ระบํา ราํ ฟอน
รายวิชาศิลปะ 3 (ศ30103)
โดย นางสาวจิตริณี ศรีเสวกร์
ตําแหน่งครู วิทยฐานะ ชาํ นาญการ
ใบความรู้ เรือ่ ง การแสดงระบา รา ฟอ้ น
หน่วยการเรียนรู้ นาฏศลิ ปแ์ ละการละครของไทย แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 3-4
รายวิชาศลิ ปะ 3 รหสั วิชา ศ30103 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5
ระบำ รำ ฟ้อน คือ ศิลปะกำรร่ำยรำอย่ำงหนึ่งที่มุ่งหมำยเพียงเพื่อควำมสวยงำมของท่ำทำงและควำม
บันเทิงเริงใจ ไม่มีกำรดำเนินเรื่องรำว กิริยำกำรเคลื่อนไหวเน้นให้เข้ำกับจังหวะของดนตรี และจะมีเน้ือร้อง
หรือไม่มีก็ได้ กำรแสดงเกิดขึ้นได้ทุกท้องถิ่น จัดเป็นระบำ รำ ฟ้อนพ้ืนบ้ำน มักจะจำกัดคำเรียกกัน เช่น
ภำคเหนอื เรยี กว่ำ ฟอ้ น ภำคตะวนั ออกเฉียงเหนอื (อีสำน) เรยี กว่ำ เซงิ้ เปน็ ตน้
ความเป็นมาของระบา รา ฟ้อน
ระบำ รำ ฟ้อน มีกำเนิดมำก่อนโขน ละคร มูลเหตุมำจำกวิวัฒนำกำรพฤติกรรมของมนุษย์ท่ีมีกำร
แสดงอำกปั กิรยิ ำ เมอื่ บงั เกดิ อำรมณ์สะเทือนใจต่ำง ๆ ขึ้น เช่น กำรเปล่งเสียง กำรแสดงท่ำทำง กำรแสดงสีหน้ำ
ต่อมำเมื่อมนุษย์เจริญข้ึนได้ปรับปรุงอำกำรต่ำง ๆ ให้งดงำม โดยเลียนแบบกิริยำทั้งมนุษย์และสัตว์ และแสดง
ในโอกำสตำ่ ง ๆ
ระบำ รำ ฟ้อนของไทยพบว่ำมีหลักฐำนสำคัญท่ีแสดงให้เห็นว่ำ คนไทยมีระบำ รำ ฟ้อนมำเป็นเวลำ
นับร้อยปีแล้ว ได้แก่ ศิลำจำรึกสมัยสุโขทัยท่ีกล่ำวว่ำมี “ระบำรำเต้นเล่นทุกฉัน” นอกจำกน้ันเม่ือศึกษำ
เปรียบเทียบกับวัฒนธรรมกำรฟ้อนรำของอินเดีย โดยเฉพำะตำรำนำฏยศำสตร์ ได้กล่ำวถึงท่ำรำต่ำงๆ มี 108 ท่ำ
ก็อำจกล่ำวได้ว่ำ ระบำ รำ ฟ้อน ของไทยส่วนหนึ่งอำจจะได้รับอิทธิพลจำกวัฒนธรรมกำรฟ้อนรำของอินเดีย
เข้ำมำผสมผสำนกับกำรร่ำยรำท่ีคนไทยมีแบบแผนกำรร่ำยรำเฉพำะของชำติไทย โดยพัฒนำให้เหมำะสมและ
สอดคล้องกับท่วงทำนองเพลงและดนตรีไทย จนมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ประจำชำติ ดังปรำกฏให้เห็นดัง
ปจั จุบัน
ประเภทของระบา รา ฟ้อน
1. ระบา
ระบำ หมำยถงึ กำรแสดงทตี่ อ้ งใช้ผู้แสดงต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป ซ่ึงกำรแสดงน้ัน ๆ จะใช้เพลงบรรเลงโดย
มีเนื้อร้องหรือไม่มีเนื้อร้องก็ได้ ระบำนั้นเป็นศิลปะของกำรร่ำยรำท่ีเป็นชุด ไม่ดำเนินเป็นเร่ืองรำว เน้นควำม
