แผนการจัดการเรยี นรู้ ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1
เวลาเรียน 3 ชั่วโมง
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ เวลาเรยี น 1 ชว่ั โมง/คาบ
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 6 เรอื่ ง ลมฟา้ อากาศรอบตัว เวลา 13.00-14.00น.
แผนทก่ี ารจัดการเรยี นรู้ เรื่อง เมฆ
สอนวันท่ี 10 เดอื น มีนาคม พ.ศ. 2564
สาระสำคัญ
เมฆ เป็นกลุ่มละอองน้ำที่เกิดจากการควบแน่น ซึ่งเกิดจากการยกตัวของกลุ่มอากาศ ผ่านความสูง
เหนอื ระดบั ควบแนน่ และมอี ณุ หภูมิลดต่ำกวา่ จุดนำ้ ค้าง
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 3.2 เขา้ ใจองคป์ ระกอบและความสัมพันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน
โลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อ
สง่ิ มชี วี ิตและสิ่งแวดล้อม
ตวั ชี้วัด
ว 3.2 ม.1/3 เปรียบเทยี บกระบวนการเกิดพายุ ฝนฟ้าคะนองและพายุหมนุ เขตร้อน และผลทีม่ ตี ่อ
สง่ิ มีชวี ติ และสง่ิ แวดล้อม รวมท้งั นำเสนอแนวทางการปฏบิ ัตติ นให้เหมาะสมและปลอดภัย
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายกระบวนการเกดิ เมฆได้ (K)
2. สามารถจำแนกประเภทของเมฆได้ (K)
3. สำรวจปรมิ าณเมฆท่ปี กคลุมท้องฟา้ ได้ (P)
4. มคี วามตงั้ ใจ รับผิดชอบ และตรงตอ่ เวลา (A)
สาระการเรียนรู้
เมฆ (Cloud) คือ กลุ่มของละอองน้ำขนาดเล็กซึ่งเกดิ จากการควบแน่นของหยดน้ำในอากาศ แต่เมฆ
ชนั้ สูงซง่ึ มอี ณุ หภูมิตำ่ กว่าจดุ เยือกแข็งจะเป็นกลมุ่ ของผลกึ น้ำแขง็ ขนาดเลก็ โดยปกตนิ ้ำบริสุทธแ์ิ ละไอน้ำโปร่ง
แสงจนไม่สามารถมองเห็นได้ แต่หยดน้ำและผลึกน้ำแข็งมีพื้นผิว (Surface) ซึ่งสะท้อนแสงทำให้เราสามารถ
มองเห็นเป็นก้อนสีขาว และในบางครั้งมุมตกกระทบของแสงและเงาจากเมฆชั้นบนหรือเมฆที่อยู่ข้างเคียง
นอกจากนนั้ ความหนาแน่นของหยดนำ้ ในกอ้ นเมฆกอ็ าจทำใหม้ องเห็นเมฆเปน็ สเี ทา
เมฆเกิดจาก อากาศร้อนซึ่งสามารถดูดรับเอาไอน้ำไว้ได้มาก ซึ่งมักจะเรียกว่าอากาศชื้นลอยตัวขึ้น
และเยน็ ลงไอน้ำในอากาศกลั่นตัวกลายเปน็ เมฆเราสามารถมองเห็นได้
เมฆและปรมิ าณเมฆปกคลมุ ทอ้ งฟ้ามกี ารเปลีย่ นแปลงตลอดเวลา นกั อุตนุ ิยมวิทยาแบง่ เมฆตามรูปร่าง
ลักษณะได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ เมฆก้อน (cumulus) เมฆแผ่น (stratus) และเมฆเป็นริ้ว (cirrus)
นอกจากนั้นยังแบ่งเมฆตามระดับความสูงของฐานเมฆ ได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ เมฆระดับสูง (มากกว่า 6000
เมตร) เมฆระดับกลาง(2000-6000 เมตร) และเมฆระดับต่ำ (ต่ำกว่า 2000 เมตร) การเรียกชื่อเมฆจะใช้
ลักษณะของเมฆและความสงู ของเมฆประกอบกนั เชน่ เมฆลกั ษณะเปน็ กอ้ นทพ่ี บในความสูงระดังตำ่ จะเรยี กว่า
เมฆคิวมูลัส แต่ถ้าพบในความสูงระดับกลางจะเรียกว่า เมฆอัลโตคิวมูลัส จากการพิจารณาลักษณะและความ
สงู ของฐานเมฆในทางอุตนุ ิยมวทิ ยาได้แบง่ เมฆออกเป็น 10 ชนิดสำคญั
1. คิวมูลัส (Cumulus) มีลักษณะเป็นก้อนหนา ฐานเมฆมักแบนราบ อาจเกิดเป็นก้อนเดี่ยว ๆ หรือ
รวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ ทำให้มองเห็นคลา้ ยดอกกะหลำ่ ขนาดใหญ่
ภาพท่ี 1 : เมฆควิ มลู สั
ที่มา : https://thecloudcloud.weebly.com
2. สตราตัส (Stratus) มีลักษณะเป็นแผ่นสีเทา ไม่รวมตัวกัน อยู่เป็นบริเวณกว้างมาก บางครั้งอาจ
เกิดในระดบั ตำ่ มากคล้ายหมอกจะเคล่ือนทต่ี ามลมไดเ้ ร็ว มักปรากฏในวันมีเมฆขมักขมัวทอ้ งฟ้ามืดคร้ึม มองไม่
เห็นดวงอาทติ ยแ์ ละอาจทำใหเ้ กิดฝนละอองได้
ภาพท่ี 2 : เมฆสตราตสั
ทีม่ า: https://thecloudcloud.weebly.com
3. สตราโตคิวมูลัส (Stratocumulus) มีลักษณะเป็นก้อนกลมคล้ายเมฆคิวมูลัส แต่เรียงติดกันเป็น
