The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานประเทศโลกที่3 ล่าสุด1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สาคร, 2024-03-04 05:42:55

รายงานประเทศโลกที่3 ล่าสุด1

รายงานประเทศโลกที่3 ล่าสุด1

รายงาน เรื่อง ประเทศโลกที่สาม จัดทำโดย คณะผู้จัดทำกลุ่มที่ 3 เสนอ อาจารย์อิศเรศ จิณฤทธิ์ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรายวิชาการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ (SO2118) ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2566 สาขาวิชาการปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด


ก คำนำ การเมืองการปกครองเปรียบเทียบถือเป็นหนึ่งในสาขาวิชาหลักของรัฐศาสตร์ โดยมีเนื้อหา เกี่ยวกับรูปแบบการปกครองเปรียบเทียบเฉพาะบางประเทศที่สำคัญในกลุ่มกำเนิดของคำว่า "โลกที่สาม" การศึกษารูปแบบปกครองจะช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างและการทำงานของสังคมในมิติทางการเมืองได้ดี ยิ่งขึ้น รายงานฉบับนี้จึงมุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม โครงสร้าง องค์ประกอบ หน้าที่ของระบบ การเมือง และการวิเคราะห์ลักษณะพัฒนาการทางการเมืองของแต่ละประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ เห็นถึงความแตกต่างจุดเด่นและข้อจำกัดของรูปแบบการปกครองและรายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ เกี่ยวกับคำว่า "โลกที่สาม"ทั้งการ พัฒนาเศรษฐกิจ,การลดความเหลื่อมล้ำและการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ต่างๆ การศึกษาในประเด็นข้างต้น จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจรูปแบบการปกครองของกลุ่มของ ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกมากยิ่งขึ้น และจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครอง ของโลก สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเมืองการปกครองของประเทศไทยเราต่อไป คณะผู้จัดทำ กุมภาพันธ์ 2567


ข สารบัญ Table of Contents โลกที่หนึ่ง..........................................................................................................................................................................................................2 โลกที่สอง........................................................................................................................................2 โลกที่สาม....................................................................................................................................3 สรุปประเทศโลกที่สาม........................................................................................................................6 Horus. (2553). โลกที่หนึ่ง. สืบค้นจาก................................................................................................8


