ปรมิ าณสารอาหารอา้ งอิงทค่ี วรไดร้ ับประจ�ำวนั
ส�ำหรับคนไทย พ.ศ. 2563
DIETARY REFERENCE INTAKE FOR THAIS 2020
จดั ท�ำโดย
คณะกรรมการและคณะทำ� งานปรับปรุงขอ้ กำ� หนดสารอาหารที่ควรไดร้ ับประจำ� วันส�ำหรบั คนไทย
พมิ พ์เผยแพร่โดย
สำ� นกั โภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงทีค่ วรได้รบั ประจำ�วันสำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
1
คณะบรรณาธกิ าร ประธาน
1. รองศาสตราจารย์ ดร.สุปราณี แจ้งบ�ำรุง
2. ศาสตราจารย์ แพทย์หญงิ ลดั ดา เหมาะสุวรรณ
3. รองศาสตราจารยเ์ บ็ญจลกั ษณ์ ผลรัตน ์
4. รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอมุ าพร สทุ ัศน์วรวฒุ ิ
5. รองศาสตราจารย์ ดร.เอมอร อดุ มเกษมาลี
6. รองศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงนลนิ ี จงวริ ยิ ะพนั ธ ุ์
7. รองศาสตราจารย์ ดร.กรณุ ี ขวญั บญุ จัน
8. รองศาสตราจารย์ ดร.วันทนีย์ เกรยี งสินยศ
9. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาณดี นิติธรรมยง
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วันสำ� หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
DIETARY REFERENCE INTAKE FOR THAIS 2020
จัดพมิ พโ์ ดย : ส�ำนกั โภชนาการ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ
พิมพค์ รงั้ ท่ี 1 : มนี าคม 2563
ISBN : 978-616-11-4234-6
พิมพท์ ี่ : ห้างห้นุ ส่วนจำ� กดั เอ.ว.ี โปรเกรสซฟี
398 ซอยอ่อนนุช 66 แยก 19-12-7 แขวงประเวศ เขตประเวศ
กรงุ เทพฯ 10250
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ท่คี วรได้รับประจำ�วนั สำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
2
คำ�นิยม
โภชนาการ ถือเป็นพื้นฐานที่ส�ำคัญของการมีสุขภาพดีตลอดช่วงชีวิต หากได้รับสารอาหารน้อยไป
หรือมากเกินไป เปน็ ผลใหเ้ กดิ ปญั หาทางโภชนาการ อาทิ ภาวะเตี้ย ผอม อ้วน ในเด็กอายุ 0-5 ปี ภาวะ
โลหิตจาง น�้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม ส่งผลต่อระดับเชาวน์ปัญญาของเด็ก การเจ็บป่วยด้วย
โรคติดตอ่ ในเด็ก การเจบ็ ปว่ ยด้วยโรคไม่ติดตอ่ เรอ้ื รังในวยั ท�ำงานและผูส้ งู อายุ เกดิ ผลกระทบตอ่ ผลติ ภาพ
(Productivity) และผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศตาม
ยทุ ธศาสตรช์ าติ 20 ปี ดงั นน้ั ปรมิ าณสารอาหารทเี่ หมาะสมกบั ความตอ้ งการในแตล่ ะวนั ของทกุ วยั และเพศ
รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร จึงมีความส�ำคัญต่อระบบการท�ำงานของร่างกาย ส่งผลให้เด็ก
มีการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพ สูงดีสมส่วนและพัฒนาการสมวัย มีภูมิคุ้มกันโรค ระดับเชาวน์ปัญญาดี
วัยท�ำงานและผู้สูงอายุมีภาวะโภชนาการดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง สุขภาพแข็งแรง
กรมอนามยั โดยสำ� นกั โภชนาการ เปน็ องคก์ รหลกั ในการอภบิ าลระบบสง่ เสรมิ โภชนาการของประเทศ
ไดจ้ ดั ทำ� ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทย พ.ศ. 2563 รว่ มกบั ผทู้ รงคณุ วฒุ /ิ ผเู้ ชย่ี วชาญ
ดา้ นโภชนาการ จากมหาวทิ ยาลยั ตา่ ง ๆ ในรปู ของคณะกรรมการและคณะทำ� งานปรบั ปรงุ ขอ้ กำ� หนดสารอาหาร
ทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทย ในแตล่ ะกลมุ่ ของสารอาหาร โดยปรบั ปรงุ ใหส้ อดคลอ้ งกบั องคค์ วามรู้
ดา้ นโภชนาการที่เป็นปจั จุบนั
ขอขอบคุณคณะกรรมการและคณะท�ำงานปรับปรุงข้อก�ำหนดสารอาหารท่ีควรได้รับประจ�ำวัน
สำ� หรบั คนไทย และคณะบรรณาธกิ าร ทไ่ี ดร้ ว่ มกนั ทบทวนและจดั ทำ� ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วนั
สำ� หรบั คนไทย พ.ศ. 2563 จนสำ� เรจ็ เปน็ รปู เลม่ มคี วามทนั สมยั เหมาะสม ซง่ึ จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ นกั วชิ าการ
ผูท้ ส่ี นใจ และหนว่ ยงานต่าง ๆ ท่เี กี่ยวขอ้ ง ในการนำ� ไปประยุกต์ใชต้ อ่ ไป
นางพรรณพิมล วปิ ุลากร
อธบิ ดกี รมอนามัย
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ที่ควรไดร้ ับประจ�ำ วนั สำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
3
ปรมิ าณสารอาหารอ้างองิ ที่ควรไดร้ ับประจ�ำ วนั สำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
4
ค�ำ น�ำ
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทยไดจ้ ดั ทำ� ครงั้ แรกเมอื่ ปี พ.ศ. 2516 และ
มกี ารทบทวนปรบั ปรงุ อีก 2 ครง้ั คอื ปี พ.ศ. 2532 และ ปี พ.ศ. 2546 โดยเนื้อหาแสดงถึงปริมาณพลังงาน
และสารอาหารที่ควรได้รบั ใน 1 วนั แยกตามกลุ่มอายุ รวมท้ังหญงิ ต้ังครรภ์และหญงิ ใหน้ มบุตร
ปัจจุบัน ความรูด้ า้ นอาหารและโภชนาการมคี วามก้าวหน้ามากยง่ิ ขึน้ รวมทัง้ มกี ารศกึ ษาวิจัยเกย่ี วกบั
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ท่ีควรไดร้ บั ประจ�ำวันและปริมาณสูงสุดของสารอาหารท่ีรบั ได้ในแตล่ ะวัน มีการ
กำ� หนดคำ� ทใี่ ชซ้ ง่ึ สอ่ื ความหมายเกย่ี วกบั ปรมิ าณสารอาหารอยา่ งชดั เจนและเปน็ สากล ดว้ ยเหตผุ ลดงั กลา่ ว
จงึ สมควรจดั ตง้ั คณะกรรมการและคณะทำ� งานปรบั ปรงุ ขอ้ กำ� หนดสารอาหารทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั
คนไทยในแตล่ ะกลุ่มของสารอาหาร รวม 8 กลมุ่ เพอื่ ทบทวนปรบั ปรงุ แก้ไขและจัดทำ� หนงั สือ “ปรมิ าณ
สารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจ�ำวันส�ำหรับคนไทย พ.ศ. 2563” ให้มีรายละเอียดท่ีถูกต้อง ทันสมัย
และสมบรู ณ์ ประกอบด้วยสาระส�ำคัญ ข้อมูลท่ัวไป บทบาทหนา้ ท่ี ภาวะผิดปกต/ิ ภาวะเปน็ โรค ปรมิ าณท่ี
แนะนำ� ใหบ้ รโิ ภค แหลง่ อาหาร (สารอาหาร) ปรมิ าณสงู สดุ ของสารอาหารทร่ี บั ไดใ้ นแตล่ ะวนั ภาวะเปน็ พษิ
และเอกสารอา้ งอิง รวมท้งั จัดตั้งคณะบรรณาธิการข้ึนด้วย
คณะกรรมการหวังเปน็ อยา่ งยิง่ วา่ หนงั สอื เล่มนจ้ี ะเปน็ ประโยชน์ตอ่ นักวชิ าการ นักศกึ ษา ผทู้ ส่ี นใจ
และหนว่ ยงานต่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
คณะกรรมการและคณะท�ำงานปรบั ปรุงขอ้ ก�ำหนดสารอาหารที่ควรไดร้ บั ประจ�ำวนั สำ� หรบั คนไทย
มีนาคม พ.ศ. 2563
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งอิงท่คี วรได้รับประจำ�วนั ส�ำ หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
5
ปรมิ าณสารอาหารอ้างองิ ที่ควรไดร้ ับประจ�ำ วนั สำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
6
สารบัญ หนา้
ค�ำนิยม 3
ค�ำน�ำ 5
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ทีค่ วรไดร้ บั ประจ�ำวัน 19
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สปุ ราณี แจ้งบ�ำรุง 27
นำ้� หนักและสว่ นสงู ของประชากรอา้ งอิง 37
รวบรวมโดย ศาสตราจารย์ แพทยห์ ญงิ ลดั ดา เหมาะสวุ รรณ 39
นางณัฐวรรณ เชาวนล์ ิลิตกุล 55
สารอาหารหลกั
78
พลังงาน (Energy)
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วนั ทนีย์ เกรียงสนิ ยศ 110
นางพมิ พ์นภาณทั ศรดี อนไผ่
ศาสตราจารย์ ดร.กัลยา กจิ บุญชู
รองศาสตราจารย์ ดร.สปุ ราณี แจง้ บ�ำรงุ
คารโ์ บไฮเดรต (Carbohydrate)
รวบรวมโดย ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ฉตั รภา หตั ถโกศล
ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญงิ จงจติ ร องั คทะวานิช
ดร.อรวรรณ ภูช่ ัยวัฒนานนท์ รองศาสตราจารย์
รองศาสตราจารย์ ดร.ประไพศรี ศิริจกั รวาล
รองศาสตราจารย์ ดร.สุปราณี แจ้งบ�ำรงุ
ไขมนั (Fat)
รวบรวมโดย ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ทิพยเนตร อริยปิติพันธ์
ศาสตราจารย์เกียรตคิ ุณ แพทยห์ ญิงจฬุ าภรณ์ รงุ่ พิสทุ ธพิ งษ์
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อริศร์ เทียนประเสรฐิ
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.วราภสั ร์ พากเพยี รกจิ วัฒนา
รองศาสตราจารย์ ดร.เรวดี จงสวุ ัฒน์
รองศาสตราจารย์ ดร.สุปราณี แจง้ บ�ำรงุ
โปรตีน (Protein)
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ประไพศรี ศริ จิ ักรวาล
ศาสตราจารย์ ดร.เภสชั กรหญิงจงจิตร องั คทะวานิช
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อุไรพร จิตตแ์ จง้
ศาสตราจารย์ แพทยห์ ญงิ ลัดดา เหมาะสวุ รรณ
รองศาสตราจารย์ แพทยห์ ญงิ อุมาพร สทุ ัศนว์ รวฒุ ิ
รองศาสตราจารย์ ดร.สุปราณี แจ้งบ�ำรุง
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ที่ควรได้รบั ประจำ�วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
7
วิตามนิ 133
วติ ามนิ ทลี่ ะลายในไขมนั
วติ ามินเอ (Vitamin A) 142
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.เอมอร อุดมเกษมาลี
ดร.ณฐั พร พันธ์ชุ าตรี 157
วิตามินดี (Vitamin D) 168
รวบรวมโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสง่ องค์พพิ ฒั นกลุ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทยห์ ญิงหทัยกาญจน์ นมิ ติ พงษ์ 177
วิตามินอี (Vitamin E) 186
รวบรวมโดย ดร.อรุ ุวรรณ แยม้ บรสิ ุทธ์ิ 192
วิตามนิ เค (Vitamin K) 202
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ แพทยห์ ญงิ อุมาพร สทุ ศั นว์ รวุฒิ 209
วิตามินทีล่ ะลายในนำ้�
วติ ามนิ บี 1 (Thiamin) 214
รวบรวมโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรวี ฒั นา ทรงจิตสมบูรณ์ 223
วิตามินบี 2 (Riboflavin) 231
รวบรวมโดย ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรวี ัฒนา ทรงจติ สมบรู ณ์ 238
ไนอาซนิ (Niacin)
รวบรวมโดย ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.พรรัศม์ิ จินตฤทธ์ิ 245
กรดแพนโทเธนิก (Pantothenic acid)
รวบรวมโดย ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พรรศั มิ์ จนิ ตฤทธิ์
วิตามนิ บี 6 (Pyridoxine)
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.กรณุ ี ขวญั บุญจนั
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ศรีวฒั นา ทรงจติ สมบรู ณ์
โฟเลต (Folate)
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.กรุณี ขวัญบญุ จนั
วติ ามนิ บี 12 (Cobalamin)
รวบรวมโดย ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ฉตั รภา หัตถโกศล
ไบโอตนิ (Biotin)
รวบรวมโดย ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.พรรศั ม์ิ จนิ ตฤทธิ์
โคลนี (Choline)
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.กรณุ ี ขวัญบุญจัน
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ศรีวฒั นา ทรงจิตสมบูรณ์
วิตามินซี (Vitamin C)
รวบรวมโดย ดร.อรวรรณ ภู่ชัยวฒั นานนท์
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกราช บำ� รุงพืชน์
ปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงท่คี วรได้รับประจ�ำ วนั สำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
8
แรธ่ าตุ
แร่ธาตุปรมิ าณมาก (Macro minerals)
แคลเซยี ม (Calcium) 261
รวบรวมโดย ศาสตราจารย์ นายแพทยบ์ ญุ สง่ องค์พพิ ฒั นกลุ
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงหทยั กาญจน์ นมิ ติ พงษ์
ฟอสฟอรสั (Phosphorus) 276
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอมุ าพร สทุ ศั น์วรวุฒิ
แมกนเี ซยี ม (Magnesium) 283
รวบรวมโดย ศาสตราจารย์เกยี รตคิ ณุ นายแพทย์สรุ ตั น์ โคมินทร์
แรธ่ าตปุ รมิ าณน้อย (Trace minerals)
เหล็ก (Iron) 291
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พตั ธนี วินจิ จะกูล
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิพวัลย์ พงษเ์ จริญ
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.นายแพทยภ์ ัทรบตุ ร มาศรตั น
ไอโอดนี (Iodine) 308
รวบรวมโดย ดร.ศกั ดา พรึงลำ� ภู
แพทย์หญงิ แสงโสม สนี ะวฒั น์
ดร.สบื พงษ์ กอวชิรพันธ์
สังกะสี (Zinc) 319
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.เอมอร อดุ มเกษมาลี
ดร.นายแพทยพ์ รนพ นัยเนตร
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอรพร ด�ำรงวงศศ์ ิริ
ซลี เี นยี ม (Selenium) 331
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ทนั ตแพทยห์ ญิงดลุ ยพร ตราชธู รรม
ฟลูออไรด์ (Fluoride) 339
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร. ทนั ตแพทย์หญิงศริ ริ ักษ์ นครชยั
แรธ่ าตปุ ริมาณนอ้ ยอืน่ ๆ
ทองแดง (Copper) 347
มังกานสี (Manganese) 352
โมลบิ ดินมั (Molybdenum) 356
โครเมียม (Chromium) 360
รวบรวมโดย แพทย์หญงิ สนุ สิ า ศภุ เลศิ มงคลชัย
น�ำ้ และอเิ ลก็ โทรไลต์
นำ้� (Water) 367
รวบรวมโดย ศาสตราจารย์ ดร.กลั ยา กิจบญุ ชู
ปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รบั ประจำ�วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
9
โซเดยี ม (Sodium) 373
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วันทนยี ์ เกรยี งสนิ ยศ
ศาสตราจารยเ์ กยี รติคุณ แพทยห์ ญิงจุฬาภรณ์ รงุ่ พิสทุ ธพิ งษ์
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ นายแพทยส์ ุรศกั ด์ิ กนั ตชเู วสศริ ิ
โปตสั เซียม (Potassium) 388
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วนั ทนีย์ เกรยี งสินยศ
คลอไรด์ (Chloride) 396
รวบรวมโดย ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.พชั ราณี ภวตั กลุ
ใยอาหารและสารพฤกษเคมี
ใยอาหาร (Dietary Fiber) 405
รวบรวมโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาณดี นติ ธิ รรมยง
เบต้าแคโรทนี ( -Carotene) 411
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พงศธร สังขเ์ ผือก
โพลฟี นี อล (Polyphenol) 415
รวบรวมโดย ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พรรศั มิ์ จนิ ตฤทธิ์
ลูทนี และซแี ซนทิน (Lutein and Zeaxanthin) 426
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.เอกราช เกตวัลห์
ไอโซฟลาโวน (Isoflavones) 432
รวบรวมโดย ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรวี ฒั นา ทรงจติ สมบูรณ์
ตารางปริมาณสารอาหารอ้างอิงทค่ี วรไดร้ บั ประจ�ำวันส�ำหรับกล่มุ บุคคลวัยต่าง ๆ 437
ภาคผนวก
ภาคผนวกที่ 1 แหลง่ ขอ้ มลู ท่ีใชใ้ นการก�ำหนดน้ำ� หนกั และสว่ นสูงประชากรอา้ งองิ 443
