ปะการงั
( Corals )
ปะการงั
( Coral )
เป็นส่ิงมีชีวิตชนิดหนึ่งจัดอยู่ในประเภทสัตว์ทะเลท่ีไม่มีกระดูกสันหลัง ( ที่มีกระดูกสันหลังคือปลาต่างๆ )
ปะการังมีมากมายหลายชนิดมีทั้งปะการังแข็ง ปะการังอ่อน หลากสีสันและหลากหลายรูปร่าง เช่น ปะการังเขากวาง
ปะการังดอกเห็ด และอีกมากมาย ประเทศไทยเรามปี ะการังมากมายเพราะประเทศเราอยู่เขตร้อน ปะการังอยู่ได้เฉพาะ
เขตร้อนและใกล้เขตรอ้ นที่อณุ หภูมขิ องน้าไม่ตา่้ กว่า 18 องศาเซลเซยี ส ดงั นนั้ ประเทศในเขตหนาวจงึ ไมม่ ีปะการงั
ปะการังเป็นทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลท่ีส้าคัญ เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์น้า เป็นแหล่งอาหารเพ่ือ
การเจริญเติบโต เป็นแหล่งเพราะพันธุ์และวางไข่ เป็นแหล่งหลบภัยของสัตว์น้าต่างๆ ดังน้ันปะการังจึงเป็นเหมือนผู้ผลิต
และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเล แต่ส้าหรับนักท่องเที่ยวแล้วปะการังเป็นส่ิงวิเศษสุดส้าหรับความสวยงามของ
โลกใต้ทะเล ทีใ่ ดมปี ะการงั อดุ มสมบรู ณท์ ่นี ั่นย่อมมสี ิง่ มีชวี ติ หลากหลาย
ความส้าคัญของแนวปะการงั
1. แนวปะการงั บรเิ วณชายฝัง่ และแนวปะการังแบบกา้ แพงจะท้าหน้าท่ปี ้องกนั ชายฝง่ั จากการกัดเซาะของคลืน่
กระแสนา้ โดยตรง ถ้าไมม่ แี นวปะการงั นช้ี ายฝงั่ ทะเลจะถกู คลืน่ ลมทะเลทา้ ลายอยา่ งรนุ แรงทุกครงั้
2. แนวปะการงั เปน็ ตวั สร้างทรายใหก้ ับชายหาด โดยเกดิ จากการสึกกร่อนของโครงสรา้ งหินปนู จากคลน่ื ลมและ
สัตว์บางชนดิ
3. แนวปะการงั เป็นแหลง่ อาหารมนษุ ย์ เพราะมสี ัตว์ทอ่ี ย่ใู นแนวปะการงั มากมายเชน่ ปลาหมึก หอย กุง้
แมงกะพรนุ ฯลฯ
4. สารพิษบางอยา่ งซ่ึงสัตว์ทะเลในแนวปะการงั สร้างเพอื่ ปอ้ งกันตัวเองนัน้ สามารถน้ามาสกัดใช้ทา้ ยาได้ เชน่ ยา
ตา้ นมะเรง็ เปน็ ตน้
5. แนวปะการังและส่งิ มชี ีวิตท่สี วยงามใตท้ อ้ งทะเล เป็นแหล่งทอ่ งเท่ยี วที่ส้าคญั ยิง่
การสบื พันธ์ขุ องปะการัง
ปะการงั เป็นสัตว์ทสี่ ามารถสบื พนั ธ์ไุ ด้ 2 แบบ คือ แบบไมอ่ าศยั เพศและอาศยั เพศ
การสบื พนั ธแ์ุ บบไมอ่ าศยั เพศ ในปะการังเกดิ ขน้ึ ไดห้ ลายลักษณะ ท่ีพบไดท้ ว่ั ไปคอื การแตกหกั จากกอ้ นปะการังเดมิ
(fragmentation) ซ้ึงอาจเกดิ จากคลนื่ ลมตามธรรมชาติ หรอื กิจกรรมจากมนษุ ย์ ถา้ ส่วนท่ีหักตกอยใู่ นสภาวะท่เี หมาะสมกจ็ ะ
