ประเภทและประวัติทม่ี าของกีฬาตะกรอ้
นาย สุรเกียรติ์ สาแก้ว
คำนำ
รายงานฉบับนเี้ ป็นสว่ นหน่ึงของรายงาน โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้
จากเรอ่ื งประเภทและประวัตทิ ่ีมาของกีฬาตะกรอ้ ซึ่งรายงานน้ีมีเนอื้ หาเกี่ยวกบั
ความรู้จากกีฬาตะกรอ้ จากการศึกษาผู้จัดทำได้เลือก หัวขอ้ น้ีในการทำรายงาน
เน่ืองมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และจะไดร้ ่วมอนรุ ักษ์กีฬาไปด้วย ผู้ให้ความรู้และ
แนวทางการศึกษา เพือ่ นๆ ทุกคนที่ให้ ความช่วยเหลอื มาโดยตลอด ผูจ้ ดั ทำหวังว่า
รายงานฉบบั นี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แกผ่ ูอ้ า่ นทุก ๆ ท่าน
สุรเกียรติ์ สาแก้ว
4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
สารบัญ หน้าท่ี
คำนำ 1
สารบัญ
2
บทท่ี 1
3 -10
1.1 ประเภทกฬี าตะกรอ้
11
บทที่ 2 12
13 -14
2.1ปัญหามาตรฐานของไทยในการเล่นกีฬา 15 -16
2.2 วิธีแกไ้ ข
2.3 คณุ สมบตั ขิ องการเลน่ กีฬา 17
2.4 วิวฒั นาการการเล่นกีฬาตะกร้อ
18- 20
บทที่ 3
21
3.1 ประวัติกฬี าตะกร้อในประเทศไทย 22
3.2 กติกาการเล่นเซปักตะกร้อ กีฬาตะกร้อ 23
3.3 แนะนาการดกู ฬี าตะกร้อ
3. 4 มารยาทของผ้ชู มทดี่ ี
ทีมา
บทท1่ี
ประเภทกีฬาตะกรอ้
การเล่นตะกรอ้ ในประเทศไทยเท่าทป่ี รากฏมาแตเ่ ดิมจนถงึ ปัจจบุ นั มีอยู่ 8 ประการดว้ ยกนั คือ
1. ตะกรอ้ วงเล็ก
2. ตะกรอ้ วงใหญ่
3. ตะกรอ้ เตะทน
4. ตะกรอ้ พลิกแพลง
5. ตะกรอ้ ชิงธง
6. ตะกร้อลอดห่วง
7. ตะกรอ้ ขา้ มตาขา่ ย
8. เซปัก – ตะกร้อ
1 ตะกร้อวงเลก็
ตะกอ้ วงนบั เป็นการเร่ิมแรกของรูปแบบการเล่นตะกรอ้ ซ่ึงอาจใชผ้ ูเ้ ลน่ เพยี งคนเดียว เตะ
หรือเดาะลกู เล่นให้ลกู ลอยอยใู่ นอากาศและใชอ้ วยั วะหลายๆ ส่วนท่ีแตกต่างกนั เตะหรือเดาะลกู
โดยใชท้ ้งั เทา้ เขา่ ศอก ศรี ษะ ตอ่ มาอาจมีผเู้ ลน่ เพม่ิ เป็น 2 คน มกี ารโยนใหผ้ ยู้ นื อยตู่ รงขา้ มเตะโต้
กนั เป็นเวลานานๆ โดยทว่ั ไปแลว้ ผูเ้ ตะมกั จะเตะลกู ทีต่ นถนดั เช่น ลูกแป ลูกหลงั เทา้ ลูกโหม่ง
เป็นตน้ การเล่นตะกร้อวงเล็กน้นั จะเลน่ ในบริเวณทแ่ี คบๆ เช่น บนโตะ๊ หรือสนามซ่ึงเสน้ ผ่าน
ศูนยก์ ลางประมาณ 2 – 3เมตร
2 ตะกรอ้ วงใหญ่
ลกั ษณะและรูปแบบการเล่นเหมอื นกบั การเลน่ ตะกรอ้ วงเล็ก ต่างกนั ตรงท่ีสถานทีเ่ ลน่
