- 46 -
รปู ท่ี 37 ลำดบั ชน้ั ตะกอนหลุมเจาะสำรวจ WH-14
การประชมุ วิชาการ “สภาพแวดลอ้ มบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรพั ยากรธรณี กรงุ เทพมหานคร
- 47 -
01 234 5
ความลกึ (เมตร) 1 2 3 4 5 6
รูปท่ี 38 แสดงลักษณะตะกอนหลุมเจาะสำรวจ WH-14
การประชุมวชิ าการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรัพยากรธรณี กรงุ เทพมหานคร
- 48 -
รปู ท่ี 39 ลำดบั ชน้ั ตะกอนหลุมเจาะสำรวจ WH-15
การประชมุ วิชาการ “สภาพแวดลอ้ มบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรพั ยากรธรณี กรงุ เทพมหานคร
- 49 -
01 234 5
ความลึก (เมตร) 1 23 45 6
รูปท่ี 40 แสดงลกั ษณะตะกอนหลุมเจาะสำรวจ WH-15
การประชุมวชิ าการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรัพยากรธรณี กรุงเทพมหานคร
- 50 -
รปู ท่ี 41 ลำดบั ชน้ั ตะกอนหลุมเจาะสำรวจ WH-16
การประชมุ วิชาการ “สภาพแวดลอ้ มบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรพั ยากรธรณี กรงุ เทพมหานคร
- 51 -
0 1 2 3 456
ความลึก (เมตร) 1 2 34 5 6
รูปท่ี 42 แสดงลกั ษณะตะกอนหลุมเจาะสำรวจ WH-15
การประชุมวชิ าการ “สภาพแวดลอ้ มบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรพั ยากรธรณี กรุงเทพมหานคร
- 52 -
5.3.3 ภาพตดั ขวาง (Cross Section)
จากการลำดับช้ันตะกอน ทำให้เราสามารถสรา้ งภาพตัดขวางของพ้นื ที่เพื่อทราบลักษณะการสะสมตัว
ของพนื้ ที่ได้ โดยในการสำรวจครัง้ นี้ ไดภ้ าพตดั ขวางท้งั หมด 5 แนว โดยมีตำแหน่ง ดังแสดงใน รปู ที่ 43
รูปที่ 43 แผนท่แี สดงหลมุ เจาะและแนวภาคตัดขวางของพื้นท่กี ารสำรวจ
แนว A – A’ ภาพตัดขวางแนว NE-SW แสดงลักษณะการสะสมตัวตั้งแต่หมวดตะกอนที่แก่ที่สุด
ในพ้นื ท่จี นถึงหมวดตะกอนทีอ่ ่อนที่สุด โดยแสดงตำแหน่งซากวาฬ จากภาพตดั ขวางจะเหน็ ได้วา่ ชั้นดินบรรพกาล
ทพ่ี บในหลุมเจาะสำรวจนนั้ มลี กั ษณะไม่ต่อเนื่องกนั ซึง่ อาจเกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลโบราณ
แนวภาพตัดขวางท่ีเหลือเปน็ แนว NW-SE ซง่ึ Line C-C’ ตดั ผ่านซากวาฬ แสดงลกั ษณะการสะสมตัว
ของตะกอน และจาก ภาพตัดขวางทั้ง 4 แนว สังเกตได้ว่า ชั้นดินบรรพกาลนั้น จะมีการสะสมตัวไม่ต่อเนื่อง
มลี กั ษณะเปน็ เลนส์ โดยจะพบมากในบรเิ วณทิศตะวนั ตกและทิศใต้ มากกวา่ ทางด้านทศิ ตะวันออก
การประชุมวชิ าการ “สภาพแวดลอ้ มบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรพั ยากรธรณี กรุงเทพมหานคร
