ประเมนิ ผล ๖) สงั เกตการณ์ และเอ้อื อำนวยการให้การปรกึ ษา ๗) พยาบาลรับชว่ ง
ต่อในการดูแลสามเณรผู้มีปัญหารุนแรง ในส่วนขั้นตอนและวิธีการใหก้ ารปรกึ ษา
สามเณรเพื่อนที่ปรกึ ษา มีทั้งหมด ๕ ขั้นตอน คือ ๑) การสร้างสัมพันธภาพ มีจุด
แข็ง คือ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ช่วงวัยที่ใกล้เคียงทำให้เข้าถึงง่าย ได้รับ
ความไว้วางใจ จุดอ่อน คือ ประสบการณ์ในการเข้าถึงคนที่เก็บตัว ถ้าไม่เคยรู้จัก
กันมาก่อนอาจไม่เชื่อถือ อีกทั้งต้องระวังการใช้คำพูดอาจทำใหไ้ ม่อยากมาปรึกษา
ต่อ ๒) การสร้างข้อตกลงร่วม มีจุดแข็ง คือ ทำให้เข้าใจเงื่อนไขตรงกัน เกิดการ
ยอมรับและร่วมมือ รู้สึกปลอดภัยในการรักษาความลับ และทำให้คุมประเด็นได้
ชัดเจน จุดอ่อน คือ ความเสี่ยงตอ่ การรกั ษาความลบั บางเร่ืองละเอียดอ่อน การไม่
กล้าบอกความจริงทำให้การทำความเข้าใจปัญหาคลาดเคลื่อน บางครั้งอาจไม่
เชื่อมั่นในผู้ให้การปรึกษา ๓) การสำรวจปัญหา สาเหตุและความต้องการ จุด
แข็ง คือ ความมีใจหนักแน่นของผู้ให้การปรึกษา เป็นผู้ฟังที่ดี มีทักษะการฟัง ฟัง
อย่างตั้งใจ การเรียนรู้ และการถามโดยใช้คำถามปลายเปิด จุดอ่อน คือ การ
สะท้อนความรู้สึกไม่ได้ ความไม่คุ้นเคย และการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ใช้คำพูดไม่
เหมาะสม ขัน้ ตอนนี้สอดรบั กบั หลักธรรมอรยิ สัจ ๔ ในเรอ่ื งของทกุ ขแ์ ละสมุทัย คือ
การรูจ้ ักและเข้าถงึ ปัญหา สบื สาวหาตน้ ตอสาเหตุ ซง่ึ ต้องอาศัยทักษะความรู้อย่าง
รอบดา้ น ฉลาดในการใช้คำถามและการสะท้อนปญั หา รวมถึงต้องมีใจท่ีหนักแน่น
ควบคุมอารมณ์ของตนได้ไม่ไขว้เขวต่อปัญหาที่ได้รับรู้ ๔) การวางแผนแก้ไข
ปญั หา จุดแข็ง คือ ใหก้ ารปรกึ ษาตรงประเดน็ ความน่งิ ในการเขา้ ถงึ และแก้ปัญหา
นำธรรมะมาแก้ปัญหา และให้กำลังใจ จุดอ่อน คือ ข้อจำกัดกรณีที่ปัญหาซับซ้อน
รุนแรงต้องมีอาจารย์มาช่วย การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหากไปแก้ปัญหาให้กลุ่ม
เยาวชนภายนอกที่ไมใ่ ช่สามเณร การสื่อความผิดพลาดอาจทำให้เกิดความหดหู่ใจ
และการไม่พร้อมด้านข้อมูล ขั้นตอนนี้สอดรับกับหลกั ธรรมอริยสัจ ๔ ในเรื่องของ
นิโรธและมรรค คือความดับและหนทางสู่ความดับทุกข์ โดยสามเณรผู้ให้การ
๔๘
ปรึกษาทำหน้าที่กำหนดเป้าหมายและสำรวจทางเลือกการแก้ไขให้เหมาะสม
เสมือนหมอที่ต้องจัดยาให้ถูกกับโรค เพื่อคลายความทุกข์หรือปัญหานั้น ๕) การ
ยุติการปรึกษา จุดแข็ง คือ การสรุปเนื้อหาให้เกิดความเข้าใจ การใช้ไหวพริบใน
การสรุป ติดตามความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหา และการจากลาด้วยมิตรภาพ
จุดอ่อน คอื ลมื วนั นัด ขาดความตอ่ เนอ่ื ง และการพูดในแงล่ บกอ่ นจากลา
แรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการสามเณรเพื่อนที่ปรึกษา ในมุมมอง
ของสามเณรเพื่อนที่ปรึกษา มแี รงจูงใจ ๓ ประการ คือ ๑) อยากชว่ ยเหลือเพื่อนที่
กำลังประสบปัญหา ด้วยมองเห็นตัวเองเวลามีปัญหาไม่รู้จะปรึกษาใคร และ
บางครั้งเห็นพี่เห็นน้องมีปัญหาแล้วไม่มีคนให้คำปรึกษาทำให้เขาแก้ปัญหาไปตาม
