The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กัณฑ์มัทรี ไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tanickwongsawut, 2022-11-27 10:33:27

กัณฑ์มัทรี ไทย

กัณฑ์มัทรี ไทย

มหกัณฑ์มัทรีาเวสสันดรชาดก

จัดทำโดย

นาย ธนิก วงศ์สวัสดิ์
ม.๕/๒ เลขที่ ๘

ผู้แต่ง

ชื่อ - สกุล เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
เกิด ไม่ปรากฏ
เสียชีวิต พ.ศ. 2348
ประวัติ "เจ้าพระยาพระคลัง นามเดิม หน เป็นบุตรของเจ้าพระยาบดินทร์สุริ
นทร์ฦๅชัยกับท่านผู้หญิงเจริญ เป็นชาวกรุงเก่าที่เจริญเติบโตรับราชการใน
สมัยธนบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสรวิชิต ตำแหน่งนายด่านเมืองอุทัยธานี
ในสมัยปลายธนบุรี ได้เกิดการจลาจลวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ขณะนั้น
พระบาทสมเด็จพระพุ ทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่ง
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ยกทัพไปตีเขมร เมื่อได้ข่าวความวุ่นวาย
ในพระนคร ก็รีบยกทัพกลับมาขจัดความเดือดร้อนในแผ่นดิน หลวงสรวิชิต
มีส่วนสำคัญในการช่วยราชการครั้งนั้นให้สำเร็จลุล่วง ดังนั้นหลังจากที่ทรง
ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุ ทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นพระยาพระคลัง
เจ้าพระยาพระคลังเป็นกวีเอกที่ได้รับการยกย่องในด้านกวีโวหารทั้งร้อยแก้ว
และร้อยกรอง มีผลงานกวีนิพนธ์มาตั้งแต่สมัยธนบุรี แต่เรื่องที่โดดเด่นเป็น
ที่รู้จักแพร่หลายนั้นแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เช่น สามก๊ก* กากีคำกลอน*
ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก* กัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี ฯลฯ กล่าวกันว่า
ท่านเป็นกวีที่พระบาทสมเด็จพระพุ ทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไว้วางพระราช
หฤทัยอย่างยิ่ง

ผลงานการประพันธ์
เจ้าพระยาพระคลัง [หน]

1. ลิลิตเพชรมงกุฎ
2. อิเหนาคำฉันท์
3. ราชาธิราช
4. กลอนและร่ายจารึกเรื่องสร้างภูเขาที่วัดราชคฤห์
5. โคลงพยุหยาตราเพ็ชรพวง*
6. สามก๊ก
7. ลิลิตศรีวิชัยชาดก
8. ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร
9. ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
10. สมบัติอมรินทร์คำกลอน
11. กากีคำกลอน
12. เพลงยาวเล่นว่าความ
13. เพลงยาวปรารภ หรือเพลงยาวปรารภถึงเรื่องวัฏฏสงสาร
14. เพลงยาวตำรามโหรี
15. เพลงยาวไหว้ครูมโหรี
16. โคลงภาพฤาษีดัดตน

ที่มาของ มหาเวสสันดรชาดก
[กัณฑ์มัทรี]

มาจากร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นชาดกเรื่องที่ยิ่งใหญ่
ที่สุด โดยกล่าวถึงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ซึ่งเสวยพระชาติเป็น
พระเวสสันดร เดิมแต่งเป็นภาษาบาลี ต่อมามีการแปลเป็นภาษา
ไทยในสมัยกรุงสุโขทัย ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
โปรดเกล้าฯให้ปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งมหาชาติคำหลวง ซึ่งเป็น
มหาชาติสำนวนแรก โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้สวด ในสมัยพระเจ้า
ทรงธรรม โปรดเกล้าให้แต่งกาพย์มหาชาติ เพื่อใช้สำหรับเทศน์ แต่
เนื้อความในกาพย์มหาชาติค่อนข้างยาว ไม่สามารถเทศน์ให้จบ
ภายใน ๑ วัน จึงเกิดมหาชาติขึ้นใหม่อีกหลายสำนวน เพื่อให้เทศน์
จบภายใน ๑ วัน มหาชาติสำนวนใหม่นี้เรียกว่า มหาชาติกลอน
เทศน์ หรือ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯโปรดเกล้าฯให้มี
การชำระและรวบรวมมหาชาติกลอนเทศสำนวนต่าง ๆ แล้วคัดเลือก
สำนวนที่ดีที่สุดของแต่ละกัณฑ์ นำมาจัดพิมพ์เป็นฉบับของหลวง ๒
ฉบับ คือ ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ และ ฉบับกระทรวง
ศึกษาธิการ

จุดประสงค์ในการแต่ง
มหาเวสสันดร [กัณฑ์มัทรี]

เพื่อใช้เทศน์ให้ประชาชนฟัง มหาเสสันดรชาดก แต่งขึ้นเพื่อใช้เทศน์
มหาชาติ เนื่องจากร่ายยาวหมาเสสันดรชาดกเป็นชาดกเรื่องใหญ่
ที่สุด เป็นชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเสสันดรซึ่งเป็น
พระชาติสุดท้ายก่อนจะประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วเสด็จออก
ผนวชกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้า เป็นเรื่องราวในพระ
ชาติที่เป็นพระเวสสันดรได้ทรงบำเพ็ญทศบารมี ครบทั้ง ๑๐
ประการ โดนเฉพาะอย่างยิ่ง ทานบารมี ซึ่งทรงบริจาคบุตรทารทาน
คือ บริจาคพระชาลี พระกัณหา และพระนางมัทรี จึงเป็นชาติที่
สำคัญและยิ่งใหญ่ เรียกว่า “มหาชาติ” หรือ “มหาเสสันดรชาดก”

