The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สุขาภิบาลแก้แล้ว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Mild Jeeranan Smile, 2023-08-02 02:06:12

สุขาภิบาล แก้

สุขาภิบาลแก้แล้ว

Keywords: สุขาภิบาล แก้

ค ำน ำ หนังสือ E-Book เล่มนี ้จัดเป็นส่วนหนึ่งของวิชาความปลอดภัยและชีวอนามัยในสถานประกอบการ ซึ่งเนื ้อหาเกี่ยวกับ การสุขาภิบาลในระบบอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อการเรียนรู้โดยผู้จัดท าเริ่มหา ความรู้และสร้างสรรค์เนื ้อหาในรูปแบบE-Book เพื่อเลือกส าหรับผู้สนใจที่อยากศึกษาเนื ้อหาที่อยากเข้าถึง เข้าใจ และสะดวกในการศึกษามากขึ ้น ผู้จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า E-Book เล่มนี ้เป็นสื่อการเรียนรู้ที่สามารถสร้างความรู้เพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ศึกษาเรื่องนี ้ให้ดียิ่งขึ ้นต่อไป ผู้จัดท า นางสาวจีรนันท์ คงจร


สำรบัญ เรื่อง หน้า การสุขาภิบาล 1 1.1 ความหมายและประโยชน์ของสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร สุขาภิบาลโรงงาน 2 1.1.1 ความหมายของสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร การให้ค านิยามสุขาภิบาลโรงงาน อุตสาหกรรมอาหารมีหลายค าที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี ้ 2 1.1.2 ประโยชน์ของสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร 3 1.2 นิยามค าศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร 4 1.3 สุขาภิบาลกับความปลอดภัยด้านอาหาร 6 1.4 กฎหมายและมาตรฐานเกี่ยวกับสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร 10 1.4.1 พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 10 1.4.2 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 12 1.4.3 พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 14 1.4.4 มาตรฐานสากลระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม 16 1.4.5 มาตรฐานสากลระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารตลอดห่วงโซ่อาหาร ISO 22000 18 1.4.6 มาตรฐานสากลการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 20 มาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร (ISO 22000) 22 หลักการของระบบ HACCP 23 ความปลอดภัยในระบบอุตสาหกรรม 25 ความปลอดภัยในโรงงาน มีอะไรบ้าง 25 มาตรฐานของความปลอดภัย ภายในโรงงานอุตสาหกรรม ของประเทศไทย 26 หมวด 1 มาตรฐานด้านความร้อน 27 หมวด 2 มาตรฐานด้านแสงสว่าง 27 หมวด 3 มาตรฐานด้านเสียง 28


หมวด 4 มาตรฐานด้านสารเคมีและอนุภาค 28 เครื่องมือและอุปกรณ์ความปลอดภัย 29 หลักการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล 31 ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย 31 อาชีวอนามัยและความปลอดภัย คืออะไร 33 8 องค์ประกอบของโครงการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยขั ้นพื ้นฐาน 34 KPI ด้านสุขภาพและความปลอดภัย 39 ความปลอดภัยของกระบวนการผลิตอาหาร 40 มาตรฐานการผลิตของอุตสาหกรรมอาหาร 41


สำรบัญภำพ ภาพที่ 1สุขาภิบาลในอุตสาหกรรม 1 ภาพที่ 2โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร 4 ภาพที่ 3ระบบการท างานในโรงงานอุตสาหกรรม 6 ภาพที่ 4การล้างมือ 8 ภาพที่ 5 ท าอาหาร 9 ภาพที่ 6 GMP 12 ภาพที่ 7 บ่อบ าบัดน ้าเสียในโรงงาน 14 ภาพที่ 8 โรงงานอุตสาหกรรม 18 ภาพที่ 9 การผลิต 20 ภาพที่ 10 พนักงานภายในองค์กร 22 ภาพที่ 11 พนักงาน 24 ภาพที่ 12อุบัติเหตุในการท างาน 29 ภาพที่ 13 ความปลอดภัยในการท างาน 32 ภาพที่ 14 ความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรม 36 ภาพที่ 15 พนักงาน 38 ภาพที่ 16 การท างาน 39 ภาพที่ 17 กระทรวงอุตสาหกรรม 43


1 กำรสุขำภิบำล ค าว่า สุขาภิบาล (sanitation) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน คือsanitas ที่มีความหมายว่า สุขภาพ ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างเพราะในอดีตสุขาภิบาลอาหารพื ้นฐานในโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร มุ่งเน้นเฉพาะความสะอาดเพื่อป้องกันโรคทางเดินอาหารที่มีผลต่อสุขภาพเท่านั ้น แต่ปัจจุบันมีการน า มาตรการอาหารสากล เช่น หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารและระบบการวิเคราะห์อันตรายและ จุดวิกฤตที่ต้องควบคุมมาใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อให้การค้าผลิตภัณฑ์อาหารระหว่างประเทศมีความ ปลอดภัย ประเทศซึ่งเป็นผู้ส่งออกอาหารล าดับต้นๆ ของโลกต้องน าระบบเหล่านี ้มาปรับใช้ในการจัดการ ความปลอดภัยด้านอาหารเพิ่มเติมนอกจากสุขาภิบาลอาหารซึ่งเป็นโปรแกรมพื ้นฐานที่มีอยู่โดยค านึงถึง ความปลอดภัยด้านอาหารที่ได้มาตรฐานในระดับสากล อาหารไทยที่ส่งออกจึงจะได้รับการยอมรับจาก นานาชาติและสามารถพัฒนาขีดความสามารถจนกระทั่งเป็นครัวของโลกได้ในที่สุด (world ‘s kitchen) รวมทั ้งให้อาหารที่ผลิตเพื่อบริโภคในประเทศได้คุณภาพมาตรฐานและปลอดภัยเช่นเดียวกัน ในบทนี ้จะได้ น าเสนอบทน าเกี่ยวกับสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ในเรื่องความหมาย และความส าคัญ ความ ปลอดภัยด้านอาหาร กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสุขาภิบาลโรงงาน อุตสาหกรรมอาหาร ภาพที่ 1สุขาภิบาลในอุตสาหกรรม ที่มำ: https://www.isranews.org/content-page/item/57047-tdri-57047.html


2 1.1 ควำมหมำยและประโยชน์ของสุขำภิบำลโรงงำนอุตสำหกรรมอำหำร สุขำภิบำลโรงงำน อุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและมีความซับซ้อนมากขึ ้น ตามระดับการ ขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหาร กระบวนการผลิตอาหารในปัจจุบันจึงมักมีก าลังการผลิต ที่มาก ขึ ้นและใช้เครื่องจักรกลหลายชนิด ต้องอาศัยองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางด้านสุขาภิบาลอาหาร ที่ เหมาะสมมาประยุกต์ในการจัดกระบวนการผลิตอาหารให้มีความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ดังนั ้น การศึกษา วิชานี ้จึงต้องทราบความหมายและค าศัพท์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั ้งความจ าเป็นของ สุขาภิบาลอาหารเป็นเรื่องแรก 1.1.1 ควำมหมำยของสุขำภิบำลโรงงำนอุตสำหกรรมอำหำร กำรให้ค ำนิยำมสุขำภิบำลโรงงำน อุตสำหกรรมอำหำรมีหลำยค ำที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ (1) การสุขาภิบาลอาหาร หมายความว่าการจัดการและควบคุมเพื่อให้อาหารสะอาด ปลอดภัย จากเชื ้อโรค พยาธิและสารเคมีที่เป็นพิษต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายหรืออาจเป็นอันตรายต่อการ เจริญเติบโตของ ร่างกาย สุขภาพอนามัยและการด ารงชีวิตของมนุษย์ (กรมอนามัย, 2547) (2) สุขาภิบาลอาหาร หมายความว่า กระบวนการจัดการ ควบคุมอาหารให้สะอาด ปลอดภัยจาก เชื ้อจุลินทรีย์ สารเคมี และสารพิษต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายหรืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการเจริญเติบโตของ ร่างกาย สุขอนามัยและการดด ารงชีวิตทั่วไปของผู้บริโภค กล่าวโดยย่อได้ว่าการสุขาภิบาล อาหาร คือ การ ท าอาหารให้สะอาดและปลอดภัยแก่ผู้บริโภค (ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดล าพูน, 2544) (3) โรงงาน (plant) หมายความว่า อาคาร สถานที่ หรือยานพาหนะที่ใช้เครื่องจักรมีก าลังรวม ตั ้งแต่ห้าแรงม้าหรือก าลังเทียบเท่าตั ้งแต่ห้าแรงม้าขึ ้นไป หรือใช้คนงานตั ้งแต่เจ็ดคนขึ ้นไปโดยใช้เครื่องจัก หรือไม่ก็ตาม ส าหรับท าผลิต ประกอ บรรจุ ซ่อม ซอมบ ารุง ทดสอบ ปรับปรุง แปรสภาพ ล าเลียง เก็บรักษา หรือท าลายสิ่งใดๆ (พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535, 2535) (4) อุตสาหกรรม (Industry) หมายความว่า การท าสิ่งของเพื่อให้เป็นสินค้า (พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525, 2525) (5) อาหาร (food) หมายความว่า ของกินหรือเครื่องค ้าจุนชีวิต (พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522, 2522) จากนิยามต่างๆ ที่กล่าวมาน ามาสรุปได้ว่า สุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร


3 หมายความว่า การท าอาหารที่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมมีความสะอาดและปลอดภัยแก่ผู้บริโภค สุขาภิบาลอาหารเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในการจัดการอาหารโดยภาพรวมในสภาพี่ถูก สุขลักษณะ การบ ารุงรักษาสุขลักษณะที่ดี การจัดการสภาพแวดล้อมในการเตรียม การแปรรูป การจัดการ อาหาร โดยผู้จัดการระบบอาหารควรมีสุขภาพดีเพื่อปูองกันการปนเปื ้อนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุการก่อโรค ที่ มีอาหารเป็นสื่อ ลดการปนเปื ้อนและการเน่าเสียของอาหาร รวมทั ้งการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในการ จัดระบบบ าบัดของเสียซึ่งจะช่วยลดมลพิษและสร้างสมดุลของระบบนิเวศ 1.1.2 ประโยชน์ของสุขำภิบำลโรงงำนอุตสำหกรรมอำหำร ในศตวรรษนี ้ การพัฒนาหลักการแปรรูปและถนอมอาหาร รวมทั ้งการบรรจุภัณฑ์ช่วย ปรับปรุง คุณภาพและความปลอดภัยตลอดทั ้งห่วงโซ่อาหารและลดต้นทุนการเก็บรักษา อย่างไรก็ตาม อาหารพร้อม บริโภคและอาหารแปรรูปยังมีปัญหาเกี่ยวกับการปนเปื ้อนจุลินทรีย์และเป็นสาเหตุของการ เกิดโรคระบาด ทางอาหาร รวมทั ้งมีข้อเสียจากการแปรรูปอาหารจ านวนมากสุขาภิบาลโรงงาน อุตสาหกรรมอาหารที่ดี เท่านั ้นจะช่วยแก้ไขปัญหานี ้ได้ สามารถสรุปประโยชน์ของการสุขาภิบาลอาหาร (Marriott, 1997) ได้แก่ (1) การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานอาหาร ในปัจจุบันการตรวจสอบอาหารในเรื่อง ปริมาณ ของจุลินทรีย์และสารเคมีอันตรายมีความเข้มงวดมากขึ ้นและโรงงานอาหารที่มีระบบการจัดการ สุขาภิบาลอาหารที่ดีเท่านั ้นจึงจะเป็นที่ยอมรับตามกฎหมายและมาตรฐานอาหาร (2) การป้องกันการระบาดของโรคที่มีอาหารเป็นสื่อ การเจ็บป่ วยของผู้บริโภคจ านวนมาก เกิดจาก การบริโภคอาหารส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากระบบการจัดการสุขาภิบาลอาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ท าให้เกิด การแพร่ระบาดของจุลินทรีย์ในอาหาร (3) การปรับปรุงคุณภาพและอายุการเก็บรักษาของอาหาร แม้ว่าในบางกรณีการจัดการ สุขาภิบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่อาจท าให้ผู้บริโภคเจ็บป่ วยแต่ก็เป็นสาเหตุที่ท าให้อาการเน่าเสียมีสีกลิ่นรส ที่ไม่ดีอาหารที่เน่าเสียท าให้คุณค่าทางผู้ชนะการและราคาจ าหน่ายลดลงนอกจากนี ้ยังเพิ่มแรงงานใน การ น าสินค้าออกจากชั ้นวางและต้นทุนในการบรรจุภัณฑ์ใหม่ซึ่งส่งผลให้ก าไรลดลง (4) การประหยัดพลังงานการบ ารุงดูแลรักษา ง่ายและลดค่าประกันอุบัติภัย การหมั่นท าความ สะอาดเครื่องจักร เช่น คอยล์ (coils) พัดลมดูดอากาศ (blowers) และพัดลม (fans) ในโรงงาน อุตสาหกรรมอาหารช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื ้อนฝุ่นผงที่สกปรกและจุลินทรีย์ตกลงไปใน อาหารท า ให้ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อนของเครื่องจักรมีประสิทธิภาพและสามารถลดต้นทุน พลังงาน


4 รวมทั ้งการท าความสะอาดพื ้นโรงงานไม่ให้มีความมันลื่นจากไขมันช่วยลดค่าประกันอุบัติภัยจาก การลื่น ล้มของพนักงาน (5) การเพิ่มคุณภาพและความมั่นใจ ระบบสุขาภิบาลอาหารที่ดีลดความเสี่ยงจากการเกิด โรค ระบาดเกี่ยวกับทางเดินอาหารและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคสร้างความตระหนักให้ผู้ผลิตอาหาร มี คุณธรรมและความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ภาพที่ 2โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ที่มำ :https://www.nsk.com/th/industries/food.html# 1.2 นิยำมค ำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสุขำภิบำลโรงงำนอุตสำหกรรมอำหำร มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรื่องข้อปฏิบัติแนะน าระหว่างประเทศ: หลักการทั่วไป เกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร มอก. 34-2546 (ส านักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, 2547) พระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ พ.ศ. 2551 (พระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหาร แห่งชาติพ.ศ. 2551, 2551) และพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 (พระราชบัญญัติ สุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2550, 2550) ได้ให้นิยามค าศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสุขาภิบาลโรงงาน อุตสาหกรรมอาหาร ดังต่อไปนี ้ (1) สุขลักษณะอาหาร (food hygiene) หมายถึง สภาวะและมาตรการต่างๆ ที่จ าเป็นที่จะท าให้ มั่นใจในความปลอดภัยและความเหมาะสมของอาหารในทุกขั ้นตอนของอาหารตั ้งแต่การผลิตเบื ้องต้น จนถึงผู้บริโภคสุดท้าย (2) การปนเปื ้อน (contamination) หมายถึง การได้รับหรือเกิดสิ่งปนเปื ้อนในอาหารหรือ สิ่งแวดล้อมของอาหาร


