The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by KITTIPONG KUMPAPONG, 2021-11-30 22:52:08

Sampling Guide มหาวิทยาลัยมหิดล

SamplingGuide

MN-WI-EC-G-002/02
แกไ้ ขครง้ั ที่ 02

คู่มือการเก็บและสง่ สงิ่ ส่งตรวจจากสัตว์
เพ่ือการตรวจวนิ จิ ฉยั ทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร

จดั ทาโดย
ศนู ย์เฝ้าระวงั และตดิ ตามโรคจากสตั วป์ า่ สัตวต์ ่างถน่ิ และสตั วอ์ พยพ

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล

คานา

การตรวจวินิจฉยั ทางห้องปฏบิ ัตกิ ารมคี วามสาคญั อย่างย่ิงในการคัดกรองและยืนยันการเกิดโรคท้ังใน
มนุษย์และสัตว์ ผลที่ได้จากการตรวจยังสามารถใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาการระบาดเพื่อหาแหล่งที่มาและ
ความเชื่อมโยงของเช้ือก่อโรคในแต่ละพื้นท่ี ซึ่งจะช่วยให้การสอบสวน การเฝูาระวัง การควบคุม และการ
ปูองกนั โรคมปี ระสิทธิภาพมากขน้ึ ดังนนั้ การไดม้ าซึง่ สิ่งส่งตรวจและการนาส่งสิ่งส่งตรวจท่ีถูกต้องเหมาะสมจึง
มคี วามสาคญั มากต่อการตรวจวินจิ ฉัยทถ่ี ูกตอ้ งและแม่นยา

คู่มือฉบับน้ีจึงรวบรวมวิธีปฏิบัติท่ีถูกต้องในการเก็บและส่ิงส่งตรวจ ชนิดสิ่งส่งตรวจที่เหมาะสมต่อ
การตรวจเช้ือก่อโรคแต่ละชนิด ด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการต่างๆ เช่น การเพาะเลี้ยงเซลล์ การตรวจทางอณู
ชวี วทิ ยา และการตรวจทางซีรัม่ วิทยา นอกจากนั้น ยังมีการรวบรวมรายการโรคท่ีสามารถตรวจได้โดยศูนย์เฝูา
ระวังฯ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งขั้นตอนในการรับส่งส่ิงส่งตรวจและติดต่อ
ประสานงานกับทางศูนย์เฝูาระวังฯ เพ่ือเป็นแนวทางในการส่งส่ิงส่งตรวจเพื่อการตรวจวินิจฉัยกับทางศูนย์เฝูา
ระวังฯ นอกจากนี้ ยงั มกี ารรวบรวมส่ิงส่งตรวจของโรคตดิ ตอ่ จากสัตว์สู่คนทส่ี าคญั ท่ีควรเฝูาระวังในประเทศไทย
โดยแบ่งเปน็ กลุม่ โรคไวรัส กลุ่มโรคแบคทีเรีย และกลุม่ โรคปรสติ เพอ่ื เพม่ิ ความตระหนักรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับ
โรค และเตรยี มพรอ้ มรบั มือกบั โรคเหลา่ น้ีไดอ้ ยา่ งทนั ท่วงที

ทางผู้จัดทาหวังว่า คู่มือฉบับนี้จะเป็นแนวทางในการเก็บและส่งตรวจส่ิงส่งตรวจจากสัตว์เพ่ือการ
ตรวจวนิ ิจฉัยทางหอ้ งปฏิบตั ิการท่ีถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

ศูนย์เฝา้ ระวังและติดตามโรคตดิ ตอ่ จากสตั ว์ป่า สตั วต์ า่ งถ่ิน และสตั วอ์ พยพ
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
มกราคม 2561

กองบรรณาธกิ าร
 ผศ.ดร.นายสัตวแพทย์วทิ วชั วิริยะรตั น์
 ผศ.ดร.นายสตั วแพทย์ธนศักดิ์ ช่างบรรจง
 อ.ดร.สัตวแพทย์หญงิ ศรินทร์ สวุ รรณภกั ดี
 ดร.ลดาวัลย์ สารยิ า
 สตั วแพทยห์ ญงิ นรรี ตั น์ สังขะไชย
 นางสาวปุญญพฒั น์ เศษวิสยั
 นางสาวตตยิ นุช แชม่ ใส
 นายทิฆเวท เวฬุวนารกั ษ์
 นายเอกรนิ ทร์ แซ่ฉิน

สารบัญ หน้า

เรอ่ื ง 1
2
หลกั การเกบ็ และส่งสงิ่ ส่งตรวจตรวจ 3
วิธกี ารนาส่งส่ิงสง่ ตรวจ 4
การปฏเิ สธรับสงิ่ สง่ ตรวจ 4
การรายงานผลการตรวจวเิ คราะห์/ทดสอบ 4
การขอแกไ้ ขรายงานผลการวิเคราะห์/ทดสอบ 4
การขอสาเนารายงานผลการวิเคราะห์/ทดสอบ 5
การตดิ ตอ่ ประสานงาน 5
รายการโรคท่สี ามารถส่งตรวจโดยการเพาะเล้ยี งเซลล์ 7
รายการโรคทส่ี ามารถส่งตรวจทางอณชู ีววิทยา 9
รายการโรคท่ีสามารถสง่ ตรวจทางซรี ั่มวิทยา 10
การเกบ็ ส่ิงส่งตรวจประเภทเลอื ด 11
11
- เลือดครบสว่ น (Whole blood) 12
- ซีร่มั (Serum) 13
- สเมยี รเ์ ลอื ด (Blood smear) 14
- หยดเลือดแหง้ (Dried blood spot)
การเก็บเซลลเ์ ย่อื บผุ นงั สาไส้ใหญ่ (Rectum) หรอื ช่องทวารรวม (Cloaca) 15
การเก็บเซลล์ในระบบทางเดินหายใจหรอื ส่ิงคัดหล่ังจากบรเิ วณคอหอยส่วนปาก 16
(Oropharynx) หลอดลม (Trachea) และคอหอยส่วนจมูก (Nasopharynx) 17
การเกบ็ อจุ จาระ 18
การเก็บช้นิ เนอ้ื
การเกบ็ ปัสสาวะ 19
การเก็บขนจากสตั วป์ ีกทม่ี ีกระเปาะโคนขน (Feather bulb collection)
รายการสรุปชนดิ สิ่งส่งตรวจ อาหารเลีย้ งเชื้อ การเก็บรกั ษาและวิธที ี่ใชใ้ นการตรวจหา
เชือ้ ในหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร

สารบญั (2) หนา้

เรื่อง 19

การเก็บสิ่งส่งตรวจปรสิตภายนอกชนิดไม่มีปีก เพ่ือส่งจาแนกชนิด และตรวจโรคทาง 19
อณชู วี วทิ ยา 20
20
- การเกบ็ เหบ็ 21
- การเกบ็ เหา 21
- การเกบ็ หมัด
- การเกบ็ ไร 21
การเก็บสง่ิ สง่ ตรวจปรสิตภายนอกชนิดมปี ีก เพื่อส่งจาแนกชนิด และตรวจโรคทางอณู 21
ชีววิทยา 23
- การเกบ็ แมลงวนั และเหลอื บ 23
- การเกบ็ ยงุ 23
- การเกบ็ ริ้นน้าจดื และรนิ้ ฝอยทราย
การขนสง่ สิง่ ส่งตรวจ 23
- การขนสง่ ของเหลว 26
- ขอ้ ควรปฏิบัติในการจดั เก็บส่ิงสง่ ตรวจเพื่อการขนสง่ 26
- การขนส่งสงิ่ ส่งตรวจระหว่างประเทศ 26
- การบรรจุสิง่ สง่ ตรวจทางคลินิกและสิง่ สง่ ตรวจไวรัสเพ่ือการขนส่ง 27
- การแบง่ ระดับของสง่ิ สง่ ตรวจ 27
- การทาสัญลักษณ์
- การควบคุมอณุ หภูมิขณะขนสง่ 28
- การวางแผนการขนสง่ 28
- การจดั การล่วงหนา้ สาหรับผรู้ ับ 28
- การจดั การล่วงหน้าสาหรบั ผู้ขนสง่ 29
- การเตรียมเอกสารและการส่งพัสดุ 29
- การแจ้งเตอื นสาหรบั ผรู้ บั 29
- การแจง้ เตือนสาหรบั ผสู้ ่ง 29
- ความปลอดภัยในการรบั ของห้องปฏิบัติการ

สารบญั (3) หน้า

เร่ือง 30
30
โรคติดตอ่ จากสตั ว์สูค่ นทส่ี าคญั ที่ควรเฝา้ ระวงั ในประเทศไทย 30
1. กล่มุ โรคไวรสั 30
1.1 โรคไข้หวดั นก Avian Influenza (AI) 31
1.2 โรคไขส้ มองอักเสบ Japanese encephalitis (JE) 32
1.3 โรคไข้สมองอักเสบจากเชอ้ื ไวรสั เวสตไ์ นล์ West Nile virus (WNV) 32
1.4 โรคสมองอักเสบนปิ าห์ (Nipah) 33
1.5 โรคเฮอร์ปไี วรัส (Herpes virus) 33
2. กลุ่มโรคแบคทเี รยี 34
2.1 โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) 34
2.2 โรควัณโรค (Mycoplasmosis) 35
2.3 โรคไขเ้ หบ็ กระต่ายหรอื ไขเ้ ห็บกวาง (Tularemia) 36
2.4 โรคแท้งติดตอ่ (Brucellosis) 36
2.5 โรคไขค้ วิ (Q-Fever) 36
3. กลุ่มโรคปรสติ 37
3.1 โรคฟลิ าเรยี ของระบบนา้ เหลอื ง (โรคเท้าช้าง: Lymphatic filariasis) 38
3.2 โรคทอ็ กโซพลาสโมซสิ (Toxoplasmosis)

เอกสารอา้ งอิง

1

ค่มู ือการเก็บและสง่ สิง่ ส่งตรวจจากสัตว์เพือ่ ตรวจวินจิ ฉัยทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
ศูนยเ์ ฝ้าระวงั และติดตามโรคจากสตั ว์ปา่ สัตว์ตา่ งถน่ิ และสัตว์อพยพ
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล

หลักการเกบ็ และสง่ สิง่ ส่งตรวจ
คุณภาพของส่ิงส่งตรวจมีผลอย่างมากในการตรวจวิเคราะห์และการประมวลผล เพื่อหาข้อสรุปหรือ

แนวทางในการจัดการกับโรคต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซ่ึงผู้เก็บส่ิงส่งตรวจควรมีการเก็บและการนาส่ง
สง่ สง่ ตรวจอยา่ งถูกต้องไปยังหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร โดยหลกั การทั่วไปในการเก็บส่ิงส่งตรวจควรต้องคานึงถึงหลักท่ัวไป
ดังนี้

- ขอ้ มลู สัตว์ปุวย
- การระบตุ ัวสัตว/์ หมายเลขประจาตัวสตั ว์ และหมายเลขส่งิ ส่งตรวจ
- ชนิดส่ิงส่ิงตรวจ บริเวณหรือตาแหน่งท่ีมีโอกาสพบเชื้อสูง และปริมาณสิ่งส่งตรวจที่ต้องใช้ในการ
ตรวจ
- วิธีในการเก็บสิง่ ส่งตรวจ
- วิธกี ารปูองกันตนเองและการแพร่กระจายของเชื้อ
- บรรจภุ ัณฑท์ ่ีเหมาะสม
- ระยะเวลา และกระบวนการนาสง่ ส่ิงส่งตรวจ
ดังนั้นก่อนทาการเก็บสิ่งส่งตรวจเพ่ือตรวจหาโรค ผู้เก็บส่ิงส่งตรวจควรทาการวินิจฉัยแยกโรค
(Differential diagnosis) ของสัตว์ท่ีต้องการเก็บสิ่งส่งตรวจก่อนว่าสงสัยเป็นโรคอะไรบ้าง และศึกษาวิธีการ
ตรวจโรคน้ันๆ เพ่ือท่ีจะได้เลือกวิธีเก็บส่ิงส่งตรวจให้เหมาะสมกับการตรวจโรคต้องสงสัย นอกจากนี้ควรติดต่อ
ห้องปฏบิ ตั ิการท่ีรับตรวจ โดยแจ้งให้ทางห้องปฏิบัติการทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วันเพื่อการจัดเตรียมน้ายา
และอุปกรณ์ที่จาเป็นสาหรับการเก็บส่ิงส่งตรวจ ขณะทาการเก็บส่ิงส่งตรวจผู้ทาการเก็บต้องเขียนรายละเอียด

บนบรรจภุ ณั ฑท์ สี่ ง่ ตรวจใหค้ รบถว้ น เช่น ชอ่ื ชนดิ ตัวอยา่ ง รหัสสัตว์ วนั เวลา สถานที่ ชนดิ สตั ว์ เพศ พนั ธ์ุ เพ่อื
ประโยขน์ในการจดั การสัตวป์ ุวยอย่างถูกต้องต่อไป และบันทึกรายละเอียดของท่ีได้ทาการเก็บลงในแบบฟอร์ม
เก็บสิ่งส่งตรวจ กรณีทาการเก็บส่ิงส่งตรวจจากสัตว์ที่ต้องสงสัยการติดเช้ือโรคติดต่อสัตว์จากสัตว์สู่คน
(Zoonotic diseases) ผู้ท่ีทาการเก็บส่ิงส่งตรวจจาเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรการปูองกันการติดเช้ือ ด้วยการ
สวมใส่อุปกรณ์ปูองกันส่วนบุคคล (Personal protection equipment: PPE) (ภาพที่ 1) ให้เหมาะสมกับการ
ปอู งกนั ตามระดบั ความรนุ แรงของเชอื้ กอ่ โรคน้นั ไดแ้ ก่การใส่ถงุ มอื แวน่ ตาและหนา้ กาก เปน็ ต้น

การส่งส่ิงตรวจตรวจ ต้องนาส่งสิ่งตรวจมาพร้อมกับใบส่งส่ิงส่งตรวจท่ีกรอกรายละเอียดอย่าง
ครบถ้วน โดยภาชนะทบ่ี รรจุสิ่งสง่ ตรวจตรวจตอ้ งมีปูายชือ่ หรอื รหสั และตรวจสอบให้ตรงกบั ใบนาสง่ สิ่งส่งตรวจ
ภาชนะท่ีใส่สิ่งส่งตรวจจะต้องถูกปิดให้เรียบร้อยและบรรจุให้แน่นหนาเพื่อปูองกันสิ่งส่งตรวจหกหรือแตก
ระหว่างขนส่ง โดยเฉพาะสิ่งส่งตรวจส่งตรวจโรคสัตว์สู่คน (Zoonosis) จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานข้อ
กาหนดการขนส่งเช้ือโรคและสารพิษจากสัตว์ (WHO: Guidance on regulations for the Transport of
Infectious Substances) ซงึ่ ต้องบรรจใุ นภาชนะที่สามารถปิดมิดชิดอย่างน้อยสองชั้น บรรจุในกล่องด้านนอก
ท่ีมีข้อความหรือเคร่ืองหมายเตือน “Biohazard material” ระบุชื่อผู้รับผิดชอบ ชื่อผู้ส่ง และช่ือผู้รับพร้อม
เบอรโ์ ทรศัพท์ตดิ ตอ่ กรณสี งิ่ ส่งตรวจสง่ ที่ใช้สาหรบั ตรวจหาเชื้อไวรสั หรือเช้อื แบคทีเรยี บางชนิดจะต้องเก็บ โดย
ควบคมุ อณุ หภมู ิใหอ้ ยปู่ ระมาณ 4 องศาเซลเซยี ส ตลอดการขนส่งมายังหอ้ งปฏิบตั กิ าร

2

ภาพท่ี 1 อุปกรณป์ ูองกันส่วนบุคคล (Personal protection equipments : PPE) เบอื้ งตน้
วธิ ีการนาสง่ สิ่งส่งตรวจ
เพื่ออานวยความสะดวกในการส่งสิ่งส่งตรวจ ผนู้ าส่งส่งิ สง่ิ ตรวจสามารถกระทาได้ดังน้ี

1. นามาส่งด้วยตนเอง ส่งที่จุดรับสิ่งส่งตรวจ ศูนย์ตรวจวินิจฉัยทางการสัตวแพทย์ ชั้น 1 อาคาร
เรียนและปฏิบัติการรวมทางด้านสัตวศาสตร์และสัตวแพทยศาสตร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 16.30 น. โดยไม่
หยุดพักเที่ยง และถ้าเป็นวันหยุดราชการหรือนอกเวลาราชการควรติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าท่ีก่อนส่งส่ิง
ส่งตรวจ แต่หากเป็นกรณีเร่งด่วน เช่น การตรวจสิ่งส่งตรวจสงสัยโรคไข้หวัดนก จะมีเจ้าหน้าท่ีมารอรับส่ิงส่ง
ตรวจตลอดเวลา (ควรประสานงานกับเจ้าหน้าท่ีก่อนสง่ ทกุ ครง้ั ) (ภาพท่ี 2)

2. ส่งทางไปรษณีย์ สิ่งส่งตรวจท่ีเน่าเสีย หรือ เส่ือมสภาพได้ง่ายไม่ควรส่งด้วยวิธีน้ี แต่ถ้าจาเป็น
และสามารถปูองกันการเปล่ียนสภาพของสิ่งส่งตรวจได้ ควรส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (เฉพาะหน่วยงานราชการ
เท่าน้นั )

3. ส่งทางรถยนต์โดยสาร ต้องแจง้ หมายเลขรถ สถานรี ับของ และกาหนดเวลาถึงที่หมาย โดยทาง
โทรศพั ทแ์ ละโทรสาร (เฉพาะหน่วยงานราชการเทา่ น้นั )

3

ภาพที่ 2 แสดงแผนภาพลาดับขนั้ ตอนในการรับ-สง่ ตวั อย่างและการรายงายผล
การปฏิเสธรบั สง่ิ สง่ ตรวจ

ศนู ยเ์ ฝูาระวงั ฯ คณะสตั วแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิ ล ขอสงวนสิทธ์ิในการปฏิเสธรับสิ่งส่งตรวจ
ในกรณที ส่ี ิ่งส่งตรวจอาจมีการเสื่อมสภาพหรอื มีการปนเปือ้ น ซ่ึงจะทาให้ผลการตรวจวเิ คราะห์ผิดพลาด (โปรด
ศึกษารายละเอียดเพิม่ เตมิ ในส่วนการให้บรกิ ารของงานตา่ งๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ ง) ดังนี้