และจานวนผเู้ ลน่ กล่าวคือ ตะกรอ้ วงใหญจ่ ะเล่นในสนามเรียบมขี นาดเส้นผ่านศนู ยก์ ลาง
ประมาณ 8 – 14 เมตร ซ่ึงอยกู่ บั ผูเ้ ล่นวา่ จะมจี านวนเทา่ ใด โดยปกแลว้ จะมผี เู้ ลน่ ต้งั แต่
5 – 8 คน ทา่ ทางการเล่นน้นั ก็มลี กั ษณะเช่นเดียวกบั การเล่นตะกรอ้ วงเลก็ แตต่ ะกรอ้ วงใหญ่
ตอ้ งออกแรงเตะลกู หรือส่งลูกมากกว่า มฉิ ะน้นั ตะกร้อจะไม่ถึงผูร้ ับ ผูเ้ ลน่ ตอ้ งระมดั ระวงั จงั หวะ
การเลน่ ท่าทางต่างๆ ตลอดจนน้าหนกั หรือแรงเหวี่ยงใหเ้ หมาะสม
3 ตะกรอ้ เตะทน ตะกรอ้ เตะทนหรือตะกรอ้ วงเตะทน มกั นิยมเลน่ แขง่ ขนั กนั เป็นทีม จงึ
ควรศกึ ษาไวเ้ พอื่ นาไปเลน่ กนั ต่อไป
4 ตะกรอ้ พลกิ แพลง
ตะกรอ้ พลกิ แพลง หรือเรียกอกี อยา่ งหน่ึงว่า “การติดตะกร้อ” การเลน่ ตะกร้อแบบน้ีผเู้ ล่น
ตอ้ งมีความชานาญเป็นอยา่ งดี เพราะลูกทีผ่ เู้ ตะจะเตะแตล่ ะท่า ดดั แปลงมาจากทา่ ธรรมดา การ
เล่นตะกรอ้ พลกิ แพลงน้ีส่วนมากไมท่ าการแข่งขนั เป็นเพยี งเลน่ กนั เพอื่ อวดลวดลายในการเตะ
เพ่อื ดูกนั แปลกๆ และเพอื่ ความสนุกสนานเพลิดเพลนิ กนั เทา่ น้นั วธิ ีเล่นกต็ ้งั วงเหมอื นตะกร้อวง
แตไ่ ม่ตอ้ งขดี เสน้ เหมือนตะกร้อวง ผูเ้ ลน่ จะมีต้งั แต่ 2 – 8 คน แต่ละคนกจ็ ะเตะหรือใช้
กระบวนท่าส่งลูกไปยงั คู่ ซ่ึงคโู่ ตก้ จ็ ะแสดงท่าพลกิ แพลงต่างๆ ในลกั ษณะทเี่ รียกกนั ว่า “ตดิ
ตะกร้อ” สกั ระยะเวลาหน่ึงแลว้ กจ็ ะส่งกลบั ไปยงั ผเู้ ล่นอืน่ บา้ ง ซ่ึงผูเ้ ล่นร่วมวงคนอ่นื กจ็ ะแสดง
ทา่ พลิกแพลงท่แี ตกต่างกนั ออกไปอกี เช่น รบั ลูกตะกรอ้ ที่ส่งมาดว้ ยหลงั เทา้ แลว้ เตะลกู ไม่ใหต้ ก
จากน้นั ก็เตะส่งลูกข้นึ ไปติดคา้ งกบั ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ขอ้ พบั ขาหนีบ ซอกคอ ตน้ คอ
หนา้ ขา หรือสงบน่ิงอยบู่ นหลงั เทา้ และเมื่อไดจ้ งั หวะอกี กเ็ ตะลูกใหม่ไปติดคา้ งอยตู่ ามร่างกาย
ส่วนอ่ืนๆ ไดอ้ กี ผูเ้ ลน่ ท่ีชานาญจะติดตะกร้อไดต้ ้งั แต่หน่ึงลูก ไปจนถึง 17 ลูกก็มี
5 ตะกรอ้ ชิงธง
ตะกรอ้ ชิงธงหรือตะกรอ้ เตะช่วงชยั เป็นการแขง่ ขนั ตะกร้ออกี วธิ ีหน่ึง คลา้ ยการแขง่ ขนั วง่ิ ววั
หรือวงิ่ เร็ว โดยขีดเสน้ ดว้ ยปูนขาวลงบนพ้ืน ทาเป็นช่องทางกวา้ งประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ
50 เมตร เมอื่ ผเู้ ขา้ แข่งขนั ยนื ประจาทเ่ี สน้ เร่ิมตน้ จากน้นั เม่ือไดย้ นิ สญั ญาณใหเ้ ล้ยี งตะกรอ้ ดว้ ย