5 (3) สิ่งปนเปื ้อน (contaminant) หมายถึง สารเคมี สารชีวภาพ สิ่งแปลกปลอมหรือสารพิษ อื่นๆ ที่ ไม่ได้ตั ้งใจเติมเข้าไปในอาหาร ซึ่งอาจท าให้ความปลอดภัยหรือความเหมาะสมของอาหารลดลง (4) อันตราย (hazard) หมายถึง สารเคมีหรือชีวสารหรือวัตถุทางฟิ สิกส์ที่มีอยู่ในอาหารหรือ สภาวะของอาหารที่มีศักยภาพก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ (5) การท าความสะอาด (cleaning) หมายถึง การขจัดสิ่งสกปรก เศษอาหาร ฝุ่ น น ้ามัน เป็น สิ่งไม่ พึงประสงค์อื่น ๆ (6) การฆ่าเชื ้อ (disinfection) หมายถึงการลดจ านวนจุลินทรีย์ในสิ่งแวดล้อมโดยวิธีการใช้ สารเคมีและ / หรือวิธีทางฟิ สิกส์ให้อยู่ในระดับที่ไม่ท าให้ความปลอดภัยและความเหมาะสมของอาหาร ลดลง (7) ความเหมาะสมของอาหาร (food suitability) หมายถึง ความมั่นใจว่าอาหารเป็นที่ยอมรับได้ ส าหรับการบริโภคตามประโยชน์ที่ตั ้งใจ (8) ผู้จับต้องอาหาร (food handler) หมายถึง บุคคลที่สัมพันธ์โดยตรงกับอาหารที่บรรจุหีบ ห่อ หรืออาหารที่ยังไม่ได้บรรจุหีบหออุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้หรือภาชนะหรือพื ้นผิวสิ่งต่างๆ ที่สัมพันธ์กับ อาหารและดังนั ้นจึงคาดหวังว่าต้องมีคุณลักษณะตามข้อก าหนดสุขลักษณะอาหาร (9) การผลิตเบื ้องต้น (primary production) หมายถึง ขั ้นตอนต่างๆ ในลูกโซ่อาหาร เช่น การเก็บ เกี่ยว การค้า การช าแหละสัตว์ การรีดนมและการจับสัตว์น ้าทั ้งนี ้รวมถึงขั ้นตอนก่อนถึงขั ้นตอน ดังกล่าว ด้วย (10) ห่วงโซ่อาหาร (food chain) หมายความว่า วงจรการผลิตอาหารตั ้งแต่วัตถุดิบปัจจัย การ ผลิต การเพาะปลูก การเพาะเลี ้ยง การตัดแต่ง การแปรรูป การขนส่งการปรุง การประกอบการ บรรจุการ เก็บรักษา การจัดจ าหน่าย การกระจายจนถึงผู้บริโภครวมทั ้งการน าเข้าการน าพาและการส่งออก (11) คุณภาพอาหาร (food quality) หมายความว่า อาหารที่มีคุณภาพทางกายภาพและ ส่วนประกอบที่พึงจะมีรวมถึงคุณค่าทางโภชนาการการที่เหมาะสม (12) สุขภาพ (health) หมายความว่า ภาวะมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั ้งทางกายทางจิตทางปัญญาและ ทางสังคมเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล จากนิยามค าศัพท์ที่กล่าวมาการสุขาภิบาลโรงงาน อุตสาหกรรมอาหาร ในความหมายกว้างจึง เกี่ยวโยงถึงการจัดการตลาดห่วงโซ่การผลิตอาหารให้ถูก สุขลักษณะเพื่อปูองกันการปนเปื ้อนจากสิ่ง ปนเปื ้อนและอันตรายเพื่อให้อาหารนั ้นมีความเหมาะสมและมี คุณภาพเพียงพอแก่การบริโภคเพื่อการ เสริมสร้างสุขภาพ


6 ภาพที่ 3ระบบการท างานในโรงงานอุตสาหกรรม ที่มา : http://foodindustry.kmitl.ac.th/th/xutsahkrrmxahar 1.3 สุขำภิบำลกับควำมปลอดภัยด้ำนอำหำร พระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ พ.ศ. 2551 (พระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหาร แห่งชาติ พ.ศ. 2551, 2551) ได้ให้นิยามของค าว่า ความปลอดภัยด้านอาหาร (food safety) หมายถึง การ จัดการให้อาหารและสินค้าเกษตรที่น ามาเป็นอาหารบริโภคส าหรับมนุษย์มีความปลอดภัย โดยไม่มี ลกัษณะเป็นอาหารไมบ่ริสทุธิ์ตามกฎหมายวา่ด้วยอาหารและตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทงั้อาหารที่ มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งจัดว่าเป็นอาหารที่ไม่ปลอดภัย (food insecurity) ดังต่อไปนี ้ด้วย (1) อาหารที่มีจุลินทรีย์ก่อโรคหรือสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเจือปนอยู่ (2) อาหารที่มีสารหรือวัตถุเจือปนอยู่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในปริมาณที่อาจเป็นเหตุให้เกิด อันตรายหรือสามารถสะสมในร่างกายที่ก่อให้เกิดโรคหรือผลกระทบต่อสุขภาพ (3) อาหารที่ได้ผลิต ปรุง ประกอบ บรรจุ ขนส่งหรือมีการเก็บรักษาไว้โดยไม่ถูกสุขลักษณะ (4) อาหารที่ผลิตจากสัตว์หรือผลผลิตจากสัตว์ที่เป็นโรคอันตรายอันอาจติดต่อถึงคนได้ (5) อาหารผลิต ปรุง ประกอบจากสัตว์และพืช หรือผลผลิตจากสัตว์และพืชที่มีสารเคมีอันตราย เภสัชเคมีภัณฑ์หรือยาปฏิชีวนะตกค้างในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ (6) อาหารที่มีภาชนะบรรจุประกอบด้วยวัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในขณะที่นิยามตาม โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius) และ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เรื่อง ข้อปฏิบัติแนะน าระหว่างประเทศ : หลักการทั่วไปเกี่ยวกับ สุขลักษณะอาหาร มอก. 34-25546 (ส า นักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรม, 2547) กล่าวว่าอาหารปลอดภัยหรือความปลอดภัยของ อาหาร หมายถึง ความมั่นใจที่ว่าอาหารนั ้นจะไม่ก่อให้เกิด อันตรายขึ ้นแก่ ผู้บริโภค หากมีการจัดเตรียม ปรุง ผสม และรับประทานถูกตามลักษณะที่มุ่งหมายของ อาหารนั ้น องค์กำรอนำมัยโลก (WHO, 2008) ได้เสนอหลักกำร 5 ประกำรสู่อำหำรปลอดภัย ซ่ึงมีควำม เกี่ยวข้องกับสุขำภิบำลอำหำร ดังต่อไปนี้


7 (1) รักษำควำมสะอำด แม้ว่าเชื ้อจุลินทรีย์ส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคร้ายแรง แต่ เมื่อ เชื ้อจุลินทรีย์บางชนิดอาศัยอยู่ในพื ้นดิน น ้า สัตว์และคน มือ รวมทั ้งอยู่ในเครื่องมือเครื่องใช้ในการ แปรรูป อาหาร ซึ่งมีโอกาสที่เชื ้อเหล่านี ้จะปนเปื ้อนในอาหารท าให้อาหารเป็นสื่อของเชื ้อโรคดังนั ้นเพื่อเป็นการ รักษาความสะอาด ผู้จับต้องอาหารจึงต้องล้างมือทุกครั ้งก่อนรับประทานอาหารและในระหว่าง การเตรียม อาหาร ล้างมือทุกครั ้งหลังเข้าห้องน ้า ท าความสะอาดและฆ่าเชื ้อ พื ้นผิวและอุปกรณ์ที่ใช้ใน การประกอบ อาหาร รวมทั ้งดูแลสถานที่ประกอบอาหารให้ปลอดภัยจากแมลงและสัตว์ต่างๆ มีการฆ่าเชื ้อโรคบริเวณ โต๊ะที่ใช้เตรียม ปรุงอาหาร เตาหุงต้มอาหาร พื ้น ผนัง เพดานของห้องครัวให้สะอาดอยู่เสมอ ผ้าเช็ดท า ความสะอาดต้องแยกใช้เฉพาะแต่ละบริเวณ เช่น ผ้าที่ใช้เช็ดโต๊ะต้องแยกจากผ้าที่ใช้เช็ดพื ้น เป็นต้น และ ต้องซักท าความสะอาดผ้าบ่อยๆ (2) แยกอำหำรที่ปรุงสุกแล้วออกจำกอำหำรสด อาหารดิบ โดยเฉพาะเนื ้อสัตว์และอาหาร ทะเลรวมไปถึงของเหลวจากเนื ้อสัตว์ อาจมีจุลินทรีย์ปนเปื ้อนอยู่ ซึ่งอาจแพร่กระจายไปสู่อาหาร อื่น ในขณะปรุงอาหารหรือเก็บอาหาร ดังนั ้น ควรแยกอาหารสดออกจากอาหารที่สุกแล้วรวมทั ้งอุปกรณ์และ ภาชนะประกอบอาหารในการเตรียมอาหารสด เช่น ควรแยกใช้เขียง มีด หรือภาชนะอุปกรณ์ระหว่าง อาหารดิบและอาหารปรุงสุก เก็บอาหารในภาชนะที่มีการปิดสนิทไม่ให้อาหารที่ปรุงสุกกับอาหารสดปน กัน เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื ้อนข้ามระหว่างอาหารดิบและอาหารสุก (3) ปรุงอำหำรให้สุกทั่วถึง การปรุงอาหารที่ถูกวิธีและถูกสุขลักษณะจะท าลายจุลินทรีย์ที่ เป็น อันตรายได้เกือบหมดทุกชนิด เพราะจุลินทรีย์สามารถเพิ่มจ านวนได้ทวีคูณที่อุณหภูมิในช่วง 15-40 องศา เซลเซียส ดังนั ้น อาหารที่ปรุงที่ อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียสขึ ้นไปจัดเป็นอาหารที่ปลอดภัย (รูปที่ 1.1) ดังนั ้น ควรปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง ไม่ปรุงอาหารแบบสุกๆ ดิบๆ เช่นอาหารประเภทเนื ้อสัตว์ไข่ และ อาหารทะเล ด้วยความร้อนในขณะหุงต้มไม่ต ่ากว่าอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสเพื่อท าให้อาหารสุก ทั่วถึง ทุกส่วน รวมทั ้งเวลาอุ่นอาหารที่ปรุงแล้วจะต้องอุ่นให้ร้อนทั่วถึงทั ้งชิ ้น (4) เก็บอำหำรในอุณหภูมิท่ีเหมำะสม จุลินทรีย์สามารถเพิ่มจ านวนได้ในระยะเวลาอย่าง รวดเร็ว ณ อุณหภูมิห้องและจะหยุดเจริญและเพิ่มจ านวนช้าลง เมื่ออุณหภูมิต ่ากว่า 5 องศาเซลเซียส และ อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส แต่อย่างไรก็ตามจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายบางชนิดจะ เจริญและเพิ่ม จ านวนได้ที่อุณหภูมิต ่ากว่า 5 องศาเซลเซียส ดังนั ้น จึงไม่ควรทิ ้งอาหารที่ปรุงสุกแล้วไว้ใน ที่อุณหภูมิห้อง นานเกินกว่า 2 ชั่วโมง ควรเก็บอาหารที่ปรุงแล้วและอาหารที่เน่าเสียได้ง่ายในตู้เย็นที่อุณหภูมิต ่ากว่า 5 องศาเซลเซียสและไม่เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นนานจนเกินไปและอย่าละเลยอาหารแช่แข็งที่อุณหภูมิห้อง การ เก็บรักษาอาหารในตู้เย็นไม่ควรเก็บอาหารในปริมาณมากๆ ในภาชนะขนาดใหญ่ ควรแบ่งใส่ภาชนะกว้าง และตื ้นเพื่อให้ความเย็นกระจายซึมผ่านได้ทั่วถึงและต้องน ามาอุ่นให้ร้อนก่อน บริโภค ส าหรับอาหารทารก ไม่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือเก็บไว้เป็นเวลานาน เมื่อปรุงสุกแล้วควรน าไป บริโภคทันที


8 (5) ใช้น ้ำและวัตถุดิบที่ปลอดภัยในกำรปรุงอำหำร วัตถุดิบในการแปรรูปอาหาร รวมทั ้ง น ้า และน ้าแข็งอาจจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายบางชนิดและสารเคมีปนเปื ้อนอยู่ ซึ่งสารพิษอาจเจริญใน อาหารที่ก าลังเน่าเสีย ดังนั ้นจึงควรใช้น ้าสะอาดในการปรุงอาหารหรือต้องบ าบัดน ้าให้สะอาดก่อน น ามาใช้ ปรุงอาหาร โดยยึดหลักการที่ว่า น ้าที่ใช้ในการเตรียม ปรุงอาหาร ต้องเป็นน ้าที่สะอาด มีคุณภาพ เช่นเดียวกันกับน ้าดื่ม เลือกใช้วัตถุดิบที่สดหรือที่ผ่านขั ้นตอนการฆ่าเชื ้อมาแล้ว และไม่น า วัตถุดิบที่ หมดอายุมาใช้ในการแปรรูปอาหาร จากหลัก 5 ประการขององค์การอนามัยโลกสามารถสรุปเป็น หลักการพื ้นฐานของการสุขาภิบาล อาหาร ได้ว่า การสุขาภิบาลอาหารที่ดีนั ้นประกอบไปด้วย 4 เรื่อง (หลักการ 3 C และ 1 S) (1) การท าความสะอาดมือและอุปกรณ์สม ่าเสมอ (Clean) (2) การแยกอาหารดิบออกจากอาหารสดเพื่อปูองกันการปนเปื ้อนข้าม (Separate) (3) การใช้อุณหภูมิต ่าในการรักษาคุณภาพของอาหารสด (Chill) (4) การใช้ความร้อนท าให้อาหารสุกพอแก่การบริโภค (Cook) การสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหารนั ้นไม่ได้จ ากัดเฉพาะแต่ในโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร เท่านั ้น หากต้องพิจารณาถึงความเกี่ยวโยงตลอดทั ้งห่วงโซ่อาหารโดยเริ่มตั ้งแต่ การให้ความส าคัญกับการ ผลิตเบื ้องต้นจากไร่นา สวน ฟาร์ม ผู้ขนส่งผู้แปรรูป ผู้น าเข้า ผู้จ าหน่ายอาหารไปจนถึงผู้บริโภคในขั ้น สุดท้ายตามหลักการ จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร (from farm to table)และเน้นการควบคุมสุขลักษณะที่ ส าคัญ ในแต่ละขั ้นตอนให้ชัดเจน เพราะวัตถุดิบอาหารอาจมีการปนเปื ้อนจากสิ่งปนเปื ้อนได้ทุกขั ้นตอนใน ห่วงโซ่ อาหาร สิ่งปนเปื ้อนดังกล่าวอาจลดคุณภาพของอาหารและก่อให้เกิดอันตรายกับสุขภาพของ ผู้บริโภคได้ ภาพที่ 4การล้างมือ ที่มำ :https://www.parentsone.com/correct-washing-hands-can-reduce-inflection/


