อาณาจักร ของสิ่งมีชีวิต KINGDOM
อาณาจัก จั รมอเนอรา(Kingdom Monera) ประกอบด้ว ด้ ย ส่ิงส่ิมีชี มี วิ ชี ตวิที่เ ที่ ป็น ป็ เซลล์โล์ พรแคริโริอต นิวนิเคลีย ลี สไม่มี ม่ ผ มี นัง นั ห่อ ห่ หุ้ม (prokaryoticnucleus) มองด้ว ด้ ยตาเปล่า ล่ ไม่เ ม่ ห็น ห็ พบได้ท่ั ด้ท่ั วไป ในอากาศ ในน้ํา น้ํ ในดินดิอาจเป็น ป็ เซลล์เ ล์ ดีย ดี วหรือ รื ต่อ ต่ กัน กั เป็น ป็ สาย ภายในเซลล์ไล์ ม่แสดง ขอบเขตของนิวนิเคลีย ลี สชัด ชั เจน มีรู มี ป รู ร่า ร่ งหลายแบบท้ัง ท้ั กลม(coccus) แท่ง ท่ (bacillus) และเกลีย ลี ว(spirillum) นอกจากน้ียัง ยั พบมอเนอรากลุ่มลุ่ วิ บริโริอ (Vibrio) ท่ีมี ท่ี รู มี ป รู ร่า ร่ งเป็น ป็ แท่ง ท่ และ Presentationare communicationtoolsthatcanbeusedas พบแฟลเจลลัม ลั หนึ่งเส้น ส้ ซึ่ง ซึ่ ก่อ ก่ ให้เ ห้ กิดกิกลุ่มลุ่ โรคสํา สํ คัญ คั เช่น ช่ โรคอุจ อุ จาระร่ว ร่ ง มอเนอรายัง demontrations, lectures,reports,and more. it is mostly presentedbeforeanaudience. Presentationarecommunication toolsthatcanbe สามารถอาศัย ศั อยู่บยู่ นหรือ รืในพืช พื และสัต สั ว์ได้อีก อี ด้วย มอ เนอรา มีก มี ระบวนการแมเทบอลิซึลิม ซึ usedasdemontrations, lectures, reports,and more. ภายในเซลล์ บางกลุ่มลุ่ สามารถสร้า ร้ งอาหารเองได้ โดยใช้พ ช้ ลัง ลั งานจากแสง (photosynthesis) อาณาจัจั จั ก จั กรมอเนอรา
กลุ่มลุ่ แบคทีเ ที รีย รี แกรมบวก (gram positivebacteriae) พบทั่วไปทั้ง ในดินดิและอากาศ บางชนิดนิสามารถ สร้า ร้ งเอนโดสปอร์ (endospore) เมื่อ มื่ อยู่ใยู่ นสภาพวะแวดล้อ ล้ มที่ไที่ ม่เ ม่ หมาะสม ทํา ทํ ให้ทนทานต่อสภาพ แวดล้อ ล้ มที่ไที่ ม่เ ม่ หมาะสม ได้ดี ด้ดี เช่น ช่ Bacillussp. แบคทีเ ที รีย รี กลุ่มลุ่ นี้สามา รถนํา นํ มาใช้ปช้ ระโยชน์ต่ น์ อ ต่ มนุษ นุ ย์ หลายด้าน เช่น ช่ การนํา นํ มาใช้ปช้ ระโยชน์ทาง ด้า ด้ นการแพทย์ Streptomycessp. สามารถใช้ผ ช้ ลิตลิยา ปฏิชีว ชี นะ Lactobacillussp. เป็น ป็ แบคทีเ ที รีย รี ที่ผ ที่ ลิตลิกรดแลกติกติได้จึ ด้จึ งมี การนํามาใช้ ประโยชน์ใน์ น อุต อุ สาหกรรมอาหาร การทําเนย นมเปรี้ย รี้ วหรือ รืโยเกิร์กิต ร์ ผัก ผั และผลไม้ด ม้ อง อย่า ย่ งไรก็ต ก็ ามแบคทีเ ที รีย รี แกรม บวกบางชนิดก็เ ก็ป็นสาเหตุ ของการเกิดกิโรค เช่น ช่ การเกิดกิโรคแอนแทรกซ์ (anthrax) โดยเชื้อ ชื้ Bacillusanthracisใน วัว วั กลุ่มลุ่ ไซยาโนแบคทีเ ที รีย รี (Cyanobacteria) เป็น ป็ กลุ่มลุ่ แบคทีเรีย รี ที่ สามารถสัง สั เคราะห์ด้ ห์ ว ด้ ยแสงได้ เพราะมี รงควัต วั ถุพ ถุ วกคลอโรฟิลฟิล์เ ล์ อ แคโรทีน ที อยด์ และไฟโคบิลิบินลิอยู่ภยู่ ายในเซลล์ นัก นั วิทวิยาศาสตร์ค ร์ าดว่าเป็น พวก ทํา ทํ ให้อ ห้ อกซิเซิจน ในบรรยากาศเพิ่มพิ่มากขึ้น ขึ้ ก่อ ก่ ให้เ ห้ กิดกิวิวัฒนาการ ของสิ่งสิ่มีชี มี วิ ชี ตวิที่ห ที่ ายใจโดยใช้อ ช้ อกซิเซิจน ในปัจจุบั จุ น บั แบคทีเ ที รีย รี กลุ่มลุ่ นี้ ได้แก่ แอนาบีน บี า(anabaena) นอสตอก (nostoc) และออสซิลซิลาทอเรีย รี (oscillatoria) สามารถตรึง รึ แก๊ส ก๊ไนโตเจนในอากาศให้ เป็นสารประกอบ ไนเตรตได้ กลุ่มแบคทีเรียแกรมบวก กลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย
อาณาจัจั จั ก จั กรโพทิทิ ทิ สทิ สตา อาณาจัก จั รโพรทิสตา(Kingdom Protista) ประกอบด้วยส่ิงส่ิมีชีวิ ชีวิตที่เป็นยู แคริโริอต ส่ว ส่ นใหญ่เ ญ่ ป็นพวกท่ีมี เซลล์ เดียวหรือ รื หลายเซลล์ แต่เซลล์ยั ล์ ยั งไม่มี การจัด จั ตัว ตั กัน กั เป็นเน้ือเยื่อดังเช่น ช่ พืช พื และสัต สั ว์ ส่ิงส่ิมีชีวิ ชีวิตบางชนิด ในกลุ่มลุ่ น้ี ยังมี ลัก ลั ษณะ ของทั้ง ทั้ พืช พื และสัต สั ว์ร่ว ร่ มกัน กั กล่า ล่ วคือในเซลล์มี ล์ มี คลอโรฟิลฟิล์เ ล์ ช่น ช่ เดียว กับ กั พืช พื แต่มี ต่ มีโครงสร้า ร้ งท่ีใช้ใช้ นการเคล่ือ ล่ื นที่ได้เช่น ช่ เดียว กับ กั สัต สั ว์ ดังนั้น นัก ชีว ชี วิทวิยาจึง จึ จัด จั ส่ิงส่ิมีชีวิ ชีวิตพวกนี้ไว้เป็นอาณาจักร ท่ีแยกออกจากกลุ่มลุ่ สัต สั ว์และ พืช พื ส่ิงส่ิมีชีวิ ชี ตวิในอาณาจัก จั รโพรทิสตา ความหลากหลายของอาณาจักรโพทิสตา 