คำนำ แม้แตใ่ นปจั จุบนั หากพดู ถึงอันดากทู ีย่ ิ่งใหญ่น้ี น้อยคนนกั ทีจ่ ะรจู้ ักและเข้าใจ แมแ้ ตร่ า้ นค้าศิลปะวตั ถโุ บราณในเมียนมาร์ จงึ พอจะสรปุ ได้
วา่ หนิ ที่ชาวเมียนมาร์เรยี กแบบควบรวมดว้ ยความศรทั ธาว่า อันดากู น้ันยังเป็นที่รู้จักกันน้อยมาก คล้ายกับเป็นศัพท์เฉพาะสาหรับสังคมกลุ่มหน่ึง ที่
พระหินแกะสลักศลิ ปะพกุ ามถือกาเนิดขึ้นในประเทศเมียนมาร์ หรือที่เรียกว่าดินแดนแห่งทะเลเจดีย์ แหล่งของศิลปะช้ันสูง ที่มีความอ่อนช้อย มีความสนใจในเชิงของรายละเอียดเฉพาะจุดเท่าน้ันคล้ายกับคาเรียก พระเครื่องชุดเบญจภาคี ของสังคมไทยที่รู้จักกันในกลุ่มผู้นิยมพระเคร่ือง
งดงาม ซงึ่ ไดร้ วมเอาพทุ ธประวตั ทิ ง้ั หมดไวใ้ นงานแกะสลักน้ี ซ่งึ มีความสาคัญอยา่ งย่งิ ในการสบื ทอดประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนา เน่ืองด้วยศิลปะ เทา่ น้ัน แต่หลงั จากไดม้ กี ารเข้าไปวิเคราะห์ วจิ ัย และศึกษามาทุก ๆ ด้าน อยา่ งแท้จรงิ จงึ ทราบได้วา่ ศิลปะแบบอันดากูไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศเมียน
พุกามเป็นศิลปะที่หาดูได้ยาก ควรแก่การรักษาและสืบทอดไว้เป็นอย่างย่ิง จึงเป็นการดีท่ีผู้จัดทานาเสนอรายละเอียดประวัติความเป็นมาข องพระหิน มาร์แต่เพียงแห่งเดียว แต่เป็นศิลปะและมีปรัชญาร่วมสมัยในรูปแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน ที่อาจจะต่างกันเล็กน้อยในรายละเอียด แต่เป็น
แกะสลักศลิ ปะพุกาม ยคุ สมัยของพระหนิ แกะสลักศลิ ปะพกุ ามตา่ ง ๆ การผสมผสานของศิลปะพุกามในสมัยปัจจุบัน และการสืบทอดแก่อนุชนรุ่นหลัง ศิลปะของเกอื บทกุ ชนชาตทิ ่นี ับถือศาสนาพุทธในทวปี เอเชียในระยะเวลาน้นั โดยมตี ้นแบบท่ถี กู จุดประกายมาจากแผน่ ศลิ าทแ่ี กะสลักแบบกึ่งลอยตัว
บนแผ่นศิลารูปกลีบบัวของศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน ท่ีอยู่ทางดินแดนด้านทิศตะวันออกของประเทศอินเดีย ในขณะนั้นมีราชวงศ์
อันดากู เป็นปฏิมากรรมทางพระพุทธศาสนาฉบับย่อเก่ียวกับ เหตุการณ์การดาเนินชีวิตและบอกเล่าความเป็นมาของการได้มาซึ่งศาสนาพุทธ ปาละเป็นผู้นา โดยที่พระราชอาณาเขตของอาณาจักรปาละติดกับอาณาจักรพุกามของประเทศเมียนมาร์ จึงเป็นเหตุที่ทาให้พระพุทธรูปในศิลปะ
และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า งานศิลปะประเภทนี้แม้จะเป็นงานศิลปะขนาดเล็กแต่มากด้วยปรัชญา และงานช่างฝีมือที่หาส่ิงอ่ืนใดมา อันดากู รวมทั้งพระพุทธรูปทั่วไปในระยะต้นยุคอาณาจักรพุกาม จึงมีรูปพระพักตร์คล้ายกับศิลปะปาละของอินเดีย จนคร้ังหนึ่งในอดีตปฏิมา กรรม
เปรียบเทียบได้ ถึงแม้ว่าศิลปะการสร้างอันดากูจะยังคงมีอยู่ จนถึงปัจจุบัน แต่ความสวยงามท่ีเกิดจากความศรัทธาอย่างสูงย่ิงในอดีต น้ั นมีความ อนั ดากถู ูกนกั โบราณคดชี าวตะวันตกเขา้ ใจคลาดเคลอื่ น สรปุ วา่ เป็นศิลปะโบราณวัตถุที่ถูกนาเข้ามาจากอินเดีย กับศิลปะลพบุรีของประเทศไทยที่
แตกต่างหา่ งไกลกันมากกับอันดากูในระยะหลงั จนยากทจ่ี ะนามาบรรยาย เหตเุ พราะอันดากใู นปัจจบุ ันถูกรังสรรค์จากการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในเชิง คร้ังหนึ่งในอดีตเคยถูกนักโบราณคดีชาวตะวันตกระบุและเรียกว่าศิลปะเขมรท่ีค้นพบในประเทศไทย ซ่ึงคล้ายกับทุกวันน้ีความรู้เรื่องอันดากูได้ถูก
พาณิชย์มากกว่าจะเกิดจากผลงานท่ีถูกส่งผ่านเข้ามาทางด้านความศรัทธาที่เกิดจากทางจิตใจ จึงทาให้งานสร้างสรรค์อันดากูในอดีตดูคล้า ยกับมีชีวิต พฒั นาในแนวทางวิชาการด้าน ประวัติศาสตร์ศิลปะมากย่ิงข้ึนและดูชัดเจนกว่าเดิม รวมท้ังยังได้มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ เช่น สายวิวัฒนาการของ
และจิตวิญญาณที่เคล่ือนไหวได้ หรือควรจะเปรียบได้เหมือนกับศิลปะบริสุทธิ์แบบอมตะ ที่มีองค์ประกอบแห่งความงามอยู่คู่กับพระพุทธศาส นา ศลิ ปะแขนงน้ีท่ีมีความต่อเนื่อง ยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน สายพัฒนาและการได้มาซ่ึงกรรมวิธีการแกะสลักอันทรงคุณค่าน้ี สีหินท่ีนิยมใช้ในแต่ละ
นอกเหนือจากนั้นในตัวองค์ปฏิมากรรมอันดากูเอง ยังเป็นตาราทางประวัติศาสตร์ท่ีบอกเล่าถึงเหตุการณ์ทางด้านการเมืองในอดีตที่ผ่านมาได้ อย่าง ยุคสมัย ฯลฯ และที่สาคัญ ที่สุดคือรูปแบบของศิลปะท่ีมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปตามศิลปะของแต่ละชนชาติ แต่ถึงอย่างไรก็ตามคาว่า อันดา กู
ชัดเจน หากผู้สนใจในอันดากูผู้น้ันมีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศเมียนมาร์ในอดีตจนถึงปัจจุบันมากพอ เพราะฉะนั้นช้ินหินหรือ กย็ ังคงเป็นที่รจู้ ักท่ีอยู่ในวงแคบมากหากเปรียบเทียบในอัตราส่วนกับศิลปะประเภทอื่นในวงการนี้ท่ัวโลก จึงเป็นหน้าท่ีของรัฐบาลเมียนมาร์และผู้ที่
แผ่นหินเล็ก ๆ เหล่านีจ้ งึ ถกู บรรจุเต็มด้วยปรัชญาและบอกเล่าเหตุการณ์ท้ังทางด้านนามธรรม และรูปธรรมขององค์พระศาสดาในพระพุทธศาสนาร่วม เกี่ยวข้องทั้งบุคคลท่ีมีความช่ืนชอบกับศิลปะแขนงน้ีจะต้องช่วยกันอนุรักษ์และเผยแพร่ขยายองค์ความรู้เก่ียวกับคาว่า อันดากู ให้ผู้ คนได้รับรู้ถึง
กับเหตกุ ารณอ์ น่ื ๆ ที่บคุ คลผ้นู ้นั สามารถจนิ ตนาการให้เห็นภาพไดไ้ ม่ยากนัก ความหมายทเี่ กดิ จาก แรงศรทั ธาทค่ี วบรวมกับชื่อพืน้ ถิน่ ของหนิ ชนิดน้ี ให้ผู้ที่อยากจะใฝร่ ใู้ หร้ ู้ อยา่ งถูกต้องมากยง่ิ ขน้ึ
อันดากู เป็นประติมากรรมขนาดเล็กมาก สืบเนื่องมาจากการที่เป็นหินธรรมชาติขนาดเล็กทั้งยังขาดซึ่งเทคโนโลยีในการขุดในสมัยน้ัน จึงทาให้
ขนาดของอนั ดากูจึงเป็นเอกลกั ษณ์อีกชนดิ หน่งึ ของศลิ ปะชนิดนี้ เพราะโดยปกติปฏมิ ากรรมชาวเมียนมาร์นิยมการแกะสลักหินขนาดใหญ่ท่ีเรามักจะพบ
เห็นพระพทุ ธรปู ที่แกะจากหินชนิดอน่ื ๆ ทมี่ ขี นาดใหญม่ าก ท่มี อี ยู่จานวนมากตามสถานที่ต่าง ๆ แต่สาหรับชาวเมียนมาร์แล้ว อันดากูถึงแม้จะมีขนาด
เล็ก แต่กลับซ่อนเร้นความศรัทธาขนาดใหญ่ไว้ภายใน เหตุเพราะอันดากูถูกรังสรรค์ขึ้นจากปรัชญาที่ลุ่มลึกไม่เหมือนใคร หากผู้ใดเข้าถึ งปรัชญาการ
สร้างน้ีแล้ว เป็นธรรมดาท่ีจะต้องเกิดแรงศรัทธาท่ีมีต่อปฏิมากรรมชิ้นเล็กเหล่าน้ี แต่เป็นท่ีน่าแปลก เหตุเพราะจากข้อมูลที่ได้มาจากประสบการณ์ที่
ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน คาว่า อันดากู กลับไม่เป็นที่รู้จักของนักประวัติศาสตร์ศิลปะ นักสะสมศิลปะโบราณวัตถุ หรือแม้กระทั่งชาวเมียน มาร์เอง
ความหมายและชื่อหินทชี่ าวเมยี นมารก์ ลุ่มหนงึ่ เรียกว่า อนั ดากู นกี้ ลบั รจู้ ักอยใู่ นวงสังคมท่ีไม่กวา้ งขวางนัก
จำกใจผเู้ ขยี น ( ๑ ) ทุกคนต่างบอกว่าพระน้ีเป็นพระอินเดียท้ังน้ัน ท่านสนองบอกว่าเป็นพระอันดากูมีหนังสือ หนังสือนี้ถูกเขียนโดยท่านศาสตราจารย์ Claudine
Bautze – Picron ท่านเอาหนังสือให้อาจารย์บวรศักดิ์ฯ ดูท่านอาจารย์บวรศักดิ์ฯ ก็เลยส่งตั๋วเคร่ืองบินไปเชิญท่านศาสตราจารย์คลอ ดรีน บูธ เดอ
ก่อนทจี่ ะเข้าสู่เน้ือหาของหนังสือพุทธศลิ ปม์ หัศจรรยอ์ นั ดากู ผมขออนุญาตเล่าประวตั คิ วามเปน็ มาของพระอนั ดากูสสู่ ยามประเทศ ให้ท่าน ฟรอ้ ง มาพิสจู นพ์ ระอันดากูท้ังหมด แล้วท่านศาสตราจารย์ Claudine Bautze – Picron ก็เดินทางมาถึงเมืองไทย ท่านก็ดูพระทั้งหมดแล้วท่านก็บอก
ผู้อ่านได้รบั ทราบเบือ้ งต้นกอ่ นนะครับ อันดากเู ป็นศลิ ปะปาละสกลุ ช่างอนิ เดยี พระอันดากเู ปน็ พระขนาดเลก็ ที่สวยท่ีสุดในโลกและมอี ายุมากท่ีสุดใน ว่าพระพวกนีเ้ ปน็ พระอันดากูทงั้ หมด โดนทา่ นใหเ้ หตุผลวา่ ศลิ ปะถูกตอ้ งทั้งหมด ท่านให้เหตุผลว่าพระแต่ละองค์มันไม่มีซ้ากันเลยเพราะเป็นงาน Hand
โลก เป็นพระต้นแบบเปน็ พระแม่พมิ พข์ องพระขนาดเล็กท่วั โลก สิ่งเราเหน็ มันไมใ่ ชแ่ คง่ านศลิ ปะ แตเ่ ราเห็นไปถึงจติ วญิ ญาณของช่าง เราเห็นเข้าไป Made แต่ละองค์มีหน่ึงเดียวในโลก วันนั้นถือเป็นการชุมนุมใหญ่ของผู้สะสมพระอันดากูทั้งหมดในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเซียน ดอน ลาพูน ผู้สะสม
ถึงจิตใจทดี่ งี ามบรสิ ุทธ์ิ เราเหน็ ไปถึงการใช้ชวี ติ ที่มีหลกั ธรรม เราเหน็ ไปถึงความประเสริฐของจิตใจมนษุ ย์ทม่ี ศี ีลธรรม เป็นศิลปะปาละเสนะสกลุ ช่าง พระเคร่ือง แล้วก็ตระกูลใหญ่ที่ค้าข้าวท่ีใหญ่ท่ีสุดในเมืองไทย น่ันก็คือตระกูลเหล่าธรรมทัศน์ นาโดยด็อกเตอร์เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ ดอกเตอร์อนันต์
อินเดยี บรรจอุ ยู่ในกรเุ จดีย์พกุ ามหรอื ทีเ่ รียกว่าดินแดนแห่งทะเลเจดีย์ มีเจดียเ์ ปน็ พัน ๆ หมน่ื ๆ องค์ เหล่าธรรมทัศน์ แล้วกผ็ ู้ที่ทาเรือขนส่งสินค้าท่ีท่าเรือคลองเตยท่านสุวิทย์ รัตนจินดา มากันหมดเลยแล้วก็เอาพระอันดากูมาด้วย โอ้โห วันนั้นก็เป็นการ
รวบรวมพระอนั ดากทู ีใ่ หญท่ ี่สุดในเมืองไทย มเี ป็นหลาย 100 องค์เลย ดอกเตอร์ Claudine Bautze – Picron ก็บอกว่ามันใช่แล้ว มันถูกต้องแล้วมัน
ต่อไปเราจะมาพูดถงึ เร่อื งการค้นพบอนั ดับกใู ห้ฟังนะครบั เม่ือประมาณปี 2544 มชี าวพมา่ คนหน่ึงเอาพระองคเ์ ลก็ ๆ แบบมหัศจรรย์มาใหผ้ มดู คือของจรงิ ทัง้ หมด ท่านอาจารย์ ดร.บวรศักดฯิ์ ก็ถามต่อวา่ มันใชย่ งั ไงล่ะ ท่านก็บอกว่าพระแต่ละองค์ไม่มีซ้ากันเลย แล้วก็ศิลปะแม่นยาเป็นศิลปะปา
เอาเขา้ มาทางท่าขีเ้ หลก็ ขา้ มมาทาง อาเภอแมส่ าย จงั หวดั เชยี งราย ผมเห็นแลว้ สะดุง้ เลย เอ๊ะทาไมพุทธศิลป์มันมหัศจรรยเ์ ชน่ น้ี ทาไมมนั สวยขนาดนี้ ละเสนะทั้งหมด มนั หาท่ผี ิดไมไ่ ดเ้ ลย แลว้ ก็บางปางพวกเซียนพระแทบจะไม่ร้จู ักเลย อยา่ งเช่นปางพระพุทธเจ้ากอดหน้าอก เป็นปางพิจารณาบัวส่ีเหล่า
มนั ทาจากอะไร ทายงั ไงถึงจะรู้ว่าอนั นมี้ ันเกา่ หรือมันใหม่อย่างไร ผมก็นึกขึน้ ไดเ้ ลยว่าพระอนั ดากเู ป็นพระแกะสลัก กม็ ีทางเดียวคอื ตอ้ งไปหาชา่ งท่ี ทา่ นบอกว่าพระแบบนี้คนทาพระปลอมมันไม่รู้จักหรอกเพราะมันแกะสลักอยู่ที่หน้าผาที่ประเทศศรีลังกา ท่านก็ให้เหตุผลมาแล้ว ดร.บวรศักดิ์ฯ ก็ถาม
แกะสลักทเี่ ก่งทสี่ ุด ผมกเ็ อาพระองคเ์ น่ยี ไปหาช่างเลก็ หรอื พ่เี ล็ก นรศิ รตั นวมิ ล ทา่ นเปน็ ช่างแกะสลกั ทเ่ี กง่ ที่สุดในประเทศไทย ทา่ นมีผลงานแกะสลกั ว่าแล้วทาไมพระมันถึงสมบูรณ์แบบเช่นนี้ ไม่มีแตกไม่มีหักเลย ท่านบอกว่าดินรักษา แล้วก็จริง ๆ ดินรักษาจริง ๆ อย่างท่ีผมเคยลง Facebook ให้
พระนอนทว่ี ัดปา่ ภูกอ้ น จงั หวดั สกลนคร ในเมอื งไทยด้านงานแกะสลักถอื ว่าหาตัวจบั ยากมาก ผมก็เอาพระองค์นีว้ ง่ิ ไปหาพี่เล็ก ใหพ้ ่เี ล็กชว่ ยดพู ระองคน์ ้ี หลายหลายท่านได้ดูครับก็คือดินรักษาอันดากูจริง ๆ “ดินรักษา” พระอันดากูทุก ๆ องค์จะถูกห่อหุ้มด้วยดินที่ผสมกับเปลือกข้าวหรือ “แกลบ” แล้ว
ใหผ้ มหนอ่ ย มนั เก่ามนั ใหม่หรือยงั ไงครับพเ่ี ล็กช่วยดูให้หน่อย พเ่ี ล็กดูแล้วพ่เี ลก็ ก็บอกว่าโออ้ นั น้ีมันเปน็ งานบ้าเลือด ไอค้ นแกะน่มี นั ใช้เวลาแกะเป็น บรรจลุ งในช่องกรุอกี ช้นั หน่ึง พระทกุ ๆ องคจ์ ึงอยูร่ อดปลอดภัยเหนือกาลเวลามานับพันปีแล้วยังคงความสมบูรณ์ นับว่าเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณ
อกาลโิ ก คอื แกไปเรอ่ื ย ๆ ไม่จากดั เวลาแล้วเสรจ็ คือแกะไปเรื่อย ๆ เสรจ็ เม่ือไหรก่ ็เมอ่ื นัน้ ไม่มกี าลเวลาแลว้ เสรจ็ ทาไปเรื่อย ๆ แล้วท่านก็ย้ามาว่า อยา่ งแท้จริงทีม่ องเหน็ ถึงอนาคต หลายท่านก็คงไดด้ นู ะครับก็คอื มีดินเหนียวพอกเป็นก้อนดนิ เลย แล้วกภ็ ายในก็จะมแี กลบทเ่ี จา้ นายพม่าส่งรูปมาให้ผม
แมแ้ ต่ท่านเองก็ทาไมไ่ ด้ แล้วผมก็เลยตั้งคาถามพี่นริศว่า แล้วมนั ใชอ้ ะไรแกะ ท่านกบ็ อกว่า Wood Cut ครับ ใช้ Wood Cut ธรรมดานีเ่ อง ดู ภาพเหล่านี้ก็อยู่ใน Facebook ของผมนะครับ น่ันก็คือดินรักษาพระอันดากูจึงได้สมบูรณ์แบบและสวยไม่มีท่ีติแบบน้ีสมบูรณ์แบบที่สุดเลย ไม่มี
Wood Cut กค็ อื เครือ่ งมือแกะสลกั ไมน้ ่เี อง เครอ่ื งมือแกะสลักไม้นม่ี ันจะตอ้ งเล็กเท่าปลายเข็ม ถึงจะแกะงานละเอยี ดอยา่ งนอี้ อกมาได้ แลว้ กต็ อ้ งคม แตกไมม่ หี กั ใด ๆ ท้ังสน้ิ ท่ีแตกที่หกั บางสว่ นเรามาทาแตกทหี ลังอย่างเช่นทาตกทาหล่นมั้ง ก็เลยมีแตกบ้างนิดหน่อย ภูมิปัญญาของคนโบราณสมัยก่อน