9 ในปัจจุบันการคมนาคมโดยเฉพาะการเดินทางด้วยเครื่องบินมีความสะดวกมากยิ่งขึ ้นท าให้มี นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปพักอาศัยในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และมีผลต่อการปริมาณบริโภคอาหารเพิ่ม มากขึ ้นรวมทั ้งการค้าอาหารระหว่างประเทศ ซึ่งมีความส าคัญทางสังคมและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ ก็ท าให้เกิดการแพร่ระบาดของการเจ็บป่ วยทั่วโลกได้ง่ายขึ ้น นอกจากนี ้พฤติกรรมลักษณะนิสัยการ บริโภค ของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในหลายประเทศน ามาสู่การพัฒนาเทคนิคใหม่ ในการ ผลิตการจัดเตรียมและการจ าหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่ๆ ดังนั ้น สุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรม อาหารที่ มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจ าเป็น ผู้ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารผู้แปรรูป ผู้ปฏิบัติต่ออาหาร ผู้จ าหน่าย อาหารและผู้บริโภค จึงมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันที่ต้องท าให้แน่ใจว่าอาหารมีความปลอดภัย และ เหมาะสมส าหรับการบริโภคโดยอาศัยการจัดระบบสุขาภิบาลอาหารที่เข้มงวด เช่น ระบบวิเคราะห์ อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมซึ่งเปรียบเป็นร่มใหญ่ที่ช่วยป้องกันอันตรายในอาหารต่างๆ ได้ท าให้ ผู้บริโภคทั่วโลกสามารถบริโภคอาหารที่น าเข้าจากประเทศต่างๆ ได้โดยปลอดภัย ผ้บูริโภคมีสิทธิ์ที่จะคาดหวงัว่าอาหารที่บริโภคเป็นอาหารที่ปลอดภยัและเหมาะสมส าหรับการ บริโภค การเจ็บป่ วยและอันตรายที่มีสาเหตุจากอาหารอย่างน้อยอาจเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หรืออาจ รุนแรงถึงขั ้นตายได้ การระบาดของโรคที่มีอาหารเป็นสื่อท าให้เกิดการเจ็บป่ วยท าให้เกิดความเสียหายต่อ การค้าขายและการท่องเที่ยว นอกจากนี ้ยังน าไปสู่การสูญเสียรายได้ การว่างงานและการฟูองร้อง การ เน่า เสียของอาหารท าให้เกิดความเสียหาย สิ ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการค้าและท าให้ ผู้บริโภคไม่มั่นใจการบริโภคสินค้าอาหารนั ้น ภาพที่ 5 ท าอาหาร ที่มำ : https://www.healthcarethai.com


10 1.4 กฎหมำยและมำตรฐำนเกี่ยวกับสุขำภิบำลโรงงำนอุตสำหกรรมอำหำร กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสุขาภิบาลอาหารโรงงานอุตสาหกรรมอาหารของ ประเทศ ไทยที่เกี่ยวข้องสามารถกล่าวโดยสรุปได้ดังต่อไปนี ้ 1.4.1 พระรำชบัญญัติอำหำร พ.ศ. 2522 อ านาจตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ผู้รับใบอนุญาตผลิตอาหารจะต้องปฏิบัติ ตามเงื่อนไขในการรักษาสุขาภิบาลอาหาร ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2522 และกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี ้ คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2544 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิตและเก็บรักษาอาหารได้ ถูกน ามาบังคับใช้เป็น กฎหมายตั ้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา Good Manufacturing practice (GMP) ที่เกี่ยวข้องกับอาหารเป็นค าที่น ามาจาก กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ก าหนดอยู่ใน Code of Federal Regulation Title 21 part 110 หากเปรียบกับมาตรฐานสากลของโครงการมาตรฐานอาหารหรือ โคเด็กซ์ FAO/WHO (Codex) จะใช้ค าว่า General principle of food Hygiene นักวิชาการด้านอาหารใช้ค าว่า GMP เนื่องจากเป็นค าย่อที่ เข้าใจตรงกันว่าหมายถึงหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร หรือจัดว่า เป็นโปรแกรมพื ้นฐาน (prerequisite program) ที่กล่าวถึงหัวข้อส าคัญๆ ได้แก่ การจัดการด้าน อาคารสถานที่ผลิตการออกแบบและ สิ่งอ านวยความสะดวก การควบคุมการปฏิบัติงาน การ บ ารุงรักษา การสุขาภิบาล สุขลักษณะส่วนบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร การควบคุมแมลง น าโรค การท าความสะอาดสถานที่ผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต การควบคุมน ้าใช้ในโรงงาน การระบุและการทวนสอบกลับผลิตภัณฑ์ การเรียก ผลิตภัณฑ์คืน การขนส่ง ข้อมูลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ การสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค และการฝึกอบรม สุขอนามัย (กัลยา ดีประเสริฐ วงศ์, 2558) หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารที่น ามาเป็นมาตรการบังคับใช้เป็นกฎหมายของ ประเทศไทยได้น าแนวทางข้อก าหนดให้เป็นไปตาม โคเด็กซ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่มี การปรับ รายละเอียดในบางประเด็นให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ผลิตอาหารในประเทศ โดย ข้อก าหนดที่เป็น หลักการสากลที่ส าคัญเหมือนกับของโคเด็กซ์ โดยให้ผู้ผลิตอาหารในสถาน ประกอบการทุกขนาด ทุก ประเภทผลิตภัณฑ์สามารถน าไปปฏิบัติตามศักยภาพของตน เพราะ เกณฑ์หรือข้อก าหนดของหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารเป็นขั ้นพื ้นฐานที่จ าเป็นในการ ผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ผลิตอาหารปฏิบัติตามและสามารถผลิตอาหารไดอย่างปลอดภัย โดยที่ จะเน้นการปูองกันและขจัดความเสี่ยงใดๆ ที่จะท าให้อาหารเป็นพิษ เป็นอันตรายหรือไม่ปลอดภัย ต่อผู้บริโภค


11 หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารจึงถือเป็นระบบประกันคุณภาพพื ้นฐานก่อนที่จะ น าไปสู่ระบบประกันคุณภาพอาหารอื่นๆ ที่สูงกว่าต่อไป เช่น ระบบการวิเคราะห์อันตรายและ วิกฤตที่ต้อง ควบคุมและระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร ISO 22000 ทั ้งนี ้หลักเกณฑ์ วิธีการที่ดีในการผลิต อาหาร กฎหมายของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ (1) หลักเกณฑ์วิธีกำรที่ดีในกำรผลิตอำหำรทั่วไป (general GMP) เป็นหลักเกณฑ์ที่ น าไปใช้ปฏิบัติส าหรับอาหารทุกประเภท ข้อก าหนดหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร สุขลักษณะ ทั่วไป มีอยู่ 6 ข้อก าหนดต่อไปนี ้ (1.1) สถานที่ตั ้งและอาคารการผลิต (1.2) เครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิต (1.3) การควบคุมกระบวนการผลิต (1.4) การสุขาภิบาล (1.5) การบ ารุงรักษาและการท าความสะอาด (1.6) บุคลากรและสุขลักษณะ (2) หลักเกณฑ์วิธีกำรที่ดีในกำรผลิตอำหำรเฉพำะผลิตภัณฑ์ (specific GMP) เป็น ข้อก าหนดเพิ่มเติมจากหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารทั่วไปจึงมุ่งเน้นเกี่ยวกับเรื่องของการ จัดการ ความเสี่ยงและความปลอดภัยของแต่ละผลิตภัณฑ์มากขึ ้น เช่น น ้าบริโภคซึ่งก าหนด หลักการตามแนวทาง ของกฎหมายสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อ Code of Federal Regulation Title 21 part 129 Processing and Bottle/Packaged Drinking Water โดยมีการขยายเนื ้อหาในหมวดที่ เกี่ยวกับกระบวนการผลิตให้เป็นไป ตามขั ้นตอนที่ถูกต้องของน ้าบริโภคเพื่อให้ผู้ผลิตสามารถ ควบคุมได้ครบถ้วนทุกจุดของการผลิตมากยิ่งขึ ้น มีการเพิ่มเติมบันทึกและรายงานเพื่อให้ผู้ผลิต เห็นความส าคัญและประโยชน์ในการเก็บข้อมูลและรายงาน ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยแก้ไขเมื่อเกิด ปัญหากับผลิตภัณฑ์ ข้อก าหนดหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต อาหารน ้าบริโภคมี 10 ข้อ ดังต่อไปนี ้ (2.1) สถานที่ตั ้งและอาคารการผลิต (2.2) เครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิต (2.3) แหล่งน ้า (2.4) การปรับคุณภาพน ้า (2.5) ภาชนะบรรจุ (2.6) สารท าความสะอาดและสารฆ่าเชื ้อ (2.7) การบรรจุ


12 (2.8) การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน (2.9) บุคลากรและสุขลักษณะผู้ปฏิบัติงาน (2.10) บันทึกและรายงาน ภาพที่ 6 GMP ที่มา : https://www.hrodthai.com/single-post หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารถือเป็นระบบพื ้นฐานที่รวมข้อก าหนดและแนว ปฏิบัติสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมเอาไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการน าไปปฏิบัติและ ตรวจสอบส าหรับ รายละเอียดของหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารจะกล่าวถึงในบทที่ 8 ของเอกสารประกอบการ สอนเล่มนี ้ 1.4.2 พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติฉบับนี ้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมประกาศเพื่อส่งเสริมองค์กรเอกชนให้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษา สิ่งแวดล้อมก าหนด มาตรการควบคุมมลพิษโดยการจัดให้มีระบบบ าบัดและเครื่องมือหรือ อุปกรณ์ต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหา เกี่ยวกับมลพิษรวมทั ้งก าหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดมลพิษให้ชัดเจน พระราชบัญญัติฉบับนี ้นิยามความหมายของ ค าศัพท์ที่ส าคัญดังต่อไปนี ้ (พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม แห่งชาติพ.ศ. 2535, 2535) (1) สิ่งแวดล้อม หมายความว่า สิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่อยู่ รอบตัว มนุษย์ซึ่งเกิดขึ ้นโดยธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ได้ท าขึ ้น (2) คุณภำพสิ่งแวดล้อม หมายความว่า ดุลยภาพของธรรมชาติได้แก่สัตว์พืชและ ทรัพยากร ต่าง ๆ และสิ่งที่มนุษย์ได้ท าขึ ้น ทั ้งนี ้เพื่อประโยชน์ต่อการด ารงชีพของประชาชนและ ความสมบูรณ์สืบไป ของทรัพยากรธรรมชาติ


13 (3) มำตรฐำนคุณภำพสิ่งแวดล้อม หมายความว่า ค่ามาตรฐานคุณภาพน ้า อากาศ เสียง สภาวะอื่นๆ ของสิ่งแวดล้อมซึ่งก าหนดเป็นเกณฑ์ทั่วไปส าหรับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อม (4) มลพิษ หมายความว่า ของเสียวัตถุอันตรายและมลสารอื่น ๆ รวมทั ้งกากตะกอนหรือ สิ่ง ตกค้างจากสิ่งเหล่านั ้นที่ถูกปล่อยจากแหล่งก าเนิดมลพิษ หรือที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตาม ธรรมชาติซึ่ง ก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสภาวะที่เป็นพิษภัย อันตรายต่อสุขภาพ อนามัยของประชาชนได้ และให้หมายความรวมถึงรังสี ความร้อน แสง เสียง กลิ่นความสั่นสะเทือนหรือ เหตุร าคาญอื่นๆ ที่เกิดหรือถูกปล่อยออกจากแหล่งก าเนิดมลพิษด้วย (5) ของเสีย หมายความว่าขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล น ้าเสีย อากาศเสีย มลสารหรือวัตถุ อันตรายอื่นใดซึ่งถูกปล่อยทิ ้งหรือมีที่มาจากแหล่งก าเนิดมลพิษรวมทั ้งกาก ตะกอนหรือสิ่งตกค้าง จากสิ่ง เหล่านั ้นที่อยู่ในสภาพของแข็งของเหลวหรือแก๊ส (6) น ้ำเสีย หมายความว่า ของเสียที่อยู่ในสภาพของเหลวรวมทั ้งมลสารที่ปะปนหรือ ปนเปื ้อนอยู่ในของเหลวนั ้น (7) อำกำศเสีย หมายความว่า ของเสียที่อยู่ในสภาพเป็นไอเสีย กลิ่นควัน แก๊ส เขม่า ฝุ่ น ละออง เถ้าถ่าน หรือมลสารอื่นที่มีสภาพละเอียดบางเบาจนสามารถรวมตัวอยู่ในบรรยากาศได้ (8) เหตุร ำคำญ หมายความว่า เหตุอันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยใน บริเวณ ใกล้เคียงหรือผู้ที่ต้องประสบกับเหตุนั ้น โรงงานหรือสถานที่ประกอบการใดไม่มีการระบาย อากาศการ ระบายน ้า การก าจัดสิ่งปฏิกูล หรือการควบคุมสารเป็นพิษหรือมีแต่ไม่มีการควบคุมให้ ปราศจากกลิ่นเหม็น หรือละอองสารเป็นพิษอย่างพอเพียงจนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็น อันตรายต่อสุขภาพ โรงงานอุตสาหกรรมอาหารส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมการปล่อยน ้าเสีย หรือของเสีย ลงสู่แหล่งน ้าสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อมนอกเขตโรงงานด้วยตามข้อกฎหมาย ของพระราชบัญญัตินี ้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงงานต้องก่อสร้างติดตั ้งหรือจัดให้มีระบบบ าบัด น ้าเสียหรือระบบก าจัดของเสีย ให้เป็นไปตามมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งก าเนิดที่ก าหนด ไว้และจะต้องมีผู้ควบคุมระบบบ าบัดน ้า เสียหรือระบบก าจัดของเสียหรืออุปกรณ์แทนเจ้าของ ผู้ ครอบครองโดยมีหน้าที่ต้องเก็บสถิติและข้อมูลซึ่ง แสดงผลการท างานของระบบหรืออุปกรณ์และ เครื่องมือดังกล่าวในแต่ละวันและจัดท ารายละเอียดเป็น หลักฐานไว้ที่โรงงานและต้องจัดท า รายงานสรุปผลการท างานของระบบหรืออุปกรณ์และเครื่องมือดังกล่าว เสนอต่อเจ้าพนักงาน ท้องถิ่นแห่งท้องที่ที่แหล่งก าเนิดมลพิษนั ้นตั ้งอยู่อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั ้ง


