The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประเพณีท้องถิ่นภาคใต้ ศุพัชญา เลขที6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by supatchaya0504, 2023-02-10 01:19:04

ประเพณีท้องถิ่นภาคใต้ ศุพัชญา เลขที6

ประเพณีท้องถิ่นภาคใต้ ศุพัชญา เลขที6

ก ค ำน ำ รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้น โดยมีจุดประสงค์ เพื่อ การศึกษาประเพณีท้องถิ่นภาคใต้ ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ประเพณีสารทเดือนสิบ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ประเพณีชักพระ ประเพณีให้ทานไฟ ประเพณีการแข่งโพน และ ประเพณีแข่งว่าว ทางผู้จัดทำได้ทำรายงาน โดยรวบเนื้อจากแหล่งสารสนเทศต่างๆ ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาด ประการใด ผู้จัดทำข้อน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ผู้จัดทำ ศุพัชญา ทรงสกุลพิพัฒน์


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ......................................................................................................................... .............................................ก สารบัญ....................................................................................................................................... ............................ข สารบัญภาพ...........................................................................................................................................................ค สารบัญตาราง........................................................................................................................................................ง ประเพณีท้องถิ่นภาคใต้.........................................................................................................................................1 ประเพณีสารทเดือนสิบ.........................................................................................................................................1 ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ...........................................................................................................................................2 ประเพณีชักพระ....................................................................................................................................................4 ประเพณีให้ทานไฟ.............................................................................................................. ..................................5 ประเพณีการแข่งโพน............................................................................................................................................7 ประเพณีแข่งว่าว............................................................................................................................. ......................8 บรรณานุกรม................................................................................................. ......................................................12


ค สำรบัญภำพ ภำพท ี่หน้ำ 1 ประเพณีสารทเดือนสิบ ...............................................................................................................2 2 ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ.................................................................................................................4 3 ประเพณีชักพระ..........................................................................................................................5 4 ประเพณีให้ทานไฟ......................................................................................................................7 5 ประเพณีการแข่งโพน ..................................................................................................................8 6 ประเพณีแข่งว่าว.........................................................................................................................9


ง สำรบัญตำรำง ตำรำงท ี่หน้ำ 1 ตารางเเสดงความเเตกต่างระหว่างความส าคัญ เเละระยะเวลา ของประเพณีท้องถิ่นภาคใต้……………………….…………………………………………….……... 10


1 ประเพณีท้องถนิ่ภำคใต้ ภาคใต้เป็นดินแดนแห่งความหลากหลายทางประเพณีที่คนในสังคมยึดถือปฏิบัติสืบกันมา มีทั้ง ประสมกลมกลืนเป็นอย่างเดียวกัน และมีผิดแปลกกันไปบ้างตามความนิยมเฉพาะท้องถิ่น แต่โดยมากย่อม มีจุดประสงค์ และวิธีการปฏิบัติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อีกทั้งประเพณีท้องถิ่นภาคใต้ที่มีความน่าสนใจไม่ น้อยไปกว่าภาคอื่นของไทย เพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์มนต์ขลัง ชวนให้น่าขึ้นไปสัมผัสความงดงาม เหล่านี้ยิ่งนัก ประเพณีสารทเดือนสิบ ความเป็นมา "งานเทศกาลเดือนสิบ” จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2466 ที่สนามหน้าเมือง นครศรีธรรมราช โดย มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาเงินสร้างสโมสรข้าราชการซึ่งชำรุดมากแล้ว โดยในช่วงนั้น พระภัทรนาวิก จำรูญ (เอื้อน ภัทรนาวิก) ซึ่งเป็น นายกศรีธรรมราชสโมสร และพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ร่วมกันจัดงานประจำปีขึ้น พร้อมทั้ง มีการออกร้าน และมหรสพต่างๆ โดยมีระยะเวลาในการจัดงาน 3 วัน 3 คืน จนกระทั่ง ถึงปี พ.ศ. 2535 ทาง จังหวัดได้ย้ายสถานที่จัดงาน จากสนามหน้าเมือง ไปยังสวนสมเด็จ พระศรีนครินทร์ 84 (ทุ่งท่าลาด) ซึ่งมีบริเวณ กว้าง และได้มีการจัดตกแต่งสถานที่ ไว้อย่างสวยงาม (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช, 2562) ความสำคัญ เป็นความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช ที่เชื่อว่าบรรพบุรุษอันได้แก่ ปู่ย่า ตายาย และญาติพี่น้องที่ ล่วงลับไปแล้ว หากทำความชั่วจะตกนรกกลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้อง อาศัยผลบุญที่ลูกหลาน อุทิศส่วนกุศลให้แต่ละปีมายังชีพ ดังนั้นในวันแรม 1 ค่ำเดือน 10 คนบาปทั้งหลาย ที่เรียกว่าเปรตจึงถูกปล่อยตัว กลับมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง และจะ กลับไปนรกในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ใน โอกาสนี้เองลูกหลานและผู้ยังมีชีวิตอยู่จึงนำอาหารไปทำบุญที่ วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็น การแสดงความกตัญญูกตเวที พิธีกรรม 1. การจัดหฺมฺรับ เริ่มในวันแรม 13 ค่ำ ชาวบ้านจะเตรียมบรรจุและประดับด้วยสิ่งของ อาหาร ขนม เดือนสิบลงในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ถาด กาละมัง เข่ง กระเชอ เป็นต้น ชั้นล่างสุดบรรจุอาหารแห้ง