ประเทศโลก1ประเทศโลก2ประเทศโลก3คือไร คำว่าประเทศโลกที่ 1 2 3 ที่เรามักจะได้ยินกันมา มันมีที่มาอย่างไร ทำไมไทยถึงเป็นโลกที่ 3 เราจะขยับเป็น ประเทศโลกที่ 2 หรือ ประเทศโลกที่ 1 ได้หรือไม่ อันดับแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่าประเทศโลก จริงๆแล้วมันไม่ใช่การจัดอันดับ หรือลำดับ ไม่ใช่การแข่งขัน(เสีย ทีเดียว) แต่มันคือการแบ่งประเภท ของ กลุ่มประเทศ ตามเศรษฐกิจ สังคม และแนวคิดอุดมการณ์ แนวคิดของการแบ่งประเทศโลกนั้นเกิดขึ้นในช่วงยุคสงครามเย็น ที่เป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มประเทศ 2 กลุ่ม ที่มี อุดมการณ์ทางการเมืองการปกครองระบบเศรษฐกิจที่ต่างกันสองฝ่าย คือ ฝ่ายสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและกลุ่ม พันธมิตร ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย กับอีกฝ่ายหนึ่งคือ กลุ่มสหภาพโซเวียต ยูโกสลาเวีย เป็นต้น ซึ่งปกครอง ด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ โดยที่ประเทศโลกที่ 1 คือกลุ่ม สหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศที่เข้าเป็นพวกกับสหรัฐอเมริกาโดยประเทศเหล่านี้มักจะ ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย และมีระบบเศรษฐกิจทุนนิยม โดยมากเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศโลกที่ 2 คือกลุ่มประเทศ ทางแถบยุโรปตะวันออกบางส่วน สหภาพโซเวียตเดิม ยูโกสลาเวีย จีน คิวบา ลาว เกาหลีเหนือ เวียดนาม ประเทศเหล่านี้มักจะปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ โดยกลุ่มประเทศโลกที่ 2 นี้จะเป็นฝั่งตรง ข้ามกับประเทศโลกที่หนึ่งอย่างสิ้นเชิง (กลุ่มนี้มีทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา) ส่วนกลุ่มประเทศโลกที่ 3 คือกลุ่มที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยถือนโยบายเป็นกลาง ไม่เข้าข้าง ประเทศโลกที่ 1 และ ประเทศ โลกที่ 2 อย่างโจ่งแจ้ง แต่อาจเห็นด้วยกับแนวคิดโลกที่หนึ่งหรือสองในบางประการ แต่โดยรวมจะวางตัวเป็นกลางไม่ เข้าข้างหรือสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ส่วนใหญ่ประเทศกลุ่มนี้จะอยู่ตามละตินอเมริกา แอฟริกาและเอเซีย (ประเทศไทย จัดอยู่ในกลุ่มนี้) โดยมากกำลังพัฒนาหรือเพิ่งจะพัฒนา กลุ่มประเทศโลกที่ 3 เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในสหประชาชาติมีราวๆ 130 ประเทศ ตอนนี้กลุ่มประเทศโลกที่ 2 ไม่มีแล้ว หลังระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกล่มสลาย กลุ่มประเทศโลกที่ 2 ก็ สลายตัวไปด้วย (แต่แนวความคิดยังมีอยู่) และปัจจุบันคำว่าประเทศโลกที่ 1 2 และ 3 เป็นคำที่ล้าหลังแล้ว ไม่ถูกนำมาใช้ อย่างเป็นทางการอีกต่อไป แต่ก็ยังมีประชาชนในบางประเทศ เช่น ประเทศไทย ยังคงพูดคำเหล่านี้อยู่ โดยองค์การ สหประชาชาติ ได้แบ่งประเทศต่างๆ เป็น "พัฒนาแล้ว" และ "กำลังพัฒนา" เท่านั้น โดยกลุ่มประเทศโลกที่ 1 เดิม มักเป็น ประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทั้งหมด และประเทศโลกที่ 3 ส่วนมากมักอยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนา


2 โลกที่หนึ่ง แนวคิดของ โลกที่หนึ่ง ถือกำเนิดขึ้นระหว่างสงครามเย็น เป็นคำซึ่งใช้เพื่ออธิบายถึงประเทศที่เข้าเป็นฝ่าย เดียวกัสหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านี้มักมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมีระบบเศรษฐกิจทุนนิยม หลังจาก การล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการสิ้นสุดของสงครามเย็น ความหมายของคำว่า "โลกที่หนึ่ง" ได้เปลี่ยนไปให้ สามารถปรับใช้ได้กับยุคสมัย จากการจำกัดความดั้งเดิม คำว่า "โลกที่หนึ่ง" ได้มามีความหมายในทำนองเดียวกับประเทศ พัฒนาแล้ว (ขึ้นอยู่กับว่ากำลังใช้คำจำกัดความใด) ประเทศโลกที่หนึ่งโดยทั่วไปมักมีเศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้าและมีดัชนีการพัฒนามนุษย์ในระดับสูงมาก ในอีกมุมมอง หนึ่ง สหประชาชาติจำกัดความ "โลกที่หนึ่ง" ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของรายรับและผลผลิตของชาติต่าง ๆ การจำกัดความ ของ "โลกที่หนึ่ง" ในปัจจุบัน จึงประจักษ์ชัดเจนน้อยกว่าระหว่างสงครามเย็น ความเคลื่อนไหวในระดับโลกระหว่างโลกที่หนึ่งและโลกอื่น ๆ สามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน ความสัมพันธ์กับโลกที่ สองเป็นไปในเชิงการแข่งขัน และความเป็นปรปักษ์ทางความคิด ความสัมพันธ์กับโลกที่สาม โดยปกติมักเป็นไปในเชิง บวกตามทฤษฎี ในขณะที่อาจมีความสัมพันธ์ในเชิงลบอยู่บ้างในทางปฏิบัติ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างโลกในปัจจุบันมิได้ เป็นไปอย่างตายตัวอย่างในอดีต ถึงแม้ว่าจะมีความไม่เสมอกันซึ่งโลกที่หนึ่งมีอิทธิพล ความมั่งคั่ง ข้อมูลข่าวสาร และ ความเจริญก้าวหน้าเหนือกว่าโลกอื่น ๆ โลกาภิวัตน์ได้เป็นปรากฏการณ์ที่ค่อย ๆ มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโลกที่หนึ่งและความเชื่อมโยง กับโลกอื่น ๆ ตัวอย่างของโลกาภิวัตน์ภายในโลกที่หนึ่ง คือ สหภาพยุโรป ซึ่งได้นำความร่วมมือและการบูรณาการเข้ามาสู่ ภูมิภาคเป็นอันมาก บริษัทข้ามชาติยังเป็นตัวอย่างของผลกระทบของโลกที่หนึ่งซึ่งมีต่อโลกาภิวัตน์ เมื่อบริษัทเหล่านี้ได้ นำมาซึ่งการรวมเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในหลายประเทศ ด้วยการเติบโตของบริษัทข้ามชาติมักมีปัญหาใน กระบวนการติดต่อกับบุคคลที่สามในหลายประเทศโลกที่หนึ่ง ประเทศในโลกที่หนึ่ง: สหรัฐอเมริกา,สหราชอาณาจักร และชาติพันธมิตร โลกที่สอง โลกที่สอง เป็นอดีตรัฐสังคมนิยมอุตสาหกรรม (เดิมคือ กลุ่มตะวันออก) ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยดินแดน ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต หลังสงครามโลกครั้งที่สองมีรัฐคอมมิวนิสต์19 รัฐ และหลังการล่มสลายของสหภาพ โซเวียตคงเหลือรัฐสังคมนิยมเพียงห้ารัฐ ได้แก่ ประเทศจีน เกาหลีเหนือ คิวบา ลาวและเวียดนาม คำนี้ร่วมกับคำว่า "โลก ที่หนึ่ง" และ "โลกที่สาม" ใช้แบ่งรัฐบนโลกออกเป็นสามหมวดใหญ่ มโนทัศน์ "โลกที่สอง" เป็นคำสร้างในยุคสงครามเย็น และยังมีการใช้คำนี้อยู่โดยส่วนใหญ่ใช้อธิบายอดีตประเทศ คอมมิวนิสต์ที่อยู่ระหว่างความยากจนและความมั่งคั่ง ซึ่งหลายประเทศปัจจุบันเป็นรัฐทุนนิยมแล้ว ต่อมา ความหมาย แท้จริงของคำว่า "โลกที่หนึ่ง" "โลกที่สอง" และ "โลกที่สาม" จึงเปลี่ยนจากการยึดตามอุดมการณ์ทางการเมืองมาเป็น