เรื่องย่อ

พระนางมัทรีฝันร้ายว่ามีบุรุษมาทำร้าย จึงขอให้พระเวสสันดรทำนาย
ฝันให้ แต่พระนางก็ยังไม่สบายพระทัย ก่อนเข้าป่า พระนางฝากพระ
โอรสกับพระธิดากับพระเวสสันดรให้ช่วยดูแล หลังจากนั้นพระนา
งมัทรีก็เสด็จเข้าป่าเพื่ อหาผลไม้มาปรนนิบัติพระเวสสันดรและสอง
กุมาร ขณะที่อยู่ในป่า พระนางพบว่าธรรมชาติผิดปกติไปจากที่เคย
พบเห็น เช่นต้นไม้ที่เคยมีผลก็กลายเป็นต้นที่มีแต่ดอก ต้นที่เคยมีกิ่ง
โน้มลงมาให้พอเก็บผลได้ง่าย ก็กลับกลายเป็นต้นตรงสูงเก็บผลไม่
ถึง ทั้งท้องฟ้าก็มืดมิด ขอบฟ้าเป็นสีเหลืองให้รู้สึกหวั่นหวาดเป็น
อย่างยิ่ง ไม้คานที่เคยหาบแสรกผลไม้ก็พลัดตกจากบ่า ไม้ตะขอที่ใช้
เกี่ยวผลไม้พลัดหลุดจากมือ ยิ่งพาให้กังวลใจยิ่งขึ้นบรรดาเทพยดา
ทั้งหลายต่างพากันกังวลว่า หากนางมัทรีกลับออกจากป่าเร็วและ
ทราบเรื่องที่พระเวสสันดร ทรงบริจาคพระโอรสธิดาเป็นทาน ก็จะ
ต้องออกติดตามพระกุมารทั้งสองคืนจากชูชก พระอินทร์จึงส่งเทพ
บริวาร 3 องค์ให้แปลงกายเป็นสัตว์ร้าย 3 ตัว คือราชสีห์ เสือ
โคร่ง และเสือเหลือง ขวางทางไม่ให้เสด็จกลับอาศรมได้ตามเวลา
ปกติ เมื่อล่วงเวลาดึกแล้วจึงหลีกทางให้พระนางเสด็จกลับอาศรม
เมื่อพระนางเสด็จกลับถึงอาศรมไม่พบสองกุมารก็โศกเศร้าเสีย
พระทัย เที่ยวตามหาและร้องไห้คร่ำครวญ พระเวสสันดรทรงเห็น
พระนางเศร้าโศก จึงหาวิธีตัดความทุกข์โศกด้วยการแกล้งกล่าวหา
นางว่าคิดนอกใจคบหากับชายอื่น จึงกลับมาถึงอาศรมในเวลาดึก
เพราะทรงเกรงว่าถ้าบอกความจริงในขณะที่พระนางกำลังโศกเศร้า
หนักและกำลังอ่อนล้า พระนางจะเป็นอันตรายได้ ในที่สุดพระนางมัท
รีทรงคร่ำครวญหาลูกจนสิ้นสติไป ครั้นเมื่อฟื้นขึ้น พระเวสสันดร
ทรงเล่าความจริงว่า พระองค์ได้ประทานกุมารทั้งสองแก่ชูชกไปแล้ว
ด้วยเหตุผลที่จะทรงบำเพ็ญทานบารมี พระนางมัทรีจึงทรงค่อยหาย
โศกเศร้าและทรงอนุโมทนาในการบำเพ็ ญทานบารมีของพระ
เวสสันดรด้วย

ลักษณะคำประพันธ์

แต่งเป็นร่ายยาว มีพระคาถาภาษาบาลีนำ และพรรณนาเนื้อความ
โดยมีพระคาถาสลับเป็นตอน ๆ ไปจนจบกัณฑ์ คำประพันธ์ประเภท
ร่ายยาว หนึ่งบทจะมีกี่วรรคก็ได้ แต่ส่วนมากมี ๕ วรรคขึ้นไป วรรค
หนึ่ง ๆ มีตั้งแต่ ๖ คำขึ้นไป ถึง ๑๐ คำหรือมากกว่า มีบังคับเฉพาะ
ระหว่างวรรค คือ คำสุดท้ายของวรรคจะส่งสัมผัสไปที่คำที่ ๑ ถึง ๕
ของวรรคต่อไป เมื่อจบตอนมักมีคำสร้อย เช่น “นั้นแล” “นี้แล” ร่าย
ยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นร่ายยาวสำหรับเทศน์ จะมีคำศัพท์บาลี
ขึ้นก่อน แล้วแปลเป็นภาษาไทย แล้วจึงมีร่ายตาม ในระหว่างการ
ดำเนินเรื่องจะมีคำบาลีคั่นเป็นระยะ ๆ คำบาลีนั้นมีความหมายเกี่ยว
เนื่องกับข้อความที่ตามมา

แผนผังและตัวอย่างร่ายยาว

ร่ายยาว คือ ร่ายที่ไม่กำหนดจำนวนคำในวรรคหนึ่ง ๆ แต่ละวรรค
จึงอาจมีคำน้อยมากแตกต่างกันไป การสัมผัส คำสุดท้ายของวรรค
หน้าสัมผัสกับคำหนึ่งคำใดในวรรคถัดไป จะแต่งสั้นยาวเท่าไรเมื่อจบ
นิยมลงท้ายด้วยคำว่า แล้วแล นั้นแล นี้เถิด โน้นเถิด ฉะนี้ ฉะนั้น
ฯลฯ เป็นต้น