แถว ๆ รวมกันคล้ายคลื่นเมฆสตาตัส บางครั้งอาจจะแยกตัวออกเป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยก้อนเล็ก ๆ จำนวน
มาก
ภาพที่ 3 : เมฆสตราโตคิวมลู ัส
ทมี่ า : https://thecloudcloud.weebly.com
4. นิมโบสตราตัส (Nimbostratus) มีลักษณะเป็นแผ่นสีเทาเข็ม คล้ายพื้นดินที่เปียกน้ำ ปกคลุม
เปน็ บรเิ วณกวา้ งมากทำใหเ้ กดิ ฝนหรอื หิมะตกในปรมิ าณเลก็ นอ้ ยถึงปานกลางต่อเน่ืองเปน็ เวลานาน ๆ ได้
ภาพท่ี 4 : เมฆนมิ โบสตราตัส
ที่มา : https://thecloudcloud.weebly.com
5. คิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) มีลักษณะเป็นเมฆหนาก้อนใหญ่ ก่อสูงมาก บางครั้งยอดเมฆ
จะแผ่ออกเป็นรูปทั้งทำให้เกิดฝนตกหนกั ฟ้าแลบ ฟ้าร้องสามารถกอ่ ให้เกดิ พายุทอร์นาโดหรือใต้ฝุ่น บางครั้งมี
ลูกเห็บตก จึงมักถกู เรยี กวา่ เมฆฝนฟา้ คะนอง
ภาพท่ี 5 : เมฆควิ มโู ลนมิ บสั
ทมี่ า: https://thecloudcloud.weebly.com
6. อัลโตคิวมูลัส (Altocumulus) มีลักษณะเหมือนริ้วของก้อนสำลีเล็ก ๆ หรือเป็นกลุ่มก้อนเล็ก ๆ
คล้ายฝูงแกะที่อยู่รวมกันหรือบางครั้งอาจก่อตัวต่ำลงมาดูคล้าย ๆ กับเมฆสตราโตคิวมูลัส หรือเกิดเป็นก้อน
ช้อน ๆ กัน คล้ายกับยอดปราสาทในบางครั้ง เมฆชนิดนี้เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวในลักษณะลูกคล่ืนของลมทำ
ให้เกิดมีรูปร่างคล้ายกับจานบินหรอื แผ่นเลนสน์ นู
ภาพที่ 6 : เมฆอลั โตควิ มลู ัส
ทมี่ า : https://thecloudcloud.weebly.com
7. อัลโตสตราตัส (Altostratus) มีลักษณะเป็นแผ่นปกคลุมบริเวณกว้าง มีลักษณะการกระจายตัว
สม่ำเสมอบริเวรฐานเมฆเป็นสีเทา หรือสีฟ้า สามารถบังดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ ทำให้เป็นฝ้า ๆ อาจทำให้
เกดิ ฝนละอองบาง ๆ ได้
ภาพที่ 7 : เมฆอลั โตสตราตสั
ทีม่ า : https://thecloudcloud.weebly.com
8. เซอร์โรคิวมูลัส (Cirrocumulus) มีลักษณะเป็นก้อนเล็ก ๆ สีขาว หรือคล้ายขนแกะ หรือปุยนุ่น
ไม่มเี งา
ภาพท่ี 8 : เมฆเซอรโ์ รควิ มูลสั
ทมี่ า : https://thecloudcloud.weebly.com
9. เซอร์โรสตราตัส (Cirrostratus) มีลักษณะคล้ายเมฆเซอร์รัส แต่จะแผ่ออกไปเป็นแผ่นเยื่อบาง ๆ
ต่อเน่อื งเปน็ เป็นแผน่ ตามทิศทางของลมและแทบโปรง่ แสง
ภาพท่ี 9 : เมฆเซอรโ์ รสตราตสั
ที่มา : https://thecloudcloud.weebly.com
10. เซอร์รัส (Cirrus) มีลักษณะเป็นแผ่นบางสีขาวเจิดจ้า หรือสีเทาอ่อน ดวงอาทิตย์สามารถส่อง
ผ่านได้อย่างดี มีหลายรูปทรง เช่น เป็นฝอย คล้ายขนนกบาง ๆ เป็นเส้น ๆ หรือเป็นทางยาวอยู่สูงที่ระดับ
30000 ฟตุ
ภาพท่ี 10 : เมฆเซอรร์ สั
ทม่ี า: https://thecloudcloud.weebly.com
วธิ กี ารตรวจวดั ปรมิ าณเมฆปกคลมุ ท้องฟา้
1. เลือกพื้นที่โล่งแจ้ง ไม่มีสิ่งกีดขวางในการสังเกตท้องฟ้า จากนั้นแบ่งท้องฟ้าเป็น 4 ส่วน โดยให้นักเรียน 4
คนที่มีความสูงใกล้เคียงกันออกไปยืนในที่โล่ง หันหลังชนกันโดยให้ไหล่แต่ละคนชนกัน แล้วชูแขนขึ้นท้องฟ้า
กางแขนทำมมุ 90 องศา
2. สังเกตท้องฟ้าตรงหน้าตั้งแต่ระดับสายตาของตนเอง มองขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับสูงสุดของท้องฟ้า และ
คาดคะเนเปอร์เซนต์ปริมาณเมฆปกคลมุ ท้องฟ้าที่สงั เกตได้ในพื้นที่ของตนเอง
3. หาค่าเฉลย่ี ปริมาณเมฆปกคลมุ โดยนำผลการคาดคะเนของนักเรยี นทั้ง 4 คนมารวมกัน แล้วหารด้วย 4
4. นำค่าที่คำนวณได้มาเทียบกับค่าประมาณปริมาณเมฆปกคลุมในตารางด้านล่าง เพื่อแปลผลปริมาณเมฆปก
คลุม
ตารางการแปลผลปรมิ าณเมฆปกคลมุ จากค่าประมาณปริมาณเมฆปกคลมุ ที่ตรวจวดั
ปริมาณเมฆปกคลุม ค่าประมาณปรมิ าณเมฆปกคลุมของพ้นื ทที่ ้งั หมด
ไม่มีเมฆ ทอ้ งฟ้าไมม่ เี มฆปกคลมุ หรอื ไมส่ ามารถมองเห็นเมฆได้
