังคา รับสั่งแลว้รู้สึกตื่นเตน้และขุนแผนเรียกนางวนัทองเขา้ไปขา้งใน ห้อง เพราะไม่ไวใ้จเลยเสกมนตร์ใส่นางวนัทอง เอาข้ีผ้ึงมาปากและกินหมากที่ลงมนตร์ไว้มนัเป็นของที่ช่วย แกป้ ัญหาทุกอย่าง มีท้งัน้า มนัพรายและน้ ามนัจนัทน์ที่ใชพ้ลางตวัมาตลอด แล้วน าผงเสน่ห์มาทาหน้าเพื่อให้ คนที่เห็นที่ทกัทุกคนต่างหลงรักตนและเสกเครื่องหอมที่ทา ดว้ยไมจ้นัทร์ทา ให้เป็นน้า มนัพอทา เสร็จแลว้ก็ พานางวันทองออกไป


คราน้นัทองประศรีผูม้ารดา คร้ันไดแ้จง้กิจจาไมน่ ิ่งได้ เด็กเอ๋ยวิ่งตามมาไวไว ลงบนัไดงนังกตกนอกกชาน พลายชุมพลกอดก้นทองประศรี กูมิใช่ช้างขี่ดอกลูกหลาน ลุกข้ึนโขย่งโกง้โคง้คลาน ซมซานโฮกฮากอา้ปากไป คร้ันถึงย้งัอยู่ประตูวงัผูร้บัสั่งเร่งรุดไม่หยดุได้ ขุนแผนวันทองพระหมื่นไวย เข้าไปเฝ้าองค์พระภูมี ฯ ถอดความได้ว่า เมื่อแม่ของนางวนัทองไดรู้้ข่าวก็ร้อนใจรีบเรียกลูกหลานให้วิ่งตามมาให้รีบลงจากบนัไดจนตกออกนอก ชาน พลายชุมพลก็เข้ากอดก้นนางทองประศรี นางทองประศรีจึงตะโกนบอกว่าพลายชุมพลว่าตนไม่ใช่ช้าง แลว้ก็ลุกข้ึน เมื่อถึงหนา้ประตูวงัท้งัสามคนจึงรีบเขา้ไปเขา้เฝ้าพระมหากษตัริย์ คราน้นัพระองคผ์ูท้รงเดช ปิ่นปักนคเรศเรืองศรี เห็นสามราเข้ามาอัญชลี พระปรานีเหมือนลูกในอุทร ด้วยเดชะพระเวทวิเศษประสิทธิ์ เผอิญคิดรักใคร่พระทัยอ่อน ตรัสถามอย่างความราษฎร ฮ้าเฮ้ยดูก่อนอีวันทอง เมื่อมึงกลับมาแต่ป่ าใหญ่ กูสิให้อ้ายแผนประสมสอง คร้ันกูขดัใจให้จา จอง ตัวของมึงไปอยู่แห่งไร ถอดความได้ว่า เมื่อพระพนัวสาเห็นท้งัสามคน(ขุนชา้ง พระไวยและนางวนัทอง)เดินเขา้มาก็เกิดความเอ็นดูอย่างลูก จึงตรัสถามความว่าเมื่อกลับมาจากป่ าที่ตัดสินให้ไปอยู่กับขุนแผนเป็นอย่างไร


