The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by NUTTHAKAN, 2024-06-18 11:24:58

นวัตกรรม

นวัตกรรม

การพัฒนาสื่อการเรียนรู้เรื่องค าศัพท์ขนมไทยโดยใช้หนังสือสามมิติ นางสาวนัทการ หมื่นค าเรือง 62706030069-6 รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา คณะเทคโนโลยีคกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ภาคปีการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2565


การพัฒนาสื่อการเรียนรู้เรื่องค าศัพท์ขนมไทยโดยใช้หนังสือสามมิติ นางสาวนัทการ หมื่นค าเรือง 62706030069-6 รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา คณะเทคโนโลยีคกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ภาคปีการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2565


1 หัวข้อนวัตกรรม การพัฒนาสื่อการเรียนรู้เรื่องค าศัพท์ขนมไทยโดยใช้หนังสือสามมิติ ชื่อ นามสกุล นางสาวนัทการ หมื่นค าเรือง ที่ปรึกษา อาจารย์ภูมิภวิชญ์ ทิพย์ธีรเศวต สาขาวิชา และคณะ คหกรรมศาสตร์ศึกษา เทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การศึกษาสื่อการเรียนรู้ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนมีความสนใจ และ ความตั้งใจในการเรียนมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนในวิชาการงานอาชีพ เพื่อพัฒนาสื่อการ เรียนรู้ให้ดึงดูดผู้เรียนมากขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขาคหกรรม ศาสตร์ศึกษา คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ จ านวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินระดับความพึงพอใจต่อสื่อหนังสือสามมิติ เรื่อง ค าศัพท์ขนม จ านวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองใช้มีความพึงพอใจต่อสื่อหนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ สื่อสามารถน าไปเผยแพร่เป็น สื่อการเรียนรู้ได้จริง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.7 และรองลงมา 4 รายการคือ ความสร้างสรรค์ในการออกแบบ สื่อน่าสนใจ,สื่อสามารถให้ความรู้เพิ่มมากขึ้น,สื่อมีประโยชน์ต่อผู้ประเมิน และเนื้อหาของสื่อทันสมัย น าไปใช้ได้จริง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 รองลงมา 3 รายการ คือ รูปภาพ และสีสันของสื่อสวยงาม, สื่อมีเนื้อหากระชับเข้าใจง่าย และสื่อมีความทน สามารถน ากลับมาใช้งานได้อีก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.4 รองลงมา 1 รายการ คือ สื่อมีลูกเล่นแตกต่างจากสื่อปกติ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2 และล าดับต่อไปอีก 1 รายการ คือ สื่อสามารถให้ความรู้เพิ่มเติมจากเดิม มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.1 ค าส าคัญ : สื่อการเรียนรู้, หนังสือสามมิติ, ค าศัพท์ขนมไทย


2 กิตติกรรมประกาศ นวัตกรรมทางการศึกษา ฉบับนี้ ส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ด้วยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก อาจารย์ภูมิภวิชญ์ ทิพย์ธีรเศวต อจารย์ประจ าวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ที่ได้ให้ค าแนะน าแนวทางการท ารูปเล่ม ตรวจทาน และแก้ไขนื้อหาด้วยความเต็มใจ ตลอดจนจุด ประกายความคิด แนะน าแหล่งข้อมูลในการศึกษาค้นคว้า และเสนอค าวิจารณ์ที่ป็นประโยชน์อน่างยิ่ง ผู้ศึกษา ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ท้ายนี้ผู้ศึกษาขอขอบพระคุณผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ให้ความร่วมมือจนส าเร็จลุล่วงไปด้วยดี และขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษาทุกท่าที่ให้ค าแนะน า และสนับสนุนนวัตกรรมทางการศึกษาใน ครั้งนี้ ผู้ศึกษาหวังเป็นอย่างยิ่งว่านวัตกรรมทางการศึกษา เรื่องการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เรื่องค าศัพท์ขนมไทย โดยใช้หนังสือสามมิตินี้จะเป็นประโยน์ต่อผู้เรียน และผู้ที่สนใจ อย่างมาก นางสาวนัทการ หมื่นค าเรือง


3 สารบัญ หน้า บทคัดย่อ 1 กิตติกรรมประกาศ 2 สารบัญ 3 สารบัญตาราง 4 สารบัญภาพ 5 บทที่ 1 บทน า 6 1.1 ที่มาและความส าคัญ 6 1.2 วัตถุประสงค์ 6 1.3 ขอบเขตการศึกษา 7 1.4 สมมติฐาน 7 1.5 กรอบแนวคิด 7 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 7 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ 7 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 9 2.1 การพัฒนา 9 2.2 สื่อการสอน 13 2.3 หนังสือสามมิติ 18 2.4 ขนมไทย 25 2.5 วิจัยที่เกี่ยวข้อง 36 บทที่ 3 วิธีด าเนินงาน 39 3.1 ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร 39 3.2 ขั้นตอนการสร้างหนังสือสามมิติ 39 3.3 ขั้นตอนการสร้างแบบฟอร์มประเมินความพึงพอใจ 40 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล/ด าเนินการทดลองกับกลุ่มผู้ทดลอง 41 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล และอภิปรายผล 42 4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 42 บทที่ 5 สรุปผลการด าเนินงาน 44 5.1 สรุป 44 5.2 อภิปรายผล 44 5.3 ข้อเสนอแนะ 45 บรรณานุกรรม 46


4 สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4.2 ตารางแสดง ข้อมูลค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแบบประเมิน ความพึงพอใจของกลุ่มทดลองจาก Google Forms จ านวน 10 คน 43


5 สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิด 7 ภาพที่ 2.1 ขนมอาละหว่า 27 ภาพที่ 2.2 ขนมหม้อแกง 28 ภาพที่ 2.3 กระยาสารท 29 ภาพที่ 2.4 ขนมกอหละ 29 ภาพที่ 2.5 ขนมคนที 29 ภาพที่ 2.6 ขนมมงคล 9 อย่าง 31 ภาพที่ 3.1 การสร้าง Google Forms ประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลองใช้ หนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย 40 ภาพที่ 3.2 ข้อมูลแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลอง ใช้หนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย จาก Google Forms 41 ภาพที่ 3.3 การค านวณคะแนนแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลอง ใช้หนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ขนมไทย ใน Microsoft Excel 41 ภาพที่ 4.1 หนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ขนมไทย 42


6 บทที่1 บทน า 1.1 ที่มาและความส าคัญ วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะพื้นฐานที่จ าเป็นต่อการด ารงชีวิต มุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถน าความรู้เกี่ยวกับการด ารงชีวิต มาประยุกต์ใช้ในการท างานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์และ แข่งขันในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการท างาน มีเจตคติที่ดีต่อการ ท างาน เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการท างาน เน้นการปฏิบัติจริงจนเกิดความมั่นใจและ ภูมิใจในผลงาน (ส านักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษาส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกาธิการ, 2560) ในปัจจุบันขนมไทยมีอยู่มากมายหลายประเภท การท าขนมไทย เป็นส่วนหนึ่งที่ได้สืบสาน อนุรักษ์ของไทยที่ก าลังจะเลือนหายไป ให้กับคนรุ่นหลังได้รู้จัก ซึ่งจริง ๆ แล้วขนมไทยมีเสน่ห์ใน ตัวเองอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ที่ตกแต่งออกมาสวยงาม ขั้นตอนในการท าอย่างประณีต และ รสชาติที่โดดเด่น ตามแบบฉบับของคนไทยโบราณ และที่ส าคัญ ขนมไทยส่วนมากเป็นขนมที่มีความ เป็นมงคลอยู่ในตัวอีกด้วย จึงอยากจะแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของขนมไทย เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้รับ ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ และสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม (EzyThaiCooking, 2566) สื่อการสอน เป็นตัวกลาง หรือช่องทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ จาก แหล่งความรู้ไปสู่ผู้เรียน และท าให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และในปัจจุบันมีการน าสื่อการ สอนชนิดต่าง ๆ มารวมกันว่าเทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) คือการน าเอา วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบในการจัดการเรียนการสอน เช่น พัฒนาสื่อการ เรียนรู้เรื่องค าศัพท์ขนมไทยโดยใช้หนังสือสามมิติจากเดิมที่จะมีการเรียนการสอนโดยการสาธิตน ามา ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นหนังสือสามมิติเพื่อให้มีความหลากหลาย และเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย และคาดไว้ว่าจะท าให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น (สื่อการสอนฟรีดอทคอม, 2563) การพัฒนาสื่อการเรียนรู้เรื่องศัพท์ขนมไทยโดยใช้หนังสือสามมิติเป็นการพัฒนาสื่อการสอน ที่อาจจะส่งผลให้บรรยากาศในห้องเรียนดี ท าให้ผู้เรียนสนุกสนานไปกับการสอนได้มากขึ้น ช่วย กระตุ้น และสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน และหวังว่าผู้เรียนจะสามารถน าไปทบทวนความรู้เองได้จาก สื่อการสอนที่สามารถน ามาเปิดซ้ าได้ โดยไม่จ าเป็นต้องเปิดที่ห้องเรียน และคาดไว้ว่าผู้เรียนจะไม่รู้สึก เบื่อกับการเรียน และท าให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 1.2 วัตถุประสงค์ 1.2.1 เพื่อให้นักเรียนมีความสนใจ และความตั้งใจในการเรียนมากขึ้น 1.2.2 เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนในวิชาการงานอาชีพ 1.2.3 เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้ดึงดูดผู้เรียนมากขึ้น


7 1.3 ขอบเขตการศึกษา 1.3.1 สร้างสื่อการเรียนการสอนหนังสือสามมิติที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน 1.3.2 ผู้ศึกษาจัดท าหนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ขนมไทย 1.4 สมมติฐาน 1.4.1 ผู้เรียนพึงพอใจในสื่อการเรียนการสอนหนังสือสามมิติ 1.4.2 ผู้เรียนใช้สื่อการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี 1.4.3 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทาการเรียนที่ดีขึ้น 1.5 กรอบความคิด การศึกษาในครั้งนี้ ได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และได้ก าหนดแนวคิดใน การศึกษา ดังนี้ ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิด 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนการสอนในวิชาการงานอาชีพ 1.6.2 เพื่อท าให้นักเรียนมีความสนใจ และความตั้งใจในการเรียนมากขึ้น 1.6.3 เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีคามน่าสนใจมากขึ้น 1.6.4 เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย 1.6.5 เพื่อเรียนรู้การปฏิบัติงานจริง 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ การศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ก าหนดความหมายของศัพท์ที่ใช้ดังนี้ การพัฒนา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดความเจริญเติบโตงอกงาม และดีขึ้นจนเป็นที่พึงพอใจ มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น และเหมาะสมกว่าเดิมหรืออาจก้าวหน้าไปถึงขั้นที่ อุดมสมบูรณ์ สื่อการเรียนรู้หมายถึง สื่อการเรียนรู้เรื่องค าศัพท์ขนมไทยโดยใช้หนังสือสามมิติ วิธีการเรียนที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีอิสระทุกที่ ทุกเวลา โดยเลือกเรียนได้ตามความสนใจ ค าศัพท์ขนมไทย หมายถึง การสอนค าศัพท์โดยใช้กิจกรรมสื่อการเรียนรู้มา ประกอบการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการจ า ตัวแปรตาม สื่อการสอนหนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ขนมไทย ตัวแปรต้น 1. การพัฒนาสื่อการสอนหนังสือสามมติ 2. การท าสื่อการสอนหนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย


8 หนังสือสามมิติ หมายถึง หนังสือที่มีลักษณะสามมิติ มีภาพยื่นออกมาท า เพื่อให้เกิด ความเคลื่อนไหวตามที่ต้องการ และเมื่อน าเทคนิคดังกล่าวมาสร้างหนังสือ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดนิสัย รัก การอ่าน และพัฒนาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่ดี


9 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเรื่องการพัฒนาสื่อการเรียนรู้หนังสือสามมติเรื่องค าศัพท์ขนมไทย ผู้ศึกษาได้ ท าการศึกษา หลักการ แนวคิดทฤษฎี ความส าคัญ และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งรวบรวม ข้อมูลจากเอกสารสิ่งพิมพ์ และข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต โดยน าเสนอตามหัวข้อต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 2.1 การพัฒนา 2.2 สื่อการสอน 2.3 หนังสือสามมิติ 2.4 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับขนมไทย 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 การพัฒนา แนวความคิดเกี่ยวกับ “การพัฒนา” เริ่มมีมาตั้งแต่อดีตกาล ด้วยการที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ด ารงชีวิตด้วยการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นสังคมแล้วมีการคัดเลือกผู้น าเพื่อด าเนินการพัฒนากลุ่มของ ตนเองเพื่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ อันเป็นการปฏิบัติสืบต่อกันมา กระทั่งถึงปัจจุบันก็ยังคงต้องมีการ พัฒนากันอยู่ตลอดไป นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา การก าหนดแนวความคิด เกี่ยวกับการพัฒนาก็ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากส านักคิดต่าง ๆ เป็นจ านวนมาก ด้วยเหตุดังกล่าว ค าว่าการพัฒนาจึงได้กลายเป็นค่าที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เพราะจากการที่ประเทศต่าง ๆ ต้องประสบกับปัญหาจากสงครามจึงจ าเป็นที่จะต้องแสวงหาแนวทางและวิธีการเพื่อด าเนินการ ปรับปรุง ฟื้นฟู แก้ไขสภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในประเทศของตนเอง จึงท าให้มีการน า ค าว่าการพัฒนาไปใช้ในหลายรูปแบบ กว้างขวางและแพร่หลาย เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนา สังคม การพัฒนาการเมืองและการพัฒนาด้านอื่น ๆ เป็นต้น ดังนั้นการน าค าว่าการพัฒนาไปใช้ ก็จะมี ความหมายแตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ที่น าไปใช้ โดยเนื้อหาในบทนี้เป็นการกล่าวถึงพื้นฐาน ของแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนา (ประสิทธิ์ สวาสดิ์ญาติ, 2518) 2.1.1 ความหมายของการพัฒนา มโนทัศน “พัฒนา” (development concept) เกิดขึ้นครั้งแรกในคริสตศตวรรษที่ 19 เพื่อใชเรียกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ( Industrial Revolution) โดยสังคมมีการเปลี่ยนแปลงจากการท าเกษตรกรรมไปสูการประกอบอาชีพทางดาน อุตสาหกรรม (industrialization) วิถีการผลิตเปลี่ยนจากเพื่อการยังชีพเปนวิถีการผลิตเพื่อการคา (commercialization) เกิดการขยายตัวเปนเมือง (urbanization) ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพ แวดลอม และวิถีชีวิตของผูคนในสังคม หลังจากนั้นค าวา การพัฒนา ก็ไดแพรกระจายออกไปทั่วโลก โดยมีการนิยามความหมายของการพัฒนาอยางงายวา “ท าใหดีขึ้น” หรือการเปลี่ยนแปลงจากสภาพ เดิมที่เปนอยูใหดีขึ้น (Change for thebetter) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการ ความเจริญเติบโต หรือความกาวหนา และแมวาแตเดิมนั้นมโนทัศนการพัฒนาจะใชเพื่อ


10 อธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงสัมพันธกับความเจริญเติบโต อุตสาหกรรม และระบบ เศรษฐกิจที่ทันสมัยของประเทศที่พัฒนาแลวในชวงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ค านิยามนี้ภายหลังไดมี การนิยามขยายความใหกวางขึ้น โดยครอบคลุมหลาย ๆ มิติ นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ เชน สังคม วัฒนธรรมการเมือง สิ่งแวดลอม (Midgley, 2013) อีกทั้งยังมีการน ามโนทัศนการพัฒนาไป เชื่อมโยงสัมพันธกับค า หรือสภาวการณอื่น ๆ ที่ตองการท าใหดีขึ้นหรือเกิดการพัฒนามากขึ้น อาทิ การพัฒนาชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสิ่งแวดลอม การพัฒนาเมืองและการพัฒนาชนบท เปนตน แมวาค าวา “การพัฒนา” จะถูกน าไปใชอยางแพรหลายที่สุด แตอาจกล่าวไดวาการพัฒนามี ความหมายหลากหลาย แตกตาง และมีความเลื่อนไหลมากที่สุดค าหนึ่ง เนื่องจากการพัฒนาเปนค า แฝงไปดวยคานิยม (value-add) และผูกพันกับวัฒนธรรม (culture-bound)ดังนั้นจึงพบวา ความหมายของการพัฒนานั้น ขึ้นอยูกับพื้นฐานของบุคคล สังคม วัฒนธรรม และกาลเวลา อยางไรก็ ตาม Seers เห็นวา แมวาการพัฒนาจะถูกตัดสินดวยคานิยม (value judgment) แตการพัฒนามี ความหมายที่ใชรวมกัน นั่นคือการพัฒนาสามารถเทียบเคียงกับการปรับปรุงใหดีขึ้น (สนธยา พลศรี, 2557) เนื่องจากการพัฒนาเปนมโนทัศนที่ขึ้นอยูกับคานิยม จึงท าใหขาดความเปนอันหนึ่งอัน เดียวกันของความหมายและแนวคิดในการการอธิบายการพัฒนา เมื่อเป นเชนนี้ การจะเสนอถึง แนวทางที่จะน าไปสูชีวิตที่ดี และเหมาะสม จึงไมอาจหาค าตอบที่ถูกตองที่สุดได เพราะแตละแนวคิด ไดน าเสนอการพิจารณาการพัฒนาในแนวทางที่แตกตางกันออกไป ส าหรับบทความนี้จะเนนประเด็น ไปที่แนวคิดหลังการพัฒนาซึ่งเปนส านักคิดใหมที่เกิดขึ้นในชวงปลายศตวรรษที่ 20 โดยมีพื้นฐาน แนวคิดเชนเดียวกับแนวคิดแนวคิดหลังอาณานิคม (PostColonialism) หลังโครงสรางนิยม (Post-Structuralism) และแนวคิดหลังสมัยใหมนิยม (Postmodernism) ซึ่งถือเปนแนวคิดที่วิพากษ ยุคสมัยใหมนิยม (Modernism) ที่ใหความส าคัญกับความมีเหตุผล ความเปนอุตสาหกรรม ความ เปนเมือง ความทันสมัย ระบบเศรษฐกิจ และการตลาด ความกาวหนาทางดานวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี และน าเสนอการอธิบายโลกสมัยใหมที่กาวหนามากขึ้น (สนธยา พลศรี, 2557) 2.1.2 ลักษณะของการพัฒนา จากความหมายของการพัฒนาดังกล่าวข้างต้นจึงท าให้ลักษณะของการพัฒนามี หลายประการ ซึ่งลักษณะส าคัญของการพัฒนานั้น (สนธยา พลศรี, 2557) อธิบายไว้ ดังนี้ 1. เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ เช่น ด้านคุณภาพ ปริมาณและ สิ่งแวดล้อมของ สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ดีขึ้น หรือให้มีความเหมาะสม อันเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง ในด้านในด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวเท่านั้น หรืออาจจะเรียกได้ว่าต้องเป็นการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ซึ่งเป็นลักษณะตามความหมายทางดานพัฒนาบริหารศาสตร์ 2. มีลักษณะเป็นกระบวนการ คือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามล าดับ ขั้นตอน และอย่างต่อเนื่องกัน โดยแต่ละขั้นตอนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเป็นล าดับ ไม่สามารถข้าม ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งได้