มาก ๆ ดว้ ยเพราะเปน็ งานทต่ี ้องทาช้า ๆ เปน็ อกาลโิ ก เท่าน้ันแหละผมก็เกิดความมั่นใจในพระอันดากู พอได้รบั ความมนั่ ใจจากพ่เี ลก็ นริศ รตั นวิมล เม่ือ 800 ปีล่วงมาแล้วในการเก็บรักษา อนุรักษ์พระพุทธปฏิมามหาอันดากู โดยนาเอาดินเหนียวผสมคลุกเคล้ากับแกลบเปลือกข้าวแล้วนามาห่อหุ้ม
แลว้ ผมกไ็ ปหาชาวพม่าคนเดมิ แล้วบอกมนั ว่าเฮ้ยมงึ มีเท่าไหรเ่ อามาขายให้กูให้หมด ต้งั แต่ผมมีความมน่ั ใจในพระอันดากูแลว้ ตานานพระอนั ดากูก็ องค์พระ แลว้ จงึ นาไปบรรจุในชอ่ งกรอุ ีกช้ันหนง่ึ เมอ่ื แกลบผสมกบั ดนิ เหนยี วเปน็ การป้องกันการจับตัวกลายเป็นหินเมื่อเวลาล่วงไปอีกเป็นร้อยเป็นพัน
เริ่มต้นขึ้นในประเทศไทย ณ บัดน้นั ปีเพราะแกลบจะมีช่องอากาศแฝงอยู่ เป็นตัวป้องกนั ไมใ่ หด้ นิ เหนียวเซต็ ตวั กลายเป็นหิน คนในโลกปจั จุบนั จึงนาออกมาล้างทาความสะอาดได้โดยงา่ ย
แล้วทนี ีพ้ อผมได้พระอันดากเู ขา้ มามาก ๆ ผมก็วง่ิ เขา้ ไปหาท่านอาจารย์ ดร.บวรศกั ดิ์ อุวรรณโณ แลว้ ผมก็เอาพระอันดากนู ไ่ี ปใหอ้ าจารย์
ดร.บวรศักด์ฯิ ดู อาจารย์ๆ ชว่ ยดูพระแบบนีใ้ หผ้ มหนอ่ ยมันสวยมาก ๆ เลย อาจารย์ ดร.บวรศักด์ิฯ ก็บอกว่าโอพ้ ระนี่สวยมาก ๆ เลย ของแทท้ ้งั นน้ั
เลยสกุลช่างอนิ เดียนี่ แล้วผมก็บอกว่าอาจารยฯ์ ลองหาทางพสิ จู นส์ วิ ่าพระองคน์ ้ีเป็นอยา่ งไรมนั เป็นของแทห้ รือของปลอมของเก่าหรอื ของใหม่ท่าน
อาจารย์ ดร.บวรศกั ด์ิฯ ก็ไปสืบหามาหมดเลย สืบหาความจริงเกยี่ วกบั พระอันดากูแลว้ ก็ไปหากานันชชู าติ มากสัมพนั ธ์ พลตารวจเอกสนอง วัชรานกุ รู
ไปกระท่งั อธิบดกี รมศิลปากร อาจารย์ไปหาหมดเลย
บางองคก์ เ็ ปน็ หนิ สีดานะครบั หินท่ใี ช้แกะสลกั พระอนั ดากชู นดิ นี้เปน็ หนิ สีดา เรียกวา่ แบคโคโรไลท์ หินสดี าจะพบหายากมากพบเพียงแค่ 1% ของ ชัดเจนมาก ท้ังพทุ ธศิลป์และพุทธประวตั ถิ ูกต้องไม่มผี ดิ เพี้ยน อนั ดากปู างทกุ รกิรยิ าจะตอ้ งไมม่ ฐี านบัวมารองรับซง่ึ เปน็ ปางเดียวที่ไมม่ ฐี านบัวมารองรับ
พระอันดากทู ้ังหมด พระอันดากนู ีผ้ ู้ทไี่ ด้ครอบครอง มเี กบ็ ถือเปน็ ผู้ที่มีบุญเก่ามาก ผมนาเขา้ มาเปน็ พนั ๆ องคเ์ ลยนะ แล้วผมก็ปล่อยออกไป ปล่อย พระพวกนน้ี าออกมาจากมหาโพธิเจดียพ์ ุกาม เมยี นมาร์ สมยั พระเจ้าฉัตรตั้ง ใครทีค่ รอบครองอันดากูอยู่ใหร้ ูเ้ ลยว่าท่านได้ครอบครองสิง่ ลา้ ค่า
ออกไป ออกไป และผทู้ ม่ี าซอ้ื อนั ดากสู ว่ นมากจะเป็นผู้ทม่ี คี วามรู้ทั้งนั้นเปน็ พวก ดร. ทั้งน้นั เลย หรือไม่กพ็ วกเช้อื เจ้าท้งั นัน้ เลยเช่นท่านจรูญเทพ เทวกุล ทสี่ ุดในโลกแลว้ ผมจะนาเข้ามาให้มากทส่ี ุดจนกว่าผมจะตาย "พระแบบนีถ้ า้ วงการเซียนพระไมย่ อมรับกช็ ่างเขาเถอะครบั แตค่ นท่ีศรัทธาเขายอมรับ
ท่าน ดร.บวรศักดิ์ อวุ รรณโณ ท่านเทพฤทธ์ิ เทวกุล ท่านพนิ ิจ จารสุ มบตั ิ และพวกศิลปิน ที่ชื่นชอบงานพุทธศิลป์ ก็สะสมพระอนั ดากู กม็ ีมาก หรือท่าน กันดว้ ยจติ ใจอยู่แล้ว จะมใี ครคนใดในปจั จบุ ันทส่ี ามารถแกะได้ละ่ ครับ ถ้ามีผมอยากจะรเู้ หมือนกันวา่ คนนั้นเป็นใคร เหตทุ ่คี นส่วนใหญไ่ ม่ยอมรบั หรือไม่
ทมี่ มี ากในตอนน้กี ค็ อื ท่านปรีชา เลาหพงศ์ชนะ พวกท่านเหลา่ นีม้ ีความรู้สูง ๆ ทงั้ นัน้ เลย และอกี คนท่ีมีมากท่ีสุดในตอนน้ที ีเ่ พิ่งขนึ้ มาซือ้ กค็ ือ รูจ้ กั อาจเปน็ เพราะพทุ ธศิลป์ท่เี หนือช้นั บวกกับราคาที่สูงพอควร อีกทั้งหายากยง่ิ กว่าพระในประเทศ ท่ีเหล่ากลุ่มคนเลน่ นน้ั ได้ป่ันกระแสท้ิงไว้ใน
เซยี นป๊อบ รังสิต ปอ๊ บ เป็นเซียนพระทั่วไปนี่แหละแต่แกเล่นหุ้นรวยหนุ้ เป็นพนั ๆ ลา้ น มโี ชคเกี่ยวกับเล่นหนุ้ มาก เซยี นนปอ๊ บ รงั สติ เคยบอกว่ายิ่งซือ้ วงการกระมงั ในสว่ นตัวผมอายุในการสร้างไม่สาคญั ทส่ี ดุ แตค่ วามศรทั ธาในการแกะเพ่ือถวายเป็นพุทธบูชา ต่อองคพ์ ระสัมมาสัมพทุ ธเจ้านแี่ หละ่ ครับ
พระอันดากู ยง่ิ รวย ซึง่ เปน็ ยคุ ทองของพระอนั ดากูเลยทเี ดยี ว เซยี นป๊อบ รงั สิต ทา่ นได้พระสวยที่สุดในโลกไปครอบครองหลายองค์ มีเท่าไหร่แกก็ให้ผม ที่เปน็ แกน่ แท้ของความหมายในศลิ ปะวตั ถุนนั้ ๆ หากการสร้างพระโดยทีต่ ัวเราน้นั ไร้หลักธรรมคาสอนของพระพุทธองคห์ นุนนาละก็ พระที่สร้างนัน้ คง
ขนไปใหแ้ กทีร่ งั สิตหมดครับ องค์วจิ ติ รพิสดารเซยี นปอ๊ บ รังสิต ท่านรบั ซือ้ ทงั้ หมดเลยมเี ท่าไหรใ่ หข้ นไปให้หมด เหมือนกับการปน้ั น้าเป็นตวั ไรค้ วามหมายและไร้ความศรัทธา" อาจารย์สายวิปสั สนาท่านหนง่ึ บอกว่าอันดากูไมต่ อ้ งไปว่ิงขายให้ใคร เจ้าของเขาจะมา
เอาเอง
ส่วนพระองค์เล็ก ๆ องคแ์ บบพสิ ดารก็จะมีภาษาเตลูกู จารไว้ดา้ นหลงั ขององค์พระ ภาษาเตลูกู เป็นภาษาอินเดยี โบราณไม่มีใครอ่านออก เป็น
ภาษาทตี่ ายแล้ว ศิลปะตอ้ ง 100% จะหาที่ผดิ ไมไ่ ดเ้ ลย บางองค์เล็ก ๆ ภาษาเตลูกทู ีจ่ ารไวต้ าเราแทบจะมองไม่เห็น ไมร่ จู้ ารเข้าไปไดย้ ังไง แลว้ ก็แกะได้ ด้วยจิตคำรวะ
อย่างไร มหัศจรรย์มากมีเซียน ดอน ลาพนู ท่านบอกว่ามันเปน็ งานแกะสลกั ท่มี หศั จรรย์มากเป็นมหาสติปัฏฐาน คือ กาย เวทนา จติ และธรรม ชา่ งท่ี
แกะสลักงานแบบนจี้ ะตอ้ งทางานดว้ ยมหาสตปิ ฏั ฐาน 4 คอื กาย เวทนา จติ และธรรม ถึงจะทางานอย่างนีไ้ ด้ พระอนั ดากูแบบพิสดารมีคนใหน้ ยิ ามว่า คงกฤตย ประเสรฐิ ( พรศิวะ )
รอ้ ยศิลป์ พันแบบ พระอนั ละกนู จ่ี ะไมซ่ ้ากนั เลย 1,000 องค์ก็ 1,000 แบบ บางคนกก็ ล่าวหาว่าไอ้พรศวิ ะเน่ยี มนั ไปให้ศิลปนิ แกะ ไอพ้ วกท่ีวาดรูปเกง่ ๆ
มนั เป็นคนชว่ ยแกะ ผมฟังแลว้ ผมก็ขา แล้วถ้าใหพ้ วกศิลปินแกะไอพ้ วกศิลปินมนั จะเอารูปมาแลกกับพระผมทาไม ศลิ ปินทางเหนอื ท้ังหมด เจออันดากู
ต่างยอมแพ้ทันทเี ลย และมกั จะเอารปู มาแลกกับพระของผมท้ังนั้น ผมก็เลยเป็นพวกที่ชอบสะสมรูปภาพของศลิ ปนิ ตา่ ง ๆ ตอนนเี้ ต็มบ้านไปหมดเลย
พระอนั ดากูโดยเฉพาะปางมารวิชัย สรรี ะสมบรู ณ์ทกุ อย่างเลยใหด้ ูท่ีนวิ้ น้วิ ของท่านจะแตะทีพ่ ระพนื้ ธรณหี รือที่เรียกว่า ภมู ิสปรศสมุทรา เสน้ เกศา
จะตอ้ งเปะ๊ หมดไมม่ มี ว่ั ไม่มผี ิดไมม่ ีเพ้ียนเลย เป็นพระต้นแบบสิงหห์ น่ึงบา้ นเรา อย่างหนิ แบคโคโรไลท์มนั แขง็ มาก มนั หายาก การแกะสลักจะแกะยากกว่า
หินสีงาช้างหน่อยเพราะวา่ มันแข็งกวา่ แต่หนิ ชนิดนี้หายากมากกว่า มีเพยี งแค่1% ของพระอนั ดาทง้ั หมด
งานอนั ดากู ไอ้พวกช่างมัณดาเลย์ มนั ไม่เอาเลยนะมันบอกว่าแกะยากไมเ่ อาดว้ ย พระทุกองค์เลยนะถา้ สังเกตใหด้ ีจะมีรจู มูก มีก้อนเนอ้ื ทุกองค์
มหัศจรรย์มากเลย ไมร่ แู้ กะเขา้ ไปไดย้ งั ไง มีแกะเป็นพระพุทธบาทก็มี พระพทุ ธบาทกจ็ ะมี 108 ห้อง เรียกวา่ มงคลจักรวาล 108 ในจานวน 108 ห้องก็
จะต้องถกู ต้องตามตาราทง้ั หมดเลยนะ ผดิ อะไรไม่ไดเ้ ลยนะ พระบาทข้างขวากับพระบาทข้างซ้ายเม่ือเอามาประกบกนั จะ Mirror กันโดยธรรมชาติเลย
การดอู นั ดากู คณุ ต้องจับผิดอยา่ งเดียว ถา้ มอี ะไรผดิ ใหค้ ุณเหน็ นน่ั แหละช่างมณั ดาเลย์แกะ อันดาครทู ่แี ทจ้ ริงจะต้องถกู ตอ้ ง 100% มนั ไม่มี
อะไรผดิ เพี้ยนเลย อยา่ งพระโพธิสตั ว์เน่ียทีอ่ ยขู่ า้ งพระพทุ ธองค์จะตอ้ งยกมือคนละข้างกนั มนั จะเกดิ ความสมดลุ ศิลาพรจะต้องเปะ๊ จมูกหนา้ ตาจะต้อง
หนา้ อินเดียชดั ๆ ศิลปะปาละ เสนะ ยกตัวอย่างพระปางทกุ รกิริยา พุทธศลิ ปท์ ่ถี ูกต้องจะต้องไม่มฐี านบัวมารองรับ ซ่ึงอนั ดากูไดถ้ ่ายทอดออกมาได้อย่าง
จำกใจผเู้ ขยี น ( ๒ ) แนวพทุ ธศิลป์ที่สวยที่สดุ จะเปน็ หนงั สือทเ่ี ปน็ ตานานระดับโลก นจี่ งึ เป็นที่มาในการจัดทาหนงั สอื เล่มแรกในชวี ิตของผม เคยมีพระโพธสิ ตั วท์ ่านหนึ่ง
( ขอสงวนนาม ) ท่ีผมเคารพนบั ถอื ท่านไดส้ ื่อสารเรื่องนใ้ี หผ้ มฟงั ว่า พระพรหมท่านหนงึ่ เปน็ คนสง่ั ใหผ้ มจัดทาหนงั สอื เล่มน้ี เนื่องจากในอดีตชาตบิ ดิ า
ผมได้มีโอกาสรู้จักกับคุณคงกฤตย ประเสริฐ เม่ือประมาณเดือนกรกฎาคม 2564 โดยการประสานงานของน้องชายคนหนึ่ง ( ไม่ขอเอ่ยนาม ) ของผมเป็นครูสอนช่างแกะสลักพระอนั ดากู สว่ นตวั ผมกเ็ ป็นช่างแกะสลกั พระอันดากูดว้ ย แต่ไม่ชอบงานแกะสลกั ชอบไปเรียนคาถาอาคมแทน แต่ใน
ภายหลังกก็ ลับมาแกะสลักเหมอื นเดิม ส่วนบิดาของผมซึง่ เป็นครสู อนงานแกะสลกั อนั ดากูเมื่อเสียชีวิตแล้วก็ไปเกิดเป็นพรหม พอมาถงึ ชาตนิ ี้ ท่านจงึ
เพื่อดาเนินการซื้อภาพวาดของอาจารย์สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ ในราคา 70,000 บาท ซ่ึงภาพดังกล่าวเป็นของคุณคงกฤตย ประเสริฐ ที่อาจารย์สุวัฒน์ เปน็ ผ้สู ั่งให้ผมจดั ทาหนังสอื เลม่ นใ้ี หส้ าเร็จ โดยใหห้ ม่ันรกั ษาศลี เจริญสมาธิ แลว้ ข้อมลู จะมาหาเอง และก็เปน็ จรงิ ดงั วา่ พอผมเร่ิมรกั ษาศีลและน่ังสมาธิ
ก่อนนอน (เกือบทกุ วัน) ขอ้ มลู ต่าง ๆ เกย่ี วกับพระอนั ดากู กห็ ลัง่ ไหลเข้ามาหาผมอย่างมากมายเป็นขอ้ มลู สาคัญ ๆ ทั้งนั้น ผมจงึ ไดร้ วบรวมขอ้ มลู
แสนขตั ิยรตั น์ นามาแลกกับพระอนั ดากู ตอนผมไปซ้ือภาพครั้งแรกผมได้พบกับพระอันดากูจานวนมากท่ีคุณคงกฤตยฯ สะสมเอาไว้ น่ันจึงเป็นที่มาท่ี ท้งั หมดนามาเรียบเรียงใหม่ใหเ้ หมาะสมในแบบฉบับของตนเอง ขอ้ มูลแต่ละแหง่ ล้วนแตกตา่ งกนั ขอ้ มลู จากคาบอกเล่าของชาวพม่าโดยผา่ นทาง
ปา๋ คงกฤตยฯ กส็ าคญั หลายสว่ น ซงึ่ เป็นความลับท่ีไม่สามารถเปดิ เผยได้ ( เพ่ือความปลอดภัย ) จากการไดศ้ กึ ษาข้อมูลเก่ียวกบั พระอันดากแู ละ
ทาให้ผมค้นพบพระอันดากูครั้งแรก จากน้ันผมได้ติดต่อคุณคงกฤตยฯ เร่ือยมา ( ผมจะเรียกคุณคงกฤตยฯ ว่า ป๋า ) โดยเข้ามาขอบูชาพระอันดากู ราชอาณาจักรพุกาม ทาให้ผมตกผลึกทางข้อมลู จึงได้ขอถา่ ยทอดออกมาเปน็ บทกลอนที่กลั่นออกมาจากความรู้สึกก้นบึง้ ของจิตใจ
พระองค์แรกท่ผี มบูชาคอื พระอันดากูปางเปิดโลก แลว้ ผมก็ห้อยคอติดตวั เป็นประจา
จากการที่ผมไดค้ น้ พบพระอันดากูครง้ั แรกมันเหมือนกับการได้พบเจอเพ่ือนเก่าทจี่ ากกนั มานาน ผมท้งั หลงรักทั้งอัศจรรย์ใจกับงานพทุ ธศิลป์ท่ี
ไดถ้ ่ายทอดออกมาด้วยจิตศรัทธาในพระพทุ ธเจ้าของคนโบราณ ผ่านงานแกะสลกั หนิ ชนดิ หน่ึงซง่ึ มที ง้ั สขี าวงาช้างกบั สีดาซึ่งเราเรยี กหินชนิดนี้ว่า
หนิ อันดากู ความคดิ ครั้งแรกจากการได้เห็นพทุ ธศิลป์มหัศจรรย์นี้ คือ ทาอย่างไรจงึ จะถ่ายทอดพระอนั ดากนู ้ใี หช้ าวโลกได้รบั รู้ และทาอย่างไรจึงจะนา
พระอนั ดากูเขา้ สูส่ ยามประเทศให้ไดม้ ากท่ีสุด จากน้ันผมไดข้ ออนุญาตปา๋ (คุณคงกฤตย ประเสรฐิ ) นาภาพจากเฟสบคุ๊ ของแกมาโพสตใ์ ห้ความรู้บ้าง
โพสต์ใหบ้ ูชาบ้างในกลุ่มเส้นศิลปไ์ ทย จากการโพสตค์ รัง้ แรกมีคนเขา้ มากดไลท์มากกว่าพันคนผมถงึ กบั อ้ึง เน่ืองจากมคี นตดิ ตามและเข้ามาคอมเมนต์
เปน็ จานวนมาก มอี ยู่วันหน่งึ ผมไดร้ ับการตดิ ตอ่ จากท่านพระอาจารยธ์ รรมกะ บุญญพลัง ท่านตามหาพระอันดากูมานานแลว้ ท่านเคยไดร้ ับพระอัน พุทธศลิ ป์ มหัศจรรย์ อันดำกู แคไ่ ดเ้ ห็น ก็เป็นบญุ ตำ
บรรจุอยู่ กรพุ ุกำม นำมเมียนมำร์ มีโอกำส คว้ำมำ เปน็ บญุ ใจ
ดากู จากเพื่อนชาวพม่าคนหนงึ่ เมอ่ื หลายสบิ ปีกอ่ น แตพ่ ระองคน์ นั้ ได้หายไปนานแล้วพอทา่ นติดต่อบูชาพระอนั ดากูจากผมประมาณ 4 - 5 องค์ ท่าน ช่ำงหลวงแกะ สลกั ไว้ ให้ตรึงตรำ อันดำกู พทุ ธศิลป์ อนั ย่ิงใหญ่
ชำ่ งเทวดำ ฝำกผลงำน สะทำ้ นเทอื น จำกพกุ ำม สไู่ ทย ใหค้ รอบครอง
ถกู ใจมากท่านบอกผมว่าท่านชอบเสพงานศิลปะแบบนี้ แล้วท่านก็บอกว่าให้นาพระอันดากทู ้ังหมดท่มี อี ยู่นาไปใหท้ ่านดูทจี่ ังหวดั กาญจนบุรี ผมจงึ ไดน้ า ……..นำยชำ่ งเนย์……..
อศั จรรย์ เหนอื คำ พรรณนำ
พระอนั ดากูทัง้ หมดของป๋าคงกฤตยฯ เดินทางไปจังหวดั กาญจนบรุ รี ว่ มกับป๋าคงกฤตยฯ 2 คน ระหว่างเดนิ ทางเราไดพ้ ูดคยุ แลกเปลีย่ นความรูเ้ กย่ี วกับ ศลิ ป์พุทธำ สลักไว้ หำใดเทียม
พุทธประวตั ิ มมิ ี ที่ผดิ เพ้ยี น
พระอันดากู ทาให้ผมได้รับความรเู้ กย่ี วกับพระอันดากอู ย่างมากมาย จงึ เกิดความคดิ ว่า ควรจะรวบรวมข้อมลู ของพระอนั ดากทู ้ังหมดทีม่ ีอยมู่ าทา แม้กำลเปล่ียน ดนิ รักษำ อันดำกู
หนงั สือเพอ่ื สืบทอดตานานของพระอนั ดากูไมใ่ ห้สญู หาย ให้คนรนุ่ หลงั ได้ศกึ ษาต่อไปและถวายเป็นพทุ ธบูชา แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้า แม้ ........นำยชำ่ งเนย.์ .........
