4) ภาษธี ุรกจิ เฉพาะตามประมวลกฎหมายรษั ฎากร โดยอาศัยขอ้ บัญญตั ิจดั เก็บเพิม่ ข้ึนในอตั รา ซึ่งรวมกับ
อัตราที่ จัดเก็บในเทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตาบล แล้วไม่เกินร้อยละ 30 ของอัตราภาษีท่ี
จัดเกบ็ ตามประมวลรัษฎากร โดยเปน็ หนา้ ท่ีของกรมสรรพากรที่จะจัดเก็บ
5) ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ รวมทงั้ เงนิ เพ่ิมตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ภาษรี ถตามกฎหมายวา่ ด้วย
การขนส่ง ทางบก และค่าธรรมเนียมลอ้ เล่ือนตามกฎหมายว่าด้วยลอ้ เลอ่ื น
6) ภาษีเพิม่ การศกึ ษาตามกฎหมายวา่ ด้วยการศึกษาแห่งชาติ
7) อากรรังนกอีแอน่ ตามกฎหมายว่าด้วยอากรรงั นกอแี อ่น
8) ค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายวา่ ด้วยแร่ ให้ได้รับการจัดสรรในอัตรา ร้อยละ 20 ของค่าภาคหลวงแร่
ที่จัดเก็บได้ ภายในเขตขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวัดน้ัน
9) ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม ให้ได้รับการจัดสรรในอัตรา ร้อยละ 20 ของ
คา่ ภาคหลวง ปิโตรเลียม ท่จี ัดเกบ็ ได้ภายในเขตขององค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั นัน้
10) คา่ ธรรมเนยี มบารงุ องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัดโดยออกข้อบัญญัตเิ รยี กเก็บจากผพู้ ักในโรงแรม
ตามกฎหมาย วา่ ดว้ ยโรงแรม
11) ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับในกิจการที่กฎหมายมอบหมายหน้าท่ีให้องค์การ
บริหารสว่ นจังหวดั เป็นเจา้ หน้าที่ดาเนินการภายในเขตองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดนั้นและให้ตกเป็น
รายได้ขององค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
12) ค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะที่องค์การ
บริหารสว่ นจงั หวดั จดั ใหม้ ขี นึ้
13) รายได้อื่นตามทกี่ ฎหมายบัญญัติให้เปน็ ขององค์การบริหารสว่ นจังหวัด
รายได้จาก ภาษีอากร คา่ ธรรมเนียม และรายได้
รายไดจ้ าก ร้อยละ / สตางค์
น้ามันเบนซิน/น้ามันดีเซล และน้ามันที่ 10
คลา้ ยกนั
กา๊ ซปโิ ตรเลียม 10
ยาสูบ 10
ภาษมี ลู ค่าเพ่มิ 30
ภาษีธุรกิจเฉพาะ 30
ค่าภาคหลวงแร่ 20
ค่าภาคหลวงปโิ ตรเลยี ม 20
กรงุ เทพมหานคร อาจมีรายได้จาก ภาษี อากร ค่าธรรมเนียม และเงนิ รายได้ดงั ตอ่ ไปน้ี
1) ภาษโี รงเรอื นและทด่ี ินตามกฎหมายว่าดว้ ยภาษโี รงเรือนและทดี่ นิ
2) ภาษีบารงุ ท้องท่ีตามกฎหมายวา่ ดว้ ยภาษีบารุงท้องที่
3) ภาษีปา้ ยตามกฎหมายวา่ ดว้ ยภาษีปา้ ย
** พระราชบญั ญัติกาหนดแผนและขน้ั ตอนการกระจายอานาจให้แกอ่ งคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ พ.ศ. 2542 **
4) ภาษีบารุงกรุงเทพมหานคร สาหรับน้ามันเชื้อเพลิงสาหรับรถยนต์ โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้
ไม่เกนิ ลิตรละ 10 สตางค์ สาหรบั น้ามัน และ กโิ ลกรัมละไมเ่ กิน 10 สตางค์ สาหรับก๊าซปิโตรเลยี ม
5) ภาษีบารุงกรุงเทพมหานคร สาหรับยาสูบ ซ่ึงเก็บจากการค้าในเขตจังหวัดโดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บ
เพ่ิมได้ ไมเ่ กนิ มวนละ 10 สตางค์
6) ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการจัดสรรในอัตราซ่ึงเมื่อรวมกับการจัดสรรตาม
(ภาษีมูลค่าเพิ่มของเทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตาบล + ภาษีมูลค่าเพ่ิมขององค์การบริหารส่วน
จงั หวัด) แล้ว ไม่เกินรอ้ ยละ 30 ของภาษีมลู ค่าเพิ่มท่ีจัดเก็บได้หักส่วนท่ีต้องจ่ายคืนแล้ว โดยเป็นหน้าที่ของ
“กรมสรรพากร” ทจ่ี ะจดั เกบ็
7) ภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลกฎหมายรัษฎากร โดยอาศัยข้อบัญญัติจัดเก็บเพ่ิมข้ึนในอัตราไม่เกิน
รอ้ ยละ 30 ของ อัตราภาษีทจี่ ดั เก็บตามประมวลรษั ฎากร โดยเป็นหนา้ ท่ีของกรมสรรพากรท่จี ะจดั เกบ็
8) ภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และค่า
แสตมปย์ าสูบตาม กฎหมายว่าด้วยยาสูบ ซึ่งเก็บจากการค้าในเขตกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บ
เพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของอัตราภาษีท่ีกรมสรรพสามิตจัดเก็บ และให้ถือเป็นภาษีและค่าแสตมป์
ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการน้นั โดยเป็นหน้าทขี่ องกรมสรรพสามิตทจี่ ะจดั เก็บ
9) ภาษีเพ่ือการศกึ ษาตามกฎหมายว่าด้วยการศกึ ษาแหง่ ชาติ
10) ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ รวมท้ังเงินเพิ่มตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ภาษีรถตาม
กฎหมายวา่ ด้วยการขนสง่ ทางบก และคา่ ธรรมเนยี มล้อเลอื่ นตามกฎหมายวา่ ดว้ ยล้อเลอ่ื น
11) ภาษกี ารพนันตามกฎหมายวา่ ด้วยการพนนั
12) ค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ให้ได้รับการจัดสรรในอัตรา ร้อยละ 20 ของ
คา่ ภาคหลวงแร่ ที่กรมทรัพยากรจดั เกบ็ ได้จรงิ
13) ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมให้ได้รับการจัดสรรในอัตรา ร้อยละ
20 ของค่าภาคหลวง ปโิ ตรเลยี ม ทีก่ รมทรัพยากรจดั เกบ็ ไดจ้ รงิ
14) อากรการฆ่าสัตว์ และผลประโยชนอ์ ่ืนอนั เกิดจากการฆ่าสตั ว์
15) ค่าธรรมเนียมบารุงกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติเรียกเก็บจากผู้พักในโรงแรมตาม
กฎหมายวา่ ดว้ ยโรงแรม
16) ค่าธรรมเนียมสนามบินตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ ท้ังนี้ ให้เป็นไปตามอัตราและวิธีการที่
คณะกรรมการกาหนด
17) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก่ียวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีทุนทรัพย์ตาม
ประมวลกฎหมายที่ดิน
18) ค่าธรรมเนียมดังต่อไปน้ี โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มข้ึนในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของ
ค่าธรรมเนียมทีจ่ ัดเกบ็ ตามกฎหมายวา่ ด้วยการนน้ั
ก) ค่าธรรมเนยี มใบอนุญาตขายสุราตามกฎหมายว่าดว้ ยสรุ า
ข) ค่าธรรมเนียมใบอนญุ าตเลน่ การพนนั ตามกฎหมายวา่ ด้วยการพนัน
** พระราชบัญญตั กิ าหนดแผนและขน้ั ตอนการกระจายอานาจใหแ้ ก่องคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่ พ.ศ. 2542 **
19) ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับในกิจการท่ีกฎหมายมอบหมายหน้าท่ีให้
กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าหน้าที่ ดาเนินการภายในเขตของกรุงเทพมหานคร และให้ตกเป็นรายได้ของ
กรุงเทพมหานคร
20) ค่าธรรมเนียมใด ๆ ท่ีเรียกเก็บจากผู้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะท่ี
กรุงเทพมหานครจดั ใหม้ ขี ึน้
21) รายได้อื่นตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิให้เป็นของกรุงเทพมหานคร
การจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรในแต่ละปี ให้คณะกรรมการพิจารณากาหนดโดยคานึงถึง
ภาระหน้าท่ีของรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินด้วยกันเองเป็น
สาคญั
รายไดจ้ าก ภาษอี ากร คา่ ธรรมเนยี ม และรายได้
รายไดจ้ าก รอ้ ยละ / สตางค์
น้ามันเบนซิน/น้ามันดีเซล และน้ามันที่ 10
คลา้ ยกนั
ก๊าซปิโตรเลียม 10
ภาษมี ูลค่าเพิ่ม 30
ภาษีธุรกิจเฉพาะ 30
ภาษีสรรพสามิต 30
คา่ ภาคหลวงแร่ 40
คา่ ภาคหลวงปิโตรเลยี ม 40
องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ อาจมรี ายรับดงั ต่อไปนี้
1) รายไดจ้ ากทรัพยส์ นิ ขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ
2) รายไดจ้ ากสาธารณปู โภค
3) รายได้จากการพาณิชย์และการทากิจการ ไม่ว่าจะดาเนินการเองหรือร่วมกับบุคคลอ่ืน หรือจาก
สหการ
4) ภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับ ค่าตอบแทน หรือรายได้อื่นใด ตามที่มีกฎหมาย
บญั ญตั ิไวใ้ ห้เปน็ รายได้ขององคก์ รปกครองส่วนท้องถนิ่
5) คา่ บรกิ าร
6) เงนิ อดุ หนนุ จากรฐั บาล สว่ นราชการ รฐั วิสาหกจิ หรอื องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ อืน่
7) เงินชว่ ยเหลือจากต่างประเทศ องคก์ ารตา่ งประเทศ หรอื องคก์ ารระหวา่ งประเทศ
8) รายได้จากการจาหนา่ ยพันธบัตร
9) เงินกจู้ ากกระทรวง ทบวง กรม องคก์ าร หรือนติ บิ คุ คลต่าง ๆ
10) เงนิ กจู้ ากตา่ งประเทศ องคก์ ารตา่ งประเทศหรอื องค์การระหวา่ งประเทศ
11) เงินและทรัพยส์ ินอยา่ งอ่นื ทม่ี ผี ู้อทุ ศิ ให้
** พระราชบัญญัตกิ าหนดแผนและขน้ั ตอนการกระจายอานาจให้แกอ่ งค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน พ.ศ. 2542 **
12) เงินช่วยเหลือหรือเงนิ คา่ ตอบแทน
13) รายได้จากทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือรายได้จากทรพั ย์สินของรัฐวิสาหกิจที่ดาเนนิ การเพื่อมุ่ง
หากาไรในเขตขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น
14) รายได้จากคา่ ธรรมเนียมพิเศษ
การออกพันธบัตร, การกู้เงินจากองค์กร หรือนิติบุคคลตา่ ง ๆ , การกเู้ งินจากต่างประเทศ, รายได้จาก
ทรัพย์สนิ ใหอ้ อกเปน็ ขอ้ บัญญตั ิทอ้ งถน่ิ โดยไดร้ บั ความเหน็ ชอบจาก “คณะรฐั มนตรี”
หมวด 4 แผนการกระจายอานาจให้แก่องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น
แผนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ให้ดาเนินการดังน้ี
1. ให้ดาเนินการถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะท่ีรัฐดาเนินการอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติน้ี
บงั คบั ใชแ้ ก่องคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่ ภายในกาหนดเวลาดงั นี้
ก) ภารกิจท่ีเป็นการดาเนนิ การซ้าซอ้ นระหวา่ งรฐั และองค์ปกครองส่วนทอ้ งถิ่น หรือภารกจิ ท่ีรัฐจัด
ใหบ้ ริหารในเขตองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ใหด้ าเนนิ การให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ปี
ข) ภารกิจท่ีรัฐจัดให้บริการในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมีผลกระทบถึงองค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถิน่ อ่นื ใหด้ าเนินการให้เสร็จสน้ิ ภายใน 4 ปี
ค) ภารกจิ ท่เี ปน็ การดาเนนิ งานตามนโยบายของรัฐบาล ให้ดาเนินการใหเ้ สรจ็ สิ้นภายใน 4 ปี
2. กาหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะของรัฐและขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเองตามอานาจและหน้าท่ีท่ีกาหนดใน
พระราชบัญญัติน้ีให้ชัดเจน โดยในระยะแรกกาหนดภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้
แตกต่างกันได้ โดยให้เป็นไปตามความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินแต่ละแห่ง ซึ่งต้องพิจารณาจาก
รายได้และบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินนั้น จานวนประชากร ค่าใช้จ่ายในการดาเนินงาน
ตลอดจนคุณภาพในการใหบ้ ริการท่ีประชาชนจะได้รบั ทงั้ นี้ ต้องไม่เกินระยะเวลา 10 ปี
เทคนคิ การจา….
1. ดาเนินการถา่ ยโอนภารกจิ ....................
(ก) ซ้าซ้อน
(ข) รฐั จัดใหบ้ รกิ าร / มผี ลกระทบ ดาเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 4
ปี
(ค) นโยบายของรฐั บาล
2. กาหนดขอบเขตความรบั ผดิ ชอบ ต้องไมเ่ กนิ ระยะเวลา 10 ปี
3. กาหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ให้รัฐทาหน้าที่ประสานความร่วมมือและช่วยเหลือการดาเนินงาน
ขององคก์ รปกครองส่วนท้องถนิ่ ใหม้ ีประสทิ ธิภาพ
** พระราชบญั ญัติกาหนดแผนและขนั้ ตอนการกระจายอานาจใหแ้ ก่องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ พ.ศ. 2542 **
4. กาหนดการจัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนุน และรายได้อ่ืนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
เพื่อให้สอดคล้องกับการดาเนินการตามอานาจและหน้าท่ีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเภท
อยา่ งเหมาะสม
โดยต้ังแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพ่ิมขึ้นคิด
เป็นสดั สว่ นตอ่ รายไดส้ ทุ ธิของรัฐบาล -- > ไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 25
โดยมีจุดมุ่งหมายท่ีจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มข้ึนคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้สุทธิ
ของรฐั บาลในอัตรา -- > ไม่นอ้ ยกวา่ ร้อยละ 35
5. การจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจาปี ในส่วนที่เก่ียวกับการบริการสาธารณะในเขตองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้รฐั จัดสรรเงินอุดหนุนใหเ้ ป็นไปตามความจาเป็นและความต้องการขององค์กรปกครอง
ส่วนทอ้ งถิ่นน้นั
ให้คณะกรรมการดาเนินการจัดทาแผนปฏิบัติการ เพ่ือกาหนดขั้นตอนการกระจายอานาจตาม
แผนการกระจายอานาจใหแ้ ก่องคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ
ประเดน็ ของข้อสอบอยทู่ ีว่ า่ จะถามวา่ พระราชบญั ญตั ินี้ปี 2542 หรือปี
2549
* ถ้า ปี 2549 ตัวเลขจะมี 25 และ 35
* ถ้า ปี 2542 ตัวเลขจะมี 20 และ 35
การกาหนดข้ันตอนการกระจายอานาจตามแผนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
โดยอย่างนอ้ ยตอ้ งมีสาระสาคญั ดังต่อไปน้ี
1) กาหนดรายละเอียดของอานาจหน้าท่ีในการให้บริการสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แต่ละรูปแบบจะต้องกระทา โดยในกรณีใดเป็นอานาจและหน้าที่ท่ีเก่ียวข้องกับการดาเนินการของรัฐหรือ
ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินด้วยกัน ให้กาหนดแนวทางวิธีปฏิบัติเพื่อประสานการดาเนินการให้เกิด
ประโยชนแ์ ก่ส่วนรวม
2) กาหนดหลักเกณฑ์และวิธีดาเนินการในการจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรให้เพียงพอแก่การ
ดาเนินการตามอานาจและหน้าที่ท่ีกาหนดให้เป็นอานาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ทั้งนี้ โดย
ต้องคานงึ ถึงภาระหนา้ ท่ขี องรัฐในการให้บรกิ ารสาธารณะเปน็ ส่วนรวมด้วย
3) รายละเอียดเก่ียวกับการเสนอให้แก้ไขหรือจัดให้มีกฎหมายท่ีจาเป็นเพื่อดาเนินการตาม
แผนการกระจายอานาจใหแ้ ก่องคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่
4) จัดระบบการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยกาหนดนโยบายและ
มาตรฐาน การกระจายบุคลากรจากราชการสว่ นกลางและราชการสว่ นภมู ภิ าคไปส่สู ่วนทอ้ งถ่ิน
โดยการสร้างระบบการถ่ายเทกาลังคน สู่ท้องถ่ิน และสร้างระบบความก้าวหน้าสายอาชีพท่ี
เหมาะสม
แผนปฏิบัติการตามที่กล่าวข้างต้นต้องกาหนดรายละเอียดวิธีปฏิบัติ และกาหนดหน่วยงานที่มีหน้าที่
รบั ผดิ ชอบ รวมทัง้ ระยะเวลาในการดาเนินการใหช้ ัดเจนด้วย
** พระราชบัญญัตกิ าหนดแผนและขน้ั ตอนการกระจายอานาจใหแ้ กอ่ งค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ พ.ศ. 2542 **
เมื่อคณะกรรมการจัดทาแผนปฏิบัติการแล้ว ให้เสนอ “คณะรัฐมนตรี” ให้ความเห็นชอบ แล้วรายงาน
ตอ่ “รฐั สภา” เพอื่ ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาใช้บงั คับต่อไป