อวยั วะส่วนตา่ งๆ ของร่างกาย ยกเวน้ มือ โดยพยายามพาลกู ตะกรอ้ ไปยงั ปลายทาง ซ่ึงมเี ส้นชยั มี
ธงปักไวเ้ ป็นเครื่องหมาย ถา้ ผเู้ ล่นคนใดสามารถเล้ียงตะกรอ้ โดยไมอ่ อกนอกลู่ และไม่ตกพ้ืน
จนกระทงั่ ถึงเส้นชยั กอ่ นจะเป็นผชู้ นะการแขง่ ขนั
6 ตะกรอ้ ลอดหว่ ง
ตะกรอ้ ลอดห่วง มกั เรียกวนั หลายช่ือ เช่น ตะกรอ้ ลอดบว่ ง ตะกร้อห่วงชยั หลวงมงคลแมน (
สงั ข์ บรู ณะศิริ ) เป็นผรู้ ิเริ่มคิดข้ึนราวช่วง พ.ศ. 2470 – 2475 เริ่มมกี ารแข่งข้นึ คร้งั แรกราว
พ.ศ. 2476 ตะกรอ้ ลอดห่วงมีผเู้ ลน่ 7 คน สารอง 3 คน สนามสาหรบั สาหรับแข่งเป็นพ้นื ราบ
อยใู่ นร่มหรือกลางแจง้ กไ็ ด้ ในขณะทเี่ ลน่ จะเปล่ยี นตวั ผเู้ ลน่ ไมไ่ ด้ จะเปล่ียนไดใ้ นคราวแขง่ ขนั
คราวต่อไป มลี วดสปริงขงึ ไวร้ ะหวา่ งเสาท้งั สองตน้ ซ่ึงห่างกนั ประมาณ 20 เมตร ลวดสปริงที่
ขึงน้นั สูงจากพ้ืน 8 เมตร มีรอกสาหรับแขวนห่วง 1 ตวั อยกู่ ่ึงกลางลวดสปริงห่วงชยั
ประกอบดว้ ยวงกลม 3 ห่วง ขนาดเทา่ กนั จะทาดว้ ยโลหะ หวาย หรือไมก้ ็ได้ ขอบลา่ งของห่วง
ตอ้ งไดร้ ะดบั สูงจากพ้ืนสนาม 5.75 เมตร เวลาลูกตะกรอ้ เขา้ ห่วง ให้หยอ่ นลงมาเพือ่ นะลกู
ตะกรอ้ จากถงุ ห่วงและโยนข้ึนเลน่ ใหม่ มีผูช้ กั รอก 1 คน ใชเ้ วลาในการแข่งขนั คร้งั ละ 50 นาที
ไม่มพี กั ผูเ้ ลน่ ท้งั 7 คน ยืนเป็นวงห่างกนั พอสมควร การเตะลกู ตะกรอ้ เขา้ ห่วงทาไดท้ ุกคนจะเตะ
ลกู ตะกรอ้ ท่าใดก็ไดแ้ ละมีคะแนนใหท้ ุกท่าและทุกลกู ทีเ่ ขา้ ห่วง โดยใหค้ ะแนนตามความยากง่าย
ของแต่ละทา่ คณะตะกร้อชุดใดไดค้ ะแนนมากในเวลาท่กี าหนดเป็นฝ่ายชนะ
รายละเอยี ดเกีย่ วกบั กตกิ าการแขง่ ขนั ตะกรอ้ ลอดห่วง ศึกษาไดจ้ าก
สมาคมกีฬาไทยพระบรมราชูปถมั ภ์ และสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย หรือท่ีสานักงานการ
กีฬาแห่งประเทศไทย ทุกแห่ง
7 ตะกรอ้ ขา้ มตาขา่ ย
การเลน่ ตะกรอ้ ขา้ มตาข่ายแบบไทยน้ี เน่ืองจากมนี กั ตะกร้อและนกั แบดมินตนั บางทา่ น ซ่ึง
มี หลวงสาเร็จวรรณกจิ ขุนจรรยาวิฑิต นายผล ผลาสินธ์ุ และนายยมิ้ ศรีหงส์ เป็นคณะผูร้ ิเร่ิม
ข้ึนเป็นคร้ังแรก เม่ือ พ.ศ. 2472 โดยพยายามการเลน่ ตะกรอ้ กบั แบดมินตนั เขา้ ดว้ ยกนั และ
เรียกกีฬาใหม่น้ีวา่ “ตะกร้อขา้ มตาขา่ ย” โดยมีการนบั คะแนนแบบแบดมินตนั จนถึง พ.ศ.