ท าไมไม่อยู่กับอ้ายแผน แล่นไปอยู่กับอ้ายช้างใหม่ เดิมมึงรักอ้ายแผนแล่นตามไป คร้ันยกให้เตน้กลบัเล่นตวั อยู่กับอ้ายช้างไม่อยู่ได้ เกิดรังเกียจเกลียดใจด้วยชังหัว ดูยักใหม่ย้ายเก่าเฝ้าเปลี่ยนตัว ตกว่าชวั่แลว้มึงไม่ไยดีฯ คราน้นัวนัทองไดร้ับสั่ง ละล้าละลังประนมก้มเกศี หัวสยองพองพรั่นทนัทีทูลคดีพระองคผ์ูท้รงธรรม์ ถอดความได้ว่า ให้ไปอยู่กบัขุนแผนทา ไมถึงไม่ไปอยู่แต่กลบัไปอยู่กบัขุนชา้ง ท้งัๆที่แต่ก่อนรักกบัขุนแผนไม่ใช่เหรอ พอจะยกให้ไปอยู่กบัขุนชา้งก็รังเกียจขุนชา้งข้ึนมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมามนัไม่ดีเมื่อนางวนัทองไดร้ับสั่ง ก็รู้สึกละล้าละลังจึงประนมมือไหว้เหนือหัว นางรู้สึกกลัวมาก ขอเดชะละอองธุลีพระบาท องค์หริรักษ์ราชรังสรรค์ เมื่อกระหม่อมฉันมาแต่อรัญ คร้ังน้นัโปรดประทานขุนแผนไป คร้ันอยู่มาขุนแผนตอ้งจา จอง กระหม่อมฉันมีทอ้งน้นัเติบใหญ่ อยู่ที่เคหาหน้าวัดตะไกร ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ มีรับสั่งโปรดประทานให้กระหม่อมฉันไม่ไปก็หักหาญ ยื้อยุดแดคร่าทา สามานย์ เพื่อนบ้านจะช่วยก็สุดคิด ถอดความได้ว่า นางวันทองทูลขอพระพันวษาว่า เมื่อตอนที่ออกจากป่ าพระองค์ยกหม่อมฉันให้ขุนแผน ต่อมาขุนแผนถูก เขา้คุก ดิฉันไดต้้งัทองขุนชา้งก็เขา้มากระหม่อมไปอยู่ดว้ยโดยอา้งว่าเป็นพระบญัชาของพระองค์มาฉุด กระหม่อมไปเพื่อนบ้านก็เกรงกลัวเพราะคิดว่าเป็นพระบัญชาของพระองค์


ดว้ยขุนชา้งอา้งว่ารับสั่งให้ ใครจะขดัขืนไวก้็กลวัผิด จนใจมิไปก็สุดฤทธิ์ ชีวิตอยู่ใต้พระบาทา ฯ คราน้นัพระองคผ์ูท้รงภพ ฟังจบกริ้วขุนชา้งเป็นหนกัหนา มีพระสิงหนาทตวาดมา อา้ยบา้เย่อหยิ่งอา้ยลิงโลน ตกว่ากูหาเป็นเจ้าชีวิตไม่ มึงถือใจว่าเป็นเจ้าที่โรงโขน เป็นไม่มีอาชญาสิทธิ์ คิดถึงโดน เที่ยวท าโจรใจคะนองจองหองครัน ถอดความได้ว่า พระพนัวษาไดฟ้ ังขุนชา้งทูลก็ทรงกริ้ว ตวาดเสียงดงัลนั่ว่าถา้พระองคไ์ม่เป็นกษตัริย์ขุนชา้งก็คงมองไม่เห็น หัว จะต้องเฆี่ยนเสียด้วยหวาย เล้ียงมึงไม่ไดอ้า้ยใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดสัน แล้วกลับความถามข้างวันทองพลัน เออเมื่อมันฉุดคร่าพามึงไป ก็ชา้นานประมาณไดส้ิบแปดปีคร้ังน้ีทา ไมมึงจึงมาได้ นี่มึงหนีมันมาหรือว่าไร หรือว่าใครไปรับเอามึงมา วนัทองฟังถามให้คร้ามครั่น บงัคมคลัประนมกม้เกศา ขอเดชะพระองค์ทรงศักดา พระอาญาเป็นพ้นล้นเกล้าไป ถอดความได้ว่า พระพันวษาก็ตรัสถามนางวันทองว่า เมื่อขุนช้างฉุดไปเป็นเวลาประมาณ 18 ปี ท าไมถึงหนีมาได้ หนีมาเองหรือว่าใครไปรับมา นางวันทองได้ฟังค าถามก็รู้สึกกลัว