ภาคผนวกที่ 2 ฐานข้อมลู ท่ีนำ� มาใช้ในการคำ� นวณคา่ น�ำ้ หนกั และสว่ นสูงประชากรอา้ งองิ 453
ภาคผนวกที่ 3 ระดับความนา่ เช่ือถือของหลักฐานผลการวจิ ยั การกินไขมันและกรดไขมัน 469
ต่อสขุ ภาพทม่ี ีในปจั จบุ ัน
ภาคผนวกท่ี 4 รายชื่อคณะกรรมการและคณะทำ� งานปรบั ปรงุ ข้อกำ� หนดสารอาหาร 475
ทคี่ วรไดร้ บั ประจ�ำวันสำ� หรับคนไทย
ปริมาณสารอาหารอา้ งอิงทคี่ วรไดร้ บั ประจำ�วันสำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
10
สารบญั ตาราง
นำ้� หนกั และสว่ นสูงของประชากรอ้างอิง หน้า
ตารางท่ี 1 น�ำ้ หนกั และส่วนสูงอา้ งองิ ของเดก็ อายุ 0–5 ปี จ�ำแนกตามกล่มุ อายุ 30
ตารางที่ 2 น้ำ� หนักและส่วนสงู อ้างองิ ของเดก็ อายุ 6-18 ปี จ�ำแนกตามกลุ่มอาย ุ 32
ตารางที่ 3 นำ้� หนักและส่วนสูงอา้ งอิงของผ้ใู หญ่และผสู้ งู อายุ จำ� แนกตามกล่มุ อาย ุ 34
พลังงาน
ตารางท่ี 1 การแบง่ ลกั ษณะการใช้ชวี ิตประจำ� วนั ตามระดบั กจิ กรรมทางกาย 42
ตารางที่ 2 ความตอ้ งการโปรตีน ไขมันและพลังงานเพอ่ื ใช้ในการเจริญเติบโต ตงั้ แต่แรกเกิดจนถงึ 1 ปี 44
ตารางที่ 3 ความต้องการพลงั งานของทารก 45
ตารางที่ 4 พลังงานทคี่ วรไดร้ บั จากอาหารทีบ่ รโิ ภคต่อวนั ส�ำหรบั ทารก 45
ตารางที่ 5 สมการที่ใชป้ ระเมินคา่ อัตราการครองธาตพุ น้ื ฐาน {Basal Metabolic Rate (BMR)} 46
จากนำ้� หนักตวั
ตารางท่ี 6 แฟคเตอรท์ ใี่ ชค้ �ำนวณพลังงานท่ตี ้องการในการเคลื่อนไหวรา่ งกายจากคา่ 46
Basal Metabolic Rate (BMR)
ตารางที่ 7 ตัวอย่างการค�ำนวณพลังงานทใ่ี ช้ต่อวันของผู้ใหญ่อายุ 25 ปี ในวันท่มี ีกจิ กรรมเบา 47
และวนั ทมี่ ีกจิ กรรมหนกั มาก
ตารางท่ี 8 พลงั งานที่ควรได้รบั จากอาหารที่บรโิ ภคตอ่ วนั ในแต่ละระดับกจิ กรรม 48
ส�ำหรับกล่มุ บุคคลวยั ต่าง ๆ
ตารางท่ี 9 น้ำ� หนักตวั เพิม่ ข้นึ ท้ังหมดตลอดการตัง้ ครรภ์ แบ่งตามค่าดัชนมี วลกายกอ่ นการตงั้ ครรภ์ 49
ตารางท่ี 10 อัตราการสะสมเน้อื เยื่อและพลงั งานทีเ่ พมิ่ ขึน้ ของหญงิ ตั้งครรภท์ ่มี นี ำ้� หนกั เพิม่ ข้นึ 50
ตลอดการตงั้ ครรภ์ เฉลย่ี 1 2 กโิ ลกรมั
ตารางที่ 11 ปรมิ าณพลังงานทตี่ ้องการเพิม่ ขึ้นต่อวันสำ� หรบั หญงิ ตง้ั ครรภแ์ ละหญิงให้นมบตุ ร 51
ตารางท่ี 12 ปรมิ าณพลงั งานท่คี วรไดร้ ับประจำ� วันสำ� หรับคนไทย 52
คาร์โบไฮเดรต
ตารางท่ี 1 ปริมาณคารโ์ บไฮเดรตที่ควรไดร้ บั ประจ�ำวนั ในวัยทารกและวยั เดก็ 61
ตารางที่ 2 ปริมาณคารโ์ บไฮเดรตท่คี วรไดร้ บั ต่อวันสำ� หรับวัยรนุ่ คดิ ทร่ี อ้ ยละ 45-65 ของพลังงาน 62
ทไี่ ด้รบั ตอ่ วันในแตล่ ะกจิ กรรม
ตารางที่ 3 ปริมาณคารโ์ บไฮเดรตที่ควรได้รับต่อวนั สำ� หรบั วัยร่นุ คิดท่รี อ้ ยละ 45-65 ของพลงั งาน 63
ทไ่ี ด้รบั ต่อวนั ในแตล่ ะกิจกรรม
ตารางท่ี 4 ปริมาณคารโ์ บไฮเดรตท่คี วรไดร้ ับต่อวันสำ� หรบั วัยผใู้ หญแ่ ละผู้สงู อายุ คดิ ทร่ี ้อยละ 45-65 63
ของพลงั งานท่ีได้รบั ตอ่ วนั ในแตล่ ะกจิ กรรม
ตารางที่ 5 ตัวอยา่ งปรมิ าณน้ำ� ตาลทัง้ หมด (น้ำ� ตาลจากธรรมชาติ + นำ�้ ตาลทเ่ี ตมิ ) และน�้ำตาล 65
ท่เี ติมในตัวอยา่ งเคร่ืองดื่มและขนมกรบุ กรอบของไทย
ตารางที่ 6 คา่ ดัชนนี ำ้� ตาล (glycemic index) และค่ามวลน้�ำตาล (glycemic load) ในผลไม้ไทย 67
ท่นี ยิ มบรโิ ภคโดยศึกษาในคนปกติ
ปริมาณสารอาหารอา้ งอิงทค่ี วรได้รบั ประจำ�วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
11
ตารางท่ี 7 ปริมาณคารโ์ บไฮเดรตในอาหารไทย เรยี งล�ำดบั จากมากไปหาน้อย 68
ตารางท่ี 8 คารโ์ บไฮเดรตที่ร่างกายนำ� ไปใช้ได้ในผลไม้ 71
ไขมัน
ตารางที่ 1 เกณฑ์ตัดสนิ ระดบั ไขมันในเลอื ดผิดปกต ิ 83
ตารางท่ี 2 ความชกุ ปรบั ฐานอายุ (age adjusted prevalence) ของปัจจยั เสย่ี งและพฤตกิ รรม 85
เสยี่ งโรคไม่ตดิ ตอ่ เร้อื รงั ในประชากรไทย พ.ศ. 2548 - 2558
ตารางที่ 3 พฤติกรรมเส่ยี งและความชุกโรคไม่ติดต่อเรอื้ รังในประชากรไทย 85
ตารางที่ 4 ตารางเปรยี บเทียบปรมิ าณไขมนั ชนิดตา่ ง ๆ ทค่ี วรได้รบั ประจำ� วันสำ� หรบั คนไทย: 88
ผ้ใู หญ่ เด็กและทารก
ตารางท่ี 5 องคป์ ระกอบของไลโปโปรตีน 97
ตารางที่ 6 สัดส่วนกรดไขมนั ในนำ้� มันปรงุ อาหารประเภทต่าง ๆ 98
ตารางที่ 7 แหลง่ อาหารไขมัน 100
ตารางที่ 8 ตัวอยา่ งอาหารทีม่ ีไขมันสงู 101
โปรตีน
ตารางที่ 1 กรดอะมิโนจ�ำเป็น กรดอะมโิ นไมจ่ �ำเป็น กรดอะมิโนจำ� เป็นในบางภาวะและสารตั้งตน้ 111
ของกรดอะมิโนจำ� เป็นในบางภาวะ
ตารางที่ 2 ปริมาณโปรตีนอา้ งองิ ทคี่ วรไดร้ ับประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทยโดยคำ� นวณจากปรมิ าณโปรตนี 117
อ้างอิงของประเทศสหรฐั อเมรกิ า (ค.ศ. 2005)
ตารางที่ 3 ปริมาณโปรตีนอ้างองิ ทค่ี วรได้รับประจำ� วนั สำ� หรับคนไทยโดยคำ� นวณจากปริมาณโปรตนี 119
อ้างองิ ของ WHO (ค.ศ. 2007)
ตารางที่ 4 ปรมิ าณโปรตีนอ้างองิ ท่ีควรได้รับประจ�ำวันส�ำหรบั คนไทยวยั ตา่ ง ๆ 121
อ้างองิ EFSA (ค.ศ. 2017)
ตารางท่ี 5 สรปุ ปริมาณโปรตีนอ้างองิ ทค่ี วรไดร้ ับประจำ� วันส�ำหรับคนไทย 123
ตารางท่ี 6 ปริมาณกรมั โปรตีนในอาหารตา่ ง ๆ ในส่วนที่กนิ ได้ 100 กรัม 125
วติ ามินเอ (Vitamin A)
ตารางที่ 1 ค่าความต้องการเฉลย่ี {Average Requirement (AR)} และปรมิ าณสารอาหารอา้ งอิง 138
ทค่ี วรได้รับประจำ� วนั {Dietary Reference Intake (DRI)} ส�ำหรับวิตามนิ เอ
ตารางที่ 2 ปริมาณสงู สุดของวิตามินเอที่รับไดใ้ นแตล่ ะวนั ส�ำหรบั กลุม่ บุคคลวยั ต่าง ๆ {Tolerable 140
Upper Intake Level (UL)}
วติ ามินดี (Vitamin D)
ตารางที่ 1 การสำ� รวจสภาวะวติ ามินดี ดว้ ยการวเิ คราะหร์ ะดบั 25(OH)D ในซีรัม โดยวิธี 146
LC-MS/MS ของประชากรไทย ตามภาคต่าง ๆ ขอ้ มูลจากการสำ� รวจสขุ ภาพ
ประชากร 2551-2552 {ดดั แปลงจาก Chailurkit, et al. (2011)}
ตารางท่ี 2 ปรมิ าณวติ ามินดีทแ่ี นะน�ำใหบ้ ริโภคตอ่ วนั 151
ตารางท่ี 3 ปริมาณวติ ามินดใี นอาหารตามธรรมชาติ 152
ตารางที่ 4 ปริมาณสงู สุดของวิตามนิ ดที สี่ ามารถรบั ได้ในแตล่ ะวนั {Tolerable Upper Intake 154
Levels (ULs)}
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ท่คี วรได้รบั ประจำ�วนั ส�ำ หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
12
วิตามนิ อี (Vitamin E)
ตารางท่ี 1 ปริมาณและรูปแบบของวิตามนิ อใี นน้�ำมนั พชื ชนดิ ต่าง ๆ 161
ตารางท่ี 2 ปรมิ าณวติ ามนิ ออี ้างองิ ที่ควรไดร้ ับประจำ� วันส�ำหรบั คนไทยในกลมุ่ บุคคลวัยต่าง ๆ 162
ตารางท่ี 3 ปรมิ าณวติ ามนิ อีในอาหาร 163
ตารางท่ี 4 ปรมิ าณสงู สุดของวิตามินอีท่ีรับไดใ้ นแต่ละวันส�ำหรับคนไทยในกลมุ่ บุคคลวยั ตา่ ง ๆ 164
วติ ามินเค (Vitamin K)
ตารางที่ 1 ปรมิ าณวติ ามินเคอ้างองิ ท่คี วรได้รบั ประจำ� วนั ส�ำหรับคนไทยในกลุ่มบคุ คลวยั ตา่ ง ๆ 171
ตารางที่ 2 ปรมิ าณวติ ามินเค (phylloquinone) ในอาหารสว่ นทีก่ นิ ได้ 100 กรัม 172
วิตามนิ บี 1 (Thiamin)
ตารางท่ี 1 ความชกุ ของภาวะการขาดวิตามนิ บี 1 ในคนไทยวัยต่าง ๆ 178
ตารางที่ 2 ปรมิ าณไธอะมินอ้างองิ ท่คี วรได้รับประจำ� วนั ส�ำหรับคนไทยในกลุม่ บุคคลวยั ตา่ ง ๆ 182
ตารางท่ี 3 แหล่งอาหารของไธอะมิน 183
วิตามนิ บี 2 (Riboflavin)
ตารางท่ี 1 ปริมาณวติ ามินบี 2 อา้ งอิงทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรับกลุ่มบุคคลวัยตา่ ง ๆ 189
ตารางท่ี 2 แหลง่ อาหารของไรโบฟลาวิน (วติ ามนิ บี 2) 190
ไนอาซนิ (Niacin)
ตารางท่ี 1 ปรมิ าณไนอาซนิ อ้างองิ ที่ควรได้รับประจำ� วันสำ� หรบั บุคคลวัยต่าง ๆ 196
ตารางที่ 2 ตวั อยา่ งอาหารทีม่ ไี นอาซนิ 197
ตารางที่ 3 ปริมาณสูงสดุ ของไนอาซินทบี่ รโิ ภคได้ในแต่ละวนั จากปรมิ าณไนอาซนิ ทส่ี ังเคราะห ์ 199
ขึน้ มาเพือ่ ใชเ้ ปน็ ผลิตภณั ฑเ์ สรมิ อาหารและ/หรือใสผ่ สมในอาหารเทา่ นนั้
ตารางที่ 4 ปริมาณไนอาซนิ คงเหลือจากการประกอบอาหารชนิดต่าง ๆ 200
กรดแพนโทเธนิก (Pantothenic acid)
ตารางท่ี 1 ปรมิ าณกรดแพนโทเธนิกอ้างองิ ทคี่ วรไดร้ ับประจำ� วนั สำ� หรบั กลมุ่ บคุ คลวยั ตา่ ง ๆ 205
ตารางที่ 2 แหล่งอาหารของกรดแพนโทเธนิก 206
ตารางที่ 3 ปรมิ าณกรดแพนโทเธนิก คงเหลอื จากการประกอบอาหารชนิดต่าง ๆ 207
วติ ามนิ บี 6 (Vitamin B6)
ตารางท่ี 1 ปริมาณวติ ามินบี 6 อ้างอิงทค่ี วรไดร้ บั ประจ�ำวันส�ำหรบั กลุ่มวัยต่าง ๆ 211
ตารางที่ 2 แหล่งอาหารของวติ ามนิ บี 6 212
โฟเลต (Folate)
ตารางที่ 1 ปรมิ าณโฟเลตอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ ับประจำ� วันสำ� หรับกล่มุ บุคคลวยั ต่าง ๆ 217
ตารางท่ี 2 ปริมาณโฟเลตในอาหาร 218
ตารางท่ี 3 ปรมิ าณสงู สุดของโฟเลตท่รี ับไดใ้ นแต่ละวนั ส�ำหรบั กลมุ่ บุคคลวัยต่าง ๆ 220
วติ ามินบี 12 (Cobalamin)
ตารางที่ 1 ปริมาณวิตามนิ บี 12 อ้างองิ ท่คี วรได้รับประจำ� วัน {Dietary Reference Intake (DRI)} 225
ตารางท่ี 2 แหล่งอาหารทมี่ ีวติ ามินบี 12 227
ปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงทีค่ วรไดร้ ับประจำ�วันสำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
13
ไบโอติน (Biotin) 234
ตารางที่ 1 ปริมาณไบโอตินอ้างอิงที่ควรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั กล่มุ บคุ คลวัยต่าง ๆ
ตารางท่ี 2 ปริมาณไบโอตินในอาหารสว่ นทกี่ ินได้ 100 กรมั 235
ตารางที่ 3 ปรมิ าณไบโอตินคงเหลือจากการประกอบอาหารประเภทตา่ ง ๆ 236
โคลนี (Choline)
ตารางท่ี 1 ปรมิ าณโคลีนอ้างองิ ทค่ี วรไดร้ ับประจ�ำวันส�ำหรับกลุม่ บุคคลวัยต่าง ๆ 240
ตารางที่ 2 แหล่งอาหารของโคลนี 241
วติ ามินซี (Vitamin C)
ตารางท่ี 1 เกณฑร์ ะดับวิตามนิ ซีในพลาสมา 249
ตารางที่ 2 คา่ อา้ งองิ ความตอ้ งการวิตามนิ ซีในวยั ผใู้ หญ่เพศชายและเพศหญงิ ของกลมุ่ ประเทศ EU 251
ตารางท่ี 3 ค่าอา้ งองิ ความตอ้ งการวิตามินซีในวัยเดก็ และวยั รนุ่ ของกลมุ่ ประเทศ EU 252
ตารางที่ 4 คา่ มัธยฐานของน�ำ้ หนกั ตัว คา่ เฉล่ียความต้องการวิตามินซี และค่าอา้ งอิงความตอ้ งการ 253
วติ ามนิ ซใี นประชากรไทยวัยต่าง ๆ
ตารางท่ี 5 ปริมาณวิตามนิ ซใี นผกั และผลไมส้ ่วนทีก่ ินได้ 100 กรมั 254
ตารางที่ 6 ร้อยละของการดูดซมึ วิตามนิ ซจี ากอาหาร โดยค�ำนวณจาก multicompartment model 256
แคลเซียม (Calcium)
ตารางท่ี 1 ปริมาณแคลเซยี มทแี่ นะนำ� ให้บรโิ ภคต่อวันของประเทศตา่ ง ๆ รวมทงั้ ของประเทศไทย 269
ตารางท่ี 2 ตวั อย่างอาหารไทยที่เป็นเหล่งสำ� คัญของแคลเซยี ม 272
ตารางท่ี 3 ปรมิ าณสงู สุดของแคลเซียมท่รี ับได้ในแตล่ ะวนั {Tolerable upper intake levels (ULs)} 273
ฟอสฟอรัส (Phosphorus)
ตารางท่ี 1 ปรมิ าณฟอสฟอรัสอ้างอิงท่ีควรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรับกลุ่มบุคคลวัยตา่ ง ๆ 279
ตารางที่ 2 ปริมาณสูงสดุ ของฟอสฟอรัสที่รับไดใ้ นแตล่ ะวนั ส�ำหรับกลุ่มบุคคลวัยต่าง ๆ 280
แมกนีเซียม (Magnesium)
ตารางที่ 1 ปรมิ าณแมกนเี ซยี มอ้างองิ ทค่ี วรไดร้ ับประจ�ำวันสำ� หรับกลุม่ บุคคลวัยต่าง ๆ 286
เหลก็ (Iron)
ตารางท่ี 1 การคำ� นวณความตอ้ งการธาตเุ หลก็ ในเดก็ และวัยรุ่นโดยวิธี factorial method ในการ 299
กำ� หนดคา่ ความตอ้ งการเฉลยี่ {Average Requirement (AR)} และข้อแนะนำ� ปรมิ าณ
สารอาหารธาตุเหลก็ ทค่ี วรได้รบั ประจำ� วัน {Recommended Dietary Allowances
(RDA)} ในเด็กและวยั รุน่
ตารางท่ี 2 ประมาณการการสูญเสยี ธาตเุ หลก็ ในผูใ้ หญช่ ายและหญิงโดยใช้ probability modeling 300
ตารางท่ี 3 คา่ เฉลีย่ ความต้องการ {Average Requirement (AR)} และปริมาณสารอาหารธาตเุ หล็ก 300
ทคี่ วรไดร้ ับประจำ� วนั {Recommended Dietary Allowances (RDA)} ส�ำหรับผู้ใหญช่ าย
ตารางท่ี 4 คา่ เฉล่ียความตอ้ งการ {Average Requirement (AR)} และปรมิ าณสารอาหารธาตุเหลก็ 301
ทคี่ วรไดร้ ับประจำ� วัน {Recommended Daily Allowances (RDA)} ส�ำหรับผู้ใหญ่หญิง
และหญงิ วยั หมดประจำ� เดอื น
ตารางที่ 5 คา่ เฉล่ียความต้องการ {Average Requirement (AR)} และปริมาณสารอาหารธาตเุ หลก็ 302
ทค่ี วรไดร้ ับประจ�ำวนั {Recommended Dietary Allowances (RDA)} สำ� หรบั
หญิงให้นมบตุ ร
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงทคี่ วรไดร้ บั ประจ�ำ วนั ส�ำ หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
14
ตารางท่ี 6 ค่าเฉลยี่ ความตอ้ งการ {Average Requirement (AR)} ธาตุเหล็ก และปรมิ าณสารอาหาร 303
ธาตเุ หลก็ ที่ควรไดร้ บั ประจ�ำวัน {Recommended Dietary Allowance (RDA)}
สำ� หรบั คนไทย
ไอโอดนี (Iodine)
ตารางที่ 1 นำ�้ หนักตัวโดยเฉลยี่ ปริมาตรปสั สาวะ และ ปริมาณไอโอดนี ทต่ี อ้ งการสำ� หรบั ทารก 313
เด็กก่อนวยั เรยี น และเด็กวัยเรยี น ทงั้ เด็กชายและเด็กหญิง
ตารางที่ 2 ปรมิ าณสารไอโอดนี อา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ บั ประจ�ำวนั ส�ำหรบั กลมุ่ บคุ คลวัยตา่ ง ๆ 315
ตารางท่ี 3 ปรมิ าณสารไอโอดีนในอาหารสว่ นที่กินได้ 100 กรมั 316
สงั กะสี (Zinc)
ตารางที่ 1 คา่ เฉล่ียความต้องการ (AR) และปรมิ าณสารอาหารที่ควรไดร้ บั ประจ�ำวัน (RDA) 323
ส�ำหรับธาตสุ งั กะสีในวัยผูใ้ หญ่ (อายุ 19 ปขี ้นึ ไป)
ตารางท่ี 2 คา่ ความต้องการธาตุสงั กะสปี ระจ�ำวัน (มิลลกิ รมั ตอ่ วัน) เพือ่ การเจรญิ เตบิ โต คิดโดย 324
นำ�้ หนกั ตัวที่เพิม่ ขึน้ (กรมั ต่อวัน)
ตารางที่ 3 ตารางที่ 3 การประมาณคา่ ตวั แปรเพอื่ คำ� นวณคา่ ความต้องการเฉลย่ี (AR) ของ 326
ธาตสุ งั กะสีในทารก (6-11 เดอื น) และวัยเด็ก (1-18 ป)ี
ตารางท่ี 4 สรุปคา่ เฉลี่ยความต้องการ (AR) และปริมาณสารอาหารท่คี วรไดร้ ับประจ�ำวนั (RDA) 328
ของธาตุสังกะสีในทกุ กลมุ่ อายุ
ตารางท่ี 5 ปริมาณสูงสุดของธาตสุ งั กะสีท่ีรบั ได้ในแต่ละวัน 329
ซีลีเนียม (Selenium)
ตารางท่ี 1 ปรมิ าณซลี ีเนียมอ้างองิ ทคี่ วรได้รบั ประจ�ำวันส�ำหรับบคุ คลวัยตา่ ง ๆ 334
ตารางท่ี 2 ปรมิ าณซลี เี นียมในผกั และผลไมบ้ างชนิด 335
ตารางท่ี 3 อาหารไทยทีม่ ีปริมาณซีลีเนยี มสูง 335
ตารางที่ 4 ปรมิ าณสงู สุดของซลี ีเนียมท่รี บั ไดใ้ นแต่ละวนั ส�ำหรับกลมุ่ บุคคลวยั ตา่ ง ๆ 337
ฟลอู อไรด์ (Fluoride)
ตารางที่1 ปรมิ าณฟลูออไรด์เสริมท่ีแนะนำ� ในแต่ละชว่ งอายุ 340