(No clouds)
ทอ้ งฟา้ แจม่ ใส ปริมาณเมฆปกคลุมทอ้ งฟ้านอ้ ยกวา่ 10%
(Clear clouds)
เมฆบางสว่ น ปรมิ าณเมฆปกคลมุ ท้องฟ้า 10%-25%
(Isolated clouds)
เมฆกระจดั กระจาย ปรมิ าณเมฆปกคลุมทอ้ งฟ้า 25%-50%
(Scattered clouds)
เมฆเปน็ หยอ่ ม ๆ ปริมาณเมฆปกคลมุ ท้องฟา้ 50%-90%
(Broken clouds)
เมฆครึม้ เมฆปกคลมุ ทอ้ งฟ้ามากกวา่ 90%
(Overcast clouds)
ทมี่ า : สสวท. หนังสือเรยี นรายวชิ าพ้นื ฐาน วิทยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 2
กจิ กรรมการเรยี นรู้/กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ขน้ั ที่ 1 สร้างความสนใจ (Engagement) 5 นาที
1.1 นำเข้าสู่บทเรียนโดยการดูคลิปวิดีโอเก่ียวกบั เมฆ จากนั้นถามคำถามกระตุน้ ความคิดของนักเรียน
ดังน้ี
1.1.1 จากคลิปวดิ โี อนกั เรยี นสังเกตเหน็ อะไรบ้าง
แนวคำตอบ ท้องฟ้า เมฆ สภาพอากาศ ตอบตามความคดิ ของนักเรยี น
1.2 นกั เรยี นทำกจิ กรรม ตอบมาเปน็ ตับ
1.2.1 วธิ ีการเล่น
- นกั เรยี นแบง่ กลมุ่ กลมุ่ ละ 10 คน โดยการจบั สลาก
- นกั เรยี นเรยี งแถวหนา้ กระดาน จากนน้ั ครจู ะแจกคำศัพทค์ นละ 1คำ
- นักเรียนคนที่ 1 พูดคำศัพท์ของตนเอง และคนต่อ ๆ มาก็ต้องพูดคำของคนก่อนหน้าก่อนและค่อย
พูดคำของตนเอง โดยเพื่อนก่อนหน้าสามารถพดู หรือทำท่าทางใบ้ได้ แต่ห้ามพูดคำคำนัน้ และไล่ไปเรื่อย ๆ จน
ครบ 10 คน
- ทีมใดทำเวลาได้นอ้ ยท่ีสุดถอื ว่าเป็นผชู้ นะ
1.3 นักเรียนตอบคำถาม
1.3.1นกั เรยี นคดิ วา่ คำท่ีนักเรยี นพูดในกจิ กรรม ตอบมาเป็นตบั เป็นช่อื ของอะไร
แนวคำตอบ เมฆ ตอบตามความคดิ ของนกั เรียน
จากนั้นครูกล่าวกับนักเรียนว่า "เพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจเรื่องเมฆมากขึ้น เราจะมาเรียนรู้เรื่อง
เมฆกนั ในวนั น"ี้
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration) 25 นาที
2.1 ให้นกั เรียนจัดกลุม่ กลุ่มละประมาณ 3-4 คน คละตามความสามารถ
ครอู ธิบายกจิ กรรมเรอ่ื ง เมฆทีเ่ ห็นเปน็ อย่างไร
กิจกรรมเร่อื ง เมฆท่เี ห็นเปน็ อย่างไร
วสั ดุอปุ กรณ์
1. แผนภาพเมฆ
วธิ กี ารดำเนนิ กิจกรรม
1. ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับวิธีสังเกตเมฆในท้องฟ้า ข้อมูลที่จะได้จากการสังเกตเมฆ และวิธีบอก
ปริมาณเมฆ
2. สังเกตและวาดภาพเมฆ จำแนกเมฆที่พบตามเกณฑ์ของตนเอง บอกปริมาณเมฆในท้องฟ้าตาม
วิธีการทไี่ ด้อภิปรายร่วมกันจากข้อ 1 และนำเสนอ
3. ศึกษาวิธีการสังเกตเมฆ แผนภาพเมฆ อภิปรายเกี่ยวกับวิธีการสังเกตลักษณะและปริมาณเมฆปก
คลุม ตามวิธีการในเกร็ดน่ารู้ รวมทั้งวางแผนการสังเกตลักษณะของเมฆและปริมาณเมฆที่ปกคลุมท้องฟ้าใน
เวลาเช้า กลางวนั และเย็น
4. สังเกตเมฆอีกครั้งหนึ่งตามวิธีจากข้อ 3 และบันทึกข้อมูลโดยการวาดภาพหรือถ่ายภาพ และ
บรรยายลักษณะเมฆทพี่ บ รวมทง้ั ปรมิ าณเมฆปกคลุม
5. ระบุชอื่ เมฆทพี่ บโดยใชแ้ ผนภาพเมฆ
ขนั้ ท่ี 3 อธบิ ายและลงข้อสรุป (explanation) 15 นาที
3.1 เมื่อนักเรียนทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอตามความ
เหมาะสมของเวลา
3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายความรู้เรื่อง เมฆที่เห็นเป็นอย่างไร จากนั้น สรุปผลการทำ
กจิ กรรม โดยใช้คำถามดังน้ี
3.21 เมฆที่พบในแต่ละช่วงเวลา เช้า กลางวัน และเย็น มีลักษณะและปริมาณแตกต่างกันหรือไม่
อย่างไร และพบเมฆชนดิ ใดมากที่สุด
(แนวคำตอบ) : ลักษณะและปริมาณเมฆที่พบในแต่ละช่วงเวลานั้นต่างกัน ในตอนเช้าจะพบเมฆน้อย
มาก เมฆที่พบจะเป็นก้อนเล็ก ๆ (คิวมูลัส) ปกคลุมพื้นที่เพียงนิดเดียว ตอนกลางวันพบเมฆมากขึ้น เป็นเมฆ
คิวมูลัส ตอนเย็นเมฆปกคลุมพื้นที่มากขึ้น มีลักษณะเป็นแผ่น ๆ (สตราตัส) พบเมฆคิวมูลัส เมฆริ้ว ๆ (ซีร์รัส)