คร้ังน้ีจมื่นไวยน้นั ไปรับ กระหม่อมฉันจึงกลบัคืนมาได้ มิใช่ย้อนยอกท านอกใจ ขุนแผนก็มิได้ประเวณี แต่มาน้นัเวลาสักสองยาม ขุนช้างจึงหาความว่าหลบหนี ขอพระองค์จงทรงพระปรานี ชีวีอยู่ใต้พระบาทา ฯ ถอดความได้ว่า นางวันทองกราบทูลสมเด็จพระพันวษาว่าจมื่นไวยไปรับตอนกลางคืน ขุนช้างจึงคิดว่าหนีออกมา ขุนแผนก็ไม่ได้ท าอะไรไม่ดีไม่งาม นางทูลขอความกรุณาจากสมเด็จพระพันวษา ถอดค าประพันธ์ ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา 6 คราน้นัพระองคผ์ูท้รงเดช ฟังเหตุขุ่นเคืองเป็นหนักหนา อ้ายหมื่นไวยท าใจอหังการ์ ตกว่าบ้านเมืองไม่มีนาย จะปรึกษาตราสินให้ไม่ได้จึงทา ตามน้า ใจเอางา่ยง่าย ถ้าฉวยเกิดห่าฟันกันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจท าจู่ลู่ ฉุดมนัข้ึนชา้งอา้งถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ ค าศัพท์ ตกว่า หมายถึง ราวกับว่า ตราสิน หมายถึง แจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐาน จู่ลู่ หมายถึง หุนหันพลันแล่น ในความว่า “อ้ายช้างบังอาจใจท าจู่ลู่”


ถอดความได้ว่า เมื่อพระพันวษาได้ฟังความจากนางวันทอง ก็โกรธจมื่นไวยที่ท าการอุกอาจท าเหมือนบ้านเมืองไม่มีกฎหมาย ถ้าเกิดมีการฆ่าฟันล้มตาย ประชาชนจะขุ่นเคืองพระพันวษาได้ ทางด้านขุนช้างก็ผิดที่ไปฉุดตัวนางวันทอง มา แล้วยังอ้างชื่อพระพันวษาไปข่มขู่พาตัวนางวันทองมา ชอบตบให้สลบลงกับที่ เฆี่ยนตีเสียให้ยับไม่นับได้ มะพร้าวห้าวยัดปากให้สาใจ อ้ายหมื่นไวยก็โทษถึงฉกรรจ์ มึงถือว่าอีวันทองเป็นแม่ตัว ไม่เกรงกลัวเว้โว้ท าโมหันธ์ ไปรับไยไม่ไปในกลางวัน อา้ยแผนพ่อน้นัก็เป็นใจ มันเหมือนวัวเคยขาม้าเคยขี่ ถึงบอกกูว่าดีหาเชื่อไม่ อ้ายช้างมันก็ฟ้องเป็นสองนัย ว่าอ้ายไวยลักแม่ให้บิดา ค าศัพท์ ววัเคยขามา้เคยขี่หมายถึงคุน้เคยกันมาอย่างดีรู้ทีกนัเขา้ใจในทา นองของกันและกนัส านวนน้ีส่วนมากใช้ กับคนที่เคยเป็นสามี ภรรยากัน ถอดความได้ว่า เฆี่ยนตีขุนช้างให้สลบคาที่ แล้วเอามะพร้าวห้าวยัดปาก จมื่นไวยก็มีความผิดฉกรรจ์ที่ไปพาตัวนางวันทองมา กลางดึก คงจะมีขุนแผนผู้เป็นพ่อคอยหนุนหลัง เพราะว่าขุนช้างเอาเรื่องมาบอกพระพันวษาว่า จมื่นไวยฉุด นางวันทองกลับไปให้พ่อถือว่าเป็นความผิด