แผนงานปฏิบัติการที่ประกาศใช้บังคับ ให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐท่ีเก่ียวข้องต้องดาเนินการตาม
แผนปฏิบตั ิการนน้ั
ในกรณที สี่ ภาพการณ์เปล่ยี นแปลงไปในระหว่างท่แี ผนปฏิบตั กิ ารใช้บงั คบั คณะกรรมการอาจดาเนินการ
ปรบั ปรุงแผนปฏบิ ัติการให้เหมาะสมกับสภาพการณน์ ้นั ได้
ให้คณะกรรมการมีหน้าท่ีติดตามผลการปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการและรายงานให้ “คณะรัฐมนตรี”
ทราบทุกปี ในกรณีท่ีมีปัญหาและอุปสรรค ไม่อาจดาเนินการตามแผนปฏิบัติการได้ ให้คณะกรรมการรายงาน
ให้ “คณะรฐั มนตรี” ทราบปัญหาและอปุ สรรค และแนวทางแกไ้ ขดว้ ย
ให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนการกาหนดอานาจและหน้าที่ และการจัดสรรรายได้ขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นภายหลังที่ได้ดาเนินการตามแผนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิ นไป
แลว้
โดยต้องพจิ ารณาทบทวนใหม่ทุกระยะเวลา ไมเ่ กนิ 5 ปี นับแต่วนั ท่ีมกี ารกาหนดอานาจและหน้าทีห่ รือ
วันท่ีมีการจัดสรรรายได้ ทั้งน้ี จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของการกาหนดอานาจและหน้าท่ีและการ
จัดสรรรายได้
ผูร้ ับสนองพระบรมราชโองการ : นายชวน หลกี ภยั (นายกรัฐมนตร)ี
** พระราชบัญญัติกาหนดแผนและขน้ั ตอนการกระจายอานาจใหแ้ ก่องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ พ.ศ. 2542 **
สรุป พระราชบัญญตั ิระเบยี บบรหิ ารงานบคุ คลส่วนท้องถิน่ 2542
* ใช้บังคับเม่ือวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ( ราชกิจจานุเบกษา 29 พฤศจิกายน 2542 ใช้บังคับใน
วนั ถดั ไป )
* มที ้ังหมด 7 หมวด 43 มาตรา
* ผรู้ กั ษาการตามระเบียบนี้ --> “รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย”
หมวด 1 การบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนจงั หวัด
“องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั ” แตล่ ะแห่ง ให้มี …
“คณะกรรมการข้าราชการองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัด” (จานวน 12 คน) ประกอบด้วย
1. ผวู้ ่าราชการจงั หวัด เป็นประธาน
2. หัวหน้าสว่ นราชการประจา (จากสว่ นราชการในจงั หวดั ) จานวน 3
คน
3. ผ้แู ทนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั จานวน 4
คน
(ผู้ว่าราชการจังหวัด จัดให้มีการคัดเลือก นายก อบจ. , สมาชิกสภา อบจ. , ปลัด อบจ. , ผู้แทน
ข้าราชการ)
4. ผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารงานท้องถิ่น / งานบุคคล / ระบบราชการ / บริหารและการจัดการ)
จานวน 4 คน
กรรมการ 1. และ 2. (ผวู้ ่าราชการจงั หวัด, หวั หนา้ ส่วนราชการ) เ ส น อ ชื่ อ บุ ค ค ล
จานวน 6 คน
กรรมการ 3. (ผ้แู ทนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัด) เสนอชือ่ บุคคล จานวน 6 คน
* ให้บคุ คลทีไ่ ดร้ ับคดั เลอื กทงั้ 12 คน (คัดเลือกกนั เอง) จานวน 4 คน
“ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด” เป็น “เลขานุการคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วน
จังหวดั ”
คุณสมบตั ขิ องของผู้ทรงคุณวุฒิ นอกจากการพ้นจากตาแหนง่ ตามวาระเม่ือ
1.มีสญั ชาติไทย 1.ตาย
2.มอี ายุไม่ต่ากวา่ 40 ปีบรบิ รู ณ์ 2.ลาออก ยนื่ หนงั สือลาออกต่อประธานกรรมการ
3.มีชื่อในทะเบียนบ้านในเขตจังหวัดไม่น้อยกว่า 1 3.บุคคลล้มละลาย / คนไรความสามารถ / ขาด
ปี คุณสมบัติต้องห้าม / ได้รับโทษจาคุกโดยคา
4.ไม่เป็นข้าราชการ / พนักงาน ของรัฐ / ผู้ดารง พิพากษาถงึ ท่ีสุดให้จาคุก
(ผู้แทนขา้ ราชการและผู้ทรงคณุ วุฒิวาระคราวละ 4
ตาแหน่งการเมือง / สมาชิกสภาท้องถิ่น / ปี)
ผู้บรหิ ารทอ้ งถิน่
** พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารงานบคุ คลส่วนท้องถน่ิ พ.ศ. 2542 **
หนา้ ท่ี ของคณะกรรมการข้าราชการองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวดั
1. กาหนดคุณสมบตั ิและลักษณะต้องห้ามที่จาเป็นสาหรบั ข้าราชการองค์การบรหิ ารส่วนจังหวดั
2. กาหนดจานวนและอัตราตาแหน่ง อัตราเงนิ เดอื นและวิธจี ่ายเงนิ เดอื น
3. กาหนดหลักเกณฑ์และเง่ือนไขการคัดเลือก การบรรจุและแต่งต้ัง การย้าย การโอน การรับโอน การ
เล่ือนตาแหน่ง ขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และร้อง
ทกุ ข์
4. กาหนดระเบียบเกย่ี วกับการบรหิ ารและปฏบิ ตั ิงานของข้าราชการองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัด
5. กากับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนาและชี้แจง ส่งเสริมการพัฒนาความรูแ้ ก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วน
จงั หวัด
การดาเนินการดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจาก “คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหาร
สว่ นจงั หวัด”
หลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “การบริหารงานบุคคล” ท่ี “คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วน
จังหวัด” กาหนดให้ประกาศโดยเปิดเผย ณ ที่ทาการองค์การบริหารส่วนจังหวัดน้ัน และจัดส่งสาเนาให้
“คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัด” ทราบ
“นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” มีอานาจออกคาส่ัง เก่ียวกับ การบรรจุ / แต่งต้ัง / การย้าย /
การโอน / การรับโอน / การเล่ือนระดับ / การเล่อื นข้นั เงินเดือน / การสอบสวน / การลงโทษทางวนิ ัย /
การใหอ้ อกจากราชการ / การอุทธรณ์ / การรอ้ งทกุ ข์
การแต่งต้งั / ใหพ้ น้ จากตาแหนง่ ต้องไดร้ ับความเห็นชอบจาก “คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วน
จังหวดั ”
เพ่ือใหก้ ารปฏิบัติเกี่ยวกบั การบรหิ ารงานบคุ คลขององค์การบริหารสว่ นจงั หวดั แต่ละแห่งเป็นไปโดยมมี าตรฐาน
ให้มี…
“คณะกรรมการกลางขา้ ราชการองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั ” (จานวน 18 คน) ประกอบด้วย
1. รฐั มนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย / รัฐมนตรีชว่ ยวา่ การฯ ที่ไดร้ ับมอบหมาย เปน็ ประธาน
2. ปลัดกระทรวงมหาดไทย, เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน , ผู้อานวยการสานัก
งบประมาณ, อธิบดกี รมบญั ชีกลาง, อธิบดกี รมส่งเสริมการปกครองท้องถิน่
3. ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ. คัดเลือก 3 คน, ปลัด อบจ. คัดเลือก 3 คน)
จานวน 6 คน
(ปลดั กระทรวงมหาดไทยมหี น้าที่ดาเนินการจดั ใหม้ กี ารคดั เลือก)
4. ผู้ทรงคุณวฒุ ิ จานวน 6
คน
กรรมการ 1. และ 2. เสนอชื่อบุคคล จานวน 9 คน
กรรมการ 3. เสนอช่ือบุคคล จานวน 9 คน
* ให้บุคคลท่ีได้รับคัดเลอื กทง้ั 18 คน (คัดเลือกกนั เอง) จานวน 6 คน
** พระราชบัญญตั ิระเบียบบรหิ ารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 **
“อธิบดีกรมสง่ เสริมการปกครองท้องถ่นิ ” แตง่ ต้งั ขา้ ราชการในกรมการปกครอง
ตาแหน่งไม่ต่ากวา่ รองอธบิ ดี คนหนึ่งเปน็ “เลขานุการคณะกรรมการกลางองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัด”
หนา้ ท่ี ของคณะกรรมการกลางขา้ ราชการองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัด
1. กาหนดหลักเกณฑ์และเงอื่ นไขการคดั เลอื กผู้แทนข้าราชการบรหิ ารสว่ นจังหวัด และผทู้ รงคุณวฒุ ิ
2. กาหนดมาตรฐานท่ัวไปเก่ียวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสาหรับขา้ ราชการองค์การบริหาร
สว่ นจงั หวดั
3. กาหนดมาตรฐานทัว่ ไปเกยี่ วกับตาแหนง่ และมาตรฐานของตาแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทนอนื่
4. กาหนดมาตรฐานทว่ั ไปเกี่ยวกบั อตั ราเงนิ เดอื นและวธิ กี ารจา่ ยเงินเดือนและประโยชนต์ อบแทนอน่ื
5. กาหนดมาตรฐานทัว่ ไปเกี่ยวกบั หลักเกณฑ์และเงือ่ นไขการคดั เลือก
6. กาหนดมาตรฐานท่วั ไปเกย่ี วกับวนิ ยั และการรักษาวินยั และการดาเนนิ การทางวินัย
7. กาหนดมาตรฐานท่ัวไปเกย่ี วกบั การให้ออกจากราชการ
8. กาหนดมาตรฐานทว่ั ไปเกี่ยวกบั สทิ ธกิ ารอุทธรณ์ การพจิ ารณาอทุ ธรณ์และการร้องทุกข์
9. กาหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ วิธีการบริหารและการปฏิบัติงานของ
ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และกิจการอันเก่ียวกับการบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วน
จังหวดั
10. ใหข้ ้อคดิ เห็นหรอื คาปรึกษาในการปฏบิ ัตงิ านของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
11. กากับดแู ล แนะนาและช้แี จง ส่งเสรมิ และพฒั นาความรแู้ กข่ ้าราชการองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัด
12. ปฏิบัติการอ่ืนตามท่ีพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นหน้าท่ีของคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหาร
ส่วนจังหวดั
หมวด 2 การบริหารงานบคุ คลในเทศบาล
“เทศบาล” ท่ีอยู่ในเขตจงั หวัดหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการรว่ มกันคณะหนึง่ …
“คณะกรรมการพนกั งานเทศบาล” (จานวน 18 คน) ประกอบด้วย
1. ผวู้ ่าราชการจงั หวดั เป็นประธาน
2. หัวหน้าสว่ นราชการประจา (จากสว่ นราชการในจังหวดั ) จานวน 5
คน
3. ผู้แทนเทศบาล จานวน 6
คน
(ประธานสภาเทศบาล 2 คน, นายกเทศมนตรี 2 คน, ปลัดคดั เลือก --> ผู้แทนพนักงานเทศบาล 2 คน)
4. ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 6
คน
กรรมการ 1. และ 2. เสนอชอ่ื บุคคล จานวน 9 คน
กรรมการ 3. เสนอชอ่ื บคุ คล จานวน 9 คน
* ใหบ้ ุคคลทไ่ี ดร้ บั คดั เลอื กทัง้ 18 คน (คัดเลือกกนั เอง) จานวน 6 คน
** พระราชบัญญตั ริ ะเบียบบรหิ ารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถิ่น พ.ศ. 2542 **
“ผวู้ า่ ราชการจังหวดั ” แตง่ ตั้งขา้ ราชการ / พนักงานเทศบาลเป็น “เลขานุการคณะกรรมการพนกั งาน
เทศบาล”
เพ่ือใหก้ ารปฏบิ ัติเก่ียวกบั การบรหิ ารงานบุคคลของเทศบาลแต่ละแหง่ เป็นไปโดยมีมาตรฐาน ใหม้ ี...
“คณะกรรมการกลางพนกั งานเทศบาล” (จานวน 18 คน) ประกอบด้วย
1. รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย / รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ที่ไดร้ บั มอบหมาย เปน็ ประธาน
2. ปลัดกระทรวงมหาดไทย, เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน , ผู้อานวยการสานัก
งบประมาณ, อธบิ ดีกรมบญั ชกี ลาง, อธิบดกี รมสง่ เสริมการปกครองทอ้ งถิ่น
3. ผแู้ ทนเทศบาล (นายกเทศมนตรี 3 คน, ปลดั เทศบาล 3 คน) จานวน 6
คน
(ปลัดกระทรวงมหาดไทยมหี น้าท่ีดาเนินการจดั ให้มกี ารคัดเลือก)
4. ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 6
คน
กรรมการ 1. และ 2. เสนอชื่อบคุ คล จานวน 9 คน
กรรมการ 3. เสนอชอื่ บคุ คล จานวน 9 คน
* ให้บุคคลทีไ่ ด้รับคัดเลอื กท้งั 18 คน (คดั เลอื กกนั เอง) จานวน 6 คน
“อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” แตง่ ตง้ั ข้าราชการในกรมการปกครอง
ตาแหนง่ ไมต่ า่ กวา่ รองอธิบดี คนหนง่ึ เป็น “เลขานกุ ารคณะกรรมการกลางเทศบาล”
หมวด 3 การบรหิ ารงานบุคคลในองคก์ ารบริหารสว่ นตาบล
“องคก์ ารบริหารส่วนตาบล” ที่อยใู่ นเขตจังหวดั หนึง่ ให้มคี ณะกรรมการร่วมกันคณะหนง่ึ …
“คณะกรรมการพนกั งานส่วนตาบล” (จานวน 27 คน) ประกอบดว้ ย
1. ผู้ว่าราชการจงั หวดั เป็นประธาน
2. นายอาเภอ / หวั หน้าสว่ นราชการประจา (จากส่วนราชการในจังหวัด) จานวน 8
คน
3. ผู้แทนองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล จานวน 9
คน
(ประธานสภา อบต. 3 คน, นายก อบต. 3 คน, ปลดั คดั เลอื ก --> ผูแ้ ทนพนกั งานส่วนตาบล 3 คน)
4. ผู้ทรงคุณวฒุ ิ จานวน 9
คน
กรรมการ 1. และ 2. เสนอชอื่ บคุ คล จานวน 15 คน
กรรมการ 3. เสนอชื่อบคุ คล จานวน 15 คน
* ให้บุคคลทไี่ ดร้ ับคัดเลอื กท้งั 30 คน (คดั เลอื กกนั เอง) จานวน 9 คน
** พระราชบัญญตั ริ ะเบียบบริหารงานบุคคลส่วนทอ้ งถิน่ พ.ศ. 2542 **
“ผู้ว่าราชการจังหวดั ” แต่งตั้งขา้ ราชการ / พนักงานสว่ นตาบลเป็น “เลขานกุ ารคณะกรรมการพนักงาน
ส่วนตาบล”
เพ่ือใหก้ ารปฏิบัติเกี่ยวกับการบรหิ ารงานบคุ คลขององค์การบริหารสว่ นตาบลแต่ละแหง่ เป็นไปโดยมีมาตรฐาน
ให้ม.ี ..
“คณะกรรมการกลางพนักงานสว่ นตาบล” (จานวน 18 คน) ประกอบดว้ ย
1. รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย / รฐั มนตรีชว่ ยวา่ การฯ ทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย เป็นประธาน
2. ปลัดกระทรวงมหาดไทย, เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน , ผู้อานวยการสานัก
งบประมาณ, อธบิ ดกี รมบัญชกี ลาง, อธบิ ดีกรมส่งเสรมิ การปกครองท้องถนิ่
3. ผู้แทนองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบล (นายก อบต. 3 คน, ปลัด อบต. 3 คน) จานวน 6
คน
(ปลัดกระทรวงมหาดไทยมหี น้าที่ดาเนนิ การจดั ให้มีการคดั เลือก)
4. ผู้ทรงคณุ วฒุ ิ จานวน 6
คน
กรรมการ 1. และ 2. เสนอช่ือบคุ คล จานวน 9 คน
กรรมการ 3. เสนอชือ่ บุคคล จานวน 9 คน
* ใหบ้ ุคคลท่ีไดร้ บั คัดเลอื กทั้ง 18 คน (คดั เลือกกนั เอง) จานวน 6 คน
“อธบิ ดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถน่ิ ” แต่งตง้ั ข้าราชการในกรมการปกครอง
ตาแหน่งไมต่ า่ กว่า รองอธิบดี คนหนง่ึ เป็น “เลขานุการคณะกรรมการกลางองค์การบริหารสว่ นตาบล”
หมวด 4 การบรหิ ารงานบคุ คลในกรุงเทพมหานคร
ก า ร บ ริ ห า ร ง า น บุ ค ค ล ใ น ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร ใ ห้ เป็ น ไป ต า ม ก ฎ ห ม า ย ว่ า ด้ ว ย ร ะ เบี ย บ ข้ า ร า ช ก า ร
กรุงเทพมหานคร
หมวด 5 การบรหิ ารงานบุคคลในเมืองพทั ยา
ให้ “เมืองพัทยา” มี
“คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา” (จานวน 12 คน) ประกอบดว้ ย
1. ผู้ว่าราชการจงั หวดั ชลบรุ ี เป็นประธาน
2. นายอาเภอ / หัวหนา้ สว่ นราชการประจา (จากส่วนราชการในจงั หวัด) จานวน 3
คน
3. ผูแ้ ทนเทศบาล จานวน 4
คน
(ผู้วา่ ราชการจงั หวัด -- > นายกเมอื งพัทยา, สมาชกิ สภาเมืองพัทยา, ปลัดเมืองพทั ยา, ผู้แทนพนักงาน
เมืองพัทยา)
** พระราชบญั ญตั ิระเบยี บบริหารงานบคุ คลสว่ นท้องถน่ิ พ.ศ. 2542 **
4. ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 4
คน
กรรมการ 1. และ 2. (ผู้ว่าราชการจงั หวดั ชลบุรี, หวั หน้าส่วนราชการ) เ ส น อ ชื่ อ บุ ค ค ล
จานวน 6 คน
กรรมการ 3. (ผู้แทนเทศบาล) เสนอชือ่ บคุ คล จานวน 6 คน
* ให้บุคคลทไี่ ดร้ บั คัดเลือกทง้ั 12 คน (คดั เลอื กกันเอง) จานวน 4 คน
“ปลดั เมืองพัทยา” เปน็ “เลขานุการคณะกรรมการพนักงานเมอื งพทั ยา”
หมวด 6 การบริหารงานบุคคลในองค์การปกครองส่วนท้องถ่ินอืน่
การบรหิ ารงานบุคคลขององคก์ ารปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ อนื่ ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายดว้ ยการน้ี
หมวด 7 คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลสว่ นท้องถิ่น
เพื่อประโยชน์ในการกากับดแู ลบรหิ ารงานบุคคลให้มีประสิทธภิ าพใหม้ ี...
“คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ” หรือ “ก.ถ.” (จานวน 17 คน)
ประกอบด้วย
1. บคุ คลทไ่ี ด้รบั การคัดเลือก (ดารงตาแหน่ง 6 ปี วาระเดยี ว) เป็นประธาน
กรรมการ 2. (กรรมการโดยตาแหนง่ ) เสนอชื่อบุคคล จานวน 3 คน
กรรมการ 3. (กรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ )ิ เสนอชื่อบคุ คล จานวน 3 คน
กรรมการ 4. (ผแู้ ทนคณะกรรมการ) เสนอชอ่ื บุคคล จานวน 3 คน
* ใหบ้ คุ คลที่ได้รบั คดั เลอื กทั้ง 9 คน (คัดเลือกกันเอง) จานวน 1 คน
2. กรรมการโดยตาแหนง่ จานวน 6
คน
* เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ, ผู้อานวยการสานักงบประมาณ, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อธิบดีกรมส่งเสริม
การปกครองทอ้ งถิน่
3. กรรมการผ้ทู รงคณุ วุฒิ (คณะรฐั มนตรแี ต่งตั้งผซู้ ่ึงมคี วามรู)้ จานวน 5
คน
(ดา้ นการบรหิ ารงานท้องถ่ิน / การบริหารงานบคุ คล / ระบบราชการ / บรหิ ารและการจัดการ / ด้าน
กฎหมาย)
4. ผแู้ ทนคณะกรรมการ จานวน 5
คน
(ผู้แทนคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด, ผู้แทนคณะกรรมการกลางพนักงาน
เทศบาล, ผู้แทนคณะกรรมการกลางพนักส่วนตาบล, ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพฯ, ผู้แทน
คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา)
“หวั หนา้ สานกั งานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถนิ่ ” เป็น
** พระราชบญั ญตั ิระเบยี บบริหารงานบคุ คลส่วนท้องถ่ิน พ.ศ. 2542 **
“เลขานกุ ารคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถน่ิ ”
* นอกจากการพ้นตาแหน่งตามวาระ ประธานกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลพ้นจากตาแหน่ง
เมอ่ื
ตาย / ลาออก โดยย่ืนใบลาออกต่อ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” / “รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทย” ส่ังให้ออก / ขาดคุณสมบัติด้านความรู้ความเช่ียวชาญการเป็นท่ียอมรับ / เป็นบุคคล
ล้มละลาย / เปน็ คนไร้ความสามารถ / ได้รบั โทษจาคุกโดยคาพพิ ากษาถึงทส่ี ดุ ให้จาคุก
หน้าท่ี ของ “คณะกรรมการกลางมาตรฐานการบรหิ ารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถน่ิ ”
1. กาหนดมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาคุณธรรมเกยี่ วกับการบริหารงานบคุ คล
2. กาหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเพ่ือรองรับการกระจายอานาจการปกครอง
สว่ นท้องถ่ิน
3. กาหนดหลกั เกณฑแ์ ละเงอ่ื นไขการคัดเลอื กผแู้ ทนองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ
4. สง่ เสรมิ ให้การศึกษา วิเคราะห์ หรอื วจิ ัยเก่ยี วกบั การบริหารงานบคุ คล
5. ใหค้ าปรึกษา คาแนะนา และพจิ ารณาปญั หาเกย่ี วกับการบริหารงานบุคคล
6. ประสานงานกับคณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐ คณะกรรมการส่วนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้การ
บรหิ ารงาน มีประสิทธิภาพ
7. ปฏบิ ัติการอ่ืนทก่ี าหนดไว้ในพระราชบัญญตั นิ ้ี
ในการจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอ่ืน ท่ีนามาจากเงินรายได้ท่ีไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้หรือเงิน
อ่ืนใด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง จะกาหนดสูงกว่าร้อยละ 40 ของเงินงบประมาณรายจ่าย
ประจาปี มไิ ด้
การจัดตั้ง “สานักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถ่ิน ” ในสานัก
ปลดั กระทรวง กระทรวงมหาดไทย มหี น้าท่ีรบั ผดิ ชอบดังต่อไปนี้
1. รบั ผดิ ชอบในงานธุรการของคณะกรรมการมาตรฐานฯ
2. ศึกษา วเิ คราะห์ และรวมรวมข้อมูลต่าง ๆ เก่ียวกับงานของคณะกรรมการมาตรฐานฯ
3. ประสานงาน ตดิ ตาม และประเมนิ ผลการบริหารงานบคุ คลขององค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่
4. ช่วยเหลือ และใหค้ าปรึกษาและแนะนาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนทอ้ งถ่ิน
5. จัดประชมุ สัมมนา ฝึกอบรม ประชาสมั พันธเ์ ผยแพรค่ วามร้เู กี่ยวกบั การบรหิ ารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถนิ่
6. จัดทารายงานประจาปี เก่ยี วกับวัตถุประสงค์ ผลงาน และอุปสรรคในการปฏบิ ตั ิหนา้ ที่
7. ปฏบิ ตั ิงานอน่ื ๆ ตามท่ี “คณะกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานส่วนท้องถ่ินบคุ คล” กาหนด
ผรู้ บั สนองพระบรมราชโองการ : นายชวน หลีกภยั (นายกรัฐมนตรี)
** พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารงานบุคคลสว่ นท้องถิ่น พ.ศ. 2542 **
สรุป พระราชกฤษฎีกาวา่ ด้วยหลกั เกณฑ์และวิธีการบริหาร
กิจการบ้านเมอื งทด่ี ี 2546
* ใช้บังคับเมอื่ วนั ท่ี 10 ตุลาคม 2546 ( ราชกจิ จานเุ บกษา 9 ตุลาคม 2546 ใช้บงั คับในวันถดั ไป )
* มที ง้ั หมด 9 หมวด 53 มาตรา
* ผรู้ ักษาการตามระเบียบน้ี --> “นายกรัฐมนตรี”
หมวด 1 ข้อความทวั่ ไป
การบริหารบ้านเมืองทด่ี ี คอื การบรหิ ารราชการเพือ่ บรรลุเปา้ หมาย ดงั ต่อไปน้ี
1. เกดิ ประโยชนส์ ุขของประชาชน
2. เกิดผลสมั ฤทธ์ิต่อภารกจิ ของรฐั
3. มีประสิทธแิ ละเกดิ ความค้มุ ค่าในเชิงภารกิจของรฐั
4. ไมม่ ขี ้นั ตอนการปฏบิ ัตงิ านเกินความจาเป็น
5. มกี ารปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทนั ตอ่ สถานการณ์
6. ประชาชนได้รับการอานวยความสะดวกและไดร้ ับการตอบสนองความตอ้ งการ
7. มกี ารประเมินผลการปฏิบัติราชการอยา่ งสม่าเสมอ
หมวด 2 การบรหิ ารราชการเพอ่ื ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ ขุ ของประชาชน
การบริหารราชการเพ่ือประโยชน์สุขของประชาชน การปฏิบัติราชการ เพื่อให้เกิดความผาสุกและ
ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน / ความสงบเรียบร้อยของสังคมส่วนรวม / ประโยชน์สูงสุดของประเทศ ต้อง
ดาเนนิ การโดยถือว่า ประชาชนเปน็ ศนู ย์กลาง ทจ่ี ะไดร้ บั บริการจากรฐั
* แนวทางการบริหารราชการ
1. กาหนดภารกิจของรัฐเพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ / นโยบายของคณะรัฐมนตรี ที่
แถลงตอ่ รัฐสภา
2. ปฏิบัติภารกิจต้องไปด้วยความซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ มุ่งเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนระดับ
ประเทศ / ท้องถิ่น
3. กอ่ นเรม่ิ ดาเนินการ ส่วนราชการต้องจดั ใหม้ กี ารศึกษาวเิ คราะหผ์ ลดแี ละผลเสียให้ครบถ้วนทุกด้าน
โปร่งใส / มีกลไกตรวจสอบ / หากมผี ลกระทบ ตอ้ งรบั ฟงั ประชาชน
4. รับฟังความคิดเห็นความพึงพอใจของสังคมโดยรวม --> เพื่อปรับปรุงวิธีปฏิบัติราชการให้
เหมาะสม
5. กรณีเกิดปัญหาจากการดาเนนิ งาน ให้ดาเนินการแกไ้ ขปัญหาโดยเร็ว / กรณีปัญหานั้นเกิดจากส่วน
ราชการอ่ืนให้แจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบ เพ่ือดาเนินการปรับปรุงโดยเร็ว และแจ้งให้ ก.พ.ร. ทราบ
ด้วย
** พระราชกฤษฎกี าว่าด้วยหลักเกณฑ์และวธิ ีการบริหารกิจการบา้ นเมืองท่ีดี พ.ศ. 2546 **
หมวด 3 การบรหิ ารราชการเพ่ือให้เกดิ ผลสัมฤทธต์ิ ่อภารกจิ ของรฐั
การบริหารราชการเพือ่ ให้เกดิ ผลสัมฤทธ์ิตอ่ ภารกิจของรัฐ ใหส้ ่วนราชการปฏบิ ตั ิดังนี้
1. ก่อนจะดาเนินการตามภาระ ตอ้ งจัดทาแผนปฏิบัตริ าชการไวล้ ่วงหนา้
2. กาหนดแผนปฏิบัติ ต้องมีรายละเอียด / ระยะเวลา / งบประมาณ / เป้าหมาย / ผลสัมฤทธิ์ /
ตัวชวี้ ัดความสาเรจ็
3. ส่วนราชการต้องตดิ ตาม / ประเมนิ ผล ให้สอดคลอ้ งกับมาตรฐานที่ ก.พ.ร. กาหนด
4. การปฏิบัตภิ ารกิจตามแผนปฏิบัติราชการเกิดผลกระทบต่อประชาชน ต้องดาเนินการแกไ้ ข / เปล่ียนแผน
ใหเ้ หมาะสม
ภารกิจใดมีความเก่ียวข้องกับ “หลายส่วนราชการ” / ภารกิจที่ใกล้เคียง / ต่อเนื่องกัน ให้กาหนดแนว
ทางการปฏิบัติราชการ เพื่อให้เกิด การบริหารราชการแบบบูรณาการร่วมกัน โดยมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธ์ิต่อ
ภารกจิ ของรัฐ
ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ส่วนราชการ พัฒนาความรู้ความสามารถ นาไปประยุกต์ใช้ในการ
ปฏบิ ัติราชการไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง รวดเรว็ เหมาะสมกับสถานการณ์
* ก.พ.ร. อาจเสนอต่อ “คณะรัฐมนตรี” เพื่อกาหนดมาตรการกากับการปฏิบัติราชการ โดยทาความตกลงเป็น
ลายลกั ษณ์อกั ษร เพือ่ แสดงความรับผดิ ชอบในการปฏิบัตริ าชการ
ให้ “คณะรัฐมนตรี” จัดทาแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดระยะเวลาบริหารราชการของ
“คณะรัฐมนตรี”
1. เมื่อคณะรฐั มนตรแี ถลงนโยบายต่อรฐั สภาแล้ว
2. ให้ --> สานักเลขาธกิ ารคณะรัฐมนตรี / สานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี / สานักงานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ /สานกั งบประมาณ --> รว่ มทาแผนการบริหารราชการแผ่นดนิ
3. เสนอ “คณะรัฐมนตรี” พิจารณาภายใน 90 วนั นับแตว่ ันทค่ี ณะรฐั มนตรีแถลงนโยบายต่อรฐั สภา
4. คณะรฐั มนตรี ให้ความเห็นชอบในแผนการบริหารราชการแผน่ ดนิ
5. ให้มีผลผูกพนั คณะรฐั มนตรี รัฐมนตรี และส่วนราชการ ทีจ่ ะตอ้ งดาเนนิ จดั ทาภารกิจ
ในการจัดทาแผนการบริหารราชการแผน่ ดนิ --> ให้จดั ทาแผน 4 ปี
อย่างนอ้ ยต้องมี สาระสาคัญ --> เป้าหมาย / ผลสัมฤทธิ์ / ส่วนราชการ – บุคคล ท่ีรับผิดชอบ / ประมาณ
รายได-้ รายจา่ ย / ทรัพยากรที่ตอ้ งใช้ / ระยะเวลา / การตดิ ตามประเมินผล
เมื่อประกาศใช้บังคับแผนการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ แลว้
* ให้ “สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา” และ “สานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี” ร่วมกันพิจารณาจัดทา
แผนนติ บิ ญั ญัติ
* ให้ “คณะรัฐมนตรี” ใหค้ วามเห็นชอบ
* ให้มีข้อผูกพันส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในแต่ละ “ปีงบประมาณ” ให้ส่วนราชการจัดทาแผนปฏิบัติราชการ
ประจาปี
--> เสนอต่อ “รัฐมนตรี” เพื่อใหค้ วามเห็นชอบ
* “รัฐมนตรี” เหน็ ชอบให้ “สานักงบประมาณ” จัดสรรงบประมาณเพ่อื ปฏบิ ัติงานตามภารกิจ
** พระราชกฤษฎกี าว่าด้วยหลักเกณฑ์และวธิ กี ารบริหารกิจการบา้ นเมืองท่ีดี พ.ศ. 2546 **
* สิน้ ปีงบประมาณ
--> ให้ส่วนราชการจัดทารายงานผลสัมฤทธิ์ของแผนปฏิบัติราชการประจาปี เสนอต่อ
“คณะรัฐมนตรี”
* “คณะรัฐมนตรี” มีมติอนมุ ัตใิ หป้ รับแผนการปฏิบตั ิงานเทา่ นัน้
--> ไม่สามารถโอนงบประมาณจากภารกิจหนึ่งไปดาเนินการอย่างอื่น อันมีผลทาให้ภารกิจเดิมไม่
บรรลุเปา้ หมาย
* “นายกรัฐมนตรี” พ้นจากตาแหน่ง
--> ให้หัวหนา้ สว่ นราชการมหี น้าทสี่ รุปผลการปฏบิ ัติราชการและใหข้ ้อมูลต่อนายกคนใหม่
หมวด 4 การบรหิ ารราชการอยา่ งมีประสิทธิภาพและเกดิ ความคุม้ ค่าในเชงิ ภารกิจของรัฐ
* การบรหิ ารราชการอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและเกดิ ความค้มุ ค่าในเชิงภารกจิ ของรัฐ
เพือ่ ให้การปฏบิ ัตริ าชการภายในสว่ นราชการเป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ
* ให้ส่วนราชการจัดทาบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะแต่ละประเภท (คานวณรายจ่าย) ตาม
ระยะเวลาท่ีกรมบัญชีกลางกาหนด --> รายงานให้ “สานักงบประมาณ” / “กรมบัญชีกลาง” / และ
“ก.พ.ร.” ทราบ
* กรณที ่ีรายจ่ายต่อหน่วยของงานบริการสาธารณะใดสูงกว่างานบรกิ าร --> ลกั ษณะเดียวกัน / คุณภาพ
เดียวกัน / คลา้ ยกนั
- ให้ส่วนราชการจัดทาแผนการลดรายจ่ายของหน่วยงานบริการสาธารณะดังกล่าว เสนอ “สานัก
งบประมาณ” / “กรมบญั ชีกลาง” / และ “ก.พ.ร.” ทราบ
- กรณีไม่มขี อ้ ทักทว้ ง ภายใน 15 วนั กใ็ หส้ ่วนราชการดังกลา่ วถอื ปฏบิ ัตติ ่อไป
* ให้ “สานักคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” / “สานักงบประมาณ” ร่วมกันจัด
ให้มีการประเมินความค้มุ คา่ ภารกจิ ของรัฐ ที่สว่ นราชการดาเนินการอยู่
เพื่อรายงานต่อ “คณะรัฐมนตรี” พิจารณาว่าภารกิจใดควรดาเนินการต่อไปหรือยบุ เลิก ( พิจารณาจาก
--> ประเภท / สภาพภารกิจ / ความเป็นไปได้ / ประโยชน์ที่รัฐและประชาชนพึงได้ / รายจ่ายก่อน-หลัง