2475 สมาคมกีฬาสยามซ่ึงเป็นช่ือสมาคมในสมยั น้นั บดั น้ีเปลยี่ นช่ือเป็นสมาคมกีฬาไทย ได้
ขอให้หลวงคุณวชิ าสนอง ร่างกตกิ าตะกรอ้ ขา้ มตาขา่ ยข้นึ และ พ.ศ. 2476 จึงจดั ใหม้ ีการ
แขง่ ขนั ตะกร้อขา้ มตาขา่ ยระหว่างประชาชนข้นึ เป็นคร้งั แรกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ประจาปี
พ.ศ. 2476 ปรากฏว่าตอ่ มามีผูน้ ิยมเลน่ กนั มากและแพร่หลายกนั มากข้นึ ตามลาดบั จนถงึ พ.ศ.
2579 กรมพลศกึ ษาจงึ จดั ให้มีการแขง่ ขนั ตะกรอ้ ขา้ มตาข่ายระหว่างนกั เรียนข้นึ เป็นคร้งั แรก
8 เซปักตะกรอ้
เซปักตะกร้อหรือตะกรอ้ ขา้ มตาขา่ ยแบบสากล เป็นกีฬาทีไ่ ดพ้ ฒั นามาจนเป็นทแี่ พร่หลายไป
เกือบทว่ั โลก ประเทศมาเลเซียเป็นผคู้ ดิ คน้ กติกาการเล่น ซ่ึงลกั ษณะการเลน่ เซปักตะกรอ้ คลา้ ย
กบั การเลน่ ตะกร้อขา้ มตาขา่ ยของไทย แต่ตา่ งกนั ตรงรูปแบบ สนาม การเลน่ ลูก การนบั คะแนน
และกตกิ าการแลน่
ในปี พ.ศ. 2508 ในช่วงฤดูการแขง่ ขนั กีฬาไทย ซ่ึงมีการ
แขง่ ขนั ว่าว กระบี่กระบอง และตะกรอ้ โดยสมาคมกีฬาไทย ณ ทอ้ งสนามหลวง ราวเดือนมีนาคม
และเมษายน ในปี น้ีสนามคมตะกร้อจากปี นงั ประเทศมาเลเซีย ไดเ้ ช่ือมความสมั พนั ธ์เพื่อ
แลกเปลย่ี นศิลปวฒั นธรรมซ่ึงกนั และกนั ไดม้ ีการแข่งขนั ตะกร้อของท้งั สองประเทศ นกั กีฬาทมี
ชาติไทยมคี วามถนดั ในการเลน่ ตะกร้อแบบกตกิ าไทย ส่วนนกั กีฬาทมี ชาติมาเลเซีย มีความถนดั
ในการเล่นตะกร้อแบบกตกิ ามาเลเซีย คณะกรรมการจดั การแข่งขนั จึงไดก้ าหนดกติกาในการ
แข่งขนั ท้งั สองแบบ ผลการแขง่ ขนั ตะกรอ้ แบบกตกิ าไทย ปรากฏวา่ นกั กีฬาทีมชาติไทยชนะ
นกั กีฬาทีมชาติมาเลเซียสองเซตรวด ส่วนการแข่งขนั แบบกตกิ ามาเลเซีย ปรากฏวา่ นกั กีฬาทีม
ชาตไิ ทยแพน้ กั กีฬาทีมชาติมาเลเซียสิงเซตรวดเช่นเดียวกนั
ภายหลงั การแข่งขนั ตะกรอ้ คร้งั น้นั คณะผูป้ ระสานงานกีฬา
ตะกร้อของท้งั สองประเทศ ไดม้ กี ารประชุมเพื่อปรึกษาหารือในการเผยแพร่กีฬาชนิดน้ีให้
กวา้ งขวางเป็นที่นิยมต่อนาอารยประเทศ จึงไดต้ กลงร่วมกนั กาหนดชื่อกีฬาน้ีข้นึ ใหม่ ซ่ึงท้งั สอง
ประเทศน้ีใชช้ ่ือไมเ่ หมือนกนั ประเทศไทยใชช้ ่ือว่า “กฬี าตะกร้อ” ส่วนมาเลเซียใชช้ ื่อ
วา่ “ซีปัก รากา” ซ่ึงคาวา่ รากา น้นั แปลว่าตะกรอ้ น้นั เอง คณะกรรมการประสานงานหรือ
สมาคมกีฬาของท้งั สองประเทศ จึงไดน้ าคาวา่ SEPAK ของมาเลเซีย มารวมกบั คา