11 3. มีลักษณะเป็นพลวัต คือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาไม่หยุด นิ่ง แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบรวดเร็วหรือช้า ๆ ปริมาณมากหรือน้อยก็ได้ 4. เป็นแผนโครงการ คือเกิดขึ้นจากการเตรียมการไว้ล่วงหน้าว่าจะ เปลี่ยนแปลงใคร ด้านใด ด้วยวิธีการใด เมื่อไร ใช้งบประมาณเท่าใด ใครรับผิดชอบ เป็นต้น ไม่ใช่เป็น การเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นโดยไม่มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า 5. เป็นวิธีการ การพัฒนาเป็นมรรควิธีหรือกลวิธีที่น ามาใช้ให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง ตามเป้าหมายที่ก าหนด เช่น การพัฒนาสังคม การพัฒนาชนบท การพัฒนาเมือง การ พัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาชุมชน ต่างก็เป็นวิธีการพัฒนาแบบหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง 6. เป็นปฏิบัติการ คือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่เป็นเพียงแนวความคิด หรือ เป็นเพียงรายละเอียดของแผนและโครงการเท่านั้น เพราะการพัฒนาเป็นวิธีการที่ต้องน ามาใช้ปฏิบัติ จริงจึงจะ เกิดผลตามที่ต้องการ 7. เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระท าของมนุษย์เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์โลกประเภทเดียวที่สามารถจัดท าแผนโครงการ และคิดค้นวิธีการในการที่จะ พัฒนาตนเองและ สิ่งต่าง ๆ ได้ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม ถ้าไม่ได้เกิดจากการกระท าของมนุษย์ แล้วจะไม่ใช่การ พัฒนาแม้ว่าจะมีลักษณะอื่น ๆ เหมือนกับการพัฒนาก็ตาม 8. ผลที่เกิดขึ้นมีความเหมาะสมหรือพึงพอใจ ท าให้มนุษย์และสังคมมี ความสุข เพราะการพัฒนาเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์นั่นเอง 9. มีเกณฑ์หรือเครื่องชี้วัด คือสามารถบอกได้ว่าลักษณะที่เกิดขึ้นจากการ เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการพัฒนาหรือไม่ ซึ่งอาจด าเนินการได้หลายวิธี เช่น เปรียบเทียบกับสภาพเดิม ก าหนดเกณฑ์มาตรฐานในการชี้วัดในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้าน คุณภาพ ปริมาณ สิ่งแวดล้อม ความ คงทนถาวร การประเมินผลจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่ามีความเหมาะสม หรือพึงพอใจหรือไม่และระดับใด เป็นต้น 10. สามารถเปลี่ยนแปลงได้การพัฒนานอกจากจะท าให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงต่อ มนุษย์สังคม และสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์แล้ว รูปแบบ กระบวนการและ วิธีการพัฒนาก็สามารถ เปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากมนุษย์และสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลของการพัฒนา ดังนั้น จึงมีความจ าเป็นต้อง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการพัฒนาให้มีความเหมาะสมกับการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วย การพัฒนาใหม่ ๆ จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ 2.1.3 ความส าคัญของการพัฒนา จากสภาพความแตกต่างของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งมีทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่ก าลังพัฒนา ส่วนทางด้านสังคมก็มีทั้งสังคมเมือง และสังคมชนบทท าให้เกิดความ พยายามในการพัฒนาเพื่อที่จะลดช่องว่างของระหว่างประเทศ และสังคม ประกอบกับสภาพปัญหาที่ สังคมเผชิญอยู่ท าให้เกิดความพยายามที่จะแก้ปัญหานั้น และยังต้องการพัฒนาสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้น


12 กว่าเดิม หรือหากในกรณีที่เมื่อสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป แนวทางการพัฒนาที่ท า อยู่เดิมไม่เหม าะสมก็จ าเป็นต้องป รับแนวท างกา รพัฒนาห รือปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่ าเดิม (ธีรวัลย์ ศิลารัตน์, 2559) ความส าคัญของการพัฒนามีใน 2 แนวทาง ดังนี้ 1. การพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหา ถึงแม้ว่าในช่วงระยะเวลาตั้งแต่มีการ วางแผนพัฒนาประเทศมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลส าเร็จ ในระดับหนึ่งซึ่งเป็นที่น่าพอใจ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่เป็นการเจริญเติบโตในเชิงปริมาณ ยังขาดคุณภาพ และตั้งอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาที่ไม่สมดุลและ ไม่ยั่งยืน ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่สะสมมานาน คือความเหลื่อมล้ าของ การกระจายรายได้และกระจายผลประโยชน์ของการพัฒนาระหว่างกลุ่มคนและระหว่างสังคมเมืองกับ สังคมชนบท โดยในสังคมเมืองเป็นฐานธุรกิจ บริการ และอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าและเป็นแหล่งดึงดูด ทรัพยากร และแรงงานจากชนบท เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่สังคม ชนบทเป็นฐานการเกษตรที่ล้าหลังและเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งยังมีรายได้ต่ า และขาด โอกาสการพัฒนาให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ (ชัชวาลย์ มากสินธ์, 2558) ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวยังคงเป็นปัญหาสะสมต่อเนื่องและยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เป็น รูปธรรมอย่างจริงจัง แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบ เศรษฐกิจ และสังคมไทย เกิดภาวการณ์ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ความยากจนมากขึ้นกว่าก่อน เกิดวิกฤติ จึงได้มีการพัฒนาประเทศมาตามล าดับทุกปี จนถึงประมาณปี 2545 ท าให้ความยกจน ลดลง แต่การกระจายรายได้ของครอบครัวยังไม่ดีขึ้น แต่กลับมีปัญหาความเหลื่อมล้ าของการกระจาย รายได้มากขึ้น (ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2558 ข : 73) จนกระทั่ง การใช้แผนพัฒนาฉบับที่ 10 รัฐบาลได้มีการก าหนดมาตรการการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคทั้ง ในเรื่องระบบบริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการกระจายการลงทุน มาตรการปรับปรุง โครงสร้าง ด้านการคลัง เพื่อน าระบบภาษีมาเป็นรายได้บ ารุงท้องถิ่น มาตรการปรับโครงสร้างด้าน การเกษตร การปฏิรูปที่ดิน การพัฒนาบริการสาธารณสุข เป็นต้น (ธรรมรักษ์ การพิศิษฐ์ และสุวรรณี ค ามั่น, 2557) 2. การพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีกว่าเดิม การปรับแนวคิดของการพัฒนาตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดว่าเป็นการ พัฒนาแนวคิดที่เป็นอยู่ให้ดีกว่าเดิม โดยพัฒนา แนวคิดให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป โดย แนวคิดการพัฒนาประเทศในอดีตได้ให้ ความส าคัญกับการเร่งรัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์การพัฒนาได้มุ่งเน้นการพัฒนา อุตสาหกรรม และการผลิตเพื่อส่งออก โดยอาศัยความ ได้เปรียบทางทรัพยากรธรรมชาติและ ทรัพยากรมนุษย์มาใช้ขยายฐานการผลิตเพื่อสร้างรายได้และการมีงานท าซึ่งถือว่ามีความเหมาะสม ส าหรับช่วงเวลานั้น แต่การรุดหน้าทางเศรษฐกิจโดยรวม และความเจริญด้านวัตถุที่เพิ่มมากขึ้น ก็ ไม่ได้ท าให้สังคมไทยมีความอยู่ดีกินดีอย่างทั่วหน้า วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่ดีงาม และเรียบง่ายได้


13 เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและความไม่มั่นคงของครอบครัว ชุมชน และสังคม ดังนั้นจึงได้มีการปรับแนวคิดการพัฒนาตั้งแต่ แผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 8 - แผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 11 จากเดิมที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลักมา เป็นการเน้นคนเป็นศูนย์กลางใน การพัฒนา เพราะคนเป็นปัจจัยชี้ขาดความส าเร็จของการพัฒนาใน ทุกด้าน โดยการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้คนมีความสุขและมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ ปรับเปลี่ยนการวางแผนจากการแยกส่วนมาเป็นแบบการเชื่อมโยงบูรณาการ เพื่อให้เกิดการเกื้อกูลต่อ กันมีการปรับบทบาทหน่วยงานกลางในการประสาน และสนับสนุนการ จัดท าแผนปฏิบัติการในทุก ระดับ และใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับทุกขั้นตอน เป็นหลักในการด าเนินงาน ด้านการพัฒนา ด้วยการร่วมกันคิด ร่วมกันท าร่วมกันรับผิดชอบ ในลักษณะเป็นเครือข่ายการพัฒนา และได้มีการระดมความคิดของประชาชนตั้งแต่ระดับจังหวัดทุก จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อก าหนด วิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยมีหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศใน การน าทางพัฒนาประเทศ (ธรรมรักษ์ การพิศิษฐ์ และสุวรรณี ค ามั่น, 2557) 2.2 สื่อการสอน สื่อการสอน (Instructional Media) หมายถึง ตัวกลางหรือสิ่งต่างๆ เช่น วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเทคนิควิธีการ รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยในการถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้ ข้อเท็จจริง แนวคิด ตลอดจน เจตคติ จากแหล่งความรู้ หรือผู้สอนไปสู่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ (ชวลติ เขงทอง, 2562) 2.2.1 ความหมายของสื่อการสอน สื่อนับเป็นสิ่งที่มีบทบาทส าคัญอย่างมากในการสอนตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นตัวกลางที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอน และผู้เรียนด าเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของเนื้อหาบทเรียนให้ตรงกับผู้สอนต้องการ ไม่ว่าสื่อนั้นจะอยู่ใน รูปแบบใดก็ตามล้วนแต่เป็นทรัพยากรที่สามารถอ านวยความสะดวกใน การเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น และค าว่า สื่อ (medium, pl.media) เป็นค ามาจาก ภาษาลาติน ว่า “ระหว่าง” สิ่งใดก็ตามที่บรรจุข้อมูล สารสนเทศ หรือเป็นตัวกลางข้อมูลส่งผ่านจากผู้ส่งหรือ แหล่งส่งไปยังผู้รับ เพื่อให้ผู้ส่ง และผู้รับ สามารถสื่อสารกันได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ในการเล่าเรียน เมื่อผู้สอนน าสื่อมาใช้ประกอบการสอน เรียกว่า “สื่อการสอน” และเมื่อน ามาให้ผู้เรียนใช้เรียกว่า “สื่อการเรียน” โดยเรียกรวมกันว่า “สื่อ การเรียนการสอน” หรืออาจจะเรียกสั้น ๆ ว่า “สื่อการสอน” หมายถึง สิ่งใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นเทป บันทึกเสียงสไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ แผนภูมิ แผ่นซีดีส าเร็จรูป รูปภาพ ฯลฯ ซึ่งเป็นวัสดุบรรจุ เนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน หรือเป็นอุปกรณ์เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาสิ่งเหล่านี้เป็นวัสดุอุปกรณ์ทาง กายภาพที่น ามาใช้เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือ หรือช่องทางท าให้การสอนส่งไปถึง ผู้เรียน (ชวลติ เขงทอง, 2562) สื่อการสอน ถือว่ามีบทบาทมากในการเรียนการสอนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็น ตัวกลางที่ช่วยให้การสื่อระหว่าง ผู้สอน และผู้เรียน ด าเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท าให้ผู้เรียน


14 มีความหมายของเนื้อหาบทเรียนได้ตรงกับที่ ผู้สอนต้องการเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น ในการใช้สื่อการสอน นั้นผู้สอนจ าเป็นต้องศึกษาถึงลักษณะคุณสมบัติของสื่อแต่ละชนิดเพื่อเลือกสื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ การสอน และสามารถจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยต้องการวางแผนอย่างเป็นระบบใน การใช้สื่อด้วย ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการเรียน การสอนด าเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ สื่อ (Media) ตัวกลางที่ช่วยในการถ่ายทอดเรื่องราว ข่าวสาร ความรู้ เหตุการณ์ แนวคิด สถานการณ์ ฯลฯ ที่ผู้ส่ง สารต้องการไปยังผู้รับสาร สื่อการสอน เครื่องช่วยในการเรียนรู้ ซึ่งครูและนักเรียนเป็นผู้ใช้เพื่อช่วยให้ การสอน และการเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในปัจจุบัน นักการศึกษามักจะเรียกการน าสื่อการ เรียนการสอนชนิดต่าง ๆ มารวมกันว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) ซึ่ง หมายถึงการน าเอาวัสดุอุปกรณ์ และวิธีการ มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบในการจัดการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน (ชวลติ เขงทอง, 2562) 2.2.2 ประเภทของสื่อการสอน สื่อการเรียนการสอนแบ่งตามคุณลักษณะ ได้ 4 ประเภท คือ 1.สื่อประเภทวัสดุ ได้แก่ สไลด์แผ่นใส เอกสาร ต ารา สารเคมีสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ และคู่มือการฝึกปฏิบัติ 2.สื่อประเภทอุปกรณ์ ได้แก่ ของจริง หุ่นจ าลอง เครื่องเล่นเทปเสียง เครื่อง เล่นวีดิทัศน์เครื่องฉายแผ่นใส อุปกรณ์และเครื่องมือในห้องปฏิบัติการ 3.สื่อประเภทเทคนิคหรือวิธีการ ได้แก่ การสาธิต การอภิปรายกลุ่ม การฝึก ปฏิบัติการฝึกงานการจัดนิทรรศการ และสถานการณ์จ าลอง 4.สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) การน าเสนอ ด้วยคอมพิวเตอร์(Computer presentation) การใช้ Intranet และInternet เพื่อการสื่อสาร (Electronic mail: E-mail) และการใช้ (WWW (World Wide Web) นักเทคโนโลยีการศึกษา ได้แบ่งประเภทของสื่อการสอน ตามลักษณะดังนี้ (Kinder,1965) 1. สื่อประเภทรูปภาพ ได้แก่ รูปภาพต่างๆ ทั้งภาพที่ไม่ต้องการใช้เครื่อง ฉายและภาพที่ต้องการ เครื่องฉาย ได้แก่ รูปภาพทั่วไป สไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพยนตร์ ฯลฯ 2. สื่อประเภทเครื่องฉาย ได้แก่ แผ่นเสียง เทปบันทึกเสียง วิทยุ ระบบ ขยายเสียง เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพยนตร์ ฯลฯ 3. สื่อประเภทวัสดุกราฟฟิก ได้แก่ แผนภูมิ แผนสถิติ แผนภาพ ภาพสเก็ต ภาพโฆษณา การ์ตูน แผนที่ ลูกโลก ฯลฯ 4. สื่อประเภทแหล่งชุมชนเพื่อการศึกษา ได้แก่ การศึกษานอกสถานที่ วิทยากร แหล่งชุมชนต่างๆ 5. สื่อประเภทวัสดุราคาถูก ได้แก่ จุลสาร รูปภาพ หนังสือพิมพ์ เศษวัสดุ ฯลฯ


15 6. สื่อประเภทอื่นๆ 6.1 แผ่นป้ายตั้งแสดง เช่น กระดานชอร์ก แผ่นป้ายส าลี ป้าย นิเทศ ฯลฯ 6.2 วัสดุและเทคนิคการแสดง เช่น สาธิต นาฏการ ฯลฯ 6.3 วัสดุสามมิติ ได้แก่ ของจริง หุ่นจ าลอง 7. สื่อประเภทใหม่ๆ ได้แก่ โทรทัศน์ ห้องปฏิบัติการภาษา บทเรียน ส าเร็จรูป คอมพิวเตอร์ สื่อบนเครือข่าย และระบบการเรียนการสอนต่าง ๆ (ชวลติ เขงทอง, 2562) สื่อการเรียนการสอนจ าแนกตามประสบการณ์ (Dale’s Cone of Experience) 1. ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย ประสบการณ์ขั้นนี้เป็นรากฐาน ส าคัญของการศึกษาทั้งปวง เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับมาจากความเป็นจริงและด้วยตัวเอง โดยตรง ผู้รับประสบการณ์นี้จะได้เห็น ได้จับ ได้ท า ได้รู้สึก และได้ดมกลิ่นจากของจริง ดังนั้นสื่อการ สอนที่ไห้ประสบการณ์การเรียนรู้ในขั้นนี้ก็คือของจริงหรือ ความเป็นจริงในชีวิตของคนเรานั่นเอง 2. ประสบการณ์จ าลอง เป็นที่ยอมรับกันว่าศาสตร์ต่าง ๆ ในโลก มีมากเกิน กว่าที่จะเรียนรู้ได้หมดสิ้นจากประสบการณ์ตรงในชีวิตบางกรณีก็อยู่ในอดีต หรือซับซ้อนเร้นลับหรือ เป็นอันตรายไม่สะดวกต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จึงได้มีการจ าลองสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาเพื่อ การศึกษาของจ าลองบางอย่างอาจจะเรียนได้ง่ายกว่า และสะดวกกว่า 3. ประสบการณ์นาฏการ ประสบการณ์ต่าง ๆ ของคนเรานั้นมีหลายสิ่ง หลายอย่างที่เราไม่สามารถประสบได้ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์ในอดีต เรื่องราวในวรรณคดีการเรียน ในเรื่องที่มีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ หรือเรื่องธรรมชาติที่เป็นนามธรรม การแสดงละครจะช่วยไปให้เรา ได้เข้าไปใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด เช่น ฉาก เครื่องแต่งตัว เครื่องมือ หุ่นต่าง ๆ เป็นต้น 4. การสาธิต การสาธิตคือ การอธิบายถึงข้อเท็จจริง หรือแบ่งความคิด หรือ กระบวนการต่าง ๆ ให้ผู้ฟัง และเห็นไปด้วย เช่น ครูวิทยาศาสตร์เตรียมก๊าซออกซิเจนให้นักเรียนดูก็ เป็นการสาธิต การสาธิตก็เหมือนกับนาฏการ หรือการศึกษานอกสถานที่ เราถือเป็นสื่อการสอนอย่าง หนึ่ง ซึ่งในการสาธิตนี้อาจรวมเอาสิ่งของที่ใช้ประกอบหลายอย่าง นับตั้งแต่ของจริงไปจนถึงตัวหนังสือ หรือค าพูดเข้าไว้ด้วยแต่เราไม่เพ่งเล็งถึงสิ่งเหล่านี้เราจะให้ความส าคัญกับกระบวนการทั้งหมดที่ผู้เรียน จะต้องเฝ้าสังเกตอยู่โดยตลอด 5. การศึกษานอกสถานที่ การพานักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ เป็นการ สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เพื่อให้นักเรียนได้เรียนจากแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ที่มีอยู่จริงภายนอก ห้องเรียน ดังนั้นการศึกษานอกสถานที่จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่เป็นสื่อกลางให้นักเรียน ได้เรียนจากของ จริง 6. นิทรรศการ นิทรรศการมีความหมายที่กว้างขวาง เพราะหมายถึง การ จัดแสดงสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ชม ดังนั้นนิทรรศการจึงเป็นการรวมสื่อต่าง ๆ มากมายหลาย