2 ชั้นสองเป็นพืชผักที่เก็บไว้นาน ชั้นสามเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน ขั้นบนสุด ประดับขนมสัญลักษณ์เดือน สิบ ได้แก่ ขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซำ เป็นต้น 2. การยกหฺมฺรับ ในวันแรม 14 หรือ 15 ค่ำ ชาวบ้านจะยกหฺมฺรับที่จัดเตรียมไว้ไปวัด และนำ ภัตตาหารไปถวายพระด้วย โดยเลือกไปวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่บรรพบุรุษของตนนิยมไป 3. การฉลองหฺมฺรับและบังสุกุล เมื่อนำหมฺรับไปวัดแล้ว จะมีการฉลองหฺมฺรับ และทำบุญเลี้ยง พระเสร็จแล้วจึงมีการบังสุกุล การทำบุญวันนี้เป็นการส่งบรรพบุรุษและญาติพี่น้องให้กลับไปยังเมืองนรก 4. การตั้งเปรต เสร็จจากการฉลองหมฺรับและถวายภัตตาหารแล้ว ชาวบ้านจะนำขนมอีกส่วน หนึ่งไปวางไว้ตามบริเวณลานวัด ข้างกำแพงวัด โคนไม้ใหญ่ เรียกว่า ตั้งเปรต เพื่อแผ่ส่วนกุศลเป็นทานแก่ผู้ ล่วงลับที่ไม่มีญาติ หรือญาติไม่มาร่วมทำบุญให้ ระยะเวลา วันแรม 1 ค่ำถึงแรม 15 ค่ำ เดือน 10 แต่วันที่นิยมทำบุญคือวันแรม 13-15 ค่ำ ภาพที่ 1 ประเพณีสารทเดือนสิบ ที่มา : https://yeehwakanjana.files.wordpress.com/ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ความเป็นมา ในสมัยที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราชเป็นกษัตริย์ครองตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) อยู่นั้น ได้มีการ บูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งใหญ่และแล้วเสร็จในปี พ.ศ.1773 ขณะที่เตรียมสมโภชพระ บรมธาตุอยู่นั้น ชาวปากพนังมากราบทูลว่า คลื่นได้ซัดเอาผ้าแถบยาวผืนหนึ่งซึ่งมีภาพเขียนเรื่องพุทธ ประวัติมาขึ้นที่ชายหาดปาก พนัง ชาวปากพนังเก็บผ้านั้นถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์รับสั่งให้