พร้อมเพรียงในด้ำนกระบวนทำ่ รำ กำรเปลี่ยนท่ำ กำรแปรแถว ผู้แสดงแต่งกำยงดงำม มี 2 ชนดิ
1.1ระบามาตรฐาน เป็นระบำแบบดัง้ เดมิ ท่ีมีมำแต่โบรำณกำล ไมส่ ำมำรถนำมำเปลย่ี นแปลงท่ำรำได้
เพรำะถอื ว่ำเปน็ กำรรำ่ ยรำท่เี ป็นแบบฉบับ บรมครนู ำฏศลิ ป์ไดค้ ดิ ประดษิ ฐ์ไว้ และนิยมนำมำเปน็ แบบแผนใน
กำรรำทีเ่ คร่งครดั กำรแตง่ กำยของระบำประเภทนี้ มักแต่งกำยในลักษณะท่เี รียกวำ่ "ยนื เครื่อง"
1.2 ระบาที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ หรือระบาเบด็ เตล็ด เป็นลักษณะระบำท่ีปรับปรงุ หรือประดิษฐ์ข้นึ ใหม่
โดยคำนงึ ถงึ ควำมเหมำะสมของผู้แสดง และกำรนำไปใชใ้ นโอกำสตำ่ ง ๆ กัน จำแนกออกเป็น
1.2.1 ปรับปรุงมาจากพื้นบ้าน หมำยถึง ระบำท่ีคิดประดิษฐ์สร้ำงสรรค์ขึ้นมำจำกแนวทำง
ควำมเปน็ อยู่ของคนพ้นื บ้ำน กำรทำมำหำกิน อตุ สำหกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีในแต่ละท้องถิ่นออกมำใน
รูประบำ เพอื่ เปน็ เอกลกั ษณ์ประจำถน่ิ ของตน เช่น เซิง้ บ้ังไฟ เต้นกำรำเคยี ว ระบำงอบ ระบำกะลำ ฯลฯ
1.2.2 ปรับปรุงมาจากท่าทางของสัตว์ หมำยถึง ระบำทคี่ ิดประดษิ ฐข์ ้ึนใหม่ตำมลักษณะลีลำ
ท่ำทำงของสตั วช์ นดิ ตำ่ งๆ บำงครั้งอำจนำมำใชป้ ระกอบกำรแสดงโขน - ละคร บำงคร้ังก็นำมำใช้เป็นกำรแสดง
เบ็ดเตล็ด เช่น ระบำนกยงู ระบำนกเขำ ระบำมฤครำเริง ระบำตัก๊ แตน ฯลฯ
1.2.3 ปรับปรุงมาจากตามเหตุการณ์ หมำยถึง ระบำที่คิดประดิษฐ์ข้ึนใช้ตำมโอกำสที่
เหมำะสม เช่น ระบำพระประทีป ระบำโคมไฟ ประดิษฐ์ขึ้นรำในวันนักขัตฤกษ์ ลอยกระทงในเดือนสิบสอง
ระบำทีเ่ กี่ยวกับกำรอวยพรตำ่ งๆสำหรับเปน็ กำรต้อนรบั และแสดงควำมยินดี
1.2.4 ปรับปรุงข้ึนใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ระบำประเภทนี้เป็นระบำประดิษฐ์ และ
สร้ำงสรรค์ข้ึนเพ่ือเป็นแนวทำงสื่อนำสู่บทเรียน เหมำะสำหรับเด็กๆ เป็นระบำง่ำยๆ เพ่ือเร้ำควำมสนใจ
ประกอบบทเรยี นต่ำงๆ เช่น ระบำสูตรคณู ระบำวรรณยุกต์ ระบำเลขไทย ฯลฯ
ระบำประเภทปรับปรุงขึ้นใหม่หรือระบำเบ็ดเตล็ดน้ี ลักษณะท่ำทำงจะไม่ตำยตัว มีกำรเปล่ียนแปลง
ตลอดเวลำ ข้นึ อยู่กับเหตกุ ำรณ์ ตัวบุคคล ตลอดจนฝีมอื และควำมสำมำรถของผสู้ อน และตัวนักเรียนเอง
2. รา
รา หมำยถึง แสดงท่ำเคลื่อนไหวคนเดียวหรือหลำยคน โดยมีลีลำ และแบบท่ำของกำรเคล่ือนไหว
