ภูชนเผ่า ไท
ก า ร แ ต่ ง ก า ย ภู ไ ท ก า ฬ สิ น ธุ์
ผ้ า ไ ห ม แ พ ร ว า
ประวัติภูไท
“ผู้ไท” จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากเป็นอันดับสอง รองจากกลุ่
ชาติพันธุ์ลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ส่วนใหญ่อาศัยในจังหวัสกล
นคร นครพนม กาฬสินธุ์ บางส่วนตั้งบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดมุกดาหารอำนาจเจริญ
และยโสธร ภาษาพูดของชาวภูไทอยู่ในกลุ่มตระกูลไต-กะได มีการแต่งกาย ประเพณี
วัฒนธรรม และภาษาพูดเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นิยมเรียกแทนกลุ่มชาติพันธุ์
ตนเองว่า “ภูไท” หรือ “ผู้ไท” ส่วนความหมายของชื่อเรียกนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน
อยู่ว่าหมายถึงอะไรหรือมีที่มาจากสิ่งใดกันแน่ เมื่อความหมายเกี่ยวกับชื่อยังคงเลื่อน
ไหลจึงมักมีผู้รู้พยายามคาดการณ์ สันนิษฐานจากข้อมูลหลายชุด
“ภูไท” หมายถึง คนเผ่าไทที่อาศัยอยู่บนภูหรือภูเขาหรือที่สูง ตามตำนานเล่าว่า
คนภูไทมีถิ่นกำเนิดจากเมืองแถงหรือแถนหรือเมืองเดียนเบียนฟูในประเทศเวียดนาม
ปัจจุบัน ลักษณะภูมิประเทศของเมืองแถนเป็นพื้นที่หุบเขาสูง ดังนั้น เกรียงไกร หัว
บุญศาล. (ม.ป.ป.) จึงเสนอว่าการเรียก “ภูไท” น่าจะมีความหมายที่ตรงกับลักษณะภู
ไทเป็นอย่างยิ่ง เพราะอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขา คนภูไทเรียกภูเขาว่า “ภู” การที่เรียกว่า
“ภูไท” จึงน่าจะหมายถึงคนเผ่าไทที่ชอบอาศัยอยู่บนภูหรือบริเวณภูเขาตามลักษณะ
ภูมิประเทศแบบเดิมที่จากมา รวมถึงเมื่อพิจารณาจากอาชีพที่คนภูไทนิยมทำสืบทอด
กันมาคือ การทำนา ทำไร่และทำสวน เมื่ออพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย คนภูไทมัก
เลือกอาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก เมื่อเสร็จฤดูทำนาก็จะนิยมทำ
สวนทำไร่ การเรียกว่า “ภูไท” น่าจะถูกกว่า “ผู้ไท” รวมถึงคนภูไทจะเรียกตนเองว่า
“ภูไท” ไม่เรียก “ผู้ไท” สาเหตุที่คนนอกชุมชนเรียกคนภูไทว่า “ผู้ไท” น่าหมายถึง
“คนไท” หรือ “คนผู้เป็นคนไท” เมื่อเทียบความหมายตามหลักภาษาไทยพบว่า คำว่า
“ผู้” หมายถึง คน ดังนั้น การถูกเรียกว่า “ผู้ไท” จึงหมายถึง “คนไท” อย่างไรก็ตาม
ถวิล เกสรราช (2512 อ้างถึงใน เกรียงไกร หัวบุญศาล (ม.ป.ป.) ได้แสดงทัศนะว่าเรา
ควรเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ผู้ไท” เพราะตามประวัตินั้นคนผู้ไทไม่ได้อาศัยอยู่ตามป่าเขาแต่
อย่างใด มีแต่ ข่า แจะ แม้ว เย้า เท่านั้นที่มีถิ่นฐานและทำมาหากินอยู่ตามภูเขา ถึง
แม้ว่าพงศาวดารเมืองแถงจะชี้ว่าสิบสองจุไทมีภูเขาอยู่หลายลูก แต่ผู้ไทยก็ไม่ได้อาศัย
อยู่บนภูเขา พวกเขาอาศัยเลี้ยงชีพอยู่พื้นราบ ดังนั้นการเรียกชื่อและการเขียนจึงควร
เป็น “ผู้ไท” ไม่ใช่ “ภูไท”
ชาวภูไท เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดรองลงมาจากกลุ่มไทลาว ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแม่น้ำโขงแยกกลุ่มนี้ออกจากภูไทในภาคเหนือของลาว
และญวน กลุ่มภูไทกลุ่มใหญ่ที่สุดอาจจะอยู่แถบลุ่มน้ำโขง และแถบเทือกเขาภูพาน
เช่น จังหวัดนครพนม ได้แก่อำเภอคำชะอี ธาตุพนม เรณูนคร นาแก จังหวัดสกลนคร
ได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้แก่ อำเภอกุฉินารายณ์ เขาวง สหัสขันธ์
ส่วนภูไทผู้เข้าสู่ภาคกลางในจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี ในย่านนั้นเรียกว่า 'ลาวโซ่ง'
ประวัติภูไท
เผ่าภูไท เป็นกลุ่มชาติพันธุ์รองลงมาจากพวกไทย-ลาว ชาวภูไทสกลนครจะอยู่ที่อำเภอวาริชภูมิ
อำเภอ พรรณานิคม อำเภอเจริญศิลป์ อำเภอส่องดาว อำเภอพังโคน อำเภอคำตากล้า อำเภอ
เต่างอย อำเภอบ้านม่วง อำเภอนิคมน้ำอูน
-ภาษาภูไทจะมีภาษาของลื้อและภาษาของลาวตะวันออกปนอยู่ด้วย
-ส่วนพระยาอนุมานราชธน มีความเห็นว่า “ภาษาภูไทมีเสียงพูด ส่วนมากใกล้กับพวกพวกเขต