เป็นราคีข้อผิดมีติดตัว หมองมัวมลทินอยู่หนักหนา ถ้าอ้ายไวยอยากจะใคร่ได้แม่มา ชวนพ่อฟ้องหาเอาเป็นไร อัยการศาลโรงก็มีอยู่ หรือว่ากูตัดสินให้ไม่ได้ ชอบทวนด้วยลวดให้ปวดไป ปรับไหมให้เท่ากับชายชู้ มนัเกิดเหตุท้งัน้ีก็เพราะหญิง จึงหึงหวงชว่งชิงยุ่งยิ่งอยู่ จ าจะตัดรากใหญ่ให้หล่นพรู ให้ลูกดอกดกอยู่แต่กิ่งเดียว ค าศัพท์ ทวนด้วยลวด หมายถึง เฆี่ยนตีด้วยหนังที่ท าเป็นเส้นยาวๆซึ่งเรียกว่าลวดหนัง ถอดความได้ว่า ถ้าจมื่นไวยอยากได้ตัวแม่ ท าไมไม่พาพ่อมาฟ้องศาล หรือคิดว่าพระพันวษาไม่สามารถตัดสินให้ได้ ต้องลงโทษด้วยลวดและปรับ ส่วนขุนช้างก็บังอาจอ้างราชโองการ ควรตบให้สลบ แล้วเอามะพร้าวยัดปาก แลว้รับสั่งว่าจะตอ้งแกป้ ัญหาน้ีให้จบเสียทีตอ้งตดัรากใหญ่(ปัญหา) ให้เหลือลูกดอกกิ่งเดียว (ให้นางวนัทอง ตัดสินใจเลือกเพียงหนึ่ง) อีวันทองตัวมันเหมือนรากแก้ว ถ้าตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหี่ยว ใครจะควรสู่สมอยู่กลมเกลียว ให้เด็ดเดี่ยวรู้กนัแต่วนัน้ี เฮ้ยอีวันทองว่ากระไร มึงต้งัใจปลดปลงให้ตรงที่ อย่าภวังค์กังขาเป็นราคี เพราะมึงมีผัวสองกูต้องแค้น ถ้ารักใหม่ก็ไปอยู่กับอ้ายช้าง ถ้ารักเก่าเข้าข้างอ้ายขุนแผน อย่าเวียนวนไปให้คนมนัหมิ่นแคลน ถ้าแม้นมึงรักไหนให้ว่ามา ค าศัพท์ รากใหญ่ หมายถึง นางวันทอง


ถอดความได้ว่า นางวันทองเหมือนกับรากแก้วถ้าตัดโคนได้แล้วใบก็จะเหี่ยวไปเอง พระพันวษาตรัสว่านางวันทองจะตกลง ยงัไงอย่าลงัเลเพราะมีท้งัผวัและลูกถา้รักใหม่ก็ให้ไปอยู่กบัขุนชา้งแต่ถา้รักก็เลือกขุนแผน อย่าชักช้าคนจะนินทาเอาได้ จะเลือกใครก็ว่ามา คราน้นัวนัทองฟังรับสั่ง ให้ละลา้ละลงัเป็นหนกัหนา คร้ันจะทูลกลวัพระราชอาญา ขุนชา้งแลดูตายกัคิ้วลน พระหมื่นไวยใช้ใบ้ให้แม่ว่า บุ้ยปากตรงบิดาเป็นหลายหน วนัทองหมองจิตคิดเวียนวน เป็นจนใจนิ่งอยู่ไม่ทูลไป คราน้นัพระองคท์รงธรณินทร์ หาไดย้ินวนัทองทูลข้ึนไม่ พระตรัสความถามซักไปทันใด หรือมึงไม่รักใครให้ว่ามา ถอดความได้ว่า นางวนัทองไดฟ้ ังคา พระพนัวษาก็เกิดลงัเลว่าจะเลือกใคร มองไปทางขุนชา้งก็ยกัคิ้ว มองไปทาง จมื่นไวยก็ท าปากบุ้ยไปตรงพ่อ วันทองคิดวนไปวนมา ก็ยังไม่ทูลอะไรแก่พระพันวษา พระพันวษา ไม่เห็นว่านางวันทองทูลอะไร ทรงตรัสถามต่อว่าจะไม่รักใครให้ว่ามา จะรักชู้ชังผัวมึงกลัวอาย จะอยู่ด้วยลูกชายก็ไม่ว่า ตามใจกูจะใหด้งัวาจา แต่น้ีเบ้ืองหนา้ขาดเด็ดไป นางวันทองรับพระราชโองการ ให้บันดาลบังจิตหาคิดไม่ อกุศลดลมวัให้ชวั่ใจ ดว้ยสิ้นในอายุที่เกิดมา คิดคะนึงตะลึงตะลานอก ดังตัวตกพระสุเมรุภูผา ให้อุธจัอดัอ้นัตนัอุรา เกรงผิดภายหนา้ก็สุดคิด