และมจี งั หวะลีลำเข้ำกับเสียงที่ทำจังหวะเพลงร้องหรือเพลงดนตรี แบ่งตำมลักษณะของกำรแสดงโขน ละคร
มี 2 ชนดิ ได้แก่
2.1 การราหน้าพาทย์ คือ กำรรำตำมทำนองเพลงดนตรีป่ีพำทย์ บรรเลงประกอบกำรแสดงโขน
ละคร และอ่ืน ๆ ผู้แสดงจะต้องเต้นหรือรำไปตำมจังหวะ และทำนองเพลงที่บัญญัติไว้โดยเฉพำะหรือถือ
หลักกำรบรรเลงเป็นสำคัญ ซ่ึงจะบ่งช้ีให้ผู้ชมทรำบฐำนะตัวละคร กิริยำอำกำร อำรมณ์และควำมรู้สึกของตัว
ละคร
2.1.1 เพลงหนำ้ พำทย์แบ่งตำมฐำนนั ดร แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คอื
1) หน้ำพำทย์ธรรมดำ ใช้บรรเลงประกอบกิริยำอำรมณ์ของตัวละครท่ีเป็นสำมัญชน เป็นเพลงหน้ำ
พำทย์ไม่บังคับควำมยำว กำรจะหยุด ลงจบ หรือเปลี่ยนเพลง ผู้บรรเลงจะต้องดูท่ำรำของตัวละครเป็นหลัก
เพลงหน้ำพำทย์ชนดิ นโ้ี ดยมำกใช้กบั กำรแสดงลเิ กหรอื ละคร เชน่ เพลงเสมอ เพลงเชิด เพลงรัว เพลงโอด
2) หน้ำพำทย์ชั้นสูง ใช้บรรเลงประกอบกิริยำ อำรมณ์ของตัวละครผู้สูงศักด์ิหรือเทพเจ้ำต่ำงๆ เป็น
เพลงหน้ำพำทย์ประเภทบังคับควำมยำว ผรู้ ำจะต้องยดื ทำนองและจังหวะของเพลงเปน็ หลักสำคัญ จะตัดให้ส้ัน
หรือเติมให้ยำวตำมใจชอบไม่ได้ โดยมำกใช้กับกำรแสดงโขน ละคร และใช้ในพิธีไหว้ครู ครอบครูดนตรีและ
นำฎศิลป์ เช่น เพลงตระนอน เพลงตระบองกัน เพลงตระบรรทมสินธ์ุ เพลงบำทสกุณี เพลงองค์พระพิรำพ
โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งเพลงอนงค์พระพิรำพ ถือกันว่ำเป็นเพลงหน้ำพำทย์ชั้นสูงสุดในบรรดำเพลงหน้ำพำทย์
ทัง้ หลำย
2.1.2 เพลงหน้ำพำทย์แบง่ ตำมกำรนำไปใช้ประกอบกำรแสดงของตัวละคร มี 7 ลกั ษณะ
1) เพลงหนำ้ พำทยป์ ระกอบกิรยิ ำไปมำ ไดแ้ ก่
เพลงเสมอ ใชป้ ระกอบกิริยำกำรเดนิ ทำงระยะใกล้ ไปช้ำๆ ไมร่ ีบรอ้ น
เพลงเชิด ใชป้ ระกอบกริ ิยำกำรเดนิ ทำงระยะไกลไปมำอยำ่ งรบี รอ้ น
เพลงโคมเวยี น ใช้ประกอบกิรยิ ำกำรเดนิ ทำงในอำกำศของเทวดำและนำงฟ้ำ
เพลงแผละ ใช้ประกอบกิรยิ ำกำรไปมำของสัตวม์ ปี ีก เช่น นก ครฑุ
เพลงชุบ ใช้ประกอบกิริยำไปมำของตัวละครศักด์ิตำ่ เช่น นำงกำนลั
2) เพลงหนำ้ พำทยป์ ระกอบกำรยกทพั ไดแ้ ก่
เพลงกรำวนอก สำหรบั กำรยกทพั ของมนษุ ย์ ลิง
เพลงกรำวใน สำหรับกำรยกทพั ของยกั ษ์
3) เพลงหน้ำพำทยป์ ระกอบควำมสนุกสนำนร่ำเรงิ ได้แก่
เพลงกรำวรำ สำหรับกิรยิ ำเยำะเยย้