เชียงขวางของลาว และพวกพวน ในอำเภอศรีเชียง จังหวัดหนองคาย”
ชาวภูไทถิ่นสกลนคร จะมีภาษาพูดและเสียงวรรณยุกต์ใกล้เคียงกับภาษากลาง มักจะทอด
เสียงยาว และตวัดเสียงสูงขึ้นในพยางค์ท้าย เช่นคำว่า “ไม่” จะออกเสียงว่า “มิ, มิได้”
ภูไท(ผู้ไทย) เดิมมาจากคำว่า พุไท หรือวุไท ซึ่งหมายถึงคนเผ่าไทกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอยู่ในแคว้นสิบ
สองจุไท และอาณาจักรล้านช้าง มีการเคลื่อนย้ายเข้ามาในภาคอีสานหลายครั้ง ถือเป็นชนกลุ่ม
หนึ่งในจำนวน 6 เผ่าของสกลนคร ชาวภูไท(ผู้ไทย) นอกจากจะมีมากในจังหวัดสกลนครแล้วก็
จะมีในจังหวัดนครพนม มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ ในส่วนของจังหวัดสกลนคร
ชาวภูไท(ผู้ไทย) ได้อพยพมาจากที่ต่างกัน ดังนี้คือ
1) ผู้ไทยวัง คือผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวัง มาตั้งบ้านเรือนในแถบอำเภอพรรณานิคม
2) ภูไท(ผู้ไทย) กระป๋อง คือ ผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองกะปอง มาตั้งบ้านเรือนที่ในเขตอำเภอ
วาริชภูมิ
3) ภูไท(ผู้ไทย) กะตากมาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตำบลโนนหอมและแถบทางใต้ของริมหนอหาร
นอกจากนี้ก็มีการกระจายตัวอยู่ทั่วไปในหลายอำเภอ การทำมาหากินชาวภูไท(ผู้ไทย) เป็นคน
ขยันทำหลายอาชีพ เช่น ทำไร่ ทำนา ค้าวัวควาย นำกองเกวียนไปขายต่างถิ่น เรียกว่า นายฮ้อ
ย จึงนับเป็นกลุ่มชนที่ขยันขันแข็งและประหยัดมัธยัสถ์
ทางด้านวัฒนธรรม ชาวภูไท(ผู้ไทย) มีวิถีชีวิตการอยู่อาศัยแบบภูไท(ผู้ไทย) เครื่องแต่งตัวสวม
ซิ่นหมี่ตีนต่อ ขนาดกว้าง 3 นิ้ว ทอเป็นลวดหมี่ หมี่ขอ ผ้าย้อมครามจนเป็นครามแก่ เรียกว่า
ผ้าดำสวมเสื้อแขนกระบอก คอตั้ง ติดกระดุมทำด้วยเหรียญเงินเจาะรู เย็บเป็นแถวลงมาเกือบ
ถึงชายเสื้อ การฟ้อนรำแต่งขลิบแดงที่แขนและชายเสื้อ และมีผ้าจ่องทอเป็นผืนเล็กเป็นผ้าลาย
คลุมไหล่หรือผ้าสไบเป็นผ้าแพรวาเฉวียงไหล่ขวาปล่อยชายลงด้านซ้าย สวมเครื่องประดับสร้อย
ข้อมือเท้าด้วยโลหะเงิน เกล้าผมมวยสูงตั้งตรง มัดมวยดัวยผ้าแถบผืนเล็ก ๆ ส่วนชายจะแต่ง
กายด้วยเสื้อม่อฮ่อม กางเกงขาก้วยย้อมคราม มีผ้าขาวม้ามัดเอว
การรำภูไท(ผู้ไทย) หรือการฟ้อนภูไท(ผู้ไทย) นิยมฟ้อนเป็นหมู่คณะ ฟ้อนได้ทั้งหญิงและชายแต่
เดิมเป็นการฟ้อนรำเพื่อบูชาพระธาตุในเทศกาลสักการะพระธาตุเชิงชุมหรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เช่น พิธีเลี้ยงเจ้าปู่มเหศักดิ์ของชาววาริชภูมิ ในปัจจุบันการฟ้อนภูไท(ผู้ไทย) ใช้ในการฟ้อน
ต้อนรับแขกบ้าน แขกเมืองและในงานเทศกาลต่าง ๆเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการรำผู้ไท(ไทย)
ได้แก่ แคน และกลองหางเป็นหลัก นอกจากนี้ก็มีพิณ กลองตุ้ม (ตะโพน) หมากกลิ้งกล่อม
(โปงลาง) สิ่ง (ฉิ่ง) แส่ง (ฉาบ) หมากกั๊บแก๊บ (กรับ) ฆ้องโหม่งและพังฮาด (ฆ้องโบราณไม่มี
ปุ่ม) ผู้บรรเลงดนตรีจะเป็นชายท่าฟ้อนรำภูไท(ผู้ไทย) มีผู้สืบต่อและปรับปรุงกันมากมายหลาย
ท่า แต่ละท้องถิ่นมีท่าแตกต่างกันไป ท่าหลักที่พบนิยมฟ้อนรำ ได้แก่ ท่าม้วนช้างหรือฟ้อนม้วน
ท่ากาเต้นก้อน ท่าเสือออกเหล่าท่าหนุมานถวายแหวน เป็นต้น
ประวัติภูไท
โดยลักษณะทางสังคม ชาวภูไท(ผู้ไทย) เป็นกลุ่มที่มีความขยัน และอดออมเป็นพิเศษ
และมีวัฒนธรรมในเรื่องการทักทอ เสื้อผ้าเด่นชัด จึงปรากฎมีเสื้อผ้าชนิดต่าง ๆ ทั้ง
ผ้าผ้ายผ้าไหมในกลุ่มชาวภูไท(ผู้ไทย) โดยเฉพาะผ้าแพรวา ในปัจจุบันเป็นผู้ที่ผลิตใช้
เวลาและมีความสวยงามก็เป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มภูไท(ผู้ไทย) จึงนับว่ามีวัฒนธรรม
เรื่อง เสื้อผ้าเด่นชัดมาก
ผ้าซิ่น วัฒนธรรมของกลุ่มผู้ไทยที่เด่นชัด คือการทอผ้าซิ่นหมี่ตีนต่อ เป็นผืนเดียวกับ
ผืนผ้า เช่น ตีนต่อขนาดเล็ก กว้าง 4 ถึง 5 นิ้ว (มือ) ที่เรียกว่า “ตีนเต๊าะ” เป็นที่