แบบของเขาได้บ้างไม่ได้บ้าง บางครั้งก็ไม่ได้แก้ไขเลย จึงเกิดแรงบันดาลใจอยาก
ช่วยเหลือเพื่อน ๒) ต้องการศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม เสริมทักษะและประสบการณ์
ให้กับตนเอง และ ๓) อยากพัฒนาภาวะผู้นำใหก้ ับตนเอง ในมุมมองของผู้รับการ
ปรึกษา มีแรงจูงใจในการเข้ารับการปรึกษา ๓ ประการ คือ ๑) มองว่าเป็น
ทางเลือกที่ดี เพราะปัญหาบางเรื่องไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวคนเดียว จึงต้อง
ปรึกษาใครสักคน สามเณรเพื่อนที่ปรึกษาเป็นทางเลือกที่ดี ด้วยว่าได้ผ่าน
กระบวนการฝึกอบรมมาแล้ว ๒) มีความไว้ใจคุ้ยเคยกัน ด้วยความที่อยู่ด้วยกัน
เรียนด้วยกัน มีความเป็นกันเอง เวลาพูดคุยกันก็จะเป็นอิสระ ไว้วางใจ เปิดใจได้
กว้างขึ้น และ ๓) อยากแก้ไขปญั หา และพฒั นาตนเอง
ปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการให้การปรึกษาของสามเณร
เพื่อนที่ปรึกษา มี ๗ ประเด็น คือ ๑) ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ไม่เพียงพอ
การมีข้อมูลและทักษะที่ไม่เพียงพอ ทำให้นึกคิดคำให้การปรึกษาไม่ออก อีกด้วย
ประสบการณ์ที่ค่อยข้างมีจำกัดทำให้ส่งผลถึงการตัดสินใจการให้คำแนะนำต่างๆ
๒) สถานที่ให้การปรึกษามีจำกัด ๓) การจัดสรรเวลาลำบาก มีกิจกรรมอื่นแทรก
มาก ๔) การไม่เปิดใจ ไม่ใหค้ วามร่วมมือ ทำใหเ้ ข้าถึงสาเหตุของปัญหาได้ยาก อาจ
๔๙
ส่งผลถึงการแก้ไขไม่ตรงจุด ส่วนหนึง่ อาจเกิดจากการเกรงกลัวว่าความลับของตน
จะถูกเปิดเผย ๕) ความไม่ต่อเนื่อง ๖) การรักษาความลับ หากว่าสามเณรมา
ปรึกษาแล้วบางเรื่องที่เป็นความลับ หรือเรื่องที่ควรจะเป็นความลับแต่ไม่เป็น
อาจจะทำใหค้ นไมก่ ล้าเข้ามาปรึกษาอีกเลย ๗) ความแตกต่างของบุคคล เนื่องจาก
การปลูกฝังที่ต่างกัน อาจเกิดการเปรียบเทียบ และเป็นปัญหาเพิ่มเติม ผู้รับการ
ปรึกษามีนิสัยกริ ยิ าท่ีไมเ่ หมือนกนั จงึ ต้องเตรียมตัวทจี่ ะรองรบั ให้ได้ทกุ คน
ปัจจัยเกื้อหนุนกระบวนการให้การปรึกษาของสามเณรเพื่อนที่
ปรึกษา มี ๙ ประเด็น คือ ๑) การเรยี นรตู้ ลอดเวลา ตอ้ งมกี ารอบรมสามเณรเพ่ือน
ที่ปรึกษาอย่างต่อเนือ่ ง พัฒนาต่อยอดเรื่องของเทคนิคการให้คำปรึกษา รวมถึงให้
ความรเู้ ชิงลึกในเรอื่ งเฉพาะดา้ น เชน่ เรอ่ื งยาเสพติด เรือ่ งเพศ เรือ่ งการเรยี น เรื่อง
โรคติดต่อ แนวการสร้างแรงจูงใจ แนวการพิจารณาเหตุและผล เป็นต้น และ
ปลูกฝังสร้างนิสัยแห่งการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ๒) ความสัปปายะ จัดสถานที่ให้
เหมาะสมแก่การทำกิจกรรม ควรเป็นสถานท่โี ปร่ง ทุกดา้ นไม่เป็นดา้ นปิด สามารถ
มองออกไปด้านนอก เพอ่ื ทำให้ผู้รับการปรึกษารู้สกึ ปลอดภยั และไวว้ างใจ ๓) การ
บริหารเวลา ควรจะเป็นเวลาที่เหมาะสม ไม่เร่งรีบ ไม่ก่อให้เกิดความกังวลใจ ๔)
การเป็นตัวอย่างที่ดี มีบุคลิกดี มีศีล มีข้อวัตรปฏิบัติดี น่าเชื่อถือ ๕) การศึกษา
ความแตกต่าง ลักษณะจริตของคนแต่ละคน ๖) ระบบโรงเรยี น ควรเอื้ออำนวยให้
เกิดการให้คำปรึกษากันได้อย่างต่อเนื่องและดำเนินกิจกรรมอย่างคล่องตัว ๗)
