The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

11A สรุปจุดเน้นบทที่ 8

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by supichaya.parn43, 2021-09-26 12:58:28

11A สรุปจุดเน้นบทที่ 8

11A สรุปจุดเน้นบทที่ 8

บทที่ 8
การพยาบาลทารกแรกเกิด

ที่มีภาวะแทรกซ้อน

ภาวะขาดออกซิเจน
(Birth asphyxia)

ความหมาย

ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด (Birth asphyxia) หมายถึง
ภาวะที่ประกอบไปด้วยเลือดขาดออกซิเจน(hypoxemia)
คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง (hypercapnia) และมีภาวะกรดจากเม
ตาบอลิซึม(acidosis) หรือจากการไม่มีการระบายอากาศที่
ปอด(ventilation) ร่วมกับปริมาตรเลือดที่ผ่าน ปอด (pulmonary
perfusion) มีน้อยหรือมีไม่เพียงพอ หลังจากการคลอด ส่งผลให้อวัยวะ
ที่สำคัญขาดออกซิเจน ไปหล่อเลี้ยง ทำให้เกิดการสูญเสียหน้าที่และเสื่อม
ประสิทธิภาพของอวัยวะนั้นๆ ส่งผลให้เกิดความพิการทางสมองหรือเป็น
ผลให้ทารกเสียชีวิต

อาการและอาการแสดง

1. ขณะอยู่ในครรภ์ทารกจะมีอาการเคลื่อนไหวมากผิดปกติและต่อมาจะมีการเคลื่อนไหว
น้อยลงกว่าปกติ และอัตราการเต้นของหัวใจทารกจะเร็วมากกว่า 160 ครั้งต่อนาที
ต่อมาจึงช้าลง

2. ระยะแรกเกิดทันที ทารกจะมีคะแนน Apgar 7 ลงมา ใน 1 นาทีหรือ 5 นาที
Apgar score 5-7 คะแนน ทารกมีภาวะ asphyxia เล็กน้อย
Apgar score 3-4 คะแนน ทารกมีภาวะ asphyxia ปานกลาง
Apgar score 0-2 คะแนน ทารกมีภาวะ asphyxia รุนแรง

3. ระยะต่อมา อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบต่างๆตามมา ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจาก
การขาดออกซิเจน

แนวทางการรักษาและการพยาบาล

1.การดูแลเรื่องการหายใจและการให้ออกซิเจน การดูแลการหายใจของทารกเปนสิ่งที่สำคัญ
ที่สุดคือทำทางเดินหายใจใหโลงอยู่เสมอ โดยดูดเสมหะในท่อหลอดลมคอ ปากและจมูก
โดยใช้ความดันระหว่าง 60-80 มิลลิเมตรปรอท การดูดเสมหะแต่ละครั้งไม่ควรนานเกิน
15 วินาที โดยตลอดวงรอบของการดูดเสมหะไม่ควรนาน เกิน 10-15นาที และ
ให้ออกซิเจนก่อนและหลังดูดเสมหะทุกครั้ง

1.1 จัดท่านอนของทารกให้มีการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนอย่างเหมาะสมและเต็มที่ โดย
ใช้ผ้า หนุนบริเวณคอและไหล่เพื่อให้ทางเดินหายใจตรงอากาศผ่านเข้าออกได้สะดวก

1.2 การให้ออกซิเจน เนื่องจากเด็กทารกมีภาวะแทรกซ้อนจากการให้ออกซิเจนได้ง่าย
การปรับให้ออกซิเจนจึงควรตรวจสอบให้แรงดันออกซิเจนในเลือดแดงอยู่ระหว่าง
50-80 มิลลิเมตรปรอท และให้ใน ระยะเวลาที่สั้นที่สุด

แนวทางการรักษาและการพยาบาล

2. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้อยูในระดับปกติอุณหภูมิร่างกาย 36.8-37.2 องศา
เซลเซียส จัดให้ ทารกนอนอยูในตู้อบ เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนจากผิวกายของ
ทารก การแผ่รังสี สวมหมวก ถุงมือและถุงเทา และเปลี่ยนผ้าออมทุกครั้ง เมื่อทารกถ่าย
อุจจาระและปัสสาวะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ
3. การดูแลให้ทารกได้รับสารน้ำและสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยให้
สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และให้นมทางสายยางโดยต้องตรวจสอบตำแหน่งของสายยางให้อยู่
ในกระเพาะอาหารเสมอ บันทึก จำนวนนมที่ได้รับในแต่ละมื้อ ตรวจดูความสามารถในการ
ทำงานของกระเพาะอาหาร โดยการตรวจสอบปริมาณของนมก่อนการให้นมทุกครั้ง