ตารางที่ 2 ปริมาณฟลูออไรดส์ งู สดุ ทีร่ บั ไดใ้ นแตล่ ะวนั 343
แรธ่ าตุปริมาณน้อยอ่ืนๆ
ทองแดง (Copper) มงั กานีส (Manganese) โมลิบดนิ ัม (Molybdenum) โครเมยี ม (Chromium)
ตารางที่ 1 ปรมิ าณธาตุทองแดงท่ีพอเพยี งในแตล่ ะวันส�ำหรับเด็ก อายุ 4-10 ปี 349
ตารางที่ 2 ปรมิ าณทองแดงทพ่ี อเพียงในแต่ละวันสำ� หรบั เดก็ อายุ 11-18 ปี ในเดก็ อายุ 11-18 ปี 349
จากการการสำ� รวจ ใน 7 ประเทศในยโุ รป
ตารางที่ 3 ปริมาณทองแดงทพ่ี อเพยี งในแต่ละวนั ส�ำหรบั ผู้ใหญ ่ 350
ตารางท่ี 4 ขอ้ กำ� หนดปรมิ าณธาตทุ องแดงท่ีควรไดร้ บั สำ� หรบั คนไทยวยั ตา่ ง ๆ 351
ตารางท่ี 5 ปรมิ าณมงั กานีสทค่ี วรไดร้ ับในแตล่ ะวันสำ� หรับคนไทยวยั ต่างๆ 353
ตารางท่ี 6 ปริมาณมงั กานสี อา้ งอิงทีค่ วรได้รบั ประจ�ำวนั สำ� หรับกลุม่ บุคคลวยั ต่าง ๆ 354
ตารางที่ 7 ปรมิ าณโมลบิ ดนิ ัมท่พี อเพยี งในแตล่ ะวัน (Adequate Intake) 357
ตารางที่ 8 ปริมาณโมลบิ ดนิ ัมท่คี วรได้รับในแต่ละวันส�ำหรับคนไทยวยั ต่างๆ 358
ตารางที่ 9 ปริมาณโครเมยี มทคี่ วรไดร้ ับในแตล่ ะวนั ฯ 362
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงทีค่ วรได้รับประจ�ำ วันส�ำ หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
15
นำ�้ (Water) 369
ตารางท่ี 1 ปรมิ าณน�ำ้ อา้ งองิ ท่คี วรไดร้ ับประจ�ำวนั สำ� หรบั กลมุ่ บุคคลวยั ต่างๆ 380
โซเดียม (Sodium) 382
ตารางท่ี 1 ปริมาณของโซเดยี มอา้ งองิ ที่ควรได้รบั ประจ�ำวนั ส�ำหรับบุคคลวยั ตา่ ง ๆ 382
ตารางที่ 2 ปริมาณพลังงาน สารอาหารหลักรวมท้งั โซเดียมในอาหารตามหลักการอาหารแลกเปล่ียน 383
ตารางที่ 3 ปริมาณโซเดยี มในเครื่องปรงุ รสตา่ ง ๆ 391
ตารางที่ 4 โซเดียมทีม่ อี ยใู่ นสารประกอบต่างๆ ท่ใี ช้ในกระบวนการผลิตอาหาร 393
โปตสั เซยี ม (Potassium) 398
ตารางที่ 1 ปรมิ าณของโปตสั เซียมอ้างองิ ทีค่ วรได้รับประจำ� วนั สำ� หรบั บคุ คลวัยตา่ ง ๆ 409
ตารางท่ี 2 แหลง่ อาหารของโปตัสเซยี ม 421
คลอไรด์ (Chloride) 422
ตารางท่ี 1 ปริมาณของคลอไรดอ์ า้ งอิงทีค่ วรไดร้ บั ประจำ� วันสำ� หรบั บคุ คลวัยตา่ ง ๆ 423
ใยอาหาร (Dietary Fiber) 428
ตารางที่ 1 ตัวอยา่ งปรมิ าณใยอาหารในผักสดและผลไมส้ ดทน่ี ิยมบริโภค (สว่ นท่กี ินได้ 100 กรัม) 434
โพลฟี ีนอล (Polyphenol) 435
ตารางที่ 1 ปริมาณสารโพลฟี นี อลชนดิ ต่าง ๆ ในพืช ผัก และผลไมต้ ่างประเทศ2
ตารางท่ี 2 ปริมาณสารโพลฟี ีนอล (polyphenol) ในผัก
ตารางที่ 3 ปรมิ าณสารโพลฟี นี อล (polyphenol) ในผลไม้ 439
ลูทนี และซแี ซนทิน (Lutein and Zeaxanthin) 440
ตารางที่ 1 ปริมาณลทู นี และซแี ซนทินในผักท่คี นไทยนิยมบรโิ ภค 441
ไอโซฟลาโวน (Isoflavones)
ตารางที่ 1 ปรมิ าณโปรตนี ในถวั่ เหลืองและผลติ ภัณฑ ์
ตารางที่ 2 ปริมาณไอโซฟลาโวนในถ่วั เหลอื งและผลิตภัณฑ์จากถวั่ เหลอื งตอ่ 1 ส่วนบริโภค
ตารางปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงที่ควรไดร้ ับประจ�ำวนั ส�ำหรับกลมุ่ บุคคลวยั ตา่ งๆ
ตารางที่ 1 ปริมาณสารอาหารอ้างองิ ทค่ี วรได้รบั ประจำ� วนั สำ� หรับกลมุ่ บคุ คลวยั ต่างๆ
: พลังงานและโปรตนี
ตารางท่ี 2 ปริมาณสารอาหารอ้างองิ ทค่ี วรได้รับประจำ� วันสำ� หรบั กลุ่มบคุ คลวัยตา่ งๆ
: วติ ามนิ
ตารางที่ 3 ปริมาณสารอาหารอา้ งอิงท่คี วรไดร้ บั ประจ�ำวนั ส�ำหรบั กลุ่มบคุ คลวัยตา่ งๆ
: แร่ธาตุ
ปริมาณสารอาหารอ้างองิ ท่คี วรได้รบั ประจ�ำ วันสำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
16
สารบัญรูปภาพ หน้า
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ บั ประจ�ำวนั Dietary Reference Intakes (DRIs)
รปู ที่ 1 ปรมิ าณสารอาหารอา้ งอิงทีค่ วรไดร้ บั ประจ�ำวนั {Dietary Reference Intakes (DRIs)} 22
น้ำ� หนกั และส่วนสงู ของประชากรอา้ งองิ 29
รูปท่ี 1 ขนั้ ตอนการกำ� หนดนำ้� หนกั และส่วนสงู อ้างองิ ของเด็กอายุ 0-5 ป ี 31
รูปท่ี 2 ข้นั ตอนการก�ำหนดน้ำ� หนกั และส่วนสูงอ้างอิงของเดก็ อายุ 6-18 ปี 33
รปู ท่ี 3 ขั้นตอนการกำ� หนดน�ำ้ หนักและสว่ นสงู อ้างอิงของวยั ผใู้ หญ่และผู้สงู อาย ุ 41
พลงั งาน 82
รปู ที่ 1 ภาพการแสดงการกระจายความตอ้ งการพลังงาน ฯ 94
ไขมนั 104
รูปที่ 1 รอ้ ยละการตายเน่ืองจากโรคหวั ใจและหลอดเลือดในประชากรอายุน้อยกวา่ 70 ปี 110
ในภมู ภิ าคตา่ ง ๆ ท่ัวโลก สำ� รวจในปี พ.ศ. 2559 [แหลง่ ทม่ี าของขอ้ มูล: WHO 2018] 143
รปู ที่ 2 การสังเคราะหส์ ารไอโคซานอยด์จากกรดไขมนั ชนดิ โอเมกา้ 3 และโอเมก้า 6 382
รูปท่ี 3 การสังเคราะหไ์ ขมันสายยาวจากกรดไลโนเลอิกและแอลฟา-ไลโนเลนกิ 417
โปรตนี 430
รูปที่ 1 โครงสร้างกรดอะมโิ น
วิตามนิ ดี
รปู ท่ี 1 เมตาบอลิสมของวติ ามนิ ด ี
โซเดียม
รปู ที่ 1 แหลง่ ของโซเดยี มในอาหารไทย
โพลีฟีนอล
รปู ท่ี 1 ประเภทของสารโพลีฟนี อล
ลทู ีนและซีแซนทิน (Lutein and Zeaxanthin)
รูปท่ี 1 ปรมิ าณลูทนี ในผลไมไ้ ทย เรียงล�ำดบั จากมากไปหานอ้ ย
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ที่ควรไดร้ ับประจ�ำ วนั สำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
17
ปรมิ าณสารอาหารอ้างองิ ที่ควรไดร้ ับประจ�ำ วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
18
ปริมาณสารอาหารอ้างองิ ทคี่ วรไดร้ ับประจำ�วนั
Dietary Reference Intakes (DRIs)
การบริโภคอาหารท่ีพอเหมาะและเหมาะสมมีความส�ำคัญกับมนุษย์ทุกเพศวัย เริ่มต้ังแต่ทารกในครรภ์
มารดา ทารกแรกเกดิ ทารก เดก็ กอ่ นวยั เรยี น เดก็ วยั เรยี น ผใู้ หญ่ ผสู้ งู อายุ หญงิ ตงั้ ครรภ์ และหญงิ ใหน้ มบตุ ร แตล่ ะ
ระยะมคี วามตอ้ งการสารอาหารในจำ� นวนทแี่ ตกตา่ งกนั ตามความจำ� เปน็ และความเหมาะสม เดก็ ทตี่ อ้ งการความเจรญิ
เตบิ โตยอ่ มต้องการปริมาณอาหารเปน็ สดั ส่วนมากว่าผู้ใหญ่ ผทู้ ที่ ำ� งานหนกั ออกก�ำลังกายมาก หรอื กล่าวได้ว่ามี
การเคลอ่ื นไหวรา่ งกายมากยอ่ มตอ้ งการอาหารปรมิ าณมากกวา่ ผทู้ ไ่ี มค่ อ่ ยมกี ารเคลอ่ื นไหวรา่ งกาย เชน่ ผทู้ ท่ี ำ� งาน
นัง่ โตะ๊ เปน็ สว่ นใหญ่ เปน็ ต้น ปัญหาทพุ โภชนาการด้านการขาดสารอาหาร หรอื ปญั หาโภชนาการเกิน มาจากการ
บรโิ ภคอาหารทไี่ ม่เหมาะสม แมว้ า่ ปจั จบุ ันปญั หาการขาดพลงั งานและโปรตีนอยา่ งรุนแรงไมค่ ่อยเป็นปญั หาของ
ประเทศไทยกต็ าม แตก่ ารขาดพลงั งานและโปรตนี ชนดิ ทย่ี งั ไมป่ รากฎอาการทางคลนิ กิ กย็ งั คงเปน็ ปญั หาอยู่ และ
คอ่ นข้างจะเปน็ ปัญหาเร้อื รัง สง่ ผลใหเ้ ดก็ ไทยไมส่ ูงเทา่ ทีค่ วรจะเป็น (นอกเหนอื จากเหตผุ ลทางพันธกุ รรม) มกี าร
พฒั นาทางสมองและการเรยี นรไู้ มเ่ ตม็ ตามศกั ยภาพ อกี ดา้ นหนงึ่ คอื ปญั หาโภชนาการเกนิ เพมิ่ ขนึ้ เรอ่ื ย ๆ อนั เนอื่ ง
มาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินที่นิยมกินอาหารประเภทไขมันและคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ขนมหวาน ลกู อม น�ำ้ อดั ลมมากขึน้ กว่าแตก่ ่อน ปัญหารว่ มคอื การออกกำ� ลังกายน้อยลง การนยิ มนัง่ ดโู ทรทศั น์
เลน่ เกมส์คอมพวิ เตอร์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็กินขนมกรุบกรอบ ฯลฯ พรอ้ มกันไปดว้ ย เหลา่ น้ีก่อให้เกิดปัญหา
เด็กอ้วน ถา้ ปญั หารุนแรงมากจะถงึ ขั้นท่เี รียกวา่ โรคอ้วน การเปน็ โรคอว้ นไม่ใชแ่ ตส่ ง่ ผลใหร้ ูปร่างไมส่ วยงาม แต่
ยงั ส่งผลต่อพฤตกิ รรมต่าง ๆ เชน่ การเปน็ คนเฉ่ือยชา ไมว่ อ่ งไว นอกจากนค้ี วามอ้วนยังเพิ่มความเสยี่ งต่อการเป็น
โรคไมต่ ดิ ตอ่ เรอ้ื รงั และโรคทเ่ี กดิ จากความเสอ่ื ม เชน่ โรคเบาหวาน โรคความดนั โลหติ สงู โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด
โรคหลอดเลอื ดสมอง อมั พฤกษ์ อมั พาต โรคมะเรง็ บางชนดิ เปน็ ตน้ ดงั นนั้ การแกป้ ญั หาระดบั บคุ คลและระดบั ชาติ
จงึ จำ� เปน็ จะตอ้ งมขี อ้ แนะนำ� เรอ่ื งการบรโิ ภคอาหารในกลมุ่ บคุ คล ตามเพศและวยั ตา่ ง ๆ ซงึ่ อาจทำ� ไดห้ ลายรปู แบบ
แบบหนง่ึ ทเี่ ปน็ รปู ธรรมคอื การกำ� หนดปรมิ าษสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทย ขอ้ มลู เหลา่ นี้
ได้มีการระดมผู้ทรงคุณวุฒิจัดเตรียมและพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกโดยกองโภชนาการ กรมส่งเสริมสาธารณสุข
ใน พ.ศ. 25161ภายใตช้ อื่ เรอื่ ง “สารอาหารทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั ประชาชนไทย” ครง้ั ท่ี 2 ในปี พ.ศ. 25322
โดยคณะกรรมการจัดท�ำข้อก�ำหนดสารอาหารประจ�ำวันท่ีร่างกายควรได้รับของประชาชนชาวไทย กรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุข ในช่ือเร่ือง “ข้อก�ำหนดสารอาหารท่ีควรได้รับประจ�ำวันและแนวทางการบริโภคอาหาร
สำ� หรบั คนไทย” ครงั้ ที่ 3 ซง่ึ ดำ� เนนิ การจดั ทำ� โดยคณะกรรมการจดั ทำ� ขอ้ กำ� หนดสารอาหารทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั
สำ� หรบั คนไทย และพมิ พเ์ ผยแพรโ่ ดย กองโภชนาการ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ ในปี พ.ศ. 25463 ภายใต้
ชื่อเร่ือง “ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจ�ำวันส�ำหรับคนไทย พ.ศ. 2546” ครั้งนี้ เป็นคร้ังที่ 4
ตามววิ ฒั นาการของการกำ� หนดความตอ้ งการสารอาหารประจำ� วนั ในยคุ ปจั จบุ นั อยา่ งไรกด็ กี ารระดมความคดิ เหน็
ของผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทยได้อาศัยข้อมูลทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนองค์การสากล
ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรูปแบบของการก�ำหนดความต้องการสารอาหารประจ�ำวันได้มีการพัฒนาปรับปรุงเร่ือยมา
และเหน็ ควรทจี่ ะบนั ทึกไว้ ดังนี ้
การกำ� หนดความตอ้ งการของสารอาหารทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วนั ไดด้ ำ� เนนิ การมานานแลว้ เรม่ิ จากความรทู้ าง
โภชนาการทมี่ พี อเพียงทจ่ี ะนำ� มาใชก้ �ำหนดมาตรฐานตามความตอ้ งการของอาหาร (ค.ศ. 1920s) ตอ่ มาในราวปี
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทคี่ วรไดร้ บั ประจำ�วันส�ำ หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
19
ค.ศ. 1930 เปน็ ตน้ มาได้มกี ารดำ� เนนิ การเกยี่ วกับบทบาทของอาหารในการปอ้ งกันโรคขาดสารอาหาร ประเทศ
สหรัฐอเมริกา โดย Food and Nutrition Board, Committee of Life Sciences, National Academy of
Sciences ไดก้ ำ� หนด Recommended Dietary Allowances (RDAs) ขนึ้ เปน็ ครงั้ แรกและตพี มิ พใ์ นปี ค.ศ.1941
ในขณะเดียวกับประเทศแคนาดาได้ก�ำหนด Recommended Nutrient Intakes (RNIs) ข้ึนและตีพิมพ์ในปี
ค.ศ. 1938 โดย Health and Welfare, Canada ซงึ่ RDAs และ RNIs นไี้ ดก้ ลายมาเปน็ Dietary Reference
Standards และเป็นเคร่ืองมือที่จ�ำเป็นในการหารูปแบบการบริโภคอาหารรวมทั้งการวางแผนทางอาหารของ
ประเทศสหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา รวมทงั้ ประเทศอนื่ ๆ กไ็ ดน้ ำ� ไปใชแ้ ละจดั ทำ� ขอ้ กำ� หนดสารอาหารทคี่ วรไดร้ บั
ประจ�ำวนั สำ� หรับประเทศตนเองขึน้ RDAs ของประเทศสหรฐั อเมรกิ าได้มีการปรับปรุงทุกหา้ ปี จนถึงเลม่ ท่ี 10
ซง่ึ ตีพิมพใ์ นปี ค.ศ.1989
ตลอดระยะเวลาทผ่ี า่ นมา ขอ้ แนะนำ� มพี น้ื ฐานมาจากการกนิ อาหารใหเ้ พยี งพอทจี่ ะไมท่ ำ� ใหเ้ กดิ อาการทาง
คลนิ กิ ของโรคขาดสารอาหาร มกี ารพฒั นาปรบั ปรงุ อยา่ งตอ่ เนอื่ งตามความรใู้ หม่ ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ การกำ� หนดสารอาหาร
ทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วนั นไี้ ดท้ ำ� กนั ในประเทศตา่ ง ๆ ระดบั ภมู ภิ าค และระดบั นานาชาติ เชน่ FAO/WHO (Food and
Agriculture Organization of the United Nations/World Health Organization) และ EFSA (European
Food Safety Authority) เปน็ ต้น เพ่อื ให้เหมาะสมกบั ประชากรและรูปแบบของอาหารที่แตกตา่ งกนั
แนวคดิ ของปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ บั ประจ�ำวนั {The Dietary Reference
Intakes (DRIs) concept}
ปรมิ าณสารอาหารอ้างองิ ท่ีควรได้รบั ประจ�ำวัน {The Dietary Reference Intakes (DRIs)} เป็นค่าอ้างอิง
ที่เป็นการคาดคะเนทางปริมาณของสารอาหารท่ีได้รับประจ�ำวันที่ใช้ก�ำหนดแผนและอาหารส�ำหรับคนปกติที่
สุขภาพดีและควรช่วยให้แต่ละคนมีสุขภาพดีท่ีสุดในการป้องกันโรคและหลีกเล่ียงการได้รับสารอาหารมากเกิน
ไป4,5
ค่าปรมิ าณสารอาหารอ้างองิ ทคี่ วรไดร้ ับประจ�ำวนั (DRI) รวมทง้ั ปรมิ าณสารอาหารท่ีควรได้รับประจำ� วัน
{Recommended Dietary Allowance (RDA)} และยังมีค่าอา้ งองิ อกี 3 ประเภท คอื ค่าประมาณของความ
ต้องการสารอาหารที่ควรได้รับประจ�ำวัน {Estimated Average Requirement (EAR)} ปริมาณสารอาหารที่
พอเพยี งในแตล่ ะวัน {Adequate Intake (AI)} และ ปริมาณสงู สดุ ของสารอาหารทีร่ บั ไดใ้ นแตล่ ะวนั {Tolerable
Upper Intake Level (UL)} ถงึ แมว้ า่ คา่ อา้ งองิ จะขน้ึ อยกู่ บั ขอ้ มลู แตบ่ างทขี อ้ มลู กม็ นี อ้ ยหรอื ไดม้ าจากการศกึ ษา
ซง่ึ มขี อ้ จำ� กดั ดงั นน้ั การพจิ ารณาตดั สนิ ในเชงิ วทิ ยาศาสตรจ์ งึ มคี วามจำ� เปน็ ในการกำ� หนดความตอ้ งการสารอาหาร
ของร่างกายเป็นปริมาณสารอาหารอ้างองิ ท่คี วรได้รับประจำ� วัน (DRI)
คา่ ประมาณของความตอ้ งการสารอาหารทค่ี วรไดร้ บั ประจ�ำวนั {Estimated Average
Requirement (EAR)}
คา่ ประมาณของความตอ้ งการสารอาหารทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั ทเ่ี รยี กวา่ Estimated Average Requirement
(EAR) น้ี คือ ระดบั ตำ่� สดุ ของสารอาหารท่ีได้รับต่อเนือ่ งซงึ่ ทำ� ให้คงภาวะโภชนาการของบุคคลตามตัวชี้วัดเฉพาะ
ซึง่ เพยี งพอสำ� หรบั แตล่ ะบคุ คลที่มีสขุ ภาพดี คา่ ประมาณของความตอ้ งการสารอาหาร หรือ EAR คือจำ� นวนสาร
อาหารซ่งึ ตรงกับความต้องการเปน็ จ�ำนวนครึ่งหนึ่งของจำ� นวนทง้ั หมดของผ้ทู ีม่ สี ุขภาพดี ตามอายุ เพศ และวยั
(ร้อยละ 50) EAR มิใช่เปน็ ค่าที่จะนำ� ไปใชเ้ ลย แตเ่ ป็นค่าที่นำ� ไปค�ำนวณหาคา่ Recommended Dietary
Allowance (RDA) ตอ่ ไป
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ที่ควรได้รับประจ�ำ วันส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
20
