The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ส่องวิวาทะในบทบริภาษ : ภาพสะท้อนค่านิยมสังคมไทยแห่งกาลสมัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ran_zee, 2022-02-15 01:31:20

เอกสารประกอบการสัมมนา

ส่องวิวาทะในบทบริภาษ : ภาพสะท้อนค่านิยมสังคมไทยแห่งกาลสมัย

เอกสารประกอบสัมมนา

ส่องวิวาทะในบทบริภาษ :

ภาพสะท้อนค่านิยมสังคมไทยแห่งกาลสมัย

โครงการสัมมนาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

เอกสารเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ETH0122 สัมมนาการเรียน การสอนภาษาไทย ซึ่งได้จัดทำ
ขึ้นเพื่อใช้ประกอบการจัดสัมมนาเรื่อง ส่องวิวาทะในบทบริภาษ : ภาพสะท้อนค่านิยมไทยแห่งกาลสมัย
ซึ่งเอกสารเล่มนี้ประกอบด้วยหัวข้อของปรากฏการณ์การใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน สาเหตุของการบริภาษ
บทบริภาษที่พบเจอในสังคม กลวิธีการบริภาษ ผลกระทบการบริภาษและค่านิยมของคนไทยที่สะท้อนจาก
การบริภาษและแนวทางการแก้ปัญหาบทบริภาษท่ามกลางสังคมยุคบริภาษนิยม

ขอขอบพระคุณอาจารย์ยุวดี ศรีชัย อาจารย์ประจำรายวิชาที่ให้คำปรึกษา แนะนำ และขอขอบคุณ
สมาชิกทุกคนที่ร่วมกันจัดทำเอกสารเล่มนี้จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารเล่มนี้จะเป็น
ประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ หากผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้

คณะผู้จัดทำ



สารบัญ
หน้า
คำนำ............................................................................................................................................................ ก
สารบัญ......................................................................................................................................................... ข
ปรากฏการณ์การใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน......................................................................................................... 1
สาเหตุของการบริภาษ................................................................................................................................... 2
สาเหตุของการบริภาษที่เกิดจากความบกพร่องในหน้าที่......................................................................... 2
สาเหตุของการบริภาษที่เกิดจากความไม่พอใจพฤติกรรมส่วนตัว............................................................ 2
บทบริภาษที่พบเจอในสังคม.......................................................................................................................... 7
บทบริภาษบนสื่อออนไลน์.................................................................................................................... 8
บทบริภาษในเพลง.............................................................................................................................. 9
บทบริภาษในภาษาถิ่น......................................................................................................................... 10
กลวิธีการบริภาษ........................................................................................................................................... 12
กลวิธีการบริภาษแบบตรงไปตรงมา...................................................................................................... 13
กลวิธีการบริภาษแบบอ้อม................................................................................................................... 18
กลวิธีเสริมการบริภาษ.......................................................................................................................... 22
ผลกระทบต่อผู้ถูกบริภาษและค่านิยมของคนไทยที่สะท้อนจากการบริภาษ........................................................ 24
ผลของการบริภาษที่มีต่อผู้บริภาษ......................................................................................................... 25
ค่านิยมของคนไทยที่สะท้อนจาการบริภาษ............................................................................................. 26
แนวทางแก้ปัญหาการใช้บทบริภาษท่ามกลางสังคมยุคบริภาษนิยม................................................................... 27
บทบาทของสังคมในการปลูกฝังมารยาทการใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์และถูกต้อง.................................... 28
แนวทางการปฏิบัติเพื่อการสื่อสารที่ดี.................................................................................................... 33
บรรณานุกรม................................................................................................................................................. 35



ปรากฏการณ์
การใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน

1

ปรากฏการณ์การใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน

ส ภ า พ ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ก า ร สื่ อ ส า ร ใ น ปั จ จุ บั น

สภาพการใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในปัจจุบัน มีลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. มีคำบัญญัติเพื่อมีใช้ให้เพียงพอกับความเป็นจริงของชีวิต
2. คำที่เกิดใหม่ในภาษาในภาษาไทย ส่วนใหญ่มีลักษณะที่ต่างไปจากเดิม
3. การใช้คำซึ่งมีความหมายเดิมอย่างหนึ่งให้มีความหมายใหม่อีกอย่างหนึ่ง
4. ภาษาเฉพาะกลุ่มต่าง ๆ

นอกจากนี้ยังปรากฏสภาพการใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน ดังนี้
1. การใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้อง
2. การใช้ภาษาไม่ตรงกับภาษามาตรฐาน
3. ไม่ออกเสียงควบกล้ำ
4. การใช้ภาษาตามสื่อสารมวลชน
5. การพูดตัดคำ
6. การใช้ภาษาที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามวัฒนธรรม

2

ส า เ ห ตุ ข อ ง ปั ญ ห า
ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า ไ ท ย
ใ น ก า ร สื่ อ ส า ร ใ น ปั จ จุ บั น

ส า ม า ร ถ ส รุ ป ส า เ ห ตุ ข อ ง ปั ญ ห า ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า ไ ท ย ใ น ก า ร
สื่อสารในปัจจุบันมีสาเหตุมาจาก 3 ประเด็นใหญ่ ๆ ดังนี้

1. เกิดจากความไม่ระมัดระวังในการใช้ภาษา
2. ไม่พิถีพิถันในการใช้ภาษา
3. เคร่งครัดในการใช้ภาษามากเกินไป

ปั จ จั ย ที่ มี ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ
ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า ไ ท ย

สำ ห รั บ ปั จ จั ย ที่ มี ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า ไ ท ย
มีบริบทที่เชื่อมโยงกัน ดังนี้
1. อินเทอร์เน็ต
2. วัยรุ่น
3. ผู้ปกครอง
4. สื่อมวลชน
5. ความเจริญทางเทคโนโลยีที่เข้ามา

3

ส า เ ห ตุ ข อ ง ก า ร บ ริ ภ า ษ

2.1 สาเหตุของการบริภาษ
ที่ เ กิ ด จ า ก ค ว า ม บ ก พ ร่ อ ง ใ น ห น้ า ที่

ความบกพร่องในหน้าที่ในการทํางานคือการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายหรือหน้าที่หลักที่ต้องรับผิดชอบ
อย่างไม่สมบูรณ์ หรือไม่เต็มความสามารถของผู้ปฏิบัติหน้าที่นั้นขาดประสิทธิภาพในการทํางานของบุคคล กลุ่มบุคคล
องค์กร สถาบันที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ผู้บริภาษไม่พอใจจนทําให้เกิดการบริภาษ

ดั ง ตั ว อ ย่ า ง ต่ อ ไ ป นี้
"โง่เขลาเบาปัญญานี่แหละสว.เลือกตั้งทําอะไรก็ไม่เป็น คิดได้แค่นี้หรือ
แผ่นดิน ไทยชื่ออะไรก็เป็นของคนไทยปัญญาหนอช่างเบาซะเหลือเกิน
จะไปเปลี่ยนทําไมชื่อเดิมดีอยู่แล้ว เอาเวลาไปทําเรื่องอื่นดีไหม ทํางาน
แ บ บ นี้ ไ ม่ คุ้ ม พ า สี นี่ ข น า ด คั ด ม า จ า ก ค อ ม อ ช อ เ ส น อ จ า ก พ ว ก ที่ ทํ า รั ฐ ป ร ะ ห า ร
เ รี ย ก ว่ า ส ว . ขี้ ข้ า ร อ ง ตี น ก อ ง ทั พ ไ ม่ มี ศั ก ดิ์ ศ รี ป ล้ น อํ า น า จ ป ร ะ ช า ช น แ ล ะ พ ว ก
รองตีนพวกนี้เข้าไปก็เป็นมือเป็นตีนให้รบ.ณ กองทัพทํางานยกมือ
ส นั บ ส นุ น แ ล ะ คั ด ค้ า น ต า ม บ ท ส ม เ พ ส ไ อ้ พ ว ก รั บ ใ ช้ อ ม า ต ย์ ส้ น ตี น เ อ ย "
จากตัวอย่างผู้บริภาษได้กล่าวบริภาษเพื่อแสดงความไม่พอใจการทํางานที่
ขาดประสิทธิภาพของผู้ถูกบริภาษ ซึ่งมีถ้อยคําบ่งชี้ที่แสดงถึงการบริภาษ
ในบริบทนี้ ได้แก่ โง่ เขลา เบา ขี้ข้า ไอ้ส้นตีน ซึ่งเป็นกลวิธีการบริภาษแบบตรง กลวิธีการบริภาษแบบอ้อม
และกลวิธีเสริมการ บริภาษจากถ้อยคําบ่งชี้ได้แสดงให้เห็นว่าผู้บริภาษต้องการใช้ถ้อยคําที่แสดงน้ำเสียงถึงความ
ไม่พอใจตามเงื่อนไขของการบริภาษ

2.2 สาเหตุของการบริภาษที่เกิด
จ า ก ค ว า ม ไ ม่ พ อ ใ จ พ ฤ ติ ก ร ร ม ส่ ว น ตั ว

การที่ผู้บริภาษไม่พอใจพฤติกรรมส่วนตัวของผู้ถูกบริภาษที่ได้แสดงออกทั้งทางความคิด การพูด
การกระทํา รวมทั้งประวัติส่วนตัวจนเป็นสาเหตุให้ผู้บริภาษเกิดความไม่พอใจจึงได้กล่าว บริภาษเพื่อแสดง
ความไม่พอใจในพฤติกรรมที่ได้แสดงออกมาตามความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของบุคคลคนหนึ่ง