ถอดความได้ว่า จะไปอยู่กบัลูกไหม ตามแต่ใจแต่ถา้ตอบมาแลว้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้นางวนัทองรับพระราชโองการดงัน้นั ก็คิดไม่ออกถึงเวลาสิ้นอายุจึงเกิด “อกุศล” ทา ให้ประหม่าและเกรงว่าจะตดัสินใจผิด จะว่ารักขุนช้างกระไรได้ ที่จริงใจมิได้รักแต่สักหนิด รักพ่อลูกห่วงดังดวงชีวิต แม้นทูลผิดจะพิโรธไม่โปรดปราน อย่าเลยจะทูลเป็นกลางไว้ ตามพระทัยท้าวจะแยกให้แตกฉาน คิดแลว้เท่าน้นัมิทนันาน นางก้มกรานแล้วก็ทูลไปฉับพลัน ความรักขุนแผนก็แสนรัก ด้วยร่วมยากมานักไม่เดียดฉันท์ สู้ล าบากบุกป่ ามาด้วยกัน สารพันอดออมถนอมใจ ถอดความได้ว่า จะว่ารักขุนช้างก็ไม่ได้เพราะตนไม่ได้รัก ถ้าเกิดทูลพระพันวษาผิดก็จะเป็นทูล จึงทูลเป็นกลางๆ ตามแต่พระทยัของพระพนัวษาว่าจะตดัสินใจอย่างไรจึงทูลออกไปว่าขุนแผนน้ันก็แสนรักร่วมทุกขร์่วมสุข ด้วยกันมานาน ขุนช้างแต่อยู่ด้วยกันมา ค าหนักหาได้ว่าให้เคืองไม่ เงินทองกองไว้มิให้ใคร ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว จมื่นไวยเล่าก็เลือดที่ในอก ก็หยิบยกรักเท่ากันกับผัว ทูลพลางตวันางเริ่มระรัว ความกลวัอาญาเป็นพน้ไป คราน้นัพระองคผ์ูท้รงภพ ฟังจบแคน้คลงั่ดงัเพลิงไหม้ เหมือนดินประสิวปลิวติดกับเปลวไฟ ดูดู๋เป็นได้อีวันทอง


