The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการเรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by มงคล สุขีลักษณ์, 2022-03-15 03:41:47

เอกสารประกอบการเรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ

เอกสารประกอบการเรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4

เจาะลึกเก่ยี วกับรฐั ธรรมนญู 2560

48 | ห น้ า

- สาระสาคญั ของกฎหมายรฐั ธรรมนูญ ฉบับ 2560-

หลักการของ • ประเทศไทยเป็นอนั หนงึ่ อันเดียว จะแบ่งแยกมไิ ด้
รฐั ธรรมนญู • ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรง

โครงสรา้ ง เปน็ ประมขุ
• อำนาจอธิปไตยเปน็ ของ พระมหากษตั รยิ ผ์ ู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้น

ผา่ นทาง ตามบทบญั ญตั ิแห่งรฐั ธรรมนูญ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และ
องค์กรอิสระ และหนว่ ยงานของรฐั ต้องปฏิบตั ิตามหน้าที่ให้เปน็ ไปตาม
รฐั ธรรมนูญ กฎหมาย และหลกั นิติธรรม เพื่อประโยชนส์ ่วนรวมของ
ประเทศชาติและความผาสกุ ของประชาชนโดยรวม
• ศกั ดศ์ิ รีและความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล
ยอ่ มได้รบั ความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตาม
รัฐธรรมนูญเสมอกัน
• รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสงู สุดในการปกครองประเทศ บทบญั ญตั ิใดของ
กฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใดขัดหรือแย้งตอ่ รฐั ธรรมนูญ
บทบญั ญตั ิหรือการกระทำน้ันเปน็ อนั ใช้บงั คบั มิได้
เมอ่ื ไมม่ ีบทบบัญญตั ิแหง่ รัฐธรรมนูญนี้บังคบั แกก่ รณีใด ให้กระทำการน้ัน
หรือวินิจฉัยกรณีนนั้ ไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบ
ประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข

รฐั ธรรมนญู ฯ 2560 มีจำนวน 279 มาตรา 16 หมวด และบทเฉพาะกาล
• หมวด 1 บททว่ั ไป (มาตรา 1-5)
• หมวด 2 พระมหากษัตริย์ (มาตรา 6-24)
• หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย (มาตรา 25-49)
• หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย (มาตรา 50)
• หมวด 5 หน้าทีข่ องรฐั (มาตรา 51-63)
• หมวด 6 แนวนโยบายแหง่ รัฐ (มาตรา 64-78)
• หมวด 7 รัฐสภา (มาตรา 79-157)

สว่ นที่ 1 บททวั่ ไป (มาตรา 79-82)
ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 83-106)
สว่ นที่ 3 วฒุ ิสภา (มาตรา 107-113)
ส่วนที่ 4 บททีใ่ ช้แก่สภาทง้ั สอง (มาตรา 114-155)
ส่วนที่ 5 การประชมุ ร่วมกันของรฐั สภา (มาตรา 156-157)

49 | ห น้ า

หมวดที่ 1 • หมวด 8 คณะรัฐมนตรี (มาตรา 158-183)
บทท่วั ไป • หมวด 9 การขดั กันแหง่ ผลประโยชน์ (มาตรา 184-187)
• หมวด 10 ศาล (มาตรา 188-199)

สว่ นที่ 1 บททวั่ ไป (มาตรา 188-193)
ส่วนที่ 2 ศาลยตุ ิธรรม (มาตรา 194-196)
ส่วนที่ 3 ศาลปกครอง (มาตรา 197-198)
สว่ นที่ 4 ศาลทหาร (มาตรา 199)

• หมวด 11 ศาลรฐั ธรรมนูญ (มาตรา 200-214)
• หมวด 12 องคก์ รอิสระ (มาตรา 215-247)

ส่วนที่ 1 บททวั่ ไป (มาตรา 215-221)
สว่ นที่ 2 คณะกรรมการการเลอื กตั้ง (มาตรา 222-227)
สว่ นที่ 3 ผตู้ รวจการแผ่นดนิ (มาตรา 228-231)
ส่วนที่ 4 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ

(มาตรา 232-237)
สว่ นที่ 5 คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ (มาตรา 238-245)
สว่ นที่ 6 คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติ (มาตรา 246-247)

• หมวด 13 องคก์ รอยั การ (มาตรา 248)
• หมวด 14 การปกครองสว่ นท้องถิน่ (มาตรา 249-254)
• หมวด 15 การแก้ไขเพิม่ เติมรฐั ธรรมนูญ (มาตรา 255-256)
• หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ (มาตรา 257-261)
• บทเฉพาะกาล (มาตรา 262-279)
กำหนดรูปแบบรัฐ ระบอบการปกครอง การคมุ้ ครอง สิทธเิ สรีภาพ ความเสมอภาค
และความเป็นกฎหมายสูงสดุ ของรัฐธรรมนูญ
• ประเทศไทยเปน็ ราชอาณาจกั รหนึง่ เดียว จะแบ่งแยกมไิ ด้
• มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมขุ
• อำนาจอธิปไตยเปน็ ของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั ริย์ผูท้ รงเปน็ ประมขุ ทรงใช้
อำนาจนนั้ ทางรัฐสภา คณะรฐั มนตรี ศาล และตามบทบญั ญตั แิ หง่ รัฐธรรมนูญ
• ธำรงไว้ซงึ่ ศักดิ์ศรคี วามเป็นมนุษย์ คุ้มครองสิทธเิ สรภี าพ และความเสมอภาค
ของบคุ คล
รฐั ธรรมนญู เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญตั ใิ ด ของกฎหมาย กฎ หรอื
ข้อบังคับ หรือการกระทำใดขัดหรอื แยง้ ตอ่ รัฐธรรมนูย บทบญั ญตั หิ รอื การกระทำนัน้
เปน็ อนั ใช้บงั คับมิได้

50 | ห น้ า

หมวดที่ 2 กลา่ วถึงพระราชฐานะและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
พระมหากษตั รยิ ์
• องค์พระมหากษตั ริยท์ รงดำรงอยใู่ นฐานะอันเปน็ ท่เี คารพ สักการะ

ผูใ้ ดจะ ผใู้ ดจะ หรือ พระมหากษัตรยิ ์

ในทางใด ๆ มไิ ด้

• พระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ พทุ ธมามกะ และทรงเปน็ อัครศาสนปู ถัมภก

• พระมหากษตั ริยท์ รงดำรงตำแหน่งจอมทพั ไทย

• พระมหากษตั รยิ ท์ รงเลอื กและแตง่ ตง้ั ผ้ทู รงคุณวฒุ เิ ปน็ และ

ผูส้ ำเรจ็ ราชการแทนพระองค์ การแก้ไขเพิม่ เตมิ กฎ

มณเฑยี รบาลว่าดว้ ยการสบื ราชสนั ตตวิ งศ์

หมวดที่ 3 สทิ ธแิ ละ • สทิ ธเิ สรภี าพในชีวติ และรา่ งกาย
เสรีภาพของปวงชน • เสรภี าพในการนับถือศาสนา
• เสรภี าพในเคหสถาน
ชาวไทย • เสรีภาพในการแสดงความคิดเหน็ การพูด การเขยี น การพิมพ์ การโฆษณา
• เสรีภาพทางวิชาการ ท่ไี มข่ ัดตอ่ หนา้ ทีข่ องปวงชนชาวไทย หรือศีลธรรมอนั ดีของ

ประชาชน และตอ้ งเคารพไม่ปดิ กน้ั ความเห็นต่างของผู้อืน่
• เสรภี าพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจรยิ ธรรมแหง่ อาชีพ
• เสรภี าพในการตดิ ต่อสือ่ สาร
• เสรีภาพในการเดินทางและเลอื กท่ีอยู่
• เสรภี าพในการประกอบอาชีพ
• เสรภี าพในการรวมกันเปน็ สมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชมุ ชน หรอื หมู่คณะอื่น

หมวดท่ี 4 • พทิ กั ษ์รกั ษาไวซ้ ึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ และการปกครองระบอบ
หน้าท่ขี องปวงชน ประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข

ชาวไทย • ป้องกนั ประเทศ พทิ กั ษร์ ักษาไวซ้ ึง่ เกยี รตภิ มู ิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณ
สมบตั ขิ องแผน่ ดนิ รวมทง้ั ให้ความร่วมมอื ในการปอ้ งกันและบรรเทาสาธารณภัย

• ปฏิบัตติ ามกฎหมายอยา่ งเคร่งครัด
• เขา้ รับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคบั
• รบั ราชการทหารตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ
• เคารพและไมล่ ะเมิดสทิ ธแิ ละเสรภี าพของบุคคลอืน่ และไม่กระทำการทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ

ความแตกแยกหรอื ความเกลยี ดชังในสังคม
• ไปใชส้ ิทธเิ ลอื กตง้ั หรือลงประชามตอิ ย่างอสิ ระ โดยคำนึงถึงประโยชนส์ ่วนรวมของ

ประเทศเป็นสำคัญ

51 | ห น้ า

• ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรกั ษ์และคมุ้ ครองส่ิงแวดลอ้ ม ทรพั ยากรธรรมชาติ

ความหลากหลายทางชวี ภาพ รวมทั้งมรดกทางวฒั นธรรม

• เสียภาษีอากรตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ

• ไม่รว่ มมือหรือสนบั สนุนการทจุ รติ และประพฤติมชิ อบทุกรปู แบบ

หมวดที่ 5 • รัฐตอ้ งพิทักษร์ กั ษาสถาบัน บรู ณภาพแหง่ อาณาเขต
หนา้ ทีข่ องรัฐ
ทป่ี ระเทศไทยมีสทิ ธิอธปิ ไตย เกียรติภูมแิ ละผลประโยชนข์ องชาติ ความม่นั คง

ของรัฐ และความสงบเรยี บรอ้ ยของประชาชน

• รฐั ต้องดูแลให้มกี ารปฏิบตั ิตตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครดั

• รฐั ตอ้ งดำเนินการให้เด็กทุกคนไดร้ บั การศกึ ษาเป็นเวลา ตง้ั แต่กอ่ นวยั เรยี น

จนจบการศึกษาภาคบังคบั อยา่ งมีคณุ ภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จา่ ย

• รัฐตอ้ งดำเนนิ การใหป้ ระชาชนไดร้ บั บรกิ ารสาธารณสุขทีม่ ีประสทิ ธิภาพอยา่ ง

ท่ัวถึง

• รัฐต้องดำเนนิ การใหม้ สี าธารณปู โภคขั้นพ้ืนฐาน

• รัฐต้องอนุรกั ษ์ศิลปวฒั นธรรม บรหิ ารจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ้ ม

• รฐั ตอ้ งดำเนนิ การให้มกี ารศกึ ษาและประเมินผลกระทบต่อคณุ ภาพสงิ่ แวดล้อม

และสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มกี ารรบั ฟังความคดิ เห็นของผมู้ ี

ส่วนได้สว่ นเสีย ประชาชน ชมุ ชนทเี่ กยี่ วขอ้ ง

• รัฐตอ้ งเปิดเผยข้อมลู หรือขา่ วสาธารณะในครอบครองของหนว่ ยงานของรัฐ

ที่มิใชข่ ้อมูลเกยี่ วกบั ความม่ันคงของรัฐหรอื เปน็ ความลับของทางราชการตามท่ี

กฎหมายบญั ญตั ิ และตอ้ งจดั ให้ประชาชนเข้าถึงขอ้ มูลหรอื ขา่ วสารดงั กลา่ วได้

โดยสะดวก

• รฐั ต้องรักษาไวซ้ ึง่ คลืน่ ความถ่แี ละสิทธใิ นการเข้าใชว้ งโคจรดาวเทยี มอนั เป็น

สมบตั ิของชาติ

• รัฐตอ้ งคุม้ ครองสทิ ธขิ องผบู้ รโิ ภค

• รัฐต้องรักษาวินยั การเงนิ การคลัง

• รฐั ตอ้ งป้องกนั และขจดั การทจุ ริตและประพฤตมิ ชิ อบทง้ั ในภาครัฐและภาคเอกชน

52 | ห น้ า

หมวดท่ี 6 • รัฐพึงจดั ใหม้ ี เปน็ เปา้ หมายการพัฒนาประเทศอย่างยัง่ ยนื

แนวนโยบายแห่งรัฐ ตามหลักธรรมาภิบาลเพอ่ื ใช้เปน็ กรอบในการจดั ทำแผนตา่ ง ๆ

• รฐั พึงสง่ เสรมิ เสริมสัมพนั ธไมตรกี ับนานาประเทศโดยถอื หลักความเสมอภาคใน

การปฏิบัตติ ่อกนั และไมแ่ ทรกแซงกจิ การภายในของกนั และกัน ใหค้ วามร่วมมือ

กบั องคก์ รระหวา่ งประเทศและคมุ้ ครองผลประโยชน์ของชาติและคนไทยใน

ตา่ งประเทศ

• รฐั พงึ อุปถมั ภค์ มุ้ ครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอืน่

• รฐั พึงจดั ระบบการบริหารในกระบวนการยุตธิ รรมทกุ ดา้ นให้มปี ระสิทธภิ าพ

เปน็ ธรรม และไมเ่ ลือกปฏบิ ตั ิ และให้ประชาชนเขา้ ถึงกระบวนการยตุ ธิ รรมได้

โดยสะดวก รวดเรว็ และไม่เสียค่าใช้จ่ายสงู เกนิ สมควร

• รัฐพึงจดั ให้มแี ละส่งเสริมการวิจยั และพฒั นาวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

และศิลปะวิทยาการแขนงต่าง ๆ

• รฐั พึงส่งเสรมิ และคมุ้ ครองชาวไทยกลมุ่ ชาติพันธตุ์ า่ ง ๆ

• รฐั พงึ สรา้ งความเขม้ แขง็ ของครอบครวั และพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์

• รฐั พึงดำเนนิ การเกีย่ วกับที่ดิน ทรัพยากรน้ำ และพลงั งาน

• รฐั พึงจดั ใหม้ มี าตรการหรือกลไกชว่ ยเหลือเกษตรกร

• รัฐพงึ ส่งเสรมิ ให้ประชาชนมคี วามสามารถในการทำงานอยา่ งเหมาะสมกบั

ศักยภาพและวยั และให้มงี านทำ

• รฐั พงึ ส่งเสริมใหป้ ระชาชนมโี อกาสไดร้ บั ประโยชนจ์ ากความเจรญิ เตบิ โตทาง

เศรษฐกจิ ไปพรอ้ มกันอยา่ งทวั่ ถึง เป็นธรรมและยง่ั ยืน

• รฐั พงึ พฒั นาระบบบริหารราชการแผน่ ดนิ

• รัฐพึงจดั ให้มีกฎหมายเทา่ ทีจ่ ำเปน็ ให้ประชาชนเข้าใจและเขา้ ถงึ ตวั บทกฎหมาย

• รัฐพงึ ส่งเสรมิ ใหป้ ระชาชนและชมุ ชนมคี วามรู้ความเข้าใจท่ถี ูกตอ้ งเกย่ี วกับการ

ปกครองระบอบประชาธปิ ไตยและมสี ว่ นร่วมในการพัฒนาประเทศในดา้ นตา่ ง ๆ

บทเฉพาะกาล ส.ว. บทบาทหนา้ ที่ของ ส.ว.ในวาระแรก

วาระแรก 5 ปี • ตดิ ตาม เสนอแนะ และเรง่ รัดการปฏิรูปประเทศ เพ่อื ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายตาม

หมวด 16 การปฏิรปู ประเทศ และการจดั การดำเนินการตามยุทธศาสตรแ์ หง่ ชาติ

• พจิ ารณารา่ ง พ.ร.บ. ท่ีจะตราข้ึนเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ

โดยเสนอและพจิ ารณาในที่ประชุมรว่ มกันของรัฐสภา

• ให้ความเห็นชอบแต่งต้ังบคุ คลเป็นนายกในระหวา่ ง 5 ปีแรก

หลงั จาก 5 ปแี รก ส.ส. เป็นผเู้ ลือกนายกรฐั มนตรเี พียงสภาเดียว

53 | ห น้ า

รฐั สภา • รฐั สภา ประกอบด้วย สภาผูแ้ ทนราษฎร (ส.ส.) และ สมาชิกวฒุ สิ ภา (ส.ว.)
• บุคคลจะเป็น ส.ส. และ ส.ว. ขณะเดียวกันมไิ ด้
สภาผแู้ ทนราษฎร • ประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร เปน็ “ประธานรฐั สภา”
• ประธานวุฒิสภา เปน็ “รองประธานรัฐสภา”
คณุ สมบตั ขิ องส.ส.
• ส.ส.มีจำนวน 500 คน
คณุ สมบตั ิต้องหา้ มมิ • มาจากการเลอื กตัง้ แบบแบง่ เขตเลอื กต้ัง จำนวน 350 คน
ใหใ้ ชส้ ิทธสิ มัครรบั • มาจากบัญชรี ายชอ่ื ของพรรคการเมือง จำนวน 150 คน
เลอื กต้งั เป็น ส.ส. • อายุของ ส.ส. คราวละ 4 ปี นบั แตว่ ันเลอื กตั้ง

วฒุ ิสภา • มีสัญชาติไทยโดยการเกดิ
คณุ สมบัตขิ อง ส.ว. • มอี ายไุ มต่ ่ำกวา่ 25 ปี นบั ถึงวันเลอื กตัง้
• เปน็ สมาชิกพรรคการเมอื งเดยี ว เป็นเวลาติดตอ่ กันไมน่ ้อยกวา่ 90 วันนบั ถึงวนั เลอื กต้งั

เวน้ แตใ่ นกรณที ี่มกี ารเลอื กตง้ั ทวั่ ไปเพราะเหตุยุบสภา ใหล้ ดลงเหลือ 30 วนั
• ขอ้ สังเกต ส.ส. ไม่จำเปน็ ต้องสำเร็จการศกึ ษาระดับปรญิ ญาตรี

• ติดยาเสพตดิ ให้โทษ
• เป็นบุคคลล้มละลายหรอื เคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจรติ
• เปน็ เจา้ ของหรือผูถ้ อื หนุ้ ในกิจการหนังสอื พิมพห์ รอื ส่อื มวลชนใดๆ
• อยูร่ ะหวา่ งถูกระงบั การใช้สทิ ธเิ ลือกต้ังเปน็ การชวั่ คราว หรอื ถกู เพิกถอนสิทธิสมคั รรับ

เลือกตง้ั
• ตอ้ งคำพพิ ากษาให้จำคุกหรือถกู คมุ ขงั อย่โู ดยหมายของศาล
• ส.ว.มจี ำนวน 200 คน มาจากการเลอื กกนั เองของบุคคลซงึ่ มีความรู้ ความเชีย่ วชาญ

และประสบการณ์ดา้ นตา่ ง ๆ ท่หี ลากหลายของสงั คม
• อายุของ ส.ว. คราวละ 5 ปี นับแต่วันประกาศผลการคดั เลอื ก

• มีสญั ชาติไทยโดยการเกดิ ปี
• มีอายุไมต่ ่ำกวา่ 40 ปนี ับถงึ วันเลือกตัง้
• มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ หรอื ทำงานในดา้ นที่สมัครไม่นอ้ ยกว่า
• ข้อสังเกต ส.ว.ไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งสำเร็จการศกึ ษาระดบั ปริญญาตรี

54 | ห น้ า

ลกั ษณะตอ้ งหา้ ม • เป็นขา้ ราชการ
ของ ส.ว. • เปน็ หรือเคยเป็น ส.ส. เวน้ แตไ่ ด้พ้นจากสมาชกิ ส.ส. ไม่นอ้ ยกวา่ 5 ปี
• เป็นสมาชกิ พรรคการเมอื ง
• เปน็ หรือเคยเป็นผ้ดู ำรงตำแหนง่ ใดในพรรคการเมอื ง เวน้ แตไ่ ดพ้ ้นจากการดำรง

ตำแหนง่ ในพรรคการเมืองมาแลว้ ไมน่ อ้ ยกวา่ 5 ปนี บั ถงึ วนั สมัครรับเลอื ก
• เป็นหรือเคยเปน็ สมาชิกสภาทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ ริหารท้องถ่ิน เว้นแต่ไดพ้ ้นจากการ

เปน็ สมาชกิ สภาทอ้ งถนิ่ หรือผ้บู ริหารทอ้ งถน่ิ มาแลว้ ไมน่ อ้ ยกวา่ 5 ปี นบั ถึงวัน
สมคั รรบั เลอื ก
• หา้ มผู้เคยเป็นสมาชกิ ส.ว. และสมาชิกภาพส้ินสดุ ลงมาแลว้ ยังไมเ่ กิน 2 ปี จะ
เปน็ รัฐมนตรีหรอื ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิได้
• สมาชิก ส.ว. ตอ้ งไม่ฝกั ใฝ่หรอื ยอมตนอยใู่ ตอ้ าณตั ขิ องพรรคการเมืองใด ๆ

รัฐสภา • เชน่ แก้ไขเพ่มิ เติมรัฐธรรมนญู พระราชบัญญัติ
มีหนา้ ที่ ประกอบรฐั ธรรมนูญ พระราชบัญญัติ

• ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดนิ ของรฐั บาล เช่น การตัง้ กระทู้ถามรัฐมนตรี
การเปิดอภปิ รายทวั่ ไป

• ให้ความเห็นชอบในเร่ืองสำคญั เชน่
- การเลือกบุคคลท่ีจะเป็นนายกรัฐมนตรี (หลงั จาก 5 ปีแรก ให้ ส.ส.เลอื กผู้
ทจ่ี ะเปน็ นายก)
- การอนุมัตพิ ระราชกำหนด
- การแต่งตัง้ ผสู้ ำเรจ็ ราชการแทนพระองค์
- การประกาศสงคราม
- การทำสนธิสญั ญาท่มี ผี ลต่อการเปล่ยี นแปลงเขตอำนาจรัฐ

• ผูด้ ำรงตำแหนง่ ทางการเมอื ง หรอื ผดู้ ำรงตำแหนง่
ในองคก์ รอิสระ

55 | ห น้ า

สภาผ้แู ทนราษฎร • เช่น รา่ งพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญ
มหี นา้ ที่ ร่างพระราชบญั ญัติ การอนมุ ัตพิ ระราชกำหนด การแกไ้ ขเพิม่ เตมิ รัฐธรรมนูญ

วุฒิสภา • การควบคุมการบรหิ ารราชการแผน่ ดิน
มีหนา้ ที่ • การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น

- ตั้งกระทถู้ าม
- เปิดอภิปรายทั่วไปเพอื่ ลงมตไิ ม่ไว้วางใจรฐั มนตรีเปน็ รายบุคคลหรอื ทัง้ คณะ
- เปดิ อภิปรายทวั่ ไปเพ่อื ซักถามข้อเทจ็ จรงิ หรือเสนอแนะปัญหาตอ่ รัฐมนตรี
- เปิดอภปิ รายทวั่ ไปในทปี่ ระชุมรฐั สภา
- เปดิ อภิปรายท่วั ไปในทป่ี ระชุมร่วมกนั ของรัฐสภา
• ใหค้ วามเห็นชอบแตง่ ตงั้ บคุ คลเป็นนายกรฐั มนตรี
• เขา้ ช่ือยื่นถอดถอน บุคคลผดู้ ำรงตำแหน่งทางการเมอื ง และ ผ้ดู ำรงตำแหนง่
องค์กรอสิ ระ
• ต้งั คณะกรรมาธกิ าร
• ใหค้ วามคิดเหน็ ในการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมทใ่ี ช้บงั คบั แก่ผดู้ ำรง
ตำแหน่งในองคก์ รอิสระ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ผูว้ า่ การตรวจเงนิ แผน่ ดิน และ
หัวหน้าหนว่ ยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ
• พิจารณาใหค้ วามเหน็ ชอบในการกลัน่ กรอง ร่างพระราชบัญญัตปิ ระกอบ
รัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบญั ญัติทีผ่ ่านการพจิ ารณาจากสภาผแู้ ทนราษฎรมาแลว้
การอนมุ ตั พิ ระราชกำหนด การแกไ้ ขเพิ่มเตมิ รัฐธรรมนญู
• คบคุมการบรหิ ารราชการแผ่นดนิ เช่น
- ตั้งกระทถู้ าม
- เปิดอภิปรายท่วั ไปในท่ปี ระชมุ รว่ มกันของรัฐสภาในกรณีท่มี ีปญั หาสำคญั

เกี่ยวกับการบรหิ ารราชการแผน่ ดิน เปน็ การเปิดอภิปรายทวั่ ไปโดยไมม่ กี าร
ลงมติ
• ให้คำแนะนำพระมหากษตั ริยใ์ นการแตง่ ตัง้ กรรมการหรอื ผดู้ ำรงตำแหน่งใน
องค์กรอสิ ระ
• เขา้ ช่อื ถอดถอน บุคคลผ้ดู ำรงตำแหน่งทางการเมอื ง และผดู้ ำรงตำแหนง่ ใน
องคก์ รอสิ ระ
• ตง้ั คณะกรรมาธิการ
• ให้ความคิดเหน็ ในการกำหนดมาตรฐานทางจรยิ ธรรมทใี่ ชบ้ ังคับแก่ผู้ดำรง
ตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ผวู้ า่ การตรวจการแผ่นดิน
และหัวหนา้ หนว่ ยธรุ การของศาลรฐั ธรรมนูญและองค์กรอิสระ

56 | ห น้ า

การประชุมร่วมกัน • การให้ความเหน็ ชอบในการแตง่ ต้งั ผ้สู ำเร็จราชการแทนพระองค์
ของรฐั สภา • การรบั ทราบการแกไ้ ขกฎมณเฑียรบาลว่าดว้ ยการสบื ราชสันตติวงศ์
• การรบั ทราบหรือใหค้ วามเหน็ ชอบในการสืบราชสมบตั ิ
คณะรฐั มนตรี • การให้ความเหน็ ชอบในการปดิ สมยั ประชุมรัฐสภา การเปิดประชุมรัฐสภา
• การเปดิ อภิปรายทว่ั ไปในกรณที ี่มีปัญหาเกีย่ วกับความม่นั คงปลอดภัยหรอื

เศรษฐกิจของประเทศหรือเกยี่ วกบั การบรหิ ารราชการแผ่นดนิ
• การตราข้อบังคบั การประชุมรฐั สภา
• การแถลงนโยบายของคณะรฐั มนตรที ่ีจะเข้าบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
• การใหค้ วามเหน็ ชอบในการประกาศสงคราม
• การรบั ฟงั คำชแ้ี จงและการให้ความเหน็ ชอบหนังสือสัญญาสันติภาพ สญั ญาสงบ

ศึก และสัญญาอน่ื เก่ียวกบั นานาประเทศ หรอื กับองคก์ รระหวา่ งประเทศ
• การพิจารณารา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ
• การปรึกษารา่ งพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญหรอื รา่ งพระราชบญั ญตั ใิ หม่
• การแก้ไขเพิม่ เติมรฐั ธรรมนูญ
• คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกนิ

35 คน มีหน้าทบ่ี ริหารราชการแผ่นดนิ ตามหลักความรับผดิ ชอบรว่ มกนั
• นายกรัฐมนตรตี ้องแตง่ ตงั้ จากบคุ คลซ่งึ สภาผ้แู ทนราษฎรให้ความเหน็ ชอบ จาก

บคุ คลผมู้ ชี ่อื อยใู่ นรายชื่อท่ีพรรคการเมอื งแจง้ ไว้ เฉพาะจากบัญชรี ายชื่อของ
พรรคการเมอื งทีม่ สี มาชกิ ไดร้ ับเลือกเป็นสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรไม่นอ้ ยกวา่ รอ้ ย
ละ 5 ของจำนวนสมาชกิ ท้ังหมดเท่าท่ีมอี ยขู่ องสภาผู้แทนราษฎร
• นายกรัฐมนตรจี ะดำรงตำแหนง่ รวมกันแล้วเกนิ 8 ปมี ิได้ (ไม่ว่าจะเป็นการดำรง
ตำแหน่งตดิ ตอ่ กนั หรอื ไม่ )
• ประธานสภาผ้แู ทนราษฎรเปน็ ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตง่ ตั้ง
นายกรัฐมนตรี
• นายกรฐั มนตรเี ปน็ ผ้เู สนอชอื่ บคุ คลท่ีมคี ุณสมบตั เิ หมาะสมกบั การเปน็ รฐั มนตรี
เพอ่ื ใหพ้ ระมหากษตั ริย์ทรงแตง่ ต้ัง

57 | ห น้ า

คุณสมบตั ิ • มสี ัญชาติไทยโดยการเกดิ
ของรฐั มนตรี
• มอี ายุไมต่ ่ำกว่า 35 ปี
หนา้ ทขี่ อง
คณะรฐั มนตรี • สำเรจ็ การศกึ ษาไมต่ ำ่ กวา่ หรือเทยี บเทา่

• มีความซ่ือสตั ย์สจุ ริตเป็นท่ปี ระจกั ษ์

• ไม่มพี ฤติกรรมอันเปน็ การฝา่ ฝืนหรอื ไมป่ ฏิบตั ิตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยา่ ง

รา้ ยแรง

• แมค้ ดนี ั้นจะยังไม่ถึงทสี่ ดุ หรอื มกี ารรอการลงโทษ

เว้นแตใ่ นความผดิ อนั ไดก้ ระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรอื ความผดิ ฐาน

หมน่ิ ประมาท

• ไมม่ ลี กั ษณะตอ้ งหา้ ม

- ตดิ ยาเสพติดให้โทษ

- เปน็ บคุ คลล้มละลายหรอื เคยเป็นบุคคลลม้ ละลายทุจรติ

- เปน็ เจ้าของหรอื ผู้ถือหุน้ ในกจิ การหนงั สอื พิมพห์ รอื สอ่ื มวลชนใด ๆ

- อยรู่ ะหวา่ งถูกระงบั การใช้สทิ ธิสมัครรบั เลอื กตงั้ เป็นการช่ัวคราว หรอื ถูกเพิก

ถอนสทิ ธิสมัครรบั เลอื กตงั้

- ต้องคำพพิ ากษาให้จำคุกหรือถกู คมุ ขงั อยโู่ ดยหมายของศาล

• บริหารราชการแผน่ ดินตามนโยบายท่ีแถลงไว้ต่อรฐั สภา

• รฐั มนตรตี ้องรับผิดชอบตอ่ สภาผแู้ ทนราษฎร ในเรอื่ งทีอ่ ยใู่ นหน้าทแี่ ละอำนาจตน