บา้ งเล็กน้อย โดยรวมแลว้ เมฆท่พี บบอ่ ยสดุ คือเมฆคิวมลู สั
3.2.2 ในวันที่อากาศแจ่มใส เรามกั จะพบเห็นเมฆชนิดใดมากท่สี ุด
(แนวคำตอบ) : เมฆเซอรัส
3.2.3 เมฆชนิดใดท่ีทำใหฝ้ นตกหนัก ลมแรง และเกดิ พายฝุ นฟ้าคะนอง
(แนวคำตอบ) : เมฆคิวมูโลนมิ บัส
3.2.4 เมฆชนิดใดที่เกิดขึ้นในระดบั สูง
(แนวคำตอบ) : เมฆเซอรัส
ข้นั ท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration) 10 นาที
4.1 ขยายความรู้ในเรื่อง เมฆที่เห็นเป็นอย่างไร โดยนักเรียนดูรูปภาพเมฆที่ครูกำหนดให้ จากนั้นให้
นกั เรยี นใชแ้ ผนภาพในการส่อง เพอื่ ให้นกั เรียนตอบวา่ เมฆชนดิ นัน้ บอกได้ถึงสภาพอากาศวา่ เปน็ อยา่ งไร
ภาพท่ี 11 : เมฆควิ มูโลนมิ
ทม่ี า: https://thecloudcloud.weebly.com
(แนวคำตอบ) : เมฆควิ มูโลนมิ บัสทำใหเ้ กิดฝนฟา้ คะนอง
ภาพที่ 12 : เมฆนิมโบสตราตสั
ท่ีมา: https://thecloudcloud.weebly.com
(แนวคำตอบ) : เมฆนมิ โบสตราตสั ทำให้เกิดฝนหรอื หิมะตก
ภาพที่ 13 : ควิ มูโลนมิ บัส
ท่มี า: https://thecloudcloud.weebly.com
(แนวคำตอบ) : คิวมูโลนิมบัส ทำใหเ้ กดิ ฝนตกหนัก ฟ้าแลบ ฟ้ารอ้ งสามารถกอ่ ใหเ้ กดิ พายุทอรน์ าโด
หรือใต้ฝนุ่
ข้นั ท่ี 5 ประเมิน (evaluation) 5 นาที
5.1 นักเรียนประเมินตนเองในประเด็นที่ยังเกิดข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ โดยสามารถซักถามคุณครู
รว่ มกับเพ่อื นๆในช้นั เรยี น
5.1 ประเมินความรู้ของนกั เรยี นจากการทำใบกจิ กรรม เรื่อง เมฆที่เหน็ เปน็ อยา่ งไร
5.2 ประเมินการนำเสนอผลการทดลองของนักเรียนท่ีได้จากการทำกจิ กรรม
5.3 ประเมนิ การตอบคำถามหลงั จากการทดลองของนกั เรียน
สื่อการเรยี นรู้/วัสดอุ ุปกรณ/์ แหล่งการเรียนรู้
สือ่ การเรียนรู้
- สื่อ Power Point เรือ่ ง เมฆ
- วดิ โี อ เรื่องเมฆ
- ใบความร้เู รื่อง เมฆ
- ใบกจิ กรรม เร่ือง เมฆ
- หนงั สอื เรยี นรายวิชาพน้ื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 เลม่ 2
วัสดอุ ปุ กรณ์
1. แผนภาพเมฆ
การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
การวัดผลการเรียนรู้
ส่ิงทต่ี อ้ งการวดั วธิ วี ดั ผล เคร่ืองมอื วัดผล เกณฑท์ ีผ่ ่าน
ด้านความรู้(K) - ตรวจใบกจิ กรรม - แบบประเมินการตรวจ ระดับดขี ้ึนไปถือวา่ ผ่าน
1. อธบิ ายกระบวนการเกดิ เมฆได้
2. สามารถจำแนกประเภทของ - สังเกตพฤติกรรมการ ใบกจิ กรรม เกณฑ์
เมฆได้ สำรวจ
- แบบประเมินการ ระดับดขี นึ้ ไปถอื ว่า ผ่าน
ดา้ นทักษะ(P) สำรวจ เกณฑ์
3. สำรวจปรมิ าณเมฆทปี่ กคลุม
ท้องฟ้าได้
ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึง - สังเกตพฤติกรรมการ - แบบประเมนิ การสังเกต ระดับดีขน้ึ ไปถือว่า ผ่าน
ประสงค์(A) ทำงานกลมุ่ พฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม เกณฑ์
4. มคี วามตัง้ ใจ รับผดิ ชอบ และ
ตรงตอ่ เวลา
เกณฑก์ ารประเมนิ การตรวจใบกจิ กรรม
ระดบั คะแนน
ประเดน็ การ 5 4 3 2 1
ประเมนิ (ควรปรบั ปรุง)
(ดีมาก) (ด)ี (ปานกลาง) (พอใช)้
1. ภาษา - ใช้ภาษาท่ี
- ใช้ภาษาทเี่ ขา้ ใจ - ใชภ้ าษาทเี่ ขา้ ใจ - ใชภ้ าษาที่เขา้ ใจ - ใช้ภาษาที่เขา้ ใจ เขา้ ใจงยาก ส่ือ
ง่าย สอื่ งา่ ย ส่อื ง่าย สอื่ งา่ ย สือ่ ความหมายท่ียาก
ความหมายได้ ความหมายทย่ี าก ความหมายทยี่ าก ความหมายท่ยี าก สะกดคำไมถ่ กู ตอ้ ง
ถกู ตอ้ ง สะกดคำ สะกดคำถูกตอ้ ง มี สะกดคำไมถ่ ูกตอ้ ง สะกดคำไม่ถกู ต้อง มกี ารเวน้ วรรคท่ี
ถกู ตอ้ ง มกี ารเว้น การเว้นวรรคท่ี มีการเวน้ วรรคท่ี มีการเวน้ วรรคท่ี ไม่ถกู ต้อง
วรรคทถี่ กู ต้อง ถูกตอ้ ง ถูกตอ้ ง ไม่ถกู ต้อง
2. เนอื้ หา - ตอบเนอ้ื หาได้ - ตอบเน้อื หาได้ - ตอบเนอื้ หาได้ - ตอบเนื้อหาได้ - ตอบเนือ้ หาได้