ถอดคำประพันธ์

พระมหาสัตว์เจ้ายังมหาปฐพี อันใหญ่ให้หวั่นไหวด้วยพระราชทานปิย
บุตรทั้งสองแก่พราหมณ์ แล้วเกิดโกลาหลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ตลอดถึงพรหมโลก โกลาหลอันนั้นหมู่เทพเจ้าชาวป่าหิมพานต์ได้
สดับเสียงพิลาปรำพันของสองพระกุมารกุมารีที่พราหมณ์นำไป ก็มี
ความสงสารประหนึ่งว่าหฤทัยจะแตกทำลาย จึงปรึกษากันว่าถ้า
พระนางมัทรีเสด็จกลับมาสู่อาศรมในเวลากลางวัน เมื่อไม่ได้เห็น
พระเจ้าลูกทั้งสองก็จะต้องรบกวนทูลถามซึ่งพระเวสสันดร ครั้นได้
ทรงทราบว่าพระเวสสันดรได้พระราชทานให้ไปแก่พราหมณ์แล้ว
พระนางเธอก็จะต้องวิ่งติดตามด้วยความสิเนหาอันแรงกล้าก็จะ
เสวยเวทนาอันใหญ่หลวง จำเราทั้งปวงจะคิดหาอุบายกั้นกาง อย่า
ให้พระนางเธอเสด็จมาได้แต่ในเวลายังวัน
ครั้นปรึกษากันอย่างนี้แล้วจึงพร้อมกันมอบหน้าที่ให้เทพบุตรทั้งสาม
ว่า ท่านทั้งสามจงจำแลงเพศเป็นราชสีห์องค์หนึ่ง เป็นเสือโคร่ง
องค์หนึ่ง เป็นเสือเหลืององค์หนึ่ง แล้วพากันไปขัดขวางกั้นกาง
หนทางที่พระนางเธอเสด็จมา ถึงพระนางเธอจะอ้อนวอนสักเพียงไร
อย่าอนุญาตให้มาได้ จนกว่าพระอาทิตย์จะอัสดงคต จึงค่อยพากัน
ละลดเลิกถอยหนีไปให้พระนางเธอเสด็จมาด้วยรัศมีจันทร์ แต่ว่าท่าน
ทั้งสามจงพากันป้องกันอย่าให้พระนางเธอเป็นอันตรายด้วยสัตว์
ร้ายต่าง ๆ ได้เป็นอันขาด

เมื่อเทพบุตรทั้งสามรับเทวราชปกาสิตของเทพเจ้าเหล่าที่ประชุมอยู่
ในสถานที่นั้นแล้ว ก็กระทำตามคำสั่งสอนทุกประการ ฝ่ายพระเยาว
มาลย์มาศมัทรีพระนางเธอมีพระหฤทัยไหวหวาดด้วยทรงคำนึง
ความฝัน แล้วทรงรีบขมีขมันแสวงหามูลผลาหาร แต่บังเอิญเสียมที่
พระนางเธอถือก็หลุดจากพระหัตถ์ กระเช้าก็จะพลัดตกลงจากพระ
อังสา ทั้งพระเนตรเบื้องขวาก็เขม่นอยู่ริก ๆ ต้นไม้ที่พระนางเคย
ปลิดผลก็เผอิญไม่แลเห็น ท้องฟ้าอากาศก็เป็นประหนึ่งว่ามืดมิดไป
ทั่วทุกทิศ พระนางเธอก็ทรงหลากจิตว่าเหตุไรหนอจึงเป็นอย่างนี้
ชะรอยจะมีเหตุอันใดอันหนึ่งแก่ตัวเราหรือไม่ก็พระเจ้าลูกทั้งสอง มิ
ฉะนั้นก็พระสวามีเวสสันดรอย่างใดอย่างหนึ่ง
ครั้นทรงคำนึงอย่างนี้แล้วจึงบ่ายหน้าเสด็จกลับแต่ได้มาพบ
มฤคราชร้ายทั้งสามที่นอนขวางทางพระนางอยู่ พอนางเสด็จจวน
ถึง มฤคราชทั้งสามนั้นก็พร้อมกันลุกขึ้นยืนสกัดขวางทางพระนาง
ไว้พระนางเธอจึงทรงพิไรรำพันว่า เวลาพระอาทิตย์ก็จวนจะตกต่ำ
อยู่แล้วทั้งพระอาศรมก็ยังอยู่ไกล พระเจ้าลูกทั้งสองกับพระสวามี
คงจะคอยเสวยมูลผลาหารที่เราจะนำไป ป่านนี้พระจอมไทขัตติยาเบ
ศร์คงจักปลอบพระราชโอรสธิดาผู้หิวโหยอยู่ในบรรณศาลาตั้งหน้า
ทอดพระเนตรคอยเป็นแน่แท้ พระลูกรักทั้งสองของเราก็จักพากัน
ทรงกันแสงด้วยถึงเวลาเสวยแล้ว พระลูกแก้วกัณหาก็คงหิว พระ
ถันธารา หรือไม่อย่างนั้น พระเจ้าลูกทั้งสองก็คงจักมาคอยทางแม่
เหมือนกับลูกโคอ่อนที่ชะแง้แลหาแม่โค หรือไม่อย่างนั้นพระลูกทั้ง
สองคงยืนคอยแม่อยู่แต่ในอาศรม เหมือนกับหงส์ที่ตกอยู่บนเปือก
ตมฉะนั้น อันหนทางก็ยังอยู่ไกล ทั้งเป็นหนทางน้อยเดินได้แต่ผู้
เดียว เราไม่อาจจะเลี้ยวลัดให้พญาสัตว์ทั้งสามนี้ได้ เพราะข้างหน้า
หนึ่งก็มีสระ อีกข้างหนึ่งก็มีบึง เราจำเป็นจะอ้อนวอนพญาสัตว์ทั้ง
สามนี้ให้หลีกหนีจากหนทางเรา