นิยมในหมู่ผู้ไทย ทอเป็นหมี่สาด มีหม้อย้อมคราม จนเป็นสีครามเกือบเป็นสีดำ แต่
ชาวบ้านเรียกว่า “ผ้าดำ” หรือซิ่นดำลักษณะเด่นของซิ่นหมี่ชาวผู้ไทย คือการทอและ
ลวดลาย เช่น ทอเป็นลายขนาดเล็ก ๆ นอกจากนี้มีลายอื่น ๆ เช่น หมี่ปลา หมี่ตุ้ม
หมี่กระจัง หมี่ข้อ ทำเป็นหมี่คั่น มิได้ทอเป็นหมี่ทั้งผืน แต่หากมีลายต่าง ๆ มาตั่นไว้
สีที่นิยมคือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง สีม่วง พื้นมักใช้เครือหูก ป้ายสี เปลือกอ้อย
นอกจากนี้ยังพบผ้าหมัดหมี่ฝ้ายขาวสลับดำ ในกลุ่มผู้ไทย
เสื้อ นิยมทำเป็นเสื้อแขนกระสามส่วนติดกระดุมธรรมดา กรุมเงิน หรือเหรียญ
สตางค์ เช่น เหรียญสตางค์ห้า สตางค์สิบ มาติดเรียงเป็นแถว นิยมใช้เป็นผ้าย้อม
ครามเข้ม ในราว พ.ศ. 2480 ได้มีผู้นำผ้าขลิบแดงติดชายเสื้อ เช่น ที่คอสาบเสื้อ
ปลายแขนเพื่อใน การฟ้อนผู้ไทยสกลนคร และใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
ผ้าห่ม การทอผ้าห่มผืนเล็ก ๆ เป็นวัฒนธรรมของชาวกลุ่มพื้นอีสาณมานานแล้ว
ผ้าห่ม ใช้สำหรับห่มแทนเสื้อกันหนาว ใช้คลุมไหล่ เช่นเดียวกับไทยลาว ที่นิยมใช้ผ้า
ขาวม้าพาดไหล่ ผ้าห่มของกลุ่มชนต่าง ๆ ในเวลาต่อมาทำให้มีขนาดเล็ก ทำเป็นผ้าส
โบเป็นส่วนแทนประโยชน์ ใช้สอย เดิมคือห่มกันหนาว หรือปกปิดร่างกายส่วนบน
โดยการห่มทับเสื้อ ผ้าห่มของผู้ไทยที่เรียกว่า “ผ้าจ่อง” เป็นผ้าทางด้ายยีน มีเครื่อง
ลาย เครื่องพื้น หลายแบบนอกจากนี้ยังมีผ้าแพววา
นอกจากผ้าจ่องแล้ว ชาวผู้ไทยยังมีผ้าลาย ซึ่งใช้เป็นผ้ากั้นห้อง หรือใช้ห่มแทนเสื้อ
กันหนาวหรือต่อกลาง 2 ผืน เป็นผ้าห่มขนาดใหญ่พอสมควร แต่ผ้าลายที่มีชื่อคือ
ผ้าลายบ้านนางอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร การแต่งกายของชาวผู้ไทย ยังนิยมสาย
สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ข้อเท้า ด้วยโลหะเงิน ข้อเท้า (ก้องแขน ก้องขา) ด้วยโลหะเงิน
เกล้าผมเป็นมวยสูงตั้งตรง ในสมัยโบราณใช้ผ้ามนหรือ แพรมน ทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยม
เล็ก ๆ ม้วนผูกมวยผม อวดลวดลายผ้าด้านหลัง ในปัจจุบันใช้ผ้าแถบเล็ก ๆ สีแดง
ผูกแทน แพรมน
การแต่งกาย
เผ่าภูไทกาฬสินธุ์
- หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีดำแนวปกคอเสื้อและแนวกระดุมตกแต่งด้วย
ผ้าแถบลายแพรวาสีแดง กุ๊นขอบลายผ้าด้วยผ้ากุ๊นสีเหลืองและขาว ประดับ
ด้วยกระดุมเงิน ห่มผ้าสไบไหมแพรวาสีแดง นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่สีดำมีตีนซิ่น ผม
เกล้ามวยมัดมวยผมด้วยฝ้ายภูไท หรือผ้าแพรฟอย และสวมเครื่องประดับเงิน
- ชาย สวมเสื้อสีดำมีการตกแต่งเสื้อด้วยแถบผ้าลายแพรวา นุ่งกางเกงขาก๊วย
ใช้ผ้าแพรวาแดงมัดเอว
โดยการแต่งกายของชนเผ่าภูไทกาฬสินธุ์นั้นจะมีการนำเอาผ้าไหมแพรวามา
สวมใส่ประดับอีกด้วยทำให้เป็นการแต่งกายที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์
ผ้าไหมแพรวาของกาฬสินธุ์นั้นมีลาดลายที่สวยงามโดดเด่นและแตกต่างออกไป
จากแพรวาที่อื่นๆโดยมีประวัติดังนี้
แพรวา หรือ ผ้าไหมแพรวาเป็นผ้าทอมืออันเป็นเอกลักษณ์ของชาวผู้ไทยหรือ
ภูไท การทอผ้าแพรวามีมาพร้อมกับวัฒนธรรมของชาวภูไท ซึ่งเป็นชนกลุ่มหนึ่ง มี
ถิ่นกำเนิดในบริเวณแคว้นสิบสองจุไทย (ดินแดนส่วนเหนือของลาว และ
เวียดนาม ซึ่งติดต่อกับดินแดนภาคใต้ของจีน) อพยพเคลื่อนย้ายผ่านเวียดนาม
ลาว แล้วข้ามฝั่ งแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่แถบเทือกเขาภูพานทางภาค
อีสานของไทย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร
โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ การแต่งกาย และการทอผ้าไหมที่มี
ภูมิปัญญาในการทอด้วยการเก็บลายจากการเก็บขิด และการจก ที่มีลวดลายโดด
เด่น ที่มีภูมิปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดมาจาก บรรพบุรุษและพัฒนามาอย่างต่อ