ดาเนนิ การ
* “ความคุ้มคา่ ” หมายรวมถึง ประโยชน์ ผลเสยี ทางสงั คม ซึง่ ไม่อาจคานวณเปน็ ตวั เลขได้
* การจัดซอ้ื จัดจ้างใหก้ ระทาโดยเปิดเผย เท่ียงธรรม พิจารณาจาก --> ประโยชน์ / ผลดี - ผลเสยี / ภาระ
ตอ่ ประชาชน / คณุ ภาพ-โดยไมถ่ อื วา่ ราคาตา่ สดุ ในการจดั ซื้อจัดจ้างเสมอไป
* ในการปฏิบัติภารกิจใด หากส่วนราชการจาเป็นต้องได้รับอนุญาต อนุมัติ หรือความเห็นจาก ส่วน
ราชการอ่ืน ให้ส่วนราชการที่มีอานาจอนุมัติ แจ้งผลการพิจารณาให้ส่วนราชการที่ย่ืนคาขอทราบ ภายใน 15
วนั นับแต่วนั ทไ่ี ด้รับคาขอ
กรณีมิได้ดาเนินให้แล้วเสร็จ ภายใน 15 วัน หากมีความเสียหายใดให้ถือว่าเจ้าหน้าทีส่วนราชการนั้น
ประมาทเลนิ เล่ออยา่ งรา้ ยแรง เว้นแต่พิสูจนไ์ ด้วา่ ความล่าช้านน้ั มไิ ด้เกิดขึ้นจากความผิดตน
* การสง่ั ราชการโดยปกตใิ หก้ ระทาเป็นลายลักษณอ์ ักษร เว้นแต่
- ผู้บังคบั บญั ชามคี วามจาเป็นไมอ่ าจกระทาไดใ้ นขณะน้นั จะสงั่ ราชการดว้ ยวาจาก็ได้
** พระราชกฤษฎกี าว่าด้วยหลักเกณฑ์และวธิ ีการบริหารกิจการบา้ นเมืองท่ีดี พ.ศ. 2546 **
- แต่ใหผ้ รู้ ับคาสงั่ นน้ั บนั ทกึ คาส่งั ด้วยวาจาไวเ้ ป็นลายลักษณ์อกั ษร
- เมอื่ ปฏบิ ัตริ าชการแลว้ ให้บันทึกรายงานให้ผสู้ ่ังราชการทราบ
หมวด 5 การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
* ให้ส่วนราชการจัดให้มีการกระจายอานาจการตัดสินใจ เก่ียวกับ การส่ัง การอนุญาต การอนุมัติ การ
ปฏิบัติราชการ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว มุ่งเน้นการบริการประชาชน --> ตาม “ก.พ.ร.” ด้วยความเห็นชอบ
ของ “คณะรฐั มนตรี”
ให้ส่วนราชการกาหนดหลักเกณฑ์ / การควบคุม / ติดตาม / กากับดูแล / ความรับผิดชอบ / รวมถึง
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพ และประหยัดค่าใช้จ่าย รวมทั้งไม่เกิดผล
เสยี หายแกร่ าชการ (ตอ้ งเผยแพร่ใหป้ ระชาชนทราบเป็นการทัว่ ไป)
* การปฏบิ ัติด้านการบริการ การตดิ ต่อประสานงาน ให้ส่วนราชการจดั ทาแผนภูมิข้ันตอน ระยะเวลา การ
ดาเนนิ การแตล่ ะข้ันตอน เปิดเผยไว้ ณ ท่ีทาการส่วนราชการ เพือ่ ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้
* ในกระทรวงหน่ึง ให้เป็นหน้าท่ี “ปลัดกระทรวง” จัดให้ส่วนราชการภายในกระทรวงรับผิดชอบ
เก่ยี วกับการบรหิ ารประชาชน ร่วมกันจัดตง้ั “ศนู ยบ์ ริการร่วม”
- จัดให้มีเจา้ หน้าทีร่ บั เร่ืองราวต่าง ๆ และดาเนินการส่งต่อใหเ้ จา้ หนา้ ทท่ี ่เี กี่ยวข้องเพอ่ื ดาเนินการต่อไป
- ตอ้ งจดั พิมพ์รายละเอยี ดของเอกสารท่ีประชาชนต้องจัดหาในการขออนุญาต อนมุ ตั ิในแต่ละเรื่องมอบ
ให้แกเ่ จ้าหนา้ ทขี่ องศนู ย์บรกิ ารรว่ ม
- การย่นื เอกสารคารอ้ งตอ่ ศูนย์บริการรว่ ม ให้ถือว่าเปน็ การยืน่ ต่อส่วนราชการแล้ว
- หากมีปัญหาในการปฏิบัติราชการให้ส่วนราชการท่ีเกี่ยวข้องแจ้ง “ก.พ.ร.” ทราบ เพ่ือเสนอ
“คณะรัฐมนตรี” ใหม้ ีการปรบั ปรงุ หลักเกณฑต์ อ่ ไป
* ให้ผู้ว่าราชการจัดหวัด นายอาเภอ ปลัดอาเภอ จัดให้มีส่วนราชการบริการประชาชน ร่วมกันต้ัง
ศนู ย์บรกิ ารร่วมไว้
ณ ศาลากลางจังหวัด / ทวี่ ่าการอาเภอ / ทีว่ ่าการก่งิ อาเภอ / หรือสถานทอี่ ืน่ ตามทเี่ ห็นสมควร
หมวด 6 การปรับปรงุ ภารกิจของส่วนราชการ
* ให้ส่วนราชการจัดใหม้ ีการทบทวนภารกจิ ของตน ภารกิจใดมคี วามจาเปน็ ให้ดาเนนิ การต่อไปหรือไม่
คานึงถึงแผนบริหารราชการแผ่นดิน / นโยบายคณะรัฐมนตรี / กาลังเงินงบประมาณประเทศ / ความคุ้มค่า /
สถานการณ์
- ส่วนราชการ (สารวจ ตรวจสอบ ทบทวน ให้ทันสมัย เหมาะสมกับสภาวการณ์ โดยคานึงถึงความ
สะดวกรวดเร็วและลดภาระขอประชาชนเป็นสาคัญ) เห็นสมควรยกเลิก ปรับปรุง เปล่ียนแปลง ให้ดาเนินการ
ปรับปรงุ ให้สอดคลอ้ งกัน และเสนอตอ่ คณะรฐั มนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อดาเนนิ การต่อไป
- กรณี ก.พ.ร. พิจารณาเห็นว่าภารกิจใดสมควร เปลี่ยนแปลง ยกเลิก เพิ่มเติม ให้เสนอต่อ
คณะรัฐมนตรพี จิ ารณาใหค้ วามเห็นชอบให้ส่วนราชการดาเนินการตอ่ ไป
** พระราชกฤษฎกี าว่าด้วยหลักเกณฑ์และวธิ กี ารบริหารกิจการบา้ นเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 **
หมวด 7 การอานวยความสะดวกและการตอบสนองความตอ้ งการของประชาชน
* การบริการประชาชนหรือติดต่อประสานงาน ให้ส่วนราชกาหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานแต่ละงาน
และประกาศใหป้ ระชาชนทราบเป็นการทัว่ ไป
- ผู้บงั คับบัญชา มหี น้าท่ี ตอ้ งตรวจสอบให้ข้าราชการปฏบิ ตั งิ านให้แล้วเสรจ็ ตามกาหนดเวลา
- เมื่อส่วนราชการได้รับการติดต่อสอบถามเป็นหนังสือจากประชาชน ให้แจ้งการดาเนินงานให้ทราบ
ภายใน 15 วนั
- เพ่ืออานวยความสะดวก รวดเร็ว แก่ประชาชน ต้องจัดทาระบบเครือข่ายสารสนเทศ ในการติดต่อ
ส่วนราชการทกุ แห่ง ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร จัดให้มีระบบเครอื ขา่ ยสารสนเทศกลาง
ขน้ึ
- กรณีที่ส่วนราชการได้รับคาร้องเรียน หรือความคิดเห็น ให้เจ้าหน้าที่พิจารณาดาเนินการให้ลุล่วงไป
ให้แจง้ บคุ คลนั้นทราบผลการดาเนินการด้วย (ในระบบสารสนเทศ มิให้เปิดเผยชอ่ื -ท่อี ยู่ ผรู้ ้องเรยี น)
กรณีที่เห็นว่าการร้องเรียนหรือเสนอแนะน้ันเกิดจากความเข้าใจผิดให้แจ้งผู้ร้องเรี ยนทราบภายใน
15 วัน
- การปฏิบัติราชการในเร่ืองใด ๆ โดยปกติให้ถือว่าเป็นการเปิดเผย เว้นแต่ กรณี เพ่ือประโยชน์ในการ
รักษาความม่ันคงของประเทศ / ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ / การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน /
การคุ้มครองสิทธสิ ว่ นบุคคล ให้กาหนดเป็นความลบั ไดเ้ ท่าทจ่ี าเป็น
- ส่วนราชการตอ้ งจัดใหม้ ีการเปดิ เผยข้อมูลเกีย่ วกับงบประมาณรายจ่ายประจาปี รายการจัดซื้อจัดจา้ ง
ที่จะดาเนินการในปงี บประมาณน้ัน ใหป้ ระชาชนตรวจดู
หมวด 8 การประเมินผลการปฏบิ ตั ริ าชการ
* ให้ส่วนราชการจัดให้มี “คณะผู้ประเมินอิสระ” ดาเนินการประเมินผลการปฏิบัติราชการเก่ียวกับ
ผลสัมฤทธิข์ องภารกิจ คุณภาพการบริการ ความพงึ พอใจของประชาชนผูร้ บั บริการ ความคุ้มคา่
* ใหส้ ว่ นราชการจัดใหม้ กี ารประเมนิ ภาพรวมของผูบ้ งั คบั บัญชา (กระทาเปน็ ความลบั )
* ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการ ให้ส่วนราชการประเมินโดยคานึงถึงผลการปฏิบัติงาน
เฉพาะตัวของขา้ ราชการผู้น้นั ในตาแหน่งท่ีปฏิบตั ิ
* ในกรณสี ่วนราชการได้ดาเนนิ การให้บริการทม่ี ีคณุ ภาพเปน็ ไปตามเปา้ หมาย เป็นท่พี งึ พอใจแกป่ ระชาชน
# ใ ห้ ก.พ.ร. เสนอ คณะรฐั มนตรี จัดสรรเงนิ เพมิ่ พเิ ศษเป็นบาเหนจ็ ความชอบแกส่ ่วนราชการ เพอื่ นาไป
ปรบั ปรงุ การปฏบิ ตั ิงาน / หรอื จดั สรรเป็นรางวัลแก่ขา้ ราชการในสงั กัด
* ในกรณีส่วนราชการได้ดาเนินการให้บริการที่มีคุณภาพเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถเพิ่มผลงาน และ
ผลสมั ฤทธิ์โดยไมเ่ ปน็ การเพิ่มคา่ ใช้จ่าย และค้มุ คา่ ตอ่ ภารกจิ
# ให้ ก.พ.ร. เสนอ คณะรัฐมนตรี จดั สรรเงนิ เพ่ิมพิเศษเป็นบาเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการ เพือ่ นาไป
ปรบั ปรงุ การปฏิบัตงิ าน / หรอื จัดสรรเป็นรางวลั แกข่ า้ ราชการในสงั กดั
ผ้รู บั สนองพระบรมราชโองการ : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (นายกรฐั มนตร)ี
** พระราชกฤษฎกี าว่าด้วยหลักเกณฑ์และวธิ ีการบริหารกิจการบา้ นเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 **
สรปุ ระเบยี บสำนักนำยกรฐั มนตรีว่ำดว้ ยงำนสำรบรรณ 2526
* ใชบ้ ังคบั เมอ่ื วันที่ 1 มถิ นุ ายน 2526 (ฉบบั ที่ 2 วนั ท่ี 24 กนั ยายน 2548)
* มที ง้ั หมด 4 หมวด 90 มาตรา
* ผรู้ ักษาการตามระเบียบนี้ --> “ปลัดสานกั นายกรฐั มนตรี”
มีอานาจรกั ษาการตามระเบยี บน้ี / ตคี วามวินจิ ฉยั / จดั อบรมให้ความรเู้ กี่ยวกับงานสารบรรณ
* “งานสารบรรณ” หมายถึง งานท่เี ก่ียวกับการบริหารงานเอกสาร (มี 6 ขนั้ ตอน)
เร่ิมต้งั แต่ --> การจัดทา / การรับ / การสง่ / การเกบ็ รักษา / การยมื / การทาลาย
* “อเิ ล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การประยุกตใ์ ชว้ ิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟา้ คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟา้
* “ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การรับส่งข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือผ่านระบบส่ือสาร
ดว้ ยวธิ กี ารทาง อิเล็กทรอนิกส์
หมวด 1 ชนดิ หนังสอื
หนังสอื ราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานในทางราชการ ได้แก่
1. หนังสือท่ีมีไปมาระหว่างสว่ นราชการ
2. หนังสอื ทสี่ ่วนราชการมีไปถงึ หน่วยงานอ่ืนใดซงึ่ มิใช่ส่วนราชการ หรือท่มี ีไปถึงบุคคลภายนอก
3. หนังสอื ทหี่ นว่ ยงานอ่นื ใด ซง่ึ มิใช่ส่วนราชการ หรือบุคคลภายนอกมมี าถึงหนังสือทีส่ ่วนราชการ
4. เอกสารท่ที างราชการจดั ทาขนึ้ เพือ่ เป็นหลกั ฐานในราชการ (เชน่ ใบเสรจ็ รับเงิน)
5. เอกสารที่ทางราชการจัดทาขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรอื ข้อบังคบั (เช่น สง่ หนังสือตอ้ งทาทะเบียน
หนังสือส่ง)
6. ข้อมูลข่าวสารหรือหนงั สือที่ได้รับจาก (หนังสือราชการอิเล็กทรอนิกส์) ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนกิ ส์
*
หนังสือ มี 6 ชนิด ไดแ้ ก่
1. หนงั สอื ภายนอก
2. หนงั สอื ภายใน
3. หนงั สอื ประทับตรา
4. หนงั สือสงั่ การ
5. หนงั สือประชาสมั พนั ธ์
6. หนังสอื ทเ่ี จา้ หนา้ ทที่ าข้นึ หรือรบั ไว้เป็นหลกั ฐานในทางราชการ
** ระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรีวำ่ ดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
1. หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดต่อราชการท่ีเป็นแบบพิธี (ทางการ) โดยใช้กระดาษตราครุฑ เป็น
หนังสอื ติดตอ่ ระหว่างส่วนราชการมีถงึ หน่วยงานราชการหรอื มใิ ชส่ ว่ นราชการ
รายละเอยี ดฟอร์ม:-
1. “ที่” ให้ลงรหัสพยัญชนะเลขประจาตัวเจ้าของเรื่อง/
ทะเบียนหนงั สือส่ง
2. “ส่วนราชการเจ้าของหนังสือ” ให้ลงชื่อส่วนราชการ
สถานท่รี าชการ
3. “วัน เดือน ปี” ให้ลงตามตัวอย่าง 4 กรกฎาคม
2554
4. “เรื่อง” ให้ลงเร่ืองย่อเป็นใจความสั้นที่สุดของหนังสือ
ฉบบั นนั้
5. “คาขึ้นต้น” ใหใ้ ช้คาขน้ึ ตามฐานะของผรู้ บั
6. “อ้างถึง(ถ้ามี)” หนังสือที่เคยมีการติดต่อกัน เฉพาะ
หนังสอื ที่เคยมากอ่ น
7. “สิง่ ท่สี ่งมาด้วย(ถ้าม)ี ” ให้ลงช่ือสิ่งของ เอกสาร ทส่ี ง่ กับ
หนงั สอื นน้ั
8. “ข้อความ” ให้ลงสาระสาคัญของเรื่องให้ชัดแจ้งและ
เข้าใจง่าย
9. “คาลงท้าย” ใหใ้ ช้คาลงทา้ ยตามฐานะของผรู้ ับหนงั สือ
10. “ลงช่ือ” ใหล้ งลายมือช่ือเจ้าของหนังสือ ให้พิมพ์ช่ือเต็ม
ใตล้ ายมือชือ่
11. “ตาแหนง่ ” ให้ลงตาแหน่งของเจ้าของหนังสอื
12. “ส่วนราชการเจ้าของเรื่อง” ให้ลงชื่อส่วนราชการ
เจา้ ของเรื่อง /
หน่วยงานทอ่ี อกหนงั สอื โดยกรณดี ังน้ี
- ระดับกระทรวง ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง
ระดบั กรม กอง
- ระดับกรมลงมา ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง
ระดบั กอง
13. “โทร” ให้ลงหมายเลขโทรศพั ท์ของสว่ นราชการเจ้าของ
เรือ่ ง
14. “สาเนาส่ง(ถ้ามี)” ในกรณีท่ีผู้ส่งจัดทาสาเนาส่งให้ส่วน
ราชการ และ
** ระเบยี บสำนักนำยกรัฐมนตรีวำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
ประสงค์ให้ผู้รับทราบว่าได้มีสาเนาส่งไปให้ผู้ใดแล้ว ให้
พมิ พช์ ื่อเตม็
ลกั ษณะ:-
1. ใช้กระดาษปอนด์ขาว A4 ขนาด 210 x 297 มิลลเิ มตร นา้ หนกั 60 กรมั ตอ่ ตารางเมตร
2. พมิ พ์ดว้ ยครุฑขนาด 3 เซนติเมตร ด้วยหมึกสีดาหรือดนุ ก่งึ กลางสว่ นบนกระดาษ
3. ต้องมีคาลงทา้ ย (ทกุ ครง้ั )
4. “ช้นั ความเร็ว” ใหร้ ะบุเหนอื คาว่า “ท”่ี
2. หนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก เป็นหนังสือติดต่อ
ภายในกระทรวง ทบวง กรม หรอื จังหวดั เดยี วกนั
รายละเอยี ดฟอร์ม:-
1. “ส่วนราชการ” ให้ลงช่ือส่วนราชการเจ้าของเร่ือง
แล้วแตก่ รณดี ังนี้..