16 ชนิดการจัดนิทรรศการที่ให้ผู้เรียนมามีส่วนร่วมในการจัดจะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสคิดสร้างสรรค์ มีส่วนร่วม และได้รับข้อมูลย้อนกลับด้วยตัวของเขาเอง 7. โทรทัศน์และภาพยนตร์โทรทัศน์เป็นสื่อการสอนที่มีบทบาทมากใน ปัจจุบัน เพราะได้เห็นทั้งภาพ และได้ยินเสียงในเวลาเดียวกัน และยังสามารถแพร่ และถ่ายทอด เหตุการณ์ที่ก าลังเกิดขึ้นได้ด้วยนอกจากนั้นโทรทัศน์ยังมีหลายรูปแบบ เช่น โทรทัศน์วงจรปิด ซึ่ง โรงเรียนสามารถน ามาใช้ในการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ยังมีโทรทัศน์วงจรปิด ที่เอื้อ ประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างกว้างขวางภาพยนตร์เป็นสื่อที่จ าลองเหตุการณ์มาให้ผู้ชม หรือผู้เรียนได้ดู และได้ฟัง อย่างใกล้เคียงกับความจริงแต่ไม่สามารถถ่ายทอดเหตุการณ์ที่ก าลังเกิดขึ้นได้ถึงอย่างไรก็ ตามภาพยนตร์ก็ยังนับว่าเป็นสื่อที่มีบทบาทมากในการเรียนการสอน เช่นเดียวกันกับโทรทัศน์ 8. ภาพนิ่ง การบันทึกเสียง และวิทยุ ภาพนิ่ง ได้แก่ ภาพถ่าย ภาพวาดซึ่งมี ทั้งภาพทึบแสงและโปร่งแสง ภาพทึบแสงคือรูปถ่าย ภาพวาด หรือภาพในสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ส่วนภาพนิ่ง โปร่งใสหมายถึงสไลด์ฟิล์มสตริป ภาพโปร่งใสที่ใช้กับเครื่องฉายวัสดุโปร่งใส เป็นต้น ภาพนิ่งสามารถ จ าลองความเป็นจริงมาให้เราศึกษาบนจอได้การบันทึกเสียง ได้แก่ แผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียง เทปและเครื่องบันทึกเสียง และเครื่องขยายเสียงตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเสียง ซึ่งนอกจาก จะสามารถน ามาใช้อย่างอิสระในการเรียนการสอนด้วยแล้ว ยังใช้กับรายการวิทยุและกิจกรรม การศึกษาอื่น ๆ ได้ด้วยส่วนวิทยุนั้น ปัจจุบันที่ยอมรับกันแล้วว่า ช่วยการศึกษาและการเรียนการสอน ได้มาก ซึ่งไม่จ ากัดอยู่แต่เพียงวิทยุโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงวิทยุทั่วไปอีกด้วย 9. ทัศนสัญลักษณ์สื่อการสอนประเภททัศนสัญญลักษณ์นี้ มีมากมายหลาย ชนิด เช่น แผนภูมิแผนภาพ แผนที่ แผนผัง ภาพโฆษณา การ์ตูน เป็นต้น สื่อเหล่านี้เป็นสื่อที่มี ลักษณะเป็นสัญลักษณ์ส าหรับถ่ายทอดความหมายให้เข้าใจได้รวดเร็วขึ้น 10.วัจนสัญลักษณ์สื่อขั้นนี้เป็นสื่อที่จัดว่า เป็นขั้นที่เป็นนามธรรมมากที่สุด ซึ่งได้แก่ ตัวหนังสือ หรืออักษร สัญลักษณ์ทางค าพูดที่เป็นเสียงพูด ความเป็นรูปธรรมของสื่อประเภท นี้จะไม่คงเหลืออยู่เลยอย่างไรก็ดีถึงแม้สื่อประเภทนี้จะมีลักษณะที่เป็นนามธรรมที่สุดก็ตาม เราก็ใช้ ป ร ะโ ยชน์ จ ากสื่ อป ร ะเภทนี้ม าก เพ ร า ะต้องใ ช้ใน ก า ร สื่ อค ว ามหม า ย อยู่ ต ล อดเ ว ล า (ชวลติ เขงทอง, 2562) สื่อการเรียนการสอนจ าแนกตามคุณสมบัติ Wilbure Young ได้จัดแบ่งไว้ ดังนี้ 1. ทัศนวัสดุ (Visual Materials) เช่น กระดานด า กระดานผ้าส าลี) แผนภูมิรูปภาพฟิล์มสตริป สไลด์ฯลฯ 2. โสตวัสดุ (Audio Materisls ) เช่น เครื่องบันทึกเสียง (Tape Recorder) เครื่องรับวิทยุ ห้องปฏิบัติการทางภาษา ระบบขยายเสียง ฯลฯ 3. โสตทัศนวัสดุ (Audio Visual Materials) เช่น ภาพยนตร์โทรทัศน์ฯลฯ


17 4. เครื่องมือหรืออุปกรณ์ (Equipments) เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์เครื่อง ฉายฟิล์มสตริป เครื่องฉายสไลด์ 5. กิจกรรมต่าง ๆ (Activities) เช่น นิทรรศการ การสาธิต ทัศนศึกษา ฯลฯ สื่อการเรียนการสอนจ าแนกตามรูปแบบ (Form) Louis Shores ได้แบ่งประเภทสื่อ การสอนตามรูปแบบไว้ ดังนี้ 1. สิ่งตีพิมพ์ (Printed Materials) เช่น หนังสือแบบเรียน เอกสารการสอน 2. วัสดุกกราฟิก เช่น แผนภูมิ (Charts) แผนสถิติ (Graph) แผนภาพ (Diagram) 3. วัสดุฉายและเครื่องฉาย (Projected Materials and Equipment) เช่น ภาพยนตร์สไลด์ 4. วัสดุถ่ายทอดเสียง (Transmission) เช่น วิทยุ เครื่องบันทึกเสียง สื่อการ เรียน (ชวลติ เขงทอง, 2562) การสอนตามลักษณะและการใช้ในทางเทคโนโลยีการศึกษา 1. เครื่องมือหรืออุปกรณ์ (Hardware) หรือสื่อใหญ่ (Big Media) หมายถึง สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ทางเทคนิคทั้งหลายที่ประกอบด้วยกลไก ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่ใช่สิ่ง สิ้นเปลือง ได้แก่ เครื่องฉายประเภทต่าง ๆ เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์เครื่องฉายสไลด์เครื่องฉายภาพ ข้ามศีรษะ เครื่องฉายภาพจากคอมพิวเตอร์เครื่องรับโทรทัศน์เครื่องเล่นซีดี/ดีวีดีเครื่องเสียง รวมทั้ง เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางเทคนิคอื่น ๆ ที่เป็นทางผ่านของความรู้เช่น เครื่องฉายจุลชีวะ เครื่อง คอมพิวเตอร์ เป็นต้น 2. วัสดุ (Software) หรือสื่อเล็ก (Small Media) ซึ่งเป็นวัสดุที่เก็บความรู้ ในลักษณะของภาพเสียง และตัวอักษร ในรูปแบบต่าง ๆ โดยจ าแนกได้ 2 ประเภทคือ ก. วัสดุที่ต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ (Hardware) เพื่อการ น าเสนอเรื่องราว ข้อมูล หรือความรู้ออกมาสื่อความหมายแก่ผู้เรียน ได้แก่ ฟิล์ม แผ่นใส เทป บันทึกเสียง แผ่นซีดี/ดีวีดี วัสดุบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นต้น ข. วัสดุที่เสนอความรู้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือหรือ อุปกรณ์ใด ๆ เช่น เอกสาร ต ารา หนังสือ คู่มือ รูปภาพ แผนภาพ ของจริง ของตัวอย่าง หุ่นจ าลอง เป็นต้น 3. เทคนิคหรือวิธีการ (Techniques or Methods) การสื่อความหมายใน การเรียนการสอนบางครั้งไม่อาจท าได้ด้วยเครื่องมืออุปกรณ์หรือวัสดุแต่จะต้องอาศัยเทคนิคหรือ วิธีการ เพื่อการให้เกิดการเรียนรู้หรือใช้ทั้งวัสดุอุปกรณ์และวิธีการไปพร้อม ๆ กัน แต่เน้นที่วิธีการเป็น ส าคัญ เช่น การสาธิตประกอบการใช้เครื่องมือเครื่องจักร การทดลอง การแสดงบทบาท การศึกษา นอกสถานที่ การจัดนิทรรศการ เป็นต้น ดังนั้นเทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าว จึงจัดว่าเป็นสื่อการ


18 เรียนการสอนอีกประเภทหนึ่ง แต่สื่อประเภทนี้มักจะใช้ร่วมกับสื่อ 2 ประเภทแรก จึงจะได้ผลดี (ชวลติ เขงทอง, 2562) 2.3 หนังสือสามมิติ หนังสือสามมิติ (Pop-up book) เป็นหนังสือเด็กประเภทหนึ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ เด็ก กล่าวคือ รูปเล่มนอกจากจะมีภาพ มีตัวหนังสือแล้ว ยังมีสิ่งอื่นที่แปลกไปจากหนังสือธรรมดา กล่าวคือ ภาพประกอบในหนังสือเล่มนี้ จะโผล่ออกมาจากพื้นของกระดาษได้ เมื่อหนังสือถูกเปิดขึ้น และภาพจะถูกพับเก็บลงไป เมื่อปิดหนังสือลง ลักษณะเด่นของหนังสือประเภทนี้อยู่ที่ความน่าตื่นเต้น การมีกลไกที่ซับซ้อนสามารถดึงดูดความสนใจของเด็กได้ ซึ่งหนังสือประเภทนี้มักจะเป็นหนังสือ ส าหรับเด็กเล็ก ๆ ที่ผู้จัดท ามีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องความสนใจให้เด็กอยากมาเปิดหนังสืออ่าน หนังสือสามมิติเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ช่วยดึงดูดนักเรียนให้สนใจและตั้งใจเรียนมากขึ้น ซึ่ง สามารถใช้ได้ทั้งในเวลาเรียน คือ เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน และสามารถใช้ได้ทั้งในเวลาที่ นักเรียนมีเวลาว่าง (กรรณิกา นิ่มราศรี, 2560) 2.3.1 ความหมายของหนังสือสามมิติ กรรณิกา นิ่มราศรี ( 2560, หน้า 29) ได้ให้ความหมายของหนังสือภาพประกอบสาม มิติว่า เป็นหนังสือที่มีรูปแบบน าเสนอพิเศษกว่าหนังสือทั่วไป คือ มีลักษณะสามมิติ และมีกลไกที่ใช้ โยก พลิก เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวตามแต่นักออกแบบต้องการให้เคลื่อนไปในทิศทางใด เราจะเรียก นักออกแบบประเกทนี้ว่า นักวิศวกรกระดาษ (paper engineering) วิริยะ สิริสิงห์ และคณะ (2558 , หน้า 7) กล่าวว่า สามมิติ แปลมาจากค าว่า POP-UP ซึ่งค าค านี้บางท่านใช้มิติสัมพันธ์ จะเป็นสามมิติก็คือ ป๊อป-อัพ ก็ดี หรือมิติสัมพันธ์ก็ดี ต่าง หมายถึงภาพที่มีส่วนสูง ส่วนถึก ให้เห็นจริงกว่าภาพถ่าย ภาพสามมิติจึงดึงดูดความสนใจผู้ดูได้ มากกว่าภาพถ่ายท า การท าภาพสามมิติ เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่กับการ ประดิษฐ์ด้วยมือแบบเก่า จึงต้องใช้เวลาในการสร้างประดิษฐ์มากกว่าภาพถ่ายธรรมดา หรือเมื่อน า เทคนิคนี้มาใช้สร้างหนังสือ หนังสือแต่ละเล่มจึงมีขั้นตอนการสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ยาวนานกว่าการ ผลิตหนังสือด้วยเครื่องจักรภาพสามมิตินอกจากเป็นเสน่ห์เรียกร้องความสนใจไห้ที่ยิ่ง ยังใช้สื่อสาร บอกความหมายกับผู้ดูได้เข้าใจกระจ่างยิ่งขึ้น และเมื่อน าไปใช้กับหนังสือ ก็จะเหมือนของเล่นมาก ยิ่งขึ้นด้วยหนังสือที่เป็นของเด่นเหมาะกับเด็กเล็กใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เด็กเกิดนิสัยรักการอ่าน นอกจากนี้หนังสือสามมิติชังใช้เป็นตัวแบบเพื่อให้เด็กมีการพัฒนาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่ดีแบบหนึ่ง ภาพถ่าย ภาพวาด หรือภาพพิมพ์ เป็นภาพที่สามารถน ามาคัดแปลงให้เป็นภาพสามมิติได้หรือเราจะ คิดออกแบบภาพเพื่อให้เป็นสามมิติขึ้นมาใหม่ก็ย่อมท าไห้ ถ้าหากเรารู้หลักการของการออกแบบผู้ที่ ออกแบบที่ว่านี้เรียกว่า นักวิศวกระดาษ (paper engineering) ถวัลย์ มาศจรัส ( 2557, หน้า 31 ) ได้บอกความหมายของหนังสือ POP-UP คือ หนังสือสามมิติเมื่อเปิดหนังสือออกมาจะมีรูปต่าง 1 ยื่นขยายออกมาจากหน้าหนังสือ เป็นภาพบ้านยื่น


19 ออกมามีประตูหน้าต่างที่เปิดได้ เป็นภาพสัตว์ที่ลุกขึ้นนั่ง ยืน นอน ในต่างประเทศที่การพิมพ์ก้าวหน้า หนังสือประเภทนี้จะมีเสียงประกอบด้วย จึงพอสรุปได้ว่า หนังสือสามติ คือ หนังสือที่มีลักษณะสามมิติ มีภาพยื่นออกมาท าให้ เห็นส่วนสูง ส่วนถึก และอาจจะมีกลไกลที่ใช้โยกดึงพลิก เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวตามที่นัก ออกแบบต้องการ และเมื่อน าเทคนิคดังกล่าวมาสร้างหนังสือจะช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดนิสัยรักการอ่าน และพัฒนาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่ดี 2.3.2 ประวัติของหนังสือสามมิติ ประวัติการเกิดหนังสือภาพประกอบสามมิติ ( กรรณิกา นิ่มราศรี, 2560, หน้า 29) หนังสือภาพประกอบสามบิตินั้นไม่ชัดเจนว่ามีต้นก าเนิดมาจากใครที่ใดหนังสือภาพประกอบสามิติที่ได้ พบเป็นชิ้นแรกเกิดขึ้นมานั้นไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นเทคนิคกลวิธีในการท าหนังสือเหล่านี้ แต่ตัวอย่างที่เริ่มพบในครั้งแรกได้ถูกผลิตขึ้นใน ศต. ที่ 13 โดย ชาวคาตาโถเนีย ผู้ลึกลับ และ " ลูว์( Lull )" กวีชาวโรมันที่ได้ใช้ การหมุน หรือภาพหมุน มาใช้ในการอัดภาพประกอบลงในหนังสือ ทฤษฎีของเขา ตลอดในสมัย ศต.นั้น ภาพหมุนที่ให้มีการถูกน าไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่าง 1 กันเช่น ใช้ในการสอนกายวิภาคศาสตร์,ใช้ในทางคาราศาสตร์,ใช้ในการพยากรณ์รวมทั้งใช้ในการสร้างรหัสลับ อีกด้วย จึงจัดได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือที่สมารถเคลื่อนไหวได้ (movable book) อย่างไรก็ตาม ภาพหมุนยังสามารถที่จะเป็นเอกสารที่สามารถที่จะเคลื่อนที่ได้ ถูกน ามาใช้นานนับศตวรรษ โดยถูก น ามาใช้ในงานของนักปราชญ์แทบทั้งสิ้น ขนกระทั่งในปี ศต. ที่ 18 เทคนิควิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูก น ามาใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยน ามาใช้ในการจัดท าหนังสือเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการน ามาใช้ในกลุ่มของเด็ก เซเยอร์ ( Sayer, 1977 ) เจ้าของส านักพิมพ์ลอนคอน บุ๊ค ( London Book ) ได้ ปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการผลิต จัดเป็น "การพัฒนาทางโครงสร้าง" ของหนังสือภาพประกอบ สามมิติขึ้น หนังสือเหล่านี้ได้ถูกหาว่าเป็น "หนังสือละครตลก" เนื่องจากเขาท าเพื่อมุ่งให้เกิดความรู้สึก เพลิดเพลินโดยหนังสือเล่มนี้มีลักษณะเป็นหนังสือที่มีรอยพับเป็นจีบตั้งจากเข้าไป 4 ด้าน จุดส าคัญอยู่ ที่ด้านบน และด้านล่าง ที่เป็นรอยพับในแต่ละรอย รูปภาพได้ถูกตัดออกตามขวางผ่านจุดศูนย์กลาง ท าให้กระดาษที่โผล่ออกมาเป็นปีนั้นสามารถที่จะเปิดขึ้น-ลงได้ หากเมื่อได้ยกกระดาษที่ถูกปิดเอาไว้ แล้ว รูปภาพอีกภาพหนึ่งจะถูกซ่อนไว้ได้กระดาษ นอกจากนั้นแต่ละส่วนก็จะมีโคลงกลอนสั้น ๆ ประกอบอยู่ด้วย ในขณะนั้นได้เกิด หนังสือแบบมองลอด (Peep Show Book) แทบจะไม่มีใครรู้เลย ว่าต้นก าเนิดเป็นอย่างไรแต่ได้ปรากฏว่าหนังสือได้ถูกน ามาแสดงท าให้บุคคลทั่วไปเกิดความสนใจ และ กลายเป็นจุดเด่นของงานแสดง ซึ่งขั้นตอนในการวาดในแต่ละฉากต้องใช้ความประณีต พิถีพิถันในการ ท างานเป็นอย่างมาก ซึ่งภาพในแค่ฉากมักมาจากเรื่องที่มีชื่อเสียง หรือจากเหตุการณ์ส าคัญซึ่งเราจะ มองเห็นได้จากการมองลอดผ่านในช่องเล็ก ๆ ของหนังสือหนังถือที่สามารถเคลื่อนไหวให้ในระยะแรก ถูกพิมพ์ขึ้นมาจ านวนมากผลิตโดย ดีน (Dean) และ ซัน (Sun) โดยผลิตอย่างจริงจังในลอนคอนก่อน