รวมท้งั ตอ้ งรบั ผดิ ชอบรว่ มกันตอ่ รฐั สภาในการกำหนดนโยบายและการดำเนนิ การ

ตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี

• เสนอกฎหมาย รา่ งพระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติ

• ออกพระราชกำหนด ในกรณฉี กุ เฉินรีบดว่ นมีความจำเปน็ อนั มิอาจหลกี เลยี่ งได้

ในอนั ทีจ่ ะรกั ษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภยั สาธารณะ ความ

มนั่ คงในทางเศรษฐกจิ ของประเทศหรอื ปดั ป้องภยั พบิ ัตสิ าธารณะ ในกรณี

กฎหมายเก่ียวกบั ภาษอี ากรหรอื เงินตราทตี่ อ้ งพิจารณาโดยดว่ นและลับ

• ออกพระราชกฤษฎีกา โดยต้องไม่ขัดตอ่ กฎหมายลำดบั สงู กวา่

• รบั สนองพระบรมราชโองการเก่ยี วกบั กฎหมาย พระราชหตั ถเลขา และพระบรม

ราชโองการอนั เกีย่ วกบั การบรหิ ารราชการแผ่นดนิ

• ในกรณีทีม่ ีเหตุอนั ควร คณะรฐั มนตรอี าจจดั ใหม้ กี ารออกเสยี งประชามตใิ นเรอื่ ง

ใดทีม่ ใิ ช่เรื่องที่ขดั หรอื แยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนูญ หรือเรอื่ งท่เี กย่ี วกับตัวบคุ คลหรือคณะ

บคุ คลใดกต็ ามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ

58 | ห น้ า

การแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ • ผูม้ อี ำนาจเสนอญตั ติขอแก้ไขเพ่ิมเตมิ รฐั ธรรมนญู
รัฐธรรมนูญ 1.คณะรัฐมนตรี
2. ส.ส.จำนวนไม่น้อยกวา่ 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิก ส.ส. เท่าทอี่ ยู่
การเสนอร่าง 3. ส.ส. และ ส.ว. จำนวนไม่นอ้ ยกวา่ 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชกิ ทั้งหมดเทา่ ทม่ี ี
พระราชบัญญตั ิ อยู่ของทง้ั สองสภา
ประกอบรฐั ธรรมนูญ 4. ประชาชนผูม้ ีสทิ ธิเลอื กตั้ง ไมน่ อ้ ยกวา่ 50,000 คน
การเสนอรา่ ง
พระราชบญั ญตั ิ • ผูม้ ีอำนาจเสนอร่างพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญ
1. คณะรฐั มนตรี (โดยขอ้ เสนอแนะของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองคก์ ร
คุณสมบตั ขิ อง อิสระที่เก่ียวขอ้ ง )
ผู้มีสิทธเิ ลือกตั้ง 2. ส.ส. จำนวนไม่นอ้ ยกวา่ 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิก ส.ส. ที่มีอยู่
บคุ คลต้องห้ามมิให้
ใชส้ ทิ ธเิ ลอื กต้ัง • ผ้มู อี ำนาจเสนอรา่ งพระราชบัญญตั ิ
1. คณะรัฐมนตรี
2. ส.ส. จำนวนไมน่ ้อยกว่า 20 คน
3. ประชาชนไม่น้อยกว่า 10,000 เขา้ ชื่อเสนอกฎหมายเฉพาะตามหมวด 3 สทิ ธิ
และเสรภี าพของปวงชนชาวไทย หรอื หมวด 5 หน้าท่ีของรัฐ

* ข้อสงั เกต
• วุฒิสภา ศาล หรือองค์กรอสิ ระ ไม่มอี ำนาจเสนอรา่ ง พ.ร.บ.
• การเสนอรา่ ง พ.ร.บ. โดยคณะรฐั มนตรแี ละโดย ส.ส. น้นั สามารถเสนอร่าง

พ.ร.บ.ทมี่ เี นอ้ื หาใดก็ได้ ตราบเทา่ ท่ีไม่ขดั หรือแยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนญู
• สว่ นการเสนอรา่ ง พ.ร.บ. โดยผ้มู ีสิทธเิ ลอื กตง้ั นน้ั ถกู จำกัดไวว้ า่ จะเสนอได้

เฉพาะท่ีเกยี่ วกับเร่อื งสทิ ธแิ ละเสรีภาพของปวงชนชาวไทยและหน้าทีข่ องรัฐ
เท่าน้นั
• มีสญั ชาติไทย แตบ่ ุคคลผมู้ ีสญั ชาติไทยโดยการแปลงสญั ชาติ ตอ้ งไดส้ ัญชาติไทย
มาแลว้ ไมน่ ้อยกว่า 5 ปี
• มอี ายไุ มต่ ำ่ กวา่ 18 ปี ในวันเลือกตง้ั
• มีชื่ออยใู่ นทะเบียนบา้ นในเขตเลือกต้ังมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วนั นับถงึ วันเลอื กตั้ง
• เปน็ ภกิ ษุ สามเณร นักพรต หรอื นกั บวช
• อยใู่ นระหวา่ งเพกิ ถอนสทิ ธเิ ลอื กต้ังไม่วา่ คดีนนั้ จะถงึ ทส่ี ุดแลว้ หรือไม่
• ตอ้ งคุมขงั อยู่โดยหมายของศาลหรอื โดยคำส่ังทช่ี อบด้วยกฎหมาย
• วกิ ลจรติ หรือจติ ฟ่นั เฟอื นไมส่ มประกอบ

59 | ห น้ า

ผู้มีสทิ ธิเลอื กต้งั ผใู้ ด • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ไดแ้ จ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ
ไมไ่ ปใชส้ ิทธิเลอื กต้ัง เลือกต้ัง ผนู้ ั้นยอ่ มถกู จำกดั สิทธดิ ังนี้

• ยนื่ คำรอ้ งคดั ค้านการเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร
• สมัครรับเลอื กตง้ั เป็นสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร หรอื สมาชกิ สภาท้องถ่นิ หรือ

ผู้บรหิ ารท้องถนิ่ หรอื สมคั รรับเลอื กเป็นสมาชิกวฒุ สิ ภา
• สมคั รรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายวา่ ด้วยลักษณะการปกครอง

ทอ้ งที่
• ดำรงตำแหน่งขา้ ราชการการเมืองตามกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบยี บขา้ ราชการ

การเมอื ง และข้าราชการรฐั สภาฝา่ ยการเมืองตามกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบียบ
ข้าราชการรัฐสภา
• ดำรงตำแหน่งรองผู้บรหิ ารท้องถนิ่ เลขานกุ ารผ้บู รกิ ารทอ้ งถิ่น ผชู้ ว่ ยเลขานุการ
ผู้บรหิ ารทอ้ งถิ่น ประธานทป่ี รกึ ษาผบู้ รหิ ารทอ้ งถิ่น
• ที่ปรึกษาผ้บู ริหารท้องถิ่น หรือคณะทีป่ รกึ ษาผบู้ ริหารทอ้ งถิ่นตามกฎหมายวา่ ดว้ ย
การจดั ต้งั องคก์ รการปกครองส่วนทอ้ งถิน่
การถว่ งดุลอำนาจ ฝา่ ยนติ บิ ัญญตั ิทำหน้าที่ถว่ งดลุ อำนาจฝ่ายบริหาร
ของฝ่ายนิติบัญญตั ิ • ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี
• เปดิ อภปิ รายทั่วไปเพ่ือลงมตไิ ม่ไว้วางใจรฐั มนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ(ยำ้ ว่า
ส.ส. เท่านัน้ ท่โี หวตลงมตไิ มไ่ ว้วางใจฝ่ายบริหารได้ ส.ว. ไม่มีสทิ ธิโหวต)
• เปดิ อภิปรายท่ัวไปโดยไมม่ กี ารลงมติ
• ใหค้ วามเห็นชอบแตง่ ตั้งบุคคลเปน็ นายกรัฐมนตรี
• ให้ความเหน็ ชอบในเรอ่ื งสำคญั เช่น การประกาศสงคราม การทำหนังสอื สญั ญา
ระหว่างประเทศ การแตง่ ต้ังผดู้ ำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนญู และองค์กรอสิ ระ
• การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรตี ่อรัฐสภา ก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดนิ
ให้คณะรัฐมนตรตี ้องเสนอนโยบายตอ่ รฐั สภา โดยไมม่ กี ารลงมติ
• การอนมุ ัตพิ ระราชกำหนด
• การควบคมุ การใช้จา่ ยงบประมาณแผ่นดนิ
• การตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพจิ ารณาสอบสวนฝา่ ยบรหิ าร
ฝ่ายนติ บิ ัญญตั ทิ ำหนา้ ที่ถวงดุลอำนาจฝ่ายตลุ าการ
• โดยการควบคุมอนุมตั ิ งบประมาณรายจา่ ยประจำปี และการแต่งตั้งตลุ าการศาล
รฐั ธรรมนญู

60 | ห น้ า

การถว่ งดลุ อำนาจ ฝ่ายบรหิ ารทำหนา้ ทถ่ี ว่ งดลุ อำนาจฝา่ ยนติ บิ ัญญัติ

ของฝ่ายบรหิ าร • โดยการยุบสภา มผี ลให้ ส.ส. ทัง้ หมดสนิ้ สุดวาระกอ่ นกำหนด

• เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษตั ริย์ทจ่ี ะมพี ระราชกฤษฎีกายบุ สภา ตาม

คำแนะนำของนายกรัฐมนตรี

ฝา่ ยบริหารทำหน้าท่ถี วงดลุ อำนาจฝ่ายตลุ าการ

• โดยการกลน่ั กรองและให้ความเห็นชอบ งบประมาณรายจา่ ยประจำปี

การถว่ งดุลอำนาจ • โดยพจิ ารณาคดีของศาลฎีกา วินจิ ฉัยคดที ุจรติ การเลอื กต้งั
ของฝา่ ยตุลาการตอ่
ฝ่ายบริหารและฝา่ ย • โดยพิจารณาคดขี องศาลฎีกา วนิ ิจฉยั การฝา่ ฝืนหรือไม่ปฏบิ ตั ติ ามจรยิ ธรรมของผู้
ดำรงตำแหนง่ ทางการเมอื ง ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กร
นติ บิ ญั ญตั ิ อิสระ

• โดยพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผู้ดำงตำแหนง่ ทางการเมอื ง

วนิ จิ ฉยั คดที ุจริตตอ่ หน้าท่ี คดีการย่นื บญั ชแี สดงรายการทรพั ยส์ นิ และหน้ีสิน

คดีทรพั ย์สนิ เพิม่ ขน้ึ ผิดปกติหรือคดรี ่ำรวยผดิ ปกติ

• โดยการพจิ ารณาคดขี องศาลรัฐธรรมนญู วินจิ ฉัยปญั หาเกี่ยวกับหนา้ ที่และ

อำนาจของ ส.ส. ส.ว. รฐั มนตรี คณะรัฐมนตรี หรอื องคก์ รอิสระ

• โดยการพิจารณาคดขี องศาลรัฐธรรมนญู วนิ ิจฉัยการส้นิ สดุ สมาชิกภาพ ส.ส. ส.ว.

และการส้นิ สุดความเป็นรฐั มนตรี

• โดยการพิจารณาคดีของศาลรฐั ธรรมนญู วนิ ิจฉยั ความชอบดว้ ยรัฐธรรมนญู ของ

กฎหมายและร่างกฎหมาย

• โดยการพจิ ารณคดีศาลปกครอง วนิ จิ ฉัยคดีปกครองทีเ่ กิดจากการปฏบิ ัตหิ น้าท่ี

ของหนว่ ยงานรฐั หรือเจ้าหน้าทขี่ องรัฐ

61 | ห น้ า

องคก์ รอสิ ระตาม องคก์ รอสิ ระในหมวดท่ี 12 ตามรัฐธรรมนญู 2560
รฐั ธรรมนญู 2560
1.คณะกรรมการการเลือกต้ัง 7 คน
คณะกรรมการ
การเลอื กต้ัง 2.ผตู้ รวจการแผน่ ดนิ 3 คน

ผ้ตู รวจการแผ่นดนิ 3.คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามทุจริตแหง่ ชาติ 9 คน

4.คณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดิน 7 คน

5.คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติ 7 คน

• ดำรงตำแหนง่ วาระ 7 ปี และใหด้ ำรงตำแหน่งไดเ้ พียงวาระเดียว มอี ำนาจ

หนา้ ทดี่ งั น้ี

• จัดหรือดำเนนิ การใหม้ กี ารเลอื กต้งั ส.ส. การเลือกตั้ง ส.ว. การเลือกตัง้

สมาชิกสภาท้องถน่ิ และผบู้ ริหารท้องถ่ิน และการออกเสียงประชามติ

• ควบคุมดแู ลการเลอื กตง้ั และการเลือกตัง้ ตาม (1) ใหเ้ ปน็ ไปตามสุจรติ และ

เท่ยี งธรรม และควบคุมการดูแลการออกเสียงประชามติ ใหเ้ ปน็ ไปโดยชอบ

ดว้ ยกฎหมาย เพ่ือการนี้ โดยใหม้ อี ำนาจสบื สวนหรือไต่สวนนไดต้ ามทีจ่ ำเป็น

หรอื ทเ่ี หน็ สมควร

• สงั่ ระงบั ยบั ยั้ง แกไ้ ข เปล่ียนแปลง หรอื ยกเลกิ การเลอื กตั้งหรือการออกเสียง

ประชามติและสั่งใหด้ ำเนนิ การเลอื กตง้ั เลอื ก หรอื ออกเสียงประชามติใหม่

ในหน่วยเลือกตัง้ บางหน่วยหรือทุกหนว่ ย

• สง่ั ระงบั การใชส้ ิทธสิ มคั รรบั เลือกตั้งของผู้สมคั รรบั เลือกตัง้ หรอื ผูส้ มัครรบั

เลือกตง้ั หรอื ผู้สมคั รรับเลอื กตัง้ ไวเ้ ป็นการชว่ั คราวเป็นระยะเวลาไมเ่ กนิ 1 ปี

เม่อื มหี ลักฐานอนั ควรเชอ่ื ไดว้ า่ ผูน้ น้ั กระทำการหรือรูเ้ หน็ กบั การกระทำของ

บคุ คลอ่นื ทม่ี ีลักษณะเป็นการทจุ รติ หรอื ทำใหก้ ารเลือกต้ังหรอื การเลือกมิได้

เป็นไปโดยสุจริตหรือเท่ยี งธรรม

• ดูแลการดำเนนิ งานของพรรคการเมืองใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย

• กกต. มอี ำนาจสัง่ ใหม้ กี ารเลือกตงั้ หรอื การเลอื กใหม่

• กกต. มอี ำนาจสง่ั ระงบั การใชส้ ทิ ธิสมัครรับเลอื กตัง้ ไว้เป็นการช่วั คราวและสั่ง

เพิกถอนสทิ ธิสมัครรับเลอื กตั้งหรอื สทิ ธิเลือกตง้ั

• เสนอแนะตอ่ หน่วยงานรฐั ทีเ่ ก่ียวขอ้ งเพือ่ ให้มีการปรบั ปรงุ กฎหมาย กฎ ขอ้ บังคับ