เพลงสนี วล เพลงชำ้ เพลงเร็ว สำหรบั แสดงควำมรื่นเริง
เพลงฉุยฉำย แมศ่ รี สำหรบั แสดงควำมภูมใิ จในควำมงำม
4) เพลงหนำ้ พำทยป์ ระกอบกำรแสดงอิทธิฤทธป์ิ ำฎหิ ำริย์ ได้แก่
เพลงตระนิมิตร สำหรบั กำรแปลงกำย ชุบคนตำยให้ฟื้น
เพลงคุกพำทย์ สำหรบั กำรแสดงอิทธฤิ ทธ์ิ หรือเหตุกำรณ์อันนำ่ สะพรึงกลัว
เพลงรัว ใช้ทั่วไปในกำรสำแดงเดช หรือแสดงปรำกฎกำรณโ์ ดยฉบั พลัน
5) เพลงหนำ้ พำทยป์ ระกอบกำรต่อส้แู ละและตดิ ตำม ไดแ้ ก่
เพลงเชิดนอก สำหรบั กำรต่อสหู้ รือกำรไลต่ ิดตำมของตัวละครที่ไมใ่ ชม่ นุษย์ เช่น หนมุ ำนไล่
จบั นำงสพุ รรณมัจฉำ หนมุ ำนไล่จับนำงเบญกำย
เพลงเชิดฉำน สำหรับตัวละครทเ่ี ปน็ มนุษยไ์ ล่ตำมสตั ว์ เช่น พระรำมตำมกวำง
เพลงเชิดกลอง สำหรับกำรต่อสู้ กำรรกุ ไลฆ่ ำ่ ฟันกันโดยทัว่ ไป
เพลงเชิดฉง่ิ ใช้ประกอบกำรรำกอ่ นท่จี ะใช้อำวธุ สำคัญหรือก่อนกระทำกิจสำคญั
6) เพลงหน้ำพำทย์ประกอบกำรแสดงอำรมณ์ทว่ั ไป ไดแ้ ก่
เพลงกล่อม สำหรบั กำรขับกลอ่ มเพื่อกำรนอนหลบั
เพลงโลม สำหรบั กำรเข้ำพระเขำ้ นำง กำรเล้ำโลมดว้ ยควำมรกั
เพลงโอด สำหรับกำรรอ้ งไห้
เพลงทยอย สำหรับอำรมณ์เสยี ใจ เศร้ำใจขณะที่เคล่ือนท่ีไปด้วย เชน่ เดนิ พลำงร้องไห้พลำง
7) เพลงหน้ำพำทยเ์ บ็ดเตล็ด ไดแ้ ก่
เพลงตระนอน แสดงกำรนอน
เพลงลงสรง สำหรับกำรอำบนำ้
เพลงเซน่ เหลำ้ สำหรับกำรกิน กำรด่มื สรุ ำ
2.2 การราบท เปน็ กำรรำ่ ยรำของตัวละครซึ่งจะแสดงกิริยำท่ำทำงตำมถ้อยคำในเนอ้ื เพลง ส่วนใหญม่ ี
กำรรำบทปรำกฏในกำรแสดงโขน ละคร แบ่งตำมจำนวนผ้แู สดง คอื
2.2.1 รำเดยี่ ว เปน็ กำรร่ำยรำเพื่ออวดฝีมอื ผูร้ ่ำยรำ มแี ทรกอยูใ่ นกำรแสดงเปน็ เรื่อง หรืออำจ
เปน็ กำรรำสลบั ฉำก บำงคร้ังนิยมนำมำแสดงโดยเอกเทศ เช่น
ฉุยฉำยพรำหมณ์ ในบทละครเร่ือง พระคเณศร์เสียงำ
ฉยุ ฉำยทศกณั ฐป์ ลอม ในบทละครเร่ือง รำมเกียรติ์
ฉุยฉำยวนั ทอง ในบทละครเรื่อง ขนุ ชำ้ งขนุ แผน
ฉุยฉำยฮะเนำ ในบทละครเร่ือง เงำะปำ่
บษุ บำชมศำล ในบทละครเรื่อง อิเหนำ
ฯลฯ
2.2.2 รำคู่ เป็นกำรแสดงที่นิยมใช้เบิกโรงอำจจะเก่ียวข้องกับกำรแสดงหรือไม่ก็ได้ เพ่ือโชว์
ลีลำควำมสำมำรถในบทบำทกำรอวยพร กำรต่อสู้ กำรตดิ ตำม กำรเก้ยี วพำรำสี
กำรอวยพร เชน่ รำประเลง เปน็ กำรรำปัดเสนียดจญั ไร
รำดอกไม้เงินทอง เป็นกำรรำเชดิ ชูเกียรติของพระมหำกษตั รยิ ์