- ระดับกระทรวง ให้ลงช่ือส่วนราชการเจ้าของเร่ือง
ระดบั กรม กอง
- ระดับกรมลงมา ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเร่ือง
ระดับกอง
2. “ท”่ี ใหล้ งรหัสพยัญชนะเลขประจาตวั เจ้าของเรอ่ื ง
3. “วัน เดือน ปี” ให้ลงตามตัวอย่าง 4 กรกฎาคม
2554
4. “เร่ือง” ให้ลงเรื่องย่อเป็นใจความสั้นท่ีสุดของหนังสือ
ฉบับน้ัน
5. “คาขน้ึ ตน้ ” ให้ใชค้ าขึ้นตามฐานะของผ้รู บั
6. “ข้อความ” ให้ลงสาระสาคัญของเรื่องให้ชัดแจ้งและ
เขา้ ใจงา่ ย
7. “ลงชื่อ” ให้ลงลายมือช่ือเจ้าของหนังสือ ให้พิมพ์ช่ือเต็ม
ใตล้ ายมือช่อื
8. “ตาแหน่ง” ใหล้ งตาแหน่งของเจ้าของหนังสอื
** ระเบียบสำนกั นำยกรัฐมนตรีวำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
ลกั ษณะ:-
1. ใชก้ ระดาษบนั ทึกข้อความ
2. ใช้กระดาษปอนดข์ าวได้ 2 ขนาด นา้ หนัก 60 กรมั ต่อตารางเมตร คือ
- A4 ขนาด 210 x 297 มลิ ลิเมตร
- A5 ขนาด 148 x 210 มลิ ลเิ มตร
3. พมิ พ์ครุฑมมุ บนดา้ นซา้ ย ขนาด 1.5 เซนติเมตร พิมพ์ด้วยหมึกสดี า
4. ไมต่ ้องมคี าลงทา้ ย
5. “ช้นั ความเร็ว” ให้อยตู่ าแหน่งระดบั “ตีนครุฑ”
3. หนงั สอื ประทับตรา คือ หนังสือท่ใี ช้ประทบั ตราแทนการลงชอื่ ของหัวหน้าส่วนราชการระดบั กรมขึ้นไป
รายละเอียดฟอรม์ :-
1. “ท”ี่ ให้ลงรหสั พยัญชนะเลขประจาตัวเจา้ ของเรื่อง
2. “ถงึ ” ให้ลงชอื่ ส่วนราชการ หน่วยงาน บุคคล ท่หี นังสอื มี
ถึง
3. “ข้อความ” ให้ลงสาระสาคัญของเรื่องให้ชัดแจ้งและ
เข้าใจงา่ ย
4. “ช่ือส่วนราชการท่ีส่งหนังสือออก” ให้ลงชื่อส่วนราชการ
ทีส่ ง่ หนงั สอื
5. “ตราช่ือส่วนราชการ” ให้ประทับตราชื่อส่วนราชการ
ดว้ ยหมกึ แดง
6. “วัน เดือน ปี” ให้ลงตามตัวอย่าง 4 กรกฎาคม
2554
7. “ส่วนราชการเจ้าของเรื่อง” ให้ลงช่ือส่วนราชการ
เจา้ ของเรอ่ื ง /
หนว่ ยงานทีอ่ อกหนังสอื
8. “โทร หรือท่ีตั้ง” ให้ลงหมายเลขโทรศัพท์ของส่วน
ราชการเจ้าของเรือ่ ง
กรณไี มม่ ีโทรศพั ท์ ใหล้ งที่ต้งั สว่ นราชการ
** ระเบียบสำนกั นำยกรฐั มนตรีวำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
ลกั ษณะ:-
1. หัวหน้าระดับกรม (อธิบดี) ข้ึนไปมอบหมายให้…
- หัวหนา้ ส่วนราชการระดับกอง หรอื
- ผทู้ ีไ่ ดร้ บั มอบหมายเปน็ ผ้รู บั ผิดชอบ “ลงชอ่ื ยอ่ กากับตรา” (เซนตแ์ ทน)
2. ใชก้ ระดาษตราครฑุ
3. เฉพาะกรณที ไ่ี มเ่ ร่ืองสาคญั ดงั ต่อไปนี้
1) การขอรายละเอยี ดเพ่มิ เติม
2) การสง่ สาเนา หนงั สอื สงิ่ ของ เอกสาร หรอื บรรณสาร
3) การตอบรบั ทราบ ท่ีไมเ่ กี่ยวกับราชการสาคญั หรอื การเงนิ
4) แจง้ ผลงานท่ีได้ดาเนนิ การแล้ว ใหส้ ่วนราชการที่เกยี่ วข้อง
5) การเตือนเร่อื งท่ีค้าง
6) เร่ืองทห่ี ัวหน้าระดับกรมข้ึนไป กาหนดให้มคี าสัง่ ให้ใช้
4. หนงั สอื ส่ังการ มี 3 ชนิด ได้แก่ คาส่งั ระเบยี บ และขอ้ บังคับ (ใช้กระดาษตราครุฑ)
4.1. คาสงั่ คือ บรรดาขอ้ ความที่ผูบ้ งั คบั บญั ชา ส่งั การ ใหป้ ฏบิ ัติโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
รายละเอียดฟอร์ม:-
1. “คาสั่ง” ให้ลงช่ือส่วนราชการ / ตาแหน่งผู้มีอานาจท่ี
ออกคาสงั่
2. “ท่ี” ให้ลงเลขท่ีออกคาส่ัง โดยเริ่มฉบับแรกจากเลข 1
เรียงไปจน
สิ้นปีปฏิทินทับเลขปีพุทธศักราชที่ออกคาส่ัง (เช่น
1/2554)
3. “เร่ือง” ใหล้ งชอื่ เรอ่ื งที่ออกคาสงั่
4. “ข้อความ” ให้อา้ งเหตุท่ีออกคาสั่ง และอ้างถึงอานาจท่ีให้
ออกคาสง่ั (ถ้าม)ี
และจงึ ลงขอ้ ความส่งั และวันใชบ้ งั คับ
5. “สั่ง ณ วันท่ี” ให้ลงตามตัวอย่าง 4 กรกฎาคม
2554
6. “ลงช่อื ” ให้ลงลายมือชอื่ ผอู้ อกคาส่ัง และพมิ พช์ ่ือเตม็
8. “ตาแหนง่ ” ให้ลงตาแหน่งของผอู้ อกคาสั่ง
** ระเบียบสำนักนำยกรฐั มนตรวี ำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
ลกั ษณะ:-
1. ใชก้ ระดาษตราครฑุ
2. “ผู้บงั คับบัญชา” เป็นผสู้ ง่ั การเทา่ น้นั
ผู้มอี านาจ (ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งเปน็ ผู้บงั คับบัญชาเสมอไป)
4.2. ระเบยี บ คือ บรรดาขอ้ ความที่ผู้มอี านาจหนา้ ทีไ่ ดว้ างไว้ โดยจะอาศัยอานาจของกฎหมาย หรอื ไมก่ ไ็ ด้
รายละเอยี ดฟอร์ม:-
1. “ระเบยี บ” ให้ลงชื่อสว่ นราชการท่อี อกระเบียบ
2. “วา่ ด้วย” ให้ลงชือ่ เร่อื งของระเบียบ
3. “ฉบับที่” ใช้กรณีที่เป็นระเบียบเรื่องเดียวกันที่มีการ
แก้ไขเพิ่มเติม
ให้ลงเป็น “ฉบับท่ี 2” (กรณีฉบับเดียวไม่ต้องลงวา่ ฉบับที่
เทา่ ใด)
4. “พ.ศ.” ให้ลงตวั เลขพุทธศกั ราชที่ออกระเบียบ
5. “ข้อความ” ให้อ้างเหตุโดยย่อ เพ่ือแสดงถึงความมุ่งหมาย
ท่ีตอ้ งออก
ระเบียบ / อา้ งถึงกฎหมายท่ีให้อานาจออกระเบยี บ (ถา้ มี)
6. “ข้อ” ให้เรียงข้อความท่ีจะใช้เป็นระเบียบเป็นข้อ ๆ ใช้
บงั คับเม่ือใด
7. “ป ระก าศ ณ วัน ท่ี ” ให้ ล งต าม ตัวอ ย่าง 4
กรกฎาคม 2554
8. “ลงช่ือ” ใหล้ งลายมอื ชือ่ ผ้อู อกระเบียบ และพิมพ์ชือ่ เต็ม
9. “ตาแหนง่ ” ให้ลงตาแหน่งของผูอ้ อกระเบียบ
ลกั ษณะ:-
1. ใช้กระดาษตราครฑุ
2. “ผู้มีอานาจ” ไม่จาเปน็ ต้องเปน็ ผบู้ งั คับบญั ชาเสมอไป
3. “ระเบยี บ” จะพ่งึ กฎหมายหรือไมก่ ็ได้
** ระเบยี บสำนักนำยกรฐั มนตรวี ำ่ ดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
4.3. ข้อบังคับ คือ บรรดาข้อความท่ีผู้มีอานาจหน้าที่กาหนดให้ใช้โดยจะอาศัยอานาจของกฎหมายให้
กระทาได้
รายละเอียดฟอร์ม:-
1. “ข้อบังคับ” ให้ลงชื่อส่วนราชการทีอ่ อกข้อบงั คับ
2. “ว่าด้วย” ให้ลงชื่อเรื่องของขอ้ บังคับ
3. “ฉบับท่ี” ใช้กรณีที่เป็นข้อบังคับเร่ืองเดียวกันที่มีการ
แก้ไขเพม่ิ เตมิ
ให้ลงเป็น “ฉบบั ที่ 2” (กรณีฉบบั เดียวไม่ต้องลงวา่ ฉบับที่
เทา่ ใด)
4. “พ.ศ.” ให้ลงตวั เลขพทุ ธศกั ราชท่ีออกข้อบังคบั
5. “ข้อความ” ให้อ้างเหตุโดยย่อ เพื่อแสดงถึงความมุ่งหมาย
ทตี่ อ้ งออก
ข้อบังคับ / อ้างถึงกฎหมายท่ีให้อานาจออกข้อบังคับ (ถ้า
มี)
6. “ข้อ” ให้เรียงข้อความท่ีจะใช้เป็นข้อบังคับเป็นข้อ ๆ ใช้
บงั คบั เมือ่ ใด
7. “ป ระก าศ ณ วัน ท่ี ” ให้ ล งต าม ตัวอ ย่าง 4
กรกฎาคม 2554
8. “ลงชื่อ” ให้ลงลายมือช่ือผู้ออกข้อบังคับ และพิมพ์ชื่อ
เต็ม
9. “ตาแหน่ง” ใหล้ งตาแหน่งของผู้ออกขอ้ บงั คับ
ลักษณะ:-
1. ใชก้ ระดาษตราครุฑ
2. “ผมู้ ีอานาจ” ไม่จาเป็นต้องเป็นผบู้ ังคับบัญชาเสมอไป
3. “ขอ้ บงั คบั ” จะต้องอาศัยอานาจกฎหมายเทา่ นั้น
(ตอ้ งมกี ฎหมายรองรับเทา่ นั้น)
** ระเบียบสำนักนำยกรฐั มนตรีว่ำด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
5. หนังสือประชาสัมพันธ์ มี 3 ชนิด ได้แก่ ประกาศ แถลงการณ์ และข่าว (ใช้กระดาษตราครุฑ ยกเว้น
ขา่ ว)
5.1. ประกาศ คือ บรรดาขอ้ ความท่รี าชการประกาศหรอื ชแ้ี จงให้ทราบ
รายละเอียดฟอรม์ :-
1. “ประกาศ” ให้ลงชื่อส่วนราชการทอ่ี อกขอ้ ประกาศ
2. “เรอื่ ง” ให้ลงชื่อเร่ืองทป่ี ระกาศ
3. “ข้อความ” ให้อ้างเหตุผลท่ีต้องออกประกาศและ
ขอ้ ความท่ปี ระกาศ
4. “ป ระก าศ ณ วัน ท่ี ” ให้ ล งต าม ตัวอ ย่าง 4
กรกฎาคม 2554
8. “ลงชอื่ ” ให้ลงลายมือชอ่ื ผู้ออกประกาศ และพมิ พช์ อ่ื เต็ม
9. “ตาแหนง่ ” ให้ลงตาแหน่งของผู้ออกประกาศ
ลักษณะ:-
1. ใช้กระดาษตราครุฑ
2. ไมต่ อ้ งมีคาลงท้าย
3. “แจ้งความ” ถือเป็น “ประกาศ”
** ระเบยี บสำนักนำยกรัฐมนตรวี ำ่ ดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
5.2. แถลงการณ์ คอื บรรดาข้อความท่ีทางราชการแถลงเพอ่ื ทาความเขา้ ใจ ใหท้ ราบชดั เจนโดยทั่วกัน
รายละเอียดฟอรม์ :-
1. “แ ถลงการณ์ ” ให้ ลงช่ือส่วน ราช การที่ ออกข้อ
แถลงการณ์
2. “เรอ่ื ง” ให้ลงช่อื เรอ่ื งท่ีออกแถลงการณ์
3. “ฉบับท่ี” ใช้กรณีที่เป็นแถลงการณ์เรื่องเดียวกันที่มีการ
แกไ้ ขเพิ่มเติม
ให้ลงเป็น “ฉบบั ท่ี 2” (กรณีฉบบั เดียวไม่ต้องลงว่าฉบับที่
เท่าใด)
4. “พ.ศ.” ให้ลงตัวเลขพทุ ธศกั ราชทอี่ อกประกาศ
5. “ข้อความ” ให้อ้างเหตุผลท่ีต้องออกแถลงการณ์และ
ข้อความท่ีออก
แถลงการณ์
6. “วัน เดือน ปี” ให้ลงตามตัวอย่าง 4 กรกฎาคม
2554
ลกั ษณะ:-
1. ใช้กระดาษตราครุฑ
2. ไม่ต้องมีคาลงท้าย
** ระเบียบสำนกั นำยกรฐั มนตรีวำ่ ดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
5.3. ขา่ ว คือ บรรดาขอ้ ความท่ีทางราชการเห็นสมควรเผยแพรใ่ หท้ ราบ
รายละเอยี ดฟอรม์ :-
1. “ขา่ ว” ให้ลงชอ่ื ส่วนราชการทอ่ี อกขา่ ว
2. “เร่ือง” ให้ลงช่ือเรือ่ งท่ีออกข่าว
3. “ฉบับท่ี” ใช้กรณีท่ีเป็นข่าวเรื่องเดียวกันท่ีมีการแก้ไข
เพม่ิ เติม
ให้ลงเป็น “ฉบับท่ี 2” (กรณีฉบับเดียวไม่ต้องลงวา่ ฉบับท่ี
เท่าใด)
4. “ข้อความ” ให้ลงรายละเอยี ดเกย่ี วกับเรือ่ งของข่าว
5. “ส่วนราชการที่ออกข่าว” ให้ลงช่ือส่วนราชการที่ออก
ข่าว
6. “วัน เดือน ปี” ให้ลงตามตัวอย่าง 4 กรกฎาคม
2554
ลักษณะ:-
1. ไมใ่ ชก้ ระดาษตราครุฑ
** ระเบียบสำนักนำยกรฐั มนตรีวำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
6. หนังสือที่เจ้าหน้าท่ีทาข้ึนหรือรับไว้เป็นหลักฐานในทางราชการ คือ หนังสือท่ีทางราชการทาขึ้น
นอกจากที่กล่าวมาแล้วข้างตน้ มี 4 ชนิด คือ หนังสือรบั รอง / รายงานการประชมุ / บันทกึ / และหนังสืออืน่
6.1. หนังสือรบั รอง คอื หนงั สอื ทส่ี ว่ นราชการออกใหเ้ พือ่ รับรองแกบ่ ุคคล นิติบคุ คล หรือหนว่ ยงาน
รายละเอียดฟอรม์ :-
1. “เลขที่” ให้ลงเลขที่หนังสือรับรอง โดยเริ่มฉบับแรกจาก
เลข 1
เรียงไปจนส้ินปีปฏิทิน ทับเลขปีที่ออกคาสั่ง (เช่น
1/2554)
2. “สว่ นราชการเจา้ ของหนังสอื ” ให้ลงช่ือสว่ นราชการเจา้
3. “ขอ้ ความ” ใหล้ งขอ้ ความข้นั ต้นว่า
หนังสือฉบับน้ีให้ไว้เพ่ือรับรองว่า “ช่ือบุคคล / นิติ
บุคคล”
4. “ให้ไว้ ณ วันที่” ให้ลงตามตัวอย่าง 4 กรกฎาคม
2554
5. “ลงชื่อ” ให้ลงลายมือช่ือหัวหน้าส่วนราชการผู้ออก
หนังสือ
6. “ตาแหน่ง” ให้ลงตาแหนง่ ของผู้ลงลายมอื ในหนงั สอื
7. “รูปถ่ายและลายมือชื่อผู้ได้รับการรับรอง” ในกรณีการ
รบั รอง
เป็นเรื่องสาคัญที่ออกให้แก่บุคคลติดรูปถ่ายของผู้ท่ีได้รับ
การรบั รอง
ขนาด 4 ซม. x 6 ซม. หนา้ ตรง ไม่สวมหมวก
ดา้ นขวาของรูปภาพคาบ ประทับตราช่ือส่วนราชการท่ีออก บนขอบล่าง
พรอ้ มทงั้ พมิ พช์ อ่ื ต่อลงบนแผ่นกระดาษและให้ผู้นั้นลงลายมือชื่อไว้ใต้รูปภาพ
เต็มไว้ใต้ลายมอื ชอื่ ด้วย
** ระเบยี บสำนกั นำยกรัฐมนตรีวำ่ ดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
ลักษณะ:-
1. ใช้กระดาษตราครุฑ
2. วตั ถปุ ระสงค์โดยทั่วไปไม่จาเพาะเจาะจง (ไมต่ อ้ งติดรูปถ่าย)
3. (กรณเี รอื่ งสาคญั ) “หนงั สอื รับรองสาคญั ” ใหต้ ดิ รูปถา่ ย
- ขนาด 4 x 6 เซนติเมตร
- ไมส่ วมหมวก
- ใหล้ งลายมอื ชื่อ (ใตร้ ูปถ่าย)
6.2. รายงานการประชุม คือ การบันทึกความคิดเห็น(2) ของผู้มาประชุม บันทึกชื่อบุคคล(3) มติของท่ี
ประชมุ ไว้เป็นหลกั ฐาน
รายละเอยี ดฟอร์ม:-
1. “รายงานการประชุม” ให้ลงช่ือคณะท่ีประชุม / ชื่อการ
ประชุมน้ัน
2. “ครั้งท่ี” ให้ลงครัง้ ทปี่ ระชุม
3. “เม่ือ” ให้ลงตามตวั อย่าง 4 กรกฎาคม 2554
4. “ณ” ใหล้ งสถานทปี่ ระชุม
5. “ผู้มาประชุม” ให้ลงช่ือและหรือตาแหน่งของผู้ได้รับ
ตาแหน่ง
เป็นคณะท่ปี ระชมุ ซึง่ มาประชมุ
6. “ผู้ไม่มาประชุม” ให้ลงช่ือและหรือตาแหน่งของผู้ได้รับ
ตาแหนง่
เป็นคณะที่ประชมุ ซงึ่ มิไดม้ าประชมุ พรอ้ มทง้ั เหตุผล
7. “ผู้เข้าร่วมประชุม” ให้ลงชื่อและหรือตาแหน่งของผู้มิได้
รบั ตาแหนง่
เป็นคณะทป่ี ระชุม ซง่ึ มาประชมุ (ถ้าม)ี
8. “เริม่ ประชมุ เวลา” ให้ลงเวลาที่เร่ิมประชมุ
9. “ข้อความ” ให้บันทึกข้อความที่ประชุม โดยเริ่มต้นจาก
ประธานกลา่ ว
เปดิ ประชุม และเรื่องท่ปี ระชุม กบั มติ หรอื ข้อสรปุ
10. “เลิกประชุมเวลา” ให้ลงเวลาทเี่ ลิกประชมุ
11. “ผู้จดรายงานการประชุม” ให้ลงช่ือผู้จดรายงานการ
ประชุมครัง้ นี้
** ระเบียบสำนกั นำยกรฐั มนตรวี ่ำด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
ลักษณะ:- 3. การจดรายงานประชมุ ทาได้ 3 วธิ ี
1. การบันทึกความคิดเห็น ในรายงาน - จดทกุ คาพดู
- จดยอ่ คาพดู ทเี่ ป็นประเด็นสาคัญ
ประชุม - จดเหตุผล มติ
- ผมู้ าประชุม
- ผูเ้ ข้าร่วมประชุม 4. การรับรองรายงานการประชุม ทาได้ 3
- มตขิ องทปี่ ระชมุ วธิ ี
2. บันทกึ ช่อื บุคคล - รับรองคร้งั นน้ั
- ผู้มาประชุม - รบั รองครั้งต่อไป
- ผไู้ มม่ าประชมุ - รบั รองแจง้ เวียน
- ผเู้ ข้ารว่ มประชมุ
5. ขนั้ ตอนการประชุม
- เร่ืองประธานแจ้งให้ท่ีประชุมทราบ / รับรองรายงานการประชุม / เสนอให้ทราบ / เสนอให้
พิจารณา / อ่ืน ๆ
6.3. บันทึก คือ ข้อความที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอผู้บังคับบัญชา / หรือผู้บังคับบัญชาส่ังลงไป / หรือ
หนว่ ยงานระดับ ตา่ กวา่ สว่ นราชการ (ตา่ กว่ากรม คือ กอง ฝ่าย แผนก) ใชใ้ นการปฏิบัตริ าชการ (ใช้
กระดาษบันทึกข้อความ)
วิธีการบันทึก
หลักการเริ่มต้นการบันทึก ให้แยกเป็นเรอ่ื ง มีหัวเรื่องว่า ใครทาอะไร อยา่ งไร เม่ือไหร่ (เพื่อให้เข้าใจ
ง่าย)
ให้บนั ทึกหน้าเดียว เว้นขอบกระดาษด้านซา้ ย สาหรบั สะดวกในการเกบ็ เขา้ แฟ้ม (ประมาณ 3 ซม.)