3 นิยามทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีสามโลกถูกวิจารณ์ว่าหยาบและค่อนข้างล้าสมัยสำหรับการเรียงลำดับที่ และนักสังคมวิทยาใช้ คำว่า "พัฒนาแล้ว" "กำลังพัฒนา" และ "ด้อยพัฒนา" แทน (แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่ามีแนวคิดแบบลัทธิอาณานิคม) ประเทศในโลกที่สอง: สหภาพโซเวียต, จีน และชาติพันธมิตร โลกที่สาม คำว่า "โลกที่สาม" กำเนิดระหว่างสงครามเย็น นิยามประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ทั้งนาโตหรือกลุ่มคอมมิวนิสต์ สหรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ชาติยุโรปตะวันตกและพันธมิตรเป็นโลกที่หนึ่ง ส่วนสหภาพโซเวียต จีน คิวบาและพันธมิตรเป็น โลกที่สอง คำนี้เป็นวิธีจำแนกประเทศในโลกออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ ๆ โดยยึดการแบ่งแยกทางการเมืองและเศรษฐกิจ ปกติโลกที่สามถูกมองว่ารวมหลายประเทศอดีตอาณานิคมในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกา โอเชียเนียและเอเชีย บางครั้ง ถือเอาสมนัยกับประเทศในขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในทฤษฎีพึ่งพาของนักคิดอย่างราอูล พรีบิชวัลเทอร์ รอดนีย์ ทีโอ โตนีโอ ดอส ซานโตสและอังเดร กุนเดอร์ แฟรงค์ โลกที่สามเชื่อมกับการแบ่งเศรษฐกิจเป็นประเทศ "ขอบนอก" ในระบบ โลกที่มีประเทศ "แกน" ครอบงำ เนื่องจากประวัติศาสตร์ความหมายและบริบทที่วิวัฒนาอย่างซับซ้อน จึงไม่มีบทนิยามของ "โลกที่สาม" อย่างชัดเจนหรือ เป็นที่ยอมรับ บางประเทศในกลุ่มคอมมิวนิสต์ เช่น คิวบา ถือว่าเป็น "โลกที่สาม" บ่อยครั้ง เพราะประเทศโลกที่สาม ยากจนทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นอุตสาหกรรม จึงเป็นคำเหมาเรียกประเทศยากจนว่า "ประเทศโลกที่สาม" กระนั้น คำว่า "โลกที่สาม" ยังมักใช้รวมประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างบราซิล อินเดียและจีนซึ่งปัจจุบันเรียกเป็นส่วนหนึ่งของ BRIC ใน อดีต ประเทศยุโรปบางประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและประเทศเหล่านี้ส่วนน้อยที่ร่ำรวยมาก ได้แก่ ไอร์แลนด์ ออสเตรีย สวีเดน ฟินแลนด์และสวิสเซอร์แลนด์ ในช่วงทศวรรษหลังนับแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและการสิ้นสุดของสงครามเย็น มีการใช้คำว่า "โลกที่สาม" แทนประเทศด้อยพัฒนา โกลบอลเซาท์และประเทศกำลังพัฒนา แต่มโนทัศน์ดังกล่าวล้าสมัยแล้วในปีล่าสุดเพราะไม่เป็น ตัวแทนของสถานภาพการเมืองหรือเศรษฐกิจของโลกอีกต่อไป ประเทศในโลกที่สาม: ชาติเป็นกลาง และประเทศไม่สังกัดพันธมิตรใด สงครามเย็น (อังกฤษ: Cold War) เป็นช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรจากทั้งกลุ่มตะวันออกและกลุ่มตะวันตก ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง นัก ประวัติศาสตร์ยังไม่ตกลงกันทั้งหมดว่าสงครามเย็นคือช่วงใดกันแน่ แต่ช่วงเวลาโดยทั่วไปดังกล่าวจะนับตั้งแต่การ ประกาศลัทธิทรูแมน ปี ค.ศ. 1947 (การประชุมที่มิลาน เริ่มตั้งแต่ปี 1945) จนกระทั่งการล่มสลายของสหภาพโซเวียตใน ปี ค.ศ. 1991 ด้วยลัทธิอำนาจทำลายล้างซึ่งกันและกัน (mutually assured destruction, MAD) ไม่เห็นด้วยที่จะให้มี การโจมตีล่วงหน้าโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกเหนือจากการพัฒนาคลังเก็บอาวุธนิวเคลียร์และการใช้งานทางทหารตามแบบ แผน การต่อสู้เพื่อครอบงำได้ถูกแสดงออกโดยวิธีทางอ้อม เช่น สงครามทางจิตวิทยา การทัพโฆษณาชวนเชื่อ การจาร กรรม การคว่ำบาตรระยะไกล การแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันในงานกีฬาและการแข่งขันทางเทคโนโลยี เช่น การแข่งขัน อวกาศ