1. ไมม่ แี บบฟอรม์ นาสง่ สงิ่ ส่งตรวจ
2. ขอ้ ความบนฉลากไม่ตรงกบั แบบฟอร์มนาสง่ หรอื ขอ้ มลู เอกสารท่ีจาเปน็ ไม่ครบถว้ น
3. ไม่ได้แจ้งวัตถุประสงคใ์ นการตรวจวิเคราะห์ และวิธกี ารตรวจวิเคราะหท์ ต่ี อ้ งการ
4. สิ่งส่งตรวจมปี ริมาณน้อยไมเ่ พียงพอตอ่ การตรวจวิเคราะห์
5. สง่ิ สง่ ตรวจส่งตรวจเก็บไวใ้ นอณุ หภมู ทิ ่ไี ม่เหมาะสม หรือมีสภาพไมเ่ หมาะสม เช่น เน่าเสีย มีการ
รว่ั ไหล เป็นตน้
6. ภาชนะบรรจุสิ่งสง่ ตรวจบิดเบี้ยว แตกหัก
7. เกบ็ ส่งิ สง่ ตรวจไวน้ านเกินกาหนดเวลา
8. การเก็บส่งิ ส่งตรวจไมถ่ กู ต้อง ใชอ้ าหารเลย้ี งเช้ือผิดชนิด สงิ่ ส่งตรวจผิดประเภท

4

การรายงานผลการตรวจวเิ คราะห์/ทดสอบ
ศนู ย์เฝูาระวงั ฯ คณะสตั วแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล จัดสง่ รายงานผลวิเคราะห์/ทดสอบ ดงั น้ี
1. มารบั รายงานผลวิเคราะห/์ ทดสอบ ดว้ ยตนเอง
2. จัดสง่ รายงานผลวิเคราะห์/ทดสอบ ไปยงั ผู้ส่งสิง่ สง่ ตรวจทางไปรษณียแ์ บบลงทะเบยี น
3. ในกรณีเร่งด่วน การรายผลการตรวจ จะส่งรายงานผลวิเคราะห์ทางโทรสารหรือจดหมาย

อเิ ล็กทรอนกิ ส์ และจดั สง่ รายงานฉบับจริงทางไปรษณยี ์

การขอแก้ไขรายงานผลการวิเคราะห์/ทดสอบ
กรณีที่พบข้อผิดพลาดในการรายงานผลการวิเคราะห์/ทดสอบ เช่น พิมพ์ผิด ข้อความไม่ครบถ้วน

หรือผู้ใช้บริการขอแก้ไขเพ่ิมเติมข้อความในรายงานผล ให้ทาหนังสือถึงหัวหน้าศูนย์เฝูาระวังฯ เพ่ือพิจารณา
โดยไมเ่ สยี ค่าใชจ้ า่ ย

การขอสาเนารายงานผลการวิเคราะห์/ทดสอบ
ผู้ ใ ช้ บ ริ กา ร ส า ม า ร ถข อส า เ น า ร า ย ง า น ผ ล วิ เ คร า ะห์ /ท ด ส อบ ได้ โ ด ย ท า ห นั ง สื อถึง หั ว ห น้ า ศูน ย์

เฝูาระวังฯ หรือกรอกคาร้อง แจ้งรายละเอียดเก่ียวกับส่ิงส่งตรวจ วันที่ส่งตรวจ เลขท่ีสิ่งส่งตรวจหรือเลขที่
รายงาน เพื่อใหส้ ามารถสืบคน้ สาเนาได้ถูกต้อง รวดเร็ว

การติดตอ่ ประสานงาน ต่อ 1400
หมายเลขโทรศัพท์ และโทรสาร ท่ีสามารถติดต่อได้ ต่อ 1507
โทรศัพท์ 0 2441 5242-4 ต่อ 1113
โทรสาร 0 2441 5236 ตอ่ 1201 หรอื 1917
http://www.vs.mahidol.ac.th
- คณบดี
- รกั ษาการแทนหวั ศนู ย์เฝูาระวังฯ
- ศูนย์ตรวจวนิ ิจฉัยทางการสัตวแพทย์
- ศนู ย์เฝูาระวังฯ

5

รายการโรคทสี่ ามารถส่งตรวจไดท้ ี่ หอ้ งปฏบิ ตั ิการ
ศนู ยเ์ ฝา้ ระวงั และตดิ ตามโรคจากสตั วป์ ่า สัตวต์ า่ งถน่ิ และสตั วอ์ พยพ

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหดิ ล

รายการโรคทส่ี ามารถส่งตรวจโดยการเพาะเล้ียงเซลล์

กลุ่มโรคไวรัส สิ่งส่งตรวจ ราคา ระยะเวลา
ที่สามารถสง่ ตรวจ (บาท) ดาเนินการ
14 วันทาการ
Avian Influenza virus (H5N1) Fe, Mu, Or, Sa, Se 1,800 14 วนั ทาการ
2,400 14 วนั ทาการ
Canine Distemper virus (CDV) Fe, Mu, Or, Sa, Se, WB, 2,400 14 วันทาการ
1,800 14 วันทาการ
Japanese Encephalitis virus (JEV) Fe, Mu, Or, Sa, Se, WB, 2,400 14 วนั ทาการ
1,800
Newcastle disease virus (NDV) Fe, Mu, Or, Sa, Se, WB,

Duck flavivirus ชน้ิ เนื้อ (สมอง)

Iridovirus (FV3) Skin swab

รายการโรคทีส่ ามารถส่งตรวจทางอณชู วี วทิ ยา สง่ิ ส่งตรวจ ราคา ระยะเวลา
ทส่ี ามารถส่งตรวจ (บาท) ดาเนนิ การ
กลุ่มโรคไวรัสทีส่ ามารถตดิ คนได้ Fe, Mu, Or, Sa 7 วนั ทาการ
Mu, Or, Sa, Ur, WB 1,500 7 วันทาการ
Avian Influenza virus (H5N1) WB, Mu, Fe, Or, Sa 1,500 7 วนั ทาการ
Hantavirus (HV) WB, Or 1,500 7 วันทาการ
Hepatitis E Virus (HEV) WB, Se, Or 7 วันทาการ
Hepatitis B virus WB, Mu, Sa, CSF, Or 700 7 วนั ทาการ
Hepatitis C virus 850
Herpes B Virus (Cercopithecinae CSF, Mu, Or, Sa, WB 800 7 วันทาการ
herpesvirus 1, CHV-1) CSF, Mu, Or, Sa, WB 7 วนั ทาการ
Herpes Simplex virus type 1,2 700 7 วันทาการ
Japanese Encephalitis virus (JEV) CSF, Mu, Or, Sa, Ur, WB 1,500 7 วนั ทาการ
Monkeypox virus Neural tissues, or, 1,500 7 วนั ทาการ
Nipah virus (NiV) lesion scrapings, baccal 1,500
Simian Herpes B virus or eye swab 7 วนั ทาการ
(Cercopithecine herpesvirus 1) CSF, Mu, Or, Sa, Ur, 700 7 วันทาการ
CSF, Or , WB ระยะเวลา
Rabies virus (RV) 1,500 ดาเนินการ
West Nile virus (WNV) สิ่งส่งตรวจ 1,500 7 วันทาการ
ทส่ี ามารถสง่ ตรวจ ราคา 7 วนั ทาการ
กลุ่มโรคแบคทเี รียที่สามารถติดคนได้ Fe, Mu, Sa, WB (บาท)
Fe, Mu, Or
Bacillus anthracis (Anthrax) Or, Ur, Va 700
Chlamydophila psittaci (psittacosis) 900
Chlamydophila trachomatis

Francisella tularensis (Tularemia) Mu, Sa, WB 1,500 6
700
Leptospira spp. WB, Fe, Or, Ur 700 7 วันทาการ
700 7 วันทาการ
Mycoplasma spp. Or, Sa, WB 7 วนั ทาการ
1,500 7 วนั ทาการ
Toxoplasma gondii (Toxoplasmosis) CSF,Fe(Feline Only), WB ราคา 7 วันทาการ
(บาท) ระยะเวลา
Yersinia pertussis (Plaque) Mu, Or, Sa, WB ดาเนินการ
600 7 วันทาการ
กลมุ่ โรคตดิ เชือ้ ในสัตวป์ ีก ส่งิ สง่ ตรวจ
ทสี่ ามารถส่งตรวจ A* 7 วันทาการ

จาแนกเพศนก Feather bulb (at least 700 7 วันทาการ
900 7 วันทาการ
3), WB 850 7 วนั ทาการ
A* 7 วันทาการ
Avian Polyomavirus (APV) Feather bulb (at least
700 7 วนั ทาการ
3), WB ราคา ระยะเวลา
(บาท) ดาเนินการ
Chicken anemia virus (CKAV) WB 7 วนั ทาการ
900 7 วันทาการ
Chlamydophila psittaci WB 800
-
Newcastle disease virus (NDV) Fe, Mu, Sa -
ระยะเวลา
Psittacine Beak and Feather disease Fe, Mu, Or, Sa, WB ราคา ดาเนนิ การ
(บาท) 7 วนั ทาการ
(PBFD) 7 วนั ทาการ
700 7 วนั ทาการ
Pasteurella multocida (Flow cholera) NS, WB 850
700 7 วนั ทาการ
กลุม่ โรคตดิ เชือ้ ในวัวและสกุ ร ส่ิงส่งตรวจ
ที่สามารถสง่ ตรวจ 700 7 วันทาการ
7 วนั ทาการ
Bovine Herpesvirus type 1 (BoHV-1) WB 850
850 7 วนั ทาการ
Porcine Circovirus type 2 (PCV-2) Mu, Or, Sa, Se, WB
700
Porcine resproductive and respiratory Mu, Or, Se, WB

syndrome virus : PRRS

กล่มุ โรคตดิ เช้อื ในสุนัขและแมว ส่ิงส่งตรวจ
ทส่ี ามารถส่งตรวจ

Canine Adenovirus (CAV) WB

Canine Distemper virus (CDV) WB

Canine Parvovirus (Canine Parvovirus: WB

CPV and Feline Parvovirus: FPV/ Feline

Infectious Enteritis/ Feline Panleukopenia

virus/ Feline Distemper virus)

Ehrlichia canis, Hepatozoon canis, WB

Babesia sp.

Feline Calicivirus (FCV) Mu, Or, Sa, WB

Feline Coronavirus (FCoV)/ Feline AF, Se, TF, WB

Infectious Peritonitis virus (FIPV)

Feline Enteritis virus (FEV) Fe, Mu, Or, Sa, WB

กล่มุ โรคตดิ เชอ้ื ในสุนขั และแมว สิ่งส่งตรวจ ราคา 7
ทสี่ ามารถส่งตรวจ (บาท)
Feline Hemotropic Mycoplasma/ Feline WB, Mu, Fe, Or, Sa ระยะเวลา
Bartonella 700 ดาเนินการ
Feline Herpes virus (FHV) Mu, Or, Sa 7 วนั ทาการ
Feline Immunodeficiency virus (FIV) Or, WB 700
Feline Leukemia Virus (FeLV) Or, WB 7 วนั ทาการ
800
กลมุ่ โรคในมา้ สงิ่ ส่งตรวจ ราคา 7 วนั ทาการ
ทส่ี ามารถส่งตรวจ (บาท) ระยะเวลา
Equine Herpesvirus subtype 1,4 (EH-1,4) Mu, Or, Sa, WB ดาเนนิ การ
Equine Infectious Anemia Virus (EIA) 900 7 วนั ทาการ
Surra (Trypanosoma evansi) Or, WB 850 7 วนั ทาการ
7 วันทาการ
กลุ่มโรคในสัตวน์ ้าและสตั ว์เลอื้ ยคลาน WB 700 ระยะเวลา
ราคา ดาเนินการ
Koi Herpesvirus (KHV) ส่งิ สง่ ตรวจ (บาท) 7 วันทาการ
Snake Paramyxovirus ทส่ี ามารถส่งตรวจ 7 วนั ทาการ
Gill 700
Totoise Herpes virus Organs, swabs and 1,400 7 วนั ทาการ
tracheal washes ระยะเวลา
กลุม่ โรคในช้าง Oral swab, Or 900 ดาเนินการ
ราคา 2 วันทาการ
Pan Elephant Endotheliotropic Herpes สิ่งสง่ ตรวจ (บาท)
Virus (EEHV 1-6) ที่สามารถสง่ ตรวจ ระยะเวลา
Mu, Or, Sa, WB, 2,000 ดาเนนิ การ
อน่ื ๆ 7 วนั ทาการ
สง่ิ ส่งตรวจ ราคา 7 วันทาการ
Iridovirus (Ranavirus 3) ที่สามารถส่งตรวจ (บาท) 7 วนั ทาการ
Microfilaria spp. Fe, Mu, Or, Sa, WB
Brugia malayi WB 700
WB 900

-

รายการโรคทีส่ ามารถสง่ ตรวจทางซรี มั่ วิทยา

กล่มุ โรคไวรัส สิ่งส่งตรวจ ราคา ระยะเวลา
ทีส่ ามารถสง่ ตรวจ (บาท) ดาเนนิ การ
7 วนั ทาการ
Avian Influenza Virus (H5N1) WB, Se 1200
7 วันทาการ
(by NT test, HI test or Competitive ELISA) 550
7 วนั ทาการ
Equine Infectious Anemia Virus (EIA) WB, Se, -

(by ELISA)

Hepatitis B (Detection of Surface WB, Se

antigen)

Hepatitis C (Detection of Antibody and WB, Se - 8

Antigen) 500 7 วนั ทาการ
D*
Japanese Encephalitis virus (by HI test) Se 7 วันทาการ
800 7 วันทาการ
Newcastle Disease Virus (NDV) (by HI WB, Se
ราคา 7 วนั ทาการ
test) (บาท)
ระยะเวลา
Pan Elephant Endotheliotropic Herpes WB, Se 700 ดาเนนิ การ
14 วนั ทาการ
Virus (EEHV) (by HI test)

กลุ่มโรคแบคทเี รยี สิ่งส่งตรวจ
ทีส่ ามารถส่งตรวจ

Brucellosis (by complement fixation test: WB, Se

CFT)

กลุ่มโรคปรสิต สงิ่ ส่งตรวจ ราคา ระยะเวลา
ที่สามารถส่งตรวจ (บาท) ดาเนินการ
Toxoplasma gondii
(by Indirect latex agglutination) WB, Se 700 7 วันทาการ

หมายเหตุ
A* = 700 บาท/1 ส่งิ ส่งตรวจ, 600 บาท/5-10 สิง่ สง่ ตรวจ, 500 บาท/ 11 สงิ่ สง่ ตรวจข้นึ ไป
B* = 800 บาท หากตรวจดว้ ยวธิ ี RT-PCR และ 1600 บาท หากตรวจดว้ ยวธิ ี Nested PCR
C* = 700 บาท หากตรวจด้วยวิธี PCR ใช้เวลา 7 วันทาการ และ 2000 บาท หากตรวจด้วยวิธี RT-PCR ใช้

เวลา 2 วันทาการ
D* = 1000 บาท หากตรวจดว้ ยวธิ ี HI และ 1800 บาท หากตรวจดว้ ยวธิ ี NT
ชนดิ สิง่ ส่งตรวจ
WB = Whole blood (เลือด), Se = Serum (ซีร่ัม), Mu = Mucous (เย่ือเมือก), Fe = Feces (อุจจาระ), Or
= Internal organs (อวัยวะภายใน), Sa = Saliva (น้าลาย), Ur = Urine (ปัสสาวะ), Va = Vaginal Swab
(สาลีพันปลายไม้ปูายจากช่องคลอด), AF = Abdominal Fluid (น้าในช่องท้อง), CSF = Cerebrospinal
Fluid (น้าไขสันหลัง), NS= Nasopharyngeal swab

9

การเก็บสงิ่ ส่งตรวจประเภทเลอื ด

เลอื ดเปน็ สงิ่ ส่งตรวจทีใ่ ชใ้ นการตรวจวนิ จิ ฉัยและตรวจวิเคราะห์ไดห้ ลากหลายท้ังเพ่ือประเมินสุขภาพ
ของสัตว์หรือเพ่ือตรวจโ รค โดยสามารถส่งเลือดตรวจโรคได้หลายวิธี เช่น ตรวจด้วยวิธีทาง
อณูชีววิทยา วิธีเพาะเลี้ยงเซลล์ หรือวิธีการทางซีร่ัมวิทยา ซ่ึงในการเก็บเลือดนั้นผู้ทาการเก็บต้องเป็นผู้ท่ีผ่าน
การฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติจนมีความชานาญเนื่องจากสัตว์แต่ละชนิดมีโครงสร้างทางกายวิภาคท่ีแต กต่างกัน
ออกไป ดังน้ันต้องเลือกวิธีการเก็บเลือดจากตาแหน่งท่ีเหมาะสมกับสัตว์ชนิดนั้นๆ โดยทั่วไปจะเจาะเก็บเลือด
จากเส้นเลือดดา ซึ่งวิธีการเก็บจะต้องทาให้เกิดความเครียดและความเจ็บปวดกับสัตว์น้อยที่สุด ไม่ขัดกับ
หลกั สวัสดิภาพสัตว์ การจับบังคับสัตว์ควรทาด้วยความระมัดระวัง จาบังคับอย่างถูกวิธี เหมาะสมกับสัตว์ชนิด
นนั้ ๆ ไมท่ าใหส้ ตั ว์เครยี ด อาจจะพิจารณาทาการวางยาสลบสัตว์ก่อนทาการเก็บเลือดถ้าสัตว์ตัวน้ันมีความเสี่ยง
ทีจ่ ะมีความเครยี ดมากหรอื ก่อใหเ้ กิดอนั ตรายกับตัวผเู้ กบ็ ตัวอย่างหรือผทู้ ช่ี ่วยทาการจบั บังคับสัตว์

ปรมิ าณเลือดท่ีเก็บต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณเลือดท้ังหมดในตัวสัตว์ ซ่ึงสัตว์ที่โตเต็มวัยจะมี
ปรมิ าณเลอื ดทั้งหมดในร่างกายประมาณ 55-70 มิลลกิ รัม/กโิ ลกรัม หากสัตว์ทยี่ ังไม่โตเต็มวัย สัตว์อายุมากหรือ
สตั วป์ ุวยตอ้ งประเมนิ สภาวะของสัตว์และสถานการณ์อย่างระมดั ระวัง

อปุ กรณท์ จ่ี าเปน็ ในการเกบ็ เลอื ด
- สาลีแอลกอฮอล์
- สาลีแห้ง
- เขม็ ฉีดยาปลอดเชือ้ ขนาดข้ึนกับตาแหน่งทตี่ ้องการเกบ็ และชนดิ ของสัตว์
- capillary (microhaematocrit) tubesในกรณีเกบ็ เลือดจากสัตว์ขนาดเลก็
- กระบอกฉดี ยา
- บรรจุภัณฑ์เก็บเลอื ด เช่น หลอดเกบ็ เลอื ด, กระดาษกรอง
- ท่ีทิ้งของมคี ม