- 53 - ูรป ่ีท 44 ภาพตัดขวางแนว A-A’
การประชมุ วิชาการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรัพยากรธรณี กรุงเทพมหานคร
- 54 -
การประชมุ วิชาการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรัพยากรธรณี กรุงเทพมหานคร
- 55 -
5.3.4 แบบจำลองชนดิ Fence diagram
แบบจำลอง Fence diagram ถูกทำขึ้นจากข้อมูลหลุมเจาะ WH-2 ถึง WH-16 โดยไม่นำข้อมูลจาก
หลุม WH-1 มาสร้างแบบจำลองเนื่องจากมีตำแหน่งการเจาะที่ไกล และไม่มีหลุมเจาะข้างเคียงมากพอที่ใช้
ในการเทียบสัมพันธล์ ำดับชั้นตะกอน ซึ่งแบบจำลองนี้ถูกทำขึ้นเพือ่ ให้สามารถมองเห็นภาพรวมของการสะสม
ตวั หมวดตะกอนท้งั สามหมวดในรปู แบบสามมิติ (รูปที่ 46)
จากแบบจำลองแสดงชั้นของหมวดตะกอน 3 หมวดได้แก่ หมวดตะกอนดินเคลย์ที่ราบน้ำขึ้นถึงเดิม
(Old Intertidal Flat Clay Formation) หมวดตะกอนดินเคลย์สมุทร (Shallow Marine Clay Formation)
และ หมวดตะกอนดินเคลย์เนื้อแน่น (Pleistocene Stiff Clay Formation) โดยจะสังเกตเห็นชั้นดินบรรพกาล
หรอื ชน้ั พีท (Paleosol or Basal Peat) สะสมตัวไมต่ ่อเนอื่ งมีลักษณะคลา้ ยเลนส์ ดังแสดงในรูปท่ี 47 ก
หมวดตะกอนดินเคลย์เนื้อแน่นมีลักษณะลาดลึกลงไปในทางทิศใต้และทิศตะวันออก และตะกอน
ดินเคลย์สมุทรนั้น มีชั้นบนตามลักษณะภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นบ่อดิน ซึ่งทางฝั่งทิศเหนือและทิศใต้จะมี
ผิวดินที่มคี วามสูงมากกว่าบริเวณตรงกลางทีพ่ บซากวาฬ (รูปที่ 47 ข)
กข
รปู ที่ 46 ก) แบบจำลอง Fence diagram ข) แผนที่แสดงแนวแบบจำลอง Fence diagram
การประชมุ วชิ าการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรพั ยากรธรณี กรงุ เทพมหานคร
- 56 -ข
การประชมุ วิชาการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรัพยากรธรณี กรุงเทพมหานคร
ก
รปู ท่ี 47 ก) แบบจำลอง Fence diagram แสดงการเทียบสมั พนั ธ์ระหว่างหลมุ เจาะ
ข) แบบจำลอง Fence diagram แสดงลกั ษณะการวางตวั ของตะกอนชนั้ ต่าง ๆ
- 57 -
4 การสะสมตวั ของซากวาฬ
จากการสำรวจซากวาฬตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครพบว่าซากวาฬนั้นสะสมตัว
อย่ใู นช้นั ตะกอนดนิ เคลยส์ มุทร (Shallow Marine Clay Formation) ในความลกึ 6.3 เมตรจากระดับนำ้ ทะเล
ปานกลาง มีตะกอนดินเคลย์ปิดทับอยู่ประมาณ 3 เมตร และรองรับอยู่ประมาณ 5 เมตร ซึ่งแสดงถึง
สภาพแวดล้อมการสะสมตัวแบบทะเลน้ำต้ืน โดยซากวาฬที่พบนั้นมีทิศทางการวางตัวของส่วนหัวหันเข้าหา