3 ซักผ้านั้นจนสะอาดเห็นภาพวาดพุทธประวัติ เรียกว่า ผ้าพระบฏ จึงรับสั่งให้ประกาศหาเจ้าของ ได้ความ ว่าชาว พุทธจากหงสากลุ่มหนึ่ง จะนำผ้าพระบฏไปบูชาพระพุทธบาทที่ลังกา แต่ถูกพายุพัดพามาขึ้นชายฝั่ง ปากพนัง เหลือผู้รอดชีวิตสิบคนพระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงมีความเห็นว่าควรนำผ้าพระบฏไปห่มพระบรม ธาตุเจดีย์ เนื่อง ในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุ แม้จะไม่ใช่พระพุทธบาทตามที่ตั้งใจ แต่ก็เป็นพระบรม สารีริกธาตุซึ่งเจ้าของผ้าพระ บฏก็ยินดี การแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีขึ้นตั้งแต่ปีนั้นและดำเนินการสืบต่อมา จน กลายเป็นประเพณีสำคัญของชาว นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ความสำคัญ พุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อว่า การทำบุญและการกราบไหว้บูชาที่ให้ได้กุศลจริง จะต้องปฏิบัติต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า และใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าให้มากที่สุด เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพาน แล้ว ก็ยังมีสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าอยู่ ได้แก่ พระธาตุเจดีย์ พระพุทธรูป การกราบไหว้บูชาสิ่งเหล่านี้ เท่ากับ เป็นการกราบไหว้บูชาต่อพระพักตร์พระพุทธองค์เช่นเดียวกัน การที่ชาวนครศรีธรรมราชนำผ้าไปบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ ด้วยการโอบรอบองค์พระ-บรมธาตุ เจดีย์ ถือว่าพระบรม ธาตุเจดีย์เป็นเสมือนพระพุทธเจ้าเป็นการบูชาที่สนิทแนบกับพระพุทธองค์ พิธีกรรม 1. การเตรียมผ้าห่มพระบรมธาตุเจดีย์ ผ้าที่นำขึ้นห่มพระธาตุมักจะนิยมใช้สีขาว เหลือง และ แดง ผ้าห่ม พระธาตุผืนพิเศษ จะเขียนภาพพุทธประวัติทั้งผืนยาว โดยช่างผู้ชำนาญเขียนภาพ ในการทำผ้า พระบฏขึ้นเพื่อเป็น พุทธบูชาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ แต่ในปัจจุบันผ้าห่มพระธาตุส่วนใหญ่เป็นผ้าผืนยาว เรียบ ๆ ธรรมดา 2. การจัดขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุและการถวายผ้า ขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุมาจากหลายทิศหลายทาง มีคณะ กลองยาวเป็นดนตรีนำขบวน ทุกคนทูนชูผ้าพระบฏไว้เหนือศีรษะ เมื่อขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุถึงวัดพระ มหาธาตุ วรมหาวิหารแล้ว จะทำพิธีถวายผ้าพระบฏ โดยมีหัวหน้าคณะกล่าวนำผู้ร่วมขบวน 3. การนำผ้าขึ้นห่มพระธาตุ หลังจากทุกคนกล่าวคำถวายผ้าพระบฏเรียบร้อยแล้วจะแห่ ทักษิณาวัตรรอบ องค์พระบรมธาตุเจดีย์ 3 รอบ แล้วนำผ้าเข้าสู่วิหารพระทรงม้า (พระวิหาร มหาภิเนษกรมณ์)


4 ระยะเวลา การแห่ผ้าขึ้นธาตุมีปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 และวันวิสาขบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ภาพที่ 2 ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_27637 ประเพณีชักพระ ความเป็นมา เป็นการจำลองเหตุการณ์เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาณสวรรค์ชั้นดาวดึงห์เพื่อ แสดงธรรม โปรดพุทธมารดาในช่วงเข้าพรรษาเมื่อเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ชาวบ้านจึงแห่แหนกันไปเฝ้า รับเสด็จ (ธนสันต์ ปานแก้ว และ รงค์ บุญสวยขวัญ, 2562, น. 1-12 ) ความสำคัญ ภายในงานจะมีพิธีกรรมทางศาสนา การละเล่นและมหรสพต่างๆ ขบวนเรือพระจะ ประกอบด้วยเรือ พระจากหมู่บ้านต่างๆมีการประกวดขบวนเรือพระ ประกวดเทพีชักพระประกวดขับร้อง เพลงชักพระที่ถือได้ว่าเป็น ศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดกันมาโดยในคำร้องในเพลงชักพระนั้นได้สื่อถึงวิถีชีวิต ของคนภาคใต้ นอกจากนี้ยังมีการ แข่งขันกีฬาพื้นบ้านที่หาชมได้ยาก