4

ส า เ ห ตุ ข อ ง ก า ร บ ริ ภ า ษ

การที่ผู้บริภาษไม่พอใจพฤติกรรมส่วนตัวของผู้ถูกบริภาษที่ได้แสดงออกทั้งทางความคิด การพูด
การกระทํา รวมทั้งประวัติส่วนตัวจนเป็นสาเหตุให้ผู้บริภาษเกิดความไม่พอใจจึงได้กล่าว บริภาษเพื่อ
แ ส ด ง ค ว า ม ไ ม่ พ อ ใ จ ใ น พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ ไ ด้ แ ส ด ง อ อ ก ม า ต า ม ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ใ น เ รื่ อ ง ใ ด เ รื่ อ ง ห นึ่ ง ข อ ง บุ ค ค ล ค น ห นึ่ ง
หรือหลายคนที่แสดงออกมาเพื่อทําความเข้าใจว่าสิ่ง ๆ นั้นคืออะไร และควรเป็นไปอย่างไร แนวความ
คิดของบุคคลจึงเกี่ยวข้องกับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่บุคคลนั้นอาศัยอยู่ ด้วยเหตุนี้ในเรื่อง
เดียวกัน จึงมีการอธิบายได้ต่าง ๆ กันขึ้นอยู่กับแนวความคิดของบุคคล ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามกาล
และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปแนวความคิดที่ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้มากกว่าที่เราคิด

ดั ง ตั ว อ ย่ า ง ต่ อ ไ ป นี้
"แดงก็ดีกว่าไอ้ควายเหลืองงมงายแอบอ้างสถาบัน หากินกับมอบยังไม่รู้ตัวนับ ถือศาสดาโก
เต็กให้เคาะหัวขอบอกสมเพชจริงไอ้พวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีสมองไม่มีเอาไว้ ใส่กระโหรก
หนาๆจริงไอ้ควายเหลือง ควาย ควาย ควายเหลืองเมื่อไหร่จะตื่นกันเสียที"
จ า ก ตั ว อ ย่ า ง ข้ า ง ต้ น ผู้ บ ริ ภ า ษ ไ ด้ ก ล่ า ว บ ริ ภ า ษ เ พื่ อ แ ส ด ง ค ว า ม ไ ม่ พ อ ใ จ ผู้ ถู ก บ ริ ภ า ษ ที่ มี แ น ว คิ ด ท า ง ก า ร เ มื อ ง
แตกต่างจากผู้บริภาษ ซึ่งมีถ้อยคําบ่งชี้ที่แสดงถึงการบริภาษในบริบทนี้ ได้แก่ ไอ้ควาย พวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี
ซึ่งเป็นกลวิธีการบริภาษแบบตรงและกลวิธีเสริมการบริภาษ จากถ้อยคําบ่งชี้ได้แสดงให้เห็นว่าผู้บริภาษต้องการ
ใช้ถ้อยคําที่แสดงน้ำเสียงถึงความไม่พอใจตาม เงื่อนไขของการบริภาษ




แบ่งสาเหตุย่อย ได้ดังนี้

ไม่พอใจคำพูดของผู้ถูกบริภาษ




คําพูดของผู้ถูกบริภาษคือถ้อยคําของบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร สถาบันที่เกี่ยวข้องที่ได้กล่าวออกมาในประเด็น
ต่าง ๆ ซึ่งผู้บริภาษไม่เห็นด้วยและไม่พอใจในสิ่งที่ผู้ถูกบริภาษได้กล่าวออกมาจึงได้กล่าวบริภาษเพื่อแสดงความ
รู้สึกไม่พอใจของตน เพื่อแสดงว่าไม่ ยอมรับในสิ่งที่บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร ดังตัวอย่างต่อไปนี้




5

ส า เ ห ตุ ข อ ง ก า ร บ ริ ภ า ษ

ไ ม่ พ อ ใ จ ก า ร ก ร ะ ทำ ข อ ง ผู้ ถู ก บ ริ ภ า ษ
การกระทําของผู้ถูกบริภาษคือการกระทําของบุคคล กลุ่มบุคคลองค์กร สถาบันที่เกี่ยวข้องที่ได้กระ
ทําออกมาในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผู้บริภาษไม่เห็นด้วยและไม่พอใจในสิ่งที่ผู้ถูกบริภาษได้กระทําออก
ม า จึ ง ไ ด้ ก ล่ า ว บ ริ ภ า ษ เ พื่ อ แ ส ด ง ค ว า ม รู้ สึ ก ไ ม่ พ อ ใ จ ข อ ง ต น เ พื่ อ แ ส ด ง ว่ า ไ ม่ ย อ ม รั บ ใ น สิ่ ง ที่ บุ ค ค ล
กลุ่มบุคคล องค์กร สถาบันได้กระทํา

ไ ม่ พ อ ใ จ ผู้ ถู ก บ ริ ภ า ษ ที่ ทำ ใ ห้ ผู้ บ ริ ภ า ษ เ สี ย ป ร ะ โ ย ช น์
การทําให้ผู้บริภาษเสียประโยชน์ คือ การที่ผู้ถูกบริภาษซึ่งได้แก่บุคคลกลุ่มบุคคล องค์กร สถาบัน
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้กระทําการเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามที่ปรากฏในเนื้อหาที่ทําให้ผู้บริภาษรู้สึกว่าตัว
เองเสียประโยชน์ไมาว่าเรื่องนั้นจะเกี่ยวกับผู้บริภาษโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเมื่อผู้บริภาษรู้สึกว่า
ถูกผู้ถูกบริภาษทําให้ตนเสียประโยชน์ก็ได้กล่าวบริภาษ
เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้บริภาษไม่พอใจ

ไ ม่ พ อ ใ จ ป ร ะ วั ติ ส่ ว น ตั ว ข อ ง ผู้ ถู ก บ ริ ภ า ษ
ก า ร ที่ ผู้ บ ริ ภ า ษ ไ ม่ พ อ ใ จ ป ร ะ วั ติ ส่ ว น ตั ว ข อ ง ผู้ ถู ก บ ริ ภ า ษ คื อ ก า ร ที่ ผู้ ถู ก บ ริ ภ า ษ ซึ่ ง ทํ า ใ ห้ ผู้ บ ริ ภ า ษ ไ ม่ พ อ ใ จ
อาจเป็นประวัติส่วนตัวที่เกี่ยวกับเรื่องครอบครัว เรื่องการทํางาน หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ผู้ถูกบริภาษ
เคยกระทํามาแล้วทําให้ผู้บริภาษเกิดความไม่พอใจ เมื่อผู้บริภาษได้รับรู้ว่าตนเองนั้นถูกบริภาษทําให้ผู้
บ ริ ภ า ษ รู้ สึ ก ไ ม่ พ อ ใ จ แ ล ะ ไ ด้ แ ส ด ง ก า ร บ ริ ภ า ษ อ อ ก ม า

6

บทบริภาษที่พบเจอในสังคม

7

บทบริภาษบนสื่อออนไลน์

การบริภาษเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มสังคม รวมถึง
กลุ่มสังคมออนไลน์ด้วย เช่น แอปพลิเคชันทวิตเตอร์ ไอจี เฟสบุ๊ก
โดยสามารถใช้สื่อสารได้ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ตลอดจนมีการรับรู้
และแลกเปลี่ยนข่าวสารร่วมกันผ่านการติดแฮชแท็ก (#)

จิรัฏฐ์ พรหมดิเรก (2558) ได้อธิบายการติดแฮชแท็กไว้ว่า
"การติดแฮชแท็ก" เป็นการจัดหมวดหมู่ข้อมูลเสมือนเป็นหัวข้อ
การสนทนา รวมกลุ่มการสนทนาเข้าด้วยกัน”

กระแสการติดแฮชแท็กในทวิตมีความนิยมเป็นอย่างมากในสังคมไทยยุคปัจจุบัน เพราะมักจะปรากฏการใช้
ภาษาในการกล่าวโทษ ด่าว่า เสียดสี หรือแสดงความไม่พึงพอใจต่อประเด็นความสัมพันธ์ดังกล่าวทั้งทางตรง และทาง
อ้อม

ตัวอย่างคำบริภาษบนสื่อออนไลน์

บ้ง มีความหมายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ดั่งใจ ล้มเหลว ผิดพลาด ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้มาตรฐาน
ความหมายของ “บ้ง” แปรไปตามบริบทการใช้ แต่มีความหมายหลักในเชิงลบ

ปสด. ย่อมาจาก “ประสาทแดก” ซึ่งเป็นลักษณะการด่าโดยใช้คำย่อเช่นกัน แปลว่า ประสาทแดก ซึ่งเป็นคำตำหนิค่อน
ข้างรุนแรง

8

บทบริภาษในเพลง

เพลงไทย มักจะนำคำบริภาษเข้ามา
แต่งในเนื้อร้อง เพื่อทำให้เนื้อหาของเพลงนั้น
มีความเข้มข้นน่าสนใจ บทบริภาษในเพลงส่วน
ใหญ่มักเป็นเพลงที่วัยรุ่นนิยมฟัง เพราะมักจะ
ใช้คำด่าแรง ๆ เสียดสี การใส่คำหยาบลงใน
เพลงอาจทำให้การสื่อสารเกิดประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น ทำให้ได้เน้นส่วนที่สำคัญ ทำให้การ
สื่อสารเกิดการเน้นยํ้าและมีความชัดเจน ตรง
ไปตรงมาไม่อ้อมค้อม แต่หากใส่คำหยาบลงใน
ทุกที่ตลอดเวลาเต็มไปหมดก็อาจจะใช้ไม่ได้
ผล เพราะไม่รู้จะเน้นตรงไหน โดยเฉพาะเพ
ลงฮิปฮอปหรือเพลงแรป มักจะใช้ประเด็นการ
บริภาษส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องเพศ เช่นคำว่า
เย็ดเมียมึง / สําส่อน / ช่วยตัวเอง / ได้กับหี
กระป๋อง / จู๋เล็ก เป็นต้น