1. ดิโดิพลโมนาดิดา(Diplomonadida) และพาราบาซาลา(Parabasala) เป็น ป็ โพรทิสทิต์มี ต์ แ มีฟลเจล ลา ส่ว ส่ น ใหญ่ดํ ญ่ ดํ ารงชีพ ชี แบบปรสิตสิเช่น ช่ Giardia lamblia ซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ สาเหตุของโรคไกอาร์ดิ ร์ ดิเอซิสซิ (giardiasis) หรือ รืโรคลํา ลํ ไส้ อัก อั เสบใน มนุษ นุ ย์ โรคช่อ ช่ งคลอดอัก อั เสบจาก Trichomonasvaginalis แต่ พาราบาซาลิดลิ (parabasalid) บางพวกอาจดํารงชีพ ชี แบบ พึ่ง พึ่ พาอาศัย (mutualism) กับ กั สิ่งสิ่มี ชีวิ ชีวิตอ่ืน อ่ื 2. ยูก ยู ลีโลี นซัว ซั (Euglenozoa) เป็นโพรทิสต์กลุ่มลุ่ ใหญ่ที่ ญ่ ที่ มีแฟลเจล ลาโดย ทั่ว ทั่ ไปยูก ยู ลีโลี นซัว ซั ดํารงชีพ ชี แบบอิสอิระ แต่อาจจะมีบางกลุ่มลุ่ ที่ ดํารงชีพ ชี แบบ ปรสิตสิซึ่ง ซึ่ สามารถแบ่งยูกลีโลี นตัวออกเป็น 2 กลุ่มลุ่ ย่อย คือ ยูกลีนิ ลีนิด (euglenid) และ ไคนีโตพลาสติด (kinetoplastid) ยูกลีโลี นซัว ซั ส่ว ส่ นใหญ่มี ญ่ มี ขนาดตั้งแต่ 15- 40 ไมครอน แต่บ ต่ างชนิด สามารถยาวได้ถึง ถึ 500 ไมครอน
3. แอลวีโวี อลาตา(Alveolata) เป็นโพรทิสต์ที่มีโครงสร้า ร้ ง พิเพิศษที่ ปรากฏอยู่ใยู่ ต้เ ต้ ยื่อ ยื่ หุ้มเซลล์ที่ ล์ ที่ เรีย รี กว่าถุง ถุ ลม (alveoli) ซึ่ง ซึ่ ยังไม่สามารถระบุ หน้า น้ ที่ไที่ ด้อ ด้ ย่า ย่ งชัด ชั เจน แอลวิ โอลาตาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มลุ่ ได้แก่ ซิลิซิเลิอต (ciliate) ไดโน แฟลเจลเลต (dinoflagellate) และ เอพิคพิอมเพลซา (apicomplexa) 4. สตรามีโนพิลพิา(Stramenopila) เป็นโพรทิสต์ที่สามารถสัง สั เคราะห์ ด้ว ด้ ยแสงได้เ ด้ นื่องจากมีรงควัตถุจึ ถุ จึ งเรีย รี ก โพรติสต์กลุ่มลุ่ นี้ว่า สาหร่า ร่ ย (algae) สมาชิกชิของสตรามิโนพิลพิามีความหลากหลายถึง ถึ 100,000 ชนิด และพบ หลายขนาด ตั้งแต่ขนาดใหญ่ เช่น ช่ สาหร่า ร่ ยเคลป์ (kelp) จนถึง ถึ ขนาดเซลล์ เดี่ย ดี่ ว เช่น ช่ ไดอะตอม (diatom) อย่างไรก็ต ก็ ามโพรทิสต์ กลุ่มลุ่ นี้มีลัก ลั ษณะร่ว ร่ ม กัน กั คือ คื พบเซลล์สื ล์ บ สื พัน พั ธุ์ที่ธุ์ ที่ มีหางเป็นแฟลเจลลา 2 แบบ คือ แบบมีขนและไม่มี ขน สตรามิโมินพิลพิา แบ่ง ออกเป็น 2 กลุ่มลุ่ ใหญ่ คือ สาหร่า ร่ ยสีนํ้ สีนํ้ าตาล (brown algae) และไดอะตอม (diatom)
5. โรโดไฟตา(Rhodophyta) เป็นโพรทิสต์ที่รงควัตถุภ ถุ ายในพลาสคิด มีสี มี แ สี ดง คือ คื คลอโรฟิลฟิล์ดี ล์ ดี และไฟ โคอี รีท รี รินริ (phycoerythrin) สาหร่า ร่ ยใน ไฟลัม ลั นี้ เรีย รี กว่า ว่ สาหร่า ร่ ยสีแ สี ดง (redalgae) มีอยู่ประมาณ 3,900 สปีชีส์ ชีส์ บางครั้ง รั้ สาหร่า ร่ ยสีแ สี ดงอาจปรากฏเป็นสีนํ้ สีนํ้ าเงินเพราะมีรงควัตถุพ ถุ วกไฟโค ไซยานินนิ (phycocyanin) รวมอยู่ในพลาสติดด้วย อย่างไร ก็ต ก็ ามสาหร่า ร่ ยสี แดงก็มี ก็ ค มี ลอโรฟิลฟิด์เอซึ่ง ซึ่ เป็นรงควัตถุห ถุ ลัก ลั ในการสัง สั เคราะห์ด้วยแสง และที่ น่า น่ สนใจอีก อี อย่า ย่ งก็คื ก็ คื อ สาหร่า ร่ ย แดงมีรงควัตถุแ ถุ บคเทอริโริอคลอโรฟิลฟิล์เ ล์ อ เหมือ มื นกับ กั ที่พ ที่ บในแบคทีเรีย รี ที่สัง สั เคราะห์ด้วยแสง สาหร่า ร่ ยสีแ สี ดงมีลัก ลั ษณะ พิเพิศษ คือ คื ไม่พ ม่ บระยะของแฟลเจลลัม ลั 6. คลอโรไฟตา(Chlorophyta) เป็นโพรทิสต์ที่เรีย รี กกัน กั โดย ทั่วไปว่า สาหร่า ร่ ยสีเ สี ขีย ขี ว (greenalgae) มีทั้งหมดประมาณ 17,500 สปีชีส์ ชีส์ พบอยู่ ในนํ้า นํ้ จืด จื มากกว่า ว่ ในนํ้าเค็ม บริเริวณที่เปียกชื้น ชื้ แม่นํ้า ลํา ลํ คลอง ทะเลสาบ และ ในทะเล เมื่อ มื่ สาหร่า ร่ ยสีเ สี ขีย ขี วรวมตัวกัน กั จะ ทําให้เกิดกิ ปรากฏการณ์ว ณ์ อเต อร์บ ร์ ลูม ลู (waterbloom) สาหร่า ร่ ยสีเ สี ขีย ขี ว พบได้ทั้ง เซลล์เ ล์ ดี่ยว (microalgae) เช่น ช่ คลอเรลลา(Chlorellasp.) หรือ รื รวมกลุ่มลุ่ กัน กั เป็นโคโลนี เช่น ช่ พีดี พีดี เอสตรัม รั (Pediastrum sp.)รวมไปถึง ถึ สาหร่า ร่ ยสีเ สี ขีย ขี วที่มีขนาดใหญ่ (megaalgae) ประกอบ ด้วยหลายเซลล์ เช่น ช่ อุล อุ วา(Ulvasp.) หรือ รื มีโครงสร้า ร้ งที่ วิวัวิฒ วั นาการคล้า ล้ ยกับ กั กลุ่มลุ่ พืช พื มาก เช่น ช่ สาหร่า ร่ ยไฟ (charasp.) สาหร่ายสีแดง