ทักษะการสังเกต ๘) แรงใจ อยากให้ผู้รับการปรึกษาพ้นจากปัญหานั้น ๙) ความ
สามัคคี รว่ มมือกนั ท้งั ผู้ให้และผู้รับการปรึกษา
ผลสมั ฤทธ์ิของกระบวนการใหก้ ารปรกึ ษาของสามเณรเพื่อนท่ีปรึกษา
มี ๑๐ ประการ คือ ๑) ได้บำเพ็ญบารมี อุทิศประโยชน์เพื่อส่วนรวม ๒) ได้
เสริมสร้างความรู้และทักษะต่างๆ ๓) ได้พัฒนาศักยภาพตนและวุฒิภาวะทาง
อารมณ์ ๔) เป็นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา หากเพื่อนสามารถให้คำปรึกษาที่
๕๐
ถูกต้องหรือรับฟังอย่างตั้งใจปัญหาก็จะลดลงไประดับหนึ่ง ๕) สร้างภูมิคุ้มกัน มี
กัลยาณมิตร ทำให้สามเณรนักเรียนมที ี่พึง่ พิง ๖) แก้ไขปัญหา ความขัดแย้ง ภาวะ
ซึมเศร้า ๗) มีความเคารพเข้าใจกันและกัน สามเณรรุ่นพี่มีความรู้ในการดูแลรุ่น
น้อง ได้แสดงบทบาทที่ดี สามเณรรุ่นน้องให้ความยำเกรงความเคารพต่อรุ่นพี่ ๘)
ช่วยลดภาระงานของครูบาอาจารย์ สามเณรได้มีการจัดการดูแลกันและกัน ๙)
ประยุกต์ใช้หลักธรรม การนำหลักธรรมะมาประยุกต์ใช้บ่อยๆ จะก่อให้เกิดความ
เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและสามารถแก้ไขปัญหาได้ดี ๑๐) กระตุ้นจิต
สาธารณะสามเณรผู้รับการปรึกษาไปแล้ว มองเห็นประโยชน์จากการได้รับ
ความสุข ความสบายใจ ที่สามารถแก้ไขปัญหาคลายความทุกข์ใจของตนได้ ทำให้
เกิดจิตสาธารณะอยากส่งต่อและมอบสิ่งดีๆ แก่เพื่อนๆ น้องๆ ด้วยการให้
คำปรึกษา อาสาเข้าอบรมเปน็ สามเณรเพ่อื นทป่ี รึกษาในโอกาสต่อไป
ประเด็นท่ี ๒ นำเสนอพทุ ธสนั ติวธิ ีการใหก้ ารปรึกษาของสามเณรเพื่อน
ท่ีปรึกษา โรงเรียนวดั ไผด่ ำ แผนกสามัญศกึ ษา
พุทธสันติวิธีตามหลักของกิจในอริยสัจ ๔ ในกระบวนการให้การ
ปรึกษาของสามเณรเพื่อนที่ปรึกษา ผลการศึกษาวิจัย พบว่า กิจในอริยสัจ คือ
หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง เป็นหลักธรรมที่มีความสอดรับกับ
ข้ันตอนกระบวนการทำงานการให้การปรึกษาของสามเณรเพื่อนทีป่ รึกษา คอื
๑. ปริญญา การกำหนดรู้ ศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็น
จริง ทำความเขา้ ใจและกำหนดขอบเขตของปญั หา
๒. ปหานะ การละ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป แก้ไขกำจัดต้นตอของ
ปัญหา
๓. สัจฉิกิริยา การทำให้แจ้ง ชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็น
จุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ จุดหมายนั้นควรเข้าถึง
จะตอ้ งทำให้สำเร็จ
๕๑
๔. ภาวนา การเจริญ ปฏิบัติลงมือแก้ไขปัญหา พิจารณาแรงจูงใจใน
การแกไ้ ขปัญหา จากนน้ั ประเมนิ สถานการณ์และให้สัญญาณ สรปุ ความ นัดหมาย
การปรึกษาคร้ังต่อไป หรืออาจมีการส่งต่อถึงคณาจารย์หรือหมอในกรณีท่ีมีปัญหา
ซับซอ้ นรุนแรง ทงั้ นผ้ี ้วู ิจัยเห็นวา่ ควรเพิม่ เตมิ รายละเอยี ดก่อนการให้การปรึกษา ๒
ขั้นตอนเบื้องต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนแก่การนำไปปฏิบัติ กล่าวคือ การสร้าง
สัมพันธภาพ ๑, และการสรา้ งข้อตกลงร่วมกนั ๑ ซง่ึ เปน็ การเชื่อมโยงไมตรีจิตต่อ
กันและนำไปสู่การรับรู้สภาพทุกข์ของผู้รับการปรึกษา ปูรากฐานการให้การ