วา่ ตะกร้อ ของประเทศไทย รวมเป็นคาว่า SEPAK – TAKRAW หรือ เซปักตะกร้อ
มาตราบเทา่ ทกุ วนั น้ี และกีฬาเซปักตะกรอ้ ไดบ้ รรจุเขา้ ในการแขง่ ขนั กีฬาแหลมทอง ณ กรุง
กวั ลาลมั เปอร์ ประเทศมาเลเซีย และบรรจเุ ขา้ แขง่ ขนั ในกีฬาเอเช่ียนเกมส์ เม่ือ พ.ศ. 2533 ที่
กรุงปักก่ิง สาธารณรฐั ประชาชนจนี
บทท่ี2
ปัญหามาตรฐานของไทยในการเล่นกีฬา
ปัญหามาตรฐานของไทยในการเลน่ กีฬา มปี ัญหาและปัจจยั หลายประการทีน่ กั กีฬาไทยเล่น
กีฬากนั ไดไ้ มด่ ีเทา่ ทค่ี วรพอสรุปไดด้ งั น้ี
1.ขาดงบประมาณท่จี ะดาเนินการตา่ งๆ
2.ผูเ้ ล่นไมม่ ีความอดทนต่อการเลน่ ซ้าๆซากๆ
3. สนามฝึกซอ้ มไม่เพียงพอ ไมม่ ใี ครจดั หาอปุ กรณใ์ ห้
4.ขาดการสนบั สนุนอยา่ งแทจ้ ริงจากผบู้ ริหาร หน่วยงานตา่ งๆ แมก่ ระทงั่ รัฐบาล
5การเล่นกีฬาของไทย ไม่ชอบเล่นตามมาตรฐาน ทาให้เกิดการเบอื่ หน่ายในการเล่น
6 ไม่มใี ครสอนใหถ้ กู ตอ้ งอยา่ งแทจ้ ริง เท่าทเี่ ล่นไดอ้ ยทู่ กุ วนั ก็เน่ืองจากบุคคลน้นั ชอบ จาเขา
มาเลน่ และเล่นเองโดยพลการ
วธิ แี ก้ไข
1.จดั ต้งั โรงเรียนสอนข้นึ พ้นื ฐาน
2.จดั หาสนามฝึกซ้อมใหเ้ พียงพอ
3.หน่วยงานต่างๆตอ้ งช่วยกนั สนบั สนุน
4.จดั ครูฝึกสอนทมี่ ีความสามารถในการฝึกสอนได้
5.รัฐบาลจะตอ้ งต้งั งบประมาณพเิ ศษใหเ้ หมือนประเทศอื่นๆ ท่สี นบั สนุนดา้ นกีฬา
คณุ สมบัตขิ องการเล่นกีฬา
การเล่นกีฬาทุกชนิด เมือ่ ผเู้ ลน่ ไดศ้ ึกษาเลา่ เรียน ฝึกฝนทกั ษะตา่ งๆ จาก
อาจารยท์ ่ีมีความรูค้ วามสามารถถ่ายทอดวชิ าให้แก่ศษิ ยท์ ุกอยา่ ง บางคนเลน่ ไดเ้ กง่ จนเป็น
นกั กีฬาตะกร้อได้ แต่จะใหเ้ กง่ ดีเด่นไปทุกคนก็หาไม่ ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั อปุ นิสัยทเี่ อาจริงเอาจงั
หรือไม่ บางคนเลน่ มาต้งั แต่เด็กจนแกก่ เ็ อาดีไม่ได้ บางคนลงเลน่ ไม่กี่ปี กเ็ ป็นดาวเดน่ ข้นึ มา ที่
เรียกกนั วา่ มีพรสวรรคร์ วมท้งั พพี รแสวง คือไดใ้ ฝ่หาความรู้เพิ่มเตมิ มากข้ึน ฉะน้นั คุณสมบตั ขิ อง
นกั กีฬาโดยทวั่ ไป ควรมีดงั น้ี
1. เป็นคนตรงตอ่ เวลา
2. ไมเ่ ป็นคนท่ีอวดด้ือถอื ดี
3. ไมเ่ ป็นคนที่สังคมรงั เกียจ
4. ไมเ่ ป็นคนทต่ี ิดสุราหรือยาเสพติด
5. เชื่อฟังการบงั คบั บญั ชาของผฝู้ ึกสอน
6. เป็นคนทเ่ี คารพต่อสิทธิของบคุ คลอนื่
7. เป็นคนท่ขี ยนั หมน่ั เพียรและเอาใจใส่
8. เป็นคนท่มี ีความประพฤติแบะมารยาทเรียบร้อย