วธิ ีการสร้าง การแกะสลักพระอนั ดากูจะสูญหายไปแล้ว แต่พุทธศลิ ป์ยงั คงอยู่ศิลปะยังคงอยแู่ มจ้ ะผา่ นกาลเวลามามากกว่า 800 ปแี ลว้ กต็ าม ซึ่งผู้ท่ีมี
พระอนั ดากถู อื วา่ ท่านเปน็ ผู้มีบญุ มีบญุ สัมพันธก์ นั จึงได้ครอบครอง ผู้ท่ีไดค้ รอบครองมักจะเก็บเงียบเก็บไว้บชู าเองหรอื ขึ้นหง้ิ พระไวท้ ี่บ้าน จึงไมม่ พี ระ
หมุนเวยี นในท้องตลาด ทาใหพ้ ระหายากมากมพี ระอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกไวว้ า่ พระอนั ดากูไม่ต้องว่งิ ขายใหใ้ ครเจ้าของเขาจะตามหาเอง ดังนั้น ผม
จึงไดข้ ออนุญาตปา๋ คงกฤตยฯ จดั ทาหนงั สือ “พุทธศลิ ปม์ หัศจรรย์อันดากู” ซงึ่ ท่านก็อนญุ าต และพรอ้ มสนับสนนุ ขอ้ มลู และภาพถา่ ยพระอนั ดากู
ท้ังหมดใหผ้ มไปดาเนนิ การ ป๋าคงกฤตยฯ ท่านดใี จมากที่ผมจะมาชว่ ยดาเนนิ การเขียนหนังสอื เลม่ นีใ้ ห้ ท่านบอกว่าตอ่ ไปหนังสอื เล่มนจ้ี ะเปน็ หนงั สอื ดว้ ยจิตคำรวะ
อษั ฎำกร รักษำภำยใน (นำยช่ำงเนย์)
คำปรำรภ
ผมรู้จักคุณคงกฤตยหรือที่ผมเรียกว่า “หนิด” มา 20 ปีเศษแล้ว 1.ศิลปะต้องถูกต้อง เช่น ลักษณะของพระเคร่ืองศิราภรณ์ประดับ ผมเรยี กพระเหลา่ นเ้ี องว่า “พระพทุ ธเทวปฏิมา” อนั มคี วามหมายว่า พระพุทธพิมพ์ที่เทวดาสร้างเพื่อบูชาคุณพระพุทธองค์ โดยยืมนาม
เม่ือปี 2546 ผมได้พระหินแกะขนาดเล็กกว่าฝ่ามือเล็กน้อยเป็นหินสีขาว พระเศยี รและพระกรรณ และรูปแบบศิลปะอ่นื ๆ พระประธาน “พระพุทธเทวปฏิมากร” ซงึ่ ประดษิ ฐานอยใู่ นพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์ กรุงเทพฯ) มาขานบางส่วนด้วย
คล้ายงาช้างแกะมาจากหนิด เป็นภาพพุทธประวัติ 8 เหตุการณ์สาคัญโดย เดชะพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ของให้พุทธานุภาพนั้นคุ้มครอง อภิบาลท่านผู้บูชาพระพุทธปฏิมาด้วยจิตบริสุทธิ์ พ้นจาก
มีปางมารวิชัยอย่กู ลาง ผมกลบั มาตดิ ตอ่ อธบิ ดีกรมศลิ ปากรเวลาน้ัน ท่านส่ง 2.พุทธประวัติต้องถูกต้องเพราะผู้แกะต้องมีความรู้พุทธประวัติจริง ทกุ ขภ์ ัย โรคทงั้ ปวง และพบแตป่ ระโยชนส์ ุขตลอดกาลนานเทอญ
ผู้เชี่ยวชาญมาหาผม 3 คน ทุกคนบอกว่าเคยเห็นแต่พระหินเผาหุ้มทองเป็น พูดถึงตรงน้ี ท่านให้ผมเอากล้องส่องพระมาดูรูปแกะจิ๋ว ด้านขององค์พระ
พระพมิ พ์ 8 ปาง ขนาดพอ ๆ กัน แต่ไม่เคยเห็นหินแกะ แต่ผู้เช่ียวชาญการ เป็นรูปแกะปางปาลิไลย์ ท่านช้ีให้ดูท่ีผนังด้านใน ซ่ึงผมดูรูปจ๋ิวอีกรูปเป็นรูป ดร.บวรศกั ด์ิ อุวรรณโณ
อ่านจารึกแห่งหน่ึง ท่านแนะนาว่าถ้าไม่แพงเกินไปให้ผมบูชาเก็บไว้ เทวดา พร้อมบอกว่า เมื่อลิงตายหลังจากถวายรวงผ้ึงก็ไปเป็นเทวดา ท่าน
เพราะศลิ ปะถูกต้องและองคพ์ ระสวยงาม บอกว่า คนทาปลอม “They don”t mind detail” คือไม่ทารายละเอียด
แบบน้เี พราะเสยี เวลาทามาหากิน
ด้วยความอยากรู้ ผมจึงลงมือค้นคว้า ไปพบบทความของ
Claudine Bautze – Picron เรื่อง The Andagu Stalae ซึ่งศาสดาจารย์ 3.ดูฝีมือ ท่านวินิจฉัยว่าคนแกะต้องมีฝีมือสูงมากเพราะหินมีความ
ทางประวตั ิศาสตร์ศลิ ปะท่านน้โี ตแ้ ย้งนักเขยี นคนอน่ื ๆ ซ่ึงเสนอวา่ พระพมิ พ์ เปราะ หักง่าย ต้องใช้สมาธิและใช้เวลาแบบไม่จากัด ซึ่งคนในยุคน้ันมี แต่
อันดากูมีท่ีมาจากพุทธคยา ที่ผู้แสวงบุญพม่าไปแสวงบุญแล้วนากลับมา คนในยคุ น้ีไม่มฝี ีมือและเวลาขนาดน้ัน
บูชาแต่ ศาสดาจารย์ Claudine Bautze – Picron เห็นว่าพระนี้สร้างใน
พมา่ เพราะศลิ ปะได้อทิ ธิพลจากอนิ เดยี จรงิ แตม่ ลี ักษณะอ่ืนของพม่าเจือปน นอกจากน้ัน ทา่ นได้ไปพพิ ธิ ภณั ฑท์ ี่ย่างกุ้งกับพุกามกบั ผมพอเอา
มาก เชน่ ลกั ษณะพระเมาลีรปู หวั ใจ พระศอสัน้ กว่าพระสกุลอินเดีย ที่สาคัญ ภาพให้ภัณฑารกั ษท์ ี่นน่ั ชม ภณั ฑารกั ษน์ ง่ิ อ้งึ และไมย่ อมพดู จาอะไรกับ
คือใช้หินงาช้างท่ีฝร่ังเรียกว่า Pyrophyllite ซ่ึงผู้เชี่ยวชาญจากกรม ทา่ นอีก ทงั้ ท่กี ่อนหนา้ น้นั ภณั ฑารักษ์นน้ั สนทิ กับท่านมาก
ทรัพยากรธรณีอธิบายให้ผมฟังว่าเป็นหินท่ีมีเนื้อละเอียดและความแข็งอยู่
ระหว่างหนิ ทลั สก์ ท่ีใช้ทาแปง้ ผดั หนา้ กบั หินสบู่ และพบมากในพม่า ผมเกบ็ พระอันดากมู ากว่า 20 ปแี ละม่ันใจว่าเป็นของกษัตริย์ท่ีสร้าง
บรรจุกรุไว้ในพุกามระหว่างคริสตศตวรรษที่ 11-13 โดยไม่ฟังเสียงเซียน
เม่ือผู้เช่ียวชาญไทยตอบไม่ได้ผมจึงติดต่อศาสดาจารย์ Claudine พระเคร่อื งเมืองไทย ทอ่ี าศัยพุทธพาณิชย์ยงั ชีพไปวนั ๆ เพราะเช่อื ว่าศิลปะ
Bautze – Picron ซ่ึงดูรูปภาพท่ีผมส่งไปและวิเคราะห์ให้อย่างละเอียด นี้ควรเป็นสมบัติของมนุษยชาติและลูกหลานได้สืบทอดให้คนรุ่นหลังรู้จัก
ผมจึงเชิญทา่ นมาเมอื งไทย ท่านมาตามคาเชญิ พรอ้ มสามี มาชมพระอันดากู ผมเคยไปมัณฑะเลย์ พบการทาใหม่ออกมาขาย แต่ฝีมือคนละชั้น ทา
ท่ีผมเก็บสะสมไว้ ถ่ายภาพไป และไปเขียนบทความและหนังสือ เราเป็น อย่างไรก็ไม่เหมือน ศิลปะผิด พุทธประวัติผิด และไม่มีความประณีต
เพ่ือนกันมาตั้งแต่นั้นผมถามท่านว่า ท่านรู้อย่างไรว่าพระน้ีสร้างท่ีพุกาม ออ่ นชอ้ ยเลย จงึ ทาใหผ้ มยง่ิ เหน็ คณุ คา่ ของสง่ิ ทผ่ี มบชู าไวม้ ากขน้ึ
ระหว่างครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 11-13 ท่านตอบว่า มีหลกั เกณฑ์ 3 ข้อทีท่ า่ นใชค้ อื
เรอื่ งราวของอาณาจกั รพกุ าม
อาณาจักรพุกาม สถาปนาขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษท่ี 16 อาณาจักรพุกามถงึ คราวล่มสลายลงในปี พ.ศ. 1830 เมื่อกุบไลข่าน ช่วงท่ีพระเจ้าอโนรธาครองราชย์นั้น (33 ปี) ช่วงเวลาน้ัน คือ เจดีย์ท่ีพุกามส่วนใหญ่ยังคงทน เนื่องจากพ้ืนดินพุกามเป็นดินปน
โดยพระเจ้าอโนรธา กษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์พุกาม ซึ่งสามารถ จอมทัพแห่งทัพมายึดครองอาณาจักรแห่งนี้ ส่งผลให้เจดีย์กว่า 10,000 ยุคทองของการสร้างเจดีย์ มองไปทางไหนมีแต่เจดีย์ เล่ากันว่าในสมัยนั้น ทรายท้ัง ๆ ท่ีมีแม่น้าอิรวดีไหลผ่าน แต่มีเทือกเขาทอดตัวยาวเหยียดเป็น
รวบรวมดินแดนขนาดใหญ่ซึ่งกินพื้นที่ไปถึงบริเวณตอนกลางของประเทศ องค์ที่สร้ามองโกลยกงขึ้นมาถูกปล่อยให้ท้ิงร้าง เมื่อรวมกับเหตุการณ์ เคยมีเจดีย์มากกว่า 4,000 องค์ (ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 กว่าองค์) กาแพงป้องกันลมมรสุมจากอ่าวเบงกอล จนพุกามจัดเป็นเขตเงาฝน (Rain
พม่า และเมืองประเทศราชอ่ืน ๆ เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ท้ังหมด แผน่ ดนิ ไหวที่เกิดขน้ึ บอ่ ยครั้งในพ้ืนท่ีแถบน้ัน ทาให้เจดีย์ส่วนใหญ่พังทลาย กษัตรยิ ท์ กุ พระองคล์ ้วนมคี วามศรทั ธาในพระพุทธศาสนา ประสงค์จะสร้าง Shadow) มีปริมาณน้าฝนต่ากว่า 30 น้ิวต่อปี ภูมิอากาศจัดอยู่ในประเภท
เมอื งพกุ าม (Bagan) ในยคุ ที่ร่งุ เรือง มีการสร้างเจดยี ไ์ วน้ บั พันแห่งสร้างโดย ลงมาตามกาลเวลา แต่จานวนเจดีย์กว่า 4,000 องค์ที่หลงเหลืออยู่ใน เจดีย์เพ่ือเสริมสิริมงคล เจดีย์แห่งแรกของพุกามคือ “เจดีย์ชเวซิกอง” แห้งแล้งกึ่งทะเลทราย (Dry Zone) มีความช้ืนน้อยไม่เอื้ออานวยให้วัชพืช
ทุกช้ันชน นบั แตพ่ ระราชาเรื่อยลงมาจนถึงชาวนาชาวไร่ เมืองพุกาม ตั้งอยู่ ปัจจุบันก็ยังคงทาให้พุกามเป็นหน่ึงในสถานที่ท่องเท่ียวท่ีมีความสวยงาม สร้างโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม เติบโตไปทาลายโบราณสถานได้เหมือนปราสาทตาพรหมในกัมพูชา
ในเขตมณั ฑะเลย์ เปน็ เมืองท่ีไดร้ ับการขนานนามวา่ “ทะเลแหง่ เจดยี ์” และมชี ่ือเสียงในระดับโลก โดยปัจจุบันทางการพม่าก็ได้อยู่ระหว่างการยื่น ธรรมเนยี มการสรา้ งเจดีย์…. “เจดียอ์ งค์ใหญ่สดุ ” จะเปน็ เจดีย์ที่กษัตริย์ทรง ภูมิปัญญาในการเรียงอิฐของช่างสมัยพุกาม ทาให้โครงสร้างของวัดและ
เรอื่ งให้เขตเมอื งเก่าพุกาม เปน็ หน่งึ ในมรดกโลกจากองค์กรยเู นสโกอ้ ีกดว้ ย สร้างและองค์ท่ีมีขนาดเล็ก ถัดมาเป็นการสร้างโดยเหล่าขุนนาง อามาตย์ เจดีย์มีความแข็งแกร่ง คงทน อีกท้ังชาวพม่ายังเคารพสักการะศาสนสถาน
อาณาจกั รพุกาม เปน็ ถน่ิ ท่อี ย่ขู องคนในยคุ แรกของแผ่นดินพม่าเดิม ลดลงมาตามบรรดาศักดิ์หลักฐานชี้ชัดในคติความเช่ือน้ี คือ จารึกท่ีเจดีย์ อยา่ งเครง่ ครดั มีการจดั ตัง้ คณะกรรมการดูแลวัดและเจดีย์ดังมีภาษิตท่ีชาว
ชเวกูจีของพระเจ้าอลองซีตู กษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์พุกามเคยตรัสว่า พม่าพูดกนั ตดิ ปากว่า
เป็นเมืองเล็ก ๆ เมื่อก้าวมาถึงยุคของพระเจ้าอโนรธา มีพระนิกายเถรวาท “การสรา้ งเจดีย์ย่อมได้บุญมาก... ข้าฯ ปรารถนาจะสร้างทาง เพียงเพ่ือ
มาเผยแพร่ธรรมให้แก่พระเจ้าอโนรธา พระเจ้าอโนรธาเลื่อมใสใน ขา้ มไปสู่แมน่ า้ แห่งสังสารวัฏ เพื่อผู้คนท้ังมวลจะเร่งข้ามไปกระทั่งบรรลุ “พ่ึงเจดีย์ อายยุ นื พ่งึ ธรรมะ โทสะหาย ขณะเดียวกนั ก็
พระพุทธศาสนามาก ต้องการให้ชาวเมืองพุกามเลิกนับถือผีซ่ึงเป็นความ ถึงนิพพาน ขา้ ฯ เองจะข้ามไปและดึงผู้ท่ีจะจมนา้ ให้ขา้ มไปดว้ ย…”
เช่ือดั้งเดิมให้หันมาศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงได้เดินทางเพ่ือไปขอ หวาดกลวั ค้าสาปแชง่ ของบรู พกษัตริยแ์ ห่งพกุ ามทว่ี ่า มันผใู้ ด
พระไตรปิฎกกับพระเจ้ามนูหะท่ีเมืองสะเทิม(มอญ) พระเจ้ามนูหะปฏิเสธ มีนักโบราณคดีเข้าไปสารวจ พบว่าเจดีย์ท่ีพุกามสร้างด้วยอิฐต่าง ท้าลายเจดยี ์และศาสนสถาน มันผูน้ นั้ จะไมไ่ ด้พานพบพระศรี
ท า ใ ห้ พ ร ะ เ จ้ า อ โ น ร ธ า สั่ ง ก อ ง ทั พ ไ ป ตี เ มื อ ง ส ะ เ ทิ ม แ ต ก แ ล ะ ไ ด้ น า อรยิ เมตไตรยไปเจ็ดช่วั โคตร…”
พระไตรปิฎก รวมทั้งพระ ช่างฝีมือและทาสอีกนับหมื่นกลับมาที่พุกาม จากปราสาทหรือเทวสถานในอาณาจักรขะแมร์โบราณสร้างด้วยศิลาทราย
นอกจากความรุ่งเรืองของอาณาจักรพุกามแล้ว พุทธศาสนาในอาณาจักร สถาปัตยกรรมของเจดีย์ในพุกามอันน่าท่ึง ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะมอญ
แห่งน้ีก็มีความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กัน เนื่องจากพระเจ้าอโนรธาต้องการให้ และอินเดีย ทาส ชาวเมือง ช่าง เก่งการก่อสร้างขนาดใหญ่ โครงสร้าง
ชาวเมืองเลิกนับถือผีซึ่งเป็นความเช่ือดั้งเดิมและหันมาศรัทธาใน พระวิหารจะมีแกนส่ีเหล่ียมทึบตรงกลางเพ่ือรับน้าหนัก จึงสามารถขยาย
พระพุทธศาสนาแทน นามาสู่ธรรมเนียมการสร้างเจดีย์จานวนมากเพื่อ ขนาดให้กว้างออกไปจะมีระเบียงและเจาะช่องทางเดินสู่แกนกลางได้
ความเป็นสิริมงคลและความศรัทธาของกษัตริย์พระองค์ต่าง ๆ ที่ขึ้นมา ทั้งสดี่ ้านทกุ ชอ่ งจะนาไปสู่ที่ประดษิ ฐานพระพุทธรูปทง้ั สี่ทศิ
ปกครองอาณาจักรพุกาม
5 เจดีย์ส้าคัญแหง่ พุกาม
เจดีย์ชเวซิกอง : เจดีย์ท่เี ก่าแกท่ ่ีสุด
ตามบันทกึ ของพงศาวรดารพม่า ได้กลา่ ววา่ เจดีย์ชเวสิกอง ถูกสร้าง ส่ิงที่น่าสนใจคือบริเวณลานหน้าบันไดทางข้ึนสู่เจดีย์ทิศตะวันออก
ข้ึนในช่วงปี พ.ศ.1602 - 1603 หรือกว่า 900 ปีมาแล้ว โดยผู้สร้างเจดีย์ มีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 น้ิว ลึก 2 นิ้ว ใส่น้าไว้สาหรับ
แห่งนค้ี อื พระเจ้าอโนรธามงั ชอ่ กษตั ริย์องค์แรกของราชวงศ์พุกาม และเป็น นั่งคุกเข่ามองเงายอดเจดีย์ท่ีสะท้อนลงผิวน้า หลุมน้ีทาขึ้นใหม่เมื่อมีการเท
ผรู้ วบรวมแผน่ ดนิ แถบนั้นจนเป็นปึกแผ่นและต้ังอาณาจักรพกุ ามขึ้นมา จุด ปูนท่ีลานรอบองค์เจดีย์ แต่ชาวพม่าเล่าขานว่าตรงจุดนี้เคยมีหลุมมาต้ังแต่
ทีส่ ร้างพระเจดยี ์เกิดจากเส่ียงทายดว้ ยช้างเผอื ก ซ่งึ พระเจา้ อโนรธาได้ต้ังจิต สมัยพุกามแล้ว เจดีย์ชเวซิกองถูกบูรณะในสมัยต่อมาอีกหลายคร้ัง
อธิษฐานไว้ว่า ถ้าช้างเผือกหยุดเดินลงที่ใดจะสร้างเจดีย์ไว้ท่ีนั่น ช้างเผือก เ จ ดี ย์ ช เ ว ซิ ก อ ง เ ป็ น เ จ ดี ย์ ท ร ง ร ะ ฆั ง ค ว่ า พื้ น ผิ ว ภ า ย น อ ก ถู ก ปิ ด ด้ ว ย
ของพระองค์เดินมาหยุดอยู่ ณ หาดทรายริมฝ่ังแม่น้าอิระวดี พระองค์จึง ทองคาเปลว
ดาริให้สร้างพระเจดีย์ ณ ที่ตรงนั้น ดังนั้นช่ือเจดีย์ชเวซิกอง จึงหมายถึง
"เจดีย์ทองบนพ้ืนทราย" ในภาษาพม่า การก่อสร้างเจดีย์ใช้เวลายาวนาน ความอัศจรรย์ของพระมหาธาตุชเวซิกอง
กว่าย่ีสิบปี จนกระท่ังเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 1629 ซึ่งเป็นรัชสมัยของ ▪ ยอดพระเจดียไ์ ม่มีการใชเ้ หลก็ เสริม
พระเจ้าจานสิตา ต้ังแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันน้ัน เจดีย์ชเวสิกองได้รับความ ▪ กระดาษห่อแผ่นทองคาเปลวท่ีนาไปปิดส่วนยอดพระเจดีย์
เสยี หายจากเหตกุ ารณ์แผน่ ดนิ ไหวหลายต่อหลายคร้ัง แต่ก็ได้รับการบูรณะ
ซ่อมแซมเป็นอย่างดมี าโดยตลอด โดยการบูรณะคร้ังล่าสุดในปี พ.ศ. 2527 จะไมป่ ลวิ พ้นฐานสเี่ หล่ยี มของพระเจดีย์
นัน้ ใช้แผ่นทองคาจานวนกว่า 30,000 จากการบริจาคของผู้คนทั่วประเทศ ▪ เงาพระเจดีย์จะไม่ล้าออกนอกฐานสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์
จงึ ทาใหม้ หาเจดีย์แห่งน้ียังคงมีสีทองอร่ามมาจนถึงปัจจุบัน เจดีย์ชเวซิกอง
มีรูปทรงเป็นระฆังคว่าแบบศิลปะมอญบรรจุพระธาตุสาคัญ 3 ส่วน คือ (ถา้ เงาลา้ ออกไป ถอื วา่ เปน็ ลางร้าย)
พระเข้ียวแก้ว ท่ีกษัตริย์แห่งศรีลังกาได้นามาถวาย พระธาตุกระดูกไหล่ ท่ี ▪ ภายในเขตองค์พระเจดยี ์ สามารถรองรับผู้แสวงบุญได้ไม่จากัดจานวน
นามาจากเมืองศรีเกษตร (ใกล้เมืองแปร) และพระธาตุพระนลาฏ
(หน้าผาก) องค์พระเจดีย์สูงราว 53 เมตร หรือ 160 ฟุต มีลวดลายปูนป้ัน มีการให้ทานด้วยข้าวสุกร้อน ๆ ทุกเช้า (ไม่ว่าจะตื่นเช้าสักเพียงใด
อยู่ 3 แถว และมเี จดียเ์ ลก็ ๆรปู ทรงวจิ ิตรงดงามเรียงรายเป็นองค์บริวารอยู่ จะพบขา้ วสุกในบาตรอยกู่ อ่ นหนา้ เสมอ)
โดยรอบ ▪ เม่ือตีกลองใบใหญ่จากด้านหนึ่งของพระเจดีย์ จะไม่สามารถได้ยิน
เสยี งกลองจากด้านตรงข้าม
▪ แม้พระเจดีย์จะตั้งอยู่บนพื้นราบ แต่เมื่อมองจากภายนอกจะเกิด
ภาพลวงตาคลา้ ยพระเจดียต์ ง้ั อยูบ่ นทส่ี งู
▪ ฝ น จ ะ ต ก ห นั ก เ พี ย ง ใ ด จ ะ ไ ม่ มี น้ า ฝ น ขั ง อ ยู่ ใ น อ า ณ า เ ข ต
ขององคพ์ ระเจดีย์
▪ มีตน้ พิกลุ ซ่ึงจะออกดอกตลอดทง้ั ปี (ปกติจะออกปลี ะครัง้ )
5 เจดยี ์ส้าคัญแห่งพุกาม
อานันทเจดีย์ : เจดยี ์ทสี่ วยที่สดุ
อานันทวิหาร ได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ท่ี ภายในวิหารมลี ักษณะเป็นอุโมงค์เดินถึงกันโดยรอบแต่ละด้านมีซุ้ม
คูหา เป็นทปี่ ระทับของพระพุทธรปู ประทับยนื แกะสลักจากไม้ ขนาดสูง 31
งดงามมากที่สุดในพุกามและได้รับยกย่องว่าเป็น “เพชรน้าเอกของพุทธ ฟุต ตามคติความเชื่อของชาวพม่าท่ีว่า โลกของเรามีพระพุทธเจ้ามาแล้ว
ศิลป์สกุลช่างพุกาม” เป็นวัดท่ีสร้างในสมัยพระเจ้าจันสิตตา (ครองราชย์ 3 พระองค์ แล้วเพิ่มพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นองค์ท่ีสี่ พระพุทธรูปทั้ง
ระหว่างปี พ.ศ.1672-1655) กษัตริย์องค์ท่ี 3 แห่งราชวงศ์พุกาม พระองค์ 4 ทศิ แตล่ ะองคจ์ ะวางพระหตั ถแ์ ตกต่างกนั และไม่เหมือนกับพระปางใด ๆ
เคยเปน็ ทหารคู่พระทยั ของพระเจา้ อโนรธามหาราช อีกท้ังได้รับการยกย่อง ของไทย มีชื่อเรียกแทนพระพุทธเจ้า คือ ทิศเหนือ พระกกุสันโธพุทธเจ้า
วา่ เปน็ กษตั ริยท์ ่ีย่งิ ใหญ่อกี พระองคห์ นง่ึ ทิศตะวันออก พระโกนาคมน์พุทธเจ้า ทิศใต้ พระ กัสสปพุทธเจ้า