วิธีการเกบ็ เลอื ด
- จบั บังคบั สตั วอ์ ยา่ งเหมาะสมกับชนิดของสัตว์ โดยไม่ขดั กบั หลกั สวสั ดภิ าพสัตว์
- ทาความสะอาดบรเิ วณทีจ่ ะทาการเก็บเลอื ดดว้ ยสาลแี อลกอฮอล์
- เจาะเก็บเลือดสัตว์จากเส้นเลือดดา ในตาแหน่งที่เหมาะสมสาหรับสัตว์ชนิดน้ันๆ ไม่เกินร้อยละ
10 ของปรมิ าณเลือดทั้งหมดในตวั สตั ว์ (ภาพที่ 3)
- ใสเ่ ลือดทเ่ี จาะไดใ้ นบรรจภุ ณั ฑ์ทเี่ หมาะสมกบั การตรวจตัวอย่างแต่ละประเภท
- ห้ามเลอื ดด้วยสาลแี หง้
- ท้ิงเขม็ ฉดี ยาลงในทที่ ิง้ ของมีคม และอุปกรณ์อน่ื ๆ แยกท้ิงเปน็ ขยะตดิ เช้อื

10

ภาพที่ 3 การเจาะเกบ็ เลือดจากเส้นเลือดดา จะเลือกใชว้ ธิ ีการและตาแหน่งตา่ งตามความเหมาะสม

เมื่อเก็บเลือดจากตัวสัตว์ได้แล้วควรเตรียมตัวอย่างเพ่ือส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการให้เหมาะสมกับ
การตรวจโรคตา่ ง ๆ ไดด้ งั นี้

1. เลอื ดครบส่วน (Whole blood)
2. ซีร่มั (Serum)
3. สเมียรเ์ ลอื ด (Blood smear)
4. หยดเลอื ดแห้ง (Dried blood spot)

เลือดครบส่วน (Whole blood)
เลอื ดครบส่วนคอื เลือดทเ่ี ก็บจากตัวสัตว์โดยตรงแล้วใสส่ ารปอู งกนั การแข็งตัวของเลือดเพื่อประโยชน์

ในการเก็บรักษาให้มรี ะยะเวลานานมากขึ้น ซึง่ มีประโยชน์อย่างมากในการตรวจวินิจฉัยโรคต่างๆ ท่ีสามารถพบ
ได้ในกระแสเลือด
อุปกรณ์ท่ีใช้

- หลอดเก็บเลือดที่มีสารปูองกันการแข็งตัวของเลือด (Anti coagulant) ชนิด Heparin หรือ
Ethylenediaminetetraacetic acid (EDTA), หรือ Sodium citrate

วธิ ีการทา
- เจาะเกบ็ เลอื ดสตั ว์จากหลอดเลือดดา
- ใส่เลือดลงในบรรจุภัณฑ์ที่มีสารปูองกันการแข็งตัวของเลือด โดยให้มีปริมาตรและปริมาณสาร

ปูองกันการแขง็ ตวั ของเลือด เหมาะสมกบั ปรมิ าณของเลอื ดทจี่ ะเกบ็ จากสัตวซ์ ึ่งมีเขียนระบุไว้ข้างบรรจภุ ณั ฑ์
- ผสมเลือดให้เข้ากับสารปูองกันการแข็งตัวของเลือดอย่างระมัดระวัง ไม่เขย่า เพื่อปูองกันไม่ให้

เมด็ เลอื ดแดงแตก
- นาไปเก็บรักษาทีอ่ ุณหภมู ิทเี่ หมาะสมก่อนนาสง่ ห้องปฏิบัตกิ าร

หมายเหตุ ปริมาณเลอื ดท่เี กบ็ ข้นึ กบั วิธีการทต่ี ้องการสง่ ตรวจ
- ควรเกบ็ เลอื ดปรมิ าณอยา่ งน้อย 0.5 -1 มิลลิลิตรในกรณีท่ีต้องการส่งตรวจโรคที่ต้องสงสัยด้วยวิธี

ทางอณูชีววิทยา โดยสามารถเก็บรกั ษาที่ 4 องศาเซลเซียส -20 องศาเซลเซยี ส หรอื –70 องศาเซลเซียส ข้ึนอยู่
กับระยะเวลากอ่ นการสง่ ตรวจ

11

- ควรเก็บเลือดปริมาณอย่างน้อย 1 มิลลิลิตรในกรณีที่ต้องการส่งตรวจโรคที่ต้องสงสัยด้วยวิธีทาง
ซีรม่ั วิทยา โดยเก็บรกั ษาตัวอย่างที่ 4 องศาเซลเซยี ส และสง่ ตัวอย่างให้ห้องปฏิบตั ิการเรว็ ท่สี ุดหากไม่ได้ปั่นแยก
พลาสมา

ซีร่ัม (Serum)
ซีร่ัมคือส่วนประกอบของเลือดทไ่ี ม่มีเซลล์และ clotting factors แต่ยังมีโปรตีนและโมเลกุลอย่างอื่น

อยู่ จึงเป็นตัวอย่างที่เหมาะสมกวา่ ในการตรวจหา antibody ตอ่ โรคตา่ งๆ เมือ่ เทยี บกบั ตัวอยา่ งพลาสมา
- ควรเก็บเลือดปริมาณอย่างน้อย 1 มิลลิลิตรในกรณีที่ต้องการส่งตรวจโรคท่ีต้องสงสัยด้วยวิธีทาง

ซีร่ัมวิทยา โดยตงั้ เลือดทิง้ ไว้ใหเ้ ลือดแขง็ ตัวทอ่ี ุณหภูมิห้อง (แต่ปูองกันจากความร้อนหรือความเย็นเกินไป) เป็น
เวลา 1-2 ชวั่ โมงแลว้ จงึ นาไปปั่นแยกซรี ัม่

- ควรเก็บเลือดปริมาณอย่างน้อย 1 มิลลิลิตรในกรณีที่ต้องการส่งตรวจโรคท่ีต้องสงสัยด้วยวิธีการ
เพาะเลี้ยงเซลล์ โดยเก็บรักษาตัวอย่างที่ 4 องศาเซลเซียส ควรป่ันแยกซีรั่มให้เร็วท่ีสุดเท่าที่จะทาได้หรือส่ง
ตวั อยา่ งให้ห้องปฏบิ ัติการเรว็ ทส่ี ุดหากไมไ่ ดป้ ั่นซีรม่ั

อุปกรณ์ท่ีใช้
- หลอดเกบ็ เลอื ดสะอาดที่ไม่มีสารปูองกันการแข็งตัวของเลือด หรือหลอดเก็บเลือดท่ีมีสารกระตุ้น

เลือดแขง็ ตัว

วธิ กี ารทา
- ควรต้งั เลอื ดทง้ิ ไวท้ ่ีอุณหภูมิห้องเพื่อใหเ้ ลือดแข็งตวั
- นามาป่ันเหว่ียงที่ความเรว็ 1500 RPM เปน็ ระยะเวลา 5-10 นาที เพื่อแยกซีรม่ั
- หากไมม่ เี คร่ืองป่นั เหวี่ยง ควรแช่เยน็ ท่ี 4-8 องศาเซลเซียส

ขอ้ ควรระวัง
- ไมค่ วรแช่แข็งตวั อย่างท่ยี งั ไมไ่ ด้แยกซีร่ัมออกเพราะจะทาให้เมด็ เลือดแตก
- หากเก็บรักษาตัวอย่างซรี ่ัมที่ 4-8 องศาเซลเซียส ไม่ควรเกบ็ เกิน 10 วนั
- หากเก็บรักษาตัวอยา่ งซีรั่มที่ -20 องศาเซลเซยี ส สามารถเก็บรกั ษาได้เปน็ ระยะเวลานาน
- ไม่ควรนาตวั อย่างออกมาละลายและนากลบั ไปแช่แข็งหลายๆ ครั้ง เพราะจะเปน็ การทาลาย IgM

สเมียร์เลอื ด (Blood smear)
การสเมียร์เลือดคือการทาให้เซลล์เม็ดเลือดกระจายตัวอย่างสม่าเสมอเป็น monolayer บนแผ่น

กระจกเพ่ือรักษาสภาพของเซลล์ให้เหมือนเดิมมากท่ีสุดซึ่งมีความสาคัญในการตรวจวิเคราะห์ลักษณะของเม็ด
เลือด องคป์ ระกอบของเลือดเช่น เกลด็ เลอื ด และการตรวจจลุ ชีพท่ีอยูเ่ ลือด (Blood-borne parasites)
อปุ กรณ์ทใ่ี ช้

- สไลดส์ ะอาด
- Spreader slide หรือสไลดท์ ม่ี ีขอบเรยี บ
- Capillary (microhaematocrit) tubes
- หลอดเก็บเลือดท่ีมีสารปูองกันการแข็งตัวของเลือด เช่น EDTA, Sodium citrate, Citrate
dextrose หรือ Heparin

12

- ดนิ สอสาหรบั เขียนระบุชอ่ื หรือหมายเลขตวั สัตว์

วธิ ีการทา
- ใช้เลือดที่เกบ็ จากตัวสัตว์แล้วรบี ทาก่อนท่เี ลือดจะแข็งตัว หรือใช้เลือดท่ีเก็บใส่หลอดเลือดที่มีสาร

ปูองกนั การแข็งตัวของเลือด
- ใช้ capillary tubes ดดู เลือดขึ้นมาพอประมาณ จากนัน้ หยดเลอื ดลงบนสไลด์ 1 หยด ให้มีขนาด

กว้างประมาณ 2-3 มลิ ลเิ มตร ท่ปี ลายข้างหนง่ึ ของสไลด์ โดยใหห้ า่ งจากปลาย 1-2 เซนติเมตร
- ถือ spreader หรือสไลด์ท่ีมีขอบเรียบ ด้วยน้ิวโปูงและนิ้วชี้ให้ทามุมประมาณ 30-40 องศากับ

สไลด์
- ลาก spreader หรอื สไลด์ทีม่ ีขอบเรยี บ ถอยหลังไปที่หยดเลือด เมื่อเลือดกระจายเป็นเส้นตรงให้

ไถ spreader หรอื สไลดท์ มี่ ีขอบเรยี บไปด้านหนา้ ด้วยความเร็วคงที่
- วางสเมียร์เลือดทิ้งไว้ให้แห้ง ใช้ดินสอเขียนระบุรายละเอียดของตัวอย่าง จากน้ันส่งให้

หอ้ งปฏิบัติการเพอ่ื ทาการตรวจต่อไป

ขอ้ ควรระวัง
- ควรทาการสเมียร์เลือดเร็วท่ีสุดเท่าท่ีหลังจากการเก็บเลือดจะทาได้เพ่ือให้มีการเปลี่ยนแปลง

รปู ร่างของเม็ดเลอื ดนอ้ ยท่สี ุด
- เขียนรายละเอียดด้วยดินสอ ไม่ใช้ปากกาเคมีเพราะระหว่างการย้อมสีอาจจะมีส่วนผสมของ

แอลกอฮอลท์ ี่ทาใหป้ ากกาเคมลี ะลาย

หยดเลอื ดแหง้ (Dried blood spot)
ตัวอย่างหยดเลือดแห้งสามารถใช้ในการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA analysis) เช่น การตรวจระบุ

เพศนก ตรวจโรค Psittacine Beak and Feather disease (PBFD) หรอื Avian Polyoma virus (APV)

อปุ กรณ์ที่ใช้
- กระดาษกรอง Whatman 2 or 3 หรือ Whatman 903
- ถงุ ปิดสนทิ (Zip lock)
- หลอดเก็บเลือดท่ีมีสารปูองกันการแข็งตัวของเลือด เช่น EDTA, Sodium citrate, Citrate
dextrose หรอื Heparin)

วธิ กี ารทา
- เขยี นรายละเอยี ดเกี่ยวกบั ตวั อย่างของสัตวท์ ี่กระดาษกรองหรือถงุ ซปิ ให้ชดั เจน
- เก็บเลือดและหยดลงบนกระดาษกรองทันทีปริมาณประมาณ 2-3 หยด หรืออย่างน้อย 50

ไมโครลิตร ให้ได้หยดเลือดบนกระดาษกรองขนาด 2.54 เซนติเมตร ควรรอให้เลือดไหลซึมเป็นวงกลมหรือซึม
ลงดา้ นลา่ งของกระดาษกรอง โดย 1 ตัวอย่างควรทาการเตรียมหยดเลือดแห้งจานวน 2-3 วง หรือเก็บเลือดใส่
หลอดเก็บเลือดที่มีสารปูองกันการแข็งตัวของเลือดแล้วนามาหยดลงบนกระดาษกรองทีหลังในปริมาณท่ีได้
กล่าวมาแล้วข้างต้น

- ท้ิงไว้ในอุณหภมู ิหอ้ งให้หยดเลอื ดแหง้ ห้ามนาไปตากแดดหรือเปาุ ดว้ ยลมรอ้ น

13

- นาใส่ถงุ ปดิ สนิทโดยแยกตัวอย่างหยดเลอื ดแหง้ ของสตั วแ์ ตล่ ะตัว ไม่ควรใส่ตัวอย่างหยดเลือดแห้ง
ของสตั ว์หลายตวั ปนกันในถงุ ปิดสนิทใบเดียว ควรรีดเอาอากาศในถุงออกให้หมดแล้วตรวจสอบอีกครั้งว่าถุงปิด
สนทิ และเขียนหรือตดิ ฉลากระบตุ ัวอยา่ งทช่ี ัดเจน

- ตวั อยา่ งหยดเลือดแหง้ สามารถส่งทางไปรษณียม์ ายงั ห้องปฏิบัตกิ ารได้

ข้อควรระวัง
- ควรสวมถุงมือระหว่างทาการเก็บเลือดและเตรียมตัวอย่าง ไม่ควรให้มือเปล่าสัมผัสหยดเลือดบน

กระดาษ
- หากไม่สามารถทาการส่งตัวอย่างได้ภายใน 4 สัปดาห์ให้นาตัวอย่างแช่เย็นท่ีอุณหภูมิ 4 องศา

เซลเซยี ส หรอื แช่แข็งท่ี -20 องศาเซลเซยี ส หากเก็บตัวอย่างนานเกิน 3 เดือน และหากต้องการเก็บมากกว่า 1
ปี ควรเก็บทอี่ ุณหภมู ิ -80 องศาเซลเซียส

- หา้ มเกบ็ ตวั อย่างหยดเลอื ดทยี่ ังไมแ่ หง้ สนทิ ใส่ถงุ ปดิ สนิทเพราะอาจจะเกิดเชอ้ื รา

การเก็บเซลลเ์ ยื่อบผุ นังลาไส้ใหญ่ (Rectum) หรอื ช่องทวารรวม (Cloaca)
เซลล์เยื่อบผุ นังลาไสใ้ หญ่หรือช่องทวารรวม (กรณีสัตว์ปกี หรือสัตว์เล้ือยคลาน) ด้วยไม้พันสาลีเป็นวิธี

ที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดในการเก็บสิ่งส่งตรวจน้อย ดังน้ันจึงเป็นวิธีที่นิยมในการเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อตรวจหา
โรคติดเช้อื ในทางเดินอาหารของสตั ว์

อุปกรณท์ ใี่ ช้
- ไม้พันสาลี (Cotton swab) หรอื เรยอน (Rayon swab)
- นา้ ยารกั ษาสภาพตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่
Viral transport media ในการเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อตรวจทางอณูชีววิทยา และตรวจด้วยวิธี
เพาะเลยี้ งเซลล์
Lysis Buffer ในการเกบ็ ส่ิงสง่ ตรวจเพอื่ ตรวจทางอณูชวี วิทยา

วิธีการเก็บ
- จบั บังคับสตั ว์ใหอ้ ยใู่ นท่าทีเ่ หมาะสม
- ใช้ไม้พันสาลีหรือเรยอนใส่เข้าไปในช่องทวาร หรือช่องทวารรวมในกรณีสัตว์ปีก (ภาพท่ี 4)

สตั วเ์ ล้อื ยคลาน หมุนไม้พันสาลใี ห้ เซลลเ์ ยอ่ื บุ (Epithelium) ท่ผี นังลาไสต้ ดิ ออกมา ต้องทาอย่างเบามือ กรณีที่
สัตว์มีขนาดเล็ก และไม่สามารถสอดไม้พันสาลีเข้าไปในก้นได้ ให้เก็บมูลสัตว์ที่อยู่บริเวณนั้นแทนได้ โดย
พยายามเลอื กสง่ิ ส่งตรวจท่คี อ่ นข้างสด และไมป่ นเปอื้ นสิ่งสกปรก

- นาไม้พันสาลีจุ่มลงในหลอดท่ีมีน้ายารักษาสภาพตัวอย่าง ป่ันก้านสาลีในน้ายารักษาสภาพ
ตัวอย่างเพอ่ื ใหเ้ นอ้ื เยือ่ และเยือ่ เมอื กท่ตี ิดปลายไมพ้ ันสาลีหลดุ ออกไปในนา้ ยารกั ษาสภาพตัวอย่าง แล้วท้ิงไม้พัน
สาลี หรอื หักปลายไมพ้ นั สาลีบรเิ วณทมี่ ือจบั ทิง้ เปน็ ขยะตดิ เชือ้

ข้อควรระวัง
ห้ามใช้ไม้พันสาลีจุ่ม lysis buffer ก่อนแล้วใส่ไปในช่องช่องทวาร หรือช่องทวารรวมเพราะ lysis

buffer จะทาใหเ้ ซลล์เย่อื บผุ นงั ลาไสใ้ หญแ่ ตกในกรณใี ช้ lysis buffer เปน็ นา้ ยารกั ษาสภาพตวั อย่าง

14

ภาพที่ 4 การเกบ็ สงิ่ สง่ ตรวจโดยใชส้ าลีพนั ปลายไม้ปูายเก็บจากช่องทวารรวมของสัตว์ปกี

การเกบ็ เซลล์ในระบบทางเดินหายใจหรือส่ิงคดั หล่ังจากบรเิ วณคอหอยส่วนปาก (Oropharynx) หลอดลม
(Trachea) และคอหอยสว่ นจมกู (Nasopharynx)

เซลล์ในระบบทางเดนิ หายใจหรือส่ิงคัดหล่ังจากบริเวณคอยหอยส่วนปาก หลอดลมและคอหอยส่วน
จมูกเป็นสง่ิ ส่งตรวจทีใ่ ช้ในการตรวจโรคทีต่ ้องสงสัยทส่ี ามารถพบไดใ้ นระบบทางเดินหายใจ
อุปกรณท์ ่ใี ช้

- ไม้พันสาลี (Cotton swab) หรอื เรยอน (Rayon swab)
- น้ายารกั ษาสภาพตวั อย่าง

Viral transport media ในการเก็บส่ิงส่งตรวจเพื่อตรวจทางอณูชีววิทยา และตรวจด้วยวิธี
เพาะเลยี้ งเซลล์
Lysis Buffer ในการเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อตรวจทางอณูชวี วทิ ยา