เนื่อง
ผ้าแพรวาจึงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชนที่สืบเชื้อสายมาจาก กลุ่ม
ภูไทผ้าแพรวามีความหมายรวมกันว่า ผ้าทอเป็นผืนที่มีขนาดความยาว 1 วา หรือ
1 ช่วงแขน ใช้สำหรับคลุมไหล่หรือห่มสไบเฉียงที่เรียกว่าผ้าเบี่ยงของชาวผู้ไทย ซึ่ง
ใช้ในโอกาสที่มีงานเทศกาลบุญประเพณีหรืองานสำคัญอื่นๆ โดยประเพณีทาง
วัฒนธรรมของหญิงสาวชาวภูไทจะต้องยึดถือปฏิบัติคือ จะต้องตัดเย็บผ้าทอ 3
อย่างคือ เสื้อดำ ตำแพร (หมายถึงการทอผ้าแพรวา) ซิ่นไหม
ผ้าแพรวานิยมทอด้วยไหมทั้งผืน มีสีสัน ลวดลาย ที่หลากหลายนับเป็นผ้าไทย
อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ได้นับความนิยมสูง ในหมู่ผู้นิยมผ้าไทยทั้งที่อยู่ในประเทศและ
ต่างประเทศ โดยเฉพาะที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดที่มี
การทอผ้าไหมแพรวาที่งดงามและมีชื่อเสียง
ลวดลายและ
กรรมวิธีการทอ
ผ้าแพรวาได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากโครงการศูนย์ศิลปาชีพพิเศษใสมเด็จ
พระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวอำเภอคำม่วง
เมื่อปี พ.ศ. 2520 ได้ทอดพระเนตรเห็นชาวภูไท บ้านโพน แต่งตัวโดยใช้ผ้าแพรวา
ห่มตามแบบสไบเฉียง หรือเรียกว่า ผ้าเบี่ยง ได้ทรงสนพระทัยมากจึงโปรดให้มี
การสนับสนุน และได้มีพระราชดำริให้ขยายหน้าผ้าให้กว้างขึ้น เพื่อที่จะได้นำไปใช้
เป็นผ้าผืนสำหรับตัดเสื้อผ้าได้ อีกทั้งพัฒนาลวดลายให้เหมาะสมตามความ
ต้องการของตลาด การพัฒนาการทอผ้าแพรวาเกิดขึ้นเพราะพระบารมีของสมเด็จ
พระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถที่ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นความงาม และคุณค่า
แห่งศิลปะชิ้นนี้ในครั้งนั้น
ลวดลาย ผ้าแพรวานับเป็นผ้ามรดกของครอบครัว โดยในแต่ละครัวเรือน
จะมี ผ้าแซ่ว ซึ่งเป็นผ้าไหมส่วนใหญ่ทอพื้นสีขาว ขนาดประมาณ 25 x 30
เซนติเมตร มีลวดลายต่าง ๆ เป็นต้นแบบลายดั้งเดิมแต่โบราณที่ทอไว้บนในผืน
ผ้าเป็นแม่แบบดั้งเดิมที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษ บนผ้าแซ่วผืนหนึ่งๆมีอาจ
ลวดลายมากถึงประมาณกว่าร้อยลาย การทอผ้าจะดูลวดลายจากต้นแบบในผ้า
แซ่วโดยจะจัดวางลายใดตรงส่วนไหน หรือให้สีใดขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ทอ
เกิดเป็นเอกลักษณ์ของผ้าแพรวาจากการวางองค์ประกอบของลวดลายต้นแบบ
และการให้สีสรรของผู้ทอ
ผ้าแซ่วลวดลายของแพรวามีลักษณะคล้ายคลึงกับลายขิดอีสาน แตกต่างกัน
อยู่บ้างที่ ความหลากหลายของสีสันในแต่ละลวดลาย แต่มีลักษณะรวมกันคือ
ลายหลักมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของลายผ้า
ส่วนสีสันบนผ้าแพรวาแต่เดิมนิยมพื้นสีแดงคล้ำย้อมด้วยครั่ง มีลายจกสีเหลือง
สีน้ำเงิน สีขาว และสีเขียวเข้มกระจายทั้งผืนผ้าสอดสลับในแต่ละลายแต่ละแถว
ลวดลายที่ปรากฏบนผ้าทอแพรวาที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของผ้าประเภทนี้ จะ
ประกอบด้วยตัวลายทั้งหมด 3 ส่วน ดังนี้
1) ลายหลัก คือ ลายที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งปรากฏอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของลาย
ผ้าในแนวนอน ลายหลักแต่ละลายมีความกว้างของลายสม่ำเสมอกัน คือกว้าง
ประมาณแถวละ 8-12 เซนติเมตร ใน แพรวาผืนหนึ่งๆจะมีลายหลักประมาณ 13
แถว ลายหลักต่างๆ เช่น ลายนาค สี่แขน ลายพันธุ์มหา ลายดอกสา ฯลฯ ส่วน
ประกอบสำคัญของลายหลัก คือ ลายนอก ลายใน และ ลายเครือ
ลวดลายและ
กรรมวิธีการทอ
ลายนอก คือส่วนที่มีลักษณะเป็นตารางสามเหลี่ยม ประกอบสองข้างของลายใน
มีลวดลายครึ่งหนึ่งของลายในตลอดความกว้างของผืนผ้า
ลายใน คือส่วนที่อยู่ตรงกลางของแถวหลัก มีลวดลายเต็มรูปอยู่ในกรอบ
สี่เหลี่ยม ขนมเปียกปูนตลอดความกว้างของผืนผ้าเช่นกัน