ปริมาณสารอาหารท่ีควรได้รับประจ�ำวัน {Recommended Dietary Allowances
(RDAs)}
ปรมิ าณสารอาหารทคี่ วรไดร้ บั ประจ�ำวนั {Recommended Dietary Allowances (RDAs)} เปน็ ค่าเฉลย่ี
ของสารอาหารทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั ซงึ่ ตรงกบั ความตอ้ งการของสารอาหารของคนทมี่ สี ขุ ภาพดเี กอื บทง้ั หมด (รอ้ ยละ
97-98) ของแต่ละเพศ อายุ และวัย หรือภาวะทางสรีรวิทยา เช่น หญิงตั้งครรค์ และหญิงให้นมบุตร นับเป็น
เป้าประสงคส์ �ำหรบั การวางแผนอาหารของแตล่ ะบุคคลเช่นเดยี วกบั RDA ในเลม่ กอ่ น ๆ ท่มี กี ารตีพิมพ์มาแลว้
เพอื่ ใหแ้ นใ่ จวา่ ไดค้ า่ ตรงกบั ความตอ้ งการของแตล่ ะบคุ คล ไดม้ กี ารวดั ความเปลย่ี นแปลงรอบ EAR ซง่ึ ปกติ
จะเปน็ ค่าความเบย่ี งเบนมาตรฐาน {Standard Deviation (SD)} หรือถ้าขอ้ มลู ไมเ่ พียงพอ ให้ใช้ค่าสัมประสิทธิ์
ของความเปลย่ี นแปลง {Coefficient of Variation (CV)} ท่ีร้อยละ 10 หรอื 15 และค�ำนวณหาคา่ ท่คี รอบคลมุ
การเปล่ียนแปลงน้ี ดงั น้ัน RDA มคี ่าทางสถติ มิ ากกว่า EAR เป็นจ�ำนวน 2SD เทยี บได้กับคา่ ความตอ้ งการปกติ
สำ� หรบั สารอาหารของประชากรเกอื บทงั้ หมดทีม่ ีการศกึ ษา
น่นั คือ RDA มคี ่าเท่ากับ EAR + 2SD
ถ้าไมส่ ามารถหาคา่ SD ไดใ้ ห้ใชค้ ่า CV ร้อยละ 10 ดังน้ัน 2SD เทา่ กับ (EAR x 0.1) x 2
และ RDA มีคา่ เทา่ กับ (0.2 x EAR) + EAR
ถ้าให้ CV เป็นร้อยละ 15 คา่ 2SD จะเทา่ กบั (EAR x 0.15) x 2
และ RDA มีค่าเทา่ กบั (0.3 x EAR) + EAR
ปรมิ าณสารอาหารท่ีพอเพียงในแต่ละวัน {Adequate Intakes (AIs)}
สำ� หรบั สารอาหารบางอยา่ งซง่ึ ไมส่ ามารถกำ� หนดคา่ RDA ได้ เพราะไมส่ ามารถหาขอ้ มลู เกย่ี วกบั คา่ ประมาณ
ของความตอ้ งการสารอาหาร (EAR) ทที่ ำ� หนา้ ทท่ี สี่ ำ� คญั สำ� หรบั สขุ ภาพทพี่ จิ ารณาแลว้ วา่ สำ� คญั ทสี่ ดุ ได้ อยา่ งไรกด็ ี
ยังมีข้อมูลเพียงพอทีจ่ ะชว่ ยในการกำ� หนดค่าปริมาณสารอาหารทต่ี ้องการได้ โดยกำ� หนดเป็นปรมิ าณสารอาหาร
ทีพ่ อเพยี งในแต่ละวนั หรือ Adequate Intake (AI) เมือ่ ผู้เชย่ี วชาญเชอ่ื วา่ มขี ้อมลู เพยี งพอสำ� หรับความต้องการ
สารอาหาร โดยนบั ได้ว่าเป็นขอ้ มูลเบื้องตน้ และยงั ตอ้ งการการวจิ ยั เพิ่มเติมก่อนท่จี ะก�ำหนดค่า EAR และ RDA
ดงั น้ัน ค่า AI จงึ เปน็ คา่ เป้าประสงคท์ ี่เหมาะสมสำ� หรบั การบรโิ ภคสารอาหารของแตล่ ะบคุ คลดว้ ย
ค่า AI เป็นค่าที่มีพื้นฐานจากการสังเกตหรือการหาค่าประมาณการบริโภคสารอาหารของกลุ่มคนท่ีมี
สขุ าพดี และใชเ้ มอ่ื ไมส่ ามารถหาคา่ RDA ได้ สำ� หรบั ทารก คา่ AI มกั มพี น้ื ฐานจากคา่ เฉลยี่ การบรโิ ภคของกลมุ่ ทารก
ทม่ี สี ขุ ภาพดี ตวั อยา่ ง เชน่ ในทารกอายุ 0-6 เดอื น ซงึ่ บรโิ ภคนำ�้ นมแมเ่ ปน็ อาหารหลกั เพราะนำ้� นมแมเ่ ปน็ อาหาร
อยา่ งดที แี่ นะนำ� สำ� หรบั ทารกวยั น้ี ดงั นนั้ ความตอ้ งการสารอาหารของทารกวยั นจี้ งึ มพี น้ื ฐานมาจากคา่ เฉลย่ี ของสาร
อาหารที่มีอยู่ในน้�ำนมแม่ท่ีมีสุขภาพดี และเป็นแม่ของทารกคลอดตามก�ำหนดซ่ึงมีสุขภาพดีและได้รับน้�ำนมแม่
อยา่ งเดยี ว ส�ำหรับผ้ใู หญ่สารอาหารบางชนิดกก็ �ำหนดเป็นค่า AI ซงึ่ คา่ นไี้ ดม้ าจากคา่ เฉล่ยึ การบริโภคสารอาหาร
ของบุคคลในกลุ่มอ้างอิงบางกลุ่มท่ีมีสุขภาพดี ส�ำหรับค่าปริมาณสารอาหารอ้างอิงท่ีควรได้รับประจ�ำวัน (DRI)
ท่ีก�ำหนดข้ึนในปัจจุบันใช้ค่า AI ส�ำหรับทุกสารอาหารส�ำหรับทารกจนอายุครบ 1 ปี และส�ำหรับสารอาหาร
แคลเซยี ม วิตามนิ ดี วิตามนิ เค โครเมยี ม มังกานสี กรดแพนโทเธนกิ ไบโอตนิ และโคลีน ส�ำหรับบุคคลในทุกวัย
คา่ AI ส�ำหรบั สารอาหารคาดวา่ มคี ่าสงู กวา่ RDA
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงทีค่ วรได้รบั ประจำ�วนั สำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
21
หมายเหตุ
สารอาหารทีบ่ ริโภคซง่ึ มีปรมิ าณเทา่ กบั RDA และ AI ไม่เพียงพอส�ำหรบั ผู้ทีม่ ีภาวะทพุ โภชนาการด้านการ
ขาดสารอาหาร และคา่ เหล่านกี้ ็ไม่เหมาะสมกบั ผทู้ ม่ี ีความต้องการสารอาหารเพิม่ ขึน้ เนื่องจากโรคบางชนดิ
ปรมิ าณสงู สดุ ของสารอาหารทร่ี บั ไดใ้ นแตล่ ะวนั {Tolerable Upper Intake Levels (ULs)}
ปริมาณสงู สุดของสารอาหารท่ีรบั ได้ในแตล่ ะวนั หรอื Tolerable Upper Intake Levels (ULs) นี้ เป็นค่า
สงู สดุ ของสารอาหารประจำ� วนั ทบ่ี รโิ ภคแลว้ ไมม่ คี วามเสย่ี งตอ่ การมผี ลเสยี ตอ่ รา่ งกายของแตล่ ะบคุ คลในประชากร
ท่ัวไป เมือ่ การบริโภคสูงกวา่ คา่ UL ความเส่ียงต่อการมีผลเสยี จะเพ่มิ ขึ้น ค�ำวา่ Tolerable Intake ทใี่ ชเ้ พ่ือ
หลีกเล่ยี งในการทจี่ ะหมายความถงึ possible beneficial effect คา่ UL ไมใ่ ชค่ า่ ที่แนะน�ำ เนอื่ งจากถ้าบรโิ ภค
ปรมิ าณสารอาหารสูงกว่าคา่ RDA หรือ AI ก็ไม่ได้มีผลดขี ้นึ สำ� หรับผทู้ ีม่ ีสขุ ภาพดี (รปู ที่ 1)6-10
คา่ UL มปี ระโยชนเ์ พราะมคี วามสนใจเพม่ิ มากขนึ้ เกยี่ วกบั availability ของอาหารทมี่ กี ารเตมิ สารอาหาร
และมีการใชผ้ ลิตภณั ฑ์เสรมิ อาหารมากขนึ้ คา่ UL มีพน้ื ฐานของการบรโิ ภคสารอาหารจากอาหาร น้�ำ และการ
เตมิ สารอาหารลงในอาหาร เน่ืองจากผลเสียมีความเกย่ี วขอ้ งกับจำ� นวนทบ่ี ริโภคท้ังหมด
ส�ำหรับสารอาหารบางชนดิ ไม่มขี อ้ มลู เพยี งพอทจ่ี ะหาค่า UL ซงึ่ ไม่ได้หมายความวา่ จะไม่มีความเสีย่ งต่อ
การมผี ลเสยี เนอ่ื งจากการบรโิ ภคจำ� นวนมาก ยงิ่ ขอ้ มลู เกยี่ วกบั การมผี ลเสยี มนี อ้ ยยง่ิ ตอ้ งเพมิ่ ความระมดั ระวงั เปน็
พิเศษ
รูปท่ี 1 ปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจ�ำวนั {Dietary Reference Intakes (DRIs)}
รูปนแี้ สดงใหเ้ ห็นว่าค่าประมาณความตอ้ งการสารอาหารท่คี วรได้รบั ประจำ� วนั
{Estimated Average Requirement (EAR)} เป็นคา่ สารอาหารทไี่ ด้รับ ซง่ึ มี
ความเสย่ี งตอ่ ความไม่เพยี งพอของแต่ละบุคคลที่ 0.5 (ร้อยละ 50) ปรมิ าณสาร
อาหารท่คี วรได้รับประจำ� วัน {Recommended Dietary Allowance (RDA)}
เปน็ ค่าสารอาหารทไ่ี ด้รับซึ่งมีความเส่ียงต่อความไม่พอเพียงนอ้ ย คือ เพียง 0.02
-0.03 (รอ้ ยละ 2-3) เทา่ นั้น สารอาหารทพี่ อเพียงในแตล่ ะวนั {Adequate Intake
(AI)} ไม่ได้มคี วามสมั พันธ์โดยตรงกบั EAR หรอื RDA เพราะคา่ ทกี่ �ำหนดไมส่ ามารถ
คาดคะเนความต้องการได้ สารอาหารทีบ่ รโิ ภคระหวา่ ง RDA และ UL (The
Tolerable Upper Intake Level) หรือปริมาณสงู สดุ ของสารอาหารทีร่ บั ได้ใน
แต่ละวันนัน้ มคี วามเสย่ี งต่อความไม่พอเพียงและปริมาณทีม่ ากเกนิ ไปใกลก้ บั 0
ถ้าปรมิ าณท่บี ริโภคสงู กว่า UL ความเส่ยี งต่อการมีผลเสยี ตอ่ รา่ งกายอาจสงู ข้นึ
ปริมาณสารอาหารอ้างองิ ทค่ี วรได้รับประจ�ำ วันส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
22
การด�ำเนนิ การก�ำหนดคา่ ปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงทีค่ วรไดร้ บั ประจ�ำวนั (DRI)
การก�ำหนดค่าปริมาณสารอาหารอา้ งอิงทีค่ วรได้รับประจำ� วัน หรอื Dietary Reference Intake (DRI)
ซ่งึ อาจจะเป็นค่า RDA หรือ AI รวมท้งั UL นัน้ ปัจจุบนั ประเทศสหรฐั อเมรกิ าโดย Institute of Medicine (IOM)
รว่ มกบั ประเทศแคนาดาตงั้ คณะกรรมการขน้ึ หลายชุด และดำ� เนนิ การทบทวนปรบั ปรุงและตีพมิ พ์ DRI ออกมา
หลายเลม่ 6-10
สำ� หรบั ภาคพนื้ ยุโรป European Commission ไดข้ อให้ EFSA (European Food Safety Authority)
ปรับปรงุ ข้อมูล nutrient and energy intakes for the European Community ที่ Scientific Committee
for Food (SCF) ได้เสนอไว้ในปี ค.ศ. 1993 ซึง่ มคี วามคลา้ ยคลึงกบั ที่ IOM ประเทศสหรฐั อเมรกิ าได้ดำ� เนนิ การ
ปรบั ปรุงและเสนอเป็นปริมาณสารอารอา้ งองิ ทีค่ วารได้รบั ประจ�ำวนั {The Dietary Reference Intakes (DRIs)}
EFSA ใชค้ ำ� วา่ Dietary Reference Values (DRVs) ซงึ่ ทมี่ าของขอ้ มลู กม็ าจาก Recommended Dietary
Allowances (RDAs) และ Adequate Intakes (AIs) เช่นเดียวกนั และมีเทอมต่าง ๆ เชน่
Population Reference Intake (PRI) หมายถงึ ปรมิ าณสารอาหารทไ่ี ดร้ บั ซงึ่ เพยี งพอสำ� หรบั กลมุ่
คนที่เสมอื นในกลุ่มประชากรทงั้ หมด
Average Requirement (AR) หมายถงึ ปรมิ าณสารอาหารทไ่ี ดร้ บั ซงึ่ เพยี งพอสำ� หรบั ครง่ึ หนงึ่ ของ
ประชากรทัง้ หมดซงึ่ มกี ารกระจายของความต้องการเป็นแบบปกติ
Reference Intake ranges for macronutrients (RI) โดยแสดงคา่ ของสารอาหารหลกั
(คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน) ทบี่ ริโภคเปน็ รอ้ ยละ (percent) ของพลงั งานที่ไดร้ ับตอ่ วัน
ฯลฯ
EFSA ได้ตีพิมพ์ Dietary Reference Values ส�ำหรบั สารอาหารต่าง ๆ ใน EFSA Journal หลาย ๆ ปี
รวมทั้ง Technical Report ดว้ ย11-14
สำ� หรบั องคก์ ารนานาชาติ FAO/WHO ไดด้ ำ� เนนิ การทบทวนปรบั ปรงุ ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ บั
ประจำ� วนั ส�ำหรบั สารอาหารตา่ ง ๆ และตพี ิมพเ์ ผยแพรห่ ลายครัง้ เชน่ กนั
ส�ำหรับประเทศไทยการทบทวนและปรับปรงุ ความต้องการสารอาหารของคนไทย ครง้ั ท่ี 4 ไดด้ ำ� เนนิ การ
โดยคณะกรรมการปรับปรงุ ข้อก�ำหนดสารอาหารท่คี วรไดร้ ับประจำ� วันส�ำหรับคนไทย และคณะทำ� งานอกี 8 ชุด
ซึ่งต้ังขึ้นโดยกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจ�ำนวนมากกว่าร้อยคนมาระดมความคิดเห็นและ
ทำ� งานรว่ มกนั การดำ� เนนิ การใชแ้ นวทางทก่ี ลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ และไดม้ คี วามพยายามคน้ ควา้ ขอ้ มลู ทเี่ กยี่ วขอ้ งทม่ี ี
ผศู้ กึ ษาไวใ้ นประเทศไทยและตา่ งประเทศ สำ� หรบั ประเทศไทยพบวา่ ยงั ขาดการศกึ ษาวจิ ยั อยอู่ กี มาก สมควรทจี่ ะ
ไดม้ กี ารศกึ ษาวจิ ยั รว่ มกนั และจดั เปน็ นโยบายโภชนาการของชาติ เพอ่ื ความสมบรู ณข์ องขอ้ มลู เมอื่ มกี ารปรบั ปรงุ
อกี ในอนาคต สำ� หรบั “ตารางปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทย พ.ศ. 2563” เสรจ็
เรยี บรอ้ ยและพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2563 สว่ นหนงั สอื เรอ่ื ง “ปริมาณสารอาหารอ้างอิงทีค่ วรได้รบั ประจำ� วัน
สำ� หรบั คนไทย พ.ศ. 2563” ซง่ึ อยใู่ นมอื ทา่ นขณะน้ี ไดแ้ ลว้ เสรจ็ ดว้ ยความรว่ มมอื ของกรรมการ ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ และ
ผู้เกี่ยวข้องทุกคน คณะผู้จัดท�ำหวังเป็นอย่างย่ิงว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ นักอาหารและโภชนาการ
นกั กำ� หนดอาหาร นักวชิ าการ นักศึกษา ประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ ง
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ ับประจ�ำ วันสำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
23
เอกสารอ้างองิ
1. กองโภชนาการ กรมสง่ เสริมสาธารณสขุ สารอาหารทค่ี วรได้รับประจำ� วนั สำ� หรับประชาชนไทย กรงุ เทพมหานคร:
ชมุ นุมสหกรณก์ ารขายและการซือ้ แหง่ ประเทศไทย จ�ำกดั 2516
2. คณะกรรมการจดั ทำ� ขอ้ ก�ำหนดสารอาหารประจ�ำวนั ทร่ี ่างกายควรได้รบั ของประชาชนชาวไทย กรมอนามยั
กระทรวงสาธารณสขุ ข้อกำ� หนดสารอาหารทีค่ วรไดร้ ับประจ�ำวนั และแนวทางการบริโภคอาหารส�ำหรบั คนไทย
กรงุ เทพมหานคร: รพ. องคก์ ารสงเคราะหท์ หารผ่านศกึ 2532
3. คณะกรรมการจดั ทำ� ขอ้ กำ� หนดสารอาหารทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทย คณะกรรมการสวสั ดกิ ารกรมอนามยั
กระทรวงสาธารณสขุ ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทย พ.ศ. 2546 Dietary Reference
Intake for Thai 2003 กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การรบั สง่ สินคา้ และพสั ดุภัณฑ์ (รสพ) 2546
4. Dwyer J. Old wine in the new bottles? The RDA and the DRI. Nutrition 2000;16:488-92.
5. Roche Vitamins Europe. Interpreting the new US Dietary Reference Intakes. Nutri View, 2001.
6. Food and Nutrition Board, Institute of Medicine. DRI Dietary reference intakes for calcium,
phosphorus, magnesium, vitamin D, and fluoride. Washington D.C.: National Academies Press, 1997.
7. Food and Nutrition Board, Institute of Medicine. DRI Dietary Reference Intakes for thiamin,
riboflavin, niacin, vitamin BP6r,efsosl,a2t0e0, 0v.itamin B12, pantothenic acid, biotin, and choline. Washington
D.C.: National Academies
8. Food and Nutrition Board, Institute of Medicine. DRI Dietary Reference Intakes for vitamin C,
vitamin E, selenium, and carotenoids. Washington D.C.: National Academies Press, 2000.
9. Food and Nutrition Board, Institute of Medicine. DRI Dietary Reference Intakes for vitamin A,
vitamin K, arsenic, boron, chromium, copper, iodine, iron, manganese, molybdenum, nickel, silicon,
vanadium, and zinc. Washington D.C.: National Academies Press, 2002.
10. Food and Nutrition Board, Institute of Medicine. DRI Dietary Reference Intakes for energy,
carbohydrate, fiber, fat, fatty acids, cholesterol, protein, and amino acids. Washington D.C.:
The National Academies Press, 2005.
11. European Food Safety Authority (EFSA), Technical Report. Dietary Reference Values for nutrients
Summary Report. 2017; 92 pp.
12. European Food Safety Authority (EFSA), EFSA Panel on Dietetic Products, Nutrition and
Allergies (NDA). Scientific Opinion on Dietary Reference Value for zinc. EFSA Journal 2014;12:3844.
76 pp.
13. European Food Safety Authority (EFSA), EFSA Panel on Dietetic Products, Nutrition and
Allergies (NDA). Scientific Opinion on Dietary Reference Value for iron. EFSA Journal
2015;13:4254.117 pp.
14. Health Council of the Netherlands. An evaluation of the EFSA’s dietary reference values
(DRVs), Part 1. Dietary Reference Value for vitamins and minerals for adults. Background
Document to Voedingsnormen voor vitamines en mineralen voor volwassenen. The Hague:
Health Council of the Netherlands. 2018; publication no. 2018/19A.