วธิ กี ารเกบ็
การเกบ็ ส่ิงส่งตรวจสง่ิ คดั หล่ังหรือเยอื่ เมือกที่ตาแหน่งตา่ งกนั ปฏิบตั ิดังน้ี
- คอหอยส่วนจมกู ทาได้โดยนาไม้พันสาลี หรือใช้เรยอน ที่สะอาดชุบVTM ให้พอชุ่มสอดเข้าผ่านรู

จมูกไปยังช่องจมูก โดยพยายามปูายเก็บเย่ือเมือกและเน้ือเย่ือในช่องจมูกให้ติดไม้พันสาลีออกมา ควรทาอย่าง
เบามอื

- หลอดลม และคอหอยส่วนปาก ทาได้โดยนาไม้พันสาลี ที่สะอาดชุบ VTM ให้พอชุ่มสอดเข้าผ่าน
ฝาปิดกล่องเสียง (Epiglottis) ไปยังหลอดลม (Trachea) (ภาพที่ 5) โดยพยายามปูายเก็บเย่ือเมือกและ
เนื้อเย่ือในหลอดลม ให้ติดไม้พันสาลีออกมา กรณีท่ีสัตว์ขนาดเล็ก และไม่สามารถสอดไม้พันสาลีเข้าไปใน
หลอดลมได้ ให้ปูายเก็บบริเวณ ช่องเปิดบริเวณช่องปากและโพรงจมูก (Nasal Slit) เพื่อให้ได้เซลล์เยื่อบุ
น้าลาย หรือเย่อื เมอื ก (ภาพท่ี 6)

15

ภาพที่ 5 การเกบ็ สงิ่ ส่งตรวจโดยใช้สาลพี ันปลายไม้ปูายท่ชี ่องหลอดลม

ภาพที่ 6 การปูายเก็บส่ิงส่งตรวจบริเวณช่อง
ปากในสัตวข์ นาดเลก็

ข้อควรระวงั
ห้ามใช้ไม้พันสาลีจุ่ม lysis buffer ก่อนแล้วใส่ไปในช่องงทวาร หรือช่องทวารรวมเพราะ lysis

bufferจะทาให้เซลลเ์ ยอ่ื บุผนังลาไสใ้ หญแ่ ตกในกรณีใช้ lysis buffer เป็นน้ายารักษาสภาพตัวอย่าง
การเก็บอุจจาระ (Faecal collection)
อุปกรณท์ ีใ่ ช้

- บรรจภุ ณั ฑ์ท่ีใสส่ ่งิ สง่ ตรวจอุจจาระควรมคี วามสะอาด
วิธกี ารเก็บ

- ควรเลือกเก็บอุจจาระทมี่ ีความสดทส่ี ุด หากทาการเกบ็ จากตัวสัตว์โดยล้วงเก็บผ่านทางทวารหนัก
ไดจ้ ะดีทส่ี ดุ หรือหากต้องเก็บสิง่ ส่งตรวจจากพืน้ ควรเลือกเก็บอจุ จาระทม่ี คี วามสดท่สี ุด

16

การตรวจหาเช้อื แบคเรยี
- เกบ็ ใส่อาหารเลีย้ งเชอื้ Cary-Blair medium
- เก็บรักษาส่ิงส่งตรวจที่ 4 องศาเซลเซยี สห้ามแช่แข็ง และสง่ ห้องปฏิบัติการภายใน 48 ชว่ั โมง

การตรวจหาเชอื้ ไวรัส
- เกบ็ สง่ิ สง่ ตรวจทีม่ ีความสด ไมม่ ีส่ิงอน่ื ปนเปื้อน
- ปริมาณอยา่ งน้อย 5 มิลลิลิตร
- หากต้องการตรวจหาไวรัสด้วยวิธี ด้วยวิธีทางอณูชีววิทยา ควรเก็บรักษาส่ิงส่งตรวจที่ -20 องศา

เซลเซยี ส

การตรวจหาเช้อื ปรสติ
- ปริมาณอยา่ งนอ้ ย 15 ml
- เก็บใส่ 10% formalin หรือ polyvinyl chloride ในอัตราส่วน อุจาระ: preservative เป็น 3:1

เกบ็ รักษาสงิ่ สง่ ตรวจท่ีอณุ หภมู ิ 4 องศาเซลเซยี ส

การเกบ็ ช้ินเนื้อ (Tissue collection)

อปุ กรณท์ ี่ใช้
- มีด กรรไกร ทใ่ี ชใ้ นการตดั ชิน้ เนื้อ
- คมี คีบ
- ตะเกยี งแอลกอฮอล์ เพอ่ื เก็บสง่ิ ส่งตรวจแบบปลอดเช้ือ
- บรรจุภณั ฑท์ ่ีสะอาด

วิธกี ารเก็บ
- เลือกเก็บสง่ิ สง่ ตรวจช้ินเน้ือจากอวยั วะที่เปน็ เปาู หมายของเชอื้
- ทาการเก็บส่งิ สง่ ตรวจแบบปลอดเชือ้
- ใส่เนอื้ เยอื่ ลงไปในภาชนะท่ีปิดสนทิ และปลอดเชอื้ หรอื ตัดเก็บชิ้นเนือ้ ในขนาดทเ่ี หมาะสม

การตรวจทางพยาธวิ ิทยา
- ตัดช้นิ เน้ือขนาด 2x3 เซนตเิ มตร แลว้ ใส่บรรจภุ ัณฑ์ที่มี buffer formalin บรรจอุ ยู่

ตรวจด้วยวธิ ีทางอณชู วี วทิ ยา
- ใช้ชิ้นเนือ้ อย่างนอ้ ยประมาณ 25 มิลลิกรมั แต่ควรเก็บชิน้ เนอ้ื ประมาณ 0.5-1 กรมั

ตรวจด้วยวิธีเพาะเลย้ี งเซลล์
- ตัดช้ินเนื้อขนาด 2x3 เซนติเมตร แล้วบรรจุในหลอดขนาด 50 มิลลิลิตรที่บรรจุ VTM แล้วปิดให้

สนทิ

17

การเก็บปสั สาวะ (Urine collection)
ก่อนการเก็บส่ิงส่งตรวจควรติดต่อห้องปฏิบัติการท่ีรับตรวจ แจ้งให้ทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 1 วัน

เพื่อประสานงานการจัดเตรียมน้ายาและอุปกรณ์ที่จาเป็นสาหรับการเก็บสิ่งส่งตรวจ การเก็บส่ิงส่งตรวจ
สามารถปฏิบัตไิ ด้ดังนี้

- รับหลอดเก็บส่ิงส่งตรวจที่มีน้ายารักษาสภาพสิ่งส่งตรวจเพ่ือการส่งตรวจหาเช้ือไวรัส (Viral
Transport Medium: VTM)

- หรอื ใช้หลอดเกบ็ ทส่ี ะอาดปลอดเช้ือ
วธิ กี ารทา

การเกบ็ ส่งิ ส่งตรวจจากปสั สาวะจากสตั ว์สามารถเกบ็ ได้ 4 วิธี คือ
- เกบ็ ปสั สาวะท่ีสตั ว์ขับถา่ ยออกมาบนวัสดุรอง ใช้ไม้พันสาลีปูายเก็บปัสสาวะที่สัตว์ขับถ่ายออกมา
บนวสั ดุรองท่สี ะอาด นาไม้พันสาลีจุ่มลงไปใน VTM หรือใช้กระบอกฉีดยาดูดเก็บปัสสาวะขับถ่ายบนวัสดุรองที่
สะอาด แล้วนาปสั สาวะท่ดี ูดไดใ้ ส่รวมไปในภาชนะเก็บท่ีมี VTM อยู่ (ภาพที่ 7)

ภาพที่ 7 เก็บสง่ิ สง่ ตรวจจากปสั สาวะที่สตั ว์ขบั ถ่ายออกมาบนวัสดุรอง
- เก็บส่ิงส่งตรวจโดยการรองเก็บปัสสาวะโดยตรงจากตัวสัตว์ (Voided Sample) ทาได้โดยใช้
ภาชนะท่ีแห้ง และสะอาดมารองเก็บปัสสาวะโดยตรงจากตัวสัตว์ อาจมีการการบีบกระเพาะปัสสาวะร่วมด้วย
เพื่อช่วยให้สัตว์ขับปัสสาวะออกมา ซึ่งควรให้ปัสสาวะออกไปส่วนหน่ึงก่อนจึงรองเก็บเพ่ือเป็นการลดการ
ปนเป้ือนของเช้ือ แล้วนาปสั สาวะทร่ี องได้ใสร่ วมในบรรจุภณั ฑ์
- เก็บสิ่งส่งตรวจโดยการการสอดท่อปัสสาวะ (Urethral Catheterization) การเก็บส่ิงส่งตรวจ
ปสั สาวะดว้ ยวธิ นี ี้ ผเู้ ก็บควรมคี วามรู้ทางกายวภิ าคของทอ่ ปสั สาวะของสัตว์ ทาการเก็บแบบปลอดเช้ือ และควร
มีผู้ร่วมเก็บส่ิงส่งตรวจ อย่างน้อย 2 คน ในสัตว์บางตัวอาจต้องทาการวางยาซึมเพ่ือบังคับสัตว์ให้สงบ ก่อนทา
การเก็บ เม่ือไดป้ สั สาวะจึงนาไปใส่ในบรรจุภัณฑ์

18

- เก็บส่ิงส่งตรวจปัสสาวะโดยการเจาะผ่านผนังหน้าท้องและกระเพาะปัสสาวะ (Cystocentesis)
เป็นการให้เข็มเจาะผ่านผนังหน้าท้องไปยังกระเพาะปัสสาวะ เพื่อเก็บปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะโดยตรง
การเก็บส่ิงส่งตรวจปัสสาวะด้วยวิธีน้ี ผู้เก็บควรมีความรู้ทางกายวิภาคของตัวสัตว์ ทาการเก็บแบบปลอดเช้ือ
และควรมผี ูร้ ว่ มเกบ็ สงิ่ สง่ ตรวจ อยา่ งน้อย 2 คน ในสัตว์บางตัวอาจต้องทาการวางยาซึมก่อนทาการเก็บ เมื่อได้
ปัสสาวะจึงนาไปใส่ในบรรจภุ ณั ฑ์

เม่ือได้ส่ิงส่งตรวจปัสสาวะแล้ว ในกรณีส่งตรวจด้วยวิธีทางอณูชีววิทยา หรือวิธีเพาะเล้ียงเซลล์ ควร
เกบ็ ส่งิ ส่งตรวจใส่หลอดท่มี ี VTM อยู่ โดยปรมิ าณปสั สาวะ: ปรมิ าณ VTM ควรอยรู่ ะหว่าง 1:1 และเกบ็ รักษาสิ่ง
ส่งตรวจท่ี 4 องศาเซลเซียส หรือกรณีส่งตรวจเช้ือฉี่หนูเก็บใส่ในภาชนะโดยไม่แช่เย็น และไม่ให้โดนแสง และ
สามารถใชเ้ พาะเลี้ยงเชอ้ื ได้ถ้าปสั สาวะเก็บไวไ้ มเ่ กนิ 2 ช่วั โมงท่ีอณุ หภมู หิ ้อง

การเกบ็ ขนจากสัตวป์ ีกทมี่ กี ระเปาะโคนขน (Feather bulb collection)
ใช้ในการตรวจโรค psittacine beak and feather disease (PBFD) are caused by avian

polyomavirus (APV)
- ควรถอนขนท่ีมีเซลล์อยู่จานวน 5-7 เส้น เช่น ขนอ่อน ขนบริเวณปีกหลัก (Primaries) ปีกรอง

(Secondaries) เสน้ ขนปกี ชัน้ ในขนาดใหญ่ (Greater Coverts) (ภาพท่ี 8) หรือเส้นขนหาง (Tail) โดยถอนขน
นกให้หลุดออกมาพร้อมกับกระเปาะโคนขน (Feather Bulb) ห้ามเก็บขนที่ตกร่วงที่พื้น หรือ เก็บขนด้วย
วธิ ีการตัด ระหว่างเก็บควรใส่ถุงมือยาง และเปลี่ยนถุงมือทุกครั้งเม่ือเก็บสิ่งส่งตรวจจากนกตัวใหม่ เพื่อปูองกัน
การปนเปือ้ นของนกแต่ละตวั และเพอ่ื ผลตรวจทแ่ี ม่นยา

- นาขนทถี่ อนใส่ซองพลาสตกิ ระบชุ นดิ ของสัตวป์ กี ชือ่ หรอื หมายเลขประจาตวั สตั ว์ วันทเี่ ก็บ
- ควรสง่ ถงึ หอ้ งปฏิบตั ิการภายใน 2-3 วนั
- หากต้องการยืดเวลาการเก็บรักษาระหว่างการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ให้นาขนไปผ่ึงให้แห้ง
และส่งตรวจถึงหอ้ งปฏบิ ัติการภายใน 2 สปั ดาห์

ภาพท่ี 8 แสดงตาแหนง่ ของขนปกี
ท่ีมา: http://www.derm.qld.gov.au/wildlife-ecosystems/wildlife/caring_for_wildlife/carers_kit
/birds/biology.html

19

ตารางสรปุ ชนิดสง่ิ ส่งตรวจ อาหารเล้ียงเชื้อ การเก็บรกั ษาและวธิ ีทีใ่ ชใ้ นการตรวจหาเช้ือในหอ้ งปฏิบัตกิ าร

ชนิดส่งิ สง่ ตรวจ อาหารเลีย้ งเชื้อ การเกบ็ รักษา วิธที ี่ใช้ตรวจ
Whole blood ขนส่ง รอตรวจ
Anticoagulant 4 ºC -20 ºC- -70 ºC Serology
tube Molecular
4 ºC -20 ºC- -70 ºC Cell culture
Serum/clotted No Serology
blood 4 ºC -20 ºC- -70 ºC Molecular
4 ºC -20 ºC- -70 ºC Cell culture
Rectal swab/ VTM 4 ºC -20 ºC- -70 ºC Cell culture
cloacal swab Lysis buffer 4 ºC -20 ºC- -70 ºC Molecular
Oral swab/ VTM Cell culture
tracheal swab/ Lysis buffer Molecular
Nasal swab
Stool sample Cary-Blair 4 ºC - Bacterial
medium culture
Organ No 4 ºC -20 ºC- -70 ºC Molecular
Formalin - - Parasite
Urine Formalin - - Histopathology
VTM Cell culture
No 4 ºC -20 ºC- -70 ºC Molecular
- 4 ºC -20 ºC- -70 ºC Leptospirosis
VTM Room temp Room temp Cell culture
4 ºC -20 ºC- -70 ºC Molecular
Feather bulb No Molecular
- 4 ºC

การเก็บสง่ิ ส่งตรวจปรสติ ภายนอกชนิดไม่มีปกี เพ่ือส่งจาแนกชนิด และตรวจโรคทางอณูชวี วทิ ยา

การเก็บเห็บ (Tick)
- ใช้ปากคีบ ค่อยๆ ดึงบรเิ วณสว่ นปากเหบ็ ออกมา
- ไมค่ วรคบี บรเิ วณสว่ นลาตัวของเหบ็ หรอื ดึงดว้ ยความรนุ แรงเพราะอาจทาให้ส่วนปากของเห็บขาด

ติดอย่กู บั สัตว์ (ภาพท่ี 9)
- ในกรณที เี่ ก็บสิง่ ส่งตรวจเห็บเพื่อส่งจาแนกชนิดหรือเพื่อตรวจโรคทางแบคทีเรียและโปรโตซัว นา

เห็บใสใ่ นภาชนะบรรจุแอลกอฮอล์ 70 เปอรเ์ ซน็ ต์ (ชนิดใสไม่มสี ี)
- ในกรณีที่เกบ็ สิ่งส่งตรวจเห็บเพือ่ ตรวจหาโรคทางไวรสั นาเห็บใส่ในหลอดเก็บสิ่งส่งตรวจท่ีมีฝาปิด

สนทิ จากนัน้ นาไปเกบ็ ท่อี ณุ หภมู ิ -80 องศาเซลเซยี ส
- ระบชุ นดิ ของสัตว์ ช่ือ หรือหมายเลขประจาตวั สตั ว์ วนั ทีเ่ ก็บ ไวท้ ี่ดา้ นข้างภาชนะบรรจุ

20

ภาพท่ี 9 การเกบ็ สิ่งสง่ ตรวจเห็บโดยใช้ปากคีบ
การเกบ็ เหา (Lice)

- สามารถใชห้ วีซ่ีถ่หี วีตามขน โดยให้เหาตดิ มากับซ่ขี องหวีได้ (ภาพท่ี 10)
- หรือใช้ปากคบี คบี ทีต่ วั เหาด้วยความนุ่มนวล
- นาเหาใสใ่ นภาชนะบรรจแุ อลกอฮอล์ 70 เปอรเ์ ซน็ ต์ เพ่อื รักษาสภาพเหา
- ระบุชนิดของสัตว์ ช่ือ หรอื หมายเลขประจาตวั สัตว์ วนั ทเ่ี ก็บ ไว้ทดี่ ้านข้างภาชนะบรรจุ

ภาพท่ี 10 การเกบ็ ส่ิงส่งตรวจเหา โดยการใชห้ วีซีถ่ ี่
การเก็บหมัด (Flea)

- การเก็บส่งิ ส่งตรวจควรระมัดระวงั หมัดทจ่ี ะกระโดดจากตวั สัตวม์ าเกาะที่ผ้เู ก็บสิง่ ส่งตรวจ
- ควรใช้สาลชี ุบแอลกอฮอลแ์ ตะที่ตัวหมดั เพือ่ ชว่ ยใหห้ มัดลดการเคล่อื นไหว
- เกบ็ ส่ิงส่งตรวจหมดั ด้วยปากคบี
- นาหมดั ใสใ่ นภาชนะบรรจแุ อลกอฮอล์ 70 เปอร์เซน็ ต์ เพ่ือรักษาสภาพหมัด
- ระบุชนิดของสัตว์ ชอ่ื หรือหมายเลขประจาตวั สตั ว์ วันที่เกบ็ ไวท้ ด่ี า้ นข้างภาชนะบรรจุ

21

การเกบ็ ไร (Mite)
- การสังเกตและเก็บส่ิงส่งตรวจไรด้วยปากคีบต้องใช้ความระมัดระวัง เน่ืองจากไรมีขนาดเล็กมาก

และโครงสร้างบอบบาง
- ไรออ่ นหรอื Chigger mite สามารถใช้ทแ่ี คะหขู ดู เบาๆ ในรูหขู องสตั ว์ฟนั แทะได้
- นาสิ่งส่งตรวจใส่ในภาชนะที่บรรจุแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ เพ่ือรักษาสภาพของไรและ