สามารถเจริญเตบิ โตเป็นโคโลนีใหมข่ นึ้ นอกจากนน้ั ปะการังยงั สามารถสรา้ งโพลปิ พรอ้ มโครงสร้างหนิ ปูนข้ึนมา และเมอ่ื โพลิป
ใหม่น้ีเมอื่ เจริญเติบโตเตม็ ท่ีจะหลดุ ออกมาจากโคโลนแี ม่ (polyp expulsion) หรอื ในบางกรณที สี่ ภาวะแวดลอ้ มเปล่ียนแปลง
ไม่เหมาะสมหรอื มผี ลู้ ่า โพลปิ หรอื เนอื้ เยอ่ื ของปะการังบางชนิดกอ็ าจหลุดออกมาจากโคโลนแี ม่ (polyp bail-out) ซ่งึ วิธีน้ีมัก
เกดิ เมอื่ โคโลนีเดิมไมแ่ ข็งแรงและไมส่ ามารถเตบิ โตตอ่ ไปได้ และในปะการงั บางชนิดเชน่ ปะการงั ดอกกะหลา่้ (Pocillopora
damicornis) สามารถผลิตตวั อ่อนปะการังไดด้ ้วยตวั เองจากไขท่ ่ีไม่ไดร้ บั การปฏสิ นธิจากนา้ เชื้อ (partheno-genesis)
การสืบพนั ธ์ุของปะการัง
การสบื พนั ธแ์ุ บบอาศยั เพศ ระบบสืบพันธ์ขุ องปะการงั มที ั้งแบบทแ่ี ยกเพศ และมสี องเพศในโคโลนีเดยี วกันโดย
สว่ นใหญ่ปะการงั จะเปน็ กระเทย คอื มเี พศผูแ้ ละเพศเมียในตัวเดยี วกัน มสี ว่ นนอ้ ยท่แี ยกเพศในแตล่ ะโคโลนี สว่ นรปู แบบของ
การปฏิสนธพิ บว่า ประมาณร้อยละ 75 ของปะการงั จะปลอ่ ยไขแ่ ละนา้ เชอ้ื ออกมาผสมและเกิดการปฏสิ นธิเป็นตัวออ่ นในมวลน้า
(external fertilization) หรือเรียกวา่ กล่มุ ทเ่ี ป็น spawner โดยสว่ นใหญ่ท้าการปลอ่ ยเซลล์สืบพนั ธเุ์ ปน็ จา้ นวนมากเพยี ง
ครง้ั เดียวในรอบปี เช่น กลมุ่ ปะการงั เขากวาง (Acroporidae) ส่วนอีกกลมุ่ เปน็ พวกที่มกี ารปฏสิ นธิภายในโคโลนี (internal
fertilization) แล้วปล่อยตัวอ่อนระยะวา่ ยนา้ (planula larvae) ออกมาในมวลนา้ ภายหลงั หรือกลมุ่ brooder ซึ่งปรมิ าณ
การปลอ่ ยตวั อ่อนคร้ังละไม่มากเท่ากบั กลุ่มทป่ี ฏิสนธิภายนอก แต่สามารถปล่อยตัวออ่ นเปน็ ประจา้ ได้ทุกเดือนและตลอดปี ตวั
อ่อนปะการังใช้ระยะเวลาลอ่ งลอยอยใู่ นมวลน้าแตกต่างกันไปในแต่ละชนิด จากน้นั จึงลงเกาะในพ้ืนท่ที ี่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่
เป็นพืน้ ท่แี ขง็ หรอื ซากปะการัง ชว่ งการปล่อยเซลล์สืบพันธุน์ ั้นเกดิ ขึ้นเฉพาะบางเวลา ซ่งึ แตกตา่ งกนั ไปในแตล่ ะชนดิ และ
สถานท่ี
สาเหตแุ ละผลกระทบปัญหาหาร
เสือ่ มโทรมของแนวปะการงั
• การเสื่อมโทรมตามธรรมชาติ
1. คล่นื รุนแรงท่เี กิดโดยลมพายุ