14 ภาพที่ 7 บ่อบ าบัดน ้าเสียในโรงงาน ที่มำ : https://www.premier-products.co.th/news_event/blogrp1.4.3 พระรำชบัญญัติกำรส่งเสริมกำรอนุรักษ์พลังงำน พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติฉบับนี ้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน โดยได้นิยาม ความหมายของค าศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พลังงานดังต่อไปนี ้ (พระราชบัญญัติการส่งเสริม การอนุรักษ์พลังงานพ.ศ. 2535, 2535) (1) พลังงำน หมายความว่า ความสามารถในการท างานซึ่งมีอยู่ในตัวของสิ่งที่อาจให้งาน ได้ได้แก่ พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสิ ้นเปลือง และให้หมายความรวมถึงสิ่งที่อาจให้งานได้ เช่น เชื ้อเพลิงความร้อน และไฟฟ้า เป็นต้น (2) อนุรักษ์พลังงำน หมายความว่า ผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและ ประหยัด ดังต่อไปนี ้ (2.1) กำรอนุรักษ์พลังงำนในโรงงำน ได้แก่ การด าเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี ้ (2.1.1) การปรับปรุงประสิทธิภาพของการเผาไม่เชื ้อเพลิง (2.1.2) การปูองกันสารสูญเสียพลังงาน (2.1.3) การน าพลังงานที่เหลือจากการใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (2.1.4) การเปลี่ยนไปใช้พลังงานอีกประเภทหนึ่ง


15 (2.15) การปรับปรุงการใช้ไฟฟ้าด้วยวิธีการปรับปรุงตัวประกอบก าลังไฟฟ้าการ ลดความต้องการ พลังไฟฟ้าสูงสุดในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของระบบการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับภาระ และภารกิจอื่น (2.1.6) การใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงตลอดจนระบบควบคุม การท างานและ วัสดุที่ช่วยในการอนุรักษ์พลังงาน (2.2) กำรอนุรักษ์พลังงำนในเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ และส่งเสริมกำรใช้วัสดุหรือ อุปกรณ์เพื่อกำรนุรักษ์พลังงำนกล่ำวถึง (2.2.1) การก าหนดมาตรฐานด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ (2.2.2) การก าหนดเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ตามประเภทขนาดปริมาณการใช้พลังงานอัตราการ เปลี่ยนแปลงพลังงานและประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างใดเป็นเครื่องจักรหรือ อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ สูง (2.2.3) การก าหนดวัสดุหรืออุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานตามประเภท คุณภาพและมาตรฐาน อย่างใดเป็นวัสดุหรืออุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (2.2.4) การก าหนดให้ผู้ผลิตและผู้จ าหน่ายเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต้องแสดงค่า ประสิทธิภาพการ ใช้พลังงาน (2.3) การอนุรักษ์พลังงานในอาคาร (2.3.1) การลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่เข้ามาในอาคาร (2.3.2) การปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพรวมทั ้งการรักษาอุณหภูมิภายใน อาคารให้อยู่ใน ระดับที่เหมาะสม (2.3.3) การใช้วัสดุก่อสร้างอาคารที่จะช่วยอนุรักษ์พลังงานตลอดจนการแสดง คุณภาพของวัสดุ ก่อสร้างนั ้นๆ (2.3.4) การใช้แสงสว่างในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ (2.3.5) การใช้และการติดตั ้งเครื่องจักรอุปกรณ์และวัสดุที่ก่อให้เกิดการนุรักษ์พลังงานในอาคาร (2.3.6) การใช้ระบบควบคุมการท างานของเครื่องจักรและอุปกรณ์การที่โรงงานอุตสาหกรรม อาหารได้ปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์พลังงานจะท าให้มีการใช้พลังงาน อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิตและการบ ารุงรักษาตลอดจนก่อให้เกิดการผลิต เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ และวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงานขึ ้นภายในประเทศ


16 1.4.4 มำตรฐำนสำกลระบบกำรวิเครำะห์อันตรำยและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม ในปัจจุบันหลายประเทศหันมาให้ความสนใจกับการประกันคุณภาพอาหารโดยมุ่งการ ปูองกันเน้น การด าเนินงานที่ถูกต้องตั ้งแต่เริ่มต้นและตลอดสายการผลิตมากกว่าการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุดท้าย หลายประเทศก าหนดกฎหมายบังคับให้ผู้ประกอบการต้องน าระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ ต้องควบคุม (Hazard Analysis and Critical Control Points: HACCP) มาใช้ในโรงงาน อุตสาหกรรม อาหาร ในปีพ.ศ. 2540 โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศหรือโคเด็กซ์ ร่วมกับองค์การ เกษตรและ อาหารแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization: FAC) และองค์การอนามัยโลก ประกาศใช้ข้อแนะน าส าหรับการน าระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม Codex Alimentarius Supplement to Volume 1B-1997: annex to CRC/RCP-1 (1969), Rev.3 (1997) : Hazard Analysis and Critical Control Points (HACCP) System and Guidelines for its Application ซึ่งข้อก าหนดสากลนี ้ได้รวมหลักเกณฑ์ทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร (Recommendation Codex Code of Practice : General Principles For Food Hygiene) ซึ่ง เป็นโปรแกรมพื ้นฐานที่ต้องด าเนินการ ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมเกี่ยวข้องกับการควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่ ส่งผลต่อวัตถุดิบ กระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ วัตถุประสงค์ของการใช้ระบบนี ้เพื่อให้สามารถพิสูจน์ได้ ว่าผลิตภัณฑ์นั ้นได้ผลิตขึ ้นอย่างถูกสุขลักษณะและปลอดภัยต่อผู้บริโภค การประยุกต์ใช้หลักการการ วิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมอย่างได้ผลขึ ้นอยู่กับความมุ่งมั่นโดยได้รับการสนับสนุนจาก ฝ่ ายบริหารความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ ในองค์กรและต้องมีการจัดท าระบบพื ้นฐานเกี่ยวกับสุขลักษณะ โรงงานเสียก่อน เช่น ระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม ระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้อง ควบคุมได้ก าหนดเป็นมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เรื่อง ระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหารและ ค าแนะน าในการน าไปใช้ (มอก. 7000-2549) ที่สามารถน ามาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมอาหารทุก ประเภทและทุกขนาดธุรกิจเกี่ยวกับกระบวนการผลิตทั ้งที่เรียบง่ายและซับซ้อน โดยน าไปใช้กับผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตแล้วหรือจะเริ่มท าการผลิต หลักการของระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมมีดังต่อไปนี ้ (1) ด าเนินการวิเคราะห์อันตราย (2) หาจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (3) ก าหนดค่าวิกฤต


17 (4) ก าหนดระบบเพื่อเฝ้าระวังจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (5) ก าหนดวิธีแก้ไข เมื่อตรวจพบว่าจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งไม่อยู่ภายใต้การ ควบคุม (6) ก าหนดการทวนสอบเพื่อยืนยันประสิทธิภาพการด าเนินงานของระบบวิเคราะห์อันตราย และ จุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (7) ก าหนดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวิธีการปฏิบัติและบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่เหมาะสมตาม หลักการ เหล่านี ้และการประยุกต์ใช้ ระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมมีประโยชน์ดังต่อไปนี ้ (1) เป็นระบบที่ให้การรับรองความปลอดภัยด้านอาหารโดยครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อาหาร (2) เป็นระบบที่เปลี่ยนการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ขั ้นสุดท้ายเป็นการปูองกันปัญหาตาม หลักประกัน คุณภาพ (3) เป็นระบบที่สามารถใช้ควบคุมอันตรายในอาหารไอย่างมีประสิทธิภาพและไม่สิ ้นเปลือง (4) ช่วยป้องกันการสูญเสียจากการที่ผลิตภัณฑ์เกิดการปนเปื ้อนหรือไม่เป็นไปตาม ข้อก าหนด (5) เป็นระบบที่สามารถใช้ร่วมกับระบบคุณภาพอื่นได้ (6) เป็นระบบที่ยอมรับในระดับสากลตามมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศว่าสามารถใช้สร้าง ความมั่นใจในการผลิตอาหารให้ปลอดภัย หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหารและระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้อง ควบคุมของประเทศไทยนั ้น มีหน่วยงานที่ด าเนินการอยู่หลายหน่วยงาน ได้แก่ ส านักงานคณะกรรมการ อาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ส านักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมปศุสัตว์ กรม ประมง กรมวิชาการเกษตรและบริษัทเอกชนอีกหลายแห่งและรายละเอียดระบบวิเคราะห์อันตรายและ จุด วิกฤตที่ต้องควบคุม


18 ภาพที่ 8 โรงงานอุตสาหกรรม ที่มำ :https://www.shutterstock.com/th/image-vector/factory-building-industrial-powerplant-pipes-1286065441 1.4.5 มำตรฐำนสำกลระบบกำรจัดกำรควำมปลอดภัยของอำหำรตลอดห่วงโซ่อำหำร ISO 22000 มาตรฐานสากลระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารตลอดห่วงโซ่อาหารสากล (Food Safety Management System Requirement) ฉบับปัจจุบันเป็นฉบับ ISO 22000 : 2005 ระบบคุณภาพนี ้ เน้นเรื่อง ความปลอดภัยของอาหารเป็นหลัก โดยรวมเอาระบบหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นระบบพื ้นฐานของอุตสาหกรรมอาหารกับระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ ต้องควบคุมในแต่ ละขั ้นตอนการผลิต และได้มีการผนวกเอาข้อก าหนดของระบบการบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 เข้าไป เสริมในเรื่องการจัดระบบเอกสาร ข้อก าหนดของระบบมาตรฐานนี ้สามารถประยุกต์ใช้กับทุกองค์กร โดย ไม่จ ากัดขนาด ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อาหารและการน าไปใช้เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่ ปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับ อุตสาหกรรมอาหารได้ เช่นโรงงานที่ผลิตภาชนะบรรจุอาหาร สารเคมี ผู้ขนส่ง ผู้ให้บริการจัดเก็บและ กระจายสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องทั ้งทางตรงและทางอ้อมกับห่วงโซ่อาหารก็สามารถ น าระบบนี ้ไปใช้ได้ อย่างเหมาะสม ระบบ ISO 22000 ได้ก าหนดเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เรื่อง มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร ข้อก าหนดส าหรับองค์กรในห่วงโซ่ อาหาร (มอก. 22000-2548) หลักการส าคัญของมาตรฐานระบบประกอบด้วย 4 หลักการส าคัญคือ หลักการที่ 1 โปรแกรมขั ้น พื ้นฐาน หลักการที่ 2 หลักการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม หลักการที่ 3 ระบบการจัดการ และหลักการที่ 4 การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ


19 ส่วนข้อก าหนดทั ้งหมดในระบบ ISO 22000 มี 8 หัวข้อ ได้แก่ ขอบข่ายเอกสารอ้างอิง บทนิยาม ระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร ความรับผิดชอบของฝ่ ายบริหาร การจัดการทรัพยากร การ วางแผนและการจัดการผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย การรับรองผลการตรวจสอบและการ ปรับปรุงระบบ ทั ้ง 8 ข้อมี5 หัวข้อที่ส าคัญ (กัลยาณี ดีประเสริฐวงศ์, 2558) ดังต่อไปนี ้ (1) ระบบกำรจัดกำรควำมปลอดภัยในอำหำร องค์กรต้องจัดท าเอกสารและระบบการ ควบคุม เอกสาร (2) ควำมรับผิดชอบของฝ่ ำยบริหำรองค์กรและผู้บริหารต้องให้ความส าคัญกับการจัดท า ระบบ การวางแผน การทบทวนรวมทั ้งเน้นเรื่องการสื่อสารและการจัดการกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่มี ผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหาร (3) กำรจัดกำรทรัพยำกรองค์กรต้องทรัพยากรทั ้งด้านวัสดุ สิ่งก่อสร้าง สิ่งแวดล้อมที่ดีรวมทั ้ง บุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การด าเนินการทางด้านความปลอดภัยอาหารเป็นไปตาม วัตถุประสงค์ และป้าหมายที่ก าหนด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐาน (4) กำรวำงแผนและกำรจัดท ำผลิตภัณฑ์ที่มีควำมปลอดภัย ข้อนี ้เป็นข้อหลักการที่เน้น จุดส าคัญของการควบคุมความปลอดภัยของอาหารคือระบบหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร และ ระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมรวมไปถึงระบบจัดการสินค้าเมื่อไม่สอดคล้องกับ มาตรฐาน การสอบกลับสินค้าและการเรียกคืนสินค้า (5) กำรรับรองผล การทวนสอบและการปรับปรุงระบบความปลอดภัยอาหาร องค์กร ต้องมีการ ยืนยันค่าตัวเลขต่างๆ ที่ใช้ หรือมาตรฐานที่น ามาอ้างอิงว่าเหมาะสมกับองค์กร สามารถลดขจัด อันตราย มี การทวนสอบอุปกรณ์ เครื่องมือที่ส าคัญๆโดยการสอบเทียบและมีการทวนสอบ ในอนาคตระบบหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร และระบบวิเคราะห์อันตรายและจุด วิกฤต ที่ต้องควบคุมไม่ใช่เป็นระบบพื ้นฐานแล้วอาจกลายเป็น ISO 22000 ที่เป็นพื ้นฐานในด้านการ จัดการ คุณภาพและความปลอดภัยของอุตสาหกรรมอาหารแทน ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรฐานระบบ ISO 22000


20 1.4.6 มำตรฐำนสำกลกำรจัดกำรสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ISO 14001 (Environmental Management Systems) มาตรฐานระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมที่ ก าหนดขึ ้นเมื่อ พ.ศ. 2539 และจากนั ้นได้มีการแก้ไขปรับปรุงในปี พ.ศ. 2547 ส าหรับ มาตรฐานที่องค์กร ธุรกิจสามารถจัดท าระบบและยื่นขอการรับรองโดยสมัครใจได้แก่ ISO 14001 (Environmental Management Systems-Specification with Guidance for Use) หรืออีกนัยหนึ่งที่ ทราบและเข้าใจ ตรงกันว่าเป็นมาตรฐาน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ส านักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, 2548) ส านักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้น ามาประกาศใช้และเผยแพร่โดยการ พิมพ์ซ ้า แต่คงสาระส าคัญไว้เช่นเดิม ประกอบด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม : ข้อก าหนดและ ข้อแนะน าใน การใช้ (มอก.14001-2548) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม : ข้อแนะน าทั่วไปเกี่ยวกับ หลักการ ระบบและเทคนิคในทางปฏิบัติ (มอก.14001-2548) ภาพที่ 9 การผลิต ที่มำ :http://www.digitalschool.club/digitalschool/technologym4- 6/agriculture4_1/lesson5/more/Page2.php