แนวชายฝั่งปัจจุบัน โดยข้อมูลแผนที่ความลึกของชั้นตะกอนดินเคลย์เนื้อแน่น (Pleistocene Stiff Clay
Formation) ดังแสดงในรูปที่ 6 จะสังเกตได้ว่าจากลักษณะของเส้นชั้นความสูงนั้นแสดงให้เห็นว่าชั้นตะกอน
ดินเคลย์เนื้อแน่นบริเวณหลุมเจาะ WH-11 มีลักษณะลึกเป็นร่องยาวไปถึงแนวหลุมเจาะ WH-8 และ WH-4
ซึ่งเป็นทิศทางที่ใกล้เคียงกับแนวการวางตัวของซากวาฬ จึงสามารถอนุมานได้ว่า วาฬอาจจะเข้ามาในบริเวณ
น้ำตน้ื ผา่ นร่องน้ำหรือชะวากทะเล (Estuary) กอ่ นทจ่ี ะตายและสะสมตัวในบริเวณดังกล่าว
ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยที่เกีย่ วของและจากผลการเจาะสำรวจลักษณะการสะสมตวั ของซากวาฬน้ัน
แสดงดังรูปที่ 48 โดยซากวาฬสะสมตัวอยู่เกือบกึ่งกลางของชั้นตะกอนดินเคลย์สมุทรและรองรับด้วย
ชั้นตะกอนดินเคลย์เหนียวเนื้อแน่นซึ่งในบางบริเวณจะพบชั้นพีทหรือชั้นดินบรรพกาลสะสมตัวอย่างแบบ
ไมต่ ่อเนอ่ื งกันและตะกอนดนิ เคลยส์ มทุ รนนั้ ถูกปดิ ทบั ด้วยชั้นตะกอนทรี่ าบนำ้ ขน้ึ ถึงเกา่ โดยช้ันตะกอนดินเคลย์
สมุทรนั้นมีลักษณะเป็นลิ่ม (Wedge shape) ซึ่งจากมีความหนามากเมื่ออยู่ในมหาสมุทรและบางลงเมื่อเข้าสู่
แผ่นดินซึ่งจากการศึกษาของ ภาสกร ปนานนท์และคณะ ในปี 2560 พบว่า แนวชายฝั่งที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด
บริเวณนี้พบที่บริเวณเมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี ซึ่งพบแนวสันทรายโบราณที่แสดงลักษณะของชายฝ่ัง
และในปี 2556 กรมศิลปากรได้พบเรือโบราณซึ่งจมอยู่ลึกใต้พื้นดิน 2 เมตร สะสมตัวอยู่ในตะกอนดินเคลย์
สมทุ รเช่นกนั
N
รูปที่ 48 Schematic Cross section ของลำดบั ช้นั ตะกอนท่ซี ากวาฬสะสมตัวอยู่
การประชุมวิชาการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรัพยากรธรณี กรงุ เทพมหานคร
- 58 -
5 สภาพแวดล้อมการสะสมตัวบรรพกาล
จากผลการศึกษาลำดบั ช้ันตะกอนบรเิ วณพ้นื ทีซ่ ากวาฬ อ.บา้ นแพว้ จ. สมทุ รสาคร ทำให้สามารถแบ่ง
สภาพแวดล้อมการสะสมตัวบรรพกาลจากลักษณะการสะสมตัวของตะกอนเทียบสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง
ระดับน้ำทะเลโบราณของพื้นที่อ่าวไทย (Gulf of Thailand) และบริเวณพื้นที่ไหล่ทวีปซุนดา (Sunda shelf)
(รูปที่ 49) ซึ่งเกิดจากผลของยุคน้ำแข็งไพลสโตซีนซึ่งทำให้น้ำทะเลถอยร่นไปเมื่อ 21,000 ปีก่อน และเริ่มมี
ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึน้ หลังจากผ่านช่วงยคุ น้ำแขง็ ชว่ งสุดท้าย (Last Glacial Maximum) ทำให้บริเวณพื้นท่ี
อา่ วไทยมกี ารเพม่ิ ขน้ึ ของระดบั นำ้ ทะเลอย่างรวดเร็วและเม่ือประมาณ 13,000 ปีกอ่ น (Tanabe et al., 2003)
น้ำทะเลได้ขึ้นมาถึงระดับน้ำทะเลปัจจุบันและได้รุกเข้าไปสู่แผ่นดินซึ่งเมื่อถึงช่วงน้ำทะเลขึ้นสูงสุด (Mid-
Holocene Highstand) เม่ือประมาณ 8000-7000 ปกี ่อน (Sinsakul, 2000) นำ้ ทะเลเริ่มมกี ารถอยรน่ ออกไป
ทางชายฝง่ั ปัจจบุ ันจนระดับน้ำทะเลมคี วามสงู เทา่ กับระดบั น้ำทะเลปานกลางปจั จบุ ัน
โดยสามารถแบ่งสภาพแวดล้อมการสะสมตวั ของพื้นทีน่ ี้ออกเป็น 4 ระยะ ไดแ้ ก่
1) ระยะการสะสมตัวในช่วงยุคนำ้ แข็งไพลสโตซีน (Pleistocene Ice Age Stage)
2) ระยะการสะสมตวั จากการเพ่ิมขน้ึ ของระดับนำ้ ทะเล (Transgression Stage)
3) ระยะการสะสมตัวจากการลดลงของระดบั นำ้ ทะเล (Regression Stage)
4) ระยะสุดท้ายของการสะสมตะกอน (Latest Stage)
รูปที่ 49 แสดงการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของระดับนำ้ ทะเลในพืน้ ที่อ่าวไทย (Gulf of Thailand) และ
บริเวณไหล่ทวปี ซุนดา (Sunda shelf) (Surakiachai et al., 2019)
การประชุมวชิ าการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรพั ยากรธรณี กรุงเทพมหานคร
- 59 -
1) ระยะการสะสมตวั ในช่วงยุคนำ้ แขง็ ไพลสโตซนี (Pleistocene Ice Age Stage)
ลักษณะเด่นของตะกอนระยะนี้มีตะกอนขนาดดินเคลย์ปนทรายละเอียด สีเทาอ่อน มีจุดประสีแดง
ซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมการสะสมตัวแบบที่ราบน้ำท่วมถึง (Floodplain deposits) (รูปที่ 50) ซึ่งบางบริเวณ
อาจมีการพบเศษกรวดบ้าง โดยจุดประสีแดงนั้นเป็นตัวบ่งชี้ว่าเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันกับอากาศ ซึ่งใน
ระยะนนี้ ้ันเร่ิมตน้ ตง้ั แต่ยุคนำ้ แขง็ ชว่ งสุดท้าย (Last Glacial Maximum) ทำให้บริเวณนี้มสี ภาพภูมิอากาศ
ที่แห้งแล้ง มีการสะสมตัวส่วนใหญ่เป็นการสะสมตัวจากแม่น้ำ (Fluvial deposits) โดยมีลักษณะการ
สะสมตัวเรียงลำดับจากตะกอนขนาดใหญ่ไปตะกอนขนาดเล็กโดยตะกอนชั้นสุดท้านนั้นเป็นตะกอนดิน
เคลย์ชั้นหนา ซึ่งช่วงนี้จะสะสมตัวจนถึง 13,000 ปีก่อนที่ระดับน้ำทะเลเริ่มรุกล้ำเข้าสู่อ่าวไทยและมีการ
เพิม่ ขนึ้ ของระดับนำ้ ทะเลอยา่ งรวดเรว็ ซ่ึงมีความสงู เท่าระดับนำ้ ทะเลปัจจบุ ันประมาณเมื่อ 9000-8000 ปี
ก่อน แล้วเริ่มรุกเข้าไปในแผ่นดิน (Tanabe et al., 2003) ซึ่งจะเริ่มรุกเข้าไปจากทางน้ำโดยจากการ