แนวทางการรักษาและการพยาบาล

4. การป้องกันการติดเชื้อโดยปฏิบัติการพยาบาลด้วยวิธีการที่ปลอดเชื้ออย่างเคร่งครัด
5. กระตุ้นประสาทสัมผัส และส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม

และจิตใจเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย
6. การช่วยเหลือครอบครัวให้เผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวลได้ และสามารถปรับตัวแสดง
บทบาท การเป็นบิดามารดา โดยให้บิดามารดามีส่วนร่วมในการดูแลทารก และเปิดโอกาสให้เขา
เยี่ยมทารกเป็นประจำ พูดคุยกับบิดามารดาเกี่ยวกับอาการของทารก ตลอดจนความก้าวหนาใน
การรักษาพยาบาล โดยใชคาพูดที่เข้าใจ ง่าย ให้ข้อมูลทีี่ตรงตามความเป็นจริง แสดงสีหน้า
ท่าทางที่แสดงออกถึงความเข้าใจและเอื้ออาทรต่อบิดามารดา

(Meภยcิานoวดเnะีทสตiuู้อดอmมสนำใรaหลับัsกมp่เขปีi้ิrเดทatาion
syndrome: MAS)คุณรู้สึกตื่นเต้นกับปีแห่งความสนุกและ

การเรียนรู้ไหม?

ความหมาย

เป็นกลุ่มอาการหายใจลำบากเนื่องจากทารกสูดสำลักหายใจเอา
ขี้เทาซึ่งปนอยู่ในน้ำคร่ำเข้าไปในทางเดินหายใจ อาจเกิดขณะทารก
อยู่ในครรภ์มารดา ขณะคลอด หรือภายหลังคลอด ภาวะนี้เป็นสาเหตุ
ของภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด หากทารกถ่ายขี้เทาออกมา
ก่อนกำหนด ส่วนใหญ่แล้วจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ สาเหตุอาจเกิด
จาก รกทำงานไม่เพียงพอ(uteroplacental insufficiency) หรือสาย
สะดือถูกกดทับ (cord compression) หรือสาเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้
เลือดไปเลี้ยงทารกผ่านสายสะดือไม่เพียงพอ

อาการและอาการแสดงของภาวะสูดสำลักขี้เทา

1 อาการรุนแรงน้อย ทารกจะหายใจเร็วเพื่อเพิ่มปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าออกปกติใน 1 นาที
(minute ventilation) ความดันคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของเลือดเข้าสู่
ภาวะปกติ อาการจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง

อาการรุนแรงปานกลาง ทารกจะมีอาการของการกดการหายใจ คือ หายใจเร็ว ช่องซี่โครงยุบลงขณะ

2 หายใจ เขียวคล้ำ อาการจะค่อย ๆทวีความรุนแรง และมีความรุนแรงสูงสุดภายใน 24 ชั่วโมง และมัก

หายได้ภายใน 4-7 วันหากไม่มีอาการแทรกซ้อน

3 อาการรุนแรงมาก ทารกจะมีการหายใจล้มเหลวทันทีหลังคลอดหรือ 2-3 ชั่วโมงหลังคลอดอาการ
ของกดการหายใจชัดเจนและฟังเสียงปอดได้ rhonchi และ crackle อาจมีอาการเลือดขาด
ออกซิเจนอย่างรุนแรง และไม่ดีขึ้นเมื่อให้ออกซิเจนเนื่องจากภาวะของแรงดันเลือดในปอดที่สูง
มาก

การพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะสูดสำลักขี้เทา

1 ระหว่างรอคลอด และคลอด ประเมินและติดตามอาการและอาการแสดงของการขาดออกซิเจน

ของ ทารกอย่างใกล้ชิด

2 เตรียมอุปกรณ์ในการดูดเสมหะและเครื่องมือในการใส่ท่อช่วยหายใจและอุปกรณ์ที่ให้ออกซิเจนให้
พร้อม

ปัจจุบันไม่นิยมให้ใช้ลูกยางดูดน้ำคร่ำบริเวณช่องจมูก (nasopharynx) และคอหอยส่วนปาก