21 กลุ่มของมาตรฐาน มอก.-ISO 14000 ได้แก่ (1) มาตรฐานระบบจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Systems-EMS) เป็น มาตรฐานที่ระบุข้อก าหนดเกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กร ทั ้งด้านนโยบาย การ วางแผน การปฏิบัติ ตามแผนการตรวจสอบการจัดการ และการทบทวนปรับปรุงระบบ (2) มาตรฐานการตรวจประเมินและวัดผล (Evaluation and Auditing) เป็นมาตรฐาน ก าหนด วิธีการตรวจประเมินด้านสิ่งแวดล้อม มีด้วยกัน 2 ส่วนคือ (3) มาตรฐานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มี 2 ส่วนได้แก่ (3.1) มาตรฐานฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Labeling-EL) ซึ่งเป็น มาตรฐาน การติดฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (3.2) มาตรฐานการประเมินวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment - LCA) (4) มาตรฐานการก าหนดลักษณะระบบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์แบะมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ (5) มาตรฐานนิยามศัพท์ แนวทางในการปฏิบัติในการจัดท าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมมี 5 หลักได้แก่ ประกาศ นโยบาย ส่งแวดล้อม มีการวางแผน การน ามาตรฐานไปใช้และปฏิบัติ การตรวจสอบและการทบทวนการ จัดการ หากทุกองค์กรน าการจัดการสิ่งแวดล้อมมาใช้ องค์การจะได้รับประโยชน์มากมายได้แก่ (1) ช่วยให้การบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิด สิ่งแวดล้อมในการท างานที่ดี (2) ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนในระยะยาว เนื่องจากมีการพิจารณาถึงการใช้ทรัพยากร อย่าง คุ้มค่าเป็นผลให้ต้นทุนการผลิตต ่าลง มีของเสียน้อยลง มีการใช้ทรัพยากรและพลังงานน้อยลง ค่าใช้จ่ายใน การแก้ปัญหาน้อยลงเพราะมีการปูองกันล่วงหน้า ค่าใช้จ่ายทางอ้อมน้อยลงและใช้จ่าย เกี่ยวกับการบ าบัด น้อยลง (3) เป็นการเพิ่มโอกาสในทางการค้า ช่วยขจัดข้อโต้แย้งหรือการกีดกันทางการค้าอาจท าให้ได้รับ สิทธิพิเศษ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ท าให้การเจรจาทางด้านการค้าสะดวกขึ ้นเป็นผลให้รักษาส่วน แบ่ง ทางการตลาดและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดในอนาคตเพราะคู่ค้าอาจใช้เป็นประเด็นในการ พิจารณา เลือกซื ้อผลิตภัณฑ์ (4) สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรเพราะเมื่อองค์กรมีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมย่อม แสดงถึง การมีส่วนร่วมในการรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่สังคมโดยส่วนรวม ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของ องค์กรเป็น ที่ยอมรับของสาธารณชน


22 (5) เป็นที่น่าเชื่อถือของสถาบันทางการเงินที่ปล่อยเงินกู้ สร้างความเชื่อมั่นส าหรับผู้ลงทุนใน ตลาดหุ้น (6) ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั ้งวงจรของผลิตภัณฑ์ตั ้งแต่ขั ้นตอนการผลิตจนผลิตภัณฑ์ถึงมือ ผู้บริโภค (7) ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรเองเป็นผลดีต่อผู้ท างานในองค์กร (8) เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องท าให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยี ภาพที่ 10 พนักงานภายในองค์กร ที่มำ : https://th.jobsdb.com/th-th/articles มำตรฐำนระบบกำรจัดกำรควำมปลอดภัยของอำหำร (ISO 22000) ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร HACCP (Hazard Analysis and Critical Point System) เป็นระบบการจัดการเพื่อความปลอดภัยของอาหาร โดยใช้การ ควบคุมจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (CCP) ของการผลิต ซึ่งระบบดังกล่าว ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร สามารถน าไปปฏิบัติได้โดยตลอดในห่วงโซ่อาหาร ตั ้งแต่ผู้ผลิตเบื ้องต้น (Primary Producer) จนถึง ผู้บริโภคขั ้นสุดท้าย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี ้ยังลดการกีดกันทาง การค้าของประเทศน าเข้าอีกด้วย ระบบ HACCP ยึดหลักเกณฑ์ตามโครงการมาตรฐานอาหารระหว่าง ประเทศ (Codex) ซึ่งสามารถป้องกันอันตราย หรือสิ่งปนเปื ้อนทางชีวภาพ เคมี และกายภาพของอาหารได้


23 อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเน้นการควบคุมพนักงานและ / หรือเทคนิคการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องที่จุด วิกฤตที่ต้องควบคุมและลดความ ส าคัญของการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุดท้าย GMP พืน้ฐำนท่ีดีสู่HACCP หลักการที่จะน า HACCP มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างมีประสิทธิผลนั ้น โรงงานจ าเป็น จะต้องมีการจัดท าโปรแกรมพื ้นฐานด้านสุขลักษณะการผลิตอาหาร : Pre-requisite programme หรืออีก นัยหนึ่งคือ GMP (Good Manufacturing Practices) ของโรงงานมีความสะดวกต่อการด าเนินการให้มี ประสิทธิผล ดังนั ้น โรงงานที่ยังไม่ได้น าระบบ HACCP มาใช้ควรเตรียมการเสียแต่เนิ่น ๆ ส่วนโรงงานที่มี การน าระบบ GMP มาใช้ในโรงงานอยู่แล้ว จะสามารถน าระบบ HACCP ไปประยุกต์ใช้ให้ประสบผลส าเร็จ ยิ่งขึ ้น หลักกำรของระบบ HACCP หลักการที่ 1 การด าเนินการวิเคราะห์อันตราย หลักการที่ 2 หาจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม หลักการที่ 3 ก าหนดค่าวิกฤต หลักการที่ 4 ก าหนดระบบเพื่อตรวจติดตามการควบคุมจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม หลักการที่ 5 ก าหนดวิธีการแก้ไข เมื่อตรวจพบว่าจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งไม่ อยู่ภายใต้ การควบคุม หลักการที่ 6 ก าหนดวิธีการทวนสอบเพื่อยืนยันประสิทธิภาพการด าเนินงานของระบบ HACCP หลักการที่ 7 ก าหนดวิธีการจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวิธีการปฏิบัติและบันทึกข้อมูล ต่าง ๆ ที่ เหมาะสม ตามหลักการเหล่านี ้ และการประยุกต์ใช้ ประโยชน์ที่ได้รับ เกิดผลดีต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค ลดการสูญเสียในด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล มีการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารอย่างมีระบบ และใช้ทรัพยากรอย่างมี ประสิทธิภาพ และประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการกีดกันทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อองค์กร และผลิตภัณฑ์ เป็นระบบคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหารที่สามารถขอการรับรองได้ เป็นพื ้นฐานส าคัญในการพัฒนาสู่ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001


24 ISO 22000:2005 Food Safety Management System: FSMS ระบบการจัดการความปลอดภัย ของอาหาร ระบบการจัดการตัวใหม่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรม อาหารและห่วงโซ่ อาหาร ซึ่งมาตรฐาน ISO 22000 จะครอบคลุมทั ้งข้อก าหนดของ GMP, HACCP และข้อก าหนดส าหรับ ระบบการจัดการในองค์กร มาตรฐานดังกล่าวเน้นที่ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาการจัดการความ ปลอดภัยของ อาหารให้มีความชัดเจน โดยจะเป็นที่รวมของข้อก าหนดในมาตรฐานต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน เพื่อประกันความปลอดภัยของสินค้าตลอดเส้นทางห่วงโซ่อาหาร โดยเน้นที่การสื่อสารร่วมกัน ระบบการจัดการและการควบคุมอันตราย มีวัตถุประสงค์เพื่อประกันว่ามีการก าหนดรายละเอียดการ ตรวจสอบเพื่อความ ปลอดภัยของอาหารอย่างถูกต้องเหมาะสม และมีกระบวนการควบคุมตรวจสอบที่มี ประสิทธิภาพในทุกขั ้นตอน โดยอาศัยข้อมูลจากการสื่อสารระหว่างผู้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อาหารทุกราย ให้ ข้อมูลและหลักฐานตามความต้องการของลูกค้าและตัวแทนจ าหน่ายในด้านความเป็น ไปได้ ความจ าเป็น และผลกระทบที่มีต่อผลิตภัณฑ์ขั ้นสุดท้ายโดยอาศัยข้อมูลจากการสื่อสารระหว่าง ลูกค้าและตัวแทน จ าหน่าย ภาพที่ 11 พนักงาน ที่มำ :https://www.passiongen.com/inspired/2020/25/10-happiness-tips-at-work


25 ควำมปลอดภัยในระบบอุตสำหกรรม ควำมปลอดภัยในโรงงำน มีอะไรบ้ำง ความปลอดภัยในโรงงานหมายถึงสภาพการท างานที่จะต้องปราศจากอุบัติภัย หรือเหตุใด ๆ ที่ อาจจะก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ รวมไปถึงการสร้างความปลอดภัยให้กับทั ้งทรัพย์สินและเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ในการปฏิบัติงานภายในโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั ้นสภาพของการท างานจึง จะต้องมีความปลอดภัยหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อป้องกันทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ ้นได้แบบไม่พึง ประสงค์ในระหว่างการท างาน โดยความปลอดภัยในโรงงานที่ถูกระบุไว้ตามกฎหมาย จะมีดังนี ้ 1. ต้องมีหลักของความปลอดภัยในการท างานทั่วไป 2. มีการยอมรับและปฏิบัติตามกฎของความปลอดภัย ภายในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด 3. มีการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์หรือเครื่องจักรอย่างถูกต้อง ถูกวิธี และเหมาะสมกับงาน 4. การแต่งกายต้องถูกตามระเบียบของโรงงานอุตสาหกรรม 5. มีเครื่องป้องกันอันตรายในขณะปฏิบัติงาน 6. ไม่ใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่มีการช ารุดเสียหายและอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ หรือไม่เหมาะสมต่อการใช้งานเด็ดขาด 7. การเก็บรักษาอุปกรณ์และเครื่องมือ จะต้องเป็นไปอย่างมีระเบียบ เพื่อท าให้เกิดความปลอดภัย พร้อมการเก็บอย่างถูกต้องทุกครั ้ง 8. มีการรักษาความสะอาดทางเดินของโรงงานอุตสาหกรรม การติดป้ายแสดงหรือแจ้งเตือนที่มีความ ชัดเจนในบริเวณปฏิบัติงาน 9. รู้จักถึงต าแหน่งของการติดตั ้งเครื่องดับเพลิงและเครื่องช่วยเหลือ รวมไปถึงรู้วิธีการใช้งานอย่าง ถูกต้อง 10. ไม่ควรวิ่งหรือมีการหยอกล้อกันในจุดท างานที่มีความอันตราย เพราะจะยิ่งก่อให้เกิดความ ประมาทได้มากขึ ้น 11. ถ้าเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงใด ๆ ต้องรีบเข้าช่วยเหลือทันที ดังนั ้นผู้ปฏิบัติงานจึงต้องมีความรู้ในด้าน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 12. มีเครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ที่เหมาะสมต่องานในแต่ละแบบ โดยจะต้องมุ่งไปที่ วัตถุประสงค์ของการป้องกันอันตรายอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย การท างานภายในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย จ าเป็นต้องด าเนินงาน ด้านป้องกันอุบัติเหตุจากการท างาน พร้อมการฝึกอบรมพนักงานอยู่เสมอ เพื่อท าให้เกิดความปลอดภัยต่อ


26 ชีวิตและทรัพย์สินอย่างสูงสุด ทั ้งยังต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุและต้องหา สาเหตุให้พบ ทั ้งยังต้องหาวิธีการป้องกันที่เหมาะสมและถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม ค่าใช้จ่ายของการ ป้องกันเหตุไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใด ถ้าจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้ควรท าและทั ้งฝ่ ายบริหารกับฝ่ าย จัดการต้องเริ่มงานด้านป้องกันอุบัติเหตุ มีการขอความร่วมมือจากผู้ท างานทุกฝ่ าย เพื่อท าให้งานเป็นไป อย่างดีเยี่ยมและไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุใด ๆ ร้ายแรงในอนาคต มำตรฐำนของควำมปลอดภัย ภำยในโรงงำนอุตสำหกรรม ของประเทศไทย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยในปัจจุบันนั ้น มีแนวโน้มในการ ขยายตัวและพัฒนาเพิ่มมากขึ ้นเรื่อยๆ โดยที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ ้นเนื่องจากการจัดตั ้งนโยบายส่งเสริม การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของรัฐบาล ที่มีการด าเนินการเริ่มต้นอย่างจริงจังตั ้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4อีกทั ้งยังมีสาเหตุอันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในประเทศ ที่ได้พัฒนาจากเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมให้เป็นเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและมีการพัฒนามาอย่าง ต่อเนื่อง จนส่งผลให้เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมสามารถขยายตัวไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศได้ ควบคู่ไป กับการพัฒนาในด้านการใช้ประโยชน์จากแรงงานมนุษย์ ซึ่งสามารถเห็นได้จากการจัดตั ้งโรงงาน อุตสาหกรรมขึ ้นในหลายๆจังหวัดของประเทศไทย ท าให้เกิดก าไรและผลผลิตแก่ผู้ประกอบการ รวมทั ้ง สามารถสร้างความก้าวหน้าให้แก่เศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศชาติได้ จากการที่ผู้คนจ านวนมากในประเทศไทย มีการด าเนินชีวิตเกี่ยวข้องกับงานในโรงงาน อุตสาหกรรม งานสร้างเหมืองแร่ หรืออาจจะเป็นสถานประกอบการอื่นๆ ที่จ าเป็นต้องใช้แรงงานมนุษย์ใน การท างานร่วมกับเครื่องจักรโดยตรง ท าให้สภาพแวดล้อมของการท างานมีลักษณะค่อนข้างอันตราย รวมทั ้งมีสภาวะการท างานที่สามารถน าไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ อาการบาดเจ็บ ความเจ็บป่ วยและอาจ น าไปสู่การเกิดโรคจากกระบวนการท างานได้ ซึ่งสาเหตุของอาการเหล่านี ้เกิดขึ ้นได้ในหลายลักษณะ แตกต่างกันไปจากความประมาท การละเลยในการปฏิบัติตามกฎความปลอดภัย การกระท าโดย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจากการด าเนินงานผิดพลาดจนท าให้เกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บขึ ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น การท างานที่สัมผัสกับอุณหภูมิร้อนจัดหรือเย็นจัด การสัมผัสก๊าซพิษสารพิษ หรือ รังสี การลื่น ล้ม การสัมผัสกับกระแสไฟฟ้า การถูกชน การถูกวัตถุ หนีบ ทับ หรือกระเด็นเข้าตา และการที่วัตถุตกจาก ลงมาจากที่สูงหรือบริเวณพื ้นต่างระดับ เป็นต้น โดยเหตุการณ์ต่างๆดังกล่าวนี ้ เป็นอุบัติเหตุที่ไม่เพียงแต่จะ เกิดขึ ้นได้เฉพาะกับผู้ที่มีประสบการณ์น้อยในการท างานด้านอุตสาหกรรมเพียงเท่านั ้น แต่ยังสามารถเกิด ขึ ้นกับผู้ที่มีประสบการณ์จากการท างานมานานได้เช่นเดียวกัน