ครั้นทรงพระดำริแล้วจึงปลดกระเช้าผลไม้ลงจากพระอังสาแล้ว
ประคองอัญชลีขึ้นอ้อนวอนว่า ข้าแต่พญามฤคราชผู้ทรงฤทธิรอน
ขอท่านทั้งสามจงเห็นแก่ความอ้อนวอนของข้าพเจ้าผู้เป็นพระราช
ธิดาของมนุษย์ ส่วนท่านทั้งสามก็เป็นราชบุตรของพญามฤคราช
เหมือนกัน ข้าพเจ้ากับท่านทั้งสามชื่อว่าเป็นพี่น้องกันโดยทางธรรม
ข้าพเจ้าขอกราบไหว้ท่านทั้งสาม ท่านทั้งสามจงกรุณาหลีกหนทางให้
ข้าพเจ้า อันข้าพเจ้านี้เป็นอัครมเหสีของพระราชโอรสกรุงสีพี ซึ่งถูก
ขับจากประเทศมาบวชเป็นชีไพร ข้าพเจ้านี้มิได้หมิ่นประมาทพระราช
สามี จงรักภักดีต่อพระราชสามีอยู่เสมอเป็นเนืองนิตย์ ขอท่านทั้ง
สามจงนิมิตจิตหลีกหนทางให้แก่ข้าพเจ้าด้วย ช่วยให้ข้าพเจ้าได้กลับ
ไปเห็นหน้าลูกรักทั้งสองศรี คือชาลีและกัณหา ท่านทั้งสามก็จงพา
กันแสวงหาอาหารตามต้องการเถิด อีกประการหนึ่ง ลูกไม้หัวมันที่
ข้าพเจ้าได้มานี้มีอยู่มาก ข้าพเจ้าจะแบ่งให้ท่านทั้งสามเสียกึ่งหนึ่ง
อีกกึ่งหนึ่งจักนำไปฝากพระลูกรักและแลผัวขวัญ ขอท่านทั้งสามจง
รีบด่วนให้หนทางแก่ข้าพเจ้า
เมื่อพระนางอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งเวลาพระอาทิตย์
อัสดงคต พญามฤคราชทั้งสามนั้นจึงพากันละลดหลีกหนทางให้ ใน
คืนวันนั้นเป็นวันเพ็ญมีพระจันทร์เด่นเต็มดวง พระนางเธอก็ได้
เสด็จล่วงมรรคามาจนกระทั่งถึงที่สุดจงกรม เมื่อได้ทรงพบเห็น
พระเจ้าลูกทั้งสองในที่ ๆ เคยเห็นมา จึงตรัสว่าเราได้เคยเห็นพระเจ้า
ลูกทั้งสองพากันยืนคอยต้อนรับอยู่ที่นี้ พอเห็นแม่มาถึงก็พากันวิ่ง
เข้ารับ แต่วันนี้เหตุไรจึงกลับกลาย เราไม่พบเห็นพระเจ้าลูกทั้งสอง
เหมือนอย่างที่เคย แม่นี้มีอุปมาเหมือนแม่แพะหรือแม่เนื้อที่ละลูกน้อย
ไปเที่ยวหากิน หรือเหมือนกับปักษิณที่ทิ้งลูกน้อยไปจากรังหรือแม่
ราชสีห์ที่พะว้าพะวังอาหาร ละลูกน้อยไว้ในสถานของตนแล้วเที่ยวไป
หากินฉะนั้น วันนี้แม่ได้เห็นแต่รอยเท้าของเจ้าทั้งสองกับกองทรายที่
เจ้าทั้งสองเคยกองเล่น วันอื่น ๆ แม่ได้เห็นเจ้าทั้งสองขะมุกขะมอม
อยู่ด้วยฝุ่นและทราย

พอเห็นแม่มาถึงก็พากันวิ่งรับรองข้าง มาวันนี้แม่รู้สึกอ้างว้างด้วย
ไม่เห็นหน้าเจ้าทั้งสอง วันก่อน ๆ เจ้าทั้งสองเคยคอยต้อนรับแม่ผู้
กลับมาจากป่า เคยชะแง้แลหาแม่เหมือนกับลูกแพะหรือลูกเนื้อทราย
อันมีความมุ่งหมายหาแม่ฉะนั้น แต่วันนี้แม่มิได้เห็นหน้าเจ้าทั้งสอง
เหมือนแต่ก่อนเลย เห็นแต่ผลมะตูมสุกที่เจ้าทั้งสองเคยอุ้มเล่นมาตก
กระเด็นอยู่ในที่นี้ โอ้ลูกรักของแม่เอ๋ย เวลานี้ถันทั้งสองเต้าของแม่ที่
ลูกกัณหาเคยได้ดูดดื่มมาแต่ก่อนก็เต่งเต็มประดุจว่าจะแตก ใครเล่า
เวลานี้จะมาค้นชายพกแม่เพื่อหาของเล่น และใครเล่าจะเข้าเหนี่ยวถัน
แม่เสวยนม โอ้ พระอาศรมนี้เมื่อก่อนปรากฏแก่เราเหมือนกับมี
มหรสพครึกครื้น มาวันนี้ดูช่างเงียบเหงานี่กระไร เราได้ดูอาศรม
แล้วประหนึ่งว่าอาศรมหมุนเวียนเหมือนกับแป้นแห่งนายช่างหม้อ โอ้
ไฉนหนอพระอาศรมนี้จึงมาเป็นเช่นนี้ ทั้งฝูงกาและสกุณาชาติทั้ง
หลายก็มิได้ส่งเสียงขันเหมือนวันก่อน หรือว่าลูกในอุทรของแม่ตาย
เสียแน่แล้วประการใด หรือว่ามีผู้ใดมานำเอาลูกแม่ไปเสียที่อื่น ลูกแม่
จึงไม่เห็นปรากฏเหมือนกับในวันก่อน ๆ
เมื่อพระนางเธอทรงพิลาปรำพันอยู่ดังนี้แล้ว ก็เสด็จเข้าไปเฝ้าพระ
อดิศรสวามีเวสสันดรราชฤาษี ทรงวางกระเช้าผลไม้ลงแล้วถวาย
บังคม เมื่อได้เห็นสมเด็จพระเวสสันดรราชฤาษีเสด็จประทับนั่งนิ่ง
อยู่มิได้ทรงพาที ทั้งมิได้เห็นพระชาลีกัณหา จึงกราบทูลถามว่าข้าแต่
พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เหตุไรพระองค์จึงทรงนิ่งอยู่เช่น
นี้ ทำให้หัวใจของหม่อมฉันมัทรีนี้หวั่นหวาด ทั้งเมื่อเวลาจวนจะใกล้
รุ่งวันนี้ หม่อมฉันมัทรีก็ฝันประหลาดอยู่แล้วพระเจ้าข้า ในเวลานี้ฝูง
นกกาไพรและนกต่าง ๆ ก็มิได้ส่งเสียงขับร้อง หรือพระเจ้าลูกทั้ง
สองพี่น้องตายเสียแล้วประการใด ข้าแต่พระจอมไทธิราชเจ้า มีสัตว์
ร้ายคาบเอาพระเจ้าลูกทั้งสองไปเคี้ยวกินเสียแล้วหรือไฉน หรือว่ามี
ใครนำเอาไปเสียในป่า หรือในทุ่งกว้างอันสุดที่จะแสวงหา หรือว่า
พระองค์ให้พระเจ้าลูกทั้งสองให้เป็นทูตไปเฝ้าพระเจ้าสีพี หรือพระเจ้า
ลูกทั้งสองเข้าไปบรรทมอยู่ในอาศรมนี้ หรือว่าพระเจ้าลูกทั้งสองพา
กันออกไปเที่ยวเล่นในที่อื่น

ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่กระหม่อมฉันด้วยเถิด แม้แต่พระเกศา
และพระหัตถ์พระบาทของพระเจ้าลูกทั้งสอง ก็มิได้ปรากฏในคลอง
จักษุของหม่อมฉันหรือนกหัสดีลิงค์จะโฉบเฉี่ยวพระลูกเจ้าทั้งสอง
ของกระหม่อมฉันไปแล้ว ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่กระหม่อมฉัน
ด้วยเถิด
เมื่อพระนางมัทรีทูลอ้อนวอนอยู่สักเท่าไรพระมหากษัตริย์เจ้าก็มิได้
ตรัสตอบ นางมัทรีจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระเวสสันดรเจ้า ทุกข์ที่ข้า
พระองค์ไม่ตรัสแก่กระหม่อมฉันนี้เป็นทุกข์อันยิ่งใหญ่กว่าทุกข์ที่ถูก
เนรเทศจากเมือง ยังมิหนำซ้ำทุกข์ไม่ได้เห็นหน้าพระเจ้าลูกทั้งสอง
อีก ขอพระองค์อย่าทรงทรมานกระหม่อมฉันให้ลำบากหัวใจเช่นนี้เลย
หัวใจของกระหม่อมฉันเวลานี้เหมือนกับถูกไฟจี้ การที่พระองค์ทรง
นิ่งอยู่อย่างนี้ทำให้กระหม่อมฉันลำบากหัวใจยิ่งนัก การที่พระองค์
ทรงทำอย่างนี้เหมือนกับคนที่ตกต้นไม้แล้วมีผู้ตีซ้ำอีก หัวใจของ
กระหม่อมฉันเวลานี้รู้สึกชอกช้ำเหมือนกับถูกลูกศร หัวใจของ
กระหม่อมฉันเวลานี้เร่าร้อนยิ่งนักในการที่ไม่ได้เห็นพระลูกรักทั้งสอง
กระหม่อมฉันขอกราบทูลให้ทรงทราบว่า ถ้ากระหม่อมฉันไม่ได้เห็น
หน้าลูกในคืนนี้ หรือพระองค์ไม่ตรัสกับหม่อมฉันในคืนนี้แล้ว เช้าขึ้น
พระองค์ก็จะเห็นซากศพของกระหม่อมฉันแน่
พระมหากษัตริย์เจ้าจึงทรงพระดำริว่าจำเราจักห้ามความโศก
พระนางด้วยความหึงหวงจึงจะได้ ครั้นทรงพระดำริแล้วจึงตรัสว่า
ดูก่อนมัทรีผู้มีรูปสวย อันในป่าหิมพานต์นี้ย่อมมีนายพรานและดาบส
หรือวิทยาธรเป็นอันมาก หากเจ้าไปทำอะไรในป่าก็ไม่มีใครจะรู้เห็น เจ้า
ออกป่าแต่เช้าเป็นอย่างไรจึงกลับมาจนค่ำมืดเช่นนี้ นี่แน่ะแม่มัทรี
ธรรมดาหญิงที่ทิ้งลูกหนีไปในป่าเขาจะมีสามีหรือไม่มีก็ตามเขาไม่ทำ
อย่างนี้ ตัวเจ้าเหตุไรจึงทำเป็นไม่มีห่วงลูกห่วงผัวบ้างเลย ที่ถูกเข้า
ควรจะนึกถึงลูกบ้างไม่นึกถึงผัวก็ช่างเถิด แต่นี่สิเข้าป่าแต่เช้าจน
กระทั่งกลางคืนจึงกลับมา ยากที่เราจะเข้าใจว่าเจ้าไปทำอะไร เมื่อเจ้า
มีข้อแก้ไขอย่างไรจงว่ามาอย่าได้ช้า