ระเบียบ หรือคำสัง่ หรือขั้นตอนการปฏบิ ัติงานใด ๆ บรรดาที่กอ่ ให้เกดิ ความ

เดือดรอ้ นหรอื ความไมเ่ ป็นธรรมแก่ประชาชนหรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่

จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ

62 | ห น้ า

ผู้ตรวจการแผ่นดนิ • แสวงหาขอ้ เท็จจรงิ เมอื่ เห็นว่ามีผไู้ ดร้ ับความเดอื ดรอ้ นหรอื ความไมเ่ ปน็ ธรรมอนั
(ตอ่ ) เนอื่ งมาจากการไม่ปฏบิ ัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าท่ตี าม
กฎหมายของหนว่ ยงานของรัฐหรอื เจ้าหน้าท่ีของรฐั เพ่ือเสนอแนะตอ่ หนว่ ยงาน
คณะกรรมการ ของรัฐที่เกยี่ วขอ้ งใหข้ จดั หรือระงับความเดือดรอ้ นหรอื ความไมเ่ ปน็ ธรรมน้นั
ป้องกนั และ
ปราบปรามทุจรติ • เสนอตอ่ คณะรฐั มนตรใี หท้ ราบถงึ การที่หน่วยงานของรฐั ยังมไิ ดป้ ฏิบัตใิ หถ้ กู ตอ้ ง
แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ครบถ้วน

ผตู้ รวจการแผน่ ดนิ อาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนญู หรือศาลปกครองได้ เมอ่ื เหน็ ว่า
มกี รณีดังต่อไปนี้
• เสนอเรื่องพร้อมดว้ ยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนญู ได้ เม่อื เห็นว่าบทบญั ญัตแิ หง่

กฎหมายใดมปี ญั หาเกยี่ วกับความชอบด้วยรฐั ธรรมนูญ และให้ศาลรฐั ธรรมนูญ
พิจารณาวนิ จิ ฉยั โดยไม่ชกั ช้า ท้ังนี้ ตาม พ.ร.ป.วา่ ดว้ ยวธิ พี ิจารณาของศาล
รัฐธรรมนูญ
• เสนอเร่ืองพร้อมดว้ ยความเหน็ ตอ่ ศาลปกครองได้ เมือ่ เห็นว่ากฎ คำสั่ง หรอื
กระทำอ่นื ใดของหน่วยงานของรฐั หรอื เจา้ หน้าทร่ี ฐั มีปญั หาเกีย่ วกบั ความชอบ
ด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และให้ศาลปกครองพจิ ารณาวินิจฉัยโดยไมช่ ักชา้
ทั้งน้ี ตาม พ.ร.ป. วา่ ดว้ ยการจดั ตั้งศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดีปกครอง

• ป.ป.ช. ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษตั รยิ ท์ รงแต่งตงั้ ตาม
คำแนะนำของวุฒสิ ภา ดำรงตำแหนง่ วาระ 7 ปี และให้ดำรงตำแหนง่ เพยี งวาระ
เดยี ว มอี ำนาจหน้าทดี่ งั น้ี

• ไตส่ วนและมีความเหน็ กรณีการกล่าวหาวา่ ผดู้ ำรงตำแหนง่ ทางการเมือง ตลุ าการ
ศาลรฐั ธรรมนญู ผดู้ ำรงตำแหนง่ ในองคก์ รอิสระ หรือผวู้ ่าการตรวจเงินแผ่นดิน
ผู้ใดมี – พฤติการณร์ ำ่ รวยผิดปกติ /ทจุ รติ ต่อหนา้ ท่ี /จงใจปฏบิ ัตหิ นา้ ทหี่ รอื ใช้
อำนาจขัดตอ่ บทบัญญัติแหง่ รฐั ธรรมนญู หรอื กฎหมาย / ฝา่ ฝืนหรือไม่ปฏบิ ัติตาม
มาตรฐานทางจรยิ ธรรมรา้ ยแรง

• ไตส่ วนและวินจิ ฉยั ว่าเจา้ หนา้ ทขี่ องรัฐร่ำรวยผดิ ปกติ กระทำความผดิ ฐานทุจรติ
ตอ่ หน้าท่หี รอื กระทำความผดิ ต่อตำแหนง่ หน้าทท่ี างราชการ หรอื ความผดิ ต่อ
ตำแหน่งหน้าทใ่ี นการยตุ ธิ รรม เพือ่ ดำเนนิ การตาม พ.ร.ป.วา่ ดว้ ยการป้องกนั และ
ปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ

• กำหนดใหผ้ ู้ดำรงตำแหน่งทางการเมอื ง ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ผู้ดำรง
ตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผูว้ า่ การตรวจการแผ่นดนิ และเจ้าหนา้ ทีข่ องรฐั ยนื่ บัญชี
ทรพั ยส์ นิ และหนี้สนิ ของตน ค่สู มรส และบุตรที่ยงั ไม่บรรลุนติ ิภาวะ รวมทง้ั
ตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรพั ยส์ นิ และหนส้ี ินของบคุ คลดงั กลา่ ว

63 | ห น้ า

การดำเนนิ การกบั ผู้ • เมอื่ ป.ป.ช. มมี ตลิ งความเหน็ ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาล
ดำรงตำแหนง่ ทาง รัฐธรรมนูญ หรอื ผดู้ ำรงตำแหนง่ ในองค์กรอิสระ มีพฤติการณ์ทุจรติ ต่อหน้าท่ี
การเมืองและผดู้ ำรง หรือจงใจปฏบิ ตั หิ นา้ ทหี่ รอื ใชอ้ ำนาจขดั ตอ่ บทบญั ญตั ิแห่งรฐั ธรรมนูญหรอื
กฎหมายให้ ป.ป.ช. สง่ รายงาน สำนวนการไตส่ วน เอกสาร พยาน หลักฐานและ
ตำแหน่งทาง ความเห็นไปยงั อัยการสูงสุด ภายใน 30 วนั นับแต่วันท่ีมีมติ เพ่อื ให้อยั การสงู สุด
การเมือง

ดำเนินการยื่นฟอ้ งต่อศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ต่อไป

• ในกรณีที่ศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผดู้ ำรงตำแหน่งทางการเมอื ง มคี ำพพิ ากษา

ถูกกลา่ วหาวา่ กระทำความผิดตามท่ีถูกกลา่ วหา ใหผ้ ูต้ ้องคำพิพากษาน้ันพ้นจาก

ตำแหน่งนบั แตว่ ันหยดุ ปฏบิ ัติหน้าท่ีและใหเ้ พิกถอนสิทธิสมคั รรบั เลอื กต้ังของผู้

นัน้ และจะเพิกถอนสทิ ธิเลือกตง้ั มีกำหนดเวลาไมเ่ กิน 10 ปีดว้ ยหรือไม่กไ็ ด้

• ผู้ใดถกู เพกิ ถอนสทิ ธสิ มัครรบั เลอื กตั้งไม่วา่ กรณใี ด ผู้นัน้ ไมม่ ีสิทธิสมคั รรบั เลือกตง้ั
หรือสมัครรบั เลือกตัง้ เปน็ ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาทอ้ งถิ่นหรอื ผบู้ ริหารท้องถิน่

ตลอดไปและไมม่ สี ทิ ธิดำรงตำแหน่งทางการเมอื งใด ๆ

การดำเนินคดีกรณีฝา่ ฝนื หรอื ไมป่ ฏิบตั ิตามมาตรฐานทางจรยิ ธรรมอยา่ งรา้ ยแรง

• เมื่อ ป.ป.ช. ไตส่ วนและมีความเหน็ ว่า ผดู้ ำรงตำแหน่งทางการเมอื ง ตลุ าการศาล
รฐั ธรรมนูญหรอื ผดู้ ำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ฝา่ ฝนื หรอื ไม่ปฏบิ ัติตามมาตรฐาน

ทางจริยธรรมอยา่ งร้ายแรงให้ ป.ป.ช. เสนอเรอื่ งต่อศาลฎกี า เพื่อวนิ จิ ฉยั

การดำเนินคดกี รณรี ำ่ รวยผดิ ปกติ

• เม่ือ ป.ป.ช. มีมติลงความเหน็ วา่ ผดู้ ำรงตำแหน่งทางการเมอื ง ตุลาการศาล
รฐั ธรรมนูญ หรอื ผดู้ ำรงตำแหนง่ ในองคก์ รอิสระ รำ่ รวยผิดปกติ ให้ ป.ป.ช. ส่ง

รายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลกั ฐาน และใหค้ วามเหน็ ไปยัง

อัยการสงู สดุ ภายใน 30 วัน นบั แตว่ ันทมี่ ีมติ เพอื่ ใหอ้ ยั การสงู สดุ ดำเนินการย่ืน

ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผดู้ ำรงตำแหนง่ ทางการเมือง เพ่ือขอให้ศาล

ส่ังใหท้ รัพย์สนิ นนั้ รวมท้งั บรรดาทรพั ยส์ นิ หรือประโยชนฺอื่นใดทีไ่ ดม้ าแทน

ทรพั ย์สินน้ันตกเปน็ ของแผ่นดนิ เพราะรำ่ รวยผิดปกติ

• ในกรณีที่ ป.ป.ช. วินิจฉัยวา่ เจา้ พนักงานของรัฐ รำ่ รวยผดิ ปกติ ให้ ป.ป.ช. ส่ง

รายงาน สำเนาการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเหน็ ไปอยั การสูงสุด

ภายใน 30 วันนับแตว่ ันทม่ี ีมตเิ พอื่ ใหอ้ ยั การสูงสดุ ดำเนนิ การย่ืนฟอ้ งคดตี อ่ ศาล

อาญาคดที ุจรติ และประพฤตมิ ชิ อบ เพือ่ ขอให้ศาลสัง่ ให้ทรัพยส์ ินทร่ี ่ำรวยผิดปกติ
ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

64 | ห น้ า

คณะกรรมการตรวจ • คตง. ประกอบดว้ ยกรรมการจำนวน 7 คน ซง่ึ พระมหากษัตริยท์ รงแต่งต้งั ตาม
เงนิ แผน่ ดนิ คำแนะนำของวฒุ ิสภา ดำรงตำแหนง่ ไดเ้ พียงวาระเดียว มอี ำนาจหนา้ ทดี่ ังน้ี

คณะกรรมการสทิ ธิ • วางนโยบายการตรวจเงนิ แผ่นดนิ
มนุษยชนแห่งชาติ
• กำหนดหลกั เกณฑม์ าตรฐานเกยี่ วกับการตรวจเงนิ แผน่ ดิน
(กสม.)
• ให้คำปรกึ ษา แนะนำ หรอื เสนอแนะเกี่ยวกบั การใช้จา่ ยเงินแผน่ ดนิ ให้เปน็ ไปตา
กฎหมายวา่ ดว้ ยวนิ ยั การเงินการคลงั ของรฐั รวมทง้ั การใหค้ ำแนะนำแกห่ นว่ ยงาน
ของรฐั แกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งเกย่ี วกับการใช้จา่ ยเงินแผน่ ดิน

• สั่งลงโทษทางปกครองกรณีมีการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง
ของรฐั

• ตรวจสอบและรายงานขอ้ เท็จจรงิ ท่ีถกู ตอ้ งเก่ียวกบั การละเมิดสทิ ธมิ นษุ ยชนทุก
กรณโี ดยไมล่ า่ ช้าและเสนอแนะมาตรการหรอื แนวทางท่ีเหมาะสมในการปอ้ งกัน
หรอื แกไ้ ขการละเมิดสิทธิมนษุ ยชน รวมทง้ั การเยยี วยาผไู้ ดร้ ับความเสยี หายจาก
การละเมดิ สิทธมิ นุษยชนตอ่ หนว่ ยงานของรัฐหรือเอกชนทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง

• จดั ทำรายงาน ผลการประเมินสถานการณด์ ้านสิทธิมนุษยชนของประเทศ เสนอ
ต่อรฐั สภาและคณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ตอ่ ประชาชน

• เสนอแนะ มาตรการหรอื แนวทางในการสง่ เสรมิ และคมุ้ ครองสิทธิมนษุ ยชนตอ่
รฐั สภา คณะรฐั มนตรแี ละหน่วยงานที่เกย่ี วขอ้ ง รวมตลอดทง้ั การแกไ้ ขปรับปรงุ
กฎหมาย กฎ ระเบยี บ หรอื คำสง่ั ใด ๆ เพื่อใหส้ อดคล้องกบั หลกั สิทธิมนษุ ยชน

• ช้แี จงและรายงานข้อเท็จจรงิ ทีถ่ กู ต้องโดยไม่ชกั ชา้ ในกรณที ี่มีการรายงาน
สถานการณเ์ กย่ี วกบั สทิ ธมิ นุษยชนในประเทศไทยโดยไมถ่ ูกตอ้ งหรือเปน็ ธรรม

• สรา้ งเสริมทกุ ภาคส่วนของสงั คมให้ตระหนักถงึ ความสำคญั ของสทิ ธมิ นุษยชน

65 | ห น้ า

- เปิดเงอื่ นไขกระบวนการแกร้ ัฐธรรมนูญ 2560 -

การแกไ้ ขรฐั ธรรมนญู ในขนั้ ตอนแรก ตอ้ งมีการจดั ทำร่างรัฐธรรมนูญ

ฉบบั แก้ไขเพิม่ เติม โดยผู้มสี ิทธเิ สนอนนั้ ไดแ้ ก่

1. คณะรัฐมนตรี
2. ส.ส.ไม่น้อยกวา่ 1 ใน 5 (98 คน ข้นึ ไป)*
3. ส.ส. + ส.ว. ไม่น้อยกวา่ 1 ใน 5 ของท้ังสองสภา (ส.ส. + ส.ว. = 148 คนขนึ้ ไป)*
4. ประชาชนผู้มสี ทิ ธิเลอื กต้ังไมน่ ้อยกว่า 50,000 คน
หลังจากการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ก็จะเป็น 3 วาระของการพิจารณาของ
รฐั สภา

วาระแรก – ข้ันรับหลักการ
ในข้ันนี้ ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกของสองสภา (ส.ส. + ส.ว.) หรือประมาณ

370 เสียง* โดยในจำนวนนี้ ยังต้องได้เสียงเห็นชอบจาก ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.
ทั้งหมด คือ 84 คน

วาระทส่ี อง – ข้ันพิจารณาเรียงลำดับมาตรา
ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ หรือ 370 เสียง *แต่หากเป็นการแก้ไขที่ประชาชนเป็นผู้

เส น อ ต้ อ งเปิ ด โอ ก าส ให้ ผู้ แ ท น ป ระชาชน เส น อ ค วาม คิ ด เห็ น ด้ วย จ าก น้ั น รอ 15 วัน
จึงเข้าวาระ 3

วาระท่สี าม – ขนั้ สดุ ทา้ ย
ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกของสองสภา (ส.ส. + ส.ว.) หรือประมาณ 370

เสียง* และในจำนวนนี้ต้องได้เสียงเห็นชอบจาก ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว. หรือ 84
คนแล้ว รวมถึงยังต้องมีเสียง ส.ส. จากพรรคที่ไม่มีสมาชิกเป็นรัฐมนตรี ประธานสภาหรือรอง
ประธานผู้แทนฯ หรือ ส.ส. ฝ่ายค้าน เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมือง
ดงั กลา่ วรวมกัน

ศาลรฐั ธรรมนูญชี้ขาด
หลงั จากทีผ่ ่านท้ัง 3 วาระแล้ว จะเป็นข้ันที่ ศาลรัฐธรรมนญู จะชขี้ าด โดย

1) ส.ว.เข้าชือ่ กันไม่น้อยกวา่ 1 ใน 10 (ไม่น้อยกวา่ 25 คน) หรอื
2) ส.ส. เข้าชื่อกนั ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 (ไม่น้อยกว่า 50 คน) หรือ
3) ส.ส.+ส.ว. เข้าชือ่ กันไมน่ ้อยกว่า 1 ใน 10 (ไมน่ ้อยกวา่ 75 คน)

66 | ห น้ า

สามารถเข้าช่ือเสนอความเห็นต่อประธานสภา ว่าร่างรฐั ธรรมนูญขัดต่อมาตรา 255 คือ เป็นเร่ือง
เก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ
เปลีย่ นแปลงรูปแบบรฐั หรือไม่ หรือเป็นเรือ่ งที่ต้องทำประชามติก่อนหรือไม่

ซึง่ ประเดน็ ที่หากแก้ไข ต้องมีการทำประชามติไดแ้ ก่
• หมวดทว่ั ไป
• หมวดพระมหากษัตริย์
• วิธีการแก้ไขรฐั ธรรมนญู
• คุณสมบตั ิพรรคการเมือง
• อำนาจศาล และองคก์ รอิสระ

โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉยั ใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายใน 30 วนั นับต้ังแตก่ ารรับเรื่องด้วย

67 | ห น้ า

- การออกกฎหมายตามรัฐธรรมนญู 2560 -

กระบวนการออกกฎหมายของรัฐสภา มีข้นั ตอนหลกั สามขน้ั ตอน ไดแ้ ก่

• หนึ่ง การเสนอรา่ งกฎหมาย
• สอง การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
• สาม การประกาศใช้ กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาซง่ึ ผ่านกระบวนการตามปกติเช่นนี้ส่วน

ใหญเ่ รียกวา่ พระราชบัญญตั ิ (พ.ร.บ.)