รุกเข้าไปอย่างรวดเร็วนี้ทำให้เกิดการกัดกร่อนผิวดินเดิมที่สะสมตัวอยู๋ โดยจากผลการเจาะสำรวจน้ัน
พบลักษณะรอยต่อที่รองรับตะกอนชั้นอื่นแบบฉับพลัน (Abrupt contract) แสดงถึงการผุกร่อนตามผิว
แลว้ จึงเปลี่ยนสภาพแวดลอ้ มการสะสมตัวทำให้ตะกอนทม่ี าสะสมตัวน้ันมีการเปล่ยี นแปลงไป
รูปท่ี 50 Schematic diagram ของ Pleistocene Ice Age Stage
การประชมุ วชิ าการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรัพยากรธรณี กรุงเทพมหานคร
- 60 -
2) ระยะการสะสมตัวจากการเพ่ิมขน้ึ ของระดับน้ำทะเล (Transgression Stage)
หลงั จากสิน้ สดุ ยุคนำ้ แข็งไพลสโตซีนน้ันน้ำทะเลได้มีการรุกเข้ามาในแผ่นดินซง่ึ จากการเจาะสำรวจพบ
ชั้นดินบรรพกาลหรือชั้นพีท เกิดจากการสะสมตัวในสภาพแวดล้อมแบบป่าชายเลน (Mangrove) ซึ่งโดย
ปกติแล้วตลอดแนวชายฝั่งนั้นจะมีการสะสมตัวแบบที่ราบน้ำขึ้นถึง (Tidal flat deposits) ซึ่งถัดเข้ามา
ในชายฝั่งนั้นมักพบลักษณะการสะสมตัวแบบป่าชายเลน โดยมักมีเศษไม้ เศษสิ่งมีชีวิต ตกสะสมตัวร่วมด้วย
และเมื่อน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดการสะสมตัวของตะกอนดินเคลย์ทะเล แต่จากการเพิ่มข้ึน
อย่างรวดเร็วของระดับน้ำทะเลน้นั ทำให้ตะกอนในระยะน้ีมีอัตราการสะสมตัวไม่มากนัก (Tanabe et al.,
2003) ซึ่งเมื่อประมาณ 8000-7000 ปีก่อนน้ำทะเลได้มีการรุกเข้ามาในแผ่นดินสูงสุด (High-stand
Maximum) โดยมีระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำทะเลปัจจุบัน 2-4 เมตร (รูปที่ 51) ทำให้พ้ืนที่นี้มี
การสะสมตัวของตะกอนในสภาวะมีออกซิเจนต่ำ (Reducing Environment) ซึ่งสังเกตได้จากสีของ
ตะกอนชั้นนี้นั้นจะมีสีส่วนมากค่อนข้างดำและเขียว แต่จากการที่พบเศษหอยและชั้นหอยสะสมตัวอย่นู ั้น
จึงสรปุ ไดว้ ่าตะกอนนี้ชดุ นม้ี ีสภาพแวดลอ้ มการสะสมตัวแบบทะเลน้ำตนื้ (Shallow Marine)
รูปที่ 51 Schematic diagram ของ Transgression Stage
การประชุมวิชาการ “สภาพแวดลอ้ มบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรพั ยากรธรณี กรงุ เทพมหานคร
- 61 -
3) ระยะการสะสมตัวจากการลดลงของระดับน้ำทะเล (Regression Stage)
ลักษณะการสะสมตัวของตะกอนในระยะนั้นสว่ นใหญเ่ หมือนกบั ระยะการสะสมตัวจากการเพิ่มข้ึนของ
ระดับน้ำทะเล จากกราฟการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล (รูปที่ 49) พบว่าระยะเวลาการลดของ