ปริมาณสารอาหารอ้างองิ ท่ีควรไดร้ บั ประจ�ำ วันสำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
24
นำ�้ หนักและสว่ นสงู ของประชากรอา้ งองิ
ปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงท่ีควรไดร้ ับประจำ�วันสำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
25
ปรมิ าณสารอาหารอ้างองิ ที่ควรไดร้ ับประจ�ำ วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
26
น�้ำ หนกั และสว่ นสงู ของประชากรอา้ งองิ
ความสมั พนั ธ์ระหว่างน�ำ้ หนักและส่วนสงู กับความต้องการสารอาหาร
ร่างกายของมนุษย์ประกอบดว้ ย กลา้ มเนื้อ กระดกู ไขมัน และน้�ำ ซ่งึ มีสารอาหารต่าง ๆ หลายชนดิ เปน็
ส่วนประกอบ เช่น คารโ์ บไฮเดรต โปรตนี ไขมนั ธาตเุ หลก็ ไอโอดนี สงั กะสี แคลเซยี ม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม
วติ ามนิ เอ วติ ามินบี โฟเลต เปน็ ต้น สารเหล่าน้มี ีอยู่ในอาหารซ่ึงร่างกายตอ้ งการปรมิ าณไม่เท่ากนั จึงไดแ้ บง่ สาร
อาหารออกเปน็ 2 กลมุ่ คอื สารอาหารหลกั ทรี่ า่ งกายตอ้ งการปรมิ าณมากหรอื มหโภชนะ (macronutrient) ไดแ้ ก่
คารโ์ บไฮเดรต โปรตนี ไขมนั และสารอาหารทร่ี า่ งกายตอ้ งการปรมิ าณนอ้ ยหรอื จลุ โภชนะ (micronutrient) ไดแ้ ก่
แร่ธาตุและวติ ามนิ การบรโิ ภคอาหารทไี่ ม่ถูกต้องเปน็ ต้นเหตขุ องปญั หาโรคไม่ติดตอ่ เรือ้ รังทเ่ี ปน็ สาเหตุของภาระ
โรคและการตายลำ� ดบั ตน้ ของประชาชนไทย1 การบรโิ ภคอาหารทมี่ คี วามหนาแนน่ ของพลงั งานสงู เพม่ิ ความเสยี่ ง
ตอ่ การมมี วลไขมนั มาก นำ�้ หนกั มากและดชั นมี วลกายสงู 2,3 ปรมิ าณโปรตนี ทไ่ี ดร้ บั มผี ลตอ่ ระดบั การผลติ และปลอ่ ย
พลงั งานความรอ้ น (thermogenesis) ทเี่ กดิ จากอาหาร ความอม่ิ และนำ�้ หนกั ตวั 4,5 นอกจากนท้ี ารกทไี่ ดร้ บั นำ้� นมผสม
ทม่ี ปี รมิ าณโปรตนี สงู ในชว่ ง 6-12 เดอื น อาจมนี ำ้� หนกั เพมิ่ มาก และเสย่ี งตอ่ โรคอว้ นทอี่ ายุ 6 ปี6 การกำ� หนดคา่ นำ�้ หนกั
และส่วนสูงของประชากรอา้ งองิ ใหม่ที่ใช้ค�ำนวณปริมาณ สารอาหารทีแ่ นะนำ� ให้บรโิ ภคจึงมีความส�ำคญั ย่งิ
ในประเทศกำ� ลงั พฒั นารวมทง้ั ประเทศไทย สว่ นสงู ของเดก็ มกี ารเปลยี่ นแปลงเพม่ิ ขนึ้ ทกุ ครงั้ ทม่ี กี ารสำ� รวจ
(ทุก 5-10 ปี)7 แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยยังเจริญเติบโตไม่เต็มตามศักยภาพ แตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วท่ี
พบส่วนสูงค่อนข้างคงท่ี เมื่อขนาดของร่างกายเพิ่มขึ้นความต้องการสารอาหารจึงเปลี่ยนไป ข้อแนะน�ำปริมาณ
สารอาหารอา้ งองิ ทคี่ วรไดร้ บั ประจำ� วนั เดมิ จงึ ไมส่ ามารถสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ มกี ารเจรญิ เตบิ โตเตม็ ศกั ยภาพได้ สง่ ผลให้
คนไทยมีส่วนสูงไมท่ ดั เทยี มนานาชาติ สารอาหารทีพ่ บวา่ มีผลตอ่ การเตบิ โตด้านส่วนสูง ไดแ้ ก่ โปรตีน แคลเซยี ม
ฟอสฟอรสั สงั กะสี ไอโอดนี และวติ ามนิ ดี นอกจากนีร้ ่างกายควรได้รบั พลงั งานจากอาหารอยา่ งพอเพียงเพราะ
น�้ำหนกั ตัวทเี่ หมาะสมเป็นปัจจยั สำ� คญั ในการสะสมมวลกระดกู 8-10 ดังนนั้ การกำ� หนดค่านำ้� หนักและสว่ นสงู ของ
ประชากรอา้ งองิ ใหมจ่ งึ จำ� เปน็ อยา่ งยงิ่ สำ� หรบั การคำ� นวณปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั ใหเ้ หมาะสม
กบั ความตอ้ งการของรา่ งกาย เพือ่ สง่ เสรมิ โภชนาการทีด่ ขี องคนไทยให้เติบโตเตม็ ศกั ยภาพและมสี ขุ ภาพดี
การก�ำหนดคา่ น้�ำหนักและส่วนสงู ของประชากรอา้ งองิ
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั ไดจ้ ากการคำ� นวณโดยมนี ำ�้ หนกั และสว่ นสงู เปน็ ตวั แปร การ
ก�ำหนดค่าน�้ำหนักและส่วนสูงของประชากรอ้างอิงจึงมีหลักการให้เป็นค่าท่ีสะท้อนการเจริญเติบโตด้านส่วนสูง
ทเี่ ตม็ ศกั ยภาพ และนำ้� หนกั ทเ่ี หมาะสมกบั สว่ นสงู เพอื่ สขุ ภาพและภาวะโภชนาการทดี่ ขี องทกุ กลมุ่ วยั โดยนำ� ขอ้ มลู
ทม่ี ผี ศู้ กึ ษาในประเทศไทยและขอ้ มลู ขององคก์ ารอนามยั โลก {World Health Organization (WHO)} มาพจิ ารณา
ขอ้ มลู ดังกลา่ วได้แก่
1) รายงานการส�ำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย {National Health Examination
Survey (NHES)} ครงั้ ที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 โดย วชิ ยั เอกพลากร และคณะ7
2) WHO Child Growth Standards: Methods and Development. Length/height-for-age,
weight-for-age, weight-for-length, weight-for-height and body mass index-for age, 200611
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงทคี่ วรได้รบั ประจ�ำ วนั ส�ำ หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
27
3) Growth reference data for 5-19 years. WHO Growth Reference 200712
4) การส�ำรวจภาวะโภชนาการของเด็กไทยอายุ 6 เดือน ถึง 12 ปี ในโครงการส�ำรวจภาวะโภชนาการ
และสขุ ภาพเด็กในภูมภิ าคอาเซยี น {The South East Asia Nutrition Survey (SEANUTS)} ปี พ.ศ. 2554 โดย
นิภา โรจน์รงุ่ วศินกลุ และคณะ13
5) การศึกษาตดิ ตามทารกต้ังแต่แรกเกดิ ถึงอายุ 2 ป:ี ปจั จัยและผลลัพธ์ดา้ นสุขภาพของการเล้ียงลกู ด้วย
นมแม่อย่างเดยี วนาน 6 เดอื น พ.ศ. 2554 โดย กสุ ุมา ชศู ลิ ป1์ 4
6) เกณฑ์อ้างอิงน�้ำหนัก ส่วนสูง และเครื่องช้ีวัดภาวะโภชนาการของประชาชนไทยอายุ 1 วัน–19 ปี
พ.ศ. 2542 โดยคณะทำ� งานจดั ทำ� เกณฑอ์ า้ งองิ นำ้� หนกั สว่ นสงู และเครอื่ งชวี้ ดั ภาวะโภชนาการของประชาชนไทย
อายุ 1 วัน–19 ปี กองโภชนาการ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข15
7) การสำ� รวจและวิจัยมาตรฐานขนาดรูปรา่ งคนไทย (SizeThailand) ปี พ.ศ. 2550-2551 โดย สปุ ิยา
เจริญศริ ิวฒั น์ และคณะ16
รายละเอียดของแต่ละชุดข้อมูล ได้แก่ จ�ำนวนกลุ่มตัวอย่าง วิธีการศึกษา สถานที่เก็บตัวอย่าง และ
รายละเอยี ดอืน่ ๆ ได้แสดงไวใ้ นภาคผนวกท่ี 1 และภาคผนวกที่ 2
ข้นั ตอนการก�ำหนดนำ้� หนักและสว่ นสงู ของประชากรอา้ งอิงแตล่ ะกลุ่มวัย
1. เดก็ อายุ 0-5 ปี
น�ำ้ หนักและส่วนสูงทนี่ �ำมาใชอ้ ้างองิ ของเด็กอายุ 0–5 ปี พจิ ารณาจากแหลง่ ขอ้ มลู ดังนี้
1) มาตรฐานการเจริญเติบโตของเดก็ แรกเกิดถึงอายุ 5 ปี ขององคก์ ารอนามยั โลก ค.ศ. 2006 (WHO
Child Growth Standards 2006)11
2) เกณฑอ์ า้ งองิ การเจรญิ เตบิ โตของเดก็ อายุ 5-19 ปี ขององคก์ ารอนามยั โลก ค.ศ. 2007 (WHO Growth
Reference 2007)12
3) การสำ� รวจสขุ ภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย {National Health Examination Survey
(NHES)} คร้งั ท่ี 4 พ.ศ. 2551-2552 โดย วิชัย เอกพลากร และคณะ7
4) การส�ำรวจภาวะโภชนาการและสขุ ภาพเดก็ ในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ {The South East
Asia Nutrition Survey (SEANUTS)} พ.ศ. 2554 โดย นิภา โรจนร์ ุ่งวศนิ กลุ และคณะ13
5) การศึกษาติดตามทารกต้ังแต่แรกเกิดถึงอายุ 2 ปี: ปัจจัยและผลลัพธ์ด้านสุขภาพของการเล้ียงลูก
ดว้ ยนมแมอ่ ยา่ งเดียวนาน 6 เดอื น พ.ศ. 2554 โดย กุสมุ า ชศู ลิ ป1์ 4
จากแหลง่ ข้อมลู การส�ำรวจเด็กไทยขอ้ 3-5 ท�ำการคัดเลอื กน้ำ� หนักส่วนสูงเดก็ อายุ 0-5 ปี ในช่วง ±3 SD
ของมาตรฐานการเจริญเติบโตขององคก์ ารอนามยั โลกปี ค.ศ. 2006 (WHO Growth Standard 2006) แยกเพศ
เพื่อตัดข้อมูลทส่ี ูงและต่�ำเกนิ ไป น�ำมาค�ำนวณคา่ มัธยฐาน (50th percentile) เปรยี บเทียบกบั คา่ มธั ยฐาน (50th
percentile) ของมาตรฐานการเจรญิ เติบโตขององคก์ ารอนามยั โลก ปี ค.ศ. 2006 (WHO Growth Standard
2006) และเกณฑ์อา้ งอิงการเจริญเตบิ โต ค.ศ. 2007 (WHO Growth Reference 2007) (ตารางภาคผนวกที่ 2.1
ของภาคผนวกท่ี 2) ไดข้ ้อสรปุ แหลง่ ขอ้ มูลทค่ี ดั เลือกตามกลุม่ อายุ ดังแสดงในรปู ที่ 1
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงทค่ี วรไดร้ ับประจ�ำ วนั สำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
28
คัดเลือกแหลง่ ขอ้ มลู การส�ำรวจ คัดเลือกข้อมูลน�้ำหนักและสว่ นสูง ที่มีคา่ ระหว่าง + 3 SD
เดก็ ไทยระดับประเทศ ของมาตรฐานการเจรญิ เตบิ โตของ WHO ค.ศ. 2006
1. การส�ำรวจสุขภาพประชาชนไทย เปรยี บเทยี บค่ามธั ยฐาน เปรียบเทียบขอ้ มูลน�้ำหนกั
โดยการตรวจรา่ งกาย ครั้งที่ 4 น�้ำหนัก และส่วนสูงจาก ส่วนสงู เปน็ รายปี แยกเพศ
พ.ศ. 2551-2552 การสำ� รวจกบั มาตรฐาน (อายแุ ตล่ ะปี หมายถงึ จำ� นวน
2. การส�ำรวจภาวะโภชนาการและ การเจรญิ เตบิ โต ค.ศ. 2006 อายปุ เี ตม็ จนถงึ จำ� นวนอายุ
สุขภาพเด็กในภูมิภาคเอเชียตะวัน (WHO Child Growth ปี 11 เดอื น 29 วัน เชน่ 1 ปี
ออกเฉยี งใต้ {The South East Asia Standards 2006) จนถงึ 1 ปี 11 เดือน 29 วนั )
Nutrition Survey (SEANUTS)} และเกณฑอ์ ้างองิ
3. การศึกษาติดตามทารกตงั้ แตแ่ รก การเจรญิ เตบิ โต ค.ศ. 2007
เกดิ ถงึ อายุ 2 ป:ี ปจั จัยและผลลัพธ์ (WHO Growth Reference
ด้านสขุ ภาพของการเลี้ยงลกู ด้วย 2007)
น้�ำนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดอื น
สรุปใชค้ า่ ต่อไปนี้เปน็ คา่ นำ้� หนักและส่วนสูงอา้ งอิง
ของเด็กอายุ 0–5 ปี แยกตามกลมุ่ อายุ
เด็กอายุ 0-5 เดอื น เดก็ อายุ 6-11 เดอื น เดก็ อายุ 1-3 ปี เดก็ อายุ 4-5 ปี
ใชค้ า่ มธั ยฐาน ใช้ค่ามัธยฐาน ใช้คา่ มัธยฐาน เด็กอายุ 4-5 ปีเต็ม เด็กอายุ 5 ปี
นำ้� หนกั และสว่ นสงู นำ�้ หนกั และสว่ นสงู นำ้� หนกั และสว่ นสงู ใชค้ า่ มธั ยฐาน 1 เดอื น ถึง 5 ปี
ของมาตรฐาน ของมาตรฐาน ของมาตรฐาน นำ�้ หนกั และสว่ นสงู 11 เดือน
การเจริญเติบโต การเจรญิ เติบโต การเจริญเติบโต ของมาตรฐาน ใช้คา่ มัธยฐาน
ค.ศ. 2006 ค.ศ. 2006 ค.ศ. 2006 การเจริญเติบโต นำ้� หนกั และสว่ นสงู
(WHO Child (WHO Child (WHO Child ค.ศ. 2006 ของเกณฑ์อ้างองิ
Growth Growth Growth (WHO Child การเจรญิ เติบโต
Standards 2006) Standards 2006) Standards 2006) Growth ค.ศ. 2007
Standards 2006) (WHO Growth
Reference 2007)
รปู ท่ี 1 ขั้นตอนการกำ� หนดน�ำ้ หนกั และสว่ นสูงอ้างอิงของเดก็ อายุ 0-5 ปี
ปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงทคี่ วรไดร้ ับประจ�ำ วนั ส�ำ หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
29
จากค่ามัธยฐานน�้ำหนักและส่วนสงู รายเดือนของแหลง่ ข้อมูลท่เี ลือก (WHO Child Growth Standards
200611 และ WHO Growth Reference 200712) นำ� มาคำ� นวณคา่ เฉลย่ี ตามกลมุ่ อายุ (รายละเอยี ดแสดงในตาราง
ภาคผนวกท่ี 2.4-2.7) ได้ค่านำ้� หนักและส่วนสงู ทีน่ �ำมาใชอ้ า้ งองิ ของเดก็ อายุ 0-5 ปี ดงั แสดงในตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 นำ้� หนกั และสว่ นสูงอา้ งอิงของเดก็ อายุ 0–5 ปี จำ� แนกตามกลมุ่ อายุ
กลุ่มอายุ* นำ้� หนัก (กโิ ลกรมั ) สว่ นสงู (เซนติเมตร)
หญิง ชาย หญงิ ชาย
0-5 เดอื น 5.3 5.7 57.6 59.0
6-11 เดอื น 8.0 8.7 69.4 71.2
1-3 ปี 12.5 13.1 89.6 90.8
4-5 ป ี 18.1 18.3 108.9 109.5
* ตวั เลขดา้ นหลงั ของทกุ กล่มุ อายุ หมายถึง กอ่ นสนิ้ สดุ ของเดอื นนน้ั 1 วัน หรอื กอ่ นสนิ้ สดุ ของปนี ้นั 1 วนั
เชน่ 0-5 เดอื น หมายถึง แรกเกิดถึงก่อนอายุ 6 เดือน 1 วัน และอายุ 1-3 ปี หมายถึง อายุ 1 ปถี ึงก่อนอายุ 4 ปี 1 วนั
2. เด็กอายุ 6-18 ปี
นำ้� หนกั และสว่ นสูงที่นำ� มาใชอ้ า้ งองิ ของเดก็ อายุ 6-18 ปี พิจารณาจากแหลง่ ขอ้ มูล ดังน้ี
1) เกณฑอ์ า้ งองิ การเจรญิ เตบิ โตของเดก็ อายุ 5-19 ปี ขององคก์ ารอนามยั โลก ค.ศ. 2007 (WHO Growth
Reference 2007)12
2) เกณฑ์อ้างองิ น้ำ� หนัก สว่ นสงู และเคร่อื งช้ีวัดภาวะโภชนาการของประชาชนไทยอายุ 1 วนั - 19 ปี
พ.ศ. 2542 โดยคณะทำ� งานจดั ทำ� เกณฑอ์ า้ งองิ นำ้� หนกั สว่ นสงู และเครอื่ งชวี้ ดั ภาวะโภชนาการของประชาชนไทย
อายุ 1 วัน - 19 ป1ี 5
3) การส�ำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจรา่ งกาย {National Health Examination Survey
(NHES)} คร้งั ท่ี 4 พ.ศ. 2551-2552 โดย วชิ ยั เอกพลากร และคณะ7
4) โครงการส�ำรวจภาวะโภชนาการและสุขภาพเด็กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ {The South
East Asia Nutrition Survey (SEANUTS)} พ.ศ. 2554 โดย นิภา โรจน์รุ่งวศนิ กุล และคณะ13
5) การส�ำรวจและวจิ ัยมาตรฐานขนาดรูปรา่ งคนไทยปี พ.ศ. 2550-2551 (SizeThailand) โดย สปุ ิยา
เจรญิ ศิรวิ ฒั น์ และคณะ14
จากแหล่งขอ้ มลู การส�ำรวจเด็กไทยขอ้ 3-5 ทำ� การคัดเลือกนำ�้ หนักส่วนสงู เดก็ อายุ 6-18 ปี ในช่วง ±3 SD
ของเกณฑ์อ้างองิ การเจรญิ เติบโตของเดก็ ไทย ปี พ.ศ. 2542 แยกเพศ เพอ่ื ใหค้ รอบคลมุ ประชากรร้อยละ 99.7
น�ำมาคำ� นวณคา่ มัธยฐาน (50th percentile) เปรยี บเทยี บกบั ค่ามัธยฐาน (50th percentile) ของเกณฑอ์ ้างองิ
การเจรญิ เตบิ โตของ องคก์ ารอนามัยโลก ปี ค.ศ. 2007 (WHO Growth Reference 2007) และคา่ เปอรเ์ ซ็นไทล์
ที่ 50 (คา่ มธั ยฐาน), 60 และ 75 ของเกณฑ์อ้างอิงน�ำ้ หนกั ส่วนสูง และเครื่องช้ีวดั ภาวะโภชนาการของประชาชน
ไทยอายุ 1 วนั - 19 ปี พ.ศ. 2542 (ตารางภาคผนวกท่ี 2.2 และ 2.3 ของภาคผนวกที่ 2) ไดข้ อ้ สรุปแหล่งข้อมลู
ที่คัดเลือกตามกล่มุ อายุ ดงั แสดงในรปู ท่ี 2
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงทคี่ วรไดร้ ับประจำ�วันสำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
30
คดั เลือกแหลง่ ข้อมูล คดั เลือกขอ้ มลู นำ้� หนักและส่วนสงู ทมี่ คี า่ ระหวา่ ง + 3 SD
การส�ำรวจเดก็ ไทย ของเกณฑอ์ ้างองิ การเจริญเตบิ โตของเดก็ ไทย พ.ศ. 2542
1. การสำ� รวจสุขภาพประชาชนไทย เปรียบเทยี บค่ามัธยฐาน เปรียบเทียบข้อมูลนำ�้ หนัก
โดยการตรวจร่างกาย ครง้ั ท่ี 4 น้�ำหนกั และส่วนสูงจากการ สว่ นสูง เปน็ รายปี แยกเพศ
พ.ศ. 2551-2552 สำ� รวจกบั เกณฑอ์ ้างอิงการ (อายุแต่ละปี หมายถึง จ�ำนวน
2. การสำ� รวจภาวะโภชนาการและ เจรญิ เติบโต ค.ศ. 2007 อายุปีเตม็ จนถึง จำ� นวนอายุ
สุขภาพเด็กในภมู ิภาคเอเชยี ขององค์การอนามัยโลก ปี 11 เดือน 29 วนั เชน่ 6 ปี
ตะวันออกเฉียงใต้ พ.ศ. 2554 และเกณฑอ์ า้ งองิ นำ�้ หนกั จนถึง 6 ปี 11 เดือน 29 วนั )
{The South East Asia ส่วนสูงและเคร่ืองชี้วัดภาวะ
Nutrition Survey (SEANUTS)} โภชนาการของประชาชนไทย
3. การสำ� รวจและวจิ ยั มาตรฐานขนาด อายุ 1 วนั -19 ปี พ.ศ. 2542
รปู ร่างคนไทยปี พ.ศ. 2550-2551
(SizeThailand)
สรปุ ใช้ค่าต่อไปนเ้ี ป็นคา่ น�้ำหนักและส่วนสูงอา้ งองิ
ของเดก็ อายุ 6-18 ปี แยกตามกลมุ่ อายุ
เด็กอายุ 6-8 ปี เดก็ อายุ 9-12 ปี เด็กอายุ 13-15 ปี เดก็ อายุ 16-18 ปี
ใชค้ า่ มธั ยฐาน เดก็ อายุ 9 ปี เดก็ เด็ก เด็กอายุ 15 ปี ใช้คา่ ส่วนสงู
นำ�้ หนกั และ ใช้ค่ามัธยฐาน อายุ 10-12 ปี อายุ 13-14 ปี ใชค้ า่ สว่ นสงู ที่ ที่ P60 และ
สว่ นสูงของ น้�ำหนักและ ใชค้ า่ นำ�้ หนกั และ ใชค้ า่ นำ้� หนกั และ P60 และ คา่ มัธยฐาน
เกณฑอ์ ้างอิง สว่ นสงู ของ สว่ นสูงที่ P60 ส่วนสงู ท่ี P60 คา่ มัธยฐาน น�้ำหนักตาม
น�ำ้ หนัก เกณฑอ์ ้างองิ ของเกณฑ์ ของเกณฑ์อ้างอิง นำ�้ หนักตาม เกณฑ์
สว่ นสงู ฯ น�้ำหนกั อ้างองิ น้�ำหนัก นำ�้ หนัก เกณฑ์สว่ นสูง ส่วนสูงของ
พ.ศ. 2542 ส่วนสูงฯ ส่วนสงู ฯ ส่วนสูงฯ ของส่วนสูงท่ี ส่วนสูงท่ี P60
พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2542 P60 ของเกณฑ์ ของเกณฑอ์ า้ งองิ
อา้ งองิ น�้ำหนัก น�้ำหนัก
สว่ นสงู ฯ ส่วนสงู ฯ
พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2542
รูปท่ี 2 ข้นั ตอนการก�ำหนดน้ำ� หนักและส่วนสูงอ้างองิ ของเด็กอายุ 6-18 ปี
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงท่ีควรได้รบั ประจ�ำ วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
31
จากคา่ มธั ยฐานและเปอร์เซน็ ไทล์ท่ี 60 ของน�ำ้ หนกั และสว่ นสูงรายเดือนของแหลง่ ขอ้ มูลทีเ่ ลือก (เกณฑ์
อ้างอิงน�้ำหนัก ส่วนสูง และเคร่ืองช้ีวัดภาวะโภชนาการของประชาชนไทยอายุ 1 วัน - 19 ปี พ.ศ. 254215)
น�ำมาค�ำนวณค่าเฉล่ีย ตามกลุ่มอายุ (รายละเอียดแสดงในตารางภาคผนวกท่ี 2.8-2.11 ของภาคผนวกท่ี 2)
ไดค้ ่าน�ำ้ หนกั และสว่ นสงู ทีน่ ำ� มาใช้อา้ งอิงของเดก็ อายุ 6-18 ปี ดงั แสดงในตารางท่ี 2
ตารางที่ 2 นำ�้ หนกั และสว่ นสงู อ้างองิ ของเดก็ อายุ 6-18 ปี จำ� แนกตามกลุ่มอายุ
กลมุ่ อายุ นำ�้ หนกั (กิโลกรัม) ส่วนสงู (เซนตเิ มตร)
(ปี) หญงิ ชาย หญงิ ชาย
6-8 22.5 23.0 121.0 122.3
9-12 36.5 35.6 143.9 142.2
13-15 47.7 51.5 157.1 164.3
16-18 48.9 58.3 158.8 171.2
2. ผู้ใหญ่และผสู้ งู อายุ
คา่ นำ้� หนกั และสว่ นสงู ทน่ี ำ� มาใชอ้ า้ งองิ ของวยั ผใู้ หญแ่ ละผสู้ งู อายแุ บง่ ตามกลมุ่ อายุ ไดแ้ ก่ 19-30, 31-50,
51-60, 61-70 และ 71 ปี ขนึ้ ไป โดยพจิ ารณาจากชดุ ขอ้ มลู นำ้� หนกั และสว่ นสงู ในการสำ� รวจลา่ สดุ 2 โครงการ คอื
1. การสำ� รวจสขุ ภาพประชาชนไทยโดยการตรวจรา่ งกาย {National Health Examination Survey
(NHES)} ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 โดย วชิ ัย เอกพลากร และคณะ7
2. การส�ำรวจและวจิ ัยมาตรฐานขนาดรปู ร่างคนไทยปี พ.ศ. 2550-2551 (SizeThailand) โดย สุปิยา
เจรญิ ศิรวิ ฒั น์ และคณะ16
จากแหล่งขอ้ มูลการส�ำรวจขอ้ 1-2 คัดเลือกน้ำ� หนักส่วนสูงของผู้ทม่ี ี BMI ระหว่าง 18.5-22.9 กโิ ลกรัม
ตอ่ ตารางเมตร และคำ� นวณคา่ มัธยฐานแยกตามกลมุ่ อายุและเพศ
กระบวนการพิจารณา (รปู ที่ 3)
1) พิจารณาค่าส่วนสูง จากการพจิ ารณาคา่ เฉลีย่ ของค่ามธั ยฐานสว่ นสงู รวมทกุ กลุม่ อายุของแหลง่ ขอ้ มูล
จากการส�ำรวจทัง้ 2 ฐานข้อมูล พบวา่ ค่าสว่ นสูงของการส�ำรวจและวจิ ัยมาตรฐานขนาดรปู รา่ งคนไทย ปี พ.ศ.