ครม., ส.ส. 20 คน, ประชาชน 10,000 คน มีสิทธิเสนอร่างกฎหมาย
กฎหมายมีหลายชื่อเรียกและแต่ละชื่อก็มีที่มากับมีลำดับชั้นแตกต่างกัน เช่น พระราช

กำหนด (พ.ร.ก.) ออกโดยคณะรัฐมนตรีในสภาวะฉุกเฉินหรือเร่งด่วน, พระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ซึ่งรัฐสภาพิจารณาออกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ,
พระราชบัญญตั ิ (พ.ร.บ.) ซึง่ ออกโดยรัฐสภาและกฎหมายส่วนใหญอ่ ยู่ในรปู แบบนี้

ข้ันตอนแรกของการออกกฎหมาย คือ การจัดทำร่างกฎหมายและเสนอเข้าสู่
กระบวนการพิจารณา โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 133 กำหนดให้ ผู้มีสิทธิเสนอร่าง
กฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ 1) คณะรัฐมนตรี 2) ส.ส. จำนวนรวมกันไม่น้อยกว่า 20
คน และ 3) ประชาชน 10,000 คน เข้าชือ่ กันเสนอกฎหมายตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของ
ปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ

ร่างกฎหมายส่วนใหญ่ที่เสนอต่อสภาผู้แทนฯ มาจากการเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ซึ่ง
ไม่ไดห้ มายความเพียงว่า คณะรฐั มนตรี 36 คน ประชมุ กันและจัดทำร่างกฎหมายกันขึ้นมาเอง
แตร่ ่างกฎหมายสว่ นใหญ่ถกู จัดทำขนึ้ โดยหน่วยงานราชการเจา้ ของเร่ืองน้ันๆ ที่ต้องการอำนาจ
ตามกฎหมายเพิ่มเติม หรือต้องการแก้ไขกติกาที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่อยู่และพบเห็นปัญหา
หน่วยงานราชการจะส่งร่างกฎหมายที่ตัวเองต้องการผ่านรัฐมนตรีกระทรวงน้ันๆ เพื่อนำเข้าสู่
การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

สำหรับร่างกฎหมายที่เสนอโดยหน่วยงานราชการผ่านคณะรัฐมนตรี ส่วนใหญ่ยังต้อง
ผ่านข้ันตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ช่างเทคนิค" กฎหมาย ที่คอย
ตรวจสอบการใช้ถ้อยคำว่า เขียนให้อ่านเข้าใจได้ หรืออ่านเข้าใจผิดหรือไม่ หรือปรับปรุงให้ใช้
ถ้อยคำไปในทิศทางเดียวกันกับกฎหมายฉบบั อน่ื ๆ ที่มีอยแู่ ลว้

ถ้า ส.ส. หรือ ประชาชน จะเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน เช่น การจัดสรร
งบประมาณแผ่นดิน หรือ การกู้เงิน หรือ การต้ังองค์กรแห่งใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณ ต้องมีคำ
รับรองของนายกรัฐมนตรีก่อน หรือ ถ้าสงสัยว่าร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินให้ประธานสภา

68 | ห น้ า

ผู้แทนฯ และประธานคณะกรรมมาธิการสามัญของสภาผู้แทนฯ ทุกคณะประชุมร่วมกันและ
วินิจฉัยภายในเวลา 15 วนั

ส.ส. มีอำนาจหลักพิจารณาร่างกฎหมาย
เมื่อมีผู้เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนฯ แล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง คือ การพิจาณา

กฎหมาย โดยทว่ั ไปการพิจารณารา่ งกฎหมายของสภาแบ่งเป็น 3 วาระดว้ ยกนั ไดแ้ ก่
วาระท่หี น่งึ เรียกวา่ ‘ข้ันรับหลักการ’ เป็นการพิจารณาหลกั การของรา่ งกฎหมาย โดยผู้

เสนอร่างกฎหมายจะมาชี้แจงหลักการและเหตุผลประกอบ ความจำเป็นที่ต้องออกกฎหมาย
นั้นๆ จากนั้น ส.ส. ในสภาจะอภิปรายเหตุผลคัดค้านหรือสนับสนุน ถามข้อสงสัย และต้ัง
ข้อสังเกต แล้วจึงขอมติที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรว่า จะรับหลักการหรือไม่ ถ้ามีมติไม่รับ
หลกั การ รา่ งกฎหมายนั้นกจ็ ะ ‘ตกไป’ ทันที ไม่ถูกพิจารณาตอ่ ถา้ มีร่างกฎหมายหลายฉบับที่มี
หลักการทำนองเดียวกัน จะรับหลักการเฉพาะบางฉบับก็ได้ เม่ือสภามีสติด้วยเสียงข้างมากให้
รบั หลกั การแลว้ กใ็ ห้สภาพิจารณาวาระที่สองต่อไป

วาระท่ีสอง เรียกว่า ‘ข้ันกรรมาธิการ’ เป็นการพิจารณาร่างกฎหมายเป็นรายมาตรา
อาจเพิ่ม ตัดทอนหรือแก้ไขบางมาตรา หรือบางถ้อยคำให้สมบูรณ์ขึ้น แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับ
หลกั การของรา่ งกฎหมายฉบบั นั้น โดยสภาอาจให้ ส.ส. ทกุ คนรว่ มพิจารณาในรายละเอียดก็ได้
เรียกว่า ‘คณะกรรมาธิการเต็มสภา’ หรือ อาจต้ังคณะกรรมาธิการคณะใดคณะหนึ่งประกอบ
ไปด้วยตวั แทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งฝา่ ยรฐั บาลและฝ่ายค้านขนึ้ มาพิจารณาก็ได้

โดยทั่วไป สภาจะตั้งคณะกรรมาธิการมาประจำสภาอยแู่ ลว้ หลายคณะและมี ส.ส. เป็น
กรรมาธิการอยู่ เรียกว่า ‘คณะกรรมาธิการสามัญ’ หรืออาจตั้งขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะ เรียกว่า
‘คณะกรรมาธิการวิสามัญ’ ซึ่งสามารถเชิญบุคคลภายนอกมาร่วมเป็นกรรมาธิการได้ เช่น
มาตรา 128 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ ร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอต้องมีตัวแทนจาก
ประชาชนรว่ มคณะไม่น้อยกวา่ 1 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมาธิการวิสามัญ

อย่างไรก็ตาม ส.ส. ที่ไม่เป็นกรรมาธิการก็อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายได้ โดย
เสนอคำขอ ‘แปรญตั ิ’ ต่อประธานคณะกรรมาธิการภายใน 7 วนั หลังผา่ นวาระแรก ซ่งึ ก็ขนึ้ อยู่
กบั คณะกรรมาธิการว่าจะแก้ไขตามหรือไม่ ถ้าคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ส.ส. ผู้นั้นอาจขอ
‘สงวนคำแปรญัติ’ เช่นเดียวกันกับกรรมาธิการคนใดที่เห็นต่างจากมติของคณะกรรมาธิการ
อาจขอ ‘สงวนความเห็น’ ได้

เมื่อคณะกรรมธิการพิจารณาเสร็จแล้วต้องนำร่างกฎหมายเข้าที่ประชุมสภาอีกครั้ง
โดย ส.ส. ทั้งสภาจะมาอภิปรายร่างกฎหมายนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ประเดน็ จะจำกดั อย่ตู ามข้อความ
ที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข สงวนความเห็น หรือ สงวนคำแปรญัติเท่านั้น และสภาก็จะลง

69 | ห น้ า

มติเห็นชอบโดยใช้เสียงข้างมาก เรียงตามมาตราไปเรื่อยๆ จนครบ จึงให้สภาพิจารณาวาระที่
สามตอ่ ไป

วาระท่ีสาม เรียกว่า ‘ขั้นลงมติเห็นชอบ’ เปน็ การลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งฉบับ
ไม่มีการอภิปรายใดๆ และ จะแก้ไขข้อความใดๆ ไม่ได้ ถ้ามีมติเห็นชอบก็จะนำไปสู่การ
พิจารณาของวฒุ ิสภา แตถ่ ้าไมเ่ ห็นชอบร่างน้ันกเ็ ปน็ อนั ตกไป

ส.ว. สามารถยับย้งั รา่ งกฎหมายได้ แต่ปัดตกไม่ได้
เมื่อวุฒิสภารับร่างกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ก็จะพิจารณาร่าง

กฎหมายโดยแบ่งเป็นสามวาระเช่นเดียวกนั กบั สภาผู้แทนฯ แต่ต้องเสรจ็ ภายในเวลาทีก่ ำหนดไว้
หากไม่เสร็จภายในเวลาจะถือว่าวุฒิสภาได้เห็นชอบร่างกฎหมายนั้นแล้ว โดยมาตรา 136 ของ
รัฐธรรมนูญ ระบุวา่ รา่ งกฎหมายทว่ั ไปต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน สว่ นร่างกฎหมายที่
เกีย่ วกับการเงนิ ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน ท้ังนี้ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สามารถลงมติ
ขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษได้ไมเ่ กิน 30 วนั

ส.ว. ไมม่ ีอำนาจ ‘ปดั ตก’ หรือทำใหร้ ่างกฎหมายทีผ่ ่านสภาผู้แทนฯ แลว้ หายไปได้ เม่ือ
ส.ว. พิจารณาร่างกฎหมายแล้วสามารถลงมติได้ 3 กรณี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 137 คือ
เห็นชอบ ไม่เหน็ ชอบ และแก้ไขเพิม่ เติม

หนึ่ง ถ้า ส.ว. เหน็ ชอบด้วย ก็เท่ากบั ร่างกฎหมายน้ันๆ ผ่านการพิจารณาของทั้งสองสภา
ในขน้ั ตอนทีส่ อง และเตรียมนำเขา้ สู่ขนั้ ตอนประกาศใช้เปน็ กฎหมายตอ่ ไป

สอง ถ้า ส.ว. ไม่เห็นชอบด้วย ให้ "ยับยั้ง" ร่างกฎหมายไว้ก่อนและส่งกลับไปยังสภา
ผู้แทนฯ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 ส.ส. อาจยกร่างกฎหมายน้ันกลับมาพิจารณาใหม่ได้
หลังพ้นไปแล้ว 180 วัน แต่ถ้าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินให้ลดเหลือ 10 วัน และ หาก
ส.ส. นำกลับขึ้นมาพิจารณาใหม่และลงมติยืนยันร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ
สภาผู้แทนฯ เท่าที่มีอยู่ หรือ ส.ส. 251 คน (ถ้ามีส.ส. ครบ 500 คน) ก็ถือว่า ร่างฉบับน้ันได้รับ
ความเห็นชอบแลว้ ให้นำเขา้ สขู่ น้ั ตอนประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

สาม ถ้า ส.ว. มีมติแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วไปยังสภาผู้แทนฯ
และถ้า ส.ส. เห็นชอบด้วย ก็นำสู่ขั้นตอนประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่ถ้า ส.ส. ไม่เห็นดว้ ย ให้ต้ัง
“คณะกรรมาธิการร่วม” ของสองสภาขึ้นมาพิจารณาอีกช้ันหนึ่ง โดยกรรมาธิการมีจำนวน
ส.ส. และ ส.ว. เท่ากัน เม่ือกรรมาธิการร่วมพิจารณาร่างกฎหมายเสร็จแล้วให้เสนอต่อทั้งสภา
ผู้แทนฯ และวุฒิสภา ถ้าสภาท้ังสองเห็นชอบด้วย ก็นำสู่ขั้นตอนประกาศใช้เปน็ กฎหมาย แต่ถ้า
สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบให้ยับย้ังร่างกฎหมายนั้นไว้ก่อน ซึ่ง ส.ส. อาจยกข้นึ มาพิจารณาใหม่
ได้หลงั 180 วัน โดยอาจยืนยนั ร่างเดิม หรือรา่ งที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณากไ็ ด้

70 | ห น้ า

สง่ ศาลรฐั ธรรมนญู วินิจฉัยว่าขดั รัฐธรรมนญู หรือไม่
เมื่อร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ก็จะเข้าสู่ข้ันตอนที่สาม คือ การ

ประกาศใช้ ให้นายกรัฐมนตรีรอไว้ 5 วัน ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อลงพระปรมาภิไธย ซึ่งระหว่าง
นี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 148 ระบุว่า หาก 1) นายกรัฐมนตรี 2) สมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของ
ท้ังหมดของแต่ละสภาหรือท้ังสองสภารวมกัน กล่าวคือ ส.ส. 50 คน, ส.ว. 25 คน หรือ ส.ส.
รวมกับ ส.ว. รวมกัน 75 คน เห็นว่า ร่างกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญให้ส่งศาล
รฐั ธรรมนูญเพ่ือวินิฉัย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า มีข้อความทีข่ ัดต่อรฐั ธรรมนูญให้ตัดข้อความ
น้ันออกไป แต่ถ้าข้อความน้ันเป็นสาระสำคญั ใหร้ ่างกฎหมายน้ันตกไป
ทลู เกลา้ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แลว้ จึงประกาศใชเ้ ปน็ กฎหมาย

เมื่อร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 145 ระบุให้
นายกรัฐมนตรีรอไว้ 5 วัน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
ภายใน 20 วัน เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ก็ให้ประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาให้มผี ลบงั คบั ใช้เป็นกฎหมายได้

ร่างกฎหมายฉบับใด พระมหากษัตริย์ไม่เห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา
หรือพ้นไปแล้ว 90 วันไม่ได้พระราชทานคืน ให้รัฐสภาประชุมร่วมกันอีกคร้ัง ตามมาตรา 146
รัฐสภาหรือ ส.ส. และ ส.ว. สามารถลงมติยืนยันร่างกฎหมายน้ันอีกครั้งด้วยคะแนนเสียงไม่
น้อยกว่า 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา (750 คน) หรือ ส.ส และ ส.ว. รวมกัน 500 เสียง และให้
นายกรัฐมนตรีนำทูลเกล้าอีกครั้ง ถ้าพระมหากษตั ริย์ไม่ได้ลงพระปรมาภิไธยภายใน 30 วัน ให้
นายกรัฐมนตรีนำร่างกฎหมายนั้นประกาศในราชกิจจานเุ บกษาใช้บังคบั เปน็ กฎหมายได้เลย

71 | ห น้ า

72 | ห น้ า

- วธิ กี ารเลอื กนายกรัฐมนตรี ตามรฐั ธรรมนญู 2560 -

รฐั ธรรมนญู 40, 50 รฐั ธรรมนญู 60

การเลือกนายกรฐั มนตรเี ปน็ การลง การเลือกนายกรฐั มนตรเี ป็นการลง
มติของ ส.ส. เท่านั้น มติของ ส.ส. ร่วมกับ ส.ว.