กำรตอ่ สู้ เช่น รำกริช ในเร่อื งอิเหนำ ระหวำ่ งอิเหนำกบั จรกำ
กำรใช้อำวธุ ชนดิ ต่ำง ๆ เชน่ โลห่ ์ ดง้ั ดำบ กระบอง เป็นต้น
กำรติดตำม เช่น พระรำมตำมกวำง ในเรื่อง รำมเกียรติ์
กำรเกี้ยวพำรำสี เช่น รจนำเสย่ี งพวงมำลยั ในเรอ่ื ง สงั ข์ทอง
พลำยบัวเกยี้ วนำงตำนี ในเร่อื ง ขนุ ช้ำงขุนแผน
ฯลฯ
2.3.3 รำหมู่ คือ กำรแสดงทใ่ี ชผ้ แู้ สดงมำกกว่ำ 2 คนข้นึ ไป มุ่งควำมงำมของท่ำรำ และควำม
พร้อมเพรยี งของผู้แสดง เชน่ รำวงมำตรฐำน รำพัด รำโคม รำสนี วล
3. ฟ้อน หมำยถึง กำรร่ำยรำโชว์ควำมสวยงำมเน้นควำมพร้อมเพรียง ท่ำรำบำงท่ำแสดงควำมหมำยตำมบท
รอ้ งแตไ่ ม่ดำเนินเรอ่ื งรำว แสดงเป็นหมู่ จดั เปน็ กำรละเลน่ พื้นเมือง ซ่งึ มลี กั ษณะเฉพำะในแตล่ ะท้องถ่ิน
ภาคเหนือ แบ่งกำรฟ้อนออกเปน็ 5 ประเภท ดงั น้ี
3.1 ฟ้อนทส่ี บื เนื่องมำจำกำรนับถอื ผี เกย่ี วเนอื่ งกบั ควำมเชอ่ื และพธิ กี รรม เป็นกำรฟ้อน
เก่ำแก่ทม่ี ีมำช้ำนำน ได้แก่ ฟอ้ นผมี ด ผเี ม็ง ฟ้อนผบี ำ้ นผเี มือง ฟ้อนผนี ำงด้ง
3.2 ฟ้อนแบบเมือง หมำยถึง ศิลปะกำรฟ้อนท่ีมีลีลำแสดงลักษณะเป็นแบบฉบับของ "คน
เมอื ง" หรือ "ชำวไทยยวน" ไดแ้ ก่ ฟอ้ นเล็บ ฟอ้ นเทยี น ฟ้อนเจงิ ตบมะผำบ ฟ้อนดำบ ตีกลองสะบดั ชัย
3.3 ฟ้อนแบบม่ำน เป็นกำรผสมผสำนกันระหว่ำงศิลปะกำรฟ้อนของพม่ำ กับของไทยลำน
นำ ไดแ้ ก่ ฟอ้ นมำ่ นมยุ่ เชียงตำ
3.4 ฟอ้ นแบบเงี้ยวหรือแบบไทยใหญ่ หมำยถึง กำรฟ้อนตลอดจนกำรแสดงที่รับอิทธิพล หรือ
มีต้นเค้ำมำจำกศิลปะกำรแสดงของชำวไทยใหญ่ ได้แก่ เล่นโต กิ่งกะหร่ำ กำเบ้อคง มองเซิง ฟ้อนไต (ไทย
ใหญ)่
3.5 ฟ้อนท่ีปรำกฏในบทละคร เป็นกำรฟ้อนที่มีผู้คิดสร้ำงสรรค์ขึ้นในกำรแสดงละคร
พนั ทำง ซงึ่ นยิ มในสมยั รัชกำลที่ 5 ได้แก่ ฟ้อนน้อยใจยำ ฟอ้ นลำวแพน ฟอ้ นม่ำนมงคล
โอกาสท่ีใชใ้ นการแสดง
ระบำ รำ ฟ้อน สำมำรถแสดงเปน็ ชดุ หรือเปน็ เอกเทศกไ็ ด้ แบ่งเปน็ 3 ลกั ษณะ
1. การแสดงเบิกโรง หมำยถึง กำรแสดงชดุ สัน้ ๆ กอ่ นจะมกี ำรแสดงเปน็ เรื่องรำว มักจัดเป็นชดุ พิเศษ
ไม่เกย่ี วกบั เรื่องทจี่ ะแสดง ปรำกฏมำแตโ่ บรำณจนเปน็ แบบแผนกำรแสดงอย่ำงหน่งึ โดยจดั เปน็ ชดุ ๆ หรอื เปน็
เรื่องสนั้ ๆก็ได้
สมัยอยุธยำ มเี บกิ โรงประกอบกำรเลน่ หนังใหญ่ เชน่ ชดุ จับลิงหวั ค่ำ หัวล้ำนชนกัน แข่งววั แขง่ เกวยี น
สมยั รัชกำลท่ี 3 กรมพระรำชวังบวรมหำศักดิพลเสพ ทรงนิพนธ์เบกิ โรงสองกรวกิ