Chigger mite
- ระบุชนิดของสัตว์ ช่อื หรือหมายเลขประจาตัวสัตว์ วันที่เกบ็ ไวท้ ่ีดา้ นข้างภาชนะบรรจุ

การเกบ็ ส่ิงสง่ ตรวจปรสิตภายนอกชนิดมีปกี เพื่อส่งจาแนกชนิด และตรวจโรคทางอณชู วี วิทยา
การเก็บแมลงวันและเหลือบ (Flies and Tabanid)

- ใชก้ ับดักชนิด Vavoua Trap โดยมีหลักการ คือ ใช้แสงสดี าและสนี ้าเงนิ ซง่ึ เป็นช่วงแสงท่ีแมลงวัน
มองเหน็ ได้ สะท้อนออกมาจากวสั ดุของ Vavoua Trap ดงึ ดดู ใหแ้ มลงวันเขา้ มาตดิ กับดัก (ภาพท่ี 11)

- หรือใชถ้ งุ พลาสตกิ ครอบโดยตรง ขณะท่แี มลงวันเกาะอย่บู นตวั สัตว์

ภาพที่ 11 กบั ดกั แมลงวันและเหลอื บชนดิ Vavoua Trap
- ใส่สง่ิ ส่งตรวจในภาชนะบรรจแุ ล้วใส่ในตู้เย็นอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส หากไม่มีตู้อุณหภูมิ -20
องศาเซลเซยี ส สามารถแช่เยน็ ในอณุ หภูมิ 4 องศาเซลเซียสไดไ้ ม่เกิน 1-2 วนั
- ระบชุ นิดสตั ว์ วันทีเ่ ก็บ ไวท้ ่ดี ้านขา้ งหลอด
การเกบ็ ยุง (Mosquito)
- ใช้กบั ดกั แสงไฟ (CDC Light Trap) โดยใช้แสงไฟดึงดดู ยงุ ใหเ้ ขา้ มาติดกับดัก (ภาพที่ 12)

22

ภาพที่ 12 กับดักยงุ แบบใช้แสงไฟ (CDC Light Trap)

- ใชก้ บั ดัก CDC Gravid Trap โดยใชน้ า้ หมักทีม่ สี ภาพเหมาะกับการวางไข่ของยุงดึงดูดยุงตัวเมียท่ี
ดูดเลอื ดมาแล้วและหาสถานที่เกาะพกั วางไข่ให้มาวางไข่ในกับดักท่เี ตรียมไว้ (ภาพท่ี 13)

ภาพท่ี 13 กับดักยุงแบบ CDC
Gravid Trap

- กับดักทั้งสองแบบจะมีพัดลมดูดยุงเข้าไปในมุ้งผ้า จากน้ันใช้เครื่องดูด (Aspirator) (ภาพที่ 14)
ดูดยงุ ออกจากมงุ้ ผา้

ภาพท่ี 14 เครอื่ งดดู (Aspirator) ใชส้ าหรบั ดดู ยุงจากออกจากมงุ้ ผ้า เพื่อย้ายภาชนะบรรจุ

23

- ใสย่ งุ ในแกว้ หรอื กระบอกทม่ี ดี ้านหนงึ่ เปดิ ระบชุ นดิ สัตว์ วนั ทีเ่ กบ็ ไว้ท่ีด้านข้างหลอด
- ใช้ผ้าขาวบางปิดปากแก้วแล้วรัดด้วยหนังยางปูองกันยุงบินออก นาสาลีชุบน้าพอให้ชุ่มๆ วางบน
ผ้าขาวบางเพอื่ ให้ยุงไดด้ ดู กนิ
- หากจะทาการสลบยุงให้นาใสภ่ าชนะบรรจทุ ร่ี ะบชุ นิดสัตว์ วันท่ีเกบ็ ไวท้ ่ดี า้ นข้างภาชนะ
- นาไปแช่ในตู้ควบคุมความเย็นท่ีอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส แล้วนาส่งไม่เกิน 1วันหลังจากเก็บสิ่ง
สง่ ตรวจ

การเกบ็ ร้ินนา้ จดื และรน้ิ ฝอยทราย (Biting midge and Sand fly)
- ใชก้ บั ดกั แสงไฟ (CDC Light Trap) โดยอาศัยหลักการใชแ้ สงไฟดงึ ดูดร้ินให้เข้ามาติดกบั ดัก
- กบั ดักจะมีพัดลมของกบั ดกั ดูดริน้ เขา้ ไปในม้งุ ผ้า
- ใช้เครอ่ื งดูด (Aspirator) ดูดรนิ้ ออกจากมุง้ ผ้า
- ใสร่ ้นิ ในขวดฝาเกลยี วทภ่ี ายในบรรจุ 70 เปอรเ์ ซ็นต์ แอลกอฮอล์ไว้เพื่อรักษาสภาพของริ้น
- ระบุชนิดสัตว์ วันท่ีเก็บ ไว้ทด่ี า้ นข้างขวด

การขนส่งส่งิ ส่งตรวจ
การขนส่งของเหลว

การขนส่งท่ีเหมาะสมมีความจาเป็นต่อการรักษาความสมบูรณ์ของส่ิงส่งตรวจ ปูองกันการ
แพร่กระจายของเชื้อโรค และเพ่ือให้เป็นไปตามข้อบังคับในประเทศและระหว่างประเทศเกี่ยวกับการขนส่งส่ิง
สง่ ตรวจเพ่ือการวินิจฉัย

- ต้องมั่นใจวา่ ภาชนะท่ใี ช้บรรจุส่งิ ส่งตรวจมีเหมาะสม
- ต้องระบผุ รู้ ับผดิ ชอบในการเก็บสิ่งสง่ ตรวจและจดั การสิง่ ส่งตรวจเพ่ือขนส่งไปยงั ห้องปฏบิ ตั ิการ
- ผูป้ ฏิบัตงิ านในห้องปฏิบัติการควรจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการระวังด้านสุขภาพ โดยมีการเตรียม
เอกสารขั้นตอนการเก็บส่ิงส่งตรวจและการจัดเก็บ เช่น ชนิด และปริมาณสิ่งส่งตรวจท่ีเก็บ วิธีการตรวจ
ชว่ งเวลาท่เี ก็บส่ิงสง่ ตรวจ วิธกี ารจัดเก็บสิง่ สง่ ตรวจ เงื่อนไขในการจัดเก็บเพ่ือรักษาสภาพส่ิงส่งตรวจขณะขนส่ง
และ อุปกรณท์ ่ใี ชใ้ นการขนสง่ วิธีการทจ่ี ะขนสง่ สง่ิ ส่งตรวจไปยังห้องปฏบิ ตั ิการ

ข้อควรปฏบิ ัตใิ นการจดั ส่งิ สง่ ตรวจเพื่อการขนสง่
เบื้องต้นส่ิงท่ีจาเป็นต้องมีเสมอ คือ ควรมีบรรจุภัณฑ์สาหรับจัดเก็บ 3 ชั้น สาหรับการขนส่งส่ิงส่ง

ตรวจจากทหี่ น่งึ ไปยงั ทีห่ นง่ึ ส่ิงส่งตรวจควรบรรจุในบรรจุภณั ฑ์ ดงั น้ี
- ภาชนะบรรจุช้ันท่ี 1 : ส่ิงส่งตรวจควรบรรจุในบรรจุภัณฑ์ช้ันแรกท่ีปูองกันน้า มีการระบุ

รายละเอียดส่ิงส่งตรวจด้วยปากกาชนิดกันน้า และห่อหุ้มด้วยภาชนะบรรจุท่ีมีวัสดุดูดซับของเหลวได้ในกรณี
บรรจุส่ิงส่งตรวจท่ีเปน็ ของเหลว และบรรจภุ ณั ฑม์ ีการรั่ว ซึม หรือแตกหกั (ภาพที่ 15)

- ภาชนะบรรจุชนั้ ท่ี 2 : ควรมีความทนทาน กันน้า ปูองกันน้าร่ัวซึม และควรห่อหุ้มบรรจุภัณฑ์ชั้น
ท่ี 1 ได้อย่างมิดชิด ภาชนะบรรจุช้ันท่ี 1 หากมีการห่อหลายช้ัน อาจใช้ทดแทนภาชนะบรรจุช้ันท่ี 2 ได้ อาจมี
การเพ่มิ วสั ดุดูดซบั แรงกระแทกและวสั ดุทดี่ ดู ซับของเหลวได้ (ภาพที่ 16)

24

- บรรจุภัณฑ์ด้านนอก หรือ บรรจุภัณฑ์สาหรับการขนส่ง ต้องมีความคงทนแข็งแรง ปูองกันความ
เสยี หายจากดา้ นนอก เช่น แรงกระแทก นา้ (ภาพท่ี 17)

- แบบฟอร์มสาหรับกรอกข้อมูลส่ิงส่งตรวจ จดหมาย และข้อมูลท่ีระบุชนิดส่ิงส่งตรวจ ผู้ส่ง และ
ผู้รบั ควรบรรจใุ นถุงกนั นา้ โดยใสไ่ วใ้ นภาชนะบรรจุชั้นที่ 1 หรอื ช้นั ท่ี 2 และบรเิ วณฝาปดิ ด้านนอกพัสดุ

- เจลเก็บความเย็น (Ice packs) สามารถใส่ได้ระหว่างบรรจุภัณฑ์ช้ันท่ี 1 และ 2 และระหว่างชั้นท่ี
2 และ บรรจุภัณฑ์ด้านนอก ซึง่ ต้องสามารถควบคมุ ความเยน็ ได้ตลอดการขนส่ง

- ด้านนอกของพัสดุควรระบุชื่อผู้รับ เงื่อนไขหรือข้อควรระวังในการขนส่ง หากมีสติ๊กเกอร์ หรื อ
สัญลักษณใ์ ดๆ ควรติดไปบนพสั ดุตามข้อบังคบั การขนสง่ พสั ดุในประเทศหรือระหวา่ งประเทศ

ภาพท่ี 15 สิง่ ส่งตรวจของเหลวท่ีบรรจใุ นภาชนะบรรจชุ นั้ ท่ี 1
ท่ีมา: Guidance on regulations for the Transport of Infectious Substances 2007– 2008, World
Health Organization (WHO)

25

ภาพท่ี 16 ของเหลวทบ่ี รรจุในภาชนะบรรจุชั้นท่ี 2
ท่ีมา: Guidance on regulations for the Transport of Infectious Substances 2007– 2008, World
Health Organization (WHO)

ภาพที่ 17 ของเหลวในบรรจุภัณฑ์ชั้นนอกสุดเพ่ือเตรียมขนส่ง
ที่มา: Guidance on regulations for the Transport of Infectious Substances 2007– 2008, World
Health Organization (WHO)

26

การขนส่งส่ิงสง่ ตรวจระหว่างประเทศ
การบรรจุส่งิ สง่ ตรวจทางคลนิ ิกและสงิ่ สง่ ตรวจไวรสั เพือ่ การขนส่ง

ควรปฏบิ ตั ติ ามกฎข้อบังคบั ของ IATA Dangerous Goods Regulations เกี่ยวกับการขนสง่ สิ่งสง่
ตรวจทางชวี ภาพท่ีปรบั ปรงุ ล่าสดุ เมอื่ มกราคม 2007 โดยศกึ ษาข้อมลู ได้ที่
http://www.who.int/csr/resources/publications/biosafety/WHO_CDS_EPR_2007_2/en/index.ht
ml

การแบง่ ระดับของส่งิ ส่งตรวจ
ส่ิงส่งตรวจจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับภายใต้ข้อบังคบั ดงั น้ี

1. สงิ่ ส่งตรวจติดเช้ือ Category A
ส่ิงส่งตรวจดังกล่าวประกอบด้วย เช้ือท่ีมีความสามารถในการก่อโรคได้สูง จะถูกจัดไว้ในกลุ่มส่ิงส่ง

ตรวจติดเช้ือ Category A ซึ่งหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หนังสือคู่มือสาหรับการขนส่งสิ่งส่งตรวจติดเชื้อปี 2007-
2008

ส่ิงส่งตรวจอันตรายจะต้องมีเลข UN และ ช่ือของบริษัทขนส่งที่เหมาะสม ส่ิงส่งตรวจ Category A
จะมเี ลข UN 2814 (สง่ิ สง่ ตรวจตดิ เช้ือ มีผลกระทบกับคน) หรือ UN 2900 (ส่ิงส่งตรวจติดเชื้อ มีผลกระทบกับ
สตั ว์) ซง่ึ ส่ิงส่งตรวจติดเชือ้ Category A มเี งอื่ นไขในการขนสง่ ดงั น้ี

- ตอ้ งแสดงว่าเปน็ พัสดุอนั ตราย
- ผู้เกี่ยวข้องในการขนสง่ จะตอ้ งผ่านการอบรมอยา่ งเต็มรูปแบบและมีใบรับรอง
- มกี ารระบุฉลากจาเพาะของเลข UN ตามคาแนะนาในบทท่ี 620 (PE 602 ตามขอ้ บงั คบั IATA)
2. สิ่งสง่ ตรวจชีวภาพ Category B
เปน็ กลมุ่ สง่ิ ส่งตรวจติดเช้อื ซง่ึ ไม่เข้าตามกาหนดของ Category A เลข UN ที่เหมาะสมคือ UN 3373
สง่ิ สง่ ตรวจชีวภาพ Category B มีเง่ือนไขในการขนสง่ ดังน้ี
- บรรจุภัณฑ์ 3 ช้ัน ตามคู่มือท่ี 650
- มีการระบุชนิดบรรจุภัณฑ์ว่าเป็น ส่ิงส่งตรวจชีวภาพ Category B โดยใช้ตัวหนังสือที่มีความสูง
อยา่ งนอ้ ย 6 มลิ ลเิ มตร
- ไมจ่ าเป็นต้องมกี ารประกาศว่าเปน็ พสั ดุอนั ตราย
- มีการระบฉุ ลาก UN3373 ในเครอ่ื งหมายส่เี หลยี่ มขนมเปยี กปนู
3. ข้อยกเว้น
ส่ิงส่งตรวจมนุษย์ หรือสัตว์ซึ่งไม่แสดงว่ามีการติดเช้ือท่ีรุนแรง หากมีการบรรจุในบรรจุภัณฑ์ท่ี
ปูองกันการรว่ั ซึม และระบุฉลากอยา่ งถกู ต้อง การขนสง่ จะทาดังนี้
- ด้านนอกบรรจุภัณฑ์จะต้องมีสัญลักษณ์ “Exempt human specimen” (ไม่ใช่สิ่งส่งตรวจ
มนษุ ย์)
- บรรจภุ ัณฑค์ วรมี 3 ชั้น โดย ช้ันท่ี 1 และชั้นที่ 2 สามารถปูองกันการรั่วซึมของของเหลวได้ ด้าน
นอกบรรจภุ ัณฑต์ ้องมคี วามแข็งแรงและเพยี งพอสาหรบั การบรรจุ ปริมาณส่งิ สง่ ตรวจ
- อย่างนอ้ ยด้านใดด้านหนง่ึ ของพสั ดุจะต้องมีขนาด 100 x 100 มิลลเิ มตร
- สาหรบั ของเหลว จะตอ้ งมสี ารดูดซับเพียงพอที่จะดูดซบั ในกรณีที่สิ่งส่งตรวจมีการร่ัว ซึม โดยสาร
ดซู บั ตอ้ งบรรจุอย่ทู ้ังในบรรจุภัณฑ์ชั้นท่ี 1 และ 2

27

- หากบรรจุภัณฑ์ช้ันที่ 1 เป็นวัสดุที่สามารถแตกได้ การบรรจุต้องปิดมิดชิดหรือแยกส่วนสัมผัสกับ
บรเิ วณอื่น
หมายเหตุ : ใช้หลักตามคู่มือการบรรจุ 650 (เช่นเดียวกับ UN 3373/ พัสดุ Category B) ยกเว้นการติดฉลาก
"Exempt human specimen" แทนท่ี "UN3373”
สาหรับเลือดแห้งไม่จาเป็นต้องบรรจุในบรรจุภัณฑ์ 3 ชั้น แต่ควรจัดเก็บในภาชนะที่ม่ันใจได้ว่าไม่มี
การสมั ผสั จากบคุ คลอ่นื ไดร้ ะหว่างขนส่ง

การทาสัญลกั ษณ์
ภาชนะแต่ละกลอ่ งควรตอ้ งแสดงสัญลักษณ์ด้านนอกบรรจภุ ัณฑ์ ดังน้ี
- รายละเอียดผู้สง่ : ช่อื ผสู้ ่ง ทอ่ี ยู่ และเบอร์โทรศัพท์
- เบอร์โทรศพั ทผ์ รู้ บั ผดิ ชอบ ซง่ึ มีความร้เู ก่ยี วกบั การขนสง่ พสั ดุนน้ั ๆ
- รายละเอยี ดผูร้ ับ : ชื่อผู้รบั ท่อี ยู่ และเบอร์โทรศพั ท์
- ระบุรายละเอยี ดของการส่งทเี่ หมาะสม เช่นเปน็ พสั ดทุ างชีวภาพ อยใู่ น category B
- อณุ หภมู เิ กบ็ รกั ษาทีเ่ หมาะสม
- สญั ลกั ษณ์ UN 3373 สาหรบั พัสดุแตล่ ะชนดิ

การควบคุมอุณหภูมิขณะขนสง่
การควบคุมอุณหภูมิขณะขนส่งมีความจาเป็นกับสิ่งส่งตรวจติดเช้ือใน Categories A และ B ซ่ึงต้อง

ขนส่งใส่วัสดุแยกเชื้อไวรัส หรือ มีสารเพาะเล้ียงเช้ือไวรัส เพ่ือให้เช้ือสามารถมีชีวิตอยู่เพ่ือการนาไปศึกษาต่อ
อณุ หภมู ทิ เ่ี หมาะสมควรอยู่ระหว่าง 4-8 องศาเซลเซียส

น้าแข็ง หรือเจลเก็บความเย็น ควรแช่แข็งท่ี -20 องศาเซลเซียสก่อนนามาใช้ เพ่ือควบคุมอุณหภูมิ
ระหว่างการขนส่งใหอ้ ยรู่ ะหว่าง 4-8 องศาเซลเซียส ซ่ึงสามารถใช้ได้ในช่วงระยะเวลาประมาณ 3 วัน หากการ
ขนส่งใช้เวลานานกว่า 3 วันมักจะใช้น้าแข็งแห้ง โดยน้าแข็งแห้งจะถูกบรรจุด้านนอกระหว่างช้ันที่ 2 และชั้นท่ี
3 ของภาชนะบรรจุ ซ่ึงต้องปูองกันการรั่วซึมของน้า ห้ามบรรจุน้าแข็งแห้งด้านในช้ันท่ี 1 หรือ ช้ันที่ 2
เน่ืองจากมีความเสี่ยงในการระเบิด ควรมีบรรจุภัณฑ์เฉพาะท่ีออกแบบมาเพื่อบรรจุน้าแข็งแห้ง โดยภาชนะ
บรรจุจะต้องสามารถระบายกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซดอ์ อกมาภายนอกได้ โดยปฏิบัตติ ามคมู่ ือ ICAO/IATA 904