20 ในปี 1800 ในปี 1860 บริษัทได้เรียกร้องให้ผู้สร้างสรรคออกแบบหนังสือที่สามารถเคลื่อนไหวได้ ส าหรับเด็ก ท าให้ภาพเคลื่อนที่ และแสดงอาการของสอดคล้องกับเหตุการณ์ในแต่ละเรื่อง ในกลาง ศต, ที่ 19 คืน ได้หันกลับมาสนใจการผลิตหนังสือ ภาพประกอบสามมิติได้ถึง 50 เรื่อง ส าหรับการสร้างหนังสือที่สามารถที่จะเคลื่อนที่ได้ คืนได้ก่อตั้งแผนกส าหรับคนงาน ที่ช านาญทางเชิงช่างขึ้น เพื่อเตรียมเทคนิคการสร้างด้วยมือ โดยที่ผู้ออกแบบหนังสือใช้หลักการของ หนังสือแบบมองลอดโดยตัดเอาฉากแต่ละฉากมาจัดให้อยู่ต้านหลังโดยเป็นแนวเดียวกันกับแบบอื่น ๆ โดยใช้เทคนิค แบบ 3 มิติ และแต่ละชั้นจะถูกรวมเข้ากับด้านหน้าด้วยริบบิ้นที่ปรากฏอยู่ทางด้านหลัง ของส่วนที่ส าคัญที่สุด หากเมื่อเราได้ดึงแล้ว ภาพทั้งหมดก็จะเจ้งขึ้นมาในลักษณะของภาพประกอบ สามมิติ (POP-UP) เมื่อ100กว่าปี มาแล้วในประเทศอังกฤษให้มีการพิมพ์หนังสือที่มีชื่อว่า "ซินเดอเรล่า" พิมพ์ครั้งแรกใน ปี 1880 จัดได้ว่าเป็นหนังสือ ภาพประกอบสาบมิติ ที่มีชื่อเสียงมาก แล้วพิมพ์ซ้ าอีก ครั้งในปี 1979 ในช่วงศตวรรษ 18-19 ภาพประกอบสามมิติขัดได้ว่ามีความเจริญก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอังกฤษ ซึ่งต่อมาภายหลัง ภาพประกอบสามมิติก็ได้ขยายวงกว้างขึ้นมาก ในญี่ปุ่น และในอเมริกาอีกด้วย เซเยอร์ (Sayer, 1977) หนังสือภาพประกอบสามมิติในประเทศไทยในประเทศไทย ได้มีการสั่งหนังสือ ภาพประกอบสามมิติ น าเข้ามาจากหลายประเทศโดยส่วนมากจะ สั่งน าเข้าในอเมริกา และอังกฤษ โดยในประเทศไทยไม่ค่อยเป็นที่นิยม และเป็นที่แพร่หลายมากนัก ท าให้ภายหลังได้มีผู้ที่สั่งหนังสือ น าเข้าเหล่านี้น้อยลงจากการสอบถามจากส านักพิมพ์ต่าง ๆ ที่จ าหน่ายหนังสือภาพประกอบสามมีติ น าเข้าจากต่างประเทศนั้น ได้กล่าวว่า ก่อนที่จะให้หนังสือภาพของต่างประเทศมาแปลเป็นภาษาไทย ต้องขอลิขสิทธิ์ในการอนุญาตตีพิมพ์ และจัดจ าหน่ายจากเช้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศเสียก่อน (ส่วนใหญ่มักจะเป็นอเมริกา อังกฤษ และ ญี่ปุ่น) แล้วจึงแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย จากนั้นจะส่งฉบับที่แปลเป็นภาษาไทยกลับไปให้ทางเจ้าของดิบสิทธิ์เป็นผู้ตรวจเช็ค แล้วจึงน าส่งไปยัง อีกประเทศหนึ่งเพื่อท าการประกอบหนังสือ (มักจะท าในโคลัมเบีย และอเมริกา) แล้วจึงส่งหนังสือที่ ท าส าเร็จแล้วกลับเข้ามาจ าหน่ายในประเทศไทยได้ในช่วงระยะแรกที่ไทยได้มีการน าเข้าหนังสือ ภาพประกอบสามมิติ ไทยได้มีส่วนในการประกอบหนังสือภาพประกอบสามบิติเหล่านั้นด้วย โดยถูก น าไปประกอบในแถบจังหวัดจันทบุรีแต่ในปัจจุบันในประเทศไทยไม่ได้ประกอบหนังสือภาพสามมีติ เหล่านั้น แล้วเนื่องมาจากปัญหาที่ไทยละเมิดลิขสิทธิ์ และเพื่อตัดปัญหาป้องกันไม่ให้สามารถ ลอกเลียนแบบเทคนิคการท าภาพ ภาพประกอบสามมิติได้อีกด้วย (กรรณิกา นิ่มราศรี, 2560) หนังสือภาพที่ประกอบในเมืองไทยเล่มแรก ภาพประกอบสามมิติเล่มแรกใน เมืองไทยนั้น โดยข้อมูลในส่วนนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าเล่มแรกนั้นคือเล่มใด แต่ดาดว่าน่าจะเป็น หนังสือเรื่อง "ไกรทอง" จัดพิมพ์โดย ส านักพิมพ์ ไทยวัฒนาพาณิชย์ ลักษณะของผลงาน ขาดความ พิถีพิถันในการท า ผู้ผลิตเองก็ขาดทักษะในการผลิตส่งผลให้งานที่ผลิตมาได้ไม่มีคุณภาพ รวมทั้ง


21 ภาพประกอบที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร ท าให้หนังสือเล่มนี้ไม่ประสบผลส าเร็จในการจ าหน่ายเท่าไหร่นัก (กรรณิกา นิ่มราศรี, 2560) ในปัจจุบัน หนังถือภาพประกอบสามมิติ ที่มีอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่มักจะ น าเข้ามาจากต่างประเทศ มีหลายส านักพิมพ์เป็นตัวแทนหน่ายในปัจจุบัน เช่น สนพ.BOOKZINE, สนพ.นามมีบุ๊ค ,บ.อินเตอร์เวิล์ด มัลติมีเดีย จ.ก. , บ. แปลนบุคเน็ต จ.ก. , สนพ.ผักแว่น, เอเชียบุค, สนพ.ชมรมเด็ก , นิวเกตมีเดีย, เนชันมัลติมีเดีย, ส่วนหนังสือพิมพ์ ที่ตั้งเป็นผู้ผลิต และจัดจ าหน่าย เช่น สนพ. ต้นอ้อ , บ. นิวเจนเนอร์:เรชั่นพับบลิชชิ่ง จ.ก. เป็นต้น (กรรณิกา นิ่มราศรี, 2560) 2.3.3 จุดประสงค์ในการสร้างหนังสือสามมิติ 1. เพื่อความสนุกสนาน (entertainment) ส่วนใหญ่ผู้ผลิตมักจะผลิตเพื่อความ สนุกสนาน เพลิดเพลินใจ โดยที่เน้นในส่วนที่เด็ก อ่านหนังสือ ดังนั้นภาพประกอบสามมิติ จึงช่วยใน การกระตุ้นจิตนาการ อันท าให้เกิดความคิด สร้างสรรค์ต่อไป โดยที่ส่วนใหญ่จะเป็นนิทานเกี่ยวกับ นางฟ้า เรื่องราวของเจ้าชาย เจ้าหญิงโดย ทั่วไป หรือไม่ก็มักเป็นการผจญภัย 2. เพื่อความรู้ (education) นิยมท ามากเช่นกัน เพราะเป็นการกระตุ้นให้เกิดความ สนใจได้ง่ายหรือใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบการสอน เช่น เรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกเรื่อง เกี่ยวกับเครื่องบิน เป็นต้น ในบางครั้งก็เป็นหนังสือส าหรับเรียนในมหาวิทยาลัย เช่น หนังสือเกี่ยวกับ ชีววิทยา ทางวิศวกรรม ทางวิศวกรรมเครื่องกล เป็นต้น 3. เป็นงานศิลปะ (ART) ซึ่งจัดได้ว่าเป็นงานศิลปะที่ศิลปินได้สร้างขึ้นมาด้วยตัว ศิลปินเองอย่างน่าทึ่ง และสร้างสรรค์หนังสือได้อย่างสวยงาม 4. ใช้เป็นการ์ด (card) พบได้ทั่วไปในเทศกาลต่าง ๆ เช่นใช้เป็นบัตรอวยพรวันเกิด ใช้เป็นการ์ดแสดงความยินดี 5. เป็นโฆษณา (advertising) ในบางครั้งได้มีการใช้ภาพประกอบสามมิติ มาใช้ใน การดึงดูดการโฆษณา เพื่อดึงดูดความสนใจ โดยที่อาจจะออกมาในรูปแบบของโบรชัวร์ ไดเร็กเมล์ (กรรณิกา นิ่มราศรี, 2560) 2.3.4 ประเภทของหนังสือสามมิติ จะขึ้นอยู่กับลักษณะการเปิดหนังสือ โดยการเปิดหนังสือแตกต่างกันส่งผลให้ภาพมี ลักษณะที่แตกต่างกันด้วย สามารถที่จะแบ่งได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ 1. การเปิดหนังสือภาพประกอบสามมิติ แบบกางออกท ามุมราบขนานกับ พื้นประมาณ 90 องศา หนังสือแบบนี้ มีลักษณะการเปิดแบบกางออกท ามุมกับพื้นประมาณ 90 องศา เทคนิคในการท ากระท าได้โดยการใช้วิธีการตัดฉลุรวมทั้งการพับเข้า-ออก ท าให้หนังสือเมื่อวางใน ลักษณะวางราบกับพื้นจะท าให้ดูเหมือนกับภาพธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อวางตั้งฉากท ามุม 90 องศากับ พื้นแล้วภาพในบางส่วนจะยื่นออกมา ท าให้เกิดมิติความลึกขึ้นมา แต่เมื่อพับแล้วภาพก็จะถูกเก็บใน หนังสือโดยไม่มีส่วนที่ยื่นออกมาจากหนังสืออีกด้วย การเปิดหนังสือภาพประกอบสามมิติแบบกางมุม กับพื้นประมาณ 90 องศานั้น จัดได้ว่าเป็นเทคนิคในการท าภาพประกอบสามมิติที่ง่ายที่สุด สามารถที่


22 จะออกแบบเทคนิคในการท าได้ง่ายอีกด้วย แต่หนังสือภาพประกอบสามมิติแบบกางออกท ามุมกับพื้น ประมาณ 90 องศา นั้น มักมีเทคนิคง่าย ๆ ดูแล้วไม่ต่อยน่าสนใจ น่าตื่นตาตื่นใจเท่าแบบ 180 องศา หรือ 360 องศา 2. การเปิดหนังสือภาพประกอบสามมิติ แบบการออกท ามุมราบขนานกับ พื้นประมาณ180 องศา หนังสือภาพประกอบสามมิติ แบบการออกท ามุมราบขนานกับพื้นประมาณ 180 องศานั้น มีการเทคนิคในการท าที่ขาก และซับซ้อนกว่าหนังสือภาพประกอบสามมิติแบบกาง ออกท ามุมกับพื้นประมาณ 90 องศามาก เนื่องจากภาพที่เกิดขึ้นมีลักษณะที่เหมือนจริง และดูสมจริง มากกว่าหนังสือภาพประกอบสามมิติแบบกางออกท ามุมกับพื้นประมาณ 90 องศา ผู้ออกแบบต้อง อาศัยความคิดในการออกแบบ รวมทั้งอาศัยความช านาญในการท างานเป็นอย่างมาก ท าให้มีราคาสูง กว่าหนังสือภาพประกอบสามมิติแบบกางออกท ามุมกับพื้นประมาณ 90 องศามาก เนื่องจากหนังสือ ภาพประกอบสามมิติประเภทนี้มีเทคนิคที่ซับซ้อนและยุ่งยากกว่าหนังสือภาพประกอบสามมิติแบบอื่น ๆ ท าให้มีต้นทุนการผลิตที่สูงมาก การที่จะเปิดหนังสือภาพประกอบสามมิติแบบกางออกท ามุมราบ ขนานกับพื้นประมาณ 180 องศานั้น หากเปิดไม่ระวังอาจท าให้หนังสือช ารุดเสียหายได้ง่ายอีกด้วย 3. การเปิดหนังสือภาพประกอบสามนิติ แบบกางออกได้รอบตัวท ามุมกับ พื้นประมาณ 360 องศา หนังสือภาพประกอบสามมิติ แบบกางออกได้รอบตัวท ามุมกับพื้นประมาณ 360องศา นั้น หรือในอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า หนังสือแบบมองลอด ( peep show book ) เป็นหนังสือ ภาพประกอบสามมิติแบบกางออกได้รอบตัว หนังสือภาพประกอบสามมิติแบบมองลอดเป็น การตัดเอาฉากแต่ละชั้นจะถูกรวมเช้ากับค้านหน้าด้วยริบบิ้นที่ปรากฏอยู่ทาง ด้านหลังของส่วนที่ส าคัญที่สุด หากเมื่อเราได้ดึงกระดามขึ้นแล้ว ภาพทั้งหมดก็จะเค้งขึ้นมาในลักษณะ ของภาพสามมิติ แล้วเรายังสามารถที่มองลอดผ่านเข้าไปในแต่ละฉากได้อีกด้วย เดิมหนังสือประเภทนี้ ยังนิยมมาใช้ประดับตกแต่งได้ แต่ในปัจจุบันหนังสือภาพสามมิติประเกทนี้ไม่ค่อยที่จะเป็นที่นิยมใน การผลิตมากเท่าใดนัก เนื่องจากต้องใช้เวลามากในการคิด และมีกระบวนการผลิตที่ยุ่งยากอีกทั้ง หนังสือยังช ารดได้ง่ายอีกด้วย (กรรณิกา นิ่มราศรี, 2560) จึงพอสรุปได้ว่าประเภทของหนังสือภาพประกอบสามมิติจะขึ้นอยู่กับลักษณะการ เปิดหนังสือ โดยการเดหนังสือแตกต่างกันส่งผลให้ภาพมีลักษณะที่แตกต่างกันด้วย สามารถที่จะแบ่ง ได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ การเปิดหนังสือภาพประกอบสามมิติแบบกางออกท ามุมราบขนานกับพื้น ประมาณ 90 องศา มีลักษณะการเปิดแบบกางออกท ามุมกับพื้นประมาณ 90 องศา เทคนิคในการท า กระท าได้โดยการใช้วิธีการตัดฉลุ รวมทั้งการพับเข้า-ออก จัดได้ว่าเป็นเทคนิคในการท าภาพประกอบ สามมิติที่ง่ายที่สุด การเปิดหนังสือภาพประกอบสามมิติ แบบกางออกท ามุมราบขนานกับพื้นประมาณ 180 องศาผู้ออกแบบต้องอาศัยความคิดในการออกแบบ รวมทั้งอาศัยความช านาญในการท างานเป็น อย่างมาก การเปิดหนังสือภาพประกอบสามมิติ แบบกางออกได้รอบตัวท ามุมกับพื้นประมาณ 360 องศาเป็นหนังสือภาพประกอบสามมิติแบบกางออกได้รอบตัวหนังสือประกอบภาพสามบิติแบบมอง