วิธีการบนั ทกึ ทาได้ 5 วิธี
บันทึกย่อเรือ่ ง / บันทกึ รายงาน / บนั ทึกความเห็น / บันทกึ สง่ั การ / บนั ทึกตดิ ตอ่
1. บนั ทกึ ยอ่ เรอื่ ง คอื ขอ้ ความย่อเรื่องเฉพาะประเด็น
2. บันทกึ ความเหน็ คอื ขอ้ ความทแี่ สดงความคดิ เห็นของผู้บนั ทกึ เพื่อชว่ ยประกอบการพิจารณาส่งั การ
3. บันทึกรายงาน คือ รายงานเสนอผู้บัญชา ในเรื่องที่ประสบพบเห็น ให้เขียนรายงานในหน้าท่ีให้
ละเอยี ด
4. บันทึกสั่งการ คือ ข้อความที่ผู้บังคับบัญชาเขียน หรือพิมพ์สั่งการ เร่ืองใดเรื่องหน่ึงให้กับ
ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา
5. บันทกึ ตดิ ตอ่ คอื ข้อความท่ตี ิดตอ่ ภายในระหว่างหนว่ ยงาน หรือระหวา่ งเจ้าหน้าทใ่ี นสงั กัดเดียวกัน
** ระเบยี บสำนักนำยกรัฐมนตรีวำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
6.4. หนังสืออื่น คือ หนังสือหรอื เอกสารอ่ืนใดท่ีเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีเพ่ือเป็นหลักฐาน
ของราชการ / รวมถึง ภาพถ่าย ฟิล์ม แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ ส่ือบันทึกข้อมูล หรือหนังสือของ
บุคคลภายนอกที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าท่ีได้รับเข้าทะเบียนรับหนังสือของทางราชการแล้ว (เช่น โฉนด,
แผนผงั , สัญญา, หลักฐานสืบสวนสอบสวน)
หนงั สอื ท่ีต้องปฏิบตั ิ “เรว็ กว่าปกติ” มีเป็น 3 ประเภท
ระบชุ ั้นความเร็วด้วยตวั อักษรสแี ดง / ขนาดตวั พมิ พโ์ ป้ง 32 พอยท์ (ไม่ต่ากว่า 2 เท่าของตวั ปกติ)
1. ด่วนทีส่ ุด ใหเ้ จ้าหน้าที่ปฏบิ ตั ิ “ในทันทที ไ่ี ดร้ ับหนังสอื นัน้ ”
2. ด่วนมาก ให้เจา้ หนา้ ท่ีปฏบิ ตั ิ “โดยเร็ว”
3. ด่วน ใหเ้ จา้ หน้าทป่ี ฏิบัติ “เร็วกวา่ ปกติ เทา่ ท่จี ะทาได้”
* กรณีทีต่ อ้ งการให้หนงั สอื สง่ ถงึ ผูร้ ับภายในทก่ี าหนด -- > ให้ระบคุ าว่า “ด่วนภายใน” แล้วลงวนั เดือน ปี
หากส่งหนังสือไม่ทัน สามารถเคร่ืองมือส่ือสารได้ : โทรเลข วิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร วิทยุส่ือสาร วิทยุ
ขยายเสียง
หนังสอื เวียน คือ หนังสือทม่ี ถี ึงผรู้ บั จานวนมาก มีใจความอย่างเดยี วกนั
ใหเ้ พ่มิ รหสั ตวั พยัญชนะ “ว” หนา้ เลขทะเบยี นหนังสือสง่
สาเนาหนังสือ
การทาสาเนา มี 4 วิธี
-- > คัดลอกคาต่อคา (ลอก) / ถอดจากต้นฉบับ (กระดาษคาร์บอน) / ถ่ายจากต้นฉบับ / อัด
สาเนา
หนังสอื ทจี่ ดั ทาข้ึนโดยปกติ
-- > ให้มี 1. สาเนาค่ฉู บับเก็บไว้ที่ “ต้นเรื่อง” 1 ฉบับ
2. สาเนาทห่ี นว่ ยงาน “สารบรรณกลาง” 1 ฉบบั
สาเนาคฉู่ บบั
- สาเนาหนงั สอื ให้มีคารบั รองวา่ “สาเนาถูกต้อง”
- ใหเ้ จา้ หน้าที่ตั้งแต่ระดับ 2 ขึน้ ไป ลงชื่อลงลายมอื ชื่อ /ลายมอื ชื่อย่อ
- ให้ผรู้ ่าง / ผู้พิมพ์ / และผู้ตรวจ (ลงลายมือช่ือหรือลายมือช่ือย่อไว้ทท่ี ้ายขอบล่างด้านขวาของ
หนังสอื )
(ขอ้ สังเกต ไมม่ ี “ผู้ทาน”)
หนงั สอื ทีเ่ จา้ ของหนังสือ เห็นว่ามี “สว่ นราชการอน่ื ” ที่เกี่ยวขอ้ งควรได้รบั ดว้ ย
-- > ให้ส่งสาเนาไปให้ทราบโดยทาเปน็ “หนังสือประทับตรา”
** ระเบยี บสำนกั นำยกรัฐมนตรีวำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
หมวด 2 การรับส่งหนังสอื
หนังสือรับ คือ หนังสือที่ได้รับเข้ามาจากภายนอก (หน่วยงานสารบรรณกลาง เป็นผู้มีหน้าท่ีรับ
หนังสือ)
การรับหนังสือท่ีมีชั้นความลับ ด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้ใช้งานหรือผู้ปฏิบัติงานได้รับ
การแตง่ ตง้ั ใหเ้ ข้าถึงเอกสารลบั แต่ละระดบั เป็นผู้รับผา่ นระบบการรักษาความปลอดภยั
* ให้ เจ้าหนา้ ท่ีของหน่วยงานสารบรรณกลาง ปฏบิ ตั ติ าม ดงั นี้
1. จัดลาดับความสาคญั และความเร่งด่วนของหนงั สอื (ลาดับตาม -- > เรือ่ งลับ / เรื่องดว่ น / เร่อื งอนื่ )
2. เปิดซองตรวจสอบเอกสาร หากไม่ถูกต้องให้ติดต่อส่วนราชการเจ้าของเร่ือง เพ่ือดาเนินการให้ถูกต้อง หรือบันทึก
ขอ้ บกพร่อง
2. ประทับตรารบั หนังสือท่ี “มุมบนด้านขวา” ของหนังสอื
3. ลงทะเบียนรบั หนังสือในทะเบียนหนังสือ (ขนาด A4 มีชนดิ เลม่ และแผ่น มี 8 ช่อง)
ให้ลงเลขลำดบั ของทะเบียนหนงั สอื รับ ใหล้ งตำแหน่ง หรือ กรณีไม่มเี ร่ือง จดั แยกหนงั สือ บนั ทึก
เรยี งลำดบั ตดิ ตอ่ กันไปตลอดปีปฏิทิน ชอื่ ส่วนรำชกำรหรือ ใหล้ งสรปุ ส่งให้ส่วนรำชกำร ขอ้ ควำม
(ต้องตรงกบั เลขท่ีในตรำรับหนังสอื ) ช่อื บคุ คลกรณีไมม่ ตี ำแหนง่ ยอ่ เรือ่ ง ทเ่ี กี่ยวขอ้ งดำเนนิ กำร อนื่ ใด (ถำ้ มี)
4.จัดแยกหนังสอื ส่งให้สว่ นราชการท่เี กย่ี วข้องดาเนนิ การ (ผา่ นผบู้ งั คับบญั ชาหรอื ไม่ก็ได้)
หนังสือสง่ คือ หนังสือที่สง่ ไปภายนอก
1. ให้ “เจ้าของเรอ่ื ง” ตรวจสอบความเรยี บร้อย (ให้ครบถว้ น) แลว้ ส่งไปยังหน่วยงานสารบรรณกลาง
* ใหเ้ จา้ หนา้ ท่ขี องหนว่ ยงานสารบรรณกลางปฏิบัตติ าม ดังนี้
2. เจา้ หนา้ ทหี่ นว่ ยงานสารบรรณกลาง ลงทะเบยี นหนังสอื สง่
ใหล้ งเลขลำดบั ของทะเบยี น ให้ลงรหัสเลข ใหล้ งตำแหนง่ หรอื กรณีไม่มเี รื่อง บนั ทึกกำร บนั ทกึ
หนังสอื ส่งเรียงลำดบั ปฏิบตั ิเก่ียวกับ ข้อควำม
กรณีไ*ม*่มรี ะเบียบสำนกั นชำอ่ื ยสกว่รนัฐมรำนชตกรำวี รำ่ หดร้วือยงำนสำรบรรณใหพ้ล.ศงส. 2ร5ุป26 ** หนงั สือนั้น อน่ื ใด (ถ้ำม)ี
ตดิ ต่อกันไปตลอดปปี ฏทิ นิ
ใหช้ อ่ งนวี้ ำ่ ง ชอื่ บุคคลกรณีไมม่ ตี ำแหน่ง ย่อเรือ่ ง
3. ก่อนบรรจซุ อง ให้เจ้าหน้าทส่ี ารบรรณกลางตรวจความเรยี บรอ้ ยของหนงั สือ และสงิ่ ทสี่ ่งไปดว้ ย
- แล้วให้ทาการ “บรรจุซอง” และ “ปิดผนึก”
กรณหี นงั สอื ทไี่ ม่มคี วามสาคัญมากนัก -- > ให้วธิ ีพับยดึ ติดด้วยแถบกาว (ลวดเยบ็ ) หรือวธิ ีอน่ื แทนการบรรจุ
ซอง
การจา่ หนา้ ซอง
ใหท้ าการจัดแยกออกเป็น 9 ส่วน
1. “ตราครุฑ” อยบู่ นตาแหน่ง “ส่วนบนด้านซ้าย” หากมีชั้นความเร็ว (ขนาด 32 พอยท์ สีแดง) ให้อยู่ในระดับ
ตีนครฑุ
2. สว่ นกลางซอง ให้ระบุ คาขึ้นต้น และระบุชอ่ื ที่อยู่ ของผู้รับ (หา้ มระบเุ ลขไทย)
กรณมี ิได้สง่ ทางไปรษณีย์ (สง่ เอง) ใหล้ ง “สมุดส่งหนงั สือ” (ขนาด A5 พิมพ์ 2 หนา้ ) ใหผ้ ูร้ ับลงช่ือรับใน “สมดุ สง่
หนังสอื ” หรือ “ใบรับหนังสือ” (กรณีไมม่ ีสมดุ สง่ หนังสอื ใช้กระดาษขนาด A8 พมิ พ์ หนา้ เดยี ว) ใหม้ ใี บรับหนังสอื แนบ
ติดซองไปด้วย
สมุดส่งหนังสอื
ใบรับหนงั สือ
** ระเบยี บสำนักนำยกรฐั มนตรวี ่ำดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
* กรณีส่งทางไปรษณีย์ ใหเ้ ปน็ ไปตามระเบยี บ “การส่ือสารแหง่ ประเทศไทย (กสท.)”
บัตรตรวจคน้ (กระดาษ A5 หนา้ หลัง)
เพื่อให้การรับและส่งหนังสือดาเนินไปโดยสะดวกรวดเร็ว ส่วนราชการจะกาหนดหน้าท่ีของผู้
ปฏิบตั ิตลอดจนแนวทางปฏิบัติน้ันไว้ดว้ ยก็ได้ ท้ังนี้ให้มกี ารสารวจทะเบียนหนงั สอื รบั เป็นประจาว่าหนังสือตาม
ทะเบียนรับน้ันไดม้ ีการปฏบิ ัติไปแลว้ เพียงใด และให้มีการตดิ ตามเร่ืองด้วย ในการนี้ส่วนราชการใดเห็นสมควร
จะจดั ใหม้ ีบตั รตรวจค้นสาหรบั หนังสือรบั และหนงั สือส่งเพ่อื ความสะดวกในการค้นหาก็ได้
ให้ลงเร่ืองยอ่ ของหนังสือ ให้บนั ทึกกำรปฏบิ ตั งิ ำน
เพ่ือให้ทรำบว่ำหนังสอื น้ัน เกีย่ วกับหนังสือเพื่อให้ทรำบ
มำจำกที่ใดเรอื่ งอะไร วำ่ ส่งไปที่ใดเมอื่ ใด
หมวด 3 การเกบ็ รกั ษา ยืม และทาลายหนังสือ
การเก็บรักษา แบ่งออกเป็น 3 วธิ ี
1. เก็บระหว่างปฏิบัติ คอื เก็บหนงั สอื ที่ปฏิบตั ยิ ังไม่เสร็จ กาหนดวธิ เี ก็บใหเ้ หมาะสม
2. การเก็บเมอ่ื ปฏบิ ตั ิเสรจ็ แล้ว คือ เก็บหนงั สือทปี่ ฏบิ ัติเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่มีอะไรท่จี ะต้องปฏบิ ตั ิ
2.1 จัดทาบัญชีหนังสือส่งเก็บ (ต้นฉบับและสาเนาคู่ฉบับสาหรับเจ้าของเรื่องและหน่วยเก็บอย่างละ
ฉบับ)
2.2 ส่งหนังสือและเรอ่ื งปฏิบัติทเี่ กี่ยวข้องกบั หนงั สอื พร้อมบญั ชหี นังสอื ส่งเก็บให้หน่วยเกบ็
3. การเกบ็ ไวเ้ พ่อื ใชใ้ นการตรวจสอบ คือ เก็บหนังสือที่ปฏิบตั ิเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่จาเป็นต้องใช้ในการ
ตรวจสอบเป็นประจา ไมส่ ะดวกในการสง่ ไปยังหน่วยเกบ็ ของสว่ นราชการ
การประทบั ตราหนังสอื เกบ็
** ระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
โดยเจา้ ของเร่อื ง ประทบั ตรากาหนดเกบ็ หนงั สือที่ “มุมลา่ งดา้ นขวาของกระดาษแผ่นแรก”
- หนังสอื ที่ตอ้ งเก็บตลอดไป ใหป้ ระทบั คาวา่ “ห้ามทาลาย” ด้วยหมึกสแี ดง
- หนงั สือทเ่ี ก็บโดยมีกาหนดเวลา ใหป้ ระทบั คาว่า “เกบ็ ถงึ พ.ศ. ....” ด้ วย ห มึ ก สี
นำเงิน
ลงทะเบยี นหนงั สือเก็บเพ่อื เก็บไว้เปน็ หลกั ฐาน
การเก็บเอกสาร
1) อายขุ องการเกบ็ หนงั สอื ทั่วไป ใหเ้ กบ็ ไม่นอ้ ยกว่า 10 ปี
2) หนงั สือสงวนเป็นความลบั ให้ปฏบิ ัตติ าม “ระเบียบวา่ ด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ”
3) หนังสือที่เป็นหลักฐานทางอรรถคดี สานวนศาล การเก็บให้เป็นไปตาม “ระเบียบแบบแผนว่าด้วย
การนั้น”
4) หนังสือท่ีเก่ียวกับประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี สถติ ิหลักฐาน หรือเรื่องสาหรับศึกษา
ค้นควา้
-- >> ให้ “เกบ็ ไวเ้ ป็นหลักฐานของทางราชการตลอดไป” หรือ
-- >> ตามท่ี “สานกั จดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิ ปากร” กาหนด
5) หนงั สือทป่ี ฏิบตั ิงานเสร็จสิ้นแล้ว และเปน็ คู่สาเนาท่ีมีต้นเร่ืองจะคน้ ได้ ให้เกบ็ ไว้ไม่นอ้ ยกว่า 5 ปี
6) หนังสอื ที่เป็นเร่ืองธรรมดาสามัญซ่ึงไม่ใช่เรื่องสาคัญ และเป็นสิง่ ท่ีเกิดข้ึนเปน็ ประจา ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า
1 ปี
7) ในกรณีหนงั สือท่ีเก่ียวกับการเงนิ ใหเ้ กบ็ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี หากเห็นว่าไม่จาเป็นเก็บถึง 10 ปี หรือ 5
ปี
-- >> ให้ทาความตกลงกบั “กระทรวงการคลัง”
8) ทุกปีปฏิทินให้ส่วนราชการจัดส่งหนังสือท่ีครบอายุ 20 ปี นับแต่วันที่ได้จัดทา พร้อมทั้งบัญชีส่ง
มอบหนังสือ ครบ 20 ปี ให้สานักจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ภายในวันที่ 31 มกราคม
ของปีถัดไป
* บัญชสี ง่ มอบหนงั สือครบ 20 ปี และบัญชีหนงั สือครบ 20 ปี ทขี่ อเก็บเอง อย่างน้อยให้มตี ้นฉบบั และ
สาเนาคฉู่ บับ เพื่อให้ส่วนราชการผู้มอบและกองจดหมายเหตแุ ห่งชาติ กรมศลิ ปากรผรู้ ับมอบยึดถือไว้เปน็
หลกั ฐานฝา่ ยละฉบับ
** ระเบียบสำนกั นำยกรฐั มนตรวี ่ำดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
ระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณ ปี 2526 ระเบยี บว่าด้วยงานสารบรรณ ปี 2548
ไมม่ ีหนงั สือหรอื เอกสารเก่ยี วกับการเงนิ มหี นงั สอื หรอื จดหมายเก่ยี วกับการเงิน
สง่ มอบหนังสือเมื่อครบ 25 ปี สง่ มอบหนงั สือเม่ือครบ 20 ปี
การรักษาหนังสือ
ใหเ้ จา้ หนา้ ที่ระมดั ระวงั หนังสือให้อยูใ่ นสภาพใชร้ าชการไดท้ ุกโอกาส
* “หากชารดุ เสยี หาย” ตอ้ งรบี ซ่อมใหร้ าชการใหเ้ หมือนเดิม
* “หากสญู หาย” ต้องหาสาเนามาแทน
* ถ้าชารุดเสียหายจน “ไม่สามารถซ่อม” ให้คงสภาพเดิม ให้รายงานผู้บังคับบัญชาและให้หมายเหตุไว้
ในทะเบยี น
การยืม (หนงั สอื ที่สง่ เกบ็ แลว้ )
1. ผู้ยืมต้องแจ้งให้ทราบ เรือ่ งที่ยืมนั้นจะนาไปใช้ในราชการใด
2. ผู้ยืมตอ้ งส่งมอบหลักฐานการยมื ใหเ้ จา้ หนา้ ที่เก็บ แล้วลงชือ่ รบั เรอ่ื งที่ยมื ไว้
3. การยืมหนังสือ “ระหว่างส่วนราชการ” ผู้ยืมและผู้อนุญาต ต้องเป็นหัวหน้าระดับกองขึ้นไป / ผู้ได้รับ
มอบหมาย
4. การยืมหนังสือ “ในสว่ นราชการเดียวกัน” ผู้ยืมและผู้อนุญาต ต้องเป็นหัวหน้าระดับแผนกขึ้นไป / ผู้ได้รับ
มอบหมาย
5. การให้บุคคลภายนอกยืมหนังสือจะกระทามไิ ด้ เวน้ แต่ จะให้ดู หรอื คดั ลอกหนังสือ ตอ้ งได้รับอนญุ าต
จากหัวหน้าระดับกอง ขึ้นไป / ผไู้ ดร้ ับมอบหมาย
** ระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรีวำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
การทาลาย
ภายใน 60 วนั หลังจากสน้ิ ปปี ฏิทิน ใหเ้ จ้าหน้าท่สี ารวจหนงั สอื ท่คี รบกาหนดอายุการเกบ็ ในปีนน้ั (จะเก็บ
เองหรือฝากเก็บ) แล้วทาบัญชีหนังสือขอทาลายเสนอ หัวหน้าระดับกรม (อธิบดี) เพ่ือพิจารณาแต่งตั้ง
คณะกรรมการทาลายหนงั สอื
ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม แต่งต้ัง “คณะกรรมการทาลายหนังสือ” ประกอบด้วย ประธาน
กรรมการและกรรมการอีกอยา่ งน้อย 2 คน จาก ขา้ ราชการตงั้ แตร่ ะดบั 3 หรอื เทียบเทา่ ขน้ึ ไป
60 วัน หลงั ส้ินปีปฏิทนิ
สำรวจหนังสือครบกำหนด
จัดทำบญั ชีขอทำลำยเสนอ “หัวหนำ้ สว่ นรำชกำรระดบั กรม”
หวั หน้ำส่วนรำชกำรระดบั กรม แตง่ ตั้ง “คณะกรรมกำรทำลำยหนงั สอื ”
ไมน่ ้อยกว่ำ 3 คน (ประธำน 1 คน + กรรมกำรอกี อยำ่ งนอ้ ย 2 คน)
แต่งตง้ั จำก “ข้ำรำชกำรระดบั 3 ขนึ้ ไป”
คณะกรรมกำรพจิ ำรณำ
กรณีเห็นว่ำควรทำลำยใหก้ รอกเครื่องหมำยกำกบำท (x) ลงช่องพิจำรณำ
(ประธำนลงช่ือกำกบั )
ไม่ควรทำลำย ควรทำลำย
ให้เกบ็ หนงั สอื น้นั ไว้จนกว่ำจะถงึ เวลำ ส่งบญั ชีหนังสือขอทำลำยให้สำนกั
กองจดหมำยเหตแุ หง่ ชำติ กรมศลิ ปำกร
ทำลำยงวดต่อไป
รายงานความเหน็ ของ “หัวหนำ้ สว่ นรำชกำรระดบั กรม”
ความเห็นของ “สำนกั หอจดหมำยเหตุแห่งชำต”ิ
ควรทำลำย ” ไม่ควรทำลำย
ให้แจง้ สว่ นรำชกำรทรำบ / ถำ้ ไม่แจง้ ใหแ้ จง้ สว่ นรำชกำรทรำบ และให้
ภำยใน 60 วัน ถอื วำ่ เห็นชอบ ส่วนรำชกำรดำเนนิ กำรตำมทีไ่ ดร้ บั แจง้
** ระเบยี บสำนักนำยกรฐั มนตรวี ำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
หมวด 4 มาตรฐาน แบบพมิ พ์ และซอง
มาตรฐานตรา
ตราครุฑ มี 2 ขนาด คือ ขนาดตวั ครฑุ สูง 3 ซม. และ ขนาดตวั ครฑุ สงู 1.5 ซม.