ทศิ ตะวันตก พระโคตมพุทธเจา้ พระกกุสันโธพุทธเจ้า เป็นพระพุทธรูปองค์
มีเรื่องเล่าว่า กาลครั้งหน่ึง อินเดียซ่ึงเป็นดินแดนต้นกาเนิด ดั้งเดิมของอานันทวิหาร ถือเป็นศิลปะพุกามยุคแรกท่ีนิยมแกะสลักให้จีวร
พุทธศาสนาถูกกองทัพชาวมุสลิมเข้าโจมตี ทาลายพระพุทธศาสนา แนบพระวรกายขององค์พระ ปลาจีวรหยักเป็นรูปเข้ียวตะขาบ ลักษณะ
พระภิกษุอินเดียบางส่วนหนีภัยเข้ามายังพุกามประเทศ ในจานวนนั้นมี การวางพระหตั ถใ์ กลเ้ คียงกับพระพทุ ธรูปปางปฐมเทศนาของไทย
พระภิกษุ 8 รูปท่ีพร้อมด้วยจริยาวัตรงดงาม เดิมอาศัยอยู่ที่วิหาร
“นันทมูล” บริเวณเทือกเขาหิมาลัยจึงพรรณนาถึงนันทมูลวิหารอยู่บ่อย ๆ ความงามของอานันทวิหารแบบเต็มองค์ เมื่อมองจากด้านนอก ซุ้ม
พระเจ้าจันสิตตาทรงทราบเร่ืองจึงเกิดความเล่ือมใสและเกิดแรงบันดาลใจ ประตูและหน้าต่างของวิหาร เป็นตัวอย่างที่ดีและสมบูรณ์ของซุ้ม
ให้พระองค์ดาริจะสร้างวิหารนี้ข้ึน จึงทรงขอให้พระภิกษุเหล่านั้นร่างภาพ ศิลปะพุกาม ซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกว่า “เคล็ก” (Clec) หมายถึง ซุ้มก่อ
วิหารนันทมูลข้ึนมาเป็นแบบ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวิหารตามแบบน้ัน อฐิ วงโค้ง ประดับแถวครบี สูง ซง่ึ เป็นเอกลกั ษณ์โดดเดน่ ของศลิ ปะพุกาม ซึ่ง
ในปี พ.ศ. 1634 ขนานนามว่า “อานันทวิหาร” ซึ่งคาว่า “อนันต์” ส่งผลต่อศิลปะของพม่าทุกสมัย รวมถึงแพร่หลายในอาณาจักรสุโขทัย ที่
มีความหมายว่า วหิ ารนี้จะคงอยคู่ ่พู ุกามตลอดไป เรียกว่า “ซุ้มฝกั เพกา”
อานันทวหิ ารไดช้ ื่อว่างดงามท่สี ดุ เพราะเต็มไปด้วยเชิงช้ันทางศิลปะ นอกจากน้ียังมที างเดินสู่มณฑปหลังหน่ึง ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง
ครบทุกแขนง เป็นวิหารท่ีมีอิทธิพลของอินเดียอยู่มาก วิหารสร้าง เล่าเรื่องวิถีชีวิตและศิลปะวัฒนธรรมในสมัยพุกามประดับอยู่โดนรอบ ทา
ในรูปแบบทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 175 ฟุต สูงจากฐานชั้นล่างถึง ใหท้ ราบถึงชีวติ ความเป็นอย่ขู องชาวพุกามโบราณ
ยอดฉัตร 172 ฟุต ตัววิหารที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุมย่ืนออกไปเท่ากันท้ัง
4 ทิศ เช่นเดียวกับผังกางเขนกรีก หลังคายกระดับทีละชั้น จนถึงจุด
ก่ึงกลางจึงประดิษฐานส่วนยอดซ่ึงเป็นรูปเจดีย์เอาไว้ ซึ่งสัดส่วนของเจดีย์
น้ันงดงามได้สัดส่วนไมม่ ีทตี่ ิ เมอื่ มองจากภายนอกแล้วคล้ายมี 2 ช้นั
5 เจดีย์ส้าคัญแห่งพกุ าม
วิหารสพั พญั ญู : ศาสนสถานที่สงู ท่สี ดุ
เจดยี ์สัพพัญญู นบั วา่ เปน็ เจดีย์ท่มี ีความสูงท่ีสุดในเมืองพุกาม โดยมี เจดีย์สัพพัญญูแห่งนี้นั้น แบ่งลักษณะของเจดีย์ออกเป็นระดับ
ความสูงอยู่ท่ี ประมาณ 61 เมตร ด้วยศิลปะแบบปาละของอินเดียถือเป็น จานวน 5 ชั้น ประกอบด้วย
แม่แบบของสถาปตั ยกรรมพมา่ ต้ังอยใู่ จกลางเมืองถดั จาก วดั อนันดา
วิหารช้ันบน เป็นท่ีประดิษฐานพระประธาน องค์พระหันหน้าไป
ความเปน็ มายาวนานกลางศตวรรษที่ 12 ถา้ เล่าถงึ ความเป็นมาของ ทางทิศตะวันออก วิหารแต่ละช้ันมีหน้าต่างสองแถวซ้อนกัน ทาให้วิหาร
เจดีย์แห่งน้ี พระเจ้าอลองสิทธทู รงท่านสร้างวัดนี้ขึ้น ในกลางศตวรรษที่ 12 ภายในจงึ สวา่ งและมีลมพัดผา่ นเข้ามาได้
ตัววิหารช้ันบนสร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ด้านในวิหาร “กลวง”
ซ้อนอยู่ บนวิหารช้ันล่างท่ีมีขนาดใหญ่กว่านับเป็นเอกลักษณ์ของวัดพม่า วหิ ารสองชน้ั แรก เคยเปน็ ทพ่ี านักของบรรดาพระภกิ ษุ
โดยเฉพาะ ต่างจากวัดมอญท่นี ยิ มสร้างเป็นวหิ ารช้นั เดียว วหิ ารชน้ั สาม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรปู
วหิ ารชั้นส่ี ทาเปน็ หอพระไตรปฎิ ก
เจดีย์สัพพัญญูแสดงให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของการ วิหารส่วนยอด ทท่ี าเปน็ สถูปองค์ปรางคน์ น้ั ใชเ้ ป็นทีบ่ รรจุ
ก่อสร้างวิหาร เพราะว่ามีความสูงถึง 5 ชั้น และยังได้รับการยกย่องว่าเป็น พระบรมสารรี ิกธาตุ
วิหารที่มีอากาศถ่ายเท มีแสงสว่างมากกว่าวิหารอ่ืน ๆ ในพุกาม จึงถือเป็น
แบบอยา่ งทด่ี ขี องสถาปัตยกรรมพมา่ และในปัจจบุ ันเจดยี ส์ พั พญั ญสู ามารถ
เดินดูได้รอบ ๆ บริเวณด้านนอกเท่าน้ัน ไม่สามารถข้ึนไปบนองค์พระเจดีย์
ได้ เพราะเกิดรอยร้าวและอาจพงั ลง
5 เจดยี ส์ ้าคญั แห่งพกุ าม
วหิ ารอเภยะทะนะ : ศาสนสถานทม่ี ภี าพเขียนฝาผนงั ทเี่ กา่ ที่สุด
วิหารอเภยะตะนะ (Abeyadana Paya) ต้ังอยู่แถบหมู่บ้านแห่ง
เคร่อื งเขยี น "มยนิ กบา (Myinkaba)" ที่นี่เป็นหน่ึงในวิหารที่มีความโดดเด่น
ด้านงานจิตรกรรมฝาผนัง และเป็นวิหารรนุ่ แรกๆ ในพกุ ามซงึ่ มลี ักษณะเด่น
ตรงที่เป็นวหิ ารชั้นเดียว
สาหรับงานจติ รกรรมฝาผนังนั้นนอกจากจะมีเรื่องราวเก่ียวกับพุทธ
ประวัติ และพระโพธิสัตว์ขนาดใหญ่แล้ว ยังมีภาพของเทพเจ้าใน
ศาสนาฮินดู อย่างพระวษิ ณุ และพระศวิ ะ
5 เจดียส์ า้ คญั แหง่ พุกาม
วหิ ารธรรมยางยี : ศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุด
พุทธสถานท่ีใหญ่ที่สุดในพุกามและสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจาก
ทุกมุมในพุกามด้วยเช่นกัน วิหารแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้านรถู (Narathu)
เพ่ือล้างบาปที่พระองค์ได้ทาปิตุฆาตพระบิดาและพ่ีชายเพ่ือข้ึนครองราชย์
ตามตานานเล่าว่าระหว่างการก่อสร้างน้ันพระองค์ได้เสด็จมาตรวจงานอยู่
ตลอด โดยทรงถือเข็มเล่มเล็กไว้ในมือแล้วสอดไปตามรอยต่อของก้อนอิฐ
หากพบวา่ อฐิ ก้อนไหนกอ่ ไม่สนิทมีชอ่ งแม้แต่เพียงเข็มสอดได้ พระองค์ก็จะ
ทรงนาช่างก่ออิฐผู้นั้นไปทาโทษด้วยการตัดมือ ดังนั้นวิหารธรรมยางยี
(Dhammayangyi) จึงเป็นวิหารท่ีมีงานเรียงอิฐท่ีละเอียด มั่นคง และ
แขง็ แรงมากทาใหย้ ังคงความสมบรู ณ์มาจนปัจจุบนั
สุดท้ายแล้ววิหารแห่งน้ีสร้างไม่เสร็จ เหตุจากพระเจ้านรถูถูกลอบ
ปลงพระชนม์เสียก่อน วิหารน้ีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก เริ่มตั้งแต่รูปทรง
วิหารที่ดูเหมือนพิรามิด แถมสร้างด้วยอิฐแดงเป็นล้านๆ ก้อน ด้านหน้าวัด
จะแขวนตุ๊กตาหุ่นเชิดสไตล์พม่าไว้เต็มไปหมด แม้บรรยากาศภายในวิหาร
อาจจะดูอับๆ บ้าง แตน่ ค่ี ือหนง่ึ ในวหิ ารทน่ี ่าสนใจมากในพุกาม
หนิ อันดำกู ในระยะต่อมาชาวเมยี นมาร์กลุ่มนไ้ี ดข้ ยายตัวมีจานวนมากข้ึน จนต้องอพยพลงมายังดินแดนทางใต้ที่อบอุ่นและสมบูรณ์มาก โดยล่องแม่น้าลงมาตาม
ลาน้าอิรวดีและลาน้าสาละวินท่ีมีแหล่งกาเนิดอยู่ในบริเวณที่ราบสูงทิเบต การเข้ามาต้ังถ่ินฐานคร้ังแรกบริเวณป่าพุกามอันกว้างใหญ่จึงทาให้ต่อมาชาวเมียน
หากกล่าวถึง อันดากู สาหรับสังคมของผู้ท่ีนับถือศาสนาพุทธชาวเมียนมาร์(พม่า)แล้ว หมายถึงองค์ปฏิมากรรมขนาดเล็กซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ิที่มี มาร์กลุ่มนี้จึงถูกนักมนุษย์วิทยาเรียกว่า TIBETO-BURMAN เหตุเพราะอพยพมาจากที่ราบสูงทิเบต ซ่ึงภายในบริเวณป่าพุกามแห่งน้ียังมีชนเผ่าเล็กเผ่าน้อย
ความสาคัญยิ่งในพระพทุ ธศาสนา ท้ัง ๆ ที่คาว่าอันดากู เป็นช่ือของหินสบู่ชนิดหนึ่งท่ีมีแหล่งกาเนิดอยู่ในประเทศเมียนมาร์ แต่ด้วยความยาวของอายุศิลปะ จานวนมากถึง 36 ชนเผ่าที่อาศัยมาก่อนหน้าน้ี แต่เผ่าต่าง ๆ ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้เพราะมีศัตรูคนเดียวกันคือ ชาวมอญโบราณ ท่ีในขณะน้ันมีอานาจการ
ชนดิ นท้ี ี่มคี วามตอ่ เนื่องมาจนถึงปัจจุบันทาให้คาว่า อันดากู กลายเป็นสรรพนามของการเรียกส่ิงศักดิ์สิทธ์ิชนิดหน่ึงในพระพุทธศาสนา และวัฒนธรรมการ ปกครองสูงสดุ โดยเฉพาะมีศูนยก์ ลางการปกครองอยู่ในบริเวณทางตอนใต้ของสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์(พม่า)ในปัจจุบัน แต่ในระยะต่อมาชาวพยู(PYU)
เรียกอันดากู กลายเป็นสรรพนามที่มีความหมายทั้งชื่อของวัสดุ(หิน) และศิลปะเพื่อศาสนาพุทธที่เก่ียวกับปรัชญาทางพุทธประวัติที่ถูกยอมรับโดยนัก แหง่ เมอื งศรีเกษตรไดถ้ ูกชาวมอญรุกรานขับไล่จนต้องหนีภัยหลบเขา้ มาอาศัยในป่าพกุ าม ทาใหต้ อ่ มาชนทัง้ 2 กล่มุ ใหญ่น้ีสามารถรวมตัวกันได้อันเกิดจากการ
ประวตั ศิ าสตร์ศิลปะและนกั โบราณคดที ั่วโลกในทุกวันนี้ อภิเษกสมรสระหวา่ งพระโอรสพระธดิ าของทงั้ สองฝ่าย จึงทาให้ชนกลุม่ ลกู ผสมเมียนมารม์ ีความแข็งแกร่งมากย่ิงขึ้น ท้ังระยะต่อมายังมีการพัฒนาเสริมสร้าง
ความสามารถทางด้านการรบที่เกิดจากนโยบายและระบบการปกครองของพระเจ้าอโนรธามหาราช จนสามารถสถาปนาอาณาจักรขึ้นตามชื่อเรียกของป่า
อนั ดากเู ปน็ ประติมากรรมขนาดเล็กมาก สืบเนือ่ งมาจากการทเ่ี ปน็ แผ่นหินธรรมชาติขนาดเล็กท้ังยังขาดซ่ึงเทคโนโลยีในการขุดในสมัยน้ัน จึงทาให้ ใหญท่ ี่ชนกลมุ่ ต่าง ๆ เหลา่ นเ้ี คยอาศยั พกั พงิ ตง้ั แตส่ มยั ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 10
ขนาดของอันดากูจึงเป็นเอกลักษณ์อีกชนิดหน่ึงของศิลปะชนิดน้ี เพราะโดยปกติปฏิมากรชาวเมียนมาร์นิยมการและสลักหินขนาดใหญ่อย่างท่ีเรามักจะพบ
เห็นพระพุทธรูปที่แกะจากหนิ ชนดิ อ่นื ๆ ทีม่ ขี นาดใหญม่ ากในเมียนมาร์ที่มอี ย่จู านวนมากตามสถานที่ต่าง ๆ แต่สาหรับชาวเมียนมาร์แล้ว อันดากูถึงแม้จะมี ต่อมาพระเจ้าอโนรธามหาราชทรงกรีฑาทัพลงใต้เข้าตีอาณาจักรของ
ขนาดเล็กแต่กลับซ่อนเร้นความศรัทธาขนาดใหญ่ไว้ภายใน เหตุเพราะ อันดากูถูกรังสรรค์ข้ึนจากปรัชญาท่ีลุ่มลึกไม่เหมือนใคร หากผู้ใดเข้ าถึงปรัชญาการ ชาวมอญ และสามารถพิชิตเมืองราชธานีทาทอน(THATON) ลงได้ ท้ังยัง
สรา้ งนแี้ ล้ว เป็นธรรมดาท่ีจะตอ้ งเกดิ แรงศรทั ธาทม่ี ีต่อปฏมิ ากรรมชิน้ เลก็ เหล่านี้ สามารถจับตัวพระเจ้ามณูห่าเม็ง กษัตริย์ของชาวมอญไว้ได้ ทรงนาพระเจ้ามณู
ห่าเมง็ และพระบรมวงศานุวงศ์ไปกักบริเวณอยู่ที่เมืองพุกาม นอกจากนี้พระเจ้า
เพราะคาว่าอันดากใู นสงั คมของชาวเมียนมารห์ มายถงึ คาศักดิส์ ิทธ์ิ คล้ายกับการเปลี่ยนพระนาม อโนรธามหาราชยังทรงกวาดต้อนนักปราชญ์ ราชบัณฑิต พระสงฆ์ พร้อมกับ
ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทาให้ผู้เอ่ยคาน้ีเกิดความเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง คล้ายกับการเอ่ยคาว่า เหล่าเสนาอามาตย์และช่างฝีมือแขนงต่าง ๆ ไปยังเมืองพุกามเป็นจานวนมาก
อะ อุ มะ หรือ โอม ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน อันหมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทงั้ ยงั นาวัฒนธรรมการนบั ถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเข้ามาสู่อาณาจักรพุกาม
เพราะฉะน้นั คาวา่ อันดากู ในความหมายความเข้าใจของชาวเมียนมาร์คือคาศักด์ิสิทธิ์ท่ียิ่งใหญ่ที่เป่ียมล้น จนทาให้สังคมชาวพุกามหันมานับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท แต่ก็ยังทิ้ง
เต็มไปด้วยจิตแห่งความเคารพ และศรัทธา ที่หมายถึงธรรมวัตถุช้ินนั้นเป็นจุดศูนย์กลางหรือหัวใจของ ร่องรอยของศาสนาพุทธนิกายมหายานไว้ เช่น พระพุทธรูปส่วนใหญ่จะมี
พระพุทธศาสนา อุนาโลม การสร้างพระพุทธรูปแบบทรงเครื่องหรือแบบทรงมงกุฎ ทั้ง ๆ ท่ีใน
ปัจจุบันพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวเมียนมาร์(พม่า) มีวัตรปฏิบัติในทาง
หากจะศึกษาถึงรากเหง้าอันเป็นสาเหตุของการเกิดความรู้สึกอันสูงย่ิงของ อันดากู ท่ีมีศิลปะทาง นิกายเถรวาทอยา่ งเคร่งครัดมากท่ีสดุ ประเทศหนงึ่ ในเอเชยี
แนวพุทธประวัติฝังตัวอยู่ภายใน จนเกิดเนื้อหาขององค์ปฏิมากรรมชนิดนี้ครอบคลุมท้ังรูปธรรมและ
นามธรรมจนกลายเป็นหลายความหมายแต่ถูกบรรจุอยู่ในคาเดียวได้นั้น สาเหตุสาคัญอาจเกิดจากฐาน หลังจากพระเจ้าอโนรธามหาราชทรงพชิ ติ อาณาจักรมอญไดแ้ ล้วทรงขยายพระราชอาณาเขตเข้าปกครองอาณาจักรอารข่านทางด้านทิศตะวันตกท่ีติด
ของจิตใจท่ีมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัยบรรพชน เหตุเพราะชาวเมียนมาร์แต่เดิมเป็นชนชาติชาวดาวิเดียนอีก กับอินเดีย (สมัยน้ันยังไม่มีประเทศบังคลาเทศและยังไม่มีอาณาจักรไท-ใหญ่ในเมียนมาร์) ทาให้อาณาจักรพุกามมีพระราชอาณาเขตติดกับแคว้นอัสสัมกับ
กลุ่มหน่ึงท่ีหนีภัยคุกคามจากชาวอารยันในอินเดีย ขึ้นไปตั้งถ่ินฐานอยู่บนที่ราบสูงทิเบตเมื่อประมาณ แควน้ เบงกอลทางด้านทศิ ตะวันออกของอนิ เดีย ทง้ั ยังได้รบั วัฒนธรรมจากแคว้นอื่น ๆ รวมท้ังประเทศต่าง ๆ ใกล้เคียงเช่น แคว้นพิหาร แคว้นโอรสา เป็นต้น
4,000 ปีล่วงมาแล้ว ชาวเมียนมาร์กลุ่มนี้ถูกย้อมด้วยกลิ่นอายของศาสนาพุทธนิกายมหายานลัทธิตันตระ ส่วนประเทศที่มีสายวัฒนธรรมเดียวกันท่ีอยู่ใกล้เคียงกันคือ ประเทศเนปาลและประเทศภูฏาน และทิเบต เพราะประเทศเหล่าน้ันล้วนแต่นับถือศาสนาพุทธ
มาตลอดตั้งแต่สมัยหลังพุทธกาล ชาวทิเบตจะเน้นหนักในการใช้รูปเคารพเป็นกสินขณะท่ีทาการภาวนา นิกายมหายานในขณะที่ทาให้อาณาจักรพุกามได้รับอารยธรรม วัฒนธรรม แลปฏิมาณวิทยา รวมท้ังศิลปะทางด้านพุทธศาสนามาจากอินเดีย โดยเฉพาะ
โดยเฉพาะความคุ้นเคยกับภาพจิตรกรรมพระบท ที่ส่วนใหญ่จะมีเรื่องพุทธประวัติเป็นองค์ประกอบหลัก ศิลปะปาละ จากแควน้ เบงกอลกอ่ นท่ีกาลังมอี ิทธพิ ลครอบคลุมตลอดทว่ั ทงั้ ดินแดนแถบทีไ่ ดก้ ล่าวถึง
สาคัญ ซึ่งมีพระบทบางภาพจะมีโครงสร้างคล้ายกับปฏิมากรรมอันดากูมาก เพียงแต่พระบทมีเพียง 2 มิติ
นอกจากนั้นสง่ิ แวดลอ้ มในเกือบทกุ ดา้ นล้วนเกย่ี วกับความศรัทธาอย่างแรงกลา้ ในพระพุทธศาสนา
ส่วนศลิ ปะแกะสลกั แนวพุทธประวัตบิ นแผน่ ศิลาได้รบั การตอบรับจากสังคมของชาวพกุ ามอย่างรวดเร็ว แต่ปจั จยั ทางวตั ถุดบิ พน้ื ถิ่นของหนิ อนั ดากูช่วย สว่ นศิลปะแกะสลกั แนวพุทธประวัตบิ นแผน่ ศิลาไดร้ ับการตอบรับจากสงั คมของชาวพุกามอย่างรวดเร็ว แต่ปัจจยั ทางวัตถดุ ิบพื้นถิ่นของหินอันดากูช่วย
เป็นตวั เร่งและอานวยใหต้ ่อการสร้างทาวัตถุเหล่านี้ให้สะดวกและง่ายกว่าการแกะบนหินแข็งธรรมดา จึงกลายเป็นสาเหตุสาคัญท้ังยังเป็นแรงจูงใจที่ส่งเสริม เป็นตัวเร่งและเพ่ืออานวยให้ต่อการสร้างทาวัตถุเหล่านี้ให้สะดวกและง่ายกว่าการแกะบนหินแข็งธรรมดา จึงกลายเป็นสาเหตุสาคัญท้ังยังเป็ นแรงจูงใจที่
ให้ปฏิมากรชาวเมียนมาร์ได้พัฒนาศิลปะแนวนี้ไปได้อยา่ งรวดเรว็ จนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองและดูแตกต่างจากศิลปะต้นแบบดั้งเดิม ท่ีได้รับจากอินเดีย ส่งเสริมให้ปฏิมากรชาวเมียนมาร์ได้พัฒนาศิลปะแนวน้ีไปได้อย่างรวดเร็วจนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองและดูแตกต่างจากศิลปะต้นแบบดั้งเดิม ท่ีได้รับจาก
นบั ตงั้ แต่นัน้ เปน็ ตน้ มา ชาวเมยี นมารจ์ ะเรียกปฏิมากรรมชนดิ นวี้ า่ อนั ดากู ศิลปะอนั ดากไู ม่ไดส้ รา้ งความประทบั ใจใหก้ บั ชาวเมียนมาร์ เพราะความประณีต อินเดีย นับต้ังแต่นั้นเป็นต้นมาชาวเมียนมาร์จะเรียกปฏิมากรรมชนิดนี้ว่า อันดากู ศิลปะอันดากูไม่ได้สร้างความประทับใจให้กับชาวเมียนมาร์ เพราะความ