ใช้คะแนนเสียงจาก ส.ส. 251 เสยี งในการ ใช้คะแนนเสียงจาก ส.ส.+ส.ว. 376 เสยี ง
เลอื กนายกรัฐมนตรี ในการเลือกนายกรฐั มนตรี

ใช้คะแนนเสียงจาก ส.ส. 251 เสยี ง นายกรัฐมนตรีไม่จำเปน็ ต้องมา
ในการเลือกนายกรฐั มนตรี จากการเลือกตง้ั

73 | ห น้ า

เง่อื นไขเพิม่ เติม

• นายกรฐั มนตรีต้องอยูใ่ น 1 ใน 3 รายชือ่ ของพรรคการเมอื ง โดยไม่จำเป็นต้องลงสมคั ร ส.ส.
• คนจะทีจ่ ะถกู เสนอเป็นนายกรฐั มนตรี ต้องอยใู่ นรายชือ่ ของพรรคที่ได้ ส.ส. 25 คนขนึ้ ไป

และต้องไดร้ ับการรบั รอง จาก ส.ส. 50 คนขึ้นไป
• คนทีจ่ ะได้เปน็ นายกรัฐมนตรี ต้องมเี สียง ส.ส.+ส.ว. รับรอง มากกว่าครึ่งหนึง่ ของรฐั สภา

คือ 376 จาก 750 คน
• ส.ส.+ส.ว. 375 คนขนึ้ ไป ขอยกเว้น ให้เอา“คนนอก”บัญชีรายชื่อมาเปน็ นายกรฐั มนตรี

ได้โดย ส.ส.+ส.ว. 500 คน เสนอชื่อ “นายกฯคนนอก” มาไดเ้ ลย

การคัดเลือก ส.ว. 250 คน

รฐั ธรรมนูญ 2560 กำหนดใหใ้ นชว่ งหา้ ปีแรก มี ส.ว. 250 คน มีทีม่ า 3 แบบ แม้ขนั้ ตอนจะซบั ซ้อน
แต่สุดท้ายทกุ รายชื่อทจี่ ะเขา้ มาเปน็ ส.ว. ต้องผา่ นมือของ คสช. กอ่ น
สว โดยตำแหนง่ 6 คน

74 | ห น้ า

ส.ว. จากคณะกรรมการสรรหา 194 คน

1. คสช. ต้ังคณะกรรมการสรรหา ส.ว 3. คสช. คดั เลอื กใหเ้ หลอื 194 คน

2. คณะกรรมการคัดเลอื กวา่ ที่ ส.ว. 400 คน

ส.ว. จากการคดั เลือกกันเองของ 10 กลมุ่ อาชีพ 50 คน

1. ใช้วิธเี ปิดรบั สมัคร 3. คัดเลอื กใหเ้ หลือ 50 คน

2. คดั เลอื กกนั เองในกลมุ่ อาชีพ
ในระดับอำเภอ, จังหวัด, ประเทศ 200 คน

** ส.ว. 250 คน ถอื เปน็ จำนวนหนึ่งในสามของรัฐสภาหลงั การเลือกต้ัง
และจะเป็นกลมุ่ กอ้ นหลักท่จี ะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

75 | ห น้ า

- เปรียบเทยี บระบบการเลือกต้งั 2540 ถึง ปจั จุบนั -

รัฐธรรมนูญ ปี 2540 นำเสนอระบบการ รัฐธรรม นู ญ 2550 ก็นำเสนอระบ บ เลือกต้ั ง
เลือกตั้งแบบใหม่ที่พลิกโฉมการเมืองไทย แบบใหม่ ใช้ระบบ "สัดส่วน" คล้ายระบบบัญชี
โดยใช้ระบบ "ปาร์ตี้ลิสต์" หรือ ส.ส. ระบบ รายชื่อแต่ไม่ใช้บัญชีเดียวทั้งประเทศ แบ่งพื้นที่การ
บัญชีรายชื่อเป็นคร้ังแรกเพื่อเพิ่มบทบาท เลือกต้ังออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัด สร้างความสับสน
ของพรรคการเมืองและนโยบายของพรรค ตามมา ใช้ได้เพียง 1 ครั้ง พรรคพลังประชาชนชนะ
ขณะที่ ส.ว. ก็มาจากการทั้งเลือกต้ังท้ังหมด การเลือกตั้ง ได้สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี
แต่ระบบนี้ใช้ในการเลือกต้ังได้เพียงแค่ 2 ครั้ง ต่อมาเมื่อเปล่ียนนายกฯ เป็นอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นำไปสู่ชัยชนะของพรรคไทยรักไทย ส่งผลให้ สภาผู้แทนราษฎรก็ลงมติร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีและต่อมา เรื่องระบบการเลือกตั้ง ส.ส. กลับไปใช้บัญชีรายชื่อ
เกิดการรัฐประหาร ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ บัญชีเดียวทั่วประเทศ 125 คน ซึ่งใช้ระบบนี้ก็ใช้ได้
ฉบบั ใหม่ คือ ฉบบั ปี 2550 อีกคร้ังเดียว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
พรรคเพื่อไทยครองเก้าอ้ีมากที่สุด แล้วก็เกิดการ
รฐั ประหารยกเลกิ รฐั ธรรมนญู

รัฐธรรมนญู 2560 ก็นำเสนอระบบเลือกตั้งแบบใหม่อีก เรียกว่า “ระบบจดั สรรปนั ส่วนผสม”
เพ่มิ จำนวน ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อขนึ้ เป็น 150 คน และใหใ้ ช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือกตั้ง ส.ส.
ระบบแบง่ เขต และระบบบญั ชีรายชือ่ สร้างปญั หาแบบใหม่ตามมา แม้จะส่งผลใหพ้ รรคเพ่อื ไทย
หรือพรรคการเมืองตระกูลเดิมกลับมาครองทีน่ งั่ ส.ส. มากที่สุดได้อีกครั้ง แตก่ ลายเป็นพรรคพลงั

ประชารฐั จดั ต้ังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จนั ทรโ์ อชา กลับมาเปน็ นายกรัฐมนตรตี ่อ

76 | ห น้ า

เลือกตง้ั 5 คร้งั ใช้ 4 จาก 2540 ถึงปัจจุบัน

ระบบเลือกตงั้ ตามรฐั ธรรมนญู 2540

• จำนวนสมาชิกสภา : 700 คน
• จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขต : 400 คน
• จำนวน ส.ส. บัญชีรายชือ่ : 100 คน
• จำนวนบตั รเลือกตั้ง : 2 ใบ

วิธีการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต : แบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 400 เขต แต่ละเขตมี
ส.ส. 1 คน ประชาชน 1 คน มีสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง เลือก ส.ส.1 คน เป็นตัวแทนของเขต
เลือกตั้งของตวั เอง ผู้สมคั รที่ไดค้ ะแนนมากที่สุดในเขตน้ันเปน็ ผู้ชนะการเลือกต้ังเขตละ 1 คน

วธิ ีการเลือก ส.ส. บัญชีรายชือ่ : ทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้งเดียว ประชาชน 1 คนมี
สิทธิออกเสียงเลือกบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้นได้ 1 พรรค แต่ละพรรคส่งผู้สมัคร
แบบบญั ชีรายชื่อได้ไมเ่ กิน 100 คน

การคำนวน ส.ส. บัญชีรายชือ่ : เมือ่ เลือกต้ังเสร็จแล้ว ใหน้ ำคะแนนจากระบบบัญชี
รายชื่อที่ทุกพรรคการเมอื งได้รับท้ังประเทศมารวมกนั แล้วคำนวณเพอ่ื แบง่ จำนวนผู้ทีจ่ ะได้รับ
เลือกของแต่ละพรรคการเมืองเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กับคะแนนรวมข้างต้น ผู้สมัครระบบบัญชี
รายชื่อจะได้รับเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้ เรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อ
ของพรรคการเมืองน้ัน

คะแนนข้ันต่ำของพรรคท่ีจะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ : ร้อยละ 5 ของคะแนนรวมทั้ง
ประเทศ

จำนวน ส.ว. : 200 คน
ทม่ี าของ ส.ว. : มาจากการเลอื กต้ังในแต่ละจังหวัด โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
จำนวน ส.ว. ของแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในจังหวัดนั้นๆ คิดตามอัตราส่วนกับ
จำนวนประชากรทั่วประเทศ ประชาชน 1 คนออกเสียงเลือก ส.ว. ได้ 1 คน และใหผ้ ู้ที่ได้คะแนน
สูงทีส่ ุดในแต่ละจงั หวัดเรียงลำดับตามจำเนวน ส.ว. ของจังหวัดน้ันๆ เปน็ ผู้ได้รับการเลือกต้ัง

การเลือกนายกรฐั มนตรี : ใช้เสียงครึ่งหนึ่งของ ส.ส. คือ 251 เสยี ง จาก 500 เสียง

คณุ สมบัติของนายกรฐั มนตรี : ต้องเปน็ ส.ส.

77 | ห น้ า

ท่ีมาของระบบน้ี : สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกต้ังโดยอ้อม
จากประชาชนแต่ละจังหวัดจำนวน 76 คน รว่ มกบั ตัวแทนนักวิชาการอกี 23 คน เป็นคนยกรา่ ง
โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และจัดทำประชาพิจารณ์ระดับจังหวัด หลังจาก
จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ใช้กระบวนการปกติของรัฐสภาทำหน้าที่พิจารณาและ
ประกาศใช้

ท่ีไปของระบบน้ี : การรัฐประหารโดยคณ ะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ในปี 2549 ยกเลิกรัฐธรรมนูญ
2540

 ข้อดี : 1. เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ใช้ระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้พรรคการเมืองมี

ความสำคัญมากขึ้น และทำให้ประชาชนสามารถออกเสียงให้กับ ส.ส. ในเขตพื้นที่ และพรรค
การเมืองที่ชืน่ ชอบแตกต่างกนั ได้

2. ระบบนี้ทำให้ได้สภาจากการเลือกตั้งที่มีพรรคการเมืองไม่มาก ทำให้แข่งขันกันที่
นโยบายชัดเจนขึ้น และทำให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพกว่ายุคสมัยที่การจัดต้ัง
รัฐบาลต้องอาศัยการแบ่งปนั ผลประโยชนร์ ะหวา่ งพรรครว่ มรฐั บาลหลายพรรค

3. เป็นคร้ังแรกในประเทศไทยที่ ส.ว. มาจากการเลือกต้ังทั้งหมด ทำให้ ส.ว. เป็น
องคก์ รที่มคี วามยึดโยงกบั ประชาชน

 ขอ้ เสีย : 1. การเลือกต้ัง ส.ส. ระบบแบ่งเขตยังมีข้อเสยี เนื่องจากใช้ระบบผู้ชนะได้ทุกสิ่ง

ทุกอย่างไป (Winner Takes All) กล่าวคือ ในแต่ละเขตจะมีผู้สมัครที่ได้เป็น ส.ส. คนเดียว คือ ผู้
ที่ได้คะแนนมากที่สุด โดยไม่ต้องคำนึงว่า ได้คะแนนมากเท่าใด ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ออก
เสียงในเขตนั้นหรือไม่ และคะแนนที่ประชาชนออกเสียงเลือกผู้สมัครคนอ่ืนๆ ที่ไม่ชนะ จะไม่มี
ความหมายเลย หรือทีเ่ รียกว่า “คะแนนเสียงตกน้ำ”

2. การกำหนดเพดานขั้นต่ำสำหรับพรรคการเมืองที่จะได้ ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ
ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือขนาดกลางมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้ที่นั่ง ส.ส. ระบบบัญชี
รายชือ่ เลย ระบบเช่นนี้สนับสนุนให้มีแต่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่แข่งกัน โดยพรรคการเมือง
ที่จะเป็นทางเลือกใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นได้ยาก ขณะเดียวกันเมื่อเหลือพรรคการเมืองจำนวนน้อยใน
สภา ก็ทำให้พรรครัฐบาลครองเสียงข้างมากได้และกลายเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง จากเสียงข้าง
มากในรฐั สภา

78 | ห น้ า

79 | ห น้ า

ระบบเลือกต้งั ตามรัฐธรรมนญู 2550/1

• จำนวนสมาชิกสภา : 630 คน
• จำนวน ส.ส. แบบแบง่ เขต : 400 คน
• จำนวน ส.ส. บญั ชีรายชือ่ : 80 คน
• จำนวนบัตรเลือกตั้ง : 2 ใบ

วิธีการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต : แบ่งเขตเลือกต้ังตามเขตจังหวัด จังหวัดที่มี ส.ส.
1-3 คน ให้มีเขตเลือกต้ังเดียว จังหวัดที่มี ส.ส. มากกว่า 3 คน ให้แบ่งเป็นหลายเขตเลือกตั้ง
แต่ละเขตเลือกต้ังมีจำนวน ส.ส. ไม่เทา่ กนั โดยไมเ่ กินเขตละ 3 คน

ประชาชน 1 คนมีสิทธิออกเสียงได้เท่ากับจำนวน ส.ส.ในเขตเลือกต้ังน้ัน ผู้ที่เป็น ส.ส.
คือ ผู้ทีไ่ ดค้ ะแนนสูงสุดตามลำดับในเขตนั้น ตามจำนวน ส.ส.ที่เขตน้ันมีได้

วิธีการเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ : ใช้ชื่อเรียกว่า “ระบบสัดส่วน” โดยแบ่งพื้นที่
ประเทศไทยออกเป็น 8 กลมุ่ จังหวัด แต่ละจังหวัดมี ส.ส. จากระบบสัดสว่ นได้ 10 คน ให้พรรค
การเมืองที่ส่งผู้สมัครระบบสัดส่วนเป็นบัญชีรายชื่อได้ 10 คน ต่อหนึ่งกลุ่มจังหวัด ประชาชน 1
คนมีสิทธิออกเสียง 1 เสียงเพื่อเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคใดพรรคหนึ่งในกลุ่มจังหวัดของ
ตวั เอง

การคำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ : เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้ว ให้นำคะแนนที่ทุกพรรค
การเมืองได้รับในเขตเลือกตั้งนั้นมารวมกัน แล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของ
แต่ละพรรคการเมืองเป็นสดั ส่วนที่สมั พันธ์กับคะแนนรวมข้างต้น ผู้สมัครระบบสัดสว่ นจะได้รับ
เลือกตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้ เรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรค
การเมืองนั้น

คะแนนข้ันต่ำของพรรคทจ่ี ะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ : ไมม่ ีกำหนด

จำนวน ส.ว. : 150 คน

ท่ีมาของ ส.ว. : มาจากการเลือกต้ังในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน และที่เหลือมา
จากการสรรหา ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธาน
ศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน กกต. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดนิ ประธาน ป.ป.ช. ประธาน คตง. ผู้
พิพากษาศาลฎีกาซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย 1 คน และตุลาการศาลปกครองสูงสุด
ซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย 1 คน ทำหน้าที่สรรหาบุคคลจากผู้
ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่างๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาค

80 | ห น้ า

อ่ืนที่เป็นประโยชน์ โดยให้คำนึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้าน
ต่างๆ ที่แตกต่างกัน โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลในแต่ละภาคที่
ใกลเ้ คียงกนั รวมท้ังการใหโ้ อกาสกบั ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

การเลือกนายกรฐั มนตรี : ใช้เสยี งครึง่ หนึ่งของ ส.ส. คือ 241 เสยี ง จาก 480 เสยี ง

คุณสมบตั ิของนายกรฐั มนตรี : ต้องเปน็ ส.ส.