9

บทบริภาษในภาษาถิ่น

บทบริภาษในภาษาถิ่นใต้

การบริภาษในภาษาไทยถิ่นใต้มักจะมีการสอดแทรกคำสอนให้
คนในสังคมรู้จักผิดชอบชั่วดี โดยมีลักษณะ

การบริภาษอยู่ 2 ลักษณะ คือ บริภาษบุคคล และบริภาษบุคคลของ
สถาบันทางสังคม ซึ่งบทบริภาษที่ปรากฏเป็นคำที่เสียดสีโดยตรงและทาง
อ้อม เช่น ใช้ถ้อยคำด่าทอที่สร้างอารมณ์ขันและใช้ถ้อยคำด่าทอที่รุนแรง
โดยคำสอนที่ปรากฏในบทบริภาษในภาษาไทยถิ่นใต้ ได้แก่ ผู้ชายที่ไม่มี

ความรู้ ไม่มีความกล้าหาญ เกียจคร้าน ลุ่มหลงการพนัน สุรา
ยาเสพติด ไม่มีความสัตย์และเจ้าชู้ ผู้หญิงที่กิริยามารยาทไม่เรียบร้อย
ไม่รักนวลสงวนตัวไม่มีความซื่อสัตย์ต่อสามี เกียจคร้าน และขาดความรู้
ความชำนาญในงานบ้านงานเรือน ส่วนบุคคลของสถาบันทางสังคม ได้แก่
พระภิกษุและข้าราชการ ที่ประพฤติไม่เหมาะสมกับสถานภาพของตน

บทบริภาษในภาษาถิ่นอีสาน

1.ใช้บริภาษเกี่ยวกับรูปร่างลักษณะ หน้าตา สัดส่วน ผิวพรรณ ตัวอย่างถ้อยคำบริภาษ เช่น ดำตับเป็ด ดังปึ่ง ขี่ล่าย
หลวง เซกเลก ดังแป แข่วซวก อื้ดลืด ปากเตื่อย เป็นต้น

1.2 ใช้บริภาษเกี่ยวกับพฤติกรรม การกระทำอาการที่แสดงออก และการปฏิบัติตัว ในที่นี้หมายรวมถึง พฤติกรรม
ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า พฤติกรรมที่เป็นลักษณะเฉพาะตน ตัวอย่างถ้อยคำบริภาษ เช่น สำมะแจ๊ะ

1.3 ใช้บริภาษเกี่ยวกับเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ หรือความสามารถ เป็นการสื่อความหมายในเชิงดูถูก ตัวอย่าง
ถ้อยคำบริภาษ เช่น ปึกกะหลึน บ่มีการสึกสา บ่คิดบ่อ่าน บ้า บ่มีควมคึด ป่วง ปะสาด บ่พอบาด เป็นต้น

10

บทบริภาษในภาษาถิ่น

บทบริภาษในภาษาถิ่นเหนือ
ภาษาถิ่นเหนือหรือที่เรียกว่า “คำเมือง” เป็นภาษาที่มีความเนิบช้า มีการลากเสียงในบางคำ

มีสำเนียงที่มีระบบระเบียบไพเราะสวยงาม ฟังแล้วอ่อนหวาน ถ้าเทียบกับชาวไทยภาคอื่น ๆ
ถือได้ว่าชาวไทยถิ่นเหนือโดยส่วนใหญ่จะมีนิสัยสุภาพอ่อนโยนกว่า แต่ทุกภาษาจะมีคำด่าที่แตกต่างกัน
ตามภูมิภาค ซึ่งคำด่าที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “บ่า” ใช้ในการด่าผู้ชายหรือคนที่ถูกด่านั้นเป็นผู้ชาย ส่วนคำด่าที่
ขึ้นต้นด้วยคำว่า “อี่” ก็จะใช้ในการด่าผู้หญิง แล้วตามด้วยคำต่อท้ายที่เป็นคำด่า เพื่อให้การบริภาษนั้นมี
อรรถรสมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างถ้อยคำบริภาษ เช่น บ่าฮ่า บ่าฮ่ากิ๋นปัก บ่าควาย อี่ง่าว เป็นต้น

บทบริภาษในภาษาถิ่นกลาง
คำภาษาไทยถิ่นกลาง เป็นคำที่ปรากฏในพจนานุกรม การบริภาษในภาษาไทยจึงมักถูกพบในภาษาถิ่น
กลาง เพราะเป็นภาษาที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมใช้กันสื่อสารในชีวิตประจะจำวัน ตัวอย่างถ้อยคำบริภาษ เช่น
ปากหมอยหีหมา แตดนกกระเต็น หี ควยเป็นต้น

11

กลวิธี
การบริภาษ

12

กลวิธีการบริภาษแบบตรงไปตรงมา

การใช้คำต้องห้าม
ที่เป็นคำหยาบ

การบริภาษด้วย คำต้องห้ามเป็นการพูดถึงสิ่งที่
คำต้องห้าม สังคมไม่ยอมรับ เพราะสังคมถือว่า
เป็นภาษาที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นที่
ยอมรับของคนในสังคม

การใช้คำต้องห้าม
สร้างสำนวนใหม่

การใช้คําต้องห้ามสร้าง
สำนวนใหม่ เป็นการนำถ้อยที่มี
ลักษณะเป็นสิ่งต้องห้ามมา
สร้างสํานวนใหม่

13

การใช้คำต้องห้ามที่เป็นคำหยาบ

การใช้คำหยาบเพื่อแสดงการประเมินว่าไม่ดี

คำหยาบในกลุ่มนี้เป็นคำหยาบที่กล่าวถึงผลการประเมินคำความ
ประพฤติ การกระทำ ตลอดจน คุณสมบ้ติต่าง ๆ ของผู้ถูกบรภาษว่า
เป็นความประพฤติ หรือการกระทำที่ไม่ถูกต้องดีงามตามมุมมองของ
ผู้บริภาษ

การใช้คำหยาบที่กล่าวถึงผลร้ายจากการกระทำ

คำหยาบในกลุ่มนี้เป็นคำหยาบที่กล่าวถึงผลร้ายที่เกิด
จากการ กระทำของผู้ถูกบริภาษที่ล่งผลมาสู่ผู้บริภาษ อันอาจ
ทำให้ผู้บริภาษมีความเป็นไปในชีวิตที่ไม่ดีในลักษณะต่าง ๆ

การใช้คำหยาบที่กล่าวถึงการกระทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระตน

คำหยาบในกลุ่มนี้จะเป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวกับ การเช้าไปยุ่งเกี่ยว
ในเรื่องของผู้อื่นทั้งที่ไม่ใช่ธุระของตน

14

การใช้คำต้องห้ามสร้างสำนวนใหม่

การใช้สำนวนที่ประกอบด้วยคำต้องห้ามที่เป็นชื่อสัตว์

ชื่อสัตว์บางชนิดจัดว่าเป็นคำต้องห้ามที่พบไต้เสมอในลังคมต่าง ๆ
ซึ่งในแต่ละลังคมจะมีคำต้องห้ามประเภทนี้แตกต่างกันออกไปตาม
วัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษาในลังคมนั้น ๆ สำหรับสำนวนที่ประกอบด้วยชื่อ
สัตว์ที่ผู้บริภาษในภาษาไทยเลือกใช้นั้น ล้วนเป็นชื่อสัตว์ที่คนในสังคมไทย
เห็นว่าเป็นสิ่งอัปมงคล ไม่ดีไม่งาม อันไม่ควรกล่าวถึงทั้งสิน

ภูตผีต่าง ๆ เป็นอำนาจเหนือธรรมชาติที่มนุษย์เคารพยำเกรง

เพราะเกรงว่า หากทำให้ภูตผีไม่พอใจอาจส่งผลให้ตนได้รับความเดือด
ร้อนได้ สำหรับสำนวนที่ประกอบไปด้วยชื่อภูตผีเพื่อบริภาษใน ภาษาไทย
นั้นเป็นสำนวนที่ใช้เพื่อแสดงความหมายเกี่ยวกับความชั่วร้าย

การใช้สำนวนที่ประกอบด้วยคำต้องห้ามที่เป็นชื่ออวัยวะ




ชื่ออวัยวะจัดเป็นคำต้องห้ามอีกหมวดหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในเกือบทุกภาษา ทั้งนี้
เพราะอวัยวะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์เป็นรูปธรรมที่ใกล้ชิดมนุษย์ มนุษย์
จึงมีความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับอวัยวะต่าง ๆ แตกต่างกันตามวัฒนธรรมของแต่ละ
ชาติพันธุ์

15

การบริภาษด้วยถ้อยคำที่
แสดงความหมายทางลบ

การใช้คำที่มี การใช้สำนวน
ความหมายประจำรูปในทางลบ เพื่อแสดงความหมายทางลบ

การใช้คำที่มีความหมายทางลบเกี่ยวกับความคิดและสติปัญญา

คำในกลุ่มนี้เป็นคำที่มีความหมายกล่าวถึงลักษณะ การใช้คำที่มีความหมายทางลบเกี่ยวกับทางวาจา
ของความคิดและ สติปัญญาที่ไม่เป็นที่ต้องการของ
สังคม นอกจากนี้คำบริภาษในกลุ่มนี้จะมีความหมาย คำบริภาษในกลุ่มนี้มีความหมายในทางไม่ดี
กล่าวถึงความไม่เฉลียวฉลาด ไม่มีความรู้ ความคิด เกี่ยวกับวาจา ตลอดจนการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
เพียงพอดังที่สังคมคาดหวังไว้ ทางวาจาที่ไม่ดีทำให้ผู้อื่นไม่พอใจได้