งดงามแต่เพียงอย่างเดียว สาเหตุเพราะชาวเมียนมาร์เข้าใจถึงแนวทางปรัชญาของปฏิมากรรมชนิดน้ีได้อย่างลึกซึ้ง เพราะอันดากูเป็นปร ะติมากรรมทาง ประณีตงดงามแตเ่ พียงอยา่ งเดยี ว สาเหตุเพราะชาวเมียนมาร์เขา้ ใจถงึ แนวทางปรัชญาของปฏิมากรรมชนิดน้ีได้อย่างลึกซ้ึง เพราะอันดากูเป็นปฏิมากรรมทาง
พุทธประวัติฉบับย่อ แต่ครบถ้วนด้วยเนื้อหาตั้งแต่ทรงพระประสูติ จนถึงทรงพระปรินิพพาน ส่วนเนื้อแท้สาคัญคือปรัชญาท่ีเก่ียวกับพ ระพุทธรูปองค์ พทุ ธประวัติฉบับย่อแต่ครบถ้วนด้วยเน้ือหาต้ังแต่ทรงพระประสูติ จนถึงทรงพระปรินิพพาน ส่วนเน้ือแท้สาคัญคือปรัชญาท่ีเก่ียวกับพระพุทธรูปองค์ประธาน
ประธานตรงกลางท่เี ปน็ พระพทุ ธรูปปางมารศรีวชิ ยั อนั เป็นองคส์ ือ่ หลกั แสดงถึงช่วงวกิ ฤตของพระโพธิสตั ตส์ ิทธตั ถะจะตอ้ งเอาชนะมารในหัวใจของพระองค์ ตรงกลางที่เป็นพระพุทธรูปปางมารศรีวิชัย อันเป็นองค์สื่อหลักแสดงถึงช่วงวิกฤตของพระโพธิสัตต์สิทธัตถะ จะต้องเอาชนะมาในหัวใจของพระองค์เองได้
เองได้อย่างเด็ดขาดแบบถอนรากถอนโคน หรืออีกนัยหนึ่งคือต้องตายจากกิเลสทั้งปวงก่อน จึงสามารถเข้าถึงสภาวะการตรัสรู้จนกลายเป็นองค์ สมเด็จพระ อย่างเด็ดขาดหรืออีกนยั หน่งึ คือต้องตายจากกิเลสทงั้ ปวงกอ่ น จึงสามารถเข้าถึงสภาวะการตรัสรู้จนกลายเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทาให้เกิด
สัมมาสมั พุทธเจ้า และทาให้เกิดศาสนาพุทธขึ้นในโลก ส่วนเรื่องราวการชนะมารในแนวพุทธชาดก ที่เก่ียวกับพระแม่ธรณีและพระพญามารวัสวดีน้ัน เป็นอีก ศาสนาพุทธขนึ้ ในโลก
แนวหนึ่งในการอธบิ ายใหด้ เู ปน็ รปู ประธรรมเก่ียวกับการได้มาของพระพทุ ธเจา้ และพระพุทธศาสนา
ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น จึงเป็น
ต่อมาพระเจ้าอโนรธามหาราชทรงกรีฑาทัพลงใต้เข้าตีอาณาจักรของชาวมอญและ คาตอบที่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใด
สามารถพิชิตเมืองราชธานีทาทอน(THATON) ลงได้ทั้งยังสามารถจับตัวพระเจ้ามณูห่าเม็ง ชาวเมียนมาร์จึงมีความเคารพและมีองค์
กษัตริย์ของชาวมอญไว้ได้ ทรงนาพระเจ้ามณูห่าเม็งและพระบรมวงศานุวงศ์ไปกักบริเวณอยู่ที่ ศรัทธาสูงยิ่งต่อคาว่าอันดากู ซึ่งเป็นสรรพ
เมืองพุกาม นอกจากนี้พระองค์อโนรธามหาราชยังทรงกวาดต้อนนักปราชญ์ ราชบัณฑิต นามแบบครอบจักรวาลท่ีใช้เรียกธรรมวัตถุ
พระสงฆ์ พร้อมกับเหล่าเสนาอามาตย์และช่างฝีมือแขนงต่าง ๆ ไปยังเมืองพุกาม เป็น ชนิดหนึง่ ของตน เพราะชาวเมียนมารเ์ ขา้ ถึง
จานวนมาก ทั้งยังนาวัฒนธรรมการนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเข้ามาสู่อาณาจักรพุกาม แ ก่ น แ ท้ เ ก่ี ย ว กั บ ค ว า ม ห ม า ย ท า ง ด้ า น
จนทาให้สังคมชาวพุกามหันมานับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท แต่ก็ยังท้ิงร่องรอยของศาสนา ปรัชญาของศิลปะชนิดนี้อย่างลึกซ้ึงเพราะ
พุทธนิกายมหายานไว้ เช่น พระพุทธรูปส่วนใหญ่จะมีอุนาโลม การสร้างพระพุทธรูปแบบ อันดากูเป็นเอกลักษณ์ต่อการต่อสู้กับกิเลส
ทรงเครื่องหรือแบบทรงมงกุฎ ท้ัง ๆ ที่ในปัจจุบันพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวเมียนมาร์ ของตนเองท่ีแสนจะยากลาบาก เพราะ
(พมา่ ) มีวตั รปฏบิ ตั ใิ นทางนกิ ายเถรวาทอยา่ งเครง่ ครัดมากทส่ี ดุ ประเทศหนึ่งในเอเชีย เหตุการณ์ของปางมารวิชัยเป็นช่วงสาคัญ
มากท่ีสุดในช่วงเหตุการณ์ทางพระพุทธ
หลังจากพระเจ้าอโนรธามหาราชทรงพิชิตอาณาจักรมอญได้แล้วทรงขยายพระราช ประวตั ิเป็นเพราะช่วงของจุดหักเหและเป็น
อาณาเขตเข้าปกครองอาณาจกั รอารข่าน ทางด้านทิศตะวันตกที่ติดกับอินเดีย (สมัยนั้นยังไม่มี จุดแตกหักต่อการตัดสินพระทัยของพระ
ประเทศบังคลาเทศและยังไม่มอี าณาจักรไท-ใหญ่ในเมียนมาร์) ทาใหอ้ าณาจักรพุกามมพี ระราช โพธิสัตตส์ ทิ ธัตถะ ว่าจะทรงสู้จนชนะเหล่า
อาณาเขตติดกับแคว้นอัสสัมกับแคว้นเบงกอลทางด้านทิศตะวันออกของอินเดีย ท้ังยังได้รับวัฒนธรรมจากแคว้นอื่น ๆ รวมทั้งประเทศต่าง ๆ ใก ล้เคียงเช่น มนั ท้ังปวงหรือจะกลับไปสู่ฐานันดรเดิม ท่ีมี
แคว้นพิหาร แคว้นโอรสา เป็นต้น ส่วนประเทศท่ีมีสายวัฒนธรรมเดียวกันที่อยู่ใกล้เคียงกันคือ ประเทศเนปาลและประเทศภูฏาน และทิเบต เพร าะประเทศ พระราชวังและส่ิงอานวยความสุขทางโลก
เหล่านั้นล้วนแต่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานในขณะที่ทาให้อาณาจักรพุกามได้รับอารยธรรม วัฒนธรรม แลปฏิมาณวิทยา รวมท้ังศิลปะทางด้าน พุทธ นานานัปการเปน็ เดิมพนั
ศาสนามาจากอนิ เดยี โดยเฉพาะศลิ ปะปาละ จากแควน้ เบงกอลกอ่ นท่ีกาลงั มีอิทธพิ ลครอบคลมุ ตลอดทัว่ ท้ังดินแดนแถบท่ีได้กลา่ วถงึ
คณุ สมบตั ขิ องหินอันดากู สาหรับการสรุปเกี่ยวกับคุณสมบัติของหินอันดากูทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะแตกต่างจากหินสบู่ส่วนใหญ่ท่ีอุดมไปด้วยแร่แมกนีเซียมที่เกิดจาก
สามารถนามากล่าวย่อ ๆ แต่พอสังเขปได้ดังน้ี แต่ก่อนอ่ืนต้องขอทาความ
หินเป็นวัสดุชนิดหน่ึงท่ีมีค่านิยมและถูกนามาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ หินอันดากู (ANDAGU) มีช่ือทางวิทยาศาสตร์ว่า ไพโรฟิไรท์ เข้าใจก่อนวา่ การเรียกหนิ อนั ดากู หรอื อนั ดากหู มายถึงหินไพโรฟิไลต์ ซ่ึงเป็น กระบวนการของไดนาโมเทอร์มอร์ แมทาโมพริซั่ม และเมทาโซมาทริซั่ม
ตา่ ง ๆ ในวงจรชวี ิตของมนษุ ยชาติมาตัง้ แตส่ มัยดึกดาบรรพ์ หินถูกใช้ในการ (Pyrophyllite stone) บางประเทศไม่เรยี กว่าหินแต่จะเรียกว่าแร่ไพโรฟิไรท์ ชื่อเรียกทางด้านธรณีวิทยา หรือทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นสรรพนามระดับ
ก่อสรา้ งอาคารทาเป็นเครื่องมอื ในชีวติ ประจาวัน รวมท้ังสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย เน่ืองจากถูกนามาใช้ในผลิตภัณฑ์ด้านอุตสาหกรรมชนิดต่าง ๆ มากกว่า สากล เพราะหินอันดากูก็มีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงจากหินแข็งธรรมดา เพราะส่วนใหญ่หินสบู่จะเกิดในพื้นที่ท่ีมีการเคล่ือนตัวของแผ่นเปลือกโลก
แต่หนิ ทส่ี งั คมมนษุ ยร์ ูจ้ ักและคุ้นเคยมากทสี่ ุดคอื ส่ิงที่ถูกใช้ในการสร้างสรรค์ ทางด้านปฏิมากรรม หินอันดากูถูกนักธรณีวิทยาจัดอยู่ในหมวดของหินสบู่ ทวั่ ไปจนกลายเปน็ หนิ อันดากูคล้ายกับหินสบู่อ่ืน ๆ ทั่วไป หินอันดากูไม่ใช่หิน
งานศิลปะรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะงานประติมากรรมนอกจากหินอ่อน เนอ่ื งจากมอี ัตราของ Talc และ Mohs อยู่ในเกณฑ์ของหินสบู่ที่ถูกกาหนดไว้ ที่เกิดจากเปลือกโลกมาแต่ต้น แต่เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงของ และท่ีสาคัญจะต้องมีองค์ประกอบของแรงอัดและตัวความร้อนที่สูงมากดังท่ี
( Mable ) แล้ว หินทราย (Sand Stone) หินแกรนิต ( Granite Stone ) เป็นมาตรฐานสากล ทั้ง ๆ ที่หินอันดากูไม่มีความรู้สึกคล้ายหินสบู่ทั่วไปดังท่ี โครงสร้างหินเกา่ ทมี่ มี ากอ่ นหนา้ นีห้ ลายครงั้ จนครั้งสุดท้ายได้กลายเป็นหินสบู่
หินฌิชท ( Schist Stone ) โดยเฉพาะกลุ่มหินสบู่ ( Soup Stone ) ท่ีมี ได้กลา่ วมาแลว้ หินอนั ดากูเริม่ แสดงบทบาทสาคัญในอนิ เดยี มาก อันดากู เหตเุ พราะชั้นหนิ ของแผ่นหินถูกแรงอัดความร้อนที่สูงมากในปริมาณ กล่าวมาแลว้ ข้างตน้ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าหินสบูอ่ นั ดากจู ะมีความแตกต่าง
หลากหลายสี ได้ถูกนามาใช้ในหลายรูปแบบเพราะขึ้นรูปและเก็บ มหาศาล จนทาให้แร่ชนิดต่าง ๆ ท่ีแทรกตัวอยู่ในเน้ือหินเดิมหลอมละลาย
รายละเอียดได้ง่ายคล้ายสบู่แต่จะแข็งตัวเม่ือถูกอากาศนาน ๆ เพราะฉะนั้น เหตุเพราะในช่วงคริสต์ศตวรรษ กลายเป็นของเหลว แต่หลังจากเย็นตัวลงแล้วของเหลวเหล่านี้ได้แปรสภาพ ขององคป์ ระกอบของเนอ้ื ผงแร่เหล่าน้ี ทางภาษาวิทยาศาสตร์จะเรียกผงแร่
หินสบู่จึงเหมาะกับงานประณีตที่ซับซ้อน และหินสบู่บางชนิดยังเป็นหินท่ีถูก ท่ี 8 - 13 แคว้นเบงกอลของราชวงศ์ปา กลายเป็นผงแร่คล้ายผงแป้งแต่ไม่ได้เปล่ียนโครงสร้างหรือคุณสมบัติดั้งเดิม
นักธรณีวิทยากาหนดให้เป็นแร่หินพิเศษท่ีถูกนามาใช้ในกิจกรรมทาง ละ ในอินเดียตะวันออกและแคว้น ก่อนจะละลายตวั แต่กับเปลี่ยนรปู ทรงกลายเปน็ ผงแป้งแร่ของตนเองแต่เดิม เหล่าน้ีว่า TALC ท่ีจะแทรกตัวอยู่ท่ัวทุกอณูของหินและทาให้หินน่ิมส่วนการ
อตุ สาหกรรมระดับสงู สว่ นหนิ สบ่ใู นอดีตที่ชาวเอเชียรู้จักส่วนใหญ่จะถูกใช้ใน ใกล้เคียงได้นาหินชนิดนี้ไปให้ปฏิมากร ผงแร่เหล่าน้ีจะแทรกตัวอยู่ทั่วไปในแผ่นหินจึงเป็นสาเหตุสาคัญทาให้เกิด
ด้านปฏิมากรรมหรืองานประณีตศิลป์อื่น ๆ มากกว่าทางด้านอุตสาหกรรม นาไปแกะงานปฏิมากรรมรูปเคารพใน ลักษณะหินที่มีความอ่อนตัว ง่ายต่อการตัดแต่งในรูปทรงต่าง ๆ ตามท่ี ทีห่ ินอันดากถู ูกจดั อยู่ในประเภทหินสบู่ทั้งทั้งท่ีไม่มีความรู้สึกล่ืนไหลคล้ายสบู่
เช่น หินอาราบสั เตอร์ หินภูเขาไฟ หินไดโรไมค์ และหนิ อันดากู เป็นต้น ศาสนาต่าง ๆ โดยเฉพาะในศาสนาพุทธ ต้องการ
ทีเ่ กยี่ วข้องกับเร่ืองขององค์ปฏิมากรรม เพราะหนิ อนั ดากูมี TALC สูง แ ต่ เ ป็ น ผ ง แ ป้ ง แ ร่ ท่ี
คุณสมบัติของหินสบู่ คือเม่ือนาข้ึนมาจากใต้ดินใหม่ๆจะอ่อนนุ่ม ส่วนหินสบู่ประเภทอันดากูจะแตกต่างจากหินสบู่ท่ัวไป เน่ืองจากไม่
คว้านแกะข้ึนรูปทรงต่าง ๆ ได้ง่ายจนมีความรู้สึกคล้ายแกะก้อนสบู่เลยถูก ชุดพุทธประวัติ แล้วศิลปะชนิดนี้ได้ส่งอิทธิพลเข้ามาให้กับอาณาจักรพุกาม ลื่นไหลเหมือนก้อนสบู่ เหตุเพราะหินอันดากูเป็นหินสบู่ที่มีผงแร่ มีอลูมิน่ัมกับผงแป้งซิลิเกสสูง
เรียกว่าหินสบู่ให้เป็นไปตามลักษณะและความรู้สึก แต่หินสบู่จะแข็งตัวเม่ือ ที่มีพระราชอาณาเขตที่ติดต่อกันในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 10 - 11 เน่ืองจาก ซิลิกอนไดออกไซด์มากเป็นพิเศษถึง 66.60 % จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งท่ีทาให้
เกดิ การแห้งตวั เมอ่ื ถกู อากาศและมบี างชนดิ แห้งแล้วจะเกิดการเปลี่ยนสี ซึ่งมี หินอันดากูเป็นหินพ้ืนถ่ินท่ีหาง่ายและมีจานวนมาก จึงกลายเป็นแรงผลักดัน หินอันดากมู ีสีขาวนวล มาก เหตเุ พราะผงแรท่ ้งั 2 ตัว
ทั้งแบบเปลี่ยนสีเร็วและช้า สาหรับหินอันดากูที่เป็นภาษาพ้ืนถิ่นที่ถูกเรียก อีกด้านหนึ่งที่ทาให้ปฏิมากรชาวพุกามรับเอาท้ังปฏิมาณวิทยา และปรัชญา
จากชาวเมียนมาร์มานานกว่าพนั ปี หินชนดิ น้ีถงึ แมจ้ ะถกู จดั อยู่ในกลุ่มของหิน ทางศิลปะเข้าสู่อาณาจักรอย่างเต็มท่ี และด้วยสิ่งแวดล้อมทางด้านการเมือง นี้ไม่มีลักษณะทาให้เกิดการ
สบู่แต่ข้อแตกต่างของหินอันดากูจะไม่มีความรู้สึกล่ืนไหลคล้ายสบู่ในเวลา การปกครองท่ีเพื่ออานวยให้ ทาให้ปฏิมากรชาวพุกามได้รังสรรค์พัฒนา
แกะสลัก แต่ก็เป็นหินท่ีอ่อนตัวท่ีสามารถข้ึนรูปทรงได้ง่ายเหมือนก้อนสบู่ ศิลปะแบบพุทธประวัติน้ีให้แตกต่างออกไปจากศิลปะต้นแบบเดิมจนมี ล่ืนไหลเหมือนสบู่ท่ัวไปจึงมี
ทวั่ ไป มันจะแข็งตัวและมีผิวนวลข้ึนทั้งยังไม่เปลี่ยนไปจากสีเดิมมากคือจากสี เอกลักษณ์เป็นของตนเอง และด้วยความเป็นชาวพุทธท่ีมีจิตศรัทธาและ
ขาวจะเปล่ียนไปคล้ายสีของงาช้างเก่า หินอันดากูท่ัวโลกจะมีคุณสมบัติที่ เข้าใจถึงแนวปรัชญาของงานแกะสลักหินอันดากู ทาให้คาว่าอันดากู เฉพาะความนิ่มสามารถข้ึน
แตกต่างกันบ้างเล็กน้อยมีหลายสี สีท่ีหายากและมีจานวนน้อยมาก คือหิน กลายเป็นสรรพนามท่ีใช้เรยี กชือ่ ของหินและปรชั ญาที่ศักดิ์สิทธ์ิทางงานศิลปะ
อนั ดากูสีดา ที่พบในประเทศเมียนมาร์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจาเป็นที่ควรจะ แนวพุทธประวตั ิมาตลอดจนถึงทกุ วนั น้ี รูปง่ายและความนุ่มดังกล่าว
มาทาความเขา้ ใจกบั หินอนั ดากใู หม้ ากขึน้ กว่าเดิม
นี้ อ ยู่ ใ น เ ก ณ ฑ์ ม า ต ร ฐ า น ท่ี
ก า ห น ด ไ ว้ ท่ี นั ก ธ ร ณี วิ ท ย า
เรียกว่าค่า MOHS SCALE
ดังท่จี ะขอสรปุ ข้อกาหนด
กฎเกณฑข์ องคาวา่ หินสบ่ไู วด้ ังนี้
1.หินสบู่จะต้องมีปริมาณของผงแป้งแร่ชนิดใดก็ตามที่เรียกว่า TACL
มากกวา่ 30% แตต่ อ้ งไม่เกนิ 80 % ของปริมาตรของเนอ้ื หินโดยรวม
2.ก้อนหินสบู่หากถูกกดหรือตัดโดยแรงกดตามมาตรฐานท่ีกาหนดไว้
จะตอ้ งไมแ่ ขง็ เกินกว่าระหว่าง 2.5 - 5.5 ของ MOHS SCALE หากความแข็ง
เกินกว่า 5.5 จะไม่ใช่หินสบู่แต่ถูกจัดในหินท่ัวไปเช่น หินอ่อนหรือหินชนิด
อน่ื ๆ
1.หินอันดากู ตามชื่อวทิ ยาศาสตร์คือหิน ไพโรฟไิ รท์ (Pyrophyllite) แหล่งหนิ อันดากูท่ัวโลก
2.หินอันดากู ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของหินสบู่ ท้ัง ๆ ท่ีไม่มีความลื่นไหล
ซ่ึงในอดีตอาจจะไม่มีการกาหนดมาตรฐานจนเป็นหลักตายตัว หรือไม่ได้ถูก เหมือนสบู่ แต่ปริมาณผงแร่ TALC กับ MOHS SCALE อยู่ในข้อกาหนดที่ ทาไมเราต้องทราบถึงแหล่งหินอันดากูท้ัง ๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ เจ้าของแหลง่ หินอันมีคา่ น้ี การศึกษาแหล่งหินกนั ดากเู พียงเพ่ือต้องการข้อมูล
เผยแพรอ่ ย่างกวา้ งขวางจึงทาให้นกั ประวัติศาสตรศ์ ิลปะเรียกหนิ ชนิดเดียวกัน เป็นมาตรฐานสากล เหตุที่ไม่มีความลื่นไหลเนื่องจากผงแป้งแร่ เป็นผงแร่ ประติมากรรมศิลปะอันดากูในเมียนมาร์ เหตุเพราะข้อมูลในอดีตระบุว่าหิน เพ่ือยืนยันว่าแหล่งหินอันดากูมีอยู่ในเมียนมาร์จริงหรือไม่ เพื่อจะได้นาไป
แต่แตกต่างออกไป เช่น บางท่านเรียกว่า MUD STONE (หมายถึงหินท่ีอ่อน อลูมิน่ัมและผงแร่ซิลิเกส ท่ีมีความแข็งมากถึง 60% - 70% ของปริมาณของ อันดากูในเมียนมาร์เป็นหินที่นาเข้ามาจากอินเดียตะวันออก ประการต่อมา ศึกษาคู่ขนานไปกับสายวิวัฒนาการของศิลปะอันดากู ท่ียังไม่ลงตัว จึง
เหมือนดินเหนียว) บางท่านเรียกว่า ALABASTER STONE (หมายถึงหินสบู่ หนิ แต่ละกอ้ น ตามหลักทฤษฎีทั่วไป คือหาประเทศหรือชนชาติใดมีแหล่งวัตถุดิบเป็นของ จาเป็นต้องสรุปตัดสินโดยการเลือกใช้ข้อมูลที่มีหลักฐานท่ีเรียบง่ายแต่ตรง
อาราบาสเตอร์) ส่วนปฏิมากรรมในอินเดียตะวันออกบางชิ้นที่เป็นสีดาเงาแต่ 3.หินอันดากู ไม่ใช่มีเพียงสีขาวสีเดียวอย่างท่ีคนทั่วไปเข้าใจ แต่หิน ตนเอง กิจการชนิดนั้นจะคงอยู่และมีอายุยืนยาวตามจานวนปริมาณของ ตามเป้าหมายท่ีสามารถยืนยันวา่ หินอนั ดากู มหี รอื ไม่มีในสาธารณรัฐสหภาพ
ถูกเรียกเปน็ ช่อื อื่น ๆ ปฏิมากรรมชน้ิ น้ันอาจเปน็ หนิ อันดากูสีดาก็ได้เพราะนัก อันดากู มีหลายสี ส่วนสีที่หายากที่สุดคือสีดาที่พบเฉพาะในประเทศ วัตถุดิบชนิดนั้น ๆ หากวัตถุดิบเหล่าน้ันใช้เพื่องานประณีตศิลป์หรืองาน เมียนมาร์ งานวิจัยของ MR.TADAKATA HIDO และ MR.RJUJI KITAKAWA
ประวัติศาสตร์ศิลปะไม่ใช่นักธรณีวิทยาจะไปกล่าวหาว่าท่านผิดก็ไม่ถูกนัก เมียนมาร์ ปฏิมากรรมต่าง ๆ ก็หมายถึงความต่อเนื่องยาวนานรวมทั้งยังมีการพัฒนา และคณะซ่ึงถูกคัดเลือกเพื่อนามาใช้ประกอบการพิจารณา เพราะข้อมูลของ
เหตุเพราะทา่ นเหล่าน้นั อาจจะไดม้ าซง่ึ ขอ้ มูลทไ่ี ม่ถูกต้องก็ได้แต่ก็เป็นหินท่ีจัด 4.หินอันดากู มีคุณสมบัติชนิดหนึ่งที่ไม่แตกหักง่ายจนเกินไปหาก ศิลปะท่ีทาจากวัตถุดิบชนิดน้ันเช่นเดียวกัน คาถามจึงมีอยู่ว่าเพราะเหตุใด ท่านเหลา่ น้มี ีความละเอียดพอดีกบั ความต้องการของนักประวัติศาสตร์ศิลปะ