ภาชนะบรรจุชัน้ ที่ 2 ควรได้รบั การปูองกันจากบรรจุภัณฑด์ า้ นนอกเพ่ือควบคมุ ทิศทางของส่ิงส่งตรวจ
ภายในหลังจากท่ีน้าแข็งละลายแล้ว หากน้าแข็งแห้งใช้เพื่อการขนส่งสารติดเช้ือตาม Category A ควรระบุ
ข้อมูลแก่ผู้ขนส่งวา่ “พัสดุอันตราย”

ด้านนอกพัสดุควรมีสัญลักษณ์แสดงความเส่ียงสาหรับน้าแข็งแห้ง ควรติดสัญลักษณ์ว่า
“คาร์บอนไดออกไซด์, ของเหลว” หรอื “น้าแขง็ แห้ง”

หากใช้ไนโตรเจนเหลวเพ่ือควบคุมความเย็น ควรใช้ภาชนะบรรจุแบบพิเศษ ภาชนะชั้นแรกจะต้อง
ทนตอ่ อุณหภูมติ ่ามากๆ ได้ บรรจุภณั ฑแ์ ละเอกสารจะต้องได้รับการตรวจสอบว่าสามารถใช้กับไนโตรเจนเหลว
ได้ ชั้นนอกสุดของบรรจุภัณฑ์ควรระบุว่าบรรจุไนโตรเจนเหลว สาหรับการขนส่งทางอากาศควรปฏิบัติตามข้อ
ระบุเพ่มิ เติมเก่ียวกบั การขนสง่ สารอณุ หภมู ิต่า

28

การวางแผนการขนส่ง
การขนส่งให้สาเร็จควรมีการวางแผนล่วงหน้า ควรคานึงถึงบรรจุภัณฑ์ การระบุหรือทาเครื่องหมาย

และเอกสารขอ้ มูลตอ้ งครบถ้วนเหมาะสม การประสานความร่วมมือและการติดต่อส่ือสารกันระหว่างผู้ร่วมงาน
มีความจาเป็น โดยจะต้องประกอบด้วย ผู้ส่ง ผู้นาส่งพัสดุ และผู้รับ ผู้ส่งจาเป็นต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้อง
ของภาชนะบรรจุ รูปรา่ ง การระบแุ ละทาเครอ่ื งหมาย และเอกสารตลอดการขนส่ง โดยสิ่งเหล่านี้มีความสาคัญ
ตลอดระยะเวลาการสง่ เพ่ือการขนสง่ ที่ปลอดภัยและถึงมอื ผู้รบั ได้ตามเวลาและถูกต้องตามเง่ือนไข

การจดั การลว่ งหน้าสาหรับผ้รู ับ
ในการขนส่งส่ิงส่งตรวจควรมีการติดต่อและให้ข้อมูลสิ่งส่งตรวจที่จะส่ง ผู้ส่งควรระบุเก่ียวกับ

ใบอนุญาตในการขนส่ง ซ่ึงข้ึนอยู่กับข้อบังคับของห้องปฏิบัติการในแต่ละประเทศ หากจาเป็นต้องทาการขอ
อนุญาต ห้องปฏิบัติการที่รับสิ่งส่งตรวจจาเป็นต้องได้รับอนุญาตในการรับพัสดุดังกล่าว และต้องแสดงให้แก่ผู้
ขนส่ง ผู้ขนส่งควรมีประสบการณ์ในการรับสิ่งส่งตรวจชนิดน้ัน ผู้ส่งและผู้รับควรมีการจัดการล่วงหน้าอย่าง
เต็มที่เพื่อให้เวลาเหมาะสมในการขนส่ง ควรวางแผนเพื่อหลีกเล่ียงการขนส่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือ
วันหยุดนกั ขัตฤกษ์

การจัดการลว่ งหนา้ สาหรบั ผู้ขนสง่
ในการขนสง่ แตล่ ะครง้ั ผ้ขู นสง่ จาเปน็ ต้องมีความรู้และความคุ้นเคยกับการขนส่งพัสดุติดเช้ือดังกล่าว

เพอื่ ใหม้ ัน่ ใจว่า
- การขนส่งจะไดร้ ับการยอมรับ
- การขนส่งอยู่ภายใต้การควบคุม โดยใช้เส้นทางขนส่งที่ใกล้ท่ีสุด หลีกเล่ียงการมาถึงของส่ิงส่ง
ตรวจในชว่ งวันหยุด
- ผู้สง่ ควรไดร้ ับแจ้งเตือนหากการขนสง่ ล่าชา้
- การขนสง่ ควรมเี อกสารใหค้ รบถว้ น เรยี บรอ้ ย
ผู้ส่งควรทาการร้องขอหากต้องใช้เอกสารในการขนส่ง หรือควรมีคู่มือเฉพาะที่จาเป็นเกี่ยวกับความ

ปลอดภยั ในการขนสง่ ผู้ขนส่งควรจดั เตรียมภาชนะบรรจุให้เรียบร้อยตามความเหมาะสมของชนิดส่ิงส่งตรวจที่
ขนส่ง ภาชนะบรรจุในช้ันท่ี 1 และ 2 จะต้องทนรับแรงกดได้ไม่น้อยกว่า 95 ปาสคาล การปิดผนึกชั้นท่ีสองใน
กรณที ีบ่ รรจเุ จลเก็บความเย็นหรือน้าเข็งควรตอ้ งกนั น้าร่ัวซมึ ได้ จานวนเจลเก็บความเย็นทีม่ ากท่ีสุดควรวางแล้ว
พอดกี บั รอบๆ ของชั้นทส่ี อง อาจมีการใส่อุปกรณ์ปูองกันการขยับหรือการเลื่อนหลุดเมื่อน้าแข็งละลายระหว่าง
ขนส่ง

ภาชนะบรรจุและการบรรจุจะตอ้ งปฏบิ ตั ิตามข้อบังคับของขนสง่ ขอ้ P20 และ UN 6.2
ปริมาณสิ่งส่งตรวจที่ใหญ่ท่ีสุดที่รวมกับภาชนะบรรจุช้ันท่ี 1 แล้วเป็น 50 มิลลิลิตร หรือ 50 กรัม
สาหรบั การขนส่งในห้องโดยสายเคร่ืองบิน และ 4 ลิตร หรือ 4 กิโลกรัม สาหรับการขนส่งในห้องบรรทุกสินค้า
เครื่องบิน การขนส่งบนถนน ทางรถไฟ ทางทะเล สามารถขนส่งได้ปริมาณสูงท่ีสุดพาหนะสามารถบรรทุกได้
โดยอาจถึง 400 กิโลกรมั สาหรบั ของแข็ง และ 450 ลิตรสาหรบั ของเหลว
ดา้ นนอกพัสดุควรมีรายละเอยี ด ดงั น้ี
- ชื่อผูส้ ง่ ท่อี ยู่ และเบอรโ์ ทรศัพทต์ ิดตอ่ หรอื เบอร์โทรสาร
- ช่อื ผรู้ ับ ท่ีอยู่ และเบอรโ์ ทรศัพทต์ ดิ ต่อ หรอื เบอรโ์ ทรสาร
- ระบุสัญลกั ษณ์ UN2814 ในกรณที เ่ี ป็นสิ่งสง่ ตรวจตดิ เชื้อท่ีมีผลต่อมนุษย์ และ UN2900 ในกรณี

ที่เปน็ ส่งิ ส่งตรวจตดิ เชื้อท่มี ผี ลต่อสตั ว์ (ระบุตามลักษณะพสั ดตุ ดิ เช้อื ในระดับ A)

29

- ระบสุ ญั ลกั ษณ์ บรรจุภณั ฑไ์ ดร้ บั การปฏบิ ตั ติ ามค่มู อื LATA ขอ้ ที่ 620
- ควรระบขุ อ้ ความ “ควรเกบ็ ไว้ในทเี่ ย็น”
- ควรระบวุ า่ “พัสดตุ ิดเชือ้ ”
- ควรติดฉลากระบุ ด้านบน หรือ ด้านล่าง ไว้ในตาแหน่งใกลก้ ับบรรจุภัณฑ์ชนั้ แรก
- หากมีการบรรจนุ ้าแขง็ แห้งจะต้องมีการระบุ UN1845 สาหรบั พสั ดุอนั ตราย

การเตรียมเอกสารและการสง่ พสั ดุ

ควรดาเนินการเก่ียวกับเอกสารที่จาเป็นให้เรียบร้อยก่อนการขนส่ง โดยการจาแนกจะข้ึนอยู่กับชนิด

ของเอกสารนน้ั ๆ โดยท่ัวไปพสั ดุแตล่ ะชนิดควรปฏิบัตติ ามเอกสาร ดังน้ี
- เอกสารแสดงวา่ เป็นพสั ดุอันตราย (เฉพาะพสั ดทุ ตี่ ิดเชือ้ )
- รายการพัสดุทั้งหมดท่ีส่ง ใบกากับภาษี เอกสารแสดงเจตจานงของผู้รับบริการ โดยในใบเสร็จ

หรือใบกากับภาษีจะต้องระบุ ผู้รับ ที่อยู่ จานวนของพัสดุ ข้อมูลที่เก่ียวข้อง น้าหนัก มูลค่า

(มูลค่าต่าสดุ ควรระบุตามความต้องการของผ้ใู ชบ้ ริการหากพสั ดุนัน้ ไม่มีมลู คา่ )
- ใบอนุญาตใหส้ ง่ ออก หรือนาเขา้ ในกรณีตอ้ งใช้

การแจ้งเตือนสาหรับผรู้ บั

ในแตล่ ะครง้ั ของการขนส่ง ผรู้ บั ควรได้รับการแจ้งเตือนดงั น้ี
- จานวนสงิ่ สง่ ตรวจทข่ี นส่ง
- น้าหนกั หรอื ขนาดโดยประมาณของพสั ดุ
- เทย่ี วบนิ วนั และเวลาท่ีมาถงึ
- เลขท่ีใบเสร็จของการขนส่งทางเครื่องบนิ
- ส่งิ จาเป็นตอ้ งแสดงหากพัสดุไมถ่ งึ มอื ผรู้ ับ
- สาเนาของใบเสร็จสนามบนิ ที่ส่งมาทางจดหมายแกห่ อ้ งปฏบิ ัตกิ ารทร่ี บั สงิ่ สง่ ตรวจ

การแจง้ เตอื นสาหรบั ผสู้ ง่
แต่ละคร้ังของการส่งพัสดุ ผู้รับควรจะแจ้งเตือนผู้ส่งว่าได้รับของและเง่ือนไขของการส่ง และปัญหา

ใดๆ ที่พบ

ความปลอดภยั ในการรับของหอ้ งปฏิบัติการ
ผู้รับควรม่ันใจว่า วิธีการและเคร่ืองมือที่ใช้ควบคุมอุณหภูมิและเก็บรักษาส่ิงส่งตรวจติดเชื้อมี

ประสิทธิภาพ ควรใช้อุปกรณ์ปูองกันตนเอง (Personal Protective Equipment: PPE) เม่ือทาการแกะห่อ
พัสดแุ ละทาการฆา่ เชื้อดว้ ยการอบก่อนท่จี ะทิ้งสง่ิ ท่ีเกย่ี วข้อง สาหรับบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนากลับมาใช้ใหม่ควร
ทาการฆ่าเชอ้ื ด้วยการล้างดว้ ย ไฮโปคลอไรด์ และน้าสะอาดกอ่ นนากลบั มาใช้

30

โรคติดตอ่ จากสตั ว์ส่คู นทีส่ าคญั ท่ีควรเฝา้ ระวังในประเทศไทย

1. กลุ่มโรคไวรสั
1.1 โรคไขห้ วัดนก Avian Influenza (AI)
สาเหตุ

เกดิ จากเชอื้ ไวรัส Influenza A virus ในวงศ์ Orthomyxoviridae

การตดิ ตอ่ และแพร่กระจายโรค
สามารถติดต่อได้โดยตรงจากอุจจาระและส่ิงคัดหล่ังจากทางเดินหายใจ สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้

นาน โดยมสี ัตวป์ กี เปน็ ตวั แพรเ่ ชื้อ เคยมกี ารแยกเชอ้ื ไดจ้ ากมนษุ ย์ หนู เฟอเรท สกุ ร แมว เสือและสุนขั

อาการ
สัตว์ปีก มีอาการซึม ขนยุ่ง ไม่กินอาหาร ถ่ายเหลวเป็นน้า อาจมีการบวมรอบตาและคอ อาจพบจุด

เลือดออกจดุ เลก็ ๆ บรเิ วณขา ใหไ้ ขล่ ดลงและหยดุ ออกไขใ่ นที่สุด หากเช้ือเขา้ สู่สมองจะมีอาการคอบิด เดินเป็น
วงกลมและเปน็ อัมพาต สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมอี าการไข้ ไอ หายใจลาบาก สามารถเสียชวี ิตได้

การตรวจวินจิ ฉัย
การเก็บสิ่งส่งตรวจจากสัตว์ซากควรส่งตรวจอาหารในทางเดินอาหาร หรือ สาลีพันปลายไม้ปูาย

บริเวณทวารหนัก ช่องหลอดลม อวัยวะภายในได้แก่ หลอดลม ปอด ถงุ ลม ลาไส้ มา้ ม ตับ สมอง ตับ และหัวใจ
การเก็บสงิ่ ส่งตรวจจากสตั ว์มชี ีวิตจากสาลีพนั ปลายไมป้ ูายบรเิ วณทวารหนัก ช่องหลอดลม การจาแนกเชื้อโดย
การเพาะแยกเชื้อไวรัส หรือการตรวจสอบทางอณูพันธุวิทยา สาหรับการจาแนกทางซีรัมวิทยาสามารถทาได้
โดยใช้ส่ิงส่งตรวจซีรัม แล้วใช้วิธีการจาแนกโดยวิธี Haemagglutination (HA), Haemagglutination
Inhibition (HI) หรือ Enzyme Linked Immunoassay (ELISA)

1.2 โรคไข้สมองอักเสบญี่ปุ่น Japanese Encephalitis (JE)
สาเหตุ

เกดิ จากเช้อื ไวรสั ในวงศ์ Flaviviridae

การติดต่อและแพรก่ ระจายโรค
โรคนีม้ ีการแพร่กระจายมาในทวีปเอเชียทางแถบตะวนั ออก ตะวันออกเฉียงใต้ และทางใต้ และมีเคย

มีรายงานการระบาด
โดยมักจะขึ้นอยู่กับฤดูกาล สามารถติดต่อจากกลุ่มยุงราคาญ (Culex spp.) และยุงลาย (Aedes

spp) สัตว์เล้ียง และวัว กระบอื เปน็ เจา้ บา้ นสุดทา้ ยของโรค คอื เมื่อติดโรคจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้ คนจัดเป็น
เจ้าบ้านแบบบังเอิญ (Accidental host) สัตว์ในกลุ่มม้าจะมีความไวต่อการเกิดเชื้อ สุกรและนกในตระกูล
Ardeidae จะเป็นตัวกกั โรค และเป็นตัวแพร่เช้ือท่ีสาคัญ สัตว์ในกลุ่มค้างคาว สัตว์เล้ือยคลาน และสัตว์คร่ึงบก
คร่ึงนา้ เมื่อถูกยงุ กัดและไม่แสดงอาการปวุ ย

31

อาการปวุ ย
คนมักไม่แสดงอาการหรือแสดงอาการนอ้ ยมาก โดยหากเกดิ อาการมักจะพบอย่างรวดเร็วหลังติดเช้ือ

เชน่ มีไขส้ ูง ปวดหวั สมองอักเสบ คอแขง็ ไม่สามารถควบคมุ การทรงตัวได้ สั่นหรือชัก เป็นอัมพาตหรือหมดสติ
การติดเชื้อมกั มอี าการรุนแรงในเดก็ ทารกและคนชรา

มา้ มกั ไมแ่ สดงอาการ หากมีอาการจะพบอาการไข้ เดินไม่ได้ ไม่รู้สึกตัว กัดฟัน โดยเช้ือจะมีระยะฟัก
ตวั ในช่วง 8-10 วัน

สุกรจะพบความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ เช่น ลูกตายแรกคลอด แท้ง มัมม่ี ผสมไม่ติด ลูกสุกรมี
อาการสน่ั และชกั ระยะเวลาฟกั ตัวของโรคยังไม่ทราบแนช่ ัด

การตรวจวินิจฉยั
สามารถตรวจปริมาณแอนติเจนจากซีรั่มและน้าไขสันหลังได้ด้วยวิธี Haemagglutination

Inhibition (HI), Plaque Reduction Neutralization Assay (PRNT) และ Enzyme Linked
Immunosorbant Assay (ELISA) ส่ิงส่งตรวจจาก ซีรั่ม พลาสมา เลือด และอวัยวะภายในสามารถนามา
ตรวจหาเช้ือโดยวิธีการอณูชีววิทยาได้ แต่วิธีการทางอณูชีววิทยาไม่เหมาะสมที่จะนามาใช้ในงานประจาเพ่ือ
วินิจฉัยโรค เน่ืองจาก มีความจาเพาะสูงแต่มีความไวต่า สาหรับการเพาะเล้ียงเซลล์ ควรทาในห้องปฏิบัติการ
ระดับ Laboratory Biosafety Level 3 (BSL-3) ขึน้ ไป

1.3 โรคไขส้ มองอักเสบจากเช้อื ไวรสั เวสตไ์ นล์ West Nile virus (WNV)
สาเหตุ

เกิดจากเช้อื ไวรัส West Nile ซ่งึ เก่ยี วข้องกับไวรสั ในวงศ์ Flavivirus

การตดิ ต่อและแพรก่ ระจายโรค
นกที่มีความไวต่อการติดเชื้อได้แก่ วงศ์ corvidae มนุษย์ และม้า เป็นเจ้าบ้านแบบบังเอิญ

(Accidental Host) สามารถเกิดโรคน้ีได้โดยท่ัวไปในนก สัตว์อื่นสามารถติดต่อโรคน้ีได้โดยมียุงในสายพันธ์ุ
Culex เป็นพาหะ โดยสามารถตดิ ต่อไปยัง ค้างคาว มา้ แมว สุนัข สกง๊ั ค์ กระรอก กระต่าย จระเข้ และคนได้

อาการ
สัตว์ปีก มีอาการ อาจทาให้นกตายได้เป็นจานวนมาก ม้าท่ีติดเช้ือจะแสดงอาการเช่น ไม่มีแรง อ่อน