ปรึกษาเพื่อให้เกิดความไว้วางใจ เกิดความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ เอื้อต่อการ
สำรวจปัญหา และการดำเนนิ การในขั้นตอนอน่ื ๆ ประมวลได้ว่า พุทธวิธกี ารให้การ
ปรึกษาของสามเณรเพื่อนที่ปรึกษาต้องดำเนินการตามลำดับขั้นตอน RA - CERD
Model ตามแผนภาพท่ี ๑ ดังนี้
แผนภาพที่ ๑ ขน้ั ตอนพุทธวิธกี ารใหก้ ารปรึกษา ด้วย RA-CERD Model
พุทธสันติวิธีบนวิถแี ห่งการให้การปรึกษาของสามเณรเพื่อนท่ีปรึกษา
ผลการศึกษาวิจัย พบว่า มีหลักธรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่าง
หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ บุคคล หรือปัญหาที่ประสบ โดยได้
๕๒
ประมวลหลกั ธรรมทีพ่ บในการให้การปรึกษาของสามเณรเพื่อนที่ปรึกษา ดังนี้
๑. ไตรสิกขา: พุทธสันติวธิ หี นทางการศกึ ษาปฏิบตั ิพัฒนาตน ๓ อย่าง
คือ ๑) ศลี เปน็ ผทู้ รงศีล มวี นิ ัย เป็นแบบอย่างตัวอยา่ งท่ีดี ซึ่งจะสง่ ผลต่อความเชื่อ
ใจความไว้วางใจต่อผู้เข้ามารับการปรึกษา ๒) สมาธิ เกิดจากการมีสติในการทำ
หน้าที่ทุกขณะจิต มีใจจดจ่อต่อการรับฟังปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่ทางสว่างคือปัญญา
๓) ปัญญา ใช้ปัญญาไตร่ตรองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในทุกๆ ปัญหา เพื่อช่วยแก้ไข
และคลคี่ ลายปญั หาของผูเ้ ป็นทุกขท์ ม่ี าขอรับการปรึกษา
๒. สังคหวัตถุ: พุทธสันติวิธีเชื่อมใจสร้างความผกู พันและความเชื่อใจ
เป็นหลักธรรมสำคัญของสามเณรเพื่อนที่ปรึกษาพึงมี ประกอบด้วย ๑) ทาน คือ
การให้ปันสิ่งของของตนให้แก่ผู้อื่นด้วยความเต็มใจ เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้รับ การ
ให้เป็นการยึดเหนี่ยวน้ำใจกันอย่างดียิ่ง เป็นการสงเคราะห์สมานน้ำใจกัน ผูกมิตร
ไมตรีกันให้ยั่งยืน ๒) ปิยวาจา คือ การเจรจาด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน พูด
ชวนให้คนอื่นเกิดความรักและนับถือ คำพูดที่ดีนั้นย่อมผูกใจคนให้แน่นแฟ้น
ตลอดไป หรือแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจ รู้จักพูดให้เกิดความเข้าใจดี
สมานสามัคคี ย่อมทำให้เกิดไมตรี ทำให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ๓)
อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งท่ีเป็นประโยชน์แก่กัน คือช่วยเหลือด้วยแรงกาย
และขวนขวาย ช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ให้ลุล่วงไป เป็นคนไม่ดูดาย ช่วยให้เกิดสติ
สำนึกในความผิดชอบชั่วดี หรือช่วยแนะนำให้เกิดความรู้ ความสามารถในการ
ประกอบอาชีพ ๔) สมานัตตตา คือ การวางตนเปน็ ปกติเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ถือ
ตัวการวางตนให้เหมาะสม กับฐานะของตนตามสภาพ ได้แก่ เป็นผู้ใหญ่ ผู้น้อย
หรือผู้เสมอกนั เอาใจใส่ปฏิบัติตามฐานะ ผูน้ อ้ ย คารวะนอบน้อมยำเกรงผูใ้ หญ่
๓. พรหมวิหารธรรม: ปรารถนาอย่างจริงใจในการช่วยแก้ปัญหา มี
เมตตา กรุณา มุทติ า และอุเบกขา เปน็ ฐานใจที่ทำใหก้ ารให้คำปรึกษาสมั ฤทธ์ผิ ลได้
๔. มิตรแท:้ ผนู้ ำพาสูพ่ ุทธสนั ติวิถี อนั ได้แก่ มิตรมอี ปุ การะ ๑, มิตร
๕๓