ตราช่ือส่วนราชการ มีลักษณะเป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน คือ เส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 ซม. และ 3.5
ซม. ระหว่างวงนอกและวงในมีอักษรไทย ชื่อ กระทรวง ทบวง กรม อยู่ที่ของล่างของตรา (กรณีต่างประเทศ
ใหภ้ าษาไทยอยดู่ ้านบนของตรา และภาษาโรมันอยขู่ อบล่างของตรา)
ตรากาหนดเก็บหนังสอื คือ ตราท่ีใช้ประทับบน “หนังสือเก็บ” เพ่ือให้ทราบกาหนดระยะเวลาเก็บน้ัน
มคี าวา่ “เกบ็ ถงึ พ.ศ. ....” หรอื คาว่า “หำ้ มทำลำย” [ขนาดไม่เล็กกว่าตัวพมิ พ์ 24 พอยท์]
ตรารับหนงั สือ มีลกั ษณะเปน็ รปู สเี่ หลือ่ มผนื ผา้ ขนาด 2.5 ซม. x 5 ซม.
** ระเบียบสำนกั นำยกรัฐมนตรีว่ำด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
มาตรฐานกระดาษและซอง
มาตรฐานกระดาษ ปกตใิ ห้ใชก้ ระดาษปอนดข์ าว น้าหนกั 60 กรมั มี 3 ขนาด คือ
1. ขนาด A4 ขนาด 210 มม. x 297 มม.
2. ขนาด A5 ขนาด 148 มม. x 210 มม.
3. ขนาด A8 ขนาด 52 มม. x 74 มม.
กระดาษตราครฑุ
1. ใชก้ ระดาษขนาด A4
2. ครฑุ ขนาด 3 มม. ดว้ ยหมกึ สีดา หรอื ทาเปน็ ครฑุ ดนุ ทีก่ ึ่งกลางสว่ นบนกระดาษ
กระดาษบนั ทกึ ขอ้ ความ
1. ใชก้ ระดาษขนาด A4 และกระดาษ A5
2. พมิ พค์ รฑุ ขนาด 1.5 มม. ดว้ ยหมกึ สีดา มมุ ส่วนบนดา้ นซ้าย
มาตรฐานซอง โดยปกติใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้าตาล น้าหนัก 80 กรัม (เว้นแต่ซองขนาด C4 ใช้ 120 กรัม) มี 4
ขนาด คอื
1. ขนาด C4 ขนาด 229 มม. x 324 มม.
บรรจุหนงั สอื ตราครฑุ ไม่ต้องพับ มชี นิดธรรมดาและขยายขา้ ง
2. ขนาด C5 ขนาด 162 มม. x 229 มม.
บรรจุหนังสือตราครุฑพับ 2
3. ขนาด C6 ขนาด 114 มม. x 162 มม.
บรรจุหนงั สอื ตราครฑุ พบั 4 -- > รหัสไปรษณีย์ กรอบสแี ดงสม้ (worm red)
4. ขนาด DL ขนาด 110 มม. x 220 มม.
บรรจหุ นังสือตราครฑุ พบั 3
เทคนคิ ช่วยจา ชนดิ หนังสือ
กระดาษ - ทะเบียนหนงั สือรับ
- ทะเบียนหนังสอื สง่
1. ขนาด A4 พมิ พ์ 2 หน้า มี 2 ชนิด คอื แบบเปน็ - ทะเบียนหนังสอื เกบ็
เลม่ - บัญชีส่งมอบหนังสือครบ 20 ปี
- บัญชีส่งมอบหนงั สอื ครบ 20 ปี ทข่ี อเกบ็ เอง
กบั เปน็ แผน่ - บัญชฝี ากหนังสือ
2. ขนาด A4 พิมพ์ 2 หน้า - บญั ชหี นงั สอื ขอทาลาย
- บัตรยืมหนงั สอื
3. ขนาด A4 พิมพห์ นา้ เดยี ว - บัญชหี นังสือส่งเก็บ
** ระเบียบสำนกั นำยกรัฐมนตรวี ่ำดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
2. ขนาด A5 พิมพ์ 2 หนา้ - สมดุ สง่ หนงั สือ
2. ขนาด A8 พมิ พ์หน้าเดียว - บตั รตรวจค้น
- ใบรบั หนงั สือ
ภาคผนวก
อักษรย่อจังหวดั (ภาคผนวก 1)
1. กระบี่ กบ 21.นครราชสีมา นม 41.ภเู กต็ ภก 61. สมุทรสาคร สค
2. กรุงเทพมหานคร กท 22.นครศรีธรรมราช นศ 42.มหาสารคาม มค 62. สระแกว้ สก
3. กาญจนบรุ ี กจ 23.นครสวรรค์ นว 43.มกุ ดาหาร มห 63. สระบุรี สบ
4. กาฬสนิ ธุ์ กส 24.นนทบรุ ี นบ 44.แมฮ่ ่องสอน มส 64. สงิ หบ์ ุรี สห
5. กาแพงเพชร กพ 25.นราธิวาส นธ 45.ยโสธร ยส 65. สโุ ขทยั สท
6. ขอนแกน่ ขก 26.นา่ น นน 46.ยะลา ยล 66. สพุ รรณบุรี สพ
7. จนั ทบุรี จบ 27.บุรรี มั ย์ บร 47.รอ้ ยเอ็ด รอ 67. สุราษฎรธ์ านี สฎ
8. ฉะเชงิ เทรา ฉช 28.ปทุมธานี ปท 48.ระนอง รน 68. สรุ ินทร์ สร
9. ชลบุรี ชบ 29.ประจวบครี ขี ันธ์ ปข 49.ระยอง รย 69. หนองคาย นค
10.ชยั นาท ชน 30.ปราจีนบุรี ปจ 50.ราชบรุ ี รบ 70. หนองบวั ลาภู นภ
11.ชัยภมู ิ ชย 31.ปัตตานี ปน 51.ลพบรุ ี ลบ 71. อ่างทอง อท
12.ชุมพร ชพ 32.พะเยา พย 52.ลาปาง ลป 72. อานาจเจรญิ อจ
13.เชียงราย ชร 33.พระนครศรีอยุธยา อย 53. ลาพนู ลพ73. อดุ รธานี อด
14.เชยี งใหม่ ชม 34.พงั งา พง 54. เลย ลย74. อุตรดติ ถ์ อต
15.ตรัง ตง 35.พัทลุง พท 55. ศรสี ะเกษ ศก75. อุทัยธานี อน
16.ตราด ตร 36.พจิ ติ ร พจ 56. สกลนคร สน76. อบุ ลราชธานี อบ
17.ตาก ตก 37.พิษณุโลก พล 57. สงขลา สข77.บงึ กาฬ บก
18.นครนายก นย 38.เพชรบุรี พบ 58. สตลู สต
19.นครปฐม นฐ 39.เพชรบูรณ์ พช 59. สมุทรปราการ สป
20.นครพนม นพ 40.แพร่ พร 60. สมุทรสงคราม สส
อักษรยอ่ กระทรวง 5. กก. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
1. นร. สานักนายกรัฐมนตรี (new)
2. กห. กระทรวงกลาโหม 6. พม. กระทรวงการพัฒนาสังคมและ
3. กค. กระทรวงการคลงั ความม่นั คงของมนุษย์(new)
4. กต. กระทรวงการต่างประเทศ
** ระเบียบสำนกั นำยกรฐั มนตรีวำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
7. กษ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 15. รง. กระทรวงแรงงาน
8. คค. กระทรวงคมนาคม 16. วธ. กระทรวงวัฒนธรรม(new)
9. ทส. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม(new) 17. วท. กระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
10. ทก. กระทรวงเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร(new) 18. ศธ. กระทรวงศกึ ษาธิการ
11. พน. กระทรวงพลงั งาน(new) 19. สธ. กระทรวงสาธารณสขุ
12. พณ. กระทรวงพาณชิ ย์ 20. อก. กระทรวงอุตสาหกรรม
13. มท. กระทรวงมหาดไทย
14. ยธ. กระทรวงยตุ ธิ รรม
การเขยี นถึงผู้รบั (ภาคผนวก 2)
ผู้รับหนงั สือ คำขนึ ต้น / จ่ำหน้ำซอง คำลงท้ำย สรรพนำม
1. เช้ือพระวงศ์
พระเจ้าอยู่และพระราชินี - ขอพระราชทานทูลเกล้าทูล ใต้ฝา่ ละอองธุรี
นาท กลอ่ มถวายขอเดชะ พระบาท
- ขอพระราชทานกราบบังคม
องค์เจ้าฟ้าชายและองค์ ทลู
พระเทพ
(พระบรม...กมุ าร / กมุ ารี) - ขอพระราชทานกราบทลู
พระองคเ์ จ้า (สมเด็จเจ้าฟ้า) - กราบทลู
วรวงคเ์ ธอ (กรม) - ทลู (รวมถงึ “หม่อมเจา้ ”)
วรวงค์เธอ (มไิ ดท้ รงกรม)
2. พระภกิ ษุ
สมเดจ็ พระสังฆราชเจา้ - ขอประทานกราบทลู - ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรด - ใต้ ฝ่ า พ ร ะ
สมเดจ็ พระสงั ฆราช - กราบทูล กระหม่อม บาท
สมเด็จพระราชาคณะ - นมสั การ........ - ควรมคิ วรแล้วแตจ่ ะโปรด - ฝ่าพระบาท
พระราชาคณะ - นมัสการ........ - ขอนมัสการดว้ ยความเคารพอย่างยิง่ - พระคุณเจ้า
พระภิกษสุ งฆ์ทัว่ ไป - นมสั การ........ - ขอนมัสการดว้ ยความเคารพอย่างสูง - พระคณุ ทา่ น
- ขอนมัสการด้วยความเคารพ - ทา่ น
3. บคุ คลธรรมดา - กราบเรียน - ขอแสดงความนับถอื อย่างยิ่ง
ประธานองคมนตรี
นายกรฐั มนตรี
ประธานรัฐมนตรี
ประธาน (การเมือง)
ประธาน (องค์กรตา่ ง ๆ)
บุคคลธรรมดาทั่วไป เรียน ขอแสดงความนบั ถือ
** ระเบียบสำนกั นำยกรัฐมนตรีว่ำดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
การลงช่อื และตาแหนง่ (ภาคผนวก 3)
1. การพิมพ์ชื่อเตม็ ของเจ้าของลายมือชื่อ ใหใ้ ชค้ าว่า นาย นาง นางสาว เวน้ แต่
1) เจ้าของลายมือชื่อได้รับพระราชทานเครือ่ งราชอิสริยาภรณ์ ให้ใช้คานาหน้านามหน้าช่ือเต็มใต้
ลายมอื ชือ่
2) เจ้าของลายมือช่ือมีบรรดาศักด์ิ หรือฐานันดรศักด์ิ ให้พิมพ์คาเต็มของบรรดาศักดิ์ไว้ใต้ลายมือ
ชอื่
3) เจ้าของลายมือชื่อมียศท่ีต้องใช้ประกอบชื่อ ให้พิมพ์คาเต็มยศไว้หน้าลายมือช่ือ และพิมพ์ชื่อเต็มไว้ใต้
ลายมือชื่อ
4) เจา้ ของลายมือชื่อใช้ตาแหน่งทางวาการเป็นคานาหนา้ นาม ให้พิมพ์คาเตม็ ของบรรดาศักดิ์ไวใ้ ต้
ลายมือชื่อ ตามระเบยี บสานกั นายกรฐั มนตรี ให้เรียงตามลาดับกอ่ นหลงั ตอ่ ไปน้ี
- ตาแหน่งทางวชิ าการ เชน่ ศาสตราจารย์
- ยศ
- บรรดาศักดิ์ ฐานนั ดรศกั ด์ิ
หนงั สือราชการภาษาอังกฤษ (ภาคผนวก 4) (ใช้กระดาษตราครฑุ ) แบ่งเปน็ 2 ประเภท คอื
1. หนังสอื ทีล่ งชื่อ
1.1.แบบพธิ ี (First Person Formal Note) ใชใ้ นราชการสาคัญ ใช้สรรพนามบรุ ษุ ท่ี 1 มี 2 แบบ
1) แบบท่ีใช้ในการติดต่อ “ทางการทูต” ระหว่าง “ส่วนราชการไทย” กับ “ส่วนราชการ
ต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ” (นโยบายสาคญั ของรัฐ / แสดงอธั ยาศัยไมตรี / ขอความช่วยเหลือ
หรอื ความสะดวกเป็นพเิ ศษ)
2) แบบทีใ่ ช้ในการตดิ ต่อระหวา่ ง “สว่ นราชการไทย” กับ “หน่วยงานทั่วไป”
1.2.ไม่เป็นแบบพิธี (First Person Informal Note) ใชส้ รรพนามบรุ ุษท่ี 1
- “ส่วนราชการไทย” มีไปถึง “ส่วนราชการต่างประเทศ / องค์การระหว่างประเทศ / หน่วยงาน
เอกชน”
(สบื ถามขอ้ ความ ทาบทาม ขอ้ เทจ็ จริง ส่วนบคุ คล)
1.3.หนังสือกลาง (Third Person Note หรือ Note Verbale) ใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 และ
ประทับตราชื่อส่วนราชการโดยให้หัวหน้าส่วนระดับกองหรือ ผู้ท่ีหัวหน้าระดับกรมขึ้นไปมอบหมาย ให้เป็น
ผู้รับผิดชอบลงชอื่ ยอ่ กากับตรา (เรอ่ื งประจาวนั / ประจา)
2. หนงั สือไมต่ ้องลงชือ่
1.1.บนั ทกึ ชว่ ยจา (Aide-Memoire) สาหรบั ยืนยันข้อความในเร่ืองที่ได้สนทนา (ประท้วงดว้ ยวาจา)
1.2.บนั ทึก (Memorandum) (แถลงรายละเอียด)
** ระเบยี บสำนกั นำยกรัฐมนตรวี ่ำด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
ผรู้ บั สนองพระบรมราชโองการ : พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (นายกรัฐมนตรี)
TIP: ความรอู้ ื่น ๆ ทเ่ี กีย่ วข้อง
การร่างหนงั สอื
- ให้เรม่ิ ใจความทีเ่ ปน็ เหตุ / ความประสงค์ / ข้อตกลง
- ควรใช้ข้อความสน้ั แตเ่ ขา้ ใจง่าย
- ควรทาสาเนา
- ถา้ กรณตี อบกลับ ใหอ้ ้าง “ช่ือเรอ่ื ง” (ถา้ กรณีหนังสือทเ่ี คยตดิ ต่อมาก่อน ให้อา้ ง “เหตยุ ่อ”)
- ใหใ้ ชถ้ อ้ ยคาสุภาพ และสมฐานะ
- การร่างเอกสาร ให้ห่างขอบซ้าย 2.5 ซม. และขอบขวา 3 ซม. (เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาสามารถเขียนข้อความ
เพ่มิ เตมิ )
ในทางปฏบิ ัติ การบรหิ ารงานเอกสาร
เริ่มตั้งแต่ --> คิด / อา่ น / ร่าง / เขียน / แตง่ / พิมพ์ / จด / จา / ทาสาเนา / ส่ง / สืบขอ้ ความ /
รบั / บันทึก / จดรายงานการประชุม / สรุป / ย่อเร่ือง / เสนอ / ส่ังการ / ออกตารา / เก็บเข้าที่ / ค้นหา /
ตดิ ตาม / ทาลาย
ทง้ั นี้เป็นระบบท่ใี ห้ความสะดวกรวดเรว็ ถูกตอ้ ง และเป็นการช่วยประหยัดเวลาและคา่ ใช้จา่ ย
ประโยชน์ของงานสารบรรณ
เพ่อื ประหยดั เวลา แรงงาน และค่าใช้จา่ ย
คุณสมบตั ิของผู้ท่ีจะทางานสารบรรณ
ต้องรู้ด้านงานธุรการ / มีความรู้ด้านภาษาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างย่ิงภาษาไทย / รู้ระบบข้อมูล
ข่าวสารท้ังปวง / สามารถพิมพ์ดีดได้ ถา้ จาเป็น / มีความสามารถในการประสานงาน / ตอ้ งมีความสามารถใน
การจดรายงานการประชมุ
งานสารบรรณทดี่ ี ต้องมีลกั ษณะดงั น้ี
1. เรยี บรอ้ ย รวดเร็ว ประหยดั เวลา
2. ประหยดั แรงงาน เวลาการออกแบบพมิ พ์
3. รา่ งรวดเรว็ ถกู ตอ้ ง
4. เสนอผ้มู ีอานาจพิจารณา โดยไม่ทอดท้ิง
5. เก็บเรือ่ งไว้ตามระเบยี บ เพอื่ งา่ ยต่อการติดตาม
6. หนังสอื โต้ตอบท่ใี ชข้ ้อความซา้ ประจา ตอ้ งมีแบบฟอรม์ ไว้ถา่ ย (เวน้ ช่องว่างให้กรอก เชน่ ใบลา)
7. การบนั ทึกอยา่ งถกู ตอ้ งและรวดเร็ว อาจใช้วธิ ีการเชาวเลข หรอื เคร่อื งบันทกึ เสียง
** ระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรีวำ่ ด้วยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
การพมิ พ์หนงั สอื ราชการ
- กรณีข้อความมากกว่า 1 หน้า หน้าต่อไปไมต่ ้องพิมพ์ตราครุฑ แต่ให้มคี ุณภาพเดียวกนั (กระดาษ A4 มี 25
บรรทดั )
- การพิมพ์เอกสาร ให้ห่างจากขอบบน 5 ซม. / ขอบซ้าย 3 ซม. / ขอบขวา 2 ซม. / การกั้นระยะให้มีช่อง
พิมพ์ 70 เคาะ
- การพมิ พ์หนงั สือหลายหนา้
-- >ใหม้ เี ลขหนา้ หา่ งจากขอบบน 3 ซม. และให้มเี ครอื่ งหมาย “ - ” เช่น - 2 -
-- >ใหพ้ ิมพค์ าต่อเนอื่ งของขอ้ ความทีจ่ ะยกไปพิมพห์ น้าใหม่ ไว้ดา้ นลา่ งมมุ ขวา แลว้ ตามดว้ ยจดุ 3 จดุ
โดยปกติให้เวน้ จากบรรทัดสุดท้าย(จากขอ้ ความ) 3 ระยะบรรทดั
-- >ให้พมิ พ์ขอ้ ความเหลือไปหน้าสดุ ทา้ ยอย่างน้อย 2 บรรทัด ก่อนพมิ พค์ าลงทา้ ย
- การปดั ระยะบรรทัด
หัวข้อเดียวกัน ให้ปดั 1 / ปิดหัวข้อให้ปัด 1 บดิ 1 / ข้อความ-คาลงท้าย ให้ปดั 2 / คาลงทา้ ย-ชอ่ื สกุล ให้
ปดั 2 บดิ 1
- การเคาะจงั หวะเวน้ วรรค
การเว้นวรรคท่ัวไป / หัวข้อต่างกัน / เนื้อหาต่างกัน -- > 2 จังหวะเคาะ (เนื้อหาเดียวกัน -- > 1
จงั หวะเคาะ)
- กรณจี บประเด็นให้เว้นห่างจากจดุ กน้ั หน้า 10 จังหวะเคาะ