ท่ีมาของระบบน้ี : สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 (ส.ส.ร.) มาจากสมาชิกสมัชชา
แห่งชาติ พ.ศ. 2549 จำนวน 1,982 คน ที่แต่งต้ังโยคณะรัฐประหาร ลงมติคัดเลือกกันเอง
เหลือ 200 คน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) คณะรัฐประหารทำการคัดเลือก
เหลือ 100 คน โดยมีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน นำโดยนาวาอากาศตรี
ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธาน กระบวนการเหล่านี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ที่มา
จากคณะรัฐประหาร และนำไปสู่การทำประชามติภายใต้กฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม
2550

ท่ไี ปของระบบน้ี : ระบบเลอื กต้ังตามรัฐธรรมนูญ 2550 ถกู สภาผู้แทนราษฏร ภายใต้
รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พิจารณาแก้ไขในปี 2554

 ข้อดี : 1. การที่ประชาชนสามารถออกเสียงเพื่อเลือก ส.ส. ระบบแบ่งเขตได้มากกว่า 1

คนต่อ 1 เขต ทำให้มีโอกาสกระจายคะแนนไปยังผู้สมัครหลายคน หรือหลายพรรคการเมือง
การออกเสียงของประชาชนจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้สมัครรายบุคคลเป็นสำคัญ หากชอบ
หรือไม่ชอบตัวบุคคลใดเป็นการเฉพาะก็สามารถเลือกได้โดยไม่ต้องผูกพันว่า ผู้สมัครคนน้ันจะ
สังกัดพรรคการเมืองใด

2. การใช้ระบบบัญชีรายชื่อโดยการแบ่งกลุ่มจังหวัดเป็น 8 กลุ่ม ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.
ในระบบบัญชีรายชื่อยังมีความผูกพันกับประชาชนในท้องที่อยู่บ้าง ไม่แยกขาดจากพื้นที่
เช่นเดียวกบั ระบบบัญชีรายชือ่ แบบทั้งประเทศ

 ข้อเสีย : 1. การแบ่งเขตเลือกต้ังสำหรับ ส.ส. ระบบแบ่งเขตที่ทำให้แต่ละเขตเลือกตั้งมี

จำนวน ส.ส. ไม่เท่ากัน ประชาชนในแต่ละเขตเลือกต้ังจึงมีสิทธิออกเสียงไม่เท่ากัน ประชาชนที่
อยใู่ นเขตที่มี ส.ส. 3คนกม็ ีสิทธิเลอื กผู้แทนได้ 3 คน ส่วนประชาชนที่อยู่ในเขตที่มี ส.ส. คนเดียว
ก็มีสิทธิเลือกผู้แทนได้คนเดียว ส่งผลเป็นความไม่เท่าเทียมของจำนวนตัวแทนที่ออกเสียงใน
สภาดว้ ย

81 | ห น้ า

2. การแบง่ พนื้ ที่สำหรบั ส.ส. ระบบบญั ชีรายชื่อเปน็ 8 กลมุ่ จงั หวัดยงั มีปญั หาอยมู่ าก
การแบ่งตามจำนวนประชากรทำให้การจัดกลุ่มจังหวัดครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง แต่ไม่ได้
สะท้อนความเป็นภูมิภาค อัตลักษณ์ของประชากร หรือวัฒนธรรมของคนในพื้นที่น้ันๆ
ตวั อย่างเช่น จังหวัดขอนแกน่ อยูก่ ลุม่ เดยี วกบั จังหวัดกำแพงเพชร จงั หวดั อุตรดิตถไ์ ม่ได้อยกู่ ลุ่ม
เดียวกับจังหวัดน่าน แพร่ แต่อยู่กลุ่มเดียวกับจังหวัดลพบุรี เป็นต้น ซึ่งไม่ได้ช่วยให้ ส.ส. ต้องมี
ความผูกพนั และมีความรบั ผิดชอบต่อคนในพื้นที่ได้จริง

3. ส.ว. จำนวนเกือบครึ่งหนึ่งมาจากระบบการสรรหา ซึ่งกรรมการสรรหา
ประกอบด้วยคนจากสถาบันตุลาการและองค์กรอิสระ ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่มี
ช่องทางให้ประชาชนที่ไม่อยู่ในกลุ่ม “ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาค
อ่ืน” จะมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ได้ และทำให้สถาบันที่ควรเป็นอิสระจากการเมืองเข้ามา
เกี่ยวข้องกับการเมอื งโดยตรง

82 | ห น้ า

ระบบเลือกตง้ั ตามรัฐธรรมนญู 2550/2

• จำนวนสมาชิกสภา : 650 คน
• จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขต : 375 คน
• จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ : 125 คน
• จำนวนบัตรเลือกต้ัง : 2 ใบ

วิธีการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต : แบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 375 เขต แต่ละเขตมี
ส.ส. 1 คน ประชาชน 1 คน มีสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง เลือก ส.ส. 1 คนเป็นตัวแทนของเขต
เลือกต้ังของตัวเอง ผู้สมัครที่ไดค้ ะแนนมากทีส่ ดุ ในเขตนั้นเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งเขตละ 1 คน

วิธีการเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ : ท้ังประเทศเป็นเขตเลือกต้ังเดียว ประชาชน 1 คน
มีสิทธิออกเสียงเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่จัดทำขึ้นได้ 1 พรรค แต่ละพรรคส่ง
ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้ไมเ่ กิน 125 คน

การคำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ : เมื่อเลือกต้ังเสร็จแล้ว ให้นำคะแนนจากระบบบัญชี
รายชื่อที่ทุกพรรคการเมืองได้รับทั้งประเทศมารวมกัน แล้วคำนวณเพ่ือแบง่ จำนวนผู้ที่จะได้รับ
เลือกของแต่ละพรรคการเมืองเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กับคะแนนรวมข้างต้น ผู้สมัครระบบบัญชี
รายชื่อจะได้รับเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้ เรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อ
ของพรรคการเมืองนั้น

คะแนนขัน้ ตำ่ ของพรรคทจ่ี ะได้ ส.ส. บัญชีรายชือ่ : ไมม่ ีกำหนด

จำนวน ส.ว. : 150 คน

ท่ีมาของ ส.ว. : มาจากการเลือกต้ังในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน และที่เหลือมา
จากการสรรหา ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง ประกอบดว้ ยประธานศาล
รัฐธรรมนูญ ประธาน กกต. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธาน ป.ป.ช. ประธาน คตง. ผู้
พิพากษาศาลฎีกาซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย 1 คน และตุลาการศาลปกครองสูงสุด
ซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย 1 คน ทำหน้าที่สรรหาบุคคลจากผู้
ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่างๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาค
อ่ืนที่เป็นประโยชน์ โดยให้คำนึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้าน
ต่างๆ ที่แตกต่างกัน โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลในแต่ละภาคที่
ใกลเ้ คียงกนั รวมทั้งการใหโ้ อกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

83 | ห น้ า

การเลือกนายกรัฐมนตรี : ใช้เสยี งครึ่งหนึง่ ของ ส.ส. คือ 241 เสยี ง จาก 480 เสยี ง
คณุ สมบัติของนายกรัฐมนตรี : ต้องเป็น ส.ส.
ท่ีมาของระบบน้ี : สภาผู้แทนราษฎร ภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงมติแก้ไข
รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 สร้างระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ขึ้นใหม่ ประกาศใช้ในราชกิจจา
นุเบกษาวนั ที่ 4 มนี าคม 2554
ท่ีไปของระบบน้ี : การรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี
2557 ยกเลิกรฐั ธรรมนญู 2550

 ข้อดี : 1. ระบบบัญชีรายชื่อแบบท้ังประเทศ มีที่มาจากการใช้ระบบสัดส่วนที่แบ่งกลุ่ม

จังหวัดออกเป็น 8 กลุ่มแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จึงกลับมาใช้ระบบบัญชีรายชื่อลักษณะ
เดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างไรก็ดี จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 125 คน ทำให้
พรรคการเมืองมีความสำคญั มากขนึ้ ในระบบเลือกต้ัง

 ข้อเสีย : 1. การเลอื กตั้ง ส.ส. ระบบแบ่งเขตยังมีข้อเสีย เนื่องจากใช้ระบบผู้ชนะไดท้ ุกส่ิง

ทุกอย่างไป (Winner Takes All) กล่าวคือ ในแต่ละเขตจะมีผู้สมัครที่ได้เป็น ส.ส. คนเดียว คือ ผู้ที่ได้
คะแนนมากที่สุด โดยไม่ต้องคำนึงว่าได้คะแนนมากเท่าใด ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ออกเสียง
ในเขตน้ันหรือไม่ และคะแนนที่ประชาชนออกเสียงเลือกผู้สมัครคนอ่ืนๆ ที่ไม่ชนะ จะไม่มี
ความหมายเลย หรือที่เรียกว่า “คะแนนเสียงตกน้ำ”

2. ส.ว. จำนวนเกือบครึ่งหนึ่งมาจากระบบการสรรหา ซึ่งกรรมการสรรหา
ประกอบด้วยคนจากสถาบันตุลาการ และองค์กรอิสระ ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่มี
ช่องทางให้ประชาชนที่ไม่อยู่ในกลุ่ม “ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาค
อ่ืน” จะมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ได้ และทำให้สถาบันที่ควรเป็นอิสระจากการเมืองเข้ามา
เกีย่ วข้องกบั การเมอื งโดยตรง

84 | ห น้ า

85 | ห น้ า

ระบบเลือกตัง้ ตามรฐั ธรรมนญู 2560

• จำนวนสมาชิกสภา : 750 คน
• จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขต : 350 คน
• จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ : 150 คน
• จำนวนบัตรเลือกต้ัง : 1 ใบ

วิธีการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต : แบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 350 เขต แต่ละเขตมี
ส.ส. 1 คน ประชาชน 1 คน มีสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง เลือก ส.ส. 1 คนเป็นตัวแทนของเขต
เลือกตั้งของตวั เอง ผู้สมคั รทีไ่ ดค้ ะแนนมากทีส่ ุดในเขตน้ันเปน็ ผู้ชนะการเลือกต้ังเขตละ 1 คน

วธิ ีการเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ : ประชาชนไม่ได้มีโอกาสเลือก ส.ส. จากระบบบัญชี
รายชือ่ แตจ่ ะนำคะแนนของ ส.ส. จากระบบแบ่งเขตมาใช้เปน็ ฐานในการคำนวน

การคำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ : เมื่อเลือกต้ังเสร็จแล้ว จะนำคะแนนจากระบบแบ่ง
เขตมาคำนวนตามสูตรคณิตศาสตร์ ดงั นี้

(1) นำจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกต้ังทั้งประเทศ ไม่รวมบัตรเสียเป็นตัวตั้ง หาร
ด้วยจำนวน ส.ส.ท้ังหมด คือ 500 จะได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลขชุดหนึ่งที่อนุมานว่า เป็น
ค่าเฉล่ยี ของจำนวนประชากรต่อ ส.ส. 1 ทีน่ ่งั

(2) เมื่อจะหาจำนวน ส.ส. ของพรรคการเมืองใด ก็นำคะแนนรวมท้ังประเทศที่
พรรคการเมืองนั้นได้จากการเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตมาเป็นตัวตั้ง แล้วนำตัวเลขที่ได้
จากข้อ (1) ไปหาร ผลลัพธ์จะเป็นจำนวน ส.ส. ที่พรรคการเมืองน้ันควรจะมีได้ในการ
เลือกตั้งครั้งนี้

(3) นำจำนวน ส.ส. ที่พรรคการเมืองน้ันควรจะมีได้ จากข้อ (2) มาเป็นตัวตั้ง
ลบด้วยจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตท้ังหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้มาแล้ว ผลลัพธ์ คือ
จำนวน ส.ส. จากระบบบญั ชีรายชือ่ ที่พรรคการเมืองน้ันจะได้รบั

คะแนนข้ันตำ่ ของพรรคทจ่ี ะได้ ส.ส. บัญชีรายชือ่ : ไม่มกี ำหนด

จำนวน ส.ว. : ในระยะ 5 ปีแรกมี 250 คน หลังจากน้ันจะลดเหลอื 200 คน

ท่ีมาของ ส.ว. : ในระยะ 5 ปีแรก ส.ว. มีที่มาแบบพิเศษจากการคัดเลือกของ คสช.
โดยแบ่งเปน็ 3 ช่องทาง ได้แก่

86 | ห น้ า

1) ผู้นำทุกเหล่าทัพและปลดั กระทรวงกลาโหม 6 คน
2) การสมัครและคัดเลือกกันเองของ 10 กลุ่มอาชีพ แล้ว คสช. คัดเลือกรอบ
สุดท้ายให้เหลือ 50 คน
3) คณะกรรมการสรรหาซึ่งมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน
คัดเลอื กมา 400 คน และให้ คสช. คดั ใหเ้ หลอื 194 คน
หลังจาก 5 ปีแรก จะเหลือช่องทางเพียงการเปิดรับสมัครและแบ่งผู้สมัครออกเป็น 10
กลุ่มอาชีพ จากน้ันให้ผู้สมัครแต่ละกลุ่มคัดเลือกกันเองตั้งแต่ระดับอำเภอ พอได้ตัวแทนระดับ
อำเภอกไ็ ปคดั เลอื กกนั เองต่อในระดบั จงั หวัด จากนั้นค่อยไปคดั เลอื กกันเองต่อในระดับประเทศ
ให้ได้ 200 คน

การเลือกนายกรัฐมนตรี : ในระยะ 5 ปีแรก ให้ส.ส. ท้ัง 500 คน กับ ส.ว. 250 คน
ร่วมกนั ลงมติเลอื กนายกรฐั มนตรี โดยใช้เสยี งกึ่งหนึ่งของสองสภา คือ 376 เสียง

คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี : ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค
การเมือง ไม่จำเป็นต้องลงสมัครรับเลือกต้ัง แต่ต้องอยู่ในบัญชีว่าที่นายก ฯ ที่พรรคการเมือง
เสนอไว้ก่อนเลือกตั้ง เว้นแต่ในระหว่าง 5 ปีแรก มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้
สามารถเลือกจากคนทีไ่ มอ่ ย่ใู นบญั ชีว่าทีน่ ายกฯ ของพรรคการเมืองได้

ท่มี าของระบบน้ี : คณะกรรมการรา่ งรัฐธรรมนญู (กรธ.) นำโดยมีชัย ฤชุพนั ธุ์ แต่งต้ัง
โดยคณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติ (คสช.) ผู้ทำรัฐประหาร ตามรัฐธรรมนูญชัว่ คราว 2557 ของ
คณะรัฐประหาร และนำไปสู่การทำประชามติที่ปิดก้ันข้อมูลข่าวสาร เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม
2559

 ข้อดี : 1. การนำคะแนนของ ส.ส. ระบบแบ่งเขต มาใช้คำนวน ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ

ทำให้คะแนนของผู้สมัครที่ไม่ได้ชนะการเลือกต้ังยังมีความหมาย สามารถนำไปคำนวนเป็น
คะแนนของพรรคได้อีกช้ันหนึ่ง หรือที่เรียกว่า “คะแนนเสียงไมต่ กน้ำ”

2. การเพิ่มจำนวน ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้นทำให้บทบาทของพรรค
การเมืองมีความสำคัญมากขึน้ และนโยบายระดับชาติมพี ืน้ ที่มากข้นึ กว่าเดิม

 ข้อเสีย : 1. การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ทำให้ประชาชนไม่สามารถเลือก ส.ส. ในระบบ

แบ่งเขตให้แตกต่างไปจากการเลอื กพรรคการเมืองได้ และอาจทำให้การตัดสินใจเลือกผู้สมัคร
ส.ส. แบบแบ่งเขตคนใดคนหนึ่งเป็นการบังคับใช้เลือกพรรคการเมืองน้ันไปด้วย ท้ังที่ประชาชน
บางคนอาจไมไ่ ด้ชืน่ ชอบนโยบายของพรรคการเมืองที่ ส.ส. คนน้ันสงั กัด ระบบเชน่ นี้ทำให้

87 | ห น้ า

“เจ้าพ่อท้องถิ่น” ที่มีฐานเสียงเหนียวแน่นในระดับพื้นที่เป็นตัวแปรสำคัญมากสำหรับการ
เลือกตั้ง ซึง่ อาจจะสำคญั มากกวา่ นโยบายของพรรคการเมืองน้ันๆ ด้วย

2. การมี ส.ว. จำนวนมากที่ไม่ได้มาจากการเลือกต้ังของประชาชนเลย และยังมี
อำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้ผลการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งไม่อาจสะท้อน
เสียงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

88 | ห น้ า

- พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู พรรคการเมือง -

พ.ร.ป.พรรคการเมอื งฯ "ตง้ั พรรคยาก ยุบพรรคงา่ ย หา้ มประชานิยม"

วนั ที่ 7 ตุลาคม 2560 พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าดว้ ยพรรคการเมอื ง
พ.ศ.2560 หรอื พ.ร.ป.พรรคการเมอื งฯ ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ความสำคญั ของ
กฎหมายฉบับนคี้ ือ เป็นหนึง่ ในสีก่ ฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู ทีจ่ ะนำประเทศไปสู่การเลือกต้ัง
ตามโรดแมปที่จะเกิดอย่างช้าในเดือนพฤศจิกายน 2561

สาระสำคัญของพ.ร.ป.พรรคการเมอื งฯ ฉบับนคี้ ือ การกำหนดสิ่งที่พรรคการเมอื งต้อง
ทำกอ่ นไปสู่การเลือกต้ัง โดยกฎหมายจะกำหนดหลกั เกณฑ์และข้ันตอนการจัดตั้งพรรค
การเมือง การหาสมาชิกพรรค การหาเสยี งเลือกตั้ง รวมไปถงึ บทบาทของคณะกรรมการการ
เลือกตั้ง (กกต.) กับศาลรฐั ธรรมนูญ ในการลงโทษตดั สิทธิเลอื กตั้งกรรมการบริหารและยุบ
พรรคการเมือง

89 | ห น้ า

การต้งั พรรคการเมือง

1. ตง้ั พรรคใหม่ต้องใช้อยา่ งน้อย 500 รายชือ่ บงั คับจา่ ยคนละ 1,000 บาท รวมกันใหไ้ ด้
หนึ่งล้าน

สำหรับการจัดต้ังพรรคการเมืองใหม่ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 9 กำหนดให้
บุคคลไม่น้อยกว่า 500 คน ซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทางเดียวกันอาจร่วมกัน
ดำเนินการเพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง แต่การต้ังพรรคการเมืองใหม่ได้ต้องมีทุนประเดิมไม่น้อย
กว่า 1,000,000 บาท โดยผู้ร่วมกันจัดต้ังพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุน
ประเดิมคนละไมน่ ้อยกวา่ 1,000 บาท แตไ่ มเ่ กินคนละ 50,000 บาท

สำหรับพรรคการเมืองเก่า มาตรา 141 กำหนดว่าถ้ายังมีสมาชิกไม่ถึง 500 คน ต้อง
ดำเนินการให้มีสมาชิกให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.ฉบับใหม่ใช้บังคับ
และจดั ใหม้ ีทุนประเดิมจำนวน 1,000,000 บาท เช่นเดยี วกบั พรรคการเมืองทีต่ ั้งใหม่

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดู พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 จะพบว่าการจัดตั้งพรรคการเมือง
เป็นไปอย่างง่ายดายมากกวา่ เพราะประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขนึ้ ไป จำนวน 15 คน ก็สามารถตั้ง
พรรคการเมืองได้ และไมม่ บี ทบัญญตั ิให้พรรคการเมอื งต้องมีทุนต้ังต้นประเดิมมากอ่ น

2. ต้ังพรรรคหนึง่ ปีตอ้ งมีสมาชิก 500 คน สี่ปีต้องเพิม่ เป็น 10,000 คน
เม่อื รวบรวมสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งได้ครบจำนวน 500 คนขนึ้ ไป และได้ทำการจดทะเบียน

พรรคการเมืองเรียบร้อย มาตรา 33 (1) กำหนดให้นับแต่วันที่จดทะเบียนพรรคการเมือง
ภายในหนึ่งปีพรรคการเมืองต้องดำเนินการให้มีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน และต้อง
เพ่มิ จำนวนสมาชิกใหม้ ีจำนวนไมน่ ้อยกวา่ 10,000 คนภายในสีป่ ี

สำหรบั พรรคการเมืองเก่า มาตรา 141 กำหนดให้สมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกวา่ 500
คน ต้องชำระค่าบำรุงพรรคภายในเวลา 180 และจดั ใหส้ มาชิกพรรคชำระเงนิ ค่าบำรุงพรรคให้
ได้จำนวน ไม่น้อยกว่า 5,000 คนภายในหนึ่งปี และใหไ้ ด้จำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คนภายใน
ส่ีปี เมื่อพ้นระยะเวลาส่ีปีแล้ว ให้สมาชิกภาพของสมาชิกที่มิได้ชำระค่าบำรุงพรรค เป็นอัน
ส้นิ สดุ ลง

3. พรรคเกา่ จัดประชุมใหญภ่ ายใน 180 วนั และต้องมีสาขาพรรคอยา่ งนอ้ ย 4 สาขา
นับตั้งแต่พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ บังคับใช้ภายในเวลา 180 วัน มาตรา 141 (6)

กำหนดให้พรรคการเมืองเก่าจัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับและจัดทำคำประกาศ
อุ ด ม ก ารณ์ ท างก ารเมื อ งขอ งพ รรค ก ารเมื อ งแ ล ะน โย บ าย ขอ งพ รรค ก ารเมื อ ง

90 | ห น้ า

และเลือกหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง
นายทะเบียนสมาชิก และกรรมการบริหารอน่ื ของพรรคการเมอื ง การประชุมใหญต่ ้องมหี ัวหน้า
สาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่าส่ีสาขา และมีสมาชิกของพรรคการเมืองซึ่งรวมกันแล้วมี
จำนวนไม่น้อยกว่า 250 คน เข้าร่วมประชมุ

4. ตัง้ สาขาพรรคอย่างนอ้ ยภาคละ 1 สาขา และต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 500 คน ใน 1 ปี
เม่ือพรรคการเมืองทำการจดทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อย มาตรา 33 (2) กำหนด

ว่าภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่จดทะเบียน พรรคการเมืองต้องดำเนินการจัดให้มีสาขาพรรคในแต่
ละภาคตามบัญชีรายชือ่ ภาคและจังหวัด ที่กกต.กำหนด อย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา โดยสาขา
พรรคการเมืองแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขานั้น
ต้ังแต่ 500 คนขนึ้ ไป

ทั้งนี้ เขตเลือกตั้งในจังหวัดใดไม่ได้มีที่ต้ังสำนักงานใหญ่หรือสาขาพรรคการเมือง
มาตรา 35 กำหนดวา่ ถ้าพรรคการเมืองน้ันมีสมาชิกซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลอื กต้ังในจังหวัด
นั้นเกิน 100 คน ให้พรรคการเมืองน้ันแต่งต้ังสมาชิกซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกต้ัง
ในจังหวัดนั้นซึ่งมาจากการเลือกของสมาชิกดังกล่าวเป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
เพอ่ื ดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมอื งในเขตพืน้ ที่ทีร่ บั ผิดชอบนั้น

สำหรบั พรรคการเมืองเกา่ มาตรา 141 กำหนดวา่ จะต้องจดั ตั้งสาขาพรรค และตัวแทน
พรรคประจำจงั หวัดให้ครบถ้วนภายใน 180 อย่างไรกด็ ี พรรคการเมอื งอาจทำหนังสือขอขยาย
เวลาออกไปได้ แต่ต้องไม่เกินสามปี นับแต่วันส้ินกำหนดระยะเวลา 180 วัน เม่ือครบระยะเวลา
แล้วพรรคการเมืองใดยงั ไม่ไดด้ ำเนินการให้เสร็จ ให้พรรคการเมอื งนั้นส้นิ สภาพไป

การจัดตั้ง "สาขาพรรค" หรือ "ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด" มีความสำคัญ
เพราะจะมีส่วนในการจัดการเลือกผู้สมัครส.ส.ขั้นต้น (primary vote) เพ่ือหาตัวผู้สมัครรับเลือกต้ัง
ส.ส.ของแต่ละพรรคการเมือง ท้ังนี้หากพรรคใดไม่มีสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมือง
ประจำจังหวัด ก็จะไม่มีสิทธิส่งผู้สมคั รรับเลือกต้ังในเขตนั้น อย่างไรก็ตาม คำนิยามและวิธีการ
กำหนดเขตพื้่นที่ของสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ยังคงมีความ
คลุมเคลือว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร ซ่ึงพรรคเพื่อไทยได้ให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว
ไว้ในจดหมายที่สง่ ถึงประธานกรธ.เรื่องให้ทบทวนระบบ primary vote

91 | ห น้ า

5.กำหนดขอ้ บังคบั ให้สมาชิกพรรคต้องจา่ ยคา่ บำรุงอย่างนอ้ ยปีละ 100 บาท
สำหรับบุคคลที่ต้องการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต้องจ่ายค่าบำรุงพรรค โดยมาตรา

15 (15) กำหนดไว้ว่าการจ่ายเงินบำรุงพรรคการเมือง แต่ละพรรคต้องกำหนดลงในข้อบังคับ
การประชุม โดย “อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมืองต้องเรียกเก็บจากสมาชิกไม่
น้อยกวา่ ปีละ 100บาท” หรืออาจกำหนดใหเ้ รียกเก็บค่าบำรุงพรรคจากสมาชิก แบบตลอดชีพก็
ได้ แต่ต้องไมน่ ้อยกว่า 2,000 บาท อย่างไรก็ตาม ในบทเฉพาะกาล มาตรา 146 ระบวุ ่า ในการ
เรียกเก็บค่าบำรุงพรรคการเมืองสำหรับปีแรกที่พ.ร.บ.พรรคการเมืองบังคับใช้ พรรคจะเรียก
เก็บตำ่ กว่า 100 บาท ก็ได้ แต่ต้องไมน่ ้อยกวา่ 50 บาท
6.ปรบั หา้ แสนบาท หากเสนอนโยบายไมช่ ี้แจงการใช้เงินและความคุ้มค่าของนโยบาย

อีกส่ิงหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในพ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ คือ มาตรา 57 กำหนดให้การ
โฆษณานโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่ายเงิน อย่างน้อยต้องมีการแสดงรายละเอียด
ดังต่อไปนี้ 1) วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ 2) ความคุ้มค่าและ
ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย 3) ผลกระทบและความเส่ียงในการดำเนินนโยบาย ในกรณี
พรรคการเมืองไม่ได้ดำเนินการตามนี้ ให้กกต.ส่ังให้ดำเนินการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่
กำหนด หากพรรคการเมืองยังไม่ดำเนินการตามคำส่ังกกต. มาตรา 121 กำหนดกกต.ปรับไม่
เกิน 500,000 บาท และปรบั อกี วนั ละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาทีย่ งั มิไดป้ ฏิบตั ิใหถ้ ูกต้อง

92 | ห น้ า

กกต.สั่งปลดคณะกรรมการบรหิ ารท้ังหมด ห้ามยงุ่ เกี่ยวพรรค 20 ปี

บทลงโทษที่ค่อนข้างจะรุนแรงอย่างหนึ่งปรากฎ มาตรา 22 คือ ในระหว่างที่มีการ
เลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือใหม้ ีการเลือกสมาชิกวฒุ ิสภา หากคณะกรรมการบริหาร
พรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมอื งไม่ควบคุมและกำกับดแู ลสมาชิกจนกระทำ
การฝ่าฝืนกฎหมายต่างๆ กกต.สามารถมีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นพ้น
จากตำแหน่งทั้งคณะ และห้ามไม่ใหด้ ำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองจนกวา่ จะพ้นเวลา 20 ปี
อย่างไรก็ตาม กรรมการบริหารพรรคการเมืองซึ่งพ้นจากตำแหน่งมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้าน
คำสัง่ ของกกต. ต่อศาลรัฐธรรมนญู ได้ภายใน 30 วัน

93 | ห น้ า

ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนญู ยุบพรรค หากเช่อื ไดว้ า่ ใหบ้ ุคคลภายนอกชี้นำพรรค

การยุบพรรคการเมืองถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 92 ซ่ึง
จะเกิดขึ้นได้เมื่อ กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำผิด โดยให้ กกต.ยื่น
ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อส่ังยุบพรรคการเมืองนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มี
หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำผิด ให้ศาลรัฐธรรมนูญส่ังยุบพรรคการเมือง
และเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกต้ังของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น การกระทำ
ผิดที่จะนำไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เช่น กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดย
วิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือ ให้บุคคลอ่ืน ซึ่งไม่ใช่สมาชิก
พรรคกระทำการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคในลักษณะที่ทำให้พรรคหรือ
สมาชิกของพรรคขาดความอิสระ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม เปน็ ต้น

94 | ห น้ า

Short Note

95 | ห น้ า

Short Note

96 | ห น้ า

Short Note

97 | ห น้ า


Click to View FlipBook Version