อยู่ในกลุ่มของหินสบู่เหมือนกัน เพราะหินสบู่บางชนิดจะมีแร่เงินหรือแร่ แขง็ ตวั แล้วจะไม่เปลยี่ นสีจากสเี ดมิ มากเหมือนหินสบชู่ นิดอ่นื ๆ หากหินอันดากูนาเข้ามาจากอินเดียตะวันออกจริง ทาไมทุกวันนี้จึงไม่มี ที่อยู่ในขอบเขตเท่าที่ควรจะรู้ เพราะนอกจากจะมีแผนที่ระบุตาแหน่งของ
โครเมียมสูงมาก เมื่อแข็งตัวจะกลายเป็นสีดาเงามันจนดูคล้ายหินอันดากู 5.หินสบู่อันดากู มีคุณสมบัติพิเศษอีกอย่างหน่ึงคือเป็นหินสบู่ที่มีแร่ สิ่งประดิษฐ์ใด ๆ ท่ีทามาจากหินอันดากูในดินแดนทางทิศตะวันออกของ แหล่งหินอันดากูท่ีเราต้องการแล้ว งานวิจัยยังระบุการใช้งานแต่ละประเภท
สีดา เหลก็ นอ้ ยกวา่ 1% ทาให้ไม่เกิดคราบสนมิ จนทาให้ดูสกปรก ทนต่อความร้อน อินเดียแม้แต่น้อย แต่สาหรับในสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์กลับมี ของหินอันดากูของแต่ละประเทศ รวมท้ังผู้ผลิตรายใหญ่ท่ีมีตัวเลขระบุไว้
สูงมากมีการขยายตัวและหดตัวน้อยมาก หากใช้ในกิจกรรมงานประณีตศิลป์ ปฏิมากรรมที่ทาจากหินอันดากูหลากหลายรูปแบบ ท้ังแบบอนุรักษ์ของเก่า อย่างชัดเจนถึงปริมาณการส่งออกและนาเข้าเพราะหินอันดากูอยู่ในสายตา
ด้วยเหตุน้ีเพ่ือให้ได้ข้อสรุปถึงคุณสมบัติของหินสบู่ทั่วไปแล้วจึงขอ จะไม่เกิดรอยร้าวหรือบิดงอเหมือนกับหินชนิดอ่ืน ๆ หากมีการเปลี่ยน และแบบแนวความคิดใหมท่ ีท่ าจากหินอนั ดากู มวี างจาหน่ายอยู่ในท้องตลาด ของประเทศอุตสาหกรรมคือแร่หินชนิดหนึ่งท่ีพวกเรารู้จักกันในนาม
กระชับเข้าหาบทสรุปคุณสมบัติของหินสบู่อันดากู และข้อมูลท่ัวไปของการ อณุ หภมู อิ ย่างรวดเรว็ ในเมืองใหญ่ๆสาคัญหรือตามสถานท่ีต่าง ๆ ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ของไพโรฟิไรท์ (Pyrophyllite ore) ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนาไปบดอัดเป็นกลุ่ม
ใชง้ านที่สามารถลาดับโดยยึดถอื จากข้อมลู ทม่ี ีมาตัง้ แตต่ น้ ไว้ดงั นี้ 6.หินสบู่อนั ดากูในประเทศอื่น ๆ ท่มี ีแหล่งหินชนิดนี้มาก หินอันดากู รวมท้ังตลาดสาคัญและตามจุดผ่านชายแดนต่าง ๆ ระหว่างประเทศไทยกับ แป้งเพื่อเป็นส่วนประกอบท่ีใช้ในวงจรการผลิตของอุตสาหกรรม หากนามา
จะถูกเรียกและรู้จักกันในนามของ แร่ไพโรฟิไรท์มากกว่าคาว่าหิน เพราะแร่ สาธารณรฐั สหภาพเมียนมาร์ แต่จากการศึกษาวิเคราะห์และเปรียบเทียบงาน เปรียบเทียบการใช้หินอันดากูท่ัวโลกจะเห็นว่าการใช้หินอันดากูเพ่ืองาน
อันดากูเป็นแร่เศรษฐกิจสาคัญ มีประโยชน์เพ่ือใช้ผลิตสินค้าท่ีเอื้ออานวยต่อ ศิลปะแนวพุทธประวัติที่ชาวเมียนมาร์เรียกว่าอันดากู ปรากฏว่าศิลปะงาน ศิลปะทางปฏิมากรรมเพ่ือศาสนาพุทธในเมียนมาร์นั้น จะเป็นจานวนหรือ
การดารงชีวิตของมนุษย์อย่างมหาศาล โรงอุตสาหกรรมรู้จักหินชนิดน้ีมา แกะสลักแบบหินอันดากูขนาดเล็กมีสายงานศิลปะท่ีแตกต่างแต่ต่อเนื่องกัน ปริมาณท่นี อ้ ยมากจนไม่ปรากฏอยู่ในตารางของผู้ใชห้ นิ อนั ดากรู ายใหญ่
นานและเป็นสินคา้ ดา้ นผลิตผลทางอตุ สาหกรรมทส่ี าคัญ มาจนถึงปัจจุบัน แต่เพ่ือให้เกิดความม่ันใจยิ่งข้ึนจึงมีความจาเป็นต้อง
ส่วนประเทศไทยและประเทศสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ ยังไม่ ค้นคว้าเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับแหล่งหินอันดากู เพ่ือความแม่นยาทางด้าน สาหรับแหล่งและเหมืองหินอันดากู หากจะพูดให้ใกล้ตัวเข้ากับ
ปรากฏข่าวการสารวจแหล่งหินชนิดนี้อย่างจริงจัง จึงทาให้หินอันดากูเป็น ประวตั ศิ าสตรศ์ ิลปะท่ีเกย่ี วกบั แหล่งหินอนั ดากู ประวัติศาสตร์ศิลปะ หินอันดากูชนิดนี้ในยุคร่วมสมัยระหว่างอาณาจักรปา
เพียงหินศักด์ิสิทธิ์ท่ีใช้แกะศิลปะอันดากู(พุทธประวัติ) เป็นเครื่องหล่อเล้ียง ละและอาณาจักรพุกามในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 - 14 แล้ว จะเห็นว่า
จติ ใจของชาวพุทธในประเทศเมียนมาร์ท่ยี งั คงมีอยู่จนถงึ ทุกวันน้ี การคน้ ควา้ จากแหล่งข้อมูลทั่วไปทาให้ทราบในหลายสิ่งหลายอย่างที่ ตาแหน่งของแหล่งหนิ อนั ดากูในอินเดียอยทู่ างด้านประเทศที่เย้ืองไปทางด้าน
คนนอกวงการยังไม่รู้เกี่ยวกับหินชนิดน้ี ท่ีมีอยู่มากมายกระจัดกระจายท่ัว ทิศตะวนั ตกของประเทศท่หี า่ งไกลจากแควน้ เบงกอลมาก
โลก ท้งั ยังเป็นหนิ แร่เศรษฐกิจที่ถูกนามาใช้นานแลว้ จากหลายชนชาตทิ เี่ ป็น
ส่วนในสาธารณรฐั สหภาพเมียนมาร์แหล่งหินอันดากจู ะอยรู่ ะหวา่ งทิศ เพราะเหตุนี้การทราบถึงแหล่งหินอันดากูทาให้สามารถทราบถึงสาย จึงเหน็ ไดว้ ่าศิลปะอันดากูเปน็ ศลิ ปะแนวพุทธประวัติที่มีอายุยาวนานและเป็น ส่วนคาว่าหิน ไพโรฟิไรท์ (Pyrophyllite) มาจากศัพท์ภาษากรีกโบราณ
ตะวันออกของเมืองมัณฑะเลย์กับเมืองพุกาม และยังมีอีกแหล่งหน่ึงที่กินลึก ววิ ฒั นาการของศลิ ปะแนวพทุ ธประวัติได้มากยิ่งขึ้น ท้ังยังเป็นการสนับสนุน สายวิวัฒนาการทางศิลปะที่มีความต่อเน่ืองยาวนานที่หาได้น้อยมากในโลก Pyro หมายถึงไฟหรือความร้อน ส่วนคาว่า Phylon หมายถึงแผ่น และ
เข้าไปในแผ่นดินของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเสียส่วนใหญ่ สาหรับ งานค้นคว้าทางภาคสนามที่ได้นาเอาปฏิมากรรมท่ีแกะจากหินอันดากูของ แห่งศิลปะ และหินอันดากูกลายเป็นหินพิเศษเฉพาะเพื่อเป็นหินที่ใช้สาหรับ Lithas หมายถึง หิน อาจจะแปลตามความหมายโดยรวมหมายถึงแผ่นหินที่
แหลง่ หนิ อันดากแู หล่งนใ้ี นเมียนมาร์น่าจะเป็นส่วนหางของสายแร่อันดากู ที่ จริงท่ีมีรูปแบบศิลปะท่ีแตกต่างจากของแต่ละสมัยรวมท้ังการศึกษาถึงคราบ งานสรา้ งสรรค์ธรรมะวตั ถุทางพทุ ธศิลปะท่ีแตกต่างจากประเทศอ่ืนที่นามาใช้ เกิดจากการหลอมละลายด้วยความร้อนคือไฟ ที่เกิดจากภัยธรรมชาติเช่น
ต่อลงมาจากแผ่นดินของประเทศจีน และถ้าจะปรึกษาถึงระยะการเดินทาง สนิมของปฏิมากรรมของแต่ละชิ้นเพื่อนามาวิเคราะห์เปรียบเทียบในหลายๆ ทางด้านอุตสาหกรรม จึงขอกล่าวถึงรายละเอียดแต่พอสังเขปเก่ียวกับข้อมูล แผน่ ดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น จึงสามารถต้ังข้อสังเกตได้ว่าชนชาติกรีก
หรือขนส่งจะเห็นว่าแคว้นเบงกอลจะอยู่ห่างไกลจากแหล่งหินในประเทศของ ดา้ นเพื่อหาขอ้ สรุประดับหน่งึ ในระยะตน้ ได้ว่า การใช้และหินชนิดน้ีมาเปรียบเทียบกับการใช้หินอันดากูในเมียนมาร์เพื่อ รู้จักหินอันดากูมานานมากแล้วกว่า 3000 ปี ส่วนในประเทศอ่ืน ๆ ก็รู้จักหิน
ตนเองมาก และจะเป็นการง่ายกว่ามากหากจะนาเข้าหินอันดากูมาจาก ประกอบกับคาบรรยายดงั น้ี ชนดิ เดียวกันนี้มานานแล้วเช่นในประเทศญ่ีปุ่นจะเรียกหินชนิดนี้ว่า Rosckie
สาธารณรฐั สหภาพเมยี นมารห์ รืออาณาจักรพกุ ามในระยะเวลานน้ั ▪ หินอนั ดากู เป็นหนิ พน้ื ถ่นิ ของเมียนมาร์ ในเกาหลีเรยี กว่า Nub-suk ในประเทศสหภาพเมยี นมาร์จะเป็นประเทศเดียว
▪ จากการท่มี แี หล่งวัตถุดบิ เป็นของตนเองทาให้งา่ ยตอ่ การจดั หาและสังคม หินอันดากูหรือไพโรฟิไรท์ (Pyrophyllite) เป็นแร่หินชนิดหน่ึงท่ีชน ท่ีเรียกหินชนิดนี้แบบเป็นความหมายควบรวมท้ังช่ือหินและความศักด์ิสิทธ์ิ
เพราะฉะน้ันจากข้อมูลและเหตุผลดังกล่าวจึงกลายเป็นคาตอบท่ี ชาติต่าง ๆ ท่ัวโลกรู้จักกันมานานแล้ว หินชนิดนี้มีมากในแถบทวีปยุโรป ของงานศิลปะในคาเดียวว่า อันดากู ซ่ึงเป็นการยากต่อการคาดเดาว่าใน
สามารถอธิบายให้เห็นภาพที่ค่อนข้างจะชัดเจนได้ว่า ตามความเป็นจริงแล้ว ชาวพุทธในพุกาม มีความนยิ มศรัทธาในปฏิมากรรมศิลปะแบบอันดากูนี้ รัสเซีย จีน และตอนบนของตะวันออกกลางรวมท้ังในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่ง อนาคตข้างหน้าหินดากูในเมียนมาร์ จะถูกใช้เพื่องานเศรษฐกิจอย่างอื่น
อาณาจักรพุกามในสมัยนั้นเป็นผู้ส่งออกหินอันดากูให้กับแคว้นต่าง ๆ ใน ทาให้สายวิวัฒนาการศลิ ปะทางด้านนี้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สวน การผลิตเพ่ือส่งออกหรือการนาเข้าเพื่อการผลิตเป็นสินค้ามีจานวนมหาศาล หรือไม่ เพราะปจั จบุ นั การใช้ทรัพยากรธรรมชาติของหินชนิดนี้ยังอยู่ในระดับ
อินเดียตะวันออกในรูปของวัตถุดิบแต่กลับมีการนาเข้าในลักษณะของสินค้า กระแสการขึ้นลงมากน้อยก็เป็นไปตามสภาพทางสิ่งแวดล้อมของ และนับได้วา่ หนิ ดากูเป็นหินเศรษฐกิจสาคัญในภาคอุตสาหกรรมของโลก หิน ที่น้อยมาก หรือจะเรียกว่าเป็นงานประณีตศิลป์ท่ีอยู่ระดับอุตสาหกรรม
สาเรจ็ รปู คือศลิ ปะทางด้านปฏิมากรรมอันดากู ที่ทาจากปฏิมากรชาวอินเดีย บ้านเมืองแต่ละยุคสมัย ซ่ึงศิลปะรูปแบบนี้กลายเป็นศิลปะแนวพุทธ อันดากูเป็นหินที่มีความสาคัญและมีคุณค่าอย่างมากเช่นในประเทศญี่ปุ่น ครัวเรือนเท่านน้ั
จึงไม่น่าแปลกที่มีการพบอันดากูศิลปะแบบอินเดียในเมียนมาร์ โดยเฉพาะ ประวัติท่ีมีอายุยาวนานสืบทอดมาตั้งแต่สมัยคันธราฐของอินเดียจนถึง การใช้แร่หินชนิดน้ีจะใช้อย่างระมัดระวัง โดยมีการนามาคัดเลือกแยกการ
ศลิ ปะแบบปาละ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีการวิเคราะห์ในหลายๆด้านและมีการ สมัยปาละ - เสนะ แล้วส่งต่อมาให้กับอาณาจักรพุกาม จนมีการพัฒนา ใช้งานออกเป็น 3 ประเภท ตามความเหมาะสมของการใช้งานเพื่อให้เกิด
สรปุ เปน็ หลายทฤษฎีที่ถกู นามาสนั นิษฐาน ดงั น้ี เป็นเอกลักษณ์แบบเมียนมาร์ซึ่งกินระยะเวลาเกือบ 2000 ปี ( สาหรับ ความคุ้มค่าและการสูญเสียน้อยท่ีสุด เพราะในประเทศญ่ีปุ่นหินอันดากูมี
การนับเฉพาะอายุของศิลปะชนิดน้ีในเมียนมาร์ จะมีอายุประมาณ บทบาทในอุตสาหกรรมเซรามิกเกรดสูง และเป็นส่วนประกอบของช้ินส่วน
▪ ปฏมิ ากรรมแบบอนั ดากู ในระยะตน้ น่าจะเปน็ การนาเข้ามาจากประเทศ 1000 ปี ) อิเล็กทรอนกิ สแ์ ละงานผลติ เกยี่ วกบั สินคา้ เชิงเทคโนโลยีช้นั สูงไม่ใชน่ อ้ ย
อนิ เดยี
▪ เน่ืองจากมีอาณาเขตต่อเนื่องกัน ทาให้ในระยะต่อมาเม่ือเกิดความ
ต้องการด้านอุปสงค์ และทั้งยังมีแหล่งวัตถุดิบในเมียนมาร์ ทาให้ช่าง
หรอื ปฏิมากรชาวอินเดียเข้ามาตง้ั ถ่นิ ฐานและแกะสลักปฏมิ ากรรมชนิดนี้
เพ่ือตอบสนองด้านอปุ ทานใหก้ บั สังคมชาวพุกาม
▪ พระราชสานักพุกามนาปฏิมากรชาวอินเดียมาแกะสลักศิลปะแบบ
อันดากูในอาณาจักรของตน เพื่อจะได้ให้ช่างชาวพุกามได้ศึกษาเพ่ือ
เรยี นรู้ ตงั้ แตส่ มยั พระเจ้าอโนรธามหาราชทไี่ ดก้ วาดต้อนนักปราชญ์ ราช
บัณฑิตและช่างฝีมือประเทศต่าง ๆ จากเมืองราชธานีทาทอน ของชาว
มอญมาอยู่ท่อี าณาจักรพกุ ามเป็นจานวนมาก
ปฏมิ ากรรมศลิ ปะต้นแบบอนั ดากูของอินเดยี กบั สายวิวัฒนาการศิลปกรรม ด้วยเหตุนี้จึงทาให้ศิลปะท่ีถูกเรียกตามภาษาพ้ืนถิ่นว่าอันดากูท่ีมีขนาดเล็กลงมาก ทั้งยังเต็มด้วยเนื้อหาและมีองค์ประกอบครบถ้วนสมบูรณ์ และมี
หลายขนาด แต่ขนาดที่เล็กมากที่เคยพบเห็นจะมีขนาดเล็กเท่าเล็บมือ เป็นพระหินแกะสลักแบบลอยตัวมีนาคล้อมรอบ หากจะเปรียบเทียบกับโล ก
ของเมยี นมารแ์ ละศิลปะแบบอันดากขู องประเทศอื่น ๆ คอมพิวเตอร์ก็จะมีลักษณะขนาดกะทัดรัด เพื่อการใช้งานและง่ายต่อการพกพาคล้ายกับไอโฟนในปัจจุบัน เพราะฉะน้ันคาถามจึงมีอยู่ว่าแนวปรั ชญาการ
สร้างปฏิมากรรมพทุ ธประวตั แิ บบฉบับยอ่ สว่ น รวมอยู่ในแผ่นหินช้ินเดียว และมีเนื้อหาครบถ้วนนี้ต้นแบบหรือต้นความคิดมาจากภาพพระบทของทิเบต ท่ี
ปรัชญาคา่ นยิ มการแกะสลักพทุ ธประวัติโดยมีองค์ประกอบของแต่ละเหตุการณ์ครบถ้วน มีมานานตั้งแต่สมัยท่ีมีการสร้างองค์พระพุทธรูปแล้ว เป็น อยู่ใกล้เคียงกับแคว้นอินเดียตะวันออก โดยเฉพาะแคว้นอัสสัมและแคว้นเบงกอล หรืออาจจะเป็นศิลปะที่อยู่ในระยะร่วมสมัยเดียวกัน แต่ห ากมองในทาง
งานศิลปะแนวปฏิบัติธรรมท่ีมีอายุยาวนานมาแล้วประมาณ 2000 ปี และด้วยเวลาอันยาวนานท่ีต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมทั่วไปที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตและ ตรงกันข้าม ภาพพระบทน่าจะคัดลอกแนวโครงสร้างขององค์ประกอบ และปรัชญาชนิดน้ีมาจากงานปฏิมากรรมชนิดเดียวกันนี้มาจากอินเดีย จึงเป็ นเร่ือง
โครงสรา้ งของสังคมของแต่ละยุคสมัย โดยมีอานาจทางการเมืองการปกครองของผู้นาแต่ละพ้ืนท่ีเป็นตัวชี้นา เป็นเหตุทาให้วัฒนธรรมและอัตราค่านิยมของ ของงานศึกษาวิเคราะหอ์ ยูท่ จ่ี ะต้องทาการวจิ ยั อีกในขนั้ ตอ่ ไป
ศลิ ปะแนวแกะสลักรปู ปฏมิ ากรรมด้านพทุ ธประวัติเกิดการเปล่ียนแปลงมีปริมาณการผลิตจานวนมากน้อยข้ึนลงคล้ายกับกระแสน้า ด้วยเหตุน้ีรูปแบบ ขนาด
รวมทงั้ โครงสร้างศลิ ปะแนวนจ้ี งึ ได้ถกู พฒั นาในทิศทางทแ่ี ตกตา่ งกนั งานศิลปะแนวพทุ ธประวัติท่ีเป็นงานดา้ นจิตรกรรมอกี ด้านหน่ึงด้วย ส่ิงหน่ึงท่ีน่าสนใจต่อ แต่สิ่งท่ีสาคัญมากที่สุดที่ขอกล่าวย้าอีกคร้ัง เพราะเป็นหัวเช้ือหลักท่ีทาให้ก่อเกิดปรัชญานี้ เมื่อประมาณหลังคริสต์ศตวรรษท่ี 7 สังฆจารย์ฝ่ายพุทธ
การศึกษาวิเคราะห์คือคุณค่าของการประกอบแบบพุทธประวัติท่ีเป็นงานฉบับย่อส่วนนั้นปรากฏอยู่บนแผ่นภาพท่ีเรียกว่า พระบท ของทิเบตท่ี มาตั้งแต่ มหายานไดม้ กี ารบัญญัติปางต่าง ๆ ข้ึนเพือ่ ใชเ้ ป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออก หรือเล่าเร่ืองของเหตุการณ์ในพุทธประวัติ ในขณะที่พระพุทธเจ้าในขณะน้ัน
ประมาณครสิ ต์ศตวรรษท่ี 10-13 อันเป็นงานจติ รกรรม 2 มติ ิ ท่สี ามารถมว้ นแลว้ นาติดตัวไปท่ีต่าง ๆ ได้ท่ีเกิดขึ้น ร่วมสมัยเดียวกันกับศิลปะพุทธประวัติย่อท่ี ยงั ทรงมีพระชนม์ชพี อยู่ ให้สอดคล้องกับเร่ืองราวที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ซ่ึงต่าง ๆ เหล่าน้ีจะถูกกาหนดตายตัวในการแสดงออกถึงท่วงท่าของอิริยาบถใน
อยู่ในระยะกลางของอินเดีย มีโครงสร้างแม้กระทั่งการจัดองค์ประกอบของภาพที่มีลักษณะคล้ายปฏิมากรรมแนวพุทธประวัติฉบับย่ออยู่ในหน้าเดียวกันของ ท่าต่าง ๆ และถูกบัญญัติไว้ในพระสูตรเพ่ือนาไปใช้เผยแพร่สาหรับพุทธศาสนิกชนท่ีสามารถเลือกไปสร้างหรือมีไว้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุ คคลที่มี
อนิ เดยี ท่ีส่งผลตอ่ มาใหก้ ับอาณาจกั รพุกามที่ถกู เรียกวา่ อันดากู เพราะศลิ ปะแนวพทุ ธประวัติหากนามาเปรียบเทียบกับการพัฒนาการคอมพิวเตอร์จะเห็นได้ ความศรัทธาในปางต่าง ๆ ท่ีแตกต่างกันไปตามความศรัทธาและความเหมาะสมของตนเองตราบถึงทุกวันน้ี เพราะการกาหนดปางพร้อมกับการกากับ
ชัดเจนว่า งานแกะสลักเกี่ยวกับพุทธประวัติในอดีตจะเป็นกรอบของแต่ละเหตุการณ์ที่แยกออกเป็นฉาก ๆ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดท่ีมีขนาดใ หญ่มากที่ ความหมายได้กลายเป็นปัจจัยท่ีส่งผลกระทบต่อนักคิดให้เกิดจินตนาการ ที่มีผลอย่างย่ิงต่อการสร้างงานศิลปะประเภทต่าง ๆ ข้ึนในด้านประ ติมากรรมและ
สามารถสร้างความรู้สึกได้อย่างชัดเจน คล้ายกับเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีแยกการทางานออกเป็นแต่ละตู้ท่ีมีขนาดใหญ่เกือบเท่าตู้เย็นท่ีทา งาน จิตรกรรมในระยะต่อมา จนงานด้านประติมากรรมในอินเดีย และที่ส่งผลมาให้กับสังคมชาวเมียนมาร์ท่ีถูกเรียกว่า อันดากู จึงทาให้เกิดมีความประณีต มี
แต่ละ 1 คาส่ังหรือ 1 โปรแกรมเช่นเดียวกัน ซ่ึงต่อมาได้มีการพัฒนากลายเป็นโฮมคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กลงมาก จนกลายเป็นขนาดเล็กท่ีเรียกว่า โน๊ตบุ๊ค รูปแบบและขนาดท่ีต่างกับต้นแบบมาจากอินเดียมาก ในช่วงหลังคริสต์ศตวรรษท่ี 13 เพราะมีอิทธิพลการแกะสลักมาจากจักรวรรดิจีนท่ีเข้ามาปกครอง