3. ความสะอาด ถกู ตอ้ ง ครบถว้ น ถกู ต้อง ครบถว้ น ถกู ต้อง ครบถ้วน ถกู ตอ้ ง ไม่ถกู ตอ้ ง
4. ข้อมูลมีความ ตรงประเด็น ไมต่ รงประเด็น วกวน ไมต่ รง ไม่ครบถว้ น ไม่ครบถว้ น
ถูกตอ้ ง
5.การอภิปลาย ประเด็น วกวนไม่ตรง วกวนไมต่ รง
และสรปุ ผล
ประเดน็ ประเด็น
- ผลงานมีความ - ผลงานมีความ - ผลงานมีความ - ผลงานมีความ - ผลงานไมม่ คี วาม
สะอาด สะอาด สะอาด สะอาด สะอาด
- มคี วามเรียบรอ้ ย - มคี วามเรียบร้อย - มคี วามเรียบร้อย - มคี วามเรยี บรอ้ ย - ไม่เรียบร้อยและ
ไมม่ รี อยลบหรอื มรี อยลบหรือขดี มีรอยลบหรอื ขดี มีรอยลบหรอื ขดี มีรอยลบหรอื ขดี
ขดี ฆา่ ลงในใบ ฆ่า 1-2 ตำแหน่ง ฆ่า 3-5 ตำแหนง่ ฆ่า 5-7 ตำแหน่ง ฆ่ามากกวา่ 10
กจิ กรรม ตำแหน่ง
- ขอ้ มลู มคี วาม - ขอ้ มลู มคี วาม - ข้อมลู มคี วาม - ขอ้ มลู มคี วาม - ขอ้ มลู ไมม่ คี วาม
ถูกตอ้ งและ ถูกตอ้ งบางสว่ น ถกู ต้องบางสว่ น ถูกต้องบางสว่ น ถูกตอ้ งและไม่
ครบถ้วนทุก และตอบไมต่ รง และตอบไมต่ รง และตอบไม่ตรง ครบถ้วน
ประเด็น ประเด็น 1-2 ที่ ประเดน็ 3-4 ท่ี ประเด็น 5-7 ท่ี
- สรปุ ผลอยา่ ง - สรปุ ผลอย่าง - สรุปผลอย่าง - สรุปผลอยา่ งไม่ - ไมม่ กี ารสรปุ ผล
ถูกตอ้ ง กระชับ ถกู ตอ้ ง ไม่กระชับ ถกู ตอ้ ง ไม่กระชบั ถูกต้อง ไมก่ ระชบั และการวิเคราะห์
ชัดเจน ครอบคลมุ แตช่ ัดเจน ไมช่ ัดเจน ชัดเจน ครอบคลมุ ข้อมลู
ข้อมลู จากการ ครอบคลุมขอ้ มูล ครอบคลุมขอ้ มูล ขอ้ มลู จากการ
วิเคราะห์ทงั้ หมด จากการวิเคราะห์ จากการวเิ คราะห์ วเิ คราะห์ท้ังหมด
ทัง้ หมด ทงั้ หมด
* การแปลผลคะแนน
ได้คะแนน 21-25 คะแนน คือ ดมี าก
ไดค้ ะแนน 16-20 คะแนน คอื ดี
ไดค้ ะแนน 11-15 คะแนน คือ ปานกลาง
ได้คะแนน 6-10 คะแนน คือ พอใช้
ได้คะแนน 1-5 คะแนน คอื ปรับปรงุ
เกณฑ์การประเมินการสำรวจ
ระดับคะแนน
ประเดน็ การ 5 4 3 21
ประเมนิ (ดมี าก) (ด)ี (ปานกลาง) (พอใช)้ (ควรปรบั ปรุง)
1. การทำกจิ กรรม - ทำกจิ กรรมตาม - ทำกจิ กรรมตาม - ทำกิจกรรมตาม - ทำกิจกรรมตาม - ไมท่ ำกิจกรรม
ตามแผนทก่ี ำหนด วธิ กี ารและขัน้ ตอน วธิ กี ารและข้ันตอน วิธีการและ วธิ ีการแต่ขา้ ม ตามวิธีการ
ท่กี ำหนดไวไ้ ด้อย่าง ทกี่ ำหนดไวโ้ ดยครู ขั้นตอนท่กี ำหนด ขนั้ ตอนทีก่ ำหนด - ขา้ มขั้นตอนท่ี
ถูกต้องดว้ ยตนเอง แนะนำในบางส่วน ไวโ้ ดยครูแนะนำ ไว้โดยครูแนะนำ กำหนดไว้
ในบางสว่ น ตลอดเวลา
2. การเกบ็ รวบรวม - เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู - เก็บรวบรวม - เกบ็ รวบรวม - เกบ็ รวบรวม - เกบ็ รวบรวม
ขอ้ มูล ตามแผนทก่ี ำหนด ข้อมลู โดยคดั เลือก ข้อมูลโดยไม่มกี าร ขอ้ มลู เปน็ ระยะ ข้อมูลได้น้อย
ทกุ ประการ และ/หรือประเมนิ คัดเลือกและ/หรือ ขาดการประเมิน มาก และขาด
ข้อมูล ประเมินข้อมลู เพือ่ คัดเลือก การประเมนิ เพ่อื
คัดเลือก
3. การเขียน - เขยี นรายละเอียด - เขียนรายละเอยี ด - เขยี นรายงาน - เขยี นรายงาน - เขยี นรายงาน
ตรงตามจดุ ประสงค์ โดยสื่อ ไดต้ ามตัวอยา่ ง
ถกู ตอ้ งและชัดเจน ตรงตาม ตรงตาม ความหมายไดโ้ ดย แต่ใชภ้ าษาไม่
และมกี ารเชือ่ มโยง มคี รหู รอื ผอู้ ่นื ถกู ตอ้ งและไม่
ใหเ้ ปน็ ภาพรวม จุดประสงคถ์ กู ต้อง จุดประสงค์ แนะนำ ชัดเจน
และชดั เจนแตไ่ ม่ ถูกต้อง และ
การเชือ่ มโยงให้ ชดั เจน แต่ขาด
เห็นเปน็ ภาพรวม การเรียบเรียง
4. การศึกษา - มีการเขียน - มกี ารเขยี น - มีการเขยี น - มกี ารเขียน - ไมม่ กี ารเขียน
ค้นคว้าเพิ่มเตมิ เพ่มิ เตมิ จากข้อมลู เพิ่มเติมจากขอ้ มูล เพ่มิ เติมจากขอ้ มลู เพม่ิ เติมจากข้อมลู เพม่ิ เติมจาก
เดมิ ทุกหัวขอ้ และมี เดมิ ทกุ หวั ขอ้ แต่ เดมิ ในหลาย ๆ เดมิ ในบางหัวข้อ ขอ้ มลู เดิม และ