เป็น ป็ ส่ิงส่ิมีชีวิ ชีวิตที่มีกํา กํ เนิดขึ้น ขึ้ มาแล้ว ล้ไม่ตํ่ากว่า 400 ล้า ล้ นปีในยุคซิลูซิเ ลู รีย รี น โดย พบหลัก ลั ฐานฟอสซิลซิของพืช พื คุกโซเนีย (Cooksoniasp.) อย่างไรก็ต ก็ ามมีหลัก ลั ฐานหลายอย่า ย่ งที่ทําให้เชื่อ ชื่ ว่าพืช พื มีวิวัฒนาการ มาจากสาหร่า ร่ ยสีเ สี ขีย ขี วกลุ่มลุ่ คาโรไฟต์ (Charophytes) โดยมีการปรับ รั ตัวจากสภาพท่ีเคยอยู่ในน้ําข้ึน ข้ึ มา อยู่บยู่ นบก ด้ว ด้ ย การสร้า ร้ งคุณสมบัติต่าง ๆ ที่เหมาะสมขึ้น ขึ้ มาเช่น ช่ มีการสร้า ร้ ง คิวคิทินทิ (cutin) ขึ้น ขึ้ มาปกคลุม ลุ ผิวผิของลํา ลํ ต้นและใบ เรีย รี กว่า คิวทิเคิล (cuticle) เพื่อ พื่ ป้อ ป้ งกัน กั การสูญสู เสีย สี น้ํา และการเกิดกิสโทมาตา(stomata) เพื่อ พื่ ทําหน้าที่ คายน้ํา น้ํ และแลกเปลี่ย ลี่ น แก๊ส ก๊ วัฏ วั จัก จั รชีวิ ชี ตวิ (lifecycle) ของพืช พื เป็นวัฏจักรชีวิ ชีวิตแบบสลับ ลั (alternation ofgeneration) คือ ประกอบด้วยช่ว ช่ ง ชีวิ ชีวิต ที่เป็นสปอโรไฟต์ (sporophyte generation) ทําหน้าท่ีสร้า ร้ งสปอร์ (spore) สลับ ลั กับ กั ช่ว ช่ งชีวิ ชีวิตท่ีเป็นแกมี โท ไฟต์ (gametophytegeneration) ทําหน้าที่สร้า ร้ งเซลล์สื ล์ บ สื พัน พั ธ์ุ (gamete) ได้แ ด้ ก่ เซลล์สื ล์ บ สื พัน พั ธุ์เพศผู้ หรือ รื สเปิร์ม ร์ (sperm) และเซลล์สื ล์ บ สื พัน พั ธ์ุเพศ เมีย หรือ รืไข่ (egg) ซึ่ง ซึ่ จะมารวมกัน กั เพ่ือ พ่ืให้ได้เป็นเซลล์ใล์ หม่ คือ ไซโกต (zygote) การรวมตัว ตั กัน กั ของสเปิร์ม ร์ และไข่ เรีย รี กว่า การปฏิสนธิ (fertilization) อาณาจัจั จั ก จั กรพืพื พื ช พื ช
พืช พื ส่ว ส่ นใหญ่จ ญ่ ะมีสปอโรไฟต์เด่น คือ มีขนาดที่มองเห็นได้ชัด ชั เจน ในขณะ ที่แ ที่ กมีโทไฟต์มี ต์ ข มี นาดเล็ก ล็ แทบมองไม่ เห็นด้วยตาเปล่า ล่ อวัยวะสร้า ร้ งเซลล์ สืบ สื พัน พั ธุ์ขธุ์ องพืช พืประกอบขึ้น ขึ้ ด้วยหลายเซลล์ โดยมีเซลล์ที่ ล์ ที่ เป็นหมัน (sterile cell) ห่อ หุ้มอยู่รอบนอก การเจริญริของพืช พื จากไซโกตไปเป็นสปอโรไฟต์จะ ต้อ ต้ งผ่า ผ่ นจะต้อ ต้ งผ่า ผ่ นระยะที่เป็นเอ็ม อ็ บริโริอ (embryo) ก่อ ก่ น คุณสมบัติทั้ง 2 ประการ ดัง ดั กล่า ล่ วนี้จะไม่พบในพวกสาหร่า ร่ ย (algae) สปอโรไฟต์ของพืช พื ประกอบขึ้น ขึ้ จากเซลล์ที่ ล์ ที่ เป็นดิพลอยด์ (2n) ทําหน้าที่ สร้า ร้ งสปอร์จ ร์ ากการแบ่ง เซลล์แ ล์ บบไมโอ ซิสซิของสปอร์ม ร์ าเทอร์เ ร์ ซลล์ (spore mothercell) ที่อยู่ภายใน อับ อั สปอร์ (sporangium) สปอร์ซึ่ ร์ ง ซึ่ เป็นเซลล์ที่ ล์ ที่ เป็นเฮพลอยด์ จะแบ่งตัวเจริญริ ต่อ ต่ ไปเป็น ป็ แกมีโมี ทไฟต์ ที่ทําหน้าที่สร้า ร้ งเซลล์ สืบ สื พัน พั ธุ์ คือ สเปิร์ม ร์ และไข่ การปฏิสฏินธิ (fertilization) คือ การรวมตัวกัน กั ของสเปิร์ม ร์ และไข่ (1) จะทํา ทํ ให้ได้เ ด้ ซลล์ใล์ หม่ที่เป็นดิพลอยด์ (2n) คือ ไซ โกตเกิดกิขึ้น ขึ้ มา ต่อจากนั้นไซโก ตจะแบ่ง บ่ เซลล์ไล์ ด้เป็นเอ็ม อ็ บริโริอก่อ ก่ นที่จะเจริญริต่อไปเป็นสปอร์โร์ รไฟต์ ดังนั้นจึง กล่า ล่ วได้ว่า ว่ ไซ โกต คือ เซลล์เ ล์ ริ่มริ่ต้นของช่ว ช่ งสปอโรไฟต์ และสปอร์ คือ เซลล์ เริ่มริ่ต้น ต้ ของช่ว ช่ งแกมีโทไฟต์ การปฏิสนธิของพืช
พืช พืไม่มี ม่ เ มี นื้อ นื้ เยื่อ ยื่ ลํา ลํ เลีย ลี ง แบ่งออกเป็น 3 ไฟลัม ลั ดังนี้ 1. ไฟลัม ลั เฮปาโทไฟตา(Phylum Hepatophyta) สมาชิกชิกลุ่มลุ่ นี้เรีย รี กทั่วไป ว่า ว่ ลิเลิวอร์เ ร์ วิร์ท ร์ (liverwort) พบ ได้ทั่วไปตามที่ชื้น ชื้ แฉะหรือ รื มีความชื้น ชื้ ค่อน ข้า ข้ งสูง สู อาจขึ้น ขึ้ ได้ดี ในบริเริวณที่เป็นกรด ลัก ลั ษณะของลิเลิวอร์เ ร์ วิร์ท ร์ มีตั้งแต่ ขนาด เล็ก ล็ ในกลุ่มลุ่ ลีฟลี ฟีลิ ฟี เลิวอร์เ ร์ วิร์ท ร์ (leafy liverwort) มีเส้น ส้ ผ่า ผ่ ศูนย์กลาง น้อ น้ ยกว่า ว่ 5 มิลมิลิเลิมตร มีวงชีวิ ชีวิตแบบสลับ ลั โดยมี ระยะแก มีโทไฟต์เด่น ดังนั้น ต้น ต้ ที่พ ที่ บทั่ว ทั่ ไปจะเป็นต้นแกมีโทไฟต์ บางครั้ง รั้ จะพบชั้น ชั้ คิวทิเคิลและสปอร์ที่ ร์ ที่ มี ผนัง นั หนาซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ ลัก ลั