5 พิธีกรรม ในประเพณีชักพระพุทธศาสนิกชนจะพร้อมใจกันอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนบุษบก ที่วางอยู่ เหนือเรือรถหรือล้อเลื่อนแล้วทำการชักเรือพนมพระออกจากวัดเพื่อไปสมโภชน์ยังสถานที่ที่นัด หมายในระหว่าง การชักเรือพนมพระจะมีการตีโพนไปตลอดทางเพื่อประกาศให้รู้ว่ามีการชักพระแล้ว ระยะเวลา วันแรม1 ค่ำเดือน 11 ภาพที่ 3 ประเพณีชักพระ ที่มา : https://siamrath.co.th/n/3880 ประเพณีให้ทานไฟ ความเป็นมา ประวัติความเป็นมาของประเพณีให้ทานไฟ กล่าวถึงในขุนทกนิกายชาดก เรื่อง ความตระหนี่ถี่ เหนียวของโกลิยะเศรษฐี ที่อยากกินขนมเบื้อง แต่เสียดายเงินไม่ยอมซื้อและไม่อยากให้ลูกเมียได้กินด้วย ภรรยาจึง ทำขนมเบื้องที่บ้านชั้นเจ็ดให้เศรษฐีได้รับประทานโดยไม่ให้ผู้ใดเห็น ขณะที่สองสามีภรรยากำลัง ปรุงขนมเบื้อง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหาร ทรงทราบด้วยญาณ จึงโปรดให้พระโมคคัลลานะ ไปแก้นิสัยของโกลิยะ เศรษฐี พระโมคคัลลานะตรงไปบนตึกชั้นเจ็ดของคฤหาสน์เศรษฐี เศรษฐีเข้าใจว่าจะ มาขอขนม จึงแสดงอาการ รังเกียจและออกวาจาขับไล่ แต่พระโมคคัลลานะพยายามทรมานเศรษฐีอยู่นาน จนยอมละนิสัยตระหนี่ พระโมค คัลลานะได้แสดงธรรมเรื่องประโยชน์ของการให้ จนโกลิยะเศรษฐีและ ภรรยาเกิดความเลื่อมใส ได้นิมนต์มารับ ถวายอาหารที่บ้านตน พระโมคคัลลานะแจ้งให้นำไปถวาย


6 พระพุทธเจ้าและพระสาวก 500 รูป ณ เชตวันมหาวิหาร โกลิยะเศรษฐีและภรรยาได้นำเข้าของเครื่องปรุง ไปทำ ขนมเบื้องถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก แต่ปรุงเท่าไหร่แป้งที่เตรียมมาเพียงเล็กน้อยก็ไม่หมด พระพุทธเจ้าจึง โปรดเทศนาสั่งสอน ทั้งสองคนเกิดความปีติอิ่มเอิบในการบริจาคทาน เห็นแจ้งบรรลุธรรม ชั้นโสดาบัน (กรุงเทพ ธุรกิจ, 2560) ความสำคัญ 1. เป็นโอกาสหนึ่งที่ได้นัดหมายพร้อมกันในตอนเช้ามืด เพื่อร่วมทำบุญเลี้ยงพระรวมทั้งร่วม รับประทาน อาหารกันเป็นที่สนุกสนาน ซึ่งเป็นการสร้างสามัคคีในหมู่คณะได้ดียิ่ง 2. ทำให้มีสุขภาพดีมีพลานามัยแข็งแรง เพราะการตื่นนอนตอนเช้าตรู่ได้รับอากาศบริสุทธิ์ ทำ ให้มีความ สดชื่นเบิกบาน 3. เมื่อได้ปฏิบัติตามประเพณีแล้วย่อมทำให้เกิดความสุขใจเบิกบานใจในผลบุญที่ตนได้กระทำ อีกทั้งยัง ได้เป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานของตนด้วย พิธีกรรม 1. การก่อกองไฟ ชาวบ้านจะเตรียมไม้ฟืน ถ่าน หรือเตาไฟ สำหรับก่อให้เกิดความร้อนและ ความอบอุ่น แก่พระสงฆ์ 2. การทำขนมถวายพระ ส่วนใหญ่จะนิยมขนมที่สามารถปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว ขนม ส่วนมากจะ ปรุงโดยใช้ไฟแรงและเป็นขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมครกข้าวเหนียว ข้าว เกรียบปากหม้อ ขนมโค ขนมพิมพ์ ขนมจาก ขนมจู่จุน ข้าวเหนียวกวนทอด ในปัจจุบันมีขนมและอาหาร เพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่น น้ำชา กาแฟ หมี่ผัด ข้าวต้ม ข้าวเหนียวหลาม ขนมปังปิ้ง ขณะที่ทำขนมกันไป พระสงฆ์ก็ฉันไปพร้อม ๆ กัน จะหยุดปรุง ขนมก็ต่อเมื่อเครื่องปรุงที่เตรียมมาหมด เมื่อพระสงฆ์ฉันอิ่มแล้ว ชาวบ้านจึงร่วมกันรับประทานกันอย่างสนุกสนาน หลังจากพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว ก็สวดให้ศีลให้พรแก่ผู้ที่มาทำบุญเป็นอันเสร็จพิธี ระยะเวลา การให้ทานไฟไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนตายตัวแล้วแต่ความสะดวกในการนัดหมาย แต่ ส่วนใหญ่ จะปฏิบัติในช่วงเดือนยี่ ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุด ชาวบ้านจะนัดหมายไปพร้อมกันใน เวลาย่ำรุ่งหรือตอน เช้ามืด ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ได้(นครศรีธรรมราช, 2560)