2. สตั วท์ ะเลบางชนดิ กัดกนิ ปะการงั เป็นอาหาร เช่น ปลานกแก้วกัดกินโครงแขง็ ของปะการัง
3. สัตวท์ ะเลบางชนิดกนิ เนือ้ เย้อื ของแนวปะการัง เชน่ ปลาดาวหนาม
การเสือ่ มโทรมของปะการังตามธรรมชาติ ไม่สรา้ งความเสยี หายรา้ ยแรง เพราะ ปะการงั สามารถฟื้นฟตู วั เองได้ทันการทา้ ลาย
• การเสอ่ื มโทรมจากการกระทา้ ของมนุษย์
1. การเก็บปะการังเป็นท่รี ะลกึ ปะการัง 1 ก่งิ ทถ่ี กู หักเกบ็ ไปเปน็ ของทีร่ ะลึกน้นั ต้องใช้เวลาสร้างนานนบั ร้อยปี
2. การทง้ิ สมอเรอื และถอนสมอในแนวปะการงั เปน็ การทา้ ลายแนวปะการงั ทีร่ ุนแรงทสี่ ุดเพราะสมอเรือจะกระแทกครดู แนวปะการังให้แตกหกั เสยี หาย
3. การปล่อยน้าเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและชมุ ชนรมิ ทะเล ทา้ ให้น้าทะเลขุน่ ไม่ใสส่ ะอาดเป็นเหตุให้ปะการังตาย
4. การระเบดิ ปลา เปน็ การท้าลายปะการงั ท่ีรนุ แรง
5. การท้งิ ขยะในทะเล เช่น ขวดแก้ว กระป๋อง ถุงพลาสตกิ ท้าให้แนวปะการงั เสยี หาย
สิง่ มีชวี ติ ส้าคัญทีอ่ าศัยอย่ใู นแนว
ประการัง
1. สาหรา่ ยเซลเดียว มคี วามสา้ คัญมากเพราะท้าหนา้ ทีเ่ ปน็ ผผู้ ลิต เปน็ อาหารให้กบั ส่ิงมีชวี ติ อื่น เช่น ตัวประการงั และแพลงกต์ อน
ต่อไป
2. หญา้ ทะเล รากของทะเลจะยดึ ตะกอนหนา้ ดนิ เหนียวเข้าด้วยกนั จึงชว่ ยป้องกนั การกดั เซาะหนา้ ดนิ ใต้ทะเล และยงั เป็นอาหาร
ของเต่าทะเล ปลาบางชนดิ พะยูน
3. ฟองน้า เปน็ สตั วข์ นาดเล็ก มีลกั ษณะรูปร่างและสีสนั สวยงามแตกต่างกนั ไปฟองน้าจะผลติ สารท่มี ีคณุ ค่าใหแ้ ก่เพรียง หญา้ ทะเล
และสตั วน์ ้าอนื่ ๆ นอกจากนนั้ ฟองนา้ บางชนิด กเ็ ป็นอาหารของคนเราดว้ ย
4. ปะการงั ออ่ น ปะการงั ประเภทนี้ จะไมม่ โี ครงรา้ งหนิ ปูนแขง็ หอ่ หมุ้ ภายนอก แตจ่ ะสรา้ งอยขู่ า้ งในตัว และสามารถสะบัดไหวไป
มาตามกระแสน้าได้ ปะการังออ่ นนีจ้ ะมีสสี ันสวยงาม มที งั้ เป็นต้น เป็นกอ และเป็นแผ่น
5. กัลปังหา เป็นปะการงั ชนดิ หนง่ึ ทมี่ หี ลายสี รปู ทรงแผเ่ ป็นกง่ิ ก้านสาขาคลา้ ยต้นไมก้ ้านหน่งึ ๆ อาจยาวตั้งแต่ 2-3 นวิ้ ไปจนถึง
เปน็ เมตร
ส่ิงมีชีวติ สา้ คญั ท่อี าศยั อยใู่ นแนว
ประการงั
6. ดอกไมท้ ะเล เป็นสัตวเ์ ล็ก ๆ มีรปู รา่ งทรงกระบอก ด้านลา่ งเปน็ ฐานยึดติดกบั ก้อนหินมหี นวดอยดู่ ้านบน หนวดน้ีจะมีเขม็ พษิ