9. เป็นคนท่มี ขี ีดความสามารถในกีฬาน้นั ๆ สูงพอ
10. เป็นคนทไ่ี ม่เหน็ แก่ตวั ไม่เอาเปรียบคนอ่ืนๆ
11. เป็นคนทไ่ี ม่กอ่ กวนและก่อใหเ้ กิดความแตกแยกความสามคั คใี นหม่คู ณะ
ววิ ัฒนาการการเล่นกีฬาตะกร้อ
การเล่นตะกร้อได้มวี ิวฒั นาการในการเล่นมาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยแรกๆ กเ็ ป็ นเพยี งการ
ช่วยกนั เตะลกู ไม่ให้ตกถึงพ้นื ต่อมาเมื่อเกดิ ความชานาญและหลีกหนีความจาเจ ก็คงมีการเร่ิม
เล่นด้วยศีรษะ เข่า ศอก ไหล่ มีการจดั เพม่ิ ท่าให้ยากและสวยงามขนึ้ ตามลาดับ จากน้ันก็ตกลง
วางกตกิ าการเล่นโดยเออ้ื อานวยต่อผ้เู ล่นเป็ นส่วนรวม อาจแตกต่างไปตามสภาพภูมิประเทศของ
แต่ละพื้นท่ี แต่คงมคี วามใกล้เคยี งกนั มากพอสมควร
บทที่ 3
ประวตั กิ ีฬาตะกร้อในประเทศไทย
ในสมัยโบราณน้นั ประเทศไทยเรามีกฎหมายและวธิ ีการลงโทษผ้กู ระทาความผิด โดยการ
นาเอานักโทษใส่ลงไปในส่ิงกลมๆท่สี านด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่สิ่งท่ีช่วยสนบั สนุนประวัตขิ อง
ตะกร้อได้ดี คือ ในพระราชนิพนธ์เร่ืองอิเหนาของรัชกาลท่ี 2 ในเร่ืองมบี างตอนที่กล่าวถงึ การ
เล่นตะกร้อ และท่รี ะเบยี งพระอโุ บสถวดั พระศรีรัตนศาสดาราม ซ่ึงเขยี นเรื่องรามเกียรต์ิ กม็ ี
ภาพการเล่นตะกร้อแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้
โดยภมู ิศาสตร์ของไทยเองกส็ ่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวตั ิของตะกร้อ คือประเทศของ
เราอดุ มไปด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนยิ มนาเอาหวายมาสานเป็ นสิ่งของเคร่ืองใช้ รวมถงึ
การละเล่นพนื้ บ้านด้วย อกี ท้งั ประเภทของกฬี าตะกร้อในประเทศไทยกม็ หี ลายประเภท เช่น
ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและการแสดงตะกร้อพลกิ แพลงต่างๆ ซ่ึงการเล่นตะกร้อ
ของประเทศอ่ืนๆน้นั มีการเล่นไม่หลายแบบหลายวธิ เี ช่นของไทยเรา การเล่นตะกร้อมี
วิวัฒนาการอย่างต่อเน่ืองมาตามลาดบั ท้งั ด้านรูปแบบและวัตถดุ บิ ในการทาจากสมัยแรกเป็ นผ้า ,
หนังสัตว์ , หวาย , จนถงึ ประเภทสังเคราะห์ ( พลาสตกิ )
ความหมาย คาว่าตะกร้อ ตามพจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ สถาน พ . ศ . 2525 ได้ให้คาจากัด
ความเอาไว้ว่า ลูกกลมสานด้วยหวายเป็ นตา สาหรับเตะ
กตกิ าการเล่นเซปักตะกร้อ กีฬาตะกร้อ
1.ผ้เู ล่น