7 ภาพที่ 4 ประเพณีให้ทานไฟ ที่มา : https://thassanee0623548780.wordpress.com/ ประเพณีการแข่งโพน ความเป็นมา เมืองพัทลุงในอดีต เวลาพระฉันภัตตาหารเพล คือในเวลา 07.00 น. และ 11.00 น. เวลาจะ บอก เหตุร้ายแก่ชาวบ้านหรือเวลาใดที่ไม่สามารถเห็นดวงอาทิตย์เป็นเวลานาน บอกสัญญาณนัดแนะ ประชุมหรือ รวมกลุ่ม เตือนการเตรียมงานของกลุ่ม เช่น ลากพระ รับกฐิน บอกเหตุร้ายหรือขอความ ช่วยเหลือ ชาวบ้านจะ อาศัย “เสียงโพน” จากวัด หรือ จากหมู่บ้านเป็นสัญญาณที่รู้กันแบบสัญญา ประชาคม หรือในยามเดือน 10 ย่าง เข้าเดือน 11 หรือ ก่อนออกพรรษา ราว 10 – 20 วัน ตั้งแต่พลบค่ำ ยันเที่ยงคืน เสียงโพนตามวัดต่าง ๆ ก็จะดัง กระหึ่มก้องไปทั่วแทบทุกหมู่บ้านซึ่งเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า “ใกล้ถึงวันลากพระ” และความสนุกสนานของ ชาวบ้านในวันลากพระ จะลากช้า ลากเร็ว หรือจะระทึกใจ เพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับ “จังหวะเสียงโพน” ความสำคัญ การแข่งขันโพน นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันกับพิธีการทางศาสนาบางประการ แล้ว กิจกรรมการละเล่นชนิดนี้ยังช่วยให้มองเห็นการแสวงหาความสุข ความบันเทิงใจ อีกทั้งยังเป็นสื่อใน การประสาน ความสัมพันธ์ทางสังคม ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสพบปะสัมพันธ์กัน เป็นกิจกรรมการละเล่นที่ สำคัญนำมาสู่การ สร้างสรรค์ ความสามัคคีในชุมชน จึงควรอนุรักษ์ให้ การละเล่นชนิดนี้คงอยู่ตลอดไป