4 คำว่า "เย็น" ได้ถูกนำมาใช้ เนื่องจากไม่มีการสู้รบขนาดใหญ่โดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจ แต่พวกเขาแต่ละ ฝ่ายต่างให้การสนับสนุนความขัดแย้งในภูมิภาคที่สำคัญที่เรียกว่า สงครามตัวแทน (Proxy war) ความขัดแย้งนี้มีพื้นฐาน มาจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และภูมิศาสตร์เพื่ออิทธิพลทั่วโลกโดยสองมหาอำนาจ ภายหลังจากพวกเขาได้ตกลงเป็น พันธมิตรชั่วคราวและมีชัยชนะเหนือนาซีเยอรมนีในปี ค.ศ. 1945 สงครามเย็นได้แบ่งแยกพันธมิตรในช่วงสงคราม เหลือ เพียงสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นสองมหาอำนาจที่มีความแตกต่างทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่าง ลึกซึ้ง: แต่เดิมเป็นรัฐนิยมลัทธิมากซ์–เลนินแบบพรรคการเมืองเดียวที่ดำเนินตามแผนเศรษฐกิจและการควบคุมสื่อ และ เป็นเจ้าของสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการจัดตั้งและปกครองดูแลชุมชน และถัดมาเป็นรัฐทุนนิยมที่มีการเลือกตั้งเสรี โดยทั่วไปและสื่อโดยเสรี ซึ่งยังให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการสมาคมแก่พลเมืองของตน กลุ่มที่ เป็นกลางที่ประกาศด้วยตัวเองได้เกิดขึ้นพร้อมกับขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดซึ่งถูกก่อตั้งโดยอียิปต์อินเดีย อินโดนีเซีย และ ยูโกสลาเวีย กลุ่มฝ่ายนี้ได้ปฏิเสธความสัมพันธ์กับทั้งตะวันตกที่นำโดยสหรัฐหรือตะวันออกที่นำโดยโซเวียต ในขณะที่รัฐ อานานิคมเกือบทั้งหมดต่างได้รับเอกราชในช่วงเวลาปี ค.ศ. 1945-1960 พวกเขาได้กลายเป็นสมรภูมิของโลกที่สามใน สงครามเย็น ในช่วงระยะแรกของสงครามเย็นได้เริ่มต้นขึ้นในสองปีแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตได้รวบรวมอำนาจการควบคุมเหนือรัฐของกลุ่มตะวันออก ในขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ริเริ่มใช้กลยุทธ์การ จำกัดในการขยายตัวทั่วโลกเพื่อท้าทายอำนาจของสหภาพโซเวียต การแผ่ขยายความช่วยเหลือทางทหารและการเงินไป ยังประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตก (ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในสงครามกลางเมืองกรีซ) และก่อตั้งพันธมิตรนาโต้การปิดกั้นเบอร์ลิน (ค.ศ. 1948–49) เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ครั้งแรกของสงครามเย็น กับชัยชนะ ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในสงครามกลางเมืองจีนและการปะทุของสงครามเกาหลี(ค.ศ. 1950-53) ความขัดแย้งได้แผ่ขยาย ออกไป สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาต่างแข่งขันกันเพื่อมีอิทธิพลในละตินอเมริกาและรัฐอาณานิคมที่ได้รับเอกราช จากแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะเดียวกัน การปฏิวัติฮังการี ปี ค.ศ. 1956 ได้ถูกยับยั้ง โดยโซเวียต การขยายตัวและเพิ่มพูนมากขึ้นทำให้เกิดวิกฤตการณ์มากมาย เช่น วิกฤตการณ์คลองสุเอซ (ค.ศ. 1956) วิกฤตการณ์เบอร์ลิน ปี ค.ศ. 1961 และวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ปี ค.ศ. 1962 ภายหลังจากวิกฤตการณ์ ขีปนาวุธคิวบา ระยะใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นซึ่งเห็นได้จากความแตกแยกระหว่างจีน-โซเวียตที่มีความสัมพันธ์อันซับซ้อนใน วงการคอมมิวนิสต์ ในขณะที่พันมิตรของสหรัฐ โดยเฉพาะฝรั่งเศส ได้แสดงให้เห็นถึงการมีอิสระในปฏิบัติการมากขึ้น สหภาพโซเวียตได้เข้ารุกรานเชโกสโลวาเกียและบดขยี้ปรากสปริง โครงการของการได้รับเอกราช ปี ค.ศ. 1968 ในขณะ ที่สงครามเวียดนาม (ค.ศ. 1955-75) ได้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของสาธารณรัฐเวียดนามใต้ที่มีสหรัฐคอยหนุนหลัง ทำให้ มีการปรับเปลี่ยนแผนการมากขึ้น นอกเหนือจากนี้ สหรัฐยังประสบกับความวุ่นวายภายในจากขบวนการเพื่อสิทธิ พลเมืองและฝ่ายต่อต้านสงครามเวียดนาม ในปี ค.ศ. 1960-70 ขบวนการเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศได้เกิดขึ้นใน ท่ามกลางประชาชนทั่วโลก ขบวนการต่อต้านการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์ได้เกิดขึ้น พร้อมกับ การประท้วงต่อต้านสงครามขนาดใหญ่ ในปี ค.ศ. 1970 ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มเอาใจใส่ในความพยายามประนีประนอมเพื่อสร้างระบบระหว่างประเทศที่มี เสถียรภาพและสามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น การเปิดฉากการผ่อนคลายความตึงเครียดซึ่งเห็นได้จากการเจรจาจำกัด


