สรุปความรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐) กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทอม ๑ - ๒
สารบัญ • หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต • การด ารงชีวิตของพืช • ธาตุและสารประกอบ • สารและสมบัติของสาร • พลังงานความร้อน • บรรยากาศ เรื่อง หน้า 1-13 14-32 33-48 49-58 59-73 74-97
สรุปความรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เร ่ ื องหน ่ วยพ ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต 1
หน่วยพื้นฐานของ สิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตประกอบด้วยหน่วยเล็ก ๆ หน่วยที่เล็กที่สุด ของสิ่งมีชีวิตถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ ชาวอังกฤษ ชื่อ โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke) การค้นพบหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต 2 โรเบิร์ต ฮุค ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์มีลักษณะดังภาพ ส่องดูไม้คอร์กที่ฝานเป็นแผ่นบาง ๆ พบว่ามีลักษณะเป็นห้องเล็ก ๆ
ความหมายของเซลล์ เซลล์คือ หน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต ซึ่งไม่สามารถ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ ช่วยขยายภาพ เซลล์ให้เรามองเห็นได้ โดยโครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์แต่ละชนิด จะแตกต่างกันออกไป เซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีรูปร่างลักษณะที่หลากหลาย และมีความเหมาะสม กับหน้าที่ของเซลล์ เซลล์ประสาทส่วนใหญ่มีเส้นใยประสาทเป็นแขนงยาว เพื่อน ากระแสประสาทไปยังเซลล์อื่น ๆ เซลล์ยูกลีนา และเซลล์สเปิร์มของ มนุษย์ มีหางยาว เพื่อใช้ในการเคลื่อนที่ เซลล์พารามีเซียมมีขนเล็ก ๆ รอบตัว ใช้ในการเคลื่อนที่เช่นกัน เซลล์ประสาทของมนุษย์ เซลล์ยูกลีนาจากน ้าใน อ่างเลี้ยงปลา เซลล์พารามีเซียม เซลล์สเปิร์มของมนุษย์ เซลล์บางชนิดมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ เช่น เซลล์ไข่ไก่ เซลล์ไข่เป็ด เซลล์ไข่เต่า บางชนิดมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น เซลล์ไข่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วย น ้านมบางชนิด เซลล์สเปิร์มของมนุษย์ เซลล์ยูกลีนา เซลล์พารามีเซียม 3
เครื่องมือช่วยขยายขอบเขตของ ประสาทสัมผัสทางตา มนุษย์เรามีประสาทสัมผัสทางตาที่มีขอบเขตจ ากัด ต้องใช้เครื่องมือช่วยขยายขอบเขตของประสาทสัมผัสทางตา เช่น แว่นขยาย กล้องจุลทรรศน์ ใช้ส าหรับดูวัตถุขนาดเล็กให้เห็นขนาด ขยายขึ้น ที่พอจะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้เท่านั้น ส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์ 4 แว่นขยาย กล้องจุลทรรศน์ ใช้ส าหรับส่องดูวัตถุขนาดเล็ก ให้เห็นวัตถุ มีขนาดใหญ่และชัดเจนมากขึ้น
ประเภทของเซลล์ • สิ่งมีชีวิตในโลกนี้มีจ านวนมากมายทั้งพืช สัตว์ และอื่น ๆ ถ้าน าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดมาจัดเป็นกลุ่มโดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ จะจ าแนกได้ ดังนี้ ใช้จ านวนเซลล์ เป็นเกณฑ์ ใช้การสร้างอาหาร เป็นเกณฑ์ 1) สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์เพียงเซลล์ เดียว โครงสร้างภายในเป็นแบบ ง่าย ๆ พบได้ทั่วไปทั้งในน ้า และบนบก ด ารงชีวิตอย่างอิสระ ตัวอย่าง สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารามีเซียม คลอเรลลา ยีสต์ 2) สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วย เซลล์มากกว่า 1 เซลล์ เช่น มนุษย์ สัตว์ ไฮดรา และพืชทั่วไป 1) สิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารได้ หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีคลอโรฟิลล์ สามารถเปลี่ยน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และน ้าให้เป็น น ้าตาลได้ เช่น สาหร่ายสีเขียว และพืชสี เขียวทุกชนิด 2) สิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารไม่ได้ หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีคลอโรฟิลล์ ไม่สามารถ สร้างอาหารได้เอง เช่น มนุษย์ สัตว์ 5
