70 ปที่เห็นเปนสาธิต
: จากพพิ ัฒนาการนิยมสูการจัดหลักสูตรสถานศกึ ษาบนฐานทฤษฎพี หุปญญา
ของโรงเรียนสาธติ มศว ประสานมิตร (ฝา ยมธั ยม)
อาจารย ดร.ปราโมทย สกลุ รักความสุข
รองผอู ำนวยการฝา ยบรหิ าร
โรงเรยี นสาธิต มศว ประสานมติ ร (ฝา ยมัธยม)
โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร (ฝายมธั ยม) จดั ตั้งขน้ึ ตามปรัชญาพิพัฒนา
การทางการศึกษา (progressive education philosophy) เพื่อกอใหเกิดการขับเคลื่อนทางการศึกษาแบบ
ใหมใ นประเทศไทย เมอ่ื กวา 70 ปท่ีแลว ดังคำกลาวที่วา “โรงเรยี นประสานมิตร (ป.ม.) โรงเรียนสาธติ แหง แรก
ของประเทศ ซึ่งกระทรวงศกึ ษาธิการพจิ ารณาใหจัดต้ังขนึ้ เมื่อวันท่ี 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เปนโรงเรยี นแนว
ใหมที่ยังไมเ คยมีมากอ น ทำหนา ที่สาธิตหลักสูตร วิธีการสอน วิธตี ระเตรียมบคุ ลากร และการบริหารโรงเรียน
ใหทั้งนิสิต ผูบ ริหาร นักบริหารการศึกษา ไดสังเกตวิธีการเรียนการสอน และแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นทางการ
ศึกษา” [1]
แนวปรัชญาพิพัฒนาการทางการศึกษาที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
(ฝายมธั ยม) นำมาใชเกิดขึน้ หลังการกอตั้งโรงเรียนสาธิตในสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ดังที่ เฉลิม
ลาภ ทองอาจ [2] อธิบายไววา “ดุย (Dewey) และปารเกอร (Parker) นักปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการได
กอตั้งโรงเรียนสาธิตขึ้นครั้งแรกในชวงปลายศตวรรษที่ 19 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือ
คนควา ทดลอง และวิจัยการจัดการเรียนรใู หแ กนักเรียนตามปรชั ญาการศึกษาพิพฒั นาการ ซึ่งเชื่อวานักเรยี น
ทกุ คนมีธรรมชาติแหงการเรยี นรูและการคนพบ การจดั การเรียนรูจ ึงมุงเนนใหนักเรียนฝกปฏบิ ัติกิจกรรมการ
เรียนรูตางๆ ที่สัมพันธกับชีวติ และสังคมประชาธิปไตย นักการศึกษาไทยไดนำแนวคดิ โรงเรียนสาธิตมาใชใน
ประเทศเปน เวลากวา 50 ป”
โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝายมธั ยม) นำแนวคิดพิพัฒนาการนิยมท่ี
มุงเนนการเรียนรูซึ่งเกิดจากการปฏิบัติมาพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนและหลักสูตร สอดคลองกับ
คำอธิบายเกี่ยวกับการศกึ ษาแบบพิพฒั นาการ ที่วา “บุคคลจะเรียนรูไดดีที่สุดก็ตอเมื่อไดปฏิบตั ิกิจกรรมการ
เรียนรทู ีม่ คี วามสอดคลอ งกบั วิถีชีวติ และความตองการของตนเอง รวมทงั้ การมีปฏสิ มั พนั ธก บั บคุ คลอนื่ และการ
นำไปใชป ฏบิ ตั ิจริง”[3]
ราวหนึ่งทศวรรษหลังจากการกอต้ังโรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝาย
มัธยม) ซึ่งจัดการศึกษาแบบมัธยมสามัญศึกษา และมัธยมวิสามัญศึกษา (แผนกอักษรศาสตร แผนก
วิทยาศาสตร และแผนกทั่วไป) โรงเรียนจึงไดเปลี่ยนรูปแบบเปนโรงเรียนมัธยมแบบประสมแหงแรกของ
กรุงเทพมหานคร ที่เปดสอนทงั้ สายสามัญและสายอาชีพ ดังรายละเอียดทีว่ า “กระทรวงศึกษาธิการอนุมัติให
โรงเรียนประสานมติ ร เปน “โรงเรยี นมัธยมแบบประสมแหงแรกของกรุงเทพมหานคร” ในป พ.ศ. 2509 เพ่ือ
ทำการคนควาทดลองทฤษฎีทางมัธยมศึกษาแบบประสม (Comprehensive Education) ปรับปรุงทฤษฎีให