23 ลอดเป็นการตัดเอาฉากแต่ถะชั้นจะถูกรวมเข้ากับค้านหน้าด้วยริบบิ้นที่ปรากฏอยู่ทางด้านหลังของ ส่วนที่ส าคัญที่สุด 2.3.5 ประโยชน์ของหนังสือสามมิติ 1. เกิดจินตนาการสร้างสรรค์ให้แก่เยาวชน 2. ท าให้ผู้อ่านได้มีส่วนร่วมในการอ่านหนังสือ 3. ได้เรียนรู้จากการอ่านในเรื่องของสามมิติ และความลึก 4. กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น และเกิดการกระตือรือร้น ส่งผลให้เด็ก รักในการอ่านหนังสือ 5. ฝึกสมอง และช่วยให้ได้ใช้ความคิดและจินตนาการ 6. สามารถที่จะจินตนาการจากเรื่องที่อ่านได้อย่างสมจริง 7. ท าให้ได้รายละเอียดจากเรื่องที่อ่านได้มากขึ้น 8. ฝึกให้เด็กได้รู้จักการเก็บหนังสือให้อยู่ในสภาพที่ดีเหมือนเดิม (กรรณิกา นิ่มราศรี, 2560) 2.3.6 เครื่องมือที่ใช้ท าหนังสือสามมิติ 1. กระดาษหนา กระดาษแข็ง 2. กรรไกร 3. ปากกาดินสอ ดินสอสี สีเทียน สีโปสเตอร์ หรือปากกามาร์กเกอร์ 4. กาว 5. ไม้บรรทัด 6. อุปกรณ์ตกแต่ง (วิกิฮาว, 2563) 2.3.7 ขั้นตอนการท าหนังสือสามมิติ ส่วนที่ 1 วางแผนในการท าหนังสือ 1. เลือกเรื่องที่น่าสนใจ ประเด็นเรื่องของหนังสือป๊อปอัพควรจะเหมาะสม กับเด็กถ้าคุณตั้งใจจะท าหนังสือให้เด็ก มันจะเป็นเรื่องแต่ง หรือเรื่องจริงก็ได้ ถ้าเลือกเรื่องแต่ง คุณจะ เลือกนิทานเรื่องสั้น ๆ แต่คลาสสิกก็ได้ หรือจะลงมือแต่งเองเลยก็ยังไหว ถ้าเลือกเรื่องจริง ให้เลือก หัวข้อเรื่องที่เด็กอาจสนใจ อย่างอวกาศ ไดโนเสาร์ หรือชีวิตสัตว์โลกคุณไม่จ าเป็นต้องคิดให้มันเป็น "หนังสือ" เต็มรูปแบบเพียงอย่างเดียว มันอาจจะท าหน้าที่เป็นจดหมาย ข้อเสนอ หรือส่วนประกอบ เพิ่มเติมให้ของขวัญก็ยังได้ 2. ท าให้เรียบง่ายเข้าไว้จ ากัดจ านวนขององค์ประกอบการป๊อปอัพที่คุณใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้หน้านั้นดูรกไปหมด หรือสุดท้ายมันออกมาไม่แข็งแรงจนตั้งไม่ได้ ยิ่งตัดอะไรบนหน้า น้อยแค่ไหน มันก็จะยิ่งแข็งแรงทนทานมากแค่นั้น


24 สามารถเติมองค์ประกอบงานฝีมือด้านอื่นลงไปได้ตามใจชอบเพื่อท าให้มันดูดีขึ้น แต่อย่าลืมว่าถ้าใส่ อะไรต่อมิอะไรลงไปจะท าให้หน้าตาของมันดูรกและลดน้ าหนักคุณค่าของมันไปโดยไม่จ าเป็น 3. วางแผนเล่าเรื่อง สร้างสตอรี่บอร์ด เขียนเรื่องหรือบทลงบนสมุดโน้ต ก่อน แยกมันออกมาเป็นย่อหน้าหรือเป็นประโยคที่แตกต่างกันเพื่อดูว่าคุณต้องขึ้นหน้าใหม่หรือไม่ สเก็ตช์ภาพประกอบคร่าวๆ ที่จะใช้ในแต่ละหน้าก่อนจะลงมือท าหนังสือจริง ๆ เป็นเรื่องส าคัญที่คุณ ต้องทราบให้ได้ก่อนว่าคุณต้องใช้กี่หน้าและต้องมีรูปประกอบกี่รูปและจะวางไว้ตรงไหน ส่วนที่ 2 ท าหนังสือ 1. พับครึ่งกระดาษที่หนา และแข็งแรง กระดาษแข็งแผ่นขนาด 9x12 นิ้ว (23x30 ซม.) ใช้ได้ดี แต่คุณจะใช้กระดาษการ์ด กระดาษโปสเตอร์ชนิดบาง หรือกระดาษสมุดขนาด ไหนก็ได้ทั้งนั้นกระดาษจะต้องหนากว่ากระดาษพิมพ์เอกสารทั่วไป พับกระดาษแบ่งครึ่งตามแนวนอน เพื่อท าเป็นหน้าปกหนังสือ 2. กรีดเส้นแนวนอนสองเส้นขนานกันตีงกลางของกระดาษ. รอยกรีดนี้ควร ยาวประมาณ 2 นิ้ว (5 ซม.) และห่างกันประมาณ 1 นิ้ว (2.5 ซม.) รอยกรีดนี้จะท าให้เกิดแถบคลี่ กระดาษออก วางมันในแนวตั้งเพื่อที่ความสูงจะยาวกว่าความกว้าง ใช้นิ้วหรือปากกา และดินสอแท่ง บางค่อย ๆ สอดไปใต้แถบดันมาข้างหน้า 3. ท าภาพประกอบ คุณจะวาดแล้วลงสีภาพประกอบบนกระดาษแข็งอีก แผ่น หรือจะตัดรูปภาพจากภาพถ่าย นิตยสาร หรือสมุดภาพอะไรก็ได้แล้วน ามาติดบนกระดาษการ์ด แข็งให้แน่ใจว่าภาพที่คุณท าขึ้นหรือน ามาใช้นั้นมีสัดส่วนพอเหมาะกับหน้ากระดาษของหนังสือคุณ และต้องแน่ใจด้วยว่าคุณมีตัวละครกับภาพทั้งหมดที่จ าเป็นต้องใช้ครบทั้งเล่ม มากกว่าจะมีแค่หน้า เดียวเก็บพื้นที่ว่างด้านล่างของหน้ากระดาษไว้ส าหรับใส่ข้อความ ถ้าคุณวางแผนจะให้เด็กเป็นคน เขียนเรื่องราวออกมาเอง ก็อาจจะใช้ไม้บรรทัดตีเส้นให้เด็กเขียนได้ง่ายขึ้น หรือจะใช้วิธีตัดกระดาษ สมุดจดที่มีตีเส้นไว้แล้วน ามาทากาวติดลงไปก็ได้อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณคิดจะลงมือเขียนเอง ก็ปล่อยว่าง ไว้ได้ หรือจะพิมพ์ข้อความจากคอมพิวเตอร์แล้วมาทากาวติดในภายหลังก็ได้ 4. สร้างหน้ากระดาษหลาย ๆ หน้าเท่าที่จ าเป็น ใช้การพับและตัดตามที่ บอกข้างต้นมาท าหน้ากระดาษมากเท่าที่คุณต้องใช้ในการเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบทบทวนเรื่องราว ทั้งหมด ให้แน่ใจว่ามีภาพประกอบกับภาพถ่ายจนถึงเนื้อเรื่องเตรียมพร้อมไว้ครบทั้งเล่ม ให้แน่ใจด้วย ว่าคุณสร้างหน้ากระดาษเพียงพอ 5. เขียนเนื้อเรื่อง เขียนหรือเอาเนื้อเรื่องมาติดตรงด้านล่างของแต่ละหน้า ถ้าคุณมีเนื้อเรื่องต้องใส่มากกว่าเนื้อที่ด้านล่างที่มีอยู่ หากระดาษมาพับติดให้กางออกอ่านได้ในบริเวณ ที่มีพื้นที่ว่างน้อยเกินไป เท่านี้ก็ไม่มีปัญหา 6. ตกแต่งฉากหลังของแต่ละหน้า ใช้ดินสอสเก็ตช์ภาพฉากหลังก่อนจะลงสี ด้วยสีตามที่คุณถนัด ปล่อยให้ตรงแถบที่กรีดไว้ว่าง ๆ ถ้ามียางลบคุณภาพดี ก็กลับไปลบเส้นดินสอที่ ร่างไว้หลังจากลงสีเสร็จ


25 ส่วนที่ 3 ท าให้มันเด้งขึ้นมา 1. ตัดรูปภาพแล้วน ามาติดตรงแถบ ตัดรูปภาพหรือภาพประกอบที่คุณวาด ขึ้น ทากาวด้านหลังแล้วน ามาติดตรงแถบ แต่ระวังอย่าให้มันไปติดกับฉากหลังของหน้ากระดาษ ไม่งั้น มันก็ไม่เด้งออกมา ถ้าคุณใช้กาวเหลว ให้แน่ใจว่าไม่ใช้มันมากเกินไป ทากาวตรงแถบแทนที่จะเป็นที่ ภาพ ท าแบบนี้ก็จะได้ไม่ต้องเสี่ยงไปทากาวโดนบริเวณที่อยู่ข้างบนหรือข้างล่างของแถบ 2. ทาหน้ากระดาษเข้าด้วยกัน หน้าแต่ละหน้าจ าต้องทากาวด้านหลังมา ติดกัน ครึ่งท่อนบนด้านนอกของหน้าที่สองจะต้องทากาวติดกับครึ่งท่อนล่างด้านนอกของหน้าที่หนึ่ง ครึ่งท่อนบนด้านนอกของแผ่นที่สามต้องติดกับครึ่งท่อนล่างด้านนอกของหน้าที่สอง ท าตามรูปแบบนี้ ไปจนกระทั่งทุกหน้าเชื่อมติดกันหมด อย่าทากาวให้ส่วนที่จะป๊อปอัพที่อยู่ตรงแถบมาติดกัน เนื่องจาก ถ้าท าอย่างนั้นมันก็จะไม่เด้งขึ้นมา 3. ท าปกนอก พับกระดาษหนาพิเศษที่มีขนาดใหญ่กว่าหน้ากระดาษที่เหลือ ของเล่มสักเล็กน้อย สอดกระดาษที่พับไว้เข้ากับหนังสือ ตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังของ ปกนอก แล้วทากาวด้านหน้าและด้านหลังของปกในติดกับหน้าแรกกับหน้าสุดท้ายของหนังสือนี่แน่นอนว่าเป็น ทางเลือก ถ้าคุณใช้มันเป็นเสมือนจดหมายเล่าเรื่องหรือด้วยจุดประสงค์อื่น ก็ไม่จ าเป็นต้องมีปก เพลิดเพลินไปกับมัน หลังจากกาวแห้งสนิทแล้ว หนังสือก็เสร็จพร้อมใช้งาน (กรรณิกา นิ่มราศรี, 2560) 2.4 ขนมไทย มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจ าชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรร วัตถุดิบ วิธีการท า ที่พิถีพิถัน รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีที่ประณีตบรรจง ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถือได้ว่าเป็นยุคทองของการท า ขนมไทย เมื่อสตรีชาวโปรตุเกสเชื้อสายญี่ปุ่นนามว่า "มารี กีมาร์" ผู้เป็นภรรยาเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือบรรดาศักดิ์ว่า "ท้าวทองกีบม้า" เข้ารับราชการเป็นต้นเครื่องขนม ของหวานในวัง ท่านได้น าไข่ และน้ าตาลทราย มาเป็นส่วนผสมส าคัญในขนมไทย และได้ดัดแปลงสูตรขนมต่างๆ เช่น ขนม ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหม้อแกง ซึ่งได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้ (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559) 2.4.1 ประวัติความเป็นมาของขนมไทย คนไทยในสมัยโบราณยังไม่รู้จักค าว่า "ขนม" ซึ่งเป็นอาหารอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่กับข้าว แต่เป็นของกินหลังอาหาร หรือกินเล่น มีรสชาติหวานมัน อร่อยถูกปาก เพราะปรุงจาก แป้ง ไข่ กะทิ และน้ าตาลเชื่อกันว่าผู้ประดิษฐ์คิดขนมไทยออกมาเผยแพร่จนเป็นที่นิยม กันอย่างกว้างขวางสืบต่อมา จนทุกวันนี้มีชื่อว่า "ท้าวทองกีบม้า" ท้าวทองกีบม้ามีชื่อเต็มว่า "มารี กีมาร์ เด ปนา" มารีกีมาร์ แต่งงานกับ คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีก ที่เข้ามารับราชการ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช ท างานดีจนเป็นที่โปรดปราน ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นออกพระฤทธิ์ก าแหง


26 ต าแหน่งนี้ท าให้ ฟอลคอนร่ ารวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ท้าวทองกีบม้าจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย หรูหรา แต่ด้วยความคิดมิชอบฟอลคอลที่ติดต่อกับฝรั่งเศสเป็นการลับให้ยึดสยามเป็นอาณา นิคม จึงถูกจับในข้อหากบฏ เรียกต าแหน่งคืน ริบทรัพย์ และ ถูกประหารชีวิต มารีต้องถูกคุมขังเป็น เวลานานถึง 2 ปี แต่หลังการปลดปล่อยเธอได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ท าอาหารหวานประเภทต่างๆ ส่งเข้าไปในพระราชวังตามก าหนด การท าหน้าที่จัดหาอาหารหวานส่งเข้าพระราชวังท าให้ท้าวทองกีบ ม้าต้องประดิษฐ์คิดค้นขนมประเภทต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา จากต ารับเดิมของชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะโปรตุเกส ซึ่งเป็น ชาติก าเนิดของเธอ ท้าวทองกีบม้าได้พัฒนาโดยน าเอาวัสดุดิบพื้นถิ่นที่มี ในประเทศสยามเข้ามาผสมผสาน จนท าให้เกิดขนมที่มีรสชาติอร่อยถูกปากขึ้นมามากมาย เมื่อจัดส่ง เข้าไปในพระราชวังก็ได้รับความชื่นชมมาก ถึงขนาดถูกเรียกตัวเข้าไปรับราชการในพระราชวังใน ต าแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น มีหน้าที่ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวงเป็นหัวหน้าเก็บพระภูษา ฉลองพระองค์ และเก็บผลไม้เสวย ซึ่งเธอก็ท างานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ยกย่องชื่นชม มีเงิน คืนท้องพระคลังปีละมาก ๆ ด้วยนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีเมตตา ท าให้ท้าวทองกีบม้าถ่ายทอดต ารับ การปรุงขนมหวานแบบต่าง ๆ ให้แก่สตรีที่ท างานใต้บังคับบัญชาของเธอจนเกิดความช านาญ และสตรี เหล่านี้เมื่อกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ญาติพี่น้องยังบ้านเกิดของตนก็ได้น าต ารับขนมหวานไปเผยแพร่ต่ออีก ทอดหนึ่ง จึงท าให้ต ารับขนมหวานที่เคยอยู่ในพระราชวังแผ่ขยายออกสู่ชนบทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด ก็กลายเป็น ขนมพื้นบ้านของไทย ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการพิมพ์ต าราอาหารออกเผยแพร่ รวมถึงต าราขนมไทยด้วย จึง นับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ต าราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ ครัวหัวป่าก์(ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559) 2.4.2 ประเภทของขนมไทย ขนมหวานไทย จะมีความหวานน า หรือมีความหวานจนรู้สึกในลิ้นของผู้รับประทาน การท าขนมหวานไทยเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและฝึกฝนต้องใช้ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความอดทน และความเป็นระเบียบ ความพิถีพิถันในการประกอบ ขนมไทยแท้ ๆ ต้องมีกลิ่นหอม หวานมัน มีความประณีต ที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเตรียมส่วนผสม จนกระทั่งวิธีการท า ขนมไทย สามารถจัดแบ่งเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ตามลักษณะของเครื่องปรุง ลักษณะ กรรมวิธีในการท า และลักษณะการหุงต้ม คือแบ่งตามวิธีการท าให้สุกได้ดังนี้ 1. ขนมที่ท าให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทอง กวนตั้งแต่เป็นน้ า เหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาดเมื่อเย็นจึงตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน ขนมศิลาอ่อน และผลไม้กวนต่าง ๆ รวมถึงข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว และกะละแม 2. ขนมที่ท าให้สุกด้วยการนึ่ง ใช้ลังถึง บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้ว นึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าว เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมน้ าดอกไม้ ข้าวเกรียบปากหม้อ


27 3. ขนมที่ท าให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมลงในน้ าเชื่อมที่ก าลัง เดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน กล้วยเชื่อม จาวตาลเชื่อม 4. ขนมที่ท าให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ ามัน ร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด 5. ขนมที่ท าให้สุกด้วยการนึ่งหรืออบ ได้แก่ ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ขนมกลีบล าดวน ขนมทองม้วน สาลี่แข็ง นอกจากนี้ อาจรวม ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมดอกล าเจียกที่ ใช้ความร้อนบนเตาไว้ในกลุ่มนี้ด้วย 6. ขนมที่ท าให้สุกด้วยการต้ม ขนมประเภทนี้จะใช้หม้อหรือกระทะต้มน้ า ให้เดือด ใส่ขนมลงไปจนสุกแล้วตักขึ้น น ามาคลุกหรือโรยมะพร้าว ได้แก่ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ขนม เหนียว ขนมเรไร นอกจากนี้ยังรวมขนมประเภทน้ า ที่นิยมน ามาต้มกับกะทิ หรือใส่แป้งผสมเป็นขนม เปียก และขนมที่กินกับน้ าเชื่อมและน้ ากะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559) 2.4.3 ขนมไทยในแต่ละภาค ขนมไทยภาคเหนือ ส่วนใหญ่จะท าจากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง ข้าวต้มหัวหงอก มักท ากันในเทศกาลส าคัญ เช่นเข้าพรรษา สงกรานต์ ขนมที่นิยมท าในงานบุญเกือบทุกเทศกาลคือขนมเทียนหรือขนมจ๊อก ขนมที่หาซื้อได้ ทั่วไปคือ ขนมปาดซึ่งคล้ายขนมศิลาอ่อน ข้าวอีตูหรือข้าวเหนียวแดง ข้าวแตนหรือข้าวแต๋น ขนม เกลือ ขนมที่มีรับประทานเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ข้าวหนุกงา ซึ่งเป็นงาคั่วต ากับข้าวเหนียว ถ้าใส่ น้ าอ้อยด้วยเรียกงาต าอ้อย ข้าวแคบหรือข้าวเกรียบว่าว ลูกก่อ ถั่วแปะยี ถั่วแระ ลูกลานต้ม ในจังหวัด แม่ฮ่องสอน ขนมพื้นบ้านได้แก่ ขนมอาละหว่า ซึ่งคล้ายขนมหม้อแกง ขนมเปงม้ง ซึ่งคล้ายขนมอาละ หว่าแต่มีการหมักแป้งให้ฟูก่อน ขนมส่วยทะมินท าจากข้าวเหนียวนึ่ง น้ าตาลอ้อยและกะทิ ในช่วงที่มี น้ าตาลอ้อยมากจะนิยมท าขนมอีก 2 ชนิดคือ งาโบ๋ ท าจากน้ าตาลอ้อยเคี่ยวให้เหนียวคล้ายตังเมแล้ว คลุกงา กับ แปโหย่ ท าจากน้ าตาลอ้อยและถั่วแปยี มีลักษณะคล้ายถั่วตัด (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559) ภาพที่ 2.1 ขนมอาละหว่า ที่มา : https://sites.google.com/a/samakkhi.ac.th/khnm-thiy-ni-phakh