27 หมวด 1 มำตรฐำนด้ำนควำมร้อน ความร้อนภายในสถานที่ประกอบการไม่ควรมีสภาพอุณหภูมิที่สูงจนส่งผลให้อุณหภูมิภายใน ร่างกายของลูกจ้างมีค่าสูงเกิน 38องศาเซลเซียส นายจ้างควรพิจารณาให้มีการจัดเตรียมเครื่องมือส าหรับป้องกันความร้อนให้แก่ลูกจ้าง รวมทั ้งควร จัดหามาตรการที่จะสามารถด าเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนได้อย่างทันท่วงที ในกรณีที่ เกิดเหตุการณ์ความร้อนภายในสถานประกอบการ มีสภาพอุณหภูมิสูงจนส่งผลให้อุณหภูมิภายในร่างกาย ของลูกจ้างมีค่าสูงเกิน 38องศาเซลเซียส ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความร้อนภายในสถานประกอบการ มีสภาพอุณหภูมิสูงจนส่งผลให้ อุณหภูมิภายในร่างกายของลูกจ้างมีค่าสูงเกิน 38องศาเซลเซียส นายจ้างต้องท าการจัดให้ลูกจ้างได้หยุด พักชั่วคราว เพื่อรักษาตัวให้สภาพร่างกายรวมทั ้งอุณหภูมิภายในร่างกายกลับมาคงที่สู่สภาพปกติ นายจ้างควรปิดป้ายประกาศส าหรับแจ้งเตือนในจุดที่เป็นอันตรายแก่ลูกจ้าง ตัวอย่างเช่น จุดที่เป็น แหล่งก าเนิดความร้อน ที่มีสภาพอุณหภูมิความร้อนสูงจนสามารถส่งผลต่อสุขภาพอนามัยและความ ปลอดภัยของบุคคล นายจ้างควรจัดตั ้งมาตรการการท างาน ในกรณีที่ลูกจ้างมีความจ าเป็นต้องท างานในบริเวณใกล้ แหล่งก าเนิดความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 45องศาเซลเซียส ให้มีการสวมเครื่องแต่งกายที่รัดกุม สวมถุงมือ และรองเท้าตลอดเวลาการด าเนินงานเพื่อสร้างความปลอดภัย และเพื่อป้องกันความร้อนที่สามารถส่งผล กระทบต่อร่างกายของลูกจ้างได้ หมวด 2 มำตรฐำนด้ำนแสงสว่ำง ส าหรับงานที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดสูงในการด าเนินงาน ตัวอย่างเช่น การบด การขนย้าย หรือ การบรรจุ ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 50 Lux พื ้นที่ที่ใช้ส าหรับเก็บวัสดุ ตัวอย่างเช่น ห้องเก็บวัสดุ โกดัง รวมทั ้งบริเวณเฉลียงและบันไดภายใน สถานที่ประกอบการ ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 50 Lux ส าหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดเล็กน้อยในการด าเนินงาน ตัวอย่างเช่น การสีข้าว หรือการผลิต และประกอบชิ ้นส่วนผลิตภัณฑ์อย่างง่าย ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 100 Lux ส าหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดปานกลางในการด าเนินงาน ตัวอย่างเช่น การประกอบชิ ้นส่วน ภาชนะ การเย็บผ้าหรือการเย็บหนัง ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 200 Lux ส าหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดสูงในการด าเนินงาน ตัวอย่างเช่น การทดสอบและการตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์ การซ่อมแซมเครื่องจักร หรือการกลึงแต่งโลหะ ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 300 Lux


28 ส าหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดสูงมากเป็นพิเศษในการด าเนินงาน ตัวอย่างเช่น การเย็บผ้าสีมืด ทึบ การประกอบชิ ้นส่วนที่มีขนาดเล็ก หรือการเจียระไนเพชร พลอย ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของ แสงมากกว่า 1000 Lux พื ้นที่บริเวณ ทางเดินภายนอกสถานที่ประกอบการ รวมทั ้งบริเวณถนน ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความ เข้มของแสงมากกว่า 20 Lux หมวด 3 มำตรฐำนด้ำนเสียง การท างานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านเสียงโดย พิจารณาจากระยะเวลาในการท างาน ดังต่อไปนี ้ ส าหรับลูกจ้างที่มีระยะเวลาในการท างานไม่เกิน 7ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมี ค่าไม่เกิน 91เดซิเบล ส าหรับลูกจ้างที่มีระยะเวลาในการท างาน 7-8ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมีค่า ไม่เกิน 90 เดซิเบล ส าหรับลูกจ้างที่มีระยะเวลาในการท างานมากกว่า 8ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้อง มีค่าไม่เกิน 80 เดซิเบล ภายในสถานที่ประกอบการ ระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับจะต้องมีค่าไม่เกิน 140 เดซิเบล หมวด 4 มาตรฐานด้านสารเคมีและอนุภาค การท างานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ ต้องมีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีใน บรรยากาศโดยเฉลี่ยไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายก าหนดไว้ การท างานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ โดยไม่ว่าจะเป็นในระยะเวลาใดของการท างาน จะต้องมีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีไม่เกินมาตรฐานที่กฎหมายก าหนดไว้ การท างานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ จะต้องไม่อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณความเข้มข้น ของสารเคมีเกินมาตรฐานที่กฎหมายก าหนดไว้ การท างานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ จะต้องมีปริมาณของฝุ่ นและแร่ในบรรยากาศ โดยเฉลี่ยเกินไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายก าหนดไว้ หมวด 4 มำตรฐำนด้ำนสำรเคมีและอนุภำค 1. การท างานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ ต้องมีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีใน บรรยากาศโดยเฉลี่ยไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายก าหนดไว้ 2. การท างานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ โดยไม่ว่าจะเป็นในระยะเวลาใดของการท างาน จะต้องมีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีไม่เกินมาตรฐานที่กฎหมายก าหนดไว้


29 3. การท างานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ จะต้องไม่อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณความเข้มข้น ของสารเคมีเกินมาตรฐานที่กฎหมายก าหนดไว้ 4. การท างานของลูกจ้างภายในสถานที่ประกอบการ จะต้องมีปริมาณของฝุ่ นและแร่ในบรรยากาศ โดยเฉลี่ยเกินไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายก าหนดไว้ ภาพที่ 12 อุบัติเหตุในการท างาน ที่มำ :https://www.chi.co.th/article/article-1186/ เครื่องมือและอุปกรณ์ควำมปลอดภัย การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยภายในสถานที่ประกอบการ เป็น มาตรการที่สามารถช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั ้งยัง สามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่รุนแรงให้เบาลงได้ โดยในปกติการป้องกันจะเริ่มต้น ควบคุมจากสภาวะแวดล้อมภายในสถานที่ประกอบการก่อน หมวกป้องกันศีรษะ ท ามาจากวัสดุที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน มีคุณสมบัติแข็งแรงและ สามารถป้องกันแรงกระแทกได้ ใช้ส าหรับการปฏิบัติงานในงานโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภท เพื่อป้องกันศีรษะจากการถูกชน กระทบหรือกระแทกโดยวัตถุที่ตกมาจากที่สูง อุปกรณ์ป้องกันหูมีคุณสมบัติในการป้องกันหูจากเสียง ที่มีค่าความดังเกินกว่ามาตรฐานที่หู มนุษย์สามารถรับได้ ใช้ส าหรับการท างานกับเครื่องจักรกล ตัวอย่างเช่นเครื่องเจาะ ปูน เครื่องจักรกลอัตโนมัติเครื่องถลุงเหล็ก และเครื่องปาดคอนกรีตที่มีขนาดใหญ่ เป็นต้น รวมทั ้ง ใช้ส าหรับการท างานในอุตสาหกรรมต่างๆที่ควรระมัดระวังเรื่องเสียงเป็นพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรม การผลิต อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมก่อสร้าง


30 แว่นนิรภัย วัสดุที่ใช้ท าขึ ้นจากกระจกนิรภัยหรือพลาสติก มีคุณสมบัติในการป้องกันสารเคมีและ วัสดุแปลกปลอมกระเด็นเข้าดวงตาในขณะที่ก าลังปฏิบัติงาน ซึ่งอาจส่งผลเสียแก่ดวงตาอย่าง รุนแรงจนถึงขั ้นตาบอดได้ แว่นตานิรภัยจึงได้ถูกน ามาใช้ประโยชน์ในวงการอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ งานอุตสาหกรรมงานเครื่องมือ เครื่องจักรกล งานไม้ งานเชื่อมไฟฟ้า หรืองานเชื่อมแก็ส เป็น ต้น ชุดป้องกันสำรเคมีมีคุณสมบัติในการป้องกันร่างกายส่วนต่างๆของผู้ปฏิบัติงานจากความเป็น กรด ส าหรับในกรณีที่ต้องด าเนินงานในพื ้นที่ที่มีค่าความเป็นกรดสูง โดยการสวมใส่ชุดป้องกัน สารเคมีดังกล่าวได้ถูกแบ่งระดับความรุนแรงของสารเคมีไว้ตามเกณฑ์ที่ถูกก าหนดจากส านัก บริหารการป้องสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ระดับความรุนแรงตั ้งแต่ขั ้น A B C และ D หน้ำกำกกรองฝุ่ นละออง มีคุณสมบัติในการป้องกันลมหายใจของผู้ปฏิบัติงานจากฝุ่ นละอองที่ สามารถก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพได้ โดยหน้ากากกรองฝุ่ นละอองมีคุณภาพต่างกันไปตาม ชนิดของไส้กรอง ผู้ปฏิบัติงานสามารถเลือกน าไปใช้ให้เหมาะสมกับงานได้หลากหลายประเภท ตัวอย่างเช่น ใช้ส าหรับการกรอง ควัน ฝุ่น ฟูมโลหะ หรือการกรองก๊าซไอระเหยที่แขวนในอากาศ เป็นต้น ถุงมือนิรภัย ท าขึ ้นมาจากวัสดุหนังต่างๆ ได้แก่ หนังวัว หนังกวาง หนังหมู และหนังแพะ มี คุณสมบัติในการป้องกันผิวหนังบริเวณมือขณะปฏิบัติงานจากการบาดคม ความร้อน การเสียดสี ความสกปรก และการกระแทกสะเก็ดไฟ โดยถุงมือนิรภัยมีให้เลือกใช้ได้หลายประเภทแตกต่างกัน ไปตามรูปแบบของการท างาน ตัวอย่างเช่น ถุงมือป้องกันงานเย็น ถุงมือป้องกันงานเชื่อม ถุงมือ ป้องกันงานเลื่อยด้วยมือ ถุงมือป้องกันงานเครื่องจักร และถุงมือป้องกันทั่วไป เป็นต้น รองเท้ำนิรภัย วัสดุที่ใช้ประกอบด้วยโครงเหล็ก มีคุณสมบัติในป้องกันอันตรายที่เกิดจาก กระแสไฟฟ้า ป้องกันเท้าจากแรงบีบอัดและแรงกระแทกจากวัตถุที่อาจตกลงมากระแทกได้ใน ระหว่างปฏิบัติงาน อีกทั ้งพื ้นรองเท้านิรภัยยังท าขึ ้นจากวัสดุที่มีคุณสมบัติในการป้องกันกรดและ น ้ามัน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้ หน้ำกำกเชื่อม มีคุณสมบัติในการป้องกันอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงานจากควัน และแสงที่เกิดขึ ้นจาก การเชื่อมไฟฟ้า ได้แก่ การเชื่อมไฟฟ้าแบบปรับแสงได้ และการเชื่อมไฟฟ้าแบบธรรมดา กระบังหน้ำ มีคุณสมบัติในการป้องกันใบหน้าในขณะปฏิบัติงาน จากเศษโลหะและสิ่ง แปลกปลอมต่างๆ เข็มขัดนิรภัย ท าขึ ้นจากวัสดุที่มีความอ่อนนุ่ม มีคุณสมบัติในการป้องกันอันตรายและช่วยเพิ่ม ความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงานส าหรับการท างานในบริเวณที่มีความสูง โดยจะต้องท าการติดตั ้ง และเกี่ยวยึดสายรัดล าตัวเข้ากับสายช่วยชีวิตเพื่อช่วยในการเฉลี่ยแรงกระชากที่อาจก่อให้เกิด อันตรายได้


31 หลักกำรเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล 1. ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่สามารถป้องกันอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวกและสวมใส่สบาย 3. ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ สามารถป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้งานได้ 4. ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่หาซื ้อได้ง่ายและมีราคาย่อมเยา 5. ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีวิธีการใช้ไม่ซับซ้อนเกินไป จนอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากและความ ผิดพลาด 6. ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่สีสามารถมองเห็นได้ง่าย และดูสะอาดตา ประโยชน์ในการใช้อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลในโรงงาน 1. เป็นประโยชน์ในการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ ้นกับผู้ปฏิบัติงาน 2. เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในการลดต้นทุนการผลิต 3. เป็นประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ปฏิบัติงานระหว่างการท างาน 4. เป็นประโยชน์ในการช่วยลดระยะเวลาที่ใช้ส าหรับผลิตสินค้า 5. เป็นประโยชน์ในการเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยระหว่างการท างานแก่ผู้ปฏิบัติงาน 6. เป็นประโยชน์ในการเพิ่มปริมาณผลผลิต ประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรปฏิบัติงำนด้ำนควำมปลอดภัย 1. ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ถ้าหากผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในความปลอดภัยระหว่างการท างาน ด้วยการ ใช้อุปกรณ์และสถานที่ที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถลดความวิตกกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย ลงได้ ส่งผลให้การด าเนินงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพ รวมทั ้งสามารถเพิ่มผลผลิต โดยรวมได้มากยิ่งขึ ้น 2. ต้นทุนกำรผลิตลดลง ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานมีความปลอดภัยในการท างานสูง นอกจากจะ สามารถลดการเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียในการผลิตลงได้แล้ว ผู้ประกอบการยังไม่จ าเป็นต้อง เพิ่มต้นทุนให้กับค่าใช้จ่ายส าหรับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ ้น ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมที่ใช้ส าหรับการ ผลิตลดลง 3. ก ำไรเพิ่มขึ้น เมื่อการด าเนินงานสามารถด าเนินไปได้อย่างปลอดภัย ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ ้นของ ผลผลิตและการลดลงของต้นทุนโดยรวม ท าให้ผู้ประกอบการมีโอกาสสร้างก าไรได้มากยิ่งขึ ้นใน ตลาด 4. เป็นปัจจัยจูงใจ ถ้าหากระหว่างการด าเนินงาน ผู้ปฏิบัติงานสามารถท างานได้ด้วยความมั่นใจใน ความปลอดภัยของอุปกรณ์และเครื่องมือ จะส่งผลให้บุคคลเกิดความพร้อมในการท างาน รวมทั ้งมี แรงจูงใจในการท างานมากยิ่งขึ ้น