ษณะ การปรับ รั ตัวของลิเลิวอร์เ ร์ วิร์ท ร์ เพื่อ พื่ ที่จะอาศัย อยู่บนบก ได้ 2. ไฟลัม ลั แอนโทซีโซี รไฟตา(Phylum Anthocerophyta) พืช พืในกลุ่มลุ่ นี้ มีชื่ มี อ ชื่ เรีย รี ก ทั่ว ทั่ ไปว่า ฮอร์ท ร์ เวิร์ท ร์ (hornworts) เป็นกลุ่มลุ่ ที่เล็ก ล็ ที่พบน้อยที่สุด สุ ใน พืช พืไม่มี ม่ เ มี นื้อ นื้ เยื่อ ยื่ ลํา ลํ เลีย ลี ง พบประมาณ 6 สกุล กุ 100 ชนิด ชนิดที่มักเป็น ตัว ตั อย่า ย่ งใน การศึกษา คือ Anthocerossp. ฮอร์น ร์ เวิร์ท ร์ มีลัก ลั ษณะทั่วไป คือ มี สปอร์โร์ รไฟต์รู ต์ ป รู ร่า ร่ งเรีย รี วยาวคล้า ล้ ย เขาสัต สั ว์สีเ สี ขีย ขี ว นอกจากนี้ยังพบเซลล์ที่ ล์ ที่ ทํา ทํ หน้า น้ ที่ใที่ นการสัง สั เคราะห์ด้วย แสงที่มีคลอโร พลาสต์ 1 เม็ด ตีนตุ๊กแก
3. ไฟลัม ลั ไบรโอไฟตา(Phylum Bryophyta) พืช พืในกลุ่มลุ่ มีชื่อ ชื่ เรีย รี กทั่วไป ว่า ว่ มอสส์ (moss) มีสมาชิกชิมากที่สุด สุ ในกลุ่มลุ่ พืช พื ไม่มีเนื้อเยื่อลํา ลํ เลีย ลี ง สามารถเจริญริ ได้ทั่วไป เช่น ช่ ตามเปลือ ลื กไม้ พื้น พื้ ดิน ก้อ ก้ นหิน มอสส์มี ส์ มี วงชีวิ ชีวิต แบบสลับ ลั โดย มีร มี ะยะแกมีโทไฟต์เด่นกว่าส ปอร์โร์ รไฟต์ ดังนั้นต้นที่พบทั่วไป จึง จึ เป็น ป็ ต้น ต้ แกมีท มีไฟต์ซึ่ง ซึ่ มีสีเ สี ขีย ขี วอัด อั ตัวกัน กั แน่นคล้า ล้ ย พรม ไม่มีใบ ลํา ลํ ต้น และ รากที่แ ที่ ท้จ ท้ ริงริแต่มีส่ว ส่ นที่คล้า ล้ ยลํา ลํ ต้นและใบมาก มีไรซอยด์ทํา หน้าที่ยึดกับ กั พื้น พื้ ดินดิหรือ รื วัตถุที่ ถุ เ ที่ จริญริสปอร์โร์ รไฟต์อาศัยอยู่บนแกมีโทไฟต์ตลอดชีวิ ชีวิต ส ปอร์ โรไฟต์ที่ ต์ อ ที่ ยู่บนแกมีโทไฟต์จะมีส่ว ส่ นที่ยึดติดกับ กั แกมีโท ไฟต์เรีย รี กว่า ฟุต (foot) และมีก้ มี า ก้ นชูอั ชู บ อั สปอร์ (seta) ทําให้อับ อั สปอร์ (capsule) เด่นชัด ชั ตีนตุ๊กแก
พืช พื มีเนื้อ นื้ เยื่อ ยื่ ลํา ลํ เลีย ลี งแบ่งเป็น 2 กลุ่มลุ่ คือ พืช พื มีเน้ือเยื่อลํา ลํ เลีย ลี งที่ไม่มีเมล็ด ล็ (seedlessvascularplant) และพืช พื มี เนื้อเย่ือลํา ลํ เลีย ลี งท่ีมีเมล็ด ล็ (seedplant) พืช พื มีเนื้อ นื้ เยื่อ ยื่ ลํา ลํ เลีย ลี งที่ไม่มีเมล็ด ล็ (seedlessvascularplant) เป็นพืช พื ที่มี วิวัวิฒ วั นาการมาต้ังแต่ยุคซลูเ ลู รีย รี น จากการศึกษา ซากดึกดําบรรพ์เ พ์ ชื่อ ชื่ กัน กั ว่า Cooksoniaเป็น ป็ พืช พื มีเนื้อเย่ือลํา ลํ เลีย ลี งกลุ่มลุ่ แรก ๆ ท่ีมีวิวัฒนาการมาเป็นพืช พื sp. ที่มี ที่ เ มี นื้อ นื้ เยื่อ ยื่ ลํา ลํ เลีย ลี งใน ปัจจุบั จุ บั น ลัก ลั ษณะสํา สํ คัญของพืช พื กลุ่มลุ่ น้ี คือ มีราก ลํา ลํ ต้น ต้ และใบที่แ ที่ ท้จ ท้ ริงริ ไฟลัม ลั ไลโคไฟตา(Phylum Lycophyta) พืช พืในกลุ่มลุ่ นี้มีชื่อ ชื่ เรีย รี กท่ัวไปว่า ไลโคโพตา(Lycopoda) เป็นพืช พื ที่มีใบ ราก ลํา ลํ ต้น ที่แท้จริงริแต่ใบมีขนาดเล็ก ล็ ส่ว ส่ นใหญ่เ ญ่ ป็น ป็ พืช พื อายุหลายปี มีประมาณ 200 ชนิด ได้แก่ ไลโคโพเดียม (lycopodium) ที่พบเห็น เป็นระยะสปอโรไฟต์ จัดเป็นพืช พื ล้ม ล้ ลุก ลุ มีรากเป็นราก พิเพิศษ (adventitiousroot) อวัยวะสืบ สื พัน พั ธ์ุ เรีย รี กว่า สโตรบิลัส ลั Client : Adeline Palmerston| Branding Design(strobilus) อยู่ที่ปลายกิ่งกิ่สร้า ร้ ง สปอร์แ ร์ บบไมโอซิสซิได้ 4 สปอร์ ปรง
พืช พื มีเนื้อ นื้ เย่ือ ย่ื ลํา ลํ เลีย ลี งที่มีเมล็ด ล็ (seedplant) เกิดกิเมื่อประมาณ 360 ล้า ล้ นปี ในช่ว ช่ งปลายของยุคดีโวเนียน และพบ แพร่ก ร่ ระจายมากในยุคคาร์บ ร์ อนิเฟ อรัส รั มีโมี ครงสร้า ร้ งสืบ สื พัน พั ธ์ุที่ธ์ุ ที่ แตกต่างจากพืช พื กลุ่มลุ่ ที่กล่า ล่ วมาแล้ว ล้ โดยเซลล์ไล์ ข่ เจริญริอยู่ใยู่ นออวุล เชื่อ ชื่ กัน กั ว่าน่าจะมีวิวัฒนาการมาจากอับ อั สปอร์ที่ ร์ ที่ มีเน้ือเยื่อ พิเพิศษมาหุ้มหุ้ ซ่ึง ซ่ึ อาจมี 1 หรือ รื 2 ช้ัน ช้ั นอกจาก นี้พืช พื มี เมล็ด ล็ ยังมีการปรับ รั ตัวใน การสืบ สื พัน พั ธุ์ที่ธุ์ ไที่ ม่ต้องอาศัยนํ้าโดยการสร้า ร้ งละอองเรณูที่ ณู ที่ มีสเปิร์ม ร์ อยู่ภายใน เมื่อ มื่ อับ อั สปอร์ แตก ออกละอองเรณูจ ณู ะกระจายไปตกทีออวุล โดยอาศัยลมหรือ รื สัต สั ว์เ ว์ป็น ป็ พาหะ เมื่อเกิดกิการปฏิสฏินธิแล้ว ล้ ออวุลจะเจริญริ ไป ต้นแปะก๊ว ก๊ ยที่พบ ทั่ว ทั่ ไปเป็น ป็ ต้น ต้ สปอร์โร์ รไฟต์ที่แยกเพศ (dioecious) เหมือนกับ กั พืช พื เมล็ด ล็ เปลือ ลื ย ชนิดนิอื่น อื่ ๆ ต้น ต้ เพศ ผู้สผู้ ร้า ร้ งอับ อัไมโครสปอร์ (microsporangia) อยู่บนกิ่งกิ่สั้น สั้ ๆ เรีย รี กโครงสร้า ร้ งน้ีว่าโคนเพศผู้ (malecone) ต้นเพศ เมีย สร้า ร้ งอับ อั เมกะ สปอร์ (megasporangia) ภายในมีออวุลซึ่ง ซึ่ จะเจริญริต่อไปเป็นเมล็ด ล็ การถ่า ถ่ ย ละอองเรณูเ ณู กิดกิขึ้น ขึ้ เมื่อมี Client : Adeline Palmerston| Branding Design ลมพัด พั ละอองเรณูต ณู กลงบนอับ อั เมกะสปอร์ และไข่ไข่ ด้รับ รั การผสมเมื่อเจริญริ เต็ม ต็ ที่ ส่ว ส่ นของเปลือ ลื กหุ้มเมล็ด ล็ ชั้น ชั้ นอกสุด สุ จะ นุ่มเละและ สลายไป และมีกลิ่นลิ่ เหม็น ม็ หินหิเนื่องจากมีจํา จํ พวกกรดบิวทาลิกลิ (butalicacid) ต้นแปะก๊วย
พืช พื ดอก พืช พื ที่มีด มี อก (angiosperm) เป็นพืช พื ที่มีดอกและโครงสร้า ร้ งห่อหุ้มเมล็ด ล็ มี เคร่ือ ร่ื งห่อ ห่ หุ้มหุ้ ซ่ึง ซ่ึ ถือ ถื ว่ามีวิวัฒนาการสูง สู สุด สุ มีจํานวน มากท่ีสุด สุ ประมาณ 235,000 ชนิดนิมีเพีย พี งไฟลัม ลั เดียว คือ ไฟลัม ลั แอนโทไฟตา(Phylum Anthophyta) ลัก ลั ษณะ สํา สํ คัญ คือ มีดอกเป็นอวัยวะสืบ สื พัน พั ธ์ุและมีเมล็ด ล็ ท่ีมีรัง รั ไข่ห่ ข่ อ ห่ หุ้มหุ้ มีการปฏิสฏินธิซ้ธิอ ซ้ น (doublefertilization) สปอโรไฟต์มี ขนาดใหญ่ เด่น ด่ ชัด ชั ประกอบด้วยราก ลํา ลํ ต้น และใบที่แท้จริงริส่ว ส่ นแกมีโทไฟต์มีขนาดเล็ก ล็ เจริญริอยู่บนสปอโรไฟต์ 10. ไฟลัม ลั แอนโท ไฟตา(Phylum Anthophyta) จาก การศึก ศึ ษาและรวบรวมข้อ ข้ มูลของพืช พืไฟลัม ลั โดยอาศัย ข้อ ข้ มูลทางพัน พั ธุศาสตร์ กายวิภวิาค และสัณ สั ฐานวิทยา สามารถแบ่งกลุ่มลุ่ ของไฟลัม ลั แอนโทไฟตาได้ ดัง ดั น้ี 1. พืช พื กลุ่มลุ่ แอมโบเรลลา 2. พืช พื กลุ่มลุ่ พวงแก้ว ก้ กุด่ั กุ ด่ั ง 3. พืช พื กลุ่มลุ่ บัว 4. พืช พื กลุ่มลุ่ กล้ว ล้ ยไม้ Client : Adeline Palmerston| Branding Design 5. พืช พื กลุ่มลุ่ ไม้ด ม้ อกทั่วไป เช่น ช่ กุห กุ ลาบ
อาณาจัก จั รฟัง ฟั ไจ (Kingdom Fungi) ประกอบด้วยสิ่งสิ่มีชีวิ ชีวิตท่ีมีทั้งเซลล์ เดีย ดี วและหลายเซลล์ เซลล์ยั ล์ ยั ง ไม่พัฒ พั นาเป็นเน้ือเยื่อ เซลล์เ ล์ป็นแบบยูแคริโริอต ดํา ดํ รงชีวิ ชี ตวิเป็น ป็ ผู้ย่ผู้ย่ อยสลาย เช่น ช่ ราขนมปัง เห็ด หอม ราดํา บางชนิดเป็นปรสิตสิ เช่น ช่ เช้ือ ช้ื ราบนหนังศีรษะ หรือ รื เชื้อ ชื้ ราที่ก่อ ก่ ให้เกิดกิโรคกลากเกล้ือ ล้ื น ฟัง ฟั ใจความ สัม สั พัน พั ธ์ท ธ์ างวิวัวิวั ฒนาการใกล้ชิ ล้ ดชิกับ กั สัต สั ว์มากกว่าพืช พื ฟัง ฟั ใจประกอบด้ว ด้ ยเซลล์ท่ี ล์ ท่ี มีผนังเซลล์เ ล์ป็นสารพวกไค ทิน (chitin) ลัก ลั ษณะเซลล์ต่ ล์ ต่ อกัน กั เป็นเส้น ส้ใย Client : Adeline Palmerston| Branding Design ขนาดเล็ก ล็ เรีย รี กว่าไฮฟา(hypha) เส้น ส้ใยอาจมีผนังกั้น กั้ (septate hyphae) หรือ รืไม่มี ผนังกั้น กั้ (nonseptatehyphae) เมื่อกลุ่มลุ่ ของเส้น ส้ใยไฮฟา รวมตัว ตั กัน กั เรีย รี กว่าไมซีเ ซี ลีย ลี ม (mycelium) อาณาจัจั จั ก จั กรฟัฟัฟัฟั งไจ
ความหลากหลายของอาณาจักรฟัง ฟั ไจ 1. ไฟลัม ลั ไคทริดิริดิโอไมโคตา(Phylum Chytrid- iomycota) หรือ รืไคทริดริ (chytrid) เป็นราที่มีกา รสร้า ร้ งสปอร์ ที่มีแฟลเจลลา มักอยู่ร่ว ร่ มกัน กั กับ กั สาหร่า ร่ ย ส่ว ส่ นใหญ่อ ญ่ าศัยอยู่ ในนํ้า จัด จั เป็นราที่โบราณ ที่สุด สุ พบตามพืช พื นํ้าที่ ตายแล้ว ล้ หรือ รื ตามเศษหินเศษทรายในนํ้าเป็นปรสิตสิในพืช พื นํ้าและสัต สั ว์ เช่น ช่ Batrachochytrium sp. เป็นปรสิตสิในกบ 2. ไฟลัม ลั ไซโกไมโคตา(Phylum Zygomycota) หรือ รืไซโกตฟัง ฟั ใจ เป็น พวกที่ อาศัย ศั อยู่บนดิน เช่น ช่ Rhizopusstolonifer ก่อ ก่ ให้เกิดกิโรคราสนิม Rhizopusnigricansใช้ผ ช้ ลิตลิกรดฟูมาลิกลิมีการสร้า ร้ งไซโกสปอร์ (zygospore) จากเซลล์ ใหม่ที่เกิดกิจากการปฏิสนธิ ตัวอย่างเช่น ช่ ราขนมปัง เมื่อ มื่ สาย ของราที่ต่างกัน กั มาพบกัน กั จะเกิดกิการสืบ สื พัน พั ธุ์แบบอาศัยเพศ มีการ รวมของนิวนิเคลีย ลี สได้เป็นไซโกสปอร์ (2n) ส่ว ส่ นที่เป็น ไซโกสปอร์น้ี ร์ น้ี จะเป็นระยะ พัก พั ของรา มีผ มี นังหนาเป็นสีดํ สีดํ าเมื่อ า สภาวะ เหมาะสมไซโกสปอร์จ ร์ ะงอก และ สร้า ร้ งส่ว ส่ นที่เ ที่ รีย รี กว่า ส ปอแรงเกีย กี (sporangia) หรือ รื อับ อั สปอร์ ซึ่ง ซึ่ จะแบ่งตัว แบบไม โอซิสซิได้ส ด้ ปอร์ เมื่อ มื่ สปอร์นี้ ร์ นี้ งอกจะได้ เส้น ส้ใยที่มีนิวเคลีย ลี ส เป็นแฮ พลอยด์ ต่อ ต่ ไป