5 อาวุธทางยุทธศาสตร์และสหรัฐได้เปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะที่เป็นตัวถ่วงดุลอำนาจทาง ยุทธศาสตร์ต่อสหภาพโซเวียต การผ่อนคลายความตึงเครียดได้ยุติลงในช่วงปลายทศวรรษด้วยสงครามโซเวียตใน อัฟกานิสถานได้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1979 ช่วงต้นปี ค.ศ. 1980 เป็นช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ด้วย เครื่องบินโคเรียนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 007 ถูกโซเวียตยิงตก (ค.ศ. 1983) และการซ้อมรบทางทหารของนาโต้ "เอเบิล อาชเชอร์"(ค.ศ. 1983) สหรัฐอเมริกาได้เพิ่มแรงกดดันทางการทูต ทางทหารและทางเศรษฐกิจต่อสหภาพโซเวียต ในช่วง เวลาที่รัฐคอมมิวนิสต์กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา ในช่วงกลางปี ค.ศ. 1980 ผู้นำโซเวียตคนใหม่อย่าง มีฮาอิล กอร์บาชอฟได้แนะนำการปฏิรูปแบบเสรีของเปเรสตรอยคา("การปรับโครงสร้าง", ค.ศ. 1987)และกลัสนอสต์(" โปร่งใส", ค.ศ. 1987) และยุติการมีส่วนร่วมของโซเวียตในอัฟกานิสถาน แรงกดดันเพื่อเอกราชของชาติได้เพิ่มมากขึ้นใน ยุโรปตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ โปแลนด์ กอร์บาชอฟปฏิเสธที่จะใช้กองกำลังทหารโซเวียตเพื่อค้ำจุดระบอบ สนธิสัญญาวอร์ซอที่ไม่มั่นคงดังที่เคยเป็นในอดีต ผลลัพธ์ในปี ค.ศ. 1989 คือ คลื่นแห่งการปฏิวัติด้วยสันติวิธี(ยกเว้นเพียง การปฏิวัติโรมาเนีย) ได้ล้มล้างระบอบคอมมิวนิสต์ทั้งหมดในยุโรปกลางและตะวันออก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซ เวียตได้สูญเสียการควบคุมและถูกสั่งห้าม ภายหลังจากมีการพยายามก่อรัฐประหารซึ่งประสบผลไม่สำเร็จในเดือน สิงหาคม ค.ศ. 1991 สิ่งนี้ได้นำไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1991 และ การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในประเทศอื่นๆ เช่น มองโกเลีย กัมพูชา และเยเมนใต้ สหรัฐอเมริกายังคงเป็น ประเทศมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวของโลกมาจนถึงทุกวันนี้ สงครามเย็นและเหตุการณ์ต่างๆ ได้ทิ้งมรดกที่สำคัญเอาไว้ มักจะถูกอ้างอิงถึงในวัฒนธรรมสมัยนิยม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งด้วยประเด็นเรื่องของการจารกรรมและภัยคุกคามของการสงครามนิวเคลียร์ ในขณะดียวกัน สถานะความตึง เครียดที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งระหว่างหนึ่งในรัฐที่สืบทอดมาจากสหภาพโซเวียต สหพันธรัฐรัสเซีย และสหรัฐอเมริกาใน ศตวรรษที่ 21 (รวมทั้งพันธมิตรตะวันตก) เช่นเดียวกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีอำนาจมากขึ้น ซึ่งเรียกกันว่า สงครามเย็นครั้งที่สอง