รว่ มสขุ รว่ มทุกข์ ๑, มติ รแนะประโยชน์ ๑, มิตรมคี วามรักใคร่ ๑ ซง่ึ ผทู้ ำหน้าที่
สามเณรเพื่อนทีป่ รึกษาจะต้องถงึ พร้อมด้วยคุณลักษณะของมติ รแท้ทง้ั ๔ ประการ
น้ี
๕. พหสู ูต: รกั ในการเรยี นรู้และการพฒั นา ดว้ ยหลัก ๕ ประการ คอื ฟัง
มาก จำได้ คล่องปาก เพ่งข้นึ ใจ และขบได้ดว้ ยทฤษฎี เปน็ ผู้ได้ยินไดฟ้ ังมากศึกษา
ขอ้ มลู มาก ใฝ่รพู้ ฒั นาตนเองศึกษาต่อยอดและเปิดกว้างที่จะเรยี นรู้ อบรมบ่มเพาะ
ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อประโยชน์แก่การทำหน้าที่ให้การปรึกษาอย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
๖. คารวะธรรม: พุทธสันติวิธีที่พึงปฏิบัติทั้งผู้ให้คำปรึกษาและผู้รับ
การปรึกษา อันได้แก่ ๑) สัตถุคารวตา มีความเคารพเอื้อเฟื้อในพระพุทธเจ้า ๒)
ธมั มคารวตา มีความเคารพหนักแนน่ ในพระธรรม ๓) สังฆคารวตา มคี วามเคารพ
แก่กล้าในพระสงฆ์หรือในหมู่คณะ ๔) สิกขาคารวตา มีความเคารพแก่กล้าใน
ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ๕) อัปปมาทคารวตา มีความเคารพในความ
ไม่ประมาท ดำรงตนและทำหน้าที่ของตนอย่างมีสติ ๖) ปฏิสันถารคารวตา มี
ความเคารพในการปฏิสันถาร ต้อนรับปราศรัย มีปิยวาจา แสดงน้ำใจไมตรีต่อกัน
และกนั
๗. กัลยาณมิตรธรรม: มติ รแทต้ ามแนวพุทธสันตวิ ิถี ประกอบด้วยคุณ ๗
ประการ คือ ๑) ปิโย น่ารัก ในฐานเป็นที่สบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้า
ไปปรึกษาไต่ถาม ๒) ครุ น่าเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะ ให้เกิด
ความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งใจ และปลอดภัย ๓) ภาวนีโย น่าเจริญใจ หรือน่ายก
ย่อง ในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง ทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและ
ปรบั ปรงุ ตนอยเู่ สมอ ควรเอาอย่าง ทำใหร้ ะลกึ และเอ่ยอา้ งดว้ ยซาบซึ้งภูมิใจ ๔) วตฺ
ตา จ รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้
คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี ๕) วจนกฺขโม อดทนต่อถ้อยคำ คือ
๕๔
พร้อมที่จะรับฟังคำปรกึ ษาซักถามคำเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ อดทน ฟังได้ไม่เบื่อ
ไมฉ่ นุ เฉียว ๖) คมภฺ ีรญจฺ กถํ กตฺตา แถลงเรอื่ งล้ำลึกได้ สามารถอธบิ ายเร่ืองยุ่งยาก
ซับซ้อน ให้เข้าใจ และให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป ๗) โน จฏฺฐาเน นิโยชเย
ไม่ชักนำในอฐาน คอื ไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหล หรอื ชักจงู ไปในทางเสอื่ มเสีย
๘. โอวาทปาฎิโมกข์: เป้าหมายของการให้คำปรึกษาตามหลักพุทธ
สันติวิธี ประกอบด้วย อุดมการณ์ ๔ หลักการ ๓ และวิธีการ ๖ ประการแรกเป็น
เรื่องของอุดมการณ์ กล่าวถึง ความอดทน ๑, มุ่งนิพพาน ๑, ไม่ปองร้าย ๑, ไม่
เบียดเบียน ๑ ประการที่ ๒ เป็นเรื่องของหลักการ กล่าวถึง การไม่ทำบาปทั้งปวง
๑, การทำกุศลให้ถึงพร้อม ๑, การทำจิตใจให้ผ่องใส ๑ และประการที่ ๓ เป็น
เรื่องของวิธีการ กล่าวถึง การไม่ว่าร้าย ๑, ไม่ทำร้ายใคร ๑, ความสำรวมระวังใน