3. ไฟลัม ลั แอสโคไมโคตา(Phylum Ascomycota) หรือ รื แซคฟัง ฟั ใจ (sac fungi) เป็นฟัง ฟั ใจที่พบมากที่สุด สุ มีรูป รู ร่า ร่ งทั้งแบบเซลล์ เดียวและหลายเซลล์ โดยส่ว ส่ นใหญ่เ ญ่ ป็น ป็ เห็ดที่มีลัก ลั ษณะเป็นรูป รู ถ้ว ถ้ ย (cupfungi) การสร้า ร้ งเซลล์ สืบ สื พัน พั ธุ์ จะสร้า ร้ งในถุง ถุ แอสคัส (ascus) ภายในมีแอสโคสปอร์ (ascospore) เช่น ช่ Saccharomycescereviae(เรีย รี กกัน กั โดยทั่วไปว่า ยีสต์ (yeast) เป็นรา ที่มี ที่ มี เซลล์เ ล์ ดียว สืบ สื พัน พั ธุ์โธุ์ดยการแตกหน่อ หรือ รื อาจมีการสร้า ร้ งแอสคัสเดี่ยวๆ ที่ไที่ ม่มี ม่ สิ่ มี งสิ่ห่อ ห่ หุ้มหุ้ ก็ไก็ ด้) โมเรล (morels) และทรัฟรั เฟิลฟิ (tuffles) 4. ไฟลัม ลั เบสิดิสิโดิอไมโคตา(Phylum Basidiomycota) หรือ รื คลับ ลั ฟัง ฟั ใจ สร้า ร้ งเซลล์สื ล์ บ สื พัน พั ธุ์บนอวัยวะที่คล้า ล้ ย กระบอง (basidium) ภายในมีเบสิดิสิดิโอส ปอร์ (basidiospore) ซึ่ง ซึ่ จะงอกเป็นไมซีเ ซี ลีย ลี ม (mycelium) จากนั้นผนังของ ไมซี เลีย ลี มจะมา รวมกัน กั ได้เป็นเซลล์ที่ ล์ ที่ มีนิวเคลีย ลี สสองอัน อั (n+n) เรีย รี กว่าไดแค ริโริอต (dikaryote) เส้น ส้ใยที่เป็นไดแคริโริอตนี้ จะรวมกัน กั เป็นโครงสร้า ร้ งเซลล์ สืบ สื พัน พั ธุ์ ซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ ส่ว ส่ นที่กินกิได้เรีย รี กว่า ดอกเห็ดหรือ รื เบสิดิสิดิโอคาร์ปร์ (basidiocarp) จะอยู่บนฟรุต รุ ติงบอดี (fruitingbody) มีการสืบ สื พัน พั ธุ์แบบ อาศัย ศั เพศ นิวนิเคลีย ลี สทั้งสองอัน อั รวมเข้า ข้ เป็น 2n จากนั้นจึงแบ่งเซลล์ แบบไม โอซิสซิเพื่อ พื่ สร้า ร้ งสปอร์อี ร์ ก อี ส่ว ส่ นใหญ่เ ญ่ ป็นเห็ดทั้งที่กินกิได้ เช่น ช่ เห็ดหอม เห็ด นางฟ้า ฟ้ และเป็น ป็ เห็ดพิษพิไม่สามารถกินกิ ได้
ประกอบด้ว ด้ ยสิ่งสิ่มีชีวิ ชีวิตท่ีมีขนาดร่า ร่ งกายหลายขนาดตั้งตั้งแต่ขนาดเล็ก ล็ มาก เช่น ช่ หมีนํ้ มี า นํ้ (tardigrade) หนอนจัก จั ร (rotifer) จนถึง ถึ ขนาดใหญ่ม ญ่ าก เช่น ช่ วาฬ คุณ คุ สมบัติขติองส่ิงส่ิมีชีวิ ชีวิตในอาณาจักรสัต สั ว์ เซลล์แ ล์ บบยูแคริโริอต (eukaryoticcell) คือ เซลล์ที่ ล์ ที่ มีเยื่อหุ้มนิวเคลีย ลี ส ในไซโท พลาซึม ซึ มีออร์แ ร์ กเนลล์ต่ ล์ ต่ าง ๆ กระจายอยู่ ร่า ร่ งกายของสัต สั ว์ประกอบด้วย เซลล์ช ล์ นิดนิที่ไที่ ม่มี ม่ มี ผนังเซลล์ ทําให้เซลล์มี ล์ มี ลัก ลั ษณะอ่อ อ่ นนุ่มซึ่ง ซึ่ แตกต่างไปจาก เซลล์ พืช พื เซลล์เ ล์ หล่า ล่ นี้จะมารวมกัน กั เป็นเนื้อเย่ือเพ่ือ พ่ื ทําหน้าที่เฉพาะอย่าง ซึ่ง ซึ่ พบว่า ว่ เซลล์ใล์ นเนื้อเยื่อมักมีขนาดและรูป รู ร่า ร่ งเหมือน กัน กั มีการประสานการทํา งานระหว่า ว่ งกัน กั สัต สั ว์ชั้น ชั้ สูง สู มีเนื้อเยื่อหลายชนิดสามารถจําแนกตามหน้าที่และ ตํา ตํ แหน่ง น่ ที่อ ที่ ยู่ ของร่า ร่ งกายเป็น 5 ประเภท คือ เนื้อเยื่อบุผิวผิ (epithelial tissue) เน้ือ น้ื เยื่อ ยื่ เก่ีย ก่ี วพัน พั (connectivetissue) เน้ือเยื่อกล้า ล้ มเนื้อ (muscular tissue) เน้ือ น้ื เยื่อ ยื่ ลํา ลํ เลีย ลี ง (vasculartissue) และเน้ือเย่ือประสาท (nervous tissue) สัต สั ว์สร้า ร้ งอาหารเองไม่ได้ เพราะไม่มีคลอโรฟิลฟิล์ ดังนั้นการดํารง ชีวิ ชี ตวิจึง จึ ต้องกินกิส่ิงส่ิมีชีวิ ชีวิตอื่น อื่ เป็นอาหารซ่ึง ซ่ึ อาจ เป็นพืช พื หรือ รื สัต สั ว์ด้วยกัน กั กา รดํา ดํ รงชีวิ ชี ตวิจึง จึ เป็นแบบผู้ล่ผู้า ล่ เหยื่อหรือ รืปรสิตสิเสมอ โดยทั่วไปสัต สั ว์เคลื่อ ลื่ นที่ได้ ด้ว ด้ ยตนเอง ตลอดชีวิ ชีวิต มีบางชนิดพบว่าเมื่อเป็นตัวเต็มวัย แล้ว ล้ เกาะอยู่กับ กั ท่ี และสัต สั ว์ส ว์ ามารถตอบสนองต่อส่ิงส่ิเร้า ร้ได้อย่างรวดเร็ว ร็ เนื่องจากมีระบบ ประสาท มีอ มี วัยวะรับ รั ความรู้สึรู้ก สึ และตอบสนอง เช่น ช่ การกินกิอาหาร การขับ ขั ถ่า ถ่ ย และการสืบ สื พัน พั ธุ์ อาณาจัจั จั ก จั กรสัสั สั ต สั ตว์ว์ ว์ว์