เมื่อพระนางมัทรีได้ทรงสดับพระวาจาอันเสียดแทงพระหฤทัยเช่นนี้
จึงกราบทูลว่า พระองค์ไม่ได้ยินเสียงราชสีห์เสือโคร่ง สัตว์สี่เท้า
สองเท้าและนกอันบันลือร้องในตอนเย็นนี้บ้างหรือ นั่นแหละคือ
อันตรายที่ทำให้กระหม่อมฉันกลับมาแต่ยังวันไม่ได้ ในเวลาที่
กระหม่อมฉันไปแสวงหาลูกไม้หัวมันนั้นเกิดรางร้ายขึ้นหลายประการ
คือเสียมก็หลุดมือ กระเช้าก็หลุดจากบ่า และในป่านั้นกระหม่อมฉัน
รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นขวัญหาย ได้ไหว้วอนเทพเจ้าทั้งหลายให้
ช่วยคุ้มครองพระองค์กับพระเจ้าลูกที่อยู่ข้างหลัง แล้วกระหม่อมฉัน
ได้นึกถึงความฝันร้ายในคืนนี้จึงตั้งใจจะกลับมาเร็ว ในกาลนั้นตาขอ
งกระหม่อมฉันก็เขม่นอยู่ริก ๆ ทั้งรู้สึกพร่าพราวแลเห็นต้นไม้แปลก
ไปกว่าแต่ก่อน คือต้นไม้ที่เคยผลิผลก็แลเห็นเป็นไม่มีผล ส่วนต้นไม้ที่
ไม่มีผลสิกลับแลเห็นเป็นมีผล กระหม่อมฉันจึงเที่ยวหาผลไม้ได้โดย
ลำบากนัก พอแสวงหาได้แล้วก็รีบกลับมา ครั้นมาถึงช่องเขาก็มี
สัตว์ร้ายสามตัว คือราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง มานอนขวางทาง
กระหม่อมฉันอยู่ กระหม่อมฉันไม่รู้ที่จะหลีกไปทางไหน ได้กราบไหว้
อ้อนวอนต่อสัตว์ทั้งสามอยู่จนกระทั่งพลบค่ำสัตว์ร้ายทั้งสามนั้นจึง
หลีกทางให้กระหม่อมฉัน กระหม่อมฉันได้รีบเดินเป็นวิ่งมาจนกระทั่ง
ถึงอาศรมศาลาที่นี้ เหตุที่กระหม่อมฉันไปเช้ากลับมาถึงในเวลากลาง
คืนอยู่อย่างนี้แหละพระเจ้าข้า ฯ ส่วนพระมหากษัตริย์เจ้าเมื่อพระนา
งมัทรีกราบทูลชี้แจงอย่างนี้แล้วก็มิได้ตรัสตอบประการใด ทรงนิ่ง
อยู่จนตลอดราตรี
ฝ่ายพระนางมัทรีก็ได้แต่ทรงโศกร่ำร้องปรับทุกข์ไปตามประสาหญิง
ด้วยถ้อยคำต่าง ๆ ว่าตัวเราไม่เคยประมาทต่อพระราชสามีเลย ได้
ตั้งใจปฏิบัติพระราชสามีเป็นอย่างดีเหมือนศิษย์ปฏิบัติอาจารย์ ได้
เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่ามาเลี้ยงพระสามีแลพระลูกรักทั้งสอง
ทุกวันมา โอ้พระลูกเอ๋ย นี่แน่ะขมิ้นแม่บดไว้สำหรับใช้เวลาเจ้าทั้งสอง
อาบน้ำ โอ้นี้สิผลมะตูมสุกที่เจ้าทั้งสองเคยเล่น นี่ก็เง่าบัวฝักบัวที่แม่
หามาไว้ นี่ก็ลูกกระจับอันมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของกระหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้โปรด
เรียกพระลูกทั้งสองมาเสวยลูกไม้หัวมันเถิด ขอพระองค์จงประทาน
ดอกไม้ประทุกแก่พ่อชาลีประทานดอกโกมุทแก่แม่กัณหา ให้พระเจ้า
ลูกทั้งสองประดับประดาแล้วฟ้อนรำให้ทอดพระเนตร ขอพระปิ่ นเกษ
จงเรียกพระเจ้าลูกทั้งสองให้ตื่นจากบรรทมเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้
ประเสริฐกว่าพลโยธี เราทั้งสองก็ย่อมมีสุขทุกข์เสมอกันได้ถูกขับ
จากพระนครมาด้วยกัน สมควรที่พระองค์จะทรงพระกรุณาแก่
กระหม่อมฉันบ้างอย่าทรงให้กระหม่อมฉันลำบากใจนักเลยพระเจ้าข้า
หรือว่าข้ามัทรีมีบาปกรรมได้กระทำมา ได้เคยด่าว่าสมณพราหมณ์ว่า
ขอให้ท่านพลัดพรากจากบุตรธิดาไว้ในปางก่อนหรืออย่างไร วันนี้
กระหม่อมฉันถึงพลัดพรากจากพระลูกรักทั้งสอง
เมื่อพระนางเธอไม่ได้รับคำตอบจากพระราชสามีอย่างนี้แล้ว ก็ถวาย
บังคมลาออกเที่ยวเสาะแสวงหาพระลูกเจ้าทั้งสองในที่ต่าง ๆ เมื่อ
พระนางเจ้าไปถึงต้นไม้ที่พระเจ้าลูกทั้งสองเคยเล่นอยู่แต่ก่อนมา
พระนางเจ้าก็ทรงปริเทวนารำพันเพ้อต่าง ๆ จนกระทั่งหมู่เนื้อและ
นกได้ตกใจกลัวด้วยเสียงฝีพระบาทและเสียงร่ำร้องของพระนาง
เธอ เมื่อพระนางเธอได้ทอดพระเนตรเห็นของเล่น คือตุ๊กตารูปเนื้อ
ทรายตัวเล็ก ๆ รูปกระต่าย รูปนกเค้า รูปชะมด รูปหงส์ รูปนกกะ
เรียน รูปนกยูง ซึ่งพระลูกทั้งสองได้เคยเล่นมาในกาลก่อน พระนาง
เจ้าก็ยิ่งทรงสะท้านอาวรณ์ถึงซึ่งพระเจ้าลูกทั้งสอง
แล้วพระนางเจ้าจึงวิ่งกลับไปที่พระอาศรมแล้วกลับออกมาจากพระ
อาศรมไปเที่ยวแสวงหาตามนานาสถาน มีสระโบกขรณีเป็นต้น
แล้วกลับมากราบทูลพระมหาสัตว์อีก เมื่อทรงเห็นพระมหาสัตว์
ประทับนิ่งอยู่อีกเหมือนแต่ก่อน จึงกราบทูลตัดพ้อต่อว่า ว่าเหตุไร
พระองค์จึงไม่ทรงตักน้ำ ผ่าฟืน ก่อไฟไว้เหมือนวันก่อน ๆ มาทรง
นั่งนิ่งอยู่เหมือนอย่างนี้ทำไม ข้าแต่พระเวสสันดรเจ้าผู้เป็นที่รักของ
กระหม่อมฉันอย่างยิ่ง ไม่มีผู้ใดจะเป็นที่รักของกระหม่อมฉันยิ่งไป
กว่าพระองค์เลย