การใช้คำที่มีความหมายทางลบเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ดี

คำบริภาษในกลุ่มนี้เป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวกับการการกระทำของ
บุคคลที่ไม่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม และหากนำคำเหล่านี้มาใช้ในการ
บริภาษก็จะทำให้ผู้ถูกบริภาษทราบทันทีว่าผู้บริภาษไม่พอใจการกระทำของ
ตน

16

การใช้สำนวน
เพื่อแสดงความ

หมายทางลบ

สำนวนที่กล่าวถึงการไม่เชื่อฟังหรือไม่กตัญญูต่อผู้อาวุโส

สำนวนในกลุ่มนี้เป็นสำนวนที่มืความหมายกล่าวถึง การกระทำที่แสดง
ถึงความไม่เชื่อฟังในสิ่งที่ผู้อาวุโสกว่าตักเตือน แนะนำตลอดจนการกระทำที่
ถือว่าไม่กตัญญูต่อผู้ที่อาวุโสกว่า

สำนวนที่กล่าวถึงความไม่ขยันหมั่นเพียรและไม่จริงจังกับการงาน

สำนวนในกลุ่มนี้เป็นสำนวนที่มีความหมายกล่าวถึง ความไม่ขยันหมั่น
เพียร และไม่จริงจังกับการงานที่ได้รับมอบหมาย หรือหน้าที่ที่ตนจะต้อง
ปฏิบิติ ซึ่งการกระทำเช่นนี้สังคมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ

การใช้สำนวนที่กล่าวถึงความคิดและสติปัญญาที่ไม่ดีต่อสังคม

สำนวนในกลุ่มนี้เป็นสำนวนที่มีความหมายกล่าวถึง การใช้สำนวนที่กล่าวถึงการว่าร้ายผู้อื่ น
ระดับสติปัญญาที่ต่ำ กว่าที่สังคมคาดหวัง คือไม่คิดทำในสิ่งที่
สังคมต้องการให้สมาชิกปฏิบัติในสังคม เเมื่อไม่ปฏิบัติย่อม สำนวนในกลุ่มนี้เป็นสำนวนที่มีความหมาย
เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่อสังคม กล่าวถึงการใช้วาจาว่าร้ายผู้อื่น จนทำให้ผู้อื่นเสีย
หาย ซึ่งสังคมมองว่าเป็นการใช้วาจาที่ไม่ถูกต้อง
เหมาะสม

17

กลวิธีการบริภาษ

แบบอ้อม


กลวิธีการบริภาษแบบอ้อมในงานวิจัยนี้มี ๒ ชนิด ได้แก่

1. การเลือกใช้ถ้อยคำที่มีความคลุมเครือ ไม่ชัดแจ้งว่าผู้บริภาษต้องการ
แสดงความหมายว่าอย่างไร ผู้ถูกบริภาษจำเป็นจะต้องตีความถ้อยคำจากปริบท
จึงจะทราบว่าตนกำลังถูกบริภาษ

2. การใช้ถ้อยคำบริภาษที่เป็นคำหยาบหรือคำที่มีความหมายในทางลบแต่
ผู้บริภาษทำให้คลุมเครือไม่ชัดแจ้งว่าผู้บริภาษต้องการบริภาษใครผู้ถูกบริภาษจะ
ต้องอาศัยการตีความและปริบท จึงจะทราบว่าตนกำลังถูกบริภาษ

กล่าวถึงกลวิธีการผู้บริภาษใช้เพื่อบริภาษแบบอ้อมวิธีการต่าง ๆ โดยจะอธิบายว่าวิธีการนั้นๆลามารถ
คุกคามหน้าของผู้ถูกบริภาษ ดังมีรายละเอียด ดังนี้

การใช้คำแปรเสียง การแปรเสียงในภาษาเป็นสิ่งที่มีอยู่ทุกภาษา โดยมีทั้งการแปรเสียงพยัญชนะ
การแปรเสียงสระ การแปรเสียงวรรณยุกต์ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามระยะ
เวลาที่ใช้ภาษา หากแต่เพื่อนำมาใช้ในการบริภาษแบบอ้อมนี้เกิดจากความตั้งใจ
ของผู้บริภาษที่ต้องการหลีกเลี่ยงการใช้คำต้องห้ามโดยตรง เพื่อรักษาความสุภาพ
ของผู้บริภาษไว้ นอกจากนี้การแปรเสียงจากคำทั่วไปให้กลายเป็นคำบริภาษก็ถือ
เป็นการบริภาษแบบอ้อม โดยยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อบริภาษด้านลบของผู้ถูกบริภาษ
และต้องการทำร้ายจิตใจของผู้ถูกบริภาษ

การแปรเสียงพยัญชนะต้น การแปรเสียงสระ การกลมกลืนเสียง
ฟาย มรึง บรึง อ้ายสาด แม่ง แมร่ง และแม่ม

18

การใช้ถ้อยคำ ถ้อยคำที่ผู้พูดใช้เพี่อแสดงความหมายในทางตรง
นัยผกผัน ข้ามกับความหมายตามรูปของในถ้อยคำนั้น ๆ เช่น
หากพูดว่า “ดีจริง" แต่สื่อความหมายตรงกันข้าม
2. การกล่าวสิงที่เป็นไปไม่ได้ถ้อยคำนัยผกผันอีกประเภท และถ้อยคำที่มีการละเมิดกฎความจริงใจของเชิร์ล
หนึ่งที่ผู้บริภาษเลือกใช้เพื่อบริภาษ คือ การใช้ถ้อยคำที่ไม่สม เช่น การถามโดยไม่ต้องการคำตอบแต่ใช้เพี่อประ
เหตุสมผล ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ไม่อาจเกิด ชดประชันหรือกล่าวขอบคุณเมื่อคู่สนทนาทำสิ่งไม่ดี
ขึ้นได้จริงตามเหตุและผล เพื่อแนะความหมายบางประการเพื่อ แก่ตน เป็นต้น ถ้อยคำนัยผกผันที่จะกล่าวในหัวข้อ
บริภาษผู้ถูกบริภาษ นี้เป็นการพจารณาตามรูปแบบของถ้อยคำนัยว่า
เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะเช่นไร ดังนี้
3. การใช้ระดับภาษาที่ไม่เหมาะสมกับสถานภาพของผู้
ถูกบริภาษเนื่องจากภาษาไทยมีคำราชาคัพท์ ซึ่งเป็นชุดคำ 1. การใช้ถ้อยคำที่มีความหมายตามรูป
พิเศษที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอด ขัดกับถ้อยคำใกล้เคียงถ้อยคำนัยผกผันประเภท
จนผู้ที่ไต้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชนชั้นสูงเพื่อให้เกียรติและ นี้ขัดแย้งกับความหมายของถ้อยคำอื่นที่ผู้
แสดงสถานภาพของบุคคลนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่จะบริภาษผู้อื่น บริภาษกล่าวบริภาษเลือกใช้กับความหมายของ
จึงใช้ชุดคำพิเศษเหล่านี้เป็นถ้อยคำนัยผกผันประเภทหนึ่ง ถ้อยคำแวดล้อมนี้ เป็นการกล่าวถ้อยคำ ๆ หนึ่ง
กล่าวคือ จะใช้คำที่แสดงถึงสถานภาพเหล่านี้กับบุคคลที่ไม่ได้ เพื่อแสดงความหมายที่ซึ่งความขัดแย้งกัน
อยู่ในสถานภาพหรือสถานการณ์เช่นนั้น และใช้ความชัดกัน ระหว่างความหมายของรูปคำที่ผู้เป็นเครื่องแนะ
ระหว่างระดับภาษาที่ใช้กับสถานภาพของผู้ถูกบริภาษแนะ ให้ผู้ถูกบริภาษเข้าใจได้ว่าตนกำลังถูก
ความหมายประชดประชันผู้ถูกบริภาษ
4. การใช้ถ้อยคำนัยผกผันแบบเสียง
19 สะท้อนเกิดจากการนำถ้อยคำที่ผู้อื่นได้กล่าว
หรือผู้พูดคิดว่าผู้อื่นคิดเช่นนั้นมากล่าวอีกครั้ง
หนึ่ง เพื่อแสดงทัศนคติทางลบต่อถ้อยคำนั้นๆ
และผู้ที่กล่าวหรือคิดเช่นนั้น ๆ

การใช้ถ้อยคำ หากพิจารณาถ้อยคำที่ผู้พูดเลือกใช้เพี่อการสื่อสารจะ
นัยผกผัน เห็นว่า รูปภาษาและเจตนาอาจไม่ตรงกัน ซึ่งตามรูปภาษา
แล้วเป็นการแสดงเจตนาถามเพี่อต้องการข้อมูลบางจากผู้
1. การไข้รูปประโยคคำถามเพื่อประชดประชัน ฟัง แต่บางครั้งผู้พูดอาจใช้ถ้อยคำเดียวกันนี้เพี่อแสดงการ
3. การใช้คำอนุญาตในสิงที่ตนไม่ยินยอม ทักทาย โดยไม่ได้ต้องการข้อมูลใด ๆ จากผู้ฟังเลยก็เป็นได้
5. การใช้การขอบคุณผู้ที่กระทำไม่ดีแก่ตน รูปวัจนกรรมประเภทต่างๆ ดังมีรายละเอียดดังนี้