ลายเครือ คือส่วนที่อยู่ในกรอบแถวบนของกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนในแต่ละ
แนว มีกึ่งกลางของลายหลักเป็นส่วนยอดของลายเครือ
2) ลายคั่น หรือลายแถบ คือ ลายที่มีขนาดเล็กอยู่ในแนวขวางผืนผ้า ความ
กว้างของลายประมาณ 4-6 เซนติเมตร ทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งลายใหญ่ออกเป็น
ช่วงสลับกันไป เช่น ลายตาไก่ ลายงูลอย ลายขาเข ฯลฯ
3) ลายช่อปลายเชิง หรือลายเชิงผ้า คือลายที่ปรากฏอยู่ตรงช่วงปลายของผ้า
ทั้งสองข้าง ทอติดกับลายคั่น ทำหน้าที่เป็นตัวเริ่มและตัวจบของลายผ้า มีความ
กว้างประมาณ 4-10 เซนติเมตร เช่น ลายช่อขันหมาก ลายดอกบัวน้อย ลายใบ
บุ่นน้อย ฯลฯ
ผ้าแพรวาแต่เดิมนิยมพื้นสีแดงคล้ำ มีลายจกสีเหลือง สีดำ สีขาว และสีเขียวเข้ม
ประกอบด้วยลาย3 ส่วน คือ ลายหลัก ลายคั่น และลายช่อเชิงปลาย
ส่วนประกอบของผ้าแพรวา
ลวดลายและ
กรรมวิธีการทอ
ผ้าแพรวา เป็นผ้าทอจากเส้นใยไหม ที่มีลักษณะลวดลายผสมกันระหว่างลาย
ขิดและจกบนผืนผ้า ในกระบวนการขิดจะใช้วิธีเก็บลายขิดบนผ้าพื้นเรียบโดยใช้ไม้
เก็บขิด คัดเก็บขิดยกลายโดยต้องนับจำนวนเส้นไหมแล้วใช้ไม้ลายขิดสานเป็นลาย
เก็บไว้ ในการทอเก็บลายจะแบ่งเป็นช่วง แต่ละช่วงเก็บลายไม่เหมือนกัน ส่วนที่อยู่
ตรงปลายต่อกับผ้าเรียบเป็นการเก็บขิดดอกเล็ก ส่วนต่อไปเป็นการเก็บขิดดอก
ใหญ่ เรียกว่า “ดอกลายผ้า” ใช้ไม้ในการเก็บลายต่างกัน
ส่วนกรรมวิธีการจกซึ่งคือกรรมวิธี ยกเส้นด้ายยืน แล้วสอดเส้นไหมสีซึ่งเป็น
เส้นพุ่งพิเศษเข้าไปในผืนผ้า ทำให้เกิดลวดลายผ้าที่ต้องการนั้น การทอแพรวา
แบบผู้ไทแท้นั้นจะไม่ใช้อุปกรณ์อื่นช่วย ไม่ว่าจะเป็นเข็ม ไม้ หรือขนเม่น แต่จะใช้
นิ้วก้อยจกเกาะเกี่ยว และสอดเส้นไหมสีซึ่งเป็นเส้นพุ่งพิเศษแล้วผูกเก็บปมเส้นด้าย
ด้านบนเพื่อให้เกิดลวดลาย โดยใช้การเกาะลายด้วยนิ้วก้อยตลอดจากริมผ้าข้าง
หนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งตลอดทั้งแถว เขาไม้หนึ่งจะเกาะสองครั้งเพื่อให้ลวดลายมี
ความสวยงาม โดยลวดลายจะอยู่ด้านล่างของผืนผ้าในขณะทอ
กรรมวิธีการเก็บลายขิด
ลวดลายและ
กรรมวิธีการทอ
จุดเด่นและความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าแพรวาคัน
ละความมีระเบียบ ความเรียบ ความเงางามของผืน
“กรรมวิธีใช้นิ้วก้อย ผ้า ในผ้าแพรวาผืนหนึ่งจะมีอยู่ประมาณ 10 หรือ
จกยกเส้นด้ายยืน” 12 ลาย ใช้เส้นไหมในการทอตั้งแต่ 2-9 สี สอด
สลับในแต่ละลายแต่ละแถว ลวดลายที่ปรากฏจะ
ประณีตเรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั้งผืนผ้า
ลักษณะลายผ้าของแพรวาที่ทอในปัจจุบัน
แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ผ้าแพรวาลายล่วง ผ้าแพร วาลายจก และผ้า
แพรวาลายเกาะ
ผ้าแพรวาลายล่วง หมายถึง ผ้าแพรวาที่มีลวดลายเรียบง่าย มีสองสี สีหนึ่ง
เป็นสีพื้นส่วนอีกสีเป็นลวดลาย
ผ้าแพรวาลายจก หมายถึง ผ้าแพรวาลายล่วงที่มีการเพิ่มความพิเศษโดย
การจกเพิ่มดอกเข้าไปในลายล่วงบนผืนผ้า เพื่อแต้มสีสันให้สวยงามยิ่งขึ้นแต่สีจะ
ไม่หลากหลายสดใสเหมือน แพรวาลายเกาะ
ผ้าแพรวาลายเกาะ หมายถึง ผ้าแพรวาที่มีลวดลายและสีสันหลายสีเกาะ
เกี่ยวพันกันไป ลวดลายที่ใช้ทอแพรวาลายเกาะส่วนใหญ่เป็นลายดอกใหญ่ซึ่งเป็น
ลายหลักของการทอผ้าแพรวา อาจจะทอไม่ให้ซ้ำลายกันเลยในแต่ละแนวก็ได้
ผ้าแพรวาลายล่วง ผ้าแพรวาลายจก ผ้าแพรวาลายเกาะ
ขั้นตอนการผลิต
การเตรียมเส้นไหม จะต้องนำเส้นมาคัดเส้นไหมที่มีขนาดเส้นสม่ำเสมอ
และมีการตกแต่งไจไหมที่เรียบร้อย คือ เส้นไหมจัดเรียงแบบสานกันเป็น
ตาข่ายหรือเรียกชื่อทางวิชาการว่าไดมอนด์ครอส มีการทำไพประมาณ 4-
6 ตำแหน่ง ขนาดน้ำหนักไหมต่อไจโดยประมาณ 80-100 กรัม ทั้งนี้เพื่อ
เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานในขั้นตอนการลอกกาว ย้อม
สี และการกรอเส้นไหม
การลอกกาวเส้นไหมทั้งเส้นพุ่ง เส้นยืน โดยการใช้สารธรรมชาติ การเตรี