2550-2551 (SizeThailand)16 สงู กวา่ การสำ� รวจสขุ ภาพประชาชนไทยโดยการตรวจรา่ งกาย ครงั้ ท่ี 4 พ.ศ. 2551-
2552 และสงู กวา่ ทใี่ ชใ้ นการจดั ทำ� ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทย พ.ศ. 2546 {(Dietary
Reference Intake (DRI)}17 ประมาณ 1 เซนตเิ มตร ซึง่ นา่ จะสะทอ้ นขนาดส่วนสูงทค่ี วรจะเป็นของคนไทยใน
ปัจจุบันและอนาคตได้เหมาะสมท่ีสุด จึงใช้ข้อมูลจากโครงการส�ำรวจและวิจัยมาตรฐานขนาดรูปร่างคนไทยปี
พ.ศ. 2550-2551 (SizeThailand)16 และใช้คา่ มธั ยฐานสว่ นสูงของแตล่ ะกลมุ่ อายุแทนการใช้ค่าเฉลยี่ ส่วนสงู รวม
ทุกกลมุ่ อายุ เน่อื งจากค่าเฉลยี่ ส่วนสงู รวมทกุ กล่มุ อายุจะทำ� ให้ได้คา่ น้�ำหนักของกล่มุ ผสู้ งู อายุมากเกินไป (ตาราง
ภาคผนวกที่ 2.12 ของภาคผนวกท่ี 2)
ปริมาณสารอาหารอา้ งอิงท่ีควรไดร้ ับประจำ�วนั สำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
32
2) พจิ ารณาคา่ ดชั นีมวลกาย {(Body Mass Index (BMI)} ทเ่ี หมาะสม โดยคำ� นวณค่า BMI เฉล่ียจาก
คา่ มัธยฐานน�้ำหนักและสว่ นสูงของทั้ง 2 ฐานข้อมูล ไดค้ า่ ใกล้เคยี งกนั ทง้ั เพศชายและเพศหญิง คอื มคี า่ ระหว่าง
20.8-21.0 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 20.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ใกล้เคียงกับ BMI ที่ใช้
ในการจัดท�ำปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจ�ำวันส�ำหรับคนไทย พ.ศ. 2546 {(Dietary Reference
Intake (DRI)}17 และเม่อื ค�ำนวณคา่ เฉลย่ี BMI ระหว่าง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร จะไดเ้ ท่ากบั 20.7
กโิ ลกรัมต่อตารางเมตร (ตารางภาคผนวกท่ี 2.13 ของภาคผนวกท่ี 2) จงึ ใช้คา่ BMI ที่ 21 กโิ ลกรัมต่อตารางเมตร
ในทกุ ช่วงอายุ (ตารางภาคผนวกท่ี 2.13 ของภาคผนวกท่ี 2)
3) ค�ำนวณค่าน้�ำหนักอ้างองิ
จากค่ามัธยฐานส่วนสูงของแต่ละกลุ่มอายุจากการส�ำรวจและวิจัยมาตรฐานขนาดรูปร่างคนไทย ปี พ.ศ.
2550-2551 (SizeThailand) (ขอ้ 1) และคา่ BMI เทา่ กับ 21 กโิ ลกรมั ตอ่ ตารางเมตร (ขอ้ 2) นำ� มาคำ� นวณค่า
น้�ำหนกั ท่ใี ชอ้ า้ งอิงของผใู้ หญแ่ ละผสู้ ูงอายุ ดงั แสดงในตารางท่ี 3
คัดเลือกแหล่งข้อมูล การส�ำรวจวัย คัดเลือกข้อมลู ท่มี ภี าวะโภชนาการดี โดยใช้ ค่า BMI
ผูใ้ หญแ่ ละผู้สูงอายรุ ะดบั ประเทศ ระหวา่ ง 18.5-22.9 กิโลกรมั ต่อตารางเมตร
1. การส�ำรวจสุขภาพประชาชนไทย พิจารณาค่าส่วนสงู
โดยการตรวจรา่ งกาย ครงั้ ท่ี 4 เลอื กใชค้ ่ามธั ยฐานส่วนสงู ของโครงการ
พ.ศ. 2551-2552
2. การส�ำรวจและวจิ ยั มาตรฐานขนาด SizeThailand
รูปรา่ งคนไทย (SizeThailand) ก�ำหนดคา่ BMI ทเ่ี หมาะสมเท่ากบั
พ.ศ. 2550-2551
21 กโิ ลกรมั ต่อตารางเมตร
คำ� นวณคา่ นำ�้ หนักอา้ งองิ จากคา่ มธั ยฐาน
สว่ นสูงของ SizeThailand โดยใช้คา่ BMI เทา่ กบั
21 กิโลกรมั ตอ่ ตารางเมตร
สรปุ คา่ น้ำ� หนักและสว่ นสงู อ้างองิ ของ
ผ้ใู หญแ่ ละผูส้ งู อายุ แยกตามกลุ่มอายุ
รปู ที่ 3 ขน้ั ตอนการกำ� หนดน้�ำหนกั และสว่ นสูงอา้ งองิ ของวัยผู้ใหญแ่ ละผ้สู งู อายุ
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ ับประจำ�วนั สำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
33
ตารางท่ี 3 น้�ำหนักและสว่ นสงู อา้ งองิ ของผใู้ หญแ่ ละผ้สู งู อายุ จ�ำแนกตามกลุ่มอายุ
กลุ่มอายุ น�้ำหนกั (กิโลกรมั ) ส่วนสงู (เซนตเิ มตร)
(ป)ี หญงิ ชาย หญิง ชาย
53.0 61.3 158.9 170.8
19-30
31-50 52.2 60.1 157.6 169.2
51-60 51.9 59.5 156.5 167.8
61-70 49.9 58.7 153.5 165.1
≥71 48.5 56.2 152.0 163.6
เอกสารอา้ งอิง
1. Bundhamcharoen K, Odton P, Phulkerd S, Tangcharoensathien V. Burden of disease in Thailand:
changes in health gap between 1999 and 2004. BMC Public Health 2011;11:53. Available from:
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3037312/pdf/1471-2458-11-53.pdf. Accessed
August 14, 2013.
2. Rouhani MH, Haghighatdoost F, Surkan PJ, Azadbakht L. Associations between dietary energy density
and obesity: A systematic review and meta-analysis of observational studies. Nutrition 2016;32:1037-47.
3. Ledikwe JH, Blanck HM, Khan LK, Serdula MK, Seymour JD, Tohill BC, et al. Dietary energy density
is associated with energy intake and weight status in US adults. Am J Clin Nutr 2006;83:1362–8.
4. Quatela A, Callister R, Patterson A, MacDonald-Wicks L. The energy content and composition of
meals consumed after an overnight fast and their effects on diet induced thermogenesis: a systematic
review, meta-analyses and meta-regressions. Nutrients 2016;8,670. Available from: https://www.
ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5133058/pdf/nutrients-08-00670.pdf. Accessed August 14, 2013.
5. Westerterp-Plantenga MS, Lemmens SG, Westerterp KR. Dietary protein – its role in satiety, energetics,
weight loss and health. Br J Nutr 2012;108:S105–S112.
6. Weber M, Grote V, Closa-Monasterolo R, Escribano J, Langhendries J-P, Dain E, et al. Lower protein
content in infant formula reduces BMI and obesity risk at school age: follow-up of a randomized
trial. Am J Clin Nutr 2014;99:1041–51.
7. วชิ ยั เอกพลากร บรรณาธกิ าร รายงานการสำ� รวจสขุ ภาพของประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครงั้ ที่ 4
พ.ศ. 2551-2552 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสขุ ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรา้ งเสริมสขุ ภาพ ส�ำนกั งาน
หลักประกนั สุขภาพแหง่ ชาติ และกระทรวงสาธารณสขุ นนทบุร:ี บริษัทเดอะ กราฟิโก ซิสเต็ม จำ� กดั 2554
8. Lamberti LM, Fischer Walker CL, Black RE. Zinc deficiency in childhood and pregnancy: Evidence
for intervention effects and program responses. World Rev Nutr Diet 2016;115:125-33.
9. Munns CF, Shaw N, Kiely M, Specker BL, Thacher TD, Ozono K, et al. Global consensus recommen-
dations on prevention and management of nutritional rickets. J Clin Endocrinol Metab 2016;101:394-415.
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงท่คี วรไดร้ บั ประจำ�วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
34
10. Weaver CM, Gordon CM, Janz KF, Kalkwarf HJ, Lappe JM, Lewis R, et al. The national osteoporosis
foundation’s position statement on peak bone mass development and lifestyle factors:
A systematic review and implementation recommendations. Osteoporos Int 2016;27:1281-386.
11. WHO Multicentre Growth Reference Study Group. WHO Child Growth Standards: Methods and
Development. Length/height-for-age, weight-for-age, weight-for-length, weight-for-height and body
mass index-for age 2006. Available from: http://www.who.int/childgrowth/standards/Technical_report.
pdf. Accessed August 14, 2013.
12. World Health Organization. Growth reference data for 5-19 years. WHO Growth Reference 2007.
Available from: http://www.who.int/growthref/en/index.html. Accessed August 14, 2013.
13. นภิ า โรจน์รุ่งวศินกลุ อุรุวรรณ แยม้ บริสทุ ธิ์ วิยะดา ทัศนสวุ รรณ กัลยา กิจบุญชู กศุ ล สนุ ทรธาดา อทิตดา บญุ ประเดมิ
และคณะ การสำ� รวจภาวะโภชนาการของเดก็ ไทยอายุ 6 เดอื น ถึง 12 ปี ในโครงการสำ� รวจภาวะโภชนาการและ
สขุ ภาพเด็กในภูมภิ าคอาเซียน {The South East Asia Nutrition Survey (SEANUTS)} ปี พ.ศ. 2554 เอกสาร
ประกอบการประชมุ คณะทำ� งานปรบั ปรงุ ขอ้ กำ� หนดสารอาหารทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทย วนั ท่ี 28 ตลุ าคม
พ.ศ. 2556
14. กสุ ุมา ชูศิลป์ การศึกษาตดิ ตามทารกตง้ั แตแ่ รกเกิดถึงอายุ 2 ปี: ปัจจยั และผลลพั ธด์ ้านสุขภาพของการเลีย้ งลูกด้วย
นมแม่อย่างเดยี วนาน 6 เดอื น พ.ศ. 2554 เอกสารประกอบการประชุมคณะท�ำงานปรับปรงุ ขอ้ ก�ำหนดสารอาหารท่ี
ควรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั คนไทยวนั ท่ี 28 ตุลาคม 2556
15. คณะทำ� งานจัดท�ำเกณฑ์อา้ งอิงนำ้� หนัก ส่วนสูง และเครอื่ งช้ีวัดภาวะโภชนาการของประชาชนไทยอายุ 1 วนั - 19 ปี
เกณฑอ์ า้ งอิงน�้ำหนัก ส่วนสูง และเครอื่ งชี้วดั ภาวะโภชนาการของประชาชนไทยอายุ 1 วนั - 19 ปี กองโภชนาการ
กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์ชมุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย 2542
16. สปุ ยิ า เจรญิ ศริ วิ ฒั น์ ปารสุ ก์ บญุ พร พงษศ์ กั ด์ิ ตยิ านนั ทิ อาภทั ทา ปท่ี อง จนั ทมิ า จนั ทรศ์ กั ดศิ์ รี จฬุ ารตั น์ ตนั ประเสรฐิ
และคณะโครงการสำ� รวจและวจิ ยั มาตรฐานขนาดรปู รา่ งคนไทย (SizeThailand) ปี พ.ศ. 2550-2551 ศนู ยเ์ ทคโนโลยี
อเิ ลก็ ทรอนกิ สแ์ ละคอมพวิ เตอรแ์ หง่ ชาติ สำ� นกั งานพฒั นาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยแี หง่ ชาติ กระทรวงวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลย.ี เอกสารประกอบการประชมุ คณะทำ� งานปรบั ปรงุ ขอ้ กำ� หนดสารอาหารทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั สำ� หรบั
คนไทย วันท่ี 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556
17. คณะกรรมการจดั ท�ำข้อก�ำหนดสารอาหารทีค่ วรได้รับประจ�ำวนั ส�ำหรบั คนไทย กองโภชนาการ กรมอนามยั
กระทรวงสาธารณสุข ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ที่ควรได้รบั ประจ�ำวันส�ำหรบั คนไทย พ.ศ. 2546
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ทคี่ วรได้รับประจำ�วนั สำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
35
ปรมิ าณสารอาหารอ้างองิ ที่ควรไดร้ ับประจ�ำ วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
36
สารอาหารหลัก
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ที่ควรไดร้ ับประจ�ำ วันส�ำ หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
37
ปรมิ าณสารอาหารอ้างองิ ที่ควรไดร้ ับประจ�ำ วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
38
พลังงาน
Energy
สาระสำ�คญั
ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารท่ีบริโภค การสันดาปของอาหารจะปล่อยพลังงานเพื่อใช้ในการท�ำงาน
ของเซลล์ เชน่ การทำ� งานของระบบหายใจ ระบบประสาท การไหลเวยี นของโลหติ การรกั ษาอณุ หภมู ขิ องรา่ งกาย
และการประกอบกจิ กรรมตา่ ง ๆ ในชวี ติ ประจำ� วนั สมดลุ พลงั งานของแตล่ ะคนขน้ึ กบั พลงั งานทไี่ ดจ้ ากอาหารและ
พลังงานที่ถกู ใช้ไปของร่างกาย ถ้าพลังงานทไ่ี ด้รับมากเกนิ ไป ส่วนทเี่ หลือใชไ้ ม่ว่าจะมาจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน
หรอื ไขมนั จะสะสมในรปู ของไขมนั ทำ� ให้เกิดภาวะน้ำ� หนกั เกินหรอื อ้วนได้
การกำ� หนดความตอ้ งการพลงั งานทค่ี วรไดร้ บั ประจำ� วนั เปน็ ไปตามอตั ราการครองธาตพุ น้ื ฐาน {Basal
Metabolic Rate (BMR)} ซึ่งแตกต่างกนั ขึน้ กับเพศ อายุ น�ำ้ หนกั สว่ นสงู และความตอ้ งการพลังงานยงั ข้ึนกบั
ระดับของกิจกรรม การใชพ้ ลังงานของร่างกาย ส�ำหรบั ทารก เด็ก และวัยรุ่น ต้องประเมนิ ความตอ้ งการพลังงาน
ทเี่ พมิ่ ขน้ึ สำ� หรบั การเจรญิ เตบิ โตดว้ ย โดยเฉพาะทารกในชว่ ง 3 เดอื นแรกตอ้ งการพลงั งานสำ� หรบั การเจรญิ เตบิ โต
ทสี่ งู มาก ดงั นนั้ ทารกจงึ ตอ้ งการพลงั งานตอ่ นำ้� หนกั ตวั ทมี่ ากกวา่ วยั อนื่ ๆ ปจั จยั การใชพ้ ลงั งานจากกจิ กรรมทางกาย
เป็นตัวแปรท่ีส�ำคัญต่อความต้องการพลังงานของร่างกาย ถ้ามีกิจกรรมทางกายน้อยความต้องการพลังงานจะ
เพม่ิ ขน้ึ จากพลงั งานพน้ื ฐานเพยี งรอ้ ยละ 20 แตถ่ า้ มกี จิ กรรมทางกายระดบั เบาความตอ้ งการพลงั งานเพม่ิ ขนึ้ จาก
พลงั งานพน้ื ฐานรอ้ ยละ 30-40 สำ� หรบั ระดบั กจิ กรรมปานกลางความตอ้ งการพลงั งานเพมิ่ ขนึ้ จากพลงั งานพน้ื ฐาน
รอ้ ยละ 50-60 และระดบั กิจกรรมหนกั ความตอ้ งการพลังงานเพ่มิ ขนึ้ จากพลงั งานพน้ื ฐานร้อยละ 70-80 ทง้ั นีจ้ ะ
แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ส�ำหรับนักกีฬาและผู้ท่ีมีกิจกรรมหนักอาจต้องการพลังงานเพ่ิมขึ้นกว่าเท่าตัวของ
พลังงานการครองธาตพุ ืน้ ฐาน {Basal Energy Expenditure (BEE)}
ปรมิ าณพลงั งานอา้ งอิงท่คี วรไดร้ ับประจำ� วันของทารก 0-5 เดอื น ข้ึนกบั ปรมิ าณน�้ำนมแมแ่ ละทารกอายุ
6-11 เดอื น มคี วามตอ้ งการพลังงานจากอาหารตามวยั เพม่ิ อกี 200-300 กโิ ลแคลอรี จนไดพ้ ลงั งานรวมท้ังวนั
600-800 กิโลแคลอรี เด็กอายุ 1-3 ปี 1,000-1,200 กโิ ลแคลอรีตอ่ วนั อายุ 4-8 ปี 1,200-1,400 กโิ ลแคลอรตี ่อวนั
วัยรุ่นชายและหญิงอายุ 9-18 ปี 1,600-2,400 กิโลแคลอรตี ่อวนั ผ้ใู หญเ่ พศชาย อายุ 19-60 ปี 1,800-2,200
กิโลแคลอรีตอ่ วนั ผ้ใู หญเ่ พศหญิง อายุ 19-60 ปี 1,500-1,800 กโิ ลแคลอรตี อ่ วนั ผสู้ งู อายชุ ายและหญงิ (อายุ
60 ปีขึ้นไป) ต้องการ 1,500-1,800 กิโลแคลอรีต่อวัน ส�ำหรับปริมาณพลังงานอ้างอิงท่ีควรได้รับประจ�ำวัน
ของหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 เพ่ิมข้ึนอีกวันละ 50-100 กิโลแคลอรี ไตรมาสท่ี 2 เพิ่มข้ึนอีกวันละ 250-300