28 ขนมไทยภาคกลาง ส่วนใหญ่ท ามาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าวเหนียวมูน และมีขนมที่หลุดลอดมาจากรั้ววัง จนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เช่น ขนมกลีบล าดวน ลูกชุบ หม้อ ข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมเผือก เป็นต้น (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559) ภาพที่ 2.2 ขนมหม้อแกง ที่มา : https://xn-- 12cbp5doba5i3agbq2df8acf86a.com/product/%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%A1 %E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%81%E0% B8%87 ขนมไทยภาคอีสาน เป็นขนมที่ท ากันง่ายๆ ไม่พิถีพิถันมากเหมือนขนมภาคอื่น ขนมพื้นบ้านอีสานได้แก่ ข้าวจี่ บายมะขาม หรือมะขามบ่ายข้าว ข้าวโป่ง นอกจากนั้นมักเป็นขนมใน งานบุญพิธี ที่เรียกว่า ข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านน าข้าวที่ห่อใบตอง มัดด้วยตอกแบบข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ ข้าวยาคู ขนมพื้นบ้านของจังหวัดเลยมักเป็นขนมง่ายๆ เช่น ข้าวเหนียวนึ่งจิ้ม น้ าผึ้ง ข้าวบ่ายเกลือ คือข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนจิ้มเกลือให้พอมีรสเค็ม ถ้ามีมะขามจะเอามาใส่เป็นไส้ เรียกมะขามบ่ายข้าว น้ าอ้อยกะทิ ท าด้วยน้ าอ้อยที่เคี่ยวจนเหนียว ใส่ถั่วลิสงคั่วและมะพร้าวซอย ข้าว พองท ามาจากข้าวตากคั่วใส่มะพร้าวหั่นเป็นชิ้นๆ และถั่วลิสงคั่ว กวนกับน้ าอ้อยจนเหนียวเทใส่ถาด ในงานบุญต่าง ๆ จะนิยมท าขนมปาด (คล้ายขนมเปียกปูนของภาคกลาง) ลอดช่อง และขนมหมก (แป้งข้าวเหนียวโม่ ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ไส้กระฉีก ห่อเป็นสามเหลี่ยมคล้ายขนมเทียน น าไปนึ่ง) (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559)


29 ภาพที่2.3 กระยาสารท ที่มา : https://sites.google.com/site/klumwangthong/bthkhwam-reuxng-kraya-sarth ขนมไทยภาคใต้ ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาลวันสารท เดือนสิบ จะท าบุญด้วยขนม ที่มีเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลา ขนมพอง ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ ขนมบ้าหรือขนม ลูกสะบ้า ขนมดีซ าหรือเมซ า ขนมเจาะหูหรือเจาะรู ขนมไข่ปลา ขนมแดง เป็นต้น (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559) ภาพที่ 2.4 ขนมกอหละ ที่มา : https://pattaniheritagecity.psu.ac.th/demo/food/ ภาพที่ 2.5 ขนมคนที ที่มา : https://cooking.teenee.com/dessert/566.html


30 2.4.4 ขนมไทยมงคล “ขนมไทย” เอกลักษณ์ของความเป็นไทย นอกจากจะมีความงดงามวิจิตร ละเอียดอ่อน พิถีพิถันในทุกขั้นตอนการท าแล้ว ยังมีรสชาติที่อร่อย หอมกลิ่นพืชพรรณจากธรรมชาติ และกลิ่นอบร่ าควันเทียน อีกทั้งขนมแต่ละชนิดยังมีชื่อเรียกที่บ่งบอกถึงคุณค่า และแฝงไปด้วย ความหมายอันเป็นสิริมงคล ค าว่า “มงคล” หมายถึง สิ่งที่น ามาซึ่งความดีงามและความเจริญรุ่งเรือง ส่วน “ขนมมงคล”หมายถึง ขนมไทยที่น าไปใช้ประกอบเครื่องคาวหวาน ถวายพระ เลี้ยงแขก ในงาน พิธีมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส งานบวช หรืองานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น โดยจะต้องเลือกใช้เฉพาะ ขนมไทยที่มีชื่อไพเราะ และเป็นสิริมงคล ดังเช่น “ขนมมงคล 9 อย่าง” 1. ทองหยิบ เป็นขนมมงคลชนิดหนึ่ง มีลักษณะงดงามคล้ายดอกไม้สีทอง ต้องใช้ความสามารถและความพิถีพิถันเป็นอย่างมากในการประดิษฐ์จับกลีบให้มีความงดงามเหมือน กลีบดอกไม้ ชื่อขนมทองหยิบเป็นชื่อสิริมงคล เชื่อว่าหากน าไปใช้ประกอบพิธีมงคลต่างๆ หรือให้เป็น ของขวัญแก่ใครแล้วจะท าให้เกิดความมั่งคั่งร่ ารวย หยิบจับการงานสิ่งใดก็จะร่ ารวย มีเงินมีทองสมดัง ชื่อ “ทองหยิบ” 2. ทองหยอด ใช้ประกอบในพิธีมงคลทั้งหลายหรือมอบเป็นของขวัญใน โอกาสส าคัญๆแก่ผู้ใหญ่ที่เคารพรัก หรือญาติสนิทมิตรสหายแทนค าอวยพรให้ร่ ารวยมีเงินมีทอง ใช้ จ่ายอย่างไม่รู้หมดสิ้นประดุจให้ทองค าแก่กัน 3. ฝอยทอง เป็นขนมในตระกูลทองที่มีลักษณะเป็นเส้น นิยมใช้กันในงาน มงคลสมรส ถือเคล็ดกันว่าห้ามตัดขนมให้สั้น ต้องปล่อยให้เป็นเส้นยาว ๆ เพื่อที่คู่บ่าวสาวจะได้ครอง ชีวิตคู่ และรักกันได้อย่างยืนยาวตลอดไป 4. ขนมชั้น เป็นขนมไทยที่ถือเป็นขนมมงคลและจะต้องหยอดขนมชั้นให้ได้ 9 ชั้น เพราะ คนไทยมีความเชื่อว่าเลข 9 เป็นเลขสิริมงคล หมายถึง ความเจริญก้าวหน้า และขนมชั้น ก็หมายถึง การได้เลื่อนชั้น เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ให้สูงส่งยิ่ง ๆ ขึ้นไป 5. ขนมทองเอก เป็นขนมในตระกูลทองอีกชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ความพิถีพิถัน เป็นอย่างยิ่งในทุกขั้นตอนการท า มีลักษณะที่สง่างาม โดดเด่นกว่าขนมตระกูลทองชนิดอื่น ๆ ตรงที่มี ทองค าเปลว ติดไว้ที่ด้านบนของขนม ค าว่า “เอก” หมายความถึง การเป็นที่หนึ่ง การใช้ขนมทองเอก ประกอบพิธีมงคลส าคัญต่าง ๆ หรือใช้มอบเป็นของขวัญในงานฉลองการเลื่อนยศ เลื่อนต าแหน่ง จึงเปรียบเสมือนค าอวยพรให้เป็นที่หนึ่งด้วย 6. ขนมเม็ดขนุน เป็นหนึ่งในขนมตระกูลทองเช่นกัน มีสีเหลืองทอง รูปร่าง ลักษณะคล้ายกับเม็ดขนุน ข้างในมีไส้ท าด้วยถั่วเขียวบด มีความเชื่อกันว่าชื่อของขนมเม็ดขนุนจะเป็น สิริมงคลช่วยให้มีคนสนับสนุนหนุนเนื่องในการด าเนินชีวิตและในหน้าที่การงานหรือ กิจการต่าง ๆ ที่ได้กระท าอยู่


31 7. ขนมดาราทอง ดาราทอง หรือ ทองเอกกระจัง ขนมรูปงาม นามเพราะ เป็นขนมที่ชนะการประกวดในงานฉลองปีใหม่ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย คุณหญิงเจือ นคร ราชเสนี ส่งเข้าประกวด ท่านได้น าสูตรขนมทองเอกกระจัง ของคุณป้านารถ สิงหเสนี มาส่งประกวด ในชื่อ "ดาราทอง" หน้าตาขนม เหมือนเครื่องหมายดาราในเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ลักษณะคล้ายๆ มงกุฏฝรั่งข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ภายหลังดาราทองนี้ กลับถูกเรียกเป็นขนมจ่ามงกุฎ เนื่องจากต ารา เล่มหนึ่งในยุคนั้น มีการตีพิมพ์ชื่อเสียงเรียงนามผิด จึงท าให้ดาราทอง กลายเป็นจ่ามงกุฎไปโดย ปริยาย เป็นขนมที่มีขั้นตอนการท าที่ละเอียด หลายขั้นตอนท าให้ปัจจุบันหาทานได้ยากมากแล้ว ขนม ชนิดนี้สื่อความหมายถึงความ สง่างาม ได้อยู่ต าแหน่งสูงสุด มีชื่อเสียงเกียรติยศ 8. ขนมถ้วยฟู ให้ความหมายอันเป็นสิริมงคล หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง เฟื่องฟู นิยมใช้ประกอบในพิธีมงคลต่าง ๆ ทุกงาน เคล็ดลับของการท าขนมถ้วยฟูให้มีกลิ่นหอมน่า รับประทานนั้น คือการใช้น้ าดอกไม้สดเป็นส่วนผสมและการอบร่ าด้วยดอกมะลิสดในขั้นตอนสุดท้าย ของการท า 9. ขนมเสน่ห์จันทน์ “จันทน์” เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง มีผลสุกสีเหลืองเปล่ง ปลั่งทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมชวนให้หลงใหล คนโบราณจึงน า ความมีเสน่ห์ของผลจันทน์มา ประยุกต์ท าเป็นขนม และได้น า “ผลจันทน์ป่น” มาเป็นส่วนผสมท าให้มีกลิ่นหอมเหมือนผลจันทน์ ให้ ชื่อว่า “ขนมเสน่ห์จันทน์” โดยเชื่อว่าค าว่า เสน่ห์จันทน์ เป็นค าที่มีสิริมงคลจะท าให้มีเสน่ห์ คนรักคน หลงดังเสน่ห์ของผลจันทน์ ขนมเสน่ห์จันทน์จึงถูกน ามาใช้ประกอบในงานพิธีมงคลสมรส (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559) ภาพที่ 2.6 ขนมมงคล 9 อย่าง ที่มา : https://sweetislife.com


32 เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย จะใช้ขนมที่เป็นมงคลนาม จัดเป็น ขนมชั้นดีส าหรับการท าบุญเลี้ยงพระ และเป็นขนมส าหรับรับรองแขกเหรื่อ ที่มารดน้ าด าหัวขอพร ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ สมัยโบราณจะกวนกะละแม แต่ปัจจุบันอาจใช้ขนมอื่น ๆ ที่อร่อย และสวยงาม เช่น ขนมชั้น ขนมลูกชุบ ตามความสะดวก เทศกาลเข้าพรรษา ขนมไทยที่ใช้ได้แก่ ข้าวต้มมัด และขนมแกงบวดต่าง ๆ เช่น ฟักทองแกงบวด กล้วยบวดชี เป็นต้น เทศกาลออกพรรษา การตักบาตรเทโว เดือน 11 นิยมท าข้าวต้มผัดห่อด้วยใบตอง หรือใบอ้อย ธรรมเนียมนี้มาจากความเชื่อทางศาสนาที่ว่า เมื่อประชาชนไปรอรับเสด็จพระพุทธเจ้า เมื่อทรงพุทธด าเนินจากเทวโลกกลับสู่โลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสะ ชาวเมืองที่ไปรอรับเสด็จได้น า ข้าวต้มผัดไปเป็นเสบียงระหว่างรอบางท้องที่มีการท าข้าวต้มลูกโยนใส่บาตรด้วยเช่น ชาวไทยเชื้อสาย มอญที่จังหวัดราชบุรี ในช่วงออกพรรษา ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีประเพณีลากพระและตักบาตร หน้าล้อ ซึ่งจะใช้ขนมสองชนิดคือ ห่อต้ม (ข้าวเหนียวผัดกะทิห่อเป็นรูปสามเหลี่ยมด้วยใบพ้อ) และห่อมัด (เหมือนห่อต้มแต่ห่อด้วยใบจากหรือใบมะพร้าวอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยมใช้เชือกมัด) สารทไทย เป็นงานประเพณีที่ชาวไทยท าบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรผู้ล่วงลับ จะมีขนมไทยประจ าภาค อาทิ ภาคเหนือ กล้วยตากเพราะมีกล้วยมากนอกจากตากก็มีกวน และของแช่อิ่ม ภาคกลาง กระยาสารท เคียงคู่กับกล้วยไข่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่างานบุญข้าวจี่ ขนมที่ใช้ ขนมเทียน ข้าวจี่ ภาคใต้ เรียกว่างานบุญเดือนสิบ ขนมที่ใช้ ขนมลา ขนมกง ขนมพอง ขนมไทยส าหรับพิธีแต่งงานนอกจากขนมมงคลที่ใช้ในงานมงคลแล้ว ยังต้องมี คือ ขนมกง รูปร่างเป็นล้อรถไม่มีรอยต่อ มีความเชื่อว่าจะท าให้ความรักของคู่ บ่าวสาวจีรัง ไม่มีวันแยกจากกัน ขนมโพรงแสม มีรูปร่างยาวใหญ่คล้ายกับเสาเรือน ท าให้อยู่กันยืนยาว ขนมสามเกลอ มีลักษณะเป็นสามก้อนติดกัน ให้คู้บ่าวสาวเสี่ยงทายว่าจะอยู่ ด้วยกันได้นานหรือไม่ หากขนมแยกจากกันก็ถือว่าไม่ใช่เนื้อคู่ที่แท้จริง นอกจากนี้ยังมี ขนมใส่ไส้ ขนมฝักบัว ขนมบ้าบิ่น ขนมนมสาว เป็นต้น พิธีบวงสรวงสังเวยเทพยดา และพระภูมิขนมที่นิยมใช้ส าหรับพิธีบวงสรวงสังเวย เทพยดา และพระภูมิ นอกจากขนมเป็นมงคลนามแล้ว ก็มีขนมตามความเชื่อ ในลัทธิพราหมณ์ ดังนี้ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ขนมเล็บมือนาง ขนมคันหลาว ขนมดอกจอก ขนมทองหยิบ ขนมถั่วแปบ ขนมหูช้าง ข้าวเหนียวแดง ขนมประเภทบวดต่าง ๆ (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559)


33 2.4.6 วัตถุดิบในการท าขนมไทย ขนมไทยส่วนใหญ่ท ามาจากข้าวและจะใช้ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สี ภาชนะ กลิ่น หอมจากธรรมชาติ ข้าวที่ใช้ในขนมไทยมีทั้งใช้ในรูปข้าวทั้งเม็ดและข้าวที่อยู่ในรูปแป้ง นอกจากนั้นยัง มีวัตถุดิบอื่นๆ เช่น มะพร้าว ไข่ น้ าตาล ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ ข้าว และแป้ง การน าข้าวมาท าขนมของคนไทยเริ่มตั้งแต่ข้าวไม่แก่จัด ข้าว อ่อนที่เป็นน้ านม น ามาท าข้าวยาคู พอแก่ขึ้นอีกแต่เปลือกยังเป็นสีเขียวน ามาท าข้าวเม่า ข้าวเม่าที่ได้ น าไปท าขนมได้อีกหลายชนิด เช่น ข้าวเม่าคลุก ข้าวเม่าบด ข้าวเม่าหมี่ กระยาสารท ข้าวเจ้าที่เหลือ จากการรับประทาน และที่น าไปท าเป็นแป้ง เช่น แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว นอกจากนั้นยังใช้แป้ง มันส าปะหลังด้วย ส่วนแป้งสาลีมีใช้น้อย มักใช้ในขนมที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ มะพร้าว และกะทิ มะพร้าวน ามาใช้เป็นส่วนประกอบของขนมไทยได้ตั้งแต่ มะพร้าวอ่อนจนถึงมะพร้าวแก่ ดังนี้ มะพร้าวอ่อน ใช้เนื้อผสมในขนม เช่น เปียกสาคู วุ้นมะพร้าว สังขยา มะพร้าวอ่อน มะพร้าวทึนทึก ใช้ขูดฝอยท าเป็นไส้กระฉีก ใช้คลุกกับข้าวต้มมัดเป็นข้าวต้ม หัวหงอก และใช้เป็นมะพร้าวขูดโรยหน้าขนมหลายชนิด เช่น ขนมเปียกปูน ขนมขี้หนู ซึ่งถือเป็น เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของขนมไทย มะพร้าวแก่ น ามาคั้นเป็นกะทิก่อนใส่ในขนม น าไปท าขนมได้หลายแบบ เช่น ต้มผสมกับส่วนผสม เช่นกล้วยบวชชี แกงบวดต่าง ๆ หรือตักหัวกะทิราดบนขนม เช่น สาคูเปียก ซ่าหริ่ม บัวลอย น้ าตาล แต่เดิมนั้นน้ าตาลที่น ามาใช้ท าขนมคือน้ าตาลจากตาลหรือมะพร้าว ในบางท้องที่ใช้น้ าตาลอ้อย น้ าตาลทรายถูกน ามาใช้ภายหลัง ไข่ เริ่มเป็นส่วนผสมของขนมไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่ง ได้รับอิทธิพลจากขนมของโปรตุเกส ไข่ที่ใช้ท าขนมนี้จะตีให้ขึ้นฟู ก่อนน าไปผสม ขนมบางชนิดเช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ต้องแยกไข่ขาวและไข่แดงออกจากกัน แล้วใช้แต่ไข่แดงไปท าขนม ถั่ว และงา จัดเป็นส่วนผสมที่ส าคัญในขนมไทย การใช้ถั่วเขียวนึ่งละเอียด มาท าขนมพบได้ตั้งแต่สมัยอยุธยา งาที่นิยมใช้ในขนมไทยมี ดังนี้ ถั่วเขียวเลาะเปลือก มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ถั่วทอง ถั่วซีก ถั่วเขียวที่ใช้ ต้องล้างและแช่น้ าค้างคืนก่อนเอาไปนึ่ง ถั่วด า ใช้ใส่ในขนมไทยไม่กี่ชนิด และใส่ทั้งเม็ด เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวหลาม ถั่วด าต้มน้ าตาล ขนมถั่วด า ถั่วลิสง ใช้น้อย ส่วนใหญ่ใช้โรยหน้าขนมผักกาดกวน ใส่ในขนมจ่ามงกุฎ ใส่ ในรูปที่คั่วสุกแล้ว