จากการศึกษาวิวัฒนาการในอาณาจัก จั รสัต สั ว์ สามารถจําแนกอาณาจักร สัต สั ว์ด้ ว์ ว ด้ ยหลัก ลั การดังนี้ 1. เนื้อเยื่อ (tissue) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มลุ่ คือ - เนื้อ นื้ เยื่อ ยื่ แท้จ ท้ ริงริ (truetissue) - เนื้อ นื้ เยื่อ ยื่ ไม่แท้จ ท้ ริงริ (falsetissue) 2. ลัก ลั ษณะสมมาตร (symmetry) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มลุ่ คือ - ไม่มี ม่ ส มี มมาตร (asymmetry) มีรูป รู ร่า ร่ งไม่แน่นอน ไม่สามารถแบ่งซีก ซี ซ้า ซ้ ยและ ซีก ซี ขวาได้เท่า ท่ ๆ กัน กั สมมาตรแบบรัศ รั มี (radialsymmetry) เมื่อแบ่งร่า ร่ งกาย ในแนวระนาบตามยาวผ่า ผ่ นจุด จุ ศูนย์กลาง ร่า ร่ งกายแล้ว ล้ จะได้ 2 ด้านเหมือนกัน กั ทุก ทุ ประการในทุกเส้น ส้ แบ่งที่ตัดผ่า ผ่ นจุด จุ ศูนย์กลางของระนาบตามยาวของ ร่า ร่ งกาย - สมมาตรแบบด้านข้า ข้ ง (bilateralsymmetry) เมื่อแบ่งร่า ร่ งกายออกเป็น 2 ซีก ซี ตามแนวระนาบแนว ยาว จะได้ 2 ซีก ซี ที่เหมือนกัน กั ทุกประการ แต่แบ่งได้ เพีย พี งครั้ง รั้ เดีย ดี วเท่านั้น
3. ลัก ลั ษณะช่อ ช่ งว่างในลํา ลํ ตัวหรือ รื ช่อ ช่ งตัว (bodycavity หรือ รื coelom) คือ ช่อ ช่ งว่า ว่ งภายในลํา ลํ ตัวที่อยู่ระหว่าง ผนัง ลํา ลํ ตัวกับ กั อวัยวะภายใน ซึ่ง ซึ่ สามา รถนํา นํ มาใช้เ ช้ป็น ป็ เกณฑ์ในการจํา จํ แนกสัต สั ว์ได้ แบ่งเป็น 3 กลุ่มลุ่ คือ - ไม่มีช่อ ช่ ง ว่า ว่ งในลํา ลํ ตัวหรือ รืไม่มีช่อ ช่ งตัว (acoelomate) เป็นพวกที่มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ชั้ อยู่ชิดชิ กัน กั โดยไม่มี ม่ มี ช่อ ช่ งว่างในแต่ละชั้น ชั้ มีช่อ ช่ งว่างเทียม (pseudocoelomate) เป็น ช่อ ช่ งตัว ตั ที่เ ที่ จริญริอยู่ระหว่างมีโซเดิร์ม ร์ (mesoderm) ของผนังลํา ลํ ตัว และเอน โดเดิร์ดิม ร์ (endoderm) ซึ่ง ซึ่ เป็นทางเดินอาหาร ช่อ ช่ งตัวนี้ไม่มีเยื่อบุช่อ ช่ ง ท้อง (peritoneum) กั้น กั้ เป็นขอบเขต - มีช่อ ช่ งว่างที่แท้จริงริ (coelomate) เป็นช่อ ช่ ง ตัว ตั ที่เ ที่ จริญริแทรกอยู่ระหว่างมี โซเดิร์ม ร์ 2 ชั้น ชั้ คือ มีโซเดิร์ม ร์ ชั้น ชั้ นอกเป็นส่ว ส่ น หนึ่ง นึ่ ของผนัง นั ลํา ลํ ตัว (body wall) กับ กั มีโซเดิร์ม ร์ ชั้น ชั้ ในซึ่ง ซึ่ เป็น ส่ว ส่ นหนึ่งของผนัง ลํา ลํ ไส้ (intestinal wall) และมี โซเดิร์ม ร์ ทั้ง 2 ส่ว ส่ นจะบุด้วยเยื่อบุช่อ ช่ งท้อง 4. การเปลี่ย ลี่ นแปลงของบลาสโทพอร์ (blastopore) ช่อ ช่ งบลาสโทพอร์ เป็น ป็ โครงสร้า ร้ งในตัวอ่อ อ่ นของสัต สั ว์ที่ มีสมมาตรแบบด้านข้า ข้ ง ซึ่ง ซึ่ เมื่อตัวอ่อ อ่ น เจริญริต่อ ต่ ไป ช่อ ช่ งดังกล่า ล่ วจะเปลี่ย ลี่ นเป็นช่อ ช่ งปาก เรีย รี กสัต สั ว์กลุ่มลุ่ นี้ว่าโพรโทส โท เมีย มี (protostomia) และเปลี่ย ลี่ นไปเป็นทวารหนัก เรีย รี กสัต สั ว์กลุ่มลุ่ นี้ว่า ดิวเท อโรสโทเมีย มี (deuterostomia)
5. การเจริญริ ในระยะตัวอ่อ อ่ น ในกลุ่มลุ่ สัต สั ว์โพรโทสโทเมียพบการเจริญริ ของตัว ตั อ่อ อ่ น 2 รูป รู แบบ คือ ตัวอ่อ อ่ น แบบโทรโคฟอร์ (trochophorelarva) คือ คื ซับ ซั ไฟลัม ลั โลโฟ โทรโคซัว ซั (Subphylum Lophotrochozoa) และตัวอ่อ อ่ น แบบลอก คราบในขณะ เจริญริเติบโต คือ ซับ ซั ไฟลัม ลั เอคไดโซซัว ซั (Subphylum Ecdysozoa) สัต สั ว์ที่ไม่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริงริ 1. ไฟลัม ลั พอริเริฟอรา(Phylum Porifera) สัต สั ว์ในไฟลัม ลั นี้ ได้แก่ ฟองนํ้า (sponge) มีช่ มี อ ช่ งว่างภายในลํา ลํ ตัว (spongocoel) นํ้าจะผ่า ผ่ นเข้า ข้ ทางรูพ รู รุน รุ (ostium) ซึ่ง ซึ่ มีอ มี ยู่ทั่วตัวสู่ช่ สู่ อ ช่ งว่างภายในลํา ลํ ตัวและผ่า ผ่ นออกจากตัวทางช่อ ช่ ง นํ้า นํ้ไหล ออก (osculum) โดยฟองนํ้าส่ว ส่ นใหญ่จ ญ่ ะอาศัยอยู่ในนํ้าเค็มพบ ประมาณ 10,000 สปีชีส์ ชีส์ บางชนิดอาศัยอยู่ในนํ้าจืด จื พบ ประมาณ 50 สปีชีส์ ชีส์