สมัยรัชกำลที่ 4 พระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ทรงพระรำชนิพนธ์บทเบิกโรงชุด รำมสูร
เมขลำ นำรำยณ์ปรำบนนทกุ ประเลง และดอกไมเ้ งนิ ทอง
สมัยรัชกำลท่ี 6 พระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกลำ้ เจ้ำอยู่หัว ทรงถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่ำงเคร่งครัด
ว่ำจะต้องมีกำรแสดงเบิกโรงก่อนกำรแสดงละครทุกครั้ง แม้ในละครพูดก็ต้องมีเบิกโรงเช่นกัน ทรงพระรำช
นพิ นธ์บทเบกิ โรงไว้ 4 ชดุ คอื ชดุ ฤษีเส่ยี งลูก ชุดนรสิงหำวตำร ชุดมหำพลี และชดุ คเณศร์เสียงำ
กำรแสดงเบิกโรง จึงเป็นขนบนิยมที่ยึดปฏิบัติสืบเน่ืองต่อ ๆ มำ วิธีกำรแสดงนิยมนำระบำ รำ ฟ้อน
เซ้ิงมำใช้ในกำรแสดง มีหลักสำคัญ คือ จะใช้เป็นกำรแสดงเริ่มแรกของรำยกำรแสดงท้ังหมด ชุดที่นิยมนำมำ
แสดง เชน่ ระบำกฤดำภินิหำร รำฉยุ ฉำย รำเมขลำรำมสูร รำจับนำง ฟ้อนอวยพร เปน็ ตน้
2. วิพิธทัศนาหรือการแสดงเบ็ดเตล็ด หมำยถึง กำรแสดงหลำย ๆ อย่ำงที่แสดงต่อเนื่องในสถำนท่ี
แสดงเดียวกัน โดยวัตถุประสงค์ของกำรจัดวิพิธทัศนำ เป็นกำรแสดงจัดกำรแสดงชุดส้ัน ๆ ท่ี
ต่อเนื่องกัน เพ่ือให้มีกำรแสดงหลำย ๆ ชุดที่เหมำะกับเวลำ เพ่ือเกิดควำมเพลิดเพลินไม่น่ำเบื่อ ส่วนมำกใช้
เวลำแสดงครำวละ 30 นำที ถงึ 1 ชัว่ โมง โดยมีหลักกำรกว้ำง ๆ คือ
เลอื กท่ำรำท่ีมีศิลปะกำรรำท่ีสว่ ยงำม
เครือ่ งแต่งกำยตัวละครงำมและแปลกตำ
มลี ลี ำกำรแสดงทสี่ นกุ สนำน นำ่ สนใจ
ต้องมที ง้ั กำรแสดงเด่ียวและหมู่
มเี วลำแสดงที่เหมำะสม พอดี
ตวั อย่ำงกำรจดั ชุดกำรแสดง ท่ใี ชเ้ วลำประมำณ 30-40 นำที ได้แก่
1) รำอวยพร
2) รำสนี วล
3) ฟันดำบ
4) โขน ตอน ยกรบ
5) รำเถดิ เทงิ
กำรบรรจุผู้แสดง สำหรับกำรรำหมู่ต้องคำนึงถึงฝีมือ รูปร่ำงและขนำดของผู้แสดง เพรำะต้องเน้น
ควำมพรอ้ มเพรยี งของผแู้ สดงเป็นอยำ่ งย่ิง
3. การแสดงประกอบโขน-ละคร หมำยถึง กำรมีชุดระบำ รำ ฟ้อน สอดแทรกในกำรแสดงเพ่ือช่วย
เสรมิ บทละครให้ผู้ชมเกิดควำมซำบซึ้งหลำยรูปแบบ ทั้งยังช่วยในกำรปรับเปลี่ยนเสริมอำรมณ์ไปตำมเรื่องรำว
ของโขน ละคร เชน่
ระบำพรหมำสตร์ ในเร่อื ง รำมเกยี รติ์
ฟอ้ นดวงดอกไม้ ในเรือ่ ง พญำผำนอง
ระบำพมำ่ -มอญ ในเรื่อง รำชำธริ ำช
หากมีข้อสงสัย
ติดต่อสอบถาม : คุณครจู ิตรณิ ี ศรเี สวกร์