การอ้างอิง ไม่มีการอา้ งอิง หวั ข้อแต่ไมม่ ีการ แต่ไมม่ ีการอ้างองิ ไมม่ ีการอ้างองิ
แหลง่ ข้อมูลทศ่ี กึ ษา แหล่งข้อมูลท่ี อา้ งอิง แหลง่ ข้อมูลท่ี แหลง่ ขอ้ มลู ที่
เพ่มิ เตมิ ศกึ ษาเพิ่มเติม แหลง่ ขอ้ มูลท่ี ศึกษาเพมิ่ เตมิ ศึกษาเพิ่มเตมิ
ศกึ ษาเพิ่มเติม
*การแปลผลคะแนน
ได้คะแนน 17-20 คะแนน คือ ดมี าก
ไดค้ ะแนน 13-16 คะแนน คอื ดี
ไดค้ ะแนน 9-12 คะแนน คอื ปานกลาง
ไดค้ ะแนน 5-8 คะแนน คอื พอใช้
ไดค้ ะแนน 1-4 คะแนน คอื ปรับปรุง
แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรมการเรยี น
ระดบั คะแนน
ประเดน็ การ 5 4321
ประเมนิ (ดมี าก)
(ด)ี (ปานกลาง) (พอใช้) (ควรปรับปรงุ )
1.ความรว่ มมอื
ให้ความร่วมมอื ใน ให้ความรว่ มมอื ใน ให้ความร่วมมอื ใน ให้ความร่วมมอื ใน ไมใ่ ห้ความรว่ มมอื
การทำกจิ กรรมใน การทำกิจกรรมใน การทำกิจกรรมใน การทำกจิ กรรมใน ในการทำกิจกรรม
กลมุ่ ทุกคร้งั กลุ่มเกอื บทุกครั้ง กลุ่มในบางครงั้ กลุ่มนาน ๆ คร้งั ในกลุ่ม
2. การรับฟงั ความ รับฟังความ รับฟงั ความ รบั ฟงั ความ รบั ฟงั ความ ไม่รบั ฟังความ
คิดเห็น คิดเห็นของเพ่ือน คิดเหน็ ของเพื่อน คดิ เห็นของเพ่ือน
นกั เรยี นดว้ ยกนั คดิ เหน็ ของเพ่ือน คดิ เห็นของเพ่ือน นกั เรยี นดว้ ยกนั
นกั เรยี นดว้ ยกนั เกอื บทกุ คร้ัง
เสมอ นกั เรยี นดว้ ยกนั ใั น นกั เรยี นดว้ ยกนั
บางคร้ัง นาน ๆ ข้นั
3. การแสดงความ มีการแสดงความ มกี ารแสดงความ มกี ารแสดงความ มีการแสดงความ ไมม่ ีการแสดง
คิดเหน็ คิดเหน็ ในกล่มุ คิดเหน็ ในกลมุ่ คิดเหน็ ในกลมุ่ คิดเห็นในกลุม่ ความคดิ เหน็ ใน
เสมอ เกือบทกุ คร้งั บางครง้ั นาน ๆ ครงั้ กลุ่ม
4. ตัง้ ใจทำงาน ตั้งใจทำงานอย่าง ตงั้ ใจทำงานอย่าง ตง้ั ใจทำงานอย่าง ต่งั ใจทำงานอย่าง ไม่ตัง้ ใจทำงาน
ม่งุ ม่ัน และมีความ ม่งุ มั่น และมคี วาม ม่งุ ม่ันและมีความ มุง่ มนั่ และมีความ และไม่มีความ
อดทนในการ อดทนในการ อดทนในการ อดทนในการ อดทน
ทำงานทุกคร้งั ทำงานเกอื บทุก ทำงานบางครัง้ ทำงานนาน ๆ
ครั้ง
ครั้ง
5. สง่ งานตรงต่อ ส่งงานตรงเวลาท่ี ส่งงานล่าช้า 1 วัน สง่ งานล่าชา้ 2 วัน ส่งงานล่าช้า 3 วัน ส่งงานล่าช้า
เวลา กำหนด มากกว่า 3 วัน
*การแปลผลคะแนน
ไดค้ ะแนน 17–25 คะแนน คือ ดีมาก
ได้คะแนน 16-20 คะแนน คอื ดี
ไดค้ ะแนน 11-15 คะแนน คอื ปานกลาง
ได้คะแนน 6-10 คะแนน คือ พอใช้
ได้คะแนน 1-5 คะแนน คอื ปรบั ปรุง
ใบความรเู้ รอื่ ง เมฆ
เมฆ (Cloud) คือ กลุ่มของละอองน้ำขนาดเล็กซึ่งเกดิ จากการควบแน่นของหยดน้ำในอากาศ แต่เมฆ
ช้ันสูงซง่ึ มอี ุณหภูมิต่ำกวา่ จุดเยอื กแข็งจะเป็นกลมุ่ ของผลกึ น้ำแข็งขนาดเล็ก โดยปกติน้ำบรสิ ุทธิ์และไอน้ำโปร่ง
แสงจนไม่สามารถมองเห็นได้ แต่หยดน้ำและผลึกน้ำแข็งมีพื้นผิว (Surface) ซึ่งสะท้อนแสงทำให้เราสามารถ
มองเห็นเป็นก้อนสีขาว และในบางครั้งมุมตกกระทบของแสงและเงาจากเมฆชั้นบนหรือเมฆที่อยู่ข้างเคียง
นอกจากนัน้ ความหนาแนน่ ของหยดนำ้ ในก้อนเมฆก็อาจทำให้มองเหน็ เมฆเปน็ สเี ทา
เมฆเกิดจาก อากาศร้อนซึ่งสามารถดูดรับเอาไอน้ำไว้ได้มาก ซึ่งมักจะเรียกว่าอากาศชื้นลอยตัวขึ้น
และเยน็ ลงไอน้ำในอากาศกลนั่ ตัวกลายเป็นเมฆเราสามารถมองเหน็ ได้
เมฆและปรมิ าณเมฆปกคลมุ ท้องฟา้ มีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลา นักอุตนุ ยิ มวทิ ยาแบง่ เมฆตามรูปร่าง
ลักษณะได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ เมฆก้อน (cumulus) เมฆแผ่น (stratus) และเมฆเป็นริ้ว (cirrus)
นอกจากนั้นยังแบ่งเมฆตามระดับความสูงของฐานเมฆ ได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ เมฆระดับสูง (มากกว่า 6000
เมตร) เมฆระดับกลาง(2000-6000 เมตร) และเมฆระดับต่ำ (ต่ำกว่า 2000 เมตร) การเรียกชื่อเมฆจะใช้