3 (oropharynx) ในขณะศีรษะทารกเกิดทุกรายที่พบขี้เทาในน้ำคร่ำ แต่ให้พิจารณาเป็นรายๆไป ใน

ทารกแรกเกิดที่ พบขี้เทาใน oropharynx ให้ใช้ลูกยางดูดน้ำคร่ำบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน

การพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะสูดสำลักขี้เทา

4 กรณีทารกอาการไม่ดี โดยพิจารณาจากทารกมีลักษณะดังต่อไปนี้อย่างน้อย 1 ข้อขึ้นไป ได้แก่
หายใจ ไม่ดี ความตึงตัวของกล้ามเนื้อไม่ดี และอัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่า 100 ครั้งต่อนาที ให้
ดูดน้ำคร่ำโดยใช้ laryngoscope และ endotracheal tube และให้ทำการดูดน้ำคร่ำบริเวณที่อยู่
ใต้ต่อช่องสายเสียง (glottis)

5 กรณีทารกอาการดี (active) แต่ตรวจพบว่ามีขี้เทาปริมาณมาก ให้สังเกตอาการและการหายใจอย่าง
ใกล้ชิดใน 1-2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด หลังจากนั้นให้สังเกตอาการทุก 2 ชั่วโมง จนครบ 12 ชั่วโมง

6 สังเกตสัญญาณชีพของทารกอย่างใกล้ชิด

การพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะสูดสำลักขี้เทา

7 ดูแลให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ
8 อธิบายให้มารดาทราบตั้งแต่เริ่มแรกที่มีอาการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ
9 เปิดโอกาสให้ครอบครัว และญาติถามข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของทารก
10 แจ้งและอธิบายแผนการรักษาของแพทย์ที่ครอบคลุมและเหมาะสม

การบาดเจ็บจากการคลอด
(Birth injury)



ความหมายการบาดเจ็บจากการคลอด (Birth injury)

การบาดเจ็บจากการคลอด หมายถึง มักเกิดขึ้นในรายที่มารดา
ใช้เวลาในระยะที่หนึ่งหรือสองยาวนาน มีการคลอดยาก เช่น
กระดูกเชิงกรานแคบ (contracted pelvis), คลอดยาวนาน
(prolonged labour) หรือทารกมีส่วนนำ ท่า ทรงผิดปกติ หรือ
ทารกที่ได้รับการคลอดโดยใช้สูติศาสตร์หัตถการช่วยคลอด ทารกมี
ภาวะทารกตัวโต (macrosomia) รวมถึงผู้ทำคลอดขาดความ
ชำนาญหรือขาดการเอาใจใส่อย่างเพียงพอ ซึ่งอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้
อาจเป็นผลให้ทารกเสียชีวิต หรือมีความพิการได้การ

การบาดเจ็บจากการคลอด (Birth injury)

การบาดเจ็บจากการคลอด สามารถแบ่งได้ดังนี้ 2. บาดเจ็บที่สมอง (brain injury)
1.การบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ (head injury)

3. ทารกที่กระดูกหัก (fractures) 4. การบาดเจ็บของระบบประสาท (nerve injury)
Facial n
erve palsy or facial paralysis
กระดูกไหปลาร้าหัก (fracture of clavicle)  Brachial palsy
กระดูกต้นแขนหัก (fracture of humerus)

กระดูกต้นขาหัก (fracture of femur)

1.การบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ (head injury)

สาเหตุ

อาจเกิดจาก CPD เชิงกรานแคบ การคลอดศีรษะทารกท่าก้น การช่วยคลอด ด้วยคีม

ลักษณะทางคลินิก

คลำศีรษะของทารกพบความผิดปกติของรูปกะโหลกศีรษะ แต่กระดูกไม่แตกจากกัน

การพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีการบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ

1 ให้การพยาบาลด้วยความนุ่มนวลระวังการกระทบกระเทือน

2 ให้ทารก rest ใน crib ไม่รบกวนทารกโดยไม่จำเป็น

3 สังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เช่น การเกร็ง กระตุก ซีด
การหยุดหายใจ

4 อธิบายให้บิดามารดาเข้าใจถึงอาการของทารกที่เกิดขึ้น และไม่ใช้ยาทา ยานวด หรือประคบ

2. บาดเจ็บที่สมอง (brain injury)