8 พิธีกรรม การแข่งโพนแบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ 1. แข่งมือ ตัดสินให้ผู้ตีที่มีกำลังมือดีกว่าเป็นฝ่ายชนะ โดยให้ตีจนผู้ใดอ่อนล้าก่อนเป็นฝ่ายแพ้ ปัจจุบันไม่นิยมเพราะทำให้เสียเวลามาก 2. แข่งเสียง ตัดสินให้โพนที่มีเสียงดังกว่าเป็นฝ่ายชนะ การแข่งขันจะเป็นแบบพบกันหมดหรือ แพ้ คัดออกก็ได้ จับสลากแข่งขันเป็นคู่ ๆ โดยอยู่ห่างจากสถานที่ตีไม่น้อยกว่า 150 เมตร ณ สถานที่ตีขณะที่โพนกำลัง ตีแข่งขันอยู่นั้น กรรมการฟังเสียงทั้งหมดจะตั้งใจฟังเสียงโพนแล้วตัดสินให้โพนที่มีเสียงดัง กว่าเป็นฝ่ายชนะ โดย ถือเอาเสียงข้างมากของกรรมการเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ระยะเวลา ปลายเดือนสิบ ก่อนประเพณีชักพระ ภาพที่ 5 ประเพณีการแข่งโพน ที่มา : http://www.prapayneethai.com/การแข่งโพน ประเพณีแข่งว่าว ความเป็นมา (พนิดา ยงพฤกษา, 2559) การแข่งขันว่าวประเพณีจังหวัดสตูล เริ่มมีวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2519 โดยคณะครู-อาจายกโรงเรียนสตูลวิทยา และชาวบ้านตำบลคลองขุด อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ริเริ่มจัดการ แข่งขัน เนื่องจากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ลงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เหมาะแก่การเล่นว่าว ซึ่งเป็น การละเล่น พื้นเมืองที่ลงทุนน้อย เล่นง่าย เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ประดิษฐ์ว่าวประเภทต่างๆ ขึ้นมา ประกอบคนชาวไทยเป็น นักประดิษฐ์ ช่างคิด ช่างทำ เห็นควายอยู่ในนาที่กำลังเก็บเกี่ยวจึงได้จำลอง หน้าตาของควายลงในตัวว่าว ขณะที่ ว่าวลอยกลางอากาศส่วนหางจะอยู่บน ส่วนหัว เขา จมูก หู อยู่


9 ส่วนล่าง ว่าวมีเสียงดัง อยู่ไม่นิ่ง ส่ายไปมาเหมือนนิสัยบ้าบิ่นของควาย ชาวบ้านจึงเรียกว่าวควาย (สำนัก คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2553, น. 2-4) ความสำคัญ 1. เป็นการตอบแทนบุญคุณของควายที่ช่วยเหลือชาวนา ทำนา จึงเทอดทูนผู้มีพระคุณ 2. เป็นการอนุรักษ์ช่างฝีมือในการทำว่าว ซึ่งนับวันจะหายากยิ่งขึ้น 3. เสริมสร้างความสัมพันธ์ไมตรีที่ดีต่อกันระหว่างรัฐต่าง ๆ ของประเทศมาเลเซียที่มีชายแดน ติดต่อกับ จังหวัดสตูล 4. เป็นศูนย์รวมของว่าวภาคใต้ 5. เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ปลูกฝังให้เยาวชนให้ตระหนักถึงภูมิปัญญาไทย มรดก อันล้ำค่า ทางวัฒนธรรม พิธีกรรม ว่าวจุฬา - ปักเป้า เป็นว่าวที่พระราชาทรงโปรด จัดให้มีการแข่งขันท้องสนามหลวง ว่าวจุฬา แต่ละตัวที่ จัดทำขึ้นต้องมีพิธีกรรมหลายอย่าง เช่น การค้นหาไม้ไผ่ที่แก่จัด อยู่กลางกอไผ่ มีอายุที่กำหนด ไว้ เมื่อตัดไม้ไผ่แล้ว ต้องไปแช่น้ำระยะหนึ่ง จึงจะมาตกแต่ง มีการรมควันเพื่อให้ไม้ไผ่ทนทาน ไม่มีมอด แมลงมาชอนไช การตกแต่ง โครงว่าว การผูกเชือก การติดกระดาษ ล้วนแต่ใช้ภูมิปัญญาไทย บางครั้งต้องมีการเซ่นไหว้ เพื่อให้มีชัยชนะ ระยะเวลา ต้นสัปดาห์แรกเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี ภาพที่ 6 ประเพณีแข่งว่าว ที่มา : https://sites.google.com/