ส้าหรับจบั ปลา เล็ก ๆ กินเปน็ อาหาร ดอกไมท้ ะเลมสี ีสวยงามมากต้งั แต่สีม่วง ชมพู เขยี ว นา้ เงนิ แม้ดอกไม้ทะเลมหี นวดทีม่ เี ขม็ พษิ
แต่ จะมีปลาชนดิ หนง่ึ ทีอ่ าศยั อยู่ในดงดอกไมท้ ะเลคอื ปลาการ์ตนู ซึ่งจะคอยกินเศษอาหารตา่ ง ๆ ท่เี หลอื จากดอกไม้ทะเล
7. หนอนทะเล จะอาศัยอยู่ในแนวปะการงั ตามซอกหลืบ หรือตามรอยแตกของหนิ มรี ูปร่างสสี ันสวยงามมาก หนอนทะเลเป็น
สว่ นหนงึ่ ท่ที า้ ใหป้ ระการังผุกรอ่ นกลายเปน็ ทรายเพราะการขุดโพรงปะการงั เปน็ ท่ีอยอู่ าศัย
8. สตั ว์อน่ื ๆ ทอ่ี าศยั ในแนวปะการงั ได้แก่ หอยชนดิ ต่าง ๆ เชน่ หอยเบยี้ หอยมอื เสอื และหอยสังข์แตร หมึกทะเล กุง้ และปู
ปลาตา่ ง ๆ เชน่ ปลาสงิ โต ปลานกแก้ว ปลาการต์ นู ปลาเก๋า นอกจากนนั้ กย็ งั มีพวกปลงิ ทะเล หอยเม่น ดาวทะเล
การอนรุ กั ษ์ปะการงั
1. เป็นนกั ทอ่ งเท่ยี วท่ีดี วา่ ยน้าดูปะการงั ดว้ ยความระมดั ระวังไมเ่ ดินหรือเหยยี บยา่้ บนปะการัง
2. ไมเ่ ก็บ ไมซ่ อื้ ไม่ขายปะการงั เปน็ ของทีร่ ะลึก
3. ไมท่ ้ิงขยะ ถุงพลาสติก กลอ่ งโฟม ลงทะเล
4. เมอ่ื พบคนใกลช้ ดิ กระท้าผดิ ควรใหค้ ้าแนะนา้ ทถ่ี ูกต้อง
5. เป็นนายทา้ ยเรอื ทด่ี ี ผูกเรือกับท่นุ แทนการทงิ้ สมอ แนะนา้ ท่องเท่ียวใหช้ ่วยกันอนุรกั ษ์ปะการัง
6. ไม่ทา้ การประมงท่ีทา้ ลายแนวปะการัง
7. งดเวน้ การปล่อยน้าเสยี และทิ้งสง่ิ ปฏกิ ลู ลงทะเล
อ้างองิ
ปะการัง , NEMOTOUR เวบ็ น้ีเพ่อื เทอ … ทะเล , วนั ท่ี 29 เมษายน 2564 ,
แหล่งที่มา : http://www.nemotour.com/knowledge/coral.htm
การสบื พนั ธข์ องปะการัง , กรมทรพั ยากรทางทะเลและชายฝั่ง , วนั ที่ 29 เมษายน 2564 ,
แหล่งทม่ี า : https://km.dmcr.go.th/th/c_3/d_893
ความสา้ คัญของแนวปะการัง , Aittiphon Pakkatanang , วนั ที่ 29 เมษายน 2564 ,
แหลง่ ท่ีมา : https://sites.google.com/site/saveworldbyyou/thraphyakrthrrmchati-
thi-sakhay/pakarang
แนวทางการอนรุ กั ษ์ปะการงั , ปะการังในทะเลไทย , วันที่ 29 เมษายน 2564 ,
แหล่งทม่ี า : https://sites.google.com/site/pakarangnithalethiy/7-naewthang-kar-
xnuraks-pakarang-ni-thale-thiy
Thank you
นางสาวร่งุ ทพิ ย์ พรหมสวัสดิ์
6111011448046
คณะโรงเรียนการทอ่ งเทีย่ วและการบรกิ าร
หลักสูตร ศลิ ปศาสตรบัณฑติ
สาขาการทอ่ งเที่ยว