แต่ทุกวันนี้โน๊ตบุ๊ค ได้ถูกทดแทนด้วยไอแพดและไอโฟนท่ีสามารถทางานด้วยเพียงน้ิวสัมผัส ซึ่งศิลปะด้านงานปฏิมากรรมแนวพุทธประวัติที่มีหลังจาก อาณาจกั รพุกาม
คริสต์ศตวรรษที่ 8–10 ก็ได้มีการย่อส่วนให้เล็กคล้ายการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ สามารถแกะหรือป้ันปูนตามผนังหรือภายในองค์เจดีย์ได้ตามความยาว
ฉบบั ยอ่ ทผี่ ู้สร้างตอ้ งการ เหตุเพราะระยะหลังคริสต์ศตวรรษท่ี 7 ทางฝ่ายพุทธมหายานได้มีการกาหนดรูปแบบปางต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์การเป็นตัวแทนเล่า จากแนวทางการศึกษาด้านสายวิวัฒนาการ งานปฏิมากรรมแนวพุทธประวัติฉบับย่อในแผ่นดินเดียวกันในอินเดีย ในระยะต้น ๆ เมื่อประมาณ
ถึงเหตุการณ์ของพุทธประวัติโดยวิธีการแสดงพุทธอิริยาบท เป็นท่าทางของปางต่าง ๆ เหล่านี้จะทาหน้าท่ีคล้ายเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเหตุ การณ์ คริสตศ์ ตวรรษท่ี 8 - 9 ยังคงทาแยกเป็นแตล่ ะเหตุการณ์ในอดีต แต่ดูเรียบง่ายและมีหลายเหตุการณ์อยู่ในพ้ืนท่ีเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้เน้นเร่ืองความลุ่มลึกของ
จึงกลายเป็นจุดเร่ิมต้นของการทางานด้านความคิดที่สามารถสร้างองค์ปฏิมากรรมเกี่ยวกับพุทธประวัติไว้ในแผ่นเดียวกันโดยไม่จาเป็นต้องมี ขนาดใหญ่มาก ความหมาย แต่จะเน้นเพ่ิมความสวยงามความลงตัวของศิลปะเป็นสาคัญ แต่ในระยะต่อมาได้มีการจัดองค์ประกอบให้เป็นแนวปรัชญา ที่มีความหม ายโดย
แล้วยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถทาให้ในระยะต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8-10 ก็สามารถพัฒนาการแกะพุทธประวัติท่ีมีเน้ือหาครบถ้วน เน้นการสร้างพระพุทธรูปในศิลปะแนวท่ีเกี่ยวกับการสังเวชนียสถานทั้ง 4 เป็นสาคัญ โดยมีองค์พระประธานขนาดใหญ่ท่ีสุดที่ทรงแสดงปางมารวิชัยอยู่ตรง
สมบูรณ์ฉบับย่อให้อยู่ในแผ่นเดียวกันได้สาเร็จ แต่ก็ยังมีขนาดใหญ่พอสมควร เหตุเพราะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบซ่ึงเป็นชนิดของหินกับเครื่ องมือที่ใช้ แต่ต่อมา ก่งึ กลาง เหตุเพราะปางนี้เป็นการอธิบายชว่ งเหตุการณส์ าคญั ท่ีสดุ ในประวัติศาสตร์ขององค์สมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้า เพราะหลังจากทรงพระประสูติ ทรง
ศิลปะแนวปฏิมากรรมทางพุทธประวัติถูกย่อให้เล็กลง เพราะปฏิมากรค้นพบเทคนิคและประดิษฐ์เคร่ืองมือชนิดต่าง ๆ ทาให้งานแกะสลักหินง่ายขึ้ นและ เจรญิ วัย จนออกผนวชแลว้ แต่ถา้ หากพระองค์ไม่สามารถชนะมาร โลกน้ีคงไม่มีองค์พระพุทธเจ้าและไม่มีศาสนาพุทธ ซ่ึงรายละเอียดจะขอนาไปบรรยาย
สามารถลดขนาดใหเ้ ลก็ ลงไดม้ าก แตศ่ ิลปะชนดิ นตี้ ่อมาได้รับการพัฒนาจากชาวเมียนมาร์แห่งอาณาจักรพุกาม ท่ีมีวัตถุดิบที่เป็นหินอันดากูซึ่งเป็นหินพ้ืนถ่ิน ในบทที่เกี่ยวข้องต่อไป สรุปแล้วศิลปะแนวพุทธประวัติที่มีโครงสร้างของรูปแบบดูเรียบง่ายมากขึ้น หลังจากมีการบัญญัติต่าง ๆ สังฆจ ารย์ฝ่ายพุทธนาการ
ของตนเอง จงึ สามารถเออ้ื อานวยตอ่ การเก็บรายละเอียดที่ซับซ้อนไดไ้ ม่ยากนัก คริสต์ศตวรรษที่ 7 ซึ่งปางต่าง ๆ กลายเป็นปัจจัยสาคัญต่อการสร้างพุทธศิลป์ โดยเฉพาะการสร้างงานศิลปะแนวพุทธประวัติให้ดูเรียบง่ายท่ีสามารถอธิบาย
สัญลักษณ์แทนการต้องสร้างองค์ประกอบอื่น ๆ ท่ีซับซ้อนมากมายประกอบเหตุการณ์แต่ละช่วงสาคัญ เพราะการแสดงปางพระพุทธรูปเพียงองค์เดีย ว
ปางเดียวก็สามารถเล่าเรื่องราวบ่งบอกเหตุการณ์ได้ทั้งหมด ผู้ที่ดูจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับพุทธประวัติมาก่อน ให้เกิดความท้า ทายงานการสร้าง
จินตนาการแบบเคล่อื นไหวภาพยนตร์
แสดงพระหินสลกั อันดากมู ีขนาดเลก็ เทา่ เล็บมือ และเล็กกว่าเหรยี ญบาท แสดงการรวบรวมพุทธประวัติมาลงในแผ่นหนิ เดียวกนั
8 เรื่องราวพุทธประวตั ิ 8 เรอื่ งราวพุทธประวัติ ภาพแสดง 8 เรื่องราวพทุ ธประวตั ิ
ของท่านพระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลงั ของนายช่างเนย์
หลงั จากนน้ั คือประมาณครสิ ต์ศตวรรษท่ี 8 - 9 ทัศนคติเกีย่ วกับการใชส้ ญั ลกั ษณ์เกี่ยวกับปางต่าง ๆ เกิดมีคนเข้าใจและถูกยอมรับมากขึ้น จึงทาให้ครู ศิลปะกนั ดากสู มยั ก่อนอาณาจกั ร
ช่างโบราณจินตนาการงานสร้างเรมิ่ ตน้ จากงานสรา้ งศลิ ปะแนวพุทธประวตั ิที่มีหลายเหตุการณ์ท่อี ยบู่ นแผ่นหินแผน่ เดียวกนั ก่อน ทั้งยังสามารถทาให้ขนาดเล็ก พกุ าม
ลงกว่าเดมิ ได้ไม่ยากนัก ตอ่ มาในชว่ งคริสตศ์ ตวรรษท่ี 9 - 10 งานสร้างศลิ ปะและปรัชญาที่เต็มเป่ียมด้วยความหมายและความศรัทธา ซ่ึงศิลปะแนวนี้ได้ส่งมา
ให้อาณาจักรพุกามในเมียนมาร์เม่ือต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 11 ด้านการพัฒนารูปแบบศิลปะแนวพุทธประวัติจะมีอย่างต่อเน่ืองและเกิดการก้าวกระโดดในช่วง ช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 10 - 11 เป็นช่วงเร่ิมต้นศิลปะอันดากูสมัยก่อนและในสมัยต้นของอาณาจักรพุกาม ปฏิมากรรมเหล่าน้ีส่วนใหญ่จะเป็น
คริสต์ศตวรรษที่ 13 หลงั จากนัน้ ก็ไม่ได้กา้ วหน้ามากมายนัก ท้ังยังคงรูปแบบทางด้านปรัชญาและเทคนิคการแกะสลักตลอดมา จนถึงปีท่ีคริสต์ศตวรรษที่ 15 ปฏิมากรรมนาเข้าจากอนิ เดีย เพราะเมยี นมาร์ส่งออกหินอนั ดากูใหก้ ับอินเดียตะวนั ออก ที่เป็นเพ่ือนบ้านแล้วมีการนาเข้างานปฏิมากรรมศิลปะแบบอันดากู
ภายใต้การดแู ลของราชวงศ์เสนะ กอ่ นท่ีศาสนาทุกสถานท่ีในอินเดียจะถูกคุกคามโดยกองทัพของกษัตริย์อินเดีย - มองโกล ซ่ึงเป็นกษัตริย์ราชวงศ์โมกุลท่ีนับ ทสี่ าเร็จแล้วกลับเข้าสู่อาณาจักรพุกาม ทาให้ชาวเมียนมาร์สามารถนามาเป็นต้นแบบเพื่อนามาใช้ในการเรียนรู้ถึงปฏิมาณวิทยาและศิลปะอันดากูจากครูช่าง
ถือศาสนาอิสลามในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 15-16 เป้าหมายของกษัตริย์มุสลิมคือต้องการทาให้อินเดียในขณะน้ันมีศาสนาอิสลามเพียงศาสนาเดียว และเป็น ชาวอินเดีย ซึ่งสิ่งสาคัญที่สุดคืออาณาจักพุกาม ณ ช่วงเวลานั้นมีแหล่งวัตถุดิบเป็นของตนเอง จึงทาให้มีการพัฒนาศิลปะอันดากูเป็นท่ี นิยมและถูกพัฒนา
เพยี งศาสนาเดยี วท่ีสามารถเปิดเผยและเผยแพร่ในสังคมของอินเดียในทีส่ าธารณะชน ก่อนที่อังกฤษจะมาแทรกแซงและกลุ่มอานาจการปกครองอินเดียอย่าง เจรญิ กา้ วหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่วนการใช้สหี นิ ในยคุ สมยั นจี้ ะนิยมใช้หินสีดาทีน่ ่าจะเป็นการรับเอาค่านยิ มเหล่านีจ้ ากอนิ เดยี
ไม่เปน็ ทางการอยูห่ ลายร้อยปี จนถึงวันท่ี 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 ที่ประเทศอินเดียไดร้ บั เอกราชหลงั จากสงครามโลกครง้ั ท่ี 2 ไดย้ ุติลง
ส่วนสายวิวัฒนาการงานศิลปะแนวพุทธประวัติท่ีทางอาณาจักรพุกามได้รับมาจากอินเดียจึงอยู่ในช่วงตกผลึกและอิ่มตัวแล้ว จึงทาให้ศิลปะชนิดน้ีที่
ชาวเมียนมาร์เรียกว่า อันดากู ได้ถูกตอบรับและมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วที่เป็นเพราะเมียนมาร์มีแหล่งวัตถุดิบหรือหินอันดากูเป็นของตน เอง ทั้งในช่วง
คริสต์ศตวรรษท่ี 13 - 14 ยังได้รับปฏิมานวิทยารวมทั้งโครงสร้างแบบใหม่ท้ังจีน ลังกา ทิเบต รวมทั้งรูปแบบโครงสร้างที่งดงามของปฏิมากรรมที่มีลักษณะ
คล้ายอันดากูของศาสนาเชน ที่มีองค์ศาสดาทรงพระนามว่า วรรณธมานหรือมหาวีระ ที่มีมาก่อนพุทธศาสนามา 11 ปี ซ่ึงจากปัจจัยทางส่ิงแวดล้อมดังกล่าว
ศลิ ปะอนั ดากใู นเมียนมาร์ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองมีความประณีตละเอียดซับซ้อนมากกว่าศิลปะแม่ของอินเดียแต่ความ
ซับซ้อนเหล่ายังซ่อนอยู่ในโครงสร้างเดิมที่เป็นแผ่นหินรูปลายมนคล้ายกลีบบัวท่ีมาจากอินเดีย ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่าอันดากูท่ีมีแ หล่งหินในเมียนมาร์ จึง
กลายเป็นปัจจัยสาคัญต่อการพัฒนาและการคงอยู่ของศิลปะแขนงน้ี ซ่ึงในท่ีนี้จะขอยกย่องหินอันดากูให้เป็นรัตนชาติพระพุทธศาสนาท่ีคงอยู่และไม่เคย
เปลี่ยนแปลงตลอดมา เพราะในอดีตความเช่ือในทฤษฎีเก่าเกี่ยวกับศิลปะอันดากูว่าเป็นงานศิลปะท่ีถูกกาหนดที่อยู่ระหว่างช่วงคริสต์วรรษที่ 11-14 ในสมัย
พุกามเท่านน้ั จึงมคี วามจาเปน็ ที่จะต้องถกู นามาแก้ไขเปล่ียนแปลงตามสายวิวฒั นาการศิลปะชนิดน้ีตามความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ศิลปะท่ีได้มีการศึกษา
วเิ คราะหจ์ ากแง่มุมทางศลิ ปะและแง่มุมทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ศิลปะอันดากู มีจุดเร่ิมต้นที่ปีคริสต์วรรษท่ี 10-11 และมีการพัฒนามาตลอด
และยงั คงอย่จู นถึงปัจจบุ ัน ซง่ึ ศิลปะอันดากูในเมยี นมารไ์ ด้มียุคทีร่ งุ่ เรืองท่ีสดุ ดงั น้ี
8 เรอื่ งราวพทุ ธประวัตทิ แ่ี กะสลกั จากหินอนั ดากูดา
ศิลปะกนั ดากสู มยั ต้นอาณาจกั รพกุ ามถึงสมยั กลางอาณาจกั รพกุ าม อันดากูในช่วงสมัยนี้เหตุที่ได้รับการพัฒนามาก เนื่องจากสภาพสิ่งแวดล้อมทางการเมืองเอื้ออานวยให้ เพราะนอกจากศาสนาพุทธจะได้รับแ รง
อุปถัมภ์จากพระราชสานักแล้ว ความเจริญด้านเศรษฐกิจท่ีมีผลกระทบต่อจิตใจของสังคมชาวพุกามกลายเป็นปัจจัยหลักแห่งการผลักดันให้เกิดก ารสร้าง
ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 12 เป็นช่วงรุ่งเรืองศิลปะอันดากูในอาณาจักรพุกาม ชาวเมียนมาร์เรียนรู้และรับศิลปะ ธรรมวัตถุเป็นอย่างมากในพระราชอาณาจักร ซึ่งหมายรวมถึงอันดากูที่เป็นศิลปะทางด้านวัตถุธรรมชิ้นเล็กแต่มากด้วยคุณค่าทางปรัชญาที่ส่ิงอื่นไม่มี ศิลปะ
ปาละเข้าสู่สังคมของตนอย่างเต็มที่ในทุก ๆ ด้าน สังเกตว่าพระพุทธรูปทุกชนิด ทุกสถานท่ีจะมีรูปพระพักตร์คล้ายศิลปะปาละของอินเดียม าก คือจะมี อันดากูสมัยน้ีเริ่มปรากฎรายละเอียดของงานศิลปะเมียนมาร์มากขึ้นอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะมีรูปแบบคล้ายกับศิลปะปาละของอินเดียก็ตาม แต่ก็เป็นงาน
รูปพระพักตร์ทรงรีสอบเข้าใน และมีพระหนุ(คาง)แหลม พระรัศมีจะข้ึนจากทางท้ายทอยและมีรูปร่างคล้ายกลีบบัว แต่บางครั้งแข็งตรงงอโค้งงอไป ศลิ ปะแบบประยุกต์ใชจ้ ดุ เด่นสาคญั อย่างชาญฉลาด จงึ ทาให้ศลิ ปะโดยเฉพาะพระพทุ ธรูปแบบพุกาม (PAGAN) ในสมัยน้ี รวมทั้งพระพุทธรูปท่ีใช้ในอันดากู
ดา้ นหน้าคล้ายเขาสตั ว์ พระขนง(คิ้ว) จะชขี้ นึ้ บนโค้งปลาย พระเนตรจะดคู มวาวคลา้ ยศิลปะอินเดียผสมศิลปะทิเบต (พระขนงและพระเนตรต่อมาถึงต้นช่วง น้ันถึงแม้จะมีความคล้ายศิลปะปาละของอินเดีย แต่ก็มีความแตกต่างในรายละเอียดอย่างชัดเจน เป็นความแตกต่างที่ซ่อนตัวอยู่ในความคล้ ายที่ในวงการ
คริสต์ศตวรรษที่ 13 จะตวัดขึ้นคล้ายศิลปะจีนและยังมีลักษณะคล้ายตาเหยี่ยวอันเป็นศิลปะแสดงถึงความฉลาดของจีน) ส่วนพระนาสิก(จมูก) จะโด่งแหลม นกั ประวตั ิศาสตรศ์ ิลปะและนกั สะสมศิลปะโบราณวัตถตุ า่ งให้การยอมรบั ว่าศิลปะปาละกับศลิ ปะพกุ ามนนั้ สามารถแยกแยะไดง้ า่ ยและคอ่ นข้างจะชัดเจน
งุ้มงอคล้ายจมูกของมหาบุรุษชาวอินเดีย ส่วนพระโอษฐ์ด้านล่างจะย่ืนออกห้อยต่าจนดูคล้ายปากของนก ทรงก้มพระพักตร์เล็กน้อย พระพุทธรู ปสมัยน้ีจะ
ทรงนั่งนัดสมาธิเพชร ทรงจีวรแบบห่มเฉียงและอยู่ในปางมารวิชัย โดยมีนิ้วพระหัตถ์ติดพ้ืนดิน ซ่ึงเป็นปรัชญาการสร้างศิลปะพระพุทธประ วัติแนวนี้และ จากสภาพสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมือง อาณาจักรพุกามในสมัยน้ีมีความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองกับอาณาจักรศรีลังกาเป็นอย่างมากโด ย
ปรัชญาตัวนี้เองที่ทาใหช้ าวเมียนมารไ์ ด้เรยี นร้แู ละเต็มเปย่ี มดว้ ยแรงศรัทธาอย่างลึกซึ้ง ผ่านธุรกิจการค้าช้าง โดยเฉพาะในช่วงสมัยของพระเจ้าอลองสิถุกับพระเจ้าปรกรมพาหุท่ี 1 แห่งอาณาจักรศรีลังกา เพราะขนาดที่ทางศรีลังกาส่งคณะท่ี
ปรึกษามาประจาในพระราชสานักพุกาม ทาให้ศิลปะอันดากูสมัยน้ีจึงเกิดการเปล่ียนแปลงไปมากพอสมควร โดยเฉพาะส่วนฐานท่ีประทับของพระพุทธรูป
จึงขอสรุปโดยย่อว่า ปรัชญาสาคัญของการสร้างประติมากรรมแนวพุทธประวัติศิลปะอันดากู คืองานศิลปะแนวพุทธประวัติขนาดย่อ แต่มีเน้ือห า องค์กลางของอันดากู เพราะอันดากูในเมียนมาร์สมัยนี้ไดเ้ ปล่ยี นแปลงแก้ไขรปู แบบจากฐานปทั มธรรมดาให้เป็นฐานแบบลอยตัว โดยใช้นาคราชาสองตนยก
ครบถ้วนคือนับตั้งแต่เหตุการณ์ทรงประสูติจนถึงทรงปรินิพพาน โดยมีข้อกาหนดว่าอันดากูจะต้องประกอบด้วยเหตุการณ์ของสัง เวชนียสถานท้ัง 4 อัน ฐานบัวควา่ บวั หงายแบบศิลปะศรีลังกา ที่นิยมใช้นาคราชาหรือคนแคระและยักษ์ แต่ของเมียนมาร์คงจะใช้นาคราชา เพราะลักษณะของรูปร่างและมีนาค
ประกอบด้วย บนศีรษะอันเป็นสัญลักษณ์ เหตุที่เรียกนาคราชาเพราะนาคเป็นชนเผ่าดั้งเดิมเผ่าหน่ึงในศรีลังกาท่ีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมี รับสั่งให้เป็นผู้ช่วย
พิทักษ์พระพุทธศาสนาในศรีลังกาในอนาคต ด้วยเหตุน้ีจึงมีปรากฏในองค์ปฏิมากรรมอันดากูซึ่งจะแกะสลักเป็นรูปมนุษย์แต่ด้านหลังบนศรีษะจะมีหัวนาค
1.ปางพระประสตู ิ (งเู หา่ ) แผ่แม่เบย้ี เหน็ ได้อย่างชดั เจน เพราะฉะนนั้ นาคจึงเป็นชนเผ่าเฉพาะทน่ี ิยมใชพ้ ิทักษ์ศาสนสถานของพระพทุ ธศาสนาในศรลี งั กาตามท่ีกาหนดไว้ในพระ
2.ปางตรัสรู้ คัมภีร์ทีปวงศท์ ี่กลา่ วถึงการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลงั กาทวีป ทาให้อาณาจักรพุกามยอมรับปรัชญาน้ีมาบรรจุไว้ในปฏิมากรรมอันดากู ส่วนฐานบัว
3.ปางปฐมเทศนา คว่าบัวหงายจะถูกบรรจุให้ดูเต็มองค์ฐานด้วยลายก้านบัวและดอกบัวตูมอย่างลงตัวงดงาม ส่วนช้ินภายใต้ฐานนาคราชาจะเป็นฐานที่มักจะประดับด้วยสัตว์
4.ปางปรนิ ิพพาน มงคลของเมียนมาร์ เช่น ช้างและสิงห์แบบลังกา ส่วนพระพุทธรูปปางปรินิพพานเหนือพระเศียรพระพุทธรูปองค์กลาง แท่นพระบรรทมตอนเสด็จ
5-7.ปางอ่ืนอีกถงึ สามปาง(ตามหลักงานศิลปะแบบ SYMMETRY) ปรินิพพานจะทาเป็นรูปเทวดาหรือคนแคระแบกฐาน 3 - 5 ตนตามความเหมาะสม และอันดากูบางช้ินยังมีพระสาวกยืนลายล้อมอยู่ข้างหลังและด้านข้าง
8.พระพทุ ธรูปองคป์ ระธานใหญต่ รงกึง่ กลางจะต้องเป็นพระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ยั อย่างประณีตสวยงาม ท่ีแตกต่างจากศิลปะปาละของอินเดีย แต่ดูคล้ายพระบทของศิลปะทิเบต ซ่ึงเหตุการณ์ท้ังหมดน้ียังคงโครงสร้างเดิมแ บบอมตะไว้
ซึ่งองค์ประกอบเหล่าน้ีเป็นข้อกาหนดในช่วงต้นท่ีหลังจากศิลปะแบบอันดากูได้ตกผลึกลงตัวโดยจะมีท้ังหมด 6 - 8 ปางเหตุการณ์ เหตุที่จะต้องนา และแกะสลักอยู่บนแผ่นหินรูปร่างคล้ายกลีบบัวบานเต็มท่ี ส่วนงานแก้ไขเพิ่มเติมอีกส่ิงหนึ่งในยุคสมัยน้ีคือการแกะสลักซุ้มโค้งที่อยู่ เหนือองค์พระพุทธรูป
พระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ยั มาเปน็ องคป์ ระธานไวต้ รงกง่ึ กลางเหตุเพราะเหตุการณ์ของปางน้ีได้แสดงบทบาทวิกฤตสาคัญ ทั้งยังเป็นจุดหักเหของการตรัสรู้ของ ประธานองค์กลาง แต่ก็เป็นซมุ้ แบบลอยตัวทม่ี หี ลากหลายรูปแบบแต่องคพ์ ระโพธสิ ตั วท์ ั้งสองข้างมลี ักษณะการแตง่ องคต์ ามแบบศลิ ปะของชาวเมียนมาร์อย่าง