ถอดความได้ว่า ขุนช้างอยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยท าเรื่องให้ขุ่นเคืองใจและมีเงินทองบ่าวไพร่ใช้ไม่ขัดสน ส่วนจมื่นไวยที่เป็น ลูกชายก็เป็นเหมือนเลือดในอกย่อมรักเท่ากบัรักผวัอยู่แลว้ทูลเสร็จนางวนัทองก็สั่นดว้ยความกลวั หลงัจากนางวนัทองทูล พระพนัวษากริ้วอย่างมากเหมือนดินประสิวที่โดนไฟแลว้ปะทุ จะว่ารักขา้งไหนไม่ว่าได้น้า ใจจะประดงัเขา้ท้งัสอง ออกนั่นเขา้นี่มีส ารอง ยิ่งกว่าทอ้งทะเลอนัล้า ลึก จอกแหนแพเสาส าเภาใหญ่ จะทอดถมเท่าไรไม่รู้สึก เหมือนมหาสมุทรสุดซ้ึงซึก น้า ลึกเหลือจะหยงั่กระทงั่ดิน อิฐผาหาหาบมาทุ่มถม ก็จ่อมจมสูญหายไปหมดสิ้น อีแสนถ่อยจัญไรใจทมิฬ ดงัเพชรนิลเกิดข้ึนในอาจม ถอดความได้ว่า นางวนัทองไม่ยอมบอกว่าจะเลือกใคร พระพนัวษารับสั่งด่านางวนัทองว่ารักขา้งไหนเลือกไม่ถูกจะเอาไว้ ส ารองท้งัสองยิ่งว่าความลึกของทะเลทอดสมอลึกเกินจะหยงั่ถึงได้คนถ่อยจญั ไร ใจทมิฬ เหมือนเพชรที่ เกิดในสิ่งสกปรก รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ ใจไม่ซื่อสมศักดิ์เท่าเส้นผม แต่ใจสัตว์มันยังมีที่นิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดูมัน มึงนี่ถ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีทา้ยเมือง จะเอาเรื่องไม่ไดส้ ักสิ่งสรรพ์ ละโมบมากตัณหาตาเป็นมัน สักร้อยพันให้มึงไม่ถึงใจ ว่าหญิงชวั่ผวัยงัคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมือนมึงไม่ หนักแผ่นดินกูจะอยู่ไย อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารด


ถอดความได้ว่า หน้าตาสวยงามชื่อเพราะน้อยไปหรือถึงได้จิตใจไม่ซื่อเท่ากับเส้นผม เลวกว่าสัตว์เพราะสัตว์ยังมีฤดูผสม พนัธุ์หญิงชวั่ยงัมีผวัคราวละคน จะอยู่ให้หนกัแผ่นดินทา ไม ทรงหันไปตรัสกบัจมื่นไวยว่าอย่านบั นางวันทองเป็นแม่ให้อายเขา กูเล้ียงมึงถึงให้เป็นหัวหมื่น คนอื่นรู้ว่าแม่ก็ขายหนา้ อา้ยขุนชา้งขุนแผนท้งัสองรา กูจะหาเมียให้อย่าอาลยั หญิงกาลกิณีอีแพศยา มันไม่น่าเชยชิดพิสมัย ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป มึงตดัใจเสียเถิดอีคนน้ี เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อย่าให้มีโลหิตติดดินกู เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน ตกดินจะอัปรีย์กาลีอยู่ ฟันให้หญิงชายท้งัหลายดูสั่งเสร็จเสด็จสู่ปราสาทชยั ถอดความได้ว่า รับสั่งขุนชา้งกบัขุนแผนพระองคจ์ะทรงหาเมียใหม่ให้แลว้รบัสั่งให้เอานางวนัทองไปประหารชีวิต เอาขวานผ่าอกแลว้เอาใบตองมารองเลือดให้หมากิน อย่าให้เลือดอปัรียก์าลีตกถึงพ้ืนดินเลย รับสั่งเสร็จก็เสด็จเขา้สู่ปราสาทที่ประทบั คุณค่าวรรณคดี ด้านวรรณศิลป์ ๑.สะท้อนถึงอารมณ์โกรธแค้นและสะเทือนใจ (พิโรธวาทัง) คราน้นัขุนช้างฟังบ่าวบอก เหงื่อออกโซมล้านกระบาลใส คิดคิดให้แค้นแสนเจ็บใจ ช่างท าได้ต่างต่างทุกอย่างจริง