32 5. กำรรักษำทรัพยำกรบุคคล การเกิดอุบัติเหตุและความผิดพลาดระหว่างการปฏิบัติงาน ที่อาจ น ามาซึ่ง ความสูญเสียทั ้งทางร่างกายและทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงาน เป็นเหตุผลหนึ่งที่ส่งผลให้ทรัพยากร โดยรวมของชาติสูญเสียไปด้วย การสร้างความปลอดภัยในการท างานจึงมีความส าคัญอย่างยิ่งต่อ สังคมโดยรวม ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย นอกจากจะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่ม ก าไร และลดต้นทุนการผลิตลงให้กับผู้ประกอบการได้แล้ว การปฏิบัติงานโดยการใช้อุปกรณ์และ สถานที่ที่มีความปลอดภัย ยังเป็นปัจจัยจูงใจที่สามารถสร้างความมั่นใจในการท างานให้แก่ ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั ้งสามารถรักษาทรัพยากรมนุษย์โดยรวมได้เช่นกัน อำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย : OCCUPATIONAL HEALTH AND SAFETY ภาพที่ 13 ความปลอดภัยในการท างาน ที่มำ :https://www.jorportoday.com/occupational-health-and-safety/ พนักงานขององค์กรเปรียบเสมือนทรัพย์สินของบริษัท การมีพนักงานที่สามารรถท างานได้ อย่างขยันขันแข็ง ด้วยร่างกายที่สมบูรณ์พร้อม สุขภาพใจเต็มเปี่ยมย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพการ ผลิตส าฤทธิ์ผลตามมาเชน่กนัซงึ่การท าให้พนกังานปลอดภยัมาจากมาตรการด้าน อาชีวอนามยั และความปลอดภัย ที่ดีเยี่ยมขององค์กร ในบทความนี ้Jorportoday จะมาอธิบายถึงโปรแกรมอา


33 ชีวอนามัยและความปลอดภัยว่าคืออะไร องค์ประสบที่ส าคัญ และ KPI บางส่งที่ช่วยวัด ประสิทธิภาพครับ อำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย คืออะไร อาชีวอนามัยและความปลอดภัย จัดอยู่ในวิชาวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งเป็นกระบวน เรียนรู้ทางด้านการดูแลสุขภาพอนามัย ในผู้ประกอบอาชีพทุกอาชีพ รวมทั ้งยังจัดการดูแล ผลกระทบอันเกิดมาจากการท างาน ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อท าให้การด าเนินงานของ ผู้ประกอบอาชีพ ได้รับความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี ้ยังต้องได้รับการคุ้มครองตลอดจนได้รับ สิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย โดยสามารถแยกความหมายของทั ้ง 3 ค าออกมาได้ดังนี ้ อาชีวะ (Occupational) หมายถึง อาชีพ การเลี ้ยงชีพ การท ามาหากิน อนามัย (Health) หมายถึง ความไม่มีโรค สภาวะสมบูรณ์ดีทั ้งร่างกาย ทางจิตใจ ทางสังคม และ จิตวิญญาณ ความปลอดภัย (Safety) หมายถึง สภาพวะที่ปราศจากภัยคุกคาม ไม่มีอันตราย หรือความเสี่ยง ใดๆ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยเกี่ยวข้องกับการจัดการอันตรายในสถานที่ท างานหลายประเภท เช่น: พิษวิทยา ระบาดวิทยา เคมีภัณฑ์ อันตรายทางกายภาพ ผลกระทบทางจิตวิทยา ปัญหาการยศาสตร์ อุบัติเหตุ โครงการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมีไว้เพื่อก าหนดให้มีการจ ากัดความเสี่ยง เพื่อลดอันตรายจากการท างานในไซต์งาน นายจ้างและฝ่ ายบริหารของบริษัทจ าเป็นต้องจัดเตรียม สภาพแวดล้อมการท างานที่ปลอดภัยส าหรับพนักงานทุกคน และหัวข้อต่อไปคือโโครงการด้านอาชี วอนามัยและความปลอดภัยที่ใช้ส าหรับองค์กร ควรเริ่มโครงกำรอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัยหรือไม่? ส าหรับองค์กรที่ไม่มีโครงการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHS) อย่างเป็น ทางการมักจะมีการดูแลความปลอดภัยของพนักงานในบางแง่มุมเท่านั ้นซึ่งอาจจะไม่คลอบคลุม ถ้า ณ ตอนนี ้คุณมีความคิดที่จะเริ่มต้นจากจุดที่บริษัทมีอยู่ คุณอาจจะต่อยอดจากสิ่งที่มีด้วยการ ตั ้งค าถาม นี ้คือค าถามที่คุณอาจเริ่มหาค าตอบครับ


34 บริษัทของคุณมีนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอยู่แล้วหรือไม่ ?? ผู้จัดการ หัวหน้างาน และพนักงานเข้าใจความรับผิดชอบด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ของตนเองหรือไม่ ? ในบริษัทมีช่องทางสื่อสารเกี่ยวกับปัญหาด้าน OHS หรือไม่? มีการระบุอันตรายที่ชัดเจนหรือไม่? มีการควบคุมอันตรายในสถานที่ท างานหรือไม่? บริษัทของคุณมีระบบตรวจสอบและบ ารุงรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์หรือไม่? มีการเตรียมการ ซักซ้อมขั ้นตอนในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือไม่? มีขั ้นตอนการรายงานและสอบสวนหรือไม่? มีการฝึกอบรมพนักงานทุกระดับหรือไม่? บริษัทใช้วิธีการใดในการจัดเก็บและบันทึกข้อมูล? มี KPI ส าหรับการประเมินอย่างครอบคลุมและเหมาะสมหรือไม่? 8 องค์ประกอบของโครงกำรอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัยขั้นพื้นฐำน 1.กำรวำงแผน องค์ประกอบส าคัญอย่างแรกของอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHS) คือระบบการ จัดการและการวางแผน ไม่ว่าคุณจะวางแผนแบบดั่งเดิมผ่านการจัดใส่สมุดหรือกระดานไวท์บอร์ด หรือ ใช้ซอฟต์แวร์ส าหรับช่วยบริหารจัดการโดยเฉพาะ การวางแผนงานจะเป็นสิ่งที่ส าคัญที่สุดและ เป็นศูนย์กลางของทุกกระบวนการที่คุณท า การวางแผนเป็นสิ่งที่ส าคัญคุณต้องแน่ใจว่าองค์กรของ คุณปฏิบัติตามกฎและระเบียบข้อบังคับด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของประเทศไทยใน ปัจจุบันทั ้งหมด 2.กำรรำยงำนเหตุกำรณ์ องค์ประกอบส าคัญที่สองของการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยคือระบบการ รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ ้น สมาชิกทุกคนในองค์กรควรเข้าถึงระบบการจัดการอาชีวอนามัยและ ความปลอดภัย : OHS Program ตั ้งแต่ระดับผู้บริหารจนถึงพนักงานใหม่ เพื่อให้ติดตามข่าวสาร และรายงานเหตุการณ์ได้ทันท่วงที ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ส าหรับบริหารจัดการ OHS ที่รันในระบบคราวด์ ช่วยให้พนักงานสามารถใช้ อุปกรณ์มือถือที่เชื่อมอินเตอร์เน็ต เพื่อใช้ในการสร้าง บันทึก และเข้าถึงเอกสาร OHS ขององค์กีได้ ง่ายและสะดวกยิ่งขึ ้น การรายงานสถานการณ์พนักงานจะมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ดังนี ้ :


35 การรายงานอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ รายงานอันตรายและความเสี่ยง รับการแจ้งเตือนเพื่อท างานบางอย่างให้เสร็จ ทบทวน แก้ไขแบบฟอร์มความเสี่ยง อันตราย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ ้นให้ครบถ้วน เมื่อการรายงานเหตุการณ์เป็นไปอย่างทันถ้วงทีก็สามารถช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงและผู้มีส่วนได้ เสียวางแผนส าหรับเหตุการณ์ต่างๆ ในลักษณะของการ Proactive และ Preventive ได้ดียิ่งขึ ้น นี ้ คือเหตุผลว่าการรายการเหตุการณ์จึงเป็นองค์ประกอบส าคัญล าดับที่สองของการบริการจัดการอา ชีวอนามัยและความปลอดภัย 3.USER-FRIENDLY INTERFACE องค์ประกอบหลักที่สามของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คือ การมี ส่วนต่อประสาน (User friendly Interface) ที่ชัดเจนและใช้งานง่าย Interface หรือ ส่วนต่อประสาน เป็นวิธีการที่ผู้ใช้งานเช่น พนักงานโต้ตอบกับระบบหรือซอฟต์แวร์ อาจจะเป็นการประสารงานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเป็นฟอร์มกระดาษที่ต้องกรอก เช่น แบบฟอร์มรายงานความปลอดภัย ไม่ว่าองค์กรของคุณจะมีแนวการในการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแบบใด คุณ ต้องไม่ลืมที่จะพิจารณาถึงความง่ายของการใช้งานด้วย การพิจารณาความง่ายต่อการใช้งานอาจ เริ่มจากชุดค าถามเช่น พนักงานสามารถเข้าใจสิ่งที่จ าเป็นต่อการใช้ง่ายได้อย่างง่ายดายหรือไม่ ค าแนะน าในการใช้งานระบบมีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่ พนักงานมีการฝึกอบรมให้สามารถใช้ระบบในการประสานงานหรือไม่ แต่ถ้าองค์กรใดใช้ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่เป็นซอฟต์แวร์ อินเทอร์เฟซ จะต้องชัดเจน เรียบง่าย และใช้งานง่าย เพื่อให้พนักงานไม่มีปัญหาในการโต้ตอบกับอินเทอร์เฟซ ระหว่างการใช้งาน


36 ภาพที่ 14 ความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรม ที่มำ :https://www.jorportoday.com/occupational-health-and-safety/ 4.กำรฝึ กอบรม องค์ประกอบที่สี่ของการจัดการด้านระบบอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คือ การ ฝึกอบรม หากไม่มีการฝึกอบรม ระบบก็จะไม่สามารถท างานได้อย่างราบรื่น พนักงานที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเพียงพออาจท าให้องค์กรตกอยู่ในความเสี่ยง พวก เขาอาจพลาดในการประเมินความเสี่ยงของอันตราย ไม่รายงานเหตุการณ์ทั ้งที่ควรจะต้องรายงาน หรือแม้กระทั่งกระท างานในลักษณะที่เป็นอันตรายต่อตนเอง เพื่อนร่วมงาน หรือ บุคคลทั่วไป พนักงานที่ผ่านการอบรม ทั ้งการใช้ระบบ การใช้เครื่องมือ และการดูแลความปลอดภัย พวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และที่ส าคัญพวกเขาจะ กลายเป็นทรัพย์สินขององค์กรที่สามารถช่วยให้สถานที่ท างานปลอดภัยยิ่งขึ ้น 5.กำรประเมินควำมเสี่ยง องค์ประกอบที่ส าคัญถัดมาของระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยคือ การประเมินความ เสี่ยง ในประเด็นนี ้หมายถึงการที่ระบบซอฟต์แวร์มีส่วนช่วยผู้บริหารระดับสูงในการประเมินและ ตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม การประเมินความเสี่ยงส่วนนี ้จะเกิดขึ ้นในองค์กรที่ใช้โปรแกรมซอฟต์แวร์ในการช่วยในการ ประเมินความเสี่ยงและระดับความปลอดภัยได้อย่างอัตโนมัติ จากการสะสมค่าสถิติของการ ท างาน ค่าความเสี่ยงที่ทางผู้บริหารหรือทีมที่ปรึกษาสามารถออกแบบค่าแนวโน้มที่อาจบ่งบอกถึง ความเสี่ยงเพื่อที่สามารถวางแผนป้องกันได้อย่างทันถ้วงที


37 ตัวอย่ำงเช่น : ฝ่ ายบริหารสามารถดูรายงานอันตราย ความเสี่ยง อุบัติเหตุและการบาดเจ็บทั ้งหมดได้ ตามเวลาจริง จากนั ้นซอฟต์แวร์จะประมวลผลข้อมูลนี ้และสร้างรายงานที่สามารถใช้เพื่อสร้าง แนวทางในการป้องกัน 6.กำรรับรอง องค์ประกอบหลักที่หกของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยคือ กำร รับรอง ระบบควรได้รับการรับรองโดยบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้เพื่อให้แน่ใจว่าแนวทางปฏิบัติของ องค์กรเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย การมีระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่แข็งแกร่งช่วยให้องค์กรสร้าง ความมั่นใจให้กับพนักงานและลูกค้า ตัวอย่างการรับรองได้แก่ AS / NZS 4801 OHSAS 18001 ISO 45001 การมีใบรับรองจะแสดงให้เจ้าหน้าที่ของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบว่าองค์กร ของคุณมุ่งมั่นในเรื่องของความปลอดภัยในสถานที่ท างาน รวมถึงประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ความ ปลอดภัยของพนักงานเพิ่มสูงขึ ้นซึ่งจะส่งผลถึงก าลังใจในการท างาน ประสิทธิภาพการท างานที่ มากขึ ้น และความมั่นใจของผู้บริโภค ซึ่งสิ่งเหล่านี ้จะช่วยเพิ่มผลก าไรขององค์กรในที่สุด 7.กำรสื่อสำร องค์ประกอบที่เจ็บของ OHS คือ การสื่อสาร ระบบที่ดีต้องช่วยให้พนักงานสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยการสื่อสารมีความส าคัญดังต่อไปนี ้ ช่วยให้พนักงานได้รับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับงานที่ตนได้รับมอบหมาย ช่วยให้พนักงานสื่อสารและแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้า การสื่อสารที่ดีและมีประสิทธิภาพช่วยให้ระดับผู้จัดการและพนักงานปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกับ วิสัยทัศน์ของบริษัท