สัต สั ว์ที่ ว์ มี ที่ มี สมมาตรแบบรัศ รั มี 2. ไฟลัม ลั ไนดาเรีย รี (Phylum Cnidaria) ไนดาเรีย รี ส่ว ส่ นใหญ่แ ญ่ พร่ก ร่ ระจาย อยู่ใยู่ น ทะเลมาตั้งแต่อดีต มีบางชนิด ที่พบในนํ้าจืด มีทั้งที่ดํารงชีวิ ชีวิตแบบอิสอิระ และอาศัย ศั อยู่รยู่ วมกัน กั เป็นกลุ่มลุ่ ซึ่ง ซึ่ เกิดกิจากการสืบ สื พัน พั ธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ตัว เต็ม ต็ วัย วั มีปมี ากที่ล้อ ล้ มรอบด้วยหนวด (tentacle) ท่อทางเดินอาหารมีช่อ ช่ งเปิด ทางเดีย ดี ว ลัก ลั ษณะที่สํา สํ คัญของสัต สั ว์ใน ไฟลัม ลั ไนดาเรีย รี 3. ไฟลัม ลั แพลทีเฮลมินทิส (Phylum Platyhelminthes) เป็นไฟลัม ลั แรกที่ มีส มี มมาตรแบบด้านข้า ข้ ง ลํา ลํ ตัวแบน จากบนลงล่า ล่ ง (dorsoventrally flattened) ลัก ลั ษณะคล้า ล้ ยริบริบิ้น จึง จึ เรีย รี กกัน กั โดยทั่วไปว่า หนอนตัวแบน (flat worm) ผิวผิลํา ลํ ตัว อ่อ อ่ นนิ่ม ยกเว้นพวกที่เป็นปรสิตสิจะมีคิวทิเคิลหนา พบประมาณ 25,000 ชนิด จัด จั อยู่ในสัต สั ว์กลุ่มลุ่ ที่ไม่มีช่อ ช่ งว่างลํา ลํ ตัว ที่แท้จริงริ (acoelomate) กลุ่มลุ่ ใหญ่ที่ ญ่ ที่ สุด สุ สามารถพบได้ทั้งในทะเล นํ้าจืด บนบก ส่ว ส่ น ใหญ่ดํ ญ่ า ดํ รงชีวิ ชี ตวิแบบปรสิตสิ (parasitic) บางวงศ์ดํารง ชีวิ ชีวิตอิสอิระ (free living) ส่ว ส่ นใหญ่มี ญ่ มี ขนาดเล็ก ล็ และสั้น สั้ ยกเว้นพยาธิตัวตืด ขนาดและความยาว แตกต่า ต่ งกัน กั ไปตามแต่ชนิด พบยาว ที่สุด สุ กว่า 20 เมตร
4. ไฟลัม ลั มอลลัส ลั คา(Phylum Mollusca) เป็น สัต สั ว์ที่มีลํา ลํ ตัวนิ่มโดยมี แมนเทิลทิ (mantle) ทํา หน้าที่สร้า ร้ ง เปลือ ลื กแข็ง ข็ (shell) ที่มีสาร แคลเซีย ซี ม คาร์บ ร์ อเนต (calcium carbonate) เพื่อ พื่ หุ้มลํา ลํ ตัวอีก อี ชั้น ชั้ หนึ่ง หรือ รื บางชนิด เปลือ ลื ก ก็ล ก็ ด รูป รู ไปเป็นโครงร่า ร่ งที่อยู่ภายในร่า ร่ งกาย สัต สั ว์ใน ไฟลัม ลั มอลลัส ลั คาเรีย รี กโดยทั่ว ทั่ ไปว่า มอลลัส ลั ก์ (mollusk) ที่รู้จัรู้จั ก กัน กั ดี ได้แก่ หอยกาบคู่ (clams) หอยกาบเดี่ยว (snail) หอยงาช้า ช้ ง (tuskshell) หมึกต่าง ๆ เช่น ช่ หมึก มึ กล้ว ล้ ย (squid) หมึก สายหรือ รื หมึกยักษ์ (octopus) และลิ้นลิ้ทะเล (chiton) หรือ รื หอยแปดเกล็ด ล็ ส่ว ส่ นใหญ่อ ญ่ าศัยอยู่ ในนํ้าเค็ม มีบางส่ว ส่ น อยู่ในนํ้าจืด และ บนบก 5. ไฟลัม ลั แอนเนลิดลิา(Phylum Annelida) สัต สั ว์ในไฟลัม ลั นี้มีร่า ร่ งกายที่ ประกอบด้วยปล้อ ล้ ง (segment หรือ รื somite) จึง เรีย รี กว่า หนอนปล้อ ล้ ง (segmented worm) แต่ละปล้อ ล้ งคล้า ล้ ยวงแหวนเรีย รี งต่อกัน กั จนตลอดลํา ลํ ตัว และแสดง การเป็น ปล้อ ล้ งทั้งภายในและภายนอก ลัก ลั ษณะกล้า ล้ มเนื้อ ระบบ ประสาท ระบบหมุนเวียนเลือ ลื ด อวัยวะขับ ขั ถ่า ถ่ ยตลอดจน ๆ อวัยวะ สืบ สื พัน พั ธุ์ ต่า ต่ งก็จั ก็ ด จั เป็นชุด ชุ ซํ้า ซํ้ ๆ กัน กั ตลอดลํา ลํ ตัว และมีเยื่อกั้น กั้ (septum) กั้น กั้ ระหว่าง ปล้อ ล้ ง ทํา ทํ ให้ช่ ห้ อ ช่ งตัวถูก ถู แบ่งออก เป็น ส่ว ส่ น ๆ ด้วย มีขนาดลํา ลํ ตัวยาวน้อยกว่า 1 มิลมิลิเลิมตร จนถึง ถึ 3 เมตร พบอยู่ทั้งในนํ้าเค็ม นํ้าจืด จื และที่ชื้น ชื้ แฉะ
6. ไฟลัม ลั นีม นี าโทดา(Phylum Nematoda) เรีย รี กกัน กั ทั่วไปว่า หนอนตัว กลม (round worm) หรือ รื นี้มาโทด(nematode) 7. ไฟลัม ลั อาร์โร์ ทรโพดา(Phylum Arthropoda) สัต สั ว์ที่จัดอยู่ในไฟลัม ลั นี้ เรีย รี กว่า ว่ สัต สั ว์ข ว์ าข้อ ข้ หรือ รื อาร์โร์ ทร พอด ซึ่ง ซึ่ หมายถึง ถึ มีรยางค์ต่อกัน กั เป็นข้อ ข้ ๆ สัต สั ว์ก ว์ ลุ่มลุ่ นี้มี นี้ จํ มี า จํ นวนมากที่สุด สุ มีประมาณมากกว่า1,200,000 ชนิด มากกว่า 80% ของสัต สั ว์ ทั้งหมดในอาณาจัก จั รสัต สั ว์ และจากการ ศึกษาซากโบราณพบ ว่า ว่ อาร์โร์ ทรพอดมี ความสัม สั พัน พั ธ์กั ธ์ บ กั สัต สั ว์พวก แอนเนลิดลิมาก โดยอาจจะ เจริญริมาจากพวกแอนเนลิดลิหรือ รื อาจมาจากบรรพบุรุษ รุ เดียวกัน กั
นายวิชญะ ศรีสว่าง ม.6\10 เลขที่ 13 จัด จั ทำ โดย นำ เสนอ คุณครูจิราวุฒิ หารประชุม