ลักษณะของเมฆและความสูงของเมฆประกอบกนั เชน่ เมฆลกั ษณะเปน็ ก้อนทีพ่ บในความสูงระดังต่ำจะเรียกวา่
เมฆคิวมูลัส แต่ถ้าพบในความสูงระดับกลางจะเรียกว่า เมฆอัลโตคิวมูลัส จากการพิจารณาลักษณะและความ
สงู ของฐานเมฆในทางอุตนุ ยิ มวิทยาไดแ้ บง่ เมฆออกเป็น 10 ชนดิ สำคญั
เมฆระดับต่ำ ตำ่ กวา่ 2000 เมตร
ภาพที่ 1 เมฆคิวมลู สั ภาพท่ี 2 เมฆสตราตสั ภาพท่ี 3 เมฆสตราโตควิ มลู สั
ที่มา: https://thecloudcloud.weebly.com ทม่ี า: https://thecloudcloud.weebly.com ทม่ี า: https://thecloudcloud.weebly.com
คิวมูลัส (Cumulus) มี สตราตัส (Stratus) มีลักษณะเป็น สตราโตคิวมูลัส (Stratocumulus)
ลักษณะเป็นก้อนหนา ฐานเมฆมัก
แบนราบ อาจเกิดเป็นก้อนเดี่ยว ๆ แผ่นสีเทา ไม่รวมตัวกัน อยู่เป็นบริเวณกวา้ งมาก มลี กั ษณะเป็นกอ้ นกลมคลา้ ยเมฆคิวมลู ัส แต่เรียง
หรือรวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ ทำให้
มองเหน็ คล้ายดอกกะหลำ่ ขนาดใหญ่ บางครั้งอาจเกิดในระดับต่ำมากคล้ายหมอกจะ ติดกันเป็นแถว ๆ รวมกันคล้ายคลื่นเมฆสตาตัส
เคลื่อนที่ตามลมได้เร็ว มักปรากฏในวันมีเมฆข บางครั้งอาจจะแยกตัวออกเป็นกลุ่มท่ี
มักขมัวท้องฟ้ามืดครึ้ม มองไม่เห็นดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยกอ้ นเลก็ ๆ จำนวนมาก
และอาจทำใหเ้ กดิ ฝนละอองได้
ภาพที่ 4 เมฆนิมโบสตราตสั ภาพที่ 5 เมฆคิวมูโลนมิ บัส
ท่มี า: https://thecloudcloud.weebly.com ท่มี า: https://thecloudcloud.weebly.com
นิมโบสตราตัส ( Nimbostratus) มี ควิ มโู ลนมิ บสั (Cumulonimbus) มี
ลักษณะเป็นแผ่นสีเทาเข็ม คล้ายพื้นดินที่เปียกน้ำ ลักษณะเป็นเมฆหนาก้อนใหญ่ ก่อสงู มาก บางครงั้
ปกคลุมเป็นบริเวณกว้างมากทำให้เกิดฝนหรือหิมะ ยอดเมฆจะแผ่ออกเป็นรปู ทงั้ ทำให้เกิดฝนตกหนกั
ตกในปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลางต่อเนื่องเป็น ฟา้ แลบ ฟา้ ร้องสามารถกอ่ ใหเ้ กดิ พายทุ อรน์ าโดหรือ
เวลานาน ๆ ได้ ไดฝ้ ุ่น บางคร้ังมลี กู เห็บตก จึงมักถกู เรียกวา่ เมฆฝน
ฟา้ คะนอง
เมฆระดับกลาง 2000-6000 เมฆ
ภาพท่ี 6 เมฆอัลโตคิวมลู สั ภาพท่ี 7 เมฆอลั โตสตราตัส
ทม่ี า: https://thecloudcloud.weebly.com ทมี่ า: https://thecloudcloud.weebly.com
อัลโตคิวมูลัส (Altocumulus) มีลักษณะ
เหมือนริ้วของก้อนสำลีเล็ก ๆ หรือเป็นกลุ่มก้อนเล็ก ๆ อัลโตสตราตัส (Altostratus) มีลักษณะเป็น
คล้ายฝูงแกะที่อยู่รวมกันหรือบางครั้งอาจก่อตัวต่ำลงมาดู แผ่นปกคลุมบริเวณกว้าง มีลักษณะการกระจายตัว
คล้าย ๆ กับเมฆสตราโตคิวมูลัส หรือเกิดเป็นก้อนช้อน ๆ สม่ำเสมอบริเวรฐานเมฆเป็นสีเทา หรือสีฟ้า สามารถบัง
กัน คล้ายกับยอดปราสาทในบางครั้ง เมฆชนิดนี้เกิดขึ้น ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ ทำให้เป็นฝ้า ๆ อาจทำให้เกิด
จากการเคลื่อนตัวในลักษณะลูกคลื่นของลมทำให้เกิดมี ฝนละอองบาง ๆ ได้
รปู ร่างคล้ายกบั จานบนิ หรือแผ่นเลนส์นนู
เมฆระดบั สงู มากกวา่ 6000 เมตร
ภาพที่ 8 เมฆเซอรโ์ รควิ มูลัส ภาพท่ี 9 เมฆเซอร์โรสตราตสั ภาพที่ 10 เมฆเซอร์รัส
ท่ีมา: https://thecloudcloud.weebly.com ที่มา: https://thecloudcloud.weebly.com ท่ีมา: https://thecloudcloud.weebly.com
เซอร์โรคิวมูลัส (Cirrocumulus) เซอร์โรสตราตัส (Cirrostratus) เซอร์รัส (Cirrus) มีลักษณะเป็น
มีลักษณะเป็นก้อนเล็ก ๆ สีขาว หรือคล้ายขน มีลกั ษณะคล้ายเมฆเซอรร์ สั แต่จะแผอ่ อกไป แผ่นบางสีขาวเจิดจ้า หรือสีเทาอ่อน ดวง
แกะ หรอื ปยุ น่นุ ไมม่ เี งา เป็นแผ่นเยื่อบาง ๆ ต่อเนื่องเป็นเป็นแผ่น อาทิตย์สามารถส่องผ่านได้อย่างดี มีหลาย
ตามทศิ ทางของลมและแทบโปรง่ แสง รูปทรง เช่น เป็นฝอย คล้ายขนนกบาง ๆ เป็น