ระดับน้ำทะเลนั้นจะค่อนข้างช้ากว่าตอนเพิ่มระดับทำให้อัตราการสะสมตัวของระยะนี้จะมีการสะสมตัว
คอ่ นข้างมาก โดยมลี กั ษณะกาสรสะสมตัวถอยเข้าไปในแนวชายฝ่ังปัจจบุ ัน (Progradation) แต่ลักษณะนี้
จะไมแ่ สดงในผลการเจาะสำรวจเนื่องจากตะกอนช้ันนี้มลี ักษณะคลา้ ยคลึงกับตะกอนในระยะการสะสมตัว
น้ำขึ้น สามารถหาความต่างกันได้จากการหาอายุด้วยวิธีคาร์บอน 14 เท่านั้น (Tanabe et al., 2003)
ในระหว่างที่น้ำทะเลเริ่มถอยนั้น บริเวณถัดจากแนวชายฝั่งเข้ามาทางแผ่นดินจะมีการสะสมตัว
ในสภาพแวดล้อมแบบทรี่ าบน้ำข้ึนถึง (Tidal flat deposits) (รปู ที่ 52) ซึง่ จะมีลักษณะตะกอนที่คล้ายกับ
การสะสมตัวของตะกอนดินเคลย์ แต่สีจะเข้มน้อยกว่า พบจุดประสีน้ำตาลแกมเหลืองซ่ึงทำให้แยกออก
จากตะกอนดินเคลย์สมุทรได้ เกิดจากการสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศและทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน
โดยในสภาพแวดล้อมการสะสมตัวแบบนี้มักจะมีอินทรีย์วัตถุตกสะสมตัวร่วมด้วย ซึ่งจากการเจาะสำรวจน้ัน
ในชนั้ น้ีพบลกั ษณะของฮิวมสั (Humus) สะสมตัวอยู่ แต่ไมพ่ บเศษของไม้หรือรากไม้ และเปลอื กหอย
รปู ท่ี 52 Schematic diagram ของ Regression Stage
การประชุมวชิ าการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรัพยากรธรณี กรงุ เทพมหานคร
- 62 -
4) ระยะสุดท้ายของการสะสมตะกอน (Latest Stage)
เมื่อระดับน้ำทะเลเริ่มลดลงจนถึงระดับปัจจุบัน สภาพแวดล้อมการสะสมตัวของพื้นที่นี้เริ่มได้รับ
อิทธิพลจากแม่น้ำท่าจีนมากขึ้น (รูปที่ 53) มีการสะสมตัวในสภาพแวดล้อมแบบที่ราบน้ำท่วมถึง
(Floodplain deposits) อีกครั้ง โดยตะกอนที่พบในชั้นนี้เป็นตะกอนปัจจุบัน มีลักษณะและสีที่เกิดจาก
การทำปฏิกริ ิยาออกซิเดชันทำให้เกิดการผุพังและมีการเกิดเป็นช้นั ของเหล็กขน้ึ ซ่ึงบางจุดพบวัตถุอินทรีย์
แต่เนอื่ งจากพ้ืนท่กี ารศึกษานนั้ มสี ภาพสว่ นใหญ่เปน็ บ่อดิน จงึ ทำใหข้ อ้ มลู ของสภาพแวดล้อมการสะสมตัว
ลักษณะนี้น้อยมาก และจากลักษณะธรณีสัณฐานชายฝัง่ นั้น แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้อยู่ไกลจากทะเลมาก
เกินกว่าที่จะเป็นบริเวณที่ราบน้ำขึ้นถึง (Tidal flat) และถูกจัดให้เป็นที่ราบน้ำขึ้นถึงเดิม (Old tidal flat)
(สิน สินสกุล และคณะ, 2545) ดงั แสดงในรปู ที่ 1
รปู ท่ี 53 Schematic diagram ของ Latest Stage
การประชุมวิชาการ “สภาพแวดล้อมบรรพกาลกบั วาฬอำแพง” 26 มกราคม 2564 ณ กรมทรพั ยากรธรณี กรุงเทพมหานคร