เหมาะสมกบั สงั คมไทย เปด สอนทั้งสายสามญั และสายอาชีพ มีวิชาการตา งๆ หลายสาขาวิชา ทั้งสายศิลป สาย
วิทยาศาสตรส ายวชิ าการโรงแรม สายวชิ าพยาบาล สายวชิ าการตลาด สายวิชาการคา และเลขานุการ และสาย
วิชาเขียนแบบ ใหผูเรียนไดเลือกเรียนตามความถนัด ความสามารถ และความพอใจ ซึ่งตอมาไดกลายเปน
ตนแบบทำใหเกิดโรงเรียนมัธยมแบบประสมขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและตางจังหวัดอีกประมาณ 50
โรงเรยี น” [1]
การจัดตั้งโรงเรียนมัธยมแบบประสมดังกลาวสามารถตอบสนองและแกปญหาความแตกตางของ
ผูเรยี นที่มีศักยภาพตางกันไดเปนอยางดี สอดคลองกับคำกลาวของสาโรช บัวศรี [4] ที่แสดงทัศนะเกี่ยวกับ
ปญหาการศึกษาของไทยที่มิไดจัดหลักสูตรตามศักยภาพอันแตกตางของผูเรียน วา “ในแงของวิชาการ
ศึกษาศาสตร เดก็ ในวัยนมี้ คี วามถนัดแตกตางกันมาก พดู อยางกวางๆ บางพวกถนดั วิชาการ บางพวกถนัดทาง
วชิ าชา งหรอื วิชาอาชพี และบางพวกก็ถนดั ทางศลิ ปกรรม แตโรงเรยี นมัธยมของเราก็ไมอาจสนองความตองการ
ในดานความถนดั ไดเ พียงพอ จะหาโรงเรยี นมัธยมท่ีอาจสอนทางวชิ าการ วิชาชางหรืออาชพี และวิชาศิลปกรรม
ไดในโรงเรยี นเดียวกันมีนอยมาก สวนมากเปดสอนทางวิชาการ เด็กผูใ ดบังเอิญถนดั ทางวิชาศิลปกรรมก็เรียน
ไมได เกดิ ความคับของใจและสอบตกไปเลย ซึ่งวาที่จริงแลวไมใชความผิดของเด็กเลย ความผิดอยูท่ีวา เราไม
อาจสนองความถนัดของเขาได เราไมมีเงินเปดฝายศิลปกรรมหรือฝายวิชาชางใหเขาเรียนไดพอเพียงในทุก
โรงเรียน”
การพัฒนาอยา งตอเนื่องของโรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝา ยมัธยม)
ปรากฏเดน ชดั ตามแนวคิดปรชั ญาพพิ ัฒนาการที่มงุ เนน ทกั ษะปฏบิ ตั ิของผูเรียน โดยในชว ง พ.ศ. 2538 – 2546
โรงเรียนจัดแผนการเรียนสหศิลปในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อตอบสนองศักยภาพและความ
หลากหลายของผูเรียนนอกเหนือจากแผนการเรียนที่มีมาแตเดิม คือ แผนการเรียนวิทยาศาสตร แผนการ
เรยี นศลิ ปคณิตศาสตร และแผนการเรียนศลิ ปภ าษา
แผนการเรียนสหศิลป [1] เนนการเรยี นการสอนท่ีเนนทักษะปฏิบัติ โดยแบงเปน 4 กลุม คือ ทักษะ
ปฏิบัติดานศิลปะและดนตรี ทกั ษะปฏิบัติดานคอมพิวเตอร ทักษะปฏิบัติดานคหกรรม และทักษะปฏิบัติดา น
พลศกึ ษา
จนถึงชว ง พ.ศ. 2547 เปนตน มาโรงเรียนจดั หลักสูตรท่ีสอดคลองกับศักยภาพของผเู รียนที่หลากหลาย
ตามหลักทฤษฎีพหุปญญา (Multiple Intelligences Theory) ดวยการเปดวิชาเอกในชั้นมัธยมศึกษาตอน
ปลาย จำนวน 14 วิชาเอก [1] ไดแ ก วิชาเอกวทิ ยาศาสตร วิชาเอกคณติ ศาสตร วิชาเอกภาษาฝร่งั เศส วิชาเอก
ภาษาอังกฤษ วิชาเอกภาษาญ่ีปนุ วิชาเอกภาษาจีน วิชาเอกคอมพิวเตอร วชิ าเอกแอนิเมชั่น วิชาเอกทัศนศิลป
วชิ าเอกอาหารและการโรงแรม วชิ าเอกพลศกึ ษา วิชาเอกดรุ ยิ างคศลิ ป วิชาเอกนาฏยศาสตรศลิ ป และวิชาเอก
ออกแบบ
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอยางตอเนื่องของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร (ฝายมัธยม) แสดงใหเห็นถึงพิพัฒนาการของการจัดการศึกษาอยางเดนชัด ทำใหปจจุบัน
โรงเรยี นเปดการเรียนการสอนในระดับช้ันมัธยมศกึ ษาตอนปลายรวมทั้งส้นิ 29 วิชาเอก เพอ่ื พัฒนาศักยภาพท่ี