2. การใช้คำแนะนำในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง

4. การใช้คำชมในสิงที่ตนไม่ชื่นซมยินดี

การใช้ความเปรียบ การใช้ความเปรียบเป็นอีกกลวิธีหนึ่งที่ผู้บริภาษในภาษาไทยใช้เพื่อบริภาษโดย
อ้อม การบริภาษวิธีการนี้เป็นการกล่าวถึงสิงสองสิ่ง โดยสิ่งหนึ่งเป็นแบบหรือแนวที่
ใช้เปรียบเทียบ ส่วนอีกสิ่งหนึ่งเป็นสิงที่ถูกเปรียบเทียบ ซึ้งในกรณีของการบริภาษ
ก็คือผู้ถูกบริภาษนั้นเอง การใช้ความเปรียบเป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกบริภาษนั้น
มีลักษณะที่ไม่ดีเหมือน หรือแตกต่างกับสิ่งที่เป็นแบบเปรียบเช่นไร เพื่อให้ถ้อยคำ
ที่ผู้บริภาษกล่าวนั้นมีนี้าหนัก ชัดเจน และสามารถคุกคามผู้ถูกบริภาษให้ได้ผลยิ่ง
ขึ้น จาการศึกษาการบริภาษในภาษาไทยพบว่า ผู้บริภาษเลือกใช้ความเปรียบเพื่อ
โจมตีผู้ถูกบริภาษใน 3 ลักษณะ ดังมีรายละเอียดดังนี้

การเปรียบเทียบเพื่อชี้ว่าผู้ การเปรียบเทียบเพื่อชี้ว่าผู้ถูก
ถูกบริภาษด้อยกว่า บริภาษไม่ดีกว่าผู้บริภาษ



20

การใช้คำรื่นหู คำรื่นหู เป็นคำที่ใช้แทนคำต้องห้าม ที่สังคมเห็นว่าไม่เหมาะสม
หมายถึง สักษณะการลดน้ำหนัก หรือปกปิดอำพรางความหมายของคำที่ล่อ
แสดงถึงความอันตราย ความหยาบโลน หรือไม่เป็นที่ คำรื่นหู คือ ถ้อยคำที่
ผู้พูดเลือกใช้เพื่อลด ปกปิด หลีกเลี่ยงความหมายที่ไม่พึงปรารถนาของคำ
ต้องห้ามเพื่อรักษาหน้าของผู้พูด ผู้ฟัง ตลอดจนผู้ร่วมสนทนา

การใช้คำรื่นหูนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก เพื่อเลี่ยงการใช้คำต้องห้ามที่อาจนำผลร้ายมาสู่ตัวผู้พูด
ประการที่สอง เพื่อเลี่ยงไม่ให้ผู้ฟังสะเทือนใจ และประการสุดท้าย เพื่อทำให้เกิดความสุภาพในการใช้ภาษา เมื่อพิจารณาสาเหตุของ
การใช้คำรื่นหู 2 ประการแรกที่สเตอร์นได้เสนอไว้จะเห็นว่า คำรื่นหูนั้นดูเหมือนไม่น่าเป็น วิธีการหนึ่งที่ผู้พูดใช้เพื่อบริภาษได้ เพราะ
ในการบริภาษ ผู้บริภาษไม่ได้ต้องการเลี่ยงไม่ให้ผู้ฟังสะเทือนใจ แต่ผู้บริภาษกลับต้องการให้ผู้ถูกบริภาษรู้สึกสะเทือนใจจากการ
บริภาษครั้งนั้น

การบริภาษแบบไม่เจาะจงเป้าหมายนี้ เป็นการเลือกใช้รูป การบริภาษโดยใช้คำไม่
คำที่มีความหมายกว้างลามารถอ้างอิงถึงบุคคลไต้จำนวนมาก โดย
ไม่จำกัดว่าจะอ้างอิงถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อกล่าว
เจาะจงเป้าหมาย
ถึงผู้ถูกบริภาษเพียงบุคคลเดียววิธีการบริภาษลักษณะนี้ผู้ถูก
บริภาษจำเป็นต้องอาลัยภูมิหลังเกี่ยวกับปฎิลัมพันธ์ระหว่างตนกับ
ผู้บริภาษว่าเป็นไปในลักษณะใด หรือมีเหตุการณ์ใดที่ตนเองทำให้
ผู้บริภาษไม่พึงพอใจหรือไม่ และเพื่อช่วยในการตีความถ้อยคำที่ผู้
บริภาษกล่าวว่ามีเจตนาบริภาษถึงตนหรือไม่

การแสร้งบริภาษผู้อื่ น การแสร้งบริภาษสิ่งอื่นเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ผู้บริภาษในภาษาไทย
หรือสิ่งอื่ น เลือกใช้เพื่อบริภาษ โดยวิธีการนี้ผู้บริภาษจะใช้ถ้อยคำบริภาษสิ่งหนึ่ง
โดยมิเจตนาให้ถ้อยคำที่กล่าวนั้นกระทบไปถึงผู้ถูกบริภาษที่อาจเป็นคู่
สนทนา หรือเป็นบุคคลที่สามที่ร่วมอยู่ในการสนทนานั้น ทำทีคล้ายกับ
ว่าตนต้องการบริภาษอีกสิ่งหนึ่ง แต่ใจจริงแล้วผู้บริภาษกลับต้องการ
บริภาษผู้ถูกบริภาษนั่นเอง ซึ่งการแสร้งบริภาษผู้หนึ่งเพื่อกระทบไป
ถึงอีกผู้หนึ่งนั้นจะเป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยที่มักหลีกเลี่ยงการ
เผชิญหน้าหากตนยังสามารถทนต่อความไม่พอใจเหล่านั้นได้

21

กลวิธีเสริมการบริภาษ

การใช้กลวิธีที่ใช้เพื่อแสดงอารมณ์ หรือความไม่พอใจต่อข้อบกพร่องต่าง ๆ ของผู้ถูกบริภาษ แต่ไม่ได้แสดง
ข้อบกพร่องของผู้ถูกบริภาษ เรียกว่า กลวิธีเสริมการบริภาษ

1. การใช้คำหยาบที่มีนัยเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง
ในภาษาไทยนั้นมีรูปภาษาอยู่จำนวนไม่น้อยที่ลามารถแสดงสถานภาพ ระหว่างผู้พูดและผู้ฟังได้ ผู้พูดภาษาไทย
จึงเลือกใช้รูปภาษากลุ่มนี้บางคำที่แสดงว่าผู้ฟังมีสถานภาพตํ่ากว่าเป็นกลวิธีหนึ่งที่ช่วยเสริมการบริภาษเพื่อแสดงนัย
ดูถูก และคุกคามหน้าผู้ถูกบริภาษ พบว่า ผู้บริภาษได้นำคำที่มีนัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง 3
ประเภท ดังนี้

1) การใช้คำบุรุษสรรพนามที่หยาบ
คำบุรุษสรรพนามเป็นคำสรรพนามที่ทำหน้าที่ใช้แทนคำนามในการพูดจาสนทนากันระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง
ความสุภาพของคำบุรุษสรรพนามในภาษาไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปภาษา แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้รูปคำบุรุษสรรพนาม
ให้สอดคล้องกับบริบทการสนทนาต่าง ๆ เหตุนี้ในบริบทการบริภาษ ผู้บริภาษจึงจงใจเลือกใช้คำบุรุษสรรพนามที่
ไม่เหมาะสมกับสถานภาพทางสังคมของผู้ถูกบริภาษ เพื่อแสดงความไม่สุภาพในการสนทนาซึ่งอาจทำให้ผู้ถูก
บริภาษรู้สึกเจ็บใจดังที่ผู้บริภาษต้องการ เช่นคำว่า “กู” “มึง" "มัน" “แม่ง’’

2) การใช้คำนำหน้านามหยาบ
คำนำหน้านามนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคำระบุเพศหรือ
สถานภาพของผู้ฟังว่าสูง เทียบเท่า หรือตํ่ากว่าตัวผู้พูด
จึงทำให้ผู้บริภาษเลือกใช้คำนำหน้านามที่หยาบเป็น
กลวิธีหนึ่งเพื่อช่วยเสริมการบริภาษ โดยการใช้คำนำ
หน้านามให้ขัดกับสถานภาพของผู้ถูกบริภาษ เช่นคำว่า
ไอ้ อี นัง อีนาง

22

กลวิธีเสริมการบริภาษ

3) การใช้คำลงท้ายที่หยาบ
คำลงท้าย คือ คำที่ปรากฏในตำแหน่งสุดท้ายของประโยค เพื่อเน้นเจตนาฃอผู้พูด หรือบอกสถานภาพ

ของผู้ฟัง ซึ่งผู้พูดต้องเลือกใช้ให้ เหมาะสมกับเพศ และฐานะทางสังคมระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ในการ
บริภาษ ผู้บริภาษจึงสามารถ เลือกใช้คำลงท้ายประเภทนี้ให้ขัดกับสถานภาพของผู้ถูกบริภาษซึ่งเป็นการ
แสดงความไม่สุภาพ

2. การใช้คำอุทานแสดงความรู้สึกทางลบ
คำอุทาน หมายถึงคำพวกหนึ่งที่ผู้พูดเปล่งออกมา เพื่อแสดงอารมณ์หรีอความรู้สึกใด ๆ ก็ตาม ด้วยเหตุนี้เมื่อผู้