วันก่อน ๆ เวลากระหม่อมฉันกลับมาเห็นพระพักตร์ของพระองค์
แล้วก็หายเหน็ดเหนื่อยทุกข์ แต่วันนี้กระหม่อมฉันยิ่งทุกข์ร้อนขึ้นอีก
ในการที่พระองค์ไม่ทรงจำนรรจากับกระหม่อมฉัน ทั้งไม่ได้เห็นหน้า
ของพระลูกเจ้าทั้งสอง เมื่อพระนางเธอเห็นพระมหาสัตว์เจ้าทรงนิ่ง
อยู่ ก็ทรงโศกเศร้าเป็นกำลังดังประหนึ่งว่ามีลูกศรมาเสียบทรวง มี
พระกายสะทกสะท้านปานแม่ไก่ถูกตี ได้ถวายอัญชลีแล้วออกเที่ยว
ตามหาพระลูกเจ้าทั้งสองอีก
เมื่อไม่ทรงพบเห็นในที่ใด ๆ จึงกลับมาทูลอ้อนวอนถามพระมหาสัตว์
เจ้าอีก ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าก็ไม่ตรัสประการใด พระนางเธอได้เที่ยว
แสวงหาพระเจ้าลูกทั้งสองวกไปเวียนมารอบขอบเขตพระบรรณ
ศาลาอยู่ตลอดราตรี ถ้าจะคลี่คลายหนทางทรงออกไปก็ได้ถึง ๑๕
โยชน์โดยคณา พอสิ้นราตรีแล้วพระนางเจ้าก็กลับไปเฝ้าพระมหา
สัตว์เจ้าอีก ทรงร้องไห้รำพันด้วยประการต่าง ๆ แล้วทรงยกย่อง
พระบาทว่าจะออกเที่ยวแสวงหาอีก แต่พอดีพระนางเจ้าได้สิ้นพระ
สติสัมปฤดีล้มสลบลงที่พื้ นพสุธาต่อหน้าพระที่นั่งของพระเวสสันดร
ราชฤๅษี
ในขณะนั้นพระเวสสันดรราชฤๅษีทรงตกพระทัยว่า พระมัทรี
สิ้นพระชนม์ชีพแล้วทรงตระหนกตกประหม่า จนมีพระกายสั่นสะท้าน
ด้วยความโศกศัลย์อันแรงกล้า ออกพระโอษฐ์ว่า เจ้ามัทรีไม่ควรจะ
มาตายในที่เช่นนี้เลย ถ้าเจ้าตายอยู่ในกรุงสีพีก็จะได้มีการถวาย
เพลิงเป็นการใหญ่ ประชาชนและกษัตริย์ทั้งสองประเทศก็จะได้ถวาย
สักการะพิเศษพระศพของเจ้า ครั้นออกพระโอษฐ์อย่างนี้แล้ว จึงรีบ
เสด็จจากพระบรรณศาลา เพื่อทรงตรวจดูว่าพระนางสิ้นพระชนม์
แล้วจริงหรือ เมื่อทรงวางพระหัตถ์เบื้องขวาลงที่พระทรวงของ
พระนาง ก็ทรงทราบว่าพระนางยังทรงพระชนม์อยู่เพระพระทรวง
ยังอุ่นอยู่ จึงรีบไปหยิบเอา
พระเต้าลงมาช้อนพระเศียรของพระนางขึ้นวางบนพระเพลา เทน้ำ
ออกจากพระเต้ารดตัวพระนางให้เปียกชุ่ม