พระปาติโมกข์ ๑, ความรู้จักประมาณในอาหาร ๑, การอยู่ในสถานที่นั่งที่นอนอัน
สงัด ๑, การฝึกหัดจิตให้ผ่องใส ๑ ซึ่งสามเณรเพื่อนที่ปรึกษาต้องมีอุดมการณ์ มี
หลักการ และวิธีการที่แน่วแน่ เป็นแบบอย่างความศักดิ์สิทธิ์ ทำตัวเองให้เป็น
ตัวอยา่ งคอยแนะใหเ้ ขาทำ นำใหเ้ ขาดู อยู่ให้เขาเห็น เยน็ ให้เขาสัมผัส
ในกระบวนการดำเนนิ การโครงการสามเณรเพ่ือนท่ีปรึกษา ควรมีการ
ทำงานร่วมกันจากทั้งหน่วยงานภายใน และหน่วยงานภายนอก อาศัยการทำงาน
ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ ๑) การบริหารจัดการ
ผู้บริหารมอบหมายนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น งานปกครองและวินัย
นักเรียน งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน งานส่งเสริมกิจกรรมนักเรียน และงาน
พยาบาล ประสานงานร่วมกับโรงพยาบาลประจำอำเภอ ในการดำเนินงาน
โครงการสามเณรเพื่อนที่ปรึกษา ๒) กำหนดบทบาทหน้าที่ ผู้บริหาร ครู พยาบาล
และสามเณรนักเรียน ๓) กระบวนการคัดกรองสามเณรเพื่อนที่ปรึกษา คัดเลือก
สามเณรที่เป็นคณะกรรมการสภานักเรียนผู้ถึงพร้อมด้วยวุฒิภาวะและความ
รับผิดชอบ ให้เข้ารับการอบรมในโครงการสามเณรเพื่อนที่ปรึกษา โดยสามเณรผู้
๕๕
ผ่านจากอบรมตามเกณฑ์ที่กำหนดจึงจะได้ปฏิบัติ หน้าที่เป็นสามเณรเพื่อนท่ี
ปรึกษา ๔) จัดอบรมความรู้และฝึกทักษะแก่สามเณรเพื่อนที่ปรึกษา ๕) ดำเนิน
กิจกรรมให้การปรึกษา ในขณะที่ครู และเจ้าหน้าที่พยาบาล ทำหน้าที่เอื้ออำนวย
สถานที่ วันเวลาที่เหมาะสมในการดำเนินกิจกรรม และสงั เกตการณ์ รวมถึงรับช่วง
ต่อจากสามเณรเพื่อนที่ปรึกษา ในกรณีที่พบปัญหาเกิดขึ้นอาจจะให้การปรึกษา
เพิ่มเตมิ หรือสง่ ต่อโรงพยาบาล เพ่อื รับการรักษาอยา่ งถกู วิธตี อ่ ไป
แนวทางเพื่อการพัฒนาพุทธสันติวิธีการให้การปรึกษาของสามเณร
เพื่อนที่ปรึกษา ควรมีการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง กำหนดระยะเวลาอย่าง
เหมาะสม ควรมีการอบรมทักษะต่อยอดองค์ความรู้ของผู้ให้การปรึกษา ทั้งด้าน
ความรู้ (Knowledge) ทัศนคติ (Attitude) และความสามารถ (Ability) และควร
พัฒนาขับเคลื่อนกระบวนการ ใหเ้ ขา้ ถงึ สามเณรได้หลายรปู แบบ
การอภิปรายผล
จากสภาพปัญหาของสามเณรนักเรียน เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเข้าถึงและ
รับรู้ได้ยากสำหรับคณาจารย์ อันเป็นมูลเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ส่งผล
กระทบต่อสุขภาพกาย-ใจ ความเป็นอยู่ และการศึกษาของสามเณร โครงการ
สามเณรเพื่อนที่ปรึกษา จึงนับเป็นกุศโลบายอันดีที่ช่วยลดช่องว่างระหว่ าง
คณาจารย์กับสามเณรนักเรียน เมื่อมีปัญหาทุกข์ใจไม่สบายใจ ก็สามารถที่จะ
ปรึกษาเพื่อนได้ สามารถลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เพราะเพื่อน
เป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด มีความรู้ ความคิด และความเชื่อ ที่เข้าใจกันมากกว่า
คณาจารย์หรือผู้ปกครอง ทั้งนี้ผู้วิจัยพบว่า การให้การปรึกษาโดยประยุกต์ใช้
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาช่วยให้การปรึกษาเกิดประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดย
ผ้วู จิ ยั ได้นำเสนอผลการศึกษาพุทธสันตวิ ิธกี ารใหก้ ารปรกึ ษาออกเปน็ ๒ มติ ิ คือ
๕๖
๑. มิติของการขยายผลกระบวนการให้การปรึกษาในสถานศึกษา ซ่ึง
ต้องอาศัยกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ระหว่างผู้บริหาร ครู
เจ้าหน้าที่พยาบาล เพื่อนที่ปรึกษา และผู้รับการปรึกษา โดยผู้บริหาร ครู และ
เจ้าหน้าที่พยาบาล จัดอบรมให้ความรู้ฝึกทักษะแก่สามเณรเพื่อนที่ปรึกษา ทำ
หนา้ ทส่ี ังเกตการณ์ และเออื้ อำนวยการให้การปรกึ ษาให้เปน็ ไปดว้ ยดี ส่วนสามเณร
เพื่อนที่ปรึกษาทำหน้าที่ให้การปรึกษาแก่ผู้รับการปรึกษาตามขั้นตอนพุทธวิธีการ
ให้การปรึกษา ในขณะที่ผู้รับการปรึกษาจะต้องถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความ
ทุกข์ หรือปัญหาต่างๆ ที่ตนประสบให้แก่สามเณรเพื่อนที่ปรึกษาได้รับทราบ เมื่อ
สามเณรเพื่อนที่ปรึกษาเข้าใจถึงปัญหานั้นๆ แล้ว จึงให้การปรึกษาแนวทางแก้ไข
ปัญหา ในกรณที ีส่ ามเณรเพ่อื นที่ปรกึ ษาพจิ ารณาเหน็ ว่าปัญหาของเพื่อนสามเณรมี
ความรุนแรงจะตอ้ งสง่ ตอ่ ปญั หาดังกล่าวแกค่ รู เจ้าหนา้ ทีพ่ ยาบาล เพ่อื ให้ได้รับการ
รักษาอย่างถูกวิธีต่อไป โดยกระบวนการนี้สอดรับกับการศึกษาของ พระมหา
หรรษา ธมฺมหาโส, รศ. ดร. กล่าวว่า การจัดการความขดั แยง้ ด้วยสนั ตวิ ิธีในเชิงรกุ
มุ่งเน้นไปที่กระบวนการในการจัดการความขัดแย้งด้วยหลักการต่างๆ เช่น การ
เจรจา การเจรจาไกล่เกลี่ยคนกลาง การประนีประนอม การร่วมมือ การสาน
เสวนา การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม การประชุมเพื่อปรึกษาหารือ การเพิ่ม
ทรัพยากร การสนบั สนุน การโน้มน้าว การเผชญิ หน้า การแข่งขนั ซึง่ กระบวนการ
เหล่านี้ เป็นวิธกี ารสร้างความสมานฉันท์ หรือสร้าง “สังคมสมานุภาพ” ให้เกิดขึน้
และสอดรับกับการศึกษาของ พระครูภาวนาวีรานุสิฐ วิ. กล่าวว่า การให้การ
ปรึกษาทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ ของผู้เข้ารับการปรึกษา เช่น ด้าน
สุขภาพจติ ด้านอารมณ์ ด้านพฤติกรรม เปน็ ต้น
๒. มิติของการนำหลักพุทธสันติวิธีไปใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพ
กระบวนการให้การปรึกษาของสามเณรเพื่อนที่ปรึกษา ด้วย RA - CERD Model
๖ ขั้นตอน คือ ๑) R=Relationship การสร้างสัมพันธภาพด้วยความเป็น
๕๗
กัลยาณมิตร ๒) A=Agreement การสร้างข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้เกิดความ
ไว้วางใจ เกิดความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ เอื้อต่อการสำรวจปัญหา
๓) C=Comprehension การกำหนดรู้ ศึกษาให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง
และกำหนดขอบเขตของปญั หา ๔) E=Eradication การละ กำจัดแก้ไขมลู เหตุของ
ปัญหาให้หมดสนิ้ ไป ๕) R=Realization การกำหนดจุดหมายใหแ้ จ้ง ใหเ้ ห็นวา่ การ
แก้ปัญหาเป็นไปได้ และจะต้องทำให้สำเร็จ ๖) D=Development การพัฒนาลง
มอื ปฏิบัติแกไ้ ขปัญหา สอดรบั กบั การศึกษาของ วชิ ชุดา ฐิตโิ ชติรัตนา, สิริวัฒน์ ศรี