กิโลแคลอรี และไตรมาสท่ี 3 เพมิ่ ขนึ้ อีกวนั ละประมาณ 450-500 กิโลแคลอรี หญิงให้นมบตุ ร ในช่วง 6 เดอื นแรก
ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอีกวนั ละ 500 กิโลแคลอรี (ข้นึ กับการเพิ่มข้ึนของน�ำ้ หนกั ตวั ขณะตง้ั ครรภ์) และในช่วง
6-11 เดือน เพม่ิ ขน้ึ วนั ละ 300 กิโลแคลอรี
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงทีค่ วรไดร้ ับประจ�ำ วันสำ�หรับคนไทย พ.ศ. 2563
39
ข้อมลู ท่ัวไป
รา่ งกายตอ้ งการพลงั งานจากอาหารทบี่ รโิ ภค เพอื่ การทำ� งานของเซลลใ์ นระบบตา่ ง ๆ การประกอบกจิ กรรม
ในชวี ติ ประจำ� วนั การรกั ษาอณุ หภมู ขิ องรา่ งกาย การเจรญิ เตบิ โต ถา้ ไดร้ บั พลงั งานนอ้ ยเกนิ ไปจะมผี ลตอ่ การชะลอ
การเจรญิ เตบิ โตและระบบการทำ� งานของรา่ งกายพรอ่ งได้ แตถ่ า้ ไดร้ บั พลงั งานมากเกนิ ไป จะมกี ารสะสมพลงั งาน
โดยเปล่ียนเปน็ ไขมนั สะสมตามสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย
หนว่ ยของพลงั งาน
พลงั งานมีหนว่ ยเปน็ แคลอรี (calorie) 1 แคลอรี หมายถึง ปรมิ าณความร้อนที่ทำ� ให้น�้ำบรสิ ุทธิ์
1 มิลลลิ ติ ร ทีอ่ ุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส มอี ุณหภมู สิ ูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส แคลอรีเปน็ หน่วยทใี่ ช้กนั ตัง้ แตเ่ รม่ิ ตน้
เนอ่ื งจากเปน็ การวดั ปรมิ าณความรอ้ น ตอ่ มาปี พ.ศ. 2513 มกี ารปรบั เปน็ การวดั ในรปู ของพลงั งานมหี นว่ ยเปน็ จลู
(joule) ซ่งึ เปน็ หนว่ ยวดั การทำ� งาน (mechanical work) พลงั งาน 1 จูล หมายถึง พลังงานท่ีเคลอ่ื นวัตถุด้วยแรง
1 นวิ ตัน ได้ระยะทาง 1 เมตร
1 กิโลแคลอรี มคี า่ เทา่ กับ 4.18 กิโลจลู
หรอื 1 กโิ ลจลู มีค่าเท่ากับ 0.24 กิโลแคลอรี
การนำ� สารอาหาร ไดแ้ ก่ คารโ์ บไฮเดรต โปรตนี ไขมนั ไปทำ� การเผาไหมโ้ ดยใชเ้ ครอ่ื ง Bomb calorimeter
จากนน้ั คดิ ปจั จยั ของการยอ่ ยและการดดู ซมึ 1 ในการปรบั เปลยี่ นเพอ่ื ใหไ้ ดค้ า่ พลงั งานทแ่ี ทจ้ รงิ ในรา่ งกาย จากการ
คำ� นวณโดยใช้ Atwater factor2 จะได้คา่ พลังงานจากสารอาหารดงั นี้
คารโ์ บไฮเดรต 1 กรมั ใหพ้ ลงั งาน 4 กโิ ลแคลอรี (17 กโิ ลจลู )
โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กโิ ลแคลอรี (17 กิโลจูล)
ไขมนั 1 กรมั ให้พลงั งาน 9 กโิ ลแคลอรี (38 กโิ ลจูล)
สำ� หรับแอลกอฮอล์ ไมจ่ ัดเป็นสารอาหาร แต่ให้พลงั งานกับรา่ งกาย3 ดงั น้ี
แอลกอฮอล์ 1 กรมั ให้พลังงาน 7 กิโลแคลอรี (29 กิโลจลู )
แอลกอฮอล ์ 1 มิลลลิ ติ ร ให้พลังงาน 5.6 กิโลแคลอรี (23 กิโลจลู )
หลกั การก�ำหนดความต้องการของพลงั งาน
การกำ� หนดความตอ้ งการสารอาหาร โดยทวั่ ไปแลว้ กำ� หนดโดยคา่ เฉลยี่ ของสารอาหารทไ่ี ดร้ บั ในกลมุ่
ประชากรท่มี สี ขุ ภาพดี และเพม่ิ ข้ึนอกี สองเทา่ ของค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน (+2 SD) เพ่ือให้ครอบคลมุ ความ
แปรปรวนของความตอ้ งการของสารอาหารนนั้ ทอ่ี าจแตกตา่ งกนั ของแตล่ ะบคุ คล ซงึ่ ปรมิ าณทก่ี ำ� หนดนจี้ ะสงู พอ
ทจ่ี ะครอบคลมุ คนทอี่ าจมคี วามตอ้ งการสารอาหารนน้ั มาก เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั วา่ ปรมิ าณทกี่ ำ� หนดนนั้
ไมท่ ำ� ใหเ้ กดิ การขาดสารอาหาร อยา่ งไรกต็ ามวธิ กี ารคำ� นวณขา้ งตน้ นไ้ี มเ่ หมาะกบั การกำ� หนดความตอ้ งการ
พลงั งาน เนอื่ งจากคา่ ทก่ี ำ� หนดนจี้ ะสงู เกนิ ความเปน็ จรงิ สำ� หรบั ประชากรสว่ นใหญ่ ซงึ่ การไดร้ บั พลงั งานมากเกนิ ไป
ในระยะยาวจะเกิดการสะสมในรูปของไขมันและก่อให้เกิดภาวะน้�ำหนักเกินหรืออ้วน ดังนั้นการก�ำหนดความ
ตอ้ งการพลงั งานจงึ มคี า่ เทา่ กบั คา่ เฉลย่ี ความตอ้ งการพลงั งาน (the estimated average energy requirement)
ของกลุม่ ประชากร เปน็ ระดบั ความปลอดภยั (safe level) ในการบริโภคอาหารเพ่ือให้ได้พลงั งานท่เี พียงพอกบั
ความต้องการของร่างกาย
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ที่ควรไดร้ ับประจำ�วันส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
40
รูปท่ี 1 ภาพแสดงการกระจายความตอ้ งการพลงั งานในกลุม่ ประชากรท่มี ีสุขภาพดี
ท่ีมา: Food and Agriculture Organization of the United Nations/World Health
Organization/United Nations University, 20044
การก�ำหนดความต้องการพลงั งาน
การก�ำหนดความต้องการพลังงาน เป็นไปตามการใช้พลังงานของร่างกายทั้งหมด {Total Energy
Expenditure (TEE)} ซึ่งประกอบด้วยพลังงานการครองธาตุพ้ืนฐาน {Basal Energy Expenditure (BEE)}
ซง่ึ ใกลเ้ คยี งกบั การใชพ้ ลงั งานขณะพกั ผอ่ น พลงั งานทใี่ ชใ้ นกจิ กรรมทางกาย และพลงั งานความรอ้ นจากการบรโิ ภคอาหาร
นอกจากนส้ี ำ� หรบั ทารกและเดก็ ยงั ตอ้ งการพลงั งานเพมิ่ ขนึ้ สำ� หรบั การเจรญิ เตบิ โตดว้ ย รวมทงั้ หญงิ ตง้ั ครรภ์และ
หญิงให้นมบุตรก็ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นส�ำหรับการสร้างเน้ือเยื่อของทารก การเปลี่ยนแปลงของสรีระใน
หญงิ ต้งั ครรภ์และการผลติ น�ำ้ นมแม่
พลังงานการครองธาตพุ ้ืนฐาน {Basal Energy Expenditure (BEE)} บางครัง้ เรียกวา่ อตั ราการครอง
ธาตพุ นื้ ฐาน {Basal Metabolic Rate (BMR)} เป็นพลงั งานจำ� เป็นสำ� หรับการดำ� รงชวี ติ เพ่ือการทำ� งานของเซลล์
และอวัยวะตา่ ง ๆ เช่น หัวใจ ปอด หลอดเลือด ทางเดนิ อาหาร ระบบประสาท โดยท่วั ไปจะวดั ในตอนเชา้ หลงั จาก
อดอาหารมาแลว้ 10-12 ชัว่ โมง และวดั ขณะทต่ี น่ื และนอนน่งิ ๆ อยู่บนเตียง ในห้องท่สี งบ มอี ณุ หภมู ทิ ่ีพอเหมาะ
ไมร่ อ้ นหรอื เยน็ มากเกนิ ไป ผถู้ กู วดั ไมเ่ ครยี ดหรอื อยใู่ นภาวะวติ กกงั วลเพอ่ื ใหไ้ ดค้ า่ การใชพ้ ลงั งานพนื้ ฐานทแี่ ทจ้ รงิ
กรณีที่ผู้ถูกวัดต้องเดินทางมาจะต้องนั่งหรือนอนพักให้หายเหน่ือยก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที โดยทั่วไป
พลังงานการครองธาตุพ้ืนฐานคิดเป็นประมาณร้อยละ 60-70 ของพลังงานที่ร่างกายต้องการท้ังหมด {Total
Energy Expenditure (TEE)} ส�ำหรับพลังงานที่ใช้ขณะพักผ่อน {Resting Energy Expenditure (REE)}
หรอื เรยี กว่าอตั ราพลังงานขณะพกั {Resting Metabolic Rate (RMR)} จะใกลเ้ คียงกับ BMR ตา่ งกนั ท่ี RMR
ไม่มีข้อก�ำหนดในการวัดท่เี ขม้ งวดเหมอื น BMR อาจเปน็ การวัดขณะพัก หลังอาหาร 3-4 ชว่ั โมง ดังน้นั คา่ RMR
จะสูงกวา่ BMR ประมาณรอ้ ยละ 10-205
ปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงที่ควรไดร้ ับประจำ�วนั ส�ำ หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
41
พลังงานความร้อนทีเ่ กิดจากการบริโภคอาหาร {Thermic Effect of Food (TEF) หรือ Diet Induced
Thermogenesis (DIT)} เดิมเรียก Specific Dynamic Action (SDA) ของอาหาร เปน็ พลงั งานทร่ี ่างกายใชใ้ น
การย่อย การดูดซึม การขนส่งสารอาหาร การเก็บสะสม และการน�ำไปใช้ เปน็ พลงั งานทีใ่ ชเ้ พ่มิ ขึน้ หลังกินอาหาร
ซง่ึ โดยเฉลยี่ เพม่ิ ขนึ้ ประมาณรอ้ ยละ 10 จาก BMR ซง่ึ องคป์ ระกอบของสารอาหารทก่ี นิ แตกตา่ งกนั มผี ลใหค้ า่ TEF
ตา่ งกนั พบว่า TEF ของไขมนั เพม่ิ ขึน้ รอ้ ยละ 0-5 ของ BMR ส่วนค่า TEF ของคารโ์ บไฮเดรตเพิ่มข้นึ รอ้ ยละ 5-10
ของ BMR และคา่ TEF ของโปรตีนเพ่มิ ขนึ้ รอ้ ยละ 20-30 ของ BMR
พลังงานที่ใชใ้ นกจิ กรรมทางกาย (physical activity) นบั รวมตงั้ แตก่ ารท�ำงาน/อาชพี งานบ้าน การเดินทาง
งานนนั ทนาการ เชน่ การออกกำ� ลังกาย กฬี า มีความแตกตา่ งกนั ไปตามแตล่ ะบคุ คล สำ� หรับผ้ทู ่ีมกี ารเคลอื่ นไหว
รา่ งกายนอ้ ยจะตอ้ งการพลงั งานเพม่ิ ขนึ้ จากคา่ BMR เพยี งรอ้ ยละ 10-20 ขณะผทู้ มี่ กี จิ กรรมทางกายมาก เชน่ นกั กฬี า
อาจต้องการพลงั งานเพิม่ ข้ึนจากคา่ BMR มากกวา่ ร้อยละ 50
ระดับกิจกรรมทางกาย {Physical Activity Level (PAL)} สามารถค�ำนวณได้จากพลังงานทั้งหมด
ท่ีร่างกายใช้ (TEE) และอตั ราการครองธาตุพน้ื ฐาน (BMR) จากสมการ
PAL = TEE/ BMR
ระดบั กิจกรรมทางกายแบง่ ตามลกั ษณะการใชช้ วี ติ ประจ�ำวัน แบ่งไดเ้ ปน็ 3 ระดับ ไดแ้ ก่
กจิ กรรมเบา (sedentary or light activity lifestyle) คือ กจิ กรรมทางกายทไี่ ม่ตอ้ งออกแรงมาก โดยมี
การออกแรงเพียงเล็กน้อย เชน่ พูดคยุ อา่ นหนังสือ ดูโทรทศั น์ ฟงั วิทยุ ใชค้ อมพวิ เตอร์ การท�ำงานในสำ� นักงาน
หรือการทำ� งานอย่กู บั บ้านท่ีมีสิ่งอ�ำนวยความสะดวก มีคา่ PAL เทา่ กับ 1.4 (ตารางที่ 1)
กิจกรรมปานกลาง (active or moderately active lifestyle) คือ กิจกรรมทางกายทอ่ี อกแรงไม่มากนัก
แต่ก็มีการใช้พลงั งานมากกวา่ กจิ กรรมเบา ได้แก่ ผทู้ ีท่ ำ� งานในส�ำนักงานและมีการออกกำ� ลังกายประจ�ำ คนงาน
ก่อสร้าง คนในชนบทท่ีมีการเดนิ ไกล ๆ เพื่อไปหาบนำ�้ หรือหาฟนื นอกจากนยี้ ังรวมถงึ ผูท้ ีม่ ีกิจกรรมประจ�ำวนั ทม่ี ี
การออกแรงเพยี งเลก็ นอ้ ย แตม่ กี ารออกกำ� ลงั กายทใ่ี ชแ้ รงปานกลางถงึ มากบางชว่ งเวลา เชน่ เดนิ วง่ิ ปน่ั จกั รยาน
เตน้ แอโรบกิ ลกั ษณะกิจกรรมดังกล่าวมคี ่า PAL เทา่ กับ 1.7
กจิ กรรมหนกั (vigorous or vigorously active lifestyle) คอื การใชแ้ รงมากในชีวติ ประจ�ำวนั หรือมี
กจิ กรรมตอ้ งออกแรงมากนานหลายชว่ั โมง เชน่ นักกฬี าช่วงฝกึ ซอ้ มเฉล่ีย 2 ชวั่ โมงตอ่ วัน หรอื เกษตรกรทไี่ ม่ได้ใช้
เครื่องยนตท์ ุน่ แรง แตย่ งั คงใช้มดี พรา้ จอบ ขวาน เป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวนั และเดนิ เปน็ ระยะทางไกลในการ
ลากรถทข่ี นของหนกั บนทางทีข่ รุขระ ลักษณะกจิ กรรมดงั กลา่ วมคี า่ PAL เท่ากบั 2.0
ตารางที่ 1 การแบง่ ลักษณะการใช้ชวี ติ ประจำ� วันตามระดับกิจกรรมทางกาย
ทม่ี า: Food and Agriculture Organization of the United Nations / World Health Organization/
United Nations University, 20044
ปริมาณสารอาหารอ้างองิ ทคี่ วรไดร้ บั ประจำ�วนั สำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
42
นอกจากน้ี กจิ กรรมออกแรงเบามาก (extremely low activity lifestyle) พบในกลมุ่ ผทู้ มี่ กี ารเคลอื่ นไหว
ของรา่ งกายนอ้ ยมาก เช่น ผสู้ ูงอายทุ ม่ี ีปญั หาทางจิต6 วัยรุ่นทมี่ ีความพกิ ารทางสมองหรอื ผทู้ ่ีมีความผิดปกตขิ อง
สเตม็ เซลล์ในไขสันหลงั 7 รวมทัง้ ผใู้ หญ่ทแี่ ทบไมม่ กี ารเคล่ือนไหวของรา่ งกาย8,9 ซงึ่ พบวา่ ในกลุ่มเหลา่ นี้มีคา่ PAL
ประมาณ 1.21 ซง่ึ ใกล้เคียงกบั คา่ พ้นื ฐานของพลงั งานเพอื่ การมชี วี ิตอย่รู อดเทา่ น้ัน
แนวทางการบรโิ ภคอาหารเพอ่ื ใหไ้ ดร้ ับปรมิ าณพลังงานทีเ่ หมาะสม
การเลอื กบรโิ ภคอาหารเพอ่ื ใหไ้ ดร้ บั ปรมิ าณพลงั งานทเี่ พยี งพอกบั ความตอ้ งการของรา่ งกายนน้ั พจิ ารณา
จากแหลง่ สารอาหารหลักทใ่ี หพ้ ลงั งาน ไดแ้ ก่ คารโ์ บไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เปน็ หลัก
สัดส่วนการกระจายพลังงานของคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสม คิดเป็นร้อยละ 45-65 ของความต้องการ
พลังงานที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วัน ควรเลือกชนิดคาร์โบไฮเดรตที่มาจาก ข้าว แป้ง หรือธัญชาติท่ีไม่ขัดสี
เนอื่ งจากมใี ยอาหารชว่ ยเพมิ่ ปรมิ าณอาหาร ทำ� ใหไ้ ดร้ บั พลงั งานจากอาหารนอ้ ยลง และยังชว่ ยใหอ้ ม่ิ นาน ผลไม้
มีน้�ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบหลัก ดังนั้นในการเลือกบริโภคผลไม้ควรเลือกท่ีมีปริมาณน้�ำตาลน้อย
(รสไมห่ วานจดั ) หรอื ผลไมท้ ม่ี คี า่ ดชั นนี ำ�้ ตาลตำ�่ โดยในการกนิ อาหารในหมคู่ ารโ์ บไฮเดรตนน้ั นอกจากการเลอื กชนดิ
ของคารโ์ บไฮเดรตทดี่ แี ล้ว ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคอยา่ งเหมาะสมก็เปน็ เรือ่ งส�ำคัญทีต่ อ้ งพจิ ารณา
สดั สว่ นการกระจายพลงั งานของโปรตนี คดิ เปน็ รอ้ ยละ 10-15 ของความตอ้ งการพลงั งานทรี่ า่ งกายควร
ไดร้ บั ใน 1 วัน แต่รา่ งกายจะใช้โปรตีนในการเจรญิ เติบโต และซอ่ มแซมส่วนที่สึกหรอ จะใช้เปน็ แหล่งพลงั งานก็
ตอ่ เมอื่ รา่ งกายไดร้ บั โปรตนี มากเกนิ ไป อยา่ งไรกต็ ามควรเลอื กบรโิ ภคโปรตนี จากแหลง่ อาหารโปรตนี ทม่ี ไี ขมนั ไมส่ งู
เช่น ปลา เน้ือสัตว์ไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง ถ่ัวเมล็ดแห้ง น้�ำนมและผลิตภัณฑ์น�้ำนมท่ีมีไขมันไม่สูง ทั้งนี้ในกรณีท่ี
บริโภคอาหารมังสวริ ตั คิ วรเลอื กชนิดโปรตนี ท่ีหลากหลายเพอ่ื ใหไ้ ดก้ รดอะมิโนครบถว้ น
สัดส่วนการกระจายพลังงานของอาหารที่มีไขมันคิดเป็นร้อยละ 20-35 ของความต้องการพลังงานท่ี
รา่ งกายควรได้รบั ใน 1 วัน ควรเลือกบริโภคแหล่งอาหารท่มี กี รดไขมันอิม่ ตัวไม่เกนิ รอ้ ยละ 10 ของความตอ้ งการ
พลงั งานใน 1 วนั เชน่ เนยสด ไขมนั จากสตั ว์ นำ้� มนั จากพชื บางชนดิ เชน่ นำ้� มนั มะพรา้ ว นำ้� มนั ปาลม์ แหลง่ อาหาร
ท่มี ีกรดไขมันไม่อ่ิมตัวเชิงซอ้ น ไมเ่ กินรอ้ ยละ 11 ของความตอ้ งการพลังงานใน 1 วนั เช่น นำ้� มันถ่ัวเหลือง น้�ำมนั
ขา้ วโพด น�้ำมนั ดอกคำ� ฝอย นำ้� มันดอกทานตะวนั เป็นตน้ และแหล่งอาหารท่ีมีกรดไขมันไมอ่ ิม่ ตวั เชิงเดย่ี ว ไม่เกนิ
ร้อยละ 10 ของความตอ้ งการพลงั งานใน 1 วนั เชน่ นำ�้ มนั รำ� ขา้ ว นำ�้ มันถัว่ ลสิ ง น�้ำมันมะกอก เปน็ ตน้ นอกจากนี้
ควรบรโิ ภคอาหารทม่ี ใี ยอาหารใหไ้ ด้ 25 กรมั ตอ่ วนั
ขอ้ แนะนำ� ทใี่ ชใ้ นการควบคมุ นำ้� หนกั ตวั ในวยั ผใู้ หญ่ ไดแ้ ก่ การบรโิ ภคอาหารใหไ้ ดพ้ ลงั งานและสารอาหาร
ทเี่ พยี งพอกบั ความตอ้ งการของรา่ งกาย ควบคกู่ บั การออกกำ� ลงั กาย และการปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมในชวี ติ ประจำ� วนั