ลักษณะทางคลินิก

อาการที่พบทันทีหลังคลอด: ทารกเคลื่อนไหวน้อย moro reflex น้อยหรือไม่มีเลย

อาการที่ค่อยเป็นค่อยไป: อาการจะปรากฏให้เห็นภายใน 2-3 ชั่วโมง หลังคลอด ถึง 2-3 วันหลังคลอด

อาการที่พบ คือ ร่างกายอ่อนปวกเปียก ร้องเสียงแหลม สั่น หายใจผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก หายใจช้า
มาก ไม่สม่ำเสมอ ซีด เขียว จากหน้าที่ของหัวใจผิดปกติ ม่านตาอาจไม่เท่ากัน หรือไม่มีปฏิกิริยาต่อแสง
กระหม่อมตึง รอยต่อของกะโหลกศีรษะกว้าง ชัก อาจเป็นเฉพาะที่ หรือเกร็งรุนแรงทั้งตัว ดูดกลืนไม่ดี
อุณหภูมิร่างกายต่ำอาการที่แสดงว่ามีเลือดออกมากขึ้น คือ ซีด ตัวเย็น ชีพจรเบา และช็อก

การพยาบาลทารกที่มีการบาดเจ็บที่สมอง

1 ดูแลร่างกายให้ได้รับความอบอุ่น อาจให้อยู่ในตู้อบ ใช้ไฟส่อง หรือห่มผ้า

2 เตรียมเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือทารกไว้ให้พร้อม ได้แก่ เครื่องดูดเสมหะ ลูกยางแดง
ออกซิเจน laryngoscope, endotracheal tube และเครื่องช่วยหายใจ

3 ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง ดูดเสมหะในปาก จมูก และลำคอของทารก ให้ออกซิเจนที่มีความชื้น
เพื่อช่วยละลายเสมหะ

การพยาบาลทารกที่มีการบาดเจ็บที่สมอง

ตรวจสอบสัญญาณชีพ และบันทึกทุก 2-4 ชั่วโมง ตามระดับความรุนแรง ประกอบด้วย ลักษณะการ
หายใจ ได้แก่ จำนวนครั้ง ความสม่ำเสมอ เสียงหายใจออกที่มีเสียงดัง (grunting) หน้าอกบุ๋ม apnea
4 นานกว่า 15 วินาที หรือ apnea บ่อยขึ้น เสียงหัวใจ (apex beat) ระดับความดันโลหิต และ

อุณหภูมิของร่างกาย ตรวจสอบ และบันทึกทุก 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะที่อุณหภูมิของร่างกายตํ่า
(hypothermia)

5 ให้นมและสารน้ำอย่างเพียงพอ บางรายอาจต้องให้อาหารทางสายยาง เพื่อไม่ให้ทารกต้องออกแรงดูด
ทำให้ไม่เพิ่มความดันในกะโหลกศีรษะ

การพยาบาลทารกที่มีการบาดเจ็บที่สมอง

6 ให้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์ โดยฉีด vitamin K1 จำนวน 1 มิลลิกรัม เข้ากล้ามเนื้อ เพื่อ
ป้องกันเลือดที่จะออกใหม่อีก และฉีดยาระงับอาการชัก ได้แก่ phenobarbital

7 รบกวนทารกให้น้อยที่สุด เนื่องจากจำเป็นต้องให้ทารกได้พักผ่อน

8 สังเกต บันทึก อาการของการมีความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ได้แก่ การเคลื่อนไหว เสียงร้อง
อาการกระสับกระส่าย และการชัก

9 ป้องกัน และไม่ให้ได้รับอันตรายจากการชัก

การพยาบาลทารกที่มีการบาดเจ็บที่สมอง

10 รายงานแพทย์ ถ้ามีอาการเปลี่ยนแปลง

อธิบายให้บิดามารดาของทารกเข้าใจอาการที่เกิดขึ้น แนวทางการดูแลรักษา เพื่อลดความวิตกกังวล

11 และตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจของทารกหลังจากการรักษาพยาบาลที่เจ็บ โดยการปลอบ

ด้วยการแตะ สัมผัสที่อ่อนโยน อุ้มเมื่ออาการดีขึ้น

3. ทารกที่กระดูกหัก (fractures)

กระดูกไหปลาร้าหัก (fracture of clavicle) พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดในทารกตัวโตที่คลอดติดไหล่
และการคลอดท่าก้นที่แขนเหยียด