10 ตารางที่ 1 เเสดงความเเตกต่างระหว่างความสำคัญ เเละระยะเวลาของประเพณีท้องถิ่นภาคใต้ ประเพณี ความสำคัญ ระยะเวลา ประเพณีสารทเดือนสิบ อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไป แล้ว เป็นการแสดงความกตัญญู กตเวที วันแรม 1 ค่ำถึงแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ การทำบุญและการกราบไหว้บูชา ที่ให้ได้กุศลจริงจะต้อง ปฏิบัติต่อ พระพักตร์ของ พระพุทธเจ้า วนัมาฆบูชาข้ึน 15 ค ่าเดือน 3 และวนัวิสาขบูชาข้ึน 15 ค ่า เดือน 6 ประเพณีชักพระ พุทธศาสนิกชนมารอรับเสด็จ พระพุทธเจ้าที่เสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว อัญเชิญ พระพุทธ เจ้าขึ้นประทับ บน บุษบกแล้วแห่ไปรอบเมือง วันแรม1 ค่ำเดือน 11 ประเพณีให้ทานไฟ ร่วมทำบุญเลี้ยงพระรวมทั้งร่วม รับประทานอาหารกัน ซึ่งเป็น การ สร้างสามัคคีในหมู่คณะ ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน แล้วแต่ความสะดวกในการนัด หมาย แต่ส่วนใหญ่จะปฏิบัติ ในช่วงเดือนยี่ ประเพณีการแข่งโพน เป็นสื่อในการประสาน ความสัมพันธ์ทางสังคม ทำให้ ชาวบ้านมีโอกาสพบปะสัมพันธ์กัน ปลายเดือนสิบ ก่อนประเพณีชักพระ ประเพณีแข่งว่าว เป็นการตอบแทนบุญคุณของ ควาย และเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ ไมตรีที่ดีต่อกัน ระหว่างรัฐ เป็นการตอบแทนบุญคุณของ ควาย และเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ ไมตรีที่ดีต่อกัน ระหว่างรัฐ


11 บรรณานุกรม


12 บรรณานุกรม กรุงเทพธุรกิจ. (2560). งานบุญทานไฟ. สืบค้นจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/740144 จรูญ หยูทอง. (2556). เทศกาล งานประเพณี ท้องถิ่นภาคใต้(พิมพ์ครั้งที่ 1). สงขลา : สถาบัน สืบค้นจาก http://opac.sru.ac.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00014968 ธนสันต์ ปานแก้ว, รงค์ บุญสวยขวัญ. (2562). ประเพณีชักพระทางทะเล อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารสหวิทยาการวิจัย, 4(3), 1-12. นครศรีธรรมราช. (2560). ประเพณีให้ทานไฟ. สืบค้นจาก http://www2.nstru.ac.th/portal/data_resource/RESOURCE/504/ พนิดา ยงพฤกษา. 2559. ประเพณีแข่งว่าว. สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/ppuipanida/prapheni-khaeng-waw มณีรัตน์ กำลังเกื้อ และ วรรณนะ หนูหมื่น. (2560, กรกฎาคม-กันยายน). บุญสารทเดือนสิบกับการปรับเปลี่ยน เป็นประเพณีประดิษฐ์. วารสารวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัย ราชภัฏเลย, 12(41), 34-46. ศุภวัฒน์ สาวดี. (2557). ประเพณีภาคใต้. สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/wathnthrrmphakhti/prapheni-phakh-ti สมเกียรติ ตันสกุล. (2533). ประเพณีท้องถิ่นภาคใต้. สุราษฎร์ธานี : ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม วิทยาลัยครูสุราษฎร์ธานี สืบค้นจาก http://opac.sru.ac.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00002489 สมปราชญ์ อัมมะพันธุ์. (2548). ประเพณีท้องถิ่นภาคใต้(พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์สืบค้นจาก http://opac.sru.ac.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00009008 176 สำนักคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2553, กันยายน). วัฒนธรรมไทย. วารสารวัฒนธรรมไทย, 49(6), 2-4. สืบค้นจาก http://magazine.culture.go.th สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช. (2562). ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ. สืบค้นจาก : https://www.mculture.go.th/nakhonsrithammarat


ภาคผนวก


ภาคผนวก ก ภาพประกอบ


Click to View FlipBook Version