34 งาขาว และงาด า ใส่เป็นส่วนผสมส าคัญในขนมบางชนิดเช่น ขนมเทียนสลัด งา ขนมแดกงา กล้วย กล้วยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขนมไทยหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมกล้วย กล้วยกวน กล้วยเชื่อม กล้วยแขกทอด หรือใช้กล้วยเป็นไส้ กล้วยที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นกล้วยน้ าว้า กล้วย แต่ละชนิดเมื่อน ามาท าขนมบางครั้งจะให้สีต่างกัน เช่น กล้วยน้ าว้าเมื่อน าไปเชื่อมให้สีแดง กล้วยไข่ให้ สีเหลือง เป็นต้น สีที่ได้จากธรรมชาติและใช้ในขนมไทย มีดังนี้ สีเขียว ได้จากใบเตยโขลกละเอียด คั้นเอาแต่น้ า สีน้ าเงินจากดอกอัญชัน เด็ดกลีบดอกอัญชันแช่ในน้ าเดือด ถ้าบีบ น้ ามะนาวลงไปเล็กน้อยจะได้สีม่วง สีเหลืองจากขมิ้นหรือหญ้าฝรั่นหรือก้านดอกกรรณิการ์ สีแดงจากครั่ง สีด าจากกาบมะพร้าวเผาไฟ น ามาโขลกผสมน้ าแล้วกรอง กลิ่นหอมที่ใช้ในขนมไทยได้แก่ กลิ่นน้ าลอยดอกมะลิ ใช้ดอกมะลิที่เก็บในตอนเช้า แช่ลงในน้ าต้ม สุกที่เย็นแล้วให้ก้านจุ่มอยู่ในน้ า ปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นจึงกรอง น าน าไปใช้ท าขนม กลิ่นดอกกระดังงา นิยมใช้อบขนมแห้ง โดยเด็ดกลีบกระดังงามา ลนเทียนอบให้หอม ใส่ขวดโหลที่ใส่ขนมไว้ ปิดฝาให้สนิท กลิ่นเทียนอบ จุดไฟที่ปลายเทียนอบทั้งสองข้างให้ลุกสักครู่หนึ่ง แล้วดับไฟ วางลงในถ้วยตะไล ใส่ในขวดโหลที่ใส่ขนม ปิดผาให้สนิท กลิ่นใบเตย หั่นใบเตยที่ล้างสะอาดเป็นท่อนยาว ใส่ลงไปในขนม (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559) 2.4.6 ประโยชน์ของขนมไทย ขนมไทย มีรากเหง้ามาจากสังคมเกษตรผูกพันกับธรรมชาติ วัตถุดิบที่น ามาท าเป็น ขนมก็ล้วนมาจากธรรมชาติ ดังนั้นคุณสมบัติหลายประการของผลผลิตตามธรรมชาติก็จะยังคงมีอยู่ มาก จากการส ารวจคุณค่าทางโภชนาการขนมไทย ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขพบว่าขนม ไทยส่วนใหญ่ นอกจากจะมีคุณค่าในสารอาหารหลักๆ อย่างคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันแล้วยังมีแร่ ธาตุและวิตามินที่ส าคัญต่อร่างกายรวมอีกด้วย อาทิเช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ เรติ นอล แคโรทีน เป็นต้น ซึ่งคุณค่าอาหารรวมหมู่แบบนี้จะหาไม่ได้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะเป็นการ สกัดสารอย่างใดอย่างหนึ่งมาบรรจุในแคปซูลเพื่อขายในราคาแพงๆ เท่านั้น และในขนมถุงสารอาหาร ที่มีประโยชน์เหล่านี้ก็ยังหาท ายาได้อยากเช่นกัน (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559)


35 ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและต้องไม่ลืมว่ากรรมวิธีในการผลิตขนมไทยนั้น แทบไม่ต้องอาศัยเครื่องจักรในการผลิต ความสะอาด ถูกหลักอนามัยจึงย่อมมีมากกว่าการผลิตขนม ด้วยเครื่องจักรตามโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจจะมีสารเคมีตกค้างได้ด้วย เหมาะสมส าหรับการทานเพื่อสุขภาพ ขนมไทยนั้นผลิตจากวัตถุดิบจาก ธรรมชาติหรือทางเกษตร จึงเหมาะสมส าหรับการทานเพื่อสุขภาพ คนไทยในยุคสมัยก่อนจึงมีสุขภาพ ดี แข็งแรงก็เพราะการได้รับประทานอาหารจากธรรมชาติอย่างเช่นขนมไทยนี้นี่เอง อีกทั้งยังเป็นที่ นิยมอย่างมากในการน าไปเป็นของหวานตามร้านอาหารหลังจากทานอาหารจานหลักเสร็จเรียบร้อย แล้ว หรือแม้แต่การน าไปเป็นของหวานตามงานเลี้ยงต่าง ๆ เราเห็นได้ชัดจากงานมงคลต่าง ๆ อย่างเช่น งานมงคลสมรส หรืองานบวช โดยเฉพาะช่วงเวลาหลัง ๆ มานี้ มีกลุ่มชมรมเกษตรกรหรือ กลุ่มชมรมต่าง ๆ ที่เริ่มรณรงค์ในการผลิตขนมไทยเพื่อจ าหน่ายเป็นสินค้า OTOP และตามร้านสะดวก ซื้อทั่วไป อย่างเช่นตาม 7-Eleven ในปัจจุบันเริ่มมีการรับขนมชั้นหรือขนมฝอยทองเข้ามาขายบ้าง แล้ว เห็นได้เลยว่าขนมไทยก าลังแพร่หลายอย่างมากในยุคปัจจุบันนี้ (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559) ใยอาหาร" หรือ Fiber เป็นอาหารอีกหมู่หนึ่งที่ร่างกายมีความต้องการไม่ น้อยไป กว่าอาหารหลักหมู่อื่น ใยอาหารนี้แท้ที่จริงแล้วคือ คาร์โบไฮเดรต เชิงซ้อนที่ไม่ใช่แป้ง ซึ่งเป็น ส่วนประกอบของ พืช ผัก และผลไม้ที่รับประทานได้ แต่ไม่ถูกย่อยโดยน้ าย่อยในระบบย่อยอาหาร เมื่อผ่านล าไส้ใหญ่บางส่วนจะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ ท าให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไฮโดรเจน น้ า และกรดไขมันสายสั้นๆ ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้ ใยอาหารจึงมีผลช่วย กระตุ้นการท างานของล าไส้ ท าให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งที่อาจปะปนมากับ อาหาร ซึ่งร่างกายสามารถขับถ่ายมาพร้อมกับอุจจาระ ช่วยลดการดูดซึมไขมัน และคอเรสเตอรอลใน เส้นเลือดได้และเพื่อสุขภาพที่ดีเราควรบริโภคอาหารที่มีเส้นใยอาหารในปริมาณ 25-30 กรัมต่อวัน ซึ่งในขนมไทยต่างมีใยอาหารประกอบอยู่ด้วยทั้งสิ้น กากใยอาหาร ในผักและผลไม้ที่น ามาใช้ท าขนม อย่างเช่น กล้วยบวดชี บวดเผือก บวดฟักทอง ยังคงสภาพอยู่กากใยเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการขับถ่ายของร่างกายทีเดียว ในขณะที่ ขนมพันธุ์ใหม่ที่ในยุคนี้จะเป็นขนมที่ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายหลายขั้นตอนมาก แป้งที่ใช้ท าขนมก็จะถูกฟอกขาว มีสารเคมีสังเคราะห์มากมายเข้าไปเป็นส่วนผสมทั้งในแป้ง และน้ าตาล ซึ่งจะย่อยสลายทันทีในปาก เกิดกรดท าให้ฟันผุได้ทันที และความที่อาหารมีกากใย น้อยลง โรคที่ตามมาอีก คือ อาการท้องผูก ปัจจุบันกลายเป็นปัญหาของเด็กอย่างยิ่ง บางบ้านถึงกับ ทะเลาะกันระหว่างแม่กับพ่อเรื่องการถ่ายของลูกผักใบเขียวหรือดอกไม้ ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบส าคัญ ในการน ามาผลิตขนมไทย ต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยในยุคก่อนนั้นเป็นสังคมการเกษตร ดังนั้น ผลผลิต ทางการเกษตรจึงสามารถน ามาใช้ในการผลิตเป็นอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย รวมถึงของกินอย่าง ขนมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าขนมไทยล้วนแล้วแต่มีกรรมวิธีและใช้วัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ จากพืช และอย่างที่หลาย ๆ คนทราบ สารอาหารหลักส่วนใหญ่นั้น เกิดจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน


36 และแน่นอนว่าในขนมไทยก็ล้วนแล้วแต่มีสารอาหารเหล่านี้อยู่อย่างครบครัน รวมถึงแร่ธาตุ และวิตามินต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ เรียกได้ ว่าสารอาหารเหล่านี้หาได้จากตามธรรมชาติ และได้มารวมอยู่ในขนมไทยเรียบร้อยแล้ว โดยที่ไม่ต้อง ไปเสาะหาของจ าพวกอาหารเสริมเลยด้วยซ้ า เบต้าแคโรทีน (beta-Carotene) เป็นองค์ประกอบของสารสีส้มแดง สีเหลืองในพืช ผัก ผลไม้ เป็นแหล่งของวิตามินเอ เพราะร่างกายสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนไปเป็น วิตามินเอได้ ซึ่งวิตามินเอนี้เป็นวิตามินชนิดไม่ละลายน้ า มีหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น การเจริญเติบโต เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของไขมันบนผนังเซลล์ ท าให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายท างานได้ดี แคลเซียม เป็นธาตุอาหารที่เป็นโครงสร้างของกระดูกและฟัน ช่วยการหด ตัวของกล้ามเนื้อและการเต้นของหัวใจ ช่วยกระตุ้นการท างานของเอ็นไซม์ (ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด, 2559) 5.2 วิจัยที่เกี่ยวข้อง วัชรสินธุ์ เพ็งบุพผา (2564) ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรวิชาการงานอาชีพใน โรงเรียนเพื่อส่งเสริมทักษะการประกอบอาชีพในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการประกอบ อาชีพในอนาคตซึ่งจัดล าดับความส าคัญจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดตามมุมมองของผู้ประกอบการ ประกอบด้วย 11 ทักษะ 2) การจัดการเรียนการสอนของครูและระดับทักษะการประกอบอาชีพของ นักเรียนตามหลักสูตรการงานอาชีพในปัจจุบันก าหนด และตามมุมมองของผู้ประกอบการ พบว่า ระดับการสอนทักษะการประกอบอาชีพของครูมัธยมศึกษาวิชาการงานอาชีพอยู่ในระดับมากที่สุดแต่ ระดับทักษะการประกอบอาชีพของนักเรียนมัธยมศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง 3) แนวทางในการ พัฒนาหลักสูตรวิชาการงานอาชีพในโรงเรียนเพื่อส่งเสริมทักษะการประกอบอาชีพที่ส าคัญในอนาคต แก่ผู้เรียน พบว่า ผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วย และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมกับแนวทางการพัฒนาหลักสูตร วิชาการงานอาชีพในโรงเรียนเพื่อส่งเสริมทักษะการประกอบอาชีพในอนาคตแก่ผู้เรียน อัมพร วรรชะนะ (2562) การพัฒนาหลักสูตรสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม เรื่อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ห่อใบบัวธัญพืชกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (A Curriculum Development on the Topic Entitled, “Steamed Riceberry and Cereal Wrapped in a LotusLeaf”, Career and Technology Strand Group, for Matthayomsuksa 3 Student) ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาหลักสูตร พบว่า องค์ประกอบของหลักสูตรสาระการ เรียนรู้เพิ่มเติม เรื่อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ห่อใบบัวธัญพืช มีคุณภาพเหมาะสมการน าไปใช้จัดการเรียนการ สอน 2. การประเมินผลการใช้หลักสูตร พบว่า 2.1 ผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เรื่อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ห่อใบ บัวธัญพืช ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 2.2 ทักษะในการปฏิบัติการท าข้าวไรซ์เบอร์รี่ห่อใบบัวธัญพืช ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก 2.3 เจคคติต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ห่อใบบัวธัญพืช


37 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2.4 มีการปรับปรุงหลักสูตรในด้าน ระยะเวลา กิจกรรม และเนื้อหาให้เหมาะสม กมลวรรณ สีใส และคณะ (2565) ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้การสร้างสรรค์ สื่อการเรียนรู้ ส าหรับนักศึกษาวิชาชีพครู และครูสถาบันการอาชีวศึกษา สาขาคหกรรม (DEVELOPMENT OF LESSON PLANS FOR CREATE LEARNING MEDIA FOR PRE-SERVICE TEACHERS AND HOME ECONOMICS TEACHERS OF A VOCATIONAL EDUCATION INSTITUTION) ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้รายวิชาต้นแบบ ภายใต้แนวคิดของการเรียนรู้แบบน าตนเอง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง มีจ านวน 3 รายวิชา ได้แก่ 1) การร้อยมาลัย 2) อาหารไทยต้นต าหรับ และ3) ผลิตภัณฑ์ของขวัญของ ที่ระลึก ซึ่งแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ฯ ทั้งสามรายวิชามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ ก าหนด วันทนา แดงเรือง และคณะ (2564) ได้ศึกษา การพัฒนาสื่อมัลติมีเดียภาษามือไทยด้าน คหกรรมศาสตร์ส าหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน(The Development of Thai Sign Language Multimedia on Home Economics for Students with Hearing Impairment) ผลการวิจัยพบว่า สื่อมัลติมีเดียภาษามือไทยด้านคหกรรมศาสตร์ ส าหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยิน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.51 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านที่ 4 ด้านการใช้ภาษามือ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.80 ซึ่งมีผลการประเมินความ เหมาะสมมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านที่ 2 ด้านองค์ประกอบสื่อมัลติมีเดีย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.44 ด้าน ที่ 3 ด้านการใช้ภาษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.40 และต่ าที่สุด คือ ด้านที่ 1 ด้านเนื้อหา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 ศิริรัตน์ ทะนุก และคณะ (2563) ได้ศึกษาการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง การสร้างหนังสือสามมิติโดยใช้การเรียนรู้แบบ โครงงานเป็นฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่องการสร้างหนังสือสามมิติ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน อยู่ใน ระดับดีมาก 2) เจตคติของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 ต่อการเรียนศิลปะโดยใช้การเรียนรู้แบบ โครงงานเป็นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง การสร้างหนังสือสามมิติ อยู่ในระดับมาก กานต์สิรี ชูทอง (2563) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อถอด บทเรียนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเรื่อง การท าขนมไทยในเทศกาลและงานมงคล กลุ่มสาระ การเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์ ข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ฝึกให้ผู้เรียนคิดเป็นท าเป็นอย่างมี เหตุผล 2) ผลการสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อถอดบทเรียนเรื่อง การท าขนมไทยใน เทศกาลและงานมงคล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้ รูปแบบ PPCC Model ประกอบด้วย 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นการวางแผน ขั้นน าเสนอ ขั้นกิจกรรมกลุ่ม และ


38 ขั้นสรุปและประเมินผล 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยการทดลองกับ กลุ่มตัวอย่างได้ค่าประสิทธิภาพ 83.18/83.87 4) การประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อถอดบทเรียนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเรื่อง การท าขนมไทยใน เทศกาลและงานมงคล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนพบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.84 และหลังเรียนเท่ากับ 25.16 มีความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการประเมิน พฤติกรรมนักเรียนที่แสดงออกบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปานทิพย์ เกษสมบูรณ์ และคณะ (2565) ได้ศึกษาการพัฒนาหลักสูตรการท าขนมไทยใน ท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดสุพรรณบุรี (THE DEVELOPMENT OF CURRICULUM OF LOCAL THAI DESSERTS MAKING IN OCCUPATIONS LEARNING FOR PRIMARY 6, SUPHANBURI PROVINCE) ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากการสอบถาม และสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความ ต้องการให้พัฒนา หลักสูตร 2) การพัฒนาหลักสูตรมีความสอดคล้อง และเหมาะสมมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 3) การทดลองใช้หลักสูตรพบว่านักเรียนให้ความสนใจ และให้ความร่วมมือปฏิบัติ กิจกรรม เป็นอย่างดี 4) ผลการประเมินพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใช้หลักสูตรสูง กว่าก่อนใช้หลักสูตร อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทักษะการทาขนมไทยในท้องถิ่นใน ภาพรวมอยู่ในระดับดี นักเรียนมี ความพึงพอใจต่อหลักสูตรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และปรับปรุง หลักสูตรในเรื่องของเวลาในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ และสื่อการเรียนรู้