6 สรุป สรุปประเทศโลกที่สาม กำเนิด: • คำว่า "โลกที่สาม" เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น (ค.ศ. 1947 - 1991) • ใช้เพื่อจำแนกประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ทั้งค่ายตะวันตก (โลกที่หนึ่ง) และค่ายคอมมิวนิสต์ (โลกที่สอง) ลักษณะ: • ประเทศด้อยพัฒนา • เศรษฐกิจไม่มั่นคง • พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตร • โครงสร้างพื้นฐานไม่ดี • ประชาชนยากจน • ปัญหาการศึกษาและสุขภาพ การเปลี่ยนแปลง: • หลังสงครามเย็น คำว่า "โลกที่สาม" เริ่มใช้ไม่แพร่หลาย • แทนที่ด้วยคำว่า "ประเทศกำลังพัฒนา" • ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศมีความเจริญก้าวหน้า • เศรษฐกิจเติบโต • เทคโนโลยีพัฒนา • บทบาทในเวทีโลกเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน: • ยังมีประเทศที่ด้อยพัฒนาอยู่ • ปัญหาความเหลื่อมล้ำ


7 • ปัญหาสิ่งแวดล้อม • ปัญหาการเมือง • ภัยคุกคามจากโรคระบาด อนาคต: • ประเทศกำลังพัฒนาต้องพัฒนาอย่างยั่งยืน • ลดความเหลื่อมล้ำ • แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม • พัฒนาเทคโนโลยี • ร่วมมือกับประเทศอื่น ตัวอย่างประเทศโลกที่สาม: • ประเทศในทวีปแอฟริกา • ประเทศในเอเชียใต้ • ประเทศในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ หมายเหตุ: • คำว่า "โลกที่สาม" เป็นคำที่ค่อนข้างล้าสมัย • ไม่ควรใช้คำนี้เพื่อเหมารวมประเทศด้อยพัฒนา • แต่ละประเทศมีบริบทและความท้าทายที่แตกต่างกัน


8 อ้างอิง Horus. (2553). โลกที่หนึ่ง. สืบค้นจาก โลกที่หนึ่ง - วิกิพีเดีย (wikipedia.org) Horus. (2561). โลกที่สอง. สืบค้นจาก โลกที่สอง - วิกิพีเดีย (wikipedia.org) Horus. (2560). โลกที่สาม. สืบค้นจาก ประวัติหน้า "โลกที่สาม" - วิกิพีเดีย (wikipedia.org) AI. (2567). สรุป. สืบค้นจาก Gemini - แชทเพื่อเติมไฟให้ไอเดียของคุณ (google.com)


9 ภาคผนวก คณะผู้จัดทำ พระธนภณ พึ่งแสง พระชินวัฒน์ แพงวงษ์ นายปัณณวัฒน์ หนองหลวง นายสาคร ศรีสมบัติ นางสาวจุฑาพร สมพงษ์


Click to View FlipBook Version