บริภาษเลือกใช้คำอุทานบางคำเสริมการบริภาษ จึงเป็นการแสดงความรู้สึกในทางลบต่าง ๆ ที่มีต่อผู้ถูกบริภาษให้
ผู้ถูกบริภาษได้รับรู้อย่างชัดเจน ตรงไปตรงมาได้ทันที พบว่าคำอุทานที่ผู้บริภาษเลือกใช้นั้นสามารถจำแนกออกได้
เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1) การใช้คำอุทานที่แสดงความไม่พึงพอใจ
คำอุทานในกลุ่มนี้เป็นคำที่ผู้บริภาษเลือกใช้เพื่อแสดงความไม่พึงพอใจต่อผู้ถูกบริภาษ ซึ่งอาจไม่พอใจต่อ
การกระทำ หรือคำพูดซองผู้ถูกบริภาษที่เกิดมาก่อนหน้านี้ คำอุทานในกลุ่มนี้ ได้แก่ ชะ ดู๊ หนอย เชอะ
2) การใช้คำอุทานที่แสดงความรังเกียจ
คำอุทานในกลุ่มนี้เป็นคำที่ผู้บริภาษใช้เพื่อแสดงความรู้สึกขยะแขยง หรือไม่ชอบใจผู้ถูกบริภาษ อันได้แก่
คำว่า “อี๋ย์"

23

ก า ร บ ริ ภ า ษ

ผลกระทบต่อผู้ถูก
บริภาษ และค่านิยม
ของคนไทยที่สะท้อน

จากการบริภาษ



24

ผลของการบริภาษ Pn
ที่มีต่อผู้บริภาษ

การแสดงว่าผู้บริภาษสูญเสียสถานภาพ
ที่เคยได้รับจากผู้บริภาษ



การแสดงว่าผู้ถูกบริภาษสูญเสียสถานภาพที่เคยได้รับจากผู้บริภาษ เป็นผลจากการบริภาษที่ผู้
บริภาษเลือกใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมกับสถานภาพของผู้ถูกบริภาษ เพื่อแสดงว่าผู้ถูกบริภาษนั้นไม่
ได้เป็นผู้ที่มีสภาวะที่ควรให้เกียรติอีกต่อไป

การแสดงว่าผู้ถูกบริภาษ
เป็นผู้ที่สังคมไม่ยอมรับ

การแสดงว่าผู้ถูกบริภาษเป็นผู้ที่สังคมไม่ยอมรับ เป็นผลจากการบริภาษที่ผู้บริภาษเลือกใช้ถ้อยคำ
ที่แสดงถึงข้อบกพร่องต่าง ๆ ของผู้ถูกบริภาษ เพื่อทำให้เห็นว่าผู้ถูกบริภาษนั้นด้อยค่า ขาดคุณสมบัติ
ของการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม

การแสดงว่าผู้ถูกบริภาษ
เป็นผู้ที่มีสภาวะต่ำกว่าผู้บริภาษ

การแสดงว่าผู้ถูกบริภาษเป็นผู้ที่มีสภาวะตํ่ากว่าผู้บริภาษ เป็นผลจากการบริภาษที่ผู้บริภาษเลือก
ใช้ถ้อยคำที่แสดงถึงสภาวะที่เหนือกว่าของตน เพื่อกดผู้ถูกบริภาษให้มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ที่มี
สภาวะตํ่ากว่า ซึ่งเป็นการแบ่งแยกและกีดกันผู้ถูกบริภาษให้อยู่คนละชนชั้นกับผู้บริภาษ

25

ค่านิยมของคนไทย
ที่สะท้อนจากการบริภาษ

ค่านิยมเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิก
ที่สังคมไทยต้องการ

สมาชิกเป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่งของ
สังคม ทั้งนี้เพราะสมาชิกเป็นผู้กำหนดแบบแผน
ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้สังคมดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
มีประสิทธิภาพ ดังนั้นสังคมจึงมีความคาดหวังถึง

คุณสมบัติต่าง ๆ

ค่านิยมเกี่ยวกับความรักศักดิ์ศรี ค่านิยมเกี่ยวกับการให้ความสำคัญ
หน้าตาของตนเอง แก่พรรคพวก

การบริภาษแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่
ให้ความสําคัญต่อการร่วมกลุ่มในทุกๆระดับ บุคคลจะ
มีความสําคัญหรือไม่ นั้นขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นเป็น
สมาชิกในกลุ่มเดียวกับตนหรือไม่ และหากบุคคลนั้น
เป็นกลุ่มเดียวกับตน ก็จะพยายามรักษาความสัมพันธ์

อันดีระหว่างกันไว้



การบริภาษแสดงให้ถึง ลักษณะนิสัยของคนไทยที่
เห็นว่า ศักดิ์ศรีและหน้าตาในสังคมเป็นสิ่งสําคัญ
ดังนั้นคนไทยจึงพยายาม กระทําในสิ่งที่จะช่วย

รักษาศักดิ์และหน้าตาทางสังคมเหล่านี้เอาไว้



26

27

แนวทางแก้ปัญหาการใช้บทบริภาษ
ท่ามกลางสังคมยุคบริภาษนิยม

1. บทบาทของสังคมในการปลูกฝังมารยาท
ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า อ ย่ า ง ส ร้ า ง ส ร ร ค์ แ ล ะ ถู ก ต้ อ ง

การที่จะทำให้คนในสังคมรู้จักมารยาทในการใช้ภาษานั้น จำต้องเริ่มต้นจากสถาบันทางสังคมหรือ
หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทในการปลูกฝังค่านิยมอันดีงาม และช่วยสอดส่องดูแลอย่าง
สม่ำเสมอ เพราะการทำให้คนในสังคมมีแนวปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้อง
อาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดังนี้

1.1 สถาบันครอบครัว

สถาบันครอบครัว เป็นสถาบันพื้นฐานที่เป็นหลักของสังคม เป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาคน
แ ล ะ สั ง ค ม โ ด ย ทำ ห น้ า ที่ ห ล่ อ ห ล อ ม แ ล ะ ขั ด เ ก ล า ค ว า ม เ ป็ น ม นุ ษ ย์ ใ ห้ แ ก่ ส ม า ชิ ก ใ น ค ร อ บ ค รั ว ด้ ว ย ก า ร อ บ ร ม
เลี้ยงดู พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคมให้แก่สมาชิก
ค ร อ บ ค รั ว ต ล อ ด จ น ส ร้ า ง ส ม า ชิ ก ใ น ค ร อ บ ค รั ว ใ ห้ มี คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ อั น พึ ง ป ร ะ ส ง ค์ ที่ สั ง ค ม ต้ อ ง ก า ร โ ด ค ร อ บ ค รั ว
ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องของมารยาทการใช้ภาษา เนื่องจากผู้ปกครองเป็นต้นแบบใน
การถ่ายทอด ลักษณะนิสัย หล่อหลอมความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม และค่านิยมต่าง ๆ ทำให้เด็กซึมซับ
พฤติกรรมและปฏิบัติตนคล้ายคลึงกับสมาชิกในครอบครัว ดังนั้นครอบครัวจึงต้องใช้วิธีการสื่อสารที่ดี
ต่อกันเพื่อให้เด็กมีมารยาททางสังคม มีจิตสำนึกที่ดี และเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ซึ่งอาจทำได้ดังนี้

1) เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในครอบครัว ให้หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ในการพูดแต่ควรใช้เหตุผล
ในการทำความเข้าใจปัญหา เพราะการใช้อารมณ์ในการพูด อาจทำให้ถ้อยคำที่ออกมานั้นเป็นคำหยาบ
คาย หรือคำที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของสมาชิกในครอบครัว ไปจนถึงการเลียนแบบพฤติกรรมการใช้
ภ า ษ า ใrนeaอ นllyา gค ตreatsite.com

28

2) ใช้คำพูดเชิงบวกที่ให้เกียรติกัน ไม่ใช้คำ
พูดล้อเลียน วิพากษ์วิจารณ์ เปรียบเทียบ เพราะ
เป็นการบั่นทอนจิตใจของลูก อีกทั้งเป็นการปลูกฝัง
ใ ห้ ลู ก เ ห็ น ค ว า ม สำ คั ญ ข อ ง สิ่ ง ภ า ย น อ ก ม า ก ก ว่ า ค ว า ม
รู้ สึ ก ภ า ย จิ ต ใ จ
3) รับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่าย การเปิดใจกว้างรับฟัง
ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ข อ ง ส ม า ชิ ก ใ น ค ร อ บ ค รั ว จ ะ ทำ ใ ห้ เ กิ ด ก า ร แ ล ก
เปลี่ยนกัน ซึ่งจะเป็นผลให้เด็กเป็นคนมีเหตุผล มีใจกว้าง และ
ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ทำให้การสื่อสารกับบุคคลอื่น
เป็นไปด้วยความราบรื่น เพราะจะส่งผลให้เกิดการกลั่นกรอง
ทางความคิดอย่างรอบคอบ ก่อนจะพูดหรือแสดงทัศนะต่าง ๆ
อีกทั้งการเปิดใจยอมรับความแตกต่าง ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้
แล้วจึงนำไปสู่การพัฒนาที่ว่า มองผู้ฟังหรือผู้สื่อสารด้วยทัศนคติ
เ ชิ ง บ ว ก