พระพุทธเจ้ากับการจะมีหรือไม่ของพระพุทธศาสนาในโลก จึงทาให้ปฏิมากรรมอันดากูในช่วงระยะท่ี 2 น้ี นับได้ว่าเป็นช่วงสาคัญอย่างย่ิงต่อการปูพ้ืนฐาน ชดั เจน จึงนับได้ว่ายุคสมัยน้ีเป็นช่วงแห่งการพัฒนาเปล่ียนแปลงคร้ังสาคัญของศิลปะอันดากูของชาวเมียนมาร์อย่างเป็นรูปธรรมเต็มที่ ท้ังยังเป็นการแสดง
หลักสาคัญให้กับศิลปะอันดากูในเมียนมาร์ เพราะเป็นช่วงสมัยที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างหลากหลาย ท่ีมีทั้งรูปแบบศิลปะและปรัชญา ทางความ ทักษะทางด้านงานศิลปะและปรัชญาอันเป็นตัวตนของชาวเมียนมาร์เองจนทาให้ปฏิมากรรมแนวพุทธประวัติที่ชาวเมียนมาร์เรียกแบบมีความหมายรวมว่า
ศรัทธารวมอยใู่ นศิลปะอนั ดากู ที่งานศิลปะช่วงนจ้ี ะเริ่มมคี วามแตกต่างจากศลิ ปะต้นแบบจากอนิ เดยี โดยเฉพาะการเน้นเนื้อหาทางด้านใส่ใจในรายละเอียด อันดากูที่มีเอกลักษณ์ของศิลปะความเป็นชาวเมียนมาร์อย่างชัดเจนที่สามารถสลัดออกจากการครอบงาของศิลปะปาละของอินเดียได้ดี ถึงแม้จ ะคงเค้า
ทางดา้ นความงามกบั ปรชั ญาของตวั อันดากูเอง โดยเร่ิมมีการใช้นาคราชายกฐานทั้งสองขา้ งตามปรัชญาหรอื ค่านยิ มของชาวลังกา โครงสร้างหลกั เดิมไวก้ ต็ าม
8 เรื่องราวพทุ ธประวตั ิ 16 เรื่องราวพทุ ธประวตั ิ
ศิลปะอนั ดากสู มยั ปลายอาณาจกั รพกุ าม จุดสังเกตของอันดากูสมัยพุกามตอนปลายน้ีจะมีความหนามากข้ึนกว่าเดิม มีการแกะสลักองค์ปฏิมากรรมค่อนข้างลึกและพยายามคว้านลึกแบบ
ลอยตัวและแบบก่ึงลอยตัวของพระพุทธรูปองค์กลาง พยายามทาให้พระพุทธรูปทรงประทับนั่งอยู่ภายในซุ้มต้นโพธ์ิ หรือซุ้ม อื่นๆตามรูปแบบของจีน มี
อาณาจักรพุกามในช่วงต้นของปีคริสต์ศตวรรษที่ 13 หรือปีคริสต์ศักราชท่ี 1283 - 1303 เป็นช่วงที่อาณาจักรพุกามตกอยู่ภายใต้การปกครองของ เรื่องราวของพุทธประวัติยาวข้ึนพร้อมกับการมีองค์พระพุทธรูปจานวนมากข้ึน อันดากูสมัยนี้จะมีตั้งแต่ 8 - 18 ปางเหตุการณ์ ส่วนรายละเอียดอ่ืน ๆ จะมี
จักรวรรดจิ ีนสมัยราชวงศ์หยวนของจักรพรรดิกุบไลขา่ น กษตั ริยช์ าวจีน-มองโกล ทรงเป็นพระราชนัดดา (หลาน) ของเจงกิสข่านแห่งท่ีราบสูงมองโกลท่ีพิชิต ศลิ ปะไทใหญแ่ ละศิลปะจีนซ่อนตัวผสมผสานอยู่เล็กน้อย จดุ สงั เกตทส่ี าคัญคอื รูปพระพักตร์ (ใบหนา้ ) ของพระพุทธรูปสมัยนี้ จะมีลกั ษณะเคา้ พระพักตร์แบบ
อาณาจักรอ่ืนเกือบคร่ึงโลก ดว้ ยอานุภาพความเกรียงไกรและขนาดของกองทัพจีนที่กษัตริย์และชาวพุกามไม่เคยเห็น ทาให้อาณาจักรพุกามต้องเปิดประตู ของปาละเหลืออยู่น้อยลงมาก เพราะมีรูปพระพักตร์คล้ายกับพระพุทธรูปขนาดใหญ่ทั่วไปที่สร้างในสมัยเดียวกันนี้เป็นยุคของศิลปะอันตา ที่ มีความประณีต
เมืองและยอมรบั ในพระราชอานาจของจักรวรรดิจีน ทาให้ไม่เกิดสงคราม พระราชสานักอาจจะเกิดความอึดอัดอยู่บ้าง แต่ไม่กระทบต่อความเป็นอยู่ของวิถี ซับซ้อนและเก็บรายละเอียดได้ดี คล้ายงานแกะหินหยกและงาช้างของจีน จึงนับได้ว่าเป็น อันดากูสมัยอาณาจักรพุกามและเป็นศิลปะอันดากูสมั ยพุกามยุค
ชีวิตของชาวเมอื งและระบบการดารงชีพและการศาสนาแตอ่ ยา่ งใด สุดท้ายที่น่าช่ืนชม เพราะเป็นศิลปะที่มีรูปแบบท่ีปาณีตมากเป็นพิเศษ ท้ังยังซ่อนประวัติศาสตร์และการเมืองไว้ภายในอีกด้วย จึงสามา รถนับได้ว่าเป็นงาน
ศิลปะแบบอมตะหรือยคุ ทองของศลิ ปะอนั ดากใู นสมยั พกุ าม
สิ่งท่ีนาความเปล่ียนแปลงในทางบวกให้กับศิลปะอันดากูโดยเฉพาะคือ เน่ืองจากเมียนมาร์ (พม่า) เป็นดินแดนท่ีมีหยกช้ันดีและงาช้างจานวนมาก
อนั เปน็ ประเพณีและวฒั นธรรมอันชน่ื ชอบของจีน ทาใหพ้ ระราชสานกั จนี สง่ ชา่ งหลวงทม่ี ีฝีมือสูงเข้ามาแกะสลักหยกและงาช้างในอาณาจักรพุกาม เพื่อส่งเข้า ภาพวาดพระโพธสิ ตั ว์ ภาพพระโพธสิ ตั ว์ อนั ดากู
พระราชสานักจนี เหตุเพราะงานแกะหยกและงาชา้ งเปน็ งานประณีตศลิ ป์ขนาดเลก็ ทีค่ ลา้ ยกับอันดากู ทาใหป้ ฏมิ ากรรมวิทยาการแกะหยกและการแกะงาช้าง
(เทคโนโลยีการแกะหยกและงาช้าง) รวมท้ังการใช้เคร่ืองมือชนิดต่าง ๆ ได้ถ่ายทอดส่งต่อให้กับปฏิมากรชาวเมียนมาร์อย่างมิอาจหลีกเหล่ียงได้ และด้วย จากภาพท่ี 1 มาจากวดั อะเปยร์ ตั นะ (Abeyadana temple) เปน็ วดั ในเมอื งพกุ าม ประเทศพม่า สร้างสมยั พระเจ้าจันสิตตา เม่อื ปคี .ศ. 1090 ณ ตรงจุดท่ี
ความก้าวหน้าทางด้านปฏิมาณวิทยาจึงทาให้งานศิลปะอันดากูได้รับผลจากความก้าวหน้าน้ีด้วย ศิลปะอันดากูสมัยน้ีมีความซับซ้อนประณีตสวย งามมากขึ้น
ตามแบบฉบับของชาวจีน ศิลปะอันดากูสมัยน้ีจะมีความลึกมากกว่ายุคสมัยท่ีผ่านมา โดยเฉพาะการแสดงออกของพระพุทธรูปองค์กลางดังกล่าวถูก แกะให้ พระนางอะเปยร์ ตั นะทรงรอพระสวามกี ลบั มา คาดว่าพระนางอะเปย์รตั นะอาจมาจากแถบเบงกอล ซง่ึ พทุ ธศาสนาแบบวชั รยานเฟอ่ื งฟู และทาใหว้ ัดแห่งน้ี
ลอยตัวประทับนั่งอยู่ในซุ้มใต้ต้นโพธิ์ บัลลังก์บัวคว่าบัวหงายท่ีมีนาคราชาแบกจะดูชัดเจนลอยตัวมากขึ้น รวมท้ังลักษณะรูปแบบขององค์ฐานช่วงล่างท่ีมีรูป
สัตวม์ งคลมากขึน้ อนั ดากบู างช้นิ จะมฐี านลา่ งท่มี ีสัตวม์ งคลมากกว่าสามตัว ส่งิ ที่นา่ ประทบั ใจมากทส่ี ุดของการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยน้ีคืออันดากูที่เป็นศิลปะ มอี ิทธิพลมหายาน-วัชรยานตามไปดว้ ย ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากภาพจิตรกรรมและการประดบั ภายใน ทมี่ ีกล่นิ อายศิลปะแบบปาละท่ีนยิ มกนั ในแถบเบงกอล
แนวปฏิมากรรมพระพุทธประวตั ใิ นสมัยน้ี นกั ปราชญแ์ ละปฏิมากรชาวเมียนมาร์ได้ขยายความยาวของพุทธประวัติให้ยาวมากย่ิงข้ึน โดยวิธีการเพิ่มปางอื่น ๆ
เข้าไปในองค์ปฏิมากรรมอันดากู เป็นผลทาให้อันดากูสมัยน้ีมีความหนามากขึ้น เพราะเกิดจากการเพิ่มพระพุทธรูปขึ้นอีกหน่ึงแถวท้ังสองข้ างจากของเดิมท่ี อย่างไรก็ตาม วัดนมี้ กี ารประดับที่สะท้อนศลิ ปะแบบเถรวาทเช่นกนั ในภาพคือจิตรกรรมรูปพระโพธสิ ัตวอ์ ายุราว 1,000 ปี ที่วาดไว้ภายในวิหารเจดยี ์ สีสนั
เคยมอี ยู่ แตจ่ ากเหตผุ ลของความสวยงามตามทฤษฎขี องการวางระบบ SYMMETRY ที่นิยมกันในสมัยนั้น จึงทาให้อันตากที่พบเห็นซึ่งมีถึง 18 ปางเหตุการณ์
น้ัน มีจานวนน้อยมาก(จะมีพระพุทธรูปมากถึง 18 องค์แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีครบถึง 18 ปาง) โดยปฏิมากรอาจไม่สันทัดทางด้านพระพุทธประวัติ กับ ยงั สดใสเหมือนกับเพง่ิ วาดมาเมื่อไม่นานมาน้ี ภาพถ่ายโดย Michael Gunther
ปาง จนเป็นเหตุทาให้ปฏิมากรพยายามหรือตั้งใจแกะพระพุทธรูปปางเดียวกันท้ังสองข้างกัน แต่ก็ดูลงตัวและสวยงามดีหากจะไม่คานึงถึงแนวปรั ชญาและ
ความตงั้ ใจทจ่ี ะแสดงออกเพ่อื การต่อความยาวดา้ นพทุ ธประวัติโดยตรง ซึง่ แนวความคดิ ในการขยายความยาวของพุทธประวตั ินต้ี รงกับ ภาพพระบทของทิเบต ภาพที่ 2 เปน็ พระโพธสิ ัตว์ ทส่ี ลกั ข้นึ จากหินแร่อันดากู สงู 4 นิ้วจาก ( พรศิวะคอลเลคชน่ั )
ทกี่ องทัพจีนนาเข้ามายังอาณาจกั รพกุ าม เพราะภาพพระบทจะมีโครงสรา้ งขององคป์ ระกอบเหมือนกบั โครงสร้างของอันดากู เพราะทราบกันอยู่แล้วสาหรับผู้
ท่ีมีความรู้และคุ้นเคยกับศิลปะทิเบต โดยเฉพาะศิลปะของภาพพระบทที่ส่วนใหญ่จะมีพระพุทธรูปองค์ประธานอยู่ตรงกลางและถูกรายล้อมด้วยเห ตุการณ์
ตา่ ง ๆ ในพุทธประวัติหรือไมก่ จ็ ะถูกรายลอ้ มด้วยองค์พระโพธิสตั วแ์ ละเหล่าเทพเทวดา จึงเป็นท่ีถกเถียงในวงการประวัติศาสตร์ศิลปะว่าอันดากูสมัยน้ีได้ลอก
รปู แบบมาจากพระบทของทิเบตหรือไม่ หรือภาพพระบทได้รับแรงบันดาลจากอันดากู แต่ได้สันนิฐานว่าอันดากูในยุคสมัยนี้น่าจะได้รับแนวคิดจากภาพพระ
บทของทเิ บตมากกวา่ ทีพ่ ุกามจะสง่ รปู แบบดา้ นปฏิมากรรมของตนให้กับภาพพระบท เหตุเพราะภาพระบทท่ีมีองค์ประกอบแบบสมบูรณ์คล้ายอันดากูนั้นมีมา
ก่อนตงั้ แต่ครสิ ต์ศตวรรษท่ี 9 - 10 และจะมพี ุทธประวัติยาวมาก
8 เรื่องราวพทุ ธประวตั ิ 16 เรื่องราวพทุ ธประวตั ิ
อนั ดำกแู บบวจิ ติ รพสิ ดำร
สุดอลังการงานสร้างพุทธ
ศิลป์เหนือโลกปางเปิดโลกนาค
ปรก พร้อมเหล่าพุทธสาวก เพ่ือให้
โลกได้รู้ว่ามีพุทธศิลป์โบราณเหนือ
โลก มรดกโลกมรดกแผ่นดินนี้มีอยู่
ปรากฏเป็นมิ่งขวัญเป็นมหามงคล
แด่สยามประเทศสืบไป พระพุทธ
ปฏิมาหินสลักอันดากูปางเปิดโลก
ณ สวรรค์ชั้นด าวดึ งส์องค์นี้
ป ร ะ ก อ บ ขึ้ น ด้ ว ย 4 ชิ้ น ส่ ว น
สูง 20 น้ิว นามาจากมหาวิหาร
Ananda Temple Bagan
ในรชั สมยั Kyansittha King
พุทธศิลป์น้ีสะสมโดยท่าน
อาจารย์ประสงค์ ลือเมอื ง
อาจารย์ประสงค์ ลือเมอื ง กับพุทธศิลปเ์ หนือโลก ภาพวาดทอี่ าจารยป์ ระสงค์ ลอื เมอื ง นามาแลกกับพระอันดากู
อันดากูปางเปิดโลก นาคปรก พร้อมเหล่าพทุ ธสาวก
พระพุทธศลิ ป์หนิ แรส่ ลกั พนั ปี พระปฏิมาหินสลักอันดากู ปางปฐม “งามอัศจรรย์จริง เกินกว่าสติปัญญาของ พระพุทธศิลป์พันปี "อันดากู" สูง
เทศนา พระองค์ประทับน่ังบนใบบัว อัน คนปัจจบุ ันจะคดิ สรา้ งสรรค์” 2 นิ้ว ปางเสด็จกลบั จากดาวดงึ สหลังจาก
ANDAGU ศลิ ปะปาละ หมายถึงพระองค์ ได้หมดส้ินแล้วซึ่งอาสว ทรงโปรดพระมารดา "กตัญญูกตเวทิตา
กิเลสเหมือนน้าบนใบบัว น้าที่เป็นเสมือน อ.ชัยวฒั น์ วรรณานนท์ เป็นธรรมอันเลิศในหมู่มวลเทวดา และ
สกุลช่างอนิ เดยี กิเลสทั้งปวง ย่อมไม่สามารถซึมเข้าไปบนใบ มนษุ ย์โลกทงั้ หลาย"
องค์น้ีสูง 11.5 น้ิว บวั ได้ ส่วนชา้ งทั้งห้าหมายถึง พระมหาปัญจ
ประกอบขึน้ ด้วย 2 ชน้ิ ส่วน วั ค คี ย์ ที่ ย อ ม ศิ โ ร ร า บ เ ป็ น ท่ี ป ร ะ ทั บ ข อ ง
พระองค์ สูง 2 นิว้
วตั ถุโบราณ World Class
ชน้ิ น้สี ะสมโดย เซยี นเกลย้ี ง เชยี งใหม่
THE ANDAGU
นี่คือพระพุทธปฏิมาหินสลัก"อันดากู" พระพุทธศิลป์อัศจรรย์ ที่งดงามท่ีสุดในโลกแล้ว สูง 10 นิ้ว พร่ัง
พร้อมไปด้วยอคั รสาวก 29 องค์ มีส่วนประกอบทั้งหมด 5 ชิ้น ด้วยความภาคภูมิใจท่ีได้นาเข้ามาเป็นม่ิง
มงคลสสู่ ยามประเทศ
สะสมโดยทา่ นปรชี า เลาหะพงศช์ นะ
เปิดใจพรศิวะ เป็นบุญอย่างมากสาหรับผมและทุก ๆ ท่าน ท่ีได้ครอบครองพระอันดากูท่ีมีศิลปะสวยงดงามวิจิตรพิสดารท่ีมีอายุ ปางเสด็จกลบั จากดาวดงึ ส์ สงู 10 น้วิ ปางโปรดพระมารดา ณ. สวรรค์ดาวดึงส์ ดั่ง
รว่ มพันปี เปน็ บญุ อยา่ งย่ิงที่ไดเ้ กดิ มาในชาตนิ ีแ้ ล้วไดพ้ บเห็นพระอันดากู พระอนั ดากูเปรียบเสมอื นไขข่ องพญางูจงอางท่ีใครจะไปแตะต้อง สะสมโดยท่านปรชี า เลาหะพงศ์ชนะ ธรรมะท่ีว่า "กตัญญูกตเวทิตา เป็นธรรมอันเลิศในหมู่
ไม่ได้เลย นับว่าเปน็ ความโชคดีของพวกเราที่พรศวิ ะมโี อกาสได้นาเข้าส่งิ ทีเ่ หนอื โลกน้นี ามาได้ชื่นชมกันครบั มวลเทวดา และมนุษย์โลกท้ังหลาย" แม้แต่พระพุทธ
องค์กท็ รงปฏิบตั ิธรรมอนั เลศิ นี้ สะสมโดยพรศวิ ะ
องคน์ ี้ครอบครองโดยทา่ นพระอาจารยธ์ รรมกะ บญุ ญพลัง
องคพ์ ระสงู รวม 7 นิ้วเทา่ นั้น ประกอบดว้ ย 3 ชิ้นสว่ น มเี หลา่ อคั รสาวก 22 องค์ ย่ิงใหญ่ อลังการ พุทธศิลป์เหนือคาบรรยาย แค่การออกแบบองค์ประกอบยังยากแล้ว แต่การลงมือแกะยากยิ่งกว่า มหัศจรรย์
“อนั ดากู” พระพทุ ธศลิ ปห์ ินแรส่ ลกั จากพกุ าม (PAGAN) จากมหาโพธิเจดียใ์ นรชั สมยั ของพระเจ้ากษตั รยิ ฉ์ ตั รต้ัง “ติโลมินโล” ค.ศ.1211-
1234 กว่า 800 ปีล่วงมาแล้ว เป็นศิลปะปาละ สายมหายาน สูง 7 น้ิว กว้าง 3.2 นิ้ว ประกอบขึ้นด้วย 3 ช้ินส่วน เหล่าอัครสาวก 22 องค์
ทวยเทพเทวา 6 องค์ สลกั จารที่ด้านหลงั และฐานเปน็ ภาษาอนิ เดียโบราณ “เตลูก”ู สะสมโดย พรศิวะ
อลังการงานสร้าง ไม่มีพระพุทธรูปใด ๆ
ที่จะงดงามมหัศจรรย์เท่าแล้ว THE ANDAGU
องค์น้ีนาออกมาจากมหาโพธิเจดีย์ท่ีสร้างข้ึนใน
รัชสมัยพระเจ้าติโลมินโลแห่งพุกามประเทศ
ค.ศ.1211–1234 “พระเจ้านรปตีซีตู” รัชกาล
ที่ 6 แห่งราชวงศ์พุกาม พระองค์ได้ทรงสร้าง
เจดีย์จุฬามณี เป็นอารามหลวงประจารัชกาล
คร้ังถึงวาระแต่งต้ังองค์รัชทายาทโปรดฯ ให้ใช้
ฉัตรเสี่ยงทาย ถ้าพระราชโอรสองค์ใดใน 5
พระองค์มีบุญบารมีจะเป็นกษัตริย์ก็ขอให้ฉัตร
โน้มไปทางพระองค์น้ัน ปรากฏว่าฉัตรโน้มไป
ทางเจ้าชายชัยสิงห์ ซึ่งต่อมาได้เป็นกษัตริย์
พระนาม “นาตองมยา” หรือ “พระเจ้าติโลมิน
โล” ซึ่งแปลว่า “กษัตริย์ฉัตรตั้ง” เป็นรัชกาลที่
7 แหง่ ราชวงศ์พกุ าม
ปฐมเทศนา
อินเดยี ปาละ & พุกาม ปาละ
อันดากสู ะสมโดยทา่ นปรชี า เลาหะพงศช์ นะ
พระพุทธศิลป์หินแร่สลัก"อันดากู" องค์นี้สูง 8 นิ้ว เป็นปาง อนั ดากปู างมารวิชัย องคพ์ ระสงู 10 นิ้ว พร้อมด้วยอัคร
“โปรดพระมารดา” ทส่ี วรรค์ชัน้ ดาวดึงส์ ศิลปะปาละ สายมหายาน สาวก ซ้ายขวา พระโมคคัลลานะ พระสารบี ุตร
พันปีจากพุกาม (Pagan) ประกอบไปด้วยปางดับขรรค์ปรินิพพาน
ปฐมเทศนาและปางอ้มุ บาตรรบั สัตตูก้อน สัตตูผง หลังจากพระองค์ พระพทุ ธศลิ ปอ์ ันดากู สลกั เป็นรปู องคพ์ ระ "โพธสิ ัตว์ สูง 5 นว้ิ ปาละมหายานพนั ปพี ุกาม (Pagan)
ทรงตรัสรู้ พระอัครสาวกซ้ายขวา พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ครอบครองโดยท่านเจ้าอาวาทวัดเขาหลาว จังหวัดราชบุรี
สกุลชา่ งหลวงแหง่ อนิ เดยี สะสมโดยพรศิวะ
ปางเสดจ็ กลับจากดาวดึงสห์ ลังจากทรงโปรดพระมารดา สูง 2 นิ้ว ศำสตร์และศิลปแ์ ผน่ ดินพกุ ำม เลศิ ลำ้ งำมเลอคำ่ วจิ ติ รศิลป์ พระพุทธบาทเบ้ืองซา้ ย วัตถโุ บราณช้ินเย่ยี มของพรศวิ ะพันปี จากพุกาม ท่ีมีขนาดท่ีใหญท่ ีส่ ดุ
โดยมพี ระพรหมกางร่มฉตั ร และองคพ์ ระอนิ ทรอ์ ้มุ บาตรถวาย สลักเสลำตรำตรึงพ่ึงศรัทธำจนิ ต์ สงู สุดส้ิน ลำ้ ค่ำ “พระอันดำกู” สงู 9 นวิ้ ดา้ นหลังสลักเป็นดอกจนั ท์ เปน็ สญั ลกั ษณข์ องสถาบันพระมหากษตั รยิ ์
ฐิติ เกตุธรรม ๔ ตุลำคม ๕๙
พระพทุ ธศลิ ป์หินแร่ ANDAGU จากมหาโพธิเจดีย์ พระพุทธรูปหินแกะมหาอันดากู
ที่พุกาม (PAGAN) สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าติโลเมนโล อายุ 800 กว่าปี ปางสมาธิเพชรหรือปาง
ท่านครองราชยเ์ ม่ือ ค.ศ 1211-1234 ผ่านพ้นมากว่า 800 ตรัสรซู ่งึ เป็นปฐมปางก็ว่าได้ ท้ังสัดส่วนและ
ปีแล้ว สลักเป็นเรื่องราวพุทธประวัติตอนเสด็จกลับจาก องค์พระไม่มีท่ีติ ซ่ึงในส่วนตัวบอกได้เลยว่า
ทิพย์วมิ านแห่งสรวงสวรรค์ ชน้ั ดาวดงึ ส์ พรอ้ มอัครสาวก เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามมากที่สุดในโลก
เบื้องซ้ายเบ้ืองขวา และเหล่าสาวกท่ีมาเฝ้ารับเสด็จ แล้ว แกะได้วิจิตรบรรจง ไม่รู้จะบรรยาย
ยังไง ตอนได้องค์น้ีซึ่งเป็นองค์แรกในชีวิต
สะสมโดยทา่ นปรีชา เลาหะพงศ์ชนะ ของพรศิวะ ท่ีได้สัมผัส พรศิวะรู้สึก
ประทับใจอย่างที่สุดเลยก็ว่าได้ ดูแล้วดูอีก
ไม่มีเบื่อเลย...... พรศิวะคิดว่าจะต้ังใจเก็บ
ไปเร่ือย ๆ ตามกาลังที่พรศิวะจะเก็บได้
เพื่อให้พุทธศิลป์มหัศจรรย์แบบนี้คงอยู่คู่
พระพทุ ธศาสนาสบื ไป
สงู 7 นิ้ว ศลิ ปะปาละ สกลุ ช่างอนิ เดยี พุกาม (Pagan)
อนั ดากูปางเสด็จกลบั จากดาวดงึ สห์ ลงั จากทรงโปรดพระมารดาสงู 2 นิ้ว อนั ดากูศลิ ปะปาละท่มี ีจนิ ตนาการพลิ้วไหวออ่ นชอ้ ยสูง 8 น้วิ อันดากปู างลีลา สงู 5 นิ้ว สะสมโดย ทา่ นจารพุ งศ์ เรืองสวุ รรณ พระหินแกะสลกั อนั ดากสู ูงเพียง 3 นว้ิ
สะสมโดย อาร์ตติส พิกุลทอง เวียงนลิ