แรง เดินโซโซ เป็นอมั พาตและตาย
สุนัขทตี่ ิดเชือ้ มักไมแ่ สดงอาการปวุ ย
คน นอกจากการได้รบั เชอื้ จากยุงกัดแล้ว ยังมีรายงานติดเช้ือจากการถ่ายเลือด ปลูกถ่ายอวัยวะ การ

ใหน้ มลกู และจากแม่สู่ลูกในช่วงต้ังครรภ์อีกด้วย ส่วนใหญ่ 80% มักไม่แสดงอาการปุวย หรือมีอาการไม่รุนแรง
เช่น มีไข้ ปวดหัว ปวดเม่ือย คล่ืนไส้ อาเจียน โดยอาการเหล่าน้ีจะค่อย ๆ ดีข้ึนได้เองโดยไม่ต้องรักษา แต่บาง
กรณีเช่น ผสู้ ูงอายุหรอื ผู้ท่มี ีปญั หาดา้ นภูมิคุ้มกัน (นอ้ ยกว่า 1%) จะพบอาการไข้สูง ปวดหัวอย่างรุนแรง คอแข็ง
มนึ งง ตัวส่นั หมดสติ สูญเสยี การมองเหน็ และเปน็ อมั พาต

ม้า จะมีอาการทางระบบประสาท การกินได้ลดลง ซึม กล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก อาจเป็นอัมพาต
บางสว่ น บางตัวมอี าการตาบอด หวั เอยี ง เดินวน ไม่สามารถกลนื ได้ กล้ามเนือ้ ขาหลงั ออ่ นแรง บางตวั อาจมไี ข้

32

การตรวจวนิ ิจฉัย
การตรวจวนิ จิ ฉัยโดยการยืนยันแอนติบอดีจากซีรั่ม ด้วยวิธีการEnzyme Linked Immunosorbent

Assay (ELISA), Plaque reduction neutralization testing (PRNT) และ Immunofluorescence assay
(IFA) นอกจากนยี้ ังสามารถใช้ น้าจากไขสันหลงั อวยั วะภายใน โดยเฉพาะตอ่ มน้าเหลือง มีตรวจวินิจฉัยได้ การ
ตรวจทางอณูชีววทิ ยาเป็นวิธีการที่รวดเรว็ มีความไวต่า แตม่ คี วามจาเพาะสูง และมักใช้การเพาะเล้ียงเซลล์เป็น
การยนื ยันผล

1.4 โรคสมองอกั เสบนปิ าห์ (Nipah)
สาเหตุ

เกิดจากเชอ้ื ไวรัสในวงศ์ Paramyxoviridae

การตดิ ต่อและแพร่กระจายโรค
สามารถติดตอ่ ได้โดยตรงจากอุจจาระและส่ิงคัดหล่ังจากทางเดินหายใจ สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้

นาน มีรายงานว่า ค้างคาวกินผลไม้ชนิด Pteropus hypomelanus, P. vampyrus, Cynopterus
brachyotis, Eonycteris spelaea ค้างคาวกินแมลงชนิด Scotophilus kuhlii เป็นตัวกักโรคตัวแรก และ
สุกรสามารถเพิ่มเชื้อและแพร่เชื้อไปยังสัตว์อ่ืนได้ มีรายงานการติดเช้ือในแมว สุนัข ม้า และ แพะ โดยสัตว์
ดังกลา่ วมีรายงานการสัมผัสกับสุกร เช้ือสามารถแพร่ได้ทางน้าลาย ปัสสาวะ น้าเช้ือ และสิ่งคัดหลั่ง มีรายงาน
วา่ เช้อื สามารถตดิ ตอ่ จากสุกรผา่ นทางการหายใจได้

อาการ
ระยะเวลาการฟักตัวของโรคอยูร่ ะหว่าง 4-18 วัน (ตา่ งกันตามชนิดสัตว์) ผู้ปุวยจะมีอาการทางระบบ

ประสาทและระบบทางเดินหายใจ ร่วมกับอาการมีไข้ ปวดศีรษะ มึนงง คล่ืนไส้ อาเจียน ไอ เดินเซ อาจแสดง
อาการทางคลินิกหรือไม่แสดงอาการได้ถึง 8-15 เปอร์เซ็นต์ โรคนี้เป็นสาเหตุให้เกิดสมองอักเสบและมีอาการ
ร้ายแรง ในคนอาจเกิดการตดิ เช้อื ทปี่ อดและมกี ารการทางระบบหายใจรุนแรง

การตรวจวนิ จิ ฉยั
การตรวจวินิจฉัยโรคได้โดย การตรวจทางซีร่ัมวิทยา ด้วยวิธี Enzyme Linked Immunosorbant

Assay (ELISA) การตรวจทางพยาธิวิทยา อณูวิทยา และการเพาะเลี้ยงเซลล์ โดยใช้ส่ิงส่งตรวจจาก เยื่อเมือก
นา้ ลาย สง่ิ คดั หลั่ง ปัสสาวะ ช้นิ ส่วนเนื้อเยือ่ จาก ปอด ม้าม ไต ต่อมทอนซลิ ตบั ต่อมน้าเหลือง และสมอง

1.5 โรคเฮอร์ปีไวรสั (Herpes virus)
สาเหตุ

เกิดจากเช้ือไวรัส Herpes Simplex virus (HSV)

การตดิ ต่อและแพรก่ ระจายโรค
สามารถตดิ ตอ่ ได้โดยตรงจากอุจจาระและสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้

นาน

33

อาการ
สัตว์ปีก มีอาการซึม ขนยุ่ง ไม่กินอาหาร ถ่ายเหลวเป็นน้า อาจมีการบวมรอบตาและคอ อาจพบจุด

เลือดออกจดุ เล็ก ๆ บรเิ วณขา ให้ไข่ลดลงและหยุดออกไข่ในทส่ี ดุ หากเชอื้ เข้าสสู่ มองจะมีอาการคอบิด เดินเป็น
วงกลมและเปน็ อัมพาต สตั ว์เล้ียงลูกด้วยนมจะมอี าการไข้ ไอ หายใจลาบาก สามารถเสียชีวติ ได้

ในคนพบวิการตุ่มหนองบริเวณช่องคลอด ปัสสาวะลาบาก มีเย่ือเมือกผิดปกติจากช่องคลอด เย่ือตา
อักเสบ ในเด็กทารกอาจพบตาอักเสบเป็นต้อ มีไข้อ่อนๆ คล่ืนไส้ ผิวหนังแห้งมีสะเก็ดแผล สาเหตุการเสียชีวิต
มากท่สี ดุ เกิดจากสมองอกั เสบบางส่วน

การตรวจวนิ จิ ฉยั
การเกบ็ สิ่งสง่ ตรวจจากรอยวิการซ่งึ เกดิ ขึน้ ในชว่ ง 3 วันแรก ถอื เป็นส่ิงสง่ ตรวจท่ีดีที่สุด ของเหลวที่ได้

จากแผลและวิการ น้าไขสันหลัง สิ่งส่งตรวจจากช่องคลอด เยื่อเมือกสามารถตรวจได้แต่โอกาสพบผลบวกได้
นอ้ ยกวา่ สิง่ ส่งตรวจอืน่ เลือดและซรี ม่ั สามารถตรวจในห้องปฏิบัติการด้วยวิธีทางซีรัมวิทยา ทางอณูวิทยาซ่ึงมี
ความไวสูง การย้อมสีฟลูออเรสเซนต์แล้วส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอน การ
เพาะเลี้ยงเซลลไ์ วรัส

2. กลมุ่ โรคแบคทเี รยี
2.1 โรคเลปโตสไปโรซสิ (Leptospirosis)
สาเหตุ

เกดิ จากเช้ือแบคทเี รีย Leptospira spp. เปน็ แบคทีเรยี รปู เกลียว

การตดิ ต่อและแพรก่ ระจายโรค
โรคนีส้ ามารถตดิ ตอ่ ในสตั วเ์ ลย้ี งลูกดว้ ยนมทกุ ชนดิ พบได้นอ้ ยในแมว
สามารถติดต่อได้โดยตรงจากสัตว์ที่เป็นโฮสต์หรือติดต่อโดยอ้อมจากส่ิงแวดล้อม เช่น การกินอาหาร

และน้าท่ีมีเช้ือปนเปื้อน เช้ือสามารถเข้าสู่ผิวหนังที่แช่น้าเป็นเวลานานได้โดยตรง หรือผ่านเข้าทางเย่ือเมือก
ทางบาดแผล

อาการ
ในคนพบอาการได้หลายแบบ ตงั้ แต่ไม่แสดงอาการจนถึงมอี าการรุนแรง ในรายท่ีแสดงอาการจะแบ่ง

ระยะอาการปุวยเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก (ระยะเฉียบพลัน) มักเกิดอาการทันทีโดยเชื้อจะอยู่ได้ประมาณ 1
สัปดาห์ มกั มีอาการไมจ่ าเพาะ เชน่ มไี ข้ ปวดหัว หนาวสั่น เยื่อบุตาขาวแดง ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะด้านหลัง
ต้นขาและน่อง อาจมีผื่นที่ผิวหนังช่ัวคราว บางครั้งอาจพบ อาเจียน เจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก คอแข็ง หากมีเช้ือ
รนุ แรงจะพบอาการดซี า่ นคงอยู่ 4-9 วัน แลว้ 1-3 อุณหภูมริ ่างกายจะลดลง อาการปวุ ยลดลงหรือหายไป ระยะ
ที่สอง ใชร้ ะยะเวลาประมาณ 30 วันหรอื มากกว่าน้นั บางรายอาจไม่มกี ารแสดงของโรคกลับมาอีก บางรายกลุ่ม
อาการระยะแรกจะกลับมาอีก

ในสัตว์ปุาและสัตว์ฟันแทะมักติดโรคนี้แบบไม่แสดงอาการ ส่วนสัตว์แต่ละชนิดจะมีการแสดงอาการ
แตกต่างกนั สว่ นใหญ่คือ มีไข้ เบื่ออาหาร ในรายรนุ แรงจะพบอาการดีซ่าน สัตว์บางชนิดเช่น โค สุกร แกะและ
แพะอาจมีอาการทางระบบสืบพนั ธ์ุ เชน่ แทง้ ลูกตายแรกคลอด หรือลูกอ่อนแอ สตั ว์บางชนิดมีปัญหาที่ตา เช่น
ม้า

34

การตรวจวินจิ ฉยั
สามารถทาไดโ้ ดยการเพาะเลย้ี งเชอ้ื จากเลือดและปัสสาวะ ตรวจแอนติเจน ตรวจกรดนิวคลิอิก หรือ

ทางซีรัม่ วทิ ยา สาหรบั คา่ สารเคมีและการตรวจนา้ ไขสันหลังสามารถใช้สนับสนุนการวินิจฉัยได้ ในสัตว์ระดับฝูง
มักใชว้ ิธีการทางซีรมั่ วทิ ยาทดสอบ คอื Microscopic Agglutination Test (MAT)

2.2 โรควัณโรค (Mycoplasmosis)
สาเหตุ

เกิดจากเช้ือแบคทีเรียแกรมลบในกลุ่ม Mycoplasma spp. โดยมี 8 ชนิดในสกุล Mycoplasma
วงศ์ Mycoplasmataceae และ 2 ชนิด ในสกุล Acholeplasma วงศ์ Acholeplasmatacea ที่สามารถ
ติดตอ่ ระหวา่ งคนกับสัตวไ์ ด้

การตดิ ต่อและแพร่กระจายโรค
ระยะการพักตัวของโรคก่อนแสดงอาการอยู่ระหว่าง 4-23 วัน การติดต่อมี 2 ระบบหลัก ตามแต่ละ

กลุ่มของเช้อื โดยกลุ่มแรกก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ เย่ือเมือกและส่ิงคัดหลั่งของระบบหายใจ และ
กลุ่มท่ีสอง เป็นกลุ่มท่ีมีการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สาหรับการแพร่กระจายโรคในทางเดินหายใจ มักเป็นโรคท่ี
เกย่ี วข้องกับอาชพี โดยพบมากในผู้ปุวยเด็กและผู้สูงอายุ การแพร่กระจายของโรคมีแนวโน้มท่ีจะเกิดในช่วงฤดู
ร้อน เปน็ โรคทต่ี ดิ ตอ่ ไดใ้ นสัตว์เล้ียงลกู ด้วยนม จึงมีการแพรก่ ระจายไดจ้ ากสตั วส์ ู่คน คนสคู่ น และคนสสู่ ตั ว์

อาการ
ในกลุ่มที่ก่อโรคกับระบบทางเดินหายใจโดยปกติมักไม่แสดงอาการ หากมีอาการจะทาให้เกิดอาการ

ทางระบบหายใจ อาการท่ีพบมีทั้ง ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอแห้งๆ มักพบในเด็กและคนอายุน้อย ในกลุ่มที่ก่อโรค
ทางระบบสบื พันธุแ์ ละทางเดินปสั สาวะ ทาให้ชอ่ งคลอดอักเสบ อณั ฑะ และตอ่ มลกู หมาอักเสบ ขอ้ อกั เสบ

การตรวจวนิ ิจฉยั
การส่งสิ่งส่งตรวจจากซีร่ัม เลือดไต น้าในข้อ น้าไขสันหลัง กระดูก ผิวหนัง หัวใจ ปอด อวัยวะใน

ระบบสืบพันธ์ุ เสมหะ เย่ือเมือกและสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ การตรวจวินิจฉัยโดยวิธีการทางซีร่ัม
วทิ ยาอาจมีขอ้ จากดั ในด้านความไวและความจาเพาะของการตรวจ การเพาะเลี้ยงเซลล์ทาได้ค่อนข้างยากและ
อันตราย ต้องอาศัยผู้ชานาญและไม่สามารถทาได้กับทุกสกุลที่เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน การตรวจทางอณู
ชีววิทยาถอื เป็นทางเลือกใหม่ และมคี วามเหมาะสมในการการทดสอบทางระบาดวทิ ยา

2.3 โรคไข้กระตา่ ยหรือไขเ้ หบ็ กวาง (Tularemia)
สาเหตุ

เกิดจากเช้ือ Francisella tularensis ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ โดยเชื้อสามารถอยู่ใน
สิ่งแวดลอ้ มได้นาน

การติดตอ่ และแพรก่ ระจายโรค
โรคไขก้ ระตา่ ยแบ่งเปน็ 2 ชนิด โดยชนิด A พบรายงานมากในอเมริกาเหนือ ซึ่งมีการติดเช้ือมากและ

มคี วามรุนแรงสูง ชนิด B พบความชกุ ของโรคมากกว่าชนดิ A โดยสามารถพบไดใ้ นทวีปยโุ รป เอเชีย ซึ่งเป็นการ
ติดเช้ือไม่รุนแรงมาก การติดต่อเกิดจากถูกเห็บ เหลือบ และยุงกัด โดยมีรายงานว่าแมลงมากกว่า 54 ชนิด
สามารถเป็นพาหะโรคได้ การติดต่อโดยตรงจากการผ่านผิวหนังจากสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือซากสัตว์ หรือผ่านการ

35

กนิ เน้ือดิบ มีรายงานการแยกเช้ือได้จากสัตว์ปุา 100 ชนิด เช่น กระต่าย สกั๊งค์ สัตว์ฟันแทะ สัตว์เลี้ยง 9 ชนิด
สตั ว์ปีก 25 ชนดิ กบ ปลา สัตว์เล้ือยคลาน และสตั วข์ าปล้อง การติดต่อของโรคเกิดได้ท้ังแบบโดยตรง และโดย
อ้อม จากการปนเป้ือนเน้ือสัตว์ การสูดดมฝุน หรือส่ิงท่ีปนเปื้อนมากับปัสสาวะ อุจจาระ หรือเนื้อเย่ือ การถูก
กัด และข่วน ยังไม่มีรายงานการติดเชื้อจากคนสู่คน ในคนที่ติดเชื้อจะมีระยะฟักตัวของโรคอยู่ท่ี 1-14 วัน
(สว่ นมากพบที่ 3-5 วัน)

อาการ
อาการทีแ่ สดงมีหลายแบบ มักไม่จาเพาะ โดยในคนจะมที ้ังหมด 6 รูปแบบ ส่วนมากจะพบมีไข้สูง ตัว

ส่ัน ปวดศีรษะ มีแผลถลอกเปน็ จา้ บรเิ วณทีถ่ กู กดั ต่อมน้าเหลืองบวม ปวดกล้ามเน้อื เหง่ือออก น้าหนักลด อาจ
เจ็บแน่นหน้าอก ไอแห้งๆ หายใจถ่ีในสัตว์ที่มีความไวต่อโรคมักจะซึม เป็นไข้ และเสียชีวิตในระยะเวลา 2-10
วนั

การตรวจวินจิ ฉัย
การตรวจวินิจฉัยโดยการทาเสมียร์จากอวัยวะภายในแล้วส่งด้วยกล้องจุลทรรศน์ การตรวจชิ้นเนื้อ

นาเลือดและเสมหะไปเพาะเลยี้ งเชอ้ื การตรวจทางซรี มั่ วทิ ยา

2.4 โรคแทง้ ติดตอ่ (Brucellosis)
สาเหตุ

เกดิ จากเชื้อแบคทีเรยี Brucella spp. เปน็ แบคทีเรยี แกรมลบแบบแทง่ ส้ัน

การติดตอ่ และแพรก่ ระจาย
พบได้ทั่วโลก สามารถติดเชื้อได้ในสัตว์เล้ียงลูกด้วยนมทั้งบนบกและในน้า โดยเฉพาะในสัตว์ปุา ถือ

เป็นตัวกักโรคท่ีสาคัญ คนส่วนใหญ่ติดโรคจากการประกอบอาชีพ การบริโภคนมท่ีไม่ผ่านการพลาสเจอไรซ์
หรือบริโภคเน้ือสัตว์ท่ีติดเช้ือโดยไม่ผ่านการปรุงสุก เชื้อสามารถติดต่อผ่านอากาศได้ การติดต่อระหว่างสัตว์
ด้วยกันโดยผ่านทางรก ตัวอ่อน ของเหลวของตัวอ่อน น้าเช้ือ และสิ่งคัดหล่ัง โดยสัตว์กลุ่มวัวมักจะไม่แสดง
อาการนอกจากการแท้ง สาหรับการติดต่อจากคนสู่คนสามารถเกิดขึ้นได้ยาก มักเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ เช่น การ
ถ่ายเลอื ด การปลกู ถ่ายไขกระดกู หรือทางเพศสัมพนั ธ์

อาการ
ในคนเม่ือติดเชื้อมักจะแสดงอาการได้หลายแบบ มีทั้งแบบไม่แสดงอาการ มีไข้แบบขึ้นๆ ลงๆ ปวด