อาการและอาการแสดง

ทารกไม่ขยับแขนข้างที่กระดูกไหปลาร้าหัก ไหล่ห่อและลู่ลง
เมื่อทดสอบ moro reflex ทารกจะยกแขนข้างที่ดีขึ้นเท่านั้น
เมื่อคลำบริเวณที่กระดูกหัก จะรู้สึกกรอบแกรบ พบก้อนห้อเลือด (ecchymosed) ตรงที่ได้รับบาดเจ็บ
เมื่อจับใต้แขน กล้ามเนื้อจะตึงขณะยกตัวทารกขึ้น ทารกจะร้องไห้เมื่อถูกตรงบริเวณที่หัก

การพยาบาลทารกที่กระดูกหักไหปลาร้าหัก

1 รายงานแพทย์ทันทีที่พบว่าทารกมีกระดูกไหปลาร้าหัก

2 จัดให้แขน และไหล่ด้านที่กระดูกหักอยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนไหว โดยกลัดแขนเสื้อติดกับตัวเสื้อให้ข้อศอกงอ
90 องศาติดลำตัว

3 ประคองแขน และไหล่ด้านที่กระดูกหักทุกครั้งที่ให้การพยาบาล

4 สังเกตอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น เช่น มีการห้อเลือดเพิ่มขึ้น การเคลื่อนไหวของนิ้วมือข้างที่เป็นลดลง
ถ้าพบให้รายงานแพทย์

การพยาบาลทารกที่กระดูกหักไหปลาร้าหัก

5 ดูแลให้ได้รับนมอย่างเพียงพอ
6 ประเมินสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด
7 สร้างเสริมสัมพันธภาพระหว่างบิดา มารดา และทารก
8 อธิบายให้บิดามารดาของทารกเข้าใจอาการที่เกิดขึ้น แนวทางการดูแลรักษา เพื่อลดความวิตกกังวล

3. ทารกที่กระดูกหัก (fractures)

กระดูกต้นแขนหัก (fracture of humerus) พบได้บ่อยจากการช่วยคลอดท่าก้นโดยผู้ทำคลอดดึง
ตัวทารกออกมาในขณะที่แขนเหยียด หรือการคลอด
ไหล่ยาก โดยผู้ทำคลอดอาจจะได้ยินเสียงกระดูกหัก
ขณะทำคลอด

อาการและอาการแสดง

ทารกไม่งอแขน
ไม่เคลื่อนไหวแขนข้างที่หัก
แขนข้างที่หักจะบวม
เมื่อจับแขนข้างที่หักขยับทารกจะร้องไห้

การพยาบาลทารกที่กระดูกต้นแขนหัก

1 ในรายที่แขนเดาะ ตรึงแขนโดยใช้ผ้าพันแขนให้แนบติดลำตัว เพื่อไม่ให้แขนเคลื่อนไหว 1-2 สัปดาห์

2 ในรายที่กระดูกหัก จับแขนตรึงไว้กับหน้าอก โดยให้ข้อศอกงอ 90องศา แขนส่วนล่าง และมือพาด
ขวางลำตัว ใช้ผ้าพันรอบแขน และลำตัว หรือใส่เฝือกอ่อน (splint)

3 ดูแลในเรื่องของการใส่ splint และอาการข้างเคียง

4 ดูแลให้ทารกได้พัก โดยการนอนนิ่ง ๆ

การพยาบาลทารกที่กระดูกต้นแขนหัก

5 ดูแลให้ได้รับนมอย่างเพียงพอ
6 ประเมินสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด
7 สร้างเสริมสัมพันธภาพระหว่างบิดา มารดา และทารก
8 อธิบายให้บิดามารดาของทารกเข้าใจอาการที่เกิดขึ้น แนวทางการดูแลรักษา เพื่อลดความวิตกกังวล

3. ทารกที่กระดูกหัก (fractures)

กระดูกต้นขาหัก (fracture of femur) พบในรายที่ช่วยคลอดท่าก้น โดยผู้ทำคลอดอาจจะ
ได้ยินเสียงกระดูกหักขณะดึงขาของทารกที่ติดอยู่
ที่ทางเข้าเชิงกราน

อาการและอาการแสดง

ขาข้างที่หักไม่เคลื่อนไหว
ทดสอบ moro reflex แล้วทารกไม่ยกขาข้างที่หัก
ต้นขาข้างที่หักบวม
ทารกร้องไห้เมื่อถูกตรงที่หักหรือจับให้เคลื่อนไหว