4) การแสดงความชื่นชมและขอบคุณกันใน
โอกาสที่เหมาะสม เช่น การชมลูกเมื่อลูกช่วยทำงาน
บ้าน เป็นต้น รวมทั้งให้กำลังใจกัน เมื่อสมาชิกใน
ครอบครัวประสบปัญหาบางอย่างในชีวิต สิ่งเหล่านี้
ก็จะทำให้เด็กเห็นคุณค่าของชีวิต และธรรมชาติ
ม นุ ษ ย์ ที่ ต้ อ ง ก า ร คำ พู ด ใ น เ ชิ ง บ ว ก ม า ก ก ว่ า คำ พู ด ใ น
เ ชิ ง ล บ
ซึ่งการที่ผู้ปกครองเป็นตัวอย่างที่ดีในการพูด ก็จะเป็นพื้นฐานทางจิตใจที่ดีแก่เด็กและ
ทำ ใ ห้ เ ด็ ก เ ติ บ โ ต ไ ป เ ป็ น ผู้ ใ ห ญ่ ที่ มี ม า ร ย า ท ใ น ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า ไ ด้ อ ย่ า ง ส ร้ า ง ส ร ร ค์ แ ล ะ ถู ก ต้ อ ง ต่ อ ไ ป

29

1.2 สถาบันการศึกษา

สถาบันการศึกษา เป็นสถาบันที่ช่วยขัดเกลาและ
การถ่ายทอดวัฒนธรรม การให้ความรู้ เพื่อความเป็น
สมาชิกที่เหมาะสมของสังคม กลุ่มสังคมในสถาบันการ
ศึกษาได้แก่โรงเรียน มหาวิทยาลัย กระทรวง ทบวง
กรมที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การอบรมสั่งสอน
ข อ ง ส ถ า บั น ก า ร ศึ ก ษ า ที่ มี อิ ท ธิ พ ล ต่ อ นั ก เ รี ย น เ ป็ น อ ย่ า ง
มากเพราะนอกจากทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ และทักษะ
อันเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีพแล้ว ยังถ่ายทอดค่า
นิยม และวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมถึงสร้างบุคลิกภาพทาง
สั ง ค ม ใ ห้ แ ก่ ส ม า ชิ ก เ พื่ อ ใ ห้ ส า ม า ร ถ ป รั บ ต น ใ น ก า ร ติ ด ต่ อ
สั ม พั น ธ์ กั บ บุ ค ค ล อื่ น แ ล ะ ป ฏิ บั ติ ต น ใ ห้ มี คุ ณ ค่ า แ ก่ สั ง ค ม

นอกจากนี้กฎระเบียบ และระเบียบ สำหรับการปลูกฝังมารยาทการใช้ภาษานั้น “ครู”
แ บ บ แ ผ น ใ น ส ถ า น ศึ ก ษ า ก็ เ ป็ น อี ก ปั จ จั ย ห นึ่ ง ที่ เ ป็ น ผู้ ที่ มี บ ท บ า ท สำ คั ญ ใ น ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม แ ล ะ ใ ห้ ข้ อ มู ล
ช่ ว ย ใ น ก า ร ป ลู ก ฝั ง วั ฒ น ธ ร ร ม ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า เ พ ร า ะ ความรู้เกี่ยวกับมารยาทในการใช้ภาษา รวมถึงถ่ายทอด
เ พ ร า ะ เ มื่ อ นั ก เ รี ย น อ ยู่ ใ น ส ถ า น ศึ ก ษ า ก็ จ ะ ทำ ใ ห้ พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ ดี ใ ห้ แ ก่ นั ก เ รี ย น ผ่ า น ท า ง ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น
ท ร า บ แ น ว ท า ง ก า ร ป ร ะ พ ฤ ติ ต น ท ร า บ ถึ ง สิ่ ง ที่ ค ว ร และกิจกรรมต่าง ๆ โดยการสื่อสารของครูนั้นจำเป็น
กระทำและไม่ควรกระทำ เพราะเมื่อมีความรู้ ต้องใช้ถ้อยคำที่สุภาพเหมาะสม ใช้เหตุผลในการพูด
ความเข้าใจมากขึ้น นักเรียนก็จะมีทักษะในการ แ ล ะ ร ะ มั ด ร ะ วั ง คำ พู ด ที่ ไ ม่ เ ห ม า ะ ส ม โ ด ย ไ ม่ ก ล่ า ว ใ น เ ชิ ง
ใ ช้ ภ า ษ า ไ ด้ อ ย่ า ง ถู ก ต้ อ ง แ ล ะ เ ป็ น ไ ป ใ น ทิ ศ ท า ง ที่ BULLY ให้นักเรียนอับอาย เช่น ล้อเลียนภาพลักษณ์
ส ร้ า ง ส ร ร ค์ ล้อเลียนปมด้อย การเหยียดเพศ เป็นต้น หรือตัดสิน
นักเรียนด้วยความรู้สึกของตนเองแล้วพูดออกไป และ
reallygreatsite.com หากในกรณีที่พูดต่อหน้านักเรียนคนอื่น ก็จะเป็นแบบ
อย่างที่ไม่ดี ซึ่งอาจทำให้นักเรียนคนอื่นทำตามอีกด้วย
จ ะ เ ห็ น ไ ด้ ว่ า ก า ร ก ร ะ ทำ ข อ ง ค รู ส่ ง ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ นั ก เ รี ย น
เ ป็ น อ ย่ า ง ม า ก ดั ง นั้ น ใ น ฐ า น ะ ที่ เ ป็ น ค รู จำ ต้ อ ง ป ฏิ บั ติ ต น
ใ ห้ เ ห ม า ะ ส ม แ ล ะ มี จ ร ร ย า บ ร ร ณ ใ น วิ ช า ชี พ ใ ห้ เ ห ม า ะ ส ม
กับคำว่า “แม่พิมพ์ของชาติ” ที่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี
แ ก่ เ ด็ ก ไ ด้

30

1.3 สถาบันสื่ อ

สื่อเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่สื่อข้อความ ข่าวสาร รายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ของสังคม โดยหน้าที่ของ
สื่อจะต้องคอยกลั่นกรอง คัดเลือก ข้อมูลข่าวสาร เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อประชาชนผู้บริโภค
ข่าวสาร รวมไปถึงความมั่นคงของประเทศ จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันส่งผลให้รูปแบบ
ในการสื่อสารของคนในสังคมโลกเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ทำให้สื่อดั้งเดิมซึ่งเป็นสื่อที่สื่อสารกับผู้รับ
สารแบบทางเดียวมีบทบาทที่ลดลง และเกิดความนิยมในสื่อใหม่อย่างกว้างขวาง เนื่องจากสื่อใหม่เป็น
สื่อที่ทำให้ผู้ส่งสารและผู้รับสารสามารถส่งสารและรับสารได้พร้อม ๆ กัน อีกทั้งยังสามารถส่งสารได้
ห ล า ย ช นิ ด ใ น เ ว ล า เ ดี ย ว กั น

ปั จ จุ บั น นี้ สื่ อ บ น โ ล ก อ อ น ไ ล น์ มี บ ท บ า ท อ ย่ า ง ยิ่ ง เ นื่ อ ง จ า ก ผู้ ค น ส า ม า ร ถ เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ ง่ า ย เ ข้ า
ถึ ง ก ลุ่ ม ค น ไ ด้ ร ว ด เ ร็ ว มี ก า ร แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ไ ป ม า แ ล ะ สื่ อ ที่ นำ ม า แ บ่ ง ปั น มี ลั ก ษ ณ ะ ห ล า ก ห ล า ย
ดั ง นั้ น สื่ อ จึ ง มี อิ ท ธิ พ ล ต่ อ พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง ค น ใ น สั ง ค ม เ ป็ น อ ย่ า ง ม า ก ร ว ม ถึ ง ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า อี ก ด้ ว ย

reallygreatsite.com

31

1.3 สถาบันสื่ อ

โดยลักษณะการนำเสนอเนื้อหาของสื่อในปัจจุบันค่อนข้างมีความตรงไปตรงมา และบางสื่อมีการนำ
เสนอข้อมูลข่าวสารที่เน้นประเด็นเรื่องความขัดแย้งมากกว่าเนื้อหา หรือประเด็นที่แสดงถึงผล กระทบต่อ
ข่าวสารชิ้นนั้น ๆ การใช้ภาษาที่แสดงออกถึงความขัดแย้ง จนไปถึงการใช้ความรุนแรงทางภาษาได้ลุกลาม
ย่ อ ม ส่ ง ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ ค น ใ น สั ง ค ม โ ด ย เ ฉ พ า ะ เ ด็ ก แ ล ะ เ ย า ว ช น ที่ ต้ อ ง เ ส พ รั บ เ อ า ค ว า ม รุ น แ ร ง เ ห ล่ า นั้ น ไ ป ด้ ว ย
หากปล่อยให้มี HATE SPEECH เกิดขึ้นจนชาชิน คําพูดเหล่านี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง ทำให้คน
รุ่นหลังถูกปลูกฝังมาแบบผิด ๆ จนทำให้ความเคารพซึ่งกันและกันน้อยลง เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และ
เกิดอคติขึ้นในสังคม ดังนั้นสื่อควรมีจิตสำนึกและตระหนักว่าตนเองมีความสำคัญต่อสังคม มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมต่าง ๆ ของเยาวชน โดยปัจจุบันแม้ว่าสื่อมีความจำเป็นต้องนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหารุนแรง เพื่อ
ดึงดูดผู้ชมผู้ฟัง แต่ก็จำเป็นต้องคำที่สุภาพ เหมาะสม ดังนั้น การสื่อสารสิ่งใดจึงควรมีวิจารณญานและใช้
ภาษาไทยให้ถูกต้อง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมต่อไป