ยมสารลอกกาวธรรมชาติ นำกาบต้นกล้วยมาทำการเผาไฟจนกระทั่งเป็น
ขี้เถ้า นำขี้เถ้าไปแช่น้ำใช้ไม้คนให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ให้ขี้เถ้าตกตะกอนแบ่ง
ชั้นน้ำและตะกอน ทำการกรองน้ำใสที่อยู่ส่วนบนชั้นตะกอนด้วยผ้าบาง
สารที่ได้ คือสารลอกกาวธรรมชาติ นำเส้นไหมที่ได้เตรียมไว้แล้วมาทำการ
ต้มลอกกาวด้วยสารลอกกาวธรรมชาติดังกล่าวโดยใช้ในสัดส่วนของสาร
ลอกกาวต่อเส้นไหมโดยประมาณ 30:1 ในระหว่างการต้มลอกกาวจะมี
การควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 90-95 องศาเซลเซียส เป็นเวลา
ประมาณ 90 นาที ในระหว่างการต้มลอกกาว ให้ทำการกลับเส้นไหมใน
หม้อต้มอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กระบวนการลอกกาวเส้นไหมสมบูรณ์ นำ
เส้นไหมที่ทำการลอกกาวเสร็จเรียบร้อยออกจากหม้อต้ม นำไปล้างน้ำ
ร้อนน้ำอุ่น แล้วบีบน้ำออกจากเส้นไหม นำเส้นไหมไปตากผึ่งแห้งที่ราว
ตาก ทั้งนี้ให้ทำการกระตุกเส้นไหมเพื่อให้มีการเรียงเส้นไหมในแต่ละไจ
อย่างเรียบร้อย นั่นคือการลอกกาวเส้นไหม เราก็จะได้เส้นไหมที่พร้อมจะ
ย้อมสี เพื่อนำไปทอผ้าต่อไป
การเตรียมฟืมทอผ้า ทำการค้นเส้นด้ายลักษณะเดียวกับการค้นเส้นยืน
จากนั้นนำเส้นด้ายมาร้อยเข้ากับฟืม โดยการร้อยผ่านช่องฟันหวีแต่ละ
ช่องทุกช่อง ๆ ละ 2 เส้น แล้วใช้ท่อนไม้ไผ่เล็ก ๆ สอดเข้าในห่วงเส้นด้าย
ที่ร้อยเข้าช่องฟันหวีเพื่อทำการขึงเส้นด้ายให้ตึงและจัดเรียงเส้นด้ายให้
เรียบร้อย ส่วนด้านหน้าของฟืมก็จะมีท่อนไม้ไผ่เช่นเดียวกับด้านหลังเพื่อ
ทำการขึงเส้นด้ายให้ตึงเช่นเดียวกับด้านหลังของฟืมที่กล่าวมาแล้ว จาก
นั้นให้ทำการเก็บตะกอฟืมแบบ 2 ตะกอ เราก็จะได้ชุดฟืมทอผ้าที่พร้อม
สำหรับการทอผ้า
การย้อมเส้นไหมยืน เตรียมน้ำย้อมสีเส้นไหม โดยทั่วไปผ้าแพรวาในสมัย
โบราณเส้นยืนจะใช้สีแดง ที่มาจากครั่ง นำครั่งมาตำให้ละเอียด จากนั้น
นำไปแช่น้ำนานประมาณ 1 คืน ทำการกรองน้ำย้อมสีด้วยผ้าบาง
ปริมาณครั่งที่ใช้ในการเตรียมน้ำย้อมประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20
ลิตร ต่อเส้นไหม 1 กิโลกรัม นำเส้นไหมที่เตรียมไว้มาทำการย้อม โดยเริ่ม
จากการการย้อมเย็นเพื่อให้น้ำย้อมสีสามารถซึมเข้าไปในเส้นไหมได้อย่าง
ทั่วถึง และสม่ำเสมอ ป้องกันการเกิดสีด่างบนเส้นไหม เมื่อน้ำย้อมได้ซึม
เข้าเส้นไหมจนทั่วแล้ว ก็ให้ยกหม้อต้มย้อมขึ้นตั้งบนเตาเพื่อเพิ่มความร้อน
จนกระทั่งอุณหภูมิอยู่ที่ระดับ 90 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 30
นาที หรือสังเกตได้จากการที่น้ำย้อมจะใส จากนั้น ให้นำเส้นไหมที่ย้อมสี
เรียบร้อยแล้วไปล้างน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง แล้วทำการบีบน้ำให้แห้ง
ทำการตากผึ่งให้แห้ง
การเตรียมเส้นยืน นำเส้นไหมยืนที่ทำการย้อมสีด้วยสีแดงเข้มของครั่ง มา
ทำการค้นเครือหูก หรือที่เรียกว่าการค้นเส้นยืน โดยใช้หลักเฝือเป็น
อุปกรณ์ในการค้นเส้นยืน การเตรียมค้นเส้นยืนจะเริ่มต้นโดยการนำเส้น
ไหมไปสวมเข้าในกง เพื่อทำการกรอเส้นไหมเข้าอัก จากนั้นก็ทำการค้น
เส้นยืน โดยมีหลักการนับ คือ รอบละ 2 เส้น 2 รอบ เป็น 4 เส้น เรียก
ว่า 1 ความ 10 ความ เท่ากับ 1 หลบ การนับจำนวนความจะใช้ซี่ไม้มา
คั่นเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น 1 หลบจะมีเส้น
ไหม 40 เส้น หลบ คือ หน้ากว้าง ในสมัยโบราณนิยมทอผ้าสไบหน้า
กว้างจะใช้ 8 หลบ ต่อมามีการขยายหน้ากว้างเพิ่ม เช่น 22 หลบ 34
หลบ เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบตั้งแต่เริ่มแรก
การต่อเส้นยืน การต่อเส้นยืนคือการนำเส้นไหมเส้นยืนมาผูกต่อกับเส้น
ด้ายในซี่ฟันหวีโดยทำการต่อที่ละเส้นจนหมดจำนวนเส้นยืน เช่น หากหน้า
กว้างของผ้าเท่ากับ 22 หลบ ก็จะต้องทำการต่อเส้นยืนเท่ากับ 1,760
เส้น เป็นต้น เมื่อต่อเส้นไหมเข้ากับเส้นไหมที่อยู่ในซี่ฟันหวี่เรียบร้อยแล้ว