การพยาบาลทารกที่กระดูกต้นขาหัก

1 ในรายที่กระดูกหักไม่แยกออกจากกัน ให้การพยาบาลเกี่ยวกับการใส่เฝือกขายาว ประมาณ 3-4
สัปดาห์

2 ในรายที่กระดูกหักอย่างสมบูรณ์ ให้การพยาบาลเกี่ยวกับการดึงขา (traction) ประมาณ 2-3
สัปดาห์

3 ดูแลให้ทารกได้พัก โดยการนอนนิ่ง ๆ

4 ดูแลให้ได้รับนมอย่างเพียงพอ

การพยาบาลทารกที่กระดูกต้นขาหัก

5 ประเมินสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด
6 สร้างเสริมสัมพันธภาพระหว่างบิดา มารดา และทารก
7 อธิบายให้บิดามารดาของทารกเข้าใจอาการที่เกิดขึ้น แนวทางการดูแลรักษา เพื่อลดความวิตกกังวล

4. การบาดเจ็บของระบบประสาท (nerve injury)

Facial nerve palsy or facial paralysis เป็นการบาดเจ็บของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7

อาการและอาการแสดง

เกิดอัมพาตชั่วคราวของกล้ามเนื้อใบหน้า โดยทั่วไปมักเป็นด้านเดียว ใบหน้าด้านที่เป็นไม่มีการเคลื่อนไหว
ตาลืมได้เพียงครึ่งหนึ่ง หลับตาไม่สนิท ปากด้านที่เป็นถูกดึงลงมา ทำให้มุมริมฝีปากล่างตก ไม่สามารถย่น
หน้าผากได้เมื่อจับใบหน้าให้ตรงรูปหน้าสองด้านจะไม่เท่ากัน เห็นได้ชัดที่สุดเมื่อทารกร้องไห้กล้ามเนื้อด้าน
ที่เป็นอัมพาตไม่เคลื่อนไหวทำให้หน้าเบี้ยวไปทางด้านที่ดี

การพยาบาลทารกที่มี Facial nerve palsy

1 ล้างตาให้สะอาดด้วย 0.9% N.N.S. และหยอดตาด้วย kemicitine หรือ eye ointment ตาม
แผนการรักษาในรายที่เปลือกตาปิดไม่สนิท แล้วปิดด้วย eye pad ที่ฆ่าเชื้อแล้ว วันละ 2 ครั้ง

2 ดูแลเกี่ยวกับการได้รับนม และน้ำให้เพียงพอ โดยให้มารดาบีบน้ำนม เพื่อทารกจะไม่ต้องออกแรงดูด
นม หรือสอดหัวนมเข้าทางมุมปากข้างที่ปกติ สังเกตการดูดการกลืน และระมัดระวังอาการสำลัก

3 รบกวนทารกน้อยที่สุด และให้การพยาบาลด้วยความนุ่มนวล

4 บันทึก และรายงานแพทย์ ถ้ามีอาการเปลี่ยนแปลง

การพยาบาลทารกที่มี Facial nerve palsy

5 สร้างสัมพันธภาพระหว่างบิดา มารดา และทารก

6 ในรายที่เส้นประสาทขาด ต้องได้รับการทำศัลยกรรมซ่อมประสาท (neuro palsy) ให้การดูแลก่อน
และหลังผ่าตัด

7 อธิบายให้บิดามารดาของทารกเข้าใจอาการที่เกิดขึ้น แนวทางการดูแลรักษา เพื่อลดความวิตกกังวล

4. การบาดเจ็บของระบบประสาท (nerve injury)

Brachial palsy การบาดเจ็บของปมประสาทใต้กระดูกไหปลาร้า สาเหตุเกิด
จากการที่รากประสาทจากคอ ไหล่ไปสู่แขนที่ดึงยืดมากเกิน
ไปในขณะทำคลอด ทั้งการคลอดท่าศรีษะและท่าก้น มัก
เกิดในรายที่คลอดติดไหล่ อาจเกิดความพิการได้

ความผิดปกติที่พบมี 3 แบบ

1.Erb’s palsy or Erb-Duchenne paralysis: มีพยาธิสภาพที่รากประสาท C5-C6 ทำให้มีอัมพาตของแขน ทดสอบ moro
reflex แขนข้างที่เป็นยกไม่ได้ หรือได้น้อย