แล้วทรงวักน้ำลูบพระพักตร์และทรวงของพระนาง ฝ่ายพระนางมัทรี
ก็ทรงได้สติสมปฤดีขึ้นมา แล้วเคลื่อนพระองค์ลงจากพระเพลาขึ้น
ถวายบังคมทูลถามว่า พระเจ้าลูกทั้งสองอยู่ที่ไหนพระเจ้าข้า
ก็แลนับแต่พระเวสสันดรได้ทรงบรรพชามาถึง ๗ เดือนแล้ว ยังไม่
เคยแตะต้องพระกายของพระนางเลย เพิ่งได้มาแตะต้องในคราวนี้
ด้วยความเศร้าโศกอันแรงกล้าเท่านั้น ครั้นพระนางมัทรีทูลถามถึงพระ
ลูกทั้งสอง จึงตรัสตอบว่า ดูก่อนมัทรี พระเจ้าลูกทั้งสองนั้นเราได้ให้
แก่พราหมณ์ชราไปเสียแต่วานนี้แล้ว ขอเจ้าจงทรงผ่องแผ้วอนุโมทนา
ต่อทานบารมีของเราเถิด พระนางมัทรีกราบทูลว่า เหตุไรพระองค์จึง
ไม่ตรัสบอกกระหม่อมฉันเสียในเวลาคืนนี้เล่า ดูก่อนมัทรี เพราะเราเห็น
ว่าถ้าเราจะบอกแต่เดิมทีก็กลัวเจ้าจะหัวใจแตกตายด้วยความเสียใจ
เพราะฉะนั้น ขอเจ้าอนุโมทนาในเวลานี้เถิด
พระนางมัทรีจึงกราบอนุโมทนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ
กระหม่อมฉันขออนุโมทนาปุตตทานอันอุดมของพระองค์ ขอพระองค์
จงทรงทำพระหฤทัยให้ผ่องใส ให้พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทานบารมียิ่ง
ๆ ขึ้นไปเถิด เมื่อคนทั้งหลายตกอยู่ในอำนาจของความตระหนี่เหนี่ยว
แน่น พระองค์ผู้ทำแว่นแคว้นสีพีให้เจริญได้ทรงพระราชทานซึ่ง
พระเจ้าลูกทั้งสองให้เป็นทานแก่พราหมณาจารย์แล้ว จัดว่าเป็นทาน
อันประเสริฐของพระองค์ ฯ ลำดับนั้นพระเวสสันดรจึงตรัสว่า ดูก่อ
นมัทรี ถ้าเราไม่มีใจเลื่อมใสยินดีแล้ว อัศจรรย์ต่าง ๆ ก็ไม่เกิดมี คือ
แผ่นดินไหว ฟ้าก็ร้อง ภูเขาก็สะท้านเหมือนกับจะถล่มเป็นที่น่าอัศจรรย์
พระคันถรจนาจารย์จึงสังวรรณนาการไว้ว่าอัศจรรย์ต่าง ๆ นั้นคือ
เทพเจ้าทั้งสองหมู่ที่สิงอยู่ในนารทบรรพต ก็ได้อนุโมทนาต่อปุตตทาน
ของพระเวสสันดรอยู่ที่ประตูวิมานแห่งตน ๆ มิใช่แต่เท่านั้น พระอินทร์
พระพรหม ท้าวปชาบดี พระจันทรเทพบุตร พระยม ท้าวเวสสุวัณ
เทพเจ้าแห่งดาวดึงส์ มีพระอินทร์เป็นหัวหน้า และเทพเจ้าทุกราศีก็มีใจ
ยินดีอนุโมทนาต่อปุตตทานของพระเวสสันดรขึ้นพร้อมกันว่า ข้าแต่
พระเวสสันดรเจ้า ทานที่พระองค์ทรงบำเพ็ญนี้เป็นทานอันอุดม เป็น
อันพระองค์ทรงบำเพ็ญแล้วเป็นอย่างดี ฝ่ายพระนางมัทรีผู้เป็นพระ
ราชบุตรีมียศก็เปล่งสุนทรอนุโมทนาต่อปุตตทานอันอุดมของพระ
เวสสันดรบรมราชสวามี

ข้อคิดที่ได้

ลูกคือแก้วตาดวงใจของผู้เป็นพ่อแม่ "ลูก ดี
เป็นที่ชื่นใจของพ่อแม่ ลูกแย่พ่อแม่ช้ำใจ" รัก
ใครเล่าจะเท่าพ่อแม่รัก ห่วงใดเล่าจะเท่าพ่อแม่
ห่วง หวงใดเล่าจะเท่าพ่อแม่หวง ให้ใครเล่าจะ
เท่าพ่อแม่ให้ เพราะฉะนั้นพึงเป็นลูกแก้ว ลูก
ขวัญ ลูกกตัญญู ที่ชาวโลกชื่นชม พรหมก็

สรรเสริญฯ

คุณค่าที่ได้จากเรื่อง

๑.คุณค่าด้านวรรณศิลป์
๑.๑ ใช้ถ้อยคาไพเราะ มีการเล่นคา เล่นสัมผัสอักษร

มีการใช้โวหารภาพพจน์ และการพรรณนาให้เกิดความรู้สึกที่
ละเอียดอ่อน รวมทั้งเกิดจินตภาพชัดเจน

๑.๒ เนื้อหาของกัณฑ์มัทรีแสดงให้เห็นถึงความ
สัมพั นธ์ระหว่างธรรมชาติกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้
อย่างชัดเจน จะเห็นได้จากตอนที่เกิดเรื่องร้ายแก่พระนางมัทรี
ขณะที่หาผลาหารอยู่ในป่า

๒. คุณค่าด้านสังคม
๒.๑ สะท้อนให้เห็นค่านิยมแนวโลกุตตรธรรมของ

ประชาชนว่า มีความปรารถนาจะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ
๒.๒ เรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก เป็นวรรณกรรม

ที่เกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงเป็นภาพสะท้อนชีวิต
ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม และค่านิยมของคนในยุคนั้น ๆได้
ดีว่า มีการซื้อขายบุคคลเป็นทาส นิยมการบริจาคทานเพื่อหวัง
บรรลุนิพพาน มีความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุ เชื่อเรื่องอำนาจ
ของเทพยดาฟ้าดินต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังแสดงภาพชีวิตใน
ชนบทเกี่ยวกับการละเล่นและการเล่นซ่อนหาของเด็ก ๆ

๒.๓ ให้แง่คิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงใน
ฐานะที่เป็นแม่และเป็นภรรยาที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

๒.๔ มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี สะท้อนแนวคิด
สำคัญเกี่ยวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูกอย่างสุดชีวิต

๒.๕ ข้อคิด คติธรรม ที่สามารถนาไปใช้ในชีวิตประจา
วันของทุกคนได้ เกี่ยวกับการเป็นคู่สามีภรรยาที่ดี การเสียสละ
เป็นคุณธรรมที่น่ายกย่อง และการบริจาคทาน เป็นการกระทาที่
สมควรได้รับการอนุโมทนา


Click to View FlipBook Version