ก็ให้ทำการม้วนเส้นยืนด้วยแผ่นไม้ พร้อมทั้งการจัดเรียงระเบียบของเส้น
ไหมตามช่องฟันฟืมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นก็นำไปติดตั้งเข้ากับ
หูกทอผ้าหรือกี่ทอผ้า เพื่อการเก็บเขาลายหรือตะกอต่อไป ก่อนทำการทอ
ผ้าจะต้องใช้แปรงจุ่มน้ำแป้งทาเคลือบเส้นยืนที่อยู่ในกี่ก่อน เพื่อทำให้เส้น
กลม มีความแข็งแรง เส้นไหมไม่แตกเป็นขนเนื่องจากกระทบกับช่องฟัน
ฟืมเวลาทอผ้า
การเตรียมเส้นพุ่งที่จะทำการย้อมสีต่าง ๆ การเตรียมน้ำย้อมสีเส้นไหม โดย
ทั่วไปผ้าแพรวาโบราณจะมีจำนวนสีหลากหลายสีในแต่ละลายหลัก ซึ่งสีที่
นิยมใช้กันมากก็จะเป็นสีเข้ม เช่น สีเหลือง สีน้ำเงินเข้ม สีเขียว สีแดง
เป็นต้น ซึ่งแต่ละสีก็จะได้มาจากชิ้นส่วนของพืชและสัตว์ ดังนี้
1.สีเหลือง เป็นสีที่ได้มาจากแก่นเข วิธีการเตรียม คือ นำแก่นเขมาทำให้เป็น
ชิ้นเล็กๆก่อนทำการต้มกับน้ำ การต้มให้ต้มเดือดนานประมาณ 1-1.30
ชั่วโมง จากนั้นก็ให้ทำการกรองด้วยผ้าบางเพื่อแยกส่วนของน้ำย้อมสีกับ
กากเหลือของแก่นเขออกจากกัน นำเส้นไหมเส้นพุ่งที่ต้องการย้อมสีเหลือง
มาทำการย้อม โดยเริ่มต้นการย้อมโดยวิธีย้อมเย็นเพื่อให้การซึมเข้าของสี
สม่ำเสมอ จากนั้นจึงใช้ความร้อนในการเพิ่มอุณหภูมิประมาณ 90-95
องศาเซลเซียส ย้อมนานประมาณ 30 นาที จากนั้นนำเส้นไหมที่ย้อมเสร็จ
แล้วมาทำการล้างด้วยน้ำ 2-3 ครั้ง เพื่อล้างสีส่วนเกินออกให้หมด ซึ่งจะ
ทำให้ผ้าไหมไม่ตกสี นำเส้นไหมที่ล้างน้ำแล้วบีบน้ำออกแล้วนำไปผึ่งตากให้
แห้ง
2.(2) สีน้ำเงิน เป็นสีที่ได้มาจากเนื้อคราม วิธีการเตรียม คือจะต้องมีการก่อ
หม้อครามก่อนเพื่อที่นำน้ำย้อมสีครามนั้นมาใช้ในการเตรียมน้ำย้อมสีคราม
เมื่อได้น้ำย้อมสีน้ำเงินแล้ว นำเส้นพุ่งที่ต้องการย้อมสีน้ำเงินมาทำการย้อม
โดยกรรมวิธีการย้อมสีครามจะเป็นการย้อมเย็น โดยการนำเส้นไหมลงย้อม
ในน้ำย้อม แล้วใช้มือบีบนวดเส้นไหมเพื่อให้สีสามารถซึมเข้าได้ทั่วถึง การ
ย้อมครามอาจจะต้องทำการย้อมซ้ำ 2-3 ครั้งขึ้นอยู่การการติดสีของคราม
และระดับความเข้มของสีที่ต้องการ
3.สีแดง เป็นสีที่ได้จากครั่ง วิธีการเตรียมน้ำย้อมสีแดงที่มาจากครั่ง นำครั่งมา
ตำให้ละเอียด จากนั้นนำไปแช่น้ำนานประมาณ 1 คืน ทำการกรองน้ำย้อมสี
ด้วยผ้าบาง ปริมาณครั่งที่ใช้ในการเตรียมน้ำย้อมประมาณ 5 กิโลกรัมต่อน้ำ
20 ลิตรต่อเส้นไหม 1 กิโลกรัม นำเส้นไหมที่เตรียมไว้มาทำการย้อม โดยเริ่ม
จากการการย้อมเย็น เพื่อให้น้ำย้อมสีสามารถซึมเข้าไปในเส้นไหมได้อย่างทั่ว
ถึง และสม่ำเสมอ ป้องกันการเกิดสีด่างบนเส้นไหม เมื่อน้ำย้อมได้ซึมเข้าเส้น
ไหมจนทั่วแล้ว ก็ให้ยกหม้อต้มย้อมขึ้นตั้งบนเตาเพื่อเพิ่มความร้อนจนกระทั่ง
อุณหภูมิอยู่ที่ระดับ 90-95 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หรือ
สังเกตได้จากการที่น้ำย้อมจะใส จากนั้น ให้นำเส้นไหมที่ย้อมสีเรียบร้อย
แล้วไปล้างน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง แล้วทำการบีบน้ำให้แห้ง ทำการตามผึ่งให้
แห้ง
4.สีเขียว เป็นสีที่ได้จากการใช้สี 2 สี คือ สีเหลืองจากแก่นเข และสีน้ำเงินจาก
คราม นำเส้นพุ่งที่ต้องการจะย้อมสีเขียวมาทำการย้อมสีเหลืองก่อน และล้างสี
ส่วนเกินออกให้หมดก็จะได้เส้นไหมที่ย้อมสีเหลือง ให้นำเส้นไหมสีเหลืองที่
เตรียม
ไว้ไปย้อมทับด้วยสีน้ำเงินก็จะทำให้เส้นที่ย้อมเป็นสีเขียว นำเส้นไหมที่ย้อมสีเสร็จ
เรียบร้อยแล้วมาทำการล้างสีส่วนเกินออกให้หมด โดยล้างน้ำ 2-3 ครั้ง จาก
นั้น
กบีาบรนก้ำรอออเสก้นทพุ่ำงกเขา้ารหผึ่ลงตอดากกแาห้รงกรซึ่องเทสุ้กนคพุ่รัง้งเขจ้ะาตห้อลงอทดำนกำาเรสก้นรไะหตุมกทีเ่สย้้นอไมหสมีต่ใาห้งเรีๆยง
แกัลน้วเรมียาบเข้รา้อกยง แล้วทำการกรอเส้นไหมเข้าหลอด เพื่อเตรียมเป็นเส้นพุ่งเพื่อใช้
ในการเกาะลาย และใส่กระสวยในการทอขัด
การเก็บเขาลาย / การเก็บตะกอลายขัด การทำลายบนผืนผ้าแพรวา ใช้ไม้เก็บ
ขิดมีลักษณะแบนกว้างประมาณ 7-8 เซนติเมตร ยาว 1 เมตร ปลายแหลมใน