เครือดง และ เอมอร กฤษณะรังสรรค์ กล่าวว่า กระบวนการให้การปรึกษาแนว
พุทธจิตวิทยา ประกอบด้วย ๖ ขั้นตอน ได้แก่ การปฏิสันถารด้วยจิตเมตตา การ
สนทนาอย่างเป็นกัลยาณมิตร การพินิจรู้ทุกข์ การชี้ชวนให้เห็นและเข้าใจในเหตุ
แห่งทุกข์ การนำพาให้บังเกิดสุขภายใน และการให้แนวทางดำเนินชีวิตด้วยมรรค
วิธี
ด้วยการดำเนินการให้การปรึกษาตามหลัก RA - CERD Model โดย
ที่สามเณรเพื่อนที่ปรึกษาได้ประยุกต์ใช้หลักพุทธวธิ ี ในวิถีทางเช่นนี้ย่อมทำให้การ
ให้การปรึกษาของสามเณรเพอื่ นทีป่ รึกษาประสบผลสำเร็จตามเปา้ ประสงค์ได้
บทสรุป
โครงการสามเณรเพื่อนที่ปรึกษามุ่งช่วยเหลือให้ผู้รับการปรึกษา
สามารถพึ่งพาตนเองได้ และใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหา
นอกจากนี้การนำหลักพุทธสันติวิธีมาประยุกต์ใช้ในการให้การปรึกษาทำให้มี
รูปแบบกระบวนการที่ชัดเจนครบถ้วนมากยิ่งขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาได้หยั่งถึง
รากลึกของปัญหาได้ ทำให้สามเณรลดปญั หาสภาวะทกุ ข์ทีเ่ กิดข้ึนทั้งส่วนตน และ
ในสว่ นรวม สามารถอย่รู ว่ มกนั ในสงั คมและส่งิ แวดล้อมได้อย่างสันตสิ ขุ
๕๘
๕๙
เอกสารอา้ งอิง
1) หนังสอื
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2552). พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม,
กรงุ เทพมหานคร: พมิ พ์จนั ทรเ์ พญ็ .
พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส (นธิ บิ ุณยากร). (2554). พทุ ธสันตวิ ิธี การบูรณาการหลักการและ
เครอ่ื งมอื จัดการความขดั แย้ง, (1) กรุงเทพมหานคร: 21 เซ็นจูร่ี.
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2553). หลักสูตรฝึกอบรมนักเรียน : เพื่อนที่ปรึกษา,
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพช์ มุ ชนสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จำกดั .
2) บทความในวารสาร
พระครภู าวนาวรี านสุ ิฐ ว.ิ (2560). กระบวนการให้การปรกึ ษาเชงิ พทุ ธจิตวทิ ยา. วารสาร
บัณฑติ ศึกษาปริทรรศน์ มจร, 13 (3) , 153-184.
วชิ ชดุ า ฐติ ิโชติรัตนา, สริ วิ ฒั น์ ศรเี ครอื ดง และ เอมอร กฤษณะรังสรรค์. การพฒั นารูปแบบการ
ปรึกษาแนวพทุ ธจติ วิทยาบรู ณาการ ของพระสงฆ์ท่มี บี ทบาทให้การปรกึ ษา. วารสารสนั ตศิ กึ ษาปรทิ รรศน์
มจร, 5 (1) , 103-104.
3) แหล่งขอ้ มูลจากเวบ็ ไซต์
นางจฬุ ารตั น์ บุณยากร. สำนักพุทธฯ เรง่ แกป้ ัญหาสามเณรบวชเรียนไม่เปน็ สุข. Ok Nation on
line. [ออนไลน]์ . แหล่งทม่ี า: http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=132638 สืบค้นเมือ่ 29
กรกฎาคม 2562.
พ น ม เ ก ต ุ ม า น . ก า ร ใ ห ้ ค ำ ป ร ึ ก ษ า ว ั ย ร ุ ่ น . [อ อ น ไ ล น ์ ] . แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า :
http://www.psyclin.co.th/new_page_55.htm สบื ค้นเมอ่ื 29 กรกฎาคม 2562.
ศริ ริ ัตน์ จำปีเรอื ง. “การให้คำปรึกษาสขุ ภาพ”. Counselling. [ออนไลน]์ . แหลง่ ท่ีมา:
http://sirirut2003.blogspot.com/2010/01/blog-post_5146.html สบื คน้ เมอ่ื 29 กรกฎาคม
2562.
๖๐