ประเภทเด่ยี ว มผี ้เู ล่นตวั จริง 3 คน สารอง 1 คน ประเภททมี ประกอบด้วย 3 ทีม มผี ้เู ล่น 9 คน
และผ้เู ล่นสารอง 3 คน
2. ตาแหน่งของผู้เล่น มี 3 ตาแหน่งคือ
2.1 หลงั ( Back ) เป็ นผ้เู ตะตะกร้อจากวงกลม
2.2 หน้าซ้าย
2.3 หน้าขวา
3. การเปลีย่ นตวั ผ้เู ล่น
ในทีมเด่ยี วเปลี่ยนตัวได้ 1 คน และถ้าเหลอื น้อยกว่า 3 คน ถือว่าแพ้ ผ้มู ชี ื่อในทีมเดีย่ วท่ีเล่นมา
นานแล้ว จะลงเล่นในทีมเดยี่ วต่อไปไม่ได้
4. การเสี่ยงและการอบอ่นุ ร่างกาย
มกี ารเส่ียง ผ้ชู นะการเสี่ยงจะได้เลอื กข้างหรือส่งลกู ทมี ทไี่ ด้ส่งลูกจะได้อบอุ่นร่างกายก่อน เป็ น
เวลา 2 นาที พร้อมเจ้าหน้าท่แี ละนกั กฬี าไม่เกิน 5 คน
5. ตาแหน่งของผู้เล่นระหว่างการส่งลูกเสิร์ฟ
เมื่อเร่ิมเล่นท้งั 2 ทีมพร้อมในแดนของตนเอง ผ้เู ล่นฝ่ ายเสิร์ฟจะต้องอย่ใู นวงกลมของตนเอง เม่ือ
เสิร์ฟแล้วจงึ เคล่ือนทไี่ ด้ ส่วนผ้เู ล่นฝ่ ายรับจะยืนท่ใี ดกไ็ ด้
6. การเปล่ยี นส่ง
ให้เปล่ยี นการส่งลูกเมื่อฝ่ ายส่งลูกผิดกติกา หรือ ฝ่ ายรับทาลูกให้ตกบนพื้นทขี่ องฝ่ ายส่งได้
7. การขอเวลานอก
ขอได้เซตละ 1 คร้ังๆ ละ 1 นาที
8. การนับคะแนน
การแข่งขนั ใช้แบบ 2 ใน 3 เซต ในเซตที่ 1 และเซตที่ 2 จะมีคะแนนสูงสุด 15 คะแนน ทีมใดได้
15 คะแนนก่อน จะเป็ นผ้ชู นะในเซตน้ันๆ ท้งั 2 เซต จะไม่มดี ิวส์ หากท้งั สองทีมได้ 13 ก่อน หรือ
14 เท่ากัน พักระหว่างเซต 2 นาที ถ้าเสมอกัน 1:1 เซต ให้ทาการแข่งขนั เซตท่ี 3 ด้วยไทเบรก
โดยเริ่มด้วยการเส่ียงใหม่ โดยใช้คะแนน 6 คะแนน ทีมใดได้ 6 คะแนนก่อนเป็ นผ้ชู นะ แต่จะต้อง
แพ้ชนะอย่างน้อย 2 คะแนน ถ้ายังไม่แพ้กันไม่น้อยกว่า 2 คะแนน ก็ให้ทาการแข่งขนั อีก 2
คะแนน แต่ไม่เกนิ 8 คะแนน เช่น 8:6 หทรือ 8:7 ถือเป็ นการยตุ กิ ารแข่งขันระบบไทเบรก เม่ือ
ฝ่ ายใดก็ตามได้ 3 คะแนน และขอเวลานอกได้เซตละ 1 คร้ัง คร้ังละ 1 นาที สาหรับไทเบรก ขอ
เวลาได้ 1 คร้ัง คร้ังละ 30 วินาที
แนะนาการดกู ีฬาตะกร้อ
มารยาทในการเล่นท่ดี ี
การเล่นกีฬาทุกชนิด ผ้เู ล่นจะต้องมีมารยาทในการเล่นและการแข่งขัน ประพฤติปฎิบตั ิตนให้
เป็ นไปตามข้นั ตอนของการเล่นกีฬาแต่ละประเภท จึงจะนบั ว่าเป็ นผ้เู ล่นท่ดี ีและมมี ารยาท ผ้เู ล่น
ควรต้องมีมารยาทดังนี้ คือ
1. การแสดงความยินดี ชมเชยด้วยการปรบมือหรือจบั มือเมื่อเพอ่ื นเล่นได้ดี แสดงความเสียใจ
เมื่อตนเอง หรือเพอื่ นร่วมทีมเล่นผิดพลาดและพยามปลอบใจเพื่อน ตลอดจนปรับปรุงการเล่น