ศรี ษะ ปวดหลงั ปวดเมอื่ ยกล้ามเนือ้ เมอ่ื โรคพัฒนาเป็นแบบเร้อื รงั มกั จะส่งผลตอ่ กลา้ มเน้อื และกล้ามเน้ือหัวใจ
และระบบประสาทส่วนกลาง ระยะเวลาฟักตัวของโรคคือ 5 วันจนถึง 3 เดือน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 2
สัปดาห์ ในสัตว์มักเป็นสาเหตุสาคัญท่ีทาให้เกิดการแท้ง มดลูกอักเสบ อัณฑะอักเสบ มีปัญหาเก่ียวกับระบบ
สบื พันธุ์ ระยะเวลาการฟักตวั ของโรคจะตา่ งกันตามแต่ละชนิดสตั ว์

การตรวจวนิ จิ ฉยั
สามารถตรวจพบไดจ้ าก เลือด นา้ ไขสันหลงั การเพาะเลยี้ งเช้อื เปน็ วิธีมาตรฐานสาหรบั โรคแท้งติดต่อ

แต่ควบคุมความปลอดภยั ไดย้ าก เสียเวลา ความไวในการทดสอบต่าในกรณีท่ีมีการติดเชื้อแบบเรื้อรัง และต้อง
ใช้ผู้ชานาญในการปฏิบัติงาน สามารถตรวจย้อมสีเพ่ือดูเซลล์แบคทีเรียได้ ตรวจวินิจฉัยทางซีรั่มวิทยา อณู
ชวี วทิ ยา การดกู ารตกตะกอนของเลือดกเ็ ป็นวธิ ีการหนึง่ ท่ีใชใ้ นทางปฏบิ ตั ิและงานภาคสนาม

36

2.5 โรคไข้คิว (Q-Fever)
สาเหตุ

เกดิ จากการติดเชอื้ แบคทีเรยี แกรมลบ Coxiella burnetii

การตดิ ตอ่ และแพรก่ ระจาย
พบได้ท่ัวโลก ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา มีรายงานพบในเขตร้อนมากกว่าเขตอื่นของโลก โดยพบ

มากในสัตว์กลุ่ม แพะ แกะ โค และกระบือ ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข แมว กระต่าย ม้า สุกร อูฐ กระบือ สัตว์ฟัน
แทะ นก และสัตว์ขาปล้องบางชนิดก็สามารถพบโรคน้ีได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานพบเช้ือใน เห็บ หมัด เหา ไร
และแมลงอกี ด้วย ส่วนมากสตั ว์ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงมักเป็นตัวแพร่เช้ือมายังคนโดยการหายใจเอาฝุนละอองท่ี
ปนเปอื้ นเช้ือ หรอื จากการสมั ผสั โดยตรงกับสตั ว์ที่ตดิ เช้ือขณะท่ีช่วยทาคลอดสัตว์ อาจติดโรคจากการดื่มนมที่มี
เชือ้ หรอื ถูกเห็บที่มีเชื้อกัดได้ เมื่อติดเช้ือ คร่ึงหนึ่งของผู้ติดเช้ือมักไม่แสดงอาการปุวย มีรายงานว่าหนูสามารถ
ติดเช้ือผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้ ซ่ึงมีโอกาสเกิดได้ในคน เช้ือสามารถอยู่ในอากาศได้นานกว่า 2 สัปดาห์ และ
สามารถปนเปื้อนในดนิ ได้นานกว่า 5 เดือน

อาการ
ในคนอาการจะแสดงแบบเฉียบพลันโดยระยะเวลาฟักตัวของเชื้อเฉลี่ย 20 วัน แบบเรื้อรังอาจจะ

แสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อไปแล้ว 6 เดือน หรือแบบไม่แสดงอาการ พบกลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดโดยไม่
ทราบสาเหตุ อาการท่พี บคอื เปน็ ไข้ หนาว เหง่ือออกเวลากลางคืน ปวดหัว อ่อนแรงและเจ็บหน้าอก ปอดและ
ตับอักเสบในรายที่มีความรุนแรงของโรคสูงได้ การติดเชื้อในหญิงมีครรภ์อาจทาให้คลอดก่อนกาหนด แท้ง ใน
รายทมี่ ีการตดิ เช้ือเรื้อรังมักจะพบกล้ามเน้ือหัวใจอักเสบ

ในสัตวก์ ล่มุ วัว ควาย พบอาการแทง้ หรือลูกตายหลังคลอด รกค้าง เต้านมอักเสบ และผสมไม่ติด ใน
สัตว์เค้ียวเอื้องขนาดเล็กมักจะเก่ียวข้องกับอาการแท้ง โดยสัตว์เหล่าน้ีหลายตัวมักไม่แสดงอาการแต่สามารถ
แพร่เชื้อไปยังสัตว์ตัวอน่ื ได้

การตรวจวินิจฉยั
การตรวจทางซรี ่มั วทิ ยา การตรวจทางอณชู วี วิทยาเปน็ วธิ ที ีม่ คี วามไวและจาเพาะเป็นวิธีที่มีประโยชน์

ในการสารวจโรคในสัตว์จานวนมากโดยสามารถตรวจเชื้อได้จาก นม นมน้าเหลือง อุจจาระ

3. กลุ่มโรคปรสิต
3.1 โรคฟลิ าเรยี ของระบบนา้ เหลอื ง (โรคเทา้ ชา้ ง: Lymphatic filariasis)
สาเหตุ

เป็นโรคท่ีเกิดจากยุงเป็นพาหะ โดยพบในทวีปแอฟริกา เอเชีย แปซิฟิกและอเมริกา ในประเทศไทย
เกดิ จากเชือ้ พยาธิ 2 ชนิด คอื Wuchereria bancrofti และ Brugia malayi

อาการ
โรคน้ีอาจเรียกว่า โรคเท้าช้าง แบ่งลักษณะอาการเป็น 3 แบบ คือ แบบไม่แสดงอาการ แบบแสดง

อาการแบบเฉียบพลันโดยมีอักเสบของระบบน้าเหลืองในร่างกาย มีอาการบวม แดงและปวดเฉพาะท่ี มีไข้เป็น
พักๆ หนาวส่ัน โดยมีอาการประมาณ 3 – 5 วัน แล้วหายไป จากนั้นอาจกลับมาเป็นซ้าได้อีก และแบบแสดง
อาการแบบเรื้อรัง มีการอุดตันของทางเดินน้าเหลือง ทาให้เกิดการบวมโตของอวัยวะจนเกิดภาวะเท้าช้าง
ผูป้ วุ ยมักมีอาการสว่ นใหญ่ คอื ขาบวม เจบ็ บริเวณขา และ/หรือ แขน มีผวิ หนงั หยาบขรขุ ระ

37

การตดิ ต่อและแพร่กระจาย
ในประเทศไทยพบการแพร่ระบาดส่วนมากในภาคตะวันตก และภาคใต้ โดยพาหะนาเช้ือพยาธิท้ัง 2

ชนิดจะแตกต่างกัน เชื้อในกลุ่ม Brugia malayi จะมียุงในสกุล Mansonia เป็นพาหะ ส่วนเชื้อในกลุ่ม
Wuchereria bancrofti ซึง่ พบในคนไทยตามเขตชายแดนไทย-พมา่ จะมียุงบางชนิดในสกลุ Aedes เป็นพาหะ

การตรวจวนิ ิจฉัย
โดยวิธีการตรวจหาตัวอ่อนระยะ microfilaria โดยวิธีธรรมดา หรือตรวจเลือดจากฟิล์มหนา (thick

film) แล้วย้อมด้วยสี Giemsa หรือ Hematoxylin การใช้ชุดตรวจโรคเท้าช้าง (ICT Filariasis) นอกจากนี้ยัง
สามารถตรวจหาแอนติเจนของเชือ้ ดว้ ยวธิ ี PCR โดยใช้ DNA probe ตรวจจับ Filarial Larvae ในของเหลวใน
รา่ งกาย และในยุง การตรวจทางซีรม่ั วิทยา

3.2 โรคทอ็ กโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis)
สาเหตุ

เกิดจากการตดิ เช้ือโปรโตซัว Toxoplasma gondii

อาการ
สตั ว์ทตี่ ดิ เชื้อสว่ นมากไม่แสดงอาการปุวย พบโรครุนแรงในสัตว์อายุน้อย ในสัตว์โตเต็มวัยโดยเฉพาะ

แพะ และแกะ มักพบอาการ มีไข้ ซึม และแท้ง เม่ือผ่าซากจะพบการอักเสบของอวัยวะภายใน สัตว์ตระกูล
แมวอาจพบปอดอักเสบ มีอาการทางระบบประสาท หรือตา สัตว์เล้ียงลูกด้วยนมบางชนิดจะมีอาการ เช่น ชัก
สั่น คอตก หรืออมั พาต

ในคน เช้ืออาจทาให้หญิงมีครรภ์แท้ง และทาให้เด็กในครรภ์มีความผิดปกติแต่กาเนิดในผู้ปุวยโรค
เอดสอ์ าจเกิดการติดเชื้อที่สมองและทาให้เสียชีวิตได้ แบ่งอาการออกเป็น การติดเช้ือโดยกาเนิด ซึ่งเป็นในเด็ก
ทารกทีแ่ มม่ กี ารตดิ เช้อื ซึง่ เด็กจะแสดงอาการ ชกั ตัวเหลอื ง มีไข้ การติดเช้ือแบบเฉียบพลันมักเกิดเม่ือผู้ติดเช้ือ
มีภูมิคมุ้ กันตา่ ลง อาการอาจพบจากไมร่ ุนแรง คล้ายเปน็ ไข้หวดั ไดแ้ ก่ มีไข้ ปวดเม่ือยตามตวั ปวดศีรษะ เจ็บคอ
และอาจแสดงอาการรุนแรงในผู้ปุวยที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะเกิดอาการกับทางระบบกล้ามเน้ือ ระบบ
ประสาท หัวใจ ปอด ตา หรือระบบน้าเหลือง และการติดเช้ือแบบเร้ือรังจะตรวจพบแอนติเจนได้ แต่จะไม่
แสดงอาการ

การตดิ ต่อและแพรก่ ระจาย
โรคน้ีพบได้ท่ัวโลก โดยเฉพาะในเขตร้อน แมวมีความสาคัญในวงจรชีวิตของเช้ือ พบได้ใน

สตั วเ์ ลือดอนุ่ และอาจพบได้ในสัตวป์ กี เชน่ นก ไก่ ในสัตว์ปุา พบมากในสัตว์ตระกูลเสือและแมว สัตว์ที่ติดเช้ือ
จะปล่อยโอโอซีสต์หรือไข่มากับอุจจาระ สัตว์อื่นจะติดได้โดยบังเอิญจากการกินโอโอซิสต์หรือไข่ที่ปนเป้ือนกับ
อาหาร หรือกินสัตวเ์ ลีย้ งลูกดว้ ยนมขนาดเล็กที่มีเช้ืออยู่

คนติดได้จากการกินโอโอซีสต์ของเช้ือที่ปนอยู่ในเน้ือสัตว์ท่ีไม่ผ่านการปรุงสุก น้าท่ีมีการปนเป้ือน
การรบั เลือด การปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้เป็นโรค หรือส่งผ่านเช้ือจากมารดาสู่ทารก โดยยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่า
การติดต่อทางใดสาคัญทางระบาดวิทยามากที่สุด ในคนสุขภาพดีมักไม่แสดงอาการ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกัน
โรคจะปอู งกนั โรคจากเชื้อได้

การตรวจวนิ ิจฉยั
สามารถตรวจได้ทางซีรั่มวิทยา โดยตรวจแอนติบอดี โดยตรวจได้จาก เลือด น้าไขสันหลัง ของเหลว

ในร่างกาย ส่ิงส่งตรวจเน้ือเยื่อ และปัสสาวะ การตรวจหาเช้ือโดยตรงสามารถพบได้ในน้าไขสันหลัง การตรวจ
โดยวิธี PCR การตรวจทางพยาธิวิทยาเพ่อื หาตวั เชือ้ หรือย้อมสีชิน้ เนอ้ื เพือ่ ตรวจหาแอนตเิ จน

38

เอกสารอา้ งองิ
http://www.oie.int/for-the-media/animal-diseases/animal-disease-information-summaries.
Al Sascha D and Nockler K. Implications of laboratory diagnosis on brucellosis therapy. Expert

Rev Anti Infect Ther. 2011; 9(7): 833-845.
Ameeta Singh BMBS MSc FRCPC1,2, Jutta Preiksaitis MD FRCPC1,3, Barbara Romanowski. The

laboratory diagnosis of herpes simplex virus infections. Can J Infect Dis Med Microbiol
Vol 16 No 2 March/April 2005. 92-98.
Araj GF. Update on laboratory diagnosis of human brucellosis. Int J Antimicrob Agents. 2010;
36(1). 12-17.
Ataseven VS and Arslan HH. Equine Infectious Anemia in Mules, Donkeys, and Horses:
Epidemiologic Studies in the Different Geographic Regions of Turkey. J Equi Vet Sci.
2005; 25(10): 439-441.
Calderaro A. Peruzzi S, Piccolo G, Gorrini C, Montecchini S, Rossi S. Chezzi C and Dettori G.
Laboratory diagnosis of Toxoplasma gondii infection. Int J Med Sci. 2009; 6(3): 135-136.
Cappelli K, Capomaccio S, Cook FR, Felicetti M, Marenzoni ML, Coppola G, Verini-Supplizi A,
Coletti M and Passamonti F. Molecular detection, epidemiology, and genetic
characterization of novel European field isolates of equine infectious anemia. J Clin
Microbiol. 2011; 49(1): 27-33.
Danielsa P, Ksiazekb T and Eaton BT. Laboratory diagnosis of Nipah and Hendra virus
infections. Microbe Infect. 2001; 3: 289-295.
Daxboeck F, Krause R and Wenisch C. Laboratory diagnosis of Mycoplasma pneumoninae
infection. Clin Microbiol Infect. 2003; 9: 263-273.
De Filette M, Ulbert S, Diamond M and Sanders NN. Recent progress in West Nile virus
diagnosis and vaccination. Vet Res. 2012; 43(16): 1-15.
Department of Public Health Richmond,West Nile virus in California: guidelines for human
testing and surveillance within the regional public health laboratory network, California.
California. May 2011. 1-16.
Fournier P, Marrie TJ And Raoult D. Diagnosis of Q fever. J Clin Microbiol. 1998; 36(7): 1823–
1834.
Emphasis on Vector Transmission and Genetic Analysis. Vet Microbiol. 1988; 17: 251-286.
Espy MJ, Uhl JR, Mitchell PS, Thorvilson JN, Svien KA, Wold AD and Smith TF. Diagnosis of
herpes simplex virus infections in the clinical laboratory by lightcycler PCR. J Clin
Microbiol. 2000; 38(2): 795–799.
Gall D and Nielsen K. Serological diagnosis of bovine brucellosis: a review of test
performance and cost comparison. Rev. sci. tech. Off. int. Epiz. 2004; 23 (3): 989-1002.
Feldman KA. Tularemia. JAVMA. 2003; 222(6). 725-730.
Ichimori K and Crump A. Pacific collaboration to eliminate lymphatic filariasis. Trends in
Parasitology. 2005; 21(10): 441-444.

39

Issel CJ, Rushlow K, Foil LD and Montelaro RC. A Perspective on Equine Infectious Anemia
with an
Montoya JG. Laboratory diagnosis of Toxoplasma gondii infection and Toxoplasmosis. J Infect

Dis. 2002; 185(1): 73–82.
Padgett KA, Cahoonyoung B, Carney R, Woods L, Read D, Husted S and Kramer V. Field and

laboratory evaluation of diagnostic assays for detecting West Nile virus in oropharyngeal
swabs from California wild birds. Vector Borne Zoonotic Dis. 2006; 62(2): 183-191.
Poester FP, Nielsen K, Samartino LE and Yu WL. Diagnosis of bucellosis. The Open Vet Sci J.
2010; 4: 46-60.
Pohanka M, Chlibek R, Kuca K, Bandouchova H and Pikula J. Diagnosis of tularemia using
biochemical, immunochemical and molecular methods: a review. Veterinarni Medicina.
2011; 56(9): 453-461.
Rajan TV. Perspective natural course of lymphatic filariasis: insights from epidemiology,
experimental human infections, and clinical observations. Am. J Trop Med Hyg. 2005;
73(6): 995–998.
Raty R, Ronkko E and Kleemola M. Sample type is crucial to the diagnosis of Mycoplasma
pneumoniae pneumonia by PCR. J Med Microbiol. 2005; 54: 287–291.
Rebollo MP and Bockarie MJ. Rapid diagnostics for the endgame in lymphatic filariasis
elimination. Am. J Trop Med Hyg. 2013; 89(1): 3–4.
Scola BL, Current Laboratory Diagnosis of Q Fever: Seminars in pediatric infectious diseases;
October, 2002; 13(4): 257-262.
Shipitsyna E, Savicheva A, Sokolovskiy E, Balard RC, Domeika M, Unemo M, Jensen JS and EE
SRH Network. Guidelines for the laboratory diagnosis of Mycoplasma genitalium
infections in East European Countries. Acta Derm Venereol. 2010; 90: 461–467.
Tentera AM, Heckerotha AR and Weiss LM. Toxoplasma gondii: from animals to humans. Int J
Parasitol. 2000; 30(12-13): 1217–1258.
Thurman KA, Walter ND, Schwartz SB, Mitchell SL, Dillon MT, Baughman AL, Deutscher M,
Fulton JP, Tongren JE, Hicks LA and Winchell JM. Comparison of laboratory diagnostic
procedures for detection of Mycoplasma pneumonia in community outbreaks. Clin
Infect Dis. 2009; 48: 1244- 1229.
Woldehiwet Z. Q fever (coxiellosis): epidemiology and pathogenesis. Res Vet Sci. 2004; 77 (2):
93–100.
World Health Organization. Avian Influenza. OIE Terrestrial Manual 2009. May 2009. 1-20.
World Health Organization. Bovine brucellosis. OIE Terrestrial Manual 2013. May 2013
World Health Organization. Equine infectious anemia. OIE Terrestrial Manual 2013. May
2013.1-6.
World Health Organization. Guidance on regulations for the transport of infectious substances
2007– 2008.1 January 2007.

40

World Health Organization. Hendra and Nipah virus diseases. OIE Terrestrial Manual 2008.
1227-1238.

World Health Organization. Manual for the Laboratory Diagnosis of Japanese Encephalitis
Virus Infection. 30 March 2007. 1-52.

World Health Organization. Q-fever. OIE Terrestrial Manual 2008. 292-303.
World Health Organization. Tularemia. OIE Terrestrial Manual. 2008: 361-366.
World Health Organization. WHO Guidelines on Tularaemia. World Health Organization 2007.

Printed in France. 1-125.


Click to View FlipBook Version