2.Klumpke’s paralysis: มีพยาธิสภาพที่รากประสาท C7 C8 และ T1 ทำให้กล้ามเนื้อมือของทารกทำงานไม่ได้ มือและนิ้วมือ
อ่อนแรง ข้อมือตก (wrist drop) อยู่ในท่างอข้อศอกและแบมือ ไม่สามารถกำมือหรืองอข้อมือได้ grasp reflex เสียไป

3.Complete brachial plexus palsy: มีพยาธิสภาพที่รากประสาท C5-T1 ทำให้แขนอยู่นิ่ง ไม่มีเหงื่อออก หรือไม่มีความรู้สึก

การพยาบาลทารกที่มี Brachial palsy

จัดท่าทารก โดยการนอนหงาย จับแขนกางออก ให้ข้อศอกตั้งฉากกับลำตัว ปลายแขนขนานกับลำ

1 ตัวทางด้านศีรษะ ใช้ผ้าสอดไปใต้ลำตัวทารก และเหน็บปลายด้านหนึ่งไว้ใต้เบาะของทารก ปลายอีก

ด้านหนึ่งวางพาดบนปลายแขนที่วางขนานกับศีรษะ เหน็บชายผ้าไว้ที่เบาะ ไม่ต้องเข้าเฝือก

2 ดูแลผ้าที่ผูกยึดไว้ให้เหมาะสม ไม่หลวมมากเกินไป หรือตึงจนเกินไป ผ้าที่ใช้ต้องแห้งสะอาด ต้อง
ปลดชายผ้าออกทุกครั้งก่อนที่จะพลิกตะแคงตัวทารกหรือทำความสะอาด

3 จัดให้ทารกดูดนมมารดาในรายที่มีอาการอัมพาตเพียงเล็กน้อย โดยใช้ผ้าพันแผลชนิดยืดได้ พัน
แขนแนบไว้กับลำตัวชั่วคราว ในขณะที่ให้นม

การพยาบาลทารกที่มี Brachial palsy

4 ให้การพยาบาลด้วยความนุ่มนวลระมัดระวัง และรบกวนทารกน้อยที่สุด

5 สังเกตอาการของทารก ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-3 สัปดาห์ ควรรายงานแพทย์ เพื่อปรึกษาส่งทำ
กายภาพบำบัด

6 ป้องกันภาวะแทรกซ้อน หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น

7 อธิบายให้บิดามารดาของทารกเข้าใจอาการที่เกิดขึ้น แนวทางการดูแลรักษา เพื่อลดความวิตกกังวล

ภาวะเสียสมดุลของอิเลคโตรไลต์
(Electrolyte imbalance-hypoglycemia)

ความหมายภาวะเสียสมดุลของอิเลคโตรไลต์
(Electrolyte imbalance-hypoglycemia)




ภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ใน 12 ชั่วโมงแรกหลังคลอดในทารกที่ ครบกำหนด
พบทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นโรคเบาหวานและพบทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นโรคเบาหวานมีระดับ
น้ำตาลต่ำในระยะแรกคลอด ในทารกแรกเกิดปกติระดับน้ำตาล ในเลือดจะลดลงเป็น 50-60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
โดยทารกไม่พบความผิดปกติใด แต่พบว่าเมื่อระดับน้ำตาลต่ำกว่า 30 มิลลิกรัม/เดซิลิตรมักพบอาการต่างๆ เช่น
ซึม ไม่ยอมดูดนม ชัก ร้องเสียงแหลมหรือเสียงผิดปกติ ตัวเย็น มือ เท้าสั่น ตัวเขียว อาจถึงขั้นหยุดหายใจหาก
ทารกแรกเกิดที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่าไม่ได้รับการรักษาจะทาให้ เสี่ยงต่อการเสียชีวิตตลอดจนเกิดปัญญาอ่อน
ได้

แนวทางการป้องกันคือ ดูแลให้ได้รับนมเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ (early feeding) และให้ประเมิน
น้ำตาล 1 ชั่วโมงหลังทารกคลอด หากระดับน้ำตาลอยู่ระหว่าง 25-45 มิลลิกรัม/ เดซิลิตรควร
รายงานแพทย์เพื่อเจาะเลือดประเมินน้ำตาลในเส้นเลือด

อาการและอาการแสดง

Hypoglycemia พบได้ในทารกแรกเกิดที่มีอายุตั้งแต่ 1-2 ชั่วโมง จนถึง 1 สัปดาห์ภาย
หลังคลอด แต่ มักจะไม่ปรากฏอาการ