ทง้ั นใ้ี น 1 วนั ผทู้ ม่ี นี ำ้� หนกั เกนิ หรอื อว้ นควรลดปรมิ าณพลงั งานทไี่ ดร้ บั จากการบรโิ ภคอาหารประมาณ 500-1,000
กโิ ลแคลอรี จะชว่ ยใหน้ �ำ้ หนักลดลงประมาณ 0.5-1.0 กิโลกรมั ตอ่ สัปดาห์
ปรมิ าณพลังงานทแ่ี นะนำ�ใหบ้ ริโภค
ความตอ้ งการพลงั งาน (energy requirement) คอื ปรมิ าณพลงั งานทไ่ี ดจ้ ากการบรโิ ภคอาหารเพอ่ื ใหส้ มดลุ
กับการใช้พลังงาน เพื่อท่ีจะรักษารูปร่าง องค์ประกอบสัดส่วนของร่างกาย (body composition) และระดับ
กจิ กรรมทางกายในระยะยาวเพอื่ ใหม้ สี ุขภาพท่ดี ี
การกำ� หนดความตอ้ งการพลงั งานของรา่ งกายขน้ึ กับเพศ อายุ นำ้� หนกั องคป์ ระกอบรา่ งกาย (มวลไขมัน
และมวลท่ีปราศจากไขมัน) ซ่ึงมีผลต่อค่า BMR โดยมวลท่ีปราศจากไขมันมีความสัมพันธ์โดยตรงกับค่า BMR
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ทค่ี วรไดร้ บั ประจ�ำ วนั สำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
43
เน่ืองจากเป็นการวัดการท�ำงานของ active cell mass นอกจากน้ียังขึ้นกับระดับของกิจกรรมทางกายและ
การเจริญเตบิ โตด้วย โดยแบง่ เปน็ กลุม่ ๆ ไดด้ งั น้ี
วยั แรกเกดิ และทารก
การทบทวนวรรณกรรมไม่พบการศึกษาความต้องการพลังงานของทารกในประเทศไทย จึงใช้ข้อมูล
ความตอ้ งการพลงั งานของทารกจากรายงานความตอ้ งการพลงั งานโดยคณะกรรมการผเู้ ชยี่ วชาญรว่ มขององคก์ าร
อาหารและเกษตรแหง่ สหประชาชาติ {Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO)}
องคก์ ารอนามยั โลก {World Health Organization (WHO)} และมหาวทิ ยาลยั สหประชาชาติ {United Nations
University (UNU)} ในปี พ.ศ. 25474 ซึ่งรายงานว่ามีการศกึ ษาโดยวัดปรมิ าณการใชพ้ ลงั งานทั้งหมดของทารก
ในกลุ่มประเทศท่ีพัฒนาและก�ำลังพัฒนา โดยให้ด่ืมน�้ำ (doubly labeled water) ท่ีมีอณูธรรมชาติ (stable
isotope) ของแรธ่ าตไุ ฮโดรเจนและออกซเิ จน จากนั้นตามวัดปริมาณของสดั ส่วนอณูธรรมชาตทิ ่เี ปลีย่ นไปในช่วง
ระยะเวลาหนง่ึ จากการเกบ็ ปสั สาวะหรอื นำ�้ ลาย ซง่ึ สามารถประเมนิ เปน็ คา่ พลงั งานทถี่ กู ใชใ้ นชว่ งเวลาดงั กลา่ วได้
ในการศกึ ษาแบบภาคตัดขวาง (cross sectional study) และการศกึ ษาระยะยาว (longitudinal study) ทารก
ที่ได้รับน�้ำนมแม่และนมผสม พบว่าความต้องการพลังงานของทารกที่ได้รับน�้ำนมแม่มีค่าต่�ำกว่าความต้องการ
พลังงานของทารกท่ีได้รับนมผสม10-13 เพ่ือให้ทารกได้รับพลังงานในปริมาณที่เหมาะสม และเพื่อเป็นประโยชน์
ในการพฒั นาสตู รนมผสมจึงเลือกใชส้ มการความต้องการพลังงานของทารกทไ่ี ดร้ ับนำ�้ นมแม่4 โดยความตอ้ งการ
พลงั งานของทารกมคี วามสมั พนั ธก์ บั อายุ เพศ นำ�้ หนกั ตวั ความยาวลำ� ตวั โดยอายแุ ละนำ้� หนกั ตวั มคี า่ สมั ประสทิ ธ์ิ
สหสมั พันธ์ในระดับสูงมาก และสามารถสร้างเปน็ สมการประเมินความต้องการพลังงานทั้งหมด (รวมค่าพลงั งาน
การครองธาตุพืน้ ฐานและการเคล่อื นไหวร่างกายของทารก) ไดด้ งั นี้
TEE (kcal/day) = -152.0 + {92.8 x นำ�้ หนกั (กิโลกรัม)}
เนื่องจากทารกวัยน้ีมีการเจริญเติบโตมาก การก�ำหนดความต้องการพลังงานของทารกใน 1 วัน
ตอ้ งพจิ ารณาพลงั งานเพอ่ื ใชใ้ นการสรา้ งเนอ้ื เยอ่ื ตา่ ง ๆ ทเ่ี พมิ่ ขนึ้ ดว้ ย จากการศกึ ษาของ Butte และคณะ (ค.ศ.2000)11
ไดร้ ายงานปรมิ าณโปรตีน ไขมัน และนำ้� หนักตวั ทเ่ี พม่ิ ข้ึน รวมทัง้ พลังงานท่ีตอ้ งการเพื่อการเจริญเติบโตที่ปกตใิ น
ทารกวัยตา่ ง ๆ ดงั ตารางท่ี 2
ตารางท่ี 2 ความตอ้ งการโปรตนี ไขมันและพลังงานเพอื่ ใช้ในการเจรญิ เตบิ โต ตั้งแต่แรกเกดิ จนถึงอายุ 1 ปี
ทม่ี า: Butte et al, 200011
* แรกเกดิ จนถงึ ก่อนอายุ 3 เดอื น
ปริมาณสารอาหารอ้างองิ ท่ีควรไดร้ บั ประจ�ำ วนั สำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
44
ดังน้ันการก�ำหนดค่าความต้องการพลังงานที่เหมาะสมของทารกไทย จึงใช้ค่าน�้ำหนักมาตรฐานของ
ทารกไทยมาค�ำนวณความต้องการพลังงานของทารกตามสูตรท่ีกล่าวไว้ข้างต้น และประเมินพลังงานที่ใช้ใน
การเจริญเตบิ โตของทารกในวัยต่าง ๆ ดังแสดงในตารางท่ี 3
ตารางที่ 3 ความต้องการพลงั งานของทารก
* นำ้� หนักอา้ งองิ ของทารกไทย
† น�ำ้ หนกั ที่เพม่ิ ขึ้น (กรัมตอ่ วัน) ใชค้ า่ เฉลี่ยของข้อมลู ในแตล่ ะชว่ งอายุ ตามที่รายงานไวใ้ น FAO/WHO/UNU (2004)4
‡ พลงั งานที่ใช้ใน 1 วนั ค�ำนวณโดยใชส้ ูตร TEE (กโิ ลแคลอรตี ่อวนั ) = -152.0 + {92.8 x นำ�้ หนัก (กิโลกรัม)}
II พลังงานท่ีใชใ้ นการเจรญิ เติบโต ใชค้ า่ เฉลยี่ ของขอ้ มูลตารางท่ี 2
** ทารกแรกเกดิ ถงึ ก่อนอายุ 6 เดอื น
ความตอ้ งการพลงั งานของทารกในชว่ ง 6 เดอื นแรก ทารกไดร้ บั พลงั งานจากนำ�้ นมแมอ่ ยา่ งเดยี วกเ็ พยี งพอ
โดยทราบไดจ้ ากนำ้� หนกั ตวั ของทารกทเี่ พมิ่ ขนึ้ ตามเกณฑ์ หลงั จากนน้ั ทารกควรไดร้ บั อาหารเสรมิ เพมิ่ ขนึ้ ทลี ะนอ้ ย
จนกระทั่งได้รบั พลงั งานจากอาหารเสรมิ 200-300 กิโลแคลอรตี ่อวนั เมื่ออายคุ รบ 1 ปี (ตารางท่ี 4)
ตารางท่ี 4 พลังงานท่ีควรได้รบั จากอาหารท่บี รโิ ภคต่อวนั สำ� หรับทารก
* คา่ ความตอ้ งการพลงั งานใน 1 วนั และค่าทแ่ี สดงเปน็ คา่ ที่ไดจ้ ากการปัดตัวเลขตามหลกั เลขนยั สำ� คัญ
† พลงั งานจากน้�ำนมแม่ ไดจ้ ากค่าเฉล่ียพลังงานจากนำ�้ นมแม่ตามช่วงอายุทกี่ �ำหนด14
‡ ทารกแรกเกดิ ถงึ กอ่ นอายุ 6 เดอื น
ชว่ งเดอื นแรกเปน็ ระยะทท่ี ารกมกี ารเจรญิ เตบิ โตเรว็ ความตอ้ งการพลงั งานทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การเจรญิ เตบิ โต
อาจสูงถงึ รอ้ ยละ 40 ของความตอ้ งการพลงั งานท้ังหมดต่อวัน และลดลงเหลอื ร้อยละ 30 เมอ่ื ทารกอายคุ รบ 1 ป1ี 5
เดก็ อายุมากกวา่ 1 ปี ผูใ้ หญ่ และผสู้ งู อายุ
การกำ� หนดความตอ้ งการพลงั งานของเดก็ อายมุ ากกวา่ 1 ปี จนถงึ ผสู้ งู อายนุ น้ั กำ� หนดใหใ้ ชข้ อ้ มลู ความตอ้ งการ
พลงั งานจากรายงานความตอ้ งการพลงั งานโดยคณะกรรมการผเู้ ชยี่ วชาญรว่ มขององคก์ ารอาหารและเกษตรแหง่
สหประชาชาติ องคก์ ารอนามยั โลก และมหาวทิ ยาลยั สหประชาชาติ ในปี พ.ศ. 25474 โดยการคำ� นวณคา่ พลงั งาน
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ที่ควรได้รับประจำ�วนั ส�ำ หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
45
ทตี่ ้องการตอ่ วนั ซึง่ ได้จากผลคณู อัตราการครองธาตุพน้ื ฐาน หรือ Basal Metabolic Rate (BMR) ท่ีแสดงไว้ใน
ตารางที่ 5 และค่าเฉลีย่ การใชพ้ ลังงานของกิจกรรมใน 1 วัน ตามตวั อย่างการคำ� นวณทแ่ี สดงในตารางที่ 6 และ 7
หรือสามารถประเมินความต้องการพลังงานต่อวันได้จากผลคูณ BMR กับระดับกิจกรรมทางกาย ดังแสดงใน
ตารางท่ี 8
ตารางท่ี 5 สมการทใี่ ช้ประเมินค่า อตั ราการครองธาตุพ้ืนฐาน {Basal Metabolic Rate (BMR)} จากน�้ำหนกั ตัว
ทม่ี า: Food and Agriculture Organization of the United Nations/World Health Organization/United
Nations University, 20044
* หน่วย “นำ้� หนัก” เปน็ กิโลกรมั
† อายุ 3 ปี ถงึ กอ่ นอายุ 10 ปี
ตารางที่ 6 แฟคเตอรท์ ใ่ี ชค้ ำ� นวณพลงั งานทต่ี อ้ งการในการเคลอื่ นไหวรา่ งกายจากคา่ Basal Metabolic Rate (BMR)
ทมี่ า: Food and Agriculture Organization of the United Nations/World Health Organization/United
Nations University, 20044
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงทีค่ วรได้รับประจ�ำ วนั สำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
46
ตารางที่ 7 ตัวอยา่ งการค�ำนวณพลังงานทใี่ ช้ตอ่ วันของผู้ใหญ่อายุ 25 ปี ในวันทีม่ ีกิจกรรมเบาและวันทม่ี ี
กิจกรรมหนักมาก
* ค�ำนวณได้จาก (15.057 x นำ�้ หนัก) + 692.2 = (15.057 x 61.3) + 692.2 = 1,615
† ค�ำนวณได้จาก (14.818 x น�้ำหนัก) + 486.6 = (14.818 x 53.0) + 486.6 = 1,272
สมการการคำ� นวณอตั ราการครองธาตพุ นื้ ฐานทกี่ ลา่ วไวใ้ นตารางท่ี 5 นนั้ เปน็ การศกึ ษาทไ่ี ดม้ าจากการวดั
การเผาผลาญพลงั งานของร่างกายโดยวธิ ี indirect calorimetry ในขณะพักและหลงั จากการอดอาหารมาแลว้
10-12 ชว่ั โมง ซงึ่ อตั ราการครองธาตพุ นื้ ฐานของรา่ งกายนนั้ แปรผนั ตามนำ�้ หนกั ตวั โดยเฉพาะปรมิ าณกลา้ มเนอ้ื ใน
ร่างกาย มผี ลให้เพศหญิงมอี ตั ราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานน้อยกวา่ เพศชาย และผู้สงู อายุจะมกี ารเผาผลาญ
พลงั งานทล่ี ดลง ดงั นน้ั จงึ มกี ารกำ� หนดสมการทใี่ ชใ้ นการคำ� นวณอตั ราการครองธาตพุ นื้ ฐานดงั กลา่ วตามเพศและ
อายุ สมการทก่ี ลา่ วในตารางท่ี 5 เปน็ ข้อมลู จากรายงานของ FAO/WHO/UNU พ.ศ. 25474 ซงึ่ อาจจะไม่ตรงกบั
การเผาผลาญพลงั งานของคนไทย จากการศกึ ษาในคนไทยเบอื้ งตน้ พบวา่ คา่ ทไ่ี ดจ้ ากการวดั การเผาผลาญพลงั งานของ
รา่ งกายโดยตรงของคนไทยเฉพาะกลมุ่ ผใู้ หญต่ อนตน้ และผสู้ งู อายมุ คี า่ นอ้ ยกวา่ คา่ ทไี่ ดจ้ ากการคำ� นวณโดยสมการ
FAO/WHO/UNU4,16 และสมการของหนว่ ยงานความปลอดภยั ด้านอาหารแหง่ สหภาพยุโรป {European Food
Safety Authority (EFSA)} พ.ศ. 2556 และ 256017,18 ประมาณรอ้ ยละ 1019,20 แตก่ ลบั มคี วามสอดคลอ้ งใกลเ้ คยี ง
กบั การเผาผลาญพลงั งานพน้ื ฐานทกี่ ำ� หนดเปน็ คา่ ความตอ้ งการพลงั งานของคนญป่ี นุ่ ทรี่ ายงานในปี พ.ศ. 255821
เน่ืองจากข้อมูลที่ศึกษาการวัดพลังงานพื้นฐานในคนไทยนั้นยังไม่ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่และทุกกลุ่มอายุ
จงึ ยงั ไมส่ ามารถกำ� หนดเปน็ สมการคำ� นวณการเผาผลาญพลงั งานของคนไทยในขณะนไ้ี ด้ จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งใชส้ มการ
ปริมาณสารอาหารอา้ งองิ ที่ควรไดร้ ับประจ�ำ วันสำ�หรบั คนไทย พ.ศ. 2563
47
ที่มีการรวบรวมและก�ำหนดไว้ในรายงานของ FAO/WHO/UNU4 ไปก่อนจนกว่าจะมีการศึกษาในคนไทยมาก
เพียงพอท่จี ะก�ำหนดเป็นสมการท่มี ีความถกู ต้องและเหมาะสมกับคนไทยมากข้ึน
พลังงานทค่ี วรไดร้ บั จากอาหารท่ีบรโิ ภคตอ่ วนั สำ� หรับเดก็ ทีม่ ีอายมุ ากกวา่ 1 ปี ผใู้ หญ่ และผสู้ ูงอายุ โดยใช้
นำ�้ หนกั อา้ งองิ ของประชากรไทยแทนคา่ สมการในตารางท่ี 5 และคำ� นวณพลงั งานในแตล่ ะกจิ กรรม ไดแ้ ก่ กจิ กรรม
เบา ปานกลาง และหนกั แสดงไว้ในตารางที่ 8
ตารางที่ 8 พลงั งานทคี่ วรได้รับจากอาหารทบ่ี รโิ ภคตอ่ วันในแตล่ ะระดับกิจกรรมสำ� หรับกลุ่มบคุ คลวัยตา่ ง ๆ
* น�ำ้ หนักอ้างองิ ของประชากรไทย
† BMR แทนค่า น้�ำหนกั ลงในสมการตามตารางท่ี 5
‡ พลังงานท่ตี อ้ งการในแตล่ ะระดับกิจกรรม ค�ำนวณจากค่าผลคณู ระหว่าง BMR และ PAL
II ค่าแฟคเตอร์กิจกรรมเบา แทนด้วย 1.4
** ค่าแฟคเตอร์กิจกรรมปานกลาง แทนดว้ ย 1.7
†† คา่ แฟคเตอรก์ ิจกรรมหนกั แทนดว้ ย 2.0
‡‡ อายุ 1 ปี ถงึ ก่อนอายุ 4 ปี
*** ใชส้ มการในตาราง 5 ของกลมุ่ อายุ 10-18 ป:ี เพศชาย (17.686 x นำ้� หนกั ) + 658.2 และเพศหญิง
(13.384 x น้ำ� หนัก) + 692.6
หญงิ ตั้งครรภ์
หญงิ ตงั้ ครรภต์ อ้ งการพลงั งานเพมิ่ ขน้ึ เพอ่ื ใชใ้ นการสรา้ งเนอ้ื เยอื่ และการเจรญิ เตบิ โตของทารกในครรภ์
รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงร่างกายของหญิงต้ังครรภ์ท่ีมีความแตกต่างกันไปในแต่ละไตรมาส การได้รับพลังงานท่ี
เพียงพอไมม่ ากหรอื นอ้ ยกวา่ ความต้องการท่เี พมิ่ ขนึ้ ในแต่ละไตรมาส ชว่ ยใหน้ �้ำหนักตวั ของหญงิ ตง้ั ครรภ์เพิม่ ขึ้น
ในปริมาณทีเ่ หมาะสม ชว่ ยลดอบุ ัติการณข์ องการเกดิ ทารกน�้ำหนกั ตัวนอ้ ย (low birth weight) และนอกจากนี้
ยังช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์โดยปริมาณน้�ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ที่ควรไดร้ บั ประจ�ำ วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
48
ขณะตง้ั ครรภ์ (gestational weight gain) ทเี่ หมาะสมของหญงิ ตงั้ ครรภท์ มี่ คี า่ ดชั นมี วลกายกอ่ นตงั้ ครรภ์ 18.5-24.9
กโิ ลกรัมตอ่ ตารางเมตร ควรมนี ำ้� หนกั ตลอดการตั้งครรภเ์ พม่ิ ประมาณ 10-14 กโิ ลกรัม หรือค่าเฉลี่ยโดยประมาณ
12 กโิ ลกรมั 4,22 อย่างไรก็ดี สามารถสรปุ นำ้� หนักตวั ท่คี วรเพ่มิ ขนึ้ ขณะตั้งครรภ์ ดงั แสดงในตารางที่ 9
ตารางที่ 9 นำ�้ หนักตัวเพ่มิ ขึ้นทง้ั หมดตลอดการตงั้ ครรภ์ แบ่งตามค่าดัชนมี วลกายก่อนการตั้งครรภ์
ทีม่ า: Institute of Medicine/National Research Council, 200923
หญงิ ตัง้ ครรภต์ อ้ งการพลังงานและสารอาหารมากกว่าปกติ จากคา่ BMR ที่เพิม่ ข้ึน และการเก็บสะสม
พลงั งานในเนอื้ เยอื่ ไขมนั /โปรตนี เพอ่ื ใชใ้ นการเจรญิ เตบิ โตของทารกในครรภ์ (รอ้ ยละ 42) มดลกู (รอ้ ยละ 17) เลอื ด
(รอ้ ยละ 14) การสรา้ งและขยายตวั ของรก (รอ้ ยละ 10) และเตา้ นม (รอ้ ยละ 8)24,25 นอกจากนยี้ งั มกี ารสะสมพลงั งาน
ไว้เพื่อใช้ในการคลอดและให้นมบุตร แต่การได้พลังงานและสารอาหารที่มากหรือน้อยกว่าความต้องการของ
รา่ งกายจะสง่ ผลเสียตอ่ สุขภาพของหญิงตงั้ ครรภ์และทารกได้
ตารางที่ 10 แสดงตวั อยา่ งการคำ� นวณพลงั งานทเี่ พมิ่ ขน้ึ ขณะตง้ั ครรภ์ เพอ่ื ใหน้ ำ้� หนกั ตวั ของหญงิ ตงั้ ครรภ์
เพิ่มข้ึนในปรมิ าณท่ีเหมาะสม (12 กโิ ลกรมั ) จะเห็นไดว้ า่ คา่ พลงั งานท่ีเพิ่มขน้ึ ของหญิงตงั้ ครรภ์ทีค่ �ำนวณจากค่า
TEE ท่ีเพ่มิ ขึ้น (ข้อ 3 ตารางท่ี 10) เท่ากับ 76,530 กโิ ลแคลอรี มีคา่ ต่างจากคา่ ที่คำ� นวณจากทฤษฎี (80,000
กโิ ลแคลอรี)16 เพยี งเลก็ นอ้ ย ประมาณร้อยละ 4
ตารางที่ 10 อตั ราการสะสมเนื้อเยื่อและพลังงานทีเ่ พมิ่ ขนึ้ ของหญงิ ต้งั ครรภ์ท่มี นี ำ้� หนักเพิ่มข้ึนตลอด
การตง้ั ครรภ์เฉลยี่ 12 กิโลกรัม
ปริมาณสารอาหารอ้างอิงท่คี วรไดร้ ับประจำ�วนั ส�ำ หรับคนไทย พ.ศ. 2563
49