การควบคมุ เร่งรัดงานสารบรรณ จะเกิดผลมากนอ้ ยเพยี งใด ขน้ึ อย่กู บั การเอาใจใสข่ องผบู้ งั คบั บัญชาตามลาดบั ชนั้
หลกั การเร่งรดั
1. การเรง่ รดั งานสารบรรณท่ัวไป
1.1 หนังสือราชการท่ัวไปไม่มีปัญหา หนังสือราชการปกติ ควรรีบดาเนินการให้เสร็จส้ิน
โดยเร็วเท่าท่จี ะทาได้ หากต้องตอบให้ทราบ กใ็ ห้ตอบโดยเรว็ ตามระยะเวลาทก่ี าหนดไว้
1.2 หนังสือราชการทั่วไปไม่มีปัญหา เม่ือถึงบุคคลใดต้องพิจารณาเสนอความเห็นทันที ให้
เสรจ็ ภายในวนั นน้ั หรอื อยา่ งช้าวนั รุ่งข้นึ
1.3 ถา้ ประทับตราชั้นความเรว็ ใหด้ าเนินการใหแ้ ล้วเสร็จภายในกาหนด
1.4 สาหรบั งานทม่ี ปี ญั หา ให้แจง้ ให้เจา้ ของเรอ่ื งทราบถึงปญั หาชั้นหนง่ึ ก่อน
2. การตรวจสอบเรง่ รดั งาน
2.1 เร่งรัดงานใหม้ ีความรวดเรว็ ดว้ ยวธิ วี าจา
2.2 การเร่งรัดรายเดือน ใหม้ กี ารปฏิบตั โิ ดยเร็ว และแจ้งเป็นหนงั สือเตอื นเรอื่ งทค่ี า้ ง
2.3 เร่งรดั พิเศษ ปฏิบตั ทิ นั ที
ความลบั ของทางราชการ
- ทกุ 5 ปี เปน็ อยา่ งนอ้ ย ใหน้ ายกรัฐมนตรี จัดให้มกี ารทบทวนการปฏบิ ัตกิ ารตามระเบียบน้ี
- องค์การรกั ษาความปลอดภัย
** ระเบยี บสำนักนำยกรัฐมนตรวี ่ำดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
1. สานักงานข่าวกรองแห่งชาติ สานักนายกรัฐมนตรี เป็น “องค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพล
เรอื น”
2. ศูนย์รกั ษาความปลอดภยั กองบญั ชาการทหารสงู สุด เป็น “องคก์ ารรักษาความปลอดภยั ฝา่ ยทหาร”
- ประเภทชน้ั ความลบั (วางตาแหนง่ หัวและทา้ ยของกระดาษ)
1. ลับท่ีสุด (TOP SECRET) หากเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด/บางส่วน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ “อย่าง
รา้ ยแรงทส่ี ุด”
2. ลับมาก (SECRET) หากเปิดเผยข้อมูลท้ังหมด/บางส่วน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ “อย่าง
รา้ ยแรง”
3. ลับ (CONFIDENTIAL) หากเปดิ เผยข้อมูลท้งั หมด/บางส่วน กอ่ ให้เกิดความเสยี หายแก่รัฐ
** ระเบียบสำนกั นำยกรฐั มนตรวี ่ำดว้ ยงำนสำรบรรณ พ.ศ. 2526 **
สรุป พระราชบัญญัตขิ ้อมลู ขา่ วสารของราชการ 2540
* ใชบ้ ังคับเม่อื วันท่ี 9 ธนั วาคม 2540 ( ราชกจิ จานุเบกษา 10 กันยายน 2540 ใชบ้ ังคบั เมอ่ื พน้ กาหนด
90 วนั )
* มีท้งั หมด 7 หมวด 43 มาตรา
* ผูร้ กั ษาการตามระเบียบน้ี --> “นายกรัฐมนตรี”
* TIP : ถ้าเปน็ “พระราชบญั ญตั ิ” ผรู้ ักษาการ มีอานาจออก “กฎกระทรวง”
ถา้ เป็น “ระเบียบ” ผ้รู กั ษาการ มอี านาจ “ตคี วาม วินิจฉยั ”
* ข้อมูลข่าวสาร หมายถึง ส่ิงท่สี ื่อความหมายให้รูเ้ รื่องราว ข้อเท็จจรงิ ข้อมลู หรอื สิ่งใด ๆ ท่ีสือ่ ความหมาย
ในวธิ ีการใด ๆ
จดั ทาในรปู ของ เอกสาร / แฟ้ม / รายงาน / หนังสือ /แผนผัง / แผนที่ / ภาพวาด / ภาพถ่าย / ฟิล์ม
/บนั ทึกภาพหรอื เสียง / การบันทึกโดยคอมพิวเตอร์
* ข้อมูลข่าวสารของราชการ หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารท่ีอยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ
หน่วยงานของรัฐ
* ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับส่ิงเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา
ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวตั ิอาชญากรรม ประวตั ิการทางาน
* คนตา่ งด้าว หมายความวา่ บุคคลธรรมดาที่ไม่มสี ัญชาติไทย และไม่มีถิน่ ทอ่ี ยใู่ นประเทศไทย และ นิติบุคคล
ตอ่ ไปน้ี
1) บรษิ ัท / หา้ งหนุ้ สว่ น ท่ีมี “ทุนเกินกงึ่ หนง่ึ ” เป็นของคนตา่ งดา้ ว
2) สมาคมทีม่ ีสมาชกิ “สมาชิกเกินก่ึงหนง่ึ ” เปน็ คนตา่ งดา้ ว
3) สมาคม / มูลนิธทิ ีม่ ี “วตั ถุประสงคเ์ พื่อประโยชน์” ของคนต่างด้าว
4) นิติบุคคลดังทมี่ ี “ผูจ้ ัดการ / กรรมการ เกินก่งึ หนงึ่ ” เปน็ คนต่างด้าว
* คณะกรรมการ หมายถงึ “คณะกรรมการข้อมูลขา่ วสารของราชการ”
* ให้จัดต้ัง “สานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ” ขึ้นใน “สานักงานปลัดสานัก
นายกรฐั มนตรี”
หมวด 1 การเปิดเผยขอ้ มลู ขา่ วสาร
หน่วยงานของรฐั ตอ้ งสง่ ขอ้ มูลข่าวสารของราชการ อยา่ งนอ้ ยลงพมิ พใ์ นราชกิจจานุเบกษา ดังนี้
1. โครงสรา้ งและการจัดองคก์ รในการดาเนนิ งาน
2. สรุปอานาจหนา้ ท่ีท่ีสาคญั และวิธีการดาเนนิ งาน
3. สถานทีต่ ิดตอ่ เพอ่ื ขอรับข้อมลู หรือคาแนะนาในการตดิ ต่อกบั หน่วยงานของรัฐ
4. กฎ มติคณะรัฐมนตรี ขอ้ บงั คับ คาส่งั หนังสือเวยี น ระเบยี บ แบบแผน นโยบาย หรอื การตคี วาม
5. ขอ้ มูลขา่ วสารอ่ืนทีค่ ณะกรรมการกาหนด
** พระราชบัญญตั ขิ อ้ มลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 **
ข้อมูลใดที่ได้ มีการจัดพิมพ์แพร่หลายตามจานวนพอสมควรแล้ว --> ให้หน่วยงานงานของรัฐ
รวบรวมไว้ เผยแพรเ่ พอื่ ขาย หรือ จาหน่ายจา่ ยแจก ณ ทที่ าการของหนว่ ยงานของรัฐนนั้
หนว่ ยงานของรฐั ต้องจดั ใหม้ ขี ้อมลู ข่าวสารของราชการอย่างไวใ้ ห้ ประชาชนเขา้ ตรวจดูได้ ดงั นี้
1. ผลการพิจารณา / คาวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นขัดแย้งและคาส่ังเกี่ยวกับการ
พิจารณา
2. นโยบายหรือการตีความทไ่ี มเ่ ข้าข่ายตอ้ งลงพิมพ์ในราชกจิ จานเุ บกษา
3. แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจา่ ยประจาปขี องปีทีก่ าลงั ดาเนินการ
4. คู่มอื หรือคาสงั่ เก่ยี วกบั วิธีปฏบิ ตั งิ านของเจ้าหนา้ ท่ีของรัฐซึ่งมี “ผลกระทบถงึ สทิ ธิหนา้ ท่ขี องเอกชน”
5. สัญญาสัมปทาน สัญญาท่ีมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทาบริการ
สาธารณะ
6. มติคณะรัฐมนตรี / มตคิ ณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย ให้ระบุรายชอื่ รายงานทางวิชาการ รายงาน
ข้อเท็จจรงิ
7. ขอ้ มลู ข่าวสารอน่ื ท่ีคณะกรรมการกาหนด
* ขอ้ มูลขา่ วสารขา้ งต้น ถ้ามี ส่วนท่ตี อ้ งห้ามมิใหเ้ ปิดเผย
-- > ให้ลบ หรือ ตัดตอน ทาโดยประการใดท่ไี ม่เป็นการเปดิ เผยข้อมูลขา่ วสารส่วนนั้น
* บคุ คลไมว่ า่ จะมีสว่ นได้สว่ นเสียหรือไมก่ ็ตาม
-- > ย่อมมีสิทธิเข้าดู ตรวจดู ขอสาเนา / ขอสาเนาท่ีมีคารับรองถูกต้อง ของข้อมูลข่าวสาร ในกรณีท่ี
สมควร หน่วยงานของรัฐโดยความเหน็ ชอบของ คณะกรรมการ
* ถา้ บุคคลใดขอข้อมูลข่าวสารอ่ืนใดของราชการ และคาขอของผู้น้นั ระบุข้อมูลท่ีต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจ
ได้ตามสมควร
-- > “ให้หน่วยงานผู้รบั ผิดชอบจดั หาข้อมูลขา่ วสารน้ัน” ให้แก่ผู้ขอภายในเวลาอนั สมควร
-- > เวน้ แต่ ผู้น้นั ขอจานวนมากหรอื บ่อยครง้ั โดยไมม่ ีเหตุอนั สมควร
* ขอ้ มูลข่าวสาร ตอ้ งเป็น ขอ้ มูลข่าวสารท่ีมอี ยแู่ ลว้
-- > ตอ้ งอย่ใู นสภาพที่พร้อมจะใหไ้ ด้ มิใช่ เปน็ การต้องไปจดั ทาใหม่
-- > เว้นแต่ แปรสภาพเป็น เอกสารจากข้อมูลที่บันทึกในระบบภาพและเสียง ทั้งน้ีตามที่
คณะกรรมการกาหนด กรณีที่ขอน้ัน “มิใช่ การแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า” ใหห้ น่วยงานของรัฐจัดหา
ข้อมูลนัน้ ใหก้ ไ็ ด้
* ผู้ใดเห็นว่าหน่วยงานของรัฐ ไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารในราชกิจจานุเบกษา / ไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่
ตน / ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏบิ ัติตามพระราชบัญญัติน้ี / ปฏบิ ัติงานล่าช้า / เห็นว่าตนไมไ่ ดร้ ับความสะดวก
โดยไมม่ เี หตุอันควร
-- > ผู้น้ัน “มีสิทธิร้องเรียน” ต่อ คณะกรรมการ -- > เว้นแต่ มีคาส่ังมิให้เปิดเผยข้อมูล / คาสั่งไม่
รับฟังคาคดั คา้ น
** พระราชบัญญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 **
-- > “คณะกรรมการ” ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 วัน ในกรณีจาเป็นให้ ขยายเวลารวมไมเ่ กิน
60 วัน
ผู้ใดเห็นว่า “หน่วยงานของรัฐ”
ไม่จดั พิมพ์ขอ้ มูลข่าวสาร , ไมจ่ ัดขอ้ มูลใหต้ รวจดู , ปฏบิ ัตหิ น้าทลี่ า่ ชา้ ฯลฯ
(ยกเวน้ : ข้อมูลข่าวสาวท่ไี ม่ต้องเปิดเผย / ข้อมลู ข่าวสารท่ีมีคาสง่ั ไม่ให้รบั ฟงั คาคดั คา้ น / ขอ้ มูลข่าวสารส่วนบคุ คล)
ร้องเรยี นต่อคณะกรรมการ (คณะกรรมการขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ)
ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วนั นบั แต่วันทีไ่ ด้รบั คารอ้ งเรยี น
กรณจี าเป็นใหข้ ยายเวลาออกไปได้ (ต้องแสดงเหตผุ ล) รวมเวลาท้งั หมดไม่เกิน 60 วนั
หมวด 2 ขอ้ มูลขา่ วสารที่ไม่ต้องเปิดเผย
1. ข้อมูลขา่ วสารของราชการที่อาจกอ่ ให้เกิดความเสยี หายต่อสถาบันพระมหากษตั รยิ ์
2. ขอ้ มลู ขา่ วสารที่มีลักษณะอยา่ งหน่ึงอยา่ งใดต่อไปนี้
2.1 การเปดิ เผยจะกอ่ ให้เกดิ ความเสียหายต่อความม่นั คงของประเทศ
2.2 การเปดิ เผยจะทาใหก้ ารบังคบั กฎหมายเสอื่ มประสทิ ธิภาพ
2.3 ความเห็นหรือคาแนะนาภายในหนว่ ยงานของรฐั ในการดาเนินการเร่ืองหน่ึงเร่ืองใด
2.4 การเปิดเผยจะก่อให้เกดิ อนั ตรายต่อชีวิตความปลอดภยั ของบุคคล
2.5 รายงานการแพทยอ์ นั จะเป็นการรุกล้าสิทธิส่วนบคุ คลโดยไมส่ มควร
2.6 ขอ้ มลู ข่าวสารของราชการทีม่ ีกฎหมายคมุ้ ครองมใิ ห้เปดิ เผย / ข้อมูลขา่ วสารท่มี ีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้
เปดิ เผย
2.7 กรณีอนื่ ตามท่ีกาหนดในพระราชกฤษฎีกา
คาส่ังมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตอ้ งระบุด้วยว่าเปิดเผยข้อมูลไม่ได้ ประเภทใด เพราะเหตุใด ในกรณี
ท่ีเจ้าหน้าท่ีเห็นวา่ การเปิดเผยข้อมลู ใดอาจกระทบถงึ ประโยชน์ไดเ้ สียของผ้ใู ด
-- > ให้ “เจ้าหน้าท่ี” แจ้งให้ “ผู้นั้น” เสนอคาคัดค้านไม่น้อยกว่า 15 วัน นับแต่วันท่ีได้รับแจ้ง โดย
ผทู้ ไ่ี ดร้ บั แจง้ ต้องทาเปน็ หนงั สือถึงเจา้ หน้าทีผ่ รู้ ับผดิ ชอบ
ในกรณีที่มีคาคัดค้าน “เจ้าหน้าท่ี” ต้องพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้คัดค้านทราบ “โดยไม่
ชกั ช้า”
** พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 **
ในกรณีท่ีเจ้าหน้าที่มีคาส่ังมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร -- > มีคาส่ังไม่รับฟังคาคัดค้านของ “ผู้มี
ประโยชน์ได้เสีย” ผู้น้ันอาจอุทธรณ์ต่อ “คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร” ภายใน 15
วนั โดยยน่ื คาอุทธรณ์ต่อ “คณะกรรมการ”
คาสงั่ มิใหเ้ ปิดเผยขอ้ มลู ขา่ วสารตอ้ งระบุดว้ ยวา่ เปดิ เผยขอ้ มูลไม่ได้
“เจา้ หน้าท่ี” เหน็ ว่าการเปดิ เผยข้อมลู ใดอาจกระทบถงึ ประโยชนไ์ ดเ้ สียของผใู้ ด
แจง้ ให้
ผ้มู ีประโยชน์ไดเ้ สยี
รบั ฟังคาคัดคา้ น เจา้ หนา้ ทผี่ รู้ บั ผดิ ชอบ ไมร่ บั ฟงั คาคดั คา้ น
แจง้ ผลพิจารณาโดยไมช่ กั ช้า
ผู้มีประโยชน์ได้เสยี “ผู้มีประโยชนไ์ ดเ้ สยี ” เสนอคาคดั ค้าน
อทุ ธรณ์ “ตอ่ ” ไมน่ ้อยกวา่ 15 วนั นบั แตว่ ันท่ไี ดร้ บั แจ้ง
ยนื่ คาอทุ ธรณ์ “ผ่าน”
คณะกรรมการ
(คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ)
ภายใน 7 วัน
คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปดิ เผยขอ้ มลู ข่าวสาร
หมวด 3 ขอ้ มลู ข่าวสารสว่ นบคุ คล
1. “บุคคล” หมายถึง บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย / บุคคลธรรมดาท่ีไม่มีสัญชาติไทย แต่มีถิ่นท่ีอยู่ใน
ประเทศไทย
2. “สานกั ข่าวกรองแห่งชาติ” / “สานักงานสภาความมัน่ คงแห่งชาติ” / “หน่วยงานของรัฐแห่งอ่นื ” -->
อาจออกระเบียบโดยความเห็นชอบของ “คณะกรรมการ” กาหนดหลักเกณฑ์ มาใช้กับข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่
ในความควบคมุ ดูแลของหนว่ ยงานก็ได้
3. หนว่ ยงานของรฐั ต้องจัดระบบขอ้ มลู ขา่ วสารส่วนบคุ คล ดังน้ี
3.1 จดั ให้มีระบบข้อมลู ข่าวสารสว่ นบุคคลเพียงเทา่ ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
3.2 เก็บข้อมลู ขา่ วสารโดยตรงจากเจ้าของขอ้ มูล
3.3 จัดใหม้ กี ารพมิ พใ์ นราชกจิ จานุเบกษาและตรวจสอบแก้ไขให้ถูกต้องอยเู่ สมอ
3.4 ตรวจสอบแกไ้ ขขอ้ มลู ข่าวสารส่วนบคุ คลในความรบั ผิดชอบให้ถูกต้องอย่เู สมอ
3.5 จัดระบบรักษาความปลอดภยั ปอ้ งกนั มใิ หน้ าไปใช้โดยไม่เหมาะสม
** พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 **