๒.มีการพรรณนาถึงเรื่องฝันร้าย จะกล่าวถึงเจา้จอมหม่อมขุนชา้ง นอนครางหลบักรนอยู่ป่นเป้ือน อศัจรรยฝ์ันแปรแชเชือน ว่าข้ีเร้ือนข้ึนตวัทวั่ท้งัน้นั หาหมอมารักษายาเขา้ปรอท มนักินปอดตบัไตออกไหลลนั่ ท้งัไส้นอ้ยไส้ใหญ่แลไส้ตนั ฟันฟางก็หักจากปากตวั ๕. การพรรณนาโวหาร (นารีปราโมทย์) ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย ว่าพลางทางแอบเขา้แนบอก ประคองยกของส าคญัมนั่หมาย ๖. เชิงเปรียบเทียบ (อุปมาโวหาร) อีวันทองตัวมันเหมือนแก้ว ถ้าตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหี่ยว ใครจะควรสู่สมอยู่กลมเกลียว ให้เด็ดเดี่ยวรู้กนัแต่วนัน้ี ๗. รสในวรรณคดี ๗.๑ พิโรธวาทัง อย่าเลยจะรับแม่กลับมา ให้อยู่ด้วยบิดาเกษมศร พรากให้พ้นคนอุบาทว์ชาติอัปรีย์ ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความโกรธา อัดอึดฮีดฮัดด้วยขัดใจ เมื่อไรตะวันจะลับหล้า เข้าห้องหวนละห้อยคอยเวลา จวนสุริยาเล้ียวลบัเมรุไกร เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข น้า คา้งตกกระเซ็นเยน็เยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา ๗.๒ เสาวรจนีย์ คร้ันเวลาดึกกา ตดัสงดัเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรียบระรุบร่อน พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง


ดุเหว่าเร้าเสียงส าเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง วันทองน้องนอนสนิททรวง จิตง่วงระงับสู่ภวังค์ ๗.๓ สัลลาปังคพิสัย จะใครถีบขุนช้างที่กลางตัว นึกกลวัจะถูกแม่วนัทองนนั่ พลางนงั่ลงนอบนบอภิวนัทน์ สะอ้ืนอ้นัอกแคน้น้า ตาคลอ ๘.อุปมาโวหาร อีวันทองตัวมันเหมือนแก้ว ถ้าตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหี่ยว ใครจะควรสู่สมอยู่กลมเกลียว ให้เด็ดเดี่ยวรู้กนัแต่วนัน้ี ดา้นเน้ือหา ๑.โครงเรื่อง ๑.๒ ) เน้ือเรื่องย่อ ขุนชา้งถวายฎีกาต่อพระพนัวษาว่าเรื่องที่จมื่นไวยลกัลอบข้ึนเรือนพานางวนัทองหนีไปจากตนจึงทา ให้ เป็นเรื่องใหญ่พระพันวษาให้นางวันทองเลือกว่าจะอยู่กับใครแต่นางวันทองไม่เลือกจึงท าให้ถูกประหารชีวิต ๑.๒ ) ลักษณะค าประพันธ์ เป็นประเภทกลอนเสภา ๒.ตัวละคร ๒.๑ ) นางวันทอง มีนิสัยที่รักขุนแผนและรักลูกมาก ไม่ยอมตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะอยู่กับใคร ๒.๒ ) ขุนแผน หนุ่มเจ้าชู้รูปงาม มีนิสัยเก่งด้านการสู้รบและมีความสามารถทางด้านไสยศาสตร์ ๒.๓ ) ขุนช้าง รักเดียวใจเดียวรักนางวันทองมาก ไม่เคยท าให้เสียใจ ยกย่องให้นางวันทองเป็นเมียอย่าง สมบูรณ์แบบ ๒.๔ ) จมื่นไวย เก่งกล้าด้านคาถาวิชาอาคมเหมือนพ่อ (ขุนแผน) มีความรักต่อแม่มาก (นางวันทอง) ยอม ท าทุกอย่างเพื่อให้แม่กลับมาอยู่ด้วย ๒.๕ ) สมเด็จพระพันวษา เป็นผู้รับถวายฎีกาจากขุนช้าง มีนิสัยข้ีโมโห โกรธง่ายเมื่อมีคดีฟ้องร้องมีการ ไต่สวนและพิสูจน์ความจริง