แตกตา งผเู รียน ดงั น้ี
สาขาดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 10 วิชาเอก ประกอบดวย วิชาเอกคณิตศาสตร, วิชาเอก
คณิตศาสตร - วิศวะ (ME), วิชาเอกวิทยาศาสตร, วิชาเอกวิทยาศาสตร (SGS), วิชาเอกวิทยาศาสตร (GHS),
วิชาเอกวิศวกรรมดิจิทลั (DE), วิชาเอกเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), วิชาเอกออกแบบสรางสรรค (AS), วิชาเอก
วิศวกรรมปญญาประดิษฐ (E-AI), วิชาเอกนวัตกรรมเทคโนโลยมี ัลติมีเดีย (IMT)
สาขาดานศลิ ปกรรมศาสตร 9 วิชาเอก ประกอบดวย วิชาเอกดุริยางคศิลป, วิชาเอกศิลปะการแสดง
และภาษาเพื่อการส่ือสาร, วชิ าเอกทัศนศลิ ป, วชิ าเอกออกแบบ, วิชาเอกออกแบบแฟชน่ั , วิชาเอกออกแบบจิว
เวลร่ี, วิชาเอกแอนเิ มช่ัน, วชิ าเอกดจิ ิทัล มเี ดีย อารต , วชิ าเอกภาพยนตรด จิ ทิ ัล
สาขาดานมนุษยศาสตร 10 วิชาเอก ประกอบดวย วิชาเอกอาหารการโรงแรมและภาษาเพื่อการ
สื่อสาร, วิชาเอก IEM, วิชาเอกภาษาองั กฤษ, วิชาเอกภาษาฝรั่งเศส, วิชาเอกภาษาจีน, วิชาเอกภาษาญี่ปุน,
วชิ าเอกภาษาอังกฤษ – อาเซยี น, วิชาเอกภาษาอังกฤษ – เกาหลี, วิชาเอกพลศกึ ษาและภาษาเพื่อการส่ือสาร,
วิชาเอกนนั ทนาการและภาษาเพอ่ื การทองเท่ยี ว
กระบวนกอนที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจะไดเรียนในวิชาเอกตามศักยภาพและความสนใจ
ของตนนั้น โรงเรียนไดจัดกระบวนการพัฒนาผูเรียนตั้งแตระดับมัธยมศึกษาตอนตน ใหผูเรียนคนหาตัวเอง
และฝกฝนทกั ษะจำเปน ในการดำรงชวี ิต ดวยการจดั วิชาพื้นฐานตามหลักสูตรแกนกลางทน่ี ำมารอยเรียงใหมให
สอดคลอ งกับการเรียนรูของผูเรียน มีการจดั รายวิชาเพิ่มเติมเลอื กทพี่ ฒั นาศักยภาพสมองทัง้ 2 ซีกของผูเรยี น
และกระตนุ ใหเกดิ การคน หาตวั เองตามทฤษฎีพหุปญญา
นอกจากนี้ โรงเรียนไดจัดการเรียนรูที่สงเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลใหแกนักเรียนที่มีความตองการ
พิเศษ การจัดการเรียนรูรูปแบบไตรภาษา การจัดการเรียนรูหลักสูตรนานาชาติ และจัดการพัฒนาใหแกเด็ก
กอนวัยเรยี น เพ่อื เปนแหลงเรียนรูของนิสิตคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ และนักศกึ ษาครู
จากสถาบันการศึกษาตางๆ ทั้งในประเทศและตางประเทศ และเพื่อเปนแหลงวิจัยพัฒนานวัตกรรมทาง
การศึกษาและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศอยางมีพลวัตตามการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาของ
สงั คม
เอกสารอางอิง
[1] โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝายมัธยม). (2555). 60 ปที่เห็นเปน
สาธิต. กรงุ เทพฯ : แปลน พรนิ้ ติง้ .
[2] เฉลิมลาภ ทองอาจ. (2553). โรงเรยี นสาธิตที่แท : การจัดการเรียนรูตามปรชั ญาการศึกษาพิพัฒนา
การ. วารสารศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั นเรศวร. 12 (1). 71-93.
[3] ราชบัณฑิตยสถาน. (2555). พจนานุกรมศพั ทศกึ ษาศาสตร ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ:
อรุณการพมิ พ.
[4] สาโรช บัวศรี. (2549). การศึกษาและจรยิ ธรรม ศาสตราจารย ดร.สาโรช บัวศร.ี กรงุ เทพฯ: กริดส ดีไซน
แอนดค อมมนู เิ คช่นั .