39 บทที่ 3 วิธีการด าเนินการ วิธีการด าเนินงาน นวัตกรรมสื่อการสอน การสร้างหนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ขนมไทยครั้งนี้ ผู้ศึกษาด าเนินการตามล าดับ ดังนี้ 1. ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อน ามาใช้เป็นแนวทาง ในการ สร้างหนังสือสามมิติ และเรื่องค าศัพท์ขนมไทย 2. ออกแบบหนังสือสามมิติ ลงมือจัดเตรียมอุปกรณ์ เพื่อท าสื่อตามที่ออกแบบไว้ และด าเนินการสร้างหนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย 3. ด าเนินการ สร้างแบบฟอร์มประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลองใช้ หนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล/ด าเนินการ ทดลองใช้กลับกลลุ่มทดลอง 5. วิเคราะห์ และสรุปผลการทดลอง 3.1 ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้ศึกษาได้ค้นคว้าข้อมูลเพื่อใช้เป็นแนวทาง มาวิเคราะห์ และออกแบบการสร้างหนังสือ สามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย ดังนี้ 1. ความหมาย วัตถุประสงค์ องค์ประกอบหนังสือสามมิติ 2. การเตรียมวัสดุ และอุปกรณ์ในการท าหนังสือสามมิติ 3. ขั้นตอนการสร้างหนังสือสามมิติ 3.2 ขั้นตอนการสร้างหนังสือสามมิติ 3.2.1 หนังสือสามมิติ มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ ส่วนที่ 1 วางแผนในการท าหนังสือสามมิติ ส่วนที่ 2 ท าหนังสือ 1. พับครึ่งกระดาษที่หนา และแข็งแรง กระดาษแข็งแผ่นขนาด 9x12 นิ้ว (23x30 ซม.) ใช้ได้ดีจะใช้กระดาษการ์ด กระดาษโปสเตอร์ชนิดบาง หรือกระดาษสมุดขนาดไหนก็ได้ ทั้งนั้นกระดาษจะต้องหนากว่ากระดาษพิมพ์เอกสารทั่วไป พับกระดาษแบ่งครึ่งตามแนวนอนเพื่อท า เป็นหน้าปกหนังสือ 2. กรีดเส้นแนวนอนสองเส้นขนานกันตีงกลางของกระดาษ รอยกรีดนี้ควร ยาวประมาณ 2 นิ้ว (5 ซม) และห่างกันประมาณ 1 นิ้ว (2.5 ซม) รอยกรีดนี้จะท าให้เกิดแถบคลี่ กระดาษออก วางมันในแนวตั้งเพื่อที่ความสูงจะยาวกว่าความกว้าง ใช้ สอดไปใต้แถบดันมาข้างหน้า 3. ท าภาพประกอบ คุณจะวาดแล้วลงสีภาพประกอบบนกระดาษแข็งอีก แผ่น หรือจะตัดรูปภาพจากภาพถ่าย นิตยสาร หรือสมุดภาพอะไรก็ได้แล้วน ามาติดบนกระดาษการ์ด แข็งให้แน่ใจว่าภาพที่ท าขึ้น หรือน ามาใช้นั้นมีสัดส่วนพอเหมาะกับหน้ากระดาษของหนังสือ


40 4. สร้างหน้ากระดาษหลาย ๆ หน้าเท่าที่จ าเป็น ใช้การพับ และตัดตามที่ บอกข้างต้นมาท าหน้ากระดาษมากเท่าที่คุณต้องใช้ในการเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบทบทวนเรื่องราว ทั้งหมด ให้แน่ใจว่ามีภาพประกอบกับภาพถ่ายจนถึงเนื้อเรื่องเตรียมพร้อมไว้ครบทั้งเล่ม 5. เขียนเนื้อเรื่อง เขียนหรือเอาเนื้อเรื่องมาติดตรงด้านล่างของแต่ละหน้า ถ้าคุณมีเนื้อเรื่องต้องใส่มากกว่าเนื้อที่ด้านล่างที่มีอยู่ หากระดาษมาพับติดให้กางออกอ่านได้ในบริเวณ ที่มีพื้นที่ว่างน้อยเกินไป 6. ตกแต่งฉากหลังของแต่ละหน้า ส่วนที่ 3 ท าให้มันเด้งขึ้นมา 1. ตัดรูปภาพแล้วน ามาติดตรงแถบ ตัดรูปภาพ หรือภาพประกอบที่วาดขึ้น ทากาวด้านหลังแล้วน ามาติดตรงแถบ แต่ระวังอย่าให้มันไปติดกับฉากหลังของหน้ากระดาษ ไม่งั้นมัน ก็ไม่เด้งออกมา 2. ทาหน้ากระดาษเข้าด้วยกัน หน้าแต่ละหน้าจ าต้องทากาวด้านหลังมา ติดกัน ครึ่งท่อนบนด้านนอกของหน้าที่สองจะต้องทากาวติดกับครึ่งท่อนล่างด้านนอกของหน้าที่หนึ่ง ครึ่งท่อนบนด้านนอกของแผ่นที่สามต้องติดกับครึ่งท่อนล่างด้านนอกของหน้าที่สอง ท าตามรูปแบบนี้ ไปจนกระทั่งทุกหน้าเชื่อมติดกันหมด อย่าทากาวให้ส่วนที่เป็นป๊อปอัพที่อยู่ตรงแถบมาติดกัน เนื่องจากถ้าท าอย่างนั้นมันก็จะไม่เด้งขึ้นมา 3. ท าปกนอก พับกระดาษหนาพิเศษที่มีขนาดใหญ่กว่าหน้ากระดาษที่เหลือ ของเล่มสักเล็กน้อย 3.3 ขั้นตอนการสร้างแบบฟอร์มประเมินความพึงพอใจ ตั้งค าถาม 10 ข้อ เพื่อใช้ในการท าแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลองใช้ หนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ขนมไทย Google Forms 3.3.1 ลงมือสร้าง Google Forms ประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลองใช้ หนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย ภาพที่ 3.1 การสร้าง Google Forms ประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลองใช้ หนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย


41 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล/ด าเนินการทดลองใช้กับกลุ่มทดลอง ผู้ศึกษาด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามล าดับ ดังนี้ 3.4.1 การเลือกกลุ่มทดลอง โดยวิธีการเลือกสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็น การเลือกที่ผู้ศึกษาใช้เหตุผลในการเลือกกลุ่มทดลอง เพื่อความเหมาะสมในการศึกษา ซึ่งเป็นนักศึกษา ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขาคหกรรมศาสตร์ศึกษา คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ จ านวน 10 คน 3.4.2 ด าเนินการทดลอง ใช้กลับกลุ่มทดลองโดยให้กลุ่มทดลอง ใช้หนังสือสามมิติเรื่อง ค าศัพท์ขนมไทย พร้อมตอบแบบประเมินความพึงพอใจที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้น 3.4.3 ผู้ศึกษาค้นคว้าด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบ ประเมินความพึงพอใจ จากกลุ่ม ทดลอง จ านวน 10 คน น าผลคะแนนที่ได้จากแบบประเมินความพึงพอใจจาก Google Forms ไปท า การวิเคราะห์ และค านวณใน Microsoft Excel เพื่อสรุปผล ภาพที่ 3.2 ข้อมูลแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลองใช้ หนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย จาก Google Forms ภาพที่ 3.3 การค านวณคะแนนแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลอง ใช้หนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย ใน Microsoft Excel


42 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล และอภิปรายผล จากขั้นตอนการด าเนินการ วิเคราะห์ข้อมูลการสร้างหนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ขนมไทย และได้รับข้อมูล จากแบบประเมินความพึงพอใจที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 4.1 ผู้ศึกษาได้ท าหนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ผลไม้ ซึ่งได้ด าเนินการตามขั้นตอนการ ด าเนินงาน ที่ได้วางแผนไว้ และได้เผยแพร่สื่อการเรียนรู้ให้กลุ่มผู้ทดลองใช้ ที่สามารถเปิดอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา ภาพที่ 4.1 หนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ขนมไทย 4.2 การวิเคราะห์ผลข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินความพึงพอใจของกลุ่มทดลอง จาก Google Forms จ านวน 10 คน โดยค านวณหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานใน Microsoft Excel ของ การสร้างหนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ขนมไทย ดังตาราง


43 ข้อ รายการ ˉx S.D ความพึงพอใจ 1 ความสร้างสรรค์ในการออกแบบสื่อน่าสนใจ 4.5 0.52 ความพึงพอใจมากที่สุด 2 สื่อสามารถให้ความรู้เพิ่มมากขึ้น 4.5 0.52 ความพึงพอใจมากที่สุด 3 รูปภาพ และสีสันของสื่อสวยงาม 4.4 0.69 ความพึงพอใจมากที่สุด 4 สื่อมีเนื้อหากระชับเข้าใจง่าย 4.4 0.69 ความพึงพอใจมากที่สุด 5 สื่อมีประโยชน์ต่อผู้ประเมิน 4.5 0.52 ความพึงพอใจมากที่สุด 6 เน้อหาของสื่อทันสมัยน าไปใช้ได้จริง 4.5 0.52 ความพึงพอใจมากที่สุด 7 สื่อมีความทน สามารถน ากลับมาใช้งานได้อีก 4.4 0.51 ความพึงพอใจมากที่สุด 8 สื่อสามารถน าไปเผยแพร่เป็นสื่อการเรียนรู้ได้จริง 4.7 0.48 ความพึงพอใจมากที่สุด 9 สื่อมีลูกเล่นแตกต่างจากสื่อปกติ 4.2 0.42 ความพึงพอใจมากที่สุด 10 สื่อสามารถให้ความรู้เพิ่มเติมจากเดิม 4.1 0.73 ความพึงพอใจมากที่สุด รวม 4.42 0.56 ความพึงพอใจมากที่สุด ตารางที่ 4.2 ตารางแสดงข้อมูลค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแบบประเมินความพึงพอใจของ กลุ่มทดลองจาก Google Forms จ านวน 10 คน ในการประเมินระดับความพึงพอใจ ผู้ศึกษาใช้เกณฑ์แบบมาตราประมาณว่า (Rating scale) 5 ระดับตามวิธีของ ลิเคิร์ท ใช้ค่าคะแนนตั้งแต่ 1.00 – 5.00 มีการแปลความหมายจากค่าเฉลี่ย ดังนี้ 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับ น้อยที่สุด 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับ น้อย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับ ปานกลาง 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับ มาก 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับ มากที่สุด จากตารางที่ 4.2 พบว่ากลุ่มทดลองใช้มีความพึงพอใจต่อสื่อหนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนม ไทย โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ทุกข้ออยู่ในระดับมาก โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ สื่อสามารถน าไปเผยแพร่เป็นสื่อการเรียนรู้ได้จริง มีว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.7 และรองลงมา 4 รายการคือ ความสร้างสรรค์ในการออกแบบสื่อน่าสนใจ,สื่อสามารถให้ความรู้เพิ่ม มากขึ้น,สื่อมีประโยชน์ต่อผู้ประเมิน และเน้อหาของสื่อทันสมัยน าไปใช้ได้จริง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 รองลงมา 3 รายการ คือ รูปภาพ และสีสันของสื่อสวยงาม, สื่อมีเนื้อหากระชับเข้าใจง่าย และสื่อมี ความทน สามารถน ากลับมาใช้งานได้อีก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.4 รองลงมา 1 รายการ คือ สื่อมีลูกเล่น แตกต่างจากสื่อปกติ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2 และล าดับต่อไปอีก 1 รายการ คือ สื่อสามารถให้ความรู้ เพิ่มเติมจากเดิม มีว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.1


44 บทที่ 5 สรุปผลการด าเนินงาน 5.1 สรุปผล การศึกษาสื่อการเรียนรู้ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนมีความ สนใจ และความตั้งใจในการเรียนมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนในวิชาการงานอาชีพ เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้ดึงดูดผู้เรียนมากขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขาคหกรรมศาสตร์ศึกษา คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กรุงเทพ จ านวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินระดับความพึงพอใจต่อสื่อ หนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนม จ านวน 10 ข้อ แปลผลโดยการใช้เกณฑ์แบบมาตราประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับตามวิธีของ ลิเคิร์ท ใช้ค่าคะแนนตั้งแต่ 1.00 – 5.00 มีการแปลความหมาย จากค่าเฉลี่ย ดังนี้ 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับ น้อยที่สุด 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับ น้อย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับ ปานกลาง 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับ มาก 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับ มากที่สุด กลุ่มทดลองใช้มีความพึงพอใจต่อสื่อหนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย โดยรวมมีความพึง พอใจอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ทุกข้ออยู่ในระดับมาก โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยมาก ที่สุด คือ สื่อสามารถน าไปเผยแพร่เป็นสื่อการเรียนรู้ได้จริง มีว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.7 และรองลงมา 4 รายการคือ ความสร้างสรรค์ในการออกแบบสื่อน่าสนใจ,สื่อสามารถให้ความรู้เพิ่มมากขึ้น,สื่อมี ประโยชน์ต่อผู้ประเมิน และเนื้อหาของสื่อทันสมัยน าไปใช้ได้จริง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 รองลงมา 3 รายการ คือ รูปภาพ และสีสันของสื่อสวยงาม, สื่อมีเนื้อหากระชับเข้าใจง่าย และสื่อมีความทน สามารถน ากลับมาใช้งานได้อีก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.4 รองลงมา 1 รายการ คือ สื่อมีลูกเล่นแตกต่างจาก สื่อปกติ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2 และล าดับต่อไปอีก 1 รายการ คือ สื่อสามารถให้ความรู้เพิ่มเติมจากเดิม มีว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5.2 อภิปรายผล การสร้างหนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย มีผลการด าเนินการท าแบบประเมินความพึง พอใจจากกลุ่มผู้ทดลองใช้งานออกมาอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.7 ซึ่งสอดคล้อง กับงานวิจัยของ ศิริรัตน์ ทะนุก และคณะ (2020) การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน เรื่อง การสร้างหนังสือสามมิติ ผลการวิจัยอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.86 ผู้เรียนมีความคิดเห็นว่า การสร้างหนังสือสามมิติท าผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้สึกแปลกใหม่ ท าให้การเรียนรู้ น่าสนใจมากขึ้นมีความน่าสนใจในการเรียน ท าให้การเรียนรู้เข้าใจง่าย


45 5.3 ข้อเสนอแนะ การพัฒนาหนังสือสามมิติ เรื่องค าศัพท์ขนมไทย มีขั้นตอนการพัฒนาหลายขั้นตอน แต่ละ ขั้นตอนจะต้องด าเนินการอย่างประณีต และอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ด้าน ผู้ศึกษาควรวางแผนการ ด าเนินงานในแต่ละขั้นตอนอย่างเหมาะสม จะต้องด าเนินงานตามแผนที่ก าหนดไว้อย่างจริงจัง เพื่อให้ การด าเนินงานในแต่ละขั้นตอนเป็นไปตามแผน สามารถสร้าง และพัฒนาการหนังสือสามมิติออกมา เผยแพร่ได้ตามระยะเวลาที่ก าหนดไว้ จากแบบสอบถามความพึงพอใจสร้างหนังสือสามมิติเรื่องค าศัพท์ขนมไทย ให้ข้อเสนอแนะ แก่ผู้ศึกษาว่า ควรมีการพัฒนาสื่อหนังสือสามมิติในรูปแบบความสวยงาม มัลติมีเดีย, ภาพเคลื่อนไหว, เสียง, คิวอาร์โค้ด และคลิปวิดีโอการท า เพิ่มเติมเข้ามาจากเนื้อหาเพื่อให้มีความหลากหลาย ในการศึกษาครั้งต่อไป ควรสร้างบทเรียนหนังสือสามมิติให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งรายวิชา และ เนื้อหาที่ด าเนินการสอนกับกลุ่มตัวอย่างให้มีความเหมาะสม รวมทั้งการหาประสิทธิภาพของบทเรียน ที่มีต่อหนังสือสามมิติ ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น


46 บรรณานุกรม กรรณิกา นิ่มราศี. (2560). หนังสือสามมิติ. สืบค้นจาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/00520/chapter2.pdf จุฑารัตน์ ตะเข้ลา. (2020). ประวัติความเป็นมาของขนมไทย. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/0926kanomthai/about_mehtml ชวลติ เขงทอง. (2562). ความหมาย และประเภทของสื่อการเรียนการสอน. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก http://elearning.psru.ac.th/courses/163/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9 7%E0%B8%B5%E0%B9%88%201%20%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2% E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81 %E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%8 0%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8% AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8 %A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B 8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99.pdf ชัชวาลย์ มากสินธ์. (2558). การพัฒนา : ฐานคิดและความหมาย. สืบค้นจาก http://www.epub.rbru.ac.th/pdf-uploads/thesis-158-file03-2016-10-19-12-45- 00.pdf เซเยอร์ Sayer. (1977). ประวัติหนังสือสามมิติ. สืบค้นจาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/00520/chapter2.pdf?fbclid=IwAR 2qfVDwUNlFsblOHNvBYYPiqrUrtW5c7ZcaXH4SXWMzx6mQ9O2HTJr3lg0 ต าราขนมหวาน, กทม, แสงแดด. (2559). [ออนไลน์]. สืบค้นจาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9% 84%E0%B8%97%E0%B8%A2?fbclid=IwAR2m7SESCnvdzHAVd9Q1fQ_l_w0CQIR1P59JcstGI_V_tzH7AFVVpz0bfg ธรรมรักษ์การพิศิษฐ์ และสุวรรณี ค ามั่น. (2557). การพัฒนา. สืบค้นจาก http://www.epub.rbru.ac.th/pdf-uploads/thesis-158-file03-2016-10-19-12-45- 00.pdf ธีรวัลย์ ศิลารัตน์. (2559). ความส าคัญของการพัฒนา. สืบค้นจาก http://www.epub.rbru.ac.th/pdf-uploads/thesis-158-file03-2016-10-19-12-45- 00.pdf ประสิทธิ์ สวาสดิ์ญาติ. (2518). แนวความคิดเกี่ยวกับ “การพัฒนา”. สืบค้นจาก http://www.epub.rbru.ac.th/pdf-uploads/thesis-158-file03-2016-10-19-12-45- 00.pdf


47 ศิริรัตน์ ทะนุก และคณะ. (2020). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน เรื่องการสร้างหนังสือ สามมิติ. สืบค้นจาก http://dspace.lib.buu.ac.th/handle/1234567890/4132 สนธยา พลศรี. (2557). ความหมายของการพัฒนา. สืบค้นจาก http://www.epub.rbru.ac.th/pdfuploads/thesis-158-file03-2016-10-19-12-45-00.pdf ส านักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษาส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มการงาน อาชีพและเทคโนโลยี. สืบค้นจาก https://drive.google.com/file/d/1rDbGpsCoat_1rZ2jvVybnaYSZoFcZ9O5/view อนุสรณ์ ฟักชา และคณะ. (2558). สื่อการเรียนการสอน. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก https://www.payaptechno.ac.th/app/images/payap/nawattakamnew/year2558/cp/pvc-cp/pvc-cp-6.pdf?fbclid=IwAR2m7SESCnvdzHAVd9Q1f EzyThaiCooking. (2566). ขนมไทย. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก https://zeepearsukon.wordpress.com/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3 %E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%99 %E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/?fbclid=IwAR07hOcw8rks BRuWCOx7l6jLfYI0gvyoISqLDWHwKj5QhcbVOCXFY3f6jAA


Click to View FlipBook Version