เส้น ๆ หรือเป็นทางยาวอยู่สูงท่ีระดับ 30000
ฟตุ
แบบบนั ทึกกิจกรรม
กิจกรรมท่ี 6.6 เมฆที่เหน็ เปน็ อยา่ งไร
สมาชิกในกลมุ่
1. …………………………………………………………………………………………………………
2. …………………………………………………………………………………………………………
3. …………………………………………………………………………………………………………
4. …………………………………………………………………………………………………………
จุดประสงค์
1. สงั เกต อธิบายลักษณะ และจำแนกประเภทของเมฆ
2. ตรวจวดั ปรมิ าณเมฆปกคลุมทอ้ งฟ้า
วสั ดอุ ปุ กรณ์
1. แผนภาพเมฆ
วิธกี ารดำเนินกิจกรรม
1. ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับวิธีสังเกตเมฆในท้องฟ้า ข้อมูลที่จะได้จากการสังเกตเมฆ และวิธี
บอกปริมาณเมฆ
2. สังเกตและวาดภาพเมฆ จำแนกเมฆที่พบตามเกณฑข์ องตนเอง บอกปริมาณเมฆในท้องฟา้
ตามวธิ กี ารทีไ่ ด้อภิปรายรว่ มกันจากข้อ 1 และนำเสนอ
3. ศึกษาวิธีการสังเกตเมฆ แผนภาพเมฆ อภิปรายเกี่ยวกับวิธีการสังเกตลักษณะและปริมาณ
เมฆปกคลุม ตามวิธีการในเกร็ดน่ารู้ รวมทั้งวางแผนการสังเกตลักษณะของเมฆและปริมาณ
เมฆทปี่ กคลุมท้องฟา้ ในเวลาเช้า กลางวัน และเย็น
4. สังเกตเมฆอีกครั้งหนึ่งตามวิธีจากข้อ 3 และบันทึกข้อมูลโดยการวาดภาพหรือถ่ายภาพ
และบรรยายลกั ษณะเมฆทพ่ี บ รวมทั้งปริมาณเมฆปกคลมุ
5. ระบุชอ่ื เมฆทีพ่ บโดยใช้แผนภาพเมฆ
ใบกจิ กรรม เรอื่ ง เมฆทเี่ ห็นเป็นอย่างไร
วาดรปู เมฆที่ออกไปสงั เกต
ตอบคำถามต่อไปน้ี
1. จากการสังเกตเมฆครัง้ แรก เมฆทีพ่ บมลี ักษณะอยา่ งไร สามารถจำแนกเมฆทีพ่ บตามเกณฑ์ของตนเอง
ได้เป็นก่ีประเภท อะไรบา้ ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. จากการศกึ ษาวิธกี ารสังเกตเมฆ และแผนภาพเมฆ เม่ือออกไปสังเกตเมฆอกี ครง้ั หนงึ่ ได้ข้อมูลเพิ่มเติม
จากการสงั เกตดว้ ยวธิ ีการของตนเองหรือไม่ อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. เมฆที่พบในแต่ละช่วงเวลา เช้า กลางวัน และเย็น มีลักษณะและปริมาณแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
และพบเมฆชนิดใดมากทีส่ ุด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. จากกิจกรรม สรุปไดว้ า่ อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
เฉลยใบกจิ กรรม
เร่อื ง เมฆทเ่ี หน็ เป็นอยา่ งไร
วาดรูปเมฆท่ีออกไปสงั เกต
ตอบคำถามตอ่ ไปน้ี
1. จากการสังเกตเมฆคร้ังแรก เมฆที่พบมลี กั ษณะอยา่ งไร สามารถจำแนกเมฆที่พบตามเกณฑข์ องตนเอง
ไดเ้ ปน็ กี่ประเภท อะไรบ้าง
ตอบ เมฆทพ่ี บมี 2 ลักษณะ ซ่ึงจำแนกเปน็ แบบเป็นกอ้ น ๆ และแบบเปน็ แผ่น
2. จากการศกึ ษาวิธกี ารสงั เกตเมฆ และแผนภาพเมฆ เมอ่ื ออกไปสงั เกตเมฆอีกครัง้ หนึง่ ได้ข้อมูลเพ่ิมเติม
จากการสงั เกตดว้ ยวธิ กี ารของตนเองหรือไม่ อยา่ งไร
ตอบ ได้ข้อมูลเพิ่มข้ึนเนอื่ งจากเมฆสามารถแบ่งได้หลายประเภทโดยขึ้นอย่กู ับลกั ษณะและความสงู ทำให้
สังเกตเมฆคร้งั ตอ่ ไปไดล้ ะเอยี ดขึ้น
3. เมฆที่พบในแต่ละช่วงเวลา เช้า กลางวัน และเย็น มีลักษณะและปริมาณแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
และพบเมฆชนดิ ใดมากทีส่ ดุ
ตอบ ลกั ษณะและปรมิ าณเมฆทพี่ บในแต่ละชว่ งเวลาน้นั ต่างกัน ในตอนเชา้ พบเมฆน้อยมาก เมฆท่ีพบจะเป็น
กอ้ นเล็ก ๆ (ควิ มูลัส) ปกคลมุ พ้ืนที่เพียงนิดเดยี ว ตอนกลางวนั พบเมฆมากขน้ึ เป็นเมฆคิวมูลัส ตอนเยน็ เมฆปก
คลมุ พื้นทีม่ ากข้ึน มลี กั ษณะเปน็ แผน่ ๆ (สตราตัส) พบเมฆคิวมลู ัสเมฆร้ิว ๆ (ซีร์รสั ) บ้างเลก็ นอ้ ย โดยรวมแล้ว
เมฆทพี่ บบ่อยสดุ คอื เมฆคิวมูรัส
4. จากกจิ กรรม สรุปไดว้ ่าอย่างไร
ตอบ เมฆที่เหน็ บนทอ้ งฟา้ มีหลายประเภท นักวิทยาศาสตรจ์ ำแนกเมฆโดยใชล้ ักษณะและความสงู ลกั ษณะ
และปรมิ าณเมฆจะเปลยี่ นแปลงไปตามเวลา