การเก็บขิดลายผ้าแพรวาโบราณในแต่ละผืนจะมีจำนวนลายหลักแต่ละผืนไม่
เท่ากัน ประด้วยไม้ลายหรือตะกอกว่า 1,000 เขา /ตะกอ ซึ่งการทำลายบน
ผืนผ้าแพรวาโบราณจะทำโดยใช้ไม้เก็บขิดลายเก็บลายก่อน แล้วใช้ไม้ยกลาย
หรือไม้เผ่าสอดเข้าจนหมดหน้าฟืม โดยให้ยกไม้ยกลายที่สอดเข้าไปให้อยู่ใน
แนวตั้ง จากนั้นใช้นิ้วก้อยในการล้วงเกาะเส้นไหมสีต่าง ๆ ตามลายที่กำหนด
ไปจนสุดขอบผ้า แล้วจึงเหยียบไม้เหยียบตะกอฟืมเพื่อสอดกระสวย แล้วใช้ฟืม
กระทบเส้นไหมเพื่อให้ผืนผ้าแน่น ไม้หนึ่งเกาะ 2 เที่ยว เพื่อให้ลายนูนเด่น ใน
การทอผ้าแพรวาจะต้องมีการเก็บลายไปตลอดการทอ การทอผ้าแพรวา
ลวดลายผ้าจะอยู่ด้านล่างของกี่ทอผ้า ซึ่งจะมีความแตกต่างจากการทอผ้ามัด
หมี่หรือผ้าอื่น ๆ และด้านล่างของผืนผ้าแพรวา จะมีท่อนไม้เล็ก ๆ แบน ๆดัน
ยึดริมผ้าทั้ง 2 ด้านให้ตรงและตึงตลอดเวลาเรียกว่าไม้คันผัง โดยมีหน้าที่ยึด
ผ้าที่ทอให้ขอบผืนผ้าตรงและตึงตลอดเวลา ทำให้ลวดลายบนผ้าสวยงามผ้า
แพรวาชนิดนี้ เรียกว่า แพรวาเกาะ ซึ่งเป็นแพรวาที่มีความสวยงามมาก ค่อน
ข้างทำยากและใช้เวลาในการทอค่อนข้างนาน ส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูง
ตามไปด้วย
การทอผ้าแพรวาแบบประยุกต์ปัจจุบันการทอผ้าแพรวาได้มีการประยุกต์เพื่อ
ให้เหมาะกับสภาพการของเศรษฐกิจและความต้องการของตลาด เช่น ผ้าแพร
วาชนิดแพรวาล่วง คือ ใช้กระสวยพุ่งตามลายที่ได้เก็บขิดลายไว้ ส่วนใหญ่แพร
วาชนิดนี้จะมีสี 2 สี คือ สีพื้น สีลวดลายบนผืนผ้าหรือหากจะมีการเพิ่มสีสันก็
จะมีการเติมลายเล็ก ๆ หรือลายที่เป็นลายเกสรเล็ก ๆ เพื่อเพิ่มสีสันให้มีความ
สวยงาม ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดเวลา ทำได้ง่าย สามารถลดต้นทุนการผลิต
ได้ด้วยซึ่งผ้าแพรวาชนิดนี้เรียกว่า แพรวาจก
กลุ่มอาชีพสตรี
ทอผ้าไหมแพรวา
กลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนสำหรับศูนย์วัฒนธรรมภูไท
เป็นโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม
ราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงรับไว้ในโครงการส่งเสริมการทอผ้าไหมแพร
วาบ้านโพน มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม
ราชินีนาถ เมื่อปี พ.ศ. 2521 โดยใช้ชื่อว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร มีสมาชิก
70 คน ต่อมาปี 2538 ได้จัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหมแพรวาบ้าน
โพน มีสมาชิก 450 คน และในปี 2551 ได้ขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ศูนย์
ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนกาฬสินธุ์ จำกัด ปัจจุบันมีสมาชิก
ทั้งหมด 825 คน ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ อ. คำม่วง อ. สมเด็จ อ. สาม
ชัย และ อ. สหัสขันธ์ เป็นสหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน
กาฬสินธุ์ จำกัด เป็นสหกรณ์ฯ ที่สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้พัฒนา
คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามวิถีแห่งหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งศูนย์ฯ ดังกล่าว
เป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมของคนผู้ไทย การสาธิตการผลิตผ้าไหมแพรวา
และเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์จำหน่ายสินค้าโดยเฉพาะผ้าไหม
แพรวา ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นราชินีแห่งไหม
ที่ตั้งและการติดต่อ
แหล่งผลิต : กลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน (ศูนย์วัฒนธรรม
ผู้ไทย)
ที่ตั้ง : 173 ม. 5 ต. โพน อ. คำม่วง จ. กาฬสินธุ์
โทรศัพท์ : 08 3338 3956 (คุณหนูวรรณ), 08 6237 3699 (คุณ
สมศรี), 08 4790 8424 (คุณนงลักษณ์)
คณะศิลปกรรมศาสตร์
และ
วัฒนธรรมศาสตร์
สาขาการจัดการวัฒนธรรม