38 ภาพที่ 15 พนักงาน ที่มำ :https://www.gsb.or.th/blogs/10 8.กำรเข้ำถงึข้อมูล องค์ประกอบสุดท้ายของระบบการจัดการ OHS คือ การเข้าถึงข้อมูล เนื่องจากการท างาน ในองค์กรที่มีทั ้งพนักงาน และ เอกสารของข้อมูลต่างๆ จ านวนมาก หนึ่งในองค์ประกอบที่ส าคัญ คือการจัดการการเข้าถึงข้อมูลให้ง่ายและสามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยเฉพาะเอกสาร ข้อมูลความปลอดภัย SDS (Safety Data Sheet) องค์กร OSHA ระบุไว้ว่า “นายจ้างต้องเก็บรักษาส าเนาเอกสารข้อมูลความปลอดภยัทีจ่ าเป็นส าหรับสารเคมี อันตรายแต่ละชนิดไว้ในที่ท างาน และต้องแน่ใจว่าสามารถเข้าถึงได้ง่ายระหว่างกะการท างานแต่ ละครั้งส าหรับพนกังานเมื่อ พวกเขาอยู่ในพืน้ทีท่ างาน (การเข้าถึงทางอิเล็กทรอนิกส์และทางเลือก อืน่ในการเก็บรักษาส าเนาเอกสารของเอกสารข้อมูลความปลอดภยัจะไดร้ับอนญุาต ตราบใดทีไ่ม่ มีการสร้างอุปสรรคในการเข้าถึงพนักงานทันทีในสถานที่ท างานแต่ละแห่งโดยตัวเลือกดังกล่าว)” ส าหรับบริษัทขนาดเล็กการเก็บเอกสารและข้อมูลต่างๆ เป็นส าเนากระดาษอาจง่ายต่อ การบริหารจัดการ เพราะทุกคนรู้ว่าเอกสารชนิดนั ้นๆ เก็บไว้ในตู้ใบไหนและสะดวกต่อการค้นหา แต่ส าหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรที่มีสถานประกอบการ หลายแห่งการเข้าถึงข้อมูลอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายมากยิ่งขึ ้น นี ้จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรหันไปใช้ ซอฟต์แวร์ส าหรับการจัดการ OHS บนระบบคลาวด์ ซึ่งง่ายต่อการจัดการ


39 KPI ด้ำนสุขภำพและควำมปลอดภัย หลังจากที่คุณทราบถึงองค์ประกอบของโครงการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ขั ้นตอนถัดมาที่ผมอยากจะพูดถึงคือเรื่องการติดตามผล KPI ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งนี ้เป็นค่าที่สามาารถวัดและประเมินได้ ซึ่งท าเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่เฉพาะเจาจง อันที่จริง องค์กรจ านวนมากไม่มีการพิจารณาสร้าง KPI ด้านสุขภาพและความปลอดภัย ด้วยซ ้า บางครั ้งก็อาจจะคิดว่าองค์กรของคุณไม่ต้องการมันจริงๆ ซึ่งถ้าองค์กรของคุณอยู่ในธุรกิจ ที่มีความเสี่ยงต ่า เช่น ธุรกิจไอทีหรือการตลาด ก็อาจะพออนุโลมได้ แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณา อย่างถี่ถ้วนแล้ว KPI ด้านสุขภาพไม่ได้เกี่ยวกับอุบัติเหตุเท่านั ้น แต่ยังหมายถึง “ตัวชี ้วัดด้าน สุขภาพ” ที่อาจจะมาจากการท างานออฟฟิ ตที่ยาวนานจนส่งผลถึงสุขภาพ เช่นการเป็นโรคออฟฟิ ต ซินโดรม ซึ่งก็มีความส าคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆ นี ้คือตัวอย่าง KPI ด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่องค์กรควรพิจารณา จ านวนอุบัติเหตุและเหตุการณ์ที่รายงาน อัตราความถี่การบาดเจ็บถึงขั ้นหยุดงาน ชั่วโมงการท างานล่วงเวลาโดยเฉลี่ยต่อคน ไม่พบโรคจากการท างาน % กิจกรรมด้าน OHS ที่พนักงานเข้าร่วม ความพึงพอใจกับคะแนนสิ่งแวดล้อม ค่าใช้จ่ายรายเดือนในการป้องกันสุขภาพและความปลอดภัย % ของผู้บริหารที่ได้รับการฝึกอบรมด้านสุขภาพและความปลอดภัย ภาพที่ 16 การท างาน ที่มำ : https://phichit1.go.th


40 ควำมปลอดภัยของกระบวนกำรผลิตอำหำร ความปลอดภัยของกระบวนการผลิตอาหารคือข้อบังคับทางวิทยาศาสตร์ ที่ใช้อธิบายการ จัดการดูแล การจัดเตรียม และการเก็บรักษาอาหาร ด้วยวิธีสามารถป้องกันความเจ็บป่ วยอัน เนื่องมาจากอาหาร โดยจะรวมถึงกิจวัตรต่างๆ มากมายที่ต้องปฏิบัติตาม เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสเกิด อันตรายที่รุนแรงต่อสุขภาพ. ธุรกิจความปลอดภัยของกระบวนการผลิตอาหารจ าเป็นต้องมีหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการ ผลิต (Good Manufacturing Practices - GMP) ซึ่งเป็นระบบรับประกันที่มีเป้าหมายในการสร้าง ความมั่นใจว่า การผลิต บรรจุ บรรจุซ ้า และเก็บรักษานั ้น จะเป็นไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพื่อให้มีคุณภาพที่เหมาะสมส าหรับการใช้งานดังที่ต้องการ GMP จะเกี่ยวข้องกับทั ้งการผลิตและ ระเบียบวิธีการควบคุมคุณภาพ. เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทผู้ผลิตอาหารจะปฏิบัติตาม GMP บริษัทเหล่านี ้จะต้องน าวิธีปฏิบัติ มาตรฐานด้านสุขาภิบาล (Sanitation Standard Operating Procedure - SSOP) ไปใช้ วิธีปฏิบัติ นี ้จะเป็นบันทึกขั ้นตอนที่จะต้องปฏิบัติตามเพื่อจะได้แน่ใจว่า การท าความสะอาดบริเวณที่สัมผัส กับผลิตภัณฑ์และพื ้นผิวที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์นั ้น เป็นไปอย่างเพียงพอเหมาะสม ขั ้นตอนวิธีการท า ความสะอาดเหล่านี ้จะต้องมีรายละเอียดมากพอที่จะไม่ท าให้เกิดการเจือปนบางประเภท. ขั ้นตอนของ SSOP จะใช้ร่วมกับตารางสุขอนามัยหลัก (Master Sanitation Schedule) และโปรแกรมตรวจสอบก่อนปฏิบัติการ (Pre-Operational Inspection Program) ซึ่งจะกลายเป็น แนวทางปฏิบัติการเพื่อสุขอนามัยเบ็ดเสร็จ ส าหรับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร แนวทางเหล่านี ้คือแกนหลักส าหรับแผนงาน HACCP (Hazard Analysis Critical Control Point หรือจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมเพื่อการวิเคราะห์อันตราย) ส าหรับอุตสาหกรรมอาหารทั ้งหมด. NCH Food Safety บริการ NCH Food Safety จะช่วยบริษัทผู้ผลิตอาหารให้สามารถปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับเหล่านี ้ได้ โดยการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์ที่ เป็นไปตาม GMP และสอดคล้องกับกฎหมายด้านความปลอดภัยของอาหารให้แก่บริษัท รวมถึง การให้ความช่วยเหลือในเรื่องระเบียบวิธีการด้านสุขอนามัยส าหรับบุคคล. NCH Food Safety จะช่วยสร้างความมั่นใจว่า โรงงานผลิตอาหารของลูกค้านั ้นมีความ สะอาดและปราศจากเชื ้อโรคอย่างเหมาะสม และมีอุปกรณ์ที่ส าคัญต่อการผลิตอาหารที่ปลอดภัย เช่นเดียวกับความช่วยเหลือในเรื่องระเบียบวิธีการด้านสุขอนามัยส าหรับบุคคล.


41 NCH Food Safety จะช่วยบริษัทผู้ผลิตอาหารในการจัดตั ้ง น าไปใช้ และรักษาไว้ซึ่ง โปรแกรมก่อนปฏิบัติการ ส าหรับการควบคุมอันตรายเพื่อความปลอดภัยของอาหาร. มำตรฐำนกำรผลิตของอุตสำหกรรมอำหำร การค้าการลงทุนในปัจจุบัน ที่ระบบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ได้เชื่อมประเทศต่างๆ ให้ เป็นระบบเศรษฐกิจโลก ผ่านกลไกการค้าและความร่วมมือระหว่างประเทศ และประเทศไทยซึ่ง เป็นประเทศที่มีบทบาทในระดับต้นๆ ของโลก ด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ต่างๆ สู่นานาประเทศ จ าเป็นต้องศึกษาและปรับตัว โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ให้เป็น ที่ยอมรับของตลาดโลก เพื่อรักษาตลาดและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากประเทศคู่แข่งขันที่มี จ านวนเพิ่มขึ ้นอย่างต่อเนื่อง ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร การพัฒนา ยกระดับ และรักษามาตรฐาน การผลิต ถือเป็นหัวใจส าคัญของความส าเร็จทางธุรกิจทั ้งภายในและในระดับนานาประเทศ ที่ ผู้ประกอบการต้องตระหนักถึงไม่น้อยกว่าการให้คุณค่าด้านความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ของ ผู้บริโภคในแต่ละประเทศเท่านั ้น มาตรฐานการผลิตของอุตสาหกรรมอาหาร ที่ผู้ประกอบการควรทราบ ได้แก่ - Good Manufacturing Practice (GMP) - Hazard Analysis and Critical Control Point (HACCP) - Halal (ฮาลาล) - Codex โดยมำตรฐำนของอุตสำหกรรมอำหำรแต่ละประเภท มีรำยละเอียด ดังนี้ GMP หรือ Good Manufacturing Practice คือ ข้อก าหนดเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารทุกประเภทที่ผ่านกระบวนการแปรรูป และมีความเสี่ยงต่อการปนเปื ้อนสารพิษได้ หากมีกระบวนการหรือวิธีการผลิตที่ไม่เหมาะสม GMP เริ่มต้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้มีการผลักดันเข้าสู่โครงการมาตรฐานอาหาร ระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius Commission) ของ FAO/WHO โดยอ้างอิงตาม หลักเกณฑ์ที่ก าหนดในประเทศสหรัฐอเมริกา และข้อคิดเห็นจากประเทศสมาชิกต่างๆ ทั่วโลก ก่อน จะได้จัดท าเป็นข้อแนะน าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับหลักการทั่วไป ว่าด้วยสุขลักษณะอาหาร (Recommended International Code of Practice : General Principles of Food


42 Hygiene) และยังได้ก าหนดวิธีปฏิบัติด้านสุขลักษณะเฉพาะส าหรับผลิตภัณฑ์อาหารประเภท ต่างๆ ด้วย เช่น การออกแบบสถานประกอบการ การควบคุมแมลงและสัตว์น าโรค สุขลักษณะส่วน บุคคล รวมถึง เครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิตผลิตภัณฑ์ เป็นต้น GMP จัดเป็นระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารขั ้นพื ้นฐาน (Food Safety Management System) แต่การจัดการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารจะ สมบูรณ์ เมื่อมีการน าระบบ HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Point) มาปรับใช้ ภายในสถานประกอบการร่วมด้วย โดย HACCP หรือ Hazard Analysis and Critical Control Point คือ แนวคิดและวิธีการ ป้องกันอันตรายจากสารพิษ หรือสารปนเปื ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ ้นในแต่ละขั ้นตอนของการ ด าเนินกิจกรรมในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร HACCP มีจุดก าเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับมาตรฐาน GMP ซึ่งต่อมา โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius Commission) ของ FAO/WHO ได้ตระหนักถึงประโยชน์และความส าคัญของการ ประยุกต์ใช้HACCP ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารในทุกระดับ ตั ้งแต่ระดับครัวเรือน ถึง ระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จึงได้สนับสนุนการใช้มาตรฐาน HACCP ในกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้HACCP เป็นอีกมาตรฐานหนึ่ง ที่ภาคการ ผลิตโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจะต้องมีควบคู่กับมาตรฐาน GMP ดังได้ เคยกล่าวถึง หลักการของ HACCP คือ การวิเคราะห์อันตรายจากผลิตภัณฑ์ที่มีต่อผู้บริโภค พร้อมกับ การก าหนดมาตรการควบคุม และแก้ไขปัญหา ร่วมกับการใช้ผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ (Lab) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของระบบ HACCP ที่ใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ ให้ผู้บริโภค มีความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารนั ้นๆ และเครื่องหมายรับรองมาตรฐานส าหรับหรับประชากรมุสลิม “Halal Food" หรือ เครื่องหมายรับรอง Halal นับเป็นเครื่องหมายที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ความ สนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารที่มีตลาดโลกมุสลิมกว่า 2 พันล้านคนเป็นเป้าหมายของการส่งออกไปจ าหน่าย และด้วยจ านวนประชากรในโลกมุสลิมที่มี จ านวนดังกล่าว จึงท าให้โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius Commission) หรือในชื่อ Codex ของ FAO/WHO ได้จัดท าเอกสาร General Guideline for use


43 of the Term "Halal" ในปี พ.ศ. 2540 และนานาประเทศรวมถึงไทย ได้ใช้เป็นมาตรฐานการผลิต ผลิตภัณฑ์อาหาร Halal ที่ถูกต้องตามกฎของศาสนาอิสลาม ทั ้งทางด้านแหล่งที่มาของอาหาร วิธีการฆ่า การเตรียม การแปรรูป การบรรจุหีบห่อ การขนส่ง และการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องหมาย Halal บนผลิตภัณฑ์อาหาร จะต้องได้รับการรับรองและอนุญาตโดย คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย หรือคณะกรรมการประจ าจังหวัด ที่ผู้ประกอบการใน อุตสาหกรรมอาหารไม่ควรมองข้ามความส าคัญของเครื่องหมายดังกล่าว ที่จะเป็นเสมือนกุญแจ เปิดสู่ตลาดโลกมุสลิมกว่า 2 พันล้านคน และมาตรฐาน Codex เป็นค าที่ใช้เรียกโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ ของ องค์การอาหารและเกษตร (Food and Agriculture Organization : FAO) และองค์การอนามัย โลก (World Health Organization : WHO) ซึ่งได้จัดตั ้งขึ ้นตั ้งแต่ ปี พ.ศ. 2504 ซึ่งปัจจุบันมีนานา ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกกว่า170 ประเทศ เพื่อร่วมพิจารณาร่างมาตรฐาน หลักการ และวิธีการ ปฏิบัติในการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารในระดับสากล ที่ทุกประเทศจะถือเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั ้งหมด เช่น GMP (Good Manufacturing Practice), HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Point) หรือแม้แต่เครื่องหมายรับรอง Halal เป็นต้น Codex จึงเป็นทั ้งองค์กรและมาตรฐาน เพื่อการคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคและการดูแล ให้เกิดความเท่าเทียมกันในด้านการค้าผลิตภัณฑ์อาหาร ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานและ องค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ และหากมีกรณีพิพาททางการค้าในอุตสาหกรรมอาหารใดๆ ขึ ้น องค์กร การค้าโลก (World Trade Organization : WTO) จะยึดถือมาตรฐาน Codex เป็นเกณฑ์ในการ ระงับข้อพิพาทนั ้นๆ ภาพที่ 17 กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มำ :https://www.industry.go.th/th/mind-symbo


44 บรรณำนุกรม -การสุขาภิบาลโรงงานอุตสาหกรรมอาหารจาก http://portal5.udru.ac.th/ebook/pdf/upload/17L884Q1V40lS4Cxv2d4.pdf -มาตรฐานการจัดการความปลอดภัย https://www.masci.or.th/service/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B 8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0 %B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E 0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7/


Click to View FlipBook Version