อนึ่ง การที่จะฝึกฝนหรือสอนให้เด็กมีมารยาทการใช้ภาษาให้ถูกต้องนั้น คงจะง่ายขึ้นหากเรา
สามารถปลูกฝังให้พวกเขารู้สึกเข้าใจการสื่อสารโดยใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์ โดยการใช้สื่อต่าง ๆ เป็น
ตัวแทนเสมือนครู พ่อแม่ ที่นำเสนอเป็นแบบอย่างของมารยาทการใช้ภาษาได้อย่างสร้างสรรค์และถูกต้อง
อย่างปกติ เหมือนกับการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และจะต้องเกิดจากความพยายามเปลี่ยนแปลงกันทุก ๆ
ฝ่าย หากให้ความร่วมมือเช่นนนี้ต่อไปจะช่วยให้การใช้ภาษาไทยของคนไทยดีขึ้น

reallygreatsite.com

32

2. แนวทางการปฏิบัติเพื่ อการสื่ อสารที่ดี



ในการใช้ชีวิตในสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การสื่อสารเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นต้องใช้เพื่อ
ก่ อ ใ ห้ เ กิ ด ก า ร ป ร ะ ส า น สั ม พั น ธ์ กั น ร ะ ห ว่ า ง บุ ค ค ล แ ล ะ สั ง ค ม ก ก ก ช่ ว ย เ ส ริ ม ส ร้ า ง ค ว า ม เ ข้ า ใ จ อั น ดี ร ะ ห ว่ า ง
คนในสังคม ดังนั้นหากมีทักษะในการสื่อสารที่ดีจะช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น ลดความขัดแย้ง และ
ช่วยธำรงสังคมให้อยู่ร่วมกันเป็นปกติสุขและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยมีแนวทางในการปฏิบัติดังนี้

1) การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

ผู้พูดต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก่อนที่จะสื่อสารกัน โดยการเข้าใจความต้องการของผู้ฟัง อยู่ใน
โลกของผู้ฟัง มีความรักให้กับผู้ฟัง อยากช่วยเหลือผู้ฟัง มากกว่าความต้องการแสดงความคิดเห็นของ
ผู้พูดเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ดี และความเข้าใจในเจตนาของผู้พูด ว่าต้องการ
สื่อสารเพื่อจุดประสงค์ใด ถ้าผู้พูดเปิดใจก่อน ก็จะได้รับการเปิดใจจากผู้ฟังเช่นเดียวกัน

2) การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่ น

ผู้พูดบางคนพยายามที่จะสื่อสารความต้องการและความคิดของตัวเอง จนลืมทำหน้าที่รับฟัง ทำให้
ผู้ฟังปิดรับการสื่อสารด้วยเช่นกัน เพราะผู้ฟังก็อยากให้ผู้สื่อสารเข้าใจความต้องการของเขาด้วยเช่น
เดียวกัน ดังนั้นการสื่อสารที่ดีจะสนใจความต้องการของผู้ฟัง และสื่อสารข้อความหรือข้อมูลที่ตรงกับ
ความต้องการ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่การบริภาษ

33

3) การเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

การเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญในการสื่อสาร เนื่องจากมนุษย์ต้องการ
ได้รับการยอมรับ ได้รับความสนใจ และชอบคำชมมากกว่าคำตำหนิ หากผู้พูดเรียนรู้และเข้าใจ
ธรรมชาติของมนุษย์ และใช้กลวิธีการสื่อสารในแนวทางที่สุภาพและเหมาะสม ก็จะส่งเสริมความ
เ ข้ า ใ จ ร ะ ห ว่ า ง บุ ค ค ล แ ล ะ ล ด ปั ญ ห า ที่ จ ะ เ กิ ด ขึ้ น

4) การสื่ อสารด้วยทัศนคติเชิงบวก
การสื่อสารกับบุค
คลอื่น ย่อมไม่ราบรื่นทุกครั้งไป เนื่องจากความคิดเห็นของแต่ละคนย่อมไม่

เหมือนกัน ภาษาที่ใช้อาจถูกตีความไปอีกแบบหนึ่งได้ ดังนั้นผู้พูดต้องมีทัศนคติเชิงบวก ไม่ตีความใน
ด้านลบ และไม่ตัดสินผู้อื่นโดยปราศจากเหตุผล เพราะมิเช่นนั้นผู้พูดก็จะใช้น้ำเสียง สีหน้า กริยา และ
คำพูดที่เป็นเชิงลบได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อต้านจากผู้ฟังด้วยเช่นกัน โดยคนเรามีความคิดเห็นที่แตก
ต่างกันเป็นเพราะหลายสาเหตุดดดเช่นดดความเชื่อไม่เหมือนกัน ค่านิยมที่ยึดถือแตกต่างกัน และ
ประสบการณ์ในอดีตไม่เหมือนกัน เป็นต้น ดังนั้น หากต้องการให้การสื่อสารราบรื่น และลดความขัด
แ ย้ ง ที่ อ า จ จ ะ เ กิ ด จ า ก บ ท ส น ท น า เ เ เ เ ผู้ พู ด จำ ต้ อ ง มี ทั ศ น ค ติ เ ชิ ง บ ว ก แ ล ะ คำ นึ ง ถึ ง ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง ด้ า น แ น ว
ค ว า ม คิ ด ข้ า ง ต้ น

5) มีทักษะการพู ดที่มีประสิทธิภาพ


ามีจทนักเษกิะนกไาปรชัพดูด
ถ้ทอี่มยีปชัรดะคำสิ ทธิภาพ เช่น พูดด้วยระดับน้ำเสียงที่ เหมาะสมกับสถานการณ์ พูดไม่
เ ร็ ว ไ ม่ ช้ พูดตรงประเด็น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก็ จ ะ ใ ช้ ทำ ใ ห้ ผู้ ฟั ง เ ข้ า ใ จ ใ น เ จ ต น า
ของการสื่อสาร ทำให้การสื่อสารเป็นไปด้วยดี และช่วยให้เกิดประโยชน์จากการสื่อสารดังกล่าว

34

บรรณานุกรม

กัญญนัช ชะนะจิตร. (2560). การสร้างคำและความหมายของสแลง
ในเฟซบุ๊ก. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

กานต์รวี ชมเชย. (2556). “ภาษาไทยเน็ต” : ภาษาเฉพาะกลุ่มของคนไทยรุ่นใหม่ใน
การสื่อสารทาง อินเตอร์เน็ต. รายงานการวิจัยสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ขวัญทิพย์ อรุณรุวิวัฒน์ และคณะ. (2564). กลวิธีทางภาษาที่ใช้บริภาษใน
แอปพลิเคชันทวิตเตอร์: กรณีศึกษาประเด็นปัญหาความรักของนักแสดง
หญิงและนักร้องชาย. วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร,
18(2) : 103-120.

คุณากร คงจันทร์. (2564). มารยาทการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของคนไทย.
วารสารปาริชาต มหาวิทยาลัยทักษิณ, 34(1) : 155-175.

จักริน จุลพรหม. (2564). คำสแลงที่ใช้เพื่อบริภาษในทวิตเตอร์. วารสารวิชาการ
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, 8(1) :
58-71.

จินตนา พุทธเมตะ. (2546). คำสแลง. กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ชวิตรา ตันติมาลา. (2555). “ซิมซิมอิ เพื่อนแก้เหงาหรือเพื่อนหยาบคาย”.
วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ, 13(2), 56-64.

ซารีณา นอรอเอ และคณะ. (2561). ลักษณะการใช้ภาษาบนสื่อสังคมออนไลน์ของ
วัยรุ่นไทยในปัจจุบัน. รายงานการประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและ
นานาชาติ ครั้งที่ 9. 940-952.สงขลา: มหาวิทยาลัยหาดใหญ่.

นิภัทร อังกูรสินธนา. (2550). การศึกษาเปรียบเทียบวัจนอ้อมในการบริภาษใน
นวนิยายไทยต่างสมัย. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์.

วิสันต์ สุขวิสิทธิ์. (2547). วัจนกรรมการบริภาษในภาษาไทย.
วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

35

บรรณานุกรม

ศิวริน แสงอาวุธ. (2557). วัจนบริภาษในข้อความแสดงทัศนะต่อข่าวการเมือง
จากสื่ออินเทอร์เน็ต. ดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

สมบัติ สมศรีพลอย. (2559). กลอนแดง : วัจนกรรมบริภาษยอกย้อนในเพลง
อีแซว. วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร, 36(2) : 113-126.

สุธาสินี พลอยขาว. (2551). วัจนกรรมแสดงความไม่พอใจในกระดานสนทนาทาง
อินเทอร์เน็ต. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาภาษาไทย,จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.

ทิพวัลย์ เหมรา. (2561). ถ้อยคำบริภาษของผู้พูดภาษาไทยถิ่นอีสาน: ความหมาย
ของถ้อยคำ. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร.

อรรถวิทย รอดเจริญ. (2552). การศึกษาการใชภาษาบริภาษของนักการเมืองไทย.
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

36

จัดทำโดย

นางสาวชุติมา ศรีกาญจน์ รหัสนักศึกษา 6115105001004
นางสาวแก้วกาญจน์ หนูกลับ รหัสนักศึกษา 6115105001013
นางสาวธัญชนก ทองทุ่ม รหัสนักศึกษา 6115105001041
นางสาววรัญดา สามัญ รหัสนักศึกษา 6115105001042
นางสาววราภรณ์ ระวังงาน รหัสนักศึกษา 6115105001044
นางสาววิลาวรรณ สักกะจง รหัสนักศึกษา 6115105001051
นางสาวฟาริดา เบญฤทธิ์ รหัสนักศึกษา 6115105001054

กลุ่มเรียน 61010.152

37


Click to View FlipBook Version