การน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกแรกเกิด ได้แก่ ซึม ไม่ยอมดูดนม สะดุ้งผวา สั่น ซีด เขียว
หายใจไม่สม่ำเสมอ หายใจเร็ว ร้องเสียงแหลม ตัวอ่อนปวกเปียก ตากรอกไปมา ชักกระตุก
เหงื่อออก จนกระทั่ง หยุดหายใจ

การพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะเสียสมดุลของอิเลคโตรไลต์

1. การซักประวัติการตั้งครรภ์ การเจ็บป่วย การเป็นเบาหวาน การได้รับยาระหว่างการตั้งครรภ์
อายุ ครรภ์ และการคลอดของมารดา

2. ตรวจร่างกายทารก ทารกที่ตัวโตอาจจะไม่จำเป็นต้องครบกาหนดหากเกิดจากมารดาที่เป็น
โรคเบาหวาน อาจตัวใหญ่ อ้วน สะดือและรกใหญ่ และอาจตรวจพบความพิการแต่กำเนิด

3. ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด




4. ดูแลให้ได้รับสารน้ำและอาหารอย่างเหมาะสม




5. ควบคุมอุณหภูมิห้องและดูแลให้ได้รับความอบอุ่นแก่ร่างกายทารก

6. ติดตามผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ

7. สังเกต บันทึก และรายงานการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ และอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะ
น้ำตาลในเลือดต่ำ

8. ดูแลให้ทารกได้พักผ่อนเพื่อลดการใช้พลังงานของร่างกาย

ทารกที่คลอดจากมารดา
ที่ติดสารเสพติด
(drug addict)

ความหมาย

ทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดสารเสพติดมีความเสี่ยงต่อการมีระบบทางเดินปัสสาวะผิด
ปกติ(urogenital malformation), โรคหลอดเลือดสมอง(cerebrovascular complication)
กลุ่มโรคที่มีความผิดปกติของหัวใจ ทำให้มีเลือดไหลลัดจากหัวใจ ห้องซ้ายไปเข้าหัวใจห้อง
ขวา(cardiac defect) ทารกน้ำหนักตัวน้อย(low birth weight) เส้นรอบศีรษะลดลง
หรือศีรษะเล็ก(decrease head circumference) ระบบหายใจมีปัญหา (respiratory problem)
อาการขาดยา(drug withdrawal)

อาการและอาการแสดง ส่วนมากจะเกิดขึ้นใน 24-48 ชั่วโมงหลังคลอด
โดยอาการถอนยาจะส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายทารก ได้แก่

1. อาการทางระบบประสาท ได้แก่ ร้องเสียงแหลม หาวบ่อย แขนขาสั่นหรือสั่นทั้งตัว
ร้องกวน ไม่นอน บางรายอาจมีอาการชักได้ รวมถึงอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ
เช่น ไข้ เหงื่อออก หัวใจเต้นเร็ว

2. อาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาเจียน กินนมได้น้อย ถ่ายบ่อย

3. อาการทางระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ หายใจเร็ว หรือหยุดหายใจ

การพยาบาลทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดสารเสพติด

1. สังเกตอาการ และอาการแสดงของการขาดยาของทารกภายใน 6-12 ชั่วโมงหลังคลอด
และหลังจากนั้นอีก 3 วัน
2. ประเมินภาวะหายใจลำบาก (respiratory distress) โดยการประเมินลักษณะการหายใจอาการ

และอาการแสดงของอาการหายใจลำบาก ถ้าพบให้รายงานแพทย์และ suctionเมื่อจำเป็น

3. ดูแลให้ทารกได้รับยาบรรเทาอาการขาดยาตามแผนการรักษาของแพทย์

4. เริ่มให้นมครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง และป้องกันการสำลัก

การพยาบาลทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดสารเสพติด

5. ดูแลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษาของแพทย์

6. รายที่ดูดนมไม่ดี อาจต้องให้นมทางสายยาง พร้อมทั้งสังเกตและบันทึกจำนวน gastric content
ที่เหลือ
7. ติดตามน้ำหนัก และความสมดุลของสารน้ำ(intake and output)

8. ป้องกันผิวหนังถลอก โดยปูที่นอนด้วยผ้าที่นุ่ม หรือใช้ผ้ารองเฉพาะบริเวณใต้หัวเข่าและส้นเท้า


Click to View FlipBook Version