ของตวั เองให้ดขี นึ้
2. การเล่นอย่างสุภาพและเล่นอย่างนักกีฬา การแสดงกริ ิยาท่าทางการเล่นต้องให้เหมาะสมกบั
การเป็ นนักกีฬาท่ีดี
3. ผ้เู ล่นทดี่ ตี ้องไม่หยบิ อปุ กรณ์ของผ้อู น่ื มาเล่นโดยพลการ
4. ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ต้องไม่แสดงอาการดใี จหรือเสียใจจนเกนิ ไป
5. ผ้เู ล่นต้องเชื่อฟังคาตดั สินของกรรมการ หากไม่พอใจคาตัดสินกย็ ่ืนประท้วงตามกติกา
6. ผ้เู ล่นต้องควบคุมอารมณ์ให้สุขุมอย่ตู ลอดเวลา
7. ก่อนการแข่งขันหรือหลงั การแข่งขนั ไม่ว่าจะเป็ นฝ่ ายแพ้หรือชนะก็ตาม ควรจะต้องจับมือ
แสดงความยินดี
8. หากมกี ารเล่นผดิ พลาด จะต้องกล่าวคาขอโทษทนั ทแี ละต้องกล่าวให้อภัยเมื่อฝ่ ายตรงข้าม
กล่าวขอโทษด้วยความยมิ้ แย้มแจ่มใส
9. ต้องแต่งกายรัดกุม สุภาพ ถกู ต้องตามกตกิ าท่ีกาหนดไว้
10. ไม่ส่งเสียงเอะอะในขณะเล่นหรือแข่งขันจนทาให้ผ้เู ล่นอน่ื เกิดความราคาญ
11. ต้องปฏิบตั ิตามกฎข้อบงั คบั ตามกตกิ าอย่างเคร่งครัด
12. มีความอดทนต่อการฝึ กซ้อมและการเล่น
13. หลังจากฝึ กซ้อมแล้วต้องเกบ็ อุปกรณ์ให้เรียบร้อย
14. เล่นและแข่งขันด้วยช้ันเชิงของนกั กีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ในการเล่นกีฬา
มารยาทของผ้ชู มที่ดี
1. ปรบมือให้นักกฬี าและผ้ตู ดั สินเมื่อเขาดนิ ลงสนาม
2. ปรบมือแสดงความยนิ ดีเม่ือผ้เู ล่นเล่นได้ดี หรือชนะการแข่งขัน
3. นงั่ ชมด้วยความสงบเรียบร้อยไม่ส่งเสียงเอะอะ
4. ไม่แสดงท่าทางย่ัวยุให้ผ้เู ล่นขาดสมาธิ
5. ไม่ใช้เสียงเพลงทีม่ ีเนือ้ หาหยาบคาย สร้างความแตกแยก
6. อย่าแสดงกริ ิยาไม่สุภาพหรือใช้วสั ดสุ ่ิงของขว้างปาลงสนาม นกั กีฬา หรือกรรมการ
7. ผ้ดู ูต้องยอมรับการตัดสินของผ้ตู ัดสิน
8. ไม่ส่งเสียงโห่ร้องหรือแสดงกิริยาเย้ยหยัน เมื่อผ้เู ล่นเล่นผดิ พลาดหรือผ้ตู ดั สินผิดพลาด
9. ผ้ดู คู วรเรียนรู้กติกาการแข่งขนั กีฬาชนดิ น้ันๆ พอสมควร
10. ให้ความร่วมมือกบั เจ้าหน้าที่ เมื่อเกิดเหตกุ ารณ์ว่นุ วายขนึ้ ในสนามแข่งขัน
11. สนบั สนนุ ให้กาลังใจและให้เกียรตนิ กั กฬี าทุกประเภทเพื่อเป็ นการส่งเสริมการกีฬาของ
ชาติ
ทีม่ า
ที่มา http://www.yanchaow.com/view373.aspx
http://takrawthai.blogspot.com/p/blog-page_9974.html
ความฝันท่แี ทจ้ รงิ ไม่ใชก่ ารนอน
แต่ความฝันท่แี นน่ อนคือการลงมอื ทา