#ลักษณะโครงสร้างและ หน้าที่ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ พืชหรือสัตว์ต่างก็ประกอบด้วยเซลล์เล็ก ๆ ส่วนประกอบบางส่วน คล้ายคลึงกัน คือ มีเยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียสเหมือนกัน แต่ก็มีส่วนประกอบบางส่วนที่แตกต่างกัน โดยเซลล์พืชมีผนังเซลล์ และ คลอโรฟิลล์เซลล์สัตว์ไม่มีผนังเซลล์ และคลอโรฟิลล์ แต่เซลล์สัตว์ มีเซนทริโอล ที่เซลล์พืชไม่มี เซลล์สัตว์เป็นส่วนที่เล็กที่สุดของสัตว์ ซึ่งภายในเซลล์ประกอบด้วยออร์แกเนลล์ต่าง ๆ ซึ่งเซลล์สัตว์จะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจาก เซลล์พืช และเซลล์อื่น เซลล์พืช คือ หน่วยของสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด ของพืช มีส่วนประกอบส าคัญ คือ ผนังเซลล์ที่ แข็งแรงที่ห่อหุ้มชั้นนอกสุดของเซลล์มีรูปร่าง เซลล์เป็นเหลี่ยม และเซลล์มีคลอโรพลาสต์เป็น ออร์แกแนลล์ที่เป็นองค์ประกอบส าคัญของพืช 6
ขอขอบคุณ เซลล์สัตว์ 7
ส่วนประกอบและหน้าที่ส าคัญของ ส่วนประกอบของเซลล์ • ผนังเซลล์ (cell wall) เป็นเยื่อหุ้มผิวด้านนอกสุดของ เซลล์พืช ประกอบด้วยสารพวก เซลลูโลสเป็นหลัก ท าหน้าที่ให้ ความแข็งแรง และห่อหุ้มป้องกัน อันตรายให้แก่เซลล์พืช • เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) • ไซโทพลาซึม (cytoplasm) ไมโทคอนเดรีย ท าหน้าที่เกี่ยวกับการ สลายสารอาหาร เพื่อให้พลังงานแก่เซลล์ แวคิวโอล ท าหน้าที่เก็บน ้า และสารต่าง เซนทริโอล มีหน้าที่เกี่ยวกับการแบ่งเซลล์ คลอโรพลาสต์ ไรโบโซม เป็นแหล่งที่มีการสังเคราะห์โปรตีน 8 เป็นเยื่อบาง ประกอบด้วย โปรตีน และลิพิด ท าหน้าที่ห่อหุ้ม เซลล์ และควบคุมปริมาณ และชนิด ของสาร ที่ผ่านเข้าออก จากเซลล์ มีสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน (semipermeable membrane) ท าหน้าที่สร้างคาร์โบไฮเดรต ที่รวมกับโปรตีน กอลจิคอมเพลกซ์ พบเฉพาะในเซลล์พืช มีสารพวก คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) คลอโรพลาสต์ เป็นแหล่งที่เกิดการสังเคราะห์ด้วยแสง
• โพรโทพลาซึม (protoplasm) เป็นส่วนประกอบทั้งหมดภายใน เยื่อหุ้มเซลล์ มีลักษณะเป็นของเหลว เรียก ไซโทพลาซึม ส่วนประกอบอื่น ๆ เรียกว่า ออร์แกเนลล์ (organelles) นิวเคลียส (nucleus) 9 เป็นโครงสร้างที่อยู่ตรงกลางของเซลล์ เซลล์มีชีวิตโดยทั่วไปมีนิวเคลียส ท าหน้าที่ควบคุมการท างานของเซลล์ร่วมกับไซโทพลาซึม การถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม ควบคุมการสังเคราะห์สาร ประกอบของเซลล์ นิวเคลียส ประกอบด้วย เยื่อหุ้มนิวเคลียส เป็นเยื่อบาง ๆ มีรูเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไป เพื่อให้สารต่าง ๆ ผ่าน เข้าออกระหว่างของเหลวภายในนิวเคลียส (นิวคลีโอพลาซึม) กับของเหลวภายนอก นิวเคลียสในเซลล์ (ไซโทพลาซึม) โดยวิธีการแพร่ รูบนเยื่อหุ้มนิวเคลียส โครมาติน เยื่อหุ้มนิวเคลียส นิวคลีโอลัส
สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดทั้งพืช และสัตว์ ประกอบด้วยหน่วยที่เล็กที่สุด คือ เซลล์ แต่รายละเอียดของเซลล์ แตกต่างกัน เซลล์พืชมีผนังเซลล์ เพื่อให้ความแข็งแรง แต่เซลล์สัตว์ไม่มี ผนังเซลล์ เซลล์พืชมีคลอโรพลาสต์ เพื่อใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่เซลล์สัตว์ไม่มีคลอโรพลาสต์ เซลล์ส่วนใหญ่ของพืชมีลักษณะคงรูป และมีรูปร่างเป็นเหลี่ยม เซลล์ส่วน ใหญ่ของสัตว์มีลักษณะไม่คงรูป และมีรูปร่างค่อนข้างกลมรี เซลล์ชนิดเดียวกันมารวมตัวกัน เป็นกลุ่มเซลล์ เพื่อท าหน้าที่เฉพาะอย่าง เรียกว่า เนื้อเยื่อ (tissue) เช่น เนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อประสาท กลุ่มเนื้อเยื่อ หลาย ชนิดที่รวมกันเพื่อท าหน้าที่ เรียกกลุ่มเนื้อเยื่อนี้ว่า อวัยวะ (organ) เช่น ปาก หลอดอาหาร ตับ ตับอ่อน อวัยวะหลาย ชนิดมาท าหน้าที่ส าคัญ ร่วมกัน เรียก ระบบอวัยวะ เช่น ระบบ หายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาท และยังมีอีกหลายระบบที่ท างาน ประสานกัน ประกอบกันเป็นรูปร่างเป็น ร่างกายของสิ่งมีชีวิต สรุป 10
#การแพร่ (diffusion) = อนุภาคน ้า = อนุภาคสีผสมอาหาร การแพร่ของสีผสมอาหารในน ้า ➢ การแพร่ในสิ่งมีชีวิต O 2 การแพร่ของแร่ธาตุในดิน เข้าสู่เซลล์ขนรากของพืช การแพร่ของแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ เข้าสู่ใบพืช เพื่อใช้ใน การสังเคราะห์ด้วยแสง ➢ ปัจจัยควบคุมการแพร่ ความเข้มข้นของสาร อุณหภูมิ ขนาดอนุภาคของสาร ความสามารถใน การละลายของสาร การแพร่ (diffusion) กระบวนการเคลื่อนที่ของอนุภาคสารจากบริเวณ ที่มีความเข้มข้นสูงไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นต ่า จนกระทั่งความเข้มข้น ของสารทั้งสองบริเวณสมดุลกัน 11
#การออสโมซิส(osmosis) สารละลายมี 3 ลักษณะ แบ่งตามความเข้มข้นของสารละลายภายใน และภายนอกเซลล์ได้ดังนี้ ออสโมซิส (osmosis) คือ การแพร่ของน ้าผ่านเยื่อเลือกผ่าน จากบริเวณที่มีปริมาณอนุภาคน ้ามาก ไปสู่บริเวณที่มีปริมาณอนุภาค น ้าน้อยกว่า หรือการแพร่ของน ้าผ่านเยื่อเลือกผ่าน จากสารละลายที่มี ความเข้มข้นน้อย ไปสู่สารละลายที่มีความเข้มข้นมากกว่า 1. สารละลายไอโซโทนิก (isotonic solution) หมายถึง สารละลายที่มีความเข้มข้นเท่ากับ สารละลายภายในเซลล์ การเปลี่ยนแปลง ของเซลล์ เมื่ออยู่ในสารละลายชนิดต่าง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังรูป 12
2. สารละลายไฮโปโทนิก (hypotonic solution) 3. สารละลายไฮเปอร์โทนิก (hypertonic solution) ▪ การให้น ้าเกลือแก่ผู้ป่วย น ้าเกลือที่ใช้มีความเข้มข้นเท่ากับความเข้มข้นของ สารละลายภายในเม็ดเลือดแดง จึงไม่ท าให้เสียสมดุลของน ้าในเซลล์ ▪ การน าผักและผลไม้ไปแช่น ้า ท าให้ผักและผลไม้ที่เหี่ยวกลับคืนสู่สภาพเดิม เพราะสารละลายในผักและผลไม้มีความเข้มข้นมากกว่าน ้า น ้าจึงออสโมซิส เข้าสู่ผัก และผลไม้ ▪ การใส่ปุ๋ยในดินมาก จะท าให้ความเข้มข้นของสารละลายในดินสูงกว่าใน รากพืช ท าให้น ้าออสโมซิสออกจากรากเข้าสู่ดิน มีผลให้พืชขาดน ้า และเหี่ยว เฉาตายได้ ออสโมซิสในชีวิตประจ าวัน หมายถึง สารละลายที่มีความเข้มข้นสูงกว่าสารละลาย ภายในเซลล์ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เมื่ออยู่ใน สารละลายชนิดต่าง น ้าจะออสโมซิสออกจากเซลล์ ท าให้เซลล์หด, เซลล์เหี่ยว เรียกว่า พลาสโมไลซิส (Plasmolysis) หมายถึง สารละลายที่มีความเข้มข้นต ่ากว่า สารละลายภายในเซลล การเปลี่ยนแปลง ของเซลล์ เมื่ออยู่ในสารละลายชนิดต่าง น ้าจะออสโมซิสเข้าสู่เซลล์ ท าให้เซลล์เต่ง, เซลล์พอง, เซลล์แตก ดังรูป 13
สรุปความรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เร ่ ื อง การด ารงชีวิตของพืช 14
• การด ารงชีวิตของพืช #การล าเลียงน ้าและอาหารของพืช ส่วนประกอบของพืช พืชต้องล าเลียงน ้าและแร่ธาตุที่ละลายในน ้าจากรากไปยังใบ และเนื้อเยื่ออื่น ที่มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง และพืชต้องล าเลียง อาหารจากบริเวณที่มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ไปยังเนื้อเยื่อส่วน ต่าง เพื่อใช้ในการหายใจ ท าให้ได้พลังงานไปใช้ในการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ การเคลื่อนไหว และกิจกรรมอื่น ในการด ารงชีวิต 15
• ขนราก มีหน้าที่ดูดน ้า และธาตุอาหารจากดินบริเวณรอบ รากเข้าสู่ต้นไม้ ขนรากเป็นส่วนของเซลล์ผิวรากที่ยื่นออกไป มีลักษณะเป็นขนสีขาว เส้นเล็ก ยาวประมาณ 0.1 เซนติเมตร ลักษณะอ่อนนุ่ม • รากงอกลงดินตามแรงโน้มถ่วงของโลก มีหน้าที่ยึดล าต้นไว้กับดิน ยังดูดน ้า และธาตุอาหาร จากดิน พืชบางชนิดรากท าหน้าที่เก็บสะสมอาหาร เช่น มันแกว แคร์รอต รากบางชนิดมีสีเขียว สามารถ สังเคราะห์ด้วยแสงได้ เช่น รากพลูด่าง รากกล้วยไม้ 16
การล าเลียงในพืช การแพร่ และออสโมซิส #การแพร่ • น ้าและธาตุอาหารเคลื่อนที่เข้าสู่เซลล์พืชด้วยการแพร่ • การกระจายของอนุภาคสารจากที่มีความเข้มข้นมากไปสู่ที่ซึ่งมีความ เข้มข้นของอนุภาคของสารน้อย จนกระทั่งอนุภาคของสารบริเวณทั้งสองมีความ เข้มข้นเท่ากัน เรียกการกระจายนี้ว่า การแพร่ (diffusion) #ออสโมซิส • การแพร่ของน ้าที่มีความเข้มข้นของสารละลายต ่า ไปสู่บริเวณที่มีความ เข้มข้นของสารละลายสูง โดยผ่านเยื่อเลือกผ่าน (semipermeable membrane) เราเรียกกระบวนการแพร่ของน ้าผ่านเยื่อเลือกผ่านนี้ว่า ออสโมซิส (osmosis) 17
เนื้อเยื่อล าเลียงน ้าและเนื้อเยื่อล าเลียงอาหาร ของพืชใบเลี้ยงคู่และพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เนื้อเยื่อล าเลียงอาหาร หรือโฟลเอ็ม (phloem) 18 ท าหน้าที่ล าเลียงอาหารจากใบไปสู่ส่วนต่าง ของพืช ประกอบด้วย เซลล์ที่มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกยาว เรียกว่า ซีฟทิวบ์เมมเบอร์ (sieve tube member) ซึ่งเมื่อเจริญเต็มที่นิวเคลียสจะสลายไป เหลือแต่ไซโทพลาซึมอยู่ชิดขอบเซลล์ Xylem Phloem เนื้อเยื่อล าเลียงน ้า หรือ ไซเล็ม (xylem) ท าหน้าที่ในการล าเลียงน ้า และแร่ธาตุต่าง จากรากขึ้นสู่ล าต้น ใบ และส่วนต่าง ของ พืชไซเล็มประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่ตายแล้ว โพรโทพลาซึมของเซลล์สลายตัวไป จึงเกิด โพรงภายในเซลล์เพื่อจะท าหน้าที่หลักใน การล าเลียงน ้า
ลักษณะของเนื้อเยื่อล าเลียงน ้าและเนื้อเยื่อล าเลียงอาหาร ของรากพืชใบเลี้ยงคู่และพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ลักษณะของเนื้อเยื่อล าเลียงน ้าและเนื้อเยื่อล าเลียงอาหาร ของล าต้นพืชใบเลี้ยงคู่ และพืชใบเลี้ยงเดี่ยว 19
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการล าเลียงน ้าของพืช # การคายน ้า หมายถึง การ เคลื่อนที่ของน ้าในพืชออกสู่ภายนอก ในรูปของไอน ้า เกิดขึ้นที่ปากใบ • พืชบก มีปากใบหนาแน่นบริเวณท้อง ใบ หรือด้านล่างของใบ • พืชปริ่มน ้าหรือพืชที่มีท้องใบแตะน ้า มีปากใบเฉพาะด้านบนของใบ • พืชจมน ้า ไม่มีปากใบ ปัจจัยที่ควบคุมการคายน ้า แสงสว่างท าให้ปากใบเปิดกว้าง การคายน ้าจะเกิดขึ้นได้ดีความมืดท าให้ ปากใบปิด การคายน ้าจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าอุณหภูมิสูงมากหรือต ่ามาก ปากใบจะปิด การคายน ้าจะเกิดขึ้นไม่ดี เพราะถ้าอุณหภูมิสูงพืชจะปิดปากใบ ความชื้นสูง พืชจะคายน ้าได้น้อย กระแสลมช่วยพัดพาไอน ้าที่คายออกมา กระจายออกไปจากปากใบ ท าให้การคายน ้าเกิดขึ้นได้ดี ปริมาณน ้าในดินมาก พืชคายน ้ามาก เมื่อแสงแดดจัด 20
การเจริญเติบโตของพืชต้องการปัจจัยหลายประการ เช่น น ้า แสง ธาตุอาหาร พืชสามารถสร้างน ้าตาลซึ่งจะเปลี่ยนเป็น แป้งเพื่อสะสมไว้ในเซลล์ เราเรียก กระบวนการที่พืชสร้าง น ้าตาลว่า กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง การสังเคราะห์ด้วยแสง 21
ปัจจัยที่จ าเป็นในการสังเคราะห์ด้วยแสง เมื่อความเข้มแสงสูงขึ้น พืชจะสังเคราะห์ด้วยแสงได้ มากขึ้น แต่ถ้าแสงสว่างมาก เกินไป อาจท าอันตรายต่อ เนื้อเยื่อได้ ท าให้พืช สังเคราะห์-ด้วยแสงได้น้อยลง แสง เมื่อความเข้มข้นของ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะ เพิ่มขึ้น โดยทั่วไปปริมาณ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แต่ละ บริเวณไม่แตกต่างกันนัก แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น ้า คลอโรฟิลล์ 22 คลอโรฟิลล์เป็นสาร ที่ช่วยดูดพลังงาน แสงอาทิตย์ เพื่อน าไป ใช้ในการเปลี่ยนแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ และน ้า ให้เป็นน ้าตาล และแก๊สออกซิเจน เมื่อพืชขาดน ้าปากใบ จะปิด ท าให้อัตรา การสังเคราะห์ด้วยแสง ลดลง เนื่องจากแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ ไม่สามารถแพร่เข้าไป ยังเซลล์ที่ท าหน้าที่ สังเคราะห์ด้วยแสงได้
การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ + น ้า แสง คลอโรฟิลล์ น ้าตาล + น ้า + แก๊สออกซิเจน แป้ง 23
ความส าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตทุกชนิด มนุษย์ พืช สัตว์ต้องหายใจตลอดเวลา โดยน า แก๊สออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย และปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ออกสู่บรรยากาศ พืชทั้งหลายมีการสร้างอาหาร หรือการสังเคราะห์ด้วยแสงโดยใช้แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ แล้วปล่อยแก๊สออกซิเจน ท าให้เกิดการหมุนเวียนของ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สออกซิเจนในบรรยากาศ 24
การแลกเปลี่ยนแก๊สของพืชเกิดขึ้นในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง และการหายใจโดยแก๊สที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างพืชกับสิ่งแวดล้อม คือ แก๊สออกซิเจน (O2 ) และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) ในเวลากลางวัน พืชใช้ CO2 ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้ O2 เกิดขึ้น ในเวลากลางคืน พืชหายใจตลอดเวลา พืชจึงใช้ O2 และปล่อย CO2 สรุป น ้า และธาตุอาหารถูกดูดจากพื้นดิน เข้าทางราก แล้วล าเลียงไปยังล าต้น แล้วคายน ้าออกทางใบ O2 แพร่เข้าสู่ราก CO2 แพร่ออกจาก รากโดยผ่านเอพิเดอร์มิส O2 และ CO2 แพร่เข้าและออกจากใบ โดยผ่านทางปากใบเป็นส่วนใหญ่ น ้าตาลที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วย แสงจะถูกล าเลียงจากใบไปยังส่วน ต่าง ของล าต้น และราก แผนภาพ การล าเลียงน ้า ธาตุ อาหาร และโครงสร้างที่ใช้ใน การแลกเปลี่ยนแก๊สของพืช 25
#การสืบพันธุ์และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืช การสืบพันธุ์ของพืช (reproduction) แบ่งเป็น 2 แบบ คือ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ดอกไม้มีส่วนประกอบหลายส่วน เช่น กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมีย 1. กลีบเลี้ยง ท าหน้าที่ห่อหุ้มดอกขณะยังอ่อน 2. กลีบดอก ท าหน้าที่ล่อแมลงให้ช่วยถ่ายเรณู 3. เกสรเพศผู้ ท าหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ 4. เกสรเพศเมีย ท าหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย 26
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช (sexual reproduction) มีการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (สเปิร์ม) กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (เซลล์ไข่) • การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การถ่ายเรณู เกิดโดยละอองเรณูของเกสรเพศผู้ ไปตกบนยอดเกสรเพศเมีย ขั้นตอนที่ 2 ละอองเรณูของเกสรเพศผู้งอกหลอดไปยังรังไข่ ภายในหลอดมีสเปิร์ม 2 ตัว ขั้นตอนที่ 3 สเปิร์มนิวเคลียส 1 ตัว ผสมกับไข่กลายเป็นไซโกต สเปิร์ม นิวเคลียสอีก 1 ตัว เข้าผสมกับโพลานิวเคลียส กลายเป็นเอนโดสเปิร์ม 27
หลังปฏิสนธิ จะได้ไซโกตและเอนโดสเปิร์ม ไซโกตจะพัฒนา ต่อไปเป็นเอ็มบริโอ กลีบดอกจะเหี่ยวและร่วงหล่นไป ไข่เจริญเป็น ไซโกตในเมล็ด ออวุลเจริญเป็นเมล็ด และรังไข่จะเจริญเป็นผล โดยมีเมล็ดอยู่ภายใน การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช (asexual reproduction) เช่น การปักช า การตอนกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง การเกิดไหล พืชต้น ใหม่ที่ได้จะมีลักษณะเหมือนต้นเดิม พืชเศรษฐกิจบางชนิด เช่น กล้วยไม้ ไม้ สัก นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นวิธีขยายพันธุ์พืชที่ ให้จ านวนมากที่สุดในเวลาสั้น # ส่วนต่าง ของพืชที่ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ตามธรรมชาติ 1. ล าต้นใต้ดินเช่น ขิง ข่า มันฝรั่ง เผือก 2. ล าต้นที่เรียกว่าไหล เช่น เศรษฐีเรือนใน บัว สตรอว์เบอร์รี 3. ราก เช่น โมก สาเก 4. ใบ เช่น ต้นเศรษฐีเงินหมื่นต้นคว ่าตายหงายเป็น 28
4. การติดตา 1. การปักช า 2. การตอนกิ่ง 3. การต่อกิ่ง การขยายพันธุ์ ด้วยกิ่งหรือล าต้น 29 • เป็นการขยายพันธุ์พืช โดยการแตกต้นใหม่ จากส่วนต่าง ๆ ของพืช ที่สามารถขยายพันธุ์ได้ เช่น ล าต้น กิ่ง ใบ • เป็นการขยายพันธุ์พืช จากกิ่งที่ท าให้เกิดราก ขณะติดอยู่กับต้นแม่ • เป็นการขยายพันธุ์พืชด้วยกิ่ง หรือ ล าต้นของไม้พันธุ์ดี แต่ไม่ ทนทานต่อโรค หรือ สิ่งแวดล้อม เรียกว่า กิ่งพันธุ์ดี ไปต่อกับ พันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ที่ไม่ดีแต่ ทนทานต่อโรค และสิ่งแวดล้อม ได้ดี เรียกว่า ต้นตอ • เป็นการขยายพันธุ์พืชโดย การน าตาของต้นพันธุ์ดีมา เชื่อม หรือประสานกับพืช ต้นตอที่มีรากแข็งแรง
น ้าและความชื้น มีผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของพืช แสงสว่าง มีผลต่อการหุบ การบานของดอกไม้ การปิด-เปิดของปากใบพืช อุณหภูมิ มีผลต่อการหุบ การบานของดอกไม้ ความเป็นกรด-เบส มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช การตอบสนอง ต่อสิ่งเร้าของพืช # ธาตุอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโต และการด ารงชีวิตของพืช ธาตุอาหารที่พืชต้องการ 1) ธาตุอาหารที่จ าเป็น มี 16 ธาตุ ได้แก่ คาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน(O) ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) ก ามะถัน (S) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) เหล็ก (Fe) โบรอน (B) แมงกานีส (Mn) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) โมลิบดินัม (Mo) และ คลอรีน (Cl) 2) ธาตุอาหารที่ไม่จ าเป็น # ธาตุอาหารที่พืชน าไปใช้ ธาตุหลัก 6 ธาตุ ที่มี ความส าคัญต่อการเจริญ เติบโตของพืช และพืชต้องการ ในปริมาณที่มากจากดินคือ ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแทสเซียม, แมกนีเซียม, ก ามะถัน, แคลเซียม 30
เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อเพิ่มผลผลิตของพืชในท้องถิ่น เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการน า สิ่งมีชีวิตและผลผลิตมาใช้ประโยชน์ เทคโนโลยีชีวภาพเป็นสหวิทยาการที่น า ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตไปใช้ให้เกิดประโยชน์ การโคลน (cloning) หรือกระบวนการตัดต่อ ตัดแต่งยีน เพื่อเปลี่ยนแปลง หรือสร้างพันธุ์ของสัตว์ พืชและจุลินทรีย์ จีเอ็มโอ หรือ GMOs ย่อมาจากค าว่า Genetically Modified Organisms คือ สิ่งมีชีวิตที่ได้จากการดัด แปร หรือตกแต่งสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้พืชชีวภาพ ➢ ท าให้ลดการใช้สารเคมีในการป้องกันก าจัดแมลงศัตรูพืช เนื่องจากพืชเหล่านี้ต้านทานต่อแมลงศัตรูพืชอยู่แล้ว ➢ ท าให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เนื่องจากไม่ต้องพ่น สารเคมีก าจัดแมลงศัตรูพืช ➢ ท าให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพ ดีขึ้น เนื่องจากผลผลิตไม่ได้รับการ ท าลายจากเชื้อรา ➢ ท าให้ลดการใช้เชื้อเพลิง เนื่องจากมีการพ่น สารเคมีน้อยลง ➢ ท าให้ลดต้นทุนการผลิต 31 พันธุวิศวกรรม (genetic engineering) คือ การผลิตเซลล์หรือสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะ ทางพันธุกรรมในนิวเคลียสเหมือนกันทุก ประการขึ้นมาใหม่ เทคนิคที่ส าคัญของเทคโนโลยีชีวภาพ
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue culture) หมายถึง การน าเนื้อเยื่อที่มีชีวิตจากส่วนใดส่วนหนึ่งของ พืชมาเพาะเลี้ยงบนอาหารในสภาพที่ปลอดเชื้อ ปัจจัยภายนอก ที่ต้องควบคุมส าหรับการ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 1. สภาพแวดล้อมปลอดเชื้อ 2. อุณหภูมิพอเหมาะ 3. ความชื้นที่เหมาะสม 4.แสงสว่างที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต 32
สรุปความรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เรื่อง ธาตุและสารประกอบ 33
ธาตุและสารประกอบ ความหมายของธาตุและสัญลักษณ์ธาตุ ธาตุ คือสารเนื้อเดียว ที่มีองค์ประกอบของสารเพียง อย่างเดียว ไม่สามารถน ามาแยกสลายให้กลายเป็นสาร อื่น ได้โดยวิธีการทางเคมี รอเบิร์ต บอยล์ (Robert Boyle) ธาตุที่มีปริมาณมากที่สุดในโลก คือ ออกซิเจน รองลงมาคือ ซิลิคอน อะลูมิเนียม และเหล็ก ตามล าดับ ธาตุองค์ประกอบ พื้นฐานในร่างกายมนุษย์ที่มี มาก คือ ออกซิเจน คาร์บอน และไฮโดรเจน ตามล าดับ สัญลักษณ์ธาตุนักวิทยาศาสตร์ได้มีการก าหนดสัญลักษณ์ธาตุ เพื่อใช้ในการสื่อความหมายและเป็นตัวแทนของธาตุ # จอห์น ดอลตัน (John Dalton) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้เสนอให้ใช้รูปภาพแทนสัญลักษณ์ของธาตุ 34
โจนส์จาคอบ เบอร์ซีเลียส (Jons Jacob Berzelius) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดน ได้เสนอ ให้ใช้ตัวอักษรแทนชื่อธาตุ และเป็นที่ ยอมรับกันจนถึงทุกวันนี้ หลักการเขียนสัญลักษณ์ของธาตุ มีดังนี้ 1. ถ้าธาตุใดมีชื่อทั้งภาษาอังกฤษและภาษา ละติน ให้ใช้อักษรตัวแรกของชื่อธาตุที่เป็น ภาษาละติน 2. ถ้าธาตุใดมีเฉพาะชื่อภาษาอังกฤษ ให้ใช้ อักษรตัวแรกของชื่อธาตุที่เป็นภาษาอังกฤษ 3. ถ้าอักษรตัวแรกซ ้ากัน ให้ใช้อักษรตัวถัดไป ควบเข้าไปด้วย 4. อักษรตัวแรกของชื่อธาตุให้เขียนตัวพิมพ์ ใหญ่ ส่วนอักษรตัวถัดไปถ้ามีให้เขียนด้วย ตัวพิมพ์เล็ก คาร์บอน (C) ทองค า (Au) คลอรีน (Cl) เหล็ก (Fe) ปรอท (Hg) 35
• สมบัติบางประการของธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ธาตุแต่ละชนิดอาจมีสมบัติบางประการคล้ายกัน เช่น สถานะ สี การน าไฟฟ้า การน าความร้อน ความแข็ง ความวาว จุดเดือด จุด หลอมเหลว แต่อาจมีสมบัติบางประการที่แตกต่างกัน จ าแนกธาตุเป็น 3 ประเภท คือ ชื่อภาษาอังกฤษ ภาษาละติน และสัญลักษณ์ของธาตุชนิดต่าง 1) โลหะ (metal) 2) อโลหะ (non metal) 3) ก่ึงโลหะ (metalloid) 36
1) โลหะ (metal) ตัวอย่างของธาตุ ลิเทียม เบริลเลียม แมกนีเซียม อะลูมิเนียม โพแทสเซียม แคลเซียม แมงกานีส เหล็ก ทองแดง สังกะสี เงิน ทองค า ปรอท ดีบุก ตะกั่ว 2) อโลหะ (non metal) ตัวอย่างของธาตุ ไฮโดรเจน ฮีเลียม คาร์บอน ไนโตรเจน ฟลูออรีน นีออน ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ คลอรีน อาร์กอน โบรมีน คริปทอน ไอโอดีน ซีนอน 3) กึ่งโลหะ (metalloid) ตัวอย่างของธาตุ โบรอน ซิลิคอน เจอร์มาเนียม สารหนู พลวง # มีสมบัติบางประการเหมือนโลหะ และสมบัติ บางประการเหมือนอโลหะ เป็นสารกึ่งตัวน า 37
เปรียบเทียบสมบัติของโลหะกับอโลหะ สมบัติบางประการของโลหะ (metal) สมบัติบางประการของอโลหะ (non metal) 1. มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง 2. ที่อุณหภูมิห้อง มีสถานะเป็นของแข็ง ยกเว้นปรอทซึ่งเป็นของเหลว 3. เมื่อขัดจะมีผิวเป็นมันวาว 4. น าไฟฟ้า และน าความร้อนได้ดี แต่การน าไฟฟ้าจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 5. แข็งและเหนียว สามารถตีแผ่ให้เป็น แผ่น หรือดึงเป็นเส้นได้ 6. โลหะบางชนิดมีความหนาแน่นสูง แต่ บางชนิดมีความหนาแน่นต ่า 7. เคาะมีเสียงดังกังวาน 8. ท าปฏิกิริยากับกรดได้แก๊สไฮโดรเจน 9. รวมตัวกับแก๊สออกซิเจนได้ในภาวะ ปกติ หรือเกิดสนิมได้ง่าย 1. ส่วนมากมีจุดหลอมเหลวและจุด เดือดต ่า 2. ที่อุณหภูมิห้อง มีได้ทุกสถานะทั้ง ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส 3. เมื่อขัดจะไม่มีความมันวาว 4. ไม่น าไฟฟ้าและความร้อน ยกเว้น บางชนิด เช่น แกรไฟต์ น าไฟฟ้าได้ 5. ส่วนมากเปราะ ไม่สามารถ ท าให้เป็นแผ่นหรือเป็นเส้นได้ 6. มีความหนาแน่นต ่า 7. ไม่ท าปฏิกิริยากับกรด 8. ไม่รวมตัวกับแก๊สออกซิเจน ที่อุณหภูมิปกติ 38
ประโยชน์ของธาตุโลหะบางชนิด อะลูมิเนียม ทองแดง ปรอท แมกนีเซียม สังกะสี 39
ประโยชน์ของธาตุอโลหะบางชนิด คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน ประโยชน์ของธาตุกึ่งโลหะ ➢ เพชร (ท าเครื่องประดับ) ➢ ถ่าน (ใช้หุงต้ม) ➢ ใช้ท าไส้ดินสอ ➢ ใช้ในการถลุงโลหะ ➢ เป็นขั้วบวกของถ่านไฟฉาย ใช้ไนโตรเจนเหลวในการท าความเย็น แช่แข็งอาหาร การแช่แข็งสเปิร์มโดยเก็บ ไว้ในไนโตรเจนเหลว ใช้เติมในลมยาง ของอากาศยาน และรถยนต์บางรุ่น ใช้ เป็นวัตถุดิบในการผลิตแก๊สแอมโมเนีย ➢ ใช้ในการหายใจของสิ่งมีชีวิต ➢ เป็นองค์ประกอบส าคัญของการเผาไหม้ ➢ ใช้ในการเชื่อมโลหะ ➢ ใช้ในการถลุงโลหะ น ามาใช้ท าอุปกรณ์ในเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ 40
# ธาตุกัมมันตรังสี การใช้รังสีในการถนอมอาหาร ช่วยป้องกันการงอกของพืชผักบางชนิด ด้านเกษตรกรรม ช่วยในการตรวจและรักษาโรคได้หลายชนิด เช่น การรักษาโรคมะเร็ง การตรวจการหมุนเวียนของเลือด ตรวจดูการท างานของต่อมไทรอยด์ ด้านการแพทย์ ใช้ในการควบคุมความหนา ของแผ่นโลหะ ให้สม ่าเสมอตลอดแผ่น ใช้รังสีตรวจสอบอายุของ เครื่องปั้นดินเผา ลายเขียนสีบ้านเชียง ด้านอุตสาหกรรม ใช้หาอายุของวัตถุโบราณ ประโยชน์ของกัมมันตรังสี รังสีที่ได้จากการแผ่รังสีของธาตุ คือ แอลฟา บีตา และแกมมา ซึ่งมีสมบัติ และอ านาจทะลุทะลวงแตกต่างกัน พ.ศ. 2439 อองตวน เฮนรี แบ็กเกอแรล (Antoine Henri Becquerel) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสพบว่า มีรังสีแผ่ออกมาจากธาตุยูเรเนียม ปีแอร์ กูรี และมารี กูรี พบว่า เรเดียม พอโลเนียม สามารถแผ่รังสีได้ และเรียก ธาตุเหล่านี้ว่า ธาตุกัมมันตรังสี เช่น ยูเรเนียม-235 เรเดียม-226 คาร์บอน-14 และโคบอลต์-60 41
รังสีที่แผ่ออกมาจากธาตุกัมมันตรังสี จะท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์ สิ่งมีชีวิตนั้น และอาจมีโอกาสเป็นโรคมะเร็ง ได้ และท าให้มีการเปลี่ยนแปลงโครโมโซม ของเซลล์สืบพันธุ์ได้ อันตรายจาก ธาตุกัมมันตรังสี (1) พยายามอยู่ห่างบริเวณที่มีธาตุกัมมันตรังสีให้มากที่สุด (2) หากจ าเป็นต้องเข้าใกล้ ควรเข้าใกล้ในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด (3) ควรใช้วัตถุที่รังสีทะลุผ่านได้น้อยมาเป็นเครื่องก าบัง #หลักในการป้องกันอันตรายจากรังสี ธาตุกัมมันตรังสีมีทั้งประโยชน์และโทษต่อมนุษย์ รังสี เป็นอนุภาคหรือคลื่นที่ปลดปล่อยออกมาจึงไม่มีสี กลิ่น ท าให้ผู้ที่ได้รับไม่ทราบว่าตนเองได้รับรังสี ต้องใช้เครื่องมือวัด อาจเป็นกลักฟิล์ม หรือเครื่องไกเกอร์เคาน์เตอร์ธาตุกัมมันตรังสี เหล่านี้จะมี “สัญลักษณ์ใบพัดสามแฉกแสดงไว้” อาหารและผลผลิตทางการเกษตรที่ผ่าน การฉายรังสีก็จะต้องมีข้อความระบุว่า “ฉายรังสี” และมีเครื่องหมายสัญลักษณ์ ที่ใช้กับอาหารและผลผลิตทางการเกษตร ที่ผ่านการฉายรังสีแสดงอยู่ด้วย 42
แบบจ าลองอะตอม ลอร์ดเออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด (Lord Ernest Rutherford, พ.ศ. 2414-2480) “อะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสที่มีขนาดเล็ก มากอยู่ภายใน และมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก โดย มีอิเล็กตรอนวิ่งอยู่รอบ ” นีลส์ โบร์(Niels Bohr, พ.ศ. 2428-2505) “อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่รอบนิวเคลียสเป็นวง แต่ละวงจะมีระดับพลังงานเฉพาะตัว ระดับ พลังงานของอิเล็กตรอนที่อยู่ใกล้นิวเคลียสที่สุด จะมีพลังงานต ่าสุด” ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มีแนวคิดว่าอะตอมประกอบด้วยกลุ่มหมอกของ อิเล็กตรอนรอบ นิวเคลียส เรียก แบบจ าลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก ดิโมคริตุส (Democritus, 468-370 ปี ก่อนคริสตกาล) เสนอว่า “สรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุด” จอห์น ดอลตัน (John Dalton, พ.ศ. 2309- 2387) “อะตอมมีขนาดเล็กมาก เป็นทรงกลมตัน ซึ่งแบ่งแยก สร้างขึ้นใหม่ หรือท าให้สูญหายไม่ได้” เซอร์โจเซฟ จอห์น ทอมสัน (Sir Joseph John Thomson, พ.ศ. 2399-2483) “อะตอมเป็นรูปทรงกลม ประกอบด้วยเนื้อ อะตอมซึ่งมีประจุบวกและมีอิเล็กตรอนซึ่งมีประจุลบกระจายอยู่ทั่วไป อะตอมมีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า มีจ านวนประจุบวกเท่ากับจ านวน ประจุลบ” 43
อะตอมและโมเลกุล อะตอมของธาตุหนึ่ง ประกอบด้วย อนุภาคที่ส าคัญ 3 ชนิด คือ โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน เรียกอนุภาคเหล่านี้ว่า อนุภาค มูลฐานของอะตอม อะตอมของธาตุมีสมบัติเป็นกลางทางไฟฟ้า อะตอมไม่สามารถอยู่โดยล าพังได้ จะต้องรวมกับอะตอมอื่น โดยมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม โมเลกุลของสารเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสารที่สามารถอยู่ได้อย่างอิสระ • ถ้าโมเลกุลนั้นเป็นกลุ่มอะตอมของธาตุชนิดเดียวกัน จะเรียก กลุ่มอะตอมว่า โมเลกุลของธาตุ • โมเลกุลเป็นกลุ่มอะตอมของธาตุต่างชนิดกัน เรียกกลุ่มอะตอมว่า โมเลกุลของสารประกอบ P n อะตอมและ อนุภาคมูลฐานของอะตอม 44
โมเลกุลของธาตุ และโมเลกุลของสารประกอบ 45
ความหมายของสารประกอบ ปัจจุบันมีการค้นพบธาตุแล้ว 118 ธาตุ ล่าสุดคือ ธาตุออกาเนสซอน ค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นธาตุที่สังเคราะห์ขึ้น สารที่เกิดจากการรวมตัวกันทางเคมีของอะตอมของธาตุต่างชนิดกัน ในอัตราส่วนที่คงที่เรียกว่า สารประกอบ (compounds) ธาตุองค์ประกอบและสูตรเคมีของ สารประกอบบางชนิด 46
โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตมีลักษณะ เป็นเกล็ดสีม่วง ละลายน ้าได้สารละลายสีม่วง แดง เมื่อเผาโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตจะ สลายตัวให้สารองค์ประกอบอย่างน้อย 3 ชนิด แสดงว่าโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตเป็น สารประกอบ ธาตุและสารประกอบที่ใช้ในชีวิตประจ าวันในชีวิตประจ าวันสารต่าง ที่นักเรียนน ามาใช้ประโยชน์ล้วนแต่เป็นธาตุและสารประกอบ 47
#ธาตุและสารประกอบอื่น สามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้ • นีออน (Ne) เรืองแสงสีแดงในหลอดไฟฟ้าความดันต ่า • สเปิร์มถูกแช่แข็งและเก็บในไนโตรเจนเหลว (N2 ) • คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 )ท าให้เกิดฟองในเครื่องดื่ม การใช้ประโยชน์จากหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต) 48