ด้านสังคม ๑.การปกครอง พระมหากษัตริย์ทรงมีอ านาจสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองและดูแลราษฎร ตัดสินคดีความ ต่างๆ คราน้นัสมเด็จพระพนัวษา ทรงพระโกรธาโกลาหล ทุดอา้ยจญั ไรมิใช่คน บนบกบนฝั่งดงัไม่มี ใช่ที่ใช่ทางวางเข้ามา ฤๅอ้ายช้างเป็นบ้ากระมังนี่ เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป ๒.ค่านิยม ผูห้ญิงในสมยัน้ันไม่มีสิทธ์ิดา เนินชีวิตดว้ยตนเองตอ้งเชื่อฟังและปฏิบตัิตามที่สามีบอกเสมอ คราน้นัเมื่อตามไปกลางป่า หนา้ดา เหมือนหน่ึงทามินหมอ้ไหม้ ชนะความงามหน้าดังเทียนชัย เขาฉุดไปเหมือนลงทะเลลึก เจา้พลายงามตามรับเอากลบัมา ทีน้ีหนา้จะดา เป็นน้า หมึก ก าเริบใจด้วยเจ้าไวยก าลังฮึก จะพาแม่ตกลึกให้จ าตาย ๓.สถาปัตยกรรมไทยเรือนไทยสมยัก่อนสร้างจากไม้นิยมใชล้ิ่มซ่ึงเป็นไมข้ดัหรือตอกและใชด้าลซ่ึงทา ด้วยไม้ขัดบานประตูแทนกลอนประตูในปัจจุบัน จุดเทียนสะกดข้าวสารปราย ภูตพรายโดดเรือนสะเทือนผาง สะเดาะดาลบานเปิ ดหน้าต่างกาง ย่างเทา้กา้วข้ึนร้านดอกไม้ ด้านการน าไปใช้ ๑.ความกตัญญูต่อมารดา จากบทเสภาจมื่นไวยมีความเป็นห่วงและมีความรักต่อแม่ (นางวันทอง) เป็นอย่าง มาก จึงคิดจะพานางวันทองกลับมาอยู่ด้วย จะกล่าวถึงโฉมเจา้พลายงาม เมื่อเป็นความชนะขุนชา้งนั่น กลับมาอยู่บ้านส าราญครัน เกษมสันต์สองสมภิรมย์ยวน พร้อมญาติขาดอยู่แต่มารดา นึกนึกตรึกตราละห้อยหวน


บรรณานุกรม กฤษณาวงบาสันต.์(2542), วิธีไทย.กรุงเทพมหานคร: เริร์ดเวฟเอ็คดูเคชนั่ กันยา สุวรรณแสง (2542) จิตวิทยาทวั่ ไป. พมิพค์ร้ังที่4.กรุงเทพมหานคร: รวมสาส์น (1997), กุหลาบ มัลลิกะมาส. (2522). วรรณคดีวิจารณ์. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามค าแหงโกศล วงศ์สวรรค์ และ สถิต วงศ์สวรรค์. (2543). ปัญหาสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร: รวมสาส์น (1997). ขนิษฐา จิตชินะกุล. (2545) กติชนวิทยา. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์จาร วรรณ ธรรมวัตร. (2530) กติชาวบ้าน, กรุงเทพมหานกร: มหาสารคาม. เจตนา นาควัชระ. (2520), วรรณคดีวิจารณ์และวรรณกดีศึกษา, กรุงเทพมหานคร: สนราคม สังคมศาสตร์เเห่งประเทศไทย เบอมาลย์ ราชกัณฑารักย์. (2545) มนุษย์กับวัฒนธรรม. กรุงทพมหานกระ เกษตรศาสตร์. ณรงค์ โวหารเสาวภาคย์. (23521 มมุษย์กับสังกม, กรุงเทพมหานกระ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย วิทย์ศิวะศริยานนท์(2544). วรรณคดีและวรรณคดีวิจารณ์(พมิพค์ร้ังที่6)กรุงเทพมหานดระธรรมชาติ. ศกัดา ป้ันเหน่งเพช็ร. (2517).คุณค่าเชิงวรรณคดีเรื่องขุนชา้งขุนแผน วิทยานิพนธ์ปรีญญา อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุรีรัตน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา. (2541), การควบคุมทาง สังคมด